<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มณีนุช บุญเรือง, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author44/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 10 Feb 2021 07:57:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>คำตัดสินและคำถามที่ผลักดัน &#8216;ต๋อง Ristr8to&#8217; ก้าวสู่แชมป์โลกลาเต้อาร์ต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-ristr8to/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-ristr8to/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Sep 2018 01:00:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[axe]]></category>
		<category><![CDATA[ristr8to]]></category>
		<category><![CDATA[อานนท์ ธิติประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[barista]]></category>
		<category><![CDATA[ต๋อง Ristr8to]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=40115</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในฉากหน้า ต๋อง–อานนท์ ธิติประเสริฐ คือเจ้าของร้าน Ristr8to คาเฟ่สุดเท่ย่านนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยดีกรีร้านกาแฟของบาริสต้าผู้เป็นแชมป์โลกลาเต้อาร์ตจากรายการ 2017 World Latte Art Championship การขายกาแฟพันแก้วต่อวันกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขา ในฉากหลัง เขาคือเด็กหนุ่มที่ทิ้งใบปริญญาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า มาจับ pitcher เทลาเต้อาร์ต เริ่มต้นฝึกฝนตัวเองหลังเคาน์เตอร์ในคาเฟ่เล็กๆ ล้มเหลวจากร้านกาแฟร้านแรกของตัวเองที่ออสเตรเลีย เจอเรื่องผิดพลาด ฝ่าฟันกับคำพูดคนรอบตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาสิบปี เฉกเช่นคนที่ไม่ยอมอ่อนข้อกับอุปสรรค  แต่เชื่อไหมว่า แม้ในวันที่เขาประสบความสำเร็จบนเวทีระดับโลกมาหลายครั้งหลายครา คำพูดจากคนเหล่านั้นยังคงเดินตามหลังอยู่ เขาเลือกที่จะฟัง และแปรเปลี่ยนมันเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองเดินรุดไปข้างหน้า เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อ ทั้งหมดนี้คือนิยามความเท่ของบาริสต้าคนไทยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งที่เราอยากแบ่งปัน และตัวหนังสือหลังจากนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่าหนทางแห่งความสำเร็จของเขาไม่ง่ายดายเลย พลังของเด็กหนุ่มที่ใครบอกให้หยุดก็ไม่ฟัง “ผมเรียนวิศวะเพราะแม่อยากให้เรียนครับ แต่ตอนปีสาม ผมรู้ตัวว่าวิศวกรไม่ใช่อาชีพที่ผมชอบ เลยอยากเป็นสจวร์ต อยากทำตามความฝันตอนเด็กที่อยากเที่ยวรอบโลกด้วย แต่ภาษาอังกฤษผมย่ำแย่มาก (หัวเราะ) อาชีพที่อยากทำต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษก่อน สามเดือนหลังเรียนจบผมเลยตะบี้ตะบันอ่านหนังสือ หาความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษ ผมว่าผมเป็นคนเพี้ยนประมาณหนึ่งนะ เวลาชอบอะไรก็จะอยากทำมันทุกวันๆ มันเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตผมมากเลย “ผมอยากจริงจังกับการเรียนภาษามากขึ้นเลยขอที่บ้านไปออสเตรเลีย ที่บ้านไม่ค่อยว่าอะไรกับการตัดสินใจนี้ แต่จริงๆ เขาก็บ่นว่าทำไมไม่ไปสมัครงานเป็นวิศวกร ผมตอบเขาไปว่าขอเรียนภาษาก่อนน่าจะดีกว่า “ระหว่างที่เรียน ผมสมัครงานเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหารไทย พอทำได้สักพักก็เริ่มรู้สึกว่าถ้ายังอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ เราแย่แน่ๆ เพราะที่ร้านก็มีแต่คนไทย แต่ผมไปออสเตรเลียเพราะอยากพูดภาษาอังกฤษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-ristr8to/">คำตัดสินและคำถามที่ผลักดัน &#8216;ต๋อง Ristr8to&#8217; ก้าวสู่แชมป์โลกลาเต้อาร์ต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในฉากหน้า </span><b>ต๋อง–อานนท์ ธิติประเสริฐ</b><span style="font-weight: 400;"> คือเจ้าของร้าน Ristr8to คาเฟ่สุดเท่ย่านนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยดีกรีร้านกาแฟของบาริสต้าผู้เป็นแชมป์โลกลาเต้อาร์ตจากรายการ 2017 </span><span style="font-weight: 400;">World Latte Art Championship</span><span style="font-weight: 400;"> การขายกาแฟพันแก้วต่อวันกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขา</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40120" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_01.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_01.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_01-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฉากหลัง เขาคือเด็กหนุ่มที่ทิ้งใบปริญญาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า มาจับ pitcher เทลาเต้อาร์ต เริ่มต้นฝึกฝนตัวเองหลังเคาน์เตอร์ในคาเฟ่เล็กๆ ล้มเหลวจากร้านกาแฟร้านแรกของตัวเองที่ออสเตรเลีย เจอเรื่องผิดพลาด ฝ่าฟันกับคำพูดคนรอบตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาสิบปี เฉกเช่นคนที่ไม่ยอมอ่อนข้อกับอุปสรรค </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เชื่อไหมว่า แม้ในวันที่เขาประสบความสำเร็จบนเวทีระดับโลกมาหลายครั้งหลายครา คำพูดจากคนเหล่านั้นยังคงเดินตามหลังอยู่ เขาเลือกที่จะฟัง และแปรเปลี่ยนมันเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองเดินรุดไปข้างหน้า เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้คือนิยามความเท่ของบาริสต้าคนไทยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งที่เราอยากแบ่งปัน และตัวหนังสือหลังจากนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่า</span><span style="font-weight: 400;">หนทางแห่งความสำเร็จของเขาไม่ง่ายดายเลย</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40127" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_08.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_08.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_08-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>พลังของเด็กหนุ่มที่ใครบอกให้หยุดก็ไม่ฟัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเรียนวิศวะเพราะแม่อยากให้เรียนครับ แต่ตอนปีสาม ผมรู้ตัวว่าวิศวกรไม่ใช่อาชีพที่ผมชอบ เลยอยากเป็นสจวร์ต อยากทำตามความฝันตอนเด็กที่อยากเที่ยวรอบโลกด้วย แต่ภาษาอังกฤษผมย่ำแย่มาก (หัวเราะ) อาชีพที่อยากทำต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษก่อน สามเดือนหลังเรียนจบผมเลยตะบี้ตะบันอ่านหนังสือ หาความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษ ผมว่าผมเป็นคนเพี้ยนประมาณหนึ่งนะ เวลาชอบอะไรก็จะอยากทำมันทุกวันๆ มันเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตผมมากเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมอยากจริงจังกับการเรียนภาษามากขึ้นเลยขอที่บ้านไปออสเตรเลีย ที่บ้านไม่ค่อยว่าอะไรกับการตัดสินใจนี้ แต่จริงๆ เขาก็บ่นว่าทำไมไม่ไปสมัครงานเป็นวิศวกร ผมตอบเขาไปว่าขอเรียนภาษาก่อนน่าจะดีกว่า</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40131" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ระหว่างที่เรียน ผมสมัครงานเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหารไทย พอทำได้สักพักก็เริ่มรู้สึกว่าถ้ายังอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ เราแย่แน่ๆ เพราะที่ร้านก็มีแต่คนไทย แต่ผมไปออสเตรเลียเพราะอยากพูดภาษาอังกฤษ เลยตัดสินใจลาออก จำได้ว่าพี่ๆ คนไทยที่ทำงานเรียกผมไปคุยในครัว ‘คิดดีแล้วเหรอที่ลาออก เพราะงานที่นี่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสมัครเข้ามาทำได้นะ เชื่อพี่เหอะ อย่าไปไหนเลย’ ผมรู้สึกในใจว่าทำไมทุกคนต้องกะเกณฑ์ว่าสิ่งที่เราได้ทำในตอนนั้นคือดีแล้ว ผมไม่ชอบเลยเวลาที่มีคนบอกผมแบบนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากนั้นผมไปสมัครงานเป็น all-rounder (คนทำงานจิปาถะ) ในคาเฟ่ ผมมีโอกาสได้ทำงานที่หลากหลายและได้ใช้ภาษาอังกฤษอย่างที่หวังไว้ด้วย ทุกเช้าที่ร้านจะมีผมและบาริสต้าอีกคนที่เข้าร้านไวกว่าคนอื่นๆ ทุกวันผมได้เห็นเขาเซตเครื่องชงกาแฟ ปรับเครื่องบด ทำลาเต้อาร์ต ผมรู้สึกว่ามันเจ๋งมาก กาแฟแก้วแรกที่ผมได้กินก็คือกาแฟของบาริสต้าคนนี้ เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากเป็นบาริสต้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เขาได้ตำแหน่งแชมป์โลกลาเต้อาร์ตมาครองเลยตัดสินใจลาออกจากร้าน ผมก็เลยขอลาออกด้วย พนักงานทุกคนเขาดีใจกับเรานะ ถ้าเรามีเป้าหมายใหม่ทุกคนก็หวังดีอยากให้เราไปได้ดี มันทำให้ผมเห็นความแตกต่างในนิสัยคนไทยและคนออสเตรเลีย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40126" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_07.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_07.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_07-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คำดูถูกที่ชวนพิสูจน์ความตั้งใจ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมลงทุนเปิดคอกเทลบาร์และคาเฟ่กับเพื่อนที่ออสเตรเลีย แต่กิจการเราไปได้ไม่ค่อยสวย โชคดีที่โลเคชั่นร้านดีมากๆ ผมตัดสินใจขายร้านเอาเงินมากลบหนี้ ตรงนี้เป็นบทเรียนชิ้นสำคัญในชีวิตเลย ครั้งต่อไปจะไม่หุ้นกับใครแล้ว ผมบินกลับเมืองไทยและตั้งใจว่าจะเปิดคาเฟ่ของตัวเอง แต่ก็มีปัญหากับที่บ้านซ้ำอีก เพราะเขาอยากให้ผมเป็นวิศวกร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราทะเลาะกันรุนแรง ผมเลยเอาเงินเท่าที่ผมมีมาเปิดร้าน Ristr8to ซึ่งก่อนหน้านั้นผมก็เริ่มลงแข่งลาเต้อาร์ตที่ออสเตรเลีย ผมอยู่ที่นู่นมาเกือบสี่ปี ซึมซับวัฒนธรรมคาเฟ่ของเขามาเยอะ นี่เป็นเหตุผลที่ผมอยากเปิดคาเฟ่สไตล์ออสเตรเลียที่เน้นขายกาแฟแบบ single origin และลาเต้อาร์ต ซึ่งในปี 2011 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งใหม่มากสำหรับวงการกาแฟบ้านเรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40130" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีคนในวงการกาแฟพูดกับผมว่า ‘คนไทยเขากินกาแฟกับนมข้นมาตั้งแต่จำความได้ อยู่ๆ คุณจะให้คนไทยกินกาแฟร้อนได้ยังไง ยังไงก็ไม่มีทางทำได้’ หรือคำจากคนอื่นอย่าง ‘เป็นแค่ร้านลาเต้อาร์ต กาแฟใช้ไม่ได้หรอก’ ความรู้สึกมันเหมือนกับวันที่ผมลาออกจากร้านอาหารไทยที่ออสเตรเลีย คนบางคนมัวตัดสินคนอื่นๆ จากประสบการณ์ของตัวเอง และเชื่อกันแบบผิดๆ ว่าถ้าคนก่อนหน้าทำไม่ได้ คนที่มาทีหลังก็ทำไม่ได้เหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วันแรกที่เปิดร้าน ผมขายกาแฟได้ 8 แก้วเองครับ แต่ลึกๆ ผมไม่อยากยอมแพ้เลย ผมเชื่อว่าลาเต้อาร์ตเป็นสิ่งที่เชื่อมคนทั่วไปให้เข้าสู่โลกของ specialty coffee ได้ง่ายที่สุด ผมคงรู้สึกเสียดายมากกว่าถ้าความรู้ที่เราเก็บเกี่ยวจากประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับวงการกาแฟไทยเลย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40121" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_02.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_02.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_02-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>อุปสรรคข้างทางที่แชมป์โลกลาเต้อาร์ตต้องฝ่าฟัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากเปิดร้านไม่นานผมก็ลงแข่งลาเต้อาร์ตอีก สุดท้ายปีนั้นผมก็ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยและคว้าอันดับที่ 6 ของโลกมาได้ เสียงที่ผมได้ยินจากคนข้างหลังบางคนคือ ‘ไม่ได้ที่หนึ่งหรอก เห็นไหมว่าไม่เก่งจริง’ ทั้งๆ ที่ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ตัวแทนประเทศไทยเข้าไปอยู่ในรายชื่อ final six (ผู้ชนะอันดับที่ 1-6 จะได้รับการบันทึกชื่อในรายการแข่งขัน) ตอนแรกๆ หงุดหงิดนะ แต่ในใจก็คิดว่าเดี๋ยวคราวหน้าผมจะได้อันดับที่สูงกว่านี้ให้ดู</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปี 2015 คือปีที่สองที่ผมลงแข่ง คราวนี้ผมได้อันดับที่ 5 จริงๆ ผมคาดหวังแล้วว่าคว้าแชมป์โลกมาได้แน่ๆ แต่ด้วยความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมทำบนเวทีทำให้โอกาสนั้นหายไปเลย ปีต่อมาผมก็ตัดสินใจลงแข่งอีก คราวนี้หล่นไปอยู่ที่ 11 เลยครับ เจ็บปวดมาก (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นผมแทบไม่สนใจเลยว่าใครจะว่ายังไง เพราะคำพูดเดิมๆ เหล่านั้นทำอะไรผมไม่ได้แล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40122" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_03.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_03.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_03-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมกลับมาอ่านบทสัมภาษณ์อดีตแชมป์โลก เขาบอกว่าซ้อมวันละสิบชั่วโมงเป็นเวลาสองเดือน เททิ้งเกือบสองหมื่นแก้ว ผมฉุกคิดว่าบางครั้งผมอาจจะโทษคนอื่นมากเกินไป เราซ้อมน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่ทุ่มเททำมันมาเป็นเดือนๆ ความล้มเหลวบางทีมันก็สะใจ โดยเฉพาะเวลาที่เราลุกขึ้นจากมันได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แข่งเสร็จปีนั้นผมเตรียมตัวเพื่อการแข่งในปีถัดไปเลย เวลาเห็นอะไรเจ๋งๆ ก็เก็บมันมาครีเอตเป็นลายลาเต้อาร์ต หรือคิดหาวิธีการพรีเซนต์ที่ใส่เรื่องราวเข้าไปให้มันน่าสนใจ พยายามทำให้ทุกๆ วินาทีในสิบนาทีของการแข่งขันนั้นไม่มีช่องโหว่ให้กรรมการหักคะแนน จนในที่สุดก็ได้อันดับที่ 1 อย่างที่ตั้งใจไว้”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40128" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_09.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_09.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_09-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>บทสรุปที่ไม่ใช่บทสุดท้าย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมมองว่าทุกๆ คำพูดและความผิดพลาดมีความดีในตัวมัน อย่างน้อยที่สุดชีวิตเราต้องไม่ล้มซ้ำรอยเดิม มันคงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าเราจะเก่งหรือไม่เก่งยังไงเราคงหนีไม่พ้นคนที่คอยสรรหาคำพูดมาดูถูกความสามารถเรา เวลามีใครมาดูถูกเราก็แค่เปลี่ยนมันให้เป็นแรงผลักดัน แล้วก็ ‘ลงมือทำ’ ให้เขาดู</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าถามผมว่าความสำเร็จคืออะไร สำหรับผม เงินอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ผมให้ความสำคัญกับความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่ผมชอบตรงนี้ เร็วๆ นี้ผมก็กำลังจะแข่งอีกรายการ Coffee in Good Spirit เวลามีคนมาถามว่าทำไมยังลงแข่งอยู่ ผมมักถามเขากลับไปว่า ‘แล้วทำไมเราจะต้องหยุด’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้ผมเป็นคนที่นอนเฉยๆ ไม่ได้แล้ว ผมอยากทำให้ทุกอย่างดีขึ้นในทุกวัน หาไอเดียใหม่ๆ มาป้อนให้ร้าน ทำ Ristr8to ให้เป็นคาเฟ่ที่ดี การมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบไปเรื่อยๆ วิถีชีวิตแบบนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความมั่นคงอย่างหนึ่งได้แหละมั้ง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40124" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_05.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_05.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/09/AXE_05-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่ทำในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นในความคิด ลงมือทุ่มเทให้กับมันอย่างสุดใจ และมองทุกอุปสรรคในแง่ดี นี่คือความเท่ที่เราสัมผัสได้จากชายที่อยู่ตรงหน้าเราคนนี้ เหมือนกับแบรนด์ AXE ที่เชื่อเสมอว่าเราทุกคนมีความเท่ในแบบฉบับของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่เหมือนใคร แค่มั่นใจในตัวเราที่เป็นเราก็พอ</span></p>
<div id="erdyt-6a1c56b463baf" data-id="XPJCH7nJZu0" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-XPJCH7nJZu0-6a1c56b463baf" data-vid="XPJCH7nJZu0" data-src="https://www.youtube.com/embed/XPJCH7nJZu0?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/XPJCH7nJZu0/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong>ขอบคุณสถานที่</strong> <a href="https://www.facebook.com/khomcoffeebkk/">Khom Coffee</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-ristr8to/">คำตัดสินและคำถามที่ผลักดัน &#8216;ต๋อง Ristr8to&#8217; ก้าวสู่แชมป์โลกลาเต้อาร์ต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-ristr8to/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กาญจนา พันธุเตชะ แห่งเพจ &#8216;ป้าแบ็คแพ็ค&#8217;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-hipsterpaew/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-hipsterpaew/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Jan 2018 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[การเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[กาญจนา พันธุเตชะ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้าแป๋ว]]></category>
		<category><![CDATA[ป้าแบ็คแพ็ค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-hipsterpaew/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“แม่ผมไปสตูลและพัทลุงประมาณ 10 วันครับ แล้วหลังจากนั้นจะไปญี่ปุ่นต่ออีกเกือบ 2 อาทิตย์” คำบอกเล่าจาก นรพิชญ์ พันธุเตชะ ลูกชายของ กาญจนา พันธุเตชะ หรือ ‘ป้าแป๋ว’ เราคุยกันพักใหญ่เพื่อหาวันหยุดพักจากตารางการเดินทางแน่นๆ ของแม่ เพื่อนัดสัมภาษณ์กับเรา เรารู้จักเธอผ่านกระทู้พันทิปแนะนำที่ชื่อ ‘แม่ผมเกษียณไปเป็น Backpacker’ ซึ่งเขียนโดยนรพิชญ์ เนื้อหาเล่าเรื่องการไปเที่ยวแบ็กแพ็กของคุณแม่วัย 63 ปี เรื่องของคุณแม่นักเดินทางทั้งสนุกและปลุกความอยากเที่ยวของคนหนุ่มสาวชนิดที่อ่านจบแล้วอยากออกเดินทางทันที คนอ่านสนใจว่าป้าแป๋วเตรียมตัวในการเดินทางคนเดียวยังไง ส่วนเราสงสัยว่าสำหรับหญิงสาวหลังวัยทำงานก่อร่างสร้างตัว การเดินทางทำให้เธอมีชีวิตอีกครั้งยังไง ก่อนเกษียณ ป้าแป๋วเป็นข้าราชการที่มีอายุงานกว่า 39 ปีในกระทรวงสาธารณสุข เป้าหมายในวัยทำงานคือการเก็บเงินสร้างชีวิตและครอบครัว ในใจลึกๆ กาญจนาอยากออกไปดูโลกกว้าง แต่เธอไม่เคยได้โอกาสนั้น เมื่อถึงวัยเกษียณ กาญจนาโชคดีที่ลูกๆ โตเป็นผู้ใหญ่ สามีก็ไม่เคยห้าม น้ำหนักที่เคยวางอยู่บนบ่าก็ลดน้อยลงจนแทบจะเดินตัวปลิว ด้วยนิสัยรักการอ่าน ชอบละลายเวลาไปกับห้องสมุด อดีตข้าราชการสาวสะดุดตากับหนังสือที่เล่าเรื่องการเดินทางที่เรียกว่าแบ็กแพ็ก เธอตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการสำรวจโลกกว้างเพียงลำพัง “เรารู้สึกว่าเราก็ยังแข็งแรง เพราะเพิ่งหยุดทำงานแต่เราเหมือนรถที่ยังวิ่งเร็วๆ อยู่ จะหยุดอยู่เฉยๆ มันก็อยู่ยาก เรายังอยากไปไหนมาไหนก็เลยเลือกที่จะเดินทาง” ป้าแป๋วพูดตาเป็นประกาย “การเดินทางคนเดียวมันเป็นความคล่องตัว อย่างเวลามีโปรโมชั่นเครื่องบินเราก็จองได้เลย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-hipsterpaew/">กาญจนา พันธุเตชะ แห่งเพจ &#8216;ป้าแบ็คแพ็ค&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“แม่ผมไปสตูลและพัทลุงประมาณ 10 วันครับ แล้วหลังจากนั้นจะไปญี่ปุ่นต่ออีกเกือบ 2 อาทิตย์” คำบอกเล่าจาก นรพิชญ์ พันธุเตชะ ลูกชายของ <strong>กาญจนา พันธุเตชะ</strong> หรือ <strong>‘ป้าแป๋ว’</strong> เราคุยกันพักใหญ่เพื่อหาวันหยุดพักจากตารางการเดินทางแน่นๆ ของแม่ เพื่อนัดสัมภาษณ์กับเรา</p>
<p>เรารู้จักเธอผ่านกระทู้พันทิปแนะนำที่ชื่อ ‘แม่ผมเกษียณไปเป็น Backpacker’ ซึ่งเขียนโดยนรพิชญ์ เนื้อหาเล่าเรื่องการไปเที่ยวแบ็กแพ็กของคุณแม่วัย 63 ปี เรื่องของคุณแม่นักเดินทางทั้งสนุกและปลุกความอยากเที่ยวของคนหนุ่มสาวชนิดที่อ่านจบแล้วอยากออกเดินทางทันที</p>
<p>คนอ่านสนใจว่าป้าแป๋วเตรียมตัวในการเดินทางคนเดียวยังไง ส่วนเราสงสัยว่าสำหรับหญิงสาวหลังวัยทำงานก่อร่างสร้างตัว การเดินทางทำให้เธอมีชีวิตอีกครั้งยังไง</p>
<p>ก่อนเกษียณ ป้าแป๋วเป็นข้าราชการที่มีอายุงานกว่า 39 ปีในกระทรวงสาธารณสุข เป้าหมายในวัยทำงานคือการเก็บเงินสร้างชีวิตและครอบครัว ในใจลึกๆ กาญจนาอยากออกไปดูโลกกว้าง แต่เธอไม่เคยได้โอกาสนั้น</p>
<p>เมื่อถึงวัยเกษียณ กาญจนาโชคดีที่ลูกๆ โตเป็นผู้ใหญ่ สามีก็ไม่เคยห้าม น้ำหนักที่เคยวางอยู่บนบ่าก็ลดน้อยลงจนแทบจะเดินตัวปลิว ด้วยนิสัยรักการอ่าน ชอบละลายเวลาไปกับห้องสมุด อดีตข้าราชการสาวสะดุดตากับหนังสือที่เล่าเรื่องการเดินทางที่เรียกว่าแบ็กแพ็ก เธอตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการสำรวจโลกกว้างเพียงลำพัง</p>
<p>“เรารู้สึกว่าเราก็ยังแข็งแรง เพราะเพิ่งหยุดทำงานแต่เราเหมือนรถที่ยังวิ่งเร็วๆ อยู่ จะหยุดอยู่เฉยๆ มันก็อยู่ยาก เรายังอยากไปไหนมาไหนก็เลยเลือกที่จะเดินทาง” ป้าแป๋วพูดตาเป็นประกาย “การเดินทางคนเดียวมันเป็นความคล่องตัว อย่างเวลามีโปรโมชั่นเครื่องบินเราก็จองได้เลย ไม่ต้องถามใครว่าจะมีเวลาตรงกับเราไหม แค่นั้นเอง”</p>
<p>ปี 2015 แบ็กแพ็กทริปแรกของป้าแป๋วคือการไปพม่า 2 อาทิตย์ด้วยวิธีแสนอินดี้คือนั่งรถทัวร์ไปเหนือสุดของไทยแล้วหารถเข้าเมืองเมียวดีด้วยตัวเอง เธอแบ่งเงินเก็บและเงินบำนาญที่ได้ทุกเดือนเป็นเชื้อเพลิงในการเดินทาง ทุกทริปใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ระหว่างวางแผน เธอคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆ Google และหนังสือนำเที่ยวสารพัดเล่มทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ระหว่างเดินทาง เธอจะโพสต์ลงเฟซบุ๊กหรือไลน์หาครอบครัวว่าอยู่ที่ไหน ทุกทริปจะเลี่ยงทุกสถานการณ์เสี่ยง ถ้าลงเครื่องบินดึกดื่น เธอจะยอมนอนที่สนามบิน รอให้ฟ้าสว่างแล้วค่อยออกเดินทาง “จริงๆ เป็นคนมีอายุก็ทำให้ไม่อันตรายเหมือนกันนะ เราสามารถนอนห้องพักรวมในโฮสเทลได้เลย เพราะไม่มีใครมาสนใจเราหรอก” คุณแม่นักเดินทางเล่า</p>
<p>นอกจากความปลอดภัย สุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ เธอดูแลตัวเองอย่างดีเพราะเชื่อว่าร่างกายคือแหล่งพลังงานสำคัญในการเดินทาง “เราไม่อยากกินยาตลอดชีวิต เราจึงตรวจสุขภาพทุกปี ออกกำลังกายทุกวัน กินอาหารแบบไม่ตามใจปากมากนัก แม้คนเราจะหลีกเลี่ยงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้ในท้ายที่สุด แต่มันไม่ควรจะมาเร็วเกินไป ควรมีเวลาให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตบ้าง”</p>
<p>ป้าแป๋วเล่าประสบการณ์เดินทางให้คนในครอบครัวฟัง ลูกชายอ่านแล้วก็ยุให้เธอเปิดเพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องให้คนอื่นอ่าน เธอบอกว่าสนใจประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศเป็นพิเศษ สถานที่ห้ามพลาดทุกทริปคือพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่</p>
<p>แท้จริงแล้วความสุขของนักเดินทางวัยเกษียณ ไม่ใช่สถิติจำนวนประเทศที่ไปเยือน แต่เป็นการสำรวจเรื่องราวของบ้านเมืองด้วยสายตาตัวเอง</p>
<p>“การศึกษาประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศก็เหมือนเราได้รู้จักพ่อและแม่ของคนในประเทศนั้น เราจะรู้ว่าทำไมคนชาตินี้ถึงมีนิสัยแบบนี้ แล้วการเดินทางไปเห็นด้วยตาก็ช่วยยืนยันประวัติศาสตร์ที่เรารู้ว่ามันเป็นจริง มันเป็นความสุขเล็กๆ ในบั้นปลายชีวิตของเรา”</p>
<p>เธอหัวเราะและส่ายหัวเมื่อเราถามถึงจุดมุ่งหมายของการเดินทางของคนอายุหลัก 6 ป้าแป๋วไม่สนใจ “อายุปูนนี้แล้วอย่าถามถึงจุดมุ่งหมายเลย เราแค่อยากใช้เวลาที่เหลือทำสิ่งที่เรามีความสุข การเดินทางทำให้เราเพลิดเพลิน สนุกกับชีวิต และเติมเต็มในสิ่งที่ขาดไป ตราบใดที่ยังมีแรงแบบนี้ ก็ยังอยากจะเดินทางต่อไป จนกว่าจะไปไม่ไหว”</p>
<p>ดูจากโปรแกรมเที่ยวยาวเหยียดทั้งปี เราเห็นแล้วว่าเธอยังสนุกกับการใช้ชีวิต 65 คือตัวเลขอายุที่เธอกำหนดว่าจะหยุดพักเพื่อประเมินตัวเอง ถ้าร่างกายร้องหาที่พักเธอจะไม่ปฏิเสธ บ้านแสนสงบและหนังสือนับร้อยพร้อมให้ความสุขในบั้นปลาย</p>
<p>แต่ถ้ายังไหว เราคงได้เห็นการเดินทางของป้าแป๋วในวัยขึ้นเลข 7 เพราะเธอเชื่อว่าการเดินทางไม่ใช่การทำสถิติ แต่เป็นการออกกำลังกายที่ทำให้เธอแข็งแรง มีเรี่ยวแรงไปต่อทั้งกายและใจ</p>
<p><strong>Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/hipsterpaew/" target="_blank" rel="noopener">ป้าแบ็คแพ็ค</a></p>
<p><em>(จากคอลัมน์ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า &#8211; a day 189 พฤษภาคม 2559)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> มณีนุช บุญเรือง</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-hipsterpaew/">กาญจนา พันธุเตชะ แห่งเพจ &#8216;ป้าแบ็คแพ็ค&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-hipsterpaew/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวางแผนนโยบายสุขภาพแห่งชาติ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/job-national-health/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/job-national-health/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นิภัทรา นาคสิงห์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 Sep 2017 01:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[job anatomy]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[นักวางแผนนโยบายสุขภาพแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.พลเดช ปิ่นประทีป]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสาธารณสุข]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/job-national-health/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่นานมานี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป นายแพทย์นักบริหารที่เป็นดั่งเรี่ยวแรงหลักของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่ทำงานด้านนโยบายสุขภาพของสังคมไทยมานานครบ 10 ปีเต็ม ประเด็นสำคัญข้อหนึ่งคือเราอยากรู้จัก สช. มากขึ้น ในฐานะที่เป็นองค์กรภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีที่เข้าใจความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนมากที่สุด ข้อต่อมาคือเราอยากรู้ว่าทำไมภาคสาธารณสุขของไทยถึงเข้มแข็งและประสบความสำเร็จในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา วันนี้เราเลยอยากเล่ามหากาพย์แห่งวงการสาธารณสุขไทยและการปฏิรูปสุขภาพ ตั้งแต่การดูแลสุขภาวะพื้นฐาน ไปจนถึงการสร้างเครื่องมือเพื่อการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพของประชาชน ผ่านมุมมองและแนวคิดของ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่มีต่อเส้นทางความเปลี่ยนแปลงตลอด 40 ปีที่ผ่านมา และหลักไมล์สำคัญที่นำมาสู่ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่เป็นดั่งปรากฏการณ์ที่ปลุกคนไทยให้ลุกขึ้นมาร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะ เริ่มต้นจากค่อยๆ สร้างคนที่มีชุดความคิดและอุดมคติคล้ายกัน ย้อนกลับตั้งแต่ยุค 14 ตุลา บุคลากรวงการสาธารณสุขเกิดกระแสตื่นตัวทางสังคมเป็นอย่างมาก เห็นอกเห็นใจคนยากคนจน ตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงมีกระบวนการพานักศึกษาแพทย์ในยุคนั้นไปเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่าสาธารณสุขชุมชน ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน เมล็ดพันธุ์นักศึกษาแพทย์ของแผ่นดินจะต้องเดินทางไปในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ เพื่อออกค่ายสร้างโรงเรียนและสอนหนังสือเด็กๆ พ่วงด้วยการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมสำคัญที่เรียกว่าการตรวจสุขภาพให้กับชาวบ้าน ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่หอบหิ้วกันมาจากกรุงเทพฯ ถือเป็นการเรียนรู้วิชาผ่านการปฏิบัติจริงและเก็บข้อมูลสุขภาพของคนในชุมชนในช่วงเวลาของการออกค่ายอาสา เวลาผ่านไป เมล็ดพันธุ์นักศึกษาแพทย์เหล่านั้นก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างงดงามด้วยความคิดและอุดมการณ์จากคำสอนของสมเด็จพระราชบิดา (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ที่ทรงปลูกฝังแนวคิดเรื่องการรับใช้ประชาชนและความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน บุคลากรที่มีคุณค่าเหล่านี้ได้ทำหน้าที่แพทย์ตามชุมชนในต่างจังหวัด เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน และเริ่มมีประสบการณ์ด้านการบริหาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/job-national-health/">นักวางแผนนโยบายสุขภาพแห่งชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่นานมานี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ <strong>นพ.พลเดช ปิ่นประทีป</strong><br />
นายแพทย์นักบริหารที่เป็นดั่งเรี่ยวแรงหลักของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)<br />
ที่ทำงานด้านนโยบายสุขภาพของสังคมไทยมานานครบ<br />
10<br />
ปีเต็ม</p>
<p>ประเด็นสำคัญข้อหนึ่งคือเราอยากรู้จัก สช. มากขึ้น<br />
ในฐานะที่เป็นองค์กรภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีที่เข้าใจความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนมากที่สุด</p>
<p>ข้อต่อมาคือเราอยากรู้ว่าทำไมภาคสาธารณสุขของไทยถึงเข้มแข็งและประสบความสำเร็จในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา</p>
<p>  วันนี้เราเลยอยากเล่ามหากาพย์แห่งวงการสาธารณสุขไทยและการปฏิรูปสุขภาพ<br />
ตั้งแต่การดูแลสุขภาวะพื้นฐาน<br />
ไปจนถึงการสร้างเครื่องมือเพื่อการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพของประชาชน ผ่านมุมมองและแนวคิดของ<br />
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่มีต่อเส้นทางความเปลี่ยนแปลงตลอด<br />
40 ปีที่ผ่านมา และหลักไมล์สำคัญที่นำมาสู่ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ<br />
พ.ศ. 2550 ที่เป็นดั่งปรากฏการณ์ที่ปลุกคนไทยให้ลุกขึ้นมาร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะ<strong></strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_4897.jpg"></p>
<h3><strong>เริ่มต้นจากค่อยๆ<br />
สร้างคนที่มีชุดความคิดและอุดมคติคล้ายกัน </strong><strong></strong></h3>
<p><strong></strong></p>
<p>ย้อนกลับตั้งแต่ยุค 14 ตุลา<br />
บุคลากรวงการสาธารณสุขเกิดกระแสตื่นตัวทางสังคมเป็นอย่างมาก เห็นอกเห็นใจคนยากคนจน ตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข </p>
<p>คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล<br />
จึงมีกระบวนการพานักศึกษาแพทย์ในยุคนั้นไปเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่าสาธารณสุขชุมชน ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน<br />
เมล็ดพันธุ์นักศึกษาแพทย์ของแผ่นดินจะต้องเดินทางไปในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ<br />
เพื่อออกค่ายสร้างโรงเรียนและสอนหนังสือเด็กๆ<br />
พ่วงด้วยการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมสำคัญที่เรียกว่าการตรวจสุขภาพให้กับชาวบ้าน<br />
ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่หอบหิ้วกันมาจากกรุงเทพฯ ถือเป็นการเรียนรู้วิชาผ่านการปฏิบัติจริงและเก็บข้อมูลสุขภาพของคนในชุมชนในช่วงเวลาของการออกค่ายอาสา</p>
<p>เวลาผ่านไป เมล็ดพันธุ์นักศึกษาแพทย์เหล่านั้นก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างงดงามด้วยความคิดและอุดมการณ์จากคำสอนของสมเด็จพระราชบิดา (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร<br />
อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ที่ทรงปลูกฝังแนวคิดเรื่องการรับใช้ประชาชนและความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน<br />
บุคลากรที่มีคุณค่าเหล่านี้ได้ทำหน้าที่แพทย์ตามชุมชนในต่างจังหวัด<br />
เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน และเริ่มมีประสบการณ์ด้านการบริหาร กลายเป็นกลุ่มที่มีพลังทางความคิดใหม่ๆ ผนึกกำลังกับเหล่าอาจารย์แพทย์ของพวกเขาจนส่งผลต่อนโยบายสาธารณสุขของไทยมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<h3><strong>การปฏิรูปครั้งแรกที่เกิดจากนโยบายสร้างโรงพยาบาลอำเภอทั่วประเทศ</strong><strong></strong></h3>
<p>ปี 2520 &#8211; 2530 ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อรัฐมนตรีสาธารณสุข เหล่าแพทย์ชนบท และอาจารย์แพทย์ในมหาวิทยาลัย<br />
รวมตัวกันขอให้กระทรวงสาธารณสุขหยุดโครงการสร้างโรงพยาบาลด้วยงบประมาณ 700 ล้านบาท แล้วนำเงินจำนวนนั้นไปสร้างโรงพยาบาลชุมชน 700<br />
แห่ง<br />
ยกระดับสถานีอนามัยมาเป็นโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลอำเภอกระจายทั่วประเทศไทย<br />
ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงมากขึ้น</p>
<p>ต่อจากนั้น<br />
จึงเกิดการสร้างและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)<br />
ด้านการให้บริการทางการแพทย์ที่ไทยเราล้ำหน้าหลายๆ ประเทศได้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศโลกที่สาม มีแพทย์ที่ลงไปทำงานใกล้ชิดชาวบ้าน<br />
มีการผลิตแพทย์จำนวนมากขึ้นเพื่อรองรับการทำหน้าที่ในโรงพยาบาลตามพื้นที่ต่างๆ<br />
เหล่านั้น  </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_4881.jpg"></p>
<h3><strong>จากยุคก่อเกิดโครงสร้างพื้นฐาน<br />
สู่ยุคแห่งการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน</strong><strong></strong></h3>
<p>ยุคสร้างเสริมสุขภาพประชาชนหรือ Health Promotion เกิดในช่วงปี<br />
2530 &#8211; 2540 โดยประเทศไทยอยู่แถวหน้าในการส่งเสริมสุขภาพและควบคุมโรค<br />
แก้ปัญหาโรคระบาดต่างๆ เช่น โรคเรื้อน และวัณโรค</p>
<p>โดยเฉพาะการสร้างหลักสูตร FETP (Field Epidemiology Training Program) ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการสร้างและส่งนักระบาดวิทยาเข้ามาดูแลปัญหาโรคระบาด<br />
ทำการวิจัย และสืบค้นโรคติดต่อทั้งหลาย รวมถึงการหาสาเหตุปัจจัยต่างๆ<br />
เพื่อทำสงครามกับโรคระบาดที่เกิดขึ้น ทำให้นักระบาดวิทยามีความสามารถในการวางแผน กำหนดกลยุทธ์<br />
และกลายเป็นนักยุทธศาสตร์ของแผ่นดินในที่สุด</p>
<p>ข้อมูลด้านสุขภาพของคนไทยจากหน่วยที่เล็กที่สุด คือโรงพยาบาลชุมชน อนามัย และสาธารณสุขชุมชน<br />
ไปสู่มือของผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์สถานการณ์<br />
โดยกลยุทธ์ทั้งหลายมาจากข้อมูลปฐมภูมิที่เก็บตามโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ใช้การวิเคราะห์จากเครื่องมือสถิติขั้นสูง ซึ่งใช้ข้อมูลในระดับ population เพื่อประมวลผลทั้งประเทศได้ว่า<br />
ในช่วงนี้มีโรคระบาดอะไรที่กำลังเกิดอย่างรุนแรงอยู่บ้างและควรป้องกันอย่างไรให้ทันท่วงที นี่คือโมเดลสร้างฐานข้อมูลทางการแพทย์<br />
ก่อนจะมาถึงยุคที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์และดิจิทัลในปัจจุบัน</p>
<h3><strong>เรื่องสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกบุคคล<br />
แต่ยังโยงไปถึงนโยบายระดับชาติ</strong><strong></strong></h3>
<p>หลังจากยุค Health Promotion แล้ว<br />
Episode ถัดมาของวงการสาธารณสุขไทยก็มาถึงยุค Social Determinants of Health คือสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกายและจิตใจเท่านั้น<br />
แต่ยังครอบคลุมไปถึงสุขภาพสังคมและสุขภาพทางปัญญา<br />
ยุคนี้จึงเกิดหน่วยงานสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)<br />
ทำงานวิจัยด้านสุขภาพประชาชนมาอย่างยาวนานในปี 2545 อีกทั้งยังเกิดองค์กรที่เราคุ้นชื่ออย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)<br />
และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในปีต่อมา</p>
<p>5 ปีต่อจากนั้น<br />
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)<br />
ก็เกิดขึ้นภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี<br />
ทำหน้าที่เป็นองค์กรทางนโยบายเปรียบดั่ง Soft<br />
Power ที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพและเชื่อมโยงนโยบายข้ามกระทรวง</p>
<p>คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ<br />
คือการรวมตัวกันของเหล่าบุคคลจาก 3<br />
ฝ่าย 3<br />
มุมมองที่ทำงานด้านนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ<br />
<strong>หนึ่ง</strong>คือ นักวิชาการ นักวิชาชีพ <strong></strong><strong>สอง</strong>คือ ภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ และธุรกิจเอกชน<br />
และ<strong>สาม</strong>คือ ภาครัฐ นักการเมือง ข้าราชการ ปลัดกระทรวง<br />
ที่รวมตัวกันเป็นสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา เป็นองค์ประกอบของสิ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ<br />
ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_4884.jpg"></p>
<h3><strong>หัวใจและเครื่องมือสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ<br />
</strong><strong>(</strong><strong>สช</strong><strong>.) </strong><strong>ต่อสังคมไทย</strong><strong></strong></h3>
<p>หัวใจของ สช. คือสร้างการมีส่วนร่วม นำไปสู่พลังเครือข่ายที่ใช้ความรู้เพื่อไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างความสัมพันธ์<br />
ปรับกฎหมายใหม่ แก้กฎหมายเก่า เพื่อสร้างกลไกใหม่ทั้งหมด<br />
เนื้อแท้ของมันจึงเป็นการปฏิรูปที่ขยายวงกว้างจากการปฏิรูปสาธารณสุขและสุขภาพไปสู่การปฏิรูปสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจฐานราก โดย สช. ได้ทำหน้าที่สำคัญในการสร้างเครื่องมือมา<br />
3 รูปแบบ เพื่อการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย</p>
<p>เครื่องมือชิ้นแรก เรียกว่า <strong>สมัชชาสุขภาพ<br />
</strong>เป็นกระบวนการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม<br />
โดยการมีส่วนร่วมแบบ Active และทำงานแบบ Proactive<br />
คือการสร้างพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) ที่มีอำนาจการตัดสินใจ<br />
มาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและลงมติประเด็นที่เข้าสู่สมัชชาสุขภาพได้เลยจากตัวพวกเขาเอง</p>
<p>เครื่องมือชิ้นที่สอง คือ <strong>ธรรมนูญสุขภาพ </strong>เป็นกรอบกติกาที่สังคมยึดถือร่วมกัน ใช้กระบวนการเรียนรู้และตกลงร่วมกันในสังคม<br />
ชุมชน ได้รับความนิยมมากในระดับตำบลต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 600 ตำบลนำเครื่องมือนี้ไปปรับประยุกต์เป็นธรรมนูญสุขภาพตำบล<br />
เกิดวงจรเรียนรู้กันอย่างเข้มแข็งและเฉลียวฉลาด สร้าง Active Citizen ขึ้นมาในอีกสไตล์หนึ่ง</p>
<p>เครื่องมือชิ้นที่สาม คือ <strong>การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ </strong>(Health Impact Assessment &#8211; HIA) เครื่องมือนี้จะถูกใช้ในกรณีที่จะมีโครงการเกิดขึ้นในสังคมหรือในชุมชนท้องถิ่นที่ใดที่หนึ่ง ชุมชนรอบๆ นั้นจะได้รับผลกระทบจากโครงการนั้นโดยตรง<br />
โดยเฉพาะผลกระทบต่อสุขภาพ ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสังคม<br />
พวกเขาก็สามารถเอาเครื่องมือนี้ไปประยุกต์ใช้ได้</p>
<h3><strong>ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงชุมชนเล็กๆ </strong><strong></strong></h3>
<p>ตลอด 10<br />
ปีที่ผ่านมา สช. มีบทบาทหลักในฐานะเป็นหน่วยงานเล็กๆ<br />
สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มุ่งการสานพลัง ภายใต้ พ.ร.บ.<br />
สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 กฎหมายที่ต้องการให้เกิดการทำงานข้ามหน่วยงาน<br />
ไม่มีพรมแดน สช.จึงประสานได้ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์<br />
กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์<br />
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย </p>
<p>ที่ผ่านมา ถือว่า สช. บรรลุวัตถุประสงค์การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ<br />
โดยใช้หลักสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ตั้งแต่ระดับชาติ ภูมิภาค จังหวัด ท้องถิ่น<br />
ชุมชน เกิดนโยบายที่ไม่เป็นขั้วใดขั้วเดียว เพราะแต่ละขั้วล้วนมีบทบาท<br />
มีศักยภาพแตกต่างกันไป ถ้าขาดไปมุมใดมุมหนึ่งก็จะไม่ประสบความสำเร็จ  </p>
<p>ขณะนี้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550  ผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณค่า<br />
มีประโยชน์และปรับใช้ได้จริง ทำให้ <strong>“</strong><strong>ขบวนปฏิรูปสุขภาพ</strong><strong>” </strong>ของประเทศเติบโตเร็วมาก เหมือนรถไฟสายสุขภาพที่ทั่วถึง กว้างขวางไปทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล<br />
เป็นการออกแบบเครื่องมือที่ตรงความต้องการของคนไทย และขบวนปฏิรูปนี้ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า สานพลังอย่างบูรณาการ ลดช่องว่างของภาคประชาชน ประชาสังคม<br />
กับภาครัฐและภาคธุรกิจ เกิดการเห็นคุณค่าและยอมรับซึ่งกันและกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_4874_1.jpg"></p>
<h3><strong>ยกระดับบทบาทของ สช</strong><strong>. </strong><strong>เพื่อก้าวสู่อนาคตในทศวรรษหน้า</strong><strong></strong></h3>
<p>ปัจจุบัน สช. ได้เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการด้วยการเชื้อเชิญองค์กรภาคีจากทุกกระทรวงมาร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างสรรค์นโยบายสาธารณะที่ดี ทั้งหน่วยงานตระกูล ส. หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้อง<br />
เปลี่ยนมายด์เซ็ตของเครือข่ายในการระดมความคิดเห็น<br />
ก้าวข้ามการมองผู้อื่นว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม<br />
ทำให้เกิดความพอใจและอยากเข้ามามีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน</p>
<p>สิ่งที่ สช.<br />
จะมุ่งไปในอีก 10 ปีข้างหน้า<br />
คือการยกระดับคุณค่าให้กระบวนการที่ประสบผลดังกล่าวกลายเป็น “เครื่องมือระดับชาติ” สามารถรับมือประเด็นปัญหาใหญ่ๆ<br />
ของประเทศได้ ไม่เฉพาะเรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่รวมถึงความขัดแย้งในสังคม สช. ภาคีเครือข่าย<br />
และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ จะเป็นฐานทุนที่สำคัญในการแก้ปัญหาเรื้อรัง<br />
มุ่งไปสู่สภาวะใหม่ที่สามัคคีปรองดอง อาจเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือเครื่องมือทางนโยบาย เพื่อให้คนรุ่นใหม่สร้างสรรค์ระบบประชาธิปไตยจากฐานข้างล่างขึ้นมาให้เกิดความเข้มแข็งในที่สุด</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>มณีนุช บุญเรือง<br /></em><i style="background-color: initial"><strong>ภาพประกอบ</strong> พนิดา มีเดช</i></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/job-national-health/">นักวางแผนนโยบายสุขภาพแห่งชาติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/job-national-health/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Living through time</title>
		<link>https://adaymagazine.com/there-59/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/there-59/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภัทรียา พัวพงศกร]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jul 2017 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[THERE]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองลับแล]]></category>
		<category><![CDATA[อุตรดิตถ์]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์เฮือนคำหยาด]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญาไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/there-59/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สิ่งที่งดงามที่สุดในพิพิธภัณฑ์อาจไม่ใช่สิ่งของที่อยู่ในตู้ แต่เป็นสายตาที่จับจ้องมัน สายตาของครูสมชาย ปงศรีชัย หรือครูเหลือ ชายชราเจ้าของพิพิธภัณฑ์เฮือนคำหยาด เป็นประกายสุกใสเมื่อพาเราเดินเข้าไปชมของสะสมในบ้าน ผ้าซิ่นตีนจกผืนเก่า เครื่องเบญจรงค์ เครื่องใช้ไม้สอยแกะสลัก ที่นอนสงบนิ่งอยู่ในตู้ดูมีชีวิตชีวาเมื่อชายวัย 70 ปีถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังของพวกมัน ชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของประวัติศาสตร์เมืองลับแลก็หลุดร่วงลงมาเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นจิ๋ว ตำนานผ้าซิ่นลับแลงแซงผีเงือก เรื่องราวของเจ้าเมืองทุ่งยั้ง รายชื่อของผู้หญิงที่ส่งต่อผ้าซิ่นอายุ 200 กว่าปีจากรุ่นสู่รุ่น ภาพอุตรดิตถ์ที่เจ้าบ้านคนนี้ถ่ายทอดสนุกสนานเปี่ยมกลิ่นอายท้องถิ่นชาวบ้านแบบที่หาไม่ได้ในหนังสือเรียน “คนมันใจรักน่ะ ตอนผมอายุ 16 ปี อาจารย์สอนว่าสินค้าที่มาจากเมืองจีนคือชามเบญจรงค์ เราอยากเห็นเลยเข้าไปในหมู่บ้าน ขอดูจากบ้านเก่าๆ ผมชอบมาก อยากได้ ก็ขอซื้อมา หลังจากนั้นก็เก็บสะสมของเก่ามาตลอด&#8221; ครูเหลืออธิบาย &#8220;ตอนนั้นพ่อแม่ก็คิดว่าผมเล่นเงินเล่นทอง แต่ถ้าเราไม่สะสม ของเก่าๆ ก็จะออกไปจากลับแลหมด ถ้าเราไม่ถามเรื่องราวจากคนเก่าแก่ เรื่องราวของมันก็จะหายไปหมด&#8221; นัยน์ตาของเจ้าบ้านชราเปี่ยมพลัง ไม่ใช่แค่ของโบราณในเฮือนคำหยาดที่มีค่า แต่แพชชันเปี่ยมล้นของเจ้าบ้านผู้มีใจรักของเก่าต่างหากที่ทำให้เรื่องราวในอดีตกลับมาหายใจอีกครั้ง &#8220;ผู้หญิงที่นี่ทอผ้าได้ทุกคน แต่สิบห้าปีที่แล้วไม่มีใครนิยมทอผ้าแล้ว ทั้งที่มันเป็นวัฒนธรรมของที่นี่&#8221; ครูโจ-จงจรูญ มะโนคำ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจกไท-ยวน ลับแล พาเราเดินชมผ้าซิ่นเก่าแก่ในพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งเปิดเต็มตัวเมื่อปีที่แล้ว ด้วยความหลงใหลในผ้าซิ่นตีนจก ประกอบกับความรู้จากแม่ที่เป็นช่างทอผ้าฝีมือดี ครูโจกลับมาบ้านเกิดและพยายามสร้างตลาดซื้อขายผ้าซิ่นจากการรับซื้อผ้าเก่า รวมกลุ่มแม่บ้านให้สร้างผลงานใหม่ๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/there-59/">Living through time</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สิ่งที่งดงามที่สุดในพิพิธภัณฑ์อาจไม่ใช่สิ่งของที่อยู่ในตู้</p>
<p>แต่เป็นสายตาที่จับจ้องมัน</p>
<p>สายตาของ<strong>ครูสมชาย ปงศรีชัย</strong> หรือครูเหลือ ชายชราเจ้าของพิพิธภัณฑ์เฮือนคำหยาด เป็นประกายสุกใสเมื่อพาเราเดินเข้าไปชมของสะสมในบ้าน ผ้าซิ่นตีนจกผืนเก่า เครื่องเบญจรงค์ เครื่องใช้ไม้สอยแกะสลัก ที่นอนสงบนิ่งอยู่ในตู้ดูมีชีวิตชีวาเมื่อชายวัย 70 ปีถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังของพวกมัน ชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของประวัติศาสตร์เมืองลับแลก็หลุดร่วงลงมาเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นจิ๋ว ตำนานผ้าซิ่นลับแลงแซงผีเงือก เรื่องราวของเจ้าเมืองทุ่งยั้ง รายชื่อของผู้หญิงที่ส่งต่อผ้าซิ่นอายุ 200 กว่าปีจากรุ่นสู่รุ่น ภาพอุตรดิตถ์ที่เจ้าบ้านคนนี้ถ่ายทอดสนุกสนานเปี่ยมกลิ่นอายท้องถิ่นชาวบ้านแบบที่หาไม่ได้ในหนังสือเรียน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-308.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-296.jpg"></p>
<p>“คนมันใจรักน่ะ ตอนผมอายุ 16 ปี อาจารย์สอนว่าสินค้าที่มาจากเมืองจีนคือชามเบญจรงค์ เราอยากเห็นเลยเข้าไปในหมู่บ้าน ขอดูจากบ้านเก่าๆ ผมชอบมาก อยากได้ ก็ขอซื้อมา หลังจากนั้นก็เก็บสะสมของเก่ามาตลอด&#8221; ครูเหลืออธิบาย &#8220;ตอนนั้นพ่อแม่ก็คิดว่าผมเล่นเงินเล่นทอง แต่ถ้าเราไม่สะสม ของเก่าๆ ก็จะออกไปจากลับแลหมด ถ้าเราไม่ถามเรื่องราวจากคนเก่าแก่ เรื่องราวของมันก็จะหายไปหมด&#8221;</p>
<p>นัยน์ตาของเจ้าบ้านชราเปี่ยมพลัง ไม่ใช่แค่ของโบราณในเฮือนคำหยาดที่มีค่า แต่แพชชันเปี่ยมล้นของเจ้าบ้านผู้มีใจรักของเก่าต่างหากที่ทำให้เรื่องราวในอดีตกลับมาหายใจอีกครั้ง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-307.jpg"></p>
<p>&#8220;ผู้หญิงที่นี่ทอผ้าได้ทุกคน แต่สิบห้าปีที่แล้วไม่มีใครนิยมทอผ้าแล้ว ทั้งที่มันเป็นวัฒนธรรมของที่นี่&#8221; <strong>ครูโจ-จงจรูญ มะโนคำ</strong> เจ้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจกไท-ยวน ลับแล พาเราเดินชมผ้าซิ่นเก่าแก่ในพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งเปิดเต็มตัวเมื่อปีที่แล้ว ด้วยความหลงใหลในผ้าซิ่นตีนจก ประกอบกับความรู้จากแม่ที่เป็นช่างทอผ้าฝีมือดี ครูโจกลับมาบ้านเกิดและพยายามสร้างตลาดซื้อขายผ้าซิ่นจากการรับซื้อผ้าเก่า รวมกลุ่มแม่บ้านให้สร้างผลงานใหม่ๆ จนกลายเป็นกลุ่มช่างทอผ้าบ้านคุ้มและบ้านนาทะเล เจ้าบ้านผู้มุ่งมั่นสร้างระบบตั้งแต่เตรียมอุปกรณ์ ย้อมไหมสีธรรมชาติ พัฒนาแบบและลวดลายของผ้าซิ่น จนถึงหาตลาดวางขายตลอดทั้งปี สินค้าซิ่นตีนจกที่นี่จึงงดงามละเอียดไม่แพ้ซิ่นเก่าผืนงามในตู้โชว์</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-2453.jpg"></p>
<p>“ถ้าเราไม่สืบทอดมันก็ตายอยู่ในตู้ เป็นอนุสาวรีย์เฉยๆ ผ้าในพิพิธภัณฑ์ที่นี่มีชีวิตขึ้นมาได้ทุกผืน เราแกะลายผ้าเก่าใส่ Excel แล้วพรินต์เป็นแบบเหมือนครอสสติทช์ให้เขาไปทอ เขาก็เป็นศิลปิน เป็นผู้อนุรักษ์ไม่ให้มันหายไป&#8221;</p>
<p>เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ประธานกลุ่มทอผ้าเชื่อว่าการสร้างรายได้เสริมจากการทอผ้ายังทำให้ผู้คนได้ซึมซับ หวงแหนศิลปะของหมู่บ้าน พิพิธภัณฑ์นี้จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ ฟูมฟักเส้นใยอดีตให้เกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเชื่อมต่อและร้อยขนานไปกับปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-257.jpg"></p>
<blockquote><p>&#8220;ในฐานะเจ้าบ้าน เรามีความรู้ก็ต้องแบ่ง มีของดีก็ต้องแสดง พิพิธภัณฑ์นี้พี่ทำให้ชุมชน ไม่ได้ทำให้ตัวเราคนเดียว มันเป็นของประจำหมู่บ้าน ของอำเภอ ของจังหวัด เอาไว้ศึกษา เป็นที่รับแขก เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม เราอยากให้คนรู้จักสิ่งที่เรามี และคนบ้านเราเองก็ภูมิใจในสิ่งที่ทำ”</p></blockquote>
<p style="text-align: right"><strong>จงจรูญ มะโนคำ<br /></strong><b style="background-color: initial">ประธานกลุ่มทอผ้าบ้านคุ้ม ช่างทอผ้าซิ่นตีนจกไท-ยวน ลับแล และเจ้าบ้านชาวลับแล</b></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>มณีนุช บุญเรือง</em></p>
<p><em>พบเสน่ห์ที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองลับแล เมืองเล็กในตำนานของจังหวัดอุตรดิตถ์แบบเต็มอิ่มได้ที่ด้านล่างเลย</em></p>
<p style="text-align: center"><a href="https://drive.google.com/open?id=0B2Mq_ycRRktWTk9RTFJ5NXVQUGs"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/travel-there-4-cover.jpg" alt=""></a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/travel-there-logo11.png"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="background-color: initial"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/there-59/">Living through time</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/there-59/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Humans of the mountain</title>
		<link>https://adaymagazine.com/there-58/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/there-58/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภัทรียา พัวพงศกร]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jul 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[THERE]]></category>
		<category><![CDATA[ระนอง]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวเผ่าอิ่วเมี่ยน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/there-58/</guid>

					<description><![CDATA[<p>น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก แต่ภูเขาเป็นของอิ่วเมี่ยน พี่ก้อง-สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์ เจ้าของกาแฟก้องวัลเล่ย์หันมาพูดประโยคนี้กับเรา ขณะขับจี๊ปปุเลงๆ บนทางคดเคี้ยวสู่บ้านในกรัง เกือบสามสิบปีแล้วที่ชาวเผ่าอิ่วเมี่ยนอพยพจากภาคเหนือมาอยู่ในป่าปักษ์ใต้ หมู่บ้านชาวภูเขาซ่อนตัวอยู่ในมุมลับของอำเภอกระบุรี ที่แม้กระทั่งคนระนองเองอาจไม่รู้จัก คนนอกเรียกพวกเขาว่าเย้า แต่ชื่อแท้จริงที่พวกเขาเรียกตัวเองคืออิ่วเมี่ยน เหมือน human ที่แปลว่ามนุษย์ สาวๆ นุ่งชุดประจำเผ่าสีดำแดงและเครื่องเงินรอต้อนรับพวกเราและ ‘ครูก้อง’ อยู่แล้วเมื่อเราเดินทางถึงในตอนเย็น สองปีก่อนหน้านี้ เจ้าของก้องวัลเล่ย์เข้ามาสอนชาวอิ่วเมี่ยนคั่วกาแฟและผลิตกาแฟโรบัสต้าพรีเมี่ยม กาเอสเพรสโซร้อนๆ กับกาน้ำชาดอกกาแฟที่เก็บได้แค่ปีละครั้งจึงตั้งเตรียมพร้อมบนโตกสานสำหรับแกล้มบทสนทนา “เรามาจากอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชรครับ ตอนนี้หลักๆ เราทำไร่กาแฟ ทุเรียน แล้วก็หมาก เหมือนสวนคอนโดที่มีพืช 3 ชนิดอยู่ในสวนเดียวกัน ชั้นแรกคือกาแฟ สูงขึ้นไปคือทุเรียน ชั้นที่สามคือหมาก พื้นที่มันเหมาะกับการเพาะปลูก และสร้างรายได้พออยู่ได้ให้เกษตรกรที่นี่” อาเซ็ง-เฉงโจว แซ่ฟุ้ง หัวหน้ากลุ่มพัฒนากาแฟเอ่ยปากเล่าเรื่องเมื่อเราล้อมวงกันใต้เงาไม้ ประชากรเจ็ดสิบกว่าชีวิตที่นี่ล้วนเป็นญาติกัน ยึดอาชีพเกษตรกรรมทั้งหมด และแต่ละครัวเรือนก็ร่วมผลิตกาแฟคุณภาพส่งให้ก้องวัลเลย์ราวปีละพันกว่าตัน “ตั้งแต่รู้จักครูก้อง มีความเปลี่ยนแปลงเรื่องกาแฟ ทั้งราคาและคุณภาพ ตอนนี้ทุกคนดื่มกาแฟคั่วเอง เราไม่ได้ซื้อกาแฟที่ตลาด เมื่อก่อนเราคิดว่ามันทำยาก ไม่รู้วิธีการว่าต้องทำยังไงมั่ง แต่พอทำเองก็รู้ว่าทำได้” อาเก๊า-คมสันต์ แซ่เติ๋ง ผู้ใหญ่อีกคนในหมู่บ้านกล่าวเสริม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/there-58/">Humans of the mountain</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก แต่ภูเขาเป็นของอิ่วเมี่ยน</p>
<p>พี่ก้อง-สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์ เจ้าของกาแฟก้องวัลเล่ย์หันมาพูดประโยคนี้กับเรา ขณะขับจี๊ปปุเลงๆ บนทางคดเคี้ยวสู่บ้านในกรัง เกือบสามสิบปีแล้วที่ชาวเผ่าอิ่วเมี่ยนอพยพจากภาคเหนือมาอยู่ในป่าปักษ์ใต้ หมู่บ้านชาวภูเขาซ่อนตัวอยู่ในมุมลับของอำเภอกระบุรี ที่แม้กระทั่งคนระนองเองอาจไม่รู้จัก คนนอกเรียกพวกเขาว่าเย้า แต่ชื่อแท้จริงที่พวกเขาเรียกตัวเองคืออิ่วเมี่ยน เหมือน human ที่แปลว่ามนุษย์</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-159.jpg"></p>
<p>สาวๆ นุ่งชุดประจำเผ่าสีดำแดงและเครื่องเงินรอต้อนรับพวกเราและ ‘ครูก้อง’ อยู่แล้วเมื่อเราเดินทางถึงในตอนเย็น สองปีก่อนหน้านี้ เจ้าของก้องวัลเล่ย์เข้ามาสอนชาวอิ่วเมี่ยนคั่วกาแฟและผลิตกาแฟโรบัสต้าพรีเมี่ยม กาเอสเพรสโซร้อนๆ กับกาน้ำชาดอกกาแฟที่เก็บได้แค่ปีละครั้งจึงตั้งเตรียมพร้อมบนโตกสานสำหรับแกล้มบทสนทนา</p>
<p>“เรามาจากอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชรครับ ตอนนี้หลักๆ เราทำไร่กาแฟ ทุเรียน แล้วก็หมาก เหมือนสวนคอนโดที่มีพืช 3 ชนิดอยู่ในสวนเดียวกัน ชั้นแรกคือกาแฟ สูงขึ้นไปคือทุเรียน ชั้นที่สามคือหมาก พื้นที่มันเหมาะกับการเพาะปลูก และสร้างรายได้พออยู่ได้ให้เกษตรกรที่นี่” <b style="background-color: initial">อาเซ็ง-เฉงโจว แซ่ฟุ้ง</b> หัวหน้ากลุ่มพัฒนากาแฟเอ่ยปากเล่าเรื่องเมื่อเราล้อมวงกันใต้เงาไม้ ประชากรเจ็ดสิบกว่าชีวิตที่นี่ล้วนเป็นญาติกัน ยึดอาชีพเกษตรกรรมทั้งหมด และแต่ละครัวเรือนก็ร่วมผลิตกาแฟคุณภาพส่งให้ก้องวัลเลย์ราวปีละพันกว่าตัน</p>
<p>“ตั้งแต่รู้จักครูก้อง มีความเปลี่ยนแปลงเรื่องกาแฟ ทั้งราคาและคุณภาพ ตอนนี้ทุกคนดื่มกาแฟคั่วเอง เราไม่ได้ซื้อกาแฟที่ตลาด เมื่อก่อนเราคิดว่ามันทำยาก ไม่รู้วิธีการว่าต้องทำยังไงมั่ง แต่พอทำเองก็รู้ว่าทำได้” <b style="background-color: initial">อาเก๊า-คมสันต์ แซ่เติ๋ง</b> ผู้ใหญ่อีกคนในหมู่บ้านกล่าวเสริม เป้าหมายในอนาคตของชาวอิ่วเมี่ยนคือผลิตกาแฟแบรนด์ของตัวเอง แม้ยังไม่มั่นใจเรื่องการตลาดนัก แต่กาแฟหอมเข้มกับชาดอกไม้หวานละมุนที่เราได้จิบก็บอกใบ้ว่าฝ่ายการผลิตพร้อมเต็มที่แล้ว</p>
<p>“เราภูมิใจกับงานของเรานะ เคยส่งทั้งกาแฟคั่วและชาดอกกาแฟให้เพื่อนที่ลำปางชิม เขาโทรมาบอกว่าไม่คิดว่ากาแฟเราจะหอมอร่อย เขาก็ปลูกกาแฟเหมือนกัน แต่เป็นอราบิก้า” อาเซ็งพูดอย่างจริงใจ “บางทีคนข้างนอกเขาก็ไม่เข้าใจ มีช่วงนึงคนเขาจะพูดว่าชาวเขาคือคนที่ทำลายป่า คนที่ค้ายาเสพติด อะไรประมาณนี้ ทั้งที่ปัจจุบันนี่เลิกราไปหมดแล้ว อาจจะมีเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว คือชาวเขาอยู่บนที่สูงมาก พืชที่จะสร้างรายได้ให้คนบนพื้นที่สูงขนาดนั้นคือฝิ่นตัวเดียว ปลูกพืชอื่นเอามาจำหน่ายให้พ่อค้าไม่ได้”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-157.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-165.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-172.jpg"></p>
<p>จากเขาลูกหนึ่งสู่เขาอีกลูก ประวัติศาสตร์ของชาวอิ่วเมี่ยนเปลี่ยนไปแต่ละบทเมื่อการย้ายถิ่นเกิดขึ้น เช่นเดียวกับจำนวนผู้คนในเผ่าที่ต้องแยกจากกันทุกครั้งที่มีความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายที่ตะเข็บชายแดนไทย-ลาว ไล่มาจนถึงพะเยา กำแพงเพชร และเมื่อบริเวณน้ำตกคลองลานถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พวกเขาก็ต้องอพยพอีกครั้ง</p>
<p>“นี่ถ้าต้องย้ายอีกก็ไม่รู้จะย้ายไปไหนแล้วครับ มีแต่ลงทะเล”</p>
<p>หัวหน้ากลุ่มอิ่วเมี่ยนที่เดินทางมาไกลที่สุดพูดยิ้มๆ จากป่าเหนือสู่ป่าใต้ ความเชื่อและวิถีชีวิตของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักจากกลุ่มภาคเหนือ จะต่างกันก็แค่พืชที่ปลูก แต่ชาวเผ่ายังคงนิยมกิจกรรมปักผ้าด้วยมือ ใช้ภาษาเฉพาะตัวที่เขียนด้วยตัวอักษรจีนฮั่น และทุกเทศกาลตรุษจีน ทำบุญพิธีใหญ่ หรือโรงเรียนปิดเทอมใหญ่ พวกเขาจะกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องเสมอ อิ่วเมี่ยนทั้งโลกมีแค่ 12 ตระกูลเท่านั้น สายใยระหว่างคนของภูเขาจึงแนบแน่นแม้มีระยะทางกั้นกลาง</p>
<p>“ช่วงปลายร้อนต้นฝนที่นี่ก็สวยและหนาว ประมาณเดือนพฤษภาคม มีทะเลหมอกสวยมากไม่แพ้ภาคเหนือเลยครับ จะแวะมาชิมผลผลิต มาคุยกับชาวบ้านก็ได้ แต่ถ้าจะมาต้องบอกล่วงหน้าก่อน เพราะแต่งตัวแบบนี้มันเหนื่อยมาก”</p>
<p>อาเก๊าบอกอย่างใจดีพลางหัวเราะ ฟ้ายามโพล้เพล้เปลี่ยนเป็นสีเข้มจนมองเห็นหมู่ดาวเหนือ สภากาแฟของเรา เด็กสาวๆ กลับเข้าบ้านไปเปลี่ยนชุด บ้านในกรังยังไม่มีโฮมสเตย์ให้นอนค้าง ตอนนี้สามารถแวะเข้ามาเที่ยวได้กับทางก้องวัลเล่ย์เท่านั้น แต่ในอนาคตอาจจัดเป็นทริปเที่ยวชมกระบวนการทำกาแฟ กินอาหารแบบอิ่วเมี่ยน และเปิดโฮมสเตย์ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวให้แขกช่วยเก็บเมล็ดกาแฟสีแดง</p>
<p>พูดเพียงเท่านี้ใจเราก็เต้นกระตุกอยากกลับมาเต็มแก่ ผืนป่ารกครึ้ม วิถีชีวิตเรียบง่าย และจิตวิญญาณของขุนเขาที่สถิตย์ในมนุษย์ที่ไม่ยอมท้อถอย แม้ผ่านกาลเวลาและเส้นทางยาวไกล ปลายังคงว่ายน้ำ นกยังคงกระพือปีกบิน และอิ่วเมี่ยนก็ปลูกชีวิตในหุบเขาเหมือนที่เคยทำเสมอมา</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-154.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-178.jpg"></p>
<blockquote><p>“เมื่อก่อนมาอยู่แรกๆ เราเป็นชนเผ่าที่ปิดตัวเอง ไม่อยากให้คนรู้จัก เราเป็นกลุ่มที่เล็กมาก ใช้ภาษาไม่เหมือนเขา ความคิด วัฒนธรรมเราก็แตกต่างจากคนที่นี่ แต่ตอนนี้เราเปิดบ้านแล้วก็ยินดีต้อนรับทุกคนที่อยากมาสัมผัสถ้าอยากรู้จักชีวิตอิ่วเมี่ยนก็เข้ามาหาได้เลย” </p></blockquote>
<p style="text-align: right">เฉงโจว แซ่ฟุ้ง และ คมสันต์ แซ่เติ๋ง<br />เกษตรกรชาวอิ่วเมี่ยน และเจ้าบ้านชาวกระบุรี</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-171.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-184.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p><em><strong>ภาพ</strong> มณีนุช บุญเรือง</em></p>
<p><em>สัมผัสมนตร์เสน่ห์ของจังหวัดระนองแบบเต็มๆ ได้ที่ด้านล่างเลย</em></p>
<p style="text-align: center"><a href="https://drive.google.com/open?id=0B2Mq_ycRRktWN2RNdlBUcTI0aVU"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/THERE_issue_081.jpg" alt=""></a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/travel-there-logo2.png"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/there-58/">Humans of the mountain</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/there-58/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​ตามไปสัมผัสงานคราฟต์จากใจใน from now from here</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-37/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-37/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กชกร มุสิผล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Jun 2017 03:14:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[งานอบอุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการร้านทำผม]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อผ้าลินินน่ารัก]]></category>
		<category><![CDATA[เซรามิกญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปินในร้านทำผม]]></category>
		<category><![CDATA['handmade art]]></category>
		<category><![CDATA[from now from here งาน]]></category>
		<category><![CDATA[Rendee Design]]></category>
		<category><![CDATA[craft exhibition]]></category>
		<category><![CDATA[it takes two to tango]]></category>
		<category><![CDATA[NoojoFarm]]></category>
		<category><![CDATA[Younglek]]></category>
		<category><![CDATA[Takuji setsuko]]></category>
		<category><![CDATA[Rikyu by boy tokyo]]></category>
		<category><![CDATA[งานเซรามิกน่ารัก]]></category>
		<category><![CDATA[งานคราฟท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-37/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราได้ยินมาว่ามีคู่รักญี่ปุ่นไทยคู่หนึ่งตั้งใจหอบหิ้วความสุขและความรักในงานคราฟต์จากเชียงใหม่มายังเมืองหลวงที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตเพื่อให้คนรักชอบ จนลืมไปว่าตัวเองเคยรักและฝันอะไร พวกเขาโยนคำถามไปสู่สังคมว่า จะเป็นไปได้ไหมว่าคนเราทุกคนนั้นอาจเกิดมาเพื่อทำบางอย่างที่เป็นตัวเรา และเมื่อพยายามทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด สักวันหนึ่งก็จะพบกับความสุขที่ยั่งยืน ผ่านการจัดแสดงงานฝีมือของทั้งคู่และเพื่อนๆ ในนิทรรศการเล็กๆ ที่ชื่อว่า from now from here เราจึงออกเดินทางมาพูดคุยกับพวกเขาถึงความตั้งใจในการจัดงานที่น่ารักพอๆ กับงานคราฟต์หน้าตาน่าเอ็นดูตรงหน้า ไม่ว่าสิ่งนี้จะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าโปรเจกต์นี้จะเป็นของใคร ถ้าหากเรารู้ เราจะตามไปดู ใคร : 4 ครอบครัวคนไทย-ญี่ปุ่นที่ใช้มือและใจสร้างงาน งานครั้งนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของ 4 ครอบครัวที่ค้นพบสิ่งตัวเองรัก กล้าลองผิดลองถูก และฝึกฝน จนได้งานคราฟต์ดีไซน์ไม่เหมือนใคร เริ่มจาก หงส์ และชิฮิโระ คู่รักที่รักในศิลปะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rendee Design และผู้ริเริ่มไอเดียงาน เอ และบี สองพี่น้องฝาแฝดสาวชาวกรุง ผู้ไม่ได้จบด้านการออกแบบเสื้อผ้าและไม่มีความรู้เรื่องการสร้างแพตเทิร์น แต่สร้างงานจากสิ่งใกล้ตัวและความชอบในชีวิตประจำวัน บันทึกวัฒนธรรมป๊อปลงบนผ้าทอมือใยกัญชงและจังหวะการปักโดยใช้ด้ายย้อมสีธรรมชาติในชื่อแบรนด์ It takes two to tango หนู นิด และเล็ก สามพี่น้องผู้รักงานคราฟต์ แต่แยกย้ายกันไปเติบโตในรูปแบบที่เป็นตัวเอง โดย &#8216;หนู&#8217; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-37/">​ตามไปสัมผัสงานคราฟต์จากใจใน from now from here</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราได้ยินมาว่ามีคู่รักญี่ปุ่นไทยคู่หนึ่งตั้งใจหอบหิ้วความสุขและความรักในงานคราฟต์จากเชียงใหม่มายังเมืองหลวงที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตเพื่อให้คนรักชอบ<br />
จนลืมไปว่าตัวเองเคยรักและฝันอะไร</p>
<p>พวกเขาโยนคำถามไปสู่สังคมว่า จะเป็นไปได้ไหมว่าคนเราทุกคนนั้นอาจเกิดมาเพื่อทำบางอย่างที่เป็นตัวเรา และเมื่อพยายามทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด สักวันหนึ่งก็จะพบกับความสุขที่ยั่งยืน ผ่านการจัดแสดงงานฝีมือของทั้งคู่และเพื่อนๆ ในนิทรรศการเล็กๆ ที่ชื่อว่า from<br />
now from here เราจึงออกเดินทางมาพูดคุยกับพวกเขาถึงความตั้งใจในการจัดงานที่น่ารักพอๆ<br />
กับงานคราฟต์หน้าตาน่าเอ็นดูตรงหน้า</p>
<p>ไม่ว่าสิ่งนี้จะอยู่ที่ไหน<br />
ไม่ว่าโปรเจกต์นี้จะเป็นของใคร ถ้าหากเรารู้ เราจะตามไปดู</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1694.jpg"></p>
<p><strong>ใคร : </strong><strong>4<br />
ครอบครัวคนไทย-ญี่ปุ่นที่ใช้มือและใจสร้างงาน</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1713.jpg"></p>
<p>งานครั้งนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของ 4 ครอบครัวที่ค้นพบสิ่งตัวเองรัก กล้าลองผิดลองถูก และฝึกฝน จนได้งานคราฟต์ดีไซน์ไม่เหมือนใคร</p>
<p>เริ่มจาก หงส์ และชิฮิโระ คู่รักที่รักในศิลปะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rendee Design และผู้ริเริ่มไอเดียงาน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1739.jpg"></p>
<p>เอ และบี สองพี่น้องฝาแฝดสาวชาวกรุง ผู้ไม่ได้จบด้านการออกแบบเสื้อผ้าและไม่มีความรู้เรื่องการสร้างแพตเทิร์น แต่สร้างงานจากสิ่งใกล้ตัวและความชอบในชีวิตประจำวัน บันทึกวัฒนธรรมป๊อปลงบนผ้าทอมือใยกัญชงและจังหวะการปักโดยใช้ด้ายย้อมสีธรรมชาติในชื่อแบรนด์ It takes two to tango</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_17341.jpg"></p>
<p>หนู นิด และเล็ก<br />
สามพี่น้องผู้รักงานคราฟต์ แต่แยกย้ายกันไปเติบโตในรูปแบบที่เป็นตัวเอง โดย &#8216;หนู&#8217; เลือกไปทำ หนูโจฟาร์ม กับสามีชื่อโจ<br />
ฟาร์มสเตย์ที่ใช้ธรรมชาติและศิลปะนำทาง</p>
<p> ‘นิด’ เลือกไปเปิดบ้านนารีสโมสร<br />
แบ่งปันการทำงานศิลปะบนผืนผ้าลินินที่เธอรักให้กับผู้คน ส่วน ‘เล็ก’  นอกจากจะเป็นนักเขียนสายบ้าน งานคราฟต์ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ เธอยังแบ่งเวลามาทำ Younglek UNDER : under<br />
&amp; easy wear แบรนด์เสื้อผ้าและชุดชั้นในสำหรับสาวๆ<br />
เมืองร้อนที่ชอบสัมผัสเนื้อผ้าธรรมชาติ  </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1692.jpg"></p>
<p>ทาคุจิ และเซ็ตสุโกะ<br />
คู่สามีภรรยาช่างปั้นดินเผาและช่างภาพชาวญี่ปุ่นในเชียงใหม่ที่ลงมือทำสิ่งที่รักอย่างตั้งใจเป็นเวลาหลายปี<br />
ทาคุจิได้ค้นพบความสงบจากทำเครื่องปั้นดินเผาญี่ปุ่นจากการลองผิดลองถูก ทดลองผสมดินเมืองไทยและหาสูตรการเคลือบเอง<br />
ส่วนเซ็ตสุโกะนั้นได้ค้นพบความสุขจากการบันทึกเรื่องราวของผู้คนในเชียงใหม่ผ่านภาพถ่ายและงานเขียนที่อ่อนโยนต่อใจ</p>
<p><strong>ทำอะไร :<br />
แสดงงานคราฟต์ในแบบฉบับของตัวเอง</strong></p>
<p style="text-align: center">
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1744.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1725.jpg"></p>
<p>เครื่องปั้นดินเผาญี่ปุ่น<br />
 เสื้อผ้าใยกัญชงที่ปักลายป๊อปคัลเจอร์ด้วยด้ายย้อมสีธรรมชาติ<br />
ชุดชั้นในเมืองร้อนที่ตัดเย็บจากความเข้าใจ เครื่องประดับทำมือจากวัตถุดิบใกล้ตัว  และข้าวของออร์แกนิกจากฟาร์ม  คือตัวอย่างของงานทำมือที่หงส์และเพื่อนๆ ตั้งใจนำมาจัดวางในรูปแบบของนิทรรศการศิลปะที่ดูง่าย มองสบาย<br />
เหมือนมาบ้านเพื่อน</p>
<p>“from now from here หรือ Tsunagu<br />
Tsunageru Project ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่าการเชื่อมต่อ คนที่มาร่วมแสดงงานครั้งนี้ไม่ต้องพูดอะไรกันมากเพราะเรามีพื้นฐานที่เชื่อมโยงกัน นั่นคือคนที่ทำงานทำมือเพื่อตัวเองอย่างจริงใจ<br />
มีการพยายามลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง  ไม่ได้ตามใคร ไม่ได้สนใครอื่นหรือเทรนด์<br />
แต่กลั่นงานทั้งหมดมาจากข้างในตัวเขา เสน่ห์ที่ตามมาก็คือความสดใหม่และเป็นความจริง นอกจากนี้เราก็ตั้งใจเอาศิลปะ งานคราฟต์ หลากหลายสาขามารวมกัน<br />
ทุกคนชมได้ อยากให้มีความอบอุ่น  ดูแล้วสนุก”</p>
<p><strong>ที่ไหน : </strong><strong>Rikyu<br />
by boy Tokyo</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-detail21.jpg"></p>
<p>แฮร์ซาลอนสุดติสท์ในซอยสุขุมวิท 24<br />
 ที่เปิดพื้นที่บริเวณชั้น 2  เป็นอาร์ตสเปซชื่อ<br />
‘Studio 2.0’ สำหรับแสดงงานศิลปะหรือจัดเวิร์กช็อปต่างๆ<br />
ให้ผู้คนที่รักในศิลปะและงานคราฟต์มาแบ่งปันความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่ผ่อนคลายเป็นกันเอง ชวนให้ผู้คนที่อยู่นอกวงจรศิลปะเข้ามาทำความรู้จักโลกศิลปะใกล้ๆ<br />
ได้แบบไม่มีเขิน</p>
<p><strong>ทำทำไม :<br />
พักความวุ่นวายในเมืองเพื่อทบทวนหัวใจ และเชื่อมโยงผู้คนผ่านงานทำมือ</strong><strong></strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_16811.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_1675.jpg"></p>
<p>หงส์บอกกับเราว่า<br />
ความเจริญและเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเราให้ดูเหมือนกันไปหมด<br />
สิ่งที่หายไปในเมืองใหญ่คือเอกลักษณ์ของผู้คน คงจะดีไม่น้อยหากนิทรรศการครั้งนี้จะทำให้คนเมืองได้เป็นตัวเองผ่านการสัมผัสเรื่องราวเบื้องหลังชิ้นงานทำมือ และพูดคุยแลกเปลี่ยนความชอบกันไปมา</p>
<p>“เราอยากเปิดพื้นที่ให้คนเมืองได้กลับมามองสิ่งสามัญธรรมดา<br />
ให้เขาได้ลองสัมผัสงานทำมือลึกๆ ไม่ใช่ความน่ารักที่เห็น<br />
แต่งานทุกชิ้นในนิทรรศการนี้มีเรื่องราวมากกว่านั้น เช่น<br />
เสื้อหนึ่งตัวผ่านการย้อมสีธรรมชาติเอง เขาทำจากตัวเขาเองจริงๆ<br />
ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่ได้หาได้ง่ายๆ ในสังคมเมือง<br />
เพราะวิถีความเป็นอยู่และสิ่งรอบข้าง”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_16891.jpg"></p>
<p>ส่วนบี<br />
ฝาแฝดผู้น้อง เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าที่จริงใจกับความชอบของตัวเองบอกเราว่า “จุดคลี่คลายตัวเราจริงๆ คือตอนได้ไปออกงานครั้งแรกที่งาน<em>บ้านและสวนแฟร์</em> เราไม่อยากใส่เสื้อผ้าที่ตัวเองทำไปออกงาน<br />
เพราะตอนนั้นพวกเรามัวแต่คิดว่าคนอื่นจะชอบไหม แต่ปรากฏว่าคนเราชอบไม่เหมือนกัน<br />
ถ้าเจอคน 10 คน ก็มี 10 ความชอบ สุดท้ายก็เลยกลับมาถามตัวเองง่ายๆ ว่าตัวเองชอบอะไร<br />
ตัวเองอยากใส่อะไรก็ทำอันนั้นสิ เลยเป็นแบบนี้จนถึงทุกวันนี้&#8221;</p>
<p>&#8220;ส่วนงานนี้จูนกันง่ายมาก<br />
ทุกคนเป็นเหมือนแม่เหล็ก วิ่งเข้าหากัน แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการแลกเปลี่ยนกัน<br />
สมมติว่าพี่ชอบงานของเพื่อน เพื่อนชอบงานของพี่ จบงานก็แลกของกัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ไม่เคยได้รับมาก่อน&#8221;</p>
<p>&#8220;เราเองอยากเห็นความสัมพันธ์ในเรื่องการเชื่อมโยงคนกับคน<br />
ในเรื่องของวิถีชีวิต เอกับบีก็เป็นแค่จุดๆ หนึ่งในงาน<br />
แต่ถ้าทุกคนมาแล้วเชื่อมโยงกันมันก็จะกลายเป็นวงกลมที่ค่อยๆ ขยายต่อไปเป็นครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_17191.jpg"></p>
<p><strong>แนะนำให้ตามไปดู</strong><strong></strong></p>
<p>ถึงจะเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนทำงานคราฟต์ในช่วงเวลาสั้นๆ<br />
แต่ในสังคมเมืองที่เสียงผู้คนรอบข้าง เสียงสังคม ดังกว่าเสียงหัวใจข้างใน<br />
งานทำมือของกลุ่มคนตัวเล็กๆ ตรงหน้ากลับทำให้เราทบทวนตัวเองอีกครั้ง</p>
<p>แวะไปพูดคุยกับศิลปินใจดีที่พร้อมแบ่งปันเรื่องราวการเดินทางของงานแต่ละชิ้น<br />
ก่อนเลือกข้าวของทำมือชิ้นโปรดติดไม้ติดมือกลับบ้านกันได้ใน from<br />
now from here นิทรรศการเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ถึง 20 มิถุนายน 2560 เวลา 09.30 &#8211; 18.30 น. แกลเลอรี่ปิดทำการทุกวันพุธนะ</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> กฤต วิเศษเขตการณ์ และ </em><em style="background-color: initial">มณีนุช บุญเรือง </em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-37/">​ตามไปสัมผัสงานคราฟต์จากใจใน from now from here</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-37/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Marvelous Mackerel</title>
		<link>https://adaymagazine.com/there-57/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/there-57/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภัทรียา พัวพงศกร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 28 May 2017 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[THERE]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสงคราม]]></category>
		<category><![CDATA[แม่กลอง]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาทู]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาทูแม่กลอง]]></category>
		<category><![CDATA[วลี ฮวดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปลาทูน้องแก้ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/there-57/</guid>

					<description><![CDATA[<p>แขกมาเยือนแม่กลองทั้งที ต้องต้อนรับด้วยหน้างอ คอหัก ไม่ใช่ใบหน้าเจ้าบ้านชาวสมุทรสงครามที่งองุ้ม แต่ปลาทูสีเงินที่ได้ชื่อว่ารสชาติดีที่สุดในไทยต่างหากที่พับคอเก็บหาง เรียงตัวเข้านอนบนเข่งกลมๆ รอการส่งตัวไปอวดผิวอวบแน่นบนแผงตลาดน้ำอัมพวา หรือเข้าครัวไปแปลงโฉมเป็นจานเด็ดบนโต๊ะอาหาร ทะเลสมุทรสงครามที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ชายฝั่งเป็นดินโคลนต่างจากทรายอ่าวอื่นๆ คือแหล่งรวมตัวของปลาทูจำนวนมหาศาล ตาใส ผิวเงินขาว และเนื้อนิ่มมันอร่อย ทำให้แม่กลองขึ้นชื่อเรื่องปลาทูมานาน เมื่ออัมพวากลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวในวันหยุด ปลาหน้างอก็ขึ้นหิ้งของฝากประจำที่ใครต่อใครติดอกติดใจ ซึ่งเราสามารถแบ่งปลาทูที่ขายในท้องตลาดได้สองแบบตามหน้าตา “สังเกตง่ายๆ ปลาโป๊ะแม่กลองจะตัวเล็ก ส่วนปลาที่อื่นจะตัวใหญ่” วลี ฮวดปากน้ำ หรือพี่แก้ม เจ้าของโรงงานปลาทู ‘บ้านปลาทูน้องแก้ม’ อธิบายความแตกต่างของปลาสีเงินให้เราฟัง “ปลาใหญ่เนื้อเยอะ แต่ของแม่กลองเราจะมีรสมันอร่อย แล้วแต่ว่าชอบทานแบบไหน” นอกจากเนื้อหอมมัน เรือจับปลาแม่กลองจะกลับเข้าฝั่งทุกวัน หากเป็นเรือเล็กก็กลับเข้าฝั่งภายในไม่กี่ชั่วโมง ปลาทูที่นี่จึงสดใหม่ ไม่นอนค้างคืนเหมือนเรือประมงน้ำลึก ปลาสดจากเรือจะถูกซื้อตั้งแต่เช้ามืด เพื่อนำมาควักไส้ล้างทำความสะอาด แช่น้ำเกลือ พับคอเรียงใส่เข่งไม้ไผ่ให้สวยงาม เข่งละ 2 &#8211; 3 ตัวแล้วแต่ขนาด ก่อนจะนำไปต้มน้ำเกลือในหม้อใหญ่ราว 5 &#8211; 10 นาทีให้ได้รสชาติหอมอร่อยเป็นขั้นตอนสุดท้าย พร้อมนำไปวางขายหรือปรุงอาหารได้ทันที “ถ้าอยากกินปลาสดๆ ต้องมาช่วงพฤษภาคม-ธันวาคม เพราะต้นปีอ่าวจะปิดให้ปลาวางไข่” พี่แก้มเผยเคล็ดลับการเลือกปลาทูให้เราฟัง ระหว่างที่อ่าวปิด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/there-57/">Marvelous Mackerel</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แขกมาเยือนแม่กลองทั้งที ต้องต้อนรับด้วยหน้างอ<br />
คอหัก</p>
<p>ไม่ใช่ใบหน้าเจ้าบ้านชาวสมุทรสงครามที่งองุ้ม<br />
แต่ปลาทูสีเงินที่ได้ชื่อว่ารสชาติดีที่สุดในไทยต่างหากที่พับคอเก็บหาง เรียงตัวเข้านอนบนเข่งกลมๆ<br />
รอการส่งตัวไปอวดผิวอวบแน่นบนแผงตลาดน้ำอัมพวา หรือเข้าครัวไปแปลงโฉมเป็นจานเด็ดบนโต๊ะอาหาร</p>
<p>ทะเลสมุทรสงครามที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ชายฝั่งเป็นดินโคลนต่างจากทรายอ่าวอื่นๆ<br />
คือแหล่งรวมตัวของปลาทูจำนวนมหาศาล ตาใส ผิวเงินขาว และเนื้อนิ่มมันอร่อย<br />
ทำให้แม่กลองขึ้นชื่อเรื่องปลาทูมานาน เมื่ออัมพวากลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวในวันหยุด<br />
ปลาหน้างอก็ขึ้นหิ้งของฝากประจำที่ใครต่อใครติดอกติดใจ ซึ่งเราสามารถแบ่งปลาทูที่ขายในท้องตลาดได้สองแบบตามหน้าตา</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-298.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-303.jpg"></p>
<p>  “สังเกตง่ายๆ ปลาโป๊ะแม่กลองจะตัวเล็ก<br />
ส่วนปลาที่อื่นจะตัวใหญ่” <strong>วลี ฮวดปากน้ำ</strong> หรือพี่แก้ม เจ้าของโรงงานปลาทู ‘บ้านปลาทูน้องแก้ม’ อธิบายความแตกต่างของปลาสีเงินให้เราฟัง “ปลาใหญ่เนื้อเยอะ<br />
แต่ของแม่กลองเราจะมีรสมันอร่อย แล้วแต่ว่าชอบทานแบบไหน” </p>
<p>  นอกจากเนื้อหอมมัน เรือจับปลาแม่กลองจะกลับเข้าฝั่งทุกวัน<br />
หากเป็นเรือเล็กก็กลับเข้าฝั่งภายในไม่กี่ชั่วโมง ปลาทูที่นี่จึงสดใหม่ ไม่นอนค้างคืนเหมือนเรือประมงน้ำลึก<br />
ปลาสดจากเรือจะถูกซื้อตั้งแต่เช้ามืด เพื่อนำมาควักไส้ล้างทำความสะอาด แช่น้ำเกลือ<br />
พับคอเรียงใส่เข่งไม้ไผ่ให้สวยงาม เข่งละ 2 &#8211; 3 ตัวแล้วแต่ขนาด  ก่อนจะนำไปต้มน้ำเกลือในหม้อใหญ่ราว 5 &#8211; 10<br />
นาทีให้ได้รสชาติหอมอร่อยเป็นขั้นตอนสุดท้าย<br />
พร้อมนำไปวางขายหรือปรุงอาหารได้ทันที</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-300.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-2981.jpg"></p>
<p>  “ถ้าอยากกินปลาสดๆ ต้องมาช่วงพฤษภาคม-ธันวาคม เพราะต้นปีอ่าวจะปิดให้ปลาวางไข่”<br />
พี่แก้มเผยเคล็ดลับการเลือกปลาทูให้เราฟัง ระหว่างที่อ่าวปิด ปลาจากมหาชัย ภาคใต้<br />
รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านจะเดินทางมาร่วมแผงกับปลาแม่กลอง แต่ช่วงปลายปีที่ปลาทูออริจินัลชุกชุม<br />
เทศกาลกินปลาทูแม่กลองจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี พร้อมกองทัพเมนูปลาทูร้อยแปดพันเก้าที่มอบความอร่อยจุใจในเดือนธันวาคม</p>
<p>  “ลองชิมดูนะ ของแม่กลองมันดีจริงๆ” พี่แก้มมอบรอยยิ้มพร้อมปลาทูหน้างอง้ำให้เราเป็นของขวัญการมาเยือน</p>
<h3>บ้านปลาทูน้องแก้ม</h3>
<p><strong>ที่อยู่:</strong> บ้านปลาทูน้องแก้ม ถ.ราชญาติรักษา ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม<br /><b style="background-color: initial">โทรศัพท์:</b> 081-194-5806</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-314.jpg"></p>
<blockquote><p>“เราไม่หลอกลวงลูกค้า<br />
เอาของดีให้ลูกค้าขาย ซื้อไปจะไม่ผิดหวัง เพราะเราส่งของที่มีคุณภาพและอร่อยที่สุดให้แม่กลอง<br />
ดังนั้นคนมาเที่ยวจะได้กินปลาที่ดีที่สุด ไม่ให้เสียชื่อแม่กลองเป็นอันขาด”</p></blockquote>
<p style="text-align: right"><strong>วลี<br />
ฮวดปากน้ำ<br />เจ้าของบ้านปลาทูน้องแก้ม<br />
และเจ้าบ้านชาวแม่กลอง</strong></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> มณีนุช บุญเรือง</em></p>
<p><em>สัมผัสมนตร์เสน่ห์ของเมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม แบบเต็มๆ ได้ที่ด้านล่างเลย</em></p>
<p style="text-align: center"><a href="https://drive.google.com/file/d/0B2Mq_ycRRktWZDZVUEUyeHR4VEU/view"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/travel-there-3-cover.jpg" alt=""></a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/travel-there-logo11.png"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/there-57/">Marvelous Mackerel</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/there-57/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>THINGG : เฟอร์นิเจอร์ที่มีกลิ่นอายของงานคราฟต์แบบไทยๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dreammakers-5/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dreammakers-5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 May 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[meet the dream makers]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[Siam Discovery]]></category>
		<category><![CDATA[meet the dreammakers]]></category>
		<category><![CDATA[Thingg]]></category>
		<category><![CDATA[เดชา อรรจนานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[พลอยพรรณ ธีรชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบผลิตภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dreammakers-5/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในแบรนด์งานออกแบบที่หยิบความเป็นไทยเข้าไปใส่แล้วสะดุดตาเรามากๆ คือแบรนด์ THINGG ซึ่งมีสินค้าที่ทำจากวัสดุไทยๆ รูปทรงแบบไทยๆ หรือของใช้แบบไทยๆ ที่หยิบจุดเด่นบางอย่างมาปั้นต่อให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์และของใช้ที่ดูสนุกและร่วมสมัยอย่างประหลาด ไอเดียเหล่านั้นเกิดจากนักออกแบบสองคน เดชา อรรจนานันท์ และ พลอยพรรณ ธีรชัย จาก THINKK Studio ที่ช่วยกันสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาโดยใส่เอกลักษณ์ของความเป็นไทยเข้าไป ตั้งแต่การตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ รูปทรงของสินค้าที่คุ้นตาเหมือนของในครัวคุณแม่ เขาและเธอรู้ว่า ความเป็นไทยนั้นเท่เกินกว่าจะอยู่แค่ในเมืองไทย พวกเขาพัฒนาไอเดียนี้จนก่อร่างสร้างแบรนด์ได้อย่างไร ลองอ่านกันนะ ไทยเท่ เดชา : “เราสองคนทำบริษัทออกแบบเฟอร์เจอร์หรือผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ THINKK Studio แล้วก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐต่างๆ เช่น ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ซึ่งโจทย์คือเขาอยากให้เราช่วยเข้าไปพัฒนางานฝีมือของชุมชนต่างๆ” พลอยพรรณ : “เราได้เข้าไปออกแบบให้งานฝีมือเหล่านั้นมีราคามากขึ้น จากที่เคยขายได้ 50 &#8211; 100 บาท ก็ไปปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้มันขายได้เยอะขึ้น เพราะเรามองเห็นว่างานฝีมือหรือภูมิปัญญาเหล่านี้มันน่าจะขายได้ในราคาดีและคุ้มค่ากว่าที่ชุมชนจะทำเพียงของที่ระลึกเพียงอย่างเดียว คนต่างชาติหรือชาวยุโรปก็จะให้ค่ากับงานฝีมือแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งเราและดีไซเนอร์หลายๆ คนก็เข้าไปช่วยออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เยอะขึ้น กลายเป็นงานที่ค่อนข้างร่วมสมัยแล้วก็ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน แต่กลายเป็นว่าสินค้าที่เราทำก็เหมาะกับตลาดส่งออกหรือชาวต่างชาติมากกว่า ซึ่งชุมชนก็ไม่ได้มีช่องทางที่จะเข้าไปขายในตลาดนั้นได้ จึงทำให้เราเสียดายว่าสิ่งที่ออกแบบมา ชุมชนอาจไม่ได้เอาไปใช้ หรือชุมชนก็ไม่มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจากตรงนี้ เราจึงคิดว่าน่าจะทำแบรนด์ขึ้นมาเพื่อช่วยขายของให้ชุมชน คือเรามองว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dreammakers-5/">THINGG : เฟอร์นิเจอร์ที่มีกลิ่นอายของงานคราฟต์แบบไทยๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในแบรนด์งานออกแบบที่หยิบความเป็นไทยเข้าไปใส่แล้วสะดุดตาเรามากๆ คือแบรนด์ THINGG ซึ่งมีสินค้าที่ทำจากวัสดุไทยๆ รูปทรงแบบไทยๆ หรือของใช้แบบไทยๆ ที่หยิบจุดเด่นบางอย่างมาปั้นต่อให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์และของใช้ที่ดูสนุกและร่วมสมัยอย่างประหลาด ไอเดียเหล่านั้นเกิดจากนักออกแบบสองคน <strong>เดชา อรรจนานันท์</strong> และ <strong>พลอยพรรณ ธีรชัย</strong> จาก THINKK Studio ที่ช่วยกันสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาโดยใส่เอกลักษณ์ของความเป็นไทยเข้าไป ตั้งแต่การตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ รูปทรงของสินค้าที่คุ้นตาเหมือนของในครัวคุณแม่</p>
<p>เขาและเธอรู้ว่า ความเป็นไทยนั้นเท่เกินกว่าจะอยู่แค่ในเมืองไทย พวกเขาพัฒนาไอเดียนี้จนก่อร่างสร้างแบรนด์ได้อย่างไร ลองอ่านกันนะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2756.jpg" /></p>
<h3><strong>ไทยเท่</strong></h3>
<p><strong>เดชา :</strong> “เราสองคนทำบริษัทออกแบบเฟอร์เจอร์หรือผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ THINKK Studio แล้วก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐต่างๆ เช่น ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ซึ่งโจทย์คือเขาอยากให้เราช่วยเข้าไปพัฒนางานฝีมือของชุมชนต่างๆ”</p>
<p><strong>พลอยพรรณ :</strong> “เราได้เข้าไปออกแบบให้งานฝีมือเหล่านั้นมีราคามากขึ้น จากที่เคยขายได้ 50 &#8211; 100 บาท ก็ไปปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้มันขายได้เยอะขึ้น เพราะเรามองเห็นว่างานฝีมือหรือภูมิปัญญาเหล่านี้มันน่าจะขายได้ในราคาดีและคุ้มค่ากว่าที่ชุมชนจะทำเพียงของที่ระลึกเพียงอย่างเดียว คนต่างชาติหรือชาวยุโรปก็จะให้ค่ากับงานฝีมือแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งเราและดีไซเนอร์หลายๆ คนก็เข้าไปช่วยออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เยอะขึ้น กลายเป็นงานที่ค่อนข้างร่วมสมัยแล้วก็ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน แต่กลายเป็นว่าสินค้าที่เราทำก็เหมาะกับตลาดส่งออกหรือชาวต่างชาติมากกว่า ซึ่งชุมชนก็ไม่ได้มีช่องทางที่จะเข้าไปขายในตลาดนั้นได้ จึงทำให้เราเสียดายว่าสิ่งที่ออกแบบมา ชุมชนอาจไม่ได้เอาไปใช้ หรือชุมชนก็ไม่มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจากตรงนี้ เราจึงคิดว่าน่าจะทำแบรนด์ขึ้นมาเพื่อช่วยขายของให้ชุมชน คือเรามองว่า ถ้าเราขายได้ เราก็สร้างงานให้คนในชุมชนได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2668.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2708.jpg" /></p>
<h3><strong>ประกอบฝัน</strong></h3>
<p><strong style="background-color: initial;">พลอยพรรณ : </strong>“การสร้างแบรนด์เป็นความฝันของเรามานานแล้ว คือเราเรียนจบด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ ก็อยากจะสร้างแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เป็นของตัวเอง แต่พอมีจุดหนึ่งที่เราทำงานจริงจัง เปิดสตูดิโอเป็นของตัวเอง ก็อยากจะทำงานของสตูดิโอให้มีคุณภาพ โฟกัสที่งานออกแบบเป็นหลัก แต่หลังจากได้มีโอกาสเข้าไปช่วยชุมชน เราก็เริ่มคิดถึงการทำแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง เพราะเราอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าดีไซน์ที่เราคิดออกมา มันจะขายได้ เลยตัดสินใจทำแบรนด์ THINGG อย่างจริงจัง โดยจะเน้นการผลิตของชิ้นเล็กๆ ก่อน เป็นสินค้าที่เราสามารถดูแลการผลิตเองได้”</p>
<h3><strong>เรียบง่ายและใช้งานได้จริง</strong></h3>
<p><strong style="background-color: initial;">พลอยพรรณ</strong><strong> :</strong> “ปกติแล้วงานที่เราทำจะเรียบง่ายและมีความเป็นไทยเข้าไปผสมอยู่แล้ว ตอนที่คิดทำแบรนด์ THINGG ก็เช่นเดียวกัน คือเรามองเห็นว่าเมืองไทย วัสดุไทยที่มีเยอะมาก งานคราฟต์ก็มีเยอะมาก มันมีวัตถุดิบที่เอามาทำอะไรได้อีกเยอะ ส่วนหนึ่งเราคิดว่าถ้าเราออกแบบงานด้วยวัสดุทั่วไป มันก็จะกลายเป็นของอีกชิ้นหนึ่งในตลาดที่ไม่ได้มีเอกลักษณ์ บวกกับเราเป็นดีไซเนอร์ไทยด้วย ถ้าเราเอาเรื่องหัตถกรรมชุมชนมาใช้ก็น่าจะดี งานที่เราทำก็ได้กลับไปช่วยชุมชนด้วย ให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ของแบรนด์ เรามีทั้งผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเข้ามาช่วย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ดีทั้งดีไซน์และคุณภาพ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2720.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2672.jpg" /></p>
<p><strong>เดชา :</strong> “ถ้าเราโฟกัสว่าอยากจะแข่งกับเวทีโลก เราก็ต้องสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากงานออกแบบทั่วไปให้ได้ ซึ่งสำหรับงานฝีมือของชาวบ้าน บางทีมันคือการลดทอนงานแค่นิดเดียว ไม่ต้องเย็บหรือสานให้ซับซ้อนแบบที่ชุมชนเคยทำก็สวยแล้ว แล้วก็ออกแบบให้งานฝีมือเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น จากที่เคยเป็นแค่ของฝากหรือของชำร่วย เพราะจริงๆ แล้วคนสมัยก่อนจะใช้เครื่องใช้หัตถกรรมในชีวิตประจำวันกันจริงๆ ซึ่งเราก็จะพยายามออกแบบโดยเติมฟังก์ชันการใช้งานลงไป”</p>
<h3><strong>ทำงานร่วมกับชุมชน</strong></h3>
<p><strong style="background-color: initial;">พลอยพรรณ</strong><strong style="background-color: initial;"> :</strong> “เราคุยกับคนในชุมชนเลยว่าเขามีสินค้าอะไรบ้าง เช่น เดิมทีเขาสานกระเป๋า สานตะกร้าอยู่ เราก็จะมาคิดว่าวัตถุดิบเหล่านั้นจะนำมาทำอะไรได้อีก ซึ่งก็แล้วแต่ชุมชนว่าปกติทำงานฝีมือแบบไหน เช่น บางบ้านที่เน้นเรื่องการทอผ้า เราก็ให้เขาทอผ้ามาส่ง เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นเพื่อประกอบกับส่วนประกอบอื่นๆ อย่างโคมไฟของเรา ที่เกิดจากการสานของใบลาน แต่เดิมของชุมชนทำเป็นรองเท้า เป็นกล่องทิชชู่ คือขายในปริมาณเยอะแต่ได้กำไรนิดเดียว”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2653.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2731.jpg" /></p>
<p><strong>เดชา :</strong> “หลักการคิดออกแบบหรือพัฒนาสินค้าของเราก็จะคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ บางทีให้เขาได้ทำงานน้อยลง เสียวัสดุน้อยลง แต่ได้กำไรมากขึ้นกว่าเดิม คือเราไม่ได้บอกว่าต้องปรับเปลี่ยนอะไร แต่การทำงานกับชุมชนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คือถ้าเราเข้าไปคุยกับ 10 ชุมชน อาจจะมีแค่หนึ่งชุมชนที่เราสามารถร่วมงานกันต่อได้ ทั้งในเชิงคุณภาพของการผลิตแล้วก็ความเชื่อใจซึ่งกันและกัน”</p>
<h3><strong>ไทยคิด ไทยดีไซน์</strong></h3>
<p><strong>เดชา :</strong> “SARN lamp (โคมไฟสาน) เป็นสินค้าที่เราทำงานร่วมกับชุมชนบ้านทับลานที่จังหวัดปราจีนบุรี เขาจักสานหมวก กระเป๋า รองเท้า จากใบลานอยู่แล้ว ซึ่งใบลานของชุมชนนี้จะมีสีขาว ซึ่งทำให้เรานำไปย้อมสีได้สดกว่าพวกไม้ไผ่ แล้วก็ใช้การย้อมสีใบลานแล้วนำมาสานแบบเล่นสีตัดกัน เกิดเป็นลายแพตเทิร์นใหม่ขึ้นมา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2725.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2737.jpg" /></p>
<p><strong style="background-color: initial;">พลอยพรรณ</strong><strong style="background-color: initial;"> :</strong> “ความเป็นไทยที่เราใส่เข้าไปในงาน เราไม่ได้ตะโกนออกไปว่าฉันเป็นดีไซเนอร์ไทยหรือฉันมาจากประเทศไทยนะ เราใส่กลิ่นอายเข้าไปเพื่อให้งานออกแบบนั้นมันสนุก ดูไม่เครียด ดูไม่เพอร์เฟกต์ ซึ่งเรามองว่านี่คือคาแรกเตอร์ที่ตรงกับงานออกแบบของเรา คือมันไม่ได้ดูเนี้ยบกริบหรือไทยจ๋า แต่มันมีดีไซน์ที่น่าสนใจ สนุก และก็น่าจะเซอร์ไพรส์ใครหลายคนเมื่อรู้ว่าไอเดียของสินค้าชิ้นนั้นคืออะไรหรือเอาวัสดุมาจากไหนมากกว่า”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2740.jpg" /></p>
<p><em><strong>meet the dream shop</strong></em></p>
<p><strong>location: </strong>Siam Discovery | 3rd Floor</p>
<p style="text-align: center;"><em>ทุกความฝันเป็นจริงได้เมื่อลงมือทำ โดยวิธีทำของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนอาจจะลองผิดลองถูกลุยกับมันสักตั้ง แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อย่างน้อยความฝันก้อนนั้นก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่างมากกว่าคนที่คิดฝันเพียงอย่างเดียว พบหลายความฝันที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณลงมือทำที่ Siam Discovery</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> มณีนุช บุญเรือง</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dreammakers-5/">THINGG : เฟอร์นิเจอร์ที่มีกลิ่นอายของงานคราฟต์แบบไทยๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dreammakers-5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Green Caviar Dreams</title>
		<link>https://adaymagazine.com/there-56/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/there-56/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิราภรณ์ วิหวา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 May 2017 11:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[THERE]]></category>
		<category><![CDATA[สาโรจน์ มิตรน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[Sea Grape Seaweed]]></category>
		<category><![CDATA[Green Caviar]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<category><![CDATA[there]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าบ้านที่ดี]]></category>
		<category><![CDATA[ThereProject]]></category>
		<category><![CDATA[Thailandgoodhost]]></category>
		<category><![CDATA[กรมการท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/there-56/</guid>

					<description><![CDATA[<p>จะเรียกว่า &#8216;อุมิ บูโด&#8217; แบบโอกินาว่า เรียก Sea grape seaweed หรือ Green Caviar แบบฝรั่ง หรือจะแปลตรงตามหน้าตาแบบไทยว่าสาหร่ายพวงองุ่น ทั้งหมดก็หมายถึงสาหร่ายสีเขียวใสที่มีเม็ดเล็กๆ เรียงรายเป็นช่อคล้ายพวงองุ่นขนาดจิ๋ว กินสดๆ ให้รสกรอบกรุบสดชื่น เป็นอาหารนำเข้าสไตล์โอกินาว่าราคาสูงอยู่พักใหญ่ ก่อนที่บ้านเราจะทดลองเพาะเลี้ยงและนำมาค้าขายเชิงพาณิชย์ได้ในไม่กี่ปีมานี้ เล่ามาถึงบรรทัดนี้ ก็ต้องเฉลยว่าที่แหลมผักเบี้ยรวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียง ก็มีฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่นที่ว่านี้กับเขาเหมือนกัน คุณลุงสาโรจน์ มิตรน้อย หรือจ่าโรจน์ของคนบ้านแหลมเล่าให้ฟังว่าแกเป็นนักเรียนอบรมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นรุ่นแรกของจังหวัดเพชรบุรีที่กรมประมงเข้ามาสนับสนุน และได้ทดลองทำเป็นอาชีพเสริมในบ่อกุ้งควบคู่ไปกับงานประจำ แม้จะเป็นบ่อเล็กๆ ไม่ใหญ่โตครบวงจรเหมือนฟาร์มใหญ่ๆ ในแหลมผักเบี้ย แต่ผลผลิตของจ่าโรจน์ก็มีคุณภาพจนฟาร์มใหญ่มารับซื้อเพื่อไปขายต่ออีกทอด และยังส่งขายให้กับลูกค้าประจำที่เป็นร้านอาหารทั้งในและนอกพื้นที่อีกด้วย &#8220;วิธีดูว่าสาหร่ายสดดีไหมให้สังเกตที่สี ต้องสีเขียวใสเม็ดใหญ่และเรียงกันแน่น ยิ่งข้อยาวยิ่งเกรดดี&#8221; จ่าโรจน์อธิบาย แถมยังลงไปในบ่อเพื่อโชว์สาหร่ายในตะแกรงเพาะให้เราดูกันจะจะ เราจึงถามเผื่อสำหรับนักท่องเที่ยวขาจรว่าจะขอแวะมาเที่ยวฟาร์มสาหร่ายได้ไหม จ่าโรจน์ตอบว่าได้ แต่ถ้าจะขอซื้อสดๆ ไปกินเลยจะขายให้ไม่ได้ เพราะหลังจากเก็บสาหร่ายขึ้นมาจากบ่อ จะต้องเอามาตีออกซิเจนอีกเป็นวันเพื่อให้มันสะอาด เนื่องจากสาหร่ายต้องกินสดๆ ถ้าไม่สะอาด กินแล้วจะเสาะท้องได้ ซึ่งถ้าอยากจะอุดหนุน ให้โทรมาบอกล่วงหน้าก่อนหนึ่งวัน จ่าโรจน์จะได้เตรียมสาหร่ายไว้ให้พร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรแซ่บ &#8220;ซื้อมากซื้อน้อยก็ไม่ว่ากัน ถ้าอยากมา เราก็อยากต้อนรับอยู่แล้ว&#8221; จ่าโรจน์ยิ้มปิดท้ายเป็นการยืนยันว่าถึงหน้าจะดุ แต่เจ้าของฟาร์มคนนี้ใจดีแน่นอน ฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่นจ่าโรจน์ ที่อยู่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/there-56/">Green Caviar Dreams</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	จะเรียกว่า &#8216;อุมิ บูโด&#8217; แบบโอกินาว่า เรียก Sea grape seaweed หรือ Green Caviar แบบฝรั่ง หรือจะแปลตรงตามหน้าตาแบบไทยว่าสาหร่ายพวงองุ่น ทั้งหมดก็หมายถึงสาหร่ายสีเขียวใสที่มีเม็ดเล็กๆ เรียงรายเป็นช่อคล้ายพวงองุ่นขนาดจิ๋ว กินสดๆ ให้รสกรอบกรุบสดชื่น เป็นอาหารนำเข้าสไตล์โอกินาว่าราคาสูงอยู่พักใหญ่ ก่อนที่บ้านเราจะทดลองเพาะเลี้ยงและนำมาค้าขายเชิงพาณิชย์ได้ในไม่กี่ปีมานี้</p>
<p>
	เล่ามาถึงบรรทัดนี้ ก็ต้องเฉลยว่าที่แหลมผักเบี้ยรวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียง ก็มีฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่นที่ว่านี้กับเขาเหมือนกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-241.jpg"></p>
<p>
	<strong>คุณลุงสาโรจน์ มิตรน้อย</strong> หรือจ่าโรจน์ของคนบ้านแหลมเล่าให้ฟังว่าแกเป็นนักเรียนอบรมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นรุ่นแรกของจังหวัดเพชรบุรีที่กรมประมงเข้ามาสนับสนุน และได้ทดลองทำเป็นอาชีพเสริมในบ่อกุ้งควบคู่ไปกับงานประจำ แม้จะเป็นบ่อเล็กๆ ไม่ใหญ่โตครบวงจรเหมือนฟาร์มใหญ่ๆ ในแหลมผักเบี้ย แต่ผลผลิตของจ่าโรจน์ก็มีคุณภาพจนฟาร์มใหญ่มารับซื้อเพื่อไปขายต่ออีกทอด และยังส่งขายให้กับลูกค้าประจำที่เป็นร้านอาหารทั้งในและนอกพื้นที่อีกด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-21.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-41.jpg"></p>
<p>
	&#8220;วิธีดูว่าสาหร่ายสดดีไหมให้สังเกตที่สี ต้องสีเขียวใสเม็ดใหญ่และเรียงกันแน่น ยิ่งข้อยาวยิ่งเกรดดี&#8221; จ่าโรจน์อธิบาย แถมยังลงไปในบ่อเพื่อโชว์สาหร่ายในตะแกรงเพาะให้เราดูกันจะจะ เราจึงถามเผื่อสำหรับนักท่องเที่ยวขาจรว่าจะขอแวะมาเที่ยวฟาร์มสาหร่ายได้ไหม จ่าโรจน์ตอบว่าได้ แต่ถ้าจะขอซื้อสดๆ ไปกินเลยจะขายให้ไม่ได้ เพราะหลังจากเก็บสาหร่ายขึ้นมาจากบ่อ จะต้องเอามาตีออกซิเจนอีกเป็นวันเพื่อให้มันสะอาด เนื่องจากสาหร่ายต้องกินสดๆ ถ้าไม่สะอาด กินแล้วจะเสาะท้องได้ ซึ่งถ้าอยากจะอุดหนุน ให้โทรมาบอกล่วงหน้าก่อนหนึ่งวัน จ่าโรจน์จะได้เตรียมสาหร่ายไว้ให้พร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรแซ่บ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-25.jpg"></p>
<p>
	&#8220;ซื้อมากซื้อน้อยก็ไม่ว่ากัน ถ้าอยากมา เราก็อยากต้อนรับอยู่แล้ว&#8221; จ่าโรจน์ยิ้มปิดท้ายเป็นการยืนยันว่าถึงหน้าจะดุ แต่เจ้าของฟาร์มคนนี้ใจดีแน่นอน</p>
<h3>ฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่นจ่าโรจน์</h3>
<p>
	<strong>ที่อยู่ :</strong> บ้านปลายฟ้าฟาร์ม ซอยตรงข้ามสถานที่พักฟื้นดิงทัพบก หาดเจ้าสำราญ ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี<br /><strong style="background-color: initial">โทรศัพท์ :</strong> 081-995-6351</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-152.jpg"></p>
<blockquote><p>
	&#8220;คนเมืองเพชรไม่ดุหรอก ดุเฉพาะกับคนที่ทำเขาเจ็บก่อนเท่านั้นแหละ มาดีไม่มีดุหรอกครับ นักท่องเที่ยวไม่ต้องกลัว ยินดีต้อนรับอยู่แล้ว มาเที่ยวกันมากขึ้น เงินก็หมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น&#8221;</p></blockquote>
<p style="text-align: right">
	สาโรจน์ มิตรน้อย<br />เจ้าของฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่นและเจ้าบ้านชาวบ้านแหลม</p>
<p><em><br /></em></p>
<p><em>อ่านเรื่องการเดินทางบนถนนสายเกลือ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี แบบเต็มๆ ได้ที่ด้านล่างเลย</em></p>
<p style="text-align: center"><a href="https://drive.google.com/file/d/0B2Mq_ycRRktWSEFDeENMOHVCbFE/view?usp=sharing"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/travel-there-1-cover.jpg" alt=""></a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/travel-there-logo.png"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/there-56/">Green Caviar Dreams</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/there-56/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>True Colors of Life</title>
		<link>https://adaymagazine.com/there-55/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/there-55/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภัทรียา พัวพงศกร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 May 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[THERE]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<category><![CDATA[there]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าบ้านที่ดี]]></category>
		<category><![CDATA[ThereProject]]></category>
		<category><![CDATA[Thailandgoodhost]]></category>
		<category><![CDATA[กรมการท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองลับแล]]></category>
		<category><![CDATA[อุตรดิตถ์]]></category>
		<category><![CDATA[หมู่บ้านต้นม่วง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/there-55/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สีสันฉูดฉาดของตัวเมืองค่อยหายไปทีละน้อยเหมือนลอกคราบ ปล่อยให้สีน้ำตาลไล่เฉดอ่อนเข้มบนบ้านไม้เก่าคุมโทนคู่กับหลังคาสังกะสี ยิ่งรถวิ่งออกมาไกลเรื่อยๆ วิวสองข้างทางที่มองผ่านเปลวแดดเต้นระยับก็สลัดเปลือกคอนกรีตออก เหลือเพียงสีน้ำตาลปนเทาของบ้านไม้แต้มด้วยหย่อมต้นไม้เขียวประปราย กุ๊บกิ๊บ-สร้อยกมล สีธิ มัคคุเทศก์วัย 17 ปีชี้ชวนให้ดูบ้านหลังต่างๆ ในหมู่บ้านต้นม่วงอย่างร่าเริง วันนี้สาวน้อยไม่ต้องไปทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านอาหารม่อนลับแล แต่มีเป็นไกด์พาเราสำรวจหมู่บ้านของเธอแทน เจ้าบ้านวัยรุ่นพาเราไปดูบ้านไม้สักหลังใหญ่ใต้ถุนสูงของป้าสมคิด จันมา ที่เป็นตัวอย่างบ้านลับแลดั้งเดิมที่ชัดเจน &#8220;หน้าจั่วบ้านจะเป็นลายตาลคลี่ค่ะ เป็นลายมงคล มีหำยนต์ติดอยู่บนจั่วทิศเหนือ เอาไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายให้เสื่อมไป ตัวบ้านจะเพดานสูง กำแพงส่วนที่ติดกับหลังคา มีช่องลมเป็นซี่ไม้ ทำให้อากาศถ่ายเท ส่วนหน้าต่างบ้านจะเป็นทรงยาวเหมือนประตู เหมือนก้าวข้ามได้ทั้งตัว&#8221; มัคคุเทศก์สาวอธิบายอย่างคล่องแคล่วเมื่อเดินขึ้นบันไดเข้ามาชมตัวบ้าน พื้นที่ภายในบ้านกึ่งหนึ่งยกพื้นเล็กน้อย เรียกว่าเติ้น เป็นลานกิจกรรมรวมและห้องรับแขกภายในบ้าน พื้นที่ยกขึ้นเล็กน้อยทำให้เรานั่งลงวางเท้าได้สะดวกระหว่างสนทนา ใต้หลังคาปูไม้กระดานเป็นชั้นวางสมบัติมีค่าที่หยิบได้ยาก นิยมวางไว้ทิศใต้ ตรงข้ามกับหำยนต์ โดยบ้านบางหลังอาจมีมุมโล่งไม่มีหลังคา เปิดเป็นลานให้แดดส่องเพื่อตากผ้าหรือตากแผ่นข้าวแคบ แม้จะมีเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆ วางปะปน แต่เตียง ตู้ และเครื่องใช้ไม้สักเก่าก็เป็นของที่ชาวลับแลนิยมใช้มาเนิ่นนาน เพราะคุณสมบัติทนทานของมัน &#8220;ต้วบ้านนี้ต้องยกให้สูง เพราะเคยมีน้ำท่วมค่ะ หลายบ้านก็ยกเสาแบบนี้ แต่เดิมทีแล้วบ้านลับแลไม่สูงมาก ใต้ถุนบ้านใช้วางกี่ทอผ้าบ้าง ใช้ตัดหอมบ้าง สองอย่างนี้เป็นงานหลักๆ ที่คนลับแลทำมานาน แล้วถ้าให้ครบสูตร ข้างๆ บ้านก็เป็นที่วางเตาข้าวแคบ&#8221; กุ๊บกิ๊บอธิบายก่อนจะพาเราออกไปสำรวจหมู่บ้านต่อเพื่อดูให้เห็นกับตา เราพบการทอผ้าที่ใต้ถุนอีกบ้านหนึ่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/there-55/">True Colors of Life</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	สีสันฉูดฉาดของตัวเมืองค่อยหายไปทีละน้อยเหมือนลอกคราบ ปล่อยให้สีน้ำตาลไล่เฉดอ่อนเข้มบนบ้านไม้เก่าคุมโทนคู่กับหลังคาสังกะสี ยิ่งรถวิ่งออกมาไกลเรื่อยๆ วิวสองข้างทางที่มองผ่านเปลวแดดเต้นระยับก็สลัดเปลือกคอนกรีตออก เหลือเพียงสีน้ำตาลปนเทาของบ้านไม้แต้มด้วยหย่อมต้นไม้เขียวประปราย</p>
<p>
	<strong>กุ๊บกิ๊บ-สร้อยกมล สีธิ</strong> มัคคุเทศก์วัย 17 ปีชี้ชวนให้ดูบ้านหลังต่างๆ ในหมู่บ้านต้นม่วงอย่างร่าเริง วันนี้สาวน้อยไม่ต้องไปทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านอาหารม่อนลับแล แต่มีเป็นไกด์พาเราสำรวจหมู่บ้านของเธอแทน เจ้าบ้านวัยรุ่นพาเราไปดูบ้านไม้สักหลังใหญ่ใต้ถุนสูงของป้าสมคิด จันมา ที่เป็นตัวอย่างบ้านลับแลดั้งเดิมที่ชัดเจน</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-101.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-122.jpg"></p>
<p>
	&#8220;หน้าจั่วบ้านจะเป็นลายตาลคลี่ค่ะ เป็นลายมงคล มีหำยนต์ติดอยู่บนจั่วทิศเหนือ เอาไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายให้เสื่อมไป ตัวบ้านจะเพดานสูง กำแพงส่วนที่ติดกับหลังคา มีช่องลมเป็นซี่ไม้ ทำให้อากาศถ่ายเท ส่วนหน้าต่างบ้านจะเป็นทรงยาวเหมือนประตู เหมือนก้าวข้ามได้ทั้งตัว&#8221;</p>
<p>
	มัคคุเทศก์สาวอธิบายอย่างคล่องแคล่วเมื่อเดินขึ้นบันไดเข้ามาชมตัวบ้าน พื้นที่ภายในบ้านกึ่งหนึ่งยกพื้นเล็กน้อย เรียกว่าเติ้น เป็นลานกิจกรรมรวมและห้องรับแขกภายในบ้าน พื้นที่ยกขึ้นเล็กน้อยทำให้เรานั่งลงวางเท้าได้สะดวกระหว่างสนทนา ใต้หลังคาปูไม้กระดานเป็นชั้นวางสมบัติมีค่าที่หยิบได้ยาก นิยมวางไว้ทิศใต้ ตรงข้ามกับหำยนต์ โดยบ้านบางหลังอาจมีมุมโล่งไม่มีหลังคา เปิดเป็นลานให้แดดส่องเพื่อตากผ้าหรือตากแผ่นข้าวแคบ แม้จะมีเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆ วางปะปน แต่เตียง ตู้ และเครื่องใช้ไม้สักเก่าก็เป็นของที่ชาวลับแลนิยมใช้มาเนิ่นนาน เพราะคุณสมบัติทนทานของมัน</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-119.jpg"></p>
<p>
	&#8220;ต้วบ้านนี้ต้องยกให้สูง เพราะเคยมีน้ำท่วมค่ะ หลายบ้านก็ยกเสาแบบนี้ แต่เดิมทีแล้วบ้านลับแลไม่สูงมาก ใต้ถุนบ้านใช้วางกี่ทอผ้าบ้าง ใช้ตัดหอมบ้าง สองอย่างนี้เป็นงานหลักๆ ที่คนลับแลทำมานาน แล้วถ้าให้ครบสูตร ข้างๆ บ้านก็เป็นที่วางเตาข้าวแคบ&#8221; กุ๊บกิ๊บอธิบายก่อนจะพาเราออกไปสำรวจหมู่บ้านต่อเพื่อดูให้เห็นกับตา</p>
<p>
	เราพบการทอผ้าที่ใต้ถุนอีกบ้านหนึ่ง การทอผ้าเป็นมรดกวัฒนธรรมที่ชาวลับแลภูมิใจ ผู้หญิงชาวลับแลล้วนทอผ้าใช้เองเป็น ตั้งแต่ผ้าเช็ดหน้า ถุงย่าม ผ้าซิ่นพื้นเมืองที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงซิ่นตีนจกแบบไท-ยวนที่ใส่มาประชันกันในงานวัดงานบุญเพื่ออวดความสามารถจากความละเอียดงดงามของเนื้อผ้า มัคคุเทศก์น้อยเล่าว่าคุณยายของเธอเป็นช่างทอผ้าฝีมือดีที่ทอผ้าส่งขาย ยิ่งในช่วงหน้าแล้งที่การเกษตรไม่ได้ผล สาวน้อยสาวใหญ่ก็นิยมทอผ้าในเวลาว่างเพื่อหารายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัว</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-166.jpg"></p>
<p>
	แต่กิจกรรมที่ป๊อปที่สุดในช่วงร้อนๆ แบบนี้คือการตัดหอม ใต้ถุนเกือบทุกบ้านมีหัวหอมแห้งตากเรียงราย พร้อมกลุ่มคนที่ก้มหน้าตัดใบและปลายรากออกจากหอมแบ่งอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะนำไปคลุกกับปูนขาวเพื่อป้องกันเชื้อราและบรรจุใส่ถุงกระสอบใบใหญ่ ขนใส่รถไทยแลนด์หรือรถอีแต๋นหกล้อ เพื่อส่งให้พ่อค้าหรือนายหน้าที่มารับซื้อ ไกด์นำทางรุ่นเยาว์ของเรารู้ขั้นตอนดีเพราะเจ้าตัวก็เพิ่งตัดหอมไปหมาดๆ เหมือนกัน</p>
<p>
	“หอมเป็นทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริมของคนลับแลค่ะ คนที่มีนาหอมก็ปลูกหอมเป็นอาชีพหลัก แล้วจ้างคนในหมู่บ้านที่อยากรับงานเสริมไปกู้หอมหรือถอนหอมมาแขวนตากไว้ให้แห้ง แขวนประมาณ 25 วันขึ้นไป ค่อยจ้างใหม่มาตัดหอมแล้วเก็บใส่ถุง เป็นระบบหมุนเวียนทำไปทั้งปี&#8221;</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-213.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-1053.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p>
	หัวหอมที่อุตรดิตถ์นิยมปลูกแบ่งเป็น 2 แบบคือหอมแดงและหอมแบ่ง หอมแดงสีสดลูกอวบโต กลิ่นแรงกว่าและอร่อยกว่าหอมทั่วไปที่เคยกินอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหอมแบ่งสีชมพูอมขาวคือต้นหอมขาวตากแห้ง ตัดรากตัดใบทิ้ง บางบ้านที่มีผลผลิตไม่มากนักอาจแขวนหอมไว้ใต้ถุน มีราวแขวนเหนือหัว แต่ถ้ามีหอมมากอาจแยกพื้นที่ข้างบ้านเป็นโกดังใหญ่ เรียงแถวหอมเป็นตั้งๆ อัดแน่นถี่สูงถึง 6 ชั้น!</p>
<p>
	กลิ่นหอมแบ่งฉุนจัดไปทั่วหมู่บ้าน ทำให้เราคิดถึงอาหารจนต้องลุกขึ้นมาตามหาข้าวแคบให้เจอ</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-188.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-177.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p>
	ตับหญ้าคายืนเด่นกลางแดดหน้าลานบ้าน มีแผ่นข้าวแคบกรอบบางนับโหลวางแผ่บนผิวหญ้าแห้ง เป็นสัญญาณความอร่อยจากบ้านเพื่อนบ้านของกุ๊บกิ๊บ <strong>ป้าหล้า สิงห์ค้า</strong> เจ้าของบ้านอธิบายขั้นตอนการทำของว่างท้องถิ่นคร่าวๆ ว่า เมื่อนำแป้งข้าวเจ้าแช่น้ำ 2 &#8211; 3 คืนมาใส่เครื่องโม่จนได้น้ำแป้ง ใส่งา น้ำปลาปรุงรส แล้วนำไปไล้บนเตา จะได้แผ่นแป้งร้อนๆ จะม้วนเป็นข้าวพันกินกับน้ำจิ้มก็รวดเร็วทันใจ หรือจะนำไปตากแดดบนตับคาจนกรอบเหนียวเป็นข้าวแคบก็ได้ พูดพลางป้าก็ไล้แป้งบนเตาข้างตัวบ้าน เปิดโอกาสให้เราชิมข้าวพันไข่เป็นของว่างยามบ่าย</p>
<p>
	“ข้าวแคบจะอยู่ริมสุดของบ้าน เป็นเตาปูน ตั้งหม้อข้างบน เตาจะได้ความร้อนจากหลัว คือไม้ฟืนใส่เตา พอไฟดับหลัวมันก็กลายเป็นถ่าน เอาไปขาย ใช้กับเตาอั้งโล่ได้อีกต่อนึง&#8221; มัคคุเทศก์เจ้าบ้านเล่าภูมิปัญญาที่น่าประทับใจเป็นเรื่องสุดท้ายขณะที่เรากลืนข้าวพันนุ่มๆ ลงคอ</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0-135.jpg"></p>
<p>
	กลิ่น รสชาติ สัมผัส ของหมู่บ้านต้นม่วงเข้มข้นเมื่อเราได้ทำควำมรู้จัก บ้านไม้เรียงรายที่ดูเรียบง่ายไร้การแต่งแต้ม สร้างระบบการเพาะปลูก การทำอาหาร การผลิตเครื่องนุ่งห่ม เป็นวงจรที่แข็งแรง ยั่งยืนและมอบรายได้แก่ชุมชน แก่นแท้ที่ไม่ฉาบฉวย หากอบอุ่นจริงใจนี่เอง ที่เราอยากชวนให้มาพิสูจน์ความสมบูรณ์ด้วยตาตนเองสักครั้ง</p>
<blockquote><p>
		&#8220;เรามีบ้านเมืองของเราที่งดงามในแบบของตัวเองอยู่แล้ว ป่าเขาก็สวยงามขึ้นมาเองโดยไม่ต้องให้คนไปปรับปรุง เรายังมีที่อยู่ของเรา ของดีของเรา ที่เที่ยวที่กินของเรา ถ้าเขาพร้อมจะมาเที่ยว มาชมบ้านเมืองเรา เราก็ต้องต้อนรับเขา บริการเขาอย่างดี เพื่อจะให้เขาสบายใจ และเราก็สบายใจ&#8221;
	</p></blockquote>
<p style="text-align: right"><strong><br />
		สร้อยกมล สีธิ<br />มัคคุเทศก์และเจ้าบ้านชาวลับแล<br />
	</strong></p>
<p>
	<em><strong>ภาพ</strong> มณีนุช บุญเรือง</em></p>
<p style="text-align: center">
	<em>พบเสน่ห์ที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองลับแล เมืองเล็กในตำนานของจังหวัดอุตรดิตถ์แบบเต็มอิ่มได้ที่ด้านล่างเลย</em></p>
<p style="text-align: center">
	<a href="https://drive.google.com/open?id=0B2Mq_ycRRktWTk9RTFJ5NXVQUGs"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/travel-there-4-cover.jpg" alt=""></a></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/travel-there-logo11.png"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="background-color: initial"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/there-55/">True Colors of Life</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/there-55/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
