<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Your Favorite Writer&#039;s Favorite Writer, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author428/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author428/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 May 2025 10:14:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เพราะคนที่ใช่คือคนที่ไม่ปล่อยมือจากกันง่ายๆ &#8216;Nobody Wants This&#8217; ซีรีส์โรแมนติกที่ตีแผ่โลกความสัมพันธ์ของคนยุคใหม่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/nobody-wants-this/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 May 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[See Saw Scene]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[Nobody Wants This]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=180244</guid>

					<description><![CDATA[<p>จะนับเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ เพราะช่วงที่ฉันได้ดู ‘Nobody Wants This’ ซีรีส์ขนาด 10 ตอนจบบน Netflix คือช่วงที่ฉันออกเดตฉ่ำสุดๆ ไม่ต่างจาก ‘โจแอนน์’ นางเอกของเรื่อง&#160; ความตลกอยู่ตรงไหนรู้ไหม ฉันพบว่ายิ่งดูไป ฉันยิ่งเห็นความเหมือนของตัวเองกับโจแอนน์อีกหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายแต่ละคนที่เธอเลือกไปเดตด้วยคือผู้ชายธงแดง (Red Flag) ที่ไม่พร้อมจะสานสัมพันธ์ลึกซึ้ง (Emotional Unavailable) เธอติดกับดักของการ Love Bombing จนโงหัวไม่ขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีความไม่มั่นคงทางจิตใจ ตั้งคำถามกับคุณค่าในตัวเอง Ghosting คู่เดตรายสัปดาห์ และบางครั้งก็สงสัยว่า ‘คนที่ใช่’ ของเธอจะมีอยู่จริงหรือเปล่า ถ้าคุณมีอาการแบบนี้เหมือนกัน หรืออย่างน้อยอาจจะเคยปวดหัวกับเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ บอกเลยว่า ‘Nobody Wants This’ คือซีรีส์โรแมนติกคอมเมดีที่ห้ามพลาด และถ้าอินมากๆ รู้สึกว่าตรงสุดๆ อาจมีบางช่วงตอน บางตัวละคร และบางบทสนทนาที่ให้แง่คิดที่ปลดล็อกบางอย่างในใจคุณได้เหมือนฉัน รักของเหมยลี่ฮอลลีวูด ขอยกตัวอย่างแบบให้เห็นภาพที่สุด โจแอนน์ใน Nobody Wants This (รับบทโดย Kristen Bell) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nobody-wants-this/">เพราะคนที่ใช่คือคนที่ไม่ปล่อยมือจากกันง่ายๆ &#8216;Nobody Wants This&#8217; ซีรีส์โรแมนติกที่ตีแผ่โลกความสัมพันธ์ของคนยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>จะนับเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ เพราะช่วงที่ฉันได้ดู ‘<strong>Nobody Wants This’ </strong>ซีรีส์ขนาด 10 ตอนจบบน Netflix คือช่วงที่ฉันออกเดตฉ่ำสุดๆ ไม่ต่างจาก ‘โจแอนน์’ นางเอกของเรื่อง&nbsp;</p>



<p>ความตลกอยู่ตรงไหนรู้ไหม ฉันพบว่ายิ่งดูไป ฉันยิ่งเห็นความเหมือนของตัวเองกับโจแอนน์อีกหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายแต่ละคนที่เธอเลือกไปเดตด้วยคือผู้ชายธงแดง (Red Flag) ที่ไม่พร้อมจะสานสัมพันธ์ลึกซึ้ง (Emotional Unavailable) เธอติดกับดักของการ Love Bombing จนโงหัวไม่ขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีความไม่มั่นคงทางจิตใจ ตั้งคำถามกับคุณค่าในตัวเอง Ghosting คู่เดตรายสัปดาห์ และบางครั้งก็สงสัยว่า ‘คนที่ใช่’ ของเธอจะมีอยู่จริงหรือเปล่า</p>



<p>ถ้าคุณมีอาการแบบนี้เหมือนกัน หรืออย่างน้อยอาจจะเคยปวดหัวกับเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ บอกเลยว่า ‘Nobody Wants This’ คือซีรีส์โรแมนติกคอมเมดีที่ห้ามพลาด</p>



<p>และถ้าอินมากๆ รู้สึกว่าตรงสุดๆ อาจมีบางช่วงตอน บางตัวละคร และบางบทสนทนาที่ให้แง่คิดที่ปลดล็อกบางอย่างในใจคุณได้เหมือนฉัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-1-5-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-180248" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-1-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-1-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-1-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-1-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-1-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-1-5.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>รักของเหมยลี่ฮอลลีวูด</strong></p>



<p>ขอยกตัวอย่างแบบให้เห็นภาพที่สุด โจแอนน์ใน Nobody Wants This (รับบทโดย Kristen Bell) ก็คล้ายๆ เป็น ‘เหมยลี่’ ฉบับฮอลลีวูดอย่างไรอย่างนั้น</p>



<p>ผู้หญิงในวัย 30 กำลังรอคอยรักที่ใช่ อยู่มาวันหนึ่งก็ได้เจอกับหนุ่มหล่อวัยเดียวกันที่เข้าขากันได้ดีราวกับผู้ชายในฝัน นำไปสู่การลองเปิดใจ การตกหลุมรัก การก้าวข้ามอุปสรรค และเรียนรู้ว่านิยามของความรักที่ดีจริงๆ เป็นยังไง</p>



<p>ถึงอย่างนั้นโจแอนน์ก็แตกต่างกับเหมยลี่อย่างคนละขั้วในบางเรื่อง เธอไม่ใช่สาวออฟฟิศไทยที่รักนวลสงวนตัว เอาแต่ทำงาน และไม่เคยจีบผู้ชายก่อน ตรงกันข้าม โจแอนน์เดตผู้ชายเป็นว่าเล่น (และมักจะเทเขาก่อนเสมอเมื่อรู้สึกว่าคนนั้นไม่เวิร์ก) ประสบการณ์การเดตของเธอโชกโชนมากพอจนเอามาเล่าเป็นพอดแคสต์กับพี่สาวได้เป็นตอนๆ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-2-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-180249" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-2-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-2-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-2-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-2-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-2-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-2-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-2-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-2-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ใช่ เธอคือโฮสต์เจ้าของรายการพอดแคสต์ว่าด้วยความสัมพันธ์ เรื่องบนเตียง และการเอมเพาว์เออร์ผู้หญิงยุคใหม่ ซึ่งไปได้สวยสุดๆ จนแพลตฟอร์มสตรีมมิงต้องมาขอซื้อ</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โจแอนน์คิดว่าเดตของเธอคงจะเป็นเรื่องเล่นๆ ที่ทำเพื่อหาคอนเทนต์มาเล่าในรายการเท่านั้น จนกระทั่งเธอได้เจอกับ ‘โนอาห์’ (รับบทโดย Adam Brody) ในปาร์ตีอาหารเย็นของเพื่อนสนิท เขาคืออาจารย์ชาวยิว (แรบไบ) ผู้เผยแพร่ศาสนา ถ้าเทียบกันแล้วโจแอนน์ก็คือ ‘ชิกซา’ หญิงสาวผู้ทำตัวก๋ากั่น และไม่เชื่อในพระเจ้า</p>



<p>มองจากดวงจันทร์ก็ดูออกว่าทั้งคู่ต่างกันมากเหมือนกับอยู่โลกคนละใบ ดูแล้วความสัมพันธ์ในอนาคตจะมีอุปสรรค และความอีนุงตุงนังตามมาอีกเยอะแน่ๆ</p>



<p>แต่ทำไมก็ไม่รู้ คนเคร่งศาสนาคนนี้กลับดึงดูดสาวก๋ากั่นอย่างเธอให้เข้าใกล้ได้อย่างประหลาด</p>



<p>คนที่แตกต่างกันมากๆ จะรักกันมากๆ ได้ไหม นั่นคือคำถามที่ซีรีส์ตั้งไว้ให้เราลุ้นหาคำตอบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-3--1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-180250" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-3--1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-3--300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-3--768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-3--600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-3--475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-3--720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-3--360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-3-.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>นายมั่นคงและนางสาววิตกกังวล</strong></p>



<p>ลึกๆ แล้วโจแอนน์กับฉัน เราเหมือนกันที่ความวิตกกังวล</p>



<p>ถ้าใครเคยศึกษาเรื่อง Attachment Style หรือทฤษฎีรูปแบบความผูกพัน อาจรู้ว่ามีการแบ่งกลุ่มคนตามพฤติกรรมที่พวกเขาเป็นเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์อยู่ 3 แบบ นั่นคือแบบมั่นคง (Secure) คนที่ชัดเจนในการมอบ และรับความรักจากคนอื่น&nbsp;</p>



<p>แบบหลีกเลี่ยง (Avoidant) คนที่เมื่อได้รับความรักมากๆ แล้วจะหลีกหนีมัน เพราะกลัวอีกฝ่ายจะรู้ว่าตัวตนข้างในของตัวเองไม่ดีพอ และสุดท้ายคือแบบของฉันกับโจแอนน์ แบบวิตกกังวล (Anxious)&nbsp; คนที่วิตกกังวลกับทุกสิ่งในความสัมพันธ์ แม้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เธอจะกังวลไว้ก่อน นำหนึ่งก้าวเสมอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-4-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-180251" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-4-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-4-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-4-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-4-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-4-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-4-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-4-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-4-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>รู้สึกหงุดหงิดที่เขาไม่ตอบแชท กระวนกระวายขึ้นไปอีกเมื่อเขาหายไป 2-3 ชั่วโมง การสงสัยในตัวเองจนต้องถามว่า “เราดีพอที่จะคบกันคนที่ดีมากๆ ไหม คนที่ยอดเยี่ยมมากๆ น่ะ” หรือการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ ที่อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ยิ่งเป็นคนในวัย 30+ ที่รู้สึก (ไปเอง) ว่าตัวเรานี้เริ่มโรยรา และการจะหาความโรแมนติกใส่ชีวิตเป็นเรื่องยากขึ้นทุกที นั่นแหละพวกเราชาว Anxious</p>



<p>ยิ่งในเคสของโจแอนน์ เธอกลัวว่าจะเป็นคนคั่นเวลา หรือคนแก้เหงาสนุกๆ ของใคร โดยเฉพาะโนอาห์ซึ่งเพิ่งบอกเลิกผู้หญิงที่คบมานานแรมปีด้วย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่เชื่อไหมว่าความวิตกกังวลเหล่านี้สงบลง เพราะโนอาห์ทำบางสิ่งด้วยความเข้าใจ และ ‘มั่นคง’ อย่างที่ชาว Secure เขาทำ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-5-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-180253" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-5-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-5-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-5-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-5-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-5-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-5-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-5-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-5-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>รักกันต้องคุยกันนะ</strong></p>



<p>สิ่งนั้นคือการสื่อสาร การอยู่ข้างๆ เพื่อรับรู้ว่าเธอวิตก และให้ความมั่นใจกับเธอในเรื่องที่โจแอนน์กำลังวิตกกังวล</p>



<p>แต่ก็ใช่ว่าโนอาห์จะเป็นเทพบุตรที่เดินลงมาจากฟ้า และสมบูรณ์แบบไปเสียหมด เขาเองก็เคยมีปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ต้อง ‘กั๊ก’ ตัวเองตามธรรมชาติของเขาที่เป็นคนไม่ค่อยสื่อสารอะไรในใจ&nbsp; ไหนจะหน้าที่การงานที่ทำให้พูดทุกอย่างที่คิดออกมาไม่ได้ และความสัมพันธ์ครั้งเก่าที่อยู่ไปแบบวันๆ</p>



<p>“รีเบกก้ากับผมเราไม่เคยคุยกันจริงๆ คือเราก็คุยกันนะ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรจริงจัง มีแต่เรื่องคุยวนไปวนมา เราไม่เคยคุยเรื่องที่น่าอึดอัด แล้วอยู่ดีๆ สามปีต่อมา เราก็ไม่รู้จักกันอีกแล้ว” โนอาห์เปิดเผยให้โจแอนน์ฟัง และเธอก็พูดบางสิ่งที่ทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้</p>



<p>“การเปิดเผยเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ มันช่วยสานสัมพันธ์กับคนอื่นได้นะ”</p>



<p>ในขณะที่ตัวโจแอนน์เอง แม้จะแนะนำอีกฝ่ายไปแบบนั้น และมีภาพลักษณ์ของหญิงแกร่งสุดเอมเพาว์เออร์ที่พูดทุกอย่างที่คิด ลึกๆ แล้วเธอก็มีบางเรื่องที่ไม่กล้าสื่อสารออกมาเหมือนกัน คือความกลัวที่อยู่ลึกสุดใจ</p>



<p>มีฉากหนึ่งที่ฉันชอบมาก คือฉากที่ตัวละครทั้งสองเปิดใจต่อกันหลังจากเดตแรก&nbsp; โจแอนน์และโนอาห์อยู่ในครัว กำลังกินอาหารที่เขาทำ อยู่ๆ ชายหนุ่มก็เปิดประเด็นเรื่องการพยายามในการสานสัมพันธ์</p>



<p>“ผมไม่อยากให้เราคบกันคั่นเวลา ผมอยากให้มันจริงจัง นั่นอาจจะฟังดูน่าอาย แต่ผมโอเคกับมัน ผมไม่ได้ต้องการแค่เล่นสนุก ถ้าคุณคิดอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร คุณไม่ได้ติดค้างอะไรผม ผมแค่อยากรู้เฉยๆ” โนอาห์เปิดเผย</p>



<p>โจแอนน์ดูกลัวและกระอักกระอ่วนใจ นั่นก็เพราะเธอกลัวจริงๆ</p>



<p>“ความจริงคือฉันไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน มันน่ากลัวมากเลย แม่ฉันเป็นคนเจ้าอารมณ์มากๆ แล้วมันก็ทำให้พ่อเหินห่าง&nbsp; ฉันพยายามหนักมากมาตลอดเพื่อไม่ให้เป็นแบบนั้น ใช่ บางครั้งฉันทำเรื่องแปลกๆ บางทีฉันก็วู่วามแล้วก็หมกมุ่น”&nbsp;</p>



<p>“ฉันเคยบอกคุณว่าสิ่งที่ฉันกลัวที่สุด คือดึงหน้าแล้วไม่สวย แต่ฉันว่าฉันได้รู้สิ่งที่กลัวกว่าแล้ว มันคือเรื่องนี้แหละ เรื่องที่ฉันจะเอาความรู้สึกไปผูกมัดกับผู้ชายที่สักวันจะคิดได้ว่ารับมือฉันไม่ไหว แล้วฉันก็จะใจสลาย นี่คือเรื่องที่ไม่น่าหลงใหลที่สุดที่คุณเคยเห็นเลยใช่ไหม”</p>



<p>เธอกลั้นใจ เตรียมใจไว้แล้วว่าเขาอาจจะตอบว่า ‘ใช่’ คิดว่าเธอเยอะเกินไป และจบเรื่องทุกอย่างทั้งหมด แต่โนอาห์กลับปฏิเสธ</p>



<p>“ไม่ น่าหลงใหลที่สุดต่างหาก ผมต้องการสิ่งนี้ ผมต้องการทั้งหมดเลย”</p>



<p>“แต่คุณจะทำอย่างนั้นหรือเปล่า คุณจะทำฉันใจสลายหรือเปล่า”</p>



<p>“ผมคงขาดใจตายจริงๆ ถ้าทำคุณใจสลาย” การสื่อสารนั้นจบด้วยจุมพิตหวาน มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่สวยงามของทั้งคู่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-6-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-180255" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-6-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-6-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-6-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-6-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-6-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-6-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-6-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/05/Web-inside-6-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>รักนี้ไม่มีใครอยากได้…ยกเว้นคนที่ใช่</strong></p>



<p>อาจเพราะในยุคสมัยนี้ การจะกระโดดลงไปในความสัมพันธ์ดูเป็นเรื่องที่เดิมพันสูง และยากขึ้นไปทุกที&nbsp;</p>



<p>เพราะทุกวันนี้เราแมตช์กับคนแปลกหน้าได้ในเสี้ยววินาที ตกหลุมรักเขาในชั่วข้ามคืน แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีตัวเลือกมากมาย ถ้าคุยๆ ไปแล้วไม่เวิร์กก็ไม่เป็นไร จะเข้าแอพฯ กลับมาปัดหารักแท้กี่รอบก็ได้&nbsp;</p>



<p>นั่นทำให้หลายคนยิ่งกั๊ก ไม่กล้าลงใจในความสัมพันธ์ นำไปสู่การจมอยู่กับวังวนของ Situationship ที่ต้องเดาใจอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ทำไมก็ไม่รู้ ยุคนี้การจะแสดงออกว่าจะรักจะชอบใครสักคนกลายเป็นเรื่องที่ดู ‘ไม่คูล’ และไม่ค่อยจะมีใครทำซะอย่างนั้น แต่ไม่ใช่กับโจแอนน์และโนอาห์ ที่ทำให้เราเห็นว่าถ้ายิ่งรักกัน ยิ่งต้องแสดงออกสิ ถ้าอยากรู้จักกันและกันอย่างลึกซึ้งก็ยิ่งต้องสื่อสารกัน และถ้าหากเจอเรื่องราวยากๆ ในความสัมพันธ์ก็ยิ่งต้องจับมือกันให้แน่นขึ้น</p>



<p>จริงอยู่ที่การอยู่กับคนที่ใช่ อะไรๆ ก็ง่าย แต่ในหนังสือหลายเล่มอาจไม่ได้พูดต่อว่า ‘มันก็ไม่ได้ง่ายเสียทีเดียว’&nbsp;</p>



<p>ความสัมพันธ์มีขึ้นมีลงเป็นปกติ มีโมเมนต์ล้ำค่า และมีอุปสรรคที่เราต้องก้าวผ่าน การไม่ยอมแพ้ในกันและกัน นั่นอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดหรือเปล่า</p>



<p>‘ความง่าย’ ในคำว่าคนที่ใช่ อาจหมายถึงอยู่ด้วยกันได้ง่ายๆ มีความสุข ราบรื่น สบายใจ แต่ในอีกความหมายคือมันอาจหมายถึงคนที่ไม่ปล่อยมือกันไป ‘ง่ายๆ’ ก็ได้นะ</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nobody-wants-this/">เพราะคนที่ใช่คือคนที่ไม่ปล่อยมือจากกันง่ายๆ &#8216;Nobody Wants This&#8217; ซีรีส์โรแมนติกที่ตีแผ่โลกความสัมพันธ์ของคนยุคใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซองแดงแต่งผี : มิตรภาพที่ดีที่ทำให้เราเห็นตัวเองได้อย่างเต็มตา และพาให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/marry-my-dead-body-gdh/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Apr 2025 09:14:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[See Saw Scene]]></category>
		<category><![CDATA[gdh]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQ+]]></category>
		<category><![CDATA[ซองแดงแต่งผี]]></category>
		<category><![CDATA[Marry My Dead Body]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=179445</guid>

					<description><![CDATA[<p>คอเมดี้ ติ๊กถูก ดราม่า ติ๊กถูก แอกชัน ติ๊กถูก&#160; ตัวละคร LGBTQ+ ที่ไม่ได้ถูกทรีตเป็นแค่ตัวตลก ติ๊กถูก โมเมนต์สุดจิ้น ติ๊กถูก (หลายๆ ครั้งเลย) หากเราจะเปิดหนัง LGBTQ+ ดูสักเรื่อง จะมีอะไรที่เราต้องการไปมากกว่านี้ และเพราะว่าติ๊กถูกได้ทุกข้อ ฉัน (และมั่นใจว่าเพื่อนชาวสีรุ้งอีกหลายคน) จึงยกให้ Marry My Dead Body หรือ แต่งงานกับผี เป็นหนึ่งในหนังขึ้นหิ้งในใจหลังจากได้ดูครั้งแรกบน Netflix เมื่อหลายปีก่อน แน่นอนว่าเมื่อค่ายหนังอารมณ์ดี GDH ประกาศว่าจะนำมารีเมกเป็นเวอร์ชันไทย แถมยังได้ศิลปินคู่จิ้นดัง บิวกิ้น-พีพี มานำแสดงและเป็นหนังเรื่องแรกที่พวกเขาได้นำแสดงคู่กัน ฉันก็นับวันรอดูแทบไม่ไหว และหลังจากได้ดูด้วยตาของตัวเอง Marry My Dead Body เวอร์ชันไทยหรือ ซองแดงแต่งผี ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยสักนิด ความสัมพันธ์แบบแอกชัน-ดราม่าดี้ของสายตำรวจกับผี&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ซองแดงแต่งผี แทบจะถอดเรื่องราวมาจาก Marry My Dead Body ฉบับไต้หวันแบบเป๊ะๆ จะมีเพียงรายละเอียดบางอย่างที่ถูกเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทสังคมไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/marry-my-dead-body-gdh/">ซองแดงแต่งผี : มิตรภาพที่ดีที่ทำให้เราเห็นตัวเองได้อย่างเต็มตา และพาให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คอเมดี้ ติ๊กถูก</p>



<p>ดราม่า ติ๊กถูก</p>



<p>แอกชัน ติ๊กถูก&nbsp;</p>



<p>ตัวละคร LGBTQ+ ที่ไม่ได้ถูกทรีตเป็นแค่ตัวตลก ติ๊กถูก</p>



<p>โมเมนต์สุดจิ้น ติ๊กถูก (หลายๆ ครั้งเลย)</p>



<p>หากเราจะเปิดหนัง LGBTQ+ ดูสักเรื่อง จะมีอะไรที่เราต้องการไปมากกว่านี้ และเพราะว่าติ๊กถูกได้ทุกข้อ ฉัน (และมั่นใจว่าเพื่อนชาวสีรุ้งอีกหลายคน) จึงยกให้ <em>Marry My Dead Body</em> หรือ <em>แต่งงานกับผี</em><strong> </strong>เป็นหนึ่งในหนังขึ้นหิ้งในใจหลังจากได้ดูครั้งแรกบน Netflix เมื่อหลายปีก่อน</p>



<p>แน่นอนว่าเมื่อค่ายหนังอารมณ์ดี GDH ประกาศว่าจะนำมารีเมกเป็นเวอร์ชันไทย แถมยังได้ศิลปินคู่จิ้นดัง <strong>บิวกิ้น-พีพี</strong> มานำแสดงและเป็นหนังเรื่องแรกที่พวกเขาได้นำแสดงคู่กัน ฉันก็นับวันรอดูแทบไม่ไหว</p>



<p>และหลังจากได้ดูด้วยตาของตัวเอง <em>Marry My Dead Body</em> เวอร์ชันไทยหรือ <em>ซองแดงแต่งผี</em> ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยสักนิด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความสัมพันธ์แบบแอกชัน-ดราม่าดี้ของสายตำรวจกับผี&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></h2>



<p><em>ซองแดงแต่งผี</em> แทบจะถอดเรื่องราวมาจาก <em>Marry My Dead Body</em> ฉบับไต้หวันแบบเป๊ะๆ จะมีเพียงรายละเอียดบางอย่างที่ถูกเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทสังคมไทย และบทสรุปของตัวละครบางตัวที่ไม่เหมือนกับต้นฉบับ แต่ก็เรียกรอยยิ้มได้ดี</p>



<p>หนังเล่าเรื่องราวของ ‘เม่น’ อดีตโจรกิ๊กก๊อกที่ผันตัวมาเป็นสายตำรวจ ซึ่งวันหนึ่งดันดวงซวยไปหยิบ ‘ซองแดง’ ที่บรรจุเล็บและเศษผมของ ‘ตี่ตี๋’ เกย์หนุ่มที่วางแผนกำลังจะแต่งงานแต่กลับประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตซะก่อน ซึ่งเป็นแผนของอาม่าของตี่ตี๋ที่เชื่อว่าวิญญาณของหลานชายจะยังวนเวียนไม่ไปไหนหากยังไม่ได้แต่งงาน เม่นจึงต้องจำใจแต่งงานหลอกๆ กับตี่ตี๋</p>



<p>แต่เรื่องยังไม่จบเท่านั้น เพราะหลังงานแต่ง วิญญาณของตี่ตี๋ได้ย้ายเข้ามาอยู่กับเม่นฉันสามีภรรยา นำไปสู่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผีที่โคตรจะแตกต่าง ทว่าก็เข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด และการไขปริศนาว่าทำไมวิญญาณของตี่ตี๋จึงไม่ไปผุดไปเกิดเสียที ยังมีอะไรที่ติดค้างอยู่หรือเปล่า</p>



<p><em>ซองแดงแต่งผี</em> คงความกลมกล่อมของ <em>Marry My Dead Body</em> ที่เป็นส่วนผสมของคอเมดี้ แอกชัน ดราม่ามาได้อย่างครบถ้วน แต่สิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจมาตั้งแต่ฉบับไต้หวัน คือการเล่าเรื่องของ ‘ชายแทร่’ และ ‘เก้งออกสาว’ ที่คิดเล่นเห็นต่างกัน แต่กลับต้องมาอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีทางเลือก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มิตรภาพของชายแทร่กับตัวแม่ตัวมัม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></h2>



<p>ว่ากันตามตรง เม่นเป็นชายแทร่ที่ยังมีทัศนคติไม่ดีต่อกลุ่ม LGBTQ+ อย่างกับคนรุ่นเก่า (หนังไม่ได้เล่าเยอะว่าทำไมเม่นถึงคิดแบบนี้ แต่ขอเดาว่าอาจเติบโตมากับค่านิยมโบราณ หรืออยู่ในสังคมที่ไม่ได้เปิดกว้างต่อชาวเพศหลากหลายนัก) และบางทีเขาก็เผลอเหยียดโดยไม่รู้ตัว ในขณะตี่ตี๋ก็เป็นตัวแม่ตัวมัมตัวมารดา ผู้ที่ไม่ได้โอบรับความเฟมินีนในตัวเองเท่านั้น หากเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ เขายังเป็นคนต่อสู้เรียกร้องเรื่องเพศและอีกหลายเรื่องที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ&nbsp;</p>



<p>มันจึงสนุกมากที่เห็นคน 2 ขั้วมาเจอกัน เขม่นกัน และปะทะกัน ในทางหนึ่ง การที่ตี่ตี๋เข้ามาในชีวิตเม่นอาจดูเป็นการดัดสันดานเขากลายๆ ให้กลายเป็นคนที่เปิดกว้างทางความคิดมากกว่านี้ ซึ่งจากในหนังเราจะเห็นว่าจริงๆ แล้วเม่นไม่ได้เป็นคนเลวร้ายและไม่ได้อยากทำร้ายใคร เขาแค่ต้องการการ ‘เปิดก๊อก’ ทางความคิด เปิดอกรับฟังเรื่องราวของคนที่ไม่เหมือนเขา จนสามารถสร้างความเห็นอกเห็นใจและเคารพความแตกต่างได้ในที่สุด</p>



<p>แม้ว่าจะดูผิดที่ผิดเวลา แต่สำหรับเรา การพบกันของเม่นกับตี่ตี๋จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ยิ่งพัฒนากลายเป็นมิตรภาพก็ยิ่งยืนยันว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นสิ่งสวยงาม&nbsp;</p>



<p>และนั่นแหละคือความหมายของมิตรภาพ มันช่วยให้เราได้มองเห็นตัวเองอย่างเต็มตา ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น และค้นพบแง่มุมใหม่ที่ตัวเองไม่คิดว่าจะมีอยู่ในตัว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179449" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วิชาความเท่าเทียม 101 ของคนดู</strong></h2>



<p>นอกจาก<strong> </strong><em>ซองแดงแต่งผี</em> จะมีด้วยรสชาติแบบหนังคอเมดี้ของ <strong>หมู ชยนพ</strong> และความฟีลกู้ดแบบ GDH ที่เราคุ้นเคย ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้หนังสนุกขึ้นมาก คือพลังดาราของบิวกิ้น-พีพี ที่ฉายความความเป็นซูเปอร์สตาร์ได้อย่างโชนแสง มากกว่าสวมบทบาทให้เราขำทั้งน้ำตา ทั้งสองยังมอบเพลงประกอบที่เพราะมากๆ ให้กับเรื่องนี้อีก</p>



<p>แต่สิ่งที่ชอบที่สุดของเรื่องนี้ ยังเป็นการหยอดใส่ประเด็นปัญหาที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญได้อย่างลงตัว นอกจากตัวเม่นที่ตี่ตี๋จะต้องไฝว้แล้ว เขายังต้องต่อสู้กับพ่อของตัวเองที่ตั้งท่าจะไม่ยอมรับการแต่งงาน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>บางคนอาจสงสัยว่า ปี 2025 แล้ว เรายังต้องดูหนังเกี่ยวกับพ่อแม่ที่ไม่ยอมรับในตัวลูกที่เป็นเกย์อีกเหรอ ประเด็นนี้ถูกเล่าซ้ำๆ มาในหนังหลายเรื่องแล้ว และการเล่าแบบไม่ได้สำรวจลงลึกมากใน <em>ซองแดงแต่งผี</em> ยังจำเป็นอยู่ไหม</p>



<p>สำหรับเรา คำตอบคือยังจำเป็น แม้ประเทศไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่โอบรับความหลากหลาย สิทธิเรื่องความเท่าเทียมของเราจะก้าวหน้าไปไกลกว่าประเทศอื่นๆ แต่ตราบใดที่ยังมีเด็กๆ ที่ยังไม่กล้าเป็นตัวเองอย่างเต็มที่เพราะกลัวพ่อแม่ไม่ยอมรับ และตราบใดที่ยังมีพ่อแม่ที่ยังไม่เปิดกว้างทางความคิดในเรื่องเพศ หนังอย่าง <em>ซองแดงแต่งผี </em>ก็ยังจำเป็น</p>



<p>เพราะอย่างไรเสีย การจะสร้างสังคมที่โอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริงนั้นต้องใช้ 2 สิ่ง นั่นคือการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิไปพร้อมกับการปลูกฝังทัศนคติที่ดีในสังคม&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แล้วจะมีอะไรที่ดีไปกว่าหนังที่มีฉากหน้าคล้ายอมยิ้มหวานแต่สอดไส้ประเด็นรสขมอ่อนๆ สักเรื่องกันล่ะ คุณว่าไหม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/marry-my-dead-body-gdh/">ซองแดงแต่งผี : มิตรภาพที่ดีที่ทำให้เราเห็นตัวเองได้อย่างเต็มตา และพาให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Babygirl หนังอีโรติกทริลเลอร์ที่เล่าเรื่องอำนาจ คอนเซนต์ และการปลดแอกตัวเองของผู้หญิงที่สังคมมองว่าดี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/babygirl-halina-reijn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 10:26:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Babygirl]]></category>
		<category><![CDATA[Halina Reijn]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=178697</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลางดึกสงัด เสียงกระเส่าเร่าร้อนดังในห้องนอน สองร่างขยับเคลื่อนไหวตามจังหวะที่ดูคล้ายว่าจะเข้ากันได้ดี แรงกระเพื่อมกระชั้นถี่ ไม่นานเขาก็ถึงจุดสุดยอด เธอก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่ไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อแน่ใจว่าสามีของเธอจมลงสู่ห้วงนิทรา หญิงสาวก็ก้าวขาลงจากเตียงไปอีกห้อง เปิดแล็ปท็อปและส่องหาคลิปที่ดู ‘เข้าทาง’ คลิปประเภทที่ฝ่ายหนึ่งออกคำสั่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง ทำตามสั่งอย่างเต็มใจ ผู้หญิงในคลิปครวญคราง เธอเองก็ไม่ต่างกัน แค่ 5 นาทีแรก เราอาจจะเดาได้ว่า Babygirl กำลังเล่าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งผู้มีความต้องการลับๆ ที่ไม่ตรงกับผู้เป็นสามี เขาอาจไม่เคยรู้เรื่องนี้ และเธอก็ไม่เคยปริปากบอก แต่เมื่อดูไปสักพัก เราพบว่ามันเล่าเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น นี่คือเรื่องของอิสระ อำนาจ และความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่มีทั้งความแข็งแกร่งและเปราะบาง มีทั้งความชัดเจนและสับสน มีทั้งนางฟ้าและสัตว์ร้ายในตัวเอง หนังของผู้หญิงปลดแอก Halina Reijn นักเขียนบทและผู้กำกับวัย 49 ปี จากเนเธอร์แลนด์ นิยามว่า Babygirl คือหนังอีโรติก-ทริลเลอร์ เกี่ยวกับผู้หญิงที่ ‘พยายามจะปลดแอกตัวเอง’ Romy (รับบทโดย Nicole Kidman) คือผู้ก่อตั้งบริษัทหุ่นยนต์ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีชีวิตรักและครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ นับได้ว่าเป็นโรลโมเดลของแม่ เมีย และผู้หญิงยุคใหม่ที่ใครๆ ต่างก็นับถือ แต่ลึกลงไปในใจของเธอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/babygirl-halina-reijn/">Babygirl หนังอีโรติกทริลเลอร์ที่เล่าเรื่องอำนาจ คอนเซนต์ และการปลดแอกตัวเองของผู้หญิงที่สังคมมองว่าดี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กลางดึกสงัด เสียงกระเส่าเร่าร้อนดังในห้องนอน สองร่างขยับเคลื่อนไหวตามจังหวะที่ดูคล้ายว่าจะเข้ากันได้ดี แรงกระเพื่อมกระชั้นถี่ ไม่นานเขาก็ถึงจุดสุดยอด เธอก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น</p>



<p>แต่ไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อแน่ใจว่าสามีของเธอจมลงสู่ห้วงนิทรา<strong> </strong>หญิงสาวก็ก้าวขาลงจากเตียงไปอีกห้อง เปิดแล็ปท็อปและส่องหาคลิปที่ดู ‘เข้าทาง’ คลิปประเภทที่ฝ่ายหนึ่งออกคำสั่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง ทำตามสั่งอย่างเต็มใจ ผู้หญิงในคลิปครวญคราง เธอเองก็ไม่ต่างกัน</p>



<p>แค่ 5 นาทีแรก เราอาจจะเดาได้ว่า <em>Babygirl</em> กำลังเล่าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งผู้มีความต้องการลับๆ ที่ไม่ตรงกับผู้เป็นสามี เขาอาจไม่เคยรู้เรื่องนี้ และเธอก็ไม่เคยปริปากบอก แต่เมื่อดูไปสักพัก เราพบว่ามันเล่าเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น</p>



<p>นี่คือเรื่องของอิสระ อำนาจ และความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่มีทั้งความแข็งแกร่งและเปราะบาง มีทั้งความชัดเจนและสับสน มีทั้งนางฟ้าและสัตว์ร้ายในตัวเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178699" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หนังของผู้หญิงปลดแอก</strong></h2>



<p><strong>Halina Reijn</strong> นักเขียนบทและผู้กำกับวัย 49 ปี จากเนเธอร์แลนด์ นิยามว่า <em>Babygirl </em>คือหนังอีโรติก-ทริลเลอร์ เกี่ยวกับผู้หญิงที่ ‘พยายามจะปลดแอกตัวเอง’</p>



<p>Romy (รับบทโดย <strong>Nicole Kidman</strong>) คือผู้ก่อตั้งบริษัทหุ่นยนต์ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีชีวิตรักและครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ นับได้ว่าเป็นโรลโมเดลของแม่ เมีย และผู้หญิงยุคใหม่ที่ใครๆ ต่างก็นับถือ แต่ลึกลงไปในใจของเธอ โรมีกลับรู้สึกว่ามีความต้องการบางอย่างที่ไม่ถูกเติมเต็ม มีบางตัวตนของเธอติดค้างอยู่ข้างใน และพยายามตะกุยทางออกมาสู่ภายนอก คล้ายสัตว์ที่ติดอยู่ในหุบเหวลึกและพยายามปีนป่ายขึ้นมา</p>



<p>กระทั่งเธอได้เจอกับ Samuel (รับบทโดย <strong>Harris Dickinson</strong>) เด็กฝึกงานหนุ่มที่สมัครมาเป็นเด็กในสังกัดของเธอ ในความสัมพันธ์ฉันเพื่อนร่วมงาน สายตาและคำพูดของเขามีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างทำให้โรมีรู้สึกอยากศิโรราบ นำไปสู่การนัดพบนอกออฟฟิศที่ทำให้โรมีค้นพบตัวตนใหม่</p>



<p>บนโต๊ะทำงาน เธอคือคนชี้นิ้วสั่ง แต่ในห้องแคบๆ ในโรงแรม เธอเหมือนหมาที่อยากคลานเข่า ปฏิบัติตามคำสั่งเขาแล้วแต่ว่าเด็กหนุ่มอยากให้ทำอะไร แปลกดีเหมือนกันที่สำหรับคนที่อยู่เหนือคนอื่นมาตลอด การอยู่ใต้อาณัติทำให้ใจเธอเต้นเหมือนลิงโลด</p>



<p>เล่ามาแค่นี้ ฟังดูเหมือน <em>Babygirl</em> จะเป็นหนังเกี่ยวกับคู่ BDSM ที่มีพลวัตรของอำนาจ หรือเล่าความสัมพันธ์แบบนาย-ทาสแบบขายเสียว แต่ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียทีเดียว ฉากเซ็กซ์ในเรื่องมีการเปิดเผยเนื้อตัวแบบอล่างฉ่างก็จริง แต่มันไม่ได้เป็นเซ็กซ์ที่สมบูรณ์แบบ อย่างตอนแรกที่โรมีกับซามูเอลนัดเจอกัน เราจะเห็นความสับสนของเธอที่แสดงออกว่าอยากทำ แต่แล้วก็โบยตีตัวเองว่าสิ่งที่ทำมันผิด วินาทีต่อมาก็ห้ามตัวเองไม่ไหว&nbsp;</p>



<p>ความซับซ้อนเหล่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เริ่มเห็นอกเห็นใจโรมี และอินกับตัวละครนี้มากขึ้นทีละนิด โดยเฉพาะคนที่มีความต้องการที่คนอื่นมองว่าหน้าอายอยู่ข้างใน ซึ่งหนังเรื่องนี้บอกว่าไม่ คุณไม่ควรจะกดมันไว้หรอก</p>



<p>“หนังของฉันคือสัญญาณเตือน” ฮาลินาบอกกับ <em>W Magazine</em> “มันเตือนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากผู้หญิงพูดกับตัวเองว่า ‘ไม่ ฉันสมบูรณ์แบบ ฉันไม่มีมลทินในจิตใจ ฉันไม่แก่ลงด้วยซ้ำ เพราะฉันดูสมบูรณ์ดีแม้จะอายุ 55 ปี’ ฉันอยากบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ขังสัตว์ร้ายในตัวเธอไว้ แล้ววันหนึ่งมันก็ตื่นขึ้นมา”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178700" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นี่หรือคือนิยามของหญิงสมบูรณ์แบบ?</strong></h2>



<p>ที่น่าสนใจกว่านั้น คือหนังตั้งคำถามกับคำว่า ‘ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ’&nbsp;</p>



<p>ในโลกที่ทุกคนพร้อมจะเอมเพาว์เออร์ให้ผู้หญิงทำงานเก่ง กล้าพูด และแข็งแกร่ง โรมีคือตัวอย่างที่บอกว่าผู้หญิงเราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นก็ได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโหมดนั้นตลอดเวลา</p>



<p>มีฉากหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับเรา คือฉากที่ลูกน้องของโรมีซึ่งเป็นผู้หญิง บอกเธอว่ารู้เรื่องที่เธอแอบคบชู้กับซามูเอล ลูกน้องแบล็กเมลผู้เป็นเจ้านายว่าเธอจะไม่บอกใคร หากโรมีกลับมาทำตัวแบบโรลโมเดลที่สมบูรณ์แบบเหมือนเดิม เพราะเจ้านายผู้หญิงแบบเธอหาได้ยากจริงๆ แม้ในยุคที่ทุกคนอยากส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศก็ตาม</p>



<p>จะว่าถูกก็ถูก จะว่าท็อกซิกก็ใช่ หนังทำให้เห็นว่าบางครั้ง การเป็นแบบอย่างของผู้หญิงที่ดี (ในสายตาของสังคม) ก็กดทับผู้หญิงกันเองเช่นกัน มากกว่านั้น หนังทำให้เราตั้งคำถามต่อว่า จะเป็นไปได้ไหมถ้าแบบอย่างที่เพียบพร้อมจะมีจุดด่างพร้อยในตัวเอง แล้วถ้าเธอทำดีมาตลอด แต่ความชอบบางอย่างของเธอไม่ตรงกับบรรทัดฐานทางสังคม เธอจะกลายเป็นผู้หญิงที่แย่หรือเปล่า นี่อาจเป็นสิ่งที่เราต้องขบคิดกันต่อไป</p>



<p>“มีผู้หญิงเยอะมากที่ใช้ชีวิตด้วยเงื่อนไขบางอย่างเพื่อเอาใจ ส่งเสริม และเพื่อให้พวกเธอสามารถมองตัวเองจากมุมมองของคนข้างนอกที่มองว่าภรรยาที่สมบูรณ์แบบ หัวหน้าที่สมบูรณ์แบบ ลูกสาวที่สมบูรณ์แบบ และทุกอย่างที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างไร แต่บางครั้ง พวกเธอก็ลืมถามตัวเองว่า เธอต้องการอะไร” ผู้กำกับอย่างฮาลินาชี้ในสัมภาษณ์ของ NPR</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178701" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ฉันจะยอมกับคนที่ฉันพอใจจะยอมเท่านั้น</strong></h2>



<p>สุดท้ายแล้วสำหรับเรา <em>Babygirl</em> คือหนังที่พูดเรื่องอำนาจและพลวัตรของมัน ตลอดเรื่อง เราจึงได้เห็นการสลับขั้วทางอำนาจ ไม่ใช่แค่โรมีกับซามูเอลที่สลับกันเป็นใหญ่บนโต๊ะทำงานและเตียงนอน แต่รวมไปถึงอำนาจระหว่างโรมีกับสามี ลูกสาว ลูกน้อง และเจ้านายของเธอด้วย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าในสถานการณ์จนตรอก โรมีถูกบีบบังคับให้อ่อนข้อเพราะเธอไร้อำนาจในมือ อย่างตอนที่ลูกน้องจับได้ว่าเธอแอบเป็นชู้กับเด็กฝึกงาน และแบล็กเมลโรมีเพื่อเลื่อนตำแหน่ง</p>



<p>แต่ในเวลาส่วนใหญ่ ในสถานการณ์ที่เธอคล้ายอยู่ใต้อาณัติ อย่างตอนอยู่บนเตียงกับซามูเอล หรือตอนที่บอร์ดบริหารมาขู่แบบสกปรกกับเธอ โรมีก็ยืนหยัดให้เขา ‘ไสหัวไป’ เพราะรู้ว่าบริษัทขาดเธอไม่ได้</p>



<p>ใช่ เธอรู้ดีว่าตัวเองมีอำนาจแบบไหนในมือ จะใช้มันกับใคร และเมื่อไหร่ที่ควรศิโรราบ สิ่งสำคัญคือเธอเป็นคนเลือกเอง</p>



<p>ในแง่หนึ่ง <em>Babygirl </em>ก็ไม่ต่างอะไรจากตัวโรมี เพราะสำหรับผู้กำกับอย่างฮาลินา การทำหนังเรื่องนี้ก็เป็นความพยายามในการสร้างหนังอีโรติกทริลเลอร์แบบใหม่ (Reinvent) ที่แทบจะไม่มีมุมกล้องแบบ Male Gaze ที่โลมเลียร่างกายของนักแสดง หรือฉากเซ็กซ์ที่เอิกเกริก</p>



<p>“เราพยายามสร้างสิ่งใหม่ให้กับหนังแนวนี้ และดูกันว่ามันจะเป็นยังไง และยังสงสัยกับคำที่หลายคนบอกว่าเราใช้ Female Gaze (มุมกล้องแทนสายตาแบบผู้หญิง) อยู่ เพราะมันจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราใช้ Female Gaze ในขณะที่ตัวเองยังเป็นผลผลิตของระบบชายเป็นใหญ่” ฮาลินาบอก</p>



<p>“ก่อนหน้านี้ ฉันมักรู้สึกหยึยๆ อยู่เสมอตอนดูหนังอีโรติกทริลเลอร์ที่สร้างโดยผู้ชาย ด้วยการเล่าเรื่องของพวกเขา แต่ฉันก็เคารพในการเลือกแนวทางนั้นของพวกเขา และฉันก็เอนจอยมันนะ แต่การเล่าเรื่องใน <em>Babygirl</em> ของเรามันอบอุ่นและเปิดกว้างมากกว่า มันเริ่มต้นจากความรัก และนั่นคือวิธีที่ฉันจะทำกับมัน</p>



<p>“ฉันจะแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงไพร์มไทม์ของชีวิต มีพลังอำนาจมาก แต่ก็สามารถคลานไปบนพื้นตอนอยู่กับคนรักของเธอได้เช่นกัน ฉันพยายามจะทำทุกอย่างให้ดูใหญ่เพื่อกระตุ้นบทสนทนาที่ว่า เฟมินิสต์คืออะไรกันแน่ เฟมินิสต์ที่แท้จริงคือการที่ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถปลดแอก สามารถเป็นได้ทุกอย่างที่อยากเป็น ในทุกเวลาที่เธอต้องการหรือเปล่า?”</p>



<p>อ้างอิง</p>



<p><a href="https://shorturl.asia/m3ve2">https://shorturl.asia/m3ve2</a></p>



<p><a href="https://www.npr.org/2024/12/24/nx-s1-5196458/babygirl-writer-director-talks-about-making-an-erotic-thriller-from-the-female-gaze">https://shorturl.asia/IA9hL</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/babygirl-halina-reijn/">Babygirl หนังอีโรติกทริลเลอร์ที่เล่าเรื่องอำนาจ คอนเซนต์ และการปลดแอกตัวเองของผู้หญิงที่สังคมมองว่าดี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Persona of Things พื้นที่ที่อยากชวนมาซ่อมของเก่าด้วยเทคนิคงานคราฟต์ดั้งเดิมของช่างในเชียงใหม่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/persona-of-things/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Dec 2024 09:43:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[CMDW24]]></category>
		<category><![CDATA[chiangmaidesignweek]]></category>
		<category><![CDATA[scalinglocal]]></category>
		<category><![CDATA[Repair]]></category>
		<category><![CDATA[PersonaofThings]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=178134</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากในโลกธุรกิจ การทำ Persona คือการโชว์คาแรกเตอร์ของลูกค้าว่าเป็นคนแบบไหน ใช้ชีวิตอย่างไร โปรเจกต์ Persona of Things ซึ่งเกิดขึ้นในงาน Chiang Mai Design Week ปีนี้ ทีมผู้จัดก็อยากฉายภาพให้เราเห็นชัดว่าสิ่งของแต่ละชิ้นมีเรื่องราวอย่างไร และผ่านอะไรมาบ้าง ปู๊น-กวิสรา อนันต์ศฤงคาร และ ต้น-เฉลิมเกียรติ สมดุลยาวาทย์ ผู้ก่อตั้ง COTH studio เจ้าของโปรเจกต์นี้ คลั่งไคล้ในเรื่องงานคราฟต์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ พวกเขาไม่ได้มองว่างานคราฟต์คือการสร้างงานใหม่เท่านั้น แต่งานคราฟต์ดีๆ ยังสามารถต่อยอดจากของเก่าชิ้นเดิมที่ดูผุพังผ่านการ ‘ซ่อม’ ได้เหมือนกัน ประกอบกับความรักที่จะทำงานกับคนในชุมชน มองเห็นว่างานฝีมือของพวกเขานั้นมีค่าและไม่อยากปล่อยให้หายไปตามกาลเวลา ปู๊นกับต้นจึงทำโปรเจกต์ Persona of Things เป็น ‘จุดรวมพลซ่อม’ พื้นที่ชั่วคราวบนชั้น 2 ของ TCDC เชียงใหม่ที่ชวนทุกคนนำของเก่ามาซ่อมกัน แต่ไม่ได้ซ่อมด้วยวิธีธรรมดาทั่วไปเท่านั้น พวกเขาชวนพี่ๆ น้าๆ ที่มีภูมิปัญญาในการทำงานฝีมือ เช่น การซ่อมงานจักรสานด้วยเศษผ้าของชนเผ่า การซ่อมแซมเครื่องประดับชิ้นเก่าให้เหมือนใหม่ หรือการเย็บสมุดเล่มใหม่จากเศษกระดาษเหลือใช้ มาช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนทั่วไป เพื่อให้พวกเขามีความรู้ติดตัวไปซ่อมในอนาคต [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/persona-of-things/">Persona of Things พื้นที่ที่อยากชวนมาซ่อมของเก่าด้วยเทคนิคงานคราฟต์ดั้งเดิมของช่างในเชียงใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หากในโลกธุรกิจ การทำ Persona คือการโชว์คาแรกเตอร์ของลูกค้าว่าเป็นคนแบบไหน ใช้ชีวิตอย่างไร โปรเจกต์ Persona of Things<strong> </strong>ซึ่งเกิดขึ้นในงาน Chiang Mai Design Week ปีนี้ ทีมผู้จัดก็อยากฉายภาพให้เราเห็นชัดว่าสิ่งของแต่ละชิ้นมีเรื่องราวอย่างไร และผ่านอะไรมาบ้าง</p>



<p><strong>ปู๊น-กวิสรา อนันต์ศฤงคาร </strong>และ<strong> ต้น-เฉลิมเกียรติ สมดุลยาวาทย์ </strong>ผู้ก่อตั้ง COTH studio เจ้าของโปรเจกต์นี้ คลั่งไคล้ในเรื่องงานคราฟต์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ พวกเขาไม่ได้มองว่างานคราฟต์คือการสร้างงานใหม่เท่านั้น แต่งานคราฟต์ดีๆ ยังสามารถต่อยอดจากของเก่าชิ้นเดิมที่ดูผุพังผ่านการ ‘ซ่อม’ ได้เหมือนกัน</p>



<p>ประกอบกับความรักที่จะทำงานกับคนในชุมชน มองเห็นว่างานฝีมือของพวกเขานั้นมีค่าและไม่อยากปล่อยให้หายไปตามกาลเวลา ปู๊นกับต้นจึงทำโปรเจกต์ Persona of Things เป็น ‘จุดรวมพลซ่อม’ พื้นที่ชั่วคราวบนชั้น 2 ของ TCDC เชียงใหม่ที่ชวนทุกคนนำของเก่ามาซ่อมกัน แต่ไม่ได้ซ่อมด้วยวิธีธรรมดาทั่วไปเท่านั้น พวกเขาชวนพี่ๆ น้าๆ ที่มีภูมิปัญญาในการทำงานฝีมือ เช่น การซ่อมงานจักรสานด้วยเศษผ้าของชนเผ่า การซ่อมแซมเครื่องประดับชิ้นเก่าให้เหมือนใหม่ หรือการเย็บสมุดเล่มใหม่จากเศษกระดาษเหลือใช้ มาช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนทั่วไป เพื่อให้พวกเขามีความรู้ติดตัวไปซ่อมในอนาคต</p>



<p>ได้ซ่อมของเก่า แถมยังได้รักษ์โลกด้วยการไม่ซื้อของชิ้นใหม่ หากจะให้เรานิยาม งาน Persona of Things อาจบอกเราแบบนั้น</p>



<p>แต่เพราะอะไรล่ะ ปู๊นกับต้นถึงเชื่อศาสตร์ของการซ่อมนัก และงานคราฟต์จากการซ่อมทำให้พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งใดบ้าง เราขอชวนไปฟังจากปากปู๊นพร้อมกันในบรรทัดถัดไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178138" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-02-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>COTH studio เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจแบบไหน</strong></h2>



<p>COTH studio มีเรากับต้นเป็นผู้ก่อตั้ง เราจบด้าน Interior มา ส่วนต้นจบด้าน Product Design เราพยายามมองหาจุดที่เราชอบเหมือนกัน แล้วก็มีโอกาสได้เข้าไปทำโปรเจกต์หนึ่งชื่อ ‘บัว’ ทำกับชุมชนบ้านบาตร เราใช้เทคนิคการทำบาตรด้วยมือ และด้วยการที่ชุมชนบ้านบาตรมาต่อยอดทำสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่บาตร จากจุดนั้นทำให้เรารู้สึกชอบและสนุกกับการทำงานร่วมกับชุมชน เราชอบสุนทรียะของการทำงานคราฟต์ของเขา ชอบการคุยกับคนที่ทำงานด้วยมือและใจ</p>



<p>หลังจากนั้น COTH studio จึงเป็นสตูดิโอที่เน้นนำเทคนิคงานคราฟต์ในชุมชนมาทำเป็นสิ่งของแนวใหม่ คงความคราฟต์อยู่ แต่ตีความให้ร่วมสมัยมากขึ้น ตั้งคำถามว่างานคราฟต์จะทำอะไรได้อีก นอกเหนือจากการทำงานกับชุมชนที่เน้นงานอาร์ตและสิ่งของ เราก็มีโปรเจกต์สร้างสรรค์ที่ทำกับ CEA เข้ามาด้วย เช่น What We’ve Learned from Our Grandparent เป็นโปรเจกต์ที่เราชวนผู้สนใจมาเวิร์กช็อปกับพ่อครูแม่ครูรุ่นเก่า เมื่อเขาต่อยอดออกมา เราก็นำสิ่งของนั้นมาจัดเป็นนิทรรศการ&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ศิลปินบางคนมองว่างานคราฟต์คือการสร้างสิ่งใหม่ แต่ทำไมคุณถึงมองว่างานคราฟต์สามารถสร้างจากสิ่งเก่าที่เอามาซ่อมได้</strong></h2>



<p>สุนทรียะที่เราอินคือ Beauty in Imperfection อยู่แล้ว สิ่งนี้อยู่ในงานคราฟต์อยู่แล้ว และมันสามารถเกิดขึ้นในการซ่อมได้เช่นกัน เราชอบร่องรอย รอยมือ ความไม่เนี้ยบ เรารู้สึกว่ารอยเหล่านั้นสวยงาม งานของเราก็จะเล่นกับสิ่งเหล่านี้มาตลอด เคยทำธีสิสเรื่องนี้ด้วยเราก็ยิ่งอิน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-01-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-178141" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-01-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-01-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-01-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-01-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-01-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-01-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความไม่สมบูรณ์แบบมีเสน่ห์อย่างไรในสายตาคุณ</strong></h2>



<p>มันก็เป็นความงามอย่างหนึ่งที่บริสุทธิ์และมีความเป็นมนุษย์สูง เพราะว่ามนุษย์เราไม่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น งานคราฟต์ที่ไม่สมบูรณ์แบบจึงเป็นตัวแทนของมนุษย์ได้ดี&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กับงาน Persona of Things แนวคิดของการนำของเก่ามาซ่อมใหม่เริ่มต้นจากไหน&nbsp;</strong></h2>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มันถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้งานคราฟต์เท่าที่ได้เห็น มันไม่ใช่การสร้างของใหม่อย่างเดียว แต่จะมีการนำบางสิ่งมาซ่อมด้วย ขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่ายุคนี้เป็นยุคที่สิ่งของล้นโลกแล้ว เราจึงอยากมองบริบทงานคราฟต์ในมุมของการซ่อมมากขึ้น มันจึงมีโปรเจกต์นี้ขึ้นมา</p>



<p>เราเริ่มทำงานนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว (2023) ที่งาน Chiangmai Design Week แต่เราใช้ชื่อว่า สร้างผ่านซ่อม หมายถึง สร้างแต่ไม่ใช่การสร้างใหม่ ใช้เทคนิคการซ่อมทำให้เกิดของขึ้นมาใหม่ ซึ่งเราเลือกสรรสิ่งของที่โชว์เทคนิคการซ่อมที่น่าสนใจเอามาจัดแสดง เช่น ซ่อมเซรามิกด้วยการใช้ลวดถักโครเชต์ เชื่อมด้วยคริสตัล การเอาเก้าอี้เก่ามาทำเป็นโซฟาใหม่ การนำผ้าชนเผ่ามาซ่อมงานจักรสาน รวมถึงเทคนิคดั้งเดิมอย่างคินสึงิ&nbsp;</p>



<p>แต่ปีนี้ เราอยากทำงานที่ทำให้คนเห็นว่าวิถีของการซ่อมแซมสามารถกลมกลืนไปกับชีวิตเขาได้ เพราะเรารู้สึกว่ายุคนี้ ด้วยความที่ของหลายอย่างซื้อง่าย ราคาถูก ทำให้เราใช้ของกันแบบเสียปุ๊บก็ทิ้ง เพราะคิดว่าซื้อใหม่ง่ายกว่า หลายคนจึงไม่คิดว่าการซ่อมแซมจะอยู่ในวิถีชีวิต และไม่ค่อยรู้จักเทคนิคการซ่อมแซมเท่าไหร่ เราจึงอยากทำให้พวกเขาเห็นว่าเขาก็ซ่อมได้นะ ถ้ามีของเสียก็อยากหยิบขึ้นมาซ่อม</p>



<p>ปีนี้เราไม่ได้ทำโชว์เคสแล้ว แต่เราทำพื้นที่แบบ Open Workshop ที่มีอุปกรณ์และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการซ่อมอยู่ ใครมีอะไรอยากซ่อมก็มาปรึกษาและมาซ่อมที่นี่ได้ เราเรียกมันว่าจุดรวมพลซ่อม&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-03-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178142" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-03-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-03-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-03-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-03-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-03-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-03-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-03-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-03-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในพื้นที่นี้มีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง</strong></h2>



<p>จากปีที่แล้วเรามีการใช้ผ้าชนเผ่ามาซ่อมงานจักรสานโดย<strong>คุณป้าแต๋น</strong> ปีนี้เราเลยชวนป้าแต๋นมาสอนด้วย นอกจากนี้ เรายังมี<strong>น้องป๊อป</strong> ศิลปินที่ชอบเอาของเล่นในความทรงจำที่เก่าหรือพังแล้วเอามาทำเป็นงานอาร์ตชิ้นใหม่ มีการสอนเทคนิคการดูแลซ่อมแซมเครื่องประดับโดย Apinova Jewery Art มีการซ่อมผ้าด้วยเทคนิคโบโระกับ<strong>ป้าหนิง</strong> สอนตั้งแต่การชุนผ้าไปจนถึงตกแต่งลายผ้าให้น่ารัก และสุดท้ายคือ<strong>พี่แอ๊ว</strong>จากร้าน Dibdee.Binder ที่จะสอนเย็บสมุดทำมือเล่มใหม่จากกระดาษที่เป็นไส้ในของสมุดโน้ตเล่มเก่า</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คนทำงานคราฟต์ในเชียงใหม่ก็มีมากมาย คุณมีเกณฑ์ในการเลือกวิทยากรที่จะมาสอนในงานไหม</strong></h2>



<p>เราอยากให้งานมีความหลากหลาย มากกว่านั้นคือเราอยากให้พวกเขาสอนซ่อมสิ่งของที่มักจะอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้า เครื่องประดับ สมุด หลังจากนั้นเราก็พยายามมองหาคนทำกิจการในเชียงใหม่ แล้วก็ไปเจอหลายๆ คนที่น่าสนใจ เช่นพี่แอ๊วจาก Dibdee.Binder ที่เย็บสมุด หรือป้าแต๋นที่ทำงานจักรสานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยสรุปคือเราพยายามมององค์รวมให้มีงานซ่อมที่หลากหลาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-04-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178143" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-04-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-04-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-04-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-04-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความสนุกของการทำงานกับช่างฝีมือคืออะไร</strong></h2>



<p>ไม่รู้เพราะเราโชคดีหรือเปล่า แต่คนที่เราทำงานด้วยเขาน่ารักและมีความกระตือรือร้นในการร่วมงานกันมากๆ ดูเขาอยากทดลองไปกับเรา ตัวเขาเองก็มีความเป็น Craftman ที่อยากพัฒนาเทคนิคของตัวเองตลอดเวลาเหมือนกัน ไม่ใช่แค่คนทำงานที่ทำงานเป็นแพตเทิร์น แต่เขามีมุมศิลปินที่อยากพัฒนาไปเรื่อยๆ ทำให้เราเข้ากันได้ดี&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในกระบวนการซ่อมของสักชิ้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอคืออะไร</strong></h2>



<p>เท่าที่คุยกับหลายคน แต่ละคนจะมีมุมมองในการซ่อมไม่เหมือนกัน เราเคยทำงานกับช่างที่มองว่าซ่อมของโบราณ แล้วให้คงความโบราณไว้ ไม่ต้องซ่อมให้ดูใหม่กริบ แค่ซ่อมให้พอใช้งานได้ แต่คงร่องรอยความเก่าไว้ เทคนิคของเขาก็จะมีความละเมียดละไมมาก ถึงขนาดว่าคงคราบสีหรือรอยสนิมเอาไว้ นี่คือมุมมองการซ่อมแบบหนึ่ง</p>



<p>ช่างฝีมืออีกคน เช่น พี่แอ๊วจาก Dibdee.Binder เขาซ่อมสมุดจากกระดาษ เขามองว่ารอยขาดบนกระดาษไม่ใช่สิ่งที่ต้องพยายามปกปิด แต่พยายามโชว์รอยขาดนั้น เขามองว่าการโชว์รอยขาดคือเสน่ห์และความสวยงาม คล้ายๆ คินสึงิที่มองว่าเส้นสายที่เกิดจากการเชื่อมเซรามิกด้วยทองนั้นสวยมากกว่าของใหม่เสียอีก&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-06-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-178144" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-06-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-06-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-06-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-06-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-06-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-06-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แน่นอนว่าคนที่เข้าร่วมจะได้ซ่อมของ แล้วช่างที่สอน รวมถึง COTH studio จะได้อะไรจากงานนี้</strong></h2>



<p>ช่างทุกคนเขามีเทคนิคของเขาที่เขาอยากถ่ายทอดอยู่แล้ว เขาอยากมาคุยกับคนที่มีมุมมองเหมือนกัน ส่วนเราเอง จริงๆ ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราจะได้อะไร (หัวเราะ) เพราะความตั้งใจแรกเริ่มของโปรเจกต์คือ เราอยากให้การซ่อมแซมสามารถกลมกลืนไปกับวิถีชีวิตของคนได้มากขึ้น และอยากให้บริการการซ่อมในงานนี้เกิดขึ้นจริง&nbsp;</p>



<p>เชียงใหม่เป็นเมืองของงานคราฟต์อยู่แล้ว เทคนิคงานคราฟต์ที่เราหยิบมานำเสนอก็ค่อนข้างแตกต่างจากเทคนิคการซ่อมทั่วไป เพราะแต่ละเทคนิคก็จะมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง เรารู้สึกว่าถ้ามันเกิดบริการแบบนี้ขึ้นได้จริง มันน่าจะเป็นอีกบทบาทของงานคราฟต์ในเชียงใหม่ที่น่าสนใจ ที่สำคัญคือเข้ากับบริบทของโลกยุคนี้ด้วย ก็น่าจะทำให้จุดยืนของเมืองยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การได้ทำโปรเจกต์ Persona of Things สำคัญกับคุณอย่างไร</strong></h2>



<p>ด้วยความที่เราเป็นคนที่ชอบทำงานกับชุมชนอยู่แล้ว เราเห็นเลยว่างานบางอย่าง ถ้าผ่านคนเจนนี้ไป เราคิดว่าอาจจะยากที่จะมีคนสืบต่อ เทคนิคภูมิปัญญาเหล่านี้อาจจะหายไป แต่ถ้าเราทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่างานคราฟต์พวกนี้น่าสนใจ หลายคนก็อาจจะอยากกลับมาเรียนรู้และต่อยอดเทคนิคเหล่านี้ต่อไปเรื่อยๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-05-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178140" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-05-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-05-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-05-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-05-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-05-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-05-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-05-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-05-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/persona-of-things/">Persona of Things พื้นที่ที่อยากชวนมาซ่อมของเก่าด้วยเทคนิคงานคราฟต์ดั้งเดิมของช่างในเชียงใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเดินทางของ Akaliko ศิลปินไทยในนิวยอร์ก ผู้ชอบการทดลองทำงานในเครื่องมือใหม่ และเคยดีไซน์ให้ Jackson Wang</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-journey-of-akaliko/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Nov 2024 11:00:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิภาสกร]]></category>
		<category><![CDATA[Akaliko]]></category>
		<category><![CDATA[ExperimentalVisualArt]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=177698</guid>

					<description><![CDATA[<p>เส้นสายอันเป็นอิสระ ไหลลื่นไปตามความรู้สึก งานออกแบบ Installation ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ศิลปินระดับโลก และการทดลองดีไซน์บนเครื่องมือใหม่ๆ อาจเป็นเอกลักษณ์ที่ใครหลายคนจำได้จากงานของ Akaliko หรือ ภูมิ-ภาสกร นนทนานันท์ สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักเขา เราขอแนะนำให้ฟังอย่างย่นย่อว่า ภาสกรคือศิลปินไทยที่ย้ายไปทำงานอยู่ในนิวยอร์กมานานกว่า 5 ปี ปัจจุบันเขาทำงานในสตูดิโอศิลปะสื่อใหม่ (New Media) ที่ทำงานหลากหลายรูปแบบ นอกจากนั้น นอกเวลางาน เขายังเป็นศิลปินแนว Experimental Visual Art ที่ชอบทดลองทำงานศิลปะของตัวเองผ่านเครื่องมืออันหลากหลาย หากให้นิยามงานศิลปะของภูมิ มักเป็นงานโมชันดีไซน์ที่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาผสมผสานกับเครื่องมือดั้งเดิม เช่น การวาดรูป มาสร้างสรรค์งานใหม่ซึ่งฉายผ่านสื่อที่หลากหลาย เขาเคยผ่านงานมาแล้วหลายรูปแบบ ตั้งแต่วิชวลประกอบทัวร์ Ankh: Unveiled คอนเสิร์ตของ Nicole Moudaber ดีเจชื่อดังในอเมริกา ไปจนถึง Magical Portal ซึ่งเป็น Interactive Installation ในคอนเสิร์ตของ แจ็คสัน หวัง ที่ศิลปินตัวจริงยังต้องมาเช็กอิน “ชื่อ Akaliko มาจากการไปบวชที่วัดป่าแห่งหนึ่งเกือบ 3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-journey-of-akaliko/">การเดินทางของ Akaliko ศิลปินไทยในนิวยอร์ก ผู้ชอบการทดลองทำงานในเครื่องมือใหม่ และเคยดีไซน์ให้ Jackson Wang</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เส้นสายอันเป็นอิสระ ไหลลื่นไปตามความรู้สึก งานออกแบบ Installation ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ศิลปินระดับโลก และการทดลองดีไซน์บนเครื่องมือใหม่ๆ อาจเป็นเอกลักษณ์ที่ใครหลายคนจำได้จากงานของ <a href="https://www.akaliko8.com">Akaliko</a> หรือ <strong>ภูมิ-ภาสกร นนทนานันท์</strong></p>



<p>สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักเขา เราขอแนะนำให้ฟังอย่างย่นย่อว่า ภาสกรคือศิลปินไทยที่ย้ายไปทำงานอยู่ในนิวยอร์กมานานกว่า 5 ปี ปัจจุบันเขาทำงานในสตูดิโอศิลปะสื่อใหม่ (New Media) ที่ทำงานหลากหลายรูปแบบ นอกจากนั้น นอกเวลางาน เขายังเป็นศิลปินแนว Experimental Visual Art ที่ชอบทดลองทำงานศิลปะของตัวเองผ่านเครื่องมืออันหลากหลาย</p>



<p>หากให้นิยามงานศิลปะของภูมิ มักเป็นงานโมชันดีไซน์ที่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาผสมผสานกับเครื่องมือดั้งเดิม เช่น การวาดรูป มาสร้างสรรค์งานใหม่ซึ่งฉายผ่านสื่อที่หลากหลาย เขาเคยผ่านงานมาแล้วหลายรูปแบบ ตั้งแต่วิชวลประกอบทัวร์ Ankh: Unveiled คอนเสิร์ตของ <strong>Nicole Moudaber</strong> ดีเจชื่อดังในอเมริกา ไปจนถึง Magical Portal ซึ่งเป็น Interactive Installation ในคอนเสิร์ตของ <strong>แจ็คสัน หวัง</strong> ที่ศิลปินตัวจริงยังต้องมาเช็กอิน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-1--1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177700" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-1--1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-1--300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-1--768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-1--600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-1--475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-1--720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-1--360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-1-.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ชื่อ Akaliko มาจากการไปบวชที่วัดป่าแห่งหนึ่งเกือบ 3 เดือน ผมเคยท่องคำนี้ในบทสวดแล้วถูกใจ เพราะมันแปลออกมาได้ว่า ‘ไม่จำกัดด้วยกาลเวลา’ ซึ่งผมอยากให้ดีไซน์เป็นอย่างนั้น อยากให้ดูได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดเวลา อินเทรนด์เสมอ” ภูมิผู้อยู่อีกซีกโลกหนึ่งเล่าให้เราฟัง เราพบกันตอนกรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ช่วงค่ำ ส่วนนิวยอร์กกำลังเช้าตรู่</p>



<p>ชีวิตศิลปินในอเมริกาของภูมิต้องเจอกับอะไรบ้าง และการอยู่ในเมืองใหญ่ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในฮับที่เป็นจุดกำเนิดของศิลปะหลายแขนง ส่งผลต่อตัวตนและการทำงานของเขาอย่างไร ให้บทสนทนาของ Artist’s Talk ตอนนี้ไปหาคำตอบกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177701" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณเริ่มสนใจศิลปะตั้งแต่ตอนไหน</strong></h2>



<p>ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตอนแรกผมเข้าเรียน Interior Architecture ในโปรแกรม School of Architecture and Design เพราะเราชอบวาดรูป ชอบงานศิลปะโดยทั่วไป คิดว่าน่าจะเรียนสถาปัตย์ได้ แต่พอเข้าไปปีแรก เราได้เรียนร่วมกับเพื่อนอีกหลายภาควิชา มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งเรียน Communication Design ทำให้เราได้ไปช่วยงานเขา ทำงานสต็อปโมชัน ถ่ายวิดีโอ ทำกราฟิก ช่วยไปช่วยมาก็รู้สึกว่าอยากทำสายนี้ เป็นการค้นพบตัวเองตอนนั้น</p>



<p>Communication Design ในที่นี้คือ Fine Arts (วิจิตรศิลป์) ที่ไม่ได้เน้นเครื่องมือ ภายใน 4 ปีที่เรียนมหาวิทยาลัยคือการพัฒนาความคิด คอนเซปต์ โดยไม่จำกัดสื่อ พอเรามีไอเดียเราค่อยเอามาทดลองกับสื่อต่างๆ ซึ่งสื่อที่ผมเลือกคือ Time-based Media ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอหรือโมชันกราฟิก</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เสน่ห์ของ Time-based Media ที่คุณมองเห็นคืออะไร</strong></h2>



<p>ผมคิดว่าเวลาเป็นสื่อกลางที่มีความน่าสนใจ เรานำเสนอช่วงๆ หนึ่งของกาลเวลา ซึ่งประกอบด้วยจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของช่วงเวลานั้นๆ และระหว่างนั้นมันก็มีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ทำให้งานมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาที่นำมาเสนอ</p>



<p>ความจริงแล้ว ตอนเรียนผมทดลองทุกอย่างที่เป็น Time-based และไม่ใช่ Time-based เช่น Installation ที่มีวิดีโอหรือโมชันกราฟิกเข้าไปเกี่ยวข้อง มีหนังสั้น และ Stop Motion ที่เพนต์ด้วยมือทีละเฟรม ลองเครื่องมือทุกอย่างเพราะอยากสำรวจตัวเองไปเรื่อยๆ พอร์ตโฟลิโอหลังจากเรียนจบเลยมีงานแทบทุกประเภท</p>



<p>พูดตรงๆ งานเราไม่ได้มีสกิลโดดเด่น เลยอยากเข้าไปทำงานประจำเพื่อพัฒนาฝีมือ หลังเรียนจบเรายื่นพอร์ตฯ ไปหลายที่มาก จนมีโปรดักชันเฮาส์แห่งหนึ่งชื่อ Decide Kit ในกรุงเทพฯ สนใจอาร์ตเวิร์กและสไตล์ของเรา ผมทำงานที่นั่น 2 ปี เลยได้พัฒนาสกิลดีไซน์ขึ้นมาจนอยู่ในระดับที่โอเค แล้วก็ลาออกมาบวชอยู่ 3 เดือน ก่อนจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์ในฐานะ Motion Designer ระหว่างนั้นก็พัฒนางานอาร์ตของตัวเองไปด้วย และมีโอกาสทำงาน Installation Art ไปจัดโชว์ในแกลเลอรีเล็กๆ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177703" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แล้วฟรีแลนซ์ไทยไปทำงานที่อเมริกาได้อย่างไร</strong></h2>



<p>ผมรู้สึกสนุกกับการรับงานนอกและทำงานของตัวเองไปพร้อมกัน ช่วงปี 2014 ผมรู้สึกว่าแวดวง Experimental Art และ Live Performance มีแต่คนโคตรเจ๋งและผมนับถือทุกคน แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นกลุ่มที่เล็ก ผมอยากสำรวจสิ่งเหล่านี้ในสภาพแวดล้อมที่ใหญ่ขึ้น มันเป็นความรู้สึกว่าอยากไปต่อ มีอะไรที่อยากสำรวจมากกว่านี้</p>



<p>ผมจึงลองหาเมืองที่อยากไป เล็งนิวยอร์กไว้เพราะเป็นเมืองใหญ่ที่น่าสนใจและมีชื่อเสียงด้านศิลปะ เลยหาคอร์สเรียนต่อที่ต่อยอดจากสิ่งที่เคยเรียนมา ไปเจอโรงเรียนชื่อ School of Visual Arts ตอนแรกยื่นเรียนด้านวิดีโอ แต่พอร์ตฯ ของเรายังไม่มีงานด้านนี้มากพอ ตอนยื่นไปครั้งแรกเลยไม่ได้ ปีต่อมาจึงยื่นเข้าเรียนด้าน Computer Art ซึ่งตรงสายกว่า สุดท้ายก็ได้เข้าเรียน</p>



<p>ผมเข้าไปเรียนด้วยความตั้งใจว่าอยากลองเครื่องมือที่ไม่เคยลอง ซึ่งหลักๆ คือการสร้างงาน 3 มิติและการใช้การเขียนโคดแบบครีเอทีฟ (Creative Coding) หลังจากนั้น งานของผมจึงมีความเป็นโมชันดีไซน์ 3 มิติมากขึ้น ส่วน Creative Coding ก็เข้ามาช่วยเรื่องงานคราฟต์ งานดีไซน์ รวมถึงงาน Installation ที่มีส่วนที่ตอบโต้กับผู้ใช้ (Interacitve)&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พอได้ไปอยู่นิวยอร์กจริงๆ นิวยอร์กที่คุณได้สัมผัสเป็นอย่างไร</strong></h2>



<p>คนทั่วไปมักมองว่านิวยอร์กเป็น House of the World ในหลายๆ อย่าง รวมทั้งศิลปะและดีไซน์ จริงในส่วนหนึ่ง แต่ก็มีความเซอร์ไพรส์หลายอย่าง สำหรับผม นิวยอร์กค่อนข้างเป็น Love-hate Relationship</p>



<p>ตอนอยู่ไทยเราเผชิญกับรถติดที่กรุงเทพฯ เป็นปัญหารายวัน เราก็บ่นไปเรื่อย แต่พอมาอยู่ที่นี่เราก็ช็อกเหมือนกัน เพราะรถไฟใต้ดินก็มาไม่ค่อยตรงเวลา เชื่อถือไม่ค่อยได้ ถนนก็ขรุขระ หรือสัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น (หัวเราะ) ที่นี่ถึงจะเป็นที่สุดของโลกแต่ก็มีเรื่องช็อกหลายอย่าง เวลามีคนมาถามผมว่าคุณเคยอยู่กรุงเทพฯ แล้วมาอยู่ที่นี่ คุณรู้สึกยังไง ผมก็ตอบเขาไปว่า Feels like home</p>



<p>ในขณะเดียวกัน ในปีที่ผมไป แวดวง Experimental Art และ Live Performance ที่นิวยอร์กก็ใหญ่กว่าไทย ไม่ว่ามันจะเฉพาะกลุ่มแค่ไหน มันก็ยังมีกลุ่มคนที่ชื่นชมและสนับสนุนแวดวงนี้ให้ยั่งยืนและพัฒนาต่อไปได้ นิวยอร์กเป็นเมืองที่สนับสนุนแวดวงเหล่านี้ได้ดีมาก</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สนับสนุนอย่างไร</strong></h2>



<p>มันมีงานโชว์และงานแสดง (Performance) ที่มีคนดูอยู่ตลอด อาจเพราะค่าครองชีพของเขาค่อนข้างสมเหตุสมผล ทุกคนที่ไปดูก็จะสนับสนุนค่าตั๋วหรือค่าอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น ศิลปินที่ไปโชว์ก็จะได้รับค่าตัวเพื่อที่จะนำมาประทังชีวิตต่อได้ ผมว่าแวดวงเหล่านี้มีพื้นที่ให้เติบโตมากกว่าที่กรุงเทพฯ ณ ตอนที่ผมอยู่ ไม่ใช่ตอนนี้นะครับ ตอนนี้แวดวงที่กรุงเทพฯ น่าจะดีขึ้นเยอะแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตั้งเป้าหมายแต่แรกเลยไหมว่าอยากทำงานที่นั่น</strong></h2>



<p>ตั้งไว้ว่าอยากสำรวจสิ่งใหม่ไปเรื่อยๆ และสัมผัสประสบการณ์ในฐานะศิลปินและดีไซเนอร์ในเมืองนี้ ไม่ได้ตั้งว่าอยากทำงานอะไรที่นั่นขนาดนั้น แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็ได้งานพอดี เพราะตอนปิดเทอมซัมเมอร์ ผมได้เข้าไปฝึกงานในสตูดิโอศิลปะสื่อใหม่ (New Media Art Studio) ชื่อ Volvox Labs หลังเรียนจบจึงได้เข้าไปทำงานที่นั่น</p>



<p>สิ่งที่สตูดิโอของเราทำนั้นกว้างมาก เรารับงานแทบทุกอย่างตั้งแต่ Motion Design, Interactive, Installation, Sound Design, งาน 3D Printing และ เลเซอร์คัต เราทำทั้งหมดเลยในสายที่เกี่ยวกับ Art Installation</p>



<p>ตำแหน่งที่เข้าไปทำงานคือ Motion Designer ทำอยู่ราว 2 ปีครึ่งก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น Art Director หลายแบรนด์อาจใช้ตำแหน่งนี้จัดการเรื่องแบรนด์ดิ้งหรือกราฟิกดีไซน์ แต่สิ่งที่ผมทำจริงๆ ในบริษัทนี้คือ Motion and Content Design Director ดูแลเรื่องงานออกแบบโมชันและออกแบบคอนเทนต์ทั้งหมดของบริษัท</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177704" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center">Credit: Volvox Labs Studio</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความสนุกของการทำงานที่นี่คืออะไร</strong></h2>



<p>ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะทำแล้วอยู่ที่นี่ยาวขนาดนี้ แค่คิดว่าอยากมาเรียนรู้ แต่บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ค่อนข้างเปิดกว้างและเหมาะกับคนรุ่นใหม่ เขาจะสำรวจทุกความเป็นไปได้และเปิดให้ทดลองเครื่องมือใหม่เรื่อยๆ</p>



<p>ภายในเวลา 5 ปี ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่เยอะมาก ได้ผสมผสานศิลปะ เทคโนโลยีและงานคราฟต์ของเราเรื่อยๆ เป็น 5 ปีที่ไม่เคยได้หยุดเรียนรู้ในเชิงเครื่องมือและคอนเซปต์เลย เพราะทุกโปรเจกต์ของเราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เครื่องมือที่ใช้ก็อาจเป็นของใหม่ แบบที่เราต้องมาเริ่มจากศูนย์&nbsp;</p>



<p>ในเชิงหนึ่ง ผมรู้สึกว่าการทำงานที่บริษัทนี้เหมือนการเรียนมหาวิทยาลัย เพราะเรามีอิสระที่จะสำรวจคอนเซปต์และเครื่องมือได้เรื่อยๆ แต่งานที่ทำออกมามันคืองานของลูกค้าจริงๆ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เท่าที่เคยทำงานมา มีโปรเจกต์ไหนที่คุณภูมิใจที่ได้ทำเป็นพิเศษไหม</strong></h2>



<p>มี 3 โปรเจกต์ ถ้าจะเอาที่คนไทยรู้จักก่อน โปรเจกต์แรกคือ Interactive Installation ของ Jackson Wang คือแจ็คสันเขามาทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกา เราก็ทำลิฟต์อินเทอร์แอ็กทีฟ (Interactive Elevator) ให้เขา</p>



<p>Jackson Wang ชอบทำมิวสิกวิดีโอแบบเอาตัวเขาไปอยู่ในโลกนู้นโลกนี้ แล้วมันจะมีลิฟต์ที่อยู่ในเอ็มวีหนึ่ง เขาอยากได้ลิฟต์นี้ไปตั้งเป็น Installation ให้แฟนคลับเข้าไปเล่นก่อนที่จะเข้าคอนเสิร์ต เราเลยสร้างเป็นลิฟต์ที่ใช้แบ็กกราวนด์ของเอ็มวี 3 ตัวมาใช้เป็นพื้นหลัง นี่เป็นโปรเจกต์ที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ Jackson Wang ก็ได้มาดูและเข้ามาเล่นในลิฟต์ด้วย เขายังนำไปใช้ในทัวร์ทั้งที่นิวยอร์กและแอลเอ เป็นงานที่ทั้งสนุกและลูกค้าแฮปปี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177705" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center">Credit: Volvox Labs Studio</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177706" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center">Credit: Volvox Labs Studio</p>



<p>โปรเจกต์ที่ 2 ที่อยากพูดถึงคือ Concert Visual ของ Nicole Moudaber ซึ่งเป็นดีเจเทคโนมิวสิกที่อยู่ในวงการมานาน เราได้ร่วมงานกับเขา 3 ครั้งใหญ่ๆ ทุกครั้งที่เขามาทัวร์นิวยอร์ก เราสร้าง Concert Visual ที่พัฒนาเรื่องราวมาจากตัวเขา ซึ่งสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ทุกครั้งที่เขามาแสดงที่นิวยอร์ก ซึ่งครั้งล่าสุดเขาได้ไปจัดที่ The Brookyn Mirage ซึ่งถือเป็นไนต์คลับที่ใหญ่ที่สุดในย่านบรูกลิน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177707" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center">Credit: Volvox Labs Studio</p>



<p>โปรเจกต์ที่ 3 เป็นโปรเจกต์ส่วนตัว ปีที่แล้วผมได้ไปแสดง Live Audio Visual ที่ซานฟรานซิสโก เป็นวิชวลที่มีคอนเซปต์พูดถึงการเยียวยาตัวเอง เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่หลายคนอยากเยียวยาจากโควิด ซึ่งแม้ว่ามันจะผ่านเราไปนานแล้ว แต่เรารู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ยังติดอยู่กับเรา ผมเลยทำโปรเจกต์นี้ขึ้นมาเพื่อสะท้อนความคิดที่ติดมาตั้งแต่ช่วงโควิด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177708" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในฐานะคนที่ทำงานมาแล้วทั้งสองประเทศ สังคมการทำงานที่นิวยอร์กกับที่ไทยต่างกันอย่างไร</strong></h2>



<p>ที่นี่ค่อนข้างกล้าแสดงออก (Expressive) ผิด ถูก เราพูดออกมาชัดเจน ไม่มีการเม้มอะไรทั้งสิ้น ถ้าเพื่อนร่วมงานไม่เห็นด้วยเขาก็จะบอกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ผมเลยรู้สึกว่างานที่ออกมา สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของมันเป็นสิ่งที่ทุกคนแฮปปี้และประสบความสำเร็จ เพราะมันมีการถกเถียงกันชัดเจนว่าจะทำงานนี้ให้ไปสุดได้ยังไง</p>



<p>ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือคนในทีมตำแหน่งเล็กใหญ่ ทุกคนมีสิทธิ์พูดได้หมด อย่างงาน Jackson Wang ตอนที่เราทำมีคอนเซปต์ส่วนหนึ่งที่คนในทีมรู้สึกว่าไม่เมกเซนส์หรือไม่ได้เล่าเรื่องอะไรเลย เราเลยกลับมานั่งคิดใหม่ในทีมว่าจะทำยังไงให้มันเมกเซนส์ ให้แฟนๆ ที่เขาเข้ามารู้สึกว่านี่คือ Jackson Wang Experience จริงๆ พอหลังจากถกเถียงกัน งานมันก็พัฒนาเยอะขึ้นมาก เพราะคนในทีมช่วยกันจุดประเด็นนี้ขึ้นมา</p>



<p>ตอนที่ผมเข้าไปทำงาน ผมรู้สึกว่าโห ทุกคนกล้าพูดขนาดนี้เลย เรามาจากกรุงเทพฯ เราก็จะสงวนท่าทีของตัวเองนิดหนึ่ง แต่พอผ่านไป 2 &#8211; 3 ปี เราจะรู้สึกว่าถ้าเราไม่พูดเลย เขาจะคิดว่าเราไม่มีไอเดียหรือเปล่า ทั้งๆ ที่เราโตมากับสภาพแวดล้อมที่ชินกับแบบนี้</p>



<p>การทำงานที่นี่ทำให้ผมรู้สึกว่า จริงๆ แล้วคุณค่าของความคิดมันไม่ได้อยู่ที่ผู้นำคนเดียว ถ้าทุกคนในองค์กรคิดเป็นหมด งานในทุกส่วนมันจะออกมาดีกว่าเดิมแน่นอน นี่คือประเด็นที่ใหญ่ที่สุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในการทำงาน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>5 ปีที่อยู่นิวยอร์กช่วยเชปตัวตนหรือแนวทางการทำงานของคุณบ้างไหม</strong></h2>



<p>จริงๆ ตอนที่เรียนอยู่เป็นช่วงเวลาที่ผมคิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทุกคนสนับสนุนสิ่งที่เราอยากทำ เรามีอิสระที่จะแสดงออก ซึ่งผมคิดว่าเป็นส่วนที่ดี&nbsp;</p>



<p>แต่พอมาทำงานจริงๆ แล้ว มันก็เป็นอีกสไตล์หนึ่งเพราะงานที่มีลูกค้า สุดท้ายแล้วมันก็ต้องมีการหาจุดตรงกลางร่วมกัน ถึงแม้ว่าเราบอกว่าตัวเองสร้างงานศิลปะ ทำงานในสตูดิโอศิลปะ แต่มันต้องพบกันครึ่งทาง ลูกค้าต้องแฮปปี้ และเราก็ต้องแฮปปี้ด้วย เพราะเราก็มีส่วนคราฟต์มันขึ้นมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177709" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center">Credit: Volvox Labs Studio</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความท้าทายที่สุดของการทำงานเป็นศิลปินที่นั่นคืออะไร</strong></h2>



<p>มี 2 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือ ถึงแม้ว่าอเมริกาจะดูเหมือนเป็นประเทศที่มีอิสระ พูดอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายมันก็มีเทรนด์ในวงการ ความท้าทายคือเราจะทำยังไงที่เราจะคงความเป็นตัวเองอยู่ อีกเรื่องคือจะปรับตัวเองให้เข้ากับเทรนด์ได้โดยไม่ไปก๊อบปี้งานที่อยู่ในเทรนด์นั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สำหรับคุณ คุณค่าของศิลปะอยู่ตรงไหน</strong></h2>



<p>คำตอบของผมอาจไม่ถูกต้อง เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัว&nbsp;<br>ผมรู้สึกว่าศิลปะและงานออกแบบเป็นความรู้ที่จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา คุณค่าของมันคือการทำให้คนรุ่นต่อไปได้คิดต่อ สำรวจต่อ สร้างเป็นมูฟเมนต์ต่อไป เป็นการพัฒนาความคิดเหล่านี้ต่อไป ผมไม่ได้มองว่างานที่ไม่เคยมีคนมอง ไม่ได้ดัง หรือไม่ได้สร้างเงินในตอนนี้ มันเป็นงานที่ไม่มีค่า ผมคิดว่าทุกอย่างคือวัตถุดิบให้คนรุ่นต่อไปหรือคนในอนาคตได้นำไปคิดต่อและสานต่อสิ่งเหล่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177710" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-10.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center">Credit: Volvox Labs Studio</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทเรียนสำคัญที่คุณได้เรียนรู้ในฐานะศิลปินไทยในนิวยอร์กคืออะไร</strong></h2>



<p>สิ่งที่สำคัญที่สุดและยึดอยู่เสมอจนถึงทุกวันนี้ คือเราไม่สามารถที่จะหยุดเรียนรู้ได้ เราควรเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในทุกทาง ทั้งเชิงคอนเซปต์ ความคิด เครื่องมือในการคราฟต์งาน และเรียนรู้สังคม</p>



<p>เพราะเราไม่ได้เป็นคนที่นี่ เราจะมีจริตและความคิดของเราที่แตกต่างอยู่เสมอ และเครื่องมือใหม่ๆ เปลี่ยนไปทุกวัน ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ตลอดเวลาในทุกสถานการณ์ ถ้าเราหยุดเรียนรู้เราจะตามคนอื่นไม่ทัน สำคัญกว่านั้นคือ เราจะทำยังไงที่จะกลมกลืนไปกับที่ที่เราอยู่ ในขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นตัวเองอยู่&nbsp;&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้ามีคนมาขอคำแนะนำว่าอยากไปทำงานที่นิวยอร์กบ้าง คุณจะให้คำแนะนำเขาว่าอะไร</strong></h2>



<p>คนที่ตั้งใจจะอยู่นิวยอร์ก สุดท้ายแล้วก็จะได้อยู่นิวยอร์ก แต่ต้องมีความตั้งใจ นิวยอร์กเป็นเมืองที่ถ้าคุณไม่ขวนขวาย ไม่ออกไปตามหาสิ่งที่คุณต้องการ ไม่ออกไปตามหาเป้าหมายของคุณ คุณก็จะไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าใจคุณต้องการอยู่ที่นี่ และตัวคุณทำสิ่งเหล่านั้น สุดท้ายมันก็จะสะท้อนกลับมาหาคุณ&nbsp;</p>



<p>เพราะนิวยอร์กเป็นเมืองที่มีโอกาสอยู่รอบตัว คุณต้องออกไปใช้ชีวิต ออกไปคว้ามัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177711" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/Web-inside-11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-journey-of-akaliko/">การเดินทางของ Akaliko ศิลปินไทยในนิวยอร์ก ผู้ชอบการทดลองทำงานในเครื่องมือใหม่ และเคยดีไซน์ให้ Jackson Wang</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเดินทางในปีที่ 7 ของ Asia 7 วงดนตรีฟิวชั่นที่อยากผลักดันดนตรีไทยให้ป๊อปมากขึ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/asia-7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Oct 2022 02:55:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[The Outsider]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>
		<category><![CDATA[Asia 7]]></category>
		<category><![CDATA[asian pop]]></category>
		<category><![CDATA[Gene Lab]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=161027</guid>

					<description><![CDATA[<p>รู้แหละว่าวงดนตรีทุกวงมีความโดดเด่นเฉพาะตัว แต่ถ้าโดนโยนโจทย์ให้นึกถึงถึงวงดนตรีไทยที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครสักวง ชื่อแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในความคิดของเราต้องมี ASIA 7 เสมอ เพลงแนวฟิวชั่นที่ผสมผสานดนตรีกลิ่นไทยๆ เข้ากับดนตรีเวิร์ล แจ๊ส ป๊อป จนคนฟังนึกภาพตามไม่ออก ต้องฟังอย่างเดียว นั่นก็เหตุผลหนึ่ง หรือการมีทั้งเครื่องดนตรีพื้นบ้านอย่างซอ พิณ แคน ขับประสานไปพร้อมกับเครื่องดนตรีสากลอย่างแซ็กโซโฟน กลองชุด กีต้าร์ เบส บวกกับเสียงนักร้องสายโอเปร่ามาอยู่ในวงเดียวกัน นั่นก็เหตุผลอีกข้อ นับตั้งแต่ได้รู้จักกันที่คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ออย-อมรภัทร เสริมทรัพย์ (ร้องนำ), โยเย-นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ (ซอ), โอม-กฤตเมธ กิตติบุญญาทิวากร (แซกโซโฟน), สุนทร-สุนทร ด้วงแดง (กีตาร์), บูม-ปรีดา เกศดี (คีย์บอร์ด), ดิว-ภูวิช ทวาสินชนเดช (เบส), โน้ต-ฐิติรัฐ ดิลกหัตถการ (กลองชุด) และ ต้น-ต้นตระกูล แก้วหย่อง (เครื่องดนตรีอีสาน) ผู้ชักชวนมาอยู่ด้วยกันแบบเต็มวงแบบนี้มา 7 ปี เป้าหมายแรกคืออยากผลักดันดนตรีไทยไปสู่เขตแดนใหม่ๆ ที่คนในอุตสาหกรรมเพลงอาจไม่เคยไปถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/asia-7/">การเดินทางในปีที่ 7 ของ Asia 7 วงดนตรีฟิวชั่นที่อยากผลักดันดนตรีไทยให้ป๊อปมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>รู้แหละว่าวงดนตรีทุกวงมีความโดดเด่นเฉพาะตัว แต่ถ้าโดนโยนโจทย์ให้นึกถึงถึงวงดนตรีไทยที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครสักวง ชื่อแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในความคิดของเราต้องมี <strong>ASIA 7</strong> เสมอ</p>



<p>เพลงแนวฟิวชั่นที่ผสมผสานดนตรีกลิ่นไทยๆ เข้ากับดนตรีเวิร์ล แจ๊ส ป๊อป จนคนฟังนึกภาพตามไม่ออก ต้องฟังอย่างเดียว นั่นก็เหตุผลหนึ่ง หรือการมีทั้งเครื่องดนตรีพื้นบ้านอย่างซอ พิณ แคน ขับประสานไปพร้อมกับเครื่องดนตรีสากลอย่างแซ็กโซโฟน กลองชุด กีต้าร์ เบส บวกกับเสียงนักร้องสายโอเปร่ามาอยู่ในวงเดียวกัน นั่นก็เหตุผลอีกข้อ</p>



<p>นับตั้งแต่ได้รู้จักกันที่คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล <strong>ออย-อมรภัทร เสริมทรัพย์ (ร้องนำ), โยเย-นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ (ซอ), โอม-กฤตเมธ กิตติบุญญาทิวากร (แซกโซโฟน), สุนทร-สุนทร ด้วงแดง (กีตาร์), บูม-ปรีดา เกศดี (คีย์บอร์ด), ดิว-ภูวิช ทวาสินชนเดช (เบส), โน้ต-ฐิติรัฐ ดิลกหัตถการ (กลองชุด)</strong> และ <strong>ต้น-ต้นตระกูล แก้วหย่อง (เครื่องดนตรีอีสาน)</strong> ผู้ชักชวนมาอยู่ด้วยกันแบบเต็มวงแบบนี้มา 7 ปี เป้าหมายแรกคืออยากผลักดันดนตรีไทยไปสู่เขตแดนใหม่ๆ ที่คนในอุตสาหกรรมเพลงอาจไม่เคยไปถึง จนได้เดบิวต์บนเวที Thailand International Jazz Conference ในปี 2016 และต่อยอดให้พวกเขาไปโลดแล่นบนเวทีมิวสิกเฟสติวัลต่างแดน ทั้งในอินเดีย นอร์เวย์ เกาหลี และอีกหลายประเทศ</p>



<p>ในปี 2019 Asia 7 มีอัลบั้มแรกชื่อ ‘EIGHT’ ที่มีซิงเกิลอย่าง ‘สั่งสาว’ และ ‘ขวัญเจ้าเอย’ ซึ่งว่าตามตรงอาจจะไม่ได้แมสในไทยสักเท่าไหร่ แต่ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครนี่แหละ มันก็ไปสะดุดหูของ โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ นักร้องนำวง Cocktail และผู้บริหารค่าย Gene Lab เข้า</p>



<p>กระพริบตาแป๊บเดียว Asia 7 ก็กลายมาเป็นศิลปินเจนใหม่ฯ ของค่าย และกำลังจะออกอัลบั้มใหม่แนว Asian Pop ที่พิจารณาจากเนื้อหาและทำนองแล้วดูเอาใจตลาดมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งลายเซ็นที่พวกเขามีตั้งแต่ Day 1 นั่นคือเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครในเครื่องดนตรีที่ตัวเองถนัด</p>



<p>พวกเขาคาดหวังอะไรจากการเดินทางครั้งใหม่ภายใต้ร่มเงาของค่ายใหญ่ บ่ายวันหนึ่งบนตึกสูงย่านอโศก Asia 7 ทั้ง 8 คนรอเราอยู่ตรงนั้นพร้อมคำตอบ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c9_20221010-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161061" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c9_20221010-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c9_20221010-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c9_20221010-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c9_20221010-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c9_20221010-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c9_20221010-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c9_20221010-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c9_20221010.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">Asia 7 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ของการทำเพลงด้วยกันแล้ว อะไรทำให้วงเดินทางมาได้ไกลขนาดนี้</h4>



<p><strong>โยเย: </strong>น่าจะเป็นเพราะ Asia 7 เป็นพื้นที่ที่ให้เราได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้ออกไอเดีย มันเลยทำให้วงยังอยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ ต้องเท้าความว่าแต่ละคนในวง Asia 7 มีงานประจำของตัวเอง บางคนเป็นอาจารย์ หลายคนเป็นศิลปินแบ็กอัพให้ศิลปินคนอื่น เช่น อะตอม (ชนกันต์), นิว-จิ๋ว, วัชราวลี, Three Man Down แต่ Asia 7 เป็นจุดที่ให้ทุกคนได้มาปลดปล่อยความเป็นตัวเอง เป็นที่ระบายอารมณ์ของเรา&nbsp;</p>



<p><strong>ต้น:</strong> เหมือนคนประหลาดมาเจอกัน เราเป็นพี่น้องที่มหิดลก็จริง แต่ความหลากหลายของวงเรามีทั้งฝั่งดนตรีสากล กลอง เบส กีตาร์ คีย์บอร์ด แซ็กโซโฟน ทำงานดนตรีแจ๊สและป๊อปในทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของวงการ แต่ผมกับโยเยเราเรียนจบดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้าน ส่วนออยเรียนจบขับร้องคลาสสิก โอเปร่า ความหลากหลายตรงนี้ทำให้แต่ละคนเนิร์ดในเรื่องของตัวเอง พอเรามาอยู่รวมกันเราก็หยิบความเนิร์ดของแต่ละคนมาเบลนด์เข้าด้วยกัน เช่น วิธีการร้องแบบนี้มันอาจถูกใช้ในเพลงคลาสสิก แต่เราใช้เมโลดี้ป๊อปแบบไทยๆ ซึ่งคนที่เรียนป๊อปมาอาจร้องแบบออยไม่ได้ หรือการเล่นดนตรีไทยให้ได้สำเนียงโมเดิร์นมากขึ้น มันเลยทำให้รู้สึกว่าวงนี้มันเป็นเหมือนที่ปล่อยของ เป็นห้องทดลอง เป็นแล็บที่เราได้ทำงานร่วมกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading">ความตั้งใจในการทำเพลงของวันแรกกับวันนี้เปลี่ยนไปบ้างไหม</h4>



<p><strong>ต้น:</strong> เปลี่ยนอยู่แล้วครับ มันเหมือนแฟชั่น วันนั้นเราชอบกินหวาน วันนี้เราชอบกินเปรี้ยว อีกวันหนึ่งเราอยากกินเผ็ด ก็เปลี่ยนไปตามวัยวุฒิของพวกเรา</p>



<p><strong>โยเย:</strong> เปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราเจอ ประสบการณ์ การเดินทางที่ผ่านมาทำให้เราอัพเดตความคิดใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ พบเจออะไรแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าลองแบบนี้นะ มันดูน่าสนุก แล้วเราเองก็ชอบกันทั้งหมด เราไม่ได้บังคับใครว่าต้องทำแบบนี้นะ มันคือการตกลงร่วมกัน&nbsp;</p>



<p><strong>สุนทร:</strong> เราไม่ได้มีแนวทางตายตัวว่าเราเป็นแนวไหน แต่เรามีความถนัดในเครื่องดนตรีที่เล่นเป็นพื้นฐาน สมมติช่วงหนึ่งเราสนใจเพลงแนวหนึ่ง เราก็ลองทำเพลงแบบนั้นโดยใช้องค์ประกอบของเครื่องดนตรีที่ถนัดใส่ลงไป&nbsp;</p>



<p><strong>ออย:</strong> อย่างเพลงล่าสุดคือเพลง ‘ลืม’ จะมีท่อนที่เป็นกึ่งๆ แรปและมีกลิ่นความเป็นร็อกหน่อยๆ เพราะช่วงนี้เทรนด์แรป ฮิปฮอปกำลังมาแรง และเรารู้สึกว่าดนตรีร็อกกำลังกลับมา&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c1_20221010-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161062" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c1_20221010-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c1_20221010-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c1_20221010-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c1_20221010-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c1_20221010-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c1_20221010-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c1_20221010-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c1_20221010.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c2_20221010-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161063" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c2_20221010-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c2_20221010-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c2_20221010-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c2_20221010-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c2_20221010-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c2_20221010-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c2_20221010-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c2_20221010.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ก่อนหน้านี้คุณไปเข้าร่วมเฟสติวัลมาแล้วหลายประเทศ การไปเล่นบนเวทีที่ต่างแดนสอนอะไรคุณบ้าง</h4>



<p><strong>ออย:</strong> ทุกประเทศที่เราไปเล่นไม่มีใครตัดสินดนตรีจากภาษาเลย ทุกคนไม่สนใจเลยว่าเราจะร้องเพลงภาษาอะไร เขาแค่มีความสุขกับดนตรีที่เราไปเล่น&nbsp; ตื่นตาตื่นใจกับโชว์ที่เราทำ ทุกที่เอนจอยกับโชว์ของเรามาก ซึ่งออยรู้สึกว่าจริงๆ ในไทยน่าจะมีแบบนี้บ้าง บางทีคนจะคาดหวังว่างานแบบนี้ต้องเล่นควรจะเล่นโชว์แบบนี้ ลิสต์เพลงควรจะเป็นแบบนี้ แต่เรารู้สึกว่าจริงๆ ดนตรีมันคือศิลปะ คือภาษาสากล&nbsp;</p>



<p><strong>ต้น:</strong> ด้วยความเป็น Asia 7 เรามั่นใจในตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งไปเล่นต่างถิ่นเราคือของแปลก มันจะรู้สึกว่าต้องโชว์ ต้องเต็มที่ มันเลยเป็นจุดที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าภาษามันไม่ใช่กำแพงทางดนตรีอีกต่อไป</p>



<p>หลังจากนั้นเราก็ตกตะกอนว่าเราอยากมั่นใจกับการทำเพลงไทยนี่แหละ อยากทำไอ้สิ่งที่เราทำได้ดีอยู่แล้วให้มันถึง แค่มันถึง มันก็ขายได้ อันนี้คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการไปต่างประเทศ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ออกอัลบั้มเองได้ ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศมาแล้ว อะไรทำให้พวกคุณเลือกมาอยู่ในสังกัดของ Gene Lab</h4>



<p><strong>ต้น:</strong> ตอนเราปล่อย ‘ขวัญเจ้าเอย’ ซิงเกิลแรกๆ ราว 6-7 ปีที่แล้ว พี่โอมก็ตามตั้งแต่ซิงเกิลนั้น จนเราได้ออกอัลบั้ม พี่โอมก็ได้ทำค่าย Gene Lab และกำลังกำลังหาศิลปินเจน 2 ของค่าย เขาก็ทักมาก็เป็นจังหวะพอดีกัน วงเราไปทัวร์มาเยอะ มีซิงเกิ้ลมาก แต่เรารู้สึกว่าเรายังตันในตลาดบ้านเรา เพราะถ้าเราไม่ได้ไปเล่นงานเฟสติวัลคนฟังจะไม่ได้เห็น Asia 7 เลย อุตสาหกรรมเพลงป๊อปมันก็เป็นจุดที่เราต้องการไปเหมือนกัน</p>



<p><strong>โยเย:</strong> จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็มีหลายค่ายติดต่อเข้ามา แต่ด้วยไดเรกชั่นที่เขาวางไว้มันก็ไม่ตรงกับเรา แต่พอมาเป็น Gene Lab ด้วยความที่เป็นพี่โอมด้วย และเราเห็นว่าศิลปินในค่ายมีความหลากหลาย Tilly Birds เป็นแนวหนึ่ง Three Man Down เป็นแนวหนึ่ง The Darkest Romance เป็นอีกแนว เราก็คิดว่าถ้า Asia 7 ไปเป็นส่วนหนึ่งตรงนั้นมันก็ดูไม่ประหลาด มันดูมีแสงสว่างที่เราจะไปต่อได้ เราก็เลยคิดว่าเฮ้ย Gene Lab ก็ดูเป็นบ้านที่เหมาะกับเรา</p>



<p><strong>ต้น:</strong> อีกย่างคือร่องของ Asia 7 ยังไม่มีคนใน Gene Lab ทำ และพี่โอมก็มองเห็นว่ามันจะเป็นยังไง&nbsp; การเข้าค่ายมาคือเขาไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยนแปลง Asia 7 ไปในทิศทางที่ไม่ใช่ Asia 7&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c3_20221010-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161064" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c3_20221010-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c3_20221010-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c3_20221010-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c3_20221010-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c3_20221010-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c3_20221010-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c3_20221010-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c3_20221010.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c4_20221010-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161065" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c4_20221010-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c4_20221010-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c4_20221010-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c4_20221010-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c4_20221010-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c4_20221010-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c4_20221010-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c4_20221010.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ความท้าทายของการทำเพลงในวันนี้คืออะไร</h4>



<p><strong>ต้น:</strong> พอมาอยู่ค่าย จากวงที่เคยอยากทำอะไรก็ทำ เรามีเป้าหมายมากขึ้น เพลงก็ต้องเข้าถึงคนทำมากขึ้น เอาใจตลาดมากขึ้น ไม่ใช่ทำเพลงเป็นศิลปะเพียวๆ เลย นี่ก็เป็นความท้าทายสำหรับวงเรา&nbsp;</p>



<p>แต่ความเป็น Asia 7 มันยากตรงที่เรามีเครื่องดนตรีที่มันอาจจะดูประหลาดอยู่ด้วย บางทีเราก็มีกำแพงกับตัวเองว่ามันจะเวิร์กปะวะ มันดูเชยไหม มันจะไปอยู่ในซีนไหน ไปอยู่ในซีนป๊อปเขาก็รู้สึกว่าวงนี้มันประหลาด จะไปอยู่ในซีนพื้นบ้านไอ้วงนี้มันก็ดูโมเดิร์นไป ไปอยู่งานไหนมันก็เหมือนจะเป็นส่วนเกินของเขา มันเลยเป็นความท้าทายของเราที่จะทำให้ดนตรีแบบนี้เข้าไปสู่ในอุตสาหกรรมเพลง&nbsp;</p>



<p>วันที่เราทำกันเอง เราไม่ได้คาดหวังนะครับว่าเราจะโด่งดัง แค่เราชอบมันและน่าจะมีคนชอบกับเรานะ แต่พอมันเปลี่ยนมาอยู่ในค่าย ความคาดหวังของคนรอบข้างเยอะมากขึ้น ความคาดหวังในตัวเอง ในวงเราก็เปลี่ยนไปมากขึ้น ความยากคือมันไม่เคยมีฟอร์แมตแบบนี้มาก่อน เราอาจจะเคยเห็นมือกีต้าร์ มือคีย์บอร์ด เป็นศิลปินในวงป๊อปทั่วไป แต่เรายังไม่เคยเห็นคนเล่นพิณหรือซอที่เป็นศิลปินในค่ายเพลงใหญ่ มันก็ท้าทายมากขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading">พวกคุณหาสมดุลระหว่างตัวตนของ Asia 7 และการทำเพลงเอาใจตลาดได้อย่างไร</h4>



<p><strong>ต้น:</strong> สำหรับผม มันไม่มีอะไรที่เป็น Asia 7 จริงๆ และมันก็ไม่มีอะไรที่เป็นตลาดจริงๆ หรอก ผมมองว่ามันแค่อัตตาของเรา เรายึดมั่นถือมั่นเรื่องนั้นไหม</p>



<p>ตอนนี้ Asia 7 กำลังจะปล่อยอัลบั้มเต็มอีกไม่กี่วัน ผมว่าอัตตานั้นมันลดลงและเปลี่ยนไปเยอะแล้ว เราทำเพลงที่เราทั้ง 8 คนชอบและลงมติว่ามันจะเป็นเพลงที่มีน้ำหนัก ความซับซ้อน และสีสันประมาณนี้ เราบาลานซ์แค่ตรงนั้นเองครับ ยังไงสุดท้ายถึงเราเล่นสิ่งที่มันแมสโคตรๆ แต่ให้คนอื่นมาตีกลองให้มีสำเนียงแบบพี่โน้ต (มือกลองของวง) มันก็ไม่ได้&nbsp;</p>



<p><strong>ดิว:</strong> ไม่ว่าขั้นตอนการทำเพลงมันจะประกอบไปด้วยอะไรก็แล้วแต่ ผมว่าการทำศิลปะออกมาในรูปแบบดนตรีที่ทำให้คนฟังรู้สึกอิน มันสนุกกว่าการที่ทำแล้วเต็มไปด้วยอัตตา มันเหมือนเราสร้างงานศิลปะที่เราแคร์คนรับสาร เราจะไม่แยกว่าเพลงของเราคือศิลปะ ไม่แคร์เรื่องธุรกิจเลย จริงๆ พอเข้ามาอยู่กับค่าย เราได้มันสมองของค่ายด้วยซ้ำ พอเขามาช่วยเราคิดเราก็จะได้วัตถุดิบใหม่ๆ มาลองด้วย ผมว่ามันสนุกกว่าที่จะทำให้ศิลปะกับ business ไปด้วยกันได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c12_20221010-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161066" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c12_20221010-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c12_20221010-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c12_20221010-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c12_20221010-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c12_20221010-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c12_20221010-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c12_20221010-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c12_20221010.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ความแตกต่างของอัลบั้มใหม่กับอัลบั้มแรกของพวกคุณคืออะไร</h4>



<p><strong>ออย:</strong> เราได้ลองทุกอย่างเท่าที่จะลองได้ อัลบั้มใหม่นี้ชื่อ ‘นักแสวงโชค’ หรือ The Seeker ซึ่งก็เหมือนพวกเราทั้ง 8 คนที่เป็นนักแสวงโชคที่กำลังแสวงหาอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะในชีวิตหรือวงการดนตรีเองก็ตาม การเล่นดนตรีของพวกเรามันเหมือนการทดลองไปเรื่อยๆ เพื่อค้นหาบางสิ่ง และจริงๆ ก็เปรียบเหมือนคนฟังทุกคนด้วย เพราะพวกเราต่างเป็นนักแสวงโชคในการใช้ชีวิต ทุกคนเกิดมาแล้วดับไป แต่ระหว่างทางนั้นก็เจออะไรมากมาย&nbsp;</p>



<p>เพลงในอัลบั้มนี้มันจะไม่เหมือนกันสักเพลงเลย จะมีทั้งเพลงที่ทุกคนเคยได้ยินมาอยู่บ้างและมีเพลงที่ยังไม่ได้ปล่อย มีทั้งเพลงที่สื่อถึงความเป็น Asia 7 สุดๆ และเพลงที่ย่อยง่าย เพราะฉะนั้นอัลบั้มนี้เป็นอะไรที่คาดเดาไม่ค่อยได้เท่าไหร่&nbsp;</p>



<p><strong>ดิว:</strong> เสริมออยเรื่องคำว่านักแสวงโชค สำหรับผม วิถีชีวิตของวง Asia 7 ที่เติบโตขึ้นมากับการค้นหาแนวดนตรีของเราก็เหมือนนักแสวงโชคเหมือนกัน เพราะทางที่พวกเราจะไปไม่ค่อยมีใครถางไว้ให้เดินทางเท่าไหร่ ไม่ใช่ไม่เคยมีใครทำดนตรีผสมผสานนะ มี มีเยอะด้วย แต่ที่มีเครื่องดนตรีหลายๆ ประเภทที่แตกต่างกันมารวมกันแบบนี้เราไม่ค่อยเห็น เราไม่มีต้นแบบชัดเจนว่าเราอยากเหมือนใคร การเดินทางของเราจึงเหมือนการถางทางใหม่ไปตลอดเวลา</p>



<h4 class="wp-block-heading">การถางทางใหม่มันทำให้พวกคุณกังวลบ้างไหม</h4>



<p><strong>ต้น:</strong> จะเหลือเหรอครับ</p>



<p><strong>ดิว:</strong> ทั้งกลัวและกังวลเลยครับ แต่บางครั้งที่เราไปเล่นคอนเสิร์ต มันจะมีความรู้สึกว่ากูไม่มีอะไรจะเสียเหมือนกัน คนดูเขาไม่ชอบก็ไม่แปลกใจ แต่ถ้าเขาชอบก็ดีไป อะไรแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้น สุดท้ายเราก็ทำเต็มที่ของเราที่สุด</p>



<p><strong>ต้น:</strong> เหมือนล่าสุดไปเล่นที่ Gene Lab Concert ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายมากๆ เพราะว่าเราไม่เคยเล่นคอนเสิร์ตที่มีคนเยอะขนาดนั้นในไทยเลย แล้วสล็อตของเราข้างหน้าคือ Three Man Down ข้างหลังคือไททศมิตร มันก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกท้าทาย รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง</p>



<p><strong>ดิว:</strong> แต่พอมาอยู่ค่าย จะพูดว่าไม่มีอะไรเสียก็ไม่ได้ มันก็จะมีอะไรเสียแหละ เพราะมีคนคาดหวังกับเรา เราก็ต้องทำงานอยู่บนไทม์ไลน์และเงื่อนไขต่างๆ หรือความคาดหวังบางอย่างมากขึ้น&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ในขั้นตอนการทำเพลงเป็นอย่างไร มีวิธีทำเพลงยังไงให้ทั้ง 8 คนเห็นตรงกันว่าเป็นเพลงที่ ‘ใช่’</h4>



<p><strong>ออย:</strong> เราใช้วิธีการต่างคนต่างทำ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>โยเย:</strong> ด้วยความที่คนเยอะ และพอเราอยู่ค่ายเราเริ่มมีไทม์ไลน์การทำงานเข้ามาเอี่ยว เพราะฉะนั้นเราจะใช้วิธีว่าใครมีไอเดียแล้วทำเลย จากนั้นเราเอาไอเดียนั้นมาใส่ตะกร้าตรงกลาง แล้วก็มาช่วยกันดูว่า อันไหนจะหยิบมายำกันต่อ ไอเดียตั้งต้นอาจจะเกิดขึ้นที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วเพลงมันจะถูกมายำด้วยมันสมองของคนแปดคน กลายเป็นเพลงหนึ่งเพลง</p>



<p><strong>ต้น:</strong> แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเพลงนั้นมันต้องการไปทิศทางไหนด้วย เพราะทุกคนใส่ไอเดียมามันก็จะฟุ้งอยู่แล้ว ซึ่งโชคดีเรามีคนในวงและโปรดิวเซอร์ช่วย ‘ตัดขอบ’ เพลงนั้น หมายถึงว่าทำให้มันมีความพอดีระหว่างการร้อง อารมณ์ เครื่องดนตรี ไม่งั้นมันจะล้นแน่นอน&nbsp;</p>



<p>เพราะพอเราเป็นนักเรียนดนตรีมันก็จะมีความเนิร์ด เราจะคุยเรื่องเทคนิคซะส่วนใหญ่ แต่ความกลมมันไม่ใช่เรื่องเทคนิค มันคือเรื่องความรู้สึกด้วยว่าเพลงแบบนี้ป้าที่เขาขายก๋วยเตี๋ยวข้างล่างเขาจะอินกับเราหรือเปล่า หรือลุงขายลูกชิ้นหน้ามอเขาจะฟังถึงท่อนฮุกไหม หรือไปอยู่ในร้านเหล้ามันจะเขินไหม หรืออยู่ในแจ๊สเฟสมันจะอยู่ได้ไหมถ้าเพลงแมสขนาดนี้&nbsp;</p>



<p>แต่ก็ไม่ได้เอาตรงนั้นมาเป็นหลักนะ สุดท้ายคือความชอบและประสบการณ์ของ 8 คนแหละที่ทำให้มันกลมขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c16_20221010-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161067" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c16_20221010-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c16_20221010-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c16_20221010-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c16_20221010-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c16_20221010-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c16_20221010-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c16_20221010-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/The-Outsider_Asia-7_Content_c16_20221010.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">อยู่ด้วยกันมาหลายปี สิ่งสำคัญของการเป็นทีมเวิร์กที่ดีคืออะไร</h4>



<p><strong>ออย:</strong> คุยค่ะ การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเราอยู่ด้วยกันหลายคน มันไม่ตีกันเลยมันเป็นไปไม่ได้ จริงๆ เราเคยมีประชุมครั้งใหญ่ที่คุยกันเรื่องอนาคตของวงเหมือนกัน จนสุดท้ายทุกคนก็เห็นพ้องต้องใจว่าทุกคนจะยึดสิ่งนี้เป็นหลัก ไม่ใช่อาชีพหลักนะ แต่เหมือนว่านี่คือบ้านสุดท้ายของเรา</p>



<p>8 คน 8 สมอง 8 ไอเดีย ทุกคนมีวิธีการเดินที่ไม่เหมือนกัน ทุกคนมีเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจึงมานั่งคุยกันว่าเราจะมีทิศทางที่ชัดเจนที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่านี่คือสิ่งที่ทุกคนโอเคและอยากทำมันด้วยกัน นั่นคือการที่ Asia 7 เป็นที่รู้จักในประเทศ ให้เพลงของเราไปถึงคนฟังให้มากที่สุด ช่วยกันหาวิธีว่าจะทำยังไงที่จะทำให้สิ่งที่เรามีเป็นที่รู้จัก แต่ยังเป็นเราอยู่&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">รู้มาว่าอีกเป้าหมายหนึ่งของวงคือการผลักดันดนตรีไทยให้คนต่างชาติรู้จัก คุณมีวิธีการเบลนด์ดนตรีไทยลงไปในเพลงยังไงให้คนฟังไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด</h4>



<p><strong>ต้น: </strong>เราไม่ตีกรอบตัวเอง คือก่อนหน้านี้เราหาคำตอบอยู่เหมือนกันว่าอะไรคือไทย อะไรคืออีสาน เพราะคนฟังบางคนยังงงอยู่เลยว่า Asia 7 เป็นวงอีสานร่วมสมัยเพราะมันมีพิณ อาจเพราะก่อนหน้านี้มันไม่เคยมีฟอร์แมตวงที่มีพินกับซอมาอยู่ด้วยกัน การทำวงของเราคือการทำลายฟอร์แมตที่มันเคยเกิดขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>การทำลายกรอบตรงนี้ลงทำให้เราไม่ต้องยึดติดว่าอะไรคือไทย หรืออะไรไม่ใช่ไทย สิ่งที่พวกเราทำขึ้นมามันเกิดจากความชอบของเราที่ถ่ายทอดผ่านเครื่องมือที่พวกเราถนัดเท่านั้นเอง ผมอาจจะชอบฟังเพลงที่ใช้กีต้าร์ ฟังเพลงร้อง แต่ผมใช้พิณเป็นเครื่องดนตรีที่ถ่ายทอดได้ดีที่สุด ผมเลยใช้มันถ่ายทอดออกมา&nbsp;</p>



<p><strong>ดิว:</strong> ผมรู้สึกว่าผลงานจะออกมายังไง มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเพลย์ลิสต์ของแต่ละคนฟังอะไรด้วย เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เป็น Asia 7 มันกลั่นกรองมาจากประสบการณ์การฟังเพลงหรือเทสของคน 8 คนมารวมกัน คำว่ารวมกันไม่ใช่ว่าเอามาใส่ขวดแล้วเขย่าออกมา แต่ผลผลิตของ Asia 7 คือสิ่งที่ตกผลึกออกมาจากระบบขององค์กรองค์กรหนึ่งเหมือนกันที่มีการคุยกัน เป็นองค์กรที่ไม่ได้มี hierarchy (ลำดับขั้น) ว่าใครเป็นเฮด แต่ถ้าใครมีเหตุผลว่าเพลงนี้ต้องมีจังหวะแบบนี้ ต้องช้า ต้องเร็วเท่านี้ ใครที่เห็นภาพชัดเจนพอที่จะจูงใจเพื่อนๆ มันก็จะทำให้ไอเดียนั้นกลั่นกรองออกมาเป็นเพลงได้</p>



<p><strong>สุนทร</strong>: อีกปัจจัยหนึ่งคือประสบการณ์ในการทำเพลงของพวกเรานี่แหละที่ทำให้ดูไม่ยัดเยียด แน่นอนว่าตอนแรกๆ มันก็เริ่มต้นจากวิธีการที่คล้ายๆ ยัดเยียด รู้สึกว่าเครื่องดนตรีไทยน่าจะใส่ตรงนี้ได้ ลองผิดลองถูก แต่พอเล่นมาเรื่อยๆ เราก็จะรู้ว่าเล่นให้มันสมูทต้องทำยังไง</p>



<p><strong>ดิว:</strong> อีกวิธีหนึ่งคือเรากล้าเปลี่ยนฟังก์ชั่นของสิ่งที่เครื่องดนตรีนั้นเคยเป็นเพื่อครีเอตบางสิ่งขึ้น ปกติเครื่องดีด สี ตี เป่า บางชิ้นจะเล่นท่อนโซโล่ บางชิ้นเล่นเป็นแบ็กกราวนด์ แต่เรากล้าเปลี่ยนฟังก์ชั่นมัน ทดลองให้มันออกมาไม่ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่เป็นฟอร์แมต ก็จะทำให้เกิดมิติใหม่ขึ้น แต่ยังไงก็ตามเพื่อนในวงก็ต้องช่วยกันฟังว่ามันจะล้นหรือเปล่าด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้ววินาทีนี้ สิ่งที่เราต้องการจากการเล่นดนตรีคืออะไร</h4>



<p><strong>ออย: </strong>มีหลายอย่าง ถ้าให้ตอบจริงๆ มันก็อาจจะเป็นเงิน เพราะมันเป็นอาชีพของพวกเราทุกคน แต่นอกเหนือจากนั้น การมาเล่นให้ Asia 7 คือเรามาด้วยแพสชั่นล้วนๆ เลย มาเพื่อปลดปล่อย&nbsp;</p>



<p>สำหรับออย ออยรู้สึกว่าเราอยากได้ความสุขจากคนดู การที่เราได้ฟีดแบ็กว่าโห วงนี้เจ๋งจัง มีความสุขมากที่ได้มาดูวงนี้ ออยว่านี่คือความสุขที่สุดในฐานะศิลปินคนหนึ่ง เพราะว่าดนตรีมันคือสิ่งบันเทิงถูกไหมคะ ถ้าเล่นไปแล้วมันไม่บันเทิงมันก็ยังไงอยู่ การที่ทุกคนเต้น ร้องเพลง อินกับสิ่งที่เราพยายามจะสื่อ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด</p>



<p><strong>โอม:</strong> น่าจะอยากให้เพลงเป็นที่รู้จัก เพลงไหนก็ได้ แต่ขอให้เป็นวงเรา ผมไม่รู้ว่าทุกคนจะรู้สึกเหมือนผมไหม คือต่อให้ผมไปเล่นแบ็กอัพให้วงดังเยอะแค่ไหน คนดูเยอะแค่ไหน แต่สุดท้ายการที่เราไปเล่นให้เขาเราก็ไม่ได้เล่นเพลงเราไง เราไม่ได้อยู่กับเขาใน Day 1 เหมือนทุกคนในวงนี้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าวงเราคนดูไม่ถึงหลักพันก็ได้ แต่ถ้าเราได้ฟีดแบ็กกลับมาจากเพลงเราจริงๆ คนฟังร้องได้ รู้จักเรา แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading">พวกคุณมองทางเดินข้างหน้าไว้ยังไง</h4>



<p><strong>บูม:</strong> จริงๆ ตั้งแต่ตั้งวงมา ผมไม่ได้มองอนาคตของวงขนาดนั้น แค่รู้สึกว่าได้เล่นด้วยกันมันก็สนุกแล้ว มันจะไปไกลขนาดไหนเราก็พร้อมไปด้วยกัน (ทุกคนปรบมือ)</p>



<p><strong>สุนทร:</strong> อนาคตไม่ใช่สถานที่ แต่คือผู้คน (ทุกคน: นี่ คมกริ๊บ)</p>



<p><strong>ต้น:</strong> ใช่ เราไม่ได้มองว่ามันต้องไปไกลขนาดไหน แค่ไปด้วยกัน และจริงๆ เป้าหมายของเราก็เปลี่ยนไปตามเวลา วันนี้เราอยากทำคอนเสิร์ตให้ดี วันถัดมาเราอยากทำเพลงแมส วันต่อมาก็คิดว่าจะไปต่างประเทศต้องทำเพลงยังไง มันมีสิ่งเหล่านี้มาหล่อเลี้ยงทำให้วงไปต่อ ทำให้เรามีไฟตลอดเวลา ถามว่าจะไปในทิศทางไหนผมยังไม่แน่ใจ แต่เป้าหมายของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใจหนึ่งผมยังอยากไปเล่นงานกาชาดเลย&nbsp;</p>



<p><strong>ออย:</strong> เรายังอยากเล่นงานแบบงานบวช</p>



<p><strong>ต้น:</strong> ใช่ๆ คนอาจจะมองว่า Asia 7 คือวงที่เพลงยิ่งใหญ่อลังการ ต้องเล่นเฟสติวัลเท่านั้น แต่เพลงเหยดโด้เราก็เล่นนะ ออยร้องได้หมด พี่สุนทรเอนเตอร์เทนได้หมด มันไปได้ แต่เรายังไม่เคยเห็นมุมนั้นของ Asia 7 เท่านั้นเอง เราเองก็อยากทำสิ่งที่สนุก&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายแล้วมันคือการที่เราได้เล่นดนตรีด้วยกัน จะแนวไหนก็ได้ทั้งนั้น</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/asia-7/">การเดินทางในปีที่ 7 ของ Asia 7 วงดนตรีฟิวชั่นที่อยากผลักดันดนตรีไทยให้ป๊อปมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เค้ง-ณภัทร ศิลปิน Doodle Art ที่เปลี่ยนเวลาว่าง สร้างงานศิลปะ NFT จนขายงานชิ้นแรกได้ตอนอายุ 17</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dooword-nft/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Oct 2022 03:55:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[artists talk]]></category>
		<category><![CDATA[NFT]]></category>
		<category><![CDATA[nft artist]]></category>
		<category><![CDATA[ปิดเทอมสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[BKK-เรนเจอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=160842</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน เค้ง-ณภัทร อัสสันตชัย อาจถูกจัดว่าเป็นคนที่เจอความชอบตัวเองไวกว่าเพื่อน ความชอบศิลปะตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาหมกมุ่นกับสิ่งนี้มาตั้งแต่เรียนอนุบาล ใช้มันเป็นเครื่องมือระบายความเครียด ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการในชีวิตที่เข้ามา ก่อนจะค้นพบความสนุกของการสร้างโลกบนหน้ากระดาษ และต่อยอดจนสามารถสร้างรายได้จากการขายงานบน NFT ให้ตัวเองได้ตอนอายุ 17 ปี เอกลักษณ์ในงานของเค้งหรือที่คนบนโลก NFT รู้จักในชื่อ Dooword คือความเป็นรู วง และเส้นสายหลายรูปทรงที่พันกันยุ่งเหยิง แต่นั่นกลับกลายเป็นเสน่ห์ในงานของเค้งทุกชิ้น ที่ทำให้หลายคนไม่อาจละสายตาจากงานของเขาได้เลย นั่นคือเหตุผลที่เรานัดพบกับเขาในงาน BKK-เรนเจอร์ x ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สานพลังกับกรุงเทพฯ เปิดพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์กลาง SIAM SQUARE BLOCK I เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ ใช้วันว่างของตัวเองให้เป็นประโยขน์ งานปีนี้เนรมิตบูทกิจกรรม 6 โซน ที่สร้างขึ้นเพื่อซัพพอร์ตความสนใจอันหลากหลายของเด็ก &#8211; เยาวชน เพื่อจุดประกายให้พวกเขาได้ทดลองทำในสิ่งที่ชอบ ทั้งดนตรี อาหาร หนังสือ ภาษาต่างประเทศ การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไปจนถึงการทำงานพาร์ตไทม์ และการจุดประกายต่างๆ ที่มุ่งมั่นทำให้เด็ก-เยาวชน เดินตามความฝันของตัวเอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dooword-nft/">เค้ง-ณภัทร ศิลปิน Doodle Art ที่เปลี่ยนเวลาว่าง สร้างงานศิลปะ NFT จนขายงานชิ้นแรกได้ตอนอายุ 17</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้าเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน <strong>เค้ง-ณภัทร อัสสันตชัย</strong> อาจถูกจัดว่าเป็นคนที่เจอความชอบตัวเองไวกว่าเพื่อน ความชอบศิลปะตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาหมกมุ่นกับสิ่งนี้มาตั้งแต่เรียนอนุบาล ใช้มันเป็นเครื่องมือระบายความเครียด ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการในชีวิตที่เข้ามา ก่อนจะค้นพบความสนุกของการสร้างโลกบนหน้ากระดาษ และต่อยอดจนสามารถสร้างรายได้จากการขายงานบน NFT ให้ตัวเองได้ตอนอายุ 17 ปี</p>



<p>เอกลักษณ์ในงานของเค้งหรือที่คนบนโลก NFT รู้จักในชื่อ Dooword คือความเป็นรู วง และเส้นสายหลายรูปทรงที่พันกันยุ่งเหยิง แต่นั่นกลับกลายเป็นเสน่ห์ในงานของเค้งทุกชิ้น ที่ทำให้หลายคนไม่อาจละสายตาจากงานของเขาได้เลย</p>



<p>นั่นคือเหตุผลที่เรานัดพบกับเขาในงาน <strong>BKK-เรนเจอร์ x ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง</strong> ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สานพลังกับกรุงเทพฯ เปิดพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์กลาง SIAM SQUARE BLOCK I เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ ใช้วันว่างของตัวเองให้เป็นประโยขน์ งานปีนี้เนรมิตบูทกิจกรรม 6 โซน ที่สร้างขึ้นเพื่อซัพพอร์ตความสนใจอันหลากหลายของเด็ก &#8211; เยาวชน เพื่อจุดประกายให้พวกเขาได้ทดลองทำในสิ่งที่ชอบ ทั้งดนตรี อาหาร หนังสือ ภาษาต่างประเทศ การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไปจนถึงการทำงานพาร์ตไทม์ และการจุดประกายต่างๆ ที่มุ่งมั่นทำให้เด็ก-เยาวชน เดินตามความฝันของตัวเอง</p>



<p>“โซนเหล่านี้สอดคล้องกับความต้องการของเยาวชน (พวกเขา) สามารถศึกษา ค้นหา ลงมือทำสิ่งที่ชอบ พัฒนาสู่อาชีพในฝันได้จริง” ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวในงาน “น้องๆ สามารถหารายได้เสริม หาประสบการณ์ใหม่โดยใช้แค่ ‘วันว่าง’ ไม่ละทิ้งการเรียนหลักและลดเวลาเล่นมือถือ ซึ่ง สสส. จะใช้งานนี้เป็นต้นแบบดำเนินโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ กระจายสู่จังหวัดต่างๆ ต่อไป”</p>



<p>แน่นอนว่าการส่งเสริมให้วัยรุ่นได้ใช้วันว่างให้เป็นประโยชน์ ต้องการแบบอย่างที่ทำให้พวกเขาเห็นภาพจริง และเค้งก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทาง สสส. ชวนมาทอล์กในงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเจนใหม่ๆ ต่อไป</p>



<p>และหลังจากที่เขาทอล์กบนเวทีจบ เราก็ไม่พลาดที่จะดึงเขามาสนทนาต่อถึงความหลงใหลในศิลปะ การต่อยอดความชอบมาหารายได้จาก NFT รวมถึงมุมมองต่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เติบโตในทางที่ฝันต่อไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c10_20221004-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160847" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c10_20221004-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c10_20221004-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c10_20221004-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c10_20221004.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เค้งนิยามแนวทางของงานตัวเองว่าอย่างไร</strong></h4>



<p>แนวทางงานของผมเป็นได้ 2 แบบคือ doodle art กับ abstract ซึ่งจะมองยังไงก็ได้ ผมไม่อยากจำกัดรูปแบบหรือความหมายว่าต้องหมายความยังไง อยากให้คนที่ดูงานเขามองได้หมดเลย</p>



<p>แต่ถ้าถามว่าเอกลักษณ์ที่ทำให้ผมต่างจากศิลปินคนอื่นๆ คืออะไร ผมมองว่ามันคือเส้นครับ ผมจะไม่ค่อยใช้สีเท่าไหร่ แต่จะใช้รูปแบบของเส้นที่เยอะมากๆ เยอะจนลายตา หลายคนเคยถามว่าเวลาวาดผมเมาบ้างไหม ผมก็ตอบว่าไม่ครับ ผมชินกับอะไรพวกนี้อยู่แล้ว (ยิ้ม)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงเน้นการใช้เส้นหลายแบบ</strong></h4>



<p>ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมมาทำศิลปะคือผมอยากระบายความเครียด ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่อนุบาล 3 ผมชอบวาดอะไรที่ใช้เวลาเยอะๆ วาดนานๆ และมันมีความหมายกับเรา เลยเริ่มจากการวาดเส้นจนต่อยอดเป็นการสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาบนกระดาษ จำได้ว่าสมัยนั้นพ่อผมจะซื้อกระดาษแผ่นใหญ่กว่าผมมาให้วาดหลายๆ แผ่น แล้วผมก็ใช้สีเทียนวาดฉากใหญ่ๆ เหมือนในหนัง มีคน ต้นไม้ ภูเขา เมือง แล้วเจาะรายละเอียดเข้าไปเยอะๆ บางทีโลกนั้นก็ดูน่ากลัว บางทีก็ดูน่ารัก</p>



<p>ผมใช้เส้นเยอะและติดมาตั้งแต่ตอนนั้น ก็คิดไม่ได้คิดว่าจะมีคนชอบหรอกเพราะมันลายตา แต่พอรู้ว่ามีคนชอบงานเส้นของเราก็เลยยึดเป็นแนวทางหลักไปเลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่ทำให้เค้งหลงใหลในงานศิลปะคืออะไร</strong></h4>



<p>ผมชอบที่มันไม่มีผิดมีถูก เราไปทางไหนก็ได้ เป็นใครก็ได้บนโลกศิลปะ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วเข้ามาในวงการ NFT ได้อย่างไร&nbsp;</strong></h4>



<p>ช่วงประมาณปี 2021 โควิดเริ่มมีผลกระทบกับทุกคน โรงเรียนต้องปิดและยังไม่มีมาตรการในการเรียนออนไลน์ ผมที่ว่างมากตอนนั้นเลยคิดอยากเอาสิ่งที่เราทำประจำคือการวาดรูปมาทำประโยชน์ จนผมไปเจอกับงานของ Beeple ซึ่งเป็นศิลปิน NFT คนแรกๆ ที่โผล่ขึ้นมาในสื่อ งานเขาเจ๋งและขายได้หลัก 50 ล้าน เราเลยแบบ อุ๊ย NFT คืออะไร มีคนไทยทำหรือยัง ซึ่งตอนนั้นคนไทยก็ทำแต่ส่วนน้อยมาก ผมเลยลองศึกษาดู สุดท้ายก็ลงเงินเปิดบัญชีของ opensea (แพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายงาน NFT) ขึ้นมาแล้วลองไปลงงานขายดูบ้าง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>งาน NFT ชิ้นแรกที่ลงคืองานไหน</strong></h4>



<p>ผมวาด ethereum สัญลักษณ์ของสกุลเงินคริปโต เพราะรู้สึกว่าถ้าเราจะเข้ามาในโลก NFT ผมก็ต้องวาดอะไรที่เกี่ยวกับโลกใบนี้หน่อย ซึ่งปกติโลโก้ของ Ethereum จะเรียบง่าย แต่ผมให้มันมีไส้ของโลโก้ และปรับให้มันขยับได้ มีเสียง ปรากฏว่าขายได้คืนนั้นเลย</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh5.googleusercontent.com/aGkeqBYqck_djov6SxT9R6uelbLnm5WxAg1hsGwOPUwVtKvRasVCi61mcxex65CLX0E388TZfsNkFOv38W5MrSyPixmC6VlCirSYPqj3NWNfpjLERu_nlhkBU0y1KB3fnqMaGS4Vxvfv4P6ASY2cZECpmqWZN7UTeaEhjrRCEjf7EwQwJXTaHaNWsVp1qPjaaryExA" alt=""/></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจัยที่ดึงดูดให้เข้ามาในโลกของ NFT คืออะไร คือรายได้ที่มาจากการขายงานหรือเปล่า</strong></h4>



<p>ยอมรับเลยว่า first impression คือรายได้ ในเมื่อการจะขายอะไรพวกนี้ได้ในไทยเคยเป็นเรื่องยาก ความจริงตอนนั้นผมขายงานชิ้นแรกยังไม่รู้เลยว่าอยากทำอาชีพอะไร รู้แค่เราอยากทำศิลปะ แล้วเราจะหารายได้ยังไง ต้องไปทำงานตามสั่งเท่านั้นเหรอ&nbsp;</p>



<p>ผมเคยมองว่าศิลปะเป็นงานอดิเรก เป็นงานที่เราทำได้หลังจากเราทำงานหลักของเราแล้ว มันเป็นงานรอง ไม่เคยมองว่ามันเป็นงานหลักได้เลยจนกระทั่งมาเจอ NFT สิ่งที่เปลี่ยนความคิดผมได้คือประสบการณ์ในการทำงาน การได้เห็นว่ามันขายงานได้จริงๆ ได้เงินมาทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงๆ หรือการได้เจอศิลปินรุ่นพี่รุ่นใหญ่ที่ทำ NFT จนซื้อบ้านได้</p>



<p>ในแง่นี้ NFT จึงดึงดูดผมมากเพราะมันเปิดให้เราทำงานศิลปะได้อย่างอิสระและขายได้ด้วย ไม่มีใครมาสั่งให้เราทำหรือบังคับเรา คนที่ซื้อก็เป็นคนที่ชอบงานเราจริงๆ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ทำให้ลูกค้ากดซื้องานของศิลปินใน NFT คืออะไร&nbsp;</strong></h4>



<p>ปัจจัยอย่างแรกคือความชอบ คือ first impression ที่เห็นปุ๊บ อุ๊ย สวย ปัจจัยต่อมาคือประโยชน์ที่จะได้จากมัน สมมติงานงานหนึ่งสามารถนำไปขายต่อได้ราคาดี เขาก็ยิ่งอยากซื้อเลย ปัจจัยสุดท้ายคือประโยชน์ทางอ้อม เช่นซื้อแล้วได้สิทธิพิเศษอย่างการเข้าร่วมกลุ่ม ได้ไปเจอสังคมใหม่ๆ อันนี้คือปัจจัยหลักๆ ในโลก NFT ครับ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เค้งว่าความสนุกของการทำ NFT ที่ต่างจากงานศิลปะทั่วไปคืออะไร</strong></h4>



<p>รูปแบบครับที่เป็นไปได้หมด มีเสียงได้ ขยับได้ เป็น 3D ได้ อีกเรื่องคือเครือข่ายของคนที่มาเห็นงานของเรา ปกติเราวาดรูปก็จะมีแต่คนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัวเห็น แต่ NFT คือการลงงานของเราให้คนทั้งโลกได้เห็น และเราจะได้รู้ว่าในโลกนี้มีคนชอบงานเรากี่คนบ้าง รู้ว่างานเราจะมีคนซื้อไหม มันเปิดกว้างกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วความท้าทายล่ะ</strong></h4>



<p>คิดว่าท้าทายกว่างานศิลปะทั่วไปเยอะเหมือนกัน เพราะถ้าเป็นศิลปะที่จัดแสดงในสถานที่หนึ่งเราอาจขายได้กับคนท้องถิ่นหรือคนไทยด้วยกัน แต่ในโลก NFT จะเหมือนโรงงานของศิลปินทั่วโลก พอเราลงงานไปแล้วก็จะมีงานของศิลปินอีกเป็นร้อยคนมาต่อเรา คนที่เข้ามาซื้อจะมีตัวเลือกเยอะมาก การแข่งขันสูง&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถึงตอนนี้เค้งขายงาน NFT ไปได้กี่ชิ้นแล้ว&nbsp;</strong></h4>



<p>ปีที่ผ่านมาผมขายได้ 26 ชิ้นครับ แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสว่าต้องทำงานแบบไหนถึงจะขายได้ หรือทำงานมหาศาลนะ ผมทำตอนที่อยากทำ เพราะมองว่าถ้าเราทำงานตอนที่อยากทำจริงๆ&nbsp; จะได้งานที่ดีที่สุดออกมา</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh3.googleusercontent.com/YaFAUFgh3IucuBgAuM585WMCIZhx9JVrIMGCy-iSvZIHbD6YfM9ZdkV_Aa0hBcEoO3g9y_9hFKVNhc-J-GpZY4u9q1mtFQdjycobN_x0f36JAWNZmpGN5QJSB3nEhYtkPIHwzRg0drxGgKdn-iZ-sJzI5hQ2EGl-z8NZ1ggbusG8L7iIKOJCVloQK5NHc1S_3cC3Bw" alt=""/></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แปลว่าเราก็ไม่ได้ซีเรียสเรื่องการแข่งกับคนอื่น</strong></h4>



<p>ถ้าเราซีเรียสเรื่องการแข่งขันกับคนอื่น ผมคิดว่าเราจะเครียด การวาดรูปของเราจะไม่มีความสุข ในเมื่อจุดเริ่มต้นของการวาดรูปคือการระบายความเครียดของผมอยู่แล้ว ผมเลยอยากให้เป็นอย่างนั้นต่อไป ไม่อยากให้ศิลปะเป็นสิ่งที่ผมทำแล้วเครียดแทน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วถ้างานเราขายไม่ออก เราจะเปลี่ยนแนวงานของตัวเองให้ขายง่ายขึ้นไหม</strong></h4>



<p>ผมไม่เปลี่ยนอยู่แล้วครับ (ตอบทันที) ก็คงจะลงต่อไปเรื่อยๆ เพราะยังไง opensea ก็ไม่เสียค่าลงงานอยู่แล้ว&nbsp;</p>



<p>ผมมีแนวคิดหนึ่งที่เพื่อนพ่อเคยบอกและผมก็ยึดถือมาตลอด เขาบอกว่า ‘ถ้าเรารักอะไรสักอย่าง เราต้องทำมันเยอะๆ แล้วคนจะสนใจเอง สุดท้ายแล้วเขาจะสนใจเองว่าทำไมเราถึงรักสิ่งนั้นได้มากขนาดนั้น’ เหมือนศิลปินอย่างปีกัสโซ่ที่ทำเป็นหมื่นๆ ล้านๆ งาน สุดท้ายคนก็สนใจงานของเขาจนนิยามให้งานของเขาเป็นอีกแนวหนึ่งของศิลปะเลย</p>



<p>ผมเชื่อเรื่องแบบนั้นมาก เชื่อว่าถ้าเรารักอะไรจริงๆ มันจะมีความหมายขึ้นมาเอง ซึ่งอาจจะมีความหมายทั้งกับตัวเราและมีความหมายกับคนอื่นด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าการขายได้ไม่ได้สำคัญที่สุด อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดของเค้ง</strong></h4>



<p>ผมมองว่าการพัฒนาตัวเองสำคัญกว่า ตั้งแต่ได้ทำ NFT มา มันทำให้ผมพัฒนารูปแบบงานให้หลากหลายมากขึ้น อย่างอนิเมชั่นเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต แต่เพิ่งมาเริ่มฝึกทำตอนลง NFT</p>



<p>NFT ผลักดันให้เรามีไฟ ทำให้เราอยากทำงานศิลปะจริงๆ และมีเป้าหมายในชีวิตว่าอยากทำให้งานของเราไปอยู่ในมือของทุกคนบนโลกได้ มากกว่านั้นคือเป็นงานที่ blend in ไปกับสังคม อย่างไปเดินห้างแล้วเห็นว่ามีงานอยู่บนพื้น บนผนัง ไปอยู่ทุกที่ ผมอยากให้งานของผมเป็นอย่างนั้นสักวันหนึ่ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c11_20221004-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160848" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c11_20221004-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c11_20221004-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c11_20221004-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c11_20221004.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>หลายคนรู้จักเค้งในฐานะคนที่รู้ตัวเร็วว่าตัวเองชอบอะไร เค้งคิดว่าการรู้ว่าตัวเองชอบอะไรมันสำคัญกับเด็กรุ่นใหม่อย่างไร</strong></h4>



<p>ยิ่งเจอทางเราไวแค่ไหน เรายิ่งไปทางที่ถูกมากขึ้น อย่างผมเองรู้ว่าชอบศิลปะตั้งแต่ม.ต้น ผมก็เลือกเรียนสายนี้เลยทันทีเลย แต่บางคนอาจจะเรียนมัธยมไปจนถึงมหาวิทยาลัยโดยรู้สึกว่าเขาอยากลองไปเรื่อยๆ ถ้าเหนื่อยก็ออกมาเริ่มใหม่ แต่บางสายงานพอเข้าไปแล้วจะออกมายากมาก มันอาจจะเหนื่อยไปตลอด</p>



<p>ผมว่าการที่เราค้นพบตัวตนหรือความชอบของเราเจอแล้วลงมือทำเลย มันเป็นการลดความยุ่งยากลงไปได้เยอะ แต่ถามว่าจำเป็นไหมที่เราจะต้องเจอตัวเองได้ไวๆ ไม่จำเป็นหรอก เพราะเราค้นหาตัวเองได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือถ้าเราเจอ มันทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นมากกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งแวดล้อมแบบไหนที่จะส่งเสริมให้วัยรุ่นไทยได้เจอสิ่งที่ชอบ</strong></h4>



<p>สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีกรอบ สิ่งแวดล้อมที่เปิดกว้างให้เราทำอะไรก็ได้ ผมโชคดีที่มีสิ่งแวดล้อมแบบนี้อยู่ที่บ้านเพราะพ่อสนับสนุนลูกทุกทาง เคยมีช่วงหนึ่งผมอยากเปิดช่องยูทูบทำแคสต์เกม ช่วงนั้นมุ่งไปทางการตัดต่อวิดีโอ ทำกราฟิก พ่อก็สนับสนุนเต็มที่ แต่พอเราทำจนสุดและไม่อยากทำแล้วพ่อก็ปล่อย เขาทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากลองทำอะไรเราก็ลองได้ทุกอย่าง มันรู้สึกดีนะ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วการศึกษาล่ะ มีผลไหม การศึกษาด้านศิลปะในไทยส่งเสริมให้เด็กเจอตัวเองได้แค่ไหน</strong></h4>



<p>ถ้าพูดแบบในมุมที่เคยเห็นมา การศึกษาด้านศิลปะก็ส่งเสริมแต่ไม่ได้เปิดกว้างขนาดนั้นหลักสูตรบางอย่างอาจจะตีกรอบเกินไปและไม่สนับสนุนให้คนมาทดลองกับศิลปะ เช่นถ้าเราแกะสลักไม้ไม่ได้ แรเงาไม่สวย บางคนก็อาจจะมองว่าเราทำศิลปะไม่ได้แล้ว&nbsp;</p>



<p>แต่สิ่งที่มันควรจะเป็นคือให้เด็กลองวาดดูก่อน ลองดูว่าเด็กศิลปะแนวไหนแล้วค่อยต่อยอดจากตรงนั้น ส่งไปเรียนทำให้เขาได้ฝึกทักษะในแนวทางที่เขาชอบให้ดีขึ้น แบบนั้นน่าจะเป็นการเรียนศิลปะที่มีความสุขที่สุด&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความเปิดกว้างแบบนี้ดีต่อนักเรียนศิลปะอย่างไร</strong></h4>



<p>มันดีตรงที่ว่าถ้าเราคิดงานสักชิ้นขึ้นมา มันจะไม่มีคำว่าเอ๊ะ เอ๊ะมันไม่ดี เอ๊ะมันไม่ถูกนะ อะไรแบบนี้ ถ้าไม่มีคำว่าเอ๊ะพวกนี้เราจะเริ่มทำงานได้ทันทีเลย ผมมองว่าแบบนี้ดีกว่าเยอะ อย่างผมเองโดยปกติแล้วจะไม่ร่างก่อนวาดรูป อันนี้เคยโดนอาจารย์ด่าบ่อยมากว่าทำไมไม่ร่างก่อน (ยิ้ม) แต่ที่ผมไม่ร่างเพราะผมชอบจะให้เส้นในงานมันนำเราไปเอง ซึ่งไม่ผิดอะไรอยู่แล้วที่จะให้เส้นนำเราไป แต่ประเด็นคือนั่นแหละครับ ศิลปะไทยทำให้เรามองว่าการไม่ร่างงานก่อนวาดเป็นเรื่องผิด ผมเลยชอบความเปิดกว้างมากกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วันๆ หนึ่งเด็กนักเรียนไทยมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย แต่ถ้าเขาอยากตามหาสิ่งที่ตัวเองชอบเจอด้วย คำแนะนำที่คุณอยากมอบให้เขาคืออะไร&nbsp;</strong></h4>



<p>แนะนำให้เปิดโลกผ่านอินเทอร์เน็ตเยอะๆ มันคือการใช้เวลาน้อยที่สุดในการค้นหาตัวเอง ดูอินเทอร์เน็ต อ่าน ฟัง ลองดูว่าเราชอบดูและสังเกตอะไรมากที่สุด ทำงานอยู่ก็เปิดเพลงเปิดพอดแคสต์ฟัง ผมว่ามันจะทำให้เรา ‘เอ๊ะ’ กับตัวเองได้เร็วขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วถ้าเราเจอทางที่เป็นของเราและมันสามารถสร้างรายได้ด้วย การเรียนในรั้วโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยยังเป็นเรื่องสำคัญอยู่ไหม</strong></h4>



<p>สำคัญอยู่ครับ ผมมองว่านั่นคือชีวิตจริง พูดอย่างนี้ผมไม่ได้บอกว่าศิลปะไม่ใช่ชีวิตจริงนะ แต่ผมมองว่าสุดท้ายเราก็ต้องอยู่ในสังคม ซึ่งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็คือสังคม&nbsp;</p>



<p>เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้อยู่แล้ว เราจะแคร์แต่ศิลปะแต่ไม่แคร์คนอื่นหรือโลกรอบตัวเราไม่ได้ ผมมองว่าการไปเรียนมหาวิทยาลัยทำให้เราได้รู้จักโลกมากขึ้น ได้รู้ว่าคนในสังคมเป็นยังไง ได้เห็นว่ายุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน และสุดท้ายมันก็จะกลับมาอินสไปร์ความคิดด้านศิลปะของเราอีกที ทำให้เรามีมุมองหลายแบบ มหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่อาจทำให้เราได้เจอสิ่งเหล่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c7_20221004-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160849" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c7_20221004-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c7_20221004-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c7_20221004-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c7_20221004-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c7_20221004-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c7_20221004-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c7_20221004-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/Artist-Talk_เค้ง-NFT_Content_c7_20221004.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>รู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงาน </strong><strong><em>BKK-เรนเจอร์ x ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง</em></strong></h4>



<p>การได้มาอยู่ตรงนี้ มาพูดให้คนฟังที่กลางสยามมันดีมากเลย ภูมิใจด้วย ภูมิใจมาก ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่พูดไปจะเป็นอินสไปร์ให้ใครได้ค้นพบตัวเองได้ไหม แต่ถ้ามันทำแบบนั้นได้มันก็ดีมาก มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองได้ทำประโยชน์ให้คนอื่น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เค้งว่าการมีกิจกรรมแบบ </strong><strong><em>BKK-เรนเจอร์ x ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง</em></strong><strong> ดีกับเด็กไทยอย่างไร</strong></h4>



<p>จากที่ผมสังเกตคนรอบตัว ผมว่าทุกวันนี้เด็กไทยบางคนยังค้นพบตัวเองไม่เจอ ผมมองว่าการมีงานแบบนี้ซึ่งมีหลายๆ บูททั้งดนตรี ศิลปะ และอื่นๆ มันทำให้เด็กเห็นความหลากหลายที่เขาสามารถเลือกได้ มันเป็นการเริ่มต้นสนับสนุนให้เขาหาตัวเองและเดินไปในทางที่เขาต้องการ เพราะบางทีเด็กบางคนเขาอาจจะไม่รู้จักตัวเองเลยไง เขาอาจจะคิดว่าเรียนๆ ไปให้จบก็พอ แต่การมีงานแบบนี้มันทำให้เขา ‘เอ๊ะ’ ว่าเขาชอบทางนี้หรือเปล่า เขาไปทางนั้นได้หรือเปล่า มันทำให้เขารู้ว่าเขาเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าให้คำแนะนำกับคนที่อยากทำงานศิลปะบน NFT แต่ยังไม่กล้าหรือไม่มีเวลาได้ลงมือทำ เค้งอยากแนะนำเขาว่าอะไร&nbsp;</strong></h4>



<p>แนะนำว่าทำเถอะครับ ทำเถอะ ไม่ใช่แค่ทำ NFT นะ ทำในสิ่งที่ชอบเถอะ ทำไปจนมันสำเร็จ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dooword-nft/">เค้ง-ณภัทร ศิลปิน Doodle Art ที่เปลี่ยนเวลาว่าง สร้างงานศิลปะ NFT จนขายงานชิ้นแรกได้ตอนอายุ 17</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขมิ้น กิ่งศักดิ์ กับเบื้องหลังเพลงที่สร้างจากความเนิร์ดดนตรีและความรู้ใจกันของคนในครอบครัวกิ่งศักดิ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kamin-kingsak/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Sep 2022 09:15:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[q & a day]]></category>
		<category><![CDATA[ขมิ้น กิ่งศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=160390</guid>

					<description><![CDATA[<p>Vocals: ขมิ้น กิ่งศักดิ์&#160; Acoustic guitars: ขมิ้น กิ่งศักดิ์&#160; Keyboards: ขมิ้น กิ่งศักดิ์&#160; Backing vocals: ขมิ้น กิ่งศักดิ์&#160; English translation: ขมิ้น กิ่งศักดิ์&#160; Electric guitars: นครินทร์ กิ่งศักดิ์ Drums: นครินทร์ กิ่งศักดิ์ Bass: นครินทร์ กิ่งศักดิ์ Producer: นครินทร์ กิ่งศักดิ์ อย่าเพิ่งตกใจว่าทำไมบทความนี้ถึงขึ้นต้นด้วยเครดิตยาวเป็นพรืดให้อ่าน เพราะคุณอาจเซอร์ไพร์สมากกว่าถ้าได้รู้ว่า&#160;ขมิ้น กิ่งศักดิ์&#160;เจ้าของตำแหน่งกว่าครึ่งในเครดิตที่เห็นคือเด็กสาววัยเพียง 17 ปี และนี่เป็นเพลงแรกในชีวิตของเธอ และอย่างที่หลายคนเดาออก, เธอคือลูกสาวของ&#160;ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์&#160;ศิลปินชื่อดังของค่าย genie records เจ้าของเครดิตอีกเกือบครึ่งของเพลง &#160; &#160; &#160; &#160; ถ้าจะบอกว่า ‘โรงอาหาร’ ซิงเกิลแรกของขมิ้นเป็นจานอาหารที่เธอกับพ่อช่วยกันปรุงก็คงไม่ผิดนัก อันที่จริง ซิงเกิลแนวป๊อปใสๆ ฟังสบาย ว่าด้วยภารกิจตามไปเหล่คนที่แอบชอบในโรงอาหารซิงเกิลนี้ก็ไม่ได้ใช้เพียงความเก่งกาจในการโปรดิวซ์ของผู้เป็นพ่อและความเชี่ยวชาญในการเล่นดนตรีของลูกสาวเท่านั้น นี่คือซิงเกิลที่ประกอบสร้างมาจากความเนิร์ดเรื่องดนตรีของสองพ่อลูก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kamin-kingsak/">ขมิ้น กิ่งศักดิ์ กับเบื้องหลังเพลงที่สร้างจากความเนิร์ดดนตรีและความรู้ใจกันของคนในครอบครัวกิ่งศักดิ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>Vocals: ขมิ้น กิ่งศักดิ์&nbsp;</em></p>



<p><em>Acoustic guitars: ขมิ้น กิ่งศักดิ์&nbsp;</em></p>



<p><em>Keyboards: ขมิ้น กิ่งศักดิ์&nbsp;</em></p>



<p><em>Backing vocals: ขมิ้น กิ่งศักดิ์&nbsp;</em></p>



<p><em>English translation: ขมิ้น กิ่งศักดิ์&nbsp;</em></p>



<p><em>Electric guitars: นครินทร์ กิ่งศักดิ์</em></p>



<p><em>Drums: นครินทร์ กิ่งศักดิ์</em></p>



<p><em>Bass: นครินทร์ กิ่งศักดิ์</em></p>



<p><em>Producer: นครินทร์ กิ่งศักดิ์</em></p>



<p>อย่าเพิ่งตกใจว่าทำไมบทความนี้ถึงขึ้นต้นด้วยเครดิตยาวเป็นพรืดให้อ่าน เพราะคุณอาจเซอร์ไพร์สมากกว่าถ้าได้รู้ว่า&nbsp;<strong>ขมิ้น กิ่งศักดิ์</strong>&nbsp;เจ้าของตำแหน่งกว่าครึ่งในเครดิตที่เห็นคือเด็กสาววัยเพียง 17 ปี และนี่เป็นเพลงแรกในชีวิตของเธอ</p>



<p>และอย่างที่หลายคนเดาออก, เธอคือลูกสาวของ&nbsp;<strong>ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์</strong>&nbsp;ศิลปินชื่อดังของค่าย genie records เจ้าของเครดิตอีกเกือบครึ่งของเพลง &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>



<p>ถ้าจะบอกว่า <em>‘โรงอาหาร’</em> ซิงเกิลแรกของขมิ้นเป็นจานอาหารที่เธอกับพ่อช่วยกันปรุงก็คงไม่ผิดนัก อันที่จริง ซิงเกิลแนวป๊อปใสๆ ฟังสบาย ว่าด้วยภารกิจตามไปเหล่คนที่แอบชอบในโรงอาหารซิงเกิลนี้ก็ไม่ได้ใช้เพียงความเก่งกาจในการโปรดิวซ์ของผู้เป็นพ่อและความเชี่ยวชาญในการเล่นดนตรีของลูกสาวเท่านั้น</p>



<p>นี่คือซิงเกิลที่ประกอบสร้างมาจากความเนิร์ดเรื่องดนตรีของสองพ่อลูก ประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ และความรู้ใจกันของคนในครอบครัวกิ่งศักดิ์ ที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตของเธอในการโปรดิวซ์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c7_20220922-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160399" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c7_20220922-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c7_20220922-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c7_20220922-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c7_20220922-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c7_20220922-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c7_20220922-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c7_20220922-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c7_20220922.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในสายตาของขมิ้น พ่อป้างเป็นพ่อแบบไหน</strong></h4>



<p>พ่อป้างเป็นพ่อที่ใจดีมากๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องงานของขมิ้น หรือเรื่องที่จะส่งผลในระยะยาวของชีวิต พ่อจะค่อนข้างจริงจังค่ะ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เช่นเรื่องอะไรบ้าง</strong></h4>



<p>การเลือกที่เรียน การวางตัวในสังคม เรื่องเพื่อน เรื่องความรัก (หัวเราะ) จริงๆ แล้วพ่อค่อนข้างเคารพพื้นที่ของขมิ้นมากๆ เวลาเราจะทำอะไร เขาจะบอกไว้ก่อนว่าถ้าทำแบบนี้จะมีผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบไหน แต่ก็ไม่เคยบังคับหรือห้ามไม่ให้เราทำนู่นทำนี่ แต่ให้ไปพิจารณาเอง</p>



<p>สมัยก่อนตอนอยู่โรงเรียน เรามีเพื่อนผู้ชายเยอะ เพราะเราไม่ใช่เด็กเรียบร้อย (หัวเราะ) หมายถึงจะเป็นเด็กห้าวๆ มากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่เพื่อนผู้ชายที่เข้ามาหาเราจะเริ่มจากชอบเราก่อน พ่อก็จะสอนว่าเราต้องวางตัวดีๆ กับคนที่เขาชอบเรานะ เราอย่าเล่นเกินไป เดี๋ยวเราจะไปทำเขาเสียใจ เราควรจะรับผิดชอบความรู้สึกคนอื่นด้วย พ่อจะสอนอย่างนี้ตลอดค่ะ</p>



<p>ขมิ้นกับพ่อสนิทกันมาก แต่เราก็มีความเคารพซึ่งกันและกัน พ่อไม่เคยดุ เราก็เลยอยากเป็นเด็กดีของพ่อแม่ไปโดยปริยาย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>พ่อมีการผลักดันให้เราชอบดนตรีบ้างไหม</strong></h4>



<p>ไม่ได้ผลักดันโดยตรงค่ะ แต่ขมิ้นโตมาในครอบครัวนักดนตรี พ่อเป็นนักร้องนักแต่งเพลง ส่วนแม่เคยเป็นครูสอนเปียโน แน่นอนว่ามันก็ต้องมีคัลเจอร์ที่หล่อหลอมให้ชอบดนตรีประมาณหนึ่ง แต่ขมิ้นมารู้ตัวว่าชอบมากๆ เลยตอนอายุ 14 ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่อยากหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นเอง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมอยู่ๆ ถึงอยากหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น</strong></h4>



<p>เพื่อนๆ ที่โรงเรียนชอบมารีเควสต์ให้เราเล่น ตอนนั้นเราพกกีตาร์โปร่งไปโรงเรียน อยู่ในวัยที่อินกับเสียงเพลงและเพื่อนๆ ก็มาขอให้เล่นบ่อยๆ พอได้เล่นบ่อยเข้าก็รู้สึกดีที่ดนตรีของเรามันทำให้คนอื่นยิ้มได้ บวกกับช่วงนั้นเริ่มมีปั๊ปปี้เลิฟ เริ่มอยากร้องเพลงเพราะๆ หวานๆ ให้คนที่เราชอบฟัง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c5_20220922-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160400" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c5_20220922-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c5_20220922-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c5_20220922-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c5_20220922-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c5_20220922-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c5_20220922-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c5_20220922-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c5_20220922.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าให้นิยามแนวดนตรีที่ชอบ ขมิ้นชอบแนวไหน</strong></h4>



<p>พูดได้แค่ว่าชอบป๊อป จริงๆ ขมิ้นเป็นคนฟังเพลงกว้างมาก คือไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นศิลปินคนไหน ฟังทั้งป๊อปและแนวอื่นด้วย เช่น อินดี้ แจ๊ซ ร็อก ฮิปฮอป ขมิ้นก็ฟัง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มีศิลปินในดวงใจไหม</strong></h4>



<p>ชอบหลายคน แต่ละคนเป็นโรลโมเดลที่ดีให้เราในแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน แต่ถ้าหลักๆ ที่ขมิ้นรู้สึกว่าอยากเป็นเหมือนคนนี้ คนนี้เท่จังเลยคือ Taylor Swift&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เฮ้ย เราก็เป็นสวิฟตี้ (ชื่อเรียกกลุ่มแฟนคลับของเทเลอร์ สวิฟต์)</strong></h4>



<p>จริงเหรอคะ (เสียงตื่นเต้น) ขมิ้นชอบเขามาก เพราะรู้สึกว่าผู้หญิงแต่งเพลงเองยังมีไม่ค่อยเยอะในตลาด แล้วเทเลอร์เขามีส่วนร่วมในทุกเพลง เขาเป็นไอดอลในการเขียนเนื้อเพลงมากๆ เลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กลับมาที่โมเมนต์ของการเล่นกีตาร์ที่โรงเรียน ขมิ้นรู้ตัวว่าอยากเป็นศิลปินตอนนั้นเลยเหรอ</strong></h4>



<p>ตอนนั้นยังไม่รู้ค่ะ รู้แค่ว่าดนตรีเป็น number 1 passion ของเราเลย ถึงตอนนี้ก็ยังเป็น เวลาขมิ้นเล่นดนตรีเรารู้สึกเหมือนมันกระชากเราไปอยู่อีกโลกหนึ่ง คือมันดำดิ่งอย่างมีความสุขในเสียงเพลง แต่กว่าจะเริ่มคิดจริงจังว่าอยากเป็นศิลปินก็ประมาณ 1 ปีก่อนค่ะ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>รู้มาว่าก่อนหน้านั้นขมิ้นชอบศิลปะมาก่อนด้วย ทำไมถึงไม่อยากเอาดีด้านศิลปะแล้ว&nbsp;</strong></h4>



<p>สำหรับขมิ้น การวาดรูปมันเหมือนเป็นอะไรที่เราเห็นอยู่ข้างหน้า เวลามองมันสวย แต่ไม่ได้รู้สึกลงลึกไปถึงใจเหมือนเวลาเราเล่นดนตรี อาจเพราะดนตรีดึงความรู้สึกของเราให้คล้อยตามได้ง่ายก็เลยเหมือนมาอินกับดนตรีมากกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วมาเป็นศิลปินของ genie records ได้อย่างไร</strong></h4>



<p>จริงๆ ตอนแรกยังไม่ได้คิดว่าจะเข้ามาเป็นศิลปินของค่ายไหน แต่พ่อก็รู้สึกมาตลอดว่าค่าย genie records เป็นค่ายที่พ่อไว้วางใจ พ่อทำงานด้วยมานานและเขาดูแลพ่อดีมากๆ ทีมงานมีคุณภาพดี ก็เลยลองเสนอให้เข้าที่นี่ดีกว่า</p>



<p>พอพ่อเสนอไป อาอ๊อฟ (พูนศักดิ์ จตุระบุล Label Director ของค่าย genie records) ก็บอกพ่อว่าเต็มใจรับขมิ้นมากๆ เพราะเขาติดตามมาตั้งแต่ตอนเราร้องคัฟเวอร์ เห็นฝีมือการร้องกับเล่นกีตาร์แล้วเขาเซอร์ไพร์สมากเลย เขาก็เลยภูมิใจที่จะรับเราเข้ามา&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วินาทีที่รู้ว่าเราจะได้เป็นศิลปิน ตอนนั้นทำอะไรอยู่</strong></h4>



<p>นั่งคุยกับพ่อที่บ้าน จริงๆ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วพ่อบอกว่า ‘ขมิ้น เรามาทำซิงเกิลกันเถอะ’ มันเป็นการคุยทีละขั้น เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราต้องเลือกว่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยทางไหนดี เรามีตัวเลือกในใจว่าถ้าไม่ใช่ communication design (การออกแบบการสื่อสาร) ก็ดนตรีไปเลย เพราะไหนๆ จะต้องเรียนมหาวิทยาลัยอีก 4 ปี ก็ควรจะได้เรียนสิ่งที่เราจะได้ใช้และเราชอบจริงๆ&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าเราจะจริงจังด้านดนตรีแล้วนะ เราจะเรียนดนตรี และจะมาทำซิงเกิลแรกกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c11_20220922-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160401" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c11_20220922-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c11_20220922-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c11_20220922-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c11_20220922.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมซิงเกิลแรกถึงต้องเป็น<em> ‘โรงอาหาร’</em></strong></h4>



<p>ที่มาที่ไปคืออยู่ดีๆ วันหนึ่งพ่อก็มาถามว่า ‘ขมิ้น เวลาไปโรงเรียนไปเหล่หนุ่ม คนน่ารักๆ ที่ไหนเหรอ’ ขมิ้นก็บอกว่าจุดฮอตฮิตคือโรงอาหารค่ะ เพราะไม่ว่าเขาจะเป็นรุ่นพี่ เด็กห้องอื่น เด็กห้องเดียวกัน หรือรุ่นน้อง ที่ที่พวกเขาจะไปรวมกันได้คือโรงอาหาร เรากับเพื่อนก็จะใช้โรงอาหารจะเป็นที่ที่ไปเหล่คนนู้นคนนี้ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มาจากประสบการณ์จริงของเราด้วยหรือเปล่า เคยไปส่องใครที่โรงอาหารไหม</strong></h4>



<p>เคยค่ะ ตอนนั้นมีรุ่นพี่คนหนึ่งน่ารัก เราก็จะไปเจอเขาตลอดเลยที่โรงอาหาร เพราะที่อื่นไม่ได้เจอ เพราะตารางเรียนไม่ตรงกันด้วย (ยิ้มเขิน)</p>



<p>ประโยคที่ขมิ้นชอบที่สุดเลยในเพลง <em>โรงอาหาร</em> คือ <em>‘กลายเป็นเบื่อๆ ในวันเสาร์ อาทิตย์ก็เหงาฉันอยากให้ถึงวันจันทร์ เพราะจะได้เจอหน้าเธอคนนั้นในโรงอาหาร’ </em>เพราะขมิ้นเคยเป็นแบบนั้น อย่างที่บอกว่าขมิ้นกับพ่อสนิทกันมาก พ่อเลยอ่านอารมณ์ของขมิ้นออกหมดเลย สมัยก่อนที่เราชอบใคร พ่อก็จะชอบดูออก วันเสาร์อาทิตย์พ่อก็จะแซวว่าแหมอยากไปโรงเรียนล่ะสิ วันจันทร์จะได้ไปเหล่เขาใช่ไหม (หัวเราะ)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>พ่อป้างกับขมิ้นมีส่วนร่วมกับซิงเกิล <em>โรงอาหาร</em> อย่างไรบ้าง</strong></h4>



<p>พ่อแต่งเนื้อร้อง ทำนอง และโปรดิวซ์ให้ นอกจากนั้นก็อัดไลน์กีตาร์ไฟฟ้า โปรแกรมกลองกับเบส จริงๆ เราแบ่งกันอัดประมาณครึ่งๆ เลยค่ะ ขมิ้นอัดไลน์ประสานด้วยตัวเอง เรียบเรียงแต่งไลน์กีตาร์โปร่ง คีย์บอร์ด และมีเครดิตในการแปลเนื้อเพลงภาษาอังกฤษในเอ็มวีด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c8_20220922-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160402" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c8_20220922-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c8_20220922-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c8_20220922-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c8_20220922-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c8_20220922-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c8_20220922-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c8_20220922-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c8_20220922.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c10_20220922-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160405" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c10_20220922-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c10_20220922-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c10_20220922-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c10_20220922-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c10_20220922-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c10_20220922-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c10_20220922-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c10_20220922.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ก่อนหน้านี้ขมิ้นทำคลิปคัฟเวอร์เพลงมาตลอด แล้วพอได้มาทำเพลงของตัวเองจริงๆ ความยากของมันคืออะไร</strong></h4>



<p>การหาเอกลักษณ์ของตัวเอง ตอนคัฟเวอร์เราพยายามจะร้องให้เพราะเหมือนต้นฉบับ ไม่ได้คิดเรื่องเอกลักษณ์ของเราขนาดนั้น แต่พอมาทำเพลงของตัวเอง เรื่องคาแรกเตอร์ในเสียงร้องคือเรื่องสำคัญ&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ ขมิ้นคิดว่าถ้าเราสามารถมีส่วนร่วมกับเพลงได้ เราก็น่าจะทำ อย่างไลน์กีตาร์โปร่งในเพลง <em>โรงอาหาร</em> ขมิ้นก็แต่งเอง ตอนเอาไปเสนอพ่อ พ่อก็บอกว่าดีนะ ให้ขมิ้นมีส่วนร่วมด้วย การเอาความเป็นตัวเองออกมาคือเรื่องสำคัญมากสำหรับเรา</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในฐานะลูกสาว ขมิ้นรู้สึกว่าการทำเพลงของเรามันคือการรับไม้ต่อมาจากพ่อไหม</strong></h4>



<p>ขมิ้นไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลยค่ะ เพราะดนตรีเป็นแพสชั่นของขมิ้น แล้วแค่เผอิญว่ามันเป็นแพสชั่นเดียวกับพ่อ ก่อนหน้านี้พ่อก็ไม่เคยดันว่าลองเล่นดนตรีสิลูก เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นแพสชั่นของเราล้วนๆ เลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าให้เทียบคาแรกเตอร์กัน ขมิ้น กิ่งศักดิ์ กับ นครินทร์ กิ่งศักดิ์ ต่างกันยังไง</strong></h4>



<p>ต่างกันด้วย generation คือเวลาพ่อแต่งเพลงให้ตัวเอง พ่อจะมีคาแรกเตอร์แนวร็อกๆ เป็นผู้ชายเสียงใหญ่ๆ ที่อายุ 50 กว่า แต่พอมาทำเพลงให้ขมิ้น พ่อบอกว่าพ่อพยายามจินตนาการให้ตัวเองเป็นผู้หญิงใสๆ ที่มีปั๊ปปี้เลิฟ (หัวเราะ) พ่อพยายามสวมบทเป็นอย่างนั้นค่ะ&nbsp;</p>



<p>แล้วตอนที่พ่อเอาเพลงมาเสนอแรกๆ ขมิ้นรู้สึกเซอร์ไพร์สมากๆ เพราะไม่น่าเชื่อว่าบนโลกนี้จะมีคนอีกคนหนึ่งที่เหมือนแยกร่างออกไปจากเรา และสามารถแต่งเพลงออกมาได้ถูกใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ คือมันมีทั้งความอะคูสติก ความป๊อป ตกใจมากๆ จนบอกพ่อว่าเฮ้ย เพลงนี้มันใช่ขมิ้นเลยอะพ่อ (ยิ้ม)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตอนทำเพลงด้วยกัน คำแนะนำที่พ่อพูดกับเราบ่อยที่สุดคืออะไร</strong></h4>



<p>พ่อจะชอบบอกว่า เวลาแต่งเพลง ให้ใส่มุกลงไปในเพลง พวกคำโดนๆ เพื่อให้เพลงเรามันมีเอกลักษณ์ คือเราอาจจะนึกเรื่องที่เราชอบก่อนแล้วค่อยหาคำโดนๆ เอาไปใส่ เพราะว่าเพลงที่ดังมักจะมีลูกเล่นเป็นคำโดนๆ พวกนี้ อย่างที่เราเห็นในเพลงรุ่นใหม่เยอะ แบบ ‘ฉลามชอบงับคุณแต่ผมชอบคุณงับ’ อะไรแบบนั้น หรือเพลง <em>คนมีเสน่ห์</em> ของพ่อก็จะเอาคำว่าคนมีเสน่ห์มาเล่นเป็นมุกหลัก พ่อจะชอบพูดเรื่องนี้บ่อย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c16_20220922-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160403" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c16_20220922-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c16_20220922-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c16_20220922-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c16_20220922.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เห็นว่าปล่อยเอ็มวีออกมาแล้วมีชาเลนจ์ให้เต้นใน TikTok ด้วย ขมิ้นคิดว่าการมีชาเลนจ์แบบนี้มันจำเป็นกับศิลปินในยุคปัจจุบันแค่ไหน</strong></h4>



<p>ขมิ้นว่าการทำชาเลนจ์มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับทุกเพลง แต่เพลงไหนเหมาะจะมีชาเลนจ์ ถ้ามีท่าเต้นน่ารักๆ แล้วมันลงตัวกับเพลงนั้น เสริมเสน่ห์ให้กับเพลงนั้น ขมิ้นว่ามันก็ควรจะมี เพราะมันเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้เพลงเราเป็นที่รู้จักได้เร็วขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วจริงๆ เป้าหมายในการทำเพลงของเราคืออะไร อยากให้คนรู้จักเยอะๆ หรือเปล่า</strong></h4>



<p>แน่นอนอยู่แล้วว่าศิลปินทุกคนอยากให้คนได้ฟังมากที่สุด แต่ขมิ้นว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเราอยากให้คนอื่นได้รับความสุขจากเรื่องราวที่เราถ่ายทอดออกไปในเพลงเหมือนกัน มันไม่ใช่แค่การนั่งเล่นคนเดียวในห้องแล้วเราแฮปปี้ของเรา แต่เราอยากแชร์ให้คนอื่นด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การแชร์ให้คนอื่นทำให้ขมิ้นมีความสุขยังไง</strong></h4>



<p>เรามีความสุขเวลาเราเห็นคนอื่นอินสิ่งเดียวกับเรา แต่ถ้าถามว่าขมิ้นคาดหวังกับซิงเกิลนี้แค่ไหน ตอบตามจริงว่าขมิ้นไม่ได้ตั้งความคาดหวังกับเพลงนี้ไว้เลย เพราะถ้าเราไม่คาดหวัง เราจะไม่ผิดหวัง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ไม่คาดหวังให้ได้ร้อยล้านวิวอะไรแบบนี้เหรอ</strong></h4>



<p>ถ้าร้อยล้านได้ก็ดีค่ะ แต่ขมิ้นไม่อยากคาดหวังเพราะขมิ้นเป็นศิลปินใหม่และมันเพิ่งเพลงแรกด้วย ขมิ้นเลยไม่อยากตั้งเป้าว่าเพลงแรกฉันจะต้องเป๊ะดังปังเว่อร์เลย แต่แค่ให้เหมือนคนรู้จักเรามากขึ้น คนชอบเพลงเราก็โอเคแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c17_20220922-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160404" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c17_20220922-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c17_20220922-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c17_20220922-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/q-_-a-day_ขมิ้น-กิ่งศักดิ์_Content_c17_20220922.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตอนปล่อยเพลงออกไป ใครเช็กกระแสบ่อยกว่ากันระหว่างขมิ้นกับพ่อ</strong></h4>



<p>พ่อมากกว่า (หัวเราะ) พ่อจะตามดูตลอด คอยรีเฟรชว่าขึ้นอับดับไหน ติดเทรนด์ดิ้งเท่าไหร่ แต่ก็อย่างที่บอก ขมิ้นไม่อยากคาดหวังกับเพลงแรกเลย ปล่อยเพลงออกไปแล้วเราเลยไม่ได้สนใจมากว่าตัวเลขจะขึ้นเท่าไหร่ แค่รู้ว่าเราได้ทำออกไปให้คนฟังก็พอแล้วค่ะ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>พอได้เป็นศิลปินแล้ว ความรู้สึกตอนไปไหนมาไหนกับพ่อเปลี่ยนไปบ้างไหม&nbsp;</strong></h4>



<p>เมื่อก่อนตอนไปไหนมาไหนด้วยกัน เวลามีคนมาขอพ่อถ่ายรูปหรือบอกว่าชอบเพลงพ่อ ขมิ้นจะรู้สึกภูมิใจในตัวพ่อค่ะ คือรู้สึกว่าโห พ่ออายุขนาดนี้แล้วแต่ยังมีเด็กรุ่นใหม่มาขอถ่ายรูปอยู่เลย แต่พอเรามาเป็นศิลปินด้วยเนี่ย ขมิ้นรู้สึกว่าขมิ้นมีความสุขที่ทำให้พ่อภูมิใจในตัวขมิ้นได้&nbsp;</p>



<p>คือพ่อจะไม่ได้พูดบ่อยขนาดนั้น แต่ก็มีบางครั้งที่พ่อบอกว่า พ่อภูมิใจในตัวลูกมากนะ (ทำเสียงเป็นพี่ป้าง) อย่างตอนอัดเพลงครั้งแรกเสร็จ ปกติศิลปินคนอื่นจะตื่นเต้นแต่ขมิ้นไม่ตื่นเต้นเลย คนที่คุมห้องอัดก็ชมว่าเราเก่งมาก พ่อก็บอกว่าภูมิใจมากที่เราเป็นโปรเฟสชันนอลตั้งแต่ครั้งแรก&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความสุขของขมิ้นในวันนี้คืออะไร</strong></h4>



<p>การที่ขมิ้นได้ทำตามทุกอย่างที่แพลนไว้ในชีวิตหมดเลย ทั้งเลือกเรียนอะไร ทำเพลงแนวไหน ซึ่งพ่อแม่ซัพพอร์ตเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนแรกที่จะเลือกเรียนศิลปะพ่อก็ผลักดัน แต่พอวันหนึ่งอยู่ดีๆ เราก็ไม่เอาแล้ว จะมาเอาดีด้านดนตรี พ่อก็ไม่ได้ต่อว่าว่าทำไมไม่มุ่งมั่นด้านศิลปะ แต่จะซัพพอร์ตตามความชอบเรา ณ ตอนนั้นเสมอ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การมีครอบครัวที่ซัพพอร์ตมีความหมายกับขมิ้นยังไง</strong></h4>



<p>มันทำให้เรารู้สึกรักครอบครัวมากๆ ตั้งแต่เด็กขมิ้นก็รู้สึกว่าเราโตมากับครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ อยู่แล้ว มันทำให้เราคิดว่าถ้าในอนาคตเราจะมีครอบครัวบ้าง เราก็อยากให้ครอบครัวนั้นเป็นเหมือนครอบครัวที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ค่ะ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kamin-kingsak/">ขมิ้น กิ่งศักดิ์ กับเบื้องหลังเพลงที่สร้างจากความเนิร์ดดนตรีและความรู้ใจกันของคนในครอบครัวกิ่งศักดิ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บัคเก็ตลิสต์ก่อนตายและความหมายของชีวิตที่ ‘ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์’ เรียนรู้จาก One for the Road</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ice-natara/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Feb 2022 12:39:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[One For The Road]]></category>
		<category><![CDATA[ไอซ์ซึ]]></category>
		<category><![CDATA[gdh]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154730</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรามาพบ&#160;ไอซ์–ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์&#160;หรือ ‘ไอซ์ซึ’ ด้วยคำถามชุดใหญ่ว่าด้วย One for the Road หนังใหม่ของ&#160;บาส–นัฐวุฒิ พูนพิริยะ&#160;ที่เขาแสดงนำ และได้ผู้กำกับดังอย่าง หว่องกาไว มานั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์ ไอซ์ซึนัดเราที่บ้านของเขาในบ่ายของวันแดดจ้าวันหนึ่ง เขาปรากฏตัวในชุดเสื้อเชิ้ตสีเขียวเข้ากับบรรยากาศบ้านที่ร่มรื่น สงบ และเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ก้าวเข้าบ้านไม่ทันไร ไอซ์แนะนำให้เรารู้จักกับแมวสองตัวที่วิ่งมาต้อนรับ ตัวแรกพันธ์ุอเมริกันชอร์ตแฮร์ชื่อ ‘เอพริล’ อีกตัวเป็นพันธุ์เมนคูนชื่อ ‘ตัวโต’ ที่ตัวโตสมชื่อ สิ่งที่เราจะไม่มีวันรู้เลยถ้าไม่ได้สนทนากันคือไอซ์แพ้ขนแมว แต่ถึงจะออกตัวอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังอุ้มมันขึ้นมาเล่นอย่างสนุกสนาน อาจเพราะสำหรับเขา เจ้าสองตัวนี้คือสิ่งสำคัญที่ตอนนี้มีความหมายกับเขาพอๆ กับบ้าน แฟน ครอบครัว และการแสดงที่เขาหลงใหล หลายคนอาจรู้จักไอซ์ในฐานะนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่งของเมืองไทย ถ้าใครติดตามเขาตั้งแต่&#160;แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง&#160;ผลงานเดบิวต์บทพระเอกครั้งแรกกับค่าย GDH จนถึง&#160;Voice สัมผัสเสียงมรณะ&#160;ซีรีส์รีเมกที่ไอซ์เล่นเป็นฆาตกรโรคจิต คงรู้กันดีว่าบทบาทของไอซ์ในแต่ละเรื่องนั้นจัดจ้านและหลากหลาย หากแต่ละเรื่องล้วนขับเคี่ยวให้เขาพัฒนาฝีมือจนใครหลายคนยกให้ไอซ์เป็นนักแสดงเบอร์ต้นๆ ของวงการบันเทิงไทย One for the Road&#160;ผลงานล่าสุดคือความท้าทายครั้งใหม่ของไอซ์ที่คนดูอย่างเราตื่นเต้นตาม เพราะเขารับบท ‘อู๊ด’ ชายหนุ่มที่ป่วยเป็นมะเร็งผู้มี bucket list คือการเดินทางไปพบแฟนเก่า (ส์) เพื่อขอโทษ ขอบคุณ และบอกลา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ice-natara/">บัคเก็ตลิสต์ก่อนตายและความหมายของชีวิตที่ ‘ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์’ เรียนรู้จาก One for the Road</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เรามาพบ&nbsp;<strong>ไอซ์–ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์</strong>&nbsp;หรือ ‘ไอซ์ซึ’ ด้วยคำถามชุดใหญ่ว่าด้วย <em><a href="https://adaymagazine.com/one-for-the-road-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87/">One for the Road</a> </em>หนังใหม่ของ&nbsp;<strong>บาส–นัฐวุฒิ พูนพิริยะ</strong>&nbsp;ที่เขาแสดงนำ และได้ผู้กำกับดังอย่าง หว่องกาไว มานั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์</p>



<p>ไอซ์ซึนัดเราที่บ้านของเขาในบ่ายของวันแดดจ้าวันหนึ่ง เขาปรากฏตัวในชุดเสื้อเชิ้ตสีเขียวเข้ากับบรรยากาศบ้านที่ร่มรื่น สงบ และเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ก้าวเข้าบ้านไม่ทันไร ไอซ์แนะนำให้เรารู้จักกับแมวสองตัวที่วิ่งมาต้อนรับ ตัวแรกพันธ์ุอเมริกันชอร์ตแฮร์ชื่อ ‘เอพริล’ อีกตัวเป็นพันธุ์เมนคูนชื่อ ‘ตัวโต’ ที่ตัวโตสมชื่อ</p>



<p>สิ่งที่เราจะไม่มีวันรู้เลยถ้าไม่ได้สนทนากันคือไอซ์แพ้ขนแมว แต่ถึงจะออกตัวอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังอุ้มมันขึ้นมาเล่นอย่างสนุกสนาน อาจเพราะสำหรับเขา เจ้าสองตัวนี้คือสิ่งสำคัญที่ตอนนี้มีความหมายกับเขาพอๆ กับบ้าน แฟน ครอบครัว และการแสดงที่เขาหลงใหล</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154739" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_31.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลายคนอาจรู้จักไอซ์ในฐานะนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่งของเมืองไทย ถ้าใครติดตามเขาตั้งแต่&nbsp;<em>แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง&nbsp;</em>ผลงานเดบิวต์บทพระเอกครั้งแรกกับค่าย <a href="https://www.gdh559.com/">GDH</a> จนถึง&nbsp;<em>Voice สัมผัสเสียงมรณะ</em>&nbsp;ซีรีส์รีเมกที่ไอซ์เล่นเป็นฆาตกรโรคจิต คงรู้กันดีว่าบทบาทของไอซ์ในแต่ละเรื่องนั้นจัดจ้านและหลากหลาย หากแต่ละเรื่องล้วนขับเคี่ยวให้เขาพัฒนาฝีมือจนใครหลายคนยกให้ไอซ์เป็นนักแสดงเบอร์ต้นๆ ของวงการบันเทิงไทย</p>



<p><em>One for the Road</em>&nbsp;ผลงานล่าสุดคือความท้าทายครั้งใหม่ของไอซ์ที่คนดูอย่างเราตื่นเต้นตาม เพราะเขารับบท ‘อู๊ด’ ชายหนุ่มที่ป่วยเป็นมะเร็งผู้มี bucket list คือการเดินทางไปพบแฟนเก่า (ส์) เพื่อขอโทษ ขอบคุณ และบอกลา โดยขอให้บอส (ต่อ–ธนภพ ลีรัตนขจร) เพื่อนสนิทไปด้วยกันด้วยเหตุผลบางอย่าง</p>



<p>“หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิต ความรัก มิตรภาพ ความสัมพันธ์ ความรู้สึกผิด และความหมายของชีวิต เป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนมี” เขาอธิบายอย่างย่นย่อ พร้อมอุบว่าที่เหลือต่อจากนั้นให้ไปติดตามในโรงหนังเองดีกว่า</p>



<p>เราพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง อันที่จริงดีใจนิดๆ ด้วยซ้ำกับใจความที่เขาสรุปให้ฟัง</p>



<p>เพราะนอกจากหนัง ใจความเหล่านั้นคือเรื่องที่เราอยากคุยกับเขา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154740" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คนทั่วไปมักจะจำคุณได้ในฐานะนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่ง แล้วจริงๆ ไอซ์ที่ไม่ได้อยู่บนจอเป็นคนยังไง</strong></h4>



<p>ถ้าเป็นตอนนี้ เรารู้สึกว่าเป็นคนอยู่ไม่สุข (หัวเราะ) ตื่นมาก็จะพยายามหาอะไรทำตลอดเพื่อไม่ให้ตัวเองอยู่เฉยๆ ถึงแม้กิจกรรมที่เราทำจะเป็นการนั่งนิ่งๆ อย่างนั่งสมาธิ เราก็รู้สึกดีที่อย่างน้อยเราได้ทำอะไรแล้ว</p>



<p>อีกอย่างที่ชอบมากคือดูหนัง พอได้ทำงานเกี่ยวกับการแสดงก็ยิ่งทำให้เราดูหนังในหลายมุมมองมากขึ้น ดูเพื่อศึกษา ดูเพื่อประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์กับงานของเราเอง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>หนังเรื่องล่าสุดที่ดูแล้วรู้สึกชอบคือเรื่องอะไร</strong></h4>



<p><em>The Tragedy of Macbeth</em>&nbsp;เป็นโปรเจกต์ที่เรารอมานานมาก เพราะเป็นบทละครชื่อดังของ William Shakespeare ซึ่งมาอยู่ในวิสัยทัศน์ของผู้กำกับที่เราชื่นชอบอย่าง Joel Coen มีนักแสดงนำเก่งๆ อย่าง Denzel Washington, Frances McDormand และคนที่ผมประทับใจ Kathryn Hunter ที่รับบทเป็น Witches พอดูจบก็ทึ่งไปกับองค์ประกอบทั้งหมดของหนัง โดยเฉพาะการแสดงในเรื่องที่เราเหมือนได้ดู master class of acting เลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ฟังดูแล้วไอซ์เนิร์ดเรื่องการแสดงมากเลย ความเนิร์ดของคุณมันเริ่มต้นมาจากไหน</strong></h4>



<p>น่าจะเริ่มตั้งแต่สมัยเด็กๆ เราชอบเล่นเกม พอเล่นแล้วก็สนุกและอยากเล่นให้เก่งที่สุด ชอบศึกษาว่าจะเล่นยังไงให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด จนวันหนึ่งเกมที่เราเล่นเขามีจัดการแข่งขัน เราก็อยากได้แชมป์ เลยไปฟอร์มทีมกับเพื่อนและทุ่มเทเวลาทั้งหมดในช่วงนั้นจนเราและเพื่อนทำได้สำเร็จ ถ้าให้มองโดยภาพรวม ความเนิร์ดของเราน่าจะเริ่มมาจากความชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พอเราชอบก็เลยใส่ใจกับสิ่งนั้น สนุกไปกับมัน จนมารู้ตัวอีกทีสิ่งนั้นก็กลายมาเป็นสิ่งที่เรารักไปแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154741" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตอนเด็กๆ ไอซ์เป็นเด็กแบบไหน</strong></h4>



<p>เป็นเด็กที่ตามใจตัวเอง ถ้าเราอยากทำอะไร ใครจะพูดอะไรหรือกำหนดกฎเกณฑ์ยังไง เราไม่สน อย่างในโรงเรียนถ้ามีกฎระเบียบอะไรที่เราไม่เห็นด้วยเราก็จะไม่ทำ เช่นถ้าครูบอกให้ต้องตัดผม เราไม่ตัด ถ้าบังคับให้ตัดอีกก็จะตัดทรงที่กวนๆ เขา (หัวเราะ) เป็นเด็กที่ทำอะไรตามใจตัวเองคนหนึ่ง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มองย้อนกลับไป การตามใจตัวเองตอนนั้นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี</strong></h4>



<p>มันก็มองได้ทั้งดีและไม่ดีนะ ตอนนั้นเราหัวชนฝามาก ไม่ทำคือไม่ทำ อยากทำอะไรก็ทำแบบไม่แคร์ด้วยว่าผลลัพธ์ที่ตามมามันจะเป็นยังไง ซึ่งถ้ามองในมุมที่ดี การเป็นคนสุดโต่งมันทำให้เราเป็นคนกล้า กล้าที่จะทำสิ่งที่เราเชื่อ แล้วไอ้สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรามีวันนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154742" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_101.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154743" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_102.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>รู้มาว่าก่อนจะมาเป็นนักแสดงแบบทุกวันนี้ คุณเคยไปทำงานนายแบบที่เกาหลีมาด้วย บทบาทนั้นเริ่มต้นตอนไหน</strong></h4>



<p>เราเคยเป็นนายแบบที่ไทยมาก่อน ทำอยู่ประมาณ 5 ปีแล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งที่วงการแฟชั่นในไทยฮิตการใช้งานนายแบบชาวต่างชาติ แล้วงานเราก็น้อยลง ทั้งๆ ที่นายแบบพวกนั้นลุคคล้ายเรา บางทีเป็นคนเกาหลีที่บินมาทำงานที่ไทย ตอนนั้นเราก็เหมือนโดนชาวต่างชาติแย่งงาน แล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้สิ เราแพ้ชาวต่างชาติไม่ได้ ก็เลยลองส่งพอร์ตฟอลิโองานที่เคยทำไปให้เอเจนซี่นายแบบในหลายๆ ประเทศ</p>



<p>ปรากฏว่าภายในสัปดาห์เดียวก็มีคนตอบรับมาหลายชอยส์ สุดท้ายก็เลือกเกาหลีเพราะตอนนั้นวงการแฟชั่นเกาหลีมาแรงมาก นายแบบเกาหลีไปเป็นนายแบบระดับโลกกันเยอะ เราลองไปออดิชั่นแล้วก็ได้รับเลือกเข้าสังกัดชื่อ Agency Garten ที่มีเด็กในสังกัดแค่ 15 คน เราเคยถามเขาว่าทำไมถึงรับเรา เขาบอกมาสองคำคือ passion (ความคลั่งไคล้) กับ wonder (ความสงสัยใคร่รู้) การที่เราแสดงออกว่าอยากทำมันมากๆ ตอนออดิชั่นทำให้เขาเห็น potential ของเรา เพราะว่าสุดท้ายแล้วนายแบบที่เกาหลีก็หน้าตาคล้ายๆ กัน มีนายแบบบางคนที่สูงกว่าเรา หล่อกว่าเรา แต่เขาบอกว่าเวลาทำงานมันจะไม่ได้แข่งกันตรงนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องแข่งกันคือคุณรักสิ่งที่ทำมากขนาดไหน เพราะว่าถ้าคุณรัก มันจะทำให้คุณเก่งขึ้น ได้ทุ่มเทกับการฝึกฝนตัวเองมากขึ้น</p>



<p>จากตอนแรกที่แค่อยากได้งานให้รู้ว่าเราสู้คนต่างประเทศได้ แต่พอเข้าไปแล้วเจ้าของสังกัดถามว่าเรามีเป้าหมายอะไรบ้าง เราก็งง คืออะไรวะ เพราะเราเข้ามาด้วยความอยากพิสูจน์ตัวเองแค่นั้น (หัวเราะ) เราเลยกลับมาคิดดูว่าจริงๆ แล้วอยากทำอะไร แล้วได้คำตอบว่าอยากถ่ายแบบในนิตยสารที่นายแบบดังๆ ได้ถ่ายกัน อย่าง&nbsp;<em>OhBoy!, Esquire, GQ&nbsp;</em>อยากเดินแฟชั่นโชว์ดังๆ ที่ใครได้เดินคือดีมาก ก็มีนิตยสารประมาณ 10 เล่มกับแฟชั่นโชว์ที่เราชอบอีก 3 โชว์ ก็ได้ทำทั้งหมดเลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทั้งๆ ที่เส้นทางการเป็นนายแบบที่นั่นดูไปได้สวย ทำไมถึงเลือกกลับมาประเทศไทย</strong></h4>



<p>มีเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือเรารู้สึกอิ่มตัวเหมือนตอนทำงานนายแบบที่เมืองไทย พอทำไปได้ 2-3 ปีมันก็เริ่มวนแล้ว ถ่ายแบบให้เล่มเดิมๆ ข้อที่สองคือเราอยู่ห่างบ้าน ห่างแฟน และสิ่งที่เราอยากทำก็ได้ทำหมดแล้ว สุดท้ายเราเลยเลือกไม่ทำงานที่นั่นต่อแล้วกลับเมืองไทย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-154744" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_62.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตอนไหนที่จุดประกายให้คุณอยากเป็นนักแสดง</strong></h4>



<p>ตอนอยู่เกาหลีเราเคยได้งานมิวสิกวิดีโอกับโฆษณา จริงๆ ก่อนหน้านั้นที่อยู่ไทยเราก็เคยไปแคสงานภาพเคลื่อนไหวแต่ไม่เคยได้ เราก็คิดว่ามันคงไม่ใช่ทางเรา แต่พอได้เล่นเอ็มวีกับโฆษณาที่เกาหลี มันทำให้เรามองว่าเราก็ทำได้เว้ย ก็เลยจุดประกายมาตั้งแต่นั้น พอกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่เมืองไทยเราเลยอยากลองไปสายที่เราไม่เคยทำดูบ้าง เลยไปสายงานแสดงดู&nbsp;</p>



<p>เราใช้วิธีการเดียวกับตอนที่ส่งพอร์ตไปเกาหลี คือหาดูว่าในไทยเรามีค่ายหนังค่ายไหนที่เราชอบ ตอนนั้นจำได้ว่า&nbsp;<em>พี่มาก..พระโขนง</em>&nbsp;ดังมาก รายได้เป็นพันล้านและเราเองก็ชอบมาก โอเค หาทางเข้าไปยังไงดีวะ พอดีว่าเรารู้จักพี่ก้อง Hive Salon ที่เขาเคยทำงานกับเอเจนซี่ของเราที่เกาหลี เราก็แอบถามว่าพี่ก้อง มีทางไหนที่ผมจะยื่นโปรไฟล์งานที่เกาหลีไปขายกับทาง GTH บ้างไหมครับ บังเอิญกับช่วงนั้น GTH กำลังหานักแสดงซีรีส์เรื่อง<em> ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์</em>&nbsp;กันอยู่ พี่ก้องก็นัดเรามาเจอแล้วพาไปแคสต์ที่ GTH ด้วยกัน แต่ตอนนั้นเราแคสต์ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร</p>



<p>โชคดีมากที่ตอนนั้น พี่แจน ภุชงค์ ที่เขาเป็นโปรดิวเซอร์ของ&nbsp;<em>ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์</em>&nbsp;เขาชอบเรา ก็เลยจับเราเซ็นสัญญาไว้ก่อนเผื่อในอนาคตจะได้ร่วมงานกัน หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นบทรับเชิญใน&nbsp;<em>มาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดาร</em>&nbsp;แล้วก็ได้เล่นบทหลักจริงๆ ตอน&nbsp;<em>แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง</em></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เห็นว่าเรื่องนั้นทุ่มเทมาก ถึงขนาดว่าขึ้นดอยไปอยู่กับชาวลาหู่ แล้วไปสมัครเป็นเด็กปั๊มเพื่อเรียนรู้การทำงานอีก ทำไมต้องทำขนาดนั้น</strong></h4>



<p>อย่างที่บอกว่าตั้งแต่เด็กๆ เราเป็นคนเนิร์ด หรือจะบอกว่าหมกมุ่นก็ได้ เราอยากทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วก็อยากจะเรียนรู้ให้มากที่สุด ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้รักงานแสดงเลยนะ เราแค่อยากจะทำ อยากจะพิสูจน์ว่าเราแสดงได้เว้ย การเรียนรู้ทุกอย่างมันถูกผลักดันจากการอยากพิสูจน์ตัวเองนั่นแหละ</p>



<p>บทของเราเป็นเด็กปั๊ม ซึ่งก่อนเปิดกล้องเราพอมีเวลาเลยไปขอฝึกงานที่ปั๊มแถวบ้าน เข้างานจริงจัง ฝึกเติมน้ำมัน ก็จะเรียนรู้ว่าท่าการเติมที่ถูกต้องเป็นยังไง อีกด้านของตัวละครคือเขาเป็นชาวเผ่าลาหู่ เราก็บินขึ้นเชียงใหม่ไปสัมภาษณ์เด็กชาวเผ่าลาหู่จริงๆ เพื่อจะเก็บสำเนียงเขามาใช้ ปรากฏว่าพอได้นั่งคุยกับน้องๆ มันทำให้เราคิดได้ว่างานที่เราทำอยู่มันมีความหมายมากกว่าการพิสูจน์ว่าเราแสดงได้ แต่มันคือการถ่ายทอดชีวิตของคนในเผ่านี้ที่มีอยู่จริงในเมืองไทย แต่เขาไม่สามารถเดินทางออกจากเขตแดนของเขาได้เพราะจะโดนตำรวจจับ ถึงแม้ว่าจะเป็นซีรีส์แนวโรแมนติก-คอมเมดี้ แต่สุดท้ายใจความของมันคือเรื่องของชนเผ่านี้</p>



<p>ตอนนั้นเราก็เริ่มรู้สึกว่าไอ้งานแสดงเป็นสิ่งที่มีค่าว่ะ เรากำลังถ่ายทอดเรื่องราวปัญหาที่คนเผ่านี้ต้องเจอ ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เราเห็นความสำคัญของการแสดง ทำให้เรามองไปไกลกว่าที่เราอยากจะพิสูจน์ตัวเอง การแสดงของเราคือสิ่งที่มีความหมาย</p>



<p>หลังจากนั้นในทุกเรื่อง เรายึดแนวคิดนี้เป็นที่ตั้งหมดเลย ไม่ว่าบทของเราจะเป็นคนชนชั้นไหนหรือปัญหาเขาคืออะไร เราเทกว่ามันสำคัญหมด ต่อให้บทที่เราเล่นมามันเป็นคนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่สำหรับเราเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และเราก็ให้เกียรติเขา&nbsp;</p>



<p>เมื่อเรามีโอกาสได้เป็นเขาแล้ว เราก็อยากจะถ่ายทอดเขาออกมาให้ดีที่สุด มันเป็นหัวใจในการทำงานของเราเลย&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การรับบทที่แตกต่างกันมากๆ ในหลายเรื่องที่ผ่านมา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอที่ต้องชาเลนจ์ตัวเองตลอด</strong></h4>



<p>ตอบตรงๆ นะ เหนื่อย</p>



<p>เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ แต่มันเป็นความเหนื่อยที่เราพร้อมจะทำ เราชอบที่จะเข้าไปรู้จักใครสักคน ชอบอยู่ในห้วงอารมณ์ของตัวละคร ชอบถ่ายทอดเขาให้ดีที่สุด และเรารู้ว่าสิ่งที่เราเหนื่อยไปมันมีความหมายว่ะ เราได้เล่าเรื่องชาวเผ่าลาหู่นะ หรืออย่าง&nbsp;<em>One for the Road&nbsp;</em>เราได้เล่ามุมมองของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งนะ มันเลยเป็นความเหนื่อยที่เราพร้อมจะทำมัน</p>



<p>แต่เราไม่ได้มองการแสดงว่ามันเป็นความท้าทายนะ เรามองในแง่ของความอยากรู้มากกว่า อยากรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง คิดยังไง ทำไมเขาถึงเลือกทำแบบนั้นในจุดนั้นของชีวิตเขา พอเราอยากรู้เราก็เริ่มศึกษา จนเรารู้ เราเข้าใจเขา พอเราเข้าใจเขาเราก็มีความสุขในการถ่ายทอดเขาออกมา มันก็ยิ่งฟินเข้าไปใหญ่</p>



<p>สิ่งนี้ยิ่งทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่ตัดสินคนอื่น เวลาเราเจอใครทำอะไร เราก็เริ่มมองเขาแบบเข้าใจ เขามีวิธีคิดของเขา ความอยากรู้จากการแสดงทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นด้วย&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ไอซ์เลือกรับงานไหม</strong></h4>



<p>เลือกครับ เกณฑ์ในการรับงานของเรามันมีหลายด้านมาก แต่สิ่งแรกคือบท&nbsp;</p>



<p>ไม่ได้หมายถึงบทที่เราจะได้เล่นแต่หมายถึงเรื่องโดยรวม เขากำลังถ่ายทอดเรื่องอะไรอยู่ แล้วเราอิน เราอยากรู้ อยากถ่ายทอดด้วยกันไหม พอเราอินแปลว่าเราเริ่มสนใจ แล้วค่อยถอยกลับมาดูว่าพอยต์ของบทที่เราจะเล่นในเรื่องนี้เราสามารถถ่ายทอดมันออกมาได้ไหม ถ้ารู้สึกว่าทำไม่ได้เราจะไม่รับ แต่ถ้าเราคิดว่าเราทำได้แน่ๆ เราอยากรู้มากๆ อยากค้นคว้าจนทำได้ เราค่อยโอเคกับบทนั้น&nbsp;</p>



<p>อย่างเรื่อง One for the Road มันเป็นเรื่องของเพื่อน ความสัมพันธ์ เรื่องของสิ่งที่มนุษย์มี แล้วยิ่งบทเราเป็นผู้ป่วยและพูดถึงเรื่องความตาย เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เลยสนใจมากว่ามันจะเป็นยังไงวะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-154745" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_113.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เล่าเกี่ยวกับคาแรกเตอร์ ‘อู๊ด’ ให้ฟังหน่อย</strong></h4>



<p>อู๊ดเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ฝันอยากไปใช้ชีวิตอิสระที่นิวยอร์ก แล้วก็บินไปแบบลุยเดี่ยวเลย เป็นคนที่ไม่มีความฝัน ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องทำอะไร ซึ่งการไม่มีความฝันนี้แหละจะผลักดันเขาไปทำชอยส์ต่างๆ ในเรื่อง แล้วพอมาช่วงที่เขาเริ่มเป็นมะเร็ง อู๊ดก็จะมีความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำไปในอดีต และเริ่มรำลึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำไปในอดีตทั้งหมด เราไม่ตัดสินนะว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่เขาเป็นคนมีอดีตเหมือนคนทุกคน&nbsp;</p>



<p>เราว่าสิ่งที่อู๊ดเป็นมันคือสิ่งที่ทุกคนเชื่อมโยงได้แน่ๆ หมายถึงว่าเราทุกคนต่างก็เคยทำสิ่งที่เราคิดว่าดี แต่จริงๆ มันทำร้ายคนอื่นนะ แต่พอวันหนึ่งที่เรามานั่งตกตะกอนดู เราก็รู้ว่าเราไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้น มันมีสิ่งแย่ๆ ที่เราเคยทำบ้าง และมันก็มีสิ่งที่ดีๆ บ้าง มันเป็นความธรรมดาของมนุษย์มั้ง&nbsp;</p>



<p>เออ มันคือความเป็นมนุษย์เลย มันคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนเป็นกัน นี่แหละคือตัวละครอู๊ด</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วที่บอกว่าก่อนจะรับเล่นในทุกบทคุณต้องอยากรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเขาก่อน กับตัวละครอู๊ด ไอซ์อยากรู้เรื่องอะไร</strong></h4>



<p>อยากรู้พาร์ตของการเป็นมะเร็ง อยากรู้ว่าการที่คนคนหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเขารู้สึกยังไง ถ้าเขารู้ว่าเขามีเวลาที่เหลืออยู่ในโลกนี้จำกัด มันส่งผลต่อชีวิตเขาและวิธีคิดของเขายังไง เราอยากเข้าใจสิ่งนี้มากๆ และรู้สึกดีมากที่ได้มีโอกาสเข้าไปทำความเข้าใจจริงๆ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำยังไง</strong></h4>



<p>เริ่มจากการหาข้อมูลว่ามีที่ไหนบ้างที่เราสามารถเข้าไปศึกษาได้ ก็ได้เจอโรงพยาบาลรามาธิบดีกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งมีแผนกเกี่ยวกับโรคมะเร็ง เราก็เข้าไปสำรวจว่าอาการของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเป็นยังไง ศึกษาว่าเขามีญาติมาเยี่ยมไหม ญาติเขาเป็นยังไง คือไม่ได้มองแค่ด้านของผู้ป่วยมะเร็งอย่างเดียวแต่มองรอบๆ ถึงบริบททั้งหมดของคนที่เป็นมะเร็งด้วย</p>



<p>อีกทางคือพี่บาสผู้กำกับเรื่องนี้เขามีเพื่อนที่เป็นมะเร็งเหมือนกัน ชื่อพี่ลอยด์ (สรพล ฉัตรชัยยัญ) เขาก็ให้พี่ลอยด์มาช่วยเป็น role model ของเราในการเล่นตัวละครตัวนี้ เราได้นั่งคุยกับพี่ลอยด์หลายชั่วโมง ให้พี่ลอยด์มาช่วยดูเรื่องรอยแผล ทรงผม ลุคทั้งหมด ซึ่งเขาให้ความร่วมมือดีมาก น่ารักมาก ซึ่งวันนี้เราก็เสียใจมากที่พี่ลอยด์ไม่ได้อยู่ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มันออกฉาย</p>



<p>พอเรารู้เรื่องกายภาพแล้วก็ไปทำการบ้านด้านจิตใจเพิ่ม เพราะตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าทำไมอู๊ดป่วยแล้วถึงอยากกลับไปขอโทษและขอบคุณแฟนเก่า คิดว่าคงเล่นไม่ได้แน่ๆ ถ้าเราไม่เข้าใจ ก็ไปรีเสิร์ชเจอว่ามีเสถียรธรรมสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่แม่ชีศันสนีย์ท่านทำกิจกรรมเกี่ยวกับการบำบัดโรคป่วยทางกายด้วยใจ เราก็ไปทำกิจกรรมกับผู้ป่วยจริงๆ และได้เรียนรู้ว่าเขามีมุมมองยังไง&nbsp;</p>



<p>อีกที่คือกิจกรรม ‘เตรียมตัวก่อนตาย’ ขององค์กร Peaceful Death ซึ่งจัดที่ลำปางพอดี เราก็บินไปเข้าร่วม ซึ่งวันนั้นก็ดีมากเพราะพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ท่านมาเป็นผู้บรรยาย เราก็เอาเรื่องของตัวละครไปปรึกษาพระอาจารย์ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้พระอาจารย์จะแนะนำยังไงได้บ้าง เพื่อหวังว่าเราจะสามารถเอาสิ่งที่พระอาจารย์บอกไปประยุกต์ใช้กับตัวละครที่เราเล่น และพระอาจารย์ท่านก็ให้คำแนะนำดีมาก จนสุดท้ายเราก็เข้าใจสภาวะของตัวละครและพร้อมถ่ายทอดเขา</p>



<p>ไม่บอกนะว่าท่านแนะนำว่าอะไร เพราะถ้าบอก เราอาจจะปิดโอกาสที่คนดูจะได้ลองสัมผัสและวิเคราะห์กันเอง สำหรับเรา หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังที่อยากชวนตั้งคำถามกับการกระทำของอู๊ดด้วย และเราไม่อยากไปตัดสินว่าคนดูควรจะคิดแบบที่เราคิดนะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154452" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/Now-Showing_OFTR-_Content_c2_20220209.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>งานที่ผ่านๆ มา ไอซ์มีความอยากพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ กับ&nbsp;<em>One for the Road</em>&nbsp;เป็นเหมือนกันไหม</strong></h4>



<p>เป็นเหมือนกันนะ แต่หลังจากที่เราเริ่มทำความเข้าใจกับบทนี้และเล่นเรื่องนี้เสร็จ เราก็ตกตะกอนและเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเองไปเลย เราไม่ได้อยากพิสูจน์อะไรแล้ว &nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อะไรทำให้คิดได้แบบนี้</strong></h4>



<p>ตอนเล่นเรื่องนี้มีจุดที่ทำให้เราจินตนาการไปตามตัวละคร คล้ายเป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่เราต้องการในชีวิตมันคืออะไรกันแน่ เรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปเพื่ออะไร เราก็ย้อนกลับไปคิดว่าปมของเรามันคืออะไรวะ การพิสูจน์ตัวเองเนี่ยพิสูจน์ไปทำไม เราได้คำตอบว่าพอถึงจุดนี้ ในวันที่เราอายุเท่านี้ พิสูจน์ตัวเองมาสิบกว่าปีและเราก็ทำเต็มที่ของเราแล้ว เราก็เลยอยากลองวิธีใหม่ๆ บ้าง</p>



<p>เพราะตัวละครอู๊ดรำลึกได้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ดีต่อคนรอบข้างและตัวเขาเอง ถ้าเขามีโอกาสใช้ชีวิตอยู่เขาก็อยากเปลี่ยนไปเลือกวิธีอื่น จุดนี้แหละที่เราอยากเก็บมาใช้ในชีวิตของตัวเอง ถ้าวันนี้เราสามารถเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานของเราได้ เราจะเปลี่ยนไปใช้วิธีไหนมันเลยเปิดให้เราลองดูว่าเราไม่พิสูจน์ตัวเองบ้างซิ ลองทำงานด้วยความรัก เจอสิ่งที่เรารักแล้วทำให้มันดีบ้างซิ มันจะเป็นยังไงวะ ไม่รู้ว่ามันจะออกมายังไงด้วยนะ แต่ลองดูก็ไม่เห็นเป็นไร&nbsp;</p>



<p>ซึ่งสุดท้ายแล้ว ไม่ได้หมายความว่าวิธีพิสูจน์มันไม่ดีนะ เพราะมันทำให้เรามีวันนี้และเราก็ภูมิใจกับมัน แต่เราอยากลองหนทางอื่นๆ ในการผลักดันตัวเองดูบ้าง นี่คือสิ่งที่เราได้จากการเล่นเรื่องนี้เลย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับอู๊ด ไอซ์อยากทำอะไรที่สุด</strong></h4>



<p>คงอยู่กับคนที่เรารักให้ได้มากที่สุด&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ไม่อยากกลับไปแก้ไขอดีตเหมือนอู๊ดเหรอ</strong></h4>



<p>ไม่ เพราะตัวอู๊ดมีแฟนเก่า แต่เราไม่มี (หัวเราะ) เราอยู่กับแฟนคนนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154746" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_71.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วถ้าให้มองย้อนกลับไปในชีวิตตัวเอง ไอซ์มีเรื่องอยากกลับไปแก้ไขไหม</strong></h4>



<p>เคยมานั่งคิดเหมือนกัน แล้วสุดท้ายคำตอบคือเราไม่อยากกลับไปแก้ไขอะไรเลย เพราะเรารู้ว่าถ้าเราไปแก้ไขปมปมหนึ่งในตอนนั้น ตัวเราในตอนนี้ก็จะไม่เหมือนเดิม&nbsp;</p>



<p>วันนี้ถึงแม้ชีวิตเราอาจจะไม่ได้เพอร์เฟกต์สมบูรณ์แบบ แต่มันคือชีวิตเรา และทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เราภูมิใจกับตัวเองที่ผ่านอดีตมาจนมีวันนี้ได้ และพอใจกับตรงนี้ และหวังว่าเราจะทำอย่างนี้ต่อไปแล้วให้ดีในอนาคตให้ได้ การแก้ไขอาจทำให้เราไม่ได้เป็นตัวเองในวันนี้ เราเลยมองว่าสู้เราทำปัจจุบันนี้ให้อนาคตมันโอเคดีกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้ามีเวลาจำกัดเหมือนอู๊ด มีอะไรที่อยากทำก่อนตายไหม</strong></h4>



<p>ณ วันนี้ที่คุยกัน bucket list ของเราคือการไปเที่ยวรอบโลกกับคนที่รัก อยากไปเห็น ไปดู ไปเจอ ไปสัมผัสประสบการณ์ในสถานที่ต่างๆ รอบโลก น่าจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้มันมีปัจจัยหลายๆ อย่างทำให้คิดแบบนี้ ทั้งการเล่น&nbsp;<em>One for the Road</em>&nbsp;และโควิดที่ทำให้เราไปไหนไม่ได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154749" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_130.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การเล่นหนังเรื่องนี้ทำให้ไอซ์เข้าใจชีวิตมากขึ้นไหม</strong></h4>



<p>(นิ่งคิด) เราว่ามันทำให้เราเข้าใจชีวิตแตกต่างไปจากเดิมเลย มันทำให้เราขบคิดกับชีวิตตัวเอง และได้มองชีวิตในมุมอื่นๆ มากขึ้น เราได้ถามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำสิ่งต่างๆ ไปเพื่ออะไร ทำทำไม และชัดเจนกับสิ่งที่ตัวเองรักและทำมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้าที่จะเล่นเราไม่ได้เป็นแบบนี้แน่ๆ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้ววินาทีนี้ ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของไอซ์คืออะไร</strong></h4>



<p>คือการได้ appreciate กับสิ่งต่างๆ ในชีวิต อยู่กับปัจจุบันและชื่นชมกับสิ่งที่เราได้รับ ได้ชื่นชมยินดีกับทุกสิ่งรอบตัวในทุกวินาทีของชีวิต นี่คือความหมายในการใช้ชีวิตของเรา และเราก็หวังว่าเราจะได้ทำแบบนี้ต่อไปจนเราไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว&nbsp;</p>



<p>พอเล่นเรื่องนี้เรารู้ว่าถ้าเราไม่ได้ appreciate ชีวิต ณ ปัจจุบันนี้ มันเสียดายเหมือนกันนะ&nbsp;<em>One for the</em>&nbsp;Road ทำให้เราคิดได้ว่าเราจะใช้ชีวิตโดยไม่เสียดายในวันหลังแน่ๆ จะต้องซึมซับกับมัน และไม่ได้ตัดสินมันว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดี เก็บไว้หรือไม่เก็บไว้ แค่ appreciate เลย แค่นั้นมันคือความสวยงามของชีวิตแล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>จนถึงตอนนี้คุณมองว่าตัวเองใช้ชีวิตคุ้มหรือยัง</strong></h4>



<p>ถ้านับตั้งแต่เด็กๆ จนถึงตอนนี้ที่อายุ 31 เราใช้ชีวิตคุ้มค่ามากๆ นะ และพอใจมากๆ ว่า ณ วันนี้พอใจแล้ว แล้วหวังว่าในอนาคต ถ้าเรามีโอกาสมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 80 เราก็หวังว่าเราจะมองแบบเดียวกันว่าเรายังใช้ชีวิตแบบคุ้มค่า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-154748" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/02/ไอซ์ซึ_133.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าให้ยกแก้วสุดท้ายหรือ one for the road เพื่อ ​cheers ให้กับสักโมเมนต์ของชีวิต อยากยกแก้วให้โมเมนต์ไหน</strong></h4>



<p>&nbsp;โมเมนต์ของการนั่งอยู่ในห้องดูหนังแล้วแฟนนั่งอยู่ข้างๆ และมีแมวสามตัวนอนระเกะระกะอยู่ตามมุมห้อง บนจอทีวีมีหนังที่เราชอบฉายอยู่ บวกกับอากาศเย็นๆ เป็นโมเมนต์ที่ง่ายๆ แบบนี้แหละ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ice-natara/">บัคเก็ตลิสต์ก่อนตายและความหมายของชีวิตที่ ‘ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์’ เรียนรู้จาก One for the Road</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบสท์ บุษยาภา นักสิทธิมนุษยชนไทยที่คว้ารางวัลระดับโลก ผู้เชื่อว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/best-busayapa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Your Favorite Writer's Favorite Writer]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Oct 2021 08:51:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[domestic violence]]></category>
		<category><![CDATA[SHero]]></category>
		<category><![CDATA[feminist]]></category>
		<category><![CDATA[เบสท์ บุษยาภา ศรีสมพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[gender-based violence]]></category>
		<category><![CDATA[เฟมินิสต์]]></category>
		<category><![CDATA[ความรุนแรงในครอบครัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=149125</guid>

					<description><![CDATA[<p>นึกออกไหม&#160; เห็นภาพไหม&#160; เข้าใจไหม ตลอดเวลาที่คุยกัน เบสท์–บุษยาภา ศรีสมพงษ์ เอ่ยประโยคเหล่านี้กับเราบ่อยครั้ง อาจเพราะขณะที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เธออยากแน่ใจว่าเรากำลังเห็นภาพเดียวกันอยู่ หรืออาจเพราะเรื่องที่เธอเล่าคือหัวข้อที่เราคุ้นเคย แต่มีแง่มุมบางอย่างที่เราไม่เคยมองเห็นหรือทำความเข้าใจ พูดคำว่าความรุนแรง ภาพในหัวของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน เราเห็นความรุนแรงในข่าว สื่อบันเทิง โรงเรียน ชุมชน ใกล้ตัวที่สุดคือในบ้าน แม่ตีลูก ครูตีนักเรียน ผัวเมียตีกันก็เรื่องธรรมดา หลายคนเติบโตมากับค่านิยมแบบนั้น แต่ถึงจะเติบโตมาด้วยค่านิยมเดียวกัน บุษยาภายืนกรานว่าความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และไม่ควรจะเป็นเรื่องปกติ&#160; หลายคนรู้จักบุษยาภาในฐานะนักสิทธิมนุษยชน บ้างก็รู้จักในฐานะหญิงสาวที่เคยเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความรุนแรงของคนรักเก่า ผู้ลุกขึ้นมาก่อตั้ง SHero องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนที่คอยให้ข้อมูล ช่วยเหลือผู้เสียหาย และปั้นนักกฎหมายรุ่นใหม่เพื่อซัพพอร์ตคดีความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) มาตั้งแต่ปี 2016&#160; จนถึงวันนี้ SHero ช่วยผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวไปมากกว่า 329 เคส ให้คำปรึกษาและอบรมคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งนักกฎหมาย นักกิจกรรม และผู้ที่เคยประสบปัญหาความรุนแรงไปแล้วกว่า 2,725 คน เมื่อเร็วๆ นี้ บุษยาภาก็เพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Woman of the Future Awards [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/best-busayapa/">เบสท์ บุษยาภา นักสิทธิมนุษยชนไทยที่คว้ารางวัลระดับโลก ผู้เชื่อว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>นึกออกไหม&nbsp;</p>



<p>เห็นภาพไหม&nbsp;</p>



<p>เข้าใจไหม</p>



<p>ตลอดเวลาที่คุยกัน <strong>เบสท์–บุษยาภา ศรีสมพงษ์</strong> เอ่ยประโยคเหล่านี้กับเราบ่อยครั้ง อาจเพราะขณะที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เธออยากแน่ใจว่าเรากำลังเห็นภาพเดียวกันอยู่ หรืออาจเพราะเรื่องที่เธอเล่าคือหัวข้อที่เราคุ้นเคย แต่มีแง่มุมบางอย่างที่เราไม่เคยมองเห็นหรือทำความเข้าใจ</p>



<p>พูดคำว่าความรุนแรง ภาพในหัวของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน เราเห็นความรุนแรงในข่าว สื่อบันเทิง โรงเรียน ชุมชน ใกล้ตัวที่สุดคือในบ้าน แม่ตีลูก ครูตีนักเรียน ผัวเมียตีกันก็เรื่องธรรมดา หลายคนเติบโตมากับค่านิยมแบบนั้น</p>



<p>แต่ถึงจะเติบโตมาด้วยค่านิยมเดียวกัน บุษยาภายืนกรานว่าความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และไม่ควรจะเป็นเรื่องปกติ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-149145" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero15.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>หลายคนรู้จักบุษยาภาในฐานะนักสิทธิมนุษยชน บ้างก็รู้จักในฐานะหญิงสาวที่เคยเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความรุนแรงของคนรักเก่า ผู้ลุกขึ้นมาก่อตั้ง <a href="https://web.facebook.com/SHeroThailand" target="_blank" rel="noreferrer noopener">SHero</a> องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนที่คอยให้ข้อมูล ช่วยเหลือผู้เสียหาย และปั้นนักกฎหมายรุ่นใหม่เพื่อซัพพอร์ตคดีความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) มาตั้งแต่ปี 2016&nbsp;</p>



<p>จนถึงวันนี้ SHero ช่วยผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวไปมากกว่า 329 เคส ให้คำปรึกษาและอบรมคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งนักกฎหมาย นักกิจกรรม และผู้ที่เคยประสบปัญหาความรุนแรงไปแล้วกว่า 2,725 คน</p>



<p>เมื่อเร็วๆ นี้ บุษยาภาก็เพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Woman of the Future Awards Southeast Asia เป็นคนทำงานสายสิทธิมนุษยชนหนึ่งเดียวในสาขา Professions ที่มีสิทธิได้รางวัลสูง แต่เธอก็ออกปากกับเราว่าไม่คาดหวัง (ล่าสุดในวันที่บทความนี้เผยแพร่ เธอ<a href="https://web.facebook.com/WOFAwardsSEAsia/photos/a.144325002817008/977929516123215/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ชนะ</a>รางวัลนี้เรียบร้อย)</p>



<p>อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่เราคุยเรื่องความรุนแรงกันในเดือนที่สหรัฐอเมริกายกให้เป็น National Domestic Violence Awareness Month และหากหันกลับมามองที่ประเทศไทย แม้คนรุ่นใหม่จะตระหนักเรื่องความรุนแรงมากขึ้น บุษยาภาก็ยังยืนยันว่า เส้นทางการต่อสู้ให้ปัญหาความรุนแรงหมดไปจากสังคมไทยยังอีกยาวไกล</p>



<p>“เพราะต้นตอของปัญหาคือวัฒนธรรมอำนาจนิยม” เธอว่าอย่างนั้น</p>



<p>นึกออกไหม&nbsp;</p>



<p>เห็นภาพไหม&nbsp;</p>



<p>เข้าใจไหม</p>



<p>ถ้าไม่ ถ้อยคำระหว่างเราในบรรทัดถัดไปจะเฉลยให้ฟัง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมถึงไม่คิดว่าตัวเองจะได้รางวัล Woman of the Future Awards</h4>



<p>รางวัลนี้เป็นของอังกฤษ ซึ่งปีที่ผ่านมาคนที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นสายนักธุรกิจ แล้วตอนสัมภาษณ์เราก็เป็นตัวเองเหลือเกิน เพราะเพื่อนบอกว่า ถ้ามึงเป็นตัวเองจะดีที่สุด (หัวเราะ) ฉันก็ด่าปิตาธิปไตย เล่าปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ วิจารณ์ระบบและรัฐบาลแบบไม่เซนเซอร์ให้เขาฟัง เลยไม่คิดว่าจะได้ แค่มีคน recognize ผ่านเข้ารอบนี่ก็ดีใจแล้ว</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คิดไหมว่าเราก็เก่งเหมือนกัน ทำสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว</h4>



<p>(นิ่งคิด) ไม่ จริงๆ รู้สึกดีใจที่เขามองว่างานของเราสำคัญ เพราะเรารู้สึกมาตลอดว่างานที่เกี่ยวกับประเด็นต่อต้านความรุนแรงหรืองานที่มันต้าน status quo (ค่านิยมที่มีอยู่ในสังคม) จะถูกด้อยค่า ไม่ค่อยมีคนไฮไลต์ประเด็นเหล่านี้เท่าไหร่ เราเลยรู้สึกว่าตรงนี้คือโอกาสหนึ่งที่เราจะได้พูดถึงงานที่ทำ พูดถึงปัญหาที่คนควรจะมอง ซึ่งไม่ใช่แค่คนในประเทศไทยด้วยซ้ำ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเพศหรือเลือกปฏิบัติมันก็ยังมีอยู่</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมงานที่ต่อต้านค่านิยมในสังคมถึงโดนด้อยค่า</h4>



<p>ระบบของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ราชการ สังคม ชุมชน ครอบครัว มันมาในลักษณะของอำนาจนิยม ต้องมีคนตัวเล็กๆ สยบยอม เช่น เด็กที่ต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้ใหญ่บอก หรือในบ้าน คนเป็นเมียต้องพับผ้า เลี้ยงลูก เหมือนกับมีการเซตค่า default ของสังคม&nbsp;</p>



<p>พอถูกเซตมาแบบนี้ทุกคนจะมีความเชื่อฝังหัว แล้วพอเห็นอะไรที่ผิดแปลกไปจากนั้น ถ้าเขาไม่ได้มีแหล่งข้อมูลพอ มี critical thinking หรือพลังภายในพอ มันจะไม่เกิดการเปิดใจรับฟัง เมื่อวัฒนธรรมเรามีความผิดปกติแบบนี้ทำให้เวลามีคนมาต้าน status quo กระแสต่อต้านเลยค่อนข้างแรง</p>



<p>เราเองในฐานะผู้หญิงที่ออกมาพูดเรื่องความรุนแรง ตอนไปทำงานหรือไปประชุมแลกเปลี่ยนอะไรก็ตาม เรามักเจอคนที่เขารู้สึกว่า intimidated (โดนข่ม) โดยเรา เวลาเราวิจารณ์อะไร คนที่เป็น misogynist (ผู้เกลียดชังผู้หญิง) เขาก็จะไม่ชอบ เขาไม่ฟังหรอกว่าเนื้อหาที่เราพูดคืออะไร แต่เขาจะมองว่า อีนี่เป็นผู้หญิง ทำไมพูดเยอะ ทำไมเสียงดัง ทำไมถึงมีรอยสัก ทำไมถึงไม่อยู่ในกรอบที่มึงควรจะอยู่ กล้าดียังไง เราโดนแบบนี้จนบางครั้งเราต้องสร้างกลยุทธ์ว่า ถ้าฉันไปพูดหรือทำงานที่ไหน ฉันต้องทำอะไรบ้างเพื่อสื่อสารจุดยืนได้ชัดเจน แต่ความยากคือพอโดนบ่อยๆ มันทำให้ความเชื่อเราแกว่ง บางครั้งเราเจอคำพูดเหยียดเพศ เราเอ๋อไปนิดหนึ่งเลย เพราะคนใกล้ตัวเรามองไม่ออกว่าคือการเหยียด กระทั่งว่าหลังๆ เราต้องใช้วิธีโทรปรึกษานักสิทธิสตรีที่เรานับถือว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉัน ฉันควรทำยังไงต่อ เพื่อให้เรากลับมาฟังเสียงตัวเองได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-149148" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero29.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มมองเห็นอำนาจที่ไม่เท่ากันในสังคม</h4>



<p><strong></strong>ตั้งแต่เด็ก สิ่งที่รับรู้ได้ชัดมากๆ คือเราไม่ชอบความอยุติธรรม เห็นอะไรที่มันไม่ยุติธรรมแล้วจะโกรธ&nbsp;</p>



<p>บ้านเรามีลูกสามคน เราเป็นลูกสาวคนเดียว โตในค่ายทหารแต่เด็กเพราะคุณพ่อเป็นอนุศาสนาจารย์ที่ย้ายไปหลายๆ จังหวัดเพื่อไปเอาตำแหน่ง เราใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศที่เห็นคนยศนั้นยศนี้ เห็นความไม่เท่ากัน พ่อของเราไม่ได้จบนายร้อย เขาก็จะโดนเลือกปฏิบัติ&nbsp;</p>



<p>คุณพ่อเป็นคนใจเย็น น่าจะไม่สนใจหรือไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่ในสายตาของลูกที่มองขึ้นไปก็คิดว่า เฮ้ย ทำไมคนนี้ไม่เคารพพ่อเรา เราเลยไม่ชอบคำว่าระบบศักดินา ถึงขนาดบอกพี่ชายกับน้องชายว่าอย่าเป็นทหารหรือรับราชการ&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วตอนไหนที่รู้สึกอยากต่อต้าน</h4>



<p>จริงๆ ก็ต่อต้านอะไรบางอย่างมาตั้งแต่เด็กแล้ว เช่น ระเบียบในโรงเรียนที่เรารู้สึกว่ามันงี่เง่า อย่างเรื่องทรงผมเราผิดระเบียบมาตลอด (หัวเราะ) หรือระบบศาสนาที่แต่ก่อนมันจะมีเข้าค่ายคุณธรรม จำได้เลยว่าช่วงอายุ 13-14 เคยฟังพระพูดบางอย่างแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ เราก็เดินไปเถียง คนก็จะมองว่าทำไมคนนี้ขี้เถียงจัง กลายเป็นตัวประหลาดในสายตาคนอื่น&nbsp;</p>



<p>หรือเรื่องเพศ ช่วงมัธยมเราเคยเป็นเด็กเรียน แต่พอมีรุ่นพี่ผู้ชายมาชอบก็โดนคนหมั่นไส้ ซึ่งด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัด เวลามีผู้ชายมาชอบผู้หญิง คนโดนด่าคือผู้หญิงนะ หลังจากนั้นเราเลยพยายามจะทำตัวคูล ไปเล่นกีฬา แต่งตัวเป็นผู้ชายแล้วคบผู้หญิงไปเลยจะได้ไม่โดนบูลลี่&nbsp;</p>



<p>มันมีความรู้สึกงงๆ มาตลอดว่า ทำไมเราถึงโดนอะไรแบบนี้ ไม่อยากเป็นผู้หญิงเลย จนโตขึ้นและได้เข้าใจเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศจริงๆ ตอนที่ตัวเองถูกแฟนเก่าทำร้ายร่างกาย เรารู้สึกว่าทำไมถึงแย่ขนาดนี้ แล้วทำไมการสู้เรื่องนี้ถึงยากจัง ทั้งๆ ที่เราเรียนกฎหมายมา มันก็ต้องคุ้มครองเราไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนสู้คดีเราถึงได้โดนตีตราและกล่าวโทษล่ะ จุดนั้นทำให้สนใจเรื่อง gender-based violence (ความรุนแรงอันเกิดจากเหตุแห่งเพศ) แล้วก็ได้มาทำ SHero ช่วยเหลือผู้เสียหายจากคดีความรุนแรง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเปลี่ยนการมองโลกของคุณไปยังไงบ้าง</h4>



<p>เรามองเห็นคำว่าสิทธิมนุษยชนในทุกอย่าง แต่ก่อนเราทำเรื่องคนไม่มีสัญชาติ ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ เด็ก ผู้หญิง ก็จะมีคนมาขอปรึกษาเราหลายๆ เรื่องในวันเดียว ซึ่งบางครั้งก็ทำพร้อมกันไม่ไหว แต่ถามว่าเรื่องสิทธิมันอยู่ในหัวเราตลอดเวลาไหม ใช่&nbsp;</p>



<p>อย่างล่าสุดเราไป work from home ที่เกาะเกาะหนึ่งกับแฟน เจอแรงงานข้ามชาติเยอะมาก สิ่งที่เรานั่งคุยกับแฟนคือคุณคิดว่าพวกนี้จะได้ค่าแรงขั้นต่ำเท่าไหร่ เขาได้สิทธิอะไรบ้าง สมมติมีเอ็นจีโอมาเปิดในพื้นที่นี้ พวกนายทุนจะไม่ชอบใช่ไหม เพราะแรงงานก็จะรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ</p>



<p>กลายเป็นว่าเราไปทุกที่ เราจะมีเลนส์ที่มองเรื่องนั้นตลอด เพราะเรารู้สึกว่าเรื่องสิทธิเป็นเรื่องที่ทุกคนแม่งต้องเข้าใจ และมันไม่ใช่เรื่องไกลตัว&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คิดเรื่องนี้ตลอดเวลา ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ</h4>



<p>เหนื่อยสิ เคยคิดเหมือนกันว่ามันจะดีไหมถ้าเรากลายเป็นคนที่อิกนอแรนต์ ไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ไปเลย ชีวิตเราจะมีความสุขไหมวะ มันก็คงจะมีความสุขแหละ แต่มันก็จะไม่ใช่ตัวเราไง&nbsp;</p>



<p>ถามว่าเหนื่อยไหมก็เหนื่อย แต่เชื่อว่ามีคนอื่นที่เหนื่อยแบบนี้เยอะเหมือนกัน เรารู้สึกว่าการมองเห็นปัญหาเยอะๆ จะทำให้ปัญหาโดนแก้ ถ้าเรามองไม่เห็นปัญหาก็จะไม่มีใครแก้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-683x1024.jpg" alt="SHero" class="wp-image-149160" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero35.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ในฐานะที่เคยถูกกระทำความรุนแรงมา การทำงานกับผู้เสียหายเยอะๆ กระทบจิตใจคุณบ้างไหม</h4>



<p>เคยทริกเกอร์ช่วงแรกๆ แบบดิ่งไปเลย แต่เป็นทริกเกอร์ในลักษณะว่าเสียใจกับผู้เสียหาย เพราะแต่ละด่านมันยากเหลือเกิน คือเราจำได้ว่าของตัวเองมันไม่ง่าย แต่พอมาเจอคนที่ไม่มีทรัพยากร ไม่มีเงินแม้แต่ค่าเดินทางไปสถานีตำรวจก็จะมีความรู้สึกแบบ เชี่ย ทำไมผู้หญิงคนหนึ่งต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย ทำไมระบบมันต้องใจร้ายขนาดนี้&nbsp;</p>



<p>แต่ช่วงหลังๆ เราก็พยายามสำรวจสภาพจิตใจตัวเองมากขึ้น เมื่อไหร่ที่ไม่ไหวก็จะพัก จริงๆ คนทำเคสความรุนแรงเบิร์นเอาต์บ่อยนะ เราเคยเป็นคนที่ไม่จัดสรรเวลามันก็เหนื่อย พอเหนื่อยภาพเก่าๆ ก็กลับมา ก็เลยเริ่มมาศึกษาด้าน well-being เพราะอาจารย์อวยพร เขื่อนแก้ว อาจารย์ที่เรานับถือเคยบอกว่า การดูแลตัวเองคือยุทธศาสตร์ที่ทำให้เราสามารถทำงานได้ในระยะยาว มันไม่ใช่การเห็นแก่ตัว เรามีสิทธิดูแลตัวเองเพื่อที่จะไปช่วยคนอื่นต่อได้&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คุณดูแลตัวเองยังไง</h4>



<p>ควรจะออกกำลังกายแต่เราขี้เกียจ (หัวเราะ) ช่วง pause บางทีเราเลยอ่านหนังสือเพราะจะได้ไม่ต้องดูมือถือ ไม่ก็นอนเปื่อยๆ อยู่บนเตียง ดูเน็ตฟลิกซ์ ดูดิสนีย์พลัส โหลดมาให้ดูไม่เครียด&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ช่วยทำคดีความรุนแรงเป็นร้อยๆ เห็นความรุนแรงบ่อยๆ ทำให้หมดศรัทธาในเพื่อนมนุษย์บ้างไหม</h4>



<p>มันไม่ถึงขนาด lose trust in humanity (สูญเสียความเชื่อในมนุษย์) ในทางตรงกันข้าม มันทำให้เราเข้าใจความซับซ้อนของคนและสังคมมากขึ้น เราคิดว่าคนเราเปลี่ยนได้เมื่อสังคมเปลี่ยน เช่น ผู้เสียหายสามารถเอาตัวเองออกมาจากความรุนแรงได้เมื่อสังคมรอบตัวซัพพอร์ตเขา ผู้กระทำจะหยุดใช้ความรุนแรงเมื่อสังคมไม่อนุญาตให้เขากระทำ</p>



<p>แต่บางครั้งก็มีเหมือนกันที่รู้สึกสิ้นหวัง เพราะยิ่งเราเห็นปัญหาเยอะก็ยิ่งเห็นความฉิบหายเยอะ&nbsp;เราก็จะเซ็ง โอ๊ย ไม่ทำแล้ว ไม่อยู่แล้วสังคมนี้ มันมีความรู้สึกนั้นเหมือนกัน ในขณะเดียวกันมันก็รู้สึกว่า ถ้าเราเห็นมาขนาดนี้แล้วก็ทำต่อเถอะ ทำให้มันเห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนดีกว่า เพราะตอนนี้เรายังมีเอเนอร์จี้ทำได้อยู่ แล้ววันหนึ่งถ้าเรารู้สึกว่าพอแล้ว มันก็อาจจะพอแล้วมั้ง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">อะไรทำให้คุณอยากสู้ต่อ</h4>



<p>บอกยากเหมือนกัน เอาจริงๆ ตอนแรกที่ทำ SHero เราแค่เขียนโปรเจกต์ สร้างเฟซบุ๊ก มันทำก๊อกแก๊กมาก แต่อยู่ดีๆ ก็มีคนมาสัมภาษณ์ ให้ความสนใจ มีผู้เสียหายมาอ่านโพสต์ของเรา มานั่งฟังบรรยายแล้วเขารู้สึก empower หรือช่วยใครสักคนหนึ่งได้ เหมือนกับว่าเรากำลังค่อยๆ มีเครือข่ายของคนที่แคร์เรื่องนี้แล้วไม่นิ่งเฉยและไปช่วยคนอื่น</p>



<p>เราเลยรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันอิมแพกต์ วิธีการทำมันเวิร์กนะ แล้วก็อยากทำต่อ แต่ถ้าสมมติว่า เวลาผ่านไป 10 ปี 15 ปี หรือแม้กระทั่ง 5 ปีข้างหน้า แล้วเราเห็นว่ามีคนขึ้นมาทำบางอย่างทดแทนแล้ว ระบบดีขึ้นแล้ว SHero ไม่จำเป็นต้องทำเยอะเท่าตอนนี้ แค่สแตนด์บายหรือจะหายไปเลย เราก็โอเค แต่ตอนนี้มันยังไม่จบ ยังต้องเดินไปอีก</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">เคยมีผู้ถูกกระทำเดินมาขอบคุณไหม</h4>



<p>มี ส่วนใหญ่ก็จะขอบคุณทุกครั้งที่เราช่วยเขาไปในแต่ละสเตป แต่ที่ไม่ขอบคุณก็มีเหมือนกัน ซึ่งไม่เป็นไรเพราะเราก็รู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่เขาควรจะได้รับอยู่แล้ว</p>



<p>อย่างเคยมี survivor ที่มาฟังเรื่องที่เราพูดหรือเห็นสิ่งที่เราเขียนไว้ในเว็บไซต์ เขาเขียนมาขอบคุณว่า เรื่องของเราทำให้เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยว บางคนเดินมากอด บอกว่าเขาก็เป็นหนึ่งในผู้เสียหายเหมือนกัน เราก็ดีใจที่ได้มองเห็นกัน พอเราบอกว่า I’ve been there too. (ฉันเคยผ่านเรื่องนี้มาเหมือนกัน) มันทำให้คนที่รู้สึกว่าต้องอยู่ในเงามืดหรือต้องเงียบกล้าออกมาขอความช่วยเหลือมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-1024x683.jpg" alt="SHero" class="wp-image-149143" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">เท่าที่คลุกคลีกับ SHero มาหลายปี คิดว่ารากของปัญหาความรุนแรงในไทยคืออะไร</h4>



<p>ปิตาธิปไตย ระบบเพศแบบ binary และวัฒนธรรมอำนาจนิยม&nbsp;</p>



<p>ในสังคม บุคคลแต่ละอัตลักษณ์ทางเพศมีอภิสิทธิ์ไม่เท่ากัน ผู้หญิงและ LGBTQIAN+ จะถูกทำให้เป็นอัตลักษณ์ชายขอบในสังคมปิตาฯ ในขณะที่ผู้ชายมีอำนาจเหนือกว่า เขาสามารถจะกระทำการบางอย่างได้แล้วถูก justify (รับรอง) โดยระบบ ถึงทุกวันนี้จะมีโซเชียลมีเดียทำให้หลายคนได้รับรู้ว่าความผิดปกติมันมีอยู่ แต่ในระบบสังคมและระบบรัฐ ปัญหาบางอย่างถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ</p>



<p>ยกตัวอย่างคดีโจ้ถุงดำ เห็นได้ชัดเลยว่าคนในสังคมไม่โอเค แต่ด้วยความที่ระบบตำรวจมันทั้งอำนาจนิยมและมีความเข้มข้นของปิตาธิปไตย มีหลายคนมากที่ออกมาพูดว่าเรื่องแบบนี้มันปกติ การซ้อมทรมานเป็นเรื่องที่ ‘ลูกผู้ชาย’ เขาทำกัน (เน้นเสียง) ปัญหาคือไอ้สิ่งเหล่านี้มันฝังลึกจนระบบมันหล่อหลอมมาเรื่อยๆ ผ่านสถาบันต่างๆ ซึ่งเริ่มมาจากบรรทัดฐานและวัฒนธรรมที่ผิดเพี้ยนในสังคมไทย จนทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียอย่างนั้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ในมุมมองคุณ อะไรคือสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับความรุนแรง</h4>



<p>เราว่าคนส่วนใหญ่มองไม่ออกเรื่องอำนาจที่ไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างกรณีการล่วงละเมิดทางเพศ คนจะชอบมองว่าถ้าเป็นคดีข่มขืนคนที่ทำต้องหื่นกาม แล้วพอผู้กระทำเป็นคนที่ไม่ได้ดูหื่นกาม คนก็จะงง แต่ความจริงคือการที่คนคนหนึ่งจะมาคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศอีกคน มันไม่ใช่แค่เรื่องของความหื่นกามอย่างเดียว มันมากับเรื่องการควบคุม การใช้อำนาจเหนือกว่า การอยากทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกต่ำต้อย มันคือความอยากใช้ชีวิตเหนือคนอื่น คือการกดขี่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p>



<p>เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาก็ต้องท้าทายอำนาจพวกนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยืนอยู่ข้างผู้เสียหาย คุณต้องไป empower คนที่ถูกเหยียบอยู่ให้ขึ้นมา อีกอย่างคือคนยังติดกับภาพ perfect victim ในหนังที่ผู้เสียหายจะต้องมีแผลเต็มตัว แล้วถ้ามีผู้ถูกกระทำมาแจ้งความและไม่ได้มีแผลเยอะ คนก็จะคิดว่าไม่เป็นไรหรอก แต่ความจริงบางแผลเรามองไม่เห็น เป็นแผลฟกช้ำ ไหนจะบาดแผลใจที่รักษายากกว่าแผลกาย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-1024x683.jpg" alt="SHero" class="wp-image-149144" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>เราเคยไปสอนเยาวชนหรือนักศึกษามหา’ลัยที่เป็นวัยรุ่น เขาก็จะไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง gender analysis พอเราบอกว่าในสังคมผู้ชายมีพริวิเลจมากกว่านะ เขาก็จะงงและโกรธ มาบอกว่าผู้ชายมีพริวิเลจได้ยังไง เราก็ต้องอธิบายว่า คำว่าพริวิเลจไม่ใช่สิ่งไม่ดี พริวิเลจไม่ผิด แต่การไม่ยอมรับว่าตัวเองมีพริวิเลจน่ะผิด เวลาเราถูก ปัญหาพวกนี้เราไม่ได้พูดถึงแค่ระดับปัจเจก เราพูดถึงระดับโครงสร้าง ปิตาธิปไตยมันทำร้ายทุกคนนะ ทำร้ายผู้ชายด้วย ไม่ได้บอกว่า masculinity (ความเป็นชาย) ไม่ดี แต่ toxic masculinity (ความเป็นชายที่เป็นพิษ) น่ะมีปัญหา ทำไมแค่นี้แยกไม่ออก ทำไมเปราะบางเหลือเกิน&nbsp;</p>



<p>หรือเวลาเราพูดเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง ก็ต้องมีคนลุกขึ้นมา อ้าว แล้วผู้ชายล่ะ แต่เวลาเราพูดถึงปัญหาที่เกิดกับผู้ชายก็จะเงียบ หรือตอนบอกว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า gender-based violence นะ ก็จะมีผู้ชายมาบอกว่าผมเป็นลูกผู้ชาย ไม่ทำร้ายผู้หญิงครับ เราก็โอ๊ย ตายละ เมื่อไหร่จะก้าวผ่านกรอบเพศพวกนี้สักที เพราะ gender norm (บรรทัดฐานทางเพศ) หรือ gender stereotype (การเหมารวมทางเพศ) พวกนี้แหละคือรากของ gender-based violence ซึ่งมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน&nbsp;</p>



<p>เราพยายามจะบอกว่า ไอ้กรอบเพศที่มีอยู่นี่คือเหตุผลว่า ทำไมผู้ชายบางคนถึงรู้สึกว่ามีสิทธิไปคุกคามคนอื่นได้ หรือการที่ผู้หญิงบางคนต้องรู้สึกตัวเล็ก ไม่กล้าแสดงออก ก็เพราะเขาถูกหลอมมาแบบนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ชวนทำมากที่สุดคือการเช็กพริวิเลจของตัวเอง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ต้องโดนแบบไหนถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรง</h4>



<p>จริงๆ การกระทำความรุนแรงมีหลายเลเวล แน่นอนว่าการทำร้ายร่างกายก็คือความรุนแรง แต่มันจะมีความรุนแรงทางจิตใจซึ่งกฎหมายประเทศไทยก็นับว่าผิดเหมือนกัน อย่างเคสความรุนแรงในครอบครัว แรกๆ ผู้ใช้ความรุนแรงมักดูเป็นคนดี ประเสริฐแทบทุกคน หลังจากนั้นอาจห้ามไปเจอเพื่อน ตัด support system ของอีกฝ่าย ต่อมาจะเริ่มควบคุมชีวิต ห้ามทำงานนะ มาอยู่บ้านเลี้ยงลูกดีกว่า ต้องใส่เสื้อผ้ายังไง ซึ่งจะเป็นอะไรที่เล็กๆ มากจนผู้เสียหายมองไม่ค่อยออก กว่าจะรู้ตัวคือสูญเสียความเป็นตัวเองไปแล้ว ทุกการตัดสินใจในชีวิตต้องให้ผู้กระทำเลือกหมดเลย มันก็ถือว่าเป็นความรุนแรงในครอบครัว แต่ศาลบางที่ยังไม่เข้าใจและตัดสินให้ไม่เป็นเพราะเขาขาดความเข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน</p>



<p>เพราะฉะนั้นความรุนแรงมันไม่ใช่แค่การกระทำโหดร้ายทารุณ แต่มันคือการควบคุม (coercive control)</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">เวลาสื่อลงข่าวความรุนแรงในครอบครัว หลายคนมักมองว่าโดนขนาดนั้นแล้วทำไมถึงทน จริงๆ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผู้เสียหายออกมาจากวงจรความรุนแรงไม่ได้&nbsp;</h4>



<p>วงจรความรุนแรงจะมี 3 ระยะ คือระยะที่ทะเลาะกันแรงๆ ระยะต่อมาคือเงียบ แล้วก็ระยะฮันนีมูน หลังจากผู้กระทำใช้ความรุนแรง เขาก็จะทำดีกับผู้เสียหายเพื่อให้ได้โอกาสอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>ภาพที่เราเห็นบ่อยๆ ในเคสความรุนแรงในครอบครัวคือการอ้อนวอนกันกลางศาล <em>กลับมาเถอะ ฟังพี่เถอะ</em> แต่พอกลับบ้านมาเป็นอีกคนหนึ่งเลย <em>มึงฟ้องคนอื่นใช่ไหม</em> แล้วพอผู้หญิงไปก็จะขอโทษใหม่ สังเกตดีๆ ผู้กระทำจะไม่ร้ายตลอดเพราะแฟนที่ควรจะอยู่ใต้เขาจะหนีไปเลย สิ่งที่เขาต้องการคือคนคนหนึ่งที่เชื่อฟังเขาแล้วยอมให้ควบคุมได้ เหมือนการเลี้ยงสัตว์ให้อยู่ใต้อำนาจ</p>



<p>อีกอย่างคือรัฐพยายามสร้างวัฒนธรรมแบบ family centric ต้องให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกัน เวลามีเคสความรุนแรงที่ไม่ว่าจะไปถึงสถานีตำรวจหรือศาลเขาก็จะให้ไกล่เกลี่ย เราก็ต้องอธิบายตลอดว่า คำว่าไกล่เกลี่ยคือการบาลานซ์ เหมือนนักธุรกิจที่มีอำนาจพอๆ กันแล้วมาหา win-win situation แต่ความรุนแรงในครอบครัวอำนาจมันไม่เท่ากัน คุณจะหา win-win situation ได้ยังไง แล้วแน่นอนว่ายิ่งผู้เสียหายกำลังรู้สึกเปราะบาง เขายอมอยู่แล้ว เพราะเขารู้สึกว่ามาแจ้งความแล้วก็ไม่มีใครฟังเขาเลย เขาโทษตัวเองมาตลอดเพราะผู้กระทำบอกว่าเป็นความผิดของเขา ยิ่งมาเจอเจ้าหน้าที่ที่ควรจะช่วยเขาบอกว่าเธอต้องนึกถึงครอบครัว เขาก็คิดสิว่ากูต้องทนใช่ไหม เขาก็จะทน แต่พอผู้หญิงคนหนึ่งทนจนตาย ทนจนฆ่าแฟน สังคมก็จะบอกว่าอีนี่ชั่ว แต่คุณไม่เคยรู้เลยว่าการจะก้าวออกมามันยากแค่ไหน มีสถิติบอกว่าผู้หญิงที่โดนฆ่าตายเคยแจ้งความอย่างน้อย 8 ครั้ง บางคนทนมา 10-20 ปี จนวันหนึ่งแทงสามีตาย ไม่ว่าจะจงใจหรือพลาดก็ตาม เขากลายเป็นคนที่ต้องติดคุก 25 ปี&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-683x1024.jpg" alt="SHero" class="wp-image-149150" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero37.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>เพราะฉะนั้นการเอาตัวเองออกมามันไม่เคยง่าย คิดดูสิขนาดตอนที่เราโดนแฟนเก่าทำร้ายร่างกาย เรารู้กฎหมายด้วยซ้ำ แต่พอเราโดนกระทำ กฎหมายกลับไม่ใช่สิ่งแรกที่เรานึกถึง เรากลับกลัวว่าความสัมพันธ์จะล้มเหลว คิดว่าปรับตัวแล้วเขาจะเปลี่ยน ซึ่งมันไม่จริง สุดท้ายแล้วความรุนแรงจะหยุดลงได้ไม่เกี่ยวกับผู้เสียหายเลย มันจะหยุดหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้กระทำล้วนๆ แต่เราถูกทำให้ติดกับดักความคิดว่ามันคือความผิดของมึงเอง ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้กระทำเท่านั้นที่สร้างมันขึ้นมา แต่คนใกล้ตัว เจ้าหน้าที่ สื่อ สังคมช่วยกันสร้าง&nbsp;</p>



<p>อย่างเวลาผู้เสียหายออกมาบอกว่าออกมาไม่ได้ คนก็จะด่าว่าทำไมมึงโง่วะ แต่เวลาเขาไปขอคำปรึกษาจากเพื่อน เพื่อนก็บอกว่าอย่าแจ้งความเลย สงสารเขา มึงไปทำอะไรเขาหรือเปล่า ไปโรงพยาบาลบอกว่าจะเบิกค่ารักษาฟรีของ OSCC (One Stop Crisis Center หรือศูนย์ช่วยเหลือสังคม) โรงพยาบาลก็ถามว่า OSCC คืออะไร ไม่รู้จัก ไปสถานีตำรวจก็ให้ไกล่เกลี่ย ไปวัดพระก็บอกว่าเป็นเวรกรรมของชาติที่แล้ว ยิ่งเดินเข้าไปประตูที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจ สมมติว่าผู้หญิงคนนี้ถูกสั่งไม่ให้ทำงานมาหลายปีเพื่อให้เลี้ยงลูก เขาจะไปเริ่มต้นหางานใหม่ได้ยังไง แล้วพอยื่นขอสิทธิเลี้ยงดูลูก ศาลก็ถามว่ามีเงินไหม มีอาชีพไหม อ๋อไม่มี งั้นเอาลูกให้ผัวแล้วกัน เขาก็ไม่เลิกสิ นี่มันคือ systemic barrier คือทุกคนกำลังทำงานร่วมกันเป็นระบบเพื่อผลักคนนี้กลับเข้าไปในวงจรความรุนแรง&nbsp;</p>



<p>เขาไม่ได้ทนอยู่เว้ย เขาพยายามออกมาแล้ว แต่ทุกคนตบเขาเข้าไป</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ในทางกลับกัน มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผู้กระทำยังก่อความรุนแรงซ้ำๆ</h4>



<p>ยกตัวอย่างแฟนเก่าเรา มันเคยมีเหตุการณ์ที่เขาใช้ความรุนแรงกับเราที่บ้านเขา พอแม่เขากลับมาเห็นเรานั่งร้องไห้ แม่เขาก็พาเราไปเดินคุย คุยกับเราว่ารู้ไหมว่าแฟนเก่าเราโตมายังไง เขาน่าสงสารนะ พ่อเขาก็ดุเขานะ แต่เขาไม่ใช่คนแบบนี้หรอก ที่แฟนโมโหเราบ่อยๆ เพราะเขาเครียด ยูต้องยิ้มบ่อยๆ อย่าไปทำให้เขาเครียดสิ ตอนนั้นเราก็เบลอไปเลย จำได้เลยว่ากลับมาไทยแล้วก็ทำกับข้าวเอาใจเขาทุกวัน ฝึกยิ้มหน้ากระจก ทำตัวน่ารักกับแฟน&nbsp;</p>



<p>พอเราหลุดออกจากวงจรนั้นมาได้ เราเขียนกลับไปหาแม่เขาเลยนะว่า ยูรู้ไหม ที่เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะยูให้ท้ายเขานะ สาเหตุหนึ่งที่ผู้กระทำทำได้เพราะคนรอบตัวอนุญาตให้เขาทำ&nbsp;</p>



<p>หรือจากเคสอื่นๆ ก็เห็นได้ชัดว่าระบบสังคมทำให้ผู้กระทำตัวพอง ลองนึกภาพตามนะ ไปศาล ศาลบอกว่า อ๋อ ไกล่เกลี่ยได้ไม่มีโทษ ไปบอกเพื่อน เพื่อนบอกว่าปกติแหละความรุนแรงในครอบครัว บริษัทที่จ้างงานเขาอยู่ นายจ้างไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ไปถึงระบบศาสนา อ๋อ ใช้ความรุนแรงมาเหรอ มาบวชสักเดือนไหม ไม่ต้องไปติดค้งติดคุก อยู่กับพระหายเลย เปิดทีวีดู สื่อบอกว่าผู้ชายใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่าผู้กระทำคนนี้ก็จะคิดว่า I can do it. นี่หว่า มันชัดมากเลยนะ เขาใช้ความรุนแรงต่อได้เพราะว่าทุกคนแม่งอนุญาตเขาหมดเลย</p>



<p>เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องช่วยกันทำคือเปลี่ยน norm ว่าไม่อนุญาตแล้วนะเว้ย เมื่อไหร่ที่ศาลบอกว่าใช้ความรุนแรงไม่ได้ ระบบเศรษฐกิจไม่รองรับ ระบบศาสนาบอกว่าความรุนแรงคือบาปของผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้เสียหาย ระบบเลิกโทษเหยื่อแต่หันไป blame ผู้กระทำ เขาก็จะหยุด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-1024x683.jpg" alt="SHero" class="wp-image-149147" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/เบสท์-SHero23.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วในมุมคนนอก ถ้าเราพบเห็นว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น เราจะช่วยผู้เสียหายได้ยังไง</h4>



<p>ถ้าเป็นเพื่อนก็พูดได้ว่าฉันรออยู่ตรงนี้นะ มีอะไรก็มาบอก ไม่ตัดสิน ให้ผู้เสียหายรู้ว่ามีคนอยู่ข้างๆ หรือบางทีก็อาจจะแนะนำว่าลองโทรสายด่วนไหม ถ้าเป็นเพื่อนบ้านหรืออยู่คอนโดที่เราอาจไม่ได้รู้จักผู้เสียหายขนาดนั้น บางทีอาจใช้วิธีแนะนำให้ชุมชนติดใบปลิวสายด่วน หรือลองจัดเซสชั่นสนทนาชวนคุยเรื่องความรุนแรงในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ที่ดี ให้ผู้ถูกกระทำรู้ว่า There’s someone looking out for me. (มีคนที่คอยดูแลฉันอยู่)</p>



<p>แต่ถ้าเป็นอะไรที่ฉุกเฉินจริงๆ อาจโทรเรียกตำรวจมาช่วย หรือบางครั้งถ้าอยากให้ความรุนแรงนั้นหยุดลงชั่วคราวอาจใช้วิธี<a href="https://www.youtube.com/watch?v=zmNz0cTcxFU">กดกริ่ง</a> เอาผลไม้มาให้ค่ะ ทำเป็นอินโนเซนส์ว่ากูไม่ได้เสือกนะ แต่มันคือการ interrupt (รบกวน) ให้ความรุนแรงชะงัก บอกเป็นนัยๆ ว่าฉันรู้นะว่าเกิดอะไรขึ้น&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ในภาพกว้างกว่านั้น เราจะสร้างสังคมที่เป็น support system ให้กับผู้เสียหายได้ยังไง</h4>



<p>เราจะพูดเสมอว่า แค่การเริ่มต้นบทสนทนาเรื่องนี้ก็เป็นจุดสตาร์ทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เพราะมันคือสัญญาณว่าคนเริ่มตกตะกอนถึงปัญหาและทางแก้ แต่ก่อนจะแก้ปัญหาเราต้องสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องก่อน แล้วค่อยไปถึงการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นในระดับผู้เสียหายเองหรือระดับสังคม</p>



<p>สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้เสียหายออกมาพูด คำว่าออกมาพูดอาจไม่ใช่การให้ไปพูดในที่สาธารณะ แต่คือการที่เขากล้าเล่าให้คนคนหนึ่งฟัง เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องเป็นคนรอบตัวที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาก่อน รับฟังโดยไม่ตัดสิน ให้เวลาและทำให้เขารู้ว่าคุณมีทางเลือกที่จะออกมานะ คุณมีอำนาจในการเลือกนะ แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้เสียหายต้องการมากๆ แล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/best-busayapa/">เบสท์ บุษยาภา นักสิทธิมนุษยชนไทยที่คว้ารางวัลระดับโลก ผู้เชื่อว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
