<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สลัก แก้วเชื้อ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author48/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author48/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 18 May 2021 08:01:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นที่รักของแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/aiyawatt-leicester-city/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 May 2021 08:40:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[football]]></category>
		<category><![CDATA[leicester city]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=132803</guid>

					<description><![CDATA[<p>หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ q &#38; a day นิตยสาร a day ฉบับที่ 188 เดือนเมษายน 2559 อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา วันที่เรานัดสัมภาษณ์อัยยวัฒน์ เป็นช่วงเวลาที่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ กำลังนำเป็นจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยมีคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 อยู่ 5 คะแนน หลังจากผ่านการแข่งขันมาแล้ว 31 นัด สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าสโมสรพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่มีเจ้าของเป็นคนไทย ซึ่งมีฉายาว่า ‘จิ้งจอกสยาม’ ได้ผ่านอะไรมาบ้างในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เดือนสิงหาคมปี 2010 สื่อมวลชนไทยพร้อมใจกันนำเสนอข่าว วิชัย ศรีวัฒนประภา นักลงทุนชาวไทยเจ้าของอาณาจักรสินค้าปลอดภาษีอย่างคิง เพาเวอร์ เข้าเทคโอเวอร์สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งขณะนั้นเป็นทีมที่อยู่ในลีกล่างอย่างแชมเปี้ยนชิพ ไม่ใช่ทีมในลีกสูงสุดอย่างทุกวันนี้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มวัยเพียง 30 ที่ชื่อ ต๊อบ–อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้เป็นพ่อ ให้นั่งแท่นรองประธานสโมสรและเป็นผู้บริหารหลัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/aiyawatt-leicester-city/">อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นที่รักของแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ q &amp; a day นิตยสาร a day ฉบับที่ 188 เดือนเมษายน 2559</em><span style="display:none;"> อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา </span></p>



<p></p>



<p>วันที่เรานัดสัมภาษณ์อัยยวัฒน์ เป็นช่วงเวลาที่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ กำลังนำเป็นจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยมีคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 อยู่ 5 คะแนน หลังจากผ่านการแข่งขันมาแล้ว 31 นัด</p>



<p>สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าสโมสรพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่มีเจ้าของเป็นคนไทย ซึ่งมีฉายาว่า <a href="https://www.lcfcthai.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘จิ้งจอกสยาม’</a> ได้ผ่านอะไรมาบ้างในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา</p>



<p>เดือนสิงหาคมปี 2010 สื่อมวลชนไทยพร้อมใจกันนำเสนอข่าว วิชัย ศรีวัฒนประภา นักลงทุนชาวไทยเจ้าของอาณาจักรสินค้าปลอดภาษีอย่างคิง เพาเวอร์ เข้าเทคโอเวอร์สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งขณะนั้นเป็นทีมที่อยู่ในลีกล่างอย่างแชมเปี้ยนชิพ ไม่ใช่ทีมในลีกสูงสุดอย่างทุกวันนี้</p>



<p>นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มวัยเพียง 30 ที่ชื่อ ต๊อบ–อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้เป็นพ่อ ให้นั่งแท่นรองประธานสโมสรและเป็นผู้บริหารหลัก</p>



<p>ในปี 2013-2014 ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การบริหารของอัยยวัฒน์คว้าแชมป์ลีกแชมเปี้ยนชิพได้สำเร็จด้วย 102 คะแนน คว้าสิทธิเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2014-2015 และฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุดภายใต้เจ้าของชาวไทย พวกเขาต้องอยู่ในโซนตกชั้นยาวนาน ก่อนจะกัดฟันสู้จนจบฤดูกาลด้วยอันดับ 14 รอดตกชั้นสำเร็จ</p>



<p>ก่อนเปิดฤดูกาล 2015-2016 เลสเตอร์ ซิตี้ คือหนึ่งในทีมเต็งที่จะตกชั้น ในตอนนั้นอัตราต่อรองการเป็นแชมป์ของเลสเตอร์อยู่ที่ แทง 1 จ่าย 5,000 ซึ่งทั้งอังกฤษมีคนแทงว่าเลสตอร์ ซิตี้ จะเป็นแชมป์เพียง 47 คน</p>



<p>และอย่างที่ว่าไว้ วันที่เรานัดพบกับรองประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้นั้น เลสเตอร์ ซิตี้กำลังนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยมีคะแนนทิ้งห่างอันดับสองอยู่ถึง 5 คะแนน หลังจากผ่านการแข่งขันมาแล้ว 31 นัด เหลืออีกเพียง 7 นัดจะจบฤดูกาล</p>



<p>แม้โอกาสในการคว้าแชมป์จะอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ก็ไม่มีประโยคคุยโวจากปากของอัยยวัฒน์แต่อย่างใด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขารู้ว่าสัจธรรมของโลก<a href="https://adaymagazine.com/search/%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ฟุตบอล</a>คือ อะไรก็เกิดขึ้นได้</p>



<p>อย่างเช่นวันนี้ที่ฝูงจิ้งจอกขึ้นมายืนอยู่เหนือยักษ์ใหญ่ทั้งหลายบนเกาะอังกฤษก็เข้าข่ายสัจธรรมข้อนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-1024x683.jpg" alt="อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา" class="wp-image-132822" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้ามีใครสักคนมาบอกว่าจะไปแทงพนันว่าเลสเตอร์จะเป็นแชมป์ ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะเปิดฤดูกาล คุณจะแนะนำเขาว่าอะไร</strong></h3>



<p>เอาเงินไปบริจาคดีกว่า (หัวเราะ)</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณไม่เชื่อเหรอ</h3>



<p>มันไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เราเพิ่งหนีตกชั้นมา แล้วจะบอกว่าอีกปีหนึ่งจะเอาแชมป์ ตอนนั้นเราเองก็ไม่เชื่อ จริงๆ ตอนที่ขึ้นชั้นพรีเมียร์ลีกวันแรกพ่อผมบอกว่าอีก 3 ปีจะไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก ติดอันดับ 1 ใน 4 ให้ได้ ฝรั่งขำกันทั้งบางเลย ผมก็บอกว่าอย่าเพิ่งไปสัญญา คือผมเชื่อนะ แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ย้อนกลับไปวันแรก ทำไมถึงเลือกซื้อสโมสรเลสเตอร์ ซึ่ง ณ เวลานั้นไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุด แทนที่จะเป็นทีมใหญ่ๆ ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า</h3>



<p>พ่อผมกับผมเป็นคนมองคล้ายๆ กัน ทำอะไรต้องท้าทายตัวเอง สองคือเราคิดว่าถ้าจะทำธุรกิจต้องมีวิธีหากำไรในการลงทุน ถ้าเกิดเราทำทีมในพรีเมียร์ลีก ค่าใช้จ่ายมันสูงกว่าทีมจากแชมเปี้ยนชิพมหาศาล แล้วเมื่อไหร่มันจะรีเทิร์นผมมองไม่ออก ผมมองว่าถ้าสร้างทีมจากแชมเปี้ยนชิพขึ้นพรีเมียร์ลีก แล้วค่อยๆ สร้างทุกอย่างขึ้นมา กำไรจะมหาศาล ซึ่งก็ต้องมีวิธีลงทุนด้วย ไม่ใช่แค่ความรักอย่างเดียว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณคิดว่าการลงทุนกับทีมฟุตบอลต่างจากการลงทุนในธุรกิจอื่นยังไงบ้าง</h3>



<p>ฟุตบอลเป็นธุรกิจที่ผันแปรตามกระแสเยอะ วันนี้ถ้าเลสเตอร์ไม่เป็นที่หนึ่งก็คงไม่มีคนมาสนใจขนาดนี้ เพราะฉะนั้นผลการแข่งขันสำคัญมาก ถ้าเกิดเทียบกับธุรกิจอื่นยอดขายสูงใครจะไปสนใจ เพราะว่าเป้าหมายของธุรกิจทั่วไปก็คือยอดขายอยู่แล้ว เป้าหมายของฟุตบอลคือชัยชนะ มันต่างกัน เพราะฉะนั้นฟุตบอลชนะมีแต่คนสนใจ ทุกอย่างมันวิ่งเข้ามาหมด ไม่ใช่แค่มูลค่าพื้นที่สื่อ ไม่ใช่แค่เงิน แต่มันเป็นเรื่องที่ทั้งโลกให้ความสนใจ นัดที่ชนะแมนยูฯ 5-3 ผมได้ข้อความจากเพื่อนทั้งโลกที่รู้จักกัน ประหลาดไหม คุณพ่อนี่ยิ่งไม่ต้องพูด ระเบิดเลยโทรศัพท์มือถือ ไม่มีธุรกิจไหนที่ใช้เวลาแค่ 90 นาที แล้วทำให้คนทั้งโลกสะเทือนได้เท่าวันที่แข่งกับแมนยูฯ แล้ว ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าจะใช้เงินกี่ล้านถึงจะทำได้อย่างนั้น จะทำมาร์เก็ตติ้งอะไรได้แรงขนาดนี้ ไม่มี</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ทำไมคุณถึงเคยให้สัมภาษณ์ว่าธุรกิจฟุตบอลมันไม่เป็นตรรกะ</h3>



<p>กีฬาฟุตบอลใครก็ชนะได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ คุณจะทำดีแค่ไหนมันก็ขึ้นอยู่กับ 11 คนนั้นกับ 11 คนอีกทีมหนึ่งสู้กัน คุณจะใส่เงินเข้าไปให้ทีมดีแค่ไหนให้ตายเถอะ แต่ถ้าเกิดนักฟุตบอลทะเลาะกับแฟนมาล่ะ แล้วคุณรู้เหรอ คุณไม่รู้หรอก เขามีปัญหาที่บ้านเราก็ไม่รู้ เขากินอะไรผิดมาปวดท้องก็ไม่บอกเรา รายละเอียดมันเยอะ สมมติเราใส่เงินทุ่มไป ซื้อตัวแพง ทุกอย่างดีหมด 11 ตัวผู้เล่นดีมาก แต่ถ้าในทีมไม่ถูกกันเลย ก็เจ๊ง ก็เล่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นตรรกะในเรื่องการลงทุนของเจ้าของกับผลการแข่งขัน&nbsp; ซึ่งไม่เหมือนธุรกิจทั่วไป อย่างเช่นสมมติยอดขายคิง เพาเวอร์ตก ผมใส่เงินไปเพิ่มตรงนั้นตรงนี้ เพิ่มงบมาร์เก็ตติ้ง เดี๋ยวยอดขายมันก็เพิ่ม เห็นผลแน่นอน แต่ฟุตบอลถ้าแพ้ คุณใส่เงินเข้าไปอีก อาจจะแพ้หนักกว่าเดิมก็ได้ นี่ไง มันไม่เป็นตรรกะ แต่ฟุตบอลมันแฟร์ตรงที่มันเกิดขึ้นได้ทุกอย่าง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณเคยเล่าว่าเข้าไปช่วงแรกๆ มีแฟนบอลต่อต้าน ทำไมแฟนบอลที่อังกฤษส่วนใหญ่ถึงต่อต้านเวลามีนักลงทุนเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร</h3>



<p>เขาต่อต้านเพราะเขากลัว คนอังกฤษมองว่าการที่เขาซื้อตั๋วฟุตบอลมาดู เขาลงทุนให้สโมสร เขาเป็นเจ้าของ เหมือนการลงทุนซื้อหุ้น เขามองว่านี่คือสโมสรเขา เขาซื้อมาตั้งแต่รุ่นปู่เขา แล้วคุณเป็นใครมาเอาความเป็นเจ้าของของเขาไป สโมสรเคยเดือดร้อนแค่ไหน พวกเขานี่แหละที่คอยสนับสนุน เขาให้เงินบริจาค ดึงให้สโมสรไม่ล้มละลายตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นปู่ มันมีประวัติ มันเลยเข้มข้นมาก ผมว่าฤดูกาลแรกเป็นฤดูกาลที่ถือว่าปรับทั้งแฟนบอลทั้งเรา ผมยังจำได้เลยว่าวันที่แถลงข่าวกับสื่อมวลชนที่เลสเตอร์วันแรก นักข่าวฝรั่งถามผมว่า คุณจะเข้ามาโกยเงินจากสโมสรใช่ไหม</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วตอบเขาไปว่ายังไง</h3>



<p>ก็ตอบไปว่า ผมทำทีมโปโล ซึ่งเป็นกีฬาเหมือนกัน ผมจ่ายให้กับโปโลรวมทั้งหมดเลย ทั้งค่าสนาม ค่าม้า ค่าอะไรต่างๆ ปีละ 15 ล้านปอนด์ แล้วไม่เคยได้รีเทิร์นเลยแม้แต่บาทเดียว ทำมาสิบปีแล้ว คุณว่ากีฬากับผมมันเป็นยังไง ถ้าผมรักจริงผมทำเต็มที่ ไม่ได้มองรีเทิร์นเลย แล้วเขาก็ไปเช็ก ซึ่งมันก็เป็นจริงตามนั้น เราจ่ายกับโปโลอย่างนั้นจริงๆ โดยที่ไม่ได้อะไรเลย แล้วนี่เป็นกีฬาฟุตบอลที่เรารัก เราก็บอกไปว่าการรีเทิร์นมันรีเทิร์นกับแฟนบอลมากกว่า ถ้าจะได้ก็ได้พร้อมกัน นั่นคือการได้ขึ้นชั้นพรีเมียร์ลี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-683x1024.jpg" alt="อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา" class="wp-image-132819" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณเข้าไปเปลี่ยนอะไรที่เลสเตอร์บ้าง</h3>



<p>บังเอิญผมเคยเล่นบอลทีมโรงเรียน ผมเคยซ้อมบอลแล้วรู้ว่าอะไรที่สำคัญ เลยรู้ว่าอะไรที่ต้องทำก่อนในด้านฟุตบอล สนามต้องดี อุปกรณ์ต้องดี เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาต้องดี ผมใส่มาตั้งแต่วันแรกที่ซื้อทีม ตอนเข้าไปเราเห็นว่าลูกฟุตบอลตกบนสนามอินดอร์แทบไม่เด้ง เราถามว่าแล้วคุณซ้อมกันยังไง เขาบอกก็ซ้อมกันอย่างนี้ อยู่ไปวันๆ เราบอกว่ามันไม่ใช่แล้วมั้ง แล้วมันส่งผลถึงนักกีฬา ที่จริงผมควรจะต้องเอาเงินบางส่วนไปซื้อนักกีฬา แต่ผมตัดเงินซื้อนักกีฬาไปทำสนาม คุณพ่อก็บอกว่าบ้าหรือเปล่า สตาฟทุกคนบอกว่า คุณผิดนะ ผมบอกว่าไม่ผิดหรอก ปีแรกมันอาจจะยังไม่เห็นผล แต่เชื่อสิว่าเดี๋ยวจะดี</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วคุณคิดอะไรตอนที่อนุมัติซื้อตัว Jamie Vardy นักเตะที่แทบไม่มีใครรู้จักเมื่อปี 2012 ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติการซื้อ-ขายนักเตะจากนอกลีก</h3>



<p>ตอนนั้นผมก็ค้านอยู่ช่วงหนึ่งนะ ผมถาม Nigel Pearson ผู้จัดการทีม และ&nbsp;Steve Walsh ที่เป็นแมวมองอยู่สักสัปดาห์หนึ่ง เอาข้อมูลมานั่งอ่าน มันก็โอเค แต่ว่ามันเสี่ยง แล้วผมจะตอบสังคม ตอบแฟนบอลยังไง ว่าทำไมซื้อนักเตะนอกลีกตั้ง 1 ล้านปอนด์ ผมต้องเป็นเจ้าของทีมที่โง่ที่สุดในโลกแน่ๆ คิดอย่างนั้นเลย ผมก็เลยถามทั้งสองคนว่า ถ้าผมมีงบให้ 1 ล้านเพื่อไปซื้อนักเตะฤดูกาลหน้า คุณจะซื้อใคร เขาบอกว่าซื้อวาร์ดี้ ผมเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นซื้อเลย ตอนนั้นแฟนบอลด่ากันลั่นประเทศเลย มีโทรมาด่าว่าบ้าหรือเปล่า ทำไมถึงซื้อนักเตะนอกลีกแพงขนาดนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ตอนนั้นคิดไหมว่าวาร์ดี้จะมาถึงทุกวันนี้ที่ขึ้นนำตารางดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก&nbsp; &nbsp;</h3>



<p>ถ้าเป็นวาร์ดี้ตอนนั้น ผมว่าเขายังเล่นพรีเมียร์ลีกไม่ได้ วันที่ซื้อมาเขาเดินมาบอกว่าขอบคุณมากนะที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยน แล้ววาร์ดี้ไม่เคยได้เงินขนาดนี้ มาถึงก็รู้สึกว่าเท่แล้ว จากลีกล่างสุดขึ้นมาอยู่แชมเปี้ยนชิพ ก็เมาทุกวัน จนเราก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมไม่รู้เรื่องหรอกนะ แต่มีคนบอกว่าเขาเมามาซ้อมเลย เราก็เลยเดินไปบอกว่า คุณอยากจะจบชีวิตนักเตะแบบนี้ใช่มั้ย คุณจะเอาแบบนี้ จะอยู่แบบนี้ใช่มั้ย เราก็จะปล่อยสัญญาจนจบแล้วคุณก็ไปจากทีมนะ อย่าคิดว่าจะได้โตไปกว่านี้</p>



<p>เขาก็บอกว่าเขาไม่รู้จะทำตัวยังไง เพราะไม่เคยได้เงินขนาดนี้ ผมก็ถามว่าแล้วคุณฝันอะไร คุณอยากจะให้ชีวิตเป็นยังไง คุณคิดให้ดีว่าจะเอายังไงกับทีม ผมลงทุนกับคุณ คุณต้องทำอะไรคืนหรือเปล่า หลังจากนั้นเขาก็เลิกกินเหล้าเลย ตั้งใจซ้อม ร่างกายวาร์ดี้แต่ก่อนไม่ได้ดีขนาดนี้ เรารู้ว่าเขาสปีดต้นดี แต่ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้ เขาเริ่มปรับตัว เข้าฟิตเนส ทำตัวใหม่หมดเลย แล้วมันก็ดีขึ้น</p>



<p>พอต่อสัญญาใหม่ของวาร์ดี้ วันที่ขึ้นชั้นมาพรีเมียร์ลีก จำได้ว่าเขาเดินมาแบบซึ้งๆ เลยนะ มาบอกผมว่าเขาไม่มีทางลืมสิ่งที่ผมลงทุนกับเขาเลย แล้วก็ขอบคุณมากที่ให้โอกาสกับชีวิตเขา เขาจะทำทุกอย่างให้ทีมประสบความสำเร็จ และจะทำทุกทางให้ติดทีมชาติอังกฤษ ผมก็มองหน้าเขา อะไร ติดทีมชาติอังกฤษ เพ้อเจ้อหรือเปล่า เขาก็บอกว่าให้คอยดู วันหนึ่งเขาจะเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ ผมก็บอกโอเค</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วตอนที่วาร์ดี้ติดทีมชาติอังกฤษจริงๆ ได้แซวอะไรกันหรือเปล่า</h3>



<p>ตอนที่ต่อสัญญาเขาโทรมาหาผมที่สโมสรเลย เขาบอกว่าให้เขียนลงไปด้วย ถ้าติดทีมชาติให้โบนัสเขาด้วยเท่านี้ๆ ผมบอกว่าคุณบ้ารึเปล่าวาร์ดี้ คุณไม่ติดหรอก เขาก็บอกว่างั้นเขียนลงไปได้มั้ยล่ะ แล้วจะทำให้เห็น ผมก็เลยบอกว่าต้องเล่นก่อนนาทีที่ 75 นะ คือกลัวติดแบบเป็นติ่ง แบบกองหน้าเจ็บหมดแล้วโดนเรียกเข้าไป ก็โอเคเซ็น จบ แล้ววันแรกที่วาร์ดี้ติดทีมชาติผมก็ลืมไปแล้วด้วย ผมก็ไม่ได้ดูเวลา ไม่ได้สนใจหรอกนะ รู้ว่าติดทีมชาติก็ดีใจกับเขา อีกวันหนึ่งเขาโทรมาที่สโมสร ส่งรูปมาทางอีเมล นาทีที่เขาลงนาทีที่ 74.30 โอเค ผมจ่าย เรื่องนี้ตลก เขาก็บอกว่านี่ไง เขาทำได้แล้ว</p>



<p>ผมมองว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจของเด็ก ของนักฟุตบอล ของทุกคนที่เล่นกีฬาเลยนะ มันเป็นเรื่องที่ฟันฝ่าชีวิตมา เป็นเรื่องของการพยายาม ถ้าจะทำจริงๆ ถ้าตั้งใจเราทำได้ ทุกอย่างเหลือเชื่อมาก แล้วเราดีใจกับเขา เราเห็นมาตั้งแต่แบบอะไรก็ไม่รู้ จนถึงวันนี้ก็ดีใจนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเขามา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ปกติคุณวางตัวกับนักเตะยังไง เป็นเจ้านายกับลูกน้อง หรือเป็นเพื่อนเล่นหัวได้</h3>



<p>เป็นเพื่อนได้ เล่นกันตลอด</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อะไรทำให้เลือกวางตัวแบบนี้ทั้งที่เป็นถึงผู้บริหาร</h3>



<p>เพราะพ่อผมวางตัวเป็นบอสอยู่แล้ว ผมก็จะเป็นประเภทแบบ เอายังไงบอกนะ คือมันต้องมีคนที่เขาพูดได้ทุกเรื่อง กับบอสที่บางเรื่องจะไม่กล้าพูด เรื่องดีเทลเล็กๆ กับผมเขากล้าพูด เช่น นักเตะจะไปทริปด้วยกัน จะขอเช่าเครื่องบินส่วนตัวของบอส เขาถามผมว่าคุณว่าคุยกับบอส บอสจะให้ไหม ด้วยความที่เราสนิทมากเขาก็มาปรึกษาเราว่าเอายังไงดี เราก็บอกชนะสัก 3 เกมติดสิเดี๋ยวขอให้ ตอนแข่งเขาสู้ตายเลย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อยากรู้ว่านัดไหนในฤดูกาลที่คุณเริ่มรู้สึกว่าเลสเตอร์จะเป็นแชมป์</h3>



<p>ยังไม่มีเลย ต้องเหลือสัก 3 นัด นำสัก 9 แต้ม ถึงจะรู้สึกว่าแชมป์แน่ เพราะไม่มีอะไรแน่นอนหรอกฟุตบอล อะไรก็เกิดขึ้นได้หมด ผมว่ามันต้องดูเกมต่อเกม ค่อยๆ ไปดีกว่า ถ้าจะเป็นมันก็เป็น ถ้าไม่เป็นก็ไม่เป็น แค่นั้น แต่เป้าหมายเราตอนแรกคือการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกเราทำได้แล้ว ที่เหลือคือโบนัส จะได้โบนัสใหญ่มาก ใหญ่ หรือเล็กลงมา เท่านั้นเอง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ดูจากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เห็นคุณนิมนต์พระไปทำพิธีที่สนาม มันเกี่ยวกับเรื่องสภาพจิตใจในช่วงลุ้นแชมป์ไหม</h3>



<p>เราทำบุญสนามเหมือนทำบุญบ้าน&nbsp;ไม่ใช่ว่าเพิ่งนิมนต์ไปตอนพรีเมียร์ลีกนะ แต่นิมนต์ไปตั้งนานแล้ว ด้วยความที่เราเป็นพุทธ พอดีบริเวณทางเข้าสนามของเลสเตอร์ผมไปเจอจุดหนึ่งมีป้ายชื่อ มีดอกไม้วาง เราเข้าใจว่าคนคงตายแล้วเอามาวางไว้เฉยๆ ระลึกถึงตอนดูบอลด้วยกัน ถามคนที่ดูแล เขาบอกว่าคือแฟนบอลที่รักทีมมากๆ เมื่อตายเขาก็ฝากแฟนบอลที่เหลือ เอากระดูกมาโรยที่สนามเพราะอยากอยู่ เราเลยบอกคุณพ่อ เรามีความเชื่อแบบพุทธ คุณพ่อก็บอกทำบุญให้เขาหน่อยเถอะ ร้อยกว่าปีคงไม่เคยมีใครทำบุญให้วิญญาณเจ้าที่เจ้าทาง ยิ่งไปกว่านั้นอีกคือเราเอาทุกศาสนามาทำพิธี เพราะผมไม่รู้ว่าคนตายไปศาสนาอะไร ก็เอาบาทหลวงมา เอาอิหม่ามมา เพราะเรารู้สึกว่าเขารักทีม แล้วเราจะได้สบายใจ หลังจากนั้นมันก็ดีขึ้น มันอาจไม่ได้ดีเพราะพวกนี้หรอก แต่เราสบายใจ ก็ทำ หลายคนก็เลยมองว่าเล่นของ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">นักฟุตบอลเข้าใจเรื่องการนิมนต์พระไปที่สนามใช่ไหม</h3>



<p>นักเตะทุกคนเป็นเด็กสมัยใหม่ วัยรุ่น เขาไม่ได้นับถือศาสนาเป็นเรื่องใหญ่แล้ว พอมีพระมา เขาเคยไปเที่ยวเมืองไทย เขาเห็นว่าคนไทยนับถือกันแค่ไหน เขารู้ว่าเราเคารพอะไร เขาก็โอเค มี holy water มีน้ำมนต์ เอาเลย ถ้ามันดีมันก็ไม่ได้เป็นอะไร รับๆ มาเลย แล้วบังเอิญหลังจากนั้นดันชนะ พวกเขาเลยมองว่าเพราะพระแน่ (หัวเราะ) คือคนจะพูดกันว่าเพราะพระเลยชนะ แต่ไม่ถูกหรอก แค่มันเป็นกำลังใจอีกแบบหนึ่งของเรา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เห็นว่ามีนักเตะสักยันต์ด้วย</h3>



<p>เขาสักของเขาเอง วันแรกที่ซื้อสโมสรพอผมเดินเข้ามาก็ไม่รู้จักเลยนะนักเตะคนนี้ เขาเดินเข้ามาแล้วบอกว่าเขาสักแบบไทย เราก็บอกว่าขอดูหน่อย โห เสือเผ่นนี่หว่า ถามว่าสักที่ไหน เขาบอกว่าสักที่อิตาลี แล้วเขาชอบมาก เราเลยเปิดรูปคนไทยที่สักแล้วของขึ้นตอนทำพิธีพระสวดให้เขาดู เล่าให้เขาฟัง เขาก็ถามว่าจริงเหรอ งั้นเอาพระมาสวดหน่อย (หัวเราะ)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-683x1024.jpg" alt="อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา" class="wp-image-132818" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ตั้งแต่บริหารทีมมาวันแรกจนวันนี้ มันยิ่งตอกย้ำความเชื่ออะไรเรา</h3>



<p>จริงๆ ตอกย้ำเรื่องที่ว่า ถ้าทำสิ่งที่ถูกแล้วสุดท้ายผลมันจะออก นั่นคือผมทำรากฐานดี ผมวางระบบทีมเยาวชนดี สิ่งอำนวยความสะดวกดี ผมวางระบบดี นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ แต่บางคนมองข้าม แล้วถ้าไม่ทำตอนนั้น ตอนนี้ก็คงไม่ทัน เลสเตอร์จะกลายเป็นทีมพรีเมียร์ลีกที่ไม่พร้อม จะเป็นทีมแบบกลางๆ เล็กๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร มันตอกย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่เราลงทุนลงแรง พยายาม ไม่ว่าจะอะไร มันไม่ได้เสียอะไรไปเลย ทุกอย่างคืนมาจนรับไม่ไหวแล้ว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วมีความเชื่ออะไรเปลี่ยนไปบ้าง</h3>



<p>ผมมองฟุตบอลเปลี่ยนไปเยอะ ผมมองชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ ฟุตบอลมันสอนเราจริงๆ แต่ก่อนแมตช์แรกๆ ยิงเข้านี่ดีใจเหมือนคนบ้า สมมติคุณเป็นกองเชียร์แมนยูฯ นะ แมนยูฯ ยิงเข้าคุณก็กระโดดดีใจ อีกวันนึงก็แฮปปี้ คุยกับเพื่อน ข่มกันได้ เป็นเจ้าของนี่คูณความรู้สึกไปสักร้อยเท่า แต่ตอนแพ้ก็คูณร้อยเท่าเหมือนกัน ฉะนั้นอารมณ์มันสวิงมาก แต่วันนี้ผมไม่รู้สึกถึงขั้นนั้นแล้ว ผมนิ่งกับฟุตบอลไปเยอะ ถ้ายิงสวยก็บ้าบอเหมือนเดิม แต่มันก็จะกลับมารู้สึกว่าอีกตั้ง 70 นาที 60 นาที ถามว่าดีใจไหม ดีใจ แต่ต้องรอจนจบ หรือพอจบแมตช์ เราก็รู้สึกว่ามันก็ยังเหลืออีกตั้ง 30 แมตช์ ถ้าจะฉลองอย่าเพิ่งเลย ถ้าเกิดชนะก็มองว่าจะเอายังไงต่อ ถ้าแพ้ก็คิดว่าแมตช์หน้าเอาใหม่ มันทำให้มีกำลังใจถ้าเฟล ซึ่งดีกับผม</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ทุกวันนี้เวลาคุณเดินไปบนถนนที่เลสเตอร์บรรยากาศเปลี่ยนไปจากวันแรกไหม ผู้คนรุมล้อมหรือเปล่า</h3>



<p>เวลาคนทำอะไรประสบความสำเร็จ คนอังกฤษเขาเคารพแล้วมองเราเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง เขาเห็นว่าเราช่วยให้เมืองเขาดีขึ้น เขายกย่อง เห็นเราเหมือนคนที่ทำให้บ้านเมืองเขาดีขึ้น ส.ส.เขาก็มาดูทุกแมตช์ แล้วบอกว่าผมอย่าลงแข่งกับเขานะ เดี๋ยวผมชนะ เขากลัว (หัวเราะ) เขายอมรับว่าเราทำจริง เขาบอกว่าเขาไม่เคยคิดว่าจะมีคนต่างชาติที่เข้ามาทำให้คนเลสเตอร์รักได้ขนาดนี้ และอย่าว่าแต่คนที่เป็นเจ้าของเลย คนไทยได้ผลประโยชน์หมด เด็กนักเรียนไทยที่นี่กลายเป็นคนอีกชั้นไปเลย ยูเป็นคนไทย ยูมาเลย เขาดูแลอีกแบบเลย</p>



<p>ยกตัวอย่างให้ฟัง ผมเลี้ยงตอนจบซีซั่น ให้นักกีฬาและแฟนบอลเข้ามากินเลี้ยงกัน มีคนแก่คนหนึ่ง อายุเกิน 85 แน่ๆ แก่มาก เดินมาหาผม บอกว่าเขาเป็นแฟนเลสเตอร์ตั้งแต่ 7 ขวบ เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ไม่มีอะไรเลยจนถึงวันนี้ และนี่เป็นโมเมนต์ที่เขามีความสุขมากที่สุดในชีวิต ขอบคุณมากนะในสิ่งที่ทำ เขาพูดแล้วน้ำตาก็ไหล เขารักของเขาจริง เขาเห็นเราทำจริง เขาก็ชื่นชม ตื้นตัน เขาก็เอาของมาให้ เอาการ์ดมาให้ คือเราเหมือนเป็นฮีโร่ไปเลย</p>



<p><span style="display:none;"> อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา </span></p>



<h3 class="wp-block-heading">เหมือนทุกอย่างเปลี่ยนไป จากวันแรกที่มีคำถามว่าจะเข้ามาสโมสรเพื่อกอบโกยหรือเปล่า</h3>



<p><p>มันหมดไปนานมากแล้ว คำถามพวกนี้</p>
<span style="display:none;"> อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา </span></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/aiyawatt-leicester-city/">อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นที่รักของแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Backpacker : แบ็คแพ็คยังไงให้ขยายแบรนด์ไปทั่วโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-the-backpacker/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-the-backpacker/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวรพล รุ่งรจนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Sep 2017 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[การเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[people]]></category>
		<category><![CDATA[the backpacker]]></category>
		<category><![CDATA[backpack]]></category>
		<category><![CDATA[ตัดสูท]]></category>
		<category><![CDATA[สูท]]></category>
		<category><![CDATA[ขายผ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ขายสูท]]></category>
		<category><![CDATA[tailor]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวรอบโลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-the-backpacker/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวพเนจรสไตล์แบ็คแพ็คเกอร์ สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเป็นผ้าผ่อนและข้าวของเครื่องใช้จิปาถะที่จำเป็นต่างๆ แต่ถ้าคุณเป็นคนขายผ้าระดับมืออาชีพ สิ่งจำเป็นที่สุดคือแฟ้มตัวอย่างสินค้าอาภรณ์และหัวใจกล้าบ้าบิ่นที่พกใส่เต็มแบ็คแพ็คสะพายหลัง แล้วใครจะคิดว่าการแบ็คแพ็คคือโอกาสการสร้างและสานต่อธุรกิจที่ตัวเองฝัน ถ้าไม่ใช่ เจ สัจจะเทพ ชายหนุ่มวัย 27 ปี เจ้าของแบรนด์ผ้าชั้นนำใบหน้าคมเข้ม ทายาทรุ่นที่ 4 ของบ้านที่เริ่มขายผ้าในสำเพ็งมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด ผู้หอบหิ้วความฝันมาตั้งรกรากในไทย หลังเกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนครั้งใหญ่ระหว่างอินเดียและปากีสถาน เจพบว่าดีเอ็นเอของนักขายผ้าที่ฝังรากลึกถูกถักทอแน่นหนาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นสิ่งที่เขาทำดีได้ที่สุดในชีวิต แค่เรื่องราวก็น่าสนใจมากแล้ว แต่ที่น่าสนใจกว่าคือไอเดียที่กระฉูด เจหยิบเอาความชอบเที่ยวแต่ไม่ใช่เที่ยวเล่น เจชอบฝันแต่ไม่ใช่ฝันเฟื่อง เขากลั่นเอาความลุ่มหลงให้เป็นจริงเป็นจัง แล้วจัดกระเป๋า จองตั๋วออกเดินทางเที่ยวรอบโลกเกือบ 30 ประเทศภายในเวลาเพียง 7 ปี นอกจากเป้ที่มีเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น เขาพกกล้องเพื่อไปเก็บภาพวิถีชีวิตในโลกใบใหญ่มาแบ่งปันให้ทุกคน ขณะเดียวกันเขาไม่ลืมสานต่อธุรกิจผ้าส่งออกของตัวเอง การเดินทางทุกครั้งจึงเปรียบเสมือนการขยายพรมแดนทางธุรกิจครั้งใหม่ และตอนนี้เรื่องราวการเดินทางและการทำธุรกิจทั้งหมดกำลังพรั่งพรูออกมาจากปากของเขาพร้อมให้เราฟังแล้ว ธุรกิจผ้าที่คุณขายมีอะไรบ้าง ผมขายผ้าให้ร้านสูทสั่งตัด (Tailor) ผ้าที่ขายเน้นเป็นผ้าตัดสูท เสื้อเชิ้ต และ ซับในสูท ครอบครัวผมขายผ้ามา 4 รุ่นแล้ว บ้านผมเป็นคนซิกข์จากต้นตระกูลตั้งแต่รุ่นทวด คุณทวดเลือกเปิดร้านผ้าที่ย่านสำเพ็งเพราะสมัยนั้นร้านและบ้านอยู่ที่เดียวกัน ธุรกิจของผมเป็นธุรกิจซื้อมาขายไป (trading) จึงทำให้พื้นที่การค้าขายมีรูปแบบเปิดมากกว่าธุรกิจอื่น ถ้าเราไปประเทศที่ไม่ซื้อผ้าไทย เราสามารถเสนอเป็นผ้าแบรนด์จากอังกฤษหรืออิตาลีแทนได้ เลยเป็นการค้าขายที่เจอใครแล้วขายเลย ทุกประเทศมีร้าน Tailor [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-the-backpacker/">The Backpacker : แบ็คแพ็คยังไงให้ขยายแบรนด์ไปทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวพเนจรสไตล์แบ็คแพ็คเกอร์ สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเป็นผ้าผ่อนและข้าวของเครื่องใช้จิปาถะที่จำเป็นต่างๆ</p>
<p>แต่ถ้าคุณเป็นคนขายผ้าระดับมืออาชีพ สิ่งจำเป็นที่สุดคือแฟ้มตัวอย่างสินค้าอาภรณ์และหัวใจกล้าบ้าบิ่นที่พกใส่เต็มแบ็คแพ็คสะพายหลัง</p>
<p>แล้วใครจะคิดว่าการแบ็คแพ็คคือโอกาสการสร้างและสานต่อธุรกิจที่ตัวเองฝัน ถ้าไม่ใช่<br />
<strong>เจ สัจจะเทพ </strong>ชายหนุ่มวัย 27 ปี เจ้าของแบรนด์ผ้าชั้นนำใบหน้าคมเข้ม ทายาทรุ่นที่ 4 ของบ้านที่เริ่มขายผ้าในสำเพ็งมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด ผู้หอบหิ้วความฝันมาตั้งรกรากในไทย หลังเกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนครั้งใหญ่ระหว่างอินเดียและปากีสถาน เจพบว่าดีเอ็นเอของนักขายผ้าที่ฝังรากลึกถูกถักทอแน่นหนาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นสิ่งที่เขาทำดีได้ที่สุดในชีวิต</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A5405.jpg" /></p>
<p>แค่เรื่องราวก็น่าสนใจมากแล้ว แต่ที่น่าสนใจกว่าคือไอเดียที่กระฉูด เจหยิบเอาความชอบเที่ยวแต่ไม่ใช่เที่ยวเล่น เจชอบฝันแต่ไม่ใช่ฝันเฟื่อง เขากลั่นเอาความลุ่มหลงให้เป็นจริงเป็นจัง แล้วจัดกระเป๋า จองตั๋วออกเดินทางเที่ยวรอบโลกเกือบ 30 ประเทศภายในเวลาเพียง 7 ปี นอกจากเป้ที่มีเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น เขาพกกล้องเพื่อไปเก็บภาพวิถีชีวิตในโลกใบใหญ่มาแบ่งปันให้ทุกคน ขณะเดียวกันเขาไม่ลืมสานต่อธุรกิจผ้าส่งออกของตัวเอง การเดินทางทุกครั้งจึงเปรียบเสมือนการขยายพรมแดนทางธุรกิจครั้งใหม่ และตอนนี้เรื่องราวการเดินทางและการทำธุรกิจทั้งหมดกำลังพรั่งพรูออกมาจากปากของเขาพร้อมให้เราฟังแล้ว</p>
<p><strong>ธุรกิจผ้าที่คุณขายมีอะไรบ้าง</strong></p>
<p>ผมขายผ้าให้ร้านสูทสั่งตัด (Tailor) ผ้าที่ขายเน้นเป็นผ้าตัดสูท เสื้อเชิ้ต และ ซับในสูท ครอบครัวผมขายผ้ามา 4 รุ่นแล้ว บ้านผมเป็นคนซิกข์จากต้นตระกูลตั้งแต่รุ่นทวด คุณทวดเลือกเปิดร้านผ้าที่ย่านสำเพ็งเพราะสมัยนั้นร้านและบ้านอยู่ที่เดียวกัน ธุรกิจของผมเป็นธุรกิจซื้อมาขายไป (trading) จึงทำให้พื้นที่การค้าขายมีรูปแบบเปิดมากกว่าธุรกิจอื่น ถ้าเราไปประเทศที่ไม่ซื้อผ้าไทย เราสามารถเสนอเป็นผ้าแบรนด์จากอังกฤษหรืออิตาลีแทนได้ เลยเป็นการค้าขายที่เจอใครแล้วขายเลย ทุกประเทศมีร้าน Tailor เพราะทุกที่ย่อมมีนักธุรกิจและนักการเมืองที่ต้องใส่สูททำงาน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A5422.jpg" /></p>
<p><strong>ตอนมาร่วมธุรกิจของครอบครัว หน้าที่ของคุณคืออะไร</strong></p>
<p>ผมเริ่มจากเป็นเซลส์แมน แต่ยากมากเพราะเป็นคนขี้อายไม่ชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้าสักนิด วันดีคืนดีผมต้องไปเคาะประตูบ้านคนหลายคน ไม่รู้เลยว่าเขาอยากคุยไหม แต่การเป็นเซลส์ทำให้ผมจำเป็นต้องมีทักษะการคุยกับคนแปลกหน้า</p>
<p><strong>แล้วเป็นเซลส์อยู่ดีๆ อะไรถึงทำให้คุณเริ่มออกเดินทางไปนอกประเทศ</strong></p>
<p>ผมคิดว่าถ้าต้องแบกกระเป๋าไปหาลูกค้าอยู่แล้ว ทำไมเราไม่เดินทางไปขายในต่างประเทศเลยล่ะ วิธีเดียวที่จะเอาผ้าไปขายประเทศอื่นคือทำให้ต้นทุนการเดินทางต่ำที่สุด เนื่องจากนี่คือการทำรีเสิร์ชและการค้นหา ต้องเริ่มต้นจากศูนย์เพราะผมไม่รู้จักอะไรในประเทศนั้นเลย หนทางเดียวคือการแบ็คแพ็คและนอนในโฮสเทลซึ่งปกติห้องนอนเดียวจะมีหลายเตียง ข้อดีของการอยู่ในห้องรวมแบบนี้จะทำให้มีเพื่อนเร็วขึ้น แค่ “Hello, “Where are you from?” เพียงแค่นี้ผมก็มีโอกาสมีเพื่อนแล้ว นอกจากนั้นพนักงานในโฮสเทลส่วนใหญ่ จะตอบคำถามและช่วยได้มากกว่าพนักงานโรงแรม ผมสามารถขอคำแนะนำจากพนักงานโฮสเทล เพราะผมจะชอบถามว่าแถวนี้มีร้าน Tailor ดีๆ ไหม กลายเป็นว่าผมได้ทั้งลูกค้า ได้ทั้งเพื่อนจากการท่องเที่ยวคนเดียว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A5505.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Streets_of_Hoi_An_Vietnam.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Market_of_Hoi_An_Vietnam.jpg" /></p>
<p><strong>คุณไปแบ็คแพ็คที่ไหนเป็นที่แรก และอะไรทำให้เริ่มการเดินทางแบบนี้</strong></p>
<p>อเล็กซ์เป็นลูกค้าที่ทำร้านสูท แล้วกลายเป็นเพื่อนชาวแคนาดาคนแรกของผม เขาเห็นผมเบื่อการเป็นเซลส์ เลยบอกว่าทำไมไม่ลองแบ็คแพ็คดูล่ะ ผมอ้างทุกข้ออ้างที่คนส่วนใหญ่มักตอบกันว่าทำไมถึงเดินทางไม่ได้ แต่เขาก็ชี้ให้เห็นข้อดีและความท้าทายมากมาย ประเทศแรกที่ผมไปแบ็คแพ็คคือเวียดนาม ผมเดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้จากกรุงฮานอยไปโฮจิมินห์โดยใช้รถไฟตลอดเส้นทางและจำเป็นต้องประหยัดงบสุดๆ เพราะอเล็กซ์บอกผมว่าห้ามพักโรงแรมดีๆ เพราะจะทำให้เราเอาแต่นอนในห้อง ตอนนั้นผมบอกว่าผมไม่มีเพื่อนไปด้วย อเล็กซ์บอกว่าไปคนเดียวเลยไม่เป็นไร เที่ยวคนเดียวสนุกกว่าตั้งเยอะ แถมยังได้เจอเพื่อนใหม่ๆ เยอะด้วย นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นการแบ็คแพ็คของผม</p>
<p><strong>ได้ยินมาว่าคุณเริ่มมาโฟกัสตลาดขายแบบ luxury หลังจากได้เดินทางท่องเที่ยว ทำไมถึงตัดสินใจมาทางนี้ได้ </strong></p>
<p>จริงๆแล้วที่บ้านผมไม่ได้ขายผ้าแบบ luxury เลย แต่ตอนที่ผมไปแบ็คแพ็คที่ประเทศอังกฤษแล้วพยายามติดต่อร้านสูทต่างๆ พยายามขายแต่ก็ขายไม่ได้ โทรหาเขาก็ไม่ให้เจอ กลายเป็นการแบ็คแพ็คที่ล้มเหลว เสียเงินเยอะที่สุดแล้ว เพราะค่าครองชีพสูง อยู่แพงกินแพง แค่ตื่นมาต้องเสียเงินแล้วอย่างต่ำ 2-3 พันบาท เลยคิดว่าเอาวะ งั้นใช้โอกาสนี้เปลี่ยนสถานะตัวเองจากคนขายเป็นคนซื้อแทนดีกว่า</p>
<p>จากนั้นเริ่มติดต่อเอาแบรนด์ luxury ที่เป็นแบรนด์ made in England แบรนด์นี้ชื่อว่า Huddersfield Textiles. จากเมือง Huddersfield ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในการทำผ้าวูลเนื่องจากแกะของเขามีขนที่นุ่มกว่าที่อื่น เลยทำให้ผ้าวูลของเมืองนี้เป็นวูลที่ดีที่สุดในโลก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A5533.jpg" /></p>
<p><strong>ทำไมถึงเลือกเอาแบรนด์ Huddersfield จากประเทศอังกฤษล่ะ </strong></p>
<p>ผมชื่นชมแบรนด์ Huddersfield มานานแล้ว แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่มีรูปแบบธุรกิจไอทีและมีความเป็น Global Brand เนื่องจากเขามีลูกค้าอยู่ทั่วโลก ผมจึงอยากศึกษาว่าเขาทำแบรนดิ้งยังไง เป็นลูกค้าเค้าอยู่ดีๆ ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ชอบด้านไอทีมาก ผมก็เริ้มแนะนำไอเดียครีเอทีฟต่างๆ ให้กับเค้า ทำไปทำมาผมก็เลยกลายเป็น Partner กับเค้าอย่างเต็มตัว</p>
<p><strong>ประเทศไหนที่ไปแล้วเปลี่ยนความคิดของคุณมากที่สุด </strong></p>
<p>ผมว่ายังไงก็ต้องเป็นทริปที่ผมไปอเมริกาใต้เป็นเวลา 1 เดือน ถึงผมยังไม่เคยทำการค้าขายกับแถบนี้ แต่การไปทำให้เราเห็นความลึกของวัฒนธรรม แล้วผมหน้าตาเหมือนเขา คนที่นั่นเลยไม่มองผมเป็นชาวต่างชาติ ผมได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้ทำสิ่งยากๆ ตอนผมอยู่เมืองบัวโนสไอเรส ที่อาร์เจนตินา ผมมีโอกาสเจอแบงก์ปลอมได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นเราต้องว่องไว ต้องระวัง ต้องรอบคอบและฉลาดเฉลียว หรือที่เรียกกันว่า street smart ที่ประเทศเปรู โบลิเวีย และ อาร์เจนตินา ไม่ค่อยมีร้าน Tailor ผมเลยไม่ได้ทำธุรกิจกับประเทศเหล่านั้น แต่ประสบการณ์ความอดทนและสติที่ได้รับ กลับสอนใจเราได้มากที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tango_Dancers_on_Buenos_Aires_Streets.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Hipster_man_in_Liverpool_Street_London_UK.jpg" /></p>
<p><strong>แล้วเราจะมีสติหรือไหวพริบในการเดินทางได้อย่างไร</strong></p>
<p>ก่อนออกเดินทางผมเคยใช้กูเกิลสตรีทวิวดูซอยนึงที่อาร์เจนตินา ในภาพดูน่ากลัวมาก แต่พอไปเดินจริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย นักท่องเที่ยวเต็มไปหมด ผมมองว่าถ้าจะเจอสิ่งไม่ดี อยู่ลอนดอนก็เจอสิ่งไม่ดีได้ คุณอาจจะโดนปล้นกระเป๋าตังค์ที่ไหนก็ได้ ส่วนประเทศที่ดูอันตรายที่สุดในสายตาเรา อาจมีเพื่อนดีๆ รออยู่เต็มไปหมดก็ได้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าการเดินทางเป็นสิ่งที่เราควรสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วประสบการณ์จริงจะช่วยสร้างไหวพริบในการเดินทางเอง</p>
<p><strong>ประเทศไหนที่ทำธุรกิจด้วยยากสุด</strong></p>
<p>ผมว่ายังไงก็ต้องเป็นสิงคโปร์ ตอนแรกอาจดูเหมือนง่ายเพราะเขาเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียน สิงคโปร์เป็นที่ที่ผมทำธุรกิจด้วยหลังจากไปเวียดนาม ซึ่งสองประเทศนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนเวียดนามเน้นความสนิทสนมและมีความสบาย แต่เมืองแบบสิงคโปร์ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างสำคัญ วัฒนธรรมการทำธุรกิจของเขาเต็มไปด้วยความละเอียด เข้มงวดต่างจากบ้านเรา สิงคโปร์เลยเป็นประเทศที่สอนให้ผมต้องเป็นมืออาชีพมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Lonely_man_in_the_cafe_in_Porto_Portugal.jpg" /></p>
<p><strong>เดินทางมาเกือบ 30 ประเทศ ทำยังไงถึงขยายธุรกิจไปพร้อมๆ กันได้</strong></p>
<p><strong>เจ</strong>: การกล้าลองผิดลองถูกครับ คนเราพลาดได้ไม่กี่ครั้งหรอก เพราะทุกความผิดพลาด จะสอนให้เราเก่งขึ้น สิ่งที่ดูเหมือนยาก ถ้าเราไม่ยอมแพ้ เดี๋ยวเราก็ชนะเอง ทุกประเทศมีความซับซ้อนในแต่ละรูปแบบ มีความต้องการไม่เหมือนกัน ถ้าเราอ่านได้ว่าเขาต้องการอะไร เราจะสามารถตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการได้ แล้วธุรกิจของเราก็จะขยายไปด้วย</p>
<h3 style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Me_in_Paris.jpg" /></h3>
<p><strong>หลงรักอะไรการเดินทางแบ็คแพ็ค</strong></p>
<p>ความไม่รู้ ความตื่นเต้น ทุกวันนี้จะเดินทางไปประเทศไหน ผมยังตื่นเต้นมากอยู่ดี แต่ว่านี่คือความสนุก การได้ทำสิ่งที่ต่างจากชีวิตประจำวันที่เคยทำมาแล้วโดยตลอด การแบ็คแพ็คเป็นแพสชันของผม ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับจำนวนประเทศที่ไป แต่เน้นการเดินทางช้าๆ แล้วอยู่แต่ละที่ให้นานขึ้น เพื่อที่จะลิ้มรสถึงวัฒนธรรมของแต่ละประเทศอย่างแท้จริง มีอะไรใหม่ๆ รอเราอยู่ตลอดเวลา ต้องออกไปเก็บมุมใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Red_Sea_and_Volcanic_Mountains_in_Salar_De_uyuni.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Wild_Vicuna_and_Flamingos_1.jpg" /></p>
<p><strong>คนบางกลุ่มบอกว่างานก็ต้องทำ เงินก็ต้องใช้ ครอบครัวก็ต้องดูแล แต่ถ้าอยากออกเดินทางควรทำยังไง</strong></p>
<p>ถ้ามองเรื่องเงินเป็นสิ่งสำคัญ ผมอยากให้คุณลองเอาเงินที่สูญเปล่ากับของหรูหรา มาเทียบกับสิ่งที่เรามีโอกาสจะได้จากการเดินทางดูว่าสิ่งไหนคุ้มกว่ากัน สำหรับผมการได้ใช้เวลา 1 เดือนไปแบ็คแพ็คน่าจะคุ้มกว่าการใส่นาฬิกาหรูๆ 1 เรือน</p>
<p>ถ้ามองว่าเรายังไม่มีเวลา เดี๋ยวรอไปเที่ยวหลังเกษียณดีกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายของคนเราตอนแก่ อาจจะทำหลายๆ อย่างไม่ได้เหมือนตอนหนุ่มสาวแล้ว ผมไม่อยากให้ตัวเองมาเสียดายทีหลังครับ ถ้ามีแรงจะทำอะไรได้ก็เริ่มทำวันนี้เลยดีกว่า</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A5429.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em><br />
หากต้องการคำแนะนำในการเลือกผ้า<br />
สำหรับตัดสูทและเสื้อเชิ้ต หรือต้องการที่จะชม Accessories Men&#8217;s Wear ที่เป็นงานแฮนด์เมดจากอังกฤษและอิตาลี สามารถเข้ามาปรึกษาได้ที่ร้าน Sprezzatura Eleganza ที่ตั้งอยูในโครงการ W District สุขุมวิท 69 &#8211; 71</em></p>
<p><strong>Facebook l </strong><a href="https://www.facebook.com/MaxSys">Jai Sachdev<br />
</a><strong style="background-color: initial;">IG l </strong><a href="https://www.instagram.com/huddersfieldtextiles_official/" target="_blank" rel="noopener">Huddersfield</a>, <a href="mailto:https://www.instagram.com/sprezzatura_eleganza/">Sprezzatura Eleganza<br />
</a><a href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fwww.huddersfieldtextiles.com%2F&amp;h=ATO0Ll94lkJlZAllHtcB93sJm1vPgd6CU_vhwFaTjd08_SEaOFC_0ijaSU6HP6-OCNtNYLnLRHc99o8lD-9SD3euLBw6aM8tzBk4gfLAu79vM3jwh187_n-DYHTziBR8oktbo7PeKHTItw">www.huddersfieldtextiles.com</a></p>
<p><strong>Map:</strong></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-the-backpacker/">The Backpacker : แบ็คแพ็คยังไงให้ขยายแบรนด์ไปทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-the-backpacker/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เที่ยวอย่างไรให้ครบ 414 ปี : 414 years journey with ‘U’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/place-26/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/place-26/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กชกร มุสิผล]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Aug 2017 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[U beer]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวเมืองเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[warehouse30]]></category>
		<category><![CDATA[โซวเฮงไถ่]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านหมอหวาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/place-26/</guid>

					<description><![CDATA[<p>a day x U Beer ชวนตัวแทนคนรุ่นใหม่อย่าง ฟาง-ณัชพล ราชายนต์ และ ป้อน-อรสินี วสุวัต ปัดฝุ่นรถโฟล์คเต่ารุ่นตำนานอายุร่วม 50 ปีออกเดินทางไปสำรวจสถานที่เก่าแก่ในย่านเก๋าเมืองกรุงที่รวมอายุกันได้ทั้งสิ้น 414 ปี ก่อนค้อมตัวเข้าไปทักทายผู้คนที่ไม่ใช่แค่ตั้งใจรักษาความสมบูรณ์ของสถานที่ไว้ได้อย่างน่าชื่นชมเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยแพสชันในการส่งต่อเรื่องราวให้คนรุ่นใหม่ได้อย่างน่ารักน่าหยิก SO HENG TAI MORE THAN 250 YEARS &#8216;โซวเฮงไถ่&#8217; (蘇恒泰) หรือบ้านดวงตะวัน คฤหาสน์จีนต้นรัชกาลที่ 3 ซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบอยู่ในย่านตลาดน้อย เจริญกรุง เราชวนฟางและป้อนค้อมตัวผ่านซุ้มประตูจีนที่ติดป้ายอักษรจีนขนาดใหญ่ว่า 恒泰 (เฮงไถ่) และลายปูนปั้นนูนต่ำสไตล์จีนโบราณ ไปย้อนความหลังของบ้านหลังนี้ผ่านการพูดคุยกับคุณดวงตะวัน โปษยะจินดา เจ้าของบ้านรุ่นที่ 7 และสะใภ้ของตระกูลโซว เฮง ไถ่ เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นบ้านเจ๊สัวจาต (อ่านว่า เจ้าสัว) ตามชื่อหลวงอภัยวานิช (จาต) เจ้าของบ้านผู้เป็นต้นสายตระกูลโซวหรือตระกูลโปษยะจินดา ตระกูลโซวเป็นครอบครัวที่มีฐานะ และเป็นที่รู้จักของชาวกรุงมาตั้งแต่แผ่นดินต้นๆ แต่เดิมนั้นบ้านโซว เฮง ไถ่ไม่ได้เปิดให้บริการคนนอกเข้าเยี่ยมชม เพราะเป็นที่พักอาศัยเฉพาะลูกหลานในตระกูล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-26/">เที่ยวอย่างไรให้ครบ 414 ปี : 414 years journey with ‘U’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">a day x U Beer</strong> ชวนตัวแทนคนรุ่นใหม่อย่าง<br />
ฟาง-ณัชพล ราชายนต์ และ ป้อน-อรสินี วสุวัต ปัดฝุ่นรถโฟล์คเต่ารุ่นตำนานอายุร่วม<br />
50 ปีออกเดินทางไปสำรวจสถานที่เก่าแก่ในย่านเก๋าเมืองกรุงที่รวมอายุกันได้ทั้งสิ้น<br />
414 ปี</p>
<p>ก่อนค้อมตัวเข้าไปทักทายผู้คนที่ไม่ใช่แค่ตั้งใจรักษาความสมบูรณ์ของสถานที่ไว้ได้อย่างน่าชื่นชมเท่านั้น<br />
แต่ยังเต็มไปด้วยแพสชันในการส่งต่อเรื่องราวให้คนรุ่นใหม่ได้อย่างน่ารักน่าหยิก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01_3891.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01_130.jpg"></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><strong>SO HENG TAI</strong></p>
<p style="text-align: center"><em>MORE THAN 250 YEARS</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04_2101.jpg"></p>
<p>&#8216;โซวเฮงไถ่&#8217; (蘇恒泰) หรือบ้านดวงตะวัน คฤหาสน์จีนต้นรัชกาลที่ 3 ซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบอยู่ในย่านตลาดน้อย<br />
เจริญกรุง  เราชวนฟางและป้อนค้อมตัวผ่านซุ้มประตูจีนที่ติดป้ายอักษรจีนขนาดใหญ่ว่า  恒泰 (เฮงไถ่)<br />
และลายปูนปั้นนูนต่ำสไตล์จีนโบราณ ไปย้อนความหลังของบ้านหลังนี้ผ่านการพูดคุยกับคุณดวงตะวัน  โปษยะจินดา เจ้าของบ้านรุ่นที่<br />
7 และสะใภ้ของตระกูลโซว<br />
เฮง ไถ่ เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นบ้านเจ๊สัวจาต (อ่านว่า เจ้าสัว)<br />
ตามชื่อหลวงอภัยวานิช (จาต)<br />
เจ้าของบ้านผู้เป็นต้นสายตระกูลโซวหรือตระกูลโปษยะจินดา  ตระกูลโซวเป็นครอบครัวที่มีฐานะ<br />
และเป็นที่รู้จักของชาวกรุงมาตั้งแต่แผ่นดินต้นๆ</p>
<p style="text-align: center">
<p>แต่เดิมนั้นบ้านโซว<br />
เฮง ไถ่ไม่ได้เปิดให้บริการคนนอกเข้าเยี่ยมชม<br />
เพราะเป็นที่พักอาศัยเฉพาะลูกหลานในตระกูล<br />
เมื่อเวลาผ่านไปทางเขตสัมพันธวงศ์ได้เอ่ยปากขออนุญาตทายาทรุ่นปัจจุบันของตระกูลเปิดบ้านให้คนทั่วไปได้มีโอกาสเข้าชมความงาม<br />
และเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องงานสถาปัตยกรรมจีนที่มีลักษณะการวางผังเป็นเรือนหมู่แบบฮกเกี้ยนแบบตามฉบับบ้านเกิดของเจ้าสัว<br />
นั่นคือ มีลักษณะเป็นตัวเรือน 4 หลังล้อมลานหินกว้างตรงกลาง หรือที่เรียกกันว่า  ซือ เหอ ย่วน (四合院)</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04_301.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p>วันที่พวกเราไปถึงนั้น บ้านเจ้าสัวได้มีการออกแบบสระว่ายน้ำตรงกลางไว้สำหรับเรียนดำน้ำ<br />
แบ่งพื้นที่บางส่วนไว้เพาะพันธุ์สุนัขบีเกิล<br />
และปรับพื้นที่โถงทางเดินของเรือนฝั่งซ้ายและขวาเป็นคาเฟ่นั่งดื่มชากาแฟเป็นที่เรียบร้อย  ส่วนเรือนตรงกลางที่เป็นห้องโถงขนาดใหญ่นั้นถือเป็นพื้นที่สำคัญของบ้านเพราะเป็นห้องเก็บป้ายบรรพบุรุษรุ่นก่อนๆ</p>
<p>แนะนำให้ลองแหงนหน้าดูโครงสร้างเสา ขื่อ<br />
และแป ของห้องโถงจะเห็นงานแกะสลักฝีมือสกุลช่างฮกเกี้ยนที่สวยงามสลับซับซ้อนในตัว<br />
ก่อนเสียบหูฟังแล้วเปิด <em>The Moon Represents My Heart</em> ของ  เติ้ง ลี่จวิน คลอเพื่อความคลาสสิกในการเดินชมขึ้นไปอีก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04_1561.jpg"></p>
<p>What <strong style="background-color: initial">CAN</strong> <strong style="background-color: initial">U</strong> do to prepare before a journey?</p>
<p>ถึงเจ้าของบ้านจะใจดีเปิดให้ทุกคนเข้าชมบ้านโซวเฮงไถ่ทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 &#8211; 18.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย<br />
แต่คงจะดีไม่น้อยหากติดต่อไปก่อนถ้ามากันเป็นก๊วน หรือยิ้มหวานทักทายคุณป้าดวงตะวันซักหน่อยให้พอชื่นใจ<br />
และอยู่ในความสงบนิดๆ เพราะบ้านหลังนี้ยังคงเป็นที่อยู่อาศัยจริงของคุณป้าและลูกชาย</p>
<p><strong>address</strong><strong>: </strong>282<br />
ซอยวานิช 2 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ</p>
<p><strong style="background-color: initial">โทร. </strong>0-2639-6262</p>
<hr>
<p style="text-align: center"><strong>WAREHOUSE<br />
30 </strong></p>
<p style="text-align: center"><em>MORE THAN 71 YEARS</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01_4042.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01_101.jpg"></p>
<p>ออกจากคฤหาสน์จีนเก่า พวกเรากระโดดขึ้นรถเต่าคันเดิมขับลัดเลาะตามริมแม่น้ำเจ้าพระยามาพบกับโกดังเก่าสมัยสงครามโลกครั้งที่<br />
2 </p>
<p>คนเก่าแก่ในย่านเจริญกรุงบอกเล่าต่อกันมาว่า<br />
โกดังนี้แต่เดิมเป็นของทหารญี่ปุ่นเก่า<br />
เมื่อสงครามจบลงก็กลายเป็นโกดังเก็บสินค้าส่งออกนำเข้า และไม่นานนี้สถาปนิก A List<br />
เจ้าของโครงการ The Jam Factory อย่างดวงฤทธิ์ บุนนาค และ รังสิมา กสิกรานันท์ อดีตบรรณาธิการนิตยสาร<em> Elle Decoration Thailand </em>ก็ได้สร้างเรื่องราวให้โกดังนี้ใหม่อีกครั้งในฐานะ  Co-working Space และ Creative<br />
Space ในชื่อ One Big House, The Fox and The Moon Cafe ร้านขายซุปหอมกรุ่น, Li-bra-ry คาเฟ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวาฟเฟิลกรุบกรอบ, Summer Heath บาร์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ, ร้านดอกไม้คอนเซปต์ไม่ซ้ำใครอย่าง Oneday Wallflowers, โรงภาพยนตร์ฉายหนังสารคดีจาก Documentary<br />
Club, พื้นที่ขายหนังสือของร้าน Candide  ส่วน Free Space สำหรับเป็นคลาสเรียนเต้น<br />
เวิร์กช็อปต่างๆ ตลอดจน Concept Store<br />
สุดสร้างสรรค์ที่รวมของดีไซน์ไม่ซ้ำที่นำมาดิสเพลย์ให้ดูร่วมสมัยท่ามกลางความอินดัสเทรียลของโกดังที่ดวงฤทธิ์เก็บโครงสร้างเดิมไว้อย่างครบถ้วน</p>
<p>ส่วนที่มาของชื่อ <strong>Warehouse 30 </strong>นั้นตั้งขึ้นตามทำเลที่ตั้งในซอยเจริญกรุง 30 หรือตรอกกัปตันบุชนั่นเอง!</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01_4981.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01_5882.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01_5131.jpg"></p>
<p><strong>CAN</strong> <strong>U</strong><br />
find precious arts around Warehouse?</p>
<p>สำหรับคนรักงานศิลปะ<br />
เราแนะนำให้ลองดูงานเก่าๆ ของ  Sofia<br />
Castellanos (โซเฟีย คาสเตลลานอส) ศิลปินสตรีทอาร์ตชาวเม็กซิโกก่อนไป<br />
เพราะจะได้เอนจอย และอินไปกับภาพวาดฝาผนัง &#8216;Mysteries &amp;<br />
Magic&#8217; ที่แทรกตัวอยู่ระหว่างอาคารไปรษณีย์กลางและ Warehouse<br />
30 ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาแบบสุดเหวี่ยง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/14903624671490362555l.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>(ภาพจาก : Bangkok River Partners)</em></p>
<p><strong>address</strong><strong>:</strong> 52-60 ซอยเจริญกรุง 30 ถนนเจริญกรุง บางรัก กรุงเทพฯ (ไม่ไกลจาก TCDC<br />
แห่งใหม่ตรงไปรษณีย์กลาง เดินไปแค่ 5 นาที)<br /><strong style="background-color: initial">โทร.</strong> 08-4364-8289<br />เปิดทุกวัน<strong> </strong>11.00 &#8211; 22.00<br />
น.<br /><a href="http://www.facebook.com/TheWarehouse30">www.facebook.com/TheWarehouse30</a></p>
<hr>
<p style="text-align: center"><strong>MOWAAN THAI TRADITIONAL DRUG STORE</strong></p>
<p style="text-align: center"><em>MORE THAN 93 YEARS</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02_913.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02_6102.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p>ออกจากเจริญกรุง  รถเต่าคันเดิมมุ่งหน้ามา <strong>&#8216;</strong><strong>บำรุงชาติสาสนายาไทย&#8217;</strong> หรือ <strong>&#8216;</strong><strong>บ้านหมอหวาน&#8217;</strong> อาคารสไตล์โคโลเนียลย่านเสาชิงช้า ร้านขายยาและคลินิกจากน้ำพักน้ำแรงของ หมอหวาน รอดม่วง ในวันวาน พิพิธภัณฑ์และร้านขายยาของภาสินี ญาโณทัย ทายาทรุ่นที่ 4 ในวันนี้ </p>
<p>หมอหวานรอดม่วงเป็นแพทย์แผนไทยซึ่งมีชีวิตในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 &#8211; รัชกาลที่ 8 ท่านเป็นหมอเชลยศักดิ์หรือหมอราษฎรซึ่งรักษาประชาชนทั่วไป แต่ก็ได้มีโอกาสถวายการรักษาเจ้านายหลายพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ</p>
<p>จนกระทั่งมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการแพทย์และกระแสแพทย์แผนตะวันตก หมอหวานตัดสินใจผสมผสานแพทย์แผนไทยเข้ากับแพทย์แผนตะวันตก ลงมือก่อสร้างตัวอาคารตามสไตล์ตะวันตก<br />
และปรับยาหอมจากชนิดผงให้กลายเป็นแบบเม็ดใน พ.ศ. 2467</p>
<p>มองจากภายนอก เราสะดุดตากับป้ายไม้แกะสลักรูปดาวพร้อมชื่อหมอหวานและซุ้มประตูไม้ฉลุลายดาวห้าแฉกเหนือหม้อยาทรงโค้งชวนสงสัย</p>
<p>คุณภาสินียิ้มหวานตอบเราว่าลวดลายบนประตูนั้นคือตราเฉลว เป็นเส้นตอกไม้ไผ่ที่ขัดกันเป็นรูปดาว ใช้ปักลงในหม้อต้มยาเพื่อปลุกยาให้ออกฤทธิ์ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นสัญลักษณ์ของเภสัชกรรมไทย การปักเฉลวลงในหม้อยาเป็นสัญลักษณ์ว่าผู้ไม่เกี่ยวข้องห้ามเปิดหม้อยา เพื่อรักษาความสะอาดในการปรุงยา</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02_801.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02_8681.jpg"></p>
<p>ขวดยาแก้วทรงสวยที่ฝังฉลากยาเป็นคำไทยระบุชื่อยาหอม 4 ตำรับเฉพาะ<br />
ได้แก่ ยาหอมสุรามฤทธิ์ ยาหอมอินทรโอสถ ยาหอมประจักร์ และยาหอมสว่างภพ ดีไซน์ฟอนต์สวยร่วมสมัยจากความใส่ใจในรายละเอียดของหมอหวานเมื่อ 90 กว่าปีก่อน<br />
 อุปกรณ์ทางการแพทย์ตะวันตกสมัยโบราณ<br />
แท่งทองเหลืองพิมพ์เม็ดยาให้ได้รูปทรงต่างๆ และสมุนไพรหายากนานาชนิด<br />
ที่ภาสินีบอกกับเราว่า  “สมุนไพร แปลว่า บริวารของป่า ดังนั้นจึงไม่ได้หมายรวมถึงแค่พืชพรรณในพงไพร<br />
แต่ยังรวมถึงสัตว์ป่า หรือผลลัพธ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างป่ากับสิ่งมีชีวิตต่างๆ<br />
ในนั้น  ไม่ว่าจะเป็น หญ้าฝรั่น ชะมดเช็ด<br />
และเห็ดนมเสือ” นี่คือตัวอย่างของข้าวของที่ทายาทตั้งใจจัดเรียงไว้ในตู้ไม้สักสลักลายสวยฝีมือช่างอิตาลีในบ้าน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02_8381.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02_8391.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p>  และเพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น<br />
ทุกวันนี้ยาหอมบ้านหมอจึงไม่ได้มีแค่ยา แต่ยังมีลูกอมชื่นจิตต์ไว้อมช่วยย่อยพร้อมลมหายใจสดชื่อใส่กล่องสวย<br />
ไปจนถึงการนำยาหอมมาบรรจุขวดใส่กล่องไซส์มินิให้น่ารักน่าหยิบไปฝากคนที่เรารักในโอกาสพิเศษเช่นเดียวกันกับกระแสนิยมของคนสมัยก่อนนั่นเอง</p>
<p><strong>แผนที่</strong><strong>: </strong>เลขที่ 4  ซอยเทศา ถนนบำรุงเมือง เขตพระนคร กรุงเทพฯ<br /><strong style="background-color: initial">โทร. </strong>0-2221-8070<br />เปิดทุกวัน 09.00<br />
&#8211; 17.00 น.</p>
<p><strong>Website</strong> : <a href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.mowaan.com%2F&amp;h=ATMaQQ_vpbH62WNu7NBMoT8mlsID-nBRNdKszEkSaS6MYDJf1Iavr3D3wHmNEWawLQ8h-E7UfrTwmLZGPAQYCQTum_cdPrQmamQK4PRUcTJYXhUXXtP3CcjgcYvxDRwjtZGRhjEoQHdHeA">www.mowaan.com</a><br /><strong>Facebook</strong> : <a href="https://m.facebook.com/mowaan.bumrungchat.sassana.yathai/">https://m.facebook.com/mowaan.bumrungchat.sassana.yathai/</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01_2521.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p><strong></strong></p>
<p><strong>CAN U</strong> recommend<br />
something about <strong> 414</strong><strong> years journey?</strong></p>
<p><strong>ฟาง-ณัชพล ราชายนต์</strong></p>
<p>“ผมชอบบ้านโซวเฮงไถ่ที่สุดนะ  เพราะเป็นคนที่ชอบอะไรเก่าแต่คลาสสิก บวกกับเป็นคนที่โตมากับหนังกำลังภายในจีนเลยทำให้ชอบและรู้สึกคุ้นเคยสถานที่นี้มาก<br />
อย่างตัวคฤหาสน์ก็สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ไม่ว่าจะเป็นประตู หลังคา<br />
จั่วบ้าน หรือแม้กระทั่งป้ายโรงเรียนสอนดำน้ำยังใช้คำว่า &#8216;สำนักดำน้ำ&#8217; ผมเลยอินมากถึงขั้นจิตนการว่าตัวเองกำลังฝึกวิทยายุทธอยู่ที่นี่&#8221;</p>
<p><strong>ป้อน-อรสินี วสุวัต</strong><strong></strong></p>
<p> “ป้อนว่า Warehouse 30 ดีมากเลย เพราะเขามีอะไรแปลกใหม่ให้ดูหลายมุมมาก<br />
ตั้งแต่โซนที่โชว์ของก็มีงานดีไซน์น่ารักๆ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับมุมกล้องฟิล์มเก่า หรือถัดไปหน่อยก็โซนโมเดลเท่ๆ  และด้วยความที่เขาเก็บโครงสร้างเดิมของโกดังเก่าไว้ดีมาก<br />
ป้อนว่าถ้ามาที่นี่ต้องจะต้องได้รูปกลับไปเยอะแน่ๆ แล้ววันนี้มากับรถเต่าด้วยยิ่งสนุก”</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-26/">เที่ยวอย่างไรให้ครบ 414 ปี : 414 years journey with ‘U’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/place-26/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รอยสักที่เล่าเรื่องราวอันไม่ลบเลือนของ เอก-วันประชา ธิติไพศาล แห่งสตูดิโอไกลจักรวาล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-8/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-8/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[บุญญานันท์ กาญจนกิจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Jul 2017 02:28:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[สตูดิโอไกลจักรวาล]]></category>
		<category><![CDATA[รอยสัก]]></category>
		<category><![CDATA[วันประชา ธิติไพศาล]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างสัก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-8/</guid>

					<description><![CDATA[<p>นับตั้งแต่เราก้าวเข้าไปในแนวรั้วของสตูดิโอไกลจักรวาล ตัวร้านที่ซ่อนอยู่ในบรรยากาศของต้นไม้ที่ร่มรื่น และการตกแต่งภายในที่ดูมินิมอล เรียบง่าย ทว่าแฝงไปด้วยความเท่จากวัสดุ ก็ทำให้เราลืมภาพจำของร้านสักแบบดั้งเดิมไปเสียสนิท สอดคล้องกับที่ เอก-วันประชา ธิติไพศาล มองการสักว่าไม่ใช่เรื่องน่ากลัว รอยสักไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเกเร ชั่วร้าย ตรงกันข้าม มันเป็นเรื่องสบายๆ ที่ไม่ว่าใครก็เข้าถึงได้ รอยสักรอยแรก ความสนใจในรอยสักของชายหนุ่มเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยที่เขายังอยู่ในวัยมัธยมศึกษา ในวัยนั้นเขาคิดว่าการสักนั้นเท่ และมันคงดีจะหากจะมีรอยสักที่ออกแบบเอง ไม่เหมือนกับใคร แต่เขาก็เก็บความคิดนั้นไว้กับตัวและไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก กว่าความคิดนั้นจะแจ่มชัดขึ้นมาจนทำให้เขาตัดสินใจสักลายแรก ก็ผ่านไปเกือบ 10 ปี ซึ่งเป็นลายสักที่เขาได้ออกแบบเองสมความตั้งใจ “จริงๆ ผมอยากสักนานแล้ว แต่ผมไม่ได้สักเพราะแฟนเก่าไม่ชอบ พอเลิกกันประมาณเดือนเดียวเท่านั้นแหละ ผมก็ไปสักเลย” ชายหนุ่มเล่าช่วงเวลาที่ทำให้ตัดสินใจสัก ก่อนจะอธิบายต่อถึงความหมาย “รอยสักลายแรกนี้ทุกคนมักจะดูเป็นรูปนาฬิกาทราย แต่สำหรับเรามันคือความเป็นตัวเองที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อใคร เป็นสัญลักษณ์เตือนสติ เพราะตอนที่คบแฟนเก่า เราค่อนข้างเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขาเยอะ ยอมตามใจ ทั้งที่มันไม่ใช่ตัวเรา” ในตอนนั้น ชายหนุ่มในวัย 28 ปีพร้อมรอยสักบนแขนขวายังไม่ได้เอะใจเลยว่า ความสนใจในการสักของเขาจะพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่คิด นับตั้งแต่จบปริญญาตรีด้านนิเทศศิลป์ ด้วยความรักในการวาดรูป เอกผ่านงานมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทำงานในบริษัทกราฟิกเฮาส์ต่างๆ ออกแบบเสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเองแล้วเปิดร้านขายในจตุจักร วางเลย์เอาต์นิตยสาร รับงานฟรีแลนซ์ด้านกราฟิกต่างๆ แต่ด้วยความเป็นคนขี้เบื่อ จึงยังไม่เคยมีงานไหนที่เขาอยู่กับมันได้นานนัก ในบางงานอาจสั้นเพียงครึ่งปีด้วยซ้ำ ในขณะที่ทำงานฟรีแลนซ์ในบ้านเล็กๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-8/">รอยสักที่เล่าเรื่องราวอันไม่ลบเลือนของ เอก-วันประชา ธิติไพศาล แห่งสตูดิโอไกลจักรวาล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นับตั้งแต่เราก้าวเข้าไปในแนวรั้วของสตูดิโอไกลจักรวาล ตัวร้านที่ซ่อนอยู่ในบรรยากาศของต้นไม้ที่ร่มรื่น และการตกแต่งภายในที่ดูมินิมอล เรียบง่าย ทว่าแฝงไปด้วยความเท่จากวัสดุ ก็ทำให้เราลืมภาพจำของร้านสักแบบดั้งเดิมไปเสียสนิท</p>
<p>สอดคล้องกับที่ <strong>เอก-วันประชา ธิติไพศาล</strong> มองการสักว่าไม่ใช่เรื่องน่ากลัว รอยสักไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเกเร ชั่วร้าย</p>
<p>ตรงกันข้าม มันเป็นเรื่องสบายๆ ที่ไม่ว่าใครก็เข้าถึงได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A1016.jpg" /></p>
<h3><strong>รอยสักรอยแรก</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A1002.jpg" /></p>
<p>ความสนใจในรอยสักของชายหนุ่มเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยที่เขายังอยู่ในวัยมัธยมศึกษา ในวัยนั้นเขาคิดว่าการสักนั้นเท่ และมันคงดีจะหากจะมีรอยสักที่ออกแบบเอง ไม่เหมือนกับใคร แต่เขาก็เก็บความคิดนั้นไว้กับตัวและไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก กว่าความคิดนั้นจะแจ่มชัดขึ้นมาจนทำให้เขาตัดสินใจสักลายแรก ก็ผ่านไปเกือบ 10 ปี ซึ่งเป็นลายสักที่เขาได้ออกแบบเองสมความตั้งใจ</p>
<p>“จริงๆ ผมอยากสักนานแล้ว แต่ผมไม่ได้สักเพราะแฟนเก่าไม่ชอบ พอเลิกกันประมาณเดือนเดียวเท่านั้นแหละ ผมก็ไปสักเลย” ชายหนุ่มเล่าช่วงเวลาที่ทำให้ตัดสินใจสัก ก่อนจะอธิบายต่อถึงความหมาย</p>
<p>“รอยสักลายแรกนี้ทุกคนมักจะดูเป็นรูปนาฬิกาทราย แต่สำหรับเรามันคือความเป็นตัวเองที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อใคร เป็นสัญลักษณ์เตือนสติ เพราะตอนที่คบแฟนเก่า เราค่อนข้างเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขาเยอะ ยอมตามใจ ทั้งที่มันไม่ใช่ตัวเรา”</p>
<p>ในตอนนั้น ชายหนุ่มในวัย 28 ปีพร้อมรอยสักบนแขนขวายังไม่ได้เอะใจเลยว่า ความสนใจในการสักของเขาจะพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่คิด</p>
<p>นับตั้งแต่จบปริญญาตรีด้านนิเทศศิลป์ ด้วยความรักในการวาดรูป เอกผ่านงานมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทำงานในบริษัทกราฟิกเฮาส์ต่างๆ ออกแบบเสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเองแล้วเปิดร้านขายในจตุจักร วางเลย์เอาต์นิตยสาร รับงานฟรีแลนซ์ด้านกราฟิกต่างๆ แต่ด้วยความเป็นคนขี้เบื่อ จึงยังไม่เคยมีงานไหนที่เขาอยู่กับมันได้นานนัก ในบางงานอาจสั้นเพียงครึ่งปีด้วยซ้ำ</p>
<p>ในขณะที่ทำงานฟรีแลนซ์ในบ้านเล็กๆ ที่เขาเช่าอยู่กับเพื่อนและตั้งชื่อมันว่า &#8216;สตูดิโอไกลจักรวาล&#8217; ชายหนุ่มก็เริ่มสนใจการสักอย่างจริงจังมากขึ้น เขาไปศึกษาจากเพื่อนที่เป็นช่างสัก ลองซื้อเครื่องสักมาหัดสักกับหนังเทียมและเพื่อนฝูงที่ใจกล้า สั่งสมฝีมือมาเรื่อยๆ จนเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ เอกก็จำเป็นต้องรีโนเวตสตูดิโอไกลจักรวาลเสียใหม่</p>
<p>ในคราวนี้เขาได้ชักชวนปลา ช่างสักสาวมือใหม่ร่วมใช้พื้นที่ในสตูดิโอเพื่อรับสักโดยเฉพาะ</p>
<h3><strong>รอยสักกับเสียงค้าน</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0896.jpg" /></p>
<p>สำหรับคนบางกลุ่ม รอยสักยังคงเป็นตัวแทนที่ทำให้นึกถึงด้านมืดของสังคม เป็นร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม การเข้าคุกเข้าตาราง การข้องเกี่ยวกับยาเสพติด หรือการเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งอิทธิพลด้านมืดต่างๆ</p>
<p>โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่พ่อแม่ของเอกเองก็เป็นเช่นนั้น</p>
<p>ย้อนกลับไปในวันที่เอกกลับมาจากการสักลายแรก แม้อาม่าของเอกจะชมว่า “สวยดี” แต่เมื่ออยู่กันภายในครอบครัวพ่อแม่ลูก เขาก็ไม่วายโดนพ่อและแม่ว่าด้วยความหวาดกลัวว่าลูกชายจะไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่อโคจรเข้า</p>
<p>และในวันที่เอกตัดสินใจจะทำสตูดิโอไกลจักรวาลให้เป็นร้านสักขึ้นมาจริงๆ และเข้าไปบอกพ่อ เขาก็ได้รับเสียงคัดค้าน ไม่เห็นด้วย เสียงบ่นว่า ความไม่เข้าใจ แต่ชายหนุ่มก็ตัดสินใจเปิดร้าน และพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็นว่าลายสักไม่จำเป็นต้องเลวร้ายอย่างที่คิด</p>
<p>“ผู้ใหญ่เขามองภาพการสักว่าจะต้องเป็นยันต์ เป็นมังกร ปลาคาร์ป ที่เป็นสัญลักษณ์ของแก๊ง แต่มันไม่ใช่ ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา กลายเป็นเรื่องแฟชั่น คำว่ารอยสักมันเป็นอะไรก็ได้</p>
<p>“สำหรับผมมันการสักคือการจารึกช่วงเวลาไว้ในร่างกาย เหมือนที่บางคนเขียนไดอารี่ รอยสักทุกที่ในตัวผมเล่าเรื่องราวของมันได้หมด”</p>
<h3><strong>รอยสักกลายเป็นงาน</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0984.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0965.jpg" /></p>
<p>ด้วยฝีมือ ด้วยความรัก ด้วยความเชื่อ</p>
<p>จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ในที่สุด จำนวนคนที่เข้ามาก็ทำให้สตูดิโอไกลจักรวาลกลายสภาพเป็นร้านสักไปโดยสมบูรณ์ โดยมีเอกคอยดูแลจัดการร้าน และแม้จะไม่ได้เป็นช่างสักเสียเองเพราะรู้สึกไม่เชี่ยวชาญพอ แต่เขาก็เข้าใจข้อจำกัดและขั้นตอนการสัก จนออกแบบลายสักได้เป็นอย่างดี</p>
<p>เมื่อผ่านไปหนึ่งปี ช่างปลามีเหตุจำเป็นต้องออก เอกก็จ้างช่างอาร์มเข้ามารับช่วงต่อ แต่ดูเหมือนว่าช่างคนเดียวก็ไม่เพียงพอสำหรับสตูดิโอไกลจักรวาลอีกต่อไป</p>
<p>“ในปีแรกอาจจะยังลูกค้าไม่เยอะ แต่พอเข้าช่วงปีที่ 2 &#8211; 3 ผมกับอาร์มนั่งทำงานกัน 7 วัน ไม่หยุดเลย รับลูกค้าตลอด ผมก็เลยรับช่างแตงกวาเข้ามาเป็นคนที่สอง แต่พอมีช่าง 2 คน ลูกค้าก็เยอะขึ้นทุกวันเหมือนกัน และเรามีพื้นที่นิดเดียว สุดท้ายผมเลยต้องรีโนเวตห้องใหม่จนเป็นอย่างในปัจจุบัน” เอกเล่าถึงการเติบโตของร้านที่ไม่นานมานี้เขาได้จ้างช่างมาเพิ่มเป็นสักคนที่ 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>
<p>“สนุกนะ บางคนมาสักลายสักลายแค่เพราะชอบ ผมก็จะทำให้มันโคตรเท่ ส่วนบางคนก็มีเรื่องราวเยอะมาก เขียนได้เป็นกระดาษ A4 เลย พ่อผมอย่างนี้ แม่ผมอย่างนี้ นี่ผมทำงานอย่างนี้ แฟนผมเจอกับผมที่นี่ เดี๋ยวอนาคตจะไปตรงนี้ แต่เอาไซส์ประมาณฝ่ามือครับ ผมก็ต้องรวมทุกอย่างของเค้ามาให้ได้ภายในภาพเดียว พอทำได้มันผมก็ได้สกิลล์ใหม่ เป็นรอยสักแนวใหม่ที่ไม่เคยมีชื่อสไตล์มาก่อน หรืออย่างงานสี ผมเกลียดสีมาตั้งนานแล้วเพราะผมลงสีไม่เก่งตั้งแต่ตอนเรียน ผมก็พยายามจะหลีกเลี่ยงมาตลอด จนกระทั่งมาทำงานสัก มันไม่ใช่งานของผมคนเดียว ลูกค้าจะเอา เราก็ต้องพยายามทำให้ได้ และทำร้านสักก็ทำให้ผมได้วาดรูปอย่างที่ชอบทุกวัน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0971.jpg" /></p>
<p style="text-align: left;">รู้ตัวอีกทีเอกผู้ไม่เคยทำงานที่ไหนได้นาน ก็เปิดร้านสักสตูดิโอไกลจักรวาลมาเป็นเวลาถึง 5 ปี ชายหนุ่มบอกกับเราอย่างภูมิใจว่าเป็นงานที่เขาอยู่กับมันได้นานที่สุดตั้งแต่เคยทำมา</p>
<p>และเมื่อเวลาผ่านไป พ่อของเอกก็ได้เห็นว่าลูกชายของตนไม่ได้เดินหน้าไปในทิศทางที่เขากังวล ทั้งยังได้รับการยอมรับ เสียงชมจากสื่อต่างๆ ที่สำคัญเอกอยู่บนลำแข้งตัวเองได้สบายๆ และขยับขยายสตูดิโอขึ้นทีละนิดจนมาถึงปัจจุบัน ผู้เป็นบิดาจึงคลายกังวลและสนับสนุนลูกชายในสิ่งที่เขารัก</p>
<p>“เดี๋ยวนี้แทนที่จะโดนบ่นว่า กลายเป็นถามว่าเมื่อไหร่จะรับช่างมาเพิ่มแล้ว” เอกเล่าติดตลกด้วยรอยยิ้ม</p>
<h3><strong>รอยสักกับตัวตน</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0993.jpg" /></p>
<p>ในทุกๆ วันที่ร้านเปิดทำการ เอกจะเดินทางจากบ้านที่นนทบุรีมายังสตูดิโอไกลจักรวาลที่ลาดพร้าว เพื่อต้อนรับลูกค้าวันละ 2 คน การต้องรับมือกับลูกค้ามากหน้าหลายตาที่ต่างก็มีความต้องการของตัวเองในบางครั้งก็ไม่ราบรื่น แต่ชายหนุ่มคิดว่าเขารับมือไหว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/tygrey.jpg" /></p>
<p>“เรื่องปัญหา มันก็มีตลอดเวลาแหละ แต่เรารู้สึกว่าทุกอย่างเราสามารถควบคุมมันได้ เราควบคุมลูกค้าได้ประมาณนึง เราควบคุมลูกน้องได้ เราควบคุมฝีมือเราได้ เราควบคุมอีโก้เราได้”</p>
<p>วรรคสุดท้ายทำให้เราสงสัยและถามต่อ ชายหนุ่มจึงอธิบายเพิ่มเติม</p>
<p>“คือสมัยก่อนผมรู้สึกว่าผมเก่งมาก เพราะทำอะไรคนก็จะชื่นชม จนพอผมทำร้านสัก เจอคนเยอะ นั่งคุยกับเขา ผมเลยเข้าใจว่างานที่ดีไม่ใช่งานที่เราชอบเสมอไป งานที่ดีไม่ใช่งานที่โคตรสวย งานที่ดีคืองานที่สามารถสัมผัสกับเค้าได้ สัมผัสกับเราได้ สื่อสารได้ และสวยงาม จากที่เคยแข็ง คิดว่าแบบนี้ดีแล้ว ไม่อยากแก้ เราก็ต้องแก้ ทำใหม่ คุยเพื่อหาสมดุลและทำให้มันออกมาได้ดีที่สุด มันเลยทลายอีโก้เราลง”</p>
<p>แม้ว่าสตูดิโอไกลจักรวาลจะมีลูกค้าเข้ามาสม่ำเสมอจนผู้สนใจจะสักจำเป็นต้องจองคิวล่วงหน้าถึงครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือน ทุกอย่างดูจะเป็นไปในทางที่ดีและมั่นคง เอกก็ยังตอบไม่ได้ว่าเขาจะมีแพสชันกับการสักไปอีกนานแค่ไหน แต่ที่เขาตอบได้อย่างมั่นใจ คือเขามีความสุขกับสิ่งที่ทำในปัจจุบัน</p>
<p>“เพราะผมมีความสุข ถึงทำมาได้นานขนาดนี้ ผมชอบสร้างอาณาจักรเล็กๆ ของตัวเอง มีคนรู้จักเท่านี้ก็พอ ไม่ต้องเยอะมาก ผมชอบความเป็นกันเอง ให้ลูกค้าเข้ามานั่งคุยสบายๆ และไกลจักรวาลก็เป็นอย่างนั้น”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0933.jpg" /></p>
<blockquote><p>สำหรับเรา<br />
รอยสักลายแรกมันคือความเป็นตัวเอง<br />
ที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อใคร<br />
เป็นสัญลักษณ์เตือนสติ</p></blockquote>
<p><div id="erdyt-6a2c40f983920" data-id="X8QBawCtmEM" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-X8QBawCtmEM-6a2c40f983920" data-vid="X8QBawCtmEM" data-src="https://www.youtube.com/embed/X8QBawCtmEM?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/X8QBawCtmEM/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-8/">รอยสักที่เล่าเรื่องราวอันไม่ลบเลือนของ เอก-วันประชา ธิติไพศาล แห่งสตูดิโอไกลจักรวาล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-8/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ตูนจากชีวิตของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนไทยที่โด่งดังในเมืองมังงะของโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-7/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jun 2017 07:03:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[มะม่วงจัง]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้ม วิศุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหญิงมะม่วง]]></category>
		<category><![CDATA[วิศุทธิ์ พรนิมิตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-7/</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวาดการ์ตูน เป็นอาชีพที่เราเชื่อว่าอยู่ในใจของเด็กหลายคน แต่คงไม่มีกล้าเอื้อนเอ่ยมันออกมา เพราะมันดูเป็นอาชีพที่ผู้ใหญ่เบือนหน้าหนีและไม่อยากให้ลูกหลานทำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงินหรืออนาคต ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร ก็เคยคิดเช่นนั้น เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูนเพราะคงทำให้แม่ไม่สบายใจ แต่การวาดการ์ตูนกลับกลายเป็นความสุขและเป็นพื้นที่ที่เขาจะได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองมากที่สุด จนในที่สุดผลงานของเขาก็ได้รับการยอมรับทีละเล็กทีละน้อย การ์ตูนของเขาได้ลงคอลัมน์การ์ตูนเล็กๆ ในนิตยสารไทย ไปจนถึงจัดนิทรรศการในมุมเมืองใหญ่ๆ ที่ญี่ปุ่น ประเทศที่นับเป็นเมืองหลวงมังงะของโลก ทั้ง hesheit, ควันใต้หมวก, everybodyeverything ที่ก่อเกิดคาแรกเตอร์ที่ใครหลายคนรักอย่าง ‘มะม่วง’ นอกจากนี้เขายังทำแอนิเมชัน วาดปกซีดีและหนังสือหลายเล่ม และยังแสดงดนตรีประกอบแอนิเมชันอีกด้วย หากมีใครพูดว่าอาชีพนักวาดการ์ตูนไร้สาระและไม่มีอนาคต ลองอ่านชีวิตของชายคนนี้ดู ไม่กล้าฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน ถ้าถามความฝันในวัยเด็กของวิศุทธิ์ เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียนการ์ตูนสักนิด เพราะเส้นทางของอาชีพนั้นดูเลือนลางซะเหลือเกินที่จะบอกแม่หรือบอกครู แม้เขาจะรักการวาดการ์ตูนเป็นที่สุด “มันไม่เรียกว่าความฝันหรอก เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้”วิศุทธิ์บอกกับเราแบบนั้นเมื่อถามว่าเคยฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนไหม หากใครถามว่าอยากจะเป็นอะไร เขาจะตอบว่าอยากเป็นหมอ เป็นสถาปนิก หรือเป็นชาวนาแบบคุณตา เพราะอาชีพนักเขียนการ์ตูนนั้นดูเป็นเรื่องเด็กๆ มากกว่า “เราก็เลยไม่ฝันอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูน แต่ก็ยังวาด วาดทุกวันให้เพื่อน 5 คนอ่านจนกระทั่งจบประถมก็ไม่มีเพื่อนพวกนั้นแล้ว เราก็เลยเลิกวาดการ์ตูนไปพักหนึ่ง เพราะเราไม่กล้าให้ใครอ่านการ์ตูนทะลึ่งตึงตังที่เราวาด ทั้งๆ ที่เราเรียนโรงเรียนชายล้วนนะ เพราะว่าเพื่อนแต่ละคนดูโตขึ้นแล้ว ดูฉลาดกันแล้ว ม.1 แล้วเราก็ไม่ได้เอาการ์ตูนไปโชว์ใครอีก” นักเรียนศิลปะที่วาดรูปไม่เก่ง หลายคนอาจไม่รู้ว่าวิศุทธิ์เรียนจบจากสาขาการออกแบบภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-7/">การ์ตูนจากชีวิตของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนไทยที่โด่งดังในเมืองมังงะของโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นักวาดการ์ตูน เป็นอาชีพที่เราเชื่อว่าอยู่ในใจของเด็กหลายคน แต่คงไม่มีกล้าเอื้อนเอ่ยมันออกมา เพราะมันดูเป็นอาชีพที่ผู้ใหญ่เบือนหน้าหนีและไม่อยากให้ลูกหลานทำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงินหรืออนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0724.jpg" /></p>
<p><strong>ตั้ม</strong><strong>-วิศุทธิ์ พรนิมิตร </strong>ก็เคยคิดเช่นนั้น เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูนเพราะคงทำให้แม่ไม่สบายใจ แต่การวาดการ์ตูนกลับกลายเป็นความสุขและเป็นพื้นที่ที่เขาจะได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองมากที่สุด จนในที่สุดผลงานของเขาก็ได้รับการยอมรับทีละเล็กทีละน้อย การ์ตูนของเขาได้ลงคอลัมน์การ์ตูนเล็กๆ ในนิตยสารไทย ไปจนถึงจัดนิทรรศการในมุมเมืองใหญ่ๆ ที่ญี่ปุ่น ประเทศที่นับเป็นเมืองหลวงมังงะของโลก ทั้ง <em>hesheit</em>, <em>ควันใต้หมวก</em>, <em>everybodyeverything</em> ที่ก่อเกิดคาแรกเตอร์ที่ใครหลายคนรักอย่าง ‘มะม่วง’ นอกจากนี้เขายังทำแอนิเมชัน วาดปกซีดีและหนังสือหลายเล่ม และยังแสดงดนตรีประกอบแอนิเมชันอีกด้วย</p>
<p>หากมีใครพูดว่าอาชีพนักวาดการ์ตูนไร้สาระและไม่มีอนาคต ลองอ่านชีวิตของชายคนนี้ดู</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0712.jpg" /></p>
<p><strong>ไม่กล้าฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน</strong></p>
<p>ถ้าถามความฝันในวัยเด็กของวิศุทธิ์ เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียนการ์ตูนสักนิด เพราะเส้นทางของอาชีพนั้นดูเลือนลางซะเหลือเกินที่จะบอกแม่หรือบอกครู แม้เขาจะรักการวาดการ์ตูนเป็นที่สุด</p>
<p>“มันไม่เรียกว่าความฝันหรอก เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้”วิศุทธิ์บอกกับเราแบบนั้นเมื่อถามว่าเคยฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนไหม หากใครถามว่าอยากจะเป็นอะไร เขาจะตอบว่าอยากเป็นหมอ เป็นสถาปนิก หรือเป็นชาวนาแบบคุณตา เพราะอาชีพนักเขียนการ์ตูนนั้นดูเป็นเรื่องเด็กๆ มากกว่า</p>
<p>“เราก็เลยไม่ฝันอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูน แต่ก็ยังวาด วาดทุกวันให้เพื่อน 5 คนอ่านจนกระทั่งจบประถมก็ไม่มีเพื่อนพวกนั้นแล้ว เราก็เลยเลิกวาดการ์ตูนไปพักหนึ่ง เพราะเราไม่กล้าให้ใครอ่านการ์ตูนทะลึ่งตึงตังที่เราวาด ทั้งๆ ที่เราเรียนโรงเรียนชายล้วนนะ เพราะว่าเพื่อนแต่ละคนดูโตขึ้นแล้ว ดูฉลาดกันแล้ว ม.1 แล้วเราก็ไม่ได้เอาการ์ตูนไปโชว์ใครอีก”</p>
<p><strong>นักเรียนศิลปะที่วาดรูปไม่เก่ง</strong></p>
<p>หลายคนอาจไม่รู้ว่าวิศุทธิ์เรียนจบจากสาขาการออกแบบภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยหวังในใจว่าแม้ไม่ได้เป็นนักวาดการ์ตูน ก็ขอให้เขาได้เรียนศิลปะ ขอให้วาดเขียนได้เก่งขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า เขาเป็นนักเรียนศิลปะที่โดนอาจารย์ดุว่าเกือบทุกวิชา ผลงานวาดรูปที่เขาตั้งใจออกไอเดียเต็มที่กลับไม่ตรงใจอาจารย์ หนำซ้ำยังยังถูกวิจารณ์ให้อายเพื่อน อายรุ่นน้อง จนเขาเสียความมั่นใจไปไม่น้อย</p>
<p>“เราเข้าไปเรียนเพราะคิดว่าอาจารย์จะสอนให้เราวาดรูปได้สวยๆ แต่ปรากฏว่าเข้าไปแล้วนักเรียนทุกคนวาดรูปสวยอยู่แล้ว อาจารย์ก็ไม่มานั่งสอนวิธีวาดรูปสวยๆ เขาก็สอนอย่างอื่น เข้าไปวันแรกอาจารย์บอกว่าวาดอะไรก็ได้ เราวาดงานอาร์ตๆ ไอเดียเยอะๆ ระหว่างที่เพื่อนๆ วาดรูปแรเงาทรงเรขาคณิตซึ่งก็เหมือนๆ กันไปหมด แต่ปรากฏว่าอาจารย์ชมและให้เกรด A นักเรียนที่วาดรูปแรเงาเรขาคณิตเหล่านั้น เราก็สงสัยว่ารูปของเราคงได้ A อีกแบบ ปรากฎว่าอาจารย์ก็โชว์งานของเราจริงๆ แต่โชว์เพื่อประจาน ได้เกรด F บ้าง D บ้าง”</p>
<p>ไม่ใช่แค่รูปวาดเท่านั้นที่วิศุทธิ์โดนอาจารย์ว่า แม้แต่ลายมือที่เขียนกำกับในแปลนงานก็ยังโดนวิจารณ์ไปด้วย</p>
<p>“แม้แต่ลายมือคุณเนี่ย มันยังไม่เหมือนกับคนที่เรียนศิลปะเลย” อาจารย์ดุเขาจนเอือม ในขณะที่เพื่อนๆ ที่วาดรูปสวย วาดรูปดีในสายตาอาจารย์ก็สามารถรับงานสอนพิเศษวาดรูปและหาเงินได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่</p>
<p>“คือเราอายเพื่อน เพราะเพื่อนรับงานวาดรูปกันตั้งแต่ปี 1 แล้ว เราจะไปรับงานใครได้ ฝีมืออ่อน ติวน้องไม่เป็น งานดรอว์อิ้งของเราก็ถูกติดบอร์ดประจานตลอดเวลา ซึ่งมันก็อยู่ตรงบันไดที่ทุกคนต้องเดินผ่าน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0738.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>วาดรูปไม่เก่งให้เต็มที่</strong></p>
<p>อาจารย์ว่าจนทำให้อายเพื่อนและรุ่นน้อง เลยทำให้ตั้มหันมาวาดรูปเพื่อปลดปล่อยอารมณ์</p>
<p>“เราก็อยากจะพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเค้ายอมรับ เราจะได้หายอายแต่มันก็ต้องใช้เวลา ซึ่งจะพิสูจน์ด้วยวิชาที่เรียนตรงๆ ก็ไม่ได้ เพราะเราทำไม่ได้จริงๆ ก็เลยหาทางอื่น เล่นดนตรี ได้โชว์เพื่อนก็หายอายเป็นพักๆ นะ แต่สิ่งที่ทำให้เราหายอายได้จริงๆ เลยก็คือการวาดการ์ตูนนี่แหละ คือเราคิดขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย ตอนประถมเราวาดการ์ตูนแล้วเพื่อนเราชมเรา ไม่ใช่สงสารเรา เราก็เลยหยิบกระดาษขึ้นมาวาดการ์ตูนอีกครั้ง”</p>
<p>คราวนี้เขาคิดใหม่ ทำใหม่ คือการวาดรูปของเขาไม่จำเป็นต้องวาดให้สวยหรือต้องถูกใจใครอีกแล้ว วาดให้เละ ไม่ต้องใช้ไม้บรรทัด หรือจะวาดให้หยาบคายยังไงก็ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือให้ตัวเองได้ระบายความรู้สึก จนเกิดเป็นการ์ตูน<br />
<em><br />
hesheit </em>ขึ้นมา เมื่อมีโอกาสเขาก็ลองให้เพื่อนสนิทอ่าน ไปจนถึงเพื่อนที่ไม่สนิทอ่าน จากที่เขาเคยกลัวว่าเพื่อนจะรับการ์ตูนแบบนี้ไม่ได้ สุดท้ายแล้วเพื่อนก็เข้าใจแล้วก็สนุกกับการ์ตูนของเขา เขาเริ่มมั่นใจกับลายเส้นของตัวเองมากขึ้น</p>
<p><strong>พิสูจน์ตัวเอง</strong></p>
<p>วันหนึ่งลายเส้นการ์ตูนแบบเขาก็เริ่มมีคนยอมรับ เขาลองส่งการ์ตูนที่เขาวาดไปที่นิตยสาร <em>Katch</em> ของบอย โกสิยพงษ์ ในใจคืออยากให้คนที่เขาชอบได้อ่านการ์ตูนของเขา แต่ด้วยลายเส้นและเนื้อหาการ์ตูนที่ไม่ธรรมดา ผลงานของเขาหรือ hesheit จึงได้ตีพิมพ์ในนิตยสารเป็นครั้งแรก</p>
<p>“ตอนนั้นที่ได้ลงนิตยสาร <em>Katch</em> ก็ช่วยให้เราหายอายขึ้นมาได้อีกนิด เพราะเราหาเงินได้เหมือนเพื่อนสักที ซึ่งตอนนั้นนิตยสาร <em>Katch</em> ก็ดังอยู่ โชคดีที่ได้พี่บอยมาช่วย โรคต่างๆ ในตอนนั้นของเราก็หายหมด โรคอาย โรคอีโก้ โรคไม่ฉลาด กลายเป็นว่าแฮปปี้มาก หลังจากนั้นก็เลยกล้าเขียนการ์ตูนและเพราะมันได้เงิน ซึ่งมันสำคัญมาก เพราะมันทำให้เราบอกแม่ได้ว่า เราได้เงินจากการวาดการ์ตูนนะ แม่จะได้ไม่ห่วงมาก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0612.jpg" /></p>
<p><strong>โกอินเตอร์</strong></p>
<p>วิศุทธิ์วาดการ์ตูนเรื่อยมาหลังลงคอลัมน์ในนิตยสาร <em>Katch</em> วันหนึ่งเขาตัดสินใจจะไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น นับเป็นก้าวแรกที่ตัวเขาและการ์ตูนของเขาโกอินเตอร์ไปสู่สายตาคนญี่ปุ่นด้วย</p>
<p>“ในมือเราก็มีแต่ <em>hesheit</em> ซึ่งมันเป็นการ์ตูนเพี้ยนๆ ที่เราก็ต้องไปแจกคนที่เพี้ยนเหมือนกัน แถวที่พักเรามีร้านกาแฟที่ดูอินดี้ๆ อยู่ เราก็เอาการ์ตูน <em>hesheit </em>ไปเสนอแล้วก็แนะนำตัวเองว่ามาจากเมืองไทยนะ ลองอ่านดู จะขอวางขายได้ไหม เจ้าของก็บอกสนุกดีเอามาขายสัก 3 เล่ม วางไปเดือน สองเดือน ก็หายไปเล่มหนึ่ง หายไปสองเล่ม เจ้าของร้านก็บอกให้เอาการ์ตูนมาเติมที่ร้านหน่อย คือมันก็ขายได้ เราก็ทำแบบนี้กับอีก 2 &#8211; 3 ร้าน ซึ่งมันขายได้ ทำให้เรารู้ว่าคนญี่ปุ่นเขารับการ์ตูนแบบนี้ได้”</p>
<p>ไม่น่าเชื่อว่าวิศุทธิ์ไปอยู่ญี่ปุ่นแค่เดือนเดียว เขาก็ได้จัดนิทรรศการเป็นของตัวเองโดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนชาวญี่ปุ่น เป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาได้รับโอกาสมากมายจากนักเขียน คอลัมนิสต์ และสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นที่ชวนเขาวาดการ์ตูนหลายช่องทาง ทั้งวาดรูปประจำในกรอบเล็กๆ ของนิตยสารญี่ปุ่น ไปจนถึงวาดรูปหน้าปกให้นักเขียนชื่อดังอย่าง โยชิโมโตะ บานานา จนกลายเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้ตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนครั้งแรกในญี่ปุ่น <em>everybodyeverything</em> ที่มีตัวละครคาแรกเตอร์หลายๆ แบบ ถือกำเนิด ‘มะม่วง’ คาแรกเตอร์สาวน้อยน่ารักที่ครองใจชาวญี่ปุ่นและชาวไทยเรื่อยมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0643.jpg" /></p>
<p>“พอมีมะม่วง แม่ก็เริ่มเข้าใจการ์ตูนเรามากกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่แม่รู้สึกว่าการ์ตูนที่เราวาดนั้นสวยหรือน่ารัก ซึ่งทำให้เราวาดมะม่วงต่อมาอีกพักใหญ่ เพราะมันทำให้แม่สบายใจ กลายเป็นการ์ตูนที่เป็นที่ยอมรับกับคนทั่วไปมากที่สุดจริงๆ แม่ก็เลิกชวนเราไปทำงานด้วยแล้วเพราะเราเป็นนักวาดการ์ตูนก็อยู่ได้ หาเงินได้”</p>
<p>เราถามวิศุทธิ์ว่าเขามีเป้าหมายหรือความฝันอะไรอีกไหม เพราะทุกวันนี้จากสายตาคนอื่น เขานับเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จแล้ว กลายเป็นไอดอลของนักเขียนการ์ตูนรุ่นเยาว์อีกหลายๆ คน วิศุทธิ์หยุดคิดสักพัก แล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้ไม่ได้ฝันอะไรอีกแล้ว คือเราได้เป็นนักเขียนการ์ตูนแล้ว และรู้สึกขอบคุณทุกคนที่ทำให้เราเป็นวันนี้ เพราะมันไม่ใช่ว่าอยู่มาวันรุ่งขึ้น เราจะได้เป็นนักเขียนการ์ตูนเลย มันต้องมีคนซื้อการ์ตูนเรา มีคนจ้างเราไปวาด มันถึงจะเรียกว่าประกอบอาชีพเขียนการ์ตูนได้ ซึ่งเราก็ยังเอนจอยกับสิ่งที่ทำอยู่”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0603.jpg" /></p>
<p><div id="erdyt-6a2c40f984889" data-id="PFHCztlcqZ0" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-PFHCztlcqZ0-6a2c40f984889" data-vid="PFHCztlcqZ0" data-src="https://www.youtube.com/embed/PFHCztlcqZ0?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/PFHCztlcqZ0/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" style="border: 0;" src="http://bs.serving-sys.com/serving/adServer.bs?cn=display&amp;c=19&amp;mc=imp&amp;pli=20494475&amp;PluID=0&amp;ord=[timestamp]&amp;rtu=-1" width="1" height="1" /><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-7/">การ์ตูนจากชีวิตของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนไทยที่โด่งดังในเมืองมังงะของโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรอดูหนังชีวิตของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทที่ตั้งเป้าว่าจะเดินตามฝันมาเกือบ 20 ปีแล้ว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-5/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2017 07:46:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[axe]]></category>
		<category><![CDATA[YOUE MADE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-5/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนังเป็นศาสตร์ศิลปะที่ยาก เพราะไม่มีบรรทัดฐานที่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด หนังเรื่องแรกที่ดัง ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องที่สองหรือเรื่องที่สามจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงไม่มีใครยืนยันว่าเส้นทางนี้ควรไปทางไหน หรือต้องเดินทางอย่างไร เป็นเส้นทางปีนเขาคอร์สสุดแอดวานซ์ในชีวิตของ เต๋อ&#8211;นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ แม้จะไม่ได้เรียนทำหนังมาโดยตรง เขาขวนขวายให้ตัวเองได้ลองทำอยู่เสมอ โปรดักชันตอนนั้นจึงจะเป็นการถ่ายหนังที่ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แม้จะโดนเปรียบเทียบกับคนเรียนหนังอยู่บ้าง ถูกรุ่นพี่วิจารณ์อยู่บ่อยๆ เขาก็ไม่ได้นั่งทนทุกข์อยู่กับคำพูดเหล่านั้น แต่เขาลุกขึ้นมาพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้น ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้เขาอยู่ในวงการมาหลายสิบปีจนมีหนังสร้างชื่ออยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ มั่นใจว่าคนไทยเกินหนึ่งล้านคนเกลียดเมธาวี (หนังสั้น), 36 , Mary is happy, Mary is happy , The Master และหนังที่สร้างชื่อให้เข้ามากที่สุดอย่าง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย.. ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ หนังที่มีคำวิจารณ์หลากหลายที่สุดเรื่องหนึ่ง และเป็นหนังที่ให้ความมั่นใจกับเขาได้ว่า ‘น่าจะเป็นคนทำหนังไปได้ตลอดชีวิต’ Take 1 : นักเล่าเรื่อง ความรู้สึกของเด็กชายเต๋อเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หนังในจอแก้วคือสิ่งมหัศจรรย์ เขาเติบโตมาในยุคที่หนัง CG กำลังเฟื่องฟู เมื่อโตขึ้นและเริ่มรู้จักกับหนังอินดี้ หนังทุนน้อย ที่เน้นการเขียนบทมากกว่าโปรดักชัน ซึ่งเขารู้สึกว่าความฝันว่าอยากจะเป็นคนทำหนังนั้นมีความเป็นไปได้ “เราอยากเป็นคนทำหนัง เพราะเรามีเรื่องอยากจะเล่าเยอะ เวลาเราไปเจอเรื่องที่น่าสนใจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-5/">กรอดูหนังชีวิตของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทที่ตั้งเป้าว่าจะเดินตามฝันมาเกือบ 20 ปีแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนังเป็นศาสตร์ศิลปะที่ยาก เพราะไม่มีบรรทัดฐานที่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด หนังเรื่องแรกที่ดัง ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องที่สองหรือเรื่องที่สามจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงไม่มีใครยืนยันว่าเส้นทางนี้ควรไปทางไหน หรือต้องเดินทางอย่างไร เป็นเส้นทางปีนเขาคอร์สสุดแอดวานซ์ในชีวิตของ <strong style="background-color: initial;">เต๋อ</strong><strong style="background-color: initial;">&#8211;</strong><strong style="background-color: initial;">นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/638.jpg" /></p>
<p>แม้จะไม่ได้เรียนทำหนังมาโดยตรง เขาขวนขวายให้ตัวเองได้ลองทำอยู่เสมอ โปรดักชันตอนนั้นจึงจะเป็นการถ่ายหนังที่ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แม้จะโดนเปรียบเทียบกับคนเรียนหนังอยู่บ้าง ถูกรุ่นพี่วิจารณ์อยู่บ่อยๆ เขาก็ไม่ได้นั่งทนทุกข์อยู่กับคำพูดเหล่านั้น แต่เขาลุกขึ้นมาพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้น</p>
<p>ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้เขาอยู่ในวงการมาหลายสิบปีจนมีหนังสร้างชื่ออยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ <em>มั่นใจว่าคนไทยเกินหนึ่งล้านคนเกลียดเมธาวี</em> (หนังสั้น)<em>, 36 , Mary is happy, Mary is happy , The Master </em>และหนังที่สร้างชื่อให้เข้ามากที่สุดอย่าง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย<em>.. </em>ห้ามพัก<em>.. </em>ห้ามรักหมอ หนังที่มีคำวิจารณ์หลากหลายที่สุดเรื่องหนึ่ง และเป็นหนังที่ให้ความมั่นใจกับเขาได้ว่า ‘น่าจะเป็นคนทำหนังไปได้ตลอดชีวิต’</p>
<p><strong>Take 1 : นักเล่าเรื่อง</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/11111.jpg" /></p>
<p>ความรู้สึกของเด็กชายเต๋อเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หนังในจอแก้วคือสิ่งมหัศจรรย์ เขาเติบโตมาในยุคที่หนัง CG กำลังเฟื่องฟู เมื่อโตขึ้นและเริ่มรู้จักกับหนังอินดี้ หนังทุนน้อย ที่เน้นการเขียนบทมากกว่าโปรดักชัน ซึ่งเขารู้สึกว่าความฝันว่าอยากจะเป็นคนทำหนังนั้นมีความเป็นไปได้</p>
<p>“เราอยากเป็นคนทำหนัง เพราะเรามีเรื่องอยากจะเล่าเยอะ เวลาเราไปเจอเรื่องที่น่าสนใจ เราก็รู้สึกว่าอยากจะเล่าต่อ อยากให้คนอื่นได้รู้ด้วย คือเราสนุกที่จะต่อเรื่องให้มันน่าสนใจมากขึ้น เป็นความสนุกแบบหนึ่งที่ผู้กำกับหรือนักเขียนบทสามารถทำสิ่งนี้ได้”</p>
<p>แต่ความฝันกับความเป็นจริงมักจะสวนทางกันอย่างประหลาด ช่วงที่เขาต้องเลือกคณะเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมหนังและเศรษฐกิจไม่ได้ดีมากนัก เขาจึงเลือกที่จะเรียนคณะอักษรศาสตร์มากกว่าคณะนิเทศศาสตร์ที่ตรงกับสายของการทำหนังมากกว่า “ตอนนั้นมันเป็นยุคที่เศรษฐกิจมันไม่ค่อยดีมาก คนทำงานโฆษณาก็โดนเลย์ออฟเยอะ ที่บ้านเราก็มีฐานะกลางๆ อีกอย่างในยุคนั้นการทำหนังก็ค่อนข้างยาก คือพี่ๆ ผู้กำกับหลายคนก็ต้องไปอยู่วงการโฆษณาก่อนถึงจะได้กำกับ เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ห่างไกลเรามาก จึงเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์เพื่อให้ที่บ้านสบายใจด้วย บวกกับเราก็อยากเรียนเหมือนกัน คือมันน่าจะให้ความรู้เราได้ในเรื่องความเข้าใจมนุษย์ แล้วก็น่าจะช่วยในเรื่องการเขียนบทภาพยนตร์ได้”</p>
<p><strong>Take 2 : คนนอก</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/449.jpg" /></p>
<p>คนที่ทำหนังส่วนใหญ่ในยุคนั้นก็ต้องเป็นคนจากวงการโฆษณาหรือเป็นคนที่เรียนทำหนังมาโดยเฉพาะ อย่างต้อม เป็นเอก หรือเจ้ย อภิชาติพงศ์ ความเป็นคนนอกทำให้เขาหวั่นใจไม่น้อยว่าสุดท้ายแล้ว จะได้ทำภาพยนตร์และมีคนดูจริงๆ อย่างที่ใจฝันไว้</p>
<p>“คนอื่นเขาไม่สนว่าคุณเป็นใครมาจากไหน” เต๋อเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาคิดว่าตัวเองนั้นช่างเป็นคนนอกวงสุดๆ สำหรับเด็กอักษรทำหนังไปเจอเด็กฟิล์มทำหนัง โปรดักชันและทักษะการถ่ายทำก็เรียกว่าคนละชั้นกัน ไหนจะเป็นเพื่อนรอบๆ ตัวที่เติบโตในหน้าที่การงานแล้ว</p>
<p><strong>“</strong>เราไม่เก่งเลย” นี่คือคำที่เต๋อบอกเมื่อเราถามว่า การทำหนังสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนมานั้นยากแค่ไหน “งานช่วงแรกๆ ของเราคือเราถ่ายแบบไม่รู้เทคนิคเลย เช่น เวลาถ่ายในที่มืดๆ เราก็เอากล้องตั้งถ่ายเลย เพราะเราไม่รู้เลยว่าแสงสลัวๆ ที่เราเห็นในหนังมันผ่านการจัดไฟมาเยอะมาก ซึ่งความผิดพลาดเหล่านั้นเรารู้ว่ามันต้องใช้อะไรบ้าง เป็นบทเรียนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังต้องฝึกอีกเยอะ</p>
<p>“ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราเป็นคนนอกอย่างสิ้นเชิงเลย คือไม่รู้จะเข้าไปในวงการหนังยังไงเลยด้วยซ้ำ มันไม่สนุก เป็นตัวเองนี่แหละที่คอยพูดกับตัวเองว่า ‘ทำได้แค่นี้หรอวะ’ ตัวเองมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หรือรู้น้อยไปหรือเปล่า แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากจะทำมันต่อไปก็เพราะว่าเราชอบมันมากๆ อยากเป็นคนทำหนังมากๆ เท่านั้นเอง”</p>
<p><strong>Take 3 : สู้กับความฝันกันสักตั้ง</strong></p>
<p>“หลังจากเรียนจบ เราตั้งปณิธานของตัวเองว่า จะอยู่กับการทำหนังไปสัก 1 ปี คือโฟกัสสิ่งนี้อย่างเดียวจริงๆ ซึ่งก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ลำบากยากแค้นเหมือนกัน เราเชื่อว่าปีที่หนึ่งของการเป็นฟรีแลนซ์มันยากนะ เพราะคุณจะไม่ได้มีงานเยอะแยะมากมาย บางเดือนได้เงิน 4,000 &#8211; 5,000 บาท บางเดือนก็น้อยกว่านั้นด้วย แล้วการเป็นฟรีแลนซ์ มันเหมือนเราล่องเรือไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะถึงปลายทางหรือเปล่า เหมือนเราอยู่บนทะเลที่กว้างมาก ล่องเรือผิดทางหรือเปล่าก็ไม่รู้ บางเดือนที่มันว่างๆ เราก็พยายามไม่อยู่นิ่ง คือมีประกวดหนังเราก็ส่งประกวด ไม่ได้รองานฟรีแลนซ์ทำพรีเซนต์อย่างเดียว แต่คิดว่าเรากำลังต่อสู้ในสิ่งที่เราอยากทำร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันไม่มีอะไรง่ายเลย”</p>
<p>เมื่อลอยอยู่ในทะเลอันกว้างใหญ่และมองไม่เห็นปลายทาง งานที่เลี้ยงชีวิตจริงๆ อย่างการตัดต่อหรือทำพรีเซนเทชันก็ไม่ใช่งานที่เขารัก จนวันหนึ่งเขาคิดที่ล้มเลิกการทำหนังไปแล้วด้วยซ้ำ “เคยมีบางเดือนที่ไปสมัครงานประจำด้วยนะ เริ่มส่งพอร์ตฯ ไปแล้วด้วย” แต่เมื่อยังลองไม่   ครบปีตามที่เขาตั้งปณิธานไว้ เขาจึงสู้กับใจตัวเอง กัดฟันลุกขึ้นมาทำให้สุดความสามารถก่อน ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลัง</p>
<p><strong>Take 4 : มีที่ยืน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/542.jpg" /></p>
<p>ระหว่างที่เป็นฟรีแลนซ์อยู่นั้น เขาส่งหนังสั้นประกวดในหลายๆ เวที จนเมื่อเขาสมัครเข้าไปฝึกตัดต่อที่ค่ายหนัง GTH เก้ง-จิระ มะลิกุล และวรรณ-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทมือฉมังจำหนังสั้นของเต๋อได้ จากหนังสั้นแนวทดลองเรื่อง <em style="background-color: initial;">See</em>ในเวทีประกวด Fat Film Festival เมื่อ พ.ศ. 2549 วิธีคิดของเขาเตะตานักเขียนบทมือฉมังสองคนนี้จนถูกชวนให้ไปฝึกเขียนบท จนเต๋อได้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ดังๆ มากมายอย่าง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ <em style="background-color: initial;">, Top Secret </em>วัยรุ่นพันล้าน ฯลฯ จึงได้ฝึกฝนฝีมือจากอาจารย์ในชีวิตจริง</p>
<p>ไม่นาน เขาก็เริ่มทำหนังสั้นและหนังยาวเป็นของตัวเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>Take 5 : คำวิจารณ์เป็นสิ่งที่ดี</strong></p>
<p>‘ห่วยเว่ย หรือ หนังแม่งบ้าบอ’ เป็นคำวิจารณ์ที่เต๋อได้ยินอยู่เรื่อยๆ</p>
<p>“หลายคนบอกว่า หนังเรื่อง <em>Mary is happy, Mary is happy</em>คือ หนังที่แม่งสร้างมาเพื่อหลอกเด็กไปดู หรือวิจารณ์ว่า นี่มันหนังที่ทำเพื่อเด็กแนวชัดๆ ซึ่งหนังเรื่องนี้แม่งโคตรไม่เด็กเลยนะ มันเป็นหนังกึ่งทดลองที่เราไม่คิดว่าเด็กๆ จะดูได้ แต่พอฉายไปแล้ว ฟีดแบ็กจากเด็กๆ หรือวัยรุ่นก็ดี เราก็ดีใจแหละ เพราะหนังเรื่องนี้คอนเซปต์จัดมาก ฮาร์ดคอร์แบบนี้เรารู้อยู่แล้วว่าต้องมีคนไปไม่ถึงฝั่งฝันแน่ๆ แล้วเราก็อาจจะยังไม่เก่งพอให้เรื่องมันพอใจกับทุกคนได้ บางทีที่เราดูก็มีวิจารณ์ตัวเองว่า ซีนไหนมันห่วยบ้าง เราตัดสินใจผิด แต่ถ้าเราอยู่กับคำวิจารณ์เหล่านั้น มันเสียเวลา น่าจะเรียนรู้มัน ปรับปรุงมันมากกว่า”</p>
<p>เขายอมรับว่าหนังของเขามีสไตล์เฉพาะตัวที่มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบอยู่แล้ว แม้คำวิจารณ์หนักๆ ในช่วงแรกๆ จะกระทบใจเขาอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาเข้าใจว่าไม่สามารถเข้าไปนั่งในใจทุกคนได้ เขาจึงรับคำวิจารณ์มาปรับปรุงตัวอยู่เสมอ คอมเมนต์ไหนที่เน้นการด่าทอมากกว่า เขาก็ปล่อยไป ส่วนคอมเมนต์ไหนที่มีเหตุมีผลและเอามาพัฒนาฝีมือได้ ก็หยิบมาใช้</p>
<p><strong>Take 6 : อยากเป็นคนทำหนังไปตลอดชีวิต</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/349.jpg" /></p>
<p>ฟรีแลนซ์ฯ เป็นหนังใหญ่ที่ทำให้เขารู้ว่า ด้วยสไตล์ไม่แมสแบบนี้ก็ขายได้ และน่าจะเป็นคนทำหนังไปตลอดชีวิตได้</p>
<p>“มันเป็นเป้าหมายใหม่ของเรา ตอนนี้พยายามคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองสามารถทำหนังไปจนแก่ได้ มันไม่ใช่สิ่งที่ทำเพียง 1 ปีแล้วเห็นผล บางทีมันใช้เวลาเป็นสิบปี เพราะกว่าที่เราจะมาทำหนังเรื่อง ฟรีแลนซ์ฯ นับกลับไปตั้งแต่ตอนความสนใจอยากจะทำหนังก็เกือบยี่สิบปี</p>
<p>“แม่งไม่มีอะไรง่ายว่ะ บางที่เวลาเจอน้องๆ ที่อยากเป็นผู้กำกับ เราก็จะบอกว่า บางอย่างมันต้องใช้เวลาจริงๆ บางทีเราต้องรอไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อไรจะถึงเวลาของเรา บางครั้งแย่ๆ หน่อยก็คิดกับตัวเองว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรือเปล่า บางคนรอมา 10 ปีก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้นเลย</p>
<p>“เราทำหนังมาหลายเรื่องแล้วก็จริง แต่เรื่องที่ห้ามันอาจจะไม่เวิร์กเลยก็ได้ เพราะทุกครั้งทำหนังเรื่องใหม่ มันก็เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ต้องถามว่าสิ่งที่คุณรักคือสิ่งนี้ไหม ถ้าคุณรักมันแล้วได้ทำ แม้จะมองไม่เห็นจุดหมายเลย คุณก็จะมีความสุข”</p>
<p><div id="erdyt-6a2c40f9852a5" data-id="IWpW_ZjXdeU" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-IWpW_ZjXdeU-6a2c40f9852a5" data-vid="IWpW_ZjXdeU" data-src="https://www.youtube.com/embed/IWpW_ZjXdeU?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/IWpW_ZjXdeU/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" style="border: 0;" src="http://bs.serving-sys.com/serving/adServer.bs?cn=display&amp;c=19&amp;mc=imp&amp;pli=20494473&amp;PluID=0&amp;ord=[timestamp]&amp;rtu=-1" width="1" height="1" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-5/">กรอดูหนังชีวิตของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทที่ตั้งเป้าว่าจะเดินตามฝันมาเกือบ 20 ปีแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลมหายใจในเพลงแร็พและสิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของ ‘นิลโลหิต’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-2/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Apr 2017 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[Rap is now]]></category>
		<category><![CDATA[นิลโลหิต]]></category>
		<category><![CDATA[นภ หอยสังข์]]></category>
		<category><![CDATA[ฮิปฮอป]]></category>
		<category><![CDATA[axe]]></category>
		<category><![CDATA[แร็พเปอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-2/</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ตัวเรา’ แม้ชายตรงหน้าจะสวมหน้ากากปิดปากสีดำและหมวกแก๊ปสีเดียวกัน ปกปิดรูปลักษณ์ใบหน้าของเขาไม่ให้เห็นเด่นชัด แต่จากแววตาของเขา ทั้งยามใช้ชีวิตปกติและยามที่เขาร้องแร็พเร้าโสตประสาทอยู่บนเวที เราย่อมรับรู้ได้ว่าเขาเป็นคนมั่นใจในตัวเองในระดับเหนือคนปกติทั่วไป เรารู้จักเขา&#160;นภ หอยสังข์ หรือที่ใครต่อใครรู้จักในนาม นิลโลหิต จากเวทีแร็พที่ปลุกกระแสฮิปฮอปให้คึกคักและลุกโชนไปทั่วโลกโซเชียล อย่าง RAP IS NOW ซีซั่น 2 โดยจุดเด่นที่ทำให้เขาโดดเด้งคือการเลือกใช้คำสุดสร้างสรรค์ ไหวพริบในการเลือกคำมาใช้ที่อาจหยาบเท่าใครหลายคน แต่ไม่ว่าใครได้ยินก็เป็นอันต้องรู้สึกแสบๆ คันๆ บริเวณอกข้างซ้าย คลังคำมากล้นที่เขาพ่นออกมาบนเวทีและการสัมผัสที่เหมาะเจาะ ส่วนหนึ่งได้มาจากทักษะการแต่งกลอนประเภทต่างๆ ที่เขาสนใจมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม โดยครั้งแรกที่เขาเริ่มก้าวเท้าเข้าสู่วัฒนธรรมฮิปฮอปคือช่วงมัธยมต้นโดยการซึมซับจากพี่สาวที่คลั่งไคล้วัฒนธรรมฮิปฮอปเข้าเส้น เริ่มต้นจากการเต้นบีบอยเช้ากลางวันเย็นที่โรงเรียน ก่อนจะไล่ลามไปสู่การเริ่มต้นแร็ปจนชื่อชั้นและลีลาโดดเด่นเป็นที่รู้จัก ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าอะไรทำให้เขาหลงใหลสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองด้วยแววตาสงสัยอย่างการร้องแร็พ “คุณฟังฉ่อยแล้วคุณชอบไหม” นิลถามโดยเว้นจังหวะให้ผมตอบ เมื่อผมพยักหน้าเขาจึงพูดต่อ “ถามว่าชอบเพราะอะไร เพราะมันคือศิลปะไง ศิลปะหนึ่งชิ้นเราไม่สามารถบอกได้ว่าเราชอบมันจากตรงไหน ภาพของแวนโก๊ะภาพหนึ่ง คุณบอกได้หรือว่าคุณชอบจุดไหนของภาพ มันต้องมองในภาพรวม มันเป็นสิ่งที่ออกมาจากอินเนอร์เขา ถ้าถามว่าเราชอบเพลงแร็พเพราะอะไร บางทีคำตอบมันเป็นนามธรรม เราพูดไม่ได้ แต่เราสามารถบอกได้ว่านี่คือสิ่งที่เราชอบ” โดยหนึ่งในสิ่งที่นิลโลหิตเชื่อเสมอมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีใครจดจำเขาได้ คือการใส่ตัวตนลงไปในสิ่งที่ร้อง ใส่ทัศนคติของตัวเองลงไปในทุกวรรคที่แร็พ เขาเชื่อว่าความเป็นตัวของตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้เรามีตัวตน โดดเด่น ท่ามกลางกลุ่มคนที่ทำตามๆ กัน เชื่อเหมือนๆ กัน “เราต้องใส่ทัศนคติตัวเองลงไปในเพลง เหมือนกุ๊กที่ทำอาหาร การที่กุ๊กหรือเชฟคนนึงจะดังได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-2/">ลมหายใจในเพลงแร็พและสิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของ ‘นิลโลหิต’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><strong style="background-color: initial;">‘ตัวเรา’</strong></h3>
<p>แม้ชายตรงหน้าจะสวมหน้ากากปิดปากสีดำและหมวกแก๊ปสีเดียวกัน ปกปิดรูปลักษณ์ใบหน้าของเขาไม่ให้เห็นเด่นชัด แต่จากแววตาของเขา ทั้งยามใช้ชีวิตปกติและยามที่เขาร้องแร็พเร้าโสตประสาทอยู่บนเวที เราย่อมรับรู้ได้ว่าเขาเป็นคนมั่นใจในตัวเองในระดับเหนือคนปกติทั่วไป</p>
<p>เรารู้จักเขา&nbsp;<strong>นภ หอยสังข์</strong> หรือที่ใครต่อใครรู้จักในนาม <strong>นิลโลหิต</strong> จากเวทีแร็พที่ปลุกกระแสฮิปฮอปให้คึกคักและลุกโชนไปทั่วโลกโซเชียล อย่าง RAP IS NOW ซีซั่น 2 โดยจุดเด่นที่ทำให้เขาโดดเด้งคือการเลือกใช้คำสุดสร้างสรรค์ ไหวพริบในการเลือกคำมาใช้ที่อาจหยาบเท่าใครหลายคน แต่ไม่ว่าใครได้ยินก็เป็นอันต้องรู้สึกแสบๆ คันๆ บริเวณอกข้างซ้าย</p>
<p>คลังคำมากล้นที่เขาพ่นออกมาบนเวทีและการสัมผัสที่เหมาะเจาะ ส่วนหนึ่งได้มาจากทักษะการแต่งกลอนประเภทต่างๆ ที่เขาสนใจมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม โดยครั้งแรกที่เขาเริ่มก้าวเท้าเข้าสู่วัฒนธรรมฮิปฮอปคือช่วงมัธยมต้นโดยการซึมซับจากพี่สาวที่คลั่งไคล้วัฒนธรรมฮิปฮอปเข้าเส้น</p>
<p>เริ่มต้นจากการเต้นบีบอยเช้ากลางวันเย็นที่โรงเรียน ก่อนจะไล่ลามไปสู่การเริ่มต้นแร็ปจนชื่อชั้นและลีลาโดดเด่นเป็นที่รู้จัก ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าอะไรทำให้เขาหลงใหลสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองด้วยแววตาสงสัยอย่างการร้องแร็พ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_327611.jpg"></p>
<p>“คุณฟังฉ่อยแล้วคุณชอบไหม” นิลถามโดยเว้นจังหวะให้ผมตอบ เมื่อผมพยักหน้าเขาจึงพูดต่อ “ถามว่าชอบเพราะอะไร เพราะมันคือศิลปะไง ศิลปะหนึ่งชิ้นเราไม่สามารถบอกได้ว่าเราชอบมันจากตรงไหน ภาพของแวนโก๊ะภาพหนึ่ง คุณบอกได้หรือว่าคุณชอบจุดไหนของภาพ มันต้องมองในภาพรวม มันเป็นสิ่งที่ออกมาจากอินเนอร์เขา ถ้าถามว่าเราชอบเพลงแร็พเพราะอะไร บางทีคำตอบมันเป็นนามธรรม เราพูดไม่ได้ แต่เราสามารถบอกได้ว่านี่คือสิ่งที่เราชอบ”</p>
<p>โดยหนึ่งในสิ่งที่นิลโลหิตเชื่อเสมอมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีใครจดจำเขาได้ คือการใส่ตัวตนลงไปในสิ่งที่ร้อง ใส่ทัศนคติของตัวเองลงไปในทุกวรรคที่แร็พ เขาเชื่อว่าความเป็นตัวของตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้เรามีตัวตน โดดเด่น ท่ามกลางกลุ่มคนที่ทำตามๆ กัน เชื่อเหมือนๆ กัน</p>
<p>“เราต้องใส่ทัศนคติตัวเองลงไปในเพลง เหมือนกุ๊กที่ทำอาหาร การที่กุ๊กหรือเชฟคนนึงจะดังได้ เขาต้องมีคาแรกเตอร์ มีตัวตนของตัวเอง สมมติมีเมนูหนึ่ง ทำไมเราถึงชิมแล้วรู้ว่านี่คือข้าวผัดจากใคร เพราะมันคือคาแรกเตอร์ที่เขาใส่ลงไปในตัวผลงาน ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องของการแร็พ ผมมองว่าทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญ มันเป็นมุมมอง เป็นไหวพริบ เป็นเรื่องของการที่เราจะแก้ไขสถานการณ์ตรงนั้นยังไง เพราะฉะนั้นผมยังยืนยันคำเดิมที่เคยพูดว่า การใส่ตัวตนของตัวเองลงไปในเพลงในผลงานแต่ละอย่างมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก”</p>
<p>แม้ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ใครหลายคนอาจมองวัฒนธรรมฮิปฮอปหรือการออกไปยืนแร็พบนเวทีด้วยแววตาไม่เข้าใจ บางคนถึงขั้นดูถูก เหยียดหยาม แต่เขาไม่มัวเอาเสียงและแววตาเหล่านั้นมาใส่ใจ</p>
<p>ชายหนุ่มบอกว่าเขาเชื่อในการพิสูจน์ตัวเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3330.jpg"></p>
<p>“ถ้าพูดถึงฮิปฮอป นึกโยงตั้งแต่ที่ผมเริ่มเข้าสู่วัฒนธรรมฮิปฮอปจนถึงตอนนี้ สิ่งเดิมที่ผมได้จากมันคือความสุขแค่นั้นเอง ซึ่งการที่เราเจออะไรที่เรามีความสุขกับมัน แทนที่เราจะมัวไปตามคนอื่น ผมถือว่าชีวิตเราได้กำไรไปแล้วครึ่งหนึ่ง เราจะไปเตะบอลทุกวันตามคนอื่นทำไมถ้าใจจริงเราชอบเต้น โอเค การไปเตะบอลตามคนอื่นมันก็ไม่ถือว่าชีวิตขาดทุนหรอก เพียงแต่ว่าไม่คุ้มที่จะลงทุนเท่าไหร่</p>
<p>“ช่วงที่เต้นบีบอยเป็นช่วงที่หลายคนในโรงเรียนไม่ยอมรับ ต่อต้าน ไม่ต้องการ เพราะว่าผมแตกต่างจากเขา ปีแรกครูทุกคนบอกว่า เฮ้ย อย่าทำ เดี๋ยวแขนหักขาหัก เดี๋ยวนี่เดียวนั่น พอมาปีที่สอง คุณครูเริ่มว่าน้อยลง พอปีที่สามเป็นช่วงที่เราเริ่มออกไปแสดงข้างนอก ได้มีโอกาสแสดงความสามารถจริงๆ จังๆ ตอนนั้นเราเริ่มเป็นที่ยอมรับ ซึ่งผมเหมือนได้เรียนรู้ชีวิตว่าบางทีการทำตามคำพูดส่วนใหญ่ มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เราต้องพิสูจน์ให้เห็นเองว่าเราทำได้จริง ซึ่งการกระทำมันมีน้ำหนักกว่าคำพูด คำพูดมันแค่ลมปาก ใครก็พูดได้” นิลโลหิตย้อนเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาฝ่าฟันมา</p>
<p>“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเส้นทางที่เรากำลังพิสูจน์ คือเส้นทางที่ถูกต้อง” ผมโยนคำถามนี้ให้เขา</p>
<p>“ระหว่างข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเก็ตตี้ คุณจะทราบได้ยังไงว่าในสามสิ่งนี้ คุณชอบทานอย่างไหนมากที่สุด” ชายหนุ่มถามกลับ</p>
<p>“ต้องลอง” ผมตอบ</p>
<p>“ใช่ คือเราไม่รู้หรอกว่าเราชอบกินข้าวมากที่สุดหรือเปล่าจนกว่าเราจะลองกินข้าวดู หรือเราจะชอบก๋วยเตี๋ยวไหม เราก็ต้องลองกินก๋วยเตี๋ยวดู หรือเราชอบสปาเก็ตตี้หรือเปล่า เราก็ต้องลองกินสปาเก็ตตี้ดู ซึ่งพอลองแล้ว เราค่อยมาพิจารณากันว่าชีวิตเราชอบอะไรมากที่สุด”</p>
<h3><strong>‘ของเรา’</strong></h3>
<p>ด้วยความเชื่อว่าเราต่างถูกหล่อหลอมมาด้วยสิ่งที่ไม่ซ้ำกันกัน และสิ่งต่างๆ ที่เราเจอมาในชีวิตก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนแตกต่าง และมีเราเพียงหนึ่งเดียว เราสงสัยว่าแล้วอะไรคือสิ่งของหรือสถานที่ที่หล่อหลอมนิลโลหิตจนกลายเป็นเขาดังเช่นที่เราเห็น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3379.jpg"></p>
<p><strong>หูฟัง</strong></p>
<p>“มันมีอิทธิพลกับผมตั้งแต่ ม.1 ตอนนั้นเรายืมโน๊ตบุ๊กของคุณแม่มาใช้งาน ซึ่งบ้านที่ผมอยู่ถ้าเปิดลำโพงเสียงจะดังผมเกรงใจ ผมไม่อยากให้ความชอบของเราไปรบกวนคนอื่นก็เลยใช้หูฟัง หรือตอนอยู่บนรถแม่ผมก็ใช้หูฟัง เพราะไม่อยากรบกวนใคร หูฟังทำให้ผมมีความสุขในโลกส่วนตัว เพลงในหูฟังคือสิ่งที่กรอกหูผมมาตลอด คือสิ่งที่ให้จังหวะผม คือสิ่งที่เปิดทัศนคติของผม คือตัวเชื่อมโยงสิ่งที่สื่อสารจากต้นทางมาหาเรา ซึ่งผมว่ามันมีอิทธิพลต่อชีวิตผมเยอะมาก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3276.jpg"></p>
<p><strong>พื้นโรงเรียน</strong></p>
<p>“พื้นโรงเรียนคือจุดเริ่มต้นของชีวิตผมในเรื่องการเต้นบีบอย พื้นบริเวณที่ผมฝึกซ้อมเต้นจะสะอาดเอี่ยมทุกวันเพราะตัวผมเต้นบนนั้น เช้ากลางวันเย็น เราเต้นตลอดเวลา เรียกได้ว่าเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมมีความสุขที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ผมแฮปปี้กับการที่ผมได้อยู่กับเพื่อน พี่ น้อง ที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ทำ ณ จุดตรงนั้นร่วมกัน เริ่มจากติดลบมาด้วยกัน เริ่มจากจุดที่คนอื่นเกลียดมาด้วยกัน ผมยังจำได้เลยว่าพื้นตรงนั้นสกปรกแค่ไหน พวกเราพยายามด้วยกันจนกระทั่งมีห้องซ้อมและสิ่งที่เราชอบสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นอยากเริ่มเต้น”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3223.jpg"></p>
<p><strong>ดินสอ</strong></p>
<p><strong>“</strong>ทุกอย่างผมเริ่มจากดินสอ เขียนเพลงครั้งแรกผมก็ใช้ดินสอ เขียนเพลงปัจจุบันผมก็ยังใช้ดินสออยู่ สำหรับผมดินสอคือการขีดเขียนอะไรใหม่ๆ ผมชอบใช้ดินสอมากกว่าใช้ปากกา หากลองเปรียบกับชีวิตคนเรา บางเรื่องเราควรลองเขียนด้วยดินสอก่อน รอให้เรามั่นใจว่าเราจะไม่ลบมันทิ้งแน่ๆ แล้วเราค่อยใช้เป็นปากกา แล้วถ้าเรามั่นใจสุดๆ เราค่อยเปลี่ยนมาเป็นรอยสัก ชีวิตผมก็ลองมาหลายอย่างนะ เตะฟุตบอลผมก็ลอง เล่นบาสผมก็ลอง ลองหลายอย่าง แต่คือสุดท้ายผมแฮปปี้กับเรื่องฮิปฮอปมากที่สุด ฮิปฮอปนี่แหละคือรอยสักของผมตอนนี้ มันไม่ใช่ดินสอแล้ว ผมอยู่กับมันตั้งแต่อายุ 14 ตอนนี้ 21 มันคือครึ่งหนึ่งของชีวิต และผมคิดว่ามันอยู่กับผมไปตลอดจนกระทั่งผมตาย ผมกล้าพูดแบบนี้เลย คือมันใช่ มันเป็นตัวเรา”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3464.jpg"></p>
<p><strong>รางรถไฟ</strong></p>
<p>“รางรถไฟคือโลเคชันของชีวิตผม ตอนประถมผมเรียนสีตบุตรฯ ก็จะใกล้กับหัวลำโพง ตอนมัธยมผมเรียนที่เซนต์ดอมินิกก็ใกล้กับสถานีรถไฟมักกะสัน หรือทุกวันนี้ ผมเรียนที่ลาดกระบัง ก็จะใกล้กับสถานีพระจอมเกล้ากับสถานีหัวตะเข้ คือทุกที่จะมีรถไฟอยู่ใกล้ๆ แล้วการขึ้นรถไฟมันทำให้ผมเห็นชีวิตที่แตกต่างกันของผู้คน และเสน่ห์ของรถไฟยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อผมได้ฟังเพลงของวง Kingnocrown ซึ่งเป็นกลุ่มฮิปฮอปที่อยู่ภาคอีสาน เขาทำเพลงที่พูดถึงรถไฟออกมา เนื้อหาในเพลงพูดประมาณว่า เขาไม่มีตังค์แต่เขามีรถไฟ เงินทองไม่มีแต่ว่าเขาจะไป คือไม่มีตังค์แต่ก็ขอไปเล่น แค่ได้ร้องเพลงก็มีความสุขแล้ว มันเลยเป็นแรงบันดาลใจให้เรามีพลังขึ้นมา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3522.jpg"></p>
<p><strong>หมวก</strong></p>
<p>“แอคเซสเซอรีชิ้นแรกที่ผมได้จากพี่สาวจนเริ่มเข้าสู่วงการฮิปฮอปคือหมวก ส่วนหมวกใบล่าสุดเป็นหมวกที่ผมแฮปปี้กับมันมากที่สุด เพราะมันคือหมวกที่เป็นแบรนด์ของผมเอง ผมมองว่ามันคือตัวแทนความสำเร็จ มันทำให้ผมยังมีทุกวันนี้ต่อได้ ยังมีเงินที่จะใช้จ่ายโดยไม่ได้ลำบากครอบครัว ผมตั้งชื่อแบรนด์ว่า Zhupel แปลว่าปีศาจ ซึ่งตอนตั้งชื่อผมคิดถึงความแตกต่าง คุณเคยเห็นใครที่ต่างจากตัวเองแล้วมองว่าเขาแบบไม่น่าคบ ไอ้นี่มันเหมือนตัวประหลาด เหมือนปีศาจมั้ย ซึ่งในความเป็นจริงเราทุกคนมีความแตกต่างในตัวเอง เพราะฉะนั้นทุกคนมีความเป็นปีศาจในตัว</p>
<p>“สุดท้ายแล้ว ในสังคมผมกล้าพูดได้เลยว่ามีคนที่คิดเหมือนกัน มีคนที่ทำอะไรเหมือนกัน ไม่เกินหนึ่งคนในโลก ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่ามีแค่ตัวเรา มันคือตัวเราคนเดียว ผมว่าทุกคนยูนีค ต่อให้แม้กระทั่งวันหน้าเรามีมนุษย์โคลนนิ่งขึ้นมา ผมเชื่อว่าตัวที่โคลนนิ่งก็ยังคิดไม่เหมือนตัวจริง เพราะฉะนั้นเราควรภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น”</p>
<blockquote><p>สุดท้ายแล้ว ในสังคมผมกล้าพูดได้เลยว่า<br />
มีคนที่เหมือนกันไม่เกินหนึ่งคนในโลก<br />
ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่ามีแค่ตัวเราคนเดียว<br />
ต่อให้แม้กระทั่งวันหน้า<br />
เรามีมนุษย์โคลนนิ่งขึ้นมา<br />
ก็ไม่มีทางเหมือนตัวจริง<br />
เพราะฉะนั้นเราควรภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น</p></blockquote>
<p><div id="erdyt-6a2c40f985f28" data-id="VzIh0_upRYI" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-VzIh0_upRYI-6a2c40f985f28" data-vid="VzIh0_upRYI" data-src="https://www.youtube.com/embed/VzIh0_upRYI?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/VzIh0_upRYI/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><i><strong>ภาพ</strong> สลัก แก้วเชื้อ</i></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-2/">ลมหายใจในเพลงแร็พและสิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของ ‘นิลโลหิต’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>URFACE : แบรนด์กระเป๋าที่ทำให้เราพกงานศิลปะไปได้ทุกที่ในชีวิตประจำวัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dreammakers-3/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dreammakers-3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Apr 2017 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[meet the dream makers]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[๊Urface]]></category>
		<category><![CDATA[กระเป๋าสตางค์]]></category>
		<category><![CDATA[ฑีฆาวัฒน์ ปัทมาคม]]></category>
		<category><![CDATA[อารักษ์ อ่อนวิลัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dreammakers-3/</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ว่าแบรนด์นี้จะห่างหายไปถึง 3 ปี แต่เมื่อ โจ๊กเกอร์-ฑีฆาวัฒน์ ปัทมาคม ผู้ก่อตั้งเดิมเจอะเจอกับ ต๊อด-อารักษ์ อ่อนวิลัย ศิลปินที่มีความฝันคล้ายๆ กัน คืออยากจะให้ศิลปะกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ พวกเขาจึงร่วมมือกันสานต่อแบรนด์ URFACE ให้กลับมาทำให้วงการศิลปะคึกคักอีกครั้ง ความสนุกของกระเป๋าแบรนด์นี้คือ เราจะตื่นเต้นเสมอเมื่อเห็นว่ามีงานศิลปะของศิลปินคนไหนอยู่บนกระเป๋าบ้าง การกลับมาในครั้งนี้ก็เช่นกัน พวกเขาเปิดตัวกระเป๋ากว่า 20 ลายซึ่งทำงานร่วมทำงานกับศิลปินไทย 6 คนและศิลปินต่างประเทศระดับท็อปอีก 5 คน และอนาคต พวกเขาจะเปิดร้านเป็นของตัวเองอีกด้วย เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ขายของเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นพื้นที่ให้กับศิลปิน เป็นพื้นที่ให้คนที่สนใจศิลปะ และตั้งใจไว้ว่าวันหนึ่งจะคอยสนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ให้สร้างงานศิลปะอีกด้วย สิ่งที่พวกเขาทำนั้นปลุกความตื่นตัวให้กับศิลปินและยังกระตุกความตื่นเต้นให้กับคนที่ชอบงานศิลปะอย่างเราด้วย พวกเขามีความฝันอะไร และลงมือทำแบบไหน เลื่อนลงไปอ่านเลย อยากให้ศิลปะจับต้องได้ โจ๊ก: &#8220;ไอเดียเริ่มจากเวลาเราไปต่างประเทศ เราจะเห็นแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์เยอะมาก ซึ่งเราเป็นคนชอบดูงานศิลปะ เลยคิดจะนำงานศิลปะมาใส่ในสินค้าสักอย่าง มองไปในตลาดก็เห็นเสื้อผ้าเยอะแล้ว เลยคิดถึงกระเป๋า เพราะมันคือสิ่งที่คนพกติดตัวตลอดเวลา แล้วเด็กนักเรียนชายก็ใส่ชุดนักเรียนเหมือนๆ กัน สิ่งที่แตกต่างกันได้คือกระเป๋าสตางค์ ซึ่งกระเป๋าชิ้นหนึ่งก็อยู่กับเขาตลอดเวลา ความแข็งแรงของไอเดียนี้คือมันจะไม่มีทางตัน เพราะงานศิลปะมันเยอะและหลากหลายมาก เลยเกิดเป็นแบรนด์ URFACE คือเรารู้สึกว่ายังไม่มีใครทำแบบนี้เลย ไอ้ความคิดบ้าๆ บอๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dreammakers-3/">URFACE : แบรนด์กระเป๋าที่ทำให้เราพกงานศิลปะไปได้ทุกที่ในชีวิตประจำวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ว่าแบรนด์นี้จะห่างหายไปถึง 3 ปี แต่เมื่อ <strong style="background-color: initial;">โจ๊กเกอร์</strong><strong style="background-color: initial;">-ฑีฆาวัฒน์ ปัทมาคม</strong> ผู้ก่อตั้งเดิมเจอะเจอกับ<strong style="background-color: initial;"> ต๊อด</strong><strong style="background-color: initial;">-อารักษ์ อ่อนวิลัย </strong>ศิลปินที่มีความฝันคล้ายๆ กัน คืออยากจะให้ศิลปะกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ พวกเขาจึงร่วมมือกันสานต่อแบรนด์ URFACE ให้กลับมาทำให้วงการศิลปะคึกคักอีกครั้ง ความสนุกของกระเป๋าแบรนด์นี้คือ เราจะตื่นเต้นเสมอเมื่อเห็นว่ามีงานศิลปะของศิลปินคนไหนอยู่บนกระเป๋าบ้าง การกลับมาในครั้งนี้ก็เช่นกัน พวกเขาเปิดตัวกระเป๋ากว่า 20 ลายซึ่งทำงานร่วมทำงานกับศิลปินไทย 6 คนและศิลปินต่างประเทศระดับท็อปอีก 5 คน และอนาคต พวกเขาจะเปิดร้านเป็นของตัวเองอีกด้วย เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ขายของเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นพื้นที่ให้กับศิลปิน เป็นพื้นที่ให้คนที่สนใจศิลปะ และตั้งใจไว้ว่าวันหนึ่งจะคอยสนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ให้สร้างงานศิลปะอีกด้วย</p>
<p>สิ่งที่พวกเขาทำนั้นปลุกความตื่นตัวให้กับศิลปินและยังกระตุกความตื่นเต้นให้กับคนที่ชอบงานศิลปะอย่างเราด้วย พวกเขามีความฝันอะไร และลงมือทำแบบไหน เลื่อนลงไปอ่านเลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s03_173.jpg" /></p>
<h3><strong>อยากให้ศิลปะจับต้องได้<br />
</strong></h3>
<p><strong>โจ๊ก:</strong> &#8220;ไอเดียเริ่มจากเวลาเราไปต่างประเทศ เราจะเห็นแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์เยอะมาก ซึ่งเราเป็นคนชอบดูงานศิลปะ เลยคิดจะนำงานศิลปะมาใส่ในสินค้าสักอย่าง มองไปในตลาดก็เห็นเสื้อผ้าเยอะแล้ว เลยคิดถึงกระเป๋า เพราะมันคือสิ่งที่คนพกติดตัวตลอดเวลา แล้วเด็กนักเรียนชายก็ใส่ชุดนักเรียนเหมือนๆ กัน สิ่งที่แตกต่างกันได้คือกระเป๋าสตางค์ ซึ่งกระเป๋าชิ้นหนึ่งก็อยู่กับเขาตลอดเวลา ความแข็งแรงของไอเดียนี้คือมันจะไม่มีทางตัน เพราะงานศิลปะมันเยอะและหลากหลายมาก เลยเกิดเป็นแบรนด์ URFACE คือเรารู้สึกว่ายังไม่มีใครทำแบบนี้เลย ไอ้ความคิดบ้าๆ บอๆ นี้ไอเดียมันผ่าน มันมีคู่แข่งน้อยในตลาด เราก็ลุยเลย ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วโดยมีผมและตั้ม MAMAFAKA (พฤษ์พล มุกดาสนิท) เป็นผู้ก่อตั้ง แต่หลังจากที่ตั้มเสีย เราก็หยุดทำไปเลย ก็มีหลายเสียงเรียกร้องให้ทำต่อ พอสองปีให้หลังเราเจอต๊อด ได้คุยกันแล้วมีทัศนคติหลายอย่างที่ตรงกัน&#8221;</p>
<h3><strong>ทำคุณภาพสินค้าให้ดี</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04_232.jpg" /></p>
<p><strong>โจ๊ก:</strong> &#8220;พอมาถึงช่วงที่เราจะเริ่มต้นทำอีกครั้ง เราก็คุยกับต๊อดให้ลึกขึ้น เพราะมันมีปัญหาหลายอย่างในเฟสที่แล้ว คือเมื่อก่อนเราไม่ได้ลงลึกกับสินค้ามาก มีไอเดียว่าอยากเอางานศิลปะมาทำเป็นกระเป๋า ช่วงนั้นก็ยังไม่เข้าใจกระบวนการการทำสินค้าขนาดนั้น ยังไม่ได้ตรวจสอบวัสดุที่ใช้ว่าคุณภาพดีไหม ซึ่งทำให้กระเป๋าเฟสแรกมีปัญหาเรื่องสีหลุดลอก เราก็เรียนรู้จากความผิดพลาด ก็คุยกับต๊อดว่า ถ้าเรากลับมามันต้องแข็งแรงกว่าเดิม คุณภาพต้องดี เราต้องทดสอบสินค้าก่อน ตอนที่ลูกค้าซื้อไปแล้ว เราอยากให้เขาภูมิใจที่ได้ใช้ ดังนั้นอุปกรณ์จำพวกห่วง ซิป หรือโซ่ เราก็นำเข้าจากญี่ปุ่นเลย ดังนั้นหลังจากเจอกับต๊อด เราก็ช่วยกันพัฒนาสินค้าเกือบปี เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีที่สุด&#8221;</p>
<h3><strong>แบรนดิ้งเป็นเรื่องสำคัญ</strong></h3>
<p><strong>โจ๊ก:</strong> &#8220;ก่อนจะสร้างสตอรี่ให้แบรนด์ คุณต้องมั่นใจว่าสินค้าของคุณเจ๋ง สตอรี่มันสามารถโม้ไปได้อยู่แล้ว แต่เดี๋ยวนี้ลูกค้าเก่งและฉลาด ดังนั้นไม่ต้องไปโกหกลูกค้าหรอก แต่ต้องทำสินค้าให้ดี มีคุณภาพจริงๆ<br />
เพราะถ้าของคุณดีจริง คุณก็เล่นสนุกกับสตอรี่ของแบรนด์ได้เยอะ&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04_234.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04_237.jpg" /></p>
<p>&#8220;ด้วยความที่เราหายไปนาน 3 ปี สิ่งที่แรกที่ต้องการคือ อยากให้คนจดจำได้ว่าแบรนด์เราทำอะไร หรือมีคอนเซปต์อะไร ซึ่งเราก็กลับมาแบบไม่ธรรมดาด้วยนะ เลยเป็นที่มาของคอนเซปต์ &#8216;URFACE is back, URBACE is bag&#8217; คือกลับมาแล้วคนจำได้เลยว่า URFACE มันแรง มันเจ๋ง เราอยากสร้างคาแรกเตอร์ของแบรนด์ใหม่ให้เป็นแบรนด์สนุก กวนประสาทหน่อยๆ ดังนั้นคอลเลกชันแรกที่ออกมาหลังจากหายไป 3 ปีคือบ้าทำกับศิลปิน 10 คนคือศิลปินไทย 5 คนแล้วก็ศิลปินต่างประเทศอีก 5 คน (สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย แล้วก็ฮ่องกง) รวมต๊อดอีกหนึ่งคน แต่ละคนที่เราทำงานด้วยก็เป็นศิลปินดังๆ ทั้งนั้น ผลงานที่ศิลปินส่งมาก็มีมากกว่า 1 ชิ้น ดังนั้นเราจึงมีงานเยอะมากกว่า 20 ลาย ตอนที่เราเปิดตัวมันเลยมีฟีดแบ็กที่ดี หลายคนบอกว่า บ้าหรือเปล่า ทำไมทำออกมาเยอะขนาดนี้ แต่ความสำคัญที่เราตั้งใจคือคนต้องจำได้ แล้วรู้สึกว่าเรากลับมาจริง กลับมาแรง แล้วทุกอย่างมันคิดใหม่หมดเลย”</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เรียนรู้จากการแก้ปัญหา</strong></h3>
<p><strong>โจ๊ก:</strong> “มันได้เรียนรู้ความผิดหวัง มันไม่มีทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ เราเชื่อว่าทุกแบรนด์ต้องมีปัญหา ขนาดเราเคยทำมาแล้ว มาเริ่มต้นใหม่อีกรอบยังมีปัญหาเลย เรายังบู๊ใส่กันกับพาร์ตเนอร์เลย แต่สุดท้ายการที่เราบู๊ใส่กันก็เพื่อพัฒนาสินค้าให้ดีที่สุด สุดท้ายมันก็มีความสนุกด้วย ความรู้สึกระหว่างทางมันเหนื่อยมาก มีอุปสรรคเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ก็มีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเยอะเลย แล้วโมเมนต์แห่งความสำเร็จ เราจะมีความสุขมาก คือมันเจ๋งมากนะที่ได้อยู่ในบรรยากาศแบบนั้น”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04_241.jpg" /></p>
<h3><strong>ทำงานด้วยความสนุก</strong></h3>
<p><strong>ต๊อด:</strong> “สำหรับเราคือเป็นความสนุกที่ได้นำงานศิลปะของไทยไปใช้บนผืนผ้า และก็ได้ทำงานร่วมกับศิลปินต่างประเทศหลายๆ คนด้วย”</p>
<p><strong>โจ๊ก:</strong> “เราต้องสนุกกับสิ่งที่ทำก่อนเลย แล้วก็มีเป้าหมายเดียวกันกับต๊อดเลย คือถ้ามันสามารถไปต่างประเทศได้วางขายในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก อย่างโตเกียว ลอนดอน ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก แล้วก็ได้ทำงานร่วมกับศิลปินดังๆ จากต่างชาติ เราว่ามันก็มีความสุขมากกว่าคิดว่าจะรวยกว่านี้อีกเท่าไร คือเราคิดว่าแพสชันสำคัญกว่า”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s03_199.jpg" /></p>
<h3><strong>เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ<br />
</strong></h3>
<p><strong>โจ๊ก:</strong> “เราอยากให้ลูกค้าเราจดจำแบรนด์ในทางนี้ คือความสนุก ลูกค้าเขารู้จักจังหวะของการขายของอยู่แล้ว ดังนั้นเราเลยเลือกที่จะสับขาหลอก คิดว่าเมื่อทำงานไปสัก 3 &#8211; 4 คอลเลกชัน เราก็จะเปลี่ยนวัสดุของกระเป๋าตามศิลปิน ซึ่งนี่แหละคือความสนุกของแบรนด์ที่เราตั้งใจไว้ เพราะมันสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ตายตัว ที่เราสามารถทำอะไรก็ได้ แล้วลูกค้าก็จะเดาไม่ถูก เพราะเรารู้สึกว่าแบรนด์กระเป๋าในตลาดไม่ขยับเท่าไร ซึ่งเราไม่อยากทำให้แบรนด์ตายตัว อยากจะปรับเปลี่ยนไปได้เพื่อให้แบรนด์มันสนุก ลูกค้าสนุก แล้วเราก็สนุกด้วย ซึ่งเราคิดว่าวิธีการทำแบบนี้จะทำให้เราไม่เฉาด้วย การเปลี่ยนแปลงนี้แบรนด์เราก็ยังมีความแข็งแรง มี DNA ที่ดี เมื่องานมันคือการนำศิลปะมาผสมผสาน ซึ่งเราไม่ได้ขายเลยว่ามันเป็นกระเป๋าไวนิล แต่จะบอกว่ามันเป็นงานศิลปะนั่นแหละ”</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>หน้าร้านเป็นที่แสดงศิลปะ</strong></h3>
<p><strong>โจ๊ก:</strong> “เรารู้สึกว่าถ้าไม่มีหน้าร้าน มันจะเล่าตัวตนของตัวเองไม่ชัด เพราะถ้าสินค้าของเราไปรวมอยู่ในร้านที่มีหลายๆ สินค้าด้วย เราก็จะแสดงตัวตนไม่ชัด แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่า แต่เราไม่สามารถแสดงภาพลักษณ์ของแบรนด์เราได้ คือเราอยากให้ลูกค้ามาสัมผัสกับผลิตภัณฑ์จริง คือหลายคอมเมนต์บอกว่าขอจริงสวยกว่าภาพถ่าย เราก็เลยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะกระจายไปสู่ภายนอก คือนอกจากเรื่องของสินค้าแล้ว การมีพื้นที่ของตัวเองมันเล่นอะไรได้อีกเยอะมากเลย เล่นกับโปรดักต์ เล่นกับศิลปิน หรือจะทำร้านเป็นศิลปะเลย คือเราไม่อยู่กับที่แน่ๆ คือมันอาจจะมีแฟชั่นโชว์ มีฉายหนัง แต่มันก็กลับมาที่แก่นของเรา คือศิลปะกับสินค้า คือถ้ามีพื้นที่ก็น่าจะสนุกกว่านี้ หรืออาจจะเป็นการโชว์ทีสิสเรียนจบของเด็กนักศึุกษาก็ได้ คือเรารู้สึกว่าอยากจะเข้าไปสนับสนุนเด็กๆ นักศึกษาเหมือนกัน ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นการเข้าไป give ไม่ใช่การ take เพียงอย่างเดียว สิ่งที่เธอออกแบบก็เอามาไว้บนกระเป๋าเรามั้ย คือเราเชื่อว่าถ้าเด็กๆ พวกนี้โตขึ้น เขายังอยู่ในวงการศิลปะ แล้วเขายังเจ๋งอยู่ วันหนึ่งพวกเขาคงจำเราได้ ที่เราเห็นคุณค่าของงานเขา วันนั้น เขาอาจจะมาทำงานกับเราก็ได้ แต่ก็ไม่ได้หวังอะไรหรอก เห็นรอยยิ้มน้องๆ ก็โอเคแล้ว มันเป็นเรื่องแพสชันจริงๆ แต่ธุรกิจก็คือธุรกิจ ซึ่งถ้าเราเดินถูกต้อง มันก็เป็นไปตามแผนของมันอยู่แล้ว คือเราไม่อยากให้ไฟตัวเองมอดด้วย ไม่อยากทำเหมือนเดิมตลอด”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s03_215.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s03_212.jpg" /></p>
<h4></h4>
<p><strong>meet the dream makers</strong></p>
<p><strong>facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/urfacestore">URFACE</a></p>
<p style="text-align: center;"><em>ทุกความฝันเป็นจริงได้เมื่อลงมือทำ<br />
โดยวิธีทำของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนอาจจะลองผิดลองถูกลุยกับมันสักตั้ง<br />
แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร<br />
อย่างน้อยความฝันก้อนนั้นก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่างมากกว่าคนที่คิดฝันเพียงอย่างเดียว<br />
พบหลายความฝันที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณลงมือทำที่ </em><em>Siam Discovery</em></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dreammakers-3/">URFACE : แบรนด์กระเป๋าที่ทำให้เราพกงานศิลปะไปได้ทุกที่ในชีวิตประจำวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dreammakers-3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิ่งประกอบร่างตัวตนของ วิน-วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง แชมป์โลกประกอบกันพลา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-1/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Mar 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง]]></category>
		<category><![CDATA[กันพลา]]></category>
		<category><![CDATA[กันดั้ม]]></category>
		<category><![CDATA[Gunpla Builders World Cup 2015]]></category>
		<category><![CDATA[งานอดิเรก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-1/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภายในบ้านพักย่านสีลมของ&#160;วิน-วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง&#160;เราถูกโอบล้อมด้วยหุ่นยนต์ประกอบกันดั้ม หรือที่รู้จักกันในชื่อ&#160;‘กันพลา’ จำนวนมาก มองไปทางไหนก็เห็นแต่กันพลาที่ประกอบและทำสีเสร็จสมบูรณ์ สวยงาม และที่มุมหนึ่งมีถ้วยรางวัลรูปทรงส่วนหัวของกันดั้มตั้งไว้ โดยมีป้ายเขียนกำกับไว้ว่า ‘Gunpla Builders World Cup 2015’ ว่ากันว่าตัวตนของเราเป็นเช่นไร สิ่งนั้นย่อมสะท้อนออกมาในผลงาน และจากเรื่องเล่าของเขาในบ้านขนาดกะทัดรัดทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเขามีความคล้ายกับผลงานที่เขาทำไม่น้อย กันพลาคือศิลปะ หากจะพูดถึงจุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่ทำให้ชายหนุ่มหันมาสนใจการต่อกันพลา คงต้องย้อนไปไกลถึงตอนเขาอยู่ในวัยเพียง 13 ตอนนั้นเขาเป็นเด็กที่หลงรักการสะสมโมเดลที่ชื่อ Warhammer ซึ่งเป็นโมเดลที่เป็นเกมจำลองการรบ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้น ได้รู้จักกับ Gundam Build Fighters ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ในเนื้อเรื่องตัวละครประกอบสร้างกันดั้มในแบบของตัวเองขึ้นมาต่อสู้กัน ซึ่งเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาหลงใหลอยู่แล้ว เขาจึงเริ่มต้นซื้อกันพลามาประกอบ แล้วชีวิตก็ไม่เคยห่างจากสิ่งนี้อีกเลย “บางคนเขาบอกว่าผมเล่นของเล่น ซึ่งเขาก็พูดถูกนะ เพราะจะมองว่ามันเป็นของเล่นก็ได้ มองเป็นโมเดลก็ได้ หรือมองเป็นศิลปะก็ได้ แล้วแต่มุมมองของคน ตอนนี้ผมอายุ 33 เลยวัยเด็กมาโคตรนาน แต่แม่เรายังคงเห็นเราเป็นเด็กอยู่ แม่ผมบอกว่าอะไรรู้มั้ย “ลูก ลูกยังเล่นตุ๊กตาอยู่อีกเหรอ” เขากัดฟันยิ้มแค้นเคืองในสิ่งที่แม่พูดแล้วก็หัวเราะ ก่อนจะบอกว่านั่นคือที่มาของคอนเซปต์ของผลงานที่ทำให้เขาคว้ารางวัล ‘Gunpla Builders World Cup 2015’ มาครองได้ “งานที่ผมส่งไปประกวดผมทำสีเป็นลายไม้ ซึ่งผมต้องการสื่อสารให้คนอื่นเห็นว่านี่คืองานที่ต้องใช้ทักษะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-1/">สิ่งประกอบร่างตัวตนของ วิน-วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง แชมป์โลกประกอบกันพลา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภายในบ้านพักย่านสีลมของ&nbsp;<strong>วิน-วิช</strong><span style="background-color: initial;"><strong>ยุตม์ เอี่ยมอ่อง&nbsp;</strong>เราถูกโอบล้อมด้วยหุ่นยนต์ประกอบกันดั้ม หรือที่รู้จักกันในชื่อ&nbsp;</span>‘กันพลา’ จำนวนมาก มองไปทางไหนก็เห็นแต่กันพลาที่ประกอบและทำสีเสร็จสมบูรณ์ สวยงาม</p>
<p>และที่มุมหนึ่งมีถ้วยรางวัลรูปทรงส่วนหัวของกันดั้มตั้งไว้ โดยมีป้ายเขียนกำกับไว้ว่า ‘Gunpla Builders World Cup 2015’</p>
<p>ว่ากันว่าตัวตนของเราเป็นเช่นไร สิ่งนั้นย่อมสะท้อนออกมาในผลงาน และจากเรื่องเล่าของเขาในบ้านขนาดกะทัดรัดทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเขามีความคล้ายกับผลงานที่เขาทำไม่น้อย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3876.jpg"></p>
<h3><strong>กันพลาคือศิลปะ</strong></h3>
<p>หากจะพูดถึงจุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่ทำให้ชายหนุ่มหันมาสนใจการต่อกันพลา คงต้องย้อนไปไกลถึงตอนเขาอยู่ในวัยเพียง 13 ตอนนั้นเขาเป็นเด็กที่หลงรักการสะสมโมเดลที่ชื่อ Warhammer ซึ่งเป็นโมเดลที่เป็นเกมจำลองการรบ</p>
<p>จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้น ได้รู้จักกับ Gundam Build Fighters ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ในเนื้อเรื่องตัวละครประกอบสร้างกันดั้มในแบบของตัวเองขึ้นมาต่อสู้กัน ซึ่งเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาหลงใหลอยู่แล้ว เขาจึงเริ่มต้นซื้อกันพลามาประกอบ แล้วชีวิตก็ไม่เคยห่างจากสิ่งนี้อีกเลย</p>
<p>“บางคนเขาบอกว่าผมเล่นของเล่น ซึ่งเขาก็พูดถูกนะ เพราะจะมองว่ามันเป็นของเล่นก็ได้ มองเป็นโมเดลก็ได้ หรือมองเป็นศิลปะก็ได้ แล้วแต่มุมมองของคน ตอนนี้ผมอายุ 33 เลยวัยเด็กมาโคตรนาน แต่แม่เรายังคงเห็นเราเป็นเด็กอยู่ แม่ผมบอกว่าอะไรรู้มั้ย</p>
<p>“ลูก ลูกยังเล่นตุ๊กตาอยู่อีกเหรอ” เขากัดฟันยิ้มแค้นเคืองในสิ่งที่แม่พูดแล้วก็หัวเราะ ก่อนจะบอกว่านั่นคือที่มาของคอนเซปต์ของผลงานที่ทำให้เขาคว้ารางวัล ‘Gunpla Builders World Cup 2015’ มาครองได้</p>
<p>“งานที่ผมส่งไปประกวดผมทำสีเป็นลายไม้ ซึ่งผมต้องการสื่อสารให้คนอื่นเห็นว่านี่คืองานที่ต้องใช้ทักษะ อย่างเวลาเราเห็นคนปั้นเซรามิก เรารู้สึกว่าเขาเป็นช่างฝีมือใช่มั้ย หรือเราเห็นคนทำงานไม้ เรารู้สึกว่ามันยากใช่มั้ย ซึ่งการต่อกันพลาก็เหมือนกัน เพียงแต่มันเปลี่ยนจากเซรามิก จากไม้ เป็นพลาสติก ผมอยากจะสื่อให้แม่ผมรู้ว่ากันดั้มมันไม่ใช่แค่โมเดล ไม่ใช่แค่ของเล่น มันไม่ใช่ตุ๊กตา แต่มันเป็นศิลปะ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3750.jpg"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_37592.jpg"></p>
<p>และแม้ใครหลายคนจะมองกันพลาด้วยสายตาว่ามันคือของเล่นหรือสิ่งที่มีไว้สำหรับ ‘เด็ก’ แต่ชายหนุ่มผู้เป็นแชมป์โลกบอกว่า สิ่งที่เขาทำคืองานอดิเรก และงานอดิเรกสำคัญกับทุกคน ทุกชีวิต</p>
<p>“สำหรับผม ผมเป็นนักจิตบำบัด บางทีจะมีคนไข้มาหา หรือบางครั้งผมจะต้องไปเล็คเชอร์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งงานที่ทำจะซีเรียสและเป็นทางการนิดหนึ่ง แล้วการมีงานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพเลยมันทำให้ผมได้พัก ถ้าทำงานอย่างเดียว ผมจะบำบัดใครไม่ได้เลย</p>
<p>“ผมเชื่อว่าคนทุกคนควรจะมีอะไรสักอย่างที่แตกต่างจากสิ่งที่เราทำในงาน งานอดิเรกจะเป็นสิ่งที่เราทำอยู่คนเดียว ที่เรามีความสุขคนเดียว ไม่มีใครในโลกนี้ควรบอกว่าคุณควรหยุดเพราะว่าสิ่งที่คุณทำเป็นเด็ก แล้วทำไมเราถึงต้องเป็นผู้ใหญ่เหรอ</p>
<p>“คำว่าผู้ใหญ่แปลว่าอะไร” เขาถามด้วยรอยยิ้ม “ผมจะเป็นผู้ใหญ่ตอนที่มันจำเป็นเท่านั้น”</p>
<h3><strong>ความล้มเหลวมีความเท่</strong></h3>
<p>หากใครเห็นเขาขณะประกอบกันพลาจะรู้สึกว่ามันคืองานอดิเรกที่เขาทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ เอามันอยู่มือ ซึ่งเขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขามีวันนี้คือ ความล้มเหลว</p>
<p>ล้มเหลวแล้วลุก ล้มเหลวแล้วเรียนรู้ ล้มแล้วข้ามผ่านช่วงเวลานั้นไปโดยไม่ฟังเสียงคนที่มองด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ</p>
<p>“คนที่เป็นอัจฉริยะ คนที่เก่งมาก หรือว่าคนที่เป็นมืออาชีพของอะไรสักอย่างก็คือคนที่ล้มเหลวมากกว่าคนอื่น ผมจะไม่ฟังคนที่ไม่เคยล้มเหลว สมมุติคนที่รวยมาแต่ตั้งแต่เด็ก ทำอะไรก็สำเร็จหมด ผมจะไม่มีวันฟังเขาแน่นอน เพราะเขาไม่รู้ความเจ็บใจ และความพยายามของการล้มเหลว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3737.jpg"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3777.jpg"></p>
<p><strong>“สิ่งที่หล่อหลอมผมคือความล้มเหลว สมมุติว่าเป็นพวกกันพลาของผม สิ่งที่คุณเห็นว่าผมทำไปแข่งหรือว่าอะไรพวกนี้แล้วเห็นว่ามันสวยงาม ความจริงมันเป็นเพียงปลายทางซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองที่ล้มเหลว&nbsp;</strong><strong>ผมไม่ค่อยได้ฟังใคร ผมชอบทดลองด้วยตัวเอง และหากมันจะล้มเหลว มันก็เป็นความล้มเหลวของผม”<br />
</strong></p>
<p>แน่นอน คำว่า ‘ไม่ฟังใคร’ ในที่นี้เขาไม่ได้ดื้อรั้นโดยไม่ศึกษาสิ่งที่ทำ แต่เขาหมายถึงการทำสิ่งที่เชื่ออย่างแน่วแน่ แม้จะเสี่ยงล้มเหลวก็มุ่งมั่นทำในสิ่งที่เชื่อเพื่อพิสูจน์ให้รู้ด้วยตัวเองว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร</p>
<p>และเขาบอกเราว่า คนที่เท่จริงๆ คือคนที่ผ่านความล้มเหลวมาครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นจนวันหนึ่งประสบความสำเร็จ</p>
<p>“การล้มเหลวเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราเรียนรู้ว่า เราไม่ควรทำอะไร แล้วบางครั้งตอนประกอบกันพลา การที่เราล้มเหลวมันจะเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เราได้เอฟเฟกต์หนึ่งขึ้นมา แล้วเห็นว่า เฮ้ย! มันดูเท่ดีว่ะ”</p>
<h3><strong>จงจำว่าผมเป็นคนที่มีความสุข</strong></h3>
<p>จากวันที่คนมองสิ่งที่เขาทำเป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก เป็นตุ๊กตาที่คนซึ่งเติบโตแล้วเขาไม่เล่นกัน วันนี้ วินได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่างานอดิเรกที่เขามีแพสชันกับมัน พาเขามาได้ไกลเพียงใด และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหากเราแน่วแน่ในสิ่งที่เชื่อ ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร</p>
<p>เมื่อชวนเขาคุยถึงรางวัลที่ใครหลายคนชื่นชม รางวัลที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อย่างรางวัล Gunpla Builders World Cup 2015 เขายิ้มถ่อมตัวแล้วบอกว่า</p>
<p>“รางวัลที่ได้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมาก มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะต่อให้ได้หรือไม่ได้ผมก็จะทำของผมไปเรื่อยๆ ที่ผมไปแข่งผมไม่ได้อยากชนะ แต่ผมอยากไปแข่งเพราะผมอยากเห็นผลงานของคนอื่น ได้ใกล้ชิด ได้เรียนรู้ว่าคนอื่นเขาใช้เทคนิคอะไร และที่สำคัญที่สุด ผมได้เพื่อน ได้เจอกับคนที่ชอบในงานอดิเรกเดียวกัน”</p>
<p>อย่างที่เขาว่า ในการแข่ง Gunpla Builders World Cup 2015 เขาได้เจอผู้คนมากมาย ผู้คนที่ไม่ได้มองการต่อกันพลาของเขาเป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก ผู้คนที่ไม่ได้มองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องของเด็กไม่รู้จักโต และการคว้าแชมป์จากการแข่งขันนี้เอง ที่ทำให้สื่อมวลชนในประเทศไทยหลายสำนักพร้อมใจกันติดต่อขอสัมภาษณ์เพื่อเผยแพร่เรืองราวของเขา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3851.jpg"></p>
<p>และหนึ่งในสิ่งที่น่าจดจำที่สุดสำหรับวิน คือตอนที่คุณแม่ของเขาซึ่งเรียกกันพลาว่า ‘ตุ๊กตา’ มาตลอดชีวิต บอกกับชายหนุ่มสั้นๆ แต่ประทับอยู่ในความรู้สึกจนวันนี้ หลังจากเห็นผลงานที่คว้าแชมป์โลกของเขาว่า</p>
<p>“กันพลามันเป็นงานศิลปะเหมือนกันนี่”</p>
<p>“ใช่แม่ มันคืองานศิลปะ” ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังเมื่อเล่าถึงประโยคที่ตอบกลับแม่ไปในวันนั้น ในที่สุดเขาก็ทำให้แม่ยอมรับสถานะศิลปะของสิ่งที่ทำได้สำเร็จ</p>
<p>แม้ใครต่อใครจะจดจำว่า เขาคือแชมป์โลกของเวทีประกอบกันพลา แต่เขากลับบอกว่า “ไม่ต้องจดจำว่าผมเป็นแชมป์โลกก็ได้”</p>
<p>“แล้วอยากให้คนจดจำคุณในฐานะอะไร” ผมถามทิ้งท้ายก่อนปล่อยให้เขาประกอบกันพลาตัวใหม่ล่าสุดที่ทำคั่งค้างอยู่</p>
<p>“ผมอยากให้คนจำว่าผมเป็นคนที่มีความสุข กันดั้มทำให้ผมมีความสุข ไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะคิดว่าสิ่งที่เราทำเป็นเด็ก เพราะเขาไม่ได้อยู่ในชีวิตเรา โมเดลที่ผมทำไม่ได้ไปตั้งในบ้านของเขา</p>
<p>“เราทำสิ่งที่เราแฮปปี้ก็โอเคแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงว่าใครจะพูดอะไร”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3939.jpg"></p>
<blockquote><p>ผมอยากให้คนจำว่าผมเป็นคนที่มีความสุข<br />
กันดั้มทำให้ผมมีความสุข ไม่ต้องสนใจว่า<br />
คนอื่นจะคิดว่าสิ่งที่เราทำเป็นเด็ก<br />
เขาไม่ได้อยู่ในชีวิตเรา<br />
โมเดลที่ผมทำไม่ได้ไปตั้งในบ้านของเขา</p></blockquote>
<p><div id="erdyt-6a2c40f9878df" data-id="xYIGpfTO44U" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-xYIGpfTO44U-6a2c40f9878df" data-vid="xYIGpfTO44U" data-src="https://www.youtube.com/embed/xYIGpfTO44U?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/xYIGpfTO44U/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" style="border: 0;" src="http://bs.serving-sys.com/serving/adServer.bs?cn=display&amp;c=19&amp;mc=imp&amp;pli=20494469&amp;PluID=0&amp;ord=[timestamp]&amp;rtu=-1" width="1" height="1"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-1/">สิ่งประกอบร่างตัวตนของ วิน-วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง แชมป์โลกประกอบกันพลา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Selvedgework : แบรนด์กางเกงยีนส์ custom made ที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dreammakers-1/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dreammakers-1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Mar 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[meet the dream makers]]></category>
		<category><![CDATA[Siam Discovery]]></category>
		<category><![CDATA[ยีนส์]]></category>
		<category><![CDATA[บูม-วิชพงษ์ หัตถสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[Selvedgework]]></category>
		<category><![CDATA[กางเกงยีนส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dreammakers-1/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราได้ยินกางเกงยีนส์แบบสั่งตัด เลือกสี เลือกชนิดผ้า หรือแม้แต่หมุดและกระดุมได้ทุกอย่างในเมืองไทยเมื่อ 2 &#8211; 3 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในแบรนด์ยีนส์ custom made ที่บุกเบิกเทรนด์นี้คือ Selvedgework ที่มี บูม-วิชพงษ์ หัตถสุวรรณ นักฝันที่ปลูกปั้นแบรนด์นี้มาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย เขารักยีนส์และมักจะมีไอเดียแก้กางเกงยีนส์ของตัวเองอยู่บ่อยครั้งจนเป็นแรงผลักดันให้อยากจะออกแบบยีนส์ใส่เอง จนอยากจะให้คนอื่นมีกางเกงยีนส์ที่ออกแบบมาเพื่อแต่ละคนโดยเฉพาะ เขาปลูกปั้นความฝันก้อนนี้อย่างไร มีวิธีคิดอย่างไรบ้าง เลื่อนลงไปอ่านได้เลย เริ่มจากความสนใจส่วนตัว “ช่วงปี 3 เราเริ่มคิดว่าจะทำอะไรในอนาคต ตอนนั้นเราเรียนวิชาการตลาดที่ให้เขียน Business Plan ว่าอยากจะทำอะไรก็เลยเกิดไอเดียเลยจากความชอบยีนส์เลยว่า เราคลุกคลีอยู่กับกางเกงยีนส์พอสมควร เพราะเราอยู่กับยีนส์มาตั้งแต่เด็ก คือที่บ้านก็ทำกิจการตัดเย็บกางเกงยีนส์ ซึ่งตั้งแต่วัยรุ่นเราก็เป็นคนที่สนใจเรื่องนี้อยู่ คืออยากจะแก้ทรงกางเกงยีนส์ของตัวเองให้เป็นทรงเดฟ ใส่ซิปตรงขอบกางเกง หรือทำรอยขาดเองนั่นแหละ ก็เริ่มเข้าไปดูกระบวนการเย็บ ทำให้เรารู้จักเรื่องการทำยีนส์มากขึ้น ซึ่งเรามองเห็นโอกาสทางการตลาดว่าเราสามารถผลิตยีนส์ที่แตกต่างได้ ยีนส์ custom made ก็ยังไม่มีในตลาด แต่ย้อนกลับไป เหตุผลที่เราทำคือเราชอบมันมากๆ แต่ก็องค์ประกอบทั้งหลายมันก็เหมาะเจาะในการทำสินค้าประเภทนี้ ยิ่งตอนที่ได้ไปดูงานยีนส์ระดับโลกชื่อ Bread and Butter ที่ประเทศเยอรมนี แล้วเราเจอช่วงเวิร์กช็อปเย็บกางเกงยีนส์ ซึ่งเราดูแล้วอินมาก มันก็เลยจุดไฟให้เราลุกขึ้นมาทำธุรกิจจริงๆ” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dreammakers-1/">Selvedgework : แบรนด์กางเกงยีนส์ custom made ที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราได้ยินกางเกงยีนส์แบบสั่งตัด เลือกสี<br />
เลือกชนิดผ้า หรือแม้แต่หมุดและกระดุมได้ทุกอย่างในเมืองไทยเมื่อ 2 &#8211; 3 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในแบรนด์ยีนส์ custom made ที่บุกเบิกเทรนด์นี้คือ<br />
Selvedgework ที่มี <strong style="background-color: initial">บูม</strong><strong style="background-color: initial">-วิชพงษ์ หัตถสุวรรณ </strong>นักฝันที่ปลูกปั้นแบรนด์นี้มาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย<br />
เขารักยีนส์และมักจะมีไอเดียแก้กางเกงยีนส์ของตัวเองอยู่บ่อยครั้งจนเป็นแรงผลักดันให้อยากจะออกแบบยีนส์ใส่เอง<br />
จนอยากจะให้คนอื่นมีกางเกงยีนส์ที่ออกแบบมาเพื่อแต่ละคนโดยเฉพาะ</p>
<p>เขาปลูกปั้นความฝันก้อนนี้อย่างไร<br />
มีวิธีคิดอย่างไรบ้าง เลื่อนลงไปอ่านได้เลย </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01_026.jpg"></p>
<h3><strong>เริ่มจากความสนใจส่วนตัว</strong><strong></strong></h3>
<p>“ช่วงปี<br />
3 เราเริ่มคิดว่าจะทำอะไรในอนาคต<br />
ตอนนั้นเราเรียนวิชาการตลาดที่ให้เขียน Business Plan ว่าอยากจะทำอะไรก็เลยเกิดไอเดียเลยจากความชอบยีนส์เลยว่า<br />
เราคลุกคลีอยู่กับกางเกงยีนส์พอสมควร เพราะเราอยู่กับยีนส์มาตั้งแต่เด็ก<br />
คือที่บ้านก็ทำกิจการตัดเย็บกางเกงยีนส์<br />
ซึ่งตั้งแต่วัยรุ่นเราก็เป็นคนที่สนใจเรื่องนี้อยู่<br />
คืออยากจะแก้ทรงกางเกงยีนส์ของตัวเองให้เป็นทรงเดฟ ใส่ซิปตรงขอบกางเกง<br />
หรือทำรอยขาดเองนั่นแหละ ก็เริ่มเข้าไปดูกระบวนการเย็บ<br />
ทำให้เรารู้จักเรื่องการทำยีนส์มากขึ้น ซึ่งเรามองเห็นโอกาสทางการตลาดว่าเราสามารถผลิตยีนส์ที่แตกต่างได้<br />
ยีนส์ custom made ก็ยังไม่มีในตลาด<br />
แต่ย้อนกลับไป เหตุผลที่เราทำคือเราชอบมันมากๆ<br />
แต่ก็องค์ประกอบทั้งหลายมันก็เหมาะเจาะในการทำสินค้าประเภทนี้<br />
ยิ่งตอนที่ได้ไปดูงานยีนส์ระดับโลกชื่อ Bread and Butter ที่ประเทศเยอรมนี<br />
แล้วเราเจอช่วงเวิร์กช็อปเย็บกางเกงยีนส์ ซึ่งเราดูแล้วอินมาก<br />
มันก็เลยจุดไฟให้เราลุกขึ้นมาทำธุรกิจจริงๆ”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02_116.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02_129.jpg"></p>
<h3><strong>เรียนรู้จากการลงมือทำ</strong><strong></strong></h3>
<p>“ระหว่างที่ยังเรียนอยู่ก็เริ่มทำแบรนด์<br />
Selvedgework ทำแคตตาล็อกให้เลือกผ้ายีนส์ สี ความซีด แล้วก็เอาไปขายกับเพื่อนๆ หลายๆ คน จากนั้นก็เริ่มมีคนที่เราไม่รู้จักมาซื้อบ้าง<br />
เพราะเราเปิดขายออนไลน์ด้วย ซึ่งเราก็เรียนรู้จากการลงมือทำจริงนี่แหละ<br />
แล้วยิ่งถ้าเรามีแพสชันกับเรื่องที่ทำหรือรักมัน เราก็จะสนใจและเรียนรู้ได้เร็ว<br />
เพราะเรามีความรักให้มัน แล้วเราก็จะค้นหาความรู้ต่อเอง เช่น ผ้ายีนส์ต้องเป็นประเภทไหน<br />
นำเข้าจากประเทศอะไรดีที่สุด ช่วงเวลานั้นถือว่าเราเรียนรู้สะเปะสะปะมาก<br />
คือจากขั้นที่ 1 &#8211; 10 เราเรียนรู้ข้อ 3 ก่อนเลย<br />
แล้วกระโดดไปข้อ 9 แล้วกลับมาเรียนข้อ 5 ซึ่งระหว่างทางนี้มันก็เป็นการผจญภัยของเราเองด้วยว่า กว่าจะสร้างกางเกงยีนส์เป็นสักตัวมันใช้เวลาและต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์เยอะแค่ไหน&#8221;</p>
<p>“มันมีช่วงหนึ่งที่เราเคยจะทิ้งแบรนด์นี้ไปแล้วด้วย<br />
คือตอนนั้นเราทำเว็บไซต์ขายออนไลน์ ซึ่งพอเรายังเก่งไม่พอ<br />
มันมีระบบการจัดการหลังบ้านที่เยอะมาก เกินความรู้ความสามารถของเราแล้ว<br />
ก็ต้องเสียเงินไปเป็นแสนๆ แต่เรารักมันมาก แบรนด์นี้เป็นเหมือนลูกของเราเลย<br />
เหมือนเราเดินมาไกลแล้ว ถึงจุดที่ล้มเลิกไม่ได้จริงๆ ซึ่งแพสชันมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก” </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02_113.jpg"></p>
<h3><strong>สร้างสตอรี่ให้แบรนด์</strong></h3>
<p><strong></strong>“การสร้างสตอรี่เป็นเรื่องสำคัญมากเลยเป็นจุดแรกที่เราใส่ในการสร้างแบรนด์<br />
วันแรกที่สร้าง Selvedgework มาจนถึงวันนี้<br />
ความคิดหรือปรัชญาของแบรนด์ก็ไม่ได้เปลี่ยนไป<br />
คือทุกคนชอบสินค้าไม่เหมือนกัน สินค้าหรือบริการถึงมีหลากหลายแนวให้เลือก<br />
ซึ่งเราก็เชื่อเหลือเกินว่าความชอบของคนนั้นไม่มีใครผิด<br />
ดังนั้นเราอยากจะทำกางเกงยีนส์ให้คนคนหนึ่งชอบที่สุด ก็ตอบโจทย์กับความ custom<br />
made ของเรา ผสมกับรายละเอียดต่างๆ ที่เราใส่เข้าไปในกางเกงยีนส์<br />
เช่น กางเกงยีนส์ทุกตัวที่เราทำคือ ริมแดง ป้ายหนังก็เป็นการสอยมือทั้งสิ้น ความละเอียดเหล่านี้แม้จะดูเรียบๆ แต่ก็มีคุณค่า คนเย็บ คนตัดผ้า ก็เป็นคนคนเดียวกัน ซึ่งทำให้กางเกงยีนส์ของเรานั้นต่างจากกางเกงยีนส์ที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมทั้งหลาย”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02_108.jpg"></p>
<h3><strong>สร้างตัวตนด้วยการเปิดหน้าร้าน</strong></h3>
<p>“หลังจากที่เริ่มสร้างแบรนด์แล้วขายยีนส์ออนไลน์แล้ว<br />
เราก็เริ่มคิดว่าต้องมีหน้าร้านเหมือนกัน<br />
เพราะการเปิดร้านมันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แล้วก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ได้ว่าเราไม่ได้ทำขายเล่นๆ<br />
เราทำงานอย่างมีคุณภาพ ยิ่งเราทำธุรกิจยีนส์ custom made ด้วยแล้ว ยิ่งต้องสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า<br />
หรือให้ลูกค้าได้เห็น ได้สัมผัสกับวัสดุแต่ละอย่างจริงๆ<br />
ซึ่งการที่ลูกค้ามาหาเราที่หน้าร้านก็จะช่วยสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้ามากขึ้น ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากการที่เราเคยได้รับประสบการณ์จากสินค้าหรือบริการอื่นมาก่อน<br />
ทั้งการตกแต่ง เพลงที่เปิด เก้าอี้ที่วางไว้ ซึ่งมันเล่าถึงแบรนด์ของเราได้เลย<br />
เมื่อ 2 &#8211; 3 ปีที่แล้วที่เปิดร้านครั้งแรกที่สยามสแควร์<br />
เราก็เปิดร้านเอง จัดร้านเอง เอาโซฟาที่ชอบมาตั้งในร้าน อธิบายสินค้ากับลูกค้าเอง<br />
ซึ่งเราก็รู้จักสินค้าดีที่สุด เราก็อธิบายและแนะนำสินค้าอย่างเต็มที่เลย”</p>
<h3><strong>ตลาดออนไลน์เป็นเรื่องสำคัญ</strong></h3>
<p><strong></strong>“ตลาดออนไลน์สำคัญมาก จากสถิติที่เราเก็บข้อมูลมา 3 ปี ตลาดออนไลน์ทำงานประมาณ 70 &#8211; 80 เปอร์เซ็นต์ที่ทำให้คนเข้าร้านเรา<br />
แล้วก็เป็นช่องทางโฆษณาที่ใช้เงินน้อยที่สุดด้วย<br />
แต่เป็นช่องทางที่ลูกค้าเรารับรู้มากที่สุด โดยเฉพาะคนไทย<br />
ซึ่งถ้าให้เราแนะนำคนทำธุรกิจ<br />
เราอยากบอกว่าช่องทางออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมเป็นช่องทางที่ดีมาก<br />
ธุรกิจรายเล็กๆ ควรรีบเข้ามาลงมือทำ อย่าไปรอ”</p>
<h3><strong></strong><strong>เมื่อทำสิ่งที่ชอบ<br />
ก็จะมีอิสระ</strong><strong></strong></h3>
<p>“ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ชอบก็ไม่น่าจะเป็นชีวิตที่ดีแล้ว<br />
เพราะมันจะอยู่กับเราไปอีกนาน คือคุณต้องวิเคราะห์กับตัวเองว่าชอบสิ่งไหน<br />
ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราชอบที่สุดก็ได้ แต่อย่างน้อยเราต้องมีความสุขกับมัน<br />
อย่างเราเองก็อยากทำธุรกิจอีกเยอะเลย แต่ก็จะเลือกธุรกิจที่เรามีความสุขกับมันเท่านั้น<br />
ไม่ได้ตั้งเป้าสูงสุดว่าเราจะมีเงินเป็นร้อยล้าน เพราะคนเรามีเวลาแค่นิดเดียวเอง<br />
ดังนั้นจะอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบไปก็เท่านั้น<br />
ถ้าสิ่งที่เราเลือกทำนั้นทำให้เรามีความสุข มันก็คือความไม่ทนทุกข์ด้วย<br />
ซึ่งนั่นแหละคือความอิสระอย่างหนึ่ง สเต็ปต่อไปเราตั้งใจจะทำสินค้าให้มันดีจริงๆ<br />
ให้มีคุณภาพเท่าที่เราคาดหวังไว้ สร้างมาตรฐานสินค้าให้ได้” </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01_040.jpg"></p>
<h4><strong><em>meet the dream shop</em></strong></h4>
<p><strong><em>location: </em></strong><em style="background-color: initial">Siam Discovery<br />
| CAZH 1st Floor<br /></em><strong style="background-color: initial"><em>website: </em></strong><em><a href="http://www.selvedgework.com/">www.selvedgework.com<br /></a></em><em style="background-color: initial"><strong>facebook | <a href="http://www.facebook.com/selvedgework"></a></strong></em><a href="https://www.facebook.com/selvedgework/"><strong></strong>Selvedgework</a></p>
<hr>
<blockquote><p><em style="background-color: initial">ทุกความฝันเป็นจริงได้เมื่อลงมือทำ<br />
โดยวิธีทำของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนอาจจะลองผิดลองถูกลุยกับมันสักตั้ง<br />
แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร<br />
อย่างน้อยความฝันก้อนนั้นก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่างมากกว่าคนที่คิดฝันเพียงอย่างเดียว<br />
พบหลายความฝันที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณลงมือทำที่ </em><em style="background-color: initial">Siam Discovery</em></p></blockquote>
<p><strong><em>ภาพ</em></strong><em> สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dreammakers-1/">Selvedgework : แบรนด์กางเกงยีนส์ custom made ที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dreammakers-1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
