<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author315/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author315/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 29 Mar 2019 01:40:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>สื่อใหม่ใช้แพลตฟอร์มไหนดี? โลกในยุคที่สื่อดิจิทัลหลากหลายเกินกว่าเฟซบุ๊ก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/digital-media-besides-facebook/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Mar 2019 19:20:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[online]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=56979</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เฟซบุ๊กจะอยู่อีกนานไหมครับ?” “ตอนนี้คนย้ายไปเล่นทวิตเตอร์เยอะหรือยัง?” “เห็นเขาว่าตอนอินสตาแกรมฮิตกว่าเหรอ?” “เขาว่าตอนนี้เราต้องทำพอดแคสต์กันใช่ไหม?” นี่คือตัวอย่างที่ผมมักได้รับบ่อยๆ หลังจากที่มีคนไปฟังสัมมนาอัพเดตเทรนด์ดิจิทัลที่มีกันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งในอัพเดตนั้นก็มักพูดถึงตัวเลขผู้ใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มต่างๆ โดยมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจทำนองข้างต้นเช่นจำนวนผู้ใช้งานทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมที่เพิ่มขึ้น หรือการเกิดความนิยมกับแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่างพอดแคสต์ที่ทำให้นักการตลาดที่พยายามเข้าถึงผู้บริโภคยุคปัจจุบันตื่นตัวกันอยู่เรื่อยๆ และคำถามที่หลายๆ คนมักจะถามคือ แพลตฟอร์มใหญ่ๆ อย่างเฟซบุ๊กนั้นกำลังหมดเสน่ห์หรือเปล่า เพราะมีการพูดกันทำนองว่าวัยรุ่นเบื่อเฟซบุ๊กแล้วไปเล่นทวิตเตอร์แทน บางคนก็ว่าเลิกเล่นแล้วไปใช้อินสตาแกรมดีกว่า ฯลฯ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก เพราะกระแสข่าวว่าด้วยเรื่องการเสื่อมความนิยมของเฟซบุ๊กนั้นมีอยู่เรื่อยๆ ในต่างประเทศจากการสำรวจของสื่อต่างๆ ว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกอย่างไร ซึ่งเราก็มักจะเห็นว่าวัยรุ่นเริ่มหันไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอื่นมากขึ้นด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ยิ่งพอเริ่มเห็นตัวเลขของแพลตฟอร์มอย่างทวิตเตอร์ที่โตมากขึ้นเช่นเดียวกับการเป็นกระแสข่าว (โดยเฉพาะช่วงการเมืองร้อนแรง) จึงทำให้หลายคนคิดกันว่าคนคงเลิกเล่นเฟซบุ๊กแล้วล่ะมั้ง แต่จากข้อมูลของเฟซบุ๊กนั้นพบว่าจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในไทยยังคงโตขึ้นเป็น 53 ล้านบัญชี เช่นเดียวกับจำนวนผู้ใช้งานต่อวันก็ยังคงสูงโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ซึ่งนั่นก็คงพอจะบอกได้ว่าเฟซบุ๊กเองก็ยังคงเป็น &#8216;แพลตฟอร์มหลัก&#8217; ของคนดิจิทัลในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือเกมของการแย่งชิงเวลาการใช้งานที่ตอนนี้เฟซบุ๊กต้องเจอโจทย์ใหญ่ เพราะตัวเฟซบุ๊กเองก็ไม่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานได้ แม้ว่าระบบเครือข่ายของเฟซบุ๊กจะทำให้เราสามารถเชื่อมกับคนมากมาย แต่บางครั้งเราก็อยากเลือกควบคุมความสัมพันธ์ในแบบ Following / Follower มากกว่า Friend เช่นเดียวกับการไม่ต้องใช้ชื่อจริงในการเปิดเผยตัวตน ซึ่งนั่นทำให้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์ตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าเฟซบุ๊ก นั่นยังไม่นับประเภทของคอนเทนต์ที่เป็นคนละภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาภาพ (Instagram) ข้อความสั้นๆ (Twitter) เสียง (Podcast) วิดีโอ (YouTube) ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับนิสัยหรือรสนิยมของแต่ละคน เมื่อก่อนเฟซบุ๊กอาจเป็นตัวเลือกเพียงไม่กี่ตัวเลือก จึงฮิตและโตวัย และคนใช้เวลากับมันเยอะกว่าช่องทางอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-media-besides-facebook/">สื่อใหม่ใช้แพลตฟอร์มไหนดี? โลกในยุคที่สื่อดิจิทัลหลากหลายเกินกว่าเฟซบุ๊ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">“เฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">จะอยู่อีกนานไหมครับ</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้คนย้ายไปเล่นทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">เยอะหรือยัง</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">เห็นเขาว่าตอนอินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">ฮิตกว่าเหรอ</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">เขาว่าตอนนี้เราต้องทำพอดแคสต์</span><span style="font-weight: 400;">กันใช่ไหม</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือตัวอย่างที่ผมมักได้รับบ่อยๆ</span> <span style="font-weight: 400;">หลังจากที่มีคนไปฟังสัมมนาอัพเดตเทรนด์ดิจิทัลที่มีกันอยู่เรื่อยๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งในอัพเดตนั้นก็มักพูดถึงตัวเลขผู้ใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">โดยมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจทำนองข้างต้นเช่นจำนวนผู้ใช้งานทวิตเตอร์ </span><span style="font-weight: 400;">และอินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">ที่เพิ่มขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">หรือการเกิดความนิยมกับแพลตฟอร์มใหม่ๆ</span> <span style="font-weight: 400;">อย่างพอดแคสต์ที่</span><span style="font-weight: 400;">ทำให้นักการตลาดที่พยายามเข้าถึงผู้บริโภคยุคปัจจุบันตื่นตัวกันอยู่เรื่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และคำถามที่หลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนมักจะถามคือ แพลตฟอร์มใหญ่ๆ</span> <span style="font-weight: 400;">อย่างเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">นั้นกำลังหมดเสน่ห์หรือเปล่า</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะมีการพูดกันทำนองว่าวัยรุ่นเบื่อเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">แล้วไปเล่นทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">แทน</span> <span style="font-weight: 400;">บางคนก็ว่าเลิกเล่นแล้วไปใช้อินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">ดีกว่า</span> <span style="font-weight: 400;">ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะกระแสข่าวว่าด้วยเรื่องการเสื่อมความนิยมของเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">นั้นมีอยู่เรื่อยๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ในต่างประเทศจากการสำรวจของสื่อต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกอย่างไร</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งเราก็มักจะเห็นว่าวัยรุ่นเริ่มหันไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอื่นมากขึ้นด้วยเหตุผลต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">นานา</span> <span style="font-weight: 400;">ยิ่งพอเริ่มเห็นตัวเลขของแพลตฟอร์มอย่างทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">ที่โตมากขึ้นเช่นเดียวกับการเป็นกระแสข่าว</span><span style="font-weight: 400;"> (</span><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะช่วงการเมืองร้อนแรง</span><span style="font-weight: 400;">) จึง</span><span style="font-weight: 400;">ทำให้หลาย</span><span style="font-weight: 400;">คนคิดกันว่าคนคงเลิกเล่นเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">แล้วล่ะมั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่</span><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลของเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">นั้นพบว่าจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">ในไทยยังคงโตขึ้นเป็น</span><span style="font-weight: 400;"> 53 </span><span style="font-weight: 400;">ล้านบัญชี</span> <span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับจำนวนผู้ใช้งานต่อวันก็ยังคงสูงโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งนั่นก็คงพอจะบอกได้ว่าเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">เองก็ยังคงเป็น</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์มหลัก&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ของคนดิจิทัลในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม</span> <span style="font-weight: 400;">สิ่งที่น่าสนใจคือเกมของการแย่งชิงเวลาการใช้งานที่ตอนนี้เฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">ต้องเจอโจทย์ใหญ่ เพราะตัวเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">เองก็ไม่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานได้</span> <span style="font-weight: 400;">แม้ว่าระบบเครือข่ายของเฟซบุ๊กจ</span><span style="font-weight: 400;">ะทำให้เราสามารถเชื่อมกับคนมากมาย</span> <span style="font-weight: 400;">แต่บางครั้งเราก็อยากเลือกควบคุมความสัมพันธ์ในแบบ</span><span style="font-weight: 400;"> Following / Follower </span><span style="font-weight: 400;">มากกว่า</span><span style="font-weight: 400;"> Friend </span><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับการไม่ต้องใช้ชื่อจริงในการเปิดเผยตัวตน</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งนั่นทำให้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">ตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าเฟซบุ๊ก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นยังไม่นับประเภทของคอนเทนต์ที่เป็นคนละภาษา</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นภาษาภาพ</span><span style="font-weight: 400;"> (Instagram) </span><span style="font-weight: 400;">ข้อความสั้นๆ</span><span style="font-weight: 400;"> (Twitter) </span><span style="font-weight: 400;">เสียง</span><span style="font-weight: 400;"> (Podcast) </span><span style="font-weight: 400;">วิดีโอ</span><span style="font-weight: 400;"> (YouTube) </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับนิสัยหรือรสนิยมของแต่ละคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อก่อนเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">อาจเป็นตัวเลือกเพียงไม่กี่ตัวเลือก</span> จึง<span style="font-weight: 400;">ฮิตและโตวัย</span> และ<span style="font-weight: 400;">คนใช้เวลากับมันเยอะกว่าช่องทางอื่นๆ</span> <span style="font-weight: 400;">แต่มาวันนี้เมื่อคนเริ่มคุ้นเคยกับดิจิทัลมากขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">เรียนรู้ที่จะใช้งานแพลตฟอร์มใหม่ๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ได้ไม่ยาก</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ทำให้หลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนหันไปใช้เวลากับสิ่งที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น</span> เพื่อตอบ<span style="font-weight: 400;">สนองความต้องการตัวเองได้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นก็เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการการตลาดตลอดจนวงการสื่อด้วยเหมือนกัน</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะเฟซบุ๊กก</span><span style="font-weight: 400;">ลายเป็นช่องทางหลักเวลาพูดถึงสื่อออนไลน์ในยุคโซเชียลมีเดีย </span><span style="font-weight: 400;">และใครๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ต้องหาวิธีให้ตัวเองอยู่บนเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">ได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอมา</span> <span style="font-weight: 400;">คอนเทนต์จำนวนมากถูกผลิตและปรับให้เหมาะกับเฟซบุ๊ก </span><span style="font-weight: 400;">รวมทั้งสารพัดเทคนิคที่หาวิธีเอาชนะอัลกอริทึม</span><span style="font-weight: 400;">ของมัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ต่อจากนี้</span> <span style="font-weight: 400;">เฟซบุ๊กอาจ</span><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ช่องทางหลักประเภทต้องทุ่มหมดหนัาตักเพียงอย่างเดียว</span> <span style="font-weight: 400;">หากแต่คนทำสื่อต้องคิดแล้วว่าสิ่งที่ตัวเองจะสื่อไปและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสารด้วยนั้น เหมาะกับช่องทางไหนมากกว่ากัน</span> <span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับหากจะใช้ช่องทางนั้นแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">ภาษา และวิธีการเล่า ก็คงต้องแตกต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยส่วนตัวแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">ผมมักบอกหลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนที่มาถามว่าควรเลือกแพลตฟอร์มไหนดี ว่ามันไม่มีสูตรหรือคำตอบสุดท้ายสำหรับทุกคน</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะนี่คือยุคที่แม้แต่สื่อดิจิทัลก็เปิดทางเลือกอันมากมายให้กับคนยุคปัจจุบัน</span> <span style="font-weight: 400;">วัยรุ่นบางคนก็ยังใช้เฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">เป็นหลัก</span> <span style="font-weight: 400;">ส่วนผู้ใหญ่บางคนก็หันไปเล่นไลน์และอินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">แทนเพราะดูจะปวดหัวน้อยกว่า</span> <span style="font-weight: 400;">ฯลฯ</span> <span style="font-weight: 400;">และนั่นคงเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงว่าวัยไหนเล่นอะไร</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่เล่นอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเป็นความท้าทายของทุกคนที่วนเวียนอยู่ใน</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">สื่อใหม่&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ในวันนี้นั่นแหละครับ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-media-besides-facebook/">สื่อใหม่ใช้แพลตฟอร์มไหนดี? โลกในยุคที่สื่อดิจิทัลหลากหลายเกินกว่าเฟซบุ๊ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอกาส การแข่งขัน และดราม่า เมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นสนามใหญ่ของการหาเสียง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/election-on-social-media/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Feb 2019 05:26:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[online]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชีนล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=54281</guid>

					<description><![CDATA[<p>โลกโซเชียลมีเดียนั้นมีบทบาทน่าสนใจ ชวนติดตาม และน่ากังวลสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้อยู่ไม่น้อย และ ณ ขณะที่เข้าช่วงเวลาของการหาเสียงอย่างเต็มรูปแบบ เราจึงเห็นหน้านิวส์ฟีด ไทม์ไลน์ เริ่มมีการพูดถึงเรื่องการเมืองหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ถามว่ามันผิดแปลกอะไรไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะเราก็ร้างราการเลือกตั้งมาหลายปี เลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญไม่ว่าจะกับนักการเมืองหรือประชาชนที่จะไปลงคะแนนกันในเดือนมีนาคมนี้ แต่ก็อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าและหลายๆ คนก็คงได้เห็นกันบ้างแล้ว คือโลกออนไลน์กลายเป็นสนามใหญ่ของการหาเสียง หลายๆ พรรคที่ชิงไหวชิงพริบได้ก่อน ก็จะสามารถสร้างกระแสและทำให้ตัวเองเป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์ได้ดังที่เราพอจะเห็นบรรดาแฮชแท็กดังๆ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้ามองเชื่อมต่อเป็นการตลาดแล้ว ก็ไม่แปลกเช่นกัน เพราะบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ก็พยายามจะ &#8216;โฆษณา&#8217; ตัวเองให้กลุ่มเป้าหมาย (ซึ่งก็คือประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง) เลือกตัวเอง และสิ่งที่ต้องทำอย่างแรกๆ ก็คือการให้พรรคตัวเอง ผู้สมัครของตัวเองมีพื้นที่สื่อ มีคนรู้จัก เพราะถ้าคนในพื้นที่ยังไม่รู้จักผู้สมัครแล้ว การจะได้คะแนนเสียงก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ หากเป็นเมื่อก่อนเราก็คงเห็นเพียงการปักป้ายหาเสียงตามท้องถนนให้คนเห็นหน้าค่าตาผู้สมัคร แต่พอมาเป็นโลกออนไลน์ซึ่งมีการควบคุมเรื่องสื่อโฆษณาต่างๆ จากเจ้าของแพลตฟอร์มอย่างกูเกิลและเฟซบุ๊กนั้น ก็ทำให้หลายพรรคการเมืองต้องสรรหาวิธีทางอื่นมาปั่นกระแสกัน ไม่ว่าจะหยิบนโยบายมาชู หรือพลิกมุมสร้างฐานเสียงแบบต่างๆ การแชร์คอนเทนต์ทั้งทางตรงทางอ้อม กองเชียร์ช่วยแชร์ ฯลฯ ผลที่เกิดขึ้นตอนนี้และคิดว่าหลายคนก็คงจะรู้สึกคือเรามีข่าวสารข้อมูลการเมืองมากขึ้นๆ จนเอียนเอาได้ง่ายๆ เพราะไม่ใช่แค่จากพรรคการเมืองอย่างเดียว แต่ยังมีบทสนทนาจากเพื่อนๆ และคนรอบข้างเพิ่มเข้ามาอีก &#160; เมื่อเกิดบทสนทนาเรื่องการเมืองที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ จึงมีการปะทะกันทางความคิด ความเชื่อของคนและฝั่ง ที่นับวันทำให้เกิดการผิดใจกันได้ง่ายๆ &#160; จนทำให้หลายคนต้องมีการอันเฟรนด์ อันฟอลโลว์กัน บ้างก็ไปก่อดราม่าทะเลาะกันบนหน้าวอลล์เลยก็มี เราเริ่มพบการใช้คำพูดรุนแรง ทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายกันหนักขึ้นๆ จนเหมือนกับว่าเรากลับไปช่วงที่การเมืองรุนแรงเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้เป็นภาวะที่มีคนพูดถึงมากกว่าเดิมเนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้สื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฝั่งดราม่าการเมืองว่าน่าเป็นห่วงแล้ว อีกเรื่องที่น่าห่วงไม่แพ้กันก็คือการที่ฝ่ายการเมืองเริ่มสร้าง &#8216;ข้อมูลเท็จ&#8217; หรือ &#8216;ข้อมูลที่ถูกบิดเบือน&#8217; เพื่อหวังผลต่างๆ ไม่ว่าจะให้พรรคตัวเองดูดีขึ้นในสายตากลุ่มคนเลือกตั้ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/election-on-social-media/">โอกาส การแข่งขัน และดราม่า เมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นสนามใหญ่ของการหาเสียง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โลกโซเชียลมีเดียนั้นมีบทบาทน่าสนใจ ชวนติดตาม และน่ากังวลสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้อยู่ไม่น้อย และ ณ ขณะที่เข้าช่วงเวลาของการหาเสียงอย่างเต็มรูปแบบ เราจึงเห็นหน้านิวส์ฟีด ไทม์ไลน์ เริ่มมีการพูดถึงเรื่องการเมืองหนักมากขึ้นเรื่อยๆ</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถามว่ามันผิดแปลกอะไรไหม</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ต้องบอกว่าไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะเราก็ร้างราการเลือกตั้งมาหลายปี</span> <span style="font-weight: 400;">เลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญไม่ว่าจะกับนักการเมืองหรือประชาชนที่จะไปลงคะแนนกันในเดือนมีนาคมนี้</span> <span style="font-weight: 400;">แต่ก็อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าและหลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนก็คงได้เห็นกันบ้างแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">คือโลกออนไลน์กลายเป็นสนามใหญ่ของการหาเสียง </span><span style="font-weight: 400;">หลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">พรรคที่ชิงไหวชิงพริบได้ก่อน</span> <span style="font-weight: 400;">ก็จะสามารถสร้างกระแสและทำให้ตัวเองเป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์ได้ดังที่เราพอจะเห็นบรรดา</span><span style="font-weight: 400;">แฮชแท็ก</span><span style="font-weight: 400;">ดังๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้ามองเชื่อมต่อเป็นการตลาดแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ไม่แปลกเช่นกัน</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ก็พยายามจะ</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">โฆษณา&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ตัวเองให้กลุ่มเป้าหมาย</span><span style="font-weight: 400;"> (</span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งก็คือประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง</span><span style="font-weight: 400;">) </span><span style="font-weight: 400;">เลือกตัวเอง</span> <span style="font-weight: 400;">และสิ่งที่ต้องทำอย่างแรกๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ก็คือการให้พรรคตัวเอง</span> <span style="font-weight: 400;">ผู้สมัครของตัวเองมีพื้นที่สื่อ</span> <span style="font-weight: 400;">มีคนรู้จัก</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะถ้าคนในพื้นที่ยังไม่รู้จักผู้สมัครแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">การจะได้คะแนนเสียงก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ</span> หากเป็นเมื่อก่อน<span style="font-weight: 400;">เราก็คงเห็นเพียงการปักป้ายหาเสียงตามท้องถนนให้คนเห็นหน้าค่าตาผู้สมัคร</span> <span style="font-weight: 400;">แต่พอมาเป็นโลกออนไลน์ซึ่งมีการควบคุมเรื่องสื่อโฆษณาต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">จากเจ้าของแพลตฟอร์มอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">กูเกิล</span><span style="font-weight: 400;">และเ</span><span style="font-weight: 400;">ฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">นั้น</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ทำให้หลายพรรคการเมืองต้องสรรหาวิธีทางอื่นมาปั่นกระแสกัน</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะหยิบนโยบายมาชู</span> <span style="font-weight: 400;">หรือพลิกมุมสร้างฐานเสียงแบบต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">การแชร์คอนเทนต์ทั้งทางตรงทางอ้อม</span> <span style="font-weight: 400;">กองเชียร์ช่วยแชร์</span> <span style="font-weight: 400;">ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลที่เกิดขึ้นตอนนี้และคิดว่าหลาย</span><span style="font-weight: 400;">คนก็คงจะรู้สึกคือเรามีข่าวสารข้อมูลการเมืองมากขึ้นๆ</span> <span style="font-weight: 400;">จน</span><span style="font-weight: 400;">เอียนเอาได้ง่ายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะไม่ใช่แค่จากพรรคการเมืองอย่างเดียว</span> <span style="font-weight: 400;">แต่ยังมีบทสนทนาจากเพื่อนๆ</span> <span style="font-weight: 400;">และคนรอบข้างเพิ่มเข้ามาอีก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อเกิดบทสนทนาเรื่องการเมืองที่มากขึ้นเรื่อยๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ</span> จึงมี<span style="font-weight: 400;">การปะทะกันทางความคิด</span> <span style="font-weight: 400;">ความเชื่อของคนและฝั่ง</span> <span style="font-weight: 400;">ที่นับวันทำให้เกิดการผิดใจกันได้ง่ายๆ</span></p>
</blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนทำให้หลายคนต้องมีการอันเฟรนด์ อันฟอลโลว์</span><span style="font-weight: 400;">กัน</span> <span style="font-weight: 400;">บ้างก็ไปก่อดราม่าทะเลาะกันบนหน้าวอลล์เลยก็มี</span> <span style="font-weight: 400;">เราเริ่มพบการใช้คำพูดรุนแรง</span> <span style="font-weight: 400;">ทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายกันหนักขึ้นๆ</span> <span style="font-weight: 400;">จนเหมือนกับว่าเรากลับไปช่วงที่การเมืองรุนแรงเมื่อหลายปีก่อน</span> <span style="font-weight: 400;">แต่ตอนนี้เป็นภาวะที่มีคนพูดถึงมากกว่าเดิมเนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้สื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝั่งดราม่าการเมืองว่าน่าเป็นห่วงแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">อีกเรื่องที่น่าห่วงไม่แพ้กันก็คือการที่ฝ่ายการเมืองเริ่มสร้าง</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลเท็จ&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">หรือ</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลที่ถูกบิดเบือน&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อหวังผลต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะให้พรรคตัวเองดูดีขึ้นในสายตากลุ่มคนเลือกตั้ง</span> <span style="font-weight: 400;">หรือทำให้พรรคคู่แข่งดูแย่</span> <span style="font-weight: 400;">ทำลายฐานเสียง</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งจะว่าไปแล้วประเทศไทยก็ไม่ใช่ประเทศแรกที่เจอเรื่องนี้แต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในต่างประเทศนั้น</span> <span style="font-weight: 400;">กรณีของ</span><span style="font-weight: 400;"> fake news (</span><span style="font-weight: 400;">ข่าวเท็จ</span> <span style="font-weight: 400;">ข่าวลวง</span><span style="font-weight: 400;">) </span><span style="font-weight: 400;">เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่สมัยยังไม่มีอินเทอร์เน็ต</span> <span style="font-weight: 400;">อย่างที่เราเห็นตามหนังสือพิมพ์แทบลอยด์</span><span style="font-weight: 400;">ในต่างประเทศที่ขยันปั้นข่าว</span> <span style="font-weight: 400;">หรือพาดหัวเรียกแขกต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">นานา</span> <span style="font-weight: 400;">แต่อย่างไรก็ดี</span><span style="font-weight: 400;"> fake news </span><span style="font-weight: 400;">ในสมัยก่อนยังจำกัดอยู่ในวงที่ไม่กว้างนัก</span> <span style="font-weight: 400;">หากแต่มันเป็นเรื่องใหญ่มากกับยุคออนไลน์ที่เราเสพข่าวกันเร็วมากขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">ให้เวลากับรายละเอียดและการตรวจสอบข้อมูลน้อยลง</span> <span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับเทคโนโลยีการตัดต่อและทำคอนเทนต์นั้นก็ทำให้การทำภาพกราฟิก</span> <span style="font-weight: 400;">การทำวิดีโอเป็นเรื่องง่ายและใครๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ทำได้</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่จำเป็นต้องเป็นสื่อหรือสำนักพิมพ์</span> <span style="font-weight: 400;">ผลคือทำให้โลกออนไลน์ตอนนี้มีความเสี่ยงกับการเกิดข่าวลือ</span> <span style="font-weight: 400;">ข่าวเท็จ</span> <span style="font-weight: 400;">หรือข่าวที่ถูกบิดเบือนได้ง่ายดายจากผู้ไม่หวังดี</span><span style="font-weight: 400;">หรือหวังประโยชน์จากข่าวเหล่านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นยังไม่นับกับการที่โลกโซเชียลทำให้เกิดการแชร์ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว</span> <span style="font-weight: 400;">พ่วงด้วยการแนบความคิดเห็นตัวเองเสริมเข้าไปอีก</span> <span style="font-weight: 400;">มันจึงไม่แปลกที่ตอนนี้เราจะเห็นข่าวการเมืองที่</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">ออกรสออกชาติ&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ถูกแชร์กันอย่างรวดเร็ว</span> <span style="font-weight: 400;">ยิ่งอะไรที่สามารถเร้าอารมณ์คนได้</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะทำให้รู้สึกกรี๊ดกร๊าด</span> <span style="font-weight: 400;">รู้สึกโกรธแค้น</span> <span style="font-weight: 400;">รู้สึกเศร้าใจ</span> <span style="font-weight: 400;">ฯลฯ</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ยิ่งทำให้คอนเทนต์เหล่านี้ถูกแพร่ไปเร็วกว่าเดิม</span> <span style="font-weight: 400;">ตรงข้ามกับข้อมูลทั่วๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ไปที่อาจดูน่าเบื่อและหลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนมองข้ามเพราะมัน</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;ไม่</span><span style="font-weight: 400;">เร้าใจ&#8217;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้</span> <span style="font-weight: 400;">ตัวแพลตฟอร์มอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">เฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">และ</span><span style="font-weight: 400;">กูเกิล</span><span style="font-weight: 400;">เองก็พยายามพัฒนาระบบตรวจสอบบรรดา</span><span style="font-weight: 400;"> fake news </span><span style="font-weight: 400;">เหล่านี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม</span> <span style="font-weight: 400;">เรียกได้ว่าเป็นเกมแมวจับหนูที่คงวิ่งไล่กันและต้องดูว่าใครจะเร็วกว่ากัน</span> <span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าตอนนี้ตัวแพลตฟอร์มก็พยายามวิ่งไล่ตามด้วยวิธีต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">เช่นการนำ</span><span style="font-weight: 400;"> AI </span><span style="font-weight: 400;">และคนมาวิเคราะห์คอนเทนต์ต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">แต่นั่นก็ยังไม่ทันกับปริมาณคอนเทนต์มหาศาลที่เกิดขึ้นมาไม่หยุดทุกวินาที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉะนั้นการรอแพลตฟอร์มในการมาแก้ปัญหาเหล่านี้ก็อาจจะไม่ทันการณ์</span> <span style="font-weight: 400;">คงต้องอาศัยวิจารณญาณของคนเสพคอนเทนต์ในการแยกแยะข้อมูลเหล่านี้</span> <span style="font-weight: 400;">ตื่นรู้เรื่องการปลุกปั่นผ่านข้อมูลข่าวสารและไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีในการใช้ข้อมูลเหล่านี้สร้างความเข้าใจผิด</span> <span style="font-weight: 400;">หรือถ้าพูดง่ายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ก็คือให้คนรู้เท่าทันสื่อในวันนี้โดยเฉพาะกับสื่อออนไลน์นั่นแหละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม</span> <span style="font-weight: 400;">ถ้าเราดูเหตุการณ์สำคัญๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ทางการเมืองในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อน</span> <span style="font-weight: 400;">เราก็จะเห็นว่าคนแชร์ข่าวลือต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">กันสนั่นไทม์ไลน์โดยไม่มีการตรวจสอบ</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่นับการวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่เหมาะสมอีกมากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งก็คงทำให้เรากลับมาคิดว่า</span> <span style="font-weight: 400;">เรายังหวังอะไรกับเรื่องการรู้เท่าทันสื่อของคนไทยในออนไลน์ไม่ได้เช่นกัน</span></p>
<p><strong>และนั่นก็คงทำให้ต้องทำใจว่าเลือกตั้งครั้งนี้ ก็อาจมีบางอย่างให้เราต้องเรียนรู้และไปเตรียมตัวกันต่อในครั้งหน้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมตามที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้นั่นแหละครับ</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/election-on-social-media/">โอกาส การแข่งขัน และดราม่า เมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นสนามใหญ่ของการหาเสียง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากเรื่องเล็กสู่เรื่องใหญ่ มีอะไรใน #ทีมลวก #ทีมไม่ลวกหมี่หยก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mk-jade-noodles-team/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jan 2019 09:07:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[MK]]></category>
		<category><![CDATA[สุกี้]]></category>
		<category><![CDATA[online]]></category>
		<category><![CDATA[หมี่หยก]]></category>
		<category><![CDATA[ลวก]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ลวก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=50444</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าใครติดตามหน้า News Feed และ Timeline ของโลกออนไลน์ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีช่วง 2-3 วันที่ถกกันอย่างร้อนแรงเอาเป็นเอาตายว่า การกินบะหมี่หยกนั้นต้อง &#8216;ลวก&#8217; หรือ &#8216;ไม่ลวก&#8217; จนถึงขั้นมีการโหวตกันเป็นเรื่องเป็นราวก่อนที่แบรนด์เจ้าของเรื่องอย่าง MK ก็ร่วมวงผสมโรงกลายเป็นแคมเปญไปเลย หลายคนก็อาจจะสงสัยว่านี่เป็นแคมเปญจัดตั้งของทาง MK หรือเปล่า ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่อาจทราบได้เหมือนกัน แต่เท่าที่ติดตามนั้นก็คิดว่าเกิดขึ้นจากการถกกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้วทาง MK มาใช้ประโยชน์จากกระแสมากกว่า แต่เรื่องน่าคิดไปกว่านั้นคือทำไมไอ้เรื่อง &#8216;ลวก&#8217; กับ &#8216;ไม่ลวก&#8217; ถึงเป็นกระแสกันได้ทั้งที่มันดูจะเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง? เรื่องดังกล่าวนี้มักมีให้เห็นกันบ่อยๆ บนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นโลกที่แต่ละคนนั้นล้วนมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นออกมาว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ชอบหรือไม่ชอบ เพราะทุกๆ คนมีสื่อและมีพื้นที่ของตัวเอง หากจะว่าไปแล้ว ทุกวันนี้เราก็เห็นการพูดเรื่องราวและประเด็นต่างๆ ในพื้นที่นี้กันอยู่เรื่อยๆ อย่างช่วงนี้ก็จะเห็นว่าประเด็นการเมืองก็เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือก่อนหน้านี้เรื่อยมาจนล่าสุดก็ถกกันเรื่องการแต่งชุดนักเรียนว่าควรหรือไม่ควรกันเป็นเรื่องเป็นราว (อีกแล้ว) หากเราเปิดใจมองความเป็นมนุษย์ของแต่ละคน เราทุกคนก็ล้วนอยากแสดงออกทางความคิดกันไม่มากก็น้อย แต่เราก็ต้องยอมรับว่าการแสดงความเห็นกับบางเรื่องที่ &#8216;จริงจัง&#8217; ประเภทเป็นวิชาการต้องใช้ความคิดและวิจารณญาณมากๆ ก็ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวหรือหนักหัวกันอยู่พอสมควร คนที่ถกเถียงก็เลยอาจจะอยู่ในวงแคบๆ หรือกลุ่มคนที่ชอบคิดชอบวิจารณ์กันเป็นทุนเดิม ในขณะที่คนส่วนมากอาจนั่งเสพข้อมูลหรือซุ่มดูอยู่ห่างๆ แต่ถ้าเป็นเรื่อง &#8216;เบาสมอง&#8217; หรือ &#8216;สนุกๆ&#8217; มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะใครๆ ก็ล้วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นกันได้แถมไม่ต้องใช้เรื่องวุฒิหรือทักษะการคิดวิเคราะห์อะไรมาอธิบายให้ซับซ้อนดูเข้าใจยาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mk-jade-noodles-team/">จากเรื่องเล็กสู่เรื่องใหญ่ มีอะไรใน #ทีมลวก #ทีมไม่ลวกหมี่หยก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="Body"><strong>ถ้าใครติดตามหน้า News Feed และ Timeline ของโลกออนไลน์ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีช่วง 2-3 วันที่ถกกันอย่างร้อนแรงเอาเป็นเอาตายว่า การกินบะหมี่หยกนั้นต้อง &#8216;ลวก&#8217; หรือ &#8216;</strong><strong>ไม่ลวก&#8217; จนถึงขั้นมีการโหวตกันเป็นเรื่องเป็นราวก่อนที่แบรนด์เจ้าของเรื่องอย่าง MK ก็ร่วมวงผสมโรงกลายเป็นแคมเปญไปเลย</strong></p>
<p class="Body">หลายคนก็อาจจะสงสัยว่านี่เป็นแคมเปญจัดตั้งของทาง MK หรือเปล่า ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่อาจทราบได้เหมือนกัน แต่เท่าที่ติดตามนั้นก็คิดว่าเกิดขึ้นจากการถกกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้วทาง MK มาใช้ประโยชน์จากกระแสมากกว่า</p>
<p class="Body">แต่เรื่องน่าคิดไปกว่านั้นคือทำไมไอ้เรื่อง &#8216;ลวก&#8217; กับ &#8216;ไม่ลวก&#8217; ถึงเป็นกระแสกันได้ทั้งที่มันดูจะเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง?</p>
<p class="Body">เรื่องดังกล่าวนี้มักมีให้เห็นกันบ่อยๆ บนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นโลกที่แต่ละคนนั้นล้วนมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นออกมาว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ชอบหรือไม่ชอบ เพราะทุกๆ คนมีสื่อและมีพื้นที่ของตัวเอง หากจะว่าไปแล้ว ทุกวันนี้เราก็เห็นการพูดเรื่องราวและประเด็นต่างๆ ในพื้นที่นี้กันอยู่เรื่อยๆ อย่างช่วงนี้ก็จะเห็นว่าประเด็นการเมืองก็เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือก่อนหน้านี้เรื่อยมาจนล่าสุดก็ถกกันเรื่องการแต่งชุดนักเรียนว่าควรหรือไม่ควรกันเป็นเรื่องเป็นราว (อีกแล้ว)</p>
<p class="Body">หากเราเปิดใจมองความเป็นมนุษย์ของแต่ละคน เราทุกคนก็ล้วนอยากแสดงออกทางความคิดกันไม่มากก็น้อย แต่เราก็ต้องยอมรับว่าการแสดงความเห็นกับบางเรื่องที่ &#8216;จริงจัง&#8217; ประเภทเป็นวิชาการต้องใช้ความคิดและวิจารณญาณมากๆ ก็ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวหรือหนักหัวกันอยู่พอสมควร คนที่ถกเถียงก็เลยอาจจะอยู่ในวงแคบๆ หรือกลุ่มคนที่ชอบคิดชอบวิจารณ์กันเป็นทุนเดิม ในขณะที่คนส่วนมากอาจนั่งเสพข้อมูลหรือซุ่มดูอยู่ห่างๆ</p>
<p class="Body">แต่ถ้าเป็นเรื่อง &#8216;เบาสมอง&#8217; หรือ &#8216;สนุกๆ&#8217; มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะใครๆ ก็ล้วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นกันได้แถมไม่ต้องใช้เรื่องวุฒิหรือทักษะการคิดวิเคราะห์อะไรมาอธิบายให้ซับซ้อนดูเข้าใจยาก เรื่องแบบนี้จึงมักเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เกิดบทสนทนาได้ง่ายและแพร่ต่อไปได้เร็วเพราะใครๆ ก็สามารถเข้ามาร่วมวงสนทนาได้</p>
<p class="Body">เรื่องของ &#8216;ลวก&#8217; และ &#8216;ไม่ลวก&#8217; ก็เข้าข่าย คนจำนวนมากล้วนมีประสบการณ์ (ก็การกินบะหมี่ยกนี่แหละ) และแน่นอนว่าการกินบะหมี่หยกนั้นก็ไม่มีอะไรผิดและถูก มันไม่ได้อันตรายแต่มันจะสนุกมากกับการนั่งเถียงกับเพื่อนกันแบบฮาๆ ว่าลวกหรือไม่ลวกดี ส่วนคนที่เข้ามาเสพก็ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แค่ถามตัวเองว่าปกติเรากินแบบลวกหรือไม่ลวกก็สามารถเก็ตเรื่องที่คุยกันได้ทันทีประกอบกับการเกิด #ทีมลวก และ #ทีมไม่ลวก ก็ยิ่งกลายเป็นความสนุกที่แต่ละคนเลือกเข้ากลุ่มสนับสนุนฝั่งใดฝั่งหนึ่ง</p>
<p class="Body">ซึ่งนั่นก็ไปคล้องกับพฤติกรรมคนออนไลน์จำนวนไม่น้อยที่มักจะพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับเรื่องบางเรื่องที่กำลังเป็นกระแส กำลังเป็นที่ถูกพูดถึง ผลก็คือการคุยเล่นแต่แอบจริงจังนี้ก็กระพือสนั่นไปบนออนไลน์</p>
<p class="Body">ถ้าจำเรื่องคล้ายๆ กันได้ก็ตอนรูปชุดเดรสที่เรานั่งถกกันว่าเห็นเป็นสีอะไรแล้วก็เถียงกันจริงจังมาก เกิดการแชร์บนออนไลน์จนถึงขั้นออกทีวีเพราะก็มีคนสองฝั่งที่บอกว่าฉันเห็นเป็นสีอะไร ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เป็นการมาบอกว่าอีกฝั่งผิด หากแต่เป็นการบอกว่า “ฉันเห็นเป็นอะไร” เช่นเดียวกับวันนี้ที่คนบอกว่า “ฉันลวก” และ “ฉันไม่ลวก” โดยลึกๆ ก็อาจจะมีการข่มกันหน่อยๆ ว่าฝั่งไหนมีมากกว่ากันนั่นแหละ (ซึ่งก็เข้าข่ายการ &#8216;หาพวก&#8217; ตามประสามนุษย์ปกติ)</p>
<p class="Body">ผลพลอยได้ของเรื่องเล่นๆ ที่กลายเป็นเรื่องจริงจังนี่ก็คงตกอยู่กับตัว MK เองที่ทำให้คนจำนวนมากนึกถึงประสบการณ์การกินสุกี้ที่ MK ไปโดยปริยาย บางคนก็อาจจะนึกสนุกไปกินอีกครั้งด้วย นอกจากนี้แล้วทาง MK เองก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปเฉยๆ โดยออกโปรโมชั่นมารับลูกอีกที เรียกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม</p>
<p class="Body">ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต่อจากนี้จะมีการสร้าง # ทีม อะไรอีกไหม แต่เชื่อว่าคงมีอีกเรื่อยๆ ทั้งแบบจริงจังและเอาสนุก แต่โลกออนไลน์มันก็เอื้อให้คนจำนวนมากจับกลุ่มและสร้าง &#8216;เผ่า&#8217; ของตัวเองได้อยู่เรื่อยๆ และก็คงจะมีประเด็นใหม่ๆ มาให้เราถกเถียงกันอยู่อีกเรื่อยๆ นั่นแหละ</p>
<p class="Body"><strong>ถึงตอนนั้นแล้ว ถ้าเราอยากสนุกด้วย ก็อย่าลืมไปร่วมว่าคุณ #ทีมไหน นะครับ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mk-jade-noodles-team/">จากเรื่องเล็กสู่เรื่องใหญ่ มีอะไรใน #ทีมลวก #ทีมไม่ลวกหมี่หยก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อนาคตที่ดูมืดมนของสื่อไทยกับพายุที่เพิ่งเริ่ม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thai-media-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Dec 2018 19:14:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[online]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=48134</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข่าวการปลดพนักงานจากสื่อใหญ่ย่านพระราม 4 สร้างเสียงฮือฮาบนโลกออนไลน์เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับที่มีการดูข้อมูลมากขึ้นแล้วพบว่ามูลค่าธุรกิจสื่อหลายรายลดลงอย่างต่อเนื่อง บางรายเรียกว่ามูลค่าหายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ภายในช่วงเวลาแค่ 4 ปีเท่านั้น นั่นยังไม่นับข่าวการปิดตัวช่องทีวีหรือนิตยสารที่หลายๆ คนคุ้นเคย การปลดพนักงานในสายอาชีพสื่อ ฯลฯ ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่จะทำให้เกิดการพูดถึงว่าอนาคตของสื่อไทยจะเป็นอย่างไร จะไปรอดไหม รวมไปถึงการตั้งคำถามว่าการศึกษาเพื่อสร้างคนทำงานอาชีพสื่อจะเป็นอย่างไรต่อไป? ถ้าเราดูความเคลื่อนไหวของแวดวงสื่อต่างๆ นั้น การที่ผู้บริโภคหันไปเสพคอนเทนต์ผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือยูทูบนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะก็เกิดขึ้นในทั่วโลก เรตติ้งของช่องทีวีต่างๆ ก็ลดลงเพราะคนดูกระจายไปใช้เวลากับช่องทางอื่นๆ แต่สิ่งที่สื่อไทยอาจจะเจอหนักกว่าคนอื่นก็คือการปรับตัวที่ไม่ทันความเปลี่ยนแปลงประกอบกับปัญหาเชิงคุณภาพของสื่อที่สะสมกันมานาน ที่กล่าวเช่นนี้เพราะเราก็เห็นการวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยครั้งในเรื่องคุณภาพรายการทีวีไทยหรือคุณภาพของการทำข่าวต่างๆ ว่าไม่มีการยกระดับ ไม่มีการพัฒนา เช่น รายการทีวีที่จำเจ เนื้อหาที่ดูซ้ำซาก พล็อตเรื่องที่ไม่น่าสนใจอาศัยแต่ขายดารา ส่วนข่าวก็เน้นเล่นกับกระแส พาดหัวข่าวแรงๆ หรือการทำข่าวที่ทำให้สังคมตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานวิชาชีพสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ที่ผ่านมาเราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเสพข้อมูลข่าวสารจากสื่อเหล่านี้ ดูทีวีช่องเดิมๆ ที่เคยมี เรตติ้งและยอดจำหน่ายของสื่อที่เราวิจารณ์กันว่าไม่ได้คุณภาพจึงยังอยู่กันต่อไปได้ เม็ดเงินโฆษณาก็ยังไหลไปหาสื่อเหล่านี้อยู่ จนเกิดเป็นชุดความคิดว่า ทำแบบนี้แล้วขายได้ อย่างไรก็ตาม วิกฤติใหญ่เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคอย่างเราๆ มีตัวเลือกถล่มทลายจากดิจิทัล ไม่ว่าจะบริการใหม่ๆ อย่าง Netflix ที่มาพร้อมกับซีรีส์และภาพยนตร์มากมายชนิดดูแทบไม่ทัน เพจมากมายบนเฟซบุ๊กที่มีคอนเทนต์น่าติดตาม แถมบางคนเขียนบทความดียิ่งกว่าคอลัมนิสต์ ถ่ายรูปสวยประหนึ่งช่างภาพอาชีพ ส่วนบนยูทูบก็มียูทูบเบอร์ที่ทำรายการได้สนุกยิ่งกว่ารายการทีวี ส่วนเรื่องข่าวต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thai-media-future/">อนาคตที่ดูมืดมนของสื่อไทยกับพายุที่เพิ่งเริ่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวการปลดพนักงานจากสื่อใหญ่ย่านพระราม 4 สร้างเสียงฮือฮาบนโลกออนไลน์เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับที่มีการดูข้อมูลมากขึ้นแล้วพบว่ามูลค่าธุรกิจสื่อหลายรายลดลงอย่างต่อเนื่อง บางรายเรียกว่ามูลค่าหายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ภายในช่วงเวลาแค่ 4 ปีเท่านั้น นั่นยังไม่นับข่าวการปิดตัวช่องทีวีหรือนิตยสารที่หลายๆ คนคุ้นเคย การปลดพนักงานในสายอาชีพสื่อ ฯลฯ ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่จะทำให้เกิดการพูดถึงว่าอนาคตของสื่อไทยจะเป็นอย่างไร จะไปรอดไหม รวมไปถึงการตั้งคำถามว่าการศึกษาเพื่อสร้างคนทำงานอาชีพสื่อจะเป็นอย่างไรต่อไป?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราดูความเคลื่อนไหวของแวดวงสื่อต่างๆ นั้น การที่ผู้บริโภคหันไปเสพคอนเทนต์ผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือยูทูบนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะก็เกิดขึ้นในทั่วโลก เรตติ้งของช่องทีวีต่างๆ ก็ลดลงเพราะคนดูกระจายไปใช้เวลากับช่องทางอื่นๆ แต่สิ่งที่สื่อไทยอาจจะเจอหนักกว่าคนอื่นก็คือการปรับตัวที่ไม่ทันความเปลี่ยนแปลงประกอบกับปัญหาเชิงคุณภาพของสื่อที่สะสมกันมานาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่กล่าวเช่นนี้เพราะเราก็เห็นการวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยครั้งในเรื่องคุณภาพรายการทีวีไทยหรือคุณภาพของการทำข่าวต่างๆ ว่าไม่มีการยกระดับ ไม่มีการพัฒนา เช่น รายการทีวีที่จำเจ เนื้อหาที่ดูซ้ำซาก พล็อตเรื่องที่ไม่น่าสนใจอาศัยแต่ขายดารา ส่วนข่าวก็เน้นเล่นกับกระแส พาดหัวข่าวแรงๆ หรือการทำข่าวที่ทำให้สังคมตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานวิชาชีพสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ที่ผ่านมาเราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเสพข้อมูลข่าวสารจากสื่อเหล่านี้ ดูทีวีช่องเดิมๆ ที่เคยมี เรตติ้งและยอดจำหน่ายของสื่อที่เราวิจารณ์กันว่าไม่ได้คุณภาพจึงยังอยู่กันต่อไปได้ เม็ดเงินโฆษณาก็ยังไหลไปหาสื่อเหล่านี้อยู่ จนเกิดเป็นชุดความคิดว่า ทำแบบนี้แล้วขายได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม วิกฤติใหญ่เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคอย่างเราๆ มีตัวเลือกถล่มทลายจากดิจิทัล ไม่ว่าจะบริการใหม่ๆ อย่าง Netflix ที่มาพร้อมกับซีรีส์และภาพยนตร์มากมายชนิดดูแทบไม่ทัน เพจมากมายบนเฟซบุ๊กที่มีคอนเทนต์น่าติดตาม แถมบางคนเขียนบทความดียิ่งกว่าคอลัมนิสต์ ถ่ายรูปสวยประหนึ่งช่างภาพอาชีพ ส่วนบนยูทูบก็มียูทูบเบอร์ที่ทำรายการได้สนุกยิ่งกว่ารายการทีวี ส่วนเรื่องข่าวต่างๆ นั้นก็ไปติดตามทางสื่อออนไลน์ดีกว่า เพราะเร็วกว่า หลากหลายกว่า แถมอาจจะได้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่าด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเป็นเช่นนี้ การผูกขาดคนดูที่เคยมีมามันก็หายไป คนมีตัวเลือกมากขึ้นและมันก็ไม่แปลกที่คนจะเริ่มเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้กับตัวเอง ซึ่งผมคงไม่ต้องบอกหรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับงานที่ไม่ได้คุณภาพหรือคุณภาพด้อยกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมมักพูดเสมอว่าไม่ใช่คนไทยไม่ดูทีวี ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือ เพราะถ้ารายการทีวีดีเราก็ยินดีที่จะดู เหมือนที่เราดู </span><i><span style="font-weight: 400;">บุพเพสันนิวาส</span></i><span style="font-weight: 400;"> จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับประเทศ แต่คำถามน่าคิดคือทำไมเราไม่มีละครดีๆ ไม่มีรายการดีๆ ที่จะสามารถพยุงให้คนยังดูทีวีต่อไปได้อยู่เรื่อยๆ ในขณะที่ถ้าเราดูบนโลกออนไลน์นั้นจะมีคอนเทนต์ดีๆ สับเปลี่ยนกันขึ้นมาเป็นกระแสอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากยังเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ แล้วนั้น มันก็คงยากที่สื่อดั้งเดิมจะรักษาฐานคนดูเอาไว้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งมันก็คงต้องกลับไปดูกันถึงระดับการศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้วว่าหลักสูตรต่างๆ ที่มีในปัจจุบันนั้นจะสามารถสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและมีมุมมองในการทำสื่อที่มีคุณภาพเพื่อมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ และถ้าหากวิชานิเทศศาสตร์ในปัจจุบันยังเรียนกันอยู่บนบริบทเดิมๆ วิธีคิดแบบเดิมๆ ด้วยแล้ว มันก็น่าห่วงว่าคนที่จบออกมาทำงานจะสามารถเอาตัวรอดในสงครามสื่อยุคนี้ได้หรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทีนี้หลายคนก็มองว่าวันนี้หลายๆ สื่อมีการปรับตัวไปทำช่องทางออนไลน์มากขึ้น มีการโฟกัสธุรกิจไปทำเฟซบุ๊กเพจ ทำยูทูบแชนแนล แล้วก็พยายามหาทางปั้นตัวเลขต่างๆ นานาเพื่อไปขายโฆษณากับสปอนเซอร์ได้บ้างแล้ว ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นทางรอดที่พอจะเห็นและจับต้องได้ในวันนี้ แน่นอนว่ามันอาจไม่ได้ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำเมื่อเทียบกับการทำธุรกิจสื่อสมัยก่อน แต่ก็ยังดีเสียกว่าไม่มีอะไรกลับมาเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็นั่นเองที่หลายๆ องค์กรเริ่มมองเห็นว่าแม้จะทำช่องทางออนไลน์นั้นก็ใช่ว่าจะรอด เพราะเม็ดเงินสื่อที่มาทางออนไลน์ก็ไม่ได้มากพอจะครอบคลุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายเดิมที่มี แถมคู่แข่งที่แย่งเม็ดเงินโฆษณาวันนี้ก็มหาศาล ผู้ลงโฆษณาและสปอนเซอร์มีตัวเลือกมากมายในตลาด ยิ่งถ้าจะมองว่าคู่แข่งที่แท้จริงคือเจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กและกูเกิลซึ่งสามารถลงโฆษณาได้แม่นยำ เข้าถึงคนหมู่มากได้ บรรดาสื่อที่เคยขายโฆษณาก็คงต้องปาดเหงื่อกันอย่างหนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สื่อจะรอดไหม?” คงเป็นคำถามใหญ่ของวงการสื่อ ไม่ใช่แค่กับสื่อดั้งเดิมซึ่งตอนนี้ดูจะร่อแร่เต็มทน เพราะแม้แต่สื่อออนไลน์เองก็จะเห็นว่ามีคนที่ดังเปรี้ยงแล้วก็หายวับไปอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้น หนักขึ้นเรื่อยๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถามผมแล้ว ผมคิดว่าก็มีทั้งคนที่รอดและไม่รอด อยู่ที่ว่าใครจะปรับตัวได้เร็วกว่ากัน มองเกมธุรกิจและสามารถขยับตัวได้ก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อย่างไรเสีย นอกจาก ‘สื่อรอด’ แล้ว สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าก็คือ ‘สังคมรอด’ เพราะถ้าหากสื่อต้องการรอดโดยทำทุกวิถีทางให้มีคนดู มีคนอ่าน มีคนตามแล้ว เราก็คงจะเห็นอะไรวุ่นๆ ในสื่อทั้งออฟไลน์และออนไลน์เป็นแน่ ไม่ว่าจะเป็นการพาดหัวข่าวที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ การขยี้ประเด็นที่ฉูดฉาด ไม่สนว่าจะสร้างสรรค์หรือไม่ จรรโลงสังคมหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง ต่อให้สื่อรอด (ชั่วคราว) สังคมเราก็จะตายไปเรื่อยๆ จากมะเร็งร้ายที่สื่อเหล่านี้ปล่อยออกมาให้นั่นเองล่ะครับ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thai-media-future/">อนาคตที่ดูมืดมนของสื่อไทยกับพายุที่เพิ่งเริ่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรในยุคที่ใครๆ ก็ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/social-media-election/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/social-media-election/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Nov 2018 08:52:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[election]]></category>
		<category><![CDATA[nuttapuch]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=43819</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประกาศจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในรอบหลายปีของการเมืองไทยหลังจากเราไม่มีการเลือกตั้งมานานหลายปี แต่ที่น่าสนใจมากคือการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเรากำลังอยู่ในช่วง &#8216;โต&#8217; ของการใช้ดิจิทัลโดยเฉพาะโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และไลน์ ซึ่งถือว่าสูงมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มาก และเราก็คงอดคิดไม่ได้ว่าบทบาทของโลกโซเชียลหรือชาวเน็ตนั้นจะมีผลกับการเลือกตั้งมากขนาดไหน บางคนก็อาจจะคิดว่าการเลือกตั้งสมัยก่อนนั้นเราก็มีการใช้งานออนไลน์มากระดับหนึ่งแล้ว มันจะแตกต่างไปมากขนาดไหนกัน แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์ปัจจัยหลายๆ อย่างก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างพอสมควร อย่างจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันก็เรียกว่าครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศไปแล้ว (อย่างเฟซบุ๊กเองก็มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีไปแล้ว) เช่นเดียวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งก็เป็นกลุ่มคนที่ใช้งานดิจิทัลอย่างหนักหน่วงดังสถิติที่มีการเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ แน่นอนว่าการกุมพื้นที่สื่อโลกดิจิทัลจึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของพรรคการเมืองอย่างไม่อาจมองข้ามได้ เพราะทุกวันนี้โลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีการพูดถึงเรื่องการเมืองอย่างหนักหน่วงบนช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ซึ่งก็มีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย นอกจากนี้แล้ว เราก็ยังเห็นว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น หลายพรรคการเมืองก็เริ่ม &#8216;ถูกพูดถึง&#8217; ผ่านเพจต่างๆ มีการตั้งบัญชีออนไลน์เพื่อมาสื่อสารกับประชาชน หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีเองก็มีการเปิดช่องทางออนไลน์เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ (ส่วนจะเป็นการหาเสียงอะไรหรือไม่นั้น ก็คงต้องตีความกันต่อไป) อย่างไรก็ตาม นอกจากการสื่อสารผ่านช่องทางของพรรคการเมืองหรือตัวนักการเมืองคนนั้นๆ แล้วนั้น สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้คือบรรดา thought leader หรือ influencer ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเฟซบุ๊กเพจ ยูทูบเบอร์ ทวิตเตอร์แอ็กเคานต์ ที่ทุกวันนี้มีอำนาจในการสื่อสารไม่แพ้กับสื่อหัวใหญ่ๆ ซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข้อมูลข่าวสารด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นต่อนโยบาย การวิพากษ์วิจารณ์ ฯลฯ ย่อมมีผลต่อคนที่ติดตามรับข่าวสารไม่มากก็น้อย ส่วนอีกปัจจัยที่ไม่อาจจะมองข้ามได้เพราะมีการพัฒนาให้ต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ก็คือเทคโนโลยีในการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยิงโฆษณาเจาะเฉพาะกลุ่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/social-media-election/">การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรในยุคที่ใครๆ ก็ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การประกาศจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในรอบหลายปีของการเมืองไทยหลังจากเราไม่มีการเลือกตั้งมานานหลายปี</p>
<p>แต่ที่น่าสนใจมากคือการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเรากำลังอยู่ในช่วง &#8216;โต&#8217; ของการใช้ดิจิทัลโดยเฉพาะโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และไลน์ ซึ่งถือว่าสูงมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มาก และเราก็คงอดคิดไม่ได้ว่าบทบาทของโลกโซเชียลหรือชาวเน็ตนั้นจะมีผลกับการเลือกตั้งมากขนาดไหน</p>
<p>บางคนก็อาจจะคิดว่าการเลือกตั้งสมัยก่อนนั้นเราก็มีการใช้งานออนไลน์มากระดับหนึ่งแล้ว มันจะแตกต่างไปมากขนาดไหนกัน แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์ปัจจัยหลายๆ อย่างก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างพอสมควร อย่างจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันก็เรียกว่าครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศไปแล้ว (อย่างเฟซบุ๊กเองก็มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีไปแล้ว) เช่นเดียวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งก็เป็นกลุ่มคนที่ใช้งานดิจิทัลอย่างหนักหน่วงดังสถิติที่มีการเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ</p>
<p>แน่นอนว่าการกุมพื้นที่สื่อโลกดิจิทัลจึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของพรรคการเมืองอย่างไม่อาจมองข้ามได้ เพราะทุกวันนี้โลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีการพูดถึงเรื่องการเมืองอย่างหนักหน่วงบนช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ซึ่งก็มีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้แล้ว เราก็ยังเห็นว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น หลายพรรคการเมืองก็เริ่ม &#8216;ถูกพูดถึง&#8217; ผ่านเพจต่างๆ มีการตั้งบัญชีออนไลน์เพื่อมาสื่อสารกับประชาชน หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีเองก็มีการเปิดช่องทางออนไลน์เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ (ส่วนจะเป็นการหาเสียงอะไรหรือไม่นั้น ก็คงต้องตีความกันต่อไป)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นอกจากการสื่อสารผ่านช่องทางของพรรคการเมืองหรือตัวนักการเมืองคนนั้นๆ แล้วนั้น สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้คือบรรดา thought leader หรือ influencer ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเฟซบุ๊กเพจ ยูทูบเบอร์ ทวิตเตอร์แอ็กเคานต์ ที่ทุกวันนี้มีอำนาจในการสื่อสารไม่แพ้กับสื่อหัวใหญ่ๆ ซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข้อมูลข่าวสารด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นต่อนโยบาย การวิพากษ์วิจารณ์ ฯลฯ ย่อมมีผลต่อคนที่ติดตามรับข่าวสารไม่มากก็น้อย</p>
<p>ส่วนอีกปัจจัยที่ไม่อาจจะมองข้ามได้เพราะมีการพัฒนาให้ต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ก็คือเทคโนโลยีในการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยิงโฆษณาเจาะเฉพาะกลุ่ม (Targetting Ad) อย่างในเฟซบุ๊ก ตลอดไปจนถึงการทำคอนเทนต์ในระดับเฉพาะบุคคล (Personalization) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักการตลาดน่าจะคุ้นเคยกันมาพักใหญ่ๆ เพื่อใช้ในการขายสินค้าของตัวเองอยู่แล้ว</p>
<p>คำถามคือถ้าพรรคการเมืองนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์เหล่านี้มาใช้กับการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพรรคการเมืองเข้ามาทำการตลาดให้กับพรรคตัวเองด้วยเครื่องมือเหล่านี้ ทั้งการยิงโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย การใช้ influencer ช่วยโปรโมตพรรคการเมือง หรือแม้กระทั่งการนำข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ไปวิเคราะห์เพื่อจะหาโอกาสเจาะฐานคะแนนเสียงทั้งของตัวเองและคู่แข่ง ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างจากที่นักการตลาดทำเพื่อจะแย่งฐานคู่แข่งของตัวเองมา</p>
<p>พอมาถึงตรงนี้ สิ่งที่หลายๆ คนอาจเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยคือความโกลาหลที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลข่าวสารที่จะล้นทะลักในช่วงใกล้การเลือกตั้ง การปล่อยข่าวลวง การสร้างข้อมูลเท็จเพื่อทำลายคะแนนเสียง การเลือกนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนโดยใช้เทคนิคของเทคโนโลยีมาช่วย ฯลฯ ซึ่งก็อดห่วงไม่ได้ว่าผู้ควบคุมกฏการเลือกตั้งจะตามทันสิ่งเหล่านี้มากน้อยเพียงใด เพราะมันอาจจะเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ประเทศเรายังไม่มีประสบการณ์ในการรับมือก็ได้ แถมดันมาเป็นจังหวะการเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศอีกต่างหาก</p>
<p>สถานการณ์นี้คงไม่ใช่เรื่องที่เราจะมองกันแบบชิลล์ๆ ได้ เพราะแม้แต่ในต่างประเทศก็มีการพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กเองก็ต้องออกมาชี้แจงเพราะมีแรงกดดันจากหลายๆ ประเทศเพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใสและยุติธรรมต่อทุกๆ คน</p>
<p>สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า เราคนไทยก็คงต้องมานั่งติดตามกันต่อล่ะว่าการเลือกตั้งครั้งแรกที่เรามีโลกออนไลน์ที่ทรงพลังขนาดนี้จะเกิดอะไรขึ้น และผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/social-media-election/">การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรในยุคที่ใครๆ ก็ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/social-media-election/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เฟซบุ๊กไม่แคร์สื่อ แล้วสื่อจะอยู่อย่างไร?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/facebook-reach-decrease/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/facebook-reach-decrease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Sep 2018 10:18:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[เพจเฟซบุ๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=40286</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวทางของเฟซบุ๊กกับสื่ออยู่พอสมควร ประเด็นนี้เริ่มมาจาก Campbell Brown ซึ่งเป็น global head of news partnerships ได้กล่าวในการพบปะกับสื่อออสเตรเลียที่ซิดนีย์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยมีข้อความสำคัญว่า “เราไม่ได้สนใจที่จะคุยกับคุณเรื่องของการสร้าง traffic อีกแล้ว เพราะมันเป็นโลกเก่า และเราจะไม่กลับไปสู่วิถีแบบนั้นอีก” นั่นเป็นประโยคที่สร้างเสียงฮือฮากับคนทำงานด้านสื่อ หรือการเป็น publisher ในโลกออนไลน์อยู่พอสมควร ทำไมน่ะหรือครับ เราจะเห็นว่าสถานการณ์ของสื่อบนโลกออนไลน์นั้นไม่ค่อยสู้ดีมาในช่วงหลายปีหลัง สาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเกิดสื่อรายใหม่ๆ ที่ใช้ช่องทางออนไลน์ผลิตคอนเทนต์อย่างมีประสิทธิภาพมากมายจนเกิดการช่วงชิงฐานคนดูคนอ่านกันหนักหน่วง แต่ในขณะเดียวกันก็เจอวิบากกรรมที่เจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กเองก็ปรับลดยอด Reach (การเข้าถึงผู้ใช้งาน) ให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ลดชนิดที่ว่าต่อให้ตัวเฟซบุ๊กเพจมีคนตามหลักแสนหลักล้านก็อาจจะมีการเห็นคอนเทนต์นั้นๆ แค่หลักพัน หรืออย่างดีก็หลักหมื่นหากไม่ใช้เงินซื้อโฆษณาเพื่อเพิ่มการโปรโมตออกไป ตรงนี้เป็นจุดที่คนทำงานสื่อออนไลน์หวั่นๆ มาอยู่พักใหญ่แล้ว เพราะต้องยอมรับตรงๆ ว่า traffic หรือคนอ่านคอนเทนต์ของเว็บไซต์จำนวนมากนั้นก็มาจากช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ประกอบกับหลายเพจก็มีช่องทางเดียวในการนำเสนอคอนเทนต์ด้วย เรียกได้ว่าในช่วงเวลาไม่กี่ปี สื่อจำนวนมากเอาชีวิตไปแขวนไว้กับเฟซบุ๊กโดยไม่รู้ตัว ส่วนหนึ่งก็เพราะคนจำนวนมากในวันนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเฟซบุ๊กเป็นหลักไปแล้ว (จากข้อมูลล่าสุด มีบัญชีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากกว่า 50 ล้านบัญชีในประเทศไทย) ซึ่งพอเจ้าของสถานที่อย่างเฟซบุ๊กเปลี่ยนกฎแล้วทำท่าว่าจะเทสื่อ จึงเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤตกันพอสมควร เพราะปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องของ traffic หรือคนอ่านที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่จะหมายถึงเม็ดเงินโฆษณาซึ่งเป็นรายได้หลักของสื่อออนไลน์ก็มีแววจะหายไปด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/facebook-reach-decrease/">เฟซบุ๊กไม่แคร์สื่อ แล้วสื่อจะอยู่อย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวทางของเฟซบุ๊กกับสื่ออยู่พอสมควร ประเด็นนี้เริ่มมาจาก Campbell Brown ซึ่งเป็น global head of news partnerships ได้กล่าวในการพบปะกับสื่อออสเตรเลียที่ซิดนีย์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยมีข้อความสำคัญว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่ได้สนใจที่จะคุยกับคุณเรื่องของการสร้าง traffic อีกแล้ว เพราะมันเป็นโลกเก่า และเราจะไม่กลับไปสู่วิถีแบบนั้นอีก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นเป็นประโยคที่สร้างเสียงฮือฮากับคนทำงานด้านสื่อ หรือการเป็น publisher ในโลกออนไลน์อยู่พอสมควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมน่ะหรือครับ เราจะเห็นว่าสถานการณ์ของสื่อบนโลกออนไลน์นั้นไม่ค่อยสู้ดีมาในช่วงหลายปีหลัง สาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเกิดสื่อรายใหม่ๆ ที่ใช้ช่องทางออนไลน์ผลิตคอนเทนต์อย่างมีประสิทธิภาพมากมายจนเกิดการช่วงชิงฐานคนดูคนอ่านกันหนักหน่วง แต่ในขณะเดียวกันก็เจอวิบากกรรมที่เจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กเองก็ปรับลดยอด Reach (การเข้าถึงผู้ใช้งาน) ให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลดชนิดที่ว่าต่อให้ตัวเฟซบุ๊กเพจมีคนตามหลักแสนหลักล้านก็อาจจะมีการเห็นคอนเทนต์นั้นๆ แค่หลักพัน หรืออย่างดีก็หลักหมื่นหากไม่ใช้เงินซื้อโฆษณาเพื่อเพิ่มการโปรโมตออกไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตรงนี้เป็นจุดที่คนทำงานสื่อออนไลน์หวั่นๆ มาอยู่พักใหญ่แล้ว เพราะต้องยอมรับตรงๆ ว่า traffic หรือคนอ่านคอนเทนต์ของเว็บไซต์จำนวนมากนั้นก็มาจากช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ประกอบกับหลายเพจก็มีช่องทางเดียวในการนำเสนอคอนเทนต์ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรียกได้ว่าในช่วงเวลาไม่กี่ปี สื่อจำนวนมากเอาชีวิตไปแขวนไว้กับเฟซบุ๊กโดยไม่รู้ตัว ส่วนหนึ่งก็เพราะคนจำนวนมากในวันนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเฟซบุ๊กเป็นหลักไปแล้ว (จากข้อมูลล่าสุด มีบัญชีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากกว่า 50 ล้านบัญชีในประเทศไทย) ซึ่งพอเจ้าของสถานที่อย่างเฟซบุ๊กเปลี่ยนกฎแล้วทำท่าว่าจะเทสื่อ จึงเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤตกันพอสมควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องของ traffic หรือคนอ่านที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่จะหมายถึงเม็ดเงินโฆษณาซึ่งเป็นรายได้หลักของสื่อออนไลน์ก็มีแววจะหายไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องเข้าใจกันง่ายๆ ก่อนว่า โดยปกติแล้วสื่อมักมีรายได้หลักจากการรับลงโฆษณาให้ธุรกิจอื่นๆ ที่อยากจะสื่อสารผ่านช่องทางของสื่อนั้นๆ เช่น การลงโฆษณาในนิตยสาร หรือในช่วงพักโฆษณาของโทรทัศน์ ซึ่งพอมาเป็นโลกออนไลน์ หลายสื่อก็ยังอยู่กับโมเดลนี้ นั่นคือการ ‘ขายคนดู’ ในประเภทขายป้ายโฆษณาในเว็บไซต์ ขายการโพสต์โปรโมตแบรนด์บนเฟซบุ๊กหรืออาจจะเพิ่มการทำบทความประเภท advertorial มากขึ้น แต่นั่นก็ยังอยู่ในโมเดลที่พึ่งพา traffic เป็นตัวแลกเปลี่ยนกับเม็ดเงินที่ธุรกิจที่จ่ายมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทีนี้พอจำนวนคนอ่านหรือคนที่เห็นคอนเทนต์นั้นน้อยลง คำถามก็จะกลับมาที่ผู้ลงโฆษณาว่าจะยังอยากจ่ายเงินโฆษณาให้อยู่หรือไม่ หรือถ้าจ่าย จะจ่ายด้วยราคาเดิมอยู่หรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่าตรงนี้ก็จะเป็นจุดที่สื่อต่างๆ เริ่มอยู่ยากขึ้นกว่าเดิม ต้องหาวิธีในการปั้ม traffic กลับมา ต้องอัพเกรดตัวเอง เช่น ทำคอนเทนต์มากขึ้น ทำโปรดักชั่นหนักขึ้น แต่นั่นก็มาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย ถ้าทำไม่ได้ก็อาจจะทำให้เม็ดเงินโฆษณาที่เข้ามาหนุนไม่คุ้มเสียอย่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าสถานการณ์สื่อในตอนนี้ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก ยังไม่นับการที่เฟซบุ๊กก็กำลัง ‘ตัดตอน’ โมเดลโฆษณาเดิมๆ ไป เพราะตัวเฟซบุ๊กเองก็สามารถทำหน้าที่แทนสื่อดั้งเดิมได้ด้วยระบบโฆษณาที่ฉลาดกว่า (มาก) ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ การสามารถปรับเปลี่ยนคอนเทนต์ให้ตรงกับคนหลากกลุ่ม ทำให้บรรดาธุรกิจเริ่มพบว่าไม่จำเป็นต้องไปลงโฆษณากับตัวสื่อเดิม แต่จ่ายเงินให้ตัวแพลตฟอร์มก็ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า แถมยังได้ข้อมูลมากมายเพื่อไปประมวลผลหรือนำไปใช้ประโยชน์ต่อในระยะยาวได้อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิบากรรมของสื่อที่กำลังโดน digital disruption นี้ เรียกว่าน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ส่วนหนึ่งก็เพราะตัว business model ของสื่อเองนั้นใช้แบบเดิมมาช้านาน แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาและเกิดผู้ให้บริการใหม่ๆ อย่างเฟซบุ๊กที่กลายเป็น ‘สื่อที่มีคนอ่านมากที่สุดในโลก แต่ตัวเองไม่ได้ผลิตคอนเทนต์เลยสักชิ้น’ ทำให้ผู้เล่นเก่าที่ปรับตัวไม่ทันต้องเหนื่อยกันมากขึ้น เพราะขนาดว่าปรับตัวออกจากสื่อเดิมอย่างสิ่งพิมพ์หรือโทรทัศน์ก็แล้ว ก็ยังต้องสู้ศึกที่ตัวเองต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทำอะไรไม่ได้อีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจคือต่อจากนี้เฟซบุ๊กจะเดินเกมอย่างไร จะพัฒนาตัวเฟซบุ๊กไปสู่จุดไหน และสิ่งที่เฟซบุ๊กมองว่าจะเป็น ‘ที่ยืนของสื่อ’ นั้นจะเป็นอย่างไรกัน จะหาเงินอย่างไร จะอยู่รอดกันได้อย่างไร ก็คงต้องมาติดตามกันดูล่ะครับ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/facebook-reach-decrease/">เฟซบุ๊กไม่แคร์สื่อ แล้วสื่อจะอยู่อย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/facebook-reach-decrease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภารกิจใหม่ของเฟซบุ๊กในยุคที่ต้องพยุงตัวเองไม่ให้ขาลง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/facebook-users-decreasing/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/facebook-users-decreasing/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Aug 2018 09:38:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=38696</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถือเป็นข่าวใหญ่พอสมควรสำหรับวงการเทคโนโลยีและโลกออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคมที่ผ่านมา เฟซบุ๊กได้ทำสถิติไม่สู้ดีนักในแวดวงธุรกิจ คือการสูญเสียมูลค่าทางการตลาดมากที่สุดในเวลาหนึ่งวันโดยหุ้นของเฟซบุ๊กนั้นร่วงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ และมีมูลค่าที่หายไปมากถึง 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว (และนั่นยังไม่ต้องคิดเรื่องคำนวณเป็นเงินบาท) ส่วนตัวมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วยนั้นก็ทำเงินหายไปในวันเดียว 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราวๆ 5 แสนล้านบาท เขียนมาถึงตรงนี้ ผมเองก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าการทำเงินหายไปห้าแสนล้านบาทในหนึ่งวันจะเป็นอย่างไร จะรู้สึกอะไรกัน ทำไมเฟซบุ๊กถึงมาถึงจุดนี้? เกิดอะไรขึ้นกับเฟซบุ๊ก? นี่คือขาลงของเฟซบุ๊กหรือเปล่า? นั่นคือสิ่งที่หลายๆ คนตั้งคำถามหลังจากข่าวนี้ถูกประโคมเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา เราต้องเข้าใจที่มาที่ไปกันก่อนว่าการที่มูลค่าหุ้นของเฟซบุ๊กลดลงฉับพลันนั้น เกิดจากการออกมาให้ข้อมูลว่ารายได้ของเฟซบุ๊กมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวและลดลง เช่นเดียวกับการเติบโตของผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ก็มีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน ซึ่งนั่นทำให้นักลงทุนต่างๆ พากันวิเคราะห์ว่ามันไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้และตัดสินใจถอนการลงทุน อย่างไรก็ดี แม้ว่ามูลค่าหุ้นจะหายไปกว่า 1 ใน 5 แต่ทุกวันนี้เฟซบุ๊กก็ยังครองการเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีคนใช้มากที่สุดอยู่ดี และยังสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากโฆษณาอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าปีนี้ออกจะเป็นปีที่เฟซบุ๊กเจอกับเรื่องแย่ๆ มาโดยตลอด ตั้งแต่ข่าวว่ามีข้อมูลของผู้ใช้ถูกดึงออกไปโดยบุคคลอื่นจนตัวมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ต้องไปชี้แจงกับสภาฯ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป เช่นเดียวกับที่มีการพูดถึงบทบาทของเฟซบุ๊กที่เริ่มจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ‘มากเกินไป’ กับเรื่องการเมือง รวมทั้งการที่ตัวมันเองกลายเป็นเครื่องมือในการเลือกตั้งในหลายๆ ครั้ง จนมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กเองต้องออกมาพูดหลายครั้งว่าต่อจากนี้ สิ่งที่ทีมงานเฟซบุ๊กจะทำคือ ‘การซ่อมแซมเฟซบุ๊ก’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/facebook-users-decreasing/">ภารกิจใหม่ของเฟซบุ๊กในยุคที่ต้องพยุงตัวเองไม่ให้ขาลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ถือเป็นข่าวใหญ่พอสมควรสำหรับวงการเทคโนโลยีและโลกออนไลน์เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคมที่ผ่านมา เฟซบุ๊กได้ทำสถิติไม่สู้ดีนักในแวดวงธุรกิจ คือการสูญเสียมูลค่าทางการตลาดมากที่สุดในเวลาหนึ่งวันโดยหุ้นของเฟซบุ๊กนั้นร่วงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ และมีมูลค่าที่หายไปมากถึง 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว (และนั่นยังไม่ต้องคิดเรื่องคำนวณเป็นเงินบาท)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนตัวมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วยนั้นก็ทำเงินหายไปในวันเดียว 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราวๆ 5 แสนล้านบาท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขียนมาถึงตรงนี้ ผมเองก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าการทำเงินหายไปห้าแสนล้านบาทในหนึ่งวันจะเป็นอย่างไร จะรู้สึกอะไรกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมเฟซบุ๊กถึงมาถึงจุดนี้? เกิดอะไรขึ้นกับเฟซบุ๊ก? นี่คือขาลงของเฟซบุ๊กหรือเปล่า? นั่นคือสิ่งที่หลายๆ คนตั้งคำถามหลังจากข่าวนี้ถูกประโคมเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต้องเข้าใจที่มาที่ไปกันก่อนว่าการที่มูลค่าหุ้นของเฟซบุ๊กลดลงฉับพลันนั้น เกิดจากการออกมาให้ข้อมูลว่ารายได้ของเฟซบุ๊กมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวและลดลง เช่นเดียวกับการเติบโตของผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ก็มีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน ซึ่งนั่นทำให้นักลงทุนต่างๆ พากันวิเคราะห์ว่ามันไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้และตัดสินใจถอนการลงทุน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี แม้ว่ามูลค่าหุ้นจะหายไปกว่า 1 ใน 5 แต่ทุกวันนี้เฟซบุ๊กก็ยังครองการเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีคนใช้มากที่สุดอยู่ดี และยังสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากโฆษณาอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าปีนี้ออกจะเป็นปีที่เฟซบุ๊กเจอกับเรื่องแย่ๆ มาโดยตลอด ตั้งแต่ข่าวว่ามีข้อมูลของผู้ใช้ถูกดึงออกไปโดยบุคคลอื่นจนตัวมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ต้องไปชี้แจงกับสภาฯ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป เช่นเดียวกับที่มีการพูดถึงบทบาทของเฟซบุ๊กที่เริ่มจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ‘มากเกินไป’ กับเรื่องการเมือง รวมทั้งการที่ตัวมันเองกลายเป็นเครื่องมือในการเลือกตั้งในหลายๆ ครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กเองต้องออกมาพูดหลายครั้งว่าต่อจากนี้ สิ่งที่ทีมงานเฟซบุ๊กจะทำคือ ‘การซ่อมแซมเฟซบุ๊ก’ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับข่าวลวงต่างๆ การจ้างพนักงานมาช่วยตรวจสอบคอนเทนต์เพิ่ม เช่นเดียวกับการพัฒนาระบบมาตรวจสอบและป้องกันการนำแพลตฟอร์มไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ตลอดจนการปรับวิธีการเห็นคอนเทนต์ต่างๆ ซึ่งนำมาถึงเสียงบ่นปนโอดครวญของเจ้าของธุรกิจที่ลงเงินไปกับแพลตฟอร์มที่กำลังพบว่าคอนเทนต์ของตัวเองถูกเห็นน้อยลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภารกิจนี้ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และทีมงานเฟซบุ๊กคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไหนจะต้องรักษาธุรกิจไว้ด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้ผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านคนรู้สึกไม่ดี ต้องรับมือกับความคาดหวังมากมาย แถมก็ต้องไม่ให้เกิดปัญหาที่จะตามมาภายหลังเมื่อตัวแพลตฟอร์มนี้มี ‘อำนาจ’ มากเกินไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้แล้ว เฟซบุ๊กเองก็ยังต้องรับศึกกับการที่แพลตฟอร์มอื่นๆ เริ่มมีบทบาทมากขึ้น อย่างในไทยเอง จะเห็นว่ายูทูบกลายเป็นแพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่โตมากขึ้นเรื่อยๆ และมีคอนเทนต์วิดีโอเกิดขึ้นมากมายในแต่ละวัน มีโมเดลรายได้ชัดเจน จนทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์หลายคนเริ่มหนีจากเฟซบุ๊กที่ดูจะทำเงินให้พวกเขาน้อยลง หรือการเข้ามาของไลน์เองที่ก็พยายามแย่งส่วนแบ่งการใช้งานต่างๆ และก็มีการพัฒนาความสามารถอื่นๆ ผนวกเข้ามา เช่น การสั่งอาหาร การส่งของ จนทำให้ไลน์เองก็กลายเป็นแอพพลิเคชั่นที่คนไทยใช้อันดับต้นๆ ไม่แพ้เฟซบุ๊กเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าเฟซบุ๊กจะโดนมรสุมไปมากขนาดนี้ แต่จะบอกว่าเป็นการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของซีอีโออย่างมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็คงจะไม่อาจพูดแบบนั้นได้เสียทีเดียว เพราะมันคงไม่ง่ายกับการรับมือแพลตฟอร์มที่มีคนใช้เยอะขนาดนี้ หากลองคิดในทางกลับกันว่าถ้าเป็นคนอื่นที่โอนเอนต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจและมุ่งหวังจะสร้างผลกำไรให้กับนักลงทุนแล้ว รูปแบบของเฟซบุ๊กก็คงจะไม่ใช่แบบที่เราเห็นในทุกวันนี้เป็นแน่ เช่นเดียวกับถ้าผู้พัฒนาไม่ได้ให้ความสำคัญกับบทบาทที่สุดแสนจะละเอียดอ่อนในสังคมอย่างการเลือกตั้ง การเรียกร้องสิทธิ์ การแสดงออกต่างๆ บางทีเฟซบุ๊กก็อาจจะยุ่งเหยิงสุดๆ และไม่น่าใช้เลยก็เป็นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงวันนี้แล้ว ผมเองก็ไม่ได้คิดว่าเฟซบุ๊กอยู่ในช่วง ‘ขาลง’ แบบเดียวกับที่ไฮไฟว์เคยเจอก่อนจะหายไปจากชีวิตของพวกเราเมื่อหลายปีก่อน แต่คงเป็นช่วงที่เฟซบุ๊กกำลัง ‘ปรับตัว’ เพื่อให้มันรับบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงได้นั่นเองต่างหาก</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/facebook-users-decreasing/">ภารกิจใหม่ของเฟซบุ๊กในยุคที่ต้องพยุงตัวเองไม่ให้ขาลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/facebook-users-decreasing/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ย้อนมองปรากฏการณ์ #ถ้ำหลวง : วิกฤติ โอกาส และการแข่งขันแบบใหม่ของสนามข่าวออนไลน์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-thailand-cave-rescue-online-media/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-thailand-cave-rescue-online-media/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Jul 2018 18:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-thailand-cave-rescue-online-media/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอนที่ผู้เขียนพิมพ์บทความนี้อยู่ เราเพิ่งได้ทราบข่าวดีว่า สมาชิกทีมหมูป่าอะคาเดมี่ออกมาจากถ้ำได้แล้ว 8 คนด้วยกัน และหวังว่าตอนที่บทความนี้เผยแพร่ ทุกๆ คนจะสามารถออกจากถ้ำหลวงได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจครั้งใหญ่ของคนไทยที่เราอาจจะไม่ได้เห็นกันง่ายๆ ในชั่วชีวิตของเรา แน่นอนว่า นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่มันก็สร้างปรากฏการณ์หลายอย่างให้เราได้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องมาคิดว่านี่คือวิกฤติการณ์หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลที่วิธีการสื่อสารและการเสพข้อมูลต่างๆ ไม่เหมือนกับสมัยก่อนอีกต่อไป และคงบอกได้ว่าโลกออนไลน์ (หรือบางทีก็อาจจะเรียกว่าโลกโซเชียล) นั้นมีบทบาทกับเหตุการณ์นี้ไม่น้อยทีเดียว ถ้าเรามองย้อนกลับไปในช่วงระหว่างเหตุการณ์ที่กำลังตึงเครียดนั้น เราจะเห็นว่าสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้คนในสังคมรับทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่น้อยไปกว่าโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ อีกทั้งกลายเป็นช่องทางในการแจ้งขอความช่วยเหลือหรือขอการสนับสนุนสิ่งของต่างๆ ในการกู้ภัย ซึ่งก็สามารถระดมสิ่งของต่างๆ มาช่วยได้ในเวลาไม่นาน ที่อาจจะเซอร์ไพรส์หลายคนอยู่สักหน่อยคือ เมื่อข่าวดังมากขึ้น ก็เป็นโลกออนไลน์อีกเช่นกันที่ทำให้ Elon Musk ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น Tony Stark ในชีวิตจริงโดยผู้ใช้งานทวิตเตอร์ ทวิตถามว่าบริษัทของเขาจะช่วยอะไรได้บ้างในสถานการณ์นี้ ก่อนจะกลายเป็นข่าวดังเมื่อเขากับทีมงานได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ออกมาแบบมาเพื่อกู้ภัยมาช่วยเหลือจริงๆ เห็นได้ว่าความสามารถของโลกข่าวสารในวันนี้ผ่านสื่อออนไลน์ไปได้อย่างรวดเร็วและไกลกว่าที่หลายๆ คนคิด ด้วยความที่มันเป็นช่องทางที่ ‘ไว’ และ ‘รวดเร็ว’ นี่เอง จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่สำนักข่าวมากมายจะต้องให้ทีมข่าวของตัวเองรายงานข่าวผ่านทางโลกออนไลน์แทนที่จะต้องรอช่วงข่าวประจำชั่วโมงแบบที่เราเห็นกันในสมัยก่อน บางช่องถึงขั้นมีรายงานพิเศษตลอดทั้งวันผ่านทางออนไลน์คู่ขนานไปกับการออกอากาศทางโทรทัศน์ปกติ เรียกได้ว่าถ้าใครอยากติดตามก็สามารถดูเฟซบุ๊กไลฟ์หรือยูทูบไลฟ์กันได้ตลอดเวลา พอโลกออนไลน์ทำให้เราเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้หลากรูปแบบมากกว่าแต่ก่อน เราจึงเห็นรูปแบบการรายงานสถานการณ์นี้ไม่ว่าจะอยู่ในโหมดรูปภาพต่างๆ การบันทึกวิดีโอ ตลอดจนการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรศัพท์มือถือ จนกลายเป็นเรื่องที่แทบจะปกติเมื่อเราเห็นนักข่าวชูสมาร์ตโฟนที่กำลังทำงานอยู่แทนที่จะใช้เพียงกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอแบบเดิมๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควบคู่มากับการรายงานข่าวที่ต้องไวของสื่อยุคใหม่ ก็คงไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคนใช้สื่อหรือคนที่ทำหน้าที่สื่อ เพราะเหมือนกับว่าความไวนี้กลายเป็นเหตุให้คนทำงานสื่อบางคนพยายามช่วงชิงจังหวะในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารก่อนคนอื่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-thailand-cave-rescue-online-media/">ย้อนมองปรากฏการณ์ #ถ้ำหลวง : วิกฤติ โอกาส และการแข่งขันแบบใหม่ของสนามข่าวออนไลน์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนที่ผู้เขียนพิมพ์บทความนี้อยู่ เราเพิ่งได้ทราบข่าวดีว่า สมาชิกทีมหมูป่าอะคาเดมี่ออกมาจากถ้ำได้แล้ว 8 คนด้วยกัน และหวังว่าตอนที่บทความนี้เผยแพร่ ทุกๆ คนจะสามารถออกจากถ้ำหลวงได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจครั้งใหญ่ของคนไทยที่เราอาจจะไม่ได้เห็นกันง่ายๆ ในชั่วชีวิตของเรา</p>
<p>แน่นอนว่า นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่มันก็สร้างปรากฏการณ์หลายอย่างให้เราได้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องมาคิดว่านี่คือวิกฤติการณ์หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลที่วิธีการสื่อสารและการเสพข้อมูลต่างๆ ไม่เหมือนกับสมัยก่อนอีกต่อไป และคงบอกได้ว่าโลกออนไลน์ (หรือบางทีก็อาจจะเรียกว่าโลกโซเชียล) นั้นมีบทบาทกับเหตุการณ์นี้ไม่น้อยทีเดียว</p>
<p>ถ้าเรามองย้อนกลับไปในช่วงระหว่างเหตุการณ์ที่กำลังตึงเครียดนั้น เราจะเห็นว่าสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้คนในสังคมรับทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่น้อยไปกว่าโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ อีกทั้งกลายเป็นช่องทางในการแจ้งขอความช่วยเหลือหรือขอการสนับสนุนสิ่งของต่างๆ ในการกู้ภัย ซึ่งก็สามารถระดมสิ่งของต่างๆ มาช่วยได้ในเวลาไม่นาน</p>
<p>ที่อาจจะเซอร์ไพรส์หลายคนอยู่สักหน่อยคือ เมื่อข่าวดังมากขึ้น ก็เป็นโลกออนไลน์อีกเช่นกันที่ทำให้ Elon Musk ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น Tony Stark ในชีวิตจริงโดยผู้ใช้งานทวิตเตอร์ ทวิตถามว่าบริษัทของเขาจะช่วยอะไรได้บ้างในสถานการณ์นี้ ก่อนจะกลายเป็นข่าวดังเมื่อเขากับทีมงานได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ออกมาแบบมาเพื่อกู้ภัยมาช่วยเหลือจริงๆ เห็นได้ว่าความสามารถของโลกข่าวสารในวันนี้ผ่านสื่อออนไลน์ไปได้อย่างรวดเร็วและไกลกว่าที่หลายๆ คนคิด</p>
<p>ด้วยความที่มันเป็นช่องทางที่ ‘ไว’ และ ‘รวดเร็ว’ นี่เอง จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่สำนักข่าวมากมายจะต้องให้ทีมข่าวของตัวเองรายงานข่าวผ่านทางโลกออนไลน์แทนที่จะต้องรอช่วงข่าวประจำชั่วโมงแบบที่เราเห็นกันในสมัยก่อน บางช่องถึงขั้นมีรายงานพิเศษตลอดทั้งวันผ่านทางออนไลน์คู่ขนานไปกับการออกอากาศทางโทรทัศน์ปกติ เรียกได้ว่าถ้าใครอยากติดตามก็สามารถดูเฟซบุ๊กไลฟ์หรือยูทูบไลฟ์กันได้ตลอดเวลา</p>
<p>พอโลกออนไลน์ทำให้เราเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้หลากรูปแบบมากกว่าแต่ก่อน เราจึงเห็นรูปแบบการรายงานสถานการณ์นี้ไม่ว่าจะอยู่ในโหมดรูปภาพต่างๆ การบันทึกวิดีโอ ตลอดจนการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรศัพท์มือถือ จนกลายเป็นเรื่องที่แทบจะปกติเมื่อเราเห็นนักข่าวชูสมาร์ตโฟนที่กำลังทำงานอยู่แทนที่จะใช้เพียงกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอแบบเดิมๆ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Untitled-22.jpg"></p>
<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควบคู่มากับการรายงานข่าวที่ต้องไวของสื่อยุคใหม่ ก็คงไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคนใช้สื่อหรือคนที่ทำหน้าที่สื่อ เพราะเหมือนกับว่าความไวนี้กลายเป็นเหตุให้คนทำงานสื่อบางคนพยายามช่วงชิงจังหวะในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารก่อนคนอื่น (คงเพราะกลัวว่าถ้าช้าแล้วจะแพ้เกมการนำเสนอข่าว) เราจึงได้เห็นการนำเสนอข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันหรือการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน การพยายามเข้าไปทำข่าวในพื้นที่ที่ขอความร่วมมือไม่ให้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนหลายๆ เหตุการณ์ที่ทำให้คนที่ดูอยู่ทางบ้านอดวิพากษ์วิจารณ์กันไม่ได้ว่า &#8216;ต้องการข่าวกันขนาดนั้นเลยเหรอ&#8217;</p>
<p>ในทางกลับกัน เราก็ได้เห็นการนำเสนอข่าวของบางเฟซบุ๊กเพจหรือทวิตเตอร์อย่าง @mthai ที่เลือกจะทำตรงกันข้าม คือไม่ใช่การนำเสนอข่าวให้ ‘เร็วที่สุด’ หรือต้องมีวัตถุดิบอย่างภาพหรือวิดีโอให้มากๆ หากแต่เน้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สรุปมาเท่าที่จำเป็นและผ่านการยืนยันแล้ว ส่งผลให้เกิดความนิยมและได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจากผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์ ซึ่งสวนทางกับหลายสื่อที่พยายามจะหาภาพหรือการสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จนบางทีกลายเป็นดราม่าและถูกวิจารณ์เชิงลบไปแทนเสียอย่างนั้น</p>
<p>เรื่องนี้อาจจะทำให้เรากลับมาคิดว่า การแข่งขันของวงการข่าวต่อจากนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในเกมแบบที่เราเชื่อกันเสมอไป แม้ว่าการนำเสนอข่าวยังต้องการความรวดเร็วอยู่ก็จริง แต่ในบางสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนนั้น การกระทำที่ ‘เกินไป’ ของสื่อมวลชนเพื่อให้ได้ข่าวนั้นมาอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ ‘คนดูต้องการ’ แบบที่สื่อหลายสำนักมักหยิบมาอ้างอีกต่อไป ยิ่งในวันที่ข่าวสารต่างๆ แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วนั้น คนจำนวนมากคงระอากับข่าวลือต่างๆ การกุข่าว หรือแม้แต่การเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งคนในสังคม (รวมทั้งผู้เขียน) ก็หวังว่าสื่อต่างๆ จะกลายเป็นเสาหลักในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นที่เชื่อถือแก่ประชาชน</p>
<p>เราก็คงไม่อยากให้สื่อกลายเป็นคนที่เริ่มพฤติกรรมไม่ดีเหล่านั้นเสียเอง</p>
<p>จบจากเหตุการณ์ #ถ้ำหลวง นี้ น่าจะมีหลายสิ่งที่ทำให้พวกเราได้บทเรียนกันทั้งบทเรียนที่ดีและไม่ดี และผู้เขียนหวังว่าทุกฝ่ายจะได้เรียนรู้ร่วมกัน</p>
<p>เพราะเราคงไม่อยากให้เหตุการณ์นี้ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเฉยๆ จริงไหมครับ</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> Royal Thai Navy SEAL</em></p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> มงคล ธนาศรีวิโรจน์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-thailand-cave-rescue-online-media/">ย้อนมองปรากฏการณ์ #ถ้ำหลวง : วิกฤติ โอกาส และการแข่งขันแบบใหม่ของสนามข่าวออนไลน์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-thailand-cave-rescue-online-media/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Internet Trends Report 2018 : คนดิจิทัลควรรู้อะไรบ้าง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-internet-trends-2018/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-internet-trends-2018/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Jun 2018 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Internet Trends Report 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Mary Meeker]]></category>
		<category><![CDATA[Kleiner Perkins Partners]]></category>
		<category><![CDATA[อินเทอร์เน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[สมาร์ทโฟน]]></category>
		<category><![CDATA[ai]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-internet-trends-2018/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในทุกๆ ปี การบรรยายเรื่อง Internet Trends Report ของ Mary Meeker จะเป็นที่จับตามองของคนทำงานสายเทคโนโลยีอย่างมาก เพราะเป็นการบรรยายที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เนต รวมทั้งเป็นการทำนายอนาคตว่าด้วยพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนไปถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจและธุรกิจในยุคดิจิทัลเลยก็ว่าได้ ในปี 2018 นี้ ทาง Mary Meeker และทาง Kleiner Perkins Partners บริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital Firm) จากสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งได้อัพเดทสไลด์จำนวน 294 หน้าที่อธิบายถึงสภาวะของอินเตอร์เนตในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจถึง 12 หัวข้อใหญ่ เราสรุปเป็นหัวข้อต่างๆ ได้ดังนี้ (ดูเต็มๆ ได้ที่ http://www.kpcb.com/internet-trends) แนวโน้มของของการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมีการเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันพบว่ายอดจำหน่ายของสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่มีอัตราการเติบโตที่ลดลง ซึ่งปี 2017 เป็นปีแรกที่ไม่มีการเติบโตเลย ซึ่งน่าจะสะท้อนได้ว่าประชากรโลกส่วนใหญ่นั้นได้กลายเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนไปแล้วและการจะทำให้ตลาดนี้โตขึ้นก็เป็นไปได้ยาก เป็นไปในทางเดียวกับประชากรอินเตอร์เน็ตโลกที่มีการเติบโตเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2017 ลดลงจากเดิมมีการเติบโตที่ 12 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016 เป็นสัญญาณบอกได้ว่าประชากรในโลกส่วนใหญ่นั้นได้เข้าถึงอินเตอร์เนตแล้ว ในขณะที่ประชากรอินเตอร์เนตอาจจะไม่ได้โตขึ้นเยอะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-internet-trends-2018/">Internet Trends Report 2018 : คนดิจิทัลควรรู้อะไรบ้าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในทุกๆ ปี การบรรยายเรื่อง <strong>Internet Trends Report</strong> ของ Mary Meeker จะเป็นที่จับตามองของคนทำงานสายเทคโนโลยีอย่างมาก เพราะเป็นการบรรยายที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เนต รวมทั้งเป็นการทำนายอนาคตว่าด้วยพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนไปถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจและธุรกิจในยุคดิจิทัลเลยก็ว่าได้</p>
<p>ในปี 2018 นี้ ทาง Mary Meeker และทาง Kleiner Perkins Partners บริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital Firm) จากสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งได้อัพเดทสไลด์จำนวน 294 หน้าที่อธิบายถึงสภาวะของอินเตอร์เนตในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจถึง 12 หัวข้อใหญ่ เราสรุปเป็นหัวข้อต่างๆ ได้ดังนี้ (ดูเต็มๆ ได้ที่ <a href="http://www.kpcb.com/internet-trends">http://www.kpcb.com/internet-trends</a>)</p>
<ul>
<li>แนวโน้มของของการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมีการเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันพบว่ายอดจำหน่ายของสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่มีอัตราการเติบโตที่ลดลง ซึ่งปี 2017 เป็นปีแรกที่ไม่มีการเติบโตเลย ซึ่งน่าจะสะท้อนได้ว่าประชากรโลกส่วนใหญ่นั้นได้กลายเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนไปแล้วและการจะทำให้ตลาดนี้โตขึ้นก็เป็นไปได้ยาก</li>
<li>เป็นไปในทางเดียวกับประชากรอินเตอร์เน็ตโลกที่มีการเติบโตเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2017 ลดลงจากเดิมมีการเติบโตที่ 12 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016 เป็นสัญญาณบอกได้ว่าประชากรในโลกส่วนใหญ่นั้นได้เข้าถึงอินเตอร์เนตแล้ว</li>
<li>ในขณะที่ประชากรอินเตอร์เนตอาจจะไม่ได้โตขึ้นเยอะ แต่ปริมาณการใช้งานและใช้เวลากับอินเตอร์เนตก็ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปริมาณการใช้งานอินเตอร์เนตในภาพรวมและการใช้อินเตอร์เนตผ่านอุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟน</li>
<li>การชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ในการสำรวจพฤติกรรมการซื้อสินค้าแล้วมีการชำระเงินนั้น พบว่ากว่า 60 เปอร์เซ็นต์เป็นการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล อย่างเช่นการชำระผ่าน QR Code, P2P Transfer, ปุ่มซื้อของในเว็บไซต์ต่างๆ ฯลฯ</li>
<li>อุปกรณ์ที่เป็นที่จับตามองคืออุปกรณ์ในกลุ่มที่สั่งงานด้วยเสียงอย่างเช่น Amazon Echo หรือ Google Home ซึ่งตอนนี้เริ่มใช้งานแพร่หลายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น Amazon Echo นั้นใช้งานแล้วมากกว่า 30 ล้านเครื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็โตไปพร้อมๆ กับความสามารถในการสั่งงานที่ปัจจุบันตัว Amazon Echo สามาถรรองรับการสั่งงานได้มากกว่า 3 หมื่นคำสั่ง</li>
<li>เรื่องสำคัญที่คงไม่อาจจะมองข้ามได้ คือเมื่อเทคโนโลยีก้าวล้ำไปและต้องมาข้องเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ การรักษาความเป็นส่วนตัวหรือข้อมูลส่วนบุคคลเลยเป็นประเด็นใหญ่ (มาก) สำหรับบริษัทด้านเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้งานมาทำให้ประสบการณ์การใช้งานดีขึ้นกว่าเดิม แต่นักกฏหมายเองก็จะเห็นว่าเป็นอันตรายและละเมิดความเป็นส่วนตัว หากมีการใช้งานข้อมูลเหล่านี้อย่างไม่ถูกต้อง (อย่างกรณีของ Facebook ที่ต้องออกมาชี้แจงกันยกใหญ่นั่นเอง)</li>
<li>ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมากขึ้น ประกอบกับประชากรอินเตอร์เนตก็เพิ่มมากขึ้น จึงมีโอกาสสำหรับสายงานและอาชีพต่างๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่จะเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว</li>
<li>แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้ อย่างเช่นเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ ซึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจคือบริษัทใหญ่ๆ จะมีการลงทุนใน AI มากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นการลงทุนก้อนสำคัญขององค์กร</li>
<li>ประเทศจีนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศแนวหน้าของอุตสาหกรรมอินเตอร์เนตโดยตอนนี้มีบริษัทด้านอินเตอร์เนตที่ใหญ่ที่สุดในโลก (อ้างอิงจากมูลค่าตามราคาตลาด) 9 จาก 20 บริษัทอยู่ในจีน โดยในสหรัฐอเมริกามี 11 บริษัท</li>
</ul>
<p>นี่คือภาพรวมคร่าวๆ ของแนวโน้มสำคัญของโลกอินเตอร์เนต ณ ปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คงเป็นข้อมูลประกอบที่ชี้ให้เห็นอย่างดีว่าโลกปัจจุบันเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลกันเยอะขนาดไหน เช่นเดียวกับประเทศไทยเองที่ก็มีการอัพเดทอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ใช้งาน Facebook ในประเทศไทยมีมากกว่า 50 ล้านบัญชี และมีการใช้งานทุกๆ วันมากกว่า 30 ล้านบัญชี รวมถึงการสำรวจต่างๆ ทั้งจากทางภาครัฐและเอกชนที่ต่างก็ชี้ไปทางเดียวกันว่าประชากรไทยในปัจจุบันก็มีความเป็น ‘ดิจิทัล’ มากกว่าที่หลายคนคาด (และโตเร็วกว่าที่หลายๆ คนคาดเช่นกัน)</p>
<p>ก็ถือเป็นการอัพเดทความรู้กันหน่อยนะครับ เพราะไหนๆ เราก็อยู่ใน ‘โลกดิจิทัล’ กันแล้วนั่นแหละนะ</p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> Nut.Dao</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-internet-trends-2018/">Internet Trends Report 2018 : คนดิจิทัลควรรู้อะไรบ้าง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-internet-trends-2018/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หาคู่! เรื่องจริงจังเรื่องถัดไปของ facebook</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-facebook-dating/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-facebook-dating/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 May 2018 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Mark Zuckerberg]]></category>
		<category><![CDATA[Tinder]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook Dating]]></category>
		<category><![CDATA[หาคู่]]></category>
		<category><![CDATA[แอปพลิเคชันหาคู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-facebook-dating/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากโดนอัดอย่างหนักกรณีข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่จนทำให้ผู้ใช้งานหลายคนเริ่มออกมาพูดทำนองว่าจะเลิกใช้งานเฟซบุ๊กจนกลายเป็นแคมเปญ #deletefacebook ในช่องทางอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่าข่าวทุกอย่างดูเงียบลงไปเมื่อมีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่เป็นเรื่องของการ ‘หาคู่’ นั่นเอง ฟีเจอร์ดังกล่าวถูก Mark Zuckerberg แนะนำครั้งแรกในงาน Facebook Developer Conference (F8) เมื่อวันที่ 1-2 พฤษภาคมที่ผ่านมา แล้วก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เพราะการขยับของเฟซบุ๊กครั้งนี้อาจจะทำให้ dating app มากมายเจอคู่แข่งตัวเบิ้มแทบจะในทันที แต่ก่อนจะพูดเรื่องฟังก์ชั่นในการหาคู่นั้น เราต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่าทำไมเฟซบุ๊กถึงเลือกจะพัฒนาฟังก์ชั่นนี้ขึ้น เฟซบุ๊กเองได้อธิบายย้อนกลับไปถึงปรัชญาในตัวบริษัทที่ต้องการสร้างให้คนเชื่อมถึงกัน และต่อมาก็กลายเป็นการให้ความสำคัญกับ ‘ปฏิสัมพันธ์ที่มีค่า (meaningful interaction)’ อันเป็นที่มาของการเลือกปรับปรุงอัลกอริทึมเฟซบุ๊กครั้งใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมาเพื่อให้ผู้ใช้เห็นคอนเทนต์ที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ (และทำให้หลายคนโอดโอยเพราะโดนลด reach กันอย่างหนัก) และนี่เองเป็นที่มาของการหาคู่ ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าความสัมพันธ์แบบคู่รักนั้นเป็นความต้องการพื้นฐานทางธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว และแน่นอนว่าโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กถือเป็นพื้นที่อย่างดีในการทำให้คนจำนวนมากได้เจอคนอื่นๆ และสร้างโอกาสเจอคนที่ตัวเองชื่นชอบและพัฒนาความสัมพันธ์ได้ ว่ากันตามจริง การหาคู่บนเฟซบุ๊กก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ทุกวันนี้หลายคนก็แนะนำเพื่อนหรือรู้จักคนใหม่ๆ กันผ่านโลกออนไลน์กันเสียเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ที่ดูจะน่าสนใจก็เพราะครั้งนี้ เฟซบุ๊กจะทำให้มันง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แถมเป็นกิจจะลักษณะอีกต่างหาก ในการโชว์ตัวอย่างการใช้งานเครื่องมือ dating ของเฟซบุ๊กนั้น ผู้ใช้งานจะสร้างโปรไฟล์สำหรับ dating ขึ้นมาแยกจากตัวบัญชีใช้งานหลักและไม่โชว์บนหน้านิวส์ฟีดเพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวซึ่งหลายๆ คนก็คงไม่อยากบอกเพื่อนๆ ว่าตัวเองกำลังหาคู่อยู่) จากนั้นผู้ใช้งานก็จะสามารถเลือกดูงานอีเวนต์หรือกลุ่มต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-facebook-dating/">หาคู่! เรื่องจริงจังเรื่องถัดไปของ facebook</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	หลังจากโดนอัดอย่างหนักกรณีข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่จนทำให้ผู้ใช้งานหลายคนเริ่มออกมาพูดทำนองว่าจะเลิกใช้งานเฟซบุ๊กจนกลายเป็นแคมเปญ #deletefacebook ในช่องทางอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่าข่าวทุกอย่างดูเงียบลงไปเมื่อมีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่เป็นเรื่องของการ ‘หาคู่’ นั่นเอง</p>
<p>
	ฟีเจอร์ดังกล่าวถูก Mark Zuckerberg แนะนำครั้งแรกในงาน Facebook Developer Conference (F8) เมื่อวันที่ 1-2 พฤษภาคมที่ผ่านมา แล้วก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เพราะการขยับของเฟซบุ๊กครั้งนี้อาจจะทำให้ dating app มากมายเจอคู่แข่งตัวเบิ้มแทบจะในทันที</p>
<p>
	แต่ก่อนจะพูดเรื่องฟังก์ชั่นในการหาคู่นั้น เราต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่าทำไมเฟซบุ๊กถึงเลือกจะพัฒนาฟังก์ชั่นนี้ขึ้น เฟซบุ๊กเองได้อธิบายย้อนกลับไปถึงปรัชญาในตัวบริษัทที่ต้องการสร้างให้คนเชื่อมถึงกัน และต่อมาก็กลายเป็นการให้ความสำคัญกับ ‘ปฏิสัมพันธ์ที่มีค่า (meaningful interaction)’ อันเป็นที่มาของการเลือกปรับปรุงอัลกอริทึมเฟซบุ๊กครั้งใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมาเพื่อให้ผู้ใช้เห็นคอนเทนต์ที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ (และทำให้หลายคนโอดโอยเพราะโดนลด reach กันอย่างหนัก) และนี่เองเป็นที่มาของการหาคู่</p>
<p>
	ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าความสัมพันธ์แบบคู่รักนั้นเป็นความต้องการพื้นฐานทางธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว และแน่นอนว่าโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กถือเป็นพื้นที่อย่างดีในการทำให้คนจำนวนมากได้เจอคนอื่นๆ และสร้างโอกาสเจอคนที่ตัวเองชื่นชอบและพัฒนาความสัมพันธ์ได้</p>
<p>
	ว่ากันตามจริง การหาคู่บนเฟซบุ๊กก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ทุกวันนี้หลายคนก็แนะนำเพื่อนหรือรู้จักคนใหม่ๆ กันผ่านโลกออนไลน์กันเสียเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ที่ดูจะน่าสนใจก็เพราะครั้งนี้ เฟซบุ๊กจะทำให้มันง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แถมเป็นกิจจะลักษณะอีกต่างหาก</p>
<p>
	ในการโชว์ตัวอย่างการใช้งานเครื่องมือ dating ของเฟซบุ๊กนั้น ผู้ใช้งานจะสร้างโปรไฟล์สำหรับ dating ขึ้นมาแยกจากตัวบัญชีใช้งานหลักและไม่โชว์บนหน้านิวส์ฟีดเพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวซึ่งหลายๆ คนก็คงไม่อยากบอกเพื่อนๆ ว่าตัวเองกำลังหาคู่อยู่) จากนั้นผู้ใช้งานก็จะสามารถเลือกดูงานอีเวนต์หรือกลุ่มต่างๆ ที่ตรงกับความสนใจของตัวเองและทำการ ‘unlock’ เพื่อให้คนที่อยู่ข้างในกลุ่มสามารถเห็นโปรไฟล์ที่สร้างขึ้นและนำไปสู่การเกิดบทสนทนาต่อไป</p>
<p>
	ถ้าดูกันแล้ว แน่นอนว่าการหาคู่ของเฟซบุ๊กนั้นต่างจากแอพหาคู่อื่นๆ ที่คนใช้กันอย่างทินเดอร์ที่ใช้งานง่ายๆ ด้วยการปัดซ้ายปัดขวาเลือกคนที่อยากคุย แต่เป็นการเลือกใช้ประโยชน์จากความสนใจต่างๆ ของผู้ใช้งานแต่ละคน ดังที่เห็นว่าคนจะเลือกกลุ่มและหัวข้อที่สนใจเพื่อเผยโปรไฟล์ให้กับคนที่อยู่ในกลุ่มนั้นๆ เท่านั้น และนั่นก็ดูจะเป็นสิ่งที่เฟซบุ๊กถนัด คือการเล่นกับข้อมูลและความสนใจต่างๆ ที่ผู้ใช้งานแต่ละคนเผยระหว่างการใช้งานในทุกวัน</p>
<p>
	แม้ว่าเรื่องของการหาคู่อาจจะดูเป็นเรื่องไม่ใหญ่อะไรนัก และก็ไม่ใช่ฟังก์ชั่นหวือหวาที่จะใช้หาเงินหรือสร้างธุรกิจอะไร แต่สิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้คือนี่อาจจะเป็นอีกก้าวที่ทำให้เฟซบุ๊กเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของคน ซึ่งแน่นอนว่ามันก็สร้างให้ตัวเฟซบุ๊กมีความสำคัญมากขึ้นกับชีวิตของคนยุคปัจจุบันด้วย</p>
<p>
	นี่คงเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้เฟซบุ๊กที่จะมีอะไรสนุกๆ ให้ได้เล่นกันมากขึ้น แต่บางคนอาจจะไม่สนุกด้วยเพราะสำหรับบรรดาแอพหาคู่ต่างๆ ที่เคยมีตลาดของตัวเองก็มองว่าเป็นภาวะวิกฤตอยู่พอสมควร อย่างทินเดอร์เองก็หุ้นตกลงไปถึง 17 เปอร์เซ็นต์หลังจากที่เฟซบุ๊กแถลงเปิดตัวฟังก์ชั่นนี้เลยทีเดียว</p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> Nut.Dao</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-facebook-dating/">หาคู่! เรื่องจริงจังเรื่องถัดไปของ facebook</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-facebook-dating/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
