<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นครินทร์ วนกิจไพบูลย์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author58/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author58/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Aug 2018 18:08:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>รู้จักกับ Justin Hurwitz ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงทั้งหมดของ La La Land</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-12/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-12/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นครินทร์ วนกิจไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Mar 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[La La Land]]></category>
		<category><![CDATA[oscar]]></category>
		<category><![CDATA[Justin Hurwitz]]></category>
		<category><![CDATA[city of stars]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-12/</guid>

					<description><![CDATA[<p>City of stars. Are you shining just for me? ได้ยินท่อนนี้ขึ้นมา ทุกคนคงรู้จักและร้องตามได้ทันที เพราะนี่คือ City of Stars ซาวนด์แทรกประกอบภาพยนตร์ La La Land เพลงดังแห่งปีที่เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ สาขา Best Original Song มาได้หมาดๆ นอกจากเพลงดังกล่าวที่สาวๆ คลั่งไคล้ไรอัน กอสลิ่ง แล้ว เพลงอื่นๆ ของ La La Land ก็เพราะจับใจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Audition (The Fools Who Dream) ที่ขับร้องโดยเอ็มม่า สโตน หรือเพลงในฉากเปิดของเรื่องบนทางด่วนอย่าง Another Day of Sun รวมไปถึงสกอร์ของหนังที่ได้รางวัลออสการ์ สาขา Best Original Score มาแบบไร้ข้อกังขา หนังดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-12/">รู้จักกับ Justin Hurwitz ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงทั้งหมดของ La La Land</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>City<br />
of stars. </em><i style="background-color: initial">Are you shining just for me?</i></p>
<p>ได้ยินท่อนนี้ขึ้นมา<br />
ทุกคนคงรู้จักและร้องตามได้ทันที เพราะนี่คือ <i style="background-color: initial">City of Stars</i> ซาวนด์แทรกประกอบภาพยนตร์<i style="background-color: initial"><br />
La La Land</i> เพลงดังแห่งปีที่เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ สาขา Best<br />
Original Song มาได้หมาดๆ</p>
<p>นอกจากเพลงดังกล่าวที่สาวๆ<br />
คลั่งไคล้ไรอัน กอสลิ่ง แล้ว เพลงอื่นๆ ของ <em>La La Land</em> ก็เพราะจับใจเช่นกัน<br />
ไม่ว่าจะเป็น <em>Audition (The Fools Who Dream)</em> ที่ขับร้องโดยเอ็มม่า<br />
สโตน หรือเพลงในฉากเปิดของเรื่องบนทางด่วนอย่าง <em>Another Day of Sun</em> รวมไปถึงสกอร์ของหนังที่ได้รางวัลออสการ์ สาขา Best Original Score<br />
มาแบบไร้ข้อกังขา</p>
<p>หนังดี<br />
เพลงเพราะ ขนาดนี้ รู้ไหมว่าใครอยู่เบื้องหลังความไพเราะดังกล่าว</p>
<p>เขาชื่อ<br />
Justin Hurwitz หนุ่มอเมริกันเชื้อสายยิวที่มีอายุเพียง<br />
32 ปี ตอนนี้ เฮอร์วิตซ์ได้รับการจับตามองอย่างมากว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะมีอิทธิพลต่อวงการเพลงและภาพยนตร์ในภายภาคหน้า</p>
<p>ไปรู้จักเขากันสักนิดดีกว่า</p>
<p>เฮอร์วิตซ์เกิดที่แคลิฟอร์เนีย แต่ครอบครัวย้ายไปที่มิลวอกี (Milwaukee) เขาเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่ยังเด็กที่<br />
Wisconsin<br />
Conservatory of Music คุณครูสอนเปียโนของเขาบอกว่า<br />
เฮอร์วิตซ์ ชอบที่จะเล่นเพลงยากๆ อยู่เสมอ</p>
<p>“ช่วงปีท้ายๆ ในไฮสกูล เขาเล่น <em>Piano Concerto No. 1</em> ของบีโธเฟนได้ทั้งหมด และเล่นได้ดีเสียด้วย” </p>
<p>เฮอร์วิตซ์เองก็กล่าวภายหลังว่า Beethoven, Chopin, Bach และ Schubert เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาอยากเป็นนักแต่งเพลง<br />
นอกจากนี้เขายังชื่นชอบเพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชันอย่าง <em>Beauty and the<br />
Beast</em>, <em>The Little Mermaid</em> และ <em>Aladdin</em> ตั้งแต่เด็ก</p>
<p>เฮอร์วิตซ์เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ที่ทำให้เขาได้พบกับ<br />
Damien<br />
Chazelle ผู้กำกับ <em>La La Land</em> และนั่นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ทั้งคู่ถือเป็นเพื่อนซี้กันมาก<br />
นอนห้องเดียวกัน เรียนด้วยกัน ตั้งวงดนตรีอินดี้ป๊อปด้วยกัน แถมยังทำหนังด้วยกันเรื่อง<br />
<em>Guy<br />
and Madeline on a Park Bench</em> ซึ่งว่ากันว่าคือโปรโตไทป์แรกของหนังเรื่อง<br />
<em>La La Land</em></p>
<p>ชาเซลล์ถึงกับเคยบอกว่า เหตุผลเดียวที่ทำให้เขาเขียนบทหนังเรื่องนั้นขึ้นมาก็เพราะเฮอร์วิตซ์ตกลงที่จะแต่งเพลงให้ </p>
<p>“ถ้าเขาบอกว่าไม่ เส้นทางชีวิตเราคงเปลี่ยนไป และไม่มีทางที่จะมี<em> La<br />
La Land</em> ในวันนี้อย่างแน่นอน” ผู้กำกับรางวัลออสการ์สารภาพ<br />
“การตัดสินใจที่ดีที่สุดของผมคือการที่โน้มน้าวให้เขาอยู่กับผมได้สำเร็จ”</p>
<p>แม้ว่าโปรเจกต์<em><br />
La<br />
La Land</em> ที่เขียนขึ้นมาก่อนจะถูกเบรกไว้ เนื่องจากทางสตูดิโอมองว่าใช้งบสูงเกินไป<br />
จนทั้งคู่หันไปสร้างหนัง <em>Whiplash</em> ก่อน แต่เมื่อทางสตูดิโอไฟเขียวให้สร้าง<br />
<em>La La Land </em>สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือแต่งเพลงด้วยกัน เพื่อหาเมนธีมของเรื่องซึ่งคือเพลง<br />
<em>Mia &amp; Sebastian&#8217;s Theme (Late For The Date)</em></p>
<p>“ผมใช้เวลาแต่งเพลงด้วยเปียโนอยู่นานมาก” เฮอร์วิตซ์เล่า<br />
“แต่พอเราได้เมโลดี้ขึ้นมา มันเหมือนเป็นโมเมนต์แบบ ‘ใช่เลย!’”</p>
<p>นี่คือขั้นตอนในการทำเพลงของหนังทุกเรื่องของพวกเขา<br />
ทั้งสองคนจะมานั่งเล่นเปียโนกันเพื่อหาเมโลดี้ที่ใช่ของหนัง โดยตัวเฮอร์วิตซ์จะได้อ่านบทภาพยนตร์ก่อน เพื่อนึกถึงเพลงที่เหมาะกับแต่ละฉาก</p>
<p>แล้วสไตล์เพลงของเฮอร์วิตซ์เป็นอย่างไร?</p>
<p>เฮอร์วิตซ์บอกว่า เขาไม่ชอบเมโลดี้ที่เศร้าหรือสุขเกินไปด้านใดด้านหนึ่ง เพลงของเขามักจะเป็นอารมณ์ที่ผสมกัน<br />
คือมีทั้งสุขและเศร้าในเพลงเดียว และด้วยการใส่อารมณ์ที่ซับซ้อนและหลากหลายเข้าไปในเพลงทำให้ตัวเพลงของพวกเขามีเอกลักษณ์ที่ค่อนข้างชัดเจน<br />
โดยเว็บไซต์ <a href="http://deadline.com/">deadline.com</a> ตั้งข้อสังเกตว่า<br />
มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของเมโลดี้ในคีย์เดียวกัน</p>
<p>“ยกตัวอย่างเช่นเพลง <em>City of Stars </em>ที่เป็นธีมหลัก ผมไม่ได้มีการเปลี่ยนคีย์มากนัก<br />
แต่เป็นการเปลี่ยนกลับไปกลับมาระหว่างเมเจอร์และไมเนอร์ในคีย์เดียวกัน”  </p>
<p>ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นเพลงที่มีส่วนผสมของแจ๊ส<br />
ป๊อป และเพลงประกอบภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดยุคเก่า อีกทั้งยังคลุกเคล้าอารมณ์ทุกข์ สุข เศร้า<br />
ไปกันได้อย่างกลมกลืน</p>
<p>เฮอร์วิตซ์กล่าวคำขอบคุณบนเวทีประกาศผลรางวัลออสการ์ว่า </p>
<p><em>“ถึงทุกคนที่ทำงานให้เกิดเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอ ผมดูงานของคุณเหมือนกับผมกำลังแต่งเพลงให้กับภาพวาด<br />
และนั่นคือแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดเพลงเหล่านี้”</em></p>
<p>City<br />
of stars. Are you shining just for me?</p>
<p>ดูเหมือนแสงดาวกำลังจะส่องสว่างไปที่ผู้ชายคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-12/">รู้จักกับ Justin Hurwitz ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงทั้งหมดของ La La Land</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-12/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมเราถึงควร &#8216;ลงขัน&#8217; ให้กับศิลปินไทย?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-6/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-6/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นครินทร์ วนกิจไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 13 Jan 2017 07:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[วงดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[music]]></category>
		<category><![CDATA[ลงขัน]]></category>
		<category><![CDATA[เทศการดนตรีลงขัน]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปินไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ญาณิกา เลิศพิมลชัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-6/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกครั้งที่ได้ไปดู ‘gig’ หรือการแสดงสดดนตรีในผับ คลับ หรือบาร์ ที่ต่างประเทศ วัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าค่อนข้างแตกต่างจากในบ้านเราก็คือ ‘ราคา’ ที่เราต้องจ่ายเพื่อเข้าชม ผมเพิ่งกลับมาจากลียง เมืองใหญ่อันดับสามของประเทศฝรั่งเศส เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหาร ประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรม จนได้เป็น UNESCO World Heritage Site นอกจากนี้ยังพอจะมีชื่อเสียงเรื่องดนตรีแจ๊ซอยู่บ้าง ผมจึงไม่พลาดที่จะหาแจ๊ซคลับดีๆ เพื่อชมการแสดงสด ร้านที่ผมไปชื่อ Hot Club de Lyon เป็นคลับเล็กๆ ใต้ดินที่มีศิลปินหมุนเวียนกันมาบรรเลงเพลงแจ๊ซ วันที่ผมไปเป็นการแสดงสดแบบดูโอจากศิลปินฝรั่งเศสที่เล่นแนวโฟล์ก ใช้กีตาร์ 2 ตัว ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือน Paris Jazz หรือ French Jazz ในหนังเรื่อง Midnight in Paris ของวูดดี้ อัลเลน ประเด็นที่อยากจะเล่าคือ การจะดูดนตรีสดนี้ต้องเสียค่าเข้าชม 8 ยูโร (ประมาณ 300 บาท) ไม่รวมเครื่องดื่มใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นเงินที่ช่วยสนับสนุนศิลปิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-6/">ทำไมเราถึงควร &#8216;ลงขัน&#8217; ให้กับศิลปินไทย?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกครั้งที่ได้ไปดู ‘gig’ หรือการแสดงสดดนตรีในผับ คลับ หรือบาร์ ที่ต่างประเทศ วัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าค่อนข้างแตกต่างจากในบ้านเราก็คือ ‘ราคา’ ที่เราต้องจ่ายเพื่อเข้าชม</p>
<p>ผมเพิ่งกลับมาจากลียง เมืองใหญ่อันดับสามของประเทศฝรั่งเศส เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหาร ประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรม จนได้เป็น UNESCO World Heritage Site นอกจากนี้ยังพอจะมีชื่อเสียงเรื่องดนตรีแจ๊ซอยู่บ้าง ผมจึงไม่พลาดที่จะหาแจ๊ซคลับดีๆ เพื่อชมการแสดงสด</p>
<p>ร้านที่ผมไปชื่อ Hot<br />
Club de Lyon เป็นคลับเล็กๆ ใต้ดินที่มีศิลปินหมุนเวียนกันมาบรรเลงเพลงแจ๊ซ วันที่ผมไปเป็นการแสดงสดแบบดูโอจากศิลปินฝรั่งเศสที่เล่นแนวโฟล์ก ใช้กีตาร์ 2 ตัว ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือน Paris Jazz หรือ French Jazz ในหนังเรื่อง <em>Midnight<br />
in Paris</em> ของวูดดี้ อัลเลน</p>
<p>ประเด็นที่อยากจะเล่าคือ การจะดูดนตรีสดนี้ต้องเสียค่าเข้าชม 8 ยูโร (ประมาณ 300 บาท) ไม่รวมเครื่องดื่มใดๆ ทั้งสิ้น</p>
<p>ถือเป็นเงินที่ช่วยสนับสนุนศิลปิน</p>
<p>การจ่ายเงินค่าเข้าให้กับศิลปินถือเป็นหนึ่งในธรรมเนียมปกติของคลับหรือบาร์ทั่วโลก หรือหากร้านไหนไม่เสียค่าเข้า เขาก็จะมีกล่องเล็กๆ วางอยู่ข้างหน้าเพื่อให้คนเดินมาหยอดเงิน ซึ่งผมไปมากี่ที่ก็พบคล้ายๆ กันว่าพอเล่นจบคนก็จะเดินมามอบสตางค์กันทั้งนั้น เพราะถือเป็นสิ่งที่ ‘ควร’ ทำ ตอนไปดูแจ๊ซที่โตเกียวย่านรปปงหงิ ตัวเจ้าของร้านเดินถือกล่องไปตามแต่ละโต๊ะเลยด้วยซ้ำ</p>
<p>วัฒนธรรมนี้สะท้อนว่าพวกเขามองว่าดนตรีสดมีราคา ไม่ใช่ของฟรี</p>
<p>มองกลับมาที่บ้านเรา ผมยังไม่เคยเห็นร้านไหนกล้าเก็บสตางค์สักเท่าไร เว้นเสียแต่ว่าเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ และก็ต้องมีบัตรแลกเครื่องดื่มด้วย ไม่เช่นนั้นมีโวยแน่</p>
<p>ที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้จะกล่าวโทษหรือติติงใคร แต่พูดเพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นภาพว่านี่คือหนึ่งในกลไกที่ช่วยให้ศิลปินเล็กๆ ในต่างประเทศพอมีรายได้</p>
<p>ทุกวันนี้ ศิลปินไทยหากไม่รวยมากไปเลยก็แทบจะหารายได้จากการทำเพลงไม่ได้เลย เหตุผลเพราะรายได้หลักของศิลปินมาจากการโชว์ ส่วนเรื่องการขายซีดีหรือมิวสิกสตรีมมิ่งนั้นถือว่าน้อยมาก และถึงแม้ว่าจะมีงานโชว์ แต่ก็อาจจะถูกกดราคาจากเจ้าของร้านได้อีกอยู่ดี</p>
<p>การสนับสนุนโดยคนฟังจึงถือเป็นอีกทางที่ช่วยให้ศิลปินมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ แต่นอกเหนือจากตัวเงิน คือกำลังใจที่ประเมินค่าไม่ได้</p>
<p>ผมไปบาร์ที่ญี่ปุ่นทีไรก็จะเห็นวัฒนธรรมแฟนคลับที่น่ารัก กลุ่มแฟนเพลงเล็กๆ มายืนถือป้ายเชียร์ ซื้อเสื้อผ้าและซีดี ไม่ว่าวงที่เล่นจะโนเนมแค่ไหน แต่พวกเขาก็มุ่งมั่นทำเพลงต่อไปเพราะรู้ว่ามีคนคอยสนับสนุน</p>
<p>ผมคิดว่าแฟนเพลงไทยก็ทำแบบนั้นได้เช่นกัน</p>
<p>วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคมนี้ ผมคิดว่ามีงานดนตรีเล็กๆ ที่แนวคิดน่าสนใจมาก งานนี้ชื่อ ‘เทศกาลดนตรีลงขัน’ งานดนตรีที่อัดแน่นไปด้วยวงดนตรีคุณภาพอย่าง ภูมิจิต, Ten To Twelve, Plot ฯลฯ แต่กลับเปิดให้เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเพราะคุณสามารถ ‘ลงขัน’ ให้กับวงขณะเล่นได้ตามความพึงพอใจของผู้ชม  </p>
<p>คุณกิ๊กกี้-ญาณิกา เลิศพิมลชัย สาวน้อยนักดนตรีที่เป็นแม่งานครั้งนี้เล่าให้ The Momentum ฟังว่า โมเดลนี้คือการตัดตัวกลางออกไป</p>
<p>“โมเดลนี้เราดึงตัวกลางออกไปจากที่ศิลปินไปเล่น ไม่ว่าจะเล่นดีแค่ไหนเขาก็จะได้อยู่ที่ราคาเท่าเดิม แต่งานนี้ศิลปินเป็นผู้สื่อสารกับคนดูโดยตรง เล่นดีเท่าไหร่ก็จะได้เท่านั้น”</p>
<p>เธอยังบอกความในใจของศิลปินอิสระอีกด้วยว่า</p>
<p>“ศิลปินส่วนใหญ่เขามองว่าแค่คุณฟังเพลงเรา แค่คุณแชร์เพลงและบอกฟีดแบ็กว่าเพลงเราเป็นยังไง เขาก็รู้สึกดีแล้ว การที่เขาอยากให้พูดถึงเป็นเพราะมันจะนำพาไปสู่งานโชว์ของเขา ซึ่งเป็นหนทางที่ศิลปินจะได้เงินเยอะที่สุด คือถ้าไม่มีใครพูดถึงเขาเลยก็จะไม่มีใครชวนเขาไปเล่น แล้วเขาก็จะไม่ได้เงิน เราต้องทำอย่างอื่นเพื่อมาเล่นดนตรี อีกอย่างคือศิลปินก็จะมีทำของออกมาเรื่อยๆ เราก็อยากให้คนช่วยซื้อเสื้อเรา ซื้อซีดีเราหน่อย ไม่ได้ขออะไรมากกว่านั้นจริงๆ”  </p>
<p>ผมมองจากสเกลของงานแล้วก็พอจะประเมินได้ว่านี่คืองานเล็กๆ ที่เป็นเหมือนความในใจของศิลปินอินดี้ แต่อย่างน้อยโมเดลที่ใช้ความพึงพอใจของแฟนเพลงเป็นหลักและการสื่อสารกันโดยตรงระหว่างศิลปินและแฟนเพลงโดยการตัดตัวกลางออกไป ก็ถือเป็นวิธีการที่น่าสนใจ ถ้าหากผลตอบรับออกมาดีก็น่าจะ duplicate เพื่อต่อยอดได้ในอนาคต</p>
<p>ใครที่อยากเห็นวงเพลงไทยมีความหลากหลายและพัฒนาต่อไปการลงขันนี้น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีนะครับ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0578.jpg"></p>
<p><em>หมายเหตุ เทศกาลดนตรีลงขันจัดขึ้นวันที่ 15 มกราคม 2559 ณ ACMEN Ekamai Complex (อยู่ระหว่างเอกมัยซอย 13 &#8211; 15) เวลา 16.00 &#8211; 23.00 น. ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม แต่ชวนให้สนับสนุนศิลปินโดยตรงจากการลงขันให้ศิลปิน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <strong>Facebook l</strong> </em><a href="https://www.facebook.com/longkhanfest/?fref=ts"><em>Long Khan ลงขัน</em></a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-6/">ทำไมเราถึงควร &#8216;ลงขัน&#8217; ให้กับศิลปินไทย?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-6/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Summer Sonic 2016 : สุดยอดเทศกาลดนตรีร็อก ณ แดนอาทิตย์อุทัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-52/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-52/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นครินทร์ วนกิจไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Sep 2016 11:41:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[converseJPtour]]></category>
		<category><![CDATA[abookTeamTravel]]></category>
		<category><![CDATA[travei]]></category>
		<category><![CDATA[summer sonic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-52/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในความฝันที่ผมอยากทำก่อนตายคือการดู Radiohead เล่นสด สำหรับผม Radiohead เป็นมากกว่าแค่วงดนตรีโปรด ผมเป็นแฟนเพลงชนิดเดนตาย ร้องตามได้แทบทุกเพลง มีแผ่นซีดีทุกอัลบั้มเต็ม อ่านเกือบทุกเรื่องราวของวง และมี Thom Yorke นักร้องนำเป็นที่สุดแห่งแรงบันดาลใจ เพลงของพวกเขาซึมลึกอยู่ในทุกช่วงชีวิต ยามเหงาผมร้องเพลง No Surprises ยามกดดันผมเปิดเพลง Creep ยามสนุกผมเต้นรำไปกับเพลง Idioteque ดนตรีของพวกเขาทำให้ผมมีความสุข ทำให้ผมได้ปลดปล่อย และหลายครั้งก็ทำได้ถึงขั้นช่วยชีวิตในยามที่สิ้นหวัง ไม่น่าเชื่อว่าความฝันของผมจะมาเร็วกว่าที่คิด เพราะทันทีที่เทศกาลดนตรีร็อกที่ญี่ปุ่นอย่าง Summer Sonic 2016 ประกาศไลน์อัพว่า Radiohead จะมาเล่นสดๆ ก็เป็นช่วงเดียวกับที่ทางสำนักพิมพ์อะบุ๊กกำลังมีโปรเจกต์ Converse presents Live From Planet Earth: Team Travel in Japan ทริปที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือ Live From Planet Earth และได้รับการสนับสนุนจาก คอนเวิร์ส ประเทศไทย ต่อยอดไปสู่การเดินทางจริงของกลุ่มคนรักเสียงดนตรี ทริปนี้มีไฮไลต์คือการไปลุย Summer [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-52/">Summer Sonic 2016 : สุดยอดเทศกาลดนตรีร็อก ณ แดนอาทิตย์อุทัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในความฝันที่ผมอยากทำก่อนตายคือการดู<br />
Radiohead เล่นสด</p>
<p>สำหรับผม Radiohead เป็นมากกว่าแค่วงดนตรีโปรด<br />
ผมเป็นแฟนเพลงชนิดเดนตาย ร้องตามได้แทบทุกเพลง มีแผ่นซีดีทุกอัลบั้มเต็ม<br />
อ่านเกือบทุกเรื่องราวของวง และมี Thom<br />
Yorke นักร้องนำเป็นที่สุดแห่งแรงบันดาลใจ </p>
<p>เพลงของพวกเขาซึมลึกอยู่ในทุกช่วงชีวิต<br />
ยามเหงาผมร้องเพลง <em>No Surprises</em> ยามกดดันผมเปิดเพลง<br />
<em>Creep</em> ยามสนุกผมเต้นรำไปกับเพลง<br />
<em>Idioteque </em></p>
<p>ดนตรีของพวกเขาทำให้ผมมีความสุข<br />
ทำให้ผมได้ปลดปล่อย และหลายครั้งก็ทำได้ถึงขั้นช่วยชีวิตในยามที่สิ้นหวัง</p>
<p>ไม่น่าเชื่อว่าความฝันของผมจะมาเร็วกว่าที่คิด<br />
เพราะทันทีที่เทศกาลดนตรีร็อกที่ญี่ปุ่นอย่าง Summer<br />
Sonic 2016 ประกาศไลน์อัพว่า Radiohead จะมาเล่นสดๆ<br />
ก็เป็นช่วงเดียวกับที่ทางสำนักพิมพ์อะบุ๊กกำลังมีโปรเจกต์ Converse presents Live From Planet Earth: Team<br />
Travel in Japan ทริปที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือ Live From Planet Earth และได้รับการสนับสนุนจาก<br />
คอนเวิร์ส ประเทศไทย ต่อยอดไปสู่การเดินทางจริงของกลุ่มคนรักเสียงดนตรี<br />
ทริปนี้มีไฮไลต์คือการไปลุย Summer Sonic<br />
2016 กันที่กรุงโตเกียว และผมได้รับการติดต่อจากพี่แพท-สิระ บุญสินสุข<br />
เจ้าของหนังสือและผู้ดูแลโปรเจกต์ให้เป็นหนึ่งในทีมการเดินทางครั้งนี้  </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0271.jpg"></p>
<p>คืนก่อนหน้าที่จะตีตั๋วเข้างาน<br />
ทีมงานพาเราไปแวะที่ร้าน Live and Bar<br />
LOTUS ย่าน Yotsuya<br />
เพื่อสัมผัสประสบการณ์การเล่นสดในผับ<br />
ซึ่งในงานนอกจากจะมีวง Getsunova และพี่ปู<br />
แบล๊กเฮดมาโชว์พลังเสียงแล้ว พี่แพทของเรายังมีเซอร์ไพรส์ด้วยการจับมือกับ ณัฐ-ณัฐวัฒน์ แสงวิจิตร<br />
มือกีตาร์วง Klear, มิก-ประกาย วรนิสรากุล<br />
นักร้องวง Abuse the Youth และอู๋-ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์<br />
นักร้องวง The Yers เล่นเป็นวงเปิดในนาม<br />
The Dirty Sausages (ชื่อนี้จริงๆ<br />
ครับ) </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0365.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0457.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0553.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0648.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0741.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0839.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0927.jpg"></p>
<p>เช้าวันถัดมา<br />
พวกเราตื่นกันแต่เช้าเพื่อนั่งรถไฟจากย่านกินซ่าในโตเกียวไปยังจังหวัดชิบะ<br />
เนื่องจากสถานที่จัดงานของ Summer Sonic นั้นคือ<br />
Chiba Marine Stadium ซึ่งตั้งอยู่ที่ชิบะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1040.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/00112.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/01112.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1133.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/12.1_1.jpg"></p>
<p>ใครที่เป็นคนชอบดูเทศกาลดนตรี<br />
คงพอจะทราบอยู่บ้างว่า Summer Sonic คือเทศกาลดนตรีร็อกที่มีชื่อที่สุดงานหนึ่งในเอเซีย<br />
เริ่มจัดในปี 2000 หลังจากนั้นก็จัดทุกปีในช่วงเดือนสิงหาคม<br />
โดยงานจะจัดขึ้น 2 วันใน<br />
2 เมืองคือ<br />
โตเกียวและโอซาก้า<br />
ส่วนใหญ่แล้วไลน์อัพของงานก็จะผสมกันระหว่างศิลปินระดับโลกและศิลปินญี่ปุ่น<br />
โดยวงดังๆ ที่เคยมาเล่นก็เช่น Coldplay,<br />
Muse, Blur, Greenday จนไปถึง Stevie Wonder หรือ<br />
Pharrell Williams</p>
<p>ในโตเกียวปีนี้ วง Radiohead เล่นเป็นวงปิดในวันที่สอง<br />
ฉะนั้นในวันแรกผมจึงไม่ต้องรีบไปต่อแถว มีเวลาเดินเล่นดูวงอื่นได้สบายๆ (รวม 2 วันมีวงขึ้นโชว์ทั้งหมดประมาณ<br />
60 วง) โดยวงที่ผมเลือกดูในวันนั้นได้แก่  Weezer,<br />
Fergie (สนุกเหลือเชื่อ เต้นตุ๊ดแตกเลย-ฮา) และ The Chainsmokers เจ้าของเพลงฮิต<em><br />
Closer</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1230.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1317.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1414.jpg"></p>
<p>ผมมีโอกาสไปเทศกาลดนตรีอยู่บ้าง<br />
แม้จะไม่บ่อย เท่าที่สังเกต สิ่งที่ Summer<br />
Sonic แตกต่างจากเทศกาลอื่นๆ<br />
คือสภาพอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวน เดี๋ยวร้อนจัด เดี๋ยวฝนตก<br />
หรือบางครั้งฝนก็ตกตอนที่แดดจ้าซะยังงั้น เรียกได้ว่าเปลี่ยนชุดกันฝนแทบไม่ทัน<br />
แต่อากาศที่ไม่ค่อยดีนี้ก็ถูกลบล้างด้วยบรรยากาศที่สุดยอดในงาน<br />
คนที่มาดูน่ารักและตั้งใจมาดูดนตรีเป็นอย่างมาก ทุกคนสนุกแบบจัดเต็ม ทั้งร้อง เต้น<br />
แหกปาก กระโดด โดยไม่มีเก๊ก นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้รู้สึกสนุกขึ้นไปอีกก็คือ เวที 8 เวทีที่มีคาแรกเตอร์และจุดเด่นแตกต่างกันไป<br />
ตั้งแต่สนามแข่งขันเบสบอล ไปจนถึงเวทีชิลล์ๆ ริมทะเล (ผมชอบเวทีนี้ที่สุด) รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ<br />
ที่ทางผู้จัดงานจัดไว้ให้ เช่น Silent Disco ฟลอร์เต้นรำแบบใส่หูฟังส่วนตัว<br />
หรือรถฉีดน้ำดับร้อนโดยสาวในชุดบิกินี</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1512.jpg"></p>
<p>งานในวันแรกเหมือนจะจบลงด้วย The Offspring ที่เป็นวงใหญ่วงท้าย<br />
แต่จริงๆ แล้วคืนนั้นยังมีคอนเสิร์ตโต้รุ่งสำหรับคนไม่อยากนอน จัดในชื่อ HOSTESS CLUB ALL-NIGHTER มีวงอินดี้ตั้งแต่<br />
Deerhunter, Animal Collective,<br />
Dinosaur Jr. หรือ Temples<br />
แต่เนื่องจากงานจะจบลงตี<br />
4<br />
ผมซึ่งอยากเก็บแรงไว้เข้าเฝ้าพี่ทอม<br />
ยอร์กพรุ่งนี้ จึงได้ดูแค่ Deerhunter 3 &#8211; 4<br />
เพลง<br />
แล้วก็รีบนั่งรถไฟกลับ </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/168.jpg"></p>
<p>วันที่สองถือเป็นวันที่มีไฮไลต์เด็ดเพียบ<br />
ผมวิ่งไปวิ่งมาระหว่างเวทีแทบไม่ทันเพื่อชมศิลปินวงโปรดให้ได้มากที่สุด<br />
วันนั้นผมได้ดู Two door Cinema Club,<br />
King, Cashmere Cat, The Jacksons เสียดายที่พลาด MØ, Mayer Hawthorne, Suede, Mark Ronson แต่ที่เสียดายที่สุดคือ<br />
James Bay ศิลปินหนุ่มที่ผมอยากดูมาก! แต่เพราะเวลาของเจมส์<br />
เบย์นั้นใกล้กับ Radiohead เกินไป<br />
แถมเวทียังไกลกันอีก ผมที่อยากไปสักการะบูชาพี่ทอม ยอร์กใกล้ๆ<br />
จึงยอมตัดใจเข้าไปในเวทีใหญ่ก่อนเวลา 2 &#8211; 3<br />
ชั่วโมง<br />
โดยวงที่เล่นก่อนหน้า Radiohead คือ<br />
Sakanaction วงอิเล็กโทรร็อกญี่ปุ่น<br />
(คล้ายๆ<br />
Slot Machine บ้านเรา) ที่ก็เล่นได้ประทับใจผมไม่น้อย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/178.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/187.jpg"></p>
<p>ปกติแล้ว<br />
เมื่อวงใดวงหนึ่งเล่นจบ คนก็มักจะเฮโลกันเดินออกจากเวทีไปดูวงอื่น แต่เมื่อ Sakanaction เล่นจบ<br />
ผลปรากฎว่าแทบไม่มีใครเดินออกสักคน ทุกคนต่างมารอดู Radiohead ทั้งนั้น<br />
ผมสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นของคนรอบตัว หลายคนใส่เสื้อ Radiohead มา และอีกหลายๆ<br />
คนก็ฮัมเพลงของพวกเขาบิ้วท์ตัวเองไปด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/196.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0192.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/00191.jpg"></p>
<p>ก่อนเวลาเล่นประมาณครึ่งชั่วโมง<br />
ผมเบียดตัวเข้าไปในฝูงชนเพื่อพาตัวเองไปใกล้เวทีมากที่สุด<br />
จนในที่สุดผมก็มองเห็นเวทีในระยะประชิด ห่างแค่ประมาณ 10 &#8211; 20 เมตรเท่านั้น<br />
อากาศตอนนั้นร้อนอ้าวมากๆ ไม่มีลมแม้แต่น้อย แถมคนก็แน่นจนแทบจะขยับตัวไม่ได้<br />
แต่ความรู้สึกของทุกคนในเวลานั้นคือ พ่อที่รอคอยลูกน้อยออกมาจากห้องคลอด</p>
<p>หลังจากรอประมาณ 15 นาที (ซึ่งถือว่าเลทมากตามมาตรฐานคอนเสิร์ตญี่ปุ่นที่ตรงเวลาเป๊ะ) และแล้วในที่สุด<br />
พวกเขาก็ปรากฎตัว! เสียงเป่าปากและกรีดร้องดังขึ้นกระหึ่ม<br />
หัวใจผมเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เลือดสูบฉีด เหงื่อไหลซึม ลมหายใจถี่กระชั้น </p>
<p>ความฝันของผมกำลังจะเป็นจริงแล้ว</p>
<p>Radiohead เปิดตัวด้วยซิงเกิลใหม่ของพวกเขา<em><br />
Burn the Witch</em> ต่อด้วย<br />
<em>Daydreaming</em> (ลอยมาก) และอีก 3 เพลงรวดจากอัลบั้มใหม่<br />
A Moon Shaped Pool ใครที่ไม่คุ้นอาจจะปรับตัวไม่ทัน<br />
เพราะเพลงค่อนข้างเนือยพอสมควร แต่สำหรับผมที่ชอบความลอยและหลอนอยู่แล้ว จึง ‘ฟิน’ มาก</p>
<p>แต่แล้วอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ข้างในของทุกคนก็ปะทุออก<br />
เมื่อพวกเขาเล่นเพลง <em>2 + 2 = 5</em> ซึ่งถือได้ว่าเป็นเพลงที่เล่นสดได้มันที่สุดเพลงหนึ่ง<br />
บรรยากาศในตอนนั้นเหมือนภูเขาไฟระเบิด พอเข้าท่อน <em>&#8216;Because<br />
you have not been Payin&#8217; attention&#8217;</em> คนก็กระโดดกันบ้าคลั่งจนพื้นสั่นไหว<br />
คลื่นฝูงชนดันตัวผมไหลไปมาตามจังหวะดนตรีราวกับเกิดจลาจล<br />
จากที่เบียดอยู่แล้วกลายเป็นเนื้อแนบเนื้อจนหายใจไม่ออก<br />
ผมถูกดันจนเกือบจะไปยืนหน้าสุดเห็นพี่ทอมตัวเป็นๆ ระยะประชิด<br />
นี่คือบรรยากาศที่เหวอมากๆ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดเช่นกัน</p>
<p>ผ่านไปอีก 2 &#8211; 3 เพลง<br />
ผมเริ่มปรับตัวกับการอยู่ในเตาไมโครเวฟได้แล้ว และทันทีที่เสียง Xylophone ดังขึ้น<br />
น้ำตาผมก็แทบจะไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เพลง <em>No<br />
Surprises</em> คือเพลงที่ผมรักมากที่สุดเพลงหนึ่ง<br />
ผมหันไปรอบๆ ตัวฟังเสียงผู้คนตะโกนร้องพร้อมกัน พลางคิดว่านี่เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหม</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/202.jpg"></p>
<p>หลังจากนั้นวงก็เล่นเพลงเก่าบ้างใหม่บ้างสลับกันไป<br />
ไล่ตั้งแต่ <em>Bloom</em>, <em>The Gloaming</em>, <em>The<br />
National Anthem</em>, <em>Lotus Flower </em>(ได้ดูพี่ทอมเต้นถือเป็นบุญตา) <em>Everything in Its Right Place</em> ก่อนจะปิดด้วย<em><br />
Idioteque</em> อีกหนึ่งเพลงชาติที่เต้นกันยับ<br />
แล้วงานก็จบลง ซึ่งแน่นอนว่าต้องมี Encore</p>
<p>Radiohead กลับขึ้นมาอีกครั้งตามเสียงปรบมือ<br />
แล้วเริ่มด้วยเพลง <em>Let Down</em> ผมดูในเซ็ตลิสต์ที่โอซาก้าของพวกเขาเห็นว่าเล่นเพลง<br />
<em>Exit Music (For a Film) </em>ด้วยก็แอบหวังเล็กๆ<br />
ให้เขาเล่นเพลงนี้ แม้ว่าจริงๆ แล้วผมจะไม่คาดหวังอะไรแล้ว<br />
เพราะรู้สึกว่าตายได้แล้วจากการได้ชมวงในฝันในระยะประชิด</p>
<p>แต่แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น<br />
พอได้ยินโน้ตตัวแรกดังขึ้น โน้ตที่ทุกคนคุ้นเคยมานับ 20 ปี<br />
โน้ตที่ทุกคนร้องตามได้ โน้ตที่ทำให้ใครหลายคนหลั่งน้ำตา ราวกับปาฏิหารย์บังเกิด<br />
เพราะพวกเขาเล่นเพลง <em>Creep</em>! เพลงที่น้อยครั้งจะเล่นในรอบ<br />
10 ปีให้หลัง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2111.jpg"></p>
<p>ผมคงไม่สามารถบรรยายได้ว่าบรรยากาศหรือความรู้สึกในช่วง<br />
4 นาทีนั้นเป็นอย่างไร<br />
รู้แค่ผมบอกกับตัวเองตอนนั้นตลอดว่า &#8216;นี่คือ<br />
4 นาทีที่จะจดจำไปชั่วชีวิต&#8217; ผมนึกถึงตัวเองตอนฟังเพลงนี้ยามกดดัน<br />
นึกถึงตอนกด repeat ฟังเพลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า<br />
นึกถึงตอนแอบฟังเพลงนี้ในห้องเรียนแล้วน้ำตาซึม นึกถึงตอนแหกปากตะโกน &#8216;What the hell I’m doing here!&#8217; ในห้องน้ำ</p>
<p>การได้มาดู Radiohead ผมก็ถือว่าตัวเองตายได้แล้ว<br />
แต่การได้ฟังเพลง <em>Creep </em>สดๆ<br />
มันคือตายตาหลับได้เลย ผมเห็นคนรอบตัวน้ำตาไหลพรากไม่ต่างจากผม </p>
<p>ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นตอนคอนเสิร์ตจบลงคือสมาชิกในวงแต่ละคนโบกไม้โบกมือเดินหลบไปหลังเวที<br />
เหลือเพียงทอม ยอร์กคนสุดท้าย เขาเดินมาข้างหน้าแล้วไหว้ขอบคุณผู้ชมประมาณ 5 ครั้ง </p>
<p>ก่อนหน้านั้นผมเคยสงสัยเหมือนกันว่าตัวเองจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ดู<br />
Radiohead ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมอยากขอบคุณพวกเขาที่ช่วยสอนให้ผู้ชายคนหนึ่งรู้ว่า</p>
<p>หนึ่งในเหตุผลของการมีชีวิตอยู่คืออะไร</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/225.jpg"></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/logo5.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-52/">Summer Sonic 2016 : สุดยอดเทศกาลดนตรีร็อก ณ แดนอาทิตย์อุทัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-52/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Landry Dunand : ชีวิตทำมือของช่างภาพฝรั่งเศสผู้เดินทางมาแล้วทั่วโลก 3/3</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-40/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-40/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นครินทร์ วนกิจไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Jul 2016 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Landry Dunand]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[La Fête]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-40/</guid>

					<description><![CDATA[<p>รูปถ่ายที่ ‘ดี’ ในทัศนะคุณเป็นยังไงพูดยาก คำว่า ‘ดี’ มีหลายแบบ ผมขอยกตัวอย่างคนที่ชอบละกัน (ลุกไปหยิบหนังสือภาพ) คุณลองดูภาพของคนนี้ เขาชื่อ Miroslav Tichý เป็นชาวรัสเซีย รูปของเขาไม่สมบูรณ์สักภาพ เบลอ มีรอยแหว่งวิ่น เต็มไปด้วยคราบสกปรก แต่ผมชอบ เพราะเขาทุ่มเททั้งชีวิตให้กับมัน เขาทำกรอบรูปด้วยตัวเอง สร้างกล้องขึ้นมา เป็นกล้องโฮมเมด ไม่ใช้โปรแกรมแต่งภาพ เขาเป็นศิลปินอย่างแท้จริง มีความเฉพาะตัวสูงมาก ผมมักหลงใหลอะไรแบบนี้ ถ้าต้องเขียนหนังสือสอนถ่ายภาพ บทแรกคุณจะเขียนว่าผมคงเขียนอะไรไม่ได้นอกจากพยายาม พยายามทำผิด พยายามทำพลาด พยายามล้มเหลว ไม่ว่าจะพลาดอีกครั้งก็ไม่เป็นไร ครั้งหน้าพลาดให้ดีกว่าเดิม ศาสตร์การถ่ายภาพไม่มีกฎเกณฑ์ วัดกันที่ความรู้สึก รูปที่ไม่ได้โฟกัสก็สวยได้ รูปที่แสงมากไปก็มีคนชอบ บางครั้งความสวยก็มาจากความผิดพลาด มีตำหนิ พยายามหาสไตล์ของตัวเอง อย่าเลียนแบบคนอื่น ทุกวันนี้คุณยังต้องพยายามอยู่ไหมเมื่อคืนผมยังถ่ายรูปอยู่เลย ผมถ่ายรูปทุกวัน ทำไมต้องหยุดพยายามด้วยล่ะ แต่ปัจจุบันผมสนุกกับการถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มขาวดำ 35 มิลลิเมตร ตั้งแต่ย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่ ผมไม่ค่อยได้ถ่ายรูปด้วยกล้องรูเข็มสักเท่าไหร่ ครั้งล่าสุดน่าจะประมาณ 2 เดือนที่แล้ว เพราะยังไม่มีห้องมืดเป็นของตัวเอง ผมอยากสร้างให้เสร็จก่อน พูดถึงบ้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-40/">Landry Dunand : ชีวิตทำมือของช่างภาพฝรั่งเศสผู้เดินทางมาแล้วทั่วโลก 3/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">รูปถ่ายที่<br />
</strong><strong style="background-color: initial">‘</strong><strong style="background-color: initial">ดี</strong><strong style="background-color: initial">’</strong><strong style="background-color: initial"> ในทัศนะคุณเป็นยังไง<br /></strong>พูดยาก คำว่า ‘ดี’ มีหลายแบบ ผมขอยกตัวอย่างคนที่ชอบละกัน (ลุกไปหยิบหนังสือภาพ)<br />
คุณลองดูภาพของคนนี้ เขาชื่อ Miroslav Tichý เป็นชาวรัสเซีย<br />
รูปของเขาไม่สมบูรณ์สักภาพ เบลอ มีรอยแหว่งวิ่น เต็มไปด้วยคราบสกปรก แต่ผมชอบ<br />
เพราะเขาทุ่มเททั้งชีวิตให้กับมัน เขาทำกรอบรูปด้วยตัวเอง สร้างกล้องขึ้นมา<br />
เป็นกล้องโฮมเมด ไม่ใช้โปรแกรมแต่งภาพ เขาเป็นศิลปินอย่างแท้จริง<br />
มีความเฉพาะตัวสูงมาก ผมมักหลงใหลอะไรแบบนี้</p>
<p><strong>ถ้าต้องเขียนหนังสือสอนถ่ายภาพ<br />
บทแรกคุณจะเขียนว่า<br /></strong>ผมคงเขียนอะไรไม่ได้นอกจากพยายาม พยายามทำผิด<br />
พยายามทำพลาด พยายามล้มเหลว ไม่ว่าจะพลาดอีกครั้งก็ไม่เป็นไร<br />
ครั้งหน้าพลาดให้ดีกว่าเดิม ศาสตร์การถ่ายภาพไม่มีกฎเกณฑ์ วัดกันที่ความรู้สึก<br />
รูปที่ไม่ได้โฟกัสก็สวยได้ รูปที่แสงมากไปก็มีคนชอบ<br />
บางครั้งความสวยก็มาจากความผิดพลาด มีตำหนิ พยายามหาสไตล์ของตัวเอง<br />
อย่าเลียนแบบคนอื่น</p>
<p><strong>ทุกวันนี้คุณยังต้องพยายามอยู่ไหม<br /></strong>เมื่อคืนผมยังถ่ายรูปอยู่เลย ผมถ่ายรูปทุกวัน<br />
ทำไมต้องหยุดพยายามด้วยล่ะ แต่ปัจจุบันผมสนุกกับการถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มขาวดำ 35 มิลลิเมตร ตั้งแต่ย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่<br />
ผมไม่ค่อยได้ถ่ายรูปด้วยกล้องรูเข็มสักเท่าไหร่ ครั้งล่าสุดน่าจะประมาณ 2 เดือนที่แล้ว เพราะยังไม่มีห้องมืดเป็นของตัวเอง ผมอยากสร้างให้เสร็จก่อน</p>
<p><strong>พูดถึงบ้าน<br />
คุณเจอที่นี่ได้ยังไง<br /></strong>2 ปีที่แล้ว<br />
ผมและภรรยามีทริปปั่นจักรยานระยะทางสั้นๆ ไปบางขุนเทียน เราผ่านที่นี่ มันดูดีมาก<br />
ภายหลังภรรยาผมจึงกลับมาซื้อที่ดินให้เป็นของขวัญวันเกิด</p>
<p><strong>สร้างบ้านสักหลัง<br />
ตัดสินใจนานไหม<br /></strong>ไม่นะ จะไปทำให้ยากทำไม ชอบก็ซื้อ</p>
<p><strong>ทำไมไม่ซื้อคอนโดฯ<br />
อยู่ตามเส้นสุขุมวิทเหมือนชาวต่างชาติคนอื่นๆ<br /></strong>ที่นี่แตกต่างจากในเมือง<br />
ผมเคยเช่าบ้านอยู่แถวเอกมัย อโศก แถวนั้นมีแต่ตึก น่าเบื่อมาก<br />
เราอยากอยู่ในที่ที่สามารถสูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอด มองออกไปเห็นต้นไม้สีเขียว<br />
ฟังเสียงนกร้อง ปั่นจักรยานได้โดยไม่ต้องกลัวรถชน เชื่อไหม<br />
จากที่นี่ไปเอ็มโพเรียมใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที ไม่ได้ล้อเล่น<br />
ปั่นจักรยาน นั่งเรือ ต่อรถไฟฟ้า ผมมีนัดคุยงานแถวเอ็มโพเรียมบ่อยด้วย สะดวกมาก</p>
<p>  อีกอย่าง ผมอยากเรียนรู้วัฒนธรรมไทยมากกว่านี้<br />
อยู่ที่นี่ไม่กี่เดือน ผมเข้าใจวัฒนธรรมไทยมากกว่าตอนอยู่ในกรุงเทพฯ 5 ปีเสียอีก ที่นี่เป็นสังคมเล็กๆ มีกำนัน ผู้ใหญ่ในบ้าน<br />
ซึ่งในเมืองไม่มีทางเห็น มันเป็นเมืองใหญ่เกินไป ต่างคนต่างอยู่</p>
<p><strong>จนถึงวันนี้บ้านก็ยังไม่เสร็จ<br />
ทำไมคุณไม่จ้างผู้รับเหมา ทำไมต้องสร้างบ้านด้วยตัวเอง<br /></strong>ความจริงก็มีจ้างช่างบ้านนะครับ ผนังที่เห็นก็มีคนช่วย แต่นอกเหนือจากนั้นผมทำเองทุกอย่าง เขียนแปลน ซื้อไม้<br />
เลือกน็อต ผมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับบ้านหลังนี้<br />
ผมมีส่วนกับทุกองค์ประกอบในบ้านตั้งแต่ต้นจนจบ<br />
ผมกำลังจะติดโซลาร์เซลล์เพื่อจะได้ยกเลิกไฟฟ้า ทำน้ำอุ่นจากแสงอาทิตย์<br />
ส้วมแบบไม่ใช้น้ำ ผมแค่อยากใช้ชีวิตที่ไม่ต้องพึ่งพาใครหรือผูกติดกับอะไรทั้งนั้น<br />
เป็นชีวิตที่พึ่งตนเอง</p>
<p><strong>ในยุคที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ<br />
ประโยชน์ของการพึ่งตนเองคืออะไร<br /></strong>การเข้าใจในทุกสิ่งที่ทำ และควบคุมมันได้ดีกว่า<br />
ผมได้ยินคนบ่นเรื่องโลกร้อนเยอะมาก ทุกคนพยายามเรียกร้องอะไรมากมาย<br />
ผมไม่อยากบ่นหรือโทษใครทั้งนั้น แค่ทำตามวิถีที่เชื่อ ทำตามกำลังตัวเอง<br />
ผมไม่เคยใช้ถุงพลาสติก ขี่จักรยานไปทำงาน อีกไม่นานผมจะปลูกผักที่นี่<br />
ผมไม่อยากได้รับสารเคมีหรือยาฆ่าแมลง ผมอยากกินอาหารที่ดี<br />
มันคงดีถ้าทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปขอร้องใคร เป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด<br />
ถ้าอยากได้โต๊ะก็ทำสิ อยากได้บ้านไม้ ทำเลย</p>
<p><strong>ไม่ต้องรอใครมาสร้างให้<br /></strong>ใช่ ทำเองง่ายกว่าเยอะ อาจจะเหนื่อยหน่อย<br />
แต่ผมรับรองว่าคุณจะมีความสุข</p>
<p><strong>แต่บางคนอ้างว่าไม่มีเวลา<br />
มีการงานที่ต้องทำ<br /></strong>ชีวิตเป็นของคุณ คุณเลือกเอง ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ผมไม่ได้มีเวลามากกว่าคุณเสียหน่อย งานผมก็มี<br />
เงินก็ต้องใช้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการจัดการ</p>
<p><strong>ยกตัวอย่างการจัดการของคุณให้ฟังหน่อย<br /></strong>ทุกวันนี้ผมไม่อยากจะนอนเลยด้วยซ้ำ (หัวเราะ)<br />
ผมทำงานหลายอย่างมาก&#8230; ก็ค่อยๆ ทำไปครับ จัดการในที่นี้ไม่ได้หมายความว่างานจะเสร็จชั่วพริบตา<br />
มันต้องใช้เวลาทั้งนั้นแหละ ใจเย็นๆ อย่ารีบร้อน แต่ขอให้สม่ำเสมอ<br />
ตอนที่เริ่มสร้างบ้านใหม่ๆ ผมก็ขี่จักรยานจากที่พักแถวซอยปรีดี พนมยงค์ มาที่นี่ 6 โมงเช้าทุกวัน มีความสุขมากที่ได้เห็นบ้านเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p><strong>แล้วทำไมต้องอัพโหลดรูปบ้านตัวเองในบล็อกด้วย<br /></strong>ผมแค่อยากแชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจว่าทุกคนสามารถสร้างบ้านเองได้<br />
คุณไม่ต้องใช้เงินมาก ฝันก็เป็นจริงได้<br />
ผมอยากแชร์ไอเดียให้เห็นว่าเราทำบ้านกันยังไง</p>
<p><strong>คิดจะตั้งรกรากที่นี่เลยไหม<br /></strong>ผมไม่รู้ อนาคตไม่แน่นอน ผมอาจย้ายไปอยู่กับครอบครัวของภรรยาที่อเมริกาก็ได้<br />
ศุกร์นี้ผมต้องบินไปอินโดนีเซีย 2 อาทิตย์<br />
หลังจากนั้นไปงานแต่งงานเพื่อนที่อินเดีย 1 เดือน<br />
และไปฮ่องกงอีก 1 อาทิตย์ เพราะภรรยาถูกเชิญไปพูดงาน TED<br />
Talks ที่นั่น ก่อนหน้านี้ผมยังไม่รู้เลยว่าต้องไป<br />
เราไม่มีแผนระยะยาวขนาดนั้นหรอก<br />
ตอนแก่ผมอาจอยู่ที่ไหนสักแห่งและจำได้ว่าตอนที่คุณถามผม ผมตอบว่าไม่รู้</p>
<p><strong>ทุกวันนี้คิดว่าตัวเองเดินทางมากไปไหม<br /></strong>มากไป เป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว<br />
เราเดินทางเป็นประจำจนรู้สึกว่านี่คือกิจวัตรประจำวัน ไม่ได้แยกออกจากชีวิตปกติ<br />
ไม่ใช่ฮันนีมูน ระยะหลังเราเดินทางเพื่อทำธุระมากกว่าเพื่อท่องเที่ยว<br />
ไม่ค่อยเดินทางเพื่อความสนุก ถ้าเป็นไปได้เราก็ไม่อยากไปไหน อยากใช้เวลาอยู่ที่นี่<br />
เพื่อจะได้เข้าใจวัฒนธรรมและวิถีชีวิตคนไทยมากขึ้น</p>
<p><strong style="background-color: initial">เห็นทุกอย่างแล้ว<br />
เข้าใจโลกพอแล้ว</strong><strong style="background-color: initial">?<br /></strong>ความหมายของการเดินทางเราเปลี่ยน<br />
ข้ามฝั่งจากที่นี่ไปกรุงเทพฯ ผมก็ถือเป็นการเดินทางนะ<br />
วันนี้ได้เจอคุณก็เป็นการเดินทางเช่นกัน แค่คนละสถานที่<br />
ความรู้สึกของการไปเอ็มโพเรียมไม่ได้ต่างจากไปไอซ์แลนด์ เราแค่อยากจะตั้งรกรากสักที่หนึ่งเพื่อทำโปรเจกต์เจ๋งๆ<br />
สักอย่าง แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมจากที่นี่ไป 1<br />
เดือน โปรเจกต์ที่เริ่มไปแล้วต้องสะดุดลง ต้องหยุดคุยกับคนที่ทำงานด้วย<br />
พอเวลาผ่านไป กลับมาเขาก็ลืมไปแล้ว ต้องมาเริ่มใหม่ แล้วเราก็จากไปอีก<br />
วนไปวนมาแบบนี้ทุกครั้ง นี่คือสิ่งที่เราเป็นอยู่</p>
<p>  เราชอบเดินทาง แต่เราก็ชอบอยู่บ้านเช่นกัน<br />
ผมมีกิจกรรมเป็นล้าน อยากทำที่นี่ สร้างบ้านให้เสร็จ พูดคุยกับเพื่อนบ้าน<br />
ขี่จักรยาน วิ่งมาราธอน ปลูกต้นมะเขือเทศ เก็บลูกมะพร้าวกิน (หัวเราะ)</p>
<p><strong>อาศัยอยู่เมืองไทยมาพอสมควร<br />
คุณเห็นอะไรในสังคมเราบ้าง<br /></strong>ผมชอบทุกอย่าง แต่อย่างละนิดละหน่อย<br />
ผมรู้สึกดีที่อาศัยอยู่ที่นี่และไม่ได้เป็นคนที่นี่โดยสมบูรณ์<br />
นักท่องเที่ยวมักเห็นอะไรมากกว่าสิ่งที่คนท้องถิ่นเห็น</p>
<p>  มีหลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทยที่ผมไม่เห็นด้วย<br />
แต่ผมไม่ค่อยอยากพูดถึงมัน เพราะท้ายที่สุดแล้วผมก็เป็นเพียงผู้อาศัย<br />
และไม่มีวันที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยได้ ผมไม่อยากตัดสินอะไรมักง่ายเกินไป</p>
<p><strong>มุมมองคุณอาจเป็นประโยชน์ต่อเรา<br /></strong>(นิ่งคิดนาน-ลอบถอนหายใจ) สิ่งที่ผมเห็นมี 2 มุม หนึ่ง สังคมไทยเป็นพีระมิด<br />
มีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนมากเกินไป สอง เท่าที่เคยทำงานและรู้จักคนไทยอยู่บ้าง<br />
พวกเขาค่อนข้างปิดกั้นตัวเอง ไม่ค่อยกล้าคิดนอกกรอบหรือลองทำสิ่งใหม่ๆ<br />
แหวกจากขนบเดิม ผมต้องย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่ผมเห็นอาจจะผิดก็ได้<br />
ทุกสังคมก็มีปัญหาต่างกันออกไป แต่โดยรวมผมรักที่นี่ ไม่งั้นคงไม่มาอยู่หรอก</p>
<p><strong>คิดถึงบ้านไหม<br /></strong>ไม่ (ตอบทันที)<br />
ผมไม่ค่อยมีเพื่อนหรือความทรงจำหลงเหลืออยู่ที่นั่น กับครอบครัวเราใช้ Skype<br />
คุยกันได้ เอาเข้าจริง มีหลายอย่างในสังคมฝรั่งเศสที่ผมไม่ค่อยชอบ 5 ปีที่แล้วผมกลับไปฝรั่งเศส 1 เดือน<br />
ผมรู้สึกว่าพวกเขาหัวรุนแรงมาก ก้าวร้าว เหยียดผิว เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทุกคนบ่นและติกับทุกสิ่ง<br />
จริงๆ ทุกสังคมก็มีข้อเสียแหละ แต่ผมไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแบบนั้น<br />
ผมจึงเลือกมาอยู่ที่นี่ และพยายามไม่ออกความเห็นหรือตำหนิอะไรมากนัก<br />
เก็บความเห็นไว้ในใจคนเดียว มันไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนความเชื่อของใคร<br />
เพราะทุกคนไม่เหมือนกัน</p>
<p><strong>ตัดขาดได้จริงหรือ<br />
บ้านเกิดคุณเลยนะ<br /></strong>ไม่ถึงกับตัดขาด ผมแค่อยากเป็นตัวของตัวเอง<br />
หลายคนพูดว่าผมไม่ค่อยเหมือนคนฝรั่งเศส ซึ่งผมรู้สึกดี<br />
ผมไม่ชอบตัดสินหรือวิจารณ์อะไรทั้งนั้น โอเค การวิจารณ์เป็นเรื่องจำเป็นในสังคม<br />
แต่ถ้าให้เลือก ผมยินดีที่จะไม่ทำดีกว่า ผมสนใจที่จะฟัง รับรู้<br />
และมีความเห็นของตัวเอง แต่จะไม่บอกใครแน่ๆ ว่าตัวเองคิดยังไง<br />
ผมไม่อยากเป็นคนที่เต็มไปด้วยความคิดเห็น ผมชอบส่งต่อความรู้สึกดีๆ<br />
มากกว่าการโต้เถียง ผมไม่ค่อยอยากคุยเรื่องการเมือง แต่อยากคุยเรื่องศิลปะ<br />
สถาปัตยกรรม ชีวิต หรือเรื่องที่น่าปลาบปลื้มยินดี ผมมีความสุขที่หลุดออกมาจากสังคมแบบนั้น<br />
ได้เลือกทางเดินชีวิต ลิขิตทุกอย่างด้วยมือผมเอง</p>
<p><strong>จากเด็ก<br />
5 ขวบคนนั้น มองย้อนกลับไปอยากแก้ไขอะไรไหม<br /></strong>ไม่ ผมรักชีวิตผมนะ รักสิ่งที่ทำมาทั้งหมด<br />
อาจจะเหนื่อยเพราะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง<br />
แต่พอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าใบแต่ละวันแล้วมองย้อนกลับไป<br />
โอ้&#8230;เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก ที่นี่เวลาพลบค่ำอากาศค่อนข้างเย็น<br />
เพราะใกล้แม่น้ำ ต้นไม้เยอะ ไม่มีคอนกรีต ผมมีความสุขเมื่อได้อยู่ริมแม่น้ำ<br />
ผมมีความสุขทุกวัน</p>
<p><strong>ความสุขสร้างได้เอง</strong><strong>?<br /></strong>ใช่ เป็นสิ่งจำเป็น ชีวิตคนเราสั้น<br />
อย่าเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราเกิดมาเพื่อมีความสุขไม่ใช่หรือ</p>
<p><strong>แต่ชีวิตจริงไม่ได้สุขขนาดนั้น<br /></strong>อย่าคิดมากไป พยายามหาโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง<br />
ผมเชื่อว่าการใช้ชีวิตให้มีความสุขประกอบด้วย 3 สิ่งคือ<br />
สนุกกับชีวิต สร้างมิตรภาพ สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลก โชคดีที่ทั้ง 3 ข้อนี้ผมสามารถหาเจอได้ในการถ่ายรูป</p>
<p><strong>ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา<br />
คุณใช้ชีวิตโชกโชนเหลือเกิน ถ้าต้องจากไปวันนี้จะเสียดายไหม<br /></strong>ผมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองจะไม่เสียใจภายหลัง<br />
ผมบอกรักคนที่ผมรักอยู่เสมอเมื่อมีโอกาส ถ้าวันนี้ผมต้องตายไปจริงๆ<br />
พวกเขาก็ยังรู้ว่า ความรักของผมไม่ได้ตายจากไปไหน มันยังอยู่ที่นี่เสมอ<br />
อย่างน้อยที่สุด ผมก็ได้พยายามใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว ไม่มีอะไรน่าเสียดาย<br />
อย่ากลัวไปเลย</p>
<p><strong>สรุปว่าไม่เสียดาย<br /></strong>เฮ้ย<br />
ผมยังไม่ตายนะคุณ (หัวเราะ)</p>
<blockquote><p>“การใช้ชีวิตให้มีความสุขประกอบด้วย 3 สิ่งคือ สนุกกับชีวิต สร้างมิตรภาพ สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลก”</p></blockquote>
<p><a href="http://www.landrydunand.com/">www.landrydunand.com</a></p>
<p><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 138 กุมภาพันธ์ 2555)</em></p>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ ได้ที่นี่</strong><br /><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-38">ตอนที่ 1</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-39"><br /></a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-39">ตอนที่ 2</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-40/">Landry Dunand : ชีวิตทำมือของช่างภาพฝรั่งเศสผู้เดินทางมาแล้วทั่วโลก 3/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-40/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Landry Dunand : ชีวิตทำมือของช่างภาพฝรั่งเศสผู้เดินทางมาแล้วทั่วโลก 2/3</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-39/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-39/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นครินทร์ วนกิจไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Jul 2016 03:20:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Landry Dunand]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[La Fête]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-39/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่กลัวหรือ เมืองสงครามเลยนะนั่นไม่ (ตอบทันที) พวกเขาไม่ได้อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเรา นักท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าโจมตี สำหรับผมถือว่าค่อนข้างปลอดภัย ผมไปไหนมาไหนโดยใช้จักรยานและพยายามไม่เข้าใกล้ทหารซึ่งเป็นเป้าในการลอบสังหาร ผมปฏิบัติตัวเป็นประชาชนธรรมดา ฉะนั้นความเสี่ยงจึงน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอันตรายเลย อย่างไรเสีย คุณต้องเรียนรู้ที่จะระวังตัว สังเกตคนที่เดินเข้ามาหา สอดส่องว่ามีอะไรเกิดขึ้นตลอดเวลา เจอประสบการณ์หวาดเสียวไหมผมกับเพื่อนเคยเกือบโดนลักพาตัว ต้องวิ่งหนีกันพัลวัน น่ากลัวมาก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราเสียขวัญอะไร ผมกลับต่อสัญญาว่าจ้างจาก 3 เดือนเพิ่มเป็น 2 ปีด้วยซ้ำ ทั้งที่เกือบโดนลักพาตัว คุณก็ยังตัดสินใจอยู่ต่อที่นั่นเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจมากมาย หนึ่ง ธรรมชาติงดงาม ภูเขาสวยมาก สอง ทุกอย่างแตกต่างจากเมืองไทยที่ผมเคยอยู่ โดยเฉพาะคนที่กรุงเทพฯ เรามีนักท่องเที่ยวหลากหลาย แต่ที่คาบูล แม้จะมีนักท่องเที่ยวมากเหมือนกัน แต่ก็คัดมาแล้วว่าเป็นคนที่ชอบการผจญภัย ชอบธรรมชาติ ผมจึงได้เพื่อนดีๆ ที่มีทัศนคติคล้ายกันมากมาย นอกจากนั้นงานก็น่าสนใจ ผมทำงานบริษัทที่เกี่ยวกับการรณรงค์ต่างๆ เช่น แคมเปญเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ผมได้เจอคนอัฟกันดีๆ เยอะ ภรรยาผมทำงานที่นั่นด้วย และเธอชอบมัน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยู่นานกว่าที่คาดไว้ ปรับตัวนานไหมกว่าจะคุ้นเคยนานใช้ได้ ที่คาบูลไม่มีไฟฟ้ายกเว้นสำนักงานที่มีเครื่องปั่นไฟ นอกนั้นแล้วไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ ทั้งสิ้น เราอยู่กันอย่างเรียบง่าย ผมเรียนรู้การพึ่งพาตัวเองจากที่นี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-39/">Landry Dunand : ชีวิตทำมือของช่างภาพฝรั่งเศสผู้เดินทางมาแล้วทั่วโลก 2/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">ไม่กลัวหรือ เมืองสงครามเลยนะนั่น<br /></strong>ไม่<br />
(ตอบทันที) พวกเขาไม่ได้อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเรา นักท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าโจมตี<br />
สำหรับผมถือว่าค่อนข้างปลอดภัย<br />
ผมไปไหนมาไหนโดยใช้จักรยานและพยายามไม่เข้าใกล้ทหารซึ่งเป็นเป้าในการลอบสังหาร<br />
ผมปฏิบัติตัวเป็นประชาชนธรรมดา ฉะนั้นความเสี่ยงจึงน้อยลง<br />
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอันตรายเลย อย่างไรเสีย คุณต้องเรียนรู้ที่จะระวังตัว<br />
สังเกตคนที่เดินเข้ามาหา สอดส่องว่ามีอะไรเกิดขึ้นตลอดเวลา</p>
<p><strong>เจอประสบการณ์หวาดเสียวไหม<br /></strong>ผมกับเพื่อนเคยเกือบโดนลักพาตัว<br />
ต้องวิ่งหนีกันพัลวัน น่ากลัวมาก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราเสียขวัญอะไร<br />
ผมกลับต่อสัญญาว่าจ้างจาก 3 เดือนเพิ่มเป็น 2 ปีด้วยซ้ำ</p>
<p><strong>ทั้งที่เกือบโดนลักพาตัว คุณก็ยังตัดสินใจอยู่ต่อ<br /></strong>ที่นั่นเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจมากมาย<br />
หนึ่ง ธรรมชาติงดงาม ภูเขาสวยมาก สอง ทุกอย่างแตกต่างจากเมืองไทยที่ผมเคยอยู่<br />
โดยเฉพาะคนที่กรุงเทพฯ เรามีนักท่องเที่ยวหลากหลาย แต่ที่คาบูล<br />
แม้จะมีนักท่องเที่ยวมากเหมือนกัน แต่ก็คัดมาแล้วว่าเป็นคนที่ชอบการผจญภัย<br />
ชอบธรรมชาติ ผมจึงได้เพื่อนดีๆ ที่มีทัศนคติคล้ายกันมากมาย นอกจากนั้นงานก็น่าสนใจ<br />
ผมทำงานบริษัทที่เกี่ยวกับการรณรงค์ต่างๆ เช่น แคมเปญเลิกเหล้า เลิกบุหรี่<br />
ผมได้เจอคนอัฟกันดีๆ เยอะ ภรรยาผมทำงานที่นั่นด้วย และเธอชอบมัน<br />
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยู่นานกว่าที่คาดไว้</p>
<p><strong>ปรับตัวนานไหมกว่าจะคุ้นเคย<br /></strong>นานใช้ได้<br />
ที่คาบูลไม่มีไฟฟ้ายกเว้นสำนักงานที่มีเครื่องปั่นไฟ นอกนั้นแล้วไม่มีคอมพิวเตอร์<br />
ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ ทั้งสิ้น เราอยู่กันอย่างเรียบง่าย<br />
ผมเรียนรู้การพึ่งพาตัวเองจากที่นี่ เราพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยมือของเราเอง<br />
แม้ช่วงแรกจะลำบาก แต่หลังจากที่เริ่มปรับตัวได้ เราก็รู้สึกดีมากทีเดียว</p>
<p><strong>เล่าชีวิตที่คาบูลให้ฟังหน่อย<br />
คุณทำอะไรบ้างในแต่ละวัน<br /></strong>งานก็คืองาน<br />
ซึ่งเราทำงานกันหนักพอสมควร แต่ถ้านอกเหนือจากนั้นผมทำโปรเจกต์กับเพื่อนมากมาย<br />
แอนิเมชัน หนังสั้น ถ่ายรูป สมุดภาพเคลื่อนไหว หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ<br />
เราพยายามทำตัวยุ่งๆ มิฉะนั้นคุณอาจจะบ้าได้ เพราะข้างนอกมีเสียงระเบิด<br />
มีการยิงกัน มีการลักพาตัว มีโจรกรรม บางครั้งเราต้องขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน<br />
เราจึงพยายามทำอะไรก็ได้เพื่อลืมปัญหาที่อยู่ข้างนอกชั่วคราว<br />
ซึ่งการหมกมุ่นกับศิลปะเหล่านี้ช่วยได้มากทีเดียว<br />
ผมคิดว่าเรามีความคิดสร้างสรรค์มากในช่วงเวลานั้น</p>
<p><strong>2 ปีในอัฟกานิสถาน อะไรคือความทรงจำที่ดีที่สุด<br /></strong>ท่องเที่ยวที่<br />
Band-e-Amir ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของอัฟกานิสถาน<br />
ตั้งอยู่บริเวณภาคกลาง ทะเลสาบสวยงามมาก ผมไม่เคยเห็นอะไรงดงามเท่านี้มาก่อน<br />
เราไปกันหลายคน เพื่อนๆ และภรรยาผม ที่นั่นเงียบสงบไม่มีคนพลุกพล่าน<br />
ไม่มีเสียงระเบิด เรานั่งกินเคบับแล้วพูดคุยกัน</p>
<p>  การเจอกล้องรูเข็มก็ถือว่าเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดเช่นกัน<br />
มันเปลี่ยนวิธีคิดผมหลายอย่าง 2 ปีในอัฟกานิสถาน<br />
ถ้านับเป็นสัดส่วน ผมใช้เวลากับกล้องรูเข็มมากที่สุด</p>
<p><strong>ทำไมคุณถึงหลงใหลกล้องรูเข็มขนาดนั้น<br />
มันมีอะไรที่กล้องดิจิทัลไม่มี<br /></strong>มันคืองานฝีมือ<br />
ทุกอย่างทำด้วยมือเราทั้งหมด ไม่มีเครื่องยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่มีเครื่องวัดแสง<br />
คุณต้องเปิดรูรับแสงของกล้อง 15 นาที เติมน้ำยาเคมีลงไป<br />
สอดกระดาษเข้าไปในช่อง ผมเคยถ่ายรูปมาก่อน แต่ก็เข้าใจแค่ว่าคือการกดชัตเตอร์<br />
ทว่าเมื่อได้รู้จักกับกล้องรูเข็ม ถึงได้ตระหนักจริงๆ<br />
ว่าการถ่ายภาพเป็นมากกว่ารูปภาพ แต่มีกระบวนการ มีเรื่องราว มีเบื้องหลัง<br />
ที่เต็มไปด้วยรายละเอียด</p>
<p><strong>อยากทราบประสบการณ์ตอนเจอกล้องรูเข็มครั้งแรก<br /></strong>ตอนแรกผมเห็นมันบนท้องถนนในคาบูล<br />
สมัยนั้นที่นั่นยังไม่มีกล้องดิจิทัล<br />
กล้องรูเข็มถูกใช้เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประชาขนหรือพาสปอร์ต<br />
เป็นของใช้ปกติในชีวิตประจำวัน ผมเห็นแล้วชอบ สวยดี<br />
จึงซื้อกลับมาเพื่อใช้เป็นของแต่งบ้าน ตั้งไว้เฉยๆ ระยะหนึ่งก็ลองใช้ดู<br />
ปรากฏว่าได้รูปออกมาสวยถูกใจ หลังจากนั้นผมถ่ายรูปด้วยกล้องรูเข็มทุกวัน ถ่าย ถ่าย<br />
ถ่าย แม้แต่ตอนกลางคืนที่ไม่มีแสงก็ยังถ่าย ผมเรียนรู้ด้วยตัวเอง<br />
พยายามค้นหาวิธีการใช้ เพราะไม่มีไกด์บุ๊กเล่มไหนเขียนถึง<br />
ไม่มีใครรู้และแนะนำผมได้ สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือทดลองไปเรื่อยๆ</p>
<p><strong>เข้าใจเหตุผลของคุณนะ แต่หนัก 20 กิโลกรัม<br />
เสียเวลา 15 นาที ภาพที่ออกมาก็ไม่แน่นอน ไม่คิดว่าลำบากเกินไปหรือ<br /></strong>คุณพูดถูก<br />
มันไม่สนุกเลย แต่ผมไม่ได้มองว่าเป็นข้อเสีย กลับกันเสียอีก<br />
เพราะทุกอย่างที่คุณพูดมาทำให้ผมพบข้อดีของตัวเอง<br />
ผมได้เรียนรู้กระบวนการทุกขั้นตอน ไม่ใช่แค่ แชะ แชะ แชะ แล้วจบกัน ช่วงเวลา 15 นาทีในการติดตั้งกล้องช่วยเปิดพื้นที่ให้ผมได้นั่งคุยกับคนที่มาถ่ายรูป<br />
ไม่ใช่บอกแค่ว่าขอถ่ายรูปได้ไหม แต่มีการแลกเปลี่ยนทัศนะ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ<br />
เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนถ่ายและคนถูกถ่าย<br />
สิ่งเหล่านี้ทำให้รูปถ่ายบุคคลไม่ได้เป็นแค่ภาพเหมือนของบุคคลนั้น<br />
แต่คือการบันทึกช่วงเวลาที่พิเศษ ผมไม่ได้รังเกียจการถ่ายรูปแบบ snap นะ แต่ทุกอย่างแตกต่างกันมาก</p>
<p><strong>เปลี่ยนโลกการเดินทางเลยไหม<br /></strong>มากทีเดียว<br />
มีคนมากมายเข้ามาคุยกับผม ส่วนใหญ่จะประหลาดใจ งงว่าทำอะไร แม้จะไม่ได้ถ่ายรูป<br />
เขาก็อยากคุยด้วย เป็นสิ่งที่ดีมาก คุณลองคิดภาพดูสิ ผู้ชายกับกล้องตัวใหญ่ๆ<br />
คงแปลกพิลึก มีหลายคนที่พยายามชวนไปกินข้าวที่บ้าน<br />
ผมชอบมากที่ทุกคนเปิดใจมากกว่าที่เคย ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นแค่คนต่างถิ่น<br />
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป</p>
<p><strong>แบกกล้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองคงวุ่นวายน่าดู<br /></strong>เรียกโกลาหลดีกว่า<br />
(หัวเราะ) ปกติผมจะมีเป้ใบเล็กๆ ติดตัวทุกครั้งที่เดินทาง ใบเล็กนิดเดียว<br />
แต่กล้องกลับเบ้อเริ่ม ผ่านด่านก็จะโดนค้นโดนถามอยู่นาน ดีที่ไม่เคยถูกกักตัว<br />
แต่ที่พูดมาก็ไม่ได้สนุกขนาดนั้นหรอก เพราะมันหนักมาก เจ็บด้วย ไม่รู้ทำไปได้ยังไง&#8230;คนก็เหมือนกัน ไม่ได้น่ารักไปทุกที่ เช่น ที่ประเทศอิหร่านซึ่งค่อนข้างอันตราย<br />
พวกเขากลัวการถ่ายรูป กลัวว่าผมอาจเป็นตำรวจหรือทหารที่จะส่งรูปให้รัฐบาล กรุงเทพฯ<br />
ก็เหมือนกัน ทุกคนจะทำหน้าแบบ ไม่ ไม่ อย่ายุ่งกับฉัน พวกเขาไม่ค่อยมีเวลา<br />
เร่งรีบมาก ไม่ให้ความร่วมมือ<br />
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ค่อยได้ใช้กล้องรูเข็มที่นี่มากนัก</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>เท่าที่เห็นผลงาน คุณชอบบันทึกภาพคนธรรมดาในชีวิตประจำวัน<br />
ทำไม<br /></strong>ผมอยากแชร์ภาพชีวิตคนธรรมดาจากมุมมองที่ดี<br />
อยากบันทึกช่วงเวลาที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป ทุกวันนี้โลกหมุนเร็วมาก<br />
ผมอยากเก็บความทรงจำที่กำลังจะสูญหายตามกาลเวลา</p>
<p><strong>ในเมืองไทยคุณอยากบันทึกอะไรมากที่สุด<br /></strong>วิถีชีวิตโบราณ<br />
คุณเห็นไหมว่าผู้ชายคนนั้นทำอะไร (ชี้ไปนอกบ้าน)<br />
เขาเข้าไปในป่าเพื่อตัดใบตองมาทำขนมใส่ไส้ ผมพยายามเก็บภาพพวกนี้ไว้<br />
เพราะสักวันหนึ่งมันจะหายไป เมื่อพวกเขาเลิกทำงาน ลูกหลานจะไม่มีทางทำต่ออีกแล้ว<br />
ไม่มีใครสืบทอดหรืออนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้</p>
<p>  ผมไม่ได้บันทึกภาพ<br />
แต่ผมกำลังบันทึกเวลา</p>
<p><strong>เหมือนกับกล้องรูเข็มที่กำลังจะหายไป<br /></strong>ใช่<br />
ครั้งแรกที่ผมไปคาบูล มีกล้องรูเข็มตรงท้องถนนเต็มไปหมด ตรงนี้สิบ ตรงนั้นสิบ<br />
แต่เชื่อไหมว่าครั้งล่าสุดที่ผมกลับไปเหลือแค่ 2 ตัว<br />
ผมรู้สึกเศร้ามาก คนที่โน่นเลิกถ่ายรูปด้วยกล้องรูเข็มแล้ว<br />
ทุกคนหันมาใช้กล้องดิจิทัลกันหมด มันกำลังหายไป ลึกๆ<br />
ผมรู้สึกดีใจที่ตัวเองซื้อกล้องมาเก็บไว้ที่นี่<br />
ผมมีความสุขที่สามารถรักษามันไว้ได้ ในขณะเดียวกันบางทีผมก็รู้สึกขัดแย้ง<br />
มันเหมือนกับผมขโมยสิ่งสำคัญมาจากพวกเขา</p>
<p>  ผมและเพื่อนกำลังทำสารคดีเกี่ยวกับกล้องรูเข็ม<br />
เราเดินทางไปทั่วอัฟกานิสถานเพื่อตรวจสอบว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่<br />
ในคาบูลแทบจะไม่มีอยู่แล้ว แต่รอบนอกยังหลงเหลืออยู่บ้าง<br />
เราอยากรักษามรดกสุดท้ายก่อนจะเลือนหายไป</p>
<p><strong>แปลก</strong><strong>, ชาวต่างชาติกลับเป็นเดือดเป็นร้อนมากกว่าเจ้าของประเทศเสียอีก<br /></strong>เรามักมองข้ามสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเสมอ<br />
ทุกคนอยากก้าวไปข้างหน้า อยากพัฒนา อยากไปสู่สิ่งที่ดีกว่า<br />
ทำไมคุณยังถ่ายรูปขาวดำอยู่ ในเมื่อสามารถถ่ายรูปสีได้ มีกล้องดิจิทัลพกพาสะดวก<br />
ทำไมยังใช้กล้องโบราณเทอะทะ ผมดูโง่มากที่ยังทำอะไรแบบนี้อยู่<br />
แต่ผมเข้าใจถ่องแท้เลยล่ะ เพราะในโลกตะวันตก<br />
เราเปลี่ยนจากยุคแอนะล็อกไปยุคดิจิทัลกันหมดแล้ว เราผ่านช่วงเวลานี้มานานมาก<br />
เมื่อมองจากตรงจุดนี้กลับไปแล้วเห็นพวกเขากระตือรือร้นกับอนาคต<br />
พร้อมจะทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง ผมไม่แปลกใจแม้แต่น้อย</p>
<p>  คุณรู้ข่าวโกดักล้มละลายใช้ไหม<br />
ผมรู้สึกเสียใจมาก กระดาษ ฟิล์ม จะหายไปแล้ว น่าเศร้าเหลือเกิน</p>
<p><strong>เหตุผลที่คุณยอมโง่คือ&#8230;<br /></strong>ผมโดนคำถามนี้เยอะมาก<br />
หลายคนถามผมว่าในยุคที่ใครๆ ก็ถ่ายรูปได้ ผมจะยืนอยู่ตรงไหนในวงการภาพถ่าย<br />
จะมีอะไรสู้กับช่างภาพรุ่นใหม่ๆ ผมตอบกลับไปว่า จุดขายของผมคือคำว่า ‘ใครๆ ก็ถ่ายรูปได้’ นั่นแหละ<br />
รูปที่คุณถ่ายเป็นแค่ไฟล์ดิจิทัลในอีกล้านล้านล้านไฟล์บนโลก สิ่งที่ผมทำไม่ใช่การถ่ายรูปโดยใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที<br />
แต่เป็นกระบวนการอันยาวนาน ไม่ใช่แค่รูปภาพ แต่เป็นสิ่งของบางอย่างที่ทำมาจากมือ<br />
เชื่องช้า อ่อนช้อย คุณสามารถร้บรู้ถึงความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น<br />
ผมใส่ตัวตนของผมลงไป ถ้าถอดชิ้นเนื้อได้คงทำไปแล้ว</p>
<p>  ผมไม่ได้ต่อต้านรูปดิจิทัลนะ<br />
มันสวยมากผมไม่เถียง แต่สวยเพื่อมองไม่ใช่เพื่อจดจำ<br />
ทุกวันนี้เปิดเว็บไซต์เสิร์ชหารูป มีรูปให้คุณดูเป็นร้อยๆ ในเวลาไม่กี่นาที<br />
มันสวยนะ แต่ภายใน 5 วินาทีหลังจากนั้น<br />
ผมจำไม่ได้ว่าผมดูภาพอะไร สิ่งที่ผมพยายามทำไม่ใช่รูปสวย<br />
แต่คือรูปที่ควรค่าแก่การจดจำ</p>
<p><strong>คิดยังไงกับ </strong><strong>Instagram<br /></strong>น่ารักดี<br />
เพื่อนผมก็เล่นกันเยอะ มีรูปสวยๆ มากมายอยู่ในนั้น แต่อย่างที่บอก<br />
มีคนล้านคนที่ใช้ โอเค รูปเหล่านี้มีมุมมองหรือสิ่งที่คุณพยายามจะเล่า<br />
แต่มันก็เป็นแค่อีกรูปในอินสตาแกรมที่ทุกคนทำเหมือนกัน ผมไม่ได้บอกว่าไม่สวย<br />
มันสวย แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากใช้เวลากับมัน</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>คุณอยากให้เราใช้เวลากับรูปรูปหนึ่งมากขึ้น<br /></strong>ใช่<br />
ผมอยากให้เขาใช้เวลากับมันมากหน่อย มากกว่า 2 วินาที<br />
เพื่อที่จะได้เข้าถึงภาพภาพนั้น ค่อยๆ มอง ด้านหน้า พลิกด้านหลัง ดูกระดาษที่ใช้<br />
ทุกวันนี้เราดูภาพตลอดเวลา แต่เรากลับไม่ค่อยให้เวลา ผมอยากให้เขามอบเวลานั้นให้กับภาพของผมบ้าง<br />
เพราะเชื่อว่าน่าจะแตกต่าง คุณอาจรู้สึกว่ามันกำลังเคลื่อนไหวอยู่ เส้นผมปลิว<br />
แต่ขอให้ใช้เวลาหน่อย และถ้าซื้อด้วยจะดีมาก (หัวเราะ)</p>
<p><strong>บอกได้ไหมว่าขายรูปหนึ่งเท่าไหร่<br /></strong>รูปล่าสุดขายไป<br />
15,000 เป็นคนไทยซื้อด้วย ถือว่าถูกนะ เพราะมันมีเอกลักษณ์มาก</p>
<p><strong>มีรูปที่เป็นของรักของหวงไหม<br />
ทุ่มทุนเท่าไหร่ก็จะไม่ขาย<br /></strong>ผมรักภาพชุดที่เป็นหน้ากากเด็ก<br />
(ชี้ไปที่ภาพบนผนัง) มันเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษของเด็กๆ ในคาบูล อย่างที่คุณทราบ<br />
เด็กที่นั่นไม่ค่อยมีความสุข พวกเขาทำงานตั้งแต่อายุ 5 ขวบ<br />
ชีวิตยากลำบากมาก ตอนที่ผมบันทึกภาพเป็นช่วงเทศกาลซึ่งนานๆ ครั้งจึงจะจัด<br />
ผมคุยกับเด็กเหล่านี้ ได้เห็นรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ ได้สัมผัสถึงความสุขอันเปี่ยมล้น<br />
นั่นทำให้ทุกครั้งที่ผมดูภาพนี้ ผมจะระลึกถึงความสุข และรู้สึกมีความสุข</p>
<blockquote><p>&#8220;สิ่งที่ผมพยายามทำไม่ใช่รูปสวย แต่คือรูปที่ควรค่าแก่การจดจำ&#8221;</p></blockquote>
<p><a href="http://www.landrydunand.com/">www.landrydunand.com</a></p>
<p><a href="http://www.landrydunand.com/"><i>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 138 กุมภาพันธ์ 2555)</i><br /></a></p>
<p><strong style="background-color: initial">คลิกอ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ ได้ที่นี่<br /></strong><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-38">ตอนที่ 1</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-39/">Landry Dunand : ชีวิตทำมือของช่างภาพฝรั่งเศสผู้เดินทางมาแล้วทั่วโลก 2/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-39/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Landry Dunand : ชีวิตทำมือของช่างภาพฝรั่งเศสผู้เดินทางมาแล้วทั่วโลก 1/3</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-38/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-38/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นครินทร์ วนกิจไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Jul 2016 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Landry Dunand]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[La Fête]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-38/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“กาแฟสักแก้วไหม” เจ้าของบ้านเอ่ยชวนด้วยภาษาไทยกระท่อนกระแท่น กาแฟใน moka pot เดือดปุดๆ จนเหงื่อผุดพราย แต่ไมตรีจิตที่เขามอบให้ก็ช่วยปัดเป่าให้ใจร่มเย็น ผมเดินทะลุจากครัวใต้ถุนเข้าห้องถัดไป วัตถุทรงสี่เหลี่ยมมหึมาวางอยู่กลางห้อง ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเคยแบกกล่องน้ำหนักเกือบ 20 กิโลกรัมนี้รอนแรมมาแล้วทั่วโลก เรี่ยวแรงคนหนุ่มน่ะพอเข้าใจ แต่ยกขึ้นหลังอาน ปั่นฝ่าเมืองสงครามอย่างประเทศอัฟกานิสถาน ถ้าสติไม่ฟั่นเฟือน คงต้องขอดูหัวใจกันหน่อยว่าทำด้วยอะไร Landry Dunand คือคนหนุ่มที่ว่า ภายนอกเขาคือแบ็กแพ็กเกอร์เจนโลก หนุ่มฝรั่งเศสคนนี้เดินทางมาแล้วเกือบทุกทวีป อายุ 5 ขวบ เขารู้จักฝรั่งเศสมากกว่าคนฝรั่งเศสหลายคน 17 ปีเขาลาออกจากมหาวิทยาลัยดื้อๆ เพื่อแบกเป้เรียนรู้โลกด้วยลำพัง 25 เขาตัดสินใจทำงานในสถานที่เสี่ยงอันตรายที่สุดในโลกอย่างเมืองคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน และก็เป็นที่นี่เองที่ทำให้เขาพบกับสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล-กล้องรูเข็ม หนักราวลูกตุ้ม เชื่องช้าอืดอาด มันอาจไม่ฉลาดสักเท่าไหร่ ในยุคที่โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปได้ 10 ล้านพิกเซล แต่เขาก็หนักแน่นพอที่จะเลือกมันเป็นดวงตาคู่ใจ จากหลงเป็นชอบ จากชอบเป็นรัก จากรักเป็นชีวิต เขาแบกกล้องโบราณไปทุกที่ พูดคุยกับคน ถ่ายรูปประทับความทรงจำ ดวงตาเขาเฉียบคมแค่ไหน ขอให้ไปเปิดนิตยสารภาพถ่ายชั้นนำของต่างประเทศ หรือไม่ก็ย้อนกลับไปดูนิทรรศการ Kabul Through a Box ที่เคยจัดในนิทรรศการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-38/">Landry Dunand : ชีวิตทำมือของช่างภาพฝรั่งเศสผู้เดินทางมาแล้วทั่วโลก 1/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“กาแฟสักแก้วไหม”</p>
<p>  เจ้าของบ้านเอ่ยชวนด้วยภาษาไทยกระท่อนกระแท่น<br />
กาแฟใน moka pot เดือดปุดๆ จนเหงื่อผุดพราย<br />
แต่ไมตรีจิตที่เขามอบให้ก็ช่วยปัดเป่าให้ใจร่มเย็น</p>
<p>  ผมเดินทะลุจากครัวใต้ถุนเข้าห้องถัดไป<br />
วัตถุทรงสี่เหลี่ยมมหึมาวางอยู่กลางห้อง<br />
ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเคยแบกกล่องน้ำหนักเกือบ 20<br />
กิโลกรัมนี้รอนแรมมาแล้วทั่วโลก</p>
<p>  เรี่ยวแรงคนหนุ่มน่ะพอเข้าใจ<br />
แต่ยกขึ้นหลังอาน ปั่นฝ่าเมืองสงครามอย่างประเทศอัฟกานิสถาน ถ้าสติไม่ฟั่นเฟือน<br />
คงต้องขอดูหัวใจกันหน่อยว่าทำด้วยอะไร</p>
<p><strong>  Landry Dunand</strong> คือคนหนุ่มที่ว่า<br />
ภายนอกเขาคือแบ็กแพ็กเกอร์เจนโลก หนุ่มฝรั่งเศสคนนี้เดินทางมาแล้วเกือบทุกทวีป อายุ<br />
5 ขวบ เขารู้จักฝรั่งเศสมากกว่าคนฝรั่งเศสหลายคน 17 ปีเขาลาออกจากมหาวิทยาลัยดื้อๆ เพื่อแบกเป้เรียนรู้โลกด้วยลำพัง 25 เขาตัดสินใจทำงานในสถานที่เสี่ยงอันตรายที่สุดในโลกอย่างเมืองคาบูล<br />
ประเทศอัฟกานิสถาน<br />
และก็เป็นที่นี่เองที่ทำให้เขาพบกับสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล-กล้องรูเข็ม</p>
<p>  หนักราวลูกตุ้ม<br />
เชื่องช้าอืดอาด มันอาจไม่ฉลาดสักเท่าไหร่ ในยุคที่โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปได้ 10 ล้านพิกเซล แต่เขาก็หนักแน่นพอที่จะเลือกมันเป็นดวงตาคู่ใจ</p>
<p>  จากหลงเป็นชอบ<br />
จากชอบเป็นรัก จากรักเป็นชีวิต เขาแบกกล้องโบราณไปทุกที่ พูดคุยกับคน<br />
ถ่ายรูปประทับความทรงจำ ดวงตาเขาเฉียบคมแค่ไหน<br />
ขอให้ไปเปิดนิตยสารภาพถ่ายชั้นนำของต่างประเทศ หรือไม่ก็ย้อนกลับไปดูนิทรรศการ Kabul<br />
Through a Box ที่เคยจัดในนิทรรศการ La Fête<br />
ปีที่แล้วบ้านเรานี่เอง</p>
<p>  3 ปีก่อน<br />
หนุ่มพเนจรตัดสินใจสร้างบ้านหลังแรกของตัวเองที่ตำบลบางกอบัว จังหวัดสมุทรปราการ  เขาชอบความร่มเย็นของแมกไม้และหลงใหลมนตร์เสน่ห์ของแม่น้ำ<br />
จะให้พรรณนาความงามของบ้าน คำว่า ‘สวยจับใจ’<br />
อาจไม่เหมาะ ต้องเปรียบว่า ‘สวยใส่ใจ’<br />
น่าจะไพเราะกว่า เพราะทุกตารางนิ้วเขาสร้างเองกับมือ ราวบันได<br />
ประตูไม้ ส้วมซึม ฯลฯ ไม่มีองค์ประกอบไหนที่เขาไม่มีส่วนร่วม</p>
<p>  Landry Dunand ใส่ใจกับทุกรายละเอียดของชีวิต<br />
เปล่า, เขาไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่เขาเชื่อโดยสัตย์ว่า<br />
การทำงานทุกอย่างด้วย ‘มือ’<br />
ตัวเองนั้นให้คุณค่ามากกว่า ในขณะที่โลกสนใจว่า iPhone 5 จะวางขายเมื่อไหร่ ปรัชญาการใช้ชีวิตของเขาจึงน่าสนใจไม่น้อย</p>
<p>  ทุกวันนี้ Landry<br />
Dunand ยังเดินทางบ่อยเหมือนเดิม แต่เมื่อว่างเว้น<br />
เขากับภรรยาชอบที่จะอยู่บ้านเงียบๆ ทำงานกราฟิกดีไซน์เพื่อหาเลี้ยงชีพ (โปสเตอร์ La<br />
Fête 2012 ชายใส่หมวกที่ขี่หอไอเฟล<br />
นั่นแหละเขา!) เดินเล่นริมแม่น้ำ ปั่นจักรยาน เข้าครัวทำอาหาร ปลูกต้นไม้ ถ่ายรูป<br />
วิ่งมาราธอน สร้างบ้านให้เสร็จ ฯลฯ</p>
<p>  ไอน้ำพวยพุ่งเป็นควันสีขาว<br />
เจ้าของบ้านหยิบมันรินใส่แก้วยื่นให้ แม้จะไม่ได้เป็นคนดื่มกาแฟ<br />
แต่เราก็ยกขึ้นจิบพร้อมกัน</p>
<p>  ไม่ใช่เพราะเกรงใจ<br />
แต่เรารู้ว่า กาแฟแก้วนี้ เขาใส่ใจชงด้วย ‘มือ’<br />
ตัวเอง</p>
<p><strong>ที่บอกว่าเดินทางทั่วประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ 5<br />
ขวบ คุณพูดจริงหรือพูดเล่น</strong></p>
<p>  พูดจริง<br />
ช่วงวัยเด็กผมใช้ชีวิตบนรถพ่วงตลอดเวลา พ่อแม่เป็นฮิปปี้<br />
ไม่ชอบทำงานในระบบหรือติดต่อกับคน พวกเขาเปลี่ยนที่ทำงานบ่อยมาก ขับรถตะลอนๆ<br />
ไปตามท้องถนน ถึงเมืองไหนก็นอนที่นั่น จำได้ว่าตอนอายุ 5 ขวบ<br />
ผมน่าจะเดินทางทั่วประเทศฝรั่งเศสแล้ว พอโตขึ้นอีกหน่อย พ่อซื้อรถพ่วงเพิ่มอีกคัน<br />
คราวนี้สนุกกว่าเดิม เพราะขับรถท่องเที่ยวทั่วยุโรป<br />
เป็นช่วงเวลาที่ดีระหว่างผมกับครอบครัว</p>
<p><strong>สนุกเกินไปหรือเปล่าถึงเรียนไม่จบ</strong></p>
<p>  ผมเบื่อเองมากกว่า<br />
มหาวิทยาลัยในฝรั่งเศสสอนเน้นทฤษฎีมากเกินไป ไม่มีปฏิบัติจริง ยกตัวอย่างว่าเรียนกราฟิกดีไซน์<br />
แต่ไม่เคยจับคอมพิวเตอร์ เรียนแต่ในกระดาษ แล้วจะเป็นได้ยังไง<br />
ผมเรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์ได้ไม่นาน ประมาณปีครึ่งก็ตัดสินใจลาออก<br />
เก็บกระเป๋าออกเดินทาง</p>
<p><strong>แบ็กแพ็กครั้งแรกไปที่ไหน มีอะไรน่าจดจำไหม</strong></p>
<p>  ไปอินเดียคนเดียว 6 เดือน ได้ของขวัญชิ้นใหม่กลับมาคือขาหัก<br />
(ถกขากางเกงให้ดู-แผลเป็นยาวเกือบคืบ) ผมโหนเชือกบนต้นไม้<br />
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเชือกดันขาด ตกลงมาขาหัก ผมบินกลับไปฝรั่งเศสเพื่อรักษาตัว<br />
ทำงานเก็บเงินอีกระยะหนึ่งก็บินกลับมาที่อินเดียใหม่</p>
<p><strong>ไม่เข็ด</strong></p>
<p>  ไม่ ผมชอบการเดินทางมาก<br />
ยังจำความรู้สึกครั้งแรกที่เดินทางแบบแบ็กแพ็กได้ดี<br />
อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตที่แตกต่าง เพราะตอนนั้นผมยังเด็กมาก<br />
อายุไม่ถึง 20 ผมแค่รู้สึกว่า<br />
ผมทำอะไรได้มากมายกว่าตอนอยู่ที่บ้าน ที่ฝรั่งเศสผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย<br />
แต่เมื่อออกเดินทาง ผมเจอคนเยอะมาก มีสิ่งต่างๆ ให้ทำไม่รู้จบ<br />
ผมบอกกับตัวเองว่าจะต้องเป็นคนว่างงานให้ได้ (หัวเราะ) อยากใช้ชีวิตแบบนี้<br />
อยากเป็นแบ็กแพ็กเกอร์เดินทางหาประสบการณ์<br />
พูดคุยกับผู้คนและพยายามเรียนรู้จากพวกเขา สุดยอดมาก</p>
<p><strong>คุณคิดว่าการเดินทางจำเป็นกับคนหนุ่มสาวไหม</strong></p>
<p>  ผมคงพูดว่าไม่จำเป็น<br />
แต่สำหรับผมและคนอีกจำนวนมาก การเดินทางสอนเราหลายอย่าง<br />
เราสามารถเรียนรู้จากคนที่แตกต่าง จากวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน จากทัศนคติคนละขั้ว<br />
ถ้าคุณเดินทางมาก เห็นมาก คุยกับคนมาก ก็จะมีมุมมองชีวิตที่ดีกว่าคนอื่น<br />
ตอนที่อยู่ฝรั่งเศส มุมมองผมแคบมาก มีความคิดเดียว ถ้าคุณออกเดินทางตั้งแต่ยังหนุ่มสาว<br />
ข้อดีคือยังหัวอ่อน มุมมองขยับขยายได้ง่าย<br />
ไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลงความเชื่อตัวเองอีกแล้ว อย่างไรก็ตาม<br />
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณ</p>
<p><strong>นักเดินทางมือใหม่ควรรู้อะไรมากที่สุดก่อนก้าวออกจากบ้าน</strong></p>
<p>  อยากให้มองว่าทุกอย่างคือการเรียนรู้<br />
ไม่ว่าเราจะเจอใครหรือไปที่ไหน หมั่นทำความเข้าใจกับมุมมองและทัศนคติที่แตกต่าง<br />
พยายามเปิดใจกว้างๆ แต่ก็อย่ากว้างจนโดนหลอก และอย่าเพิ่งท้อแท้เมื่อเจอสิ่งไม่ดี<br />
เพราะบ่อยครั้ง เรามักจะเรียนรู้จากเหตุการณ์แย่ๆ ได้ดีกว่า</p>
<p><strong>ขาหักถือว่าแย่พอไหม</strong></p>
<p>  (หัวเราะ)<br />
ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว หลังจากคราวนั้นผมท่องเที่ยวไปอีกหลายที่ อินเดีย จีน เนปาล<br />
เจอคนเยอะมาก การเดินทางเปลี่ยนชีวิตไปโดยสิ้นเชิง แต่จนแล้วจนรอดก็มาเคราะห์ซ้ำ<br />
เกิดอุบัติเหตุขาหักอีกครั้งที่ประเทศไทยตอนอายุ 20<br />
จะว่าแย่ก็แย่จริงๆ แหละ</p>
<p><strong>ที่ว่าเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนไปทางไหน</strong></p>
<p>  ผมใจเย็นมากขึ้น<br />
มีความอดทนอดกลั้นที่จะเข้าใจคนที่แตกต่างจากเรา<br />
เพราะพฤติกรรมบางอย่างที่คนปฏิบัติเป็นปกติในประเทศนี้<br />
อาจเป็นเรื่องต้องห้ามของอีกประเทศหนึ่ง<br />
การเดินทางทำให้ผมไม่กังวลหรือหงุดหงิดกับคนที่ทำคนละอย่างกับเรา<br />
มันเป็นไม่ได้ที่ทุกคนจะเหมือนกัน ถ้าเขาไม่เข้าใจเราก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร</p>
<p><strong>ระหว่างเดินทาง คุณสนใจอะไรมากที่สุด</strong></p>
<p>  สนใจคน<br />
ผมไม่ค่อยสนใจวิวทิวทัศน์เท่าไหร่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ด้วยว่ามีอะไรน่าสนใจ<br />
เรามักเลือกทำอะไรที่ชอบ มองอะไรที่ชอบ เช่น ที่เยอรมนีเราชอบดูสถาปัตยกรรม<br />
บ้านเมือง ที่ปักกิ่งเราชอบศิลปะ แต่พอไปเนปาลก็มีวิถีชีวิตที่น่าสนใจ คนจนเยอะมาก<br />
หรือที่อัฟกานิสถานก็เช่นกัน มีคนจนอยู่เต็มไปหมด</p>
<p><strong>ทุกเมืองที่ไป มีสถานที่ห้ามพลาดไหม</strong></p>
<p>  อาร์ตแกลเลอรี่<br />
ไม่ว่าจะไปประเทศไหนเมืองอะไร ผมจะหาโอกาสชมศิลปะ<br />
มันเป็นตัวสะท้อนวัฒนธรรมและสังคมได้ดีที่สุด นักเดินทางไม่มีเวลามากนักในการทำความเข้าใจวัฒนธรรมต่างถิ่นอย่างลึกซึ้ง<br />
สิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เป็นพื้นผิวของทั้งหมด<br />
มีภาษามากมายบนโลกที่ผมไม่เข้าใจ<br />
ผมไม่สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถื่นหรือดูโทรทัศน์ได้<br />
เพราะฉะนั้นผมจึงต้องดูศิลปะแทน มันเป็นภาษาโลกที่ง่ายต่อการเข้าถึงและเข้าใจ<br />
เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการทำความรู้จักสังคมใหม่ๆ</p>
<p>  ศิลปะไม่เพียงสะท้อนสิ่งที่ศิลปินพยายามบอกเล่าเท่านั้น<br />
มันยังพูดในสิ่งที่เขาไม่ได้พูดด้วย เหมือนเรามองสังคมผ่านกรอบภาพ ซึ่งมีเสน่ห์มาก</p>
<p><strong>ชอบอาร์ตแกลเลอรี่ที่ไหนเป็นพิเศษบ้าง</strong></p>
<p>  ปักกิ่ง ผมประทับใจศิลปะของประเทศจีน<br />
มันน่าทึ่งจริงๆ คุณรู้จัก ไอ้ เว่ยเว่ย (Ai Weiwei) ไหม<br />
สิ่งที่เขาทำอัศจรรย์มาก ฮ่องกงก็น่าสนใจ มีอาร์ตแกลเลอรี่มากมาย<br />
แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นนานาชาติ ไม่ใช่ศิลปะท้องถิ่น<br />
แต่มันก็บอกเราว่าคนที่อาศัยอยู่ที่นั่นคือใคร ผมไม่ค่อยชอบหอศิลป์แห่งชาติสักเท่าไหร่<br />
เพราะเป็นศิลปะที่ถูกคัดเลือกมาแล้วโดยรัฐบาล<br />
ทุกอย่างถูกจัดมาเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง</p>
<p>  นอกจากศิลปะ<br />
ผมชอบนั่งอยู่ในสวนสาธารณะ สังเกตผู้คนเดินไปเดินมา ออกกำลังกาย ทำงาน อ่านหนังสือ<br />
พักผ่อน สนทนา หัวเราะ พลอดรัก แค่นั่งเฉยๆ แล้วมอง ง่ายและไม่เสียเงินด้วย</p>
<p><strong>คุณเอาเงินจากไหนมาเที่ยวเยอะแยะ</strong></p>
<p>  ผมทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์<br />
โชคดีที่ผมสามารถหางานได้ทั่วโลก ตอนอายุ 22 ปี<br />
ผมกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง ได้งานกราฟิกดีไซเนอร์ที่นิตยสาร <em>HiSoParty </em>ผมได้เจอคนในวงการไฮโซมากมาย<br />
ซึ่งผมชอบนะ การทำความเข้าใจพวกเขาเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีทีเดียว<br />
และงานกราดีไซน์นี่แหละที่ทำให้ผมได้ไปเมืองคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน</p>
<blockquote><p>“ถ้าคุณออกเดินทางตั้งแต่ยังหนุ่มสาว<br />
ข้อดีคือยังหัวอ่อน มุมมองขยับขยายได้ง่าย<br />
ไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลงความเชื่อตัวเองอีกแล้ว</p></blockquote>
<p><a href="http://www.landrydunand.com">www.landrydunand.com</a><br /><a href="http://landrydunand.com/"></a></p>
<p><em style="background-color: initial">(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 138 กุมภาพันธ์ 2555)</em></p>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ ได้ที่นี่</strong><br /><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-39">ตอนที่ 2</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-38/">Landry Dunand : ชีวิตทำมือของช่างภาพฝรั่งเศสผู้เดินทางมาแล้วทั่วโลก 1/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-38/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์ 4/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-33/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-33/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นครินทร์ วนกิจไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Jun 2016 04:23:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[ภราดล พรอำนวย]]></category>
		<category><![CDATA[ปอ Northgate]]></category>
		<category><![CDATA[นักดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[Trans-Siberian Railway]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรีแจ๊ส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-33/</guid>

					<description><![CDATA[<p>8 “ผมหยิบแซกโซโฟนขึ้นมาเล่น อากาศเย็นจัดได้ทำให้รู้สึกเจ็บที่นิ้วมือ อีกทั้งไม่สามารถขยับมันไปได้ตามใจปรารถนา ส่งผลทำให้เกิดเสียงผิดเพี้ยนมากมาย แต่ผมกลับไม่ได้ใส่ใจและยังฝืนเล่นไปทั้งอย่างนั้น&#8230; นั่นแหละ ภายในเวลาอันโดดเดี่ยวเช่นนี้ คงจะไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรู้สึกว่าเรายังมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่า การเล่นแซกโซโฟนเพี้ยนๆ ครั้งนี้กำลังให้ความหมายนั้นกับผม” ข้อความสะท้อนความรู้สึกในห้วงลึกติดไว้ที่ผนังแกลเลอรี่ มันถูกจัดลำดับไว้ช่วงท้ายๆ ของงานแสดงทั้งหมด นั่นหมายความว่า เขามาถึงจุดหมายแล้ว ใช่! ในที่สุดเขาก็มาถึงปารีส! “เรารู้สึกเฉยๆ นะ จะว่าดีใจก็ไม่เชิง เป็นอารมณ์งงๆ มากกว่า กูมาอยู่กลางปารีสได้ไงวะ กูโบกรถจากดอยสะเก็ดมาไม่ใช่หรือ” เขารำลึกความหลัง “แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ภาพความทรงจำในอดีตตลอดเส้นทางค่อยๆ ถาโถมไหลย้อนกลับมา เรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะผู้คนที่ช่วยเหลือเราเยอะมาก รถรับเราไม่รู้กี่คน คนเอาน้ำเอาข้าวมาให้เรากิน เราคิดแล้วก็ขอบคุณพวกเขา ถ้าไม่มีคนเหล่านี้เราก็ไม่มีทางมาถึง “เรานึกย้อนกลับไปถึงอดีตในวัยเด็กเลยนะ การที่เราเดินทางมาได้ถึงขนาดนี้ ผ่านแต่ละประเทศที่เราไม่รู้จักภาษาของเขาเลย ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย ลัตเวีย เยอรมนี ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะเราเคยอาศัยอยู่ข้างโรงเรียนคนหูหนวกก็ได้ ด้วยความที่เราใช้ความรู้สึกสื่อสารกันแทนคำพูดอยู่หลายปี ทำให้เรามีพื้นฐานการปฏิสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องคุยกัน มันทำให้เราอ่านอารมณ์ แววตา น้ำเสียงคนได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความหมายมากกว่าคำพูดเสียอีก มากไปกว่านั้น มันยังช่วยสนับสนุนการเล่นดนตรีแจ๊สด้วย น้ำเสียงของแซกโซโฟนไม่น่าจะต่างกับน้ำเสียงคนหูหนวก มันมีแต่เสียง ‘อาอาอูอู’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-33/">ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์ 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	<strong>8</strong></p>
<p>
	“ผมหยิบแซกโซโฟนขึ้นมาเล่น อากาศเย็นจัดได้ทำให้รู้สึกเจ็บที่นิ้วมือ<br />
อีกทั้งไม่สามารถขยับมันไปได้ตามใจปรารถนา ส่งผลทำให้เกิดเสียงผิดเพี้ยนมากมาย<br />
แต่ผมกลับไม่ได้ใส่ใจและยังฝืนเล่นไปทั้งอย่างนั้น&#8230; นั่นแหละ<br />
ภายในเวลาอันโดดเดี่ยวเช่นนี้ คงจะไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรู้สึกว่าเรายังมีตัวตนอยู่บนโลกนี้<br />
ซึ่งก็ดูเหมือนว่า การเล่นแซกโซโฟนเพี้ยนๆ ครั้งนี้กำลังให้ความหมายนั้นกับผม”</p>
<p>
	ข้อความสะท้อนความรู้สึกในห้วงลึกติดไว้ที่ผนังแกลเลอรี่<br />
มันถูกจัดลำดับไว้ช่วงท้ายๆ ของงานแสดงทั้งหมด นั่นหมายความว่า<br />
เขามาถึงจุดหมายแล้ว</p>
<p>
	ใช่! ในที่สุดเขาก็มาถึงปารีส!</p>
<p>
	“เรารู้สึกเฉยๆ นะ จะว่าดีใจก็ไม่เชิง เป็นอารมณ์งงๆ มากกว่า<br />
กูมาอยู่กลางปารีสได้ไงวะ กูโบกรถจากดอยสะเก็ดมาไม่ใช่หรือ” เขารำลึกความหลัง<br />
“แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ<br />
ภาพความทรงจำในอดีตตลอดเส้นทางค่อยๆ ถาโถมไหลย้อนกลับมา เรื่องราวต่างๆ<br />
โดยเฉพาะผู้คนที่ช่วยเหลือเราเยอะมาก รถรับเราไม่รู้กี่คน<br />
คนเอาน้ำเอาข้าวมาให้เรากิน เราคิดแล้วก็ขอบคุณพวกเขา<br />
ถ้าไม่มีคนเหล่านี้เราก็ไม่มีทางมาถึง</p>
<p>
	“เรานึกย้อนกลับไปถึงอดีตในวัยเด็กเลยนะ การที่เราเดินทางมาได้ถึงขนาดนี้<br />
ผ่านแต่ละประเทศที่เราไม่รู้จักภาษาของเขาเลย ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย ลัตเวีย<br />
เยอรมนี ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะเราเคยอาศัยอยู่ข้างโรงเรียนคนหูหนวกก็ได้<br />
ด้วยความที่เราใช้ความรู้สึกสื่อสารกันแทนคำพูดอยู่หลายปี<br />
ทำให้เรามีพื้นฐานการปฏิสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องคุยกัน มันทำให้เราอ่านอารมณ์ แววตา<br />
น้ำเสียงคนได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความหมายมากกว่าคำพูดเสียอีก มากไปกว่านั้น<br />
มันยังช่วยสนับสนุนการเล่นดนตรีแจ๊สด้วย<br />
น้ำเสียงของแซกโซโฟนไม่น่าจะต่างกับน้ำเสียงคนหูหนวก มันมีแต่เสียง ‘อาอาอูอู’ คล้ายกัน”</p>
<p>
	ค่ำคืนที่ปารีส เขากับเพื่อนชาวฝรั่งเศสเล่นดนตรีร่วมกันในแจ๊สคลับที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป<br />
เสียงแซกโซโฟนในวันนั้นผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ เขาไปๆ มาๆ ฝรั่งเศส เบลเยียม<br />
และสเปนอยู่ระยะหนึ่ง ทั้งเล่นดนตรีที่บ้านพักคนชรา<br />
อิมโพรไวส์ฟรีแจ๊สกับแม่บุญธรรมที่บรัสเซล เยี่ยมชมสถาปัตยกรรมของ Antoni<br />
Gaudi ในบาร์เซโลนา และเมื่อถึงเวลาก็เดินทางกลับดอยสะเก็ด</p>
<p>
	คราวนี้เป็นทางอากาศ</p>
<p>
	“ไม่น่าเชื่อนะ เราเดินทางขาไปใช้เวลา 3 &#8211; 4 เดือน<br />
แต่ขากลับแค่ 10 ชั่วโมง รู้สึกหลอนเหมือนกัน”</p>
<p>
	“การเดินทางไกลข้ามภูมิประเทศทำให้เราได้เรียนรู้หลายเรื่อง<br />
เหมือนร่างกายกับจิตใจจะเห็นภาพบางอย่าง เราเลยรู้ว่า<br />
กลับมาต้องทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่ทำ มันจะทำร้ายเราเหมือนกัน เรารู้สึกว่า<br />
จุดประสงค์ของการเดินทางก็เพื่อตอนกลับมาจะได้ทบทวนนี่แหละ”</p>
<p>
	สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิมหลังการเดินทางครั้งนี้คือ<br />
จิตใจ</p>
<p>
	“เราตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ขนมปังเพียงก้อนเดียว<br />
น้ำเปล่าเพียงแก้วเดียว สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นถึงเนื้อหาสาระของชีวิต<br />
ซึ่งมันเป็นความสุขนะ</p>
<p>
	“ถ้าเรามีจุดหมายภายนอก แล้วจุดหมายภายในล่ะ โลกภายนอกต้องดำเนินต่อไป<br />
ต้องปลูกข้าวมากิน โลกภายในก็เหมือนกัน อะไรคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเรา</p>
<p>
	“ฟ้ากับดิน เราเคยได้ยินปรัชญาจีนนี้มานาน การเดินทางทำให้เราเห็นภาพว่า<br />
ผืนดินคือร่างกายของเรา เราจับต้องได้ เราโดนตีแล้วเจ็บ ผืนฟ้าคือจิตใจของเรา<br />
มองไปบนท้องฟ้า ฟ้าไปถึงไหนก็ไม่รู้ กลางคืนดำมืด ฟ้ากับดิน<br />
มันจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ต้องอยู่คู่กัน ถ้าไม่มีผืนดิน<br />
เราจะไปยืนอยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีผืนฟ้า น้ำที่ไหนจะตกลงมาให้ผืนดินได้ชุ่มชื้น<br />
น้ำที่หล่อเลี้ยงก็คือความคิด ความฝัน มันหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความหมาย</p>
<p>
	“ถ้าเราไม่เดินทางก็ไม่มีทางรู้ ขณะที่เราเดินทางคนเดียว ไม่รู้จักใคร<br />
ไม่ได้มีตัวตนในสังคมนี้ ทำให้ต้องคุยกับตัวเอง จังหวะที่ได้พูดคุย<br />
สถานการณ์ภายนอกจะพุ่งเข้าสู่ภายใน แต่ทุกอย่างต้องสัมพันธ์กัน<br />
ถ้าเราเอาแต่คิดถึงภายในโดยที่ไม่ได้ประจักษ์จริงภายนอก<br />
ร่างกายไม่ได้เข้าใจสภาพแวดล้อม มันก็ไม่เกิดประโยชน์<br />
หรือถ้ามัวแต่เดินทางภายนอกโดยไม่ได้ศึกษาภายในเลย ก็ไม่เกิดประโยชน์เช่นเดียวกัน<br />
มันจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ เหมือนฟ้ากับดิน ฟ้าไม่ใช่ดิน ดินไม่ใช่ฟ้า<br />
แต่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน</p>
<p>
	“เราให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความคิดคำนึงในอดีตนะ<br />
เราจะไม่ปล่อยปละละเลยเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว อดีตเป็นมวลสารขนาดใหญ่ เป็นสิ่งที่มีมาก่อน<br />
มีมานานเท่าไหร่ไม่รู้ ก่อนที่พ่อแม่เราจะเกิดด้วยซ้ำ<br />
ตอนแรกเราไม่เข้าใจถึงความสำคัญของมัน อดีตก็ปล่อยมันไปเถอะ มันผ่านไปแล้ว<br />
ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่า แต่จริงๆ แล้ว สภาวะแห่งปัจจุบันล้วนมีที่มาจากอดีต<br />
ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับมัน เราก็จะโดนอดีตทำร้ายอยู่เรื่อยๆ ทำผิดซ้ำๆ<br />
เราหนีอดีตไม่พ้น ยิ่งเราอยากปล่อยมันไป มันก็ไม่ไปอย่างที่เราปรารถนา<br />
อดีตที่เน่าเหม็น ถ้าเราวางไว้ถูกที่ จัดการเป็นระบบ<br />
มันก็จะกลายเป็นปุ๋ยที่ช่วยทำให้ต้นไม้เติบโต ถ้าเราเข้าใจอดีตเพียงพอ<br />
เราก็จะสามารถประคับประคองปัจจุบันเอาไว้ได้ แต่อดีตที่ว่าไม่ใช่อดีตของเราเพียงคนเดียว<br />
หากเป็นอดีตของมวลมนุษยชาติ”</p>
<p>
	“แต่การเข้าใจอดีตก็ต้องการจิตใจที่กว้างใหญ่เพียงพอ<br />
เหมือนการเอาข้าวต้มไปใส่ไว้ในถ้วยกาแฟ มันจะหกเลอะเทอะ ทะลักล้น กระจัดกระจาย<br />
ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ ถ้าเราไม่ได้ฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็งพอ<br />
มันก็ทำให้เราเจ็บปวดได้เหมือนกัน”</p>
<p>
	“เราจะทำให้ถ้วยกาแฟเป็นชามข้าวต้มได้อย่างไร” ผมสงสัย</p>
<p>
	“ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่สำหรับผม&#8230;” เขาเว้นจังหวะ</p>
<p>
	“คือการเดินทาง”</p>
<p>
	<strong>9</strong></p>
<p>
	1 ทุ่มตรงของอีกวัน ผมและช่างภาพนั่งอยู่ในรถที่ปอเป็นคนขับ</p>
<p>
	งานเปิดตัวนิทรรศการประสบความสำเร็จด้วยดี<br />
คนในวงการศิลปะเชียงใหม่มาให้กำลังใจล้นหลาม อย่าง จุ๋ยจุ๋ยส์ สมชาย ขันอาษา<br />
กลุ่มย้อนแย้งสุนทรียะและสหาย รวมทั้ง วชิรา อดีตบรรณาธิการนิตยสาร a<br />
day</p>
<p>
	งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เฉกเช่นเดียวกับการพบเจอที่ต้องมีการจากลา<br />
ผมและช่างภาพมีกำหนดกลับกรุงเทพฯ คืนนี้ ปออาสาขับรถมาส่งที่อาเขต</p>
<p>
	“การเดินทางครั้งหน้าของคุณคือที่ไหน” ผมชวนคุย</p>
<p>
	“แอฟริกา ผมอยากเห็นทะเลทรายซาฮาร่าสักครั้งในชีวิต แต่ยังไม่มีกำหนดนะ<br />
แค่คิดไว้เฉยๆ ไม่รู้จะได้ไปหรือเปล่า” เขาตอบเร็ว</p>
<p>
	ผมเชื่อว่าเขาต้องได้เห็นมันแน่ คนหนุ่มคนนี้น่าชื่นชม ไม่เพียงการลงมือทำในสิ่งที่เชื่อ<br />
และการเฝ้ามองร่างกายภายนอกกับจิตใจภายในอยู่เสมอเท่านั้น<br />
แต่เขายังตระหนักถึงความสำคัญในการเอาใจใส่คนรอบข้างและรักษาความสัมพันธ์นั้นด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์</p>
<p>
	ปอวาดพวงมาลัยไปทางขวา รถของเราเคลื่อนที่เข้าไปในอาเขต<br />
ผมตัดสินใจถามคำถามที่ตอบยากที่สุดคำถามหนึ่งในชีวิต</p>
<p>
	ชีวิตคืออะไร</p>
<p>
	“เรื่องนี้เป็นความลับนะ”</p>
<p>
	เขาหันมายิ้มพร้อมแตะเบรก รถหยุดเคลื่อนที่</p>
<p>
	“ความลับทำหน้าที่ของความลับ มันจะปกป้องตัวของมันเอง<br />
ถ้าเราไม่สังเกตก็ไม่มีทางล่วงรู้คำตอบได้เลย เราทุกคนต้องค้นหาด้วยตัวเอง<br />
สำหรับผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่เท่าที่รู้ในตอนนี้<br />
ผมคิดว่าชีวิตคือการอิมโพรไวส์ ในดนตรีแจ๊ส การอิมโพรไวส์ไม่ได้เล่นสะเปะสะปะ<br />
แต่คือการฟังเสียงดนตรี หรืออ่านอารมณ์ ความรู้สึก แล้วเล่นออกมา<br />
มันมีทิศทางจากภายใน ชีวิตก็เหมือนกัน<br />
ต้องฟังเสียงหัวใจตัวเองแล้วอิมโพรไวส์ไปกับมัน</p>
<p>
	“สิ่งสำคัญคือ<br />
เราต้องมีจิตใจยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะโอบอุ้มเหตุการณ์หลังจากการกระทำ<br />
เราต้องยอมรับผลพวงจากการตัดสินใจของเราเอง”</p>
<p>
	ผมและช่างภาพเก็บสัมภาระลงจากรถ เราร่ำลากันอยู่ครู่ใหญ่<br />
อาเขตจอแจด้วยผู้คน กลุ่มนักเดินทางชาวญี่ปุ่นเพิ่งลงจากรถทัวร์</p>
<p>
	เราแบกกระเป๋าเดินเข้าไปบริเวณตัวอาคาร<br />
ปอขับรถออกจากสถานีเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน<br />
เขาคงไม่ทันสังเกตเห็นนักเดินทางหลายคนซึ่งกำลังจะเริ่มต้นสิ่งที่เราเรียกกันว่า</p>
<p>
	การเดินทาง</p>
<blockquote><p>
		&#8220;ชีวิตคือการอิมโพรไวส์ ในดนตรีแจ๊ซ การอิมโพรไวส์ไม่ได้เล่นสะเปะสะปะ แต่คือการฟังเสียงดนตรี หรืออ่านอารมณ์ความรู้สึกแล้วเล่นออกมา ชีวิตก็เหมือนกัน ต้องฟังเสียงหัวใจตัวเองแล้วอิมโพรไวส์ไปกับมัน<span style="font-style: normal">&#8220;</span></p></blockquote>
<p><span style="font-style: normal"></span><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 127 มีนาคม 2554)</em>
	</p>
<p>
	<strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p>
	<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-30">ตอนที่ 1<br />
	</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-31">ตอนที่ 2<br />
	</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-32">ตอนที่ 3</a></p>
<p>
	<em><strong>ภาพ </strong>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-33/">ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์ 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-33/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์ 3/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-32/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-32/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นครินทร์ วนกิจไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Jun 2016 06:10:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[ภราดล พรอำนวย]]></category>
		<category><![CDATA[ปอ Northgate]]></category>
		<category><![CDATA[นักดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[Trans-Siberian Railway]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรีแจ๊ส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-32/</guid>

					<description><![CDATA[<p>5 สภาพนอร์ทเกตตอนกลางคืนคล้ายคนเมากรึ่มได้ที่ ครึกครื้นแต่ไม่ถึงกับโครมคราม วงดนตรีแจ๊สบรรเลงเพลงน่าฟังบนเวที สมาชิก 3 ใน 5 คน เป็นชาวต่างชาติ เช่นเดียวกับสัดส่วนลูกค้าในร้านที่แน่นขนัดจนล้นประตูตึกแถวขนาด 2 ห้องออกไปถึงฟุตปาท ผมกับช่างภาพนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ มีเบียร์ขวดเล็กเป็นเพื่อนคุย หลังผ่าน 4 &#8211; 5 ชั่วโมงอันยาวนานตอนกลางวัน ปอขอตัวจัดการเรื่องงานเปิดนิทรรศการวันพรุ่งนี้ เรานัดกันที่นอร์ทเกตประมาณ 4 ทุ่ม ระหว่างรอ ผมจิบเบียร์พลางทบทวนถึงท่วงทำนองชีวิตของเขา หลังลาออกจากงานที่ไม่ได้รัก เขากลับมาเป็นนักเดินทางร่อนเร่อีกครั้ง วกกลับไปที่ญี่ปุ่นครั้งหนึ่งและจีนครั้งหนึ่ง เมื่อผ่านการเดินทางหลายครั้ง เล่นดนตรีเปิดหมวกหลายแห่ง รวมถึงการได้สัมผัสนักดนตรีเก่งๆ ตามบาร์ ทำให้เกิดความคิดริเริ่มการสร้างแจ๊สคลับในเชียงใหม่ “มือแซกโซโฟนคนนั้นเล่นเก่งมากเลยนะ” เสียงปอดังขึ้น ดึงสติผมกลับสู่ปัจจุบัน สบโอกาสเหมาะ ผมเปิดประเด็นคำถามเรื่องการก่อตั้งนอร์ทเกต “เราเป็นนักเดินทางที่ไม่มีเงิน พอเดินทางไปแจ๊สคลับประเทศต่างๆ ก็ต้องเลือกสั่งที่ถูกที่สุดคือชาร้อน บางที่ก็แพงมากจนเราต้องบอกว่าขอคิดดูก่อน ทั้งที่เราแค่อยากฟังดนตรีดีๆ ความรู้สึกลำบากใจนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีแจ๊สคลับสำหรับทุกคน ทำไมต้องขีดเส้นสำหรับคนมีเงินเท่านั้น ถ้าดนตรีมีความหมายต่อชีวิตของเด็กนักเรียนคนหนึ่งล่ะ” “เชื่อไหมว่า ตอนเปิดร้านนอร์ทเกต ผมมีเงินแค่ 120 บาทเอง ผมคุยกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งว่า อยากทำแจ๊สคลับ เขาบอกโอเค [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-32/">ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์ 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>5</strong></p>
<p>สภาพนอร์ทเกตตอนกลางคืนคล้ายคนเมากรึ่มได้ที่</p>
<p>ครึกครื้นแต่ไม่ถึงกับโครมคราม</p>
<p>วงดนตรีแจ๊สบรรเลงเพลงน่าฟังบนเวที สมาชิก 3 ใน 5 คน เป็นชาวต่างชาติ  เช่นเดียวกับสัดส่วนลูกค้าในร้านที่แน่นขนัดจนล้นประตูตึกแถวขนาด 2 ห้องออกไปถึงฟุตปาท</p>
<p>ผมกับช่างภาพนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ มีเบียร์ขวดเล็กเป็นเพื่อนคุย</p>
<p>หลังผ่าน 4 &#8211; 5 ชั่วโมงอันยาวนานตอนกลางวัน ปอขอตัวจัดการเรื่องงานเปิดนิทรรศการวันพรุ่งนี้ เรานัดกันที่นอร์ทเกตประมาณ 4 ทุ่ม ระหว่างรอ ผมจิบเบียร์พลางทบทวนถึงท่วงทำนองชีวิตของเขา </p>
<p>หลังลาออกจากงานที่ไม่ได้รัก เขากลับมาเป็นนักเดินทางร่อนเร่อีกครั้ง วกกลับไปที่ญี่ปุ่นครั้งหนึ่งและจีนครั้งหนึ่ง เมื่อผ่านการเดินทางหลายครั้ง เล่นดนตรีเปิดหมวกหลายแห่ง รวมถึงการได้สัมผัสนักดนตรีเก่งๆ ตามบาร์ ทำให้เกิดความคิดริเริ่มการสร้างแจ๊สคลับในเชียงใหม่</p>
<p>“มือแซกโซโฟนคนนั้นเล่นเก่งมากเลยนะ” เสียงปอดังขึ้น ดึงสติผมกลับสู่ปัจจุบัน สบโอกาสเหมาะ ผมเปิดประเด็นคำถามเรื่องการก่อตั้งนอร์ทเกต</p>
<p>“เราเป็นนักเดินทางที่ไม่มีเงิน พอเดินทางไปแจ๊สคลับประเทศต่างๆ ก็ต้องเลือกสั่งที่ถูกที่สุดคือชาร้อน บางที่ก็แพงมากจนเราต้องบอกว่าขอคิดดูก่อน  ทั้งที่เราแค่อยากฟังดนตรีดีๆ ความรู้สึกลำบากใจนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีแจ๊สคลับสำหรับทุกคน ทำไมต้องขีดเส้นสำหรับคนมีเงินเท่านั้น ถ้าดนตรีมีความหมายต่อชีวิตของเด็กนักเรียนคนหนึ่งล่ะ”</p>
<p>“เชื่อไหมว่า ตอนเปิดร้านนอร์ทเกต ผมมีเงินแค่ 120 บาทเอง ผมคุยกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งว่า อยากทำแจ๊สคลับ เขาบอกโอเค เขามีเงิน 20,000 บาท ผมบอกทำเลย จากนั้นเราก็ไปรวมเงินจากอีกหลายคน แล้วเอาไปมัดจำตึกวันนั้นเลย เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากัน ทุกอย่างจะตามมาเอง ต้องมีคนร่วมอุดมการณ์แน่นอน ถ้าเราอยากทำสิ่งที่ไม่ใช่เพื่อตัวเราเองเพียงอย่างเดียวจะต้องมีคนมาช่วยแน่นอน อย่ากลัว”</p>
<p>นอร์ทเกตเป็นแจ๊สคลับที่มีคุณภาพดนตรีเข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เล่นสดทุกวันไม่มีวันหยุด ลูกค้าชาวไทยและต่างชาติที่มีรสนิยมเดียวกันมักมารวมตัวที่นี่จนเกิดเป็นสังคมขนาดย่อม แต่ที่น่าแปลกคือ ลูกค้าบางคนถือเครื่องดื่มจากข้างนอกมานั่งในร้าน บางคนขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจอดข้างฟุตปาท หรือกระทั่งขอทานที่นอนอยู่หน้าร้านเป็นปี</p>
<p>“เงินทองไม่สำคัญเท่ากับจิตใจของมนุษย์ ร้านเราไม่ได้เงินเยอะ ค่าใช้จ่ายก็มาก 3 เดือนแรกนักดนตรีไม่ได้เงินเลย หรือบางครั้งจ่ายค่าจ้างเสร็จ ก็ต้องขอร้องให้นักดนตรีช่วยสั่งเหล้าในร้าน บางเดือนไม่มีตังค์จ่ายค่าเช่า เล่นดนตรีบนเวทีอยู่ดีๆ ตอนเบรกหนีไปร้องไห้ก็มี อย่างไรก็ตาม กำไรเหล่านี้ไม่สำคัญเท่าไหร่ สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือกำไรของสังคม ถ้าทุกคนอยากจะขับเคลื่อนสังคมแล้วมัวคิดแต่ผลกำไร มันไปได้ช้านะ ถ้าเรานอนมีความสุขอยู่ในห้อง แต่ออกไปนอกประตูมีแต่คนลำบาก เราจะมีความสุขได้ยังไง จะมีความสุขไปเพื่ออะไร ถ้าทุกคนทำเพื่อตัวเองหมด แล้วเราจะเหลืออะไรให้ใคร ในขณะที่เราร่ำรวยขึ้น คนอื่นๆ จะต้องจนลง นายอาจจะโกหกตัวเองได้ว่า ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ แต่ถ้าคิดอย่างนี้แล้วเราจะเหลือแรงบันดาลใจให้ใคร”</p>
<p>“ถ้าดนตรีที่นอร์ทเกตทำให้เกิดความสุขในสังคมขึ้นได้แม้เพียงจุดเดียวเราก็ดีใจ เรายินดีที่เห็นคนขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดข้างนอก ให้เขาฟังจนหนำใจไปเลย  เพราะถ้าดนตรีทำให้เขามีความสุข เขาก็จะกลับบ้านไปบอกรักแฟน บอกรักลูก ส่งต่อความสุขให้คนที่บ้าน เราอาจจะไม่ได้เห็นภาพนั้น แต่เรารับรู้ได้ว่ามันมีอยู่จริง”</p>
<p>“การมีธุรกิจของตัวเองเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางหรือเปล่า” ผมถาม</p>
<p>“ใช่ เราตั้งใจเลยว่าวันหนึ่งเราจะไม่เล่นและไม่อยู่ที่นี่ เราเตือนตัวเองเสมอว่ามันไม่ใช่ของเรา นอร์ทเกตเป็นตัวของมันเอง เราอาจจะเป็นผู้สร้างขึ้นมา แต่จริงๆ แล้ว พอโตมาระดับหนึ่ง นอร์ทเกตก็มีชีวิตของเขาเอง เป็นสังคมหนึ่ง มีนักดนตรี พนักงาน คนฟัง นอร์ทเกตจะถูกปิดเมื่อไหร่ก็ได้ เราจะไม่ยึดติด เรารักและผูกพันมากนะ แต่จะให้มายึดติดว่าเป็นธุรกิจของเราคงไม่ใช่”</p>
<p>“ทุกวันนี้เราดีใจที่มันเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีหรือว่าศิลปิน เรายินดีที่มีส่วนสร้างความสุขให้กับคนในเมือง แม้เป็นสิ่งเล็กๆ ก็จริง แต่คนเพียงคนเดียวก็สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ จริงไหม”</p>
<p>นักแซกโซโฟนตาน้ำข้าวกวักมือเรียกเขาขึ้นไปร่วมเวที เป็นโชคดีของผู้ฟังที่ได้ดูการเล่นสดของปอในคืนวันศุกร์ เสียงปรบมือเกรียวกราว บรรยากาศครึกครื้น แต่ไม่ถึงกับโครมคราม</p>
<p>สภาพนอร์ทเกตคล้ายคนเมากรึ่มได้ที่ เช่นเดียวกับผมและช่างภาพที่กำลังกรึ่มแม้จะนั่งอยู่กับที่ </p>
<p><strong>6</strong></p>
<p>บ่ายวันรุ่งขึ้น ปอชวนเรามาช่วยงานนิทรรศการที่แกลเลอรี่ ซีสเคป</p>
<p>แม้จะเป็นคนนอก แต่เราก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคุณเหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข เจ้าของแกลเลอรี่แห่งนี้</p>
<p>ปอเล่าให้เราฟังว่า เขาเอางานศิลปะที่บันทึกระหว่างการเดินทางให้คุณเหิรพิจารณา ศิลปินหนุ่มเองก็ชื่นชอบการเดินทางสายทรานส์ไซบีเรียเป็นพิเศษ เมื่อนักดนตรีและศิลปินจับมือกันจึงเกิดนิทรรศการ Trans Siberian Sketch Book Exhibition</p>
<p>การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ยาวแค่ชื่อหรือระยะทาง แต่หากเป็นเส้นทางที่ทอดยาวลึกในจิตใจ</p>
<p>ปลายเดือนเมษายน 2 ปีที่แล้ว ปอประสบกับจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต ปัญหาร้านนอร์ทเกตและความรักรุมเร้า เขาโหยหาการเดินทางไกล เมื่อรวมกับคำเชิญจากเพื่อนนักดนตรีที่ปารีส และความคิดถึงแม่บุญธรรมที่เบลเยียม เขาใช้เวลา 2 เดือนวางแผนการเดินทางภาคพื้นดินจากเชียงใหม่ไปฝรั่งเศส </p>
<p>ทำไมไม่ไปทางอากาศ?</p>
<p>“ไม่มีเงินครับ” เขาหัวเราะ “ผมมีเงินแค่ 25,000 บาท เขียนเส้นทางมา 3 เส้น สรุปเลือกทางรถไฟทรานส์ไซบีเรียเพราะราคาถูกที่สุด ขอวีซ่าแค่ 2 ประเทศคือ จีนและยุโรป”</p>
<p>“กลัวไหม”</p>
<p>“ผมกลัวทุกครั้งที่ออกเดินทาง การจะต้องออกไปเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้มันน่ากลัวนะ เวลาเดินทางเยอะเราจะเจอความกลัวมากๆ แบบนี้ทุกวัน กลัวว่าคนจะขโมยแซกโซโฟน นอนข้างถนนต้องเอาเชือกผูกไว้กับตัวเองทุกคืน แต่ในขณะที่กลัว เราก็กล้าที่จะเผชิญเช่นเดียวกัน ภายหลังจึงได้รู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรา มันทำหน้าที่ของตัวมันเอง ความกลัวทำหน้าที่ของความกลัว ความกล้าก็ทำหน้าที่ของความกล้า ดังนั้นเราก็จะทำหน้าที่ของเรา”</p>
<p>แต่เมื่อถึงเวลาออกเดินทาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะโทรไปขอกำลังใจจากผู้ใหญ่ที่นับถือ-อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ผู้รู้แจ้งด้วยการเดิน </p>
<p>“จงขอบคุณเวลาและโอกาส&#8230;การเดินทางที่แท้จริงไม่ใช่การเดินถืออาหารจากบ้านไปกินตลอดทาง แต่คือการที่เรามีความเชื่อว่า เราจะมีข้าวกิน มีที่นอน มีชีวิตรอดได้โดยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า การเดินทางเช่นนี้เองที่ชีวิตจะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าแห่งพลังความรู้ ความสามารถที่เรามี”</p>
<p>และแล้ว&#8230;การเดินทางที่แท้จริงก็เริ่มทำหน้าที่ของตัวมันเอง</p>
<p><strong>7</strong></p>
<p>น้ำตาของชายหนุ่มไหลพรากโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นเพราะความซาบซึ้งหรือตกตะลึงก็แล้วแต่ นี่คือการร้องไห้ครั้งแรกของการเดินทาง</p>
<p>ปอและเป้ใบเก่าที่มีสัมภาระน้อยชิ้นกับแซกโซโฟนปี 1962 โบกรถจากอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านเชียงของ ลาว ไปจนถึงจีนภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ทันทีที่เหยียบแผ่นดินประธานเหมา เขามุ่งหน้าสู่ต้าหลี่โดยรถบัส ครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ในรถนานกว่า 24 ชั่วโมง เวลาล่วงเลยมาจนตี 3 เขาสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาปัสสาวะช่วงรถจอดพักบนยอดเขา พอเงยหน้า น้ำตาก็ไหลโดยอัตโนมัติ</p>
<p>“รู้สึกเลยว่า จักรวาลเป็นอย่างนี้เองหรือ ดวงดาวเป็นล้านดวงระยิบระยับ แผ่นฟ้ากว้างใหญ่มาก มันสวยจนเราคิดว่ากำลังอยู่ในจักรวาล” เขาเล่าถึงความประทับใจ</p>
<p>ตลอดการเดินทางในช่วงต้น ปอหยิบแซกโซโฟนออกมาเล่นบ้าง แต่ไม่มีครั้งไหนที่รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของเครื่องดนตรีเท่าที่ประเทศมองโกเลีย</p>
<p>เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่เกสต์เฮาส์แห่งหนึ่งในเมืองอูลานบาตอร์ เขาบังเอิญเจอ Matouqin เครื่องดนตรีประจำชาติมองโกเลียแขวนอยู่ที่ผนัง ความสนใจใคร่รู้ทำให้เจ้าของเกสต์เฮาส์ตบปาก</p>
<p>รับคำว่าจะเล่นให้ดู โดยแลกกับการอิมโพรไวส์ของแซกโซโฟน</p>
<p>ภายในห้องครัวเย็นวันนั้นประกอบไปด้วยนักเดินทาง 3 &#8211; 4 คนทำหน้าที่ผู้ฟัง เจ้าบ้านเริ่มเล่นก่อน หนุ่มมองโกเลียใช้ปลายนิ้วแตะสายที่ทำมาจากหางม้าเบาๆ อีกมือหนึ่งจับไม้สีที่ตัวเครื่อง ท่าทางการเล่นคล้ายไวโอลิน ความรู้สึกของผู้มาเยือนคือ กูไม่อยากเล่นแซกโซโฟนแล้ว!</p>
<p>“เขาเล่นดีมาก ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กับชนชาติทั้งหมด ความหมายของเพลงเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตชาวมองโกเลียที่ภูมิใจในความเป็นลูกหลานเจงกิสข่าน เสียงเครื่องดนตรีที่เหมือนเสียงร้องของม้า สัตว์ประจำชาติที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตชาวมองโกเลียในอดีต บริบทสมบูรณ์ทุกอย่าง คนมองโกเลีย อยู่ในมองโกเลีย เล่นดนตรีมองโกเลีย แล้วเทียบกับเรา ชนชาติแปลกหน้าผู้แบกแซกโซโฟนมา เราอับอายมาก ไม่อยากเล่นแล้ว แต่สุดท้ายก็เล่น พยายามทำให้ดีที่สุด”  </p>
<p>ค่ำคืนแห่งเครื่องดนตรีผ่านพ้นไปด้วยความประทับใจ เขาพาตัวเองมาถึงรัสเซีย และในที่สุดก็ได้สัมผัสกับขบวนรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ทางรถไฟที่ว่ากันว่าคลาสสิกที่สุดในโลก ที่นี่เขาแทบไม่ได้แตะแซกโซโฟน หากสิ่งที่อยู่ในมือเขาตลอด 6 &#8211; 7 วันคือ ‘ดินสอ’</p>
<p>“ตอนแรกผมแค่วาดรูปเหมือนคนรัสเซียที่นั่งฝั่งตรงข้าม เขาขอดูรูปแล้วชอบมาก เพียงเท่านั้นล่ะ คนทั้งขบวนก็มายืนต่อคิว ผมวาดรูปเยอะมาก วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10 คน ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน มองโกเลีย รัสเซีย วาดจนไม่เหลือกระดาษ ต้องยืมดินสอคนอื่น วาดเสร็จเขาก็เอาของมาให้เรา ทั้งชา ขนม ผลไม้ ช็อกโกแลต หัวหอม มีดแล่เนื้อ อาหารเยอะมาก กินกันไม่หมดจนแก่ เรื่องตลกที่สุดคือ มีชาวรัสเซียคนหนึ่งเอาคลิปโป๊มาเปิดให้เราดูด้วย ต้องแอบไปดูเงียบๆ กัน 2 คน เหมือนทุกคนพยายามจะตอบแทนเรา สุดท้ายก็เป็นเพื่อนกันหมดทั้งขบวน”</p>
<p>แล้วความคลาสสิกล่ะ?</p>
<p>“ธรรมชาติสวยงามมาก พระอาทิตย์ตกตอน 5 ทุ่ม วิวทิวทัศน์เปลี่ยนไปตลอดเวลา ขบวนรถไฟวิ่งทะลุภูเขาผ่านป่าและทะเลสาบ ตื่นมาเวลาก็เปลี่ยนไป ไม่รู้กลางวันกลางคืน เหมือนไทม์แมชชีน แต่&#8230;” เขาเปลี่ยนอารมณ์ “สำหรับบางคน นี่คือรถไฟแห่งความทุกข์นะ ชาวมองโกเลียหลายคนนั่งรถไฟขบวนนี้ 25 วันต่อเดือนเพื่อขนของจากเมืองจีนไปถึงมอสโก ไม่ได้อยู่กับครอบครัว เพราะต้องทำงานหาเงิน บางคนทำเป็น 10 ปี บางคนตลอดชีวิต คนที่เราเจอหลายคนนั่งนิ่ง ฟุบหน้าเงียบ ไม่พูดอะไรสักคำ ไม่มีความตื่นเต้นแปลกใหม่สำหรับพวกเขา มันทำให้เรารู้สึกเศร้าเล็กๆ”</p>
<p>ขบวนรถไฟแห่งความฝันล่องลอยมาเทียบชานชาลาที่มอสโก เมืองฝั่งตะวันตกของรัสเซีย วิหารเซนต์บาซิลตั้งตระหง่านสง่างาม เขารู้สึกว่าตัวเองมาไกลมากแล้ว ถ้าจะไปไม่ถึงจุดหมายก็ไม่เสียใจ สถานที่ต่อจากนี้คือกำไรชีวิต</p>
<p>แม้แต่ในคุก!</p>
<p>“เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไม่เชื่อว่าเรามาถึงที่นี่ได้ยังไง เงินก็มีแค่ 200 ยูโร แล้วจะกลับบ้านยังไง” เขาเล่าถึงประสบการณ์ติดคุกครั้งแรกในชีวิต การถูกขังในลูกกรง 12 ชั่วโมงไม่ได้ทำให้เขาเศร้ามากนัก ตรงกันข้าม กลับรู้สึกดีด้วยซ้ำ</p>
<p>“ผมไม่ได้นอนมาวันนึงเต็มๆ เดินทางมาเหนื่อยมาก อีกอย่างตอนนั้นทำใจแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”</p>
<p>เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ต้องสงสัยบริสุทธิ์ เขาก็ได้รับการปล่อยตัว แต่ก่อนจะไป พวกเขาขอให้ปอเล่นแซกโซโฟนให้ฟังด้วย</p>
<p>พวกเขาอาจไม่ทราบว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้า เสียงแซกโซโฟนตัวนี้จะเปล่งประกายที่ปารีส</p>
<blockquote><p>การเดินทางที่แท้จริงไม่ใช่การเดินถืออาหารจากบ้านไปกินตลอดทาง แต่คือการที่เรามีความเชื่อว่า เราจะมีข้าวกิน มีที่นอน มีชีวิตรอดได้โดยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า</p></blockquote>
<p><em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 127 มีนาคม 2554)</em></p>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-30">ตอนที่ 1<br /></a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-31">ตอนที่ 2</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-32/">ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์ 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-32/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์  2/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-31/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-31/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นครินทร์ วนกิจไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Jun 2016 04:20:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[ภราดล พรอำนวย]]></category>
		<category><![CDATA[ปอ Northgate]]></category>
		<category><![CDATA[นักดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[Trans-Siberian Railway]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรีแจ๊ส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-31/</guid>

					<description><![CDATA[<p>3 ย้อนกลับไปเกือบ 10 ปีที่แล้ว หากใครเดินผ่านย่านไทม์สแควร์ นิวยอร์ก คุณอาจเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งร้องไห้จนตัวโยน คำชวนของอาจารย์ป้อมสัมฤทธิ์ผล ปอตัดสินใจดรอปเรียนเย็นวันนั้นทันที เขาขายมอเตอร์ไซค์คันงามได้เงินมา 50,000 บาทใช้เป็นค่าตั๋วเครื่องบิน อาจารย์ป้อมพาเขาบินไปอยู่ซานฟรานซิสโก 2 อาทิตย์ เวียนแวะแจ๊สคลับชื่อดังและพบปะนักดนตรีเก่งๆ ก่อนจะปล่อยให้ปอดำเนินชีวิตด้วยตนเอง “มึงไม่ต้องกลับ เป็นระดับโลกแล้วค่อยกลับมา” อาจารย์ว่าอย่างนั้น ทักษะภาษาอังกฤษของเขาในช่วงนั้นเรียกได้ว่าทุพพลภาพ สั่งอาหารไม่ได้ นั่งรถไฟใต้ดินไม่เป็น เขาตัดสินใจนั่งรถไฟไปนิวยอร์กเพราะมีคนรู้จักอยู่ที่นั่น ดั้นด้นจนมาถึงไทม์สแควร์ เหลือเงินอยู่ 93 เหรียญ สิ่งแรกที่เขาทำคือ ร้องไห้ “ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่” เขาเล่าความรู้สึกช่วงเวลาขมขื่น แต่ด้วยหัวใจนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ เขากัดฟันอดทนจนได้ที่พักเป็นบ้านร้างแห่งหนึ่ง ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา หากอยากทำธุระส่วนตัวต้องเดินไปอีก 2 มุมถนนถึงจะเจอห้องน้ำ ปอทำงานหลายอย่าง ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อซ้อมแซกโซโฟน เที่ยงทำงานที่ร้านสักได้เงินชั่วโมงละ 7 เหรียญ กลับมาซ้อมดนตรีต่อตอนค่ำ ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นกรรมกรแบกไม้แบกปูนช่วงดึก “อาจารย์ป้อมบอกเราว่า ให้ถามตัวเองทุกครั้งว่าเรามาที่นี่เพื่ออะไร เราก็จะตอบตัวเองทุกครั้งว่า มาเพื่อเป่าแซกโซโฟน เราไม่เคยลืม เราจะไม่ไขว้เขว ถึงแม้เหนื่อยยากลำบาก ก็ยังให้กำลังใจตัวเองว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-31/">ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์  2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>3</strong></p>
<p>ย้อนกลับไปเกือบ<br />
10 ปีที่แล้ว หากใครเดินผ่านย่านไทม์สแควร์<br />
นิวยอร์ก คุณอาจเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งร้องไห้จนตัวโยน</p>
<p>คำชวนของอาจารย์ป้อมสัมฤทธิ์ผล<br />
ปอตัดสินใจดรอปเรียนเย็นวันนั้นทันที เขาขายมอเตอร์ไซค์คันงามได้เงินมา 50,000<br />
บาทใช้เป็นค่าตั๋วเครื่องบิน อาจารย์ป้อมพาเขาบินไปอยู่ซานฟรานซิสโก 2 อาทิตย์<br />
เวียนแวะแจ๊สคลับชื่อดังและพบปะนักดนตรีเก่งๆ<br />
ก่อนจะปล่อยให้ปอดำเนินชีวิตด้วยตนเอง</p>
<p>“มึงไม่ต้องกลับ<br />
เป็นระดับโลกแล้วค่อยกลับมา” อาจารย์ว่าอย่างนั้น</p>
<p>ทักษะภาษาอังกฤษของเขาในช่วงนั้นเรียกได้ว่าทุพพลภาพ<br />
สั่งอาหารไม่ได้ นั่งรถไฟใต้ดินไม่เป็น<br />
เขาตัดสินใจนั่งรถไฟไปนิวยอร์กเพราะมีคนรู้จักอยู่ที่นั่น ดั้นด้นจนมาถึงไทม์สแควร์<br />
เหลือเงินอยู่ 93 เหรียญ สิ่งแรกที่เขาทำคือ ร้องไห้</p>
<p>“ผมคิดถึงบ้าน<br />
คิดถึงแม่” เขาเล่าความรู้สึกช่วงเวลาขมขื่น</p>
<p>แต่ด้วยหัวใจนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้<br />
เขากัดฟันอดทนจนได้ที่พักเป็นบ้านร้างแห่งหนึ่ง ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา หากอยากทำธุระส่วนตัวต้องเดินไปอีก<br />
2 มุมถนนถึงจะเจอห้องน้ำ</p>
<p>ปอทำงานหลายอย่าง<br />
ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อซ้อมแซกโซโฟน เที่ยงทำงานที่ร้านสักได้เงินชั่วโมงละ 7 เหรียญ<br />
กลับมาซ้อมดนตรีต่อตอนค่ำ ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นกรรมกรแบกไม้แบกปูนช่วงดึก</p>
<p>“อาจารย์ป้อมบอกเราว่า<br />
ให้ถามตัวเองทุกครั้งว่าเรามาที่นี่เพื่ออะไร เราก็จะตอบตัวเองทุกครั้งว่า<br />
มาเพื่อเป่าแซกโซโฟน เราไม่เคยลืม เราจะไม่ไขว้เขว ถึงแม้เหนื่อยยากลำบาก<br />
ก็ยังให้กำลังใจตัวเองว่า เอาวะ! มันต้องได้สักวัน”</p>
<p>เมื่อเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง<br />
เขาตัดสินใจควักสตางค์เรียนแซกโซโฟนกับอาจารย์ชาวอเมริกันด้วยค่าเรียนชั่วโมงละ 50<br />
เหรียญ แต่ก็ได้รับการลดลงครึ่งหนึ่งในภายหลัง เพราะอาจารย์มองเห็นถึงความตั้งใจและอดทน โดยปอวาดรูปเป็นการตอบแทน</p>
<p>ช่วงเดือนสุดท้ายของการอยู่ดินแดนเสรีภาพ<br />
ปอลาออกจากงานแล้วเอาเงินที่ได้ใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยว<br />
เขาเดินชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะหลายแห่ง เข้าออกบาร์แจ๊สชื่อดัง ชะเง้อคอดูคอนเสิร์ตระดับโลก</p>
<p>6 เดือนผ่านไปไวเหมือนโหก<br />
เขาบินกลับมาตุภูมิด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งมากขึ้น ความลำบากที่อเมริกาสอนให้เขามองเห็นคุณค่าของสิ่งเล็กน้อย<br />
เขาตั้งใจเรียนจนจบ และเป็นทหารเกณฑ์อยู่ 6 เดือน</p>
<p>การเดินทางโดยมีแซกโซโฟนและสมุดสเก็ตช์วาดรูปเริ่มต้นขึ้นหลังจากนี้</p>
<p><strong>4</strong></p>
<p>“ใช้ได้ไหม”</p>
<p>ปอยกภาพสเก็ตช์แซกโซโฟนให้ดู<br />
ผมตอบไปตามความรู้ศิลปะที่มีเท่าหางอึ่ง เขาวางกระดาษลงบนพื้นอีกครั้ง<br />
นั่งขัดขาขึ้นข้างหนึ่ง ก้มหน้าแล้วลงเงาเพิ่มด้วยปากกาแท่งละ 6 บาท</p>
<p>“ปากการาคาถูกนี่แหละดี<br />
คุณภาพระดับปานกลาง แต่ทุกคนเข้าถึงได้<br />
เวลาผมเดินทางไปที่ไหนก็จะซื้อสมุดสเก็ตช์และเครื่องเขียนที่นั่น<br />
เราจะถ่ายทอดความรู้สึกต่อแต่ละสถานที่ได้ด้วยสิ่งของของพวกเขาเอง”</p>
<p>ผมนั่งฟัง<br />
มือพลิกเปิดสมุดสเก็ตช์ที่บันทึกการเดินทางของเขาจำนวน 5 &#8211; 6 เล่ม<br />
ภาพความทรงจำหลายหลากทั้งคนนอนข้างถนน หญิงสาว ชายชรา วัดไม้สง่างาม หรือต้นไม้ใหญ่<br />
ถูกถ่ายทอดด้วยสีน้ำบ้าง ดินสอบ้าง ปากกาบ้าง บางภาพมีบทกวีหรือข้อความบันทึกไว้<br />
ทุกตัวอักษรล้วนเต็มไปด้วยความคิดคำนึงและการตั้งคำถามกับชีวิต<br />
ช่วงนี้เองที่ปอเริ่มตกตะกอนทางความคิด เริ่มตั้งคำถามทางปรัชญา และมีโอกาสได้คุยกับตัวเอง</p>
<p>หลังจากเกณฑ์ทหาร<br />
ปอออกเดินทางโดยลำพังอย่างจริงจัง เขาแบกเป้และแซกโซโฟนไปกัมพูชา ลาว เวียดนาม<br />
สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี นอนตามข้างถนน สถานีรถไฟ วัด<br />
ตื่นเช้าเป่าแซกโซโฟน เปิดหมวกหาเงิน ถ้าโชคดีหน่อยอาจได้ร่วมงานกับนักดนตรีเก่งๆ<br />
เล่นกันตามกลางจัตุรัสเมืองบ้าง แจ๊สคลับบ้าง</p>
<p>“ตอนนั้นไม่คิดอะไร<br />
คิดแค่ว่าอยากเป่าแซกโซโฟนเก่งๆ อยากวาดรูป อยากเจอคนเยอะๆ<br />
การเดินทางกับการเล่นดนตรีสนับสนุนซึ่งกันและกัน แซกโซโฟนเอามาจากการเดินทางเยอะ<br />
เวลาเราอิมโพรไวส์ก็มีภาพการเดินทางเข้ามา<br />
อารมณ์ของการเล่นมาจากความรู้สึกที่เราเผชิญและประสบการณ์ที่เราสัมผัสได้ในที่แห่งนั้น<br />
การเล่นดนตรีข้างถนนเป็นการโชว์อารมณ์และความรู้สึกต่อหน้าคนอื่น<br />
ถ้าเราเปิดประตูสู่สภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมก็จะเปิดประตูให้เราเช่นกัน<br />
แค่ถือแซกโซโฟนหรือวาดรูปข้างถนน คนก็เข้ามาทักเราแล้ว ซื้อไอศครีมมาให้<br />
ชวนไปกินข้าวที่บ้าน บางคนขับรถวนทั่วเมืองเพื่อตามหาเราเพราะอยากเล่นดนตรีด้วย<br />
ครั้งหนึ่งที่เกียวโต ผมวางแซกโซโฟนอยู่ข้างถนน ฝรั่งถือคีย์บอร์ดเดินมาคุยกับเราว่า<br />
แซกโซโฟนตัวนี้เหมือนของพ่อเขา เรามาเล่นแจ๊สด้วยกันไหม เขาพาผมไปเล่นที่บาร์<br />
ให้เงินและเลี้ยงข้าวเรา ได้เพื่อนเยอะมาก”</p>
<p>ปอรอนแรมไปมาระหว่างบ้านเกิดกับต่างประเทศหลายครา<br />
แม้จะพยายามประหยัด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย เมื่อถึงคราวขัดสน<br />
เขาเดินทางไปเกาะสมุย ทำงานเป็นนักดนตรีตามโรงแรม เล่นเพียงวันละ 2 ชั่วโมง<br />
ได้ค่าจ้างงดงามถึง 35,000 บาทต่อเดือน ชีวิตดูมั่นคง<br />
แต่ทำได้ไม่นานก็ตัดสินใจลาออก</p>
<p>“ไม่ไหวจริงๆ ฝืนทำอยู่ครึ่งปีต้องลาออก<br />
ผมไม่ชอบให้ใครมาบังคับสิ่งที่เราทำ ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่า การงานคืออะไร<br />
จนวันนั้นถึงได้เข้าใจรางๆ ว่า ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ได้สะท้อนถึงสิ่งที่เราเป็นภายใน<br />
มันจะไม่มีความหมายอะไรเลย<br />
ต่อให้เป็นผู้จัดการใหญ่ได้เงินเดือนห้าแสนก็แทบไม่มีค่า<br />
สุดท้ายแล้วเงินไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด”</p>
<p>เขาวางปากกา สบตากับผมตรงๆ<br />
สีหน้าจริงจัง</p>
<p>“ร่างกายเราเกิดจากพ่อแม่มารวมกัน<br />
เราโตขึ้นจากสิ่งที่กินเข้าไป จิตใจก็ไม่น่าจะต่างกัน จิตใจเกิดจากพ่อแม่<br />
และมันจะเติบโตขึ้นจากจิตใจที่เรากินเข้าไป เป็นจิตใจรวมของสังคมมนุษย์ จิตใจโลก<br />
จิตใจของจักรวาล ถ้าเราเสพจิตใจของจักรวาล เราก็จะมีจิตใจจักรวาลอยู่ข้างใน<br />
ถ้าเราเสพจิตใจของต้นไม้ใบหญ้า เราก็จะเป็นต้นไม้ใบหญ้า มันมาจากทุกทิศทาง ตาดู<br />
หูฟัง สิ่งเหล่านี้ที่หล่อหลอมเป็นจิตใจ<br />
แต่จิตใจตรงนี้ไม่เสถียรเหมือนร่างกายที่ตั้งอยู่และดับไป ด้วยความไม่เสถียรนี้<br />
ทำให้เราต่อสู้กับตัวเองตลอดเวลาจนเกิดเป็นความสับสน เพราะเราเอาจิตใจมารวมกันให้เสถียรและสงบนิ่งอย่างสม่ำเสมอไม่ได้”</p>
<p>“เพราะฉะนั้น<br />
การงานที่เราทำจะช่วยควบคุมจิตใจให้เสถียร ซึ่งทำให้เกิดความสุข<br />
ความสุขในที่นี้หมายถึง กูไม่ต้องมาเถียงตัวเองว่า กูจะทำหรือไม่ทำดี<br />
ต่อให้มีเงินเท่าไหร่ มีรถ มีบ้าน มีแฟนสวย ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย<br />
เพราะจิตใจไม่มีความสามารถที่จะจับความสุขนั้นไว้ได้ ไม่มีพลัง ไม่มีแรงหน่วง<br />
แต่การงานจะช่วยทำให้จิตใจสงบ ทำให้เราเห็นภาพรวมของจิตใจแต่ละชิ้นได้”</p>
<p>“ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน<br />
จิตใจจะบอกเราเอง เราต้องเปิดใจว่าเขาต้องการจะบอกอะไร ถ้าเราไม่ทำ<br />
เขาก็จะทำร้ายเรา เราจะทุกข์ระทม ผมเคยเป็นสถาปนิกที่บริษัทแห่งหนึ่ง<br />
เขาสั่งให้เราเขียนแบบ เราก็เขียน แต่ลึกๆ ข้างในรู้สึกว่ากูมาทำเหี้ยอะไรที่นี่<br />
มันไม่ใช่กู กูอยากเดินทาง  ไปเก็บของสิ<br />
ลาออกวันนี้เลย พรุ่งนี้ไปแม่งเลย จิตใจจะปลุกให้เราตื่นขึ้นในทุกเช้า<br />
แล้วเดินถือแซกโซโฟนออกไปเป่า<br />
ถ้าไม่ได้เป่าจิตใจจะไม่สงบเพราะระหว่างที่เป่าเราก็จะได้พบเจอกับจิตใจของเราเอง”</p>
<p>สิ้นประโยค<br />
เขาก้มหน้าจดจ่อกับการงาน ความเงียบสงบโรยตัวลงมา</p>
<blockquote><p>&#8220;ผมไม่ชอบให้ใครมาบังคับสิ่งที่เราทำ ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่า การงานคืออะไร จนวันนั้นถึงได้เข้าใจรางๆ ว่า ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ได้สะท้อนถึงสิ่งที่เราเป็นภายใน มันจะไม่มีความหมายอะไรเลย ต่อให้เป็นผู้จัดการใหญ่ได้เงินเดือนห้าแสนก็แทบไม่มีค่า สุดท้ายแล้วเงินไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด&#8221;</p></blockquote>
<p>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 127 มีนาคม 2554)</p>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-30">ตอนที่ 1</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-31/">ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์  2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-31/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์ 1/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-30/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-30/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นครินทร์ วนกิจไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Jun 2016 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[ภราดล พรอำนวย]]></category>
		<category><![CDATA[ปอ Northgate]]></category>
		<category><![CDATA[นักดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นักเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[Trans-Siberian Railway]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรีแจ๊ส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-30/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งกำลังจดจ่ออยู่กับเทเนอร์แซกโซโฟนตัวเก่า เขาใช้นิ้วกดบนแป้นอย่างเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนนิ้วสลับไปมาด้วยความชำนาญ เมื่อเหลือบไปเห็นหญิงสาวส่งสายตา จึงถอนปากออกจากเครื่องดนตรี “นี่แค่ซ้อมครับ ของจริงเริ่ม 1 ทุ่ม” กล่าวเสร็จ เขาหันไปนัดแนะกับมือคีย์บอร์ดเพื่อซ้อมต่อ หญิงสาวเดินผ่านต้นลีลาวดีเข้าห้องทางซ้ายมือ ภายในห้อง ผนังปูนสีขาวรอบด้านถูกแขวนด้วยภาพพิมพ์ที่ขยายจากรูปในสมุดสเกตช์ มีเพียงภาพแซกโซโฟนขนาดใหญ่ภาพเดียวที่วาดด้วยมือ บริเวณตรงกลางของผนังอีกด้านมีตั๋วรถไฟที่ถูกกล่องพลาสติกครอบไว้ มองใกล้ๆ จะเห็นข้อความ Trans-Siberian Railway ภาพและตัวอักษรภายใน Gallery Seescape กลางเมืองเชียงใหม่ บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของนักแซกโซโฟนวัย 30 ปี-ภราดล พรอำนวย เขาโบกรถจากเชียงใหม่ เข้าสู่ประเทศลาว จีน มองโกเลีย ก่อนจะตีตั๋วขึ้นขบวนรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลกอย่างทรานส์ไซบีเรีย ผ่านระยะทางกว่า 9,000 กิโลเมตร ข้ามช่วงเวลาแตกต่างกันของโลก 8 ช่วง จนถึงมอสโก เมืองฝั่งตะวันตกของประเทศรัสเซีย ลัดเลาะเข้าสาธารณรัฐลัตเวีย ติดคุก 1 วัน แล้วมุ่งหน้าสู่เยอรมนี เบลเยียม สเปน สิ้นสุดการเดินทางกว่า 3 เดือนที่ฝรั่งเศส การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของเขา แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว สัมภาระมักประกอบไปด้วย เสื้อยืด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-30/">ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์ 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งกำลังจดจ่ออยู่กับเทเนอร์แซกโซโฟนตัวเก่า<br />
เขาใช้นิ้วกดบนแป้นอย่างเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนนิ้วสลับไปมาด้วยความชำนาญ<br />
เมื่อเหลือบไปเห็นหญิงสาวส่งสายตา จึงถอนปากออกจากเครื่องดนตรี</p>
<p>
	“นี่แค่ซ้อมครับ ของจริงเริ่ม 1 ทุ่ม” กล่าวเสร็จ เขาหันไปนัดแนะกับมือคีย์บอร์ดเพื่อซ้อมต่อ</p>
<p>
	  หญิงสาวเดินผ่านต้นลีลาวดีเข้าห้องทางซ้ายมือ<br />
ภายในห้อง ผนังปูนสีขาวรอบด้านถูกแขวนด้วยภาพพิมพ์ที่ขยายจากรูปในสมุดสเกตช์<br />
มีเพียงภาพแซกโซโฟนขนาดใหญ่ภาพเดียวที่วาดด้วยมือ<br />
บริเวณตรงกลางของผนังอีกด้านมีตั๋วรถไฟที่ถูกกล่องพลาสติกครอบไว้ มองใกล้ๆ<br />
จะเห็นข้อความ Trans-Siberian Railway</p>
<p>
	  ภาพและตัวอักษรภายใน Gallery Seescape กลางเมืองเชียงใหม่<br />
บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของนักแซกโซโฟนวัย 30 ปี-ภราดล พรอำนวย เขาโบกรถจากเชียงใหม่ เข้าสู่ประเทศลาว จีน มองโกเลีย<br />
ก่อนจะตีตั๋วขึ้นขบวนรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลกอย่างทรานส์ไซบีเรีย ผ่านระยะทางกว่า<br />
9,000 กิโลเมตร ข้ามช่วงเวลาแตกต่างกันของโลก 8 ช่วง จนถึงมอสโก เมืองฝั่งตะวันตกของประเทศรัสเซีย<br />
ลัดเลาะเข้าสาธารณรัฐลัตเวีย ติดคุก 1 วัน<br />
แล้วมุ่งหน้าสู่เยอรมนี เบลเยียม สเปน สิ้นสุดการเดินทางกว่า 3 เดือนที่ฝรั่งเศส</p>
<p>
	  การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของเขา<br />
แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว สัมภาระมักประกอบไปด้วย เสื้อยืด 2 ตัว กางเกงยีนส์ 1 ตัว เสื้อกันหนาว 1 ตัว และแซกโซโฟนหนัก 10 กิโลกรัม 1 ตัว!</p>
<p>
	  เขาเดินทางไม่เหมือนคนอื่น<br />
ถึงเมืองไหน พักที่ไหน ถนนเส้นไหน เขาจะหยิบแซกโซโฟนขึ้นมาเป่า ได้เงินบ้าง<br />
ได้เพื่อนบ้าง ถ้าโชคดีหน่อย อาจได้เล่นแจมกับนักดนตรีมืออาชีพตามแจ๊สผับชื่อดัง<br />
แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นเราอาจเห็นผู้ชายคนหนึ่งเป่าแซกโซโฟนในปั๊มน้ำมันร้างท่ามกลางความเหน็บหนาวจนนิ้วแข็งเกร็ง</p>
<p>
	  เขาเดินทางไม่เหมือนคนอื่น<br />
แทนที่จะใช้กล้องถ่ายรูป เขากลับเลือกใช้ปากกาหรือพู่กันวาดบนกระดาษเพื่อบันทึกความทรงจำ<br />
ฝีมือการเขียนรูปจากการเรียนปวส. เทคโนสถาปัตย์<br />
และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้บ่อยครั้ง<br />
เขาถูกรบเร้าให้วาดรูปเหมือนจากชาวรัสเซียบ้าง ชาวจีนบ้าง ชาวมองโกเลียบ้าง<br />
และภาพจำนวนหนึ่งถูกนำมาขยายเป็นภาพพิมพ์ในนิทรรศการ Trans Siberian Sketch<br />
Book Exhibition ซึ่งกำลังจะมีการเปิดงานในค่ำคืนนี้</p>
<p>
	  เขาเดินทางไม่เหมือนคนอื่น<br />
ไม่สิ, กรณีอาจคล้ายกับบางคนทุกครั้งที่กลับมาจากการเดินทาง<br />
เขาจะใคร่ครวญถึงเรื่องราวที่ผ่านพบ ประคับประคองอดีตที่ประสบ ดำดิ่งลงในห้วงลึก<br />
เพื่อรักษาความสมดุลของการเติบโตทั้งภายนอกและภายใน</p>
<p>
	  นาฬิกาบอกเวลา<br />
1 ทุ่มตรง แขกเหรื่อในงานทยอยเดินออกจากห้อง ต้นลีลาวดียืนอยู่ที่เดิม<br />
ใบของมันถูกลมปลิดขั้วร่วงหล่นบนสระน้ำเล็กๆ</p>
<p>
	  จังหวะกลองเริ่มดังขึ้นก่อน<br />
ตามมาด้วยเสียงทุ้มของกีต้าร์เบสและเมดี้จากคีย์บอร์ด</p>
<p>
	  ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคล้องสายแซกโซโฟนไว้บนลำคอ<br />
พรมนิ้ววางลงบนแป้น เขาหลับตาฟังครู่หนึ่ง ก่อนบรรจงประกบปากที่เมาท์พีซ</p>
<p>
	  เสียงแซกโซโฟนแผดก้องกังวาน<br />
แหบโหยและนุ่มลึกในคราวเดียวกัน</p>
<p>
	<strong>1</strong></p>
<p>
	  ภาพจอห์น โคลเทรน-นักแซกโซโฟนนามอุโฆษแขวนอยู่หน้ากระจกห้องน้ำ ปอ-ภราดล<br />
พรอำนวย ปิดก๊อกน้ำเดินมาหาพวกเรา “ตอนกลางคืน<br />
เสียงดนตรีจากข้างล่างจะดังหน่อย นอนได้ไหม”<br />
ชายหนุ่มในเสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงขาสั้นกล่าว</p>
<p>
	  ผมและช่างภาพพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง<br />
เราวางกระเป๋าสัมภาระเดินตามเขาลงไปด้านล่าง</p>
<p>
	  เก้าอี้ไม้วางซ้อนบนโต๊ะระเกะระกะ<br />
กลิ่นแอลกอฮอล์เจือจาง สภาพ The North Gate-แจ๊ซคลับในตอนเช้าตรู่คล้ายคนเมาค้างที่สะลึมสะลือพึ่งตื่น<br />
เราเดินออกจากร้าน เลี้ยวซ้ายซอกแซกไปตามตรอกซอกซอย<br />
ปอเข็นจักรยานนำทางพร้อมสนทนากับเราไปพลาง</p>
<p>
	“ช่วงนี้คุณทำอะไรบ้าง” ผมเริ่มถาม</p>
<p>
	“ผมเขียนหนังสือและทำงานศิลปะ<br />
ภาพพิมพ์ที่จะโชว์ในนิทรรศการวันพรุ่งนี้เป็นการคัดเลือกภาพที่ผมเคยวาดไว้ในสมุดสเกตช์ระหว่างการเดินทาง<br />
วันนี้ผมต้องเขียนภาพแซกโซโฟนให้เสร็จ เมื่อก่อนผมเล่นดนตรีทุกวัน รับงานเยอะด้วย<br />
ระยะหลังผมเล่นแซกโซโฟนน้อยลง ตอนนี้เหลือเล่นที่นอร์ทเกตแค่วันอังคารวันเดียว แต่ผมก็ยังซ้อมอยู่ทุกวันนะ<br />
เพราะผมรู้ว่าอะไรมีความหมายสำหรับเรา เพียงแต่เอาเวลาทุ่มให้งานศิลปะมากขึ้น”</p>
<p>
	“งานอะไรที่มีความหมายกับคุณ”</p>
<p>
	“เป่าแซกโซโฟน<br />
วาดรูป อ่านหนังสือ เล่นหมากรุก เล่นโกะ แต่ละอย่างก็มีความหมายแตกต่างกันออกไป<br />
นอกจากนั้นผมยังเปืดนอร์ทเกตที่จะกลายเป็นห้องนอนคุณวันนี้ และร้านกาแฟ Birds<br />
Nest”</p>
<p>
	  พูดยังไม่ทันจบ ร้านกาแฟ Birds<br />
Nest ก็อยู่ตรงหน้าเรา</p>
<p>
	  เป็นที่สนุกสนานในการคาดเดาว่าชื่อ<br />
Birds<br />
Nest มีที่มาจากอะไร ผมเดาว่า ‘นก’ เป็นสัญลักษณ์ถึงอิสรภาพและนักเดินทาง<br />
ช่างภาพหนุ่มคิดว่าเป็นชื่อที่ยืมมาจากสนามกีฬาโอลิมปิกของจีน คนแถวนั้นเดาว่า คือ<br />
Charlia ‘Bird’ Parker ตำนานนักดนตรีแจ๊ซ</p>
<p>
	“นี่แหละบ้านผม”</p>
<p>
	  โถตรงกลางเปิดโล่งคล้ายบ้านไทยโบราณ<br />
เปลญวนน่านอนแขวนอยู่กลางบ้าน ใกล้ๆ มีภาพสเกตซ์แซกโซโฟนที่ยังไม่สมบูรณ์วางอยู่<br />
ปอนั่งลงหยิบแซกโซโฟนออกจากกล่อง แล้วลงมือวาดต่อด้วยปากกาดำแท่งละ    6 บาท เขาเหลือบมองแบบเป็นระยะ ปากพูดไป มือก็วาดไปด้วย</p>
<p>
	“ถามเต็มที่เลยนะ<br />
ผมสามารถวาดไปคุยไปได้”</p>
<p>
	  ผมเดินไปนั่งข้างๆ เขา<br />
วางเครื่องอัดเสียง</p>
<p>
	“หากย้อนไปวัยเด็ก<br />
ภาพแรกที่คุณนึกถึงคืออะไร”</p>
<p>
	<strong>2</strong></p>
<p>
	  ภาพแรกที่ปอนึกถึงคือบ้านเช่าที่อยู่ติดกับโรงเรียนสอนคนหูหนวก</p>
<p>
	“ตอนเด็กผมไม่ค่อยมีบทสนทนามากนัก<br />
ผมอยู่กับยาย เพราะแม่ทำงานหนัก ครอบครัวลำบาก ส่วนใหญ่ผมเล่นคนเดียว<br />
บางครั้งก็ไปเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนสอนคนหูหนวกข้างบ้าน ไม่มีคำพูด ไม่มีเสียง<br />
ไม่เคยคุยกันเขาชื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่ด้วยความเป็นเด็กจึงเล่นกันได้ไม่มีปัญหา<br />
ใช้ความรู้สึกกันอย่างเดียว น่ารักดีนะ”</p>
<p>
	  เข้าสู่ชั้นมัธยมต้น<br />
ปอได้รับกีตาร์จากคุณลุงเป็นของขวัญ เครื่องดนตรีชิ้นนี้สร้างความสุขให้เขามาก ปอฝึกซ้อมอย่างหนัก<br />
เรียนดนตรีหลังเลิกเรียนทุกวันจนได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันกีตาร์ ประเภท Non-Classic<br />
ชิงแชมป์ประเทศไทยของสยามยามาฮ่า<br />
แต่ความคลั่งไคล้ในดนตรีกลับเปลี่ยนทิศทางเป็นศิลปะตอนเรียน ปวส. เทคโนสถาปัตย์ ที่นี่จุดชนวนวิญญาณนักเดินทางให้กับเขา</p>
<p>
	“ตอนที่ย้ายมาเรียนเทคโนสถาปัตย์<br />
ผมเริ่มหัดวาดรูป เอาหุ่นมาวางแล้ววาดทั้งวัน<br />
พอวาดเก่งก็อยากเรียนรู้มากขึ้นจึงไปหาหนังสือมาอ่าน การอ่านหนังสือมากๆ<br />
ทำให้เรารู้ว่า สถาปนิกระดับโลกส่วนใหญ่ไม่ได้จบสถาปัตย์ แต่เป็นนักมวย นักปรัชญา<br />
หรืออะไรก็ได้ ที่สำคัญคือองค์ความรู้ที่พวกเขามีล้วนได้มาจากประสบการณ์การเดินทางทั้งนั้น<br />
นักออกแบบสร้างสรรค์ทุกคนต้องเดินทาง ไม่ใช่เฉพาะด้านความคิด<br />
แต่ต้องเดินทางเพื่อสัมผัสสภาพแวดล้อมจริงๆ”</p>
<p>
	  ความฝันของปอเป็นจริงเมื่อผลงานการวาดรูปผ่านเข้ารอบไปแสดงงานที่ญี่ปุ่น<br />
การออกนอกประเทศครั้งแรกสร้างความตื่นเต้นให้กับเด็กอายุ 17 ปีมาก แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงอาทิตย์เดียวก็ตาม</p>
<p>
	“ผมตื่นเต้นกับทุกอย่าง<br />
บ้านเมือง รถไฟฟ้า เสาญี่ปุ่น ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวคือสิ่งใหม่ที่ผมไม่รู้จัก<br />
ผมเคยเรียนสถาปัตยกรรมเกี่ยวกับวัดต่างๆในประเทศญี่ปุ่น<br />
แต่ในห้องเรียนเราศึกษาแค่ในสไลด์ ไม่เคยเห็นของจริง<br />
การมาอยู่เพียงอาทิตย์เดียวเป็นคนละเรื่องกับการเรียนเป็นเทอม<br />
เราเห็นหมดว่าอากาศเป็นยังไง ต้นซากุระเป็นยังไง วัดที่เราเห็นก็ไม่ได้มีแค่วัด<br />
แต่ยังมีคน ร้านขายอาหาร ขอทาน ต้นไม้ ภูเขา นก มีอะไรมากกว่าภาพในหนังสือเยอะ<br />
ซึ่งนั่นทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเรารู้มันแคบมาก ไม่ใช่เนื้อหาสาระที่แท้จริง<br />
กลับจากญี่ปุ่นเราคิดเลยว่าจะต้องเดินทางรอบโลก ต้องออกไปเผชิญโลก”</p>
<p>
	  ในขณะที่ความฝันการเดินทางรอบโลกคุกรุ่นอยู่ในใจ<br />
โชคชะตาก็นำพามารู้จักกับเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง<br />
ซึ่งกลายเป็นความหมายของชีวิตในเวลาต่อมา</p>
<p>
	“ตอนแรกผมอยากเป่าขลุ่ยล้านนา<br />
ไปเรียนอยู่ 3-4 เดือนเป็นเรื่องเป็นราว<br />
มีวันหนึ่งไปซ้อมขลุ่นที่สวนสาธารณะ เจอคนขับสี่ล้อแดงยืนอยู่ เขาบอกผมว่า<br />
ทำไมไม่หาคลาริเน็ตมาเป่า คลาริเน็ตมีหลายเสียง พี่เรียนดนตรีมาก่อน<br />
ถ้าอยากเรียนเดี๋ยวพี่สอนให้ก็ได้”</p>
<p>
	  ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเด็กหนุ่มสนใจคำพูดของคนขับสี่ล้อแดง<br />
เขาตระเวนหาร้านขายเครื่องดนตรีมือสองทั่วเมืองเชียงใหม่ ในมือกำเงิน 7,000 บาท</p>
<p>
	“ในร้านมีคลาริเน็ตหลายราคา<br />
บังเอิญผมเหลือบไปเห็นแซกโซโฟนมือสองราคา 7,000 บาท<br />
รู้สึกว่าไม่น่าจะต่างกัน แล้วเราอยากเป่าตั้งแต่เด็กอยู่แล้วด้วย<br />
ก็เลยตัดสินใจซื้อแซกโซโฟน โดยที่ไม่รู้ว่าจะเป่าได้หรือเปล่า กลับบ้านไปแม่ด่าเละ<br />
แฟนขอเลิกอีกต่างหาก” ปอหัวเราะกับอดีตตัวเอง</p>
<p>
	“ยิ่งไปกว่านั้น<br />
พอกลับไปสวนสาธารณะเพื่อรอคนขับสี่ล้อแดง ปรากฏว่าเขาไม่กลับมาอีกเลย<br />
จำได้ว่าเรายืนถือแซกโซโฟนแบบงงๆ นานเหมือนกัน”</p>
<p>
	  งุนงงไประยะหนึ่ง เขารวบรวมสติแล้วไล่ล่าความฝันด้วยการตามหาอาจารย์สอนแซกโซโฟน<br />
ถูกปฏิเสธหลายครั้ง จนกระทั่งได้มาเจอกับอาจารย์ป้อม-ภัทร ชมภูมิ่ง บัณฑิตจากชิคาโก ดีกรีแชมป์ประเทศไทยและเป็นคนคุมวง CMU<br />
Band ในช่วงเวลานั้น ปอเข้าไปขอวิชาทั้งที่ยังเป่าแซกโซโฟนไม่เป็นเสียงเลยด้วยซ้ำ</p>
<p>
	“แกบอกว่าแกไม่สอน<br />
เสียเวลา แต่เราก็อ้อนวอนจนแกใจอ่อน พร้อมกับให้คำสัญญาว่าจะซ้อมวันละ 3 &#8211; 4 ชม.”</p>
<p>
	  เขาซ้อมเป่าโน้ตตัวเดียววันละ<br />
3 &#8211; 4 ชั่วโมงเป็นเวลาปีครึ่ง<br />
อาจารย์ป้อมเห็นความตั้งใจจึงเอ็นดูและดูแลอย่างใกล้ชิด จนถึงวันหนึ่ง</p>
<p>
	ก็มีโอกาสได้เล่นต่อหน้าผู้ชมเป็นครั้งแรก<br />
และเป็นครั้งที่เขาไม่มีวันลืม</p>
<p>
	“อาจารย์เรียกเราไปเล่นในสวนสาธารณะ<br />
คนดูเยอะมาก แกเป่าอยู่ก็หันมาทางเราบอกให้เล่น ผมก็งงว่าจะให้เล่นอะไร<br />
ตอนนั้นยังไม่เคยเล่นเพลงเลยนะ สุดท้ายก็กลั้นใจเป่าไป<br />
เป็นครั้งแรกที่รู้จักการอิมโพรไวส์ เล่นเสร็จรู้สึกว่า กูทำเหี้ยอะไรลงไป<br />
ว่างเปล่า กดดัน เล่นแย่มาก รู้เลยว่าเราเป่าไม่ได้ ต้องฝึกซ้อมหนักกว่านี้”</p>
<p>
	  หลังจากคราวนั้น<br />
เขามุมานะซ้อมมากกว่าเดิม จากโน้ตตัวเดียวเป็นไล่สเกลคล่องขึ้น<br />
และเล่นเป็นเพลงได้บ้าง วันหนึ่งอาจารย์ป้อมก็กล่าวประโยคที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต</p>
<p>
	“กูว่า…มึงไปอเมริกาเหอะ”</p>
<blockquote><p>
	สถาปนิกระดับโลกส่วนใหญ่ไม่ได้จบสถาปัตย์ แต่เป็นนักมวย นักปรัชญา หรืออะไรก็ได้<br />
ที่สำคัญคือองค์ความรู้ที่พวกเขามีล้วนได้มาจากประสบการณ์การเดินทางทั้งนั้น<br />
นักออกแบบสร้างสรรค์ทุกคนต้องเดินทาง ไม่ใช่เฉพาะด้านความคิด<br />
แต่ต้องเดินทางเพื่อสัมผัสสภาพแวดล้อมจริงๆ</p></blockquote>
<p>
	<em>(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 127 มีนาคม 2554)</em></p>
<p>
	<em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-30/">ปอ-ภราดล พรอำนวย : นักดนตรีและนักเดินทางที่ใช้ชีวิตด้วยจังหวะอิมโพรไวส์ 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-30/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
