<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฟาน.ปีติ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author2/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 01 Jun 2021 14:09:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>“ความเป็นฐปณีย์ไม่ง่าย แต่ไม่มีสักข่าวที่เราเสียใจที่เคยทำ” ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thapanee-eadsrichai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Dec 2020 16:09:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[นักข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[นักข่าวภาคสนาม]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[คนข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ฐปณีย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=117246</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน หนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือข่าวการฉีดน้ำสลายการชุมนุมที่แยกเกียกกายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563  ในวันนั้น สื่อแต่ละสำนักต่างเลือกใช้วิธีรายงานข่าวหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไลฟ์สถานการณ์สดๆ แบบวินาทีต่อวินาที ไปจนถึงรายงานเป็นข่าวด่วน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน นักข่าวจากแทบทุกช่องที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นต่างก็เปียกปอนไปด้วยน้ำสีม่วงที่เกิดจากการสลายการชุมนุม นอกเหนือจากเรื่องการเมือง หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดหลังเหตุการณ์คือการทำงานของนักข่าวเหล่านั้น ในความชุลมุนวุ่นวาย มีอะไรที่นักข่าวควรเล่า? พวกเขาหลบหลีกอันตรายตรงหน้ายังไง​? ที่สำคัญ–อะไรทำให้พวกเขายังปักหลักรายงานข่าวในบริเวณนั้นทั้งที่กลุ่มผู้ชุมนุมพากันวิ่งหลบหมดแล้ว เมื่อทำ a day ฉบับ News ในเดือนนี้เราจึงหอบเอาความสงสัยข้างต้นไปสอบถามนักข่าวภาคสนามตัวจริงที่อยู่ในเหตุการณ์จริงอย่าง ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ลงสนามเพื่อทำความรู้จักกับ ‘นักข่าวภาคสนาม’ ที่ชื่อได้ในบรรทัดต่อไป “งานแรกในชีวิตของเราคือการเป็นเลขาผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเกี่ยวกับประกันชีวิต แต่ทำได้พักหนึ่งก็ค้นพบว่างานนี้ไม่ใช่ทางเลยลาออก พอดีกับที่ตอนนั้นเพื่อนที่เป็นนักข่าวแนะนำว่าสำนักข่าว INN เปิดรับนักข่าวอยู่ ด้วยความที่สนใจงานสื่อสารมวลชนอยู่แล้วและจบปริญญาโทด้านนี้มา เราเลยเข้าไปสมัคร ในวันรุ่งขึ้นหลังลาออกจากบริษัทเก่า เขาสัมภาษณ์และรับเราเข้าทำงานทันทีในวันถัดมาเพราะเหตุผลว่าดูหน่วยก้านใช้ได้ (หัวเราะ) “เราเริ่มต้นงานข่าวที่ INN ในฐานะนักข่าวเศรษฐกิจในสื่อวิทยุ ในยุคนั้นการจะได้มาซึ่งเสียงเพื่อเอาไปลงข่าวต้องใช้เทปคาสเซตในการสัมภาษณ์ ดังนั้นถ้าว่ากันจริงๆ ประสบการณ์การทำงานภาคสนามของเราครั้งแรกคือตรงนั้นเพราะต้องออกไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวด้วยตัวเอง แต่ถ้าเอาที่คนจำได้คือหลังจากนั้นไม่นานที่เราได้ทำข่าวในม็อบสมัชชาคนจน “ตอนนั้นปี 2543 ม็อบสมัชชาคนจนเกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกิน กิจวัตรของเราตอนนั้นคือตื่น 6 โมงเช้าเพื่อไปม็อบที่อยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล รอม็อบเคลื่อนไหวและทำข่าวตลอดทั้งวัน เสร็จประมาณเที่ยงคืนเราถึงนั่งรถเมล์กลับ ชีวิตวนแบบนี้ แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกสนุกกับงานข่าว เรารู้สึกว่านี่คืองานที่ใช่  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thapanee-eadsrichai/">“ความเป็นฐปณีย์ไม่ง่าย แต่ไม่มีสักข่าวที่เราเสียใจที่เคยทำ” ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน หนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือข่าวการฉีดน้ำสลายการชุมนุมที่แยกเกียกกายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันนั้น สื่อแต่ละสำนักต่างเลือกใช้วิธีรายงานข่าวหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไลฟ์สถานการณ์สดๆ แบบวินาทีต่อวินาที ไปจนถึงรายงานเป็นข่าวด่วน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน นักข่าวจากแทบทุกช่องที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นต่างก็เปียกปอนไปด้วยน้ำสีม่วงที่เกิดจากการสลายการชุมนุม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากเรื่องการเมือง หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดหลังเหตุการณ์คือการทำงานของนักข่าวเหล่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความชุลมุนวุ่นวาย มีอะไรที่นักข่าวควรเล่า? พวกเขาหลบหลีกอันตรายตรงหน้ายังไง​? ที่สำคัญ–อะไรทำให้พวกเขายังปักหลักรายงานข่าวในบริเวณนั้นทั้งที่กลุ่มผู้ชุมนุมพากันวิ่งหลบหมดแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อทำ <a href="https://adaymagazine.com/wake-up-a-day-244/">a day ฉบับ News</a> ในเดือนนี้เราจึงหอบเอาความสงสัยข้างต้นไปสอบถามนักข่าวภาคสนามตัวจริงที่อยู่ในเหตุการณ์จริงอย่าง </span><b>ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลงสนามเพื่อทำความรู้จักกับ ‘นักข่าวภาคสนาม’ ที่ชื่อได้ในบรรทัดต่อไป</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-117372 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1.jpg" alt="ฐปณีย์" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>“งานแรกในชีวิตของเราคือการเป็นเลขาผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเกี่ยวกับประกันชีวิต แต่ทำได้พักหนึ่งก็ค้นพบว่างานนี้ไม่ใช่ทางเลยลาออก พอดีกับที่ตอนนั้นเพื่อนที่เป็นนักข่าวแนะนำว่าสำนักข่าว INN เปิดรับนักข่าวอยู่ ด้วยความที่สนใจงานสื่อสารมวลชนอยู่แล้วและจบปริญญาโทด้านนี้มา เราเลยเข้าไปสมัคร ในวันรุ่งขึ้นหลังลาออกจากบริษัทเก่า เขาสัมภาษณ์และรับเราเข้าทำงานทันทีในวันถัดมาเพราะเหตุผลว่าดูหน่วยก้านใช้ได้ (หัวเราะ)</p>
<p>“เราเริ่มต้นงานข่าวที่ INN ในฐานะนักข่าวเศรษฐกิจในสื่อวิทยุ ในยุคนั้นการจะได้มาซึ่งเสียงเพื่อเอาไปลงข่าวต้องใช้เทปคาสเซตในการสัมภาษณ์ ดังนั้นถ้าว่ากันจริงๆ ประสบการณ์การทำงานภาคสนามของเราครั้งแรกคือตรงนั้นเพราะต้องออกไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวด้วยตัวเอง แต่ถ้าเอาที่คนจำได้คือหลังจากนั้นไม่นานที่เราได้ทำข่าวในม็อบสมัชชาคนจน</p>
<p>“ตอนนั้นปี 2543 ม็อบสมัชชาคนจนเกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกิน กิจวัตรของเราตอนนั้นคือตื่น 6 โมงเช้าเพื่อไปม็อบที่อยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล รอม็อบเคลื่อนไหวและทำข่าวตลอดทั้งวัน เสร็จประมาณเที่ยงคืนเราถึงนั่งรถเมล์กลับ ชีวิตวนแบบนี้ แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกสนุกกับงานข่าว เรารู้สึกว่านี่คืองานที่ใช่<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“เราได้เห็นภาคประชาชนและผู้ชุมนุมทำอะไรใหม่ๆ ทุกวัน เราได้เรียนรู้ว่าทุกอย่างที่เราชอบต่างรวมกันอยู่ในงานนี้ ตั้งแต่เรื่องการเมือง การทำกิจกรรม ไปจนถึงสิทธิภาคประชาชน แถมเรายังได้รับสิทธิในการบอกสังคมให้รับรู้ถึงเหตุการณ์ เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เราทำงานนี้มาโดยตลอดนับตั้งแต่นั้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-117378 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7.jpg" alt="ฐปณีย์" width="800" height="1200" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/แย้ม-ฐาปนีย์_7-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>“หลักการทำงานของนักข่าวภาคสนามมีหลายข้อ แต่สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญอย่างแรกคือการ ‘รู้ก่อน’ อย่างสมัยที่เราทำงานเป็นนักข่าวที่ทำเนียบ ในแต่ละวันเราต้องรู้กำหนดการของนายกฯ ว่าเขามีงานอะไร จะไปไหน ก่อนหน้านี้ให้สัมภาษณ์อะไรบ้าง ทุกเช้าเราต้องซื้อหนังสือพิมพ์อ่านเพื่อให้เข้าใจภาพรวมเสมอ หรือแม้กระทั่งถ้าเกิดกรณีนายกฯ หนีนักข่าวก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องหาเขาให้เจอ เราต้องรู้ทะเบียนรถทุกคันของเขา รู้แม้กระทั่งว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน เผื่อวันไหนเราไม่ทราบกำหนดการก็ต้องไปเฝ้าหน้าบ้านตั้งแต่เช้า พูดง่ายๆ ว่าเราเป็นเหมือนนักสืบ แต่นี่คือสมัยก่อน</p>
<p>“ถ้าเป็นสมัยนี้ ยกตัวอย่างเช่นข่าวม็อบ เราต้องรู้ในคืนก่อนหน้าแล้วว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นที่ไหนบ้าง อย่างที่<a href="https://www.thereporters.co/"> The Reporters</a> จะแจกแจงตั้งแต่กลางคืนว่าแต่ละคนต้องทำข่าวอะไร พรุ่งนี้ใครต้องไปไหน เพื่อที่จะได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับแต่ละม็อบ ตั้งแต่เรื่องอุปกรณ์ไปจนถึงประเด็น ผู้ชุมนุมมีประเด็นไหนเราก็ต้องเตรียมข้อมูลเรื่องนั้น และระหว่างที่กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นเราก็ต้องเช็กข่าวและความเคลื่อนไหวอื่นๆ นอกจากสิ่งที่เราโฟกัสอยู่ด้วย อย่างช่วงหนึ่งที่แกนนำประชาชนปลดแอกประกาศพักการชุมนุม ถึงเป็นวันพักแต่เราที่เกาะติดเรื่องนี้อยู่ก็ต้องเช็กข่าวอื่น ซึ่งตอนนั้นมีเหตุท่อแก๊สระเบิดที่บางบ่อพอดี เราก็ต้องทิ้งทุกอย่างและเด้งตัวไปทำข่าวเลย</p>
<p>“และนั่นแหละอีกเรื่องสำคัญ คือชีวิตนักข่าวภาคสนามต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์”</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-117365 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33.jpg" alt="ฐปณีย์" width="2426" height="1370" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33.jpg 2426w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33-768x434.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33-1024x578.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.46.33-600x339.jpg 600w" sizes="(max-width: 2426px) 100vw, 2426px" /></p>
<p>“เมื่อเกิดเรื่องเราต้องไปทันที ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือนักข่าวภาคสนามต้องรู้ว่าจะไปที่เกิดเหตุให้ไวที่สุดยังไง เราต้องรู้จักพื้นที่เพื่อคำนวณเวลา และพอไปถึงเราก็ต้องรู้ว่าตรงนั้นมีอะไรเกิดขึ้น นั่นทำให้หลายครั้งระหว่างที่เดินทางไปเราต้องทำการบ้านและติดตามข่าวแบบวินาทีต่อวินาที ข่าวคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังยังไง ทุกอย่างต้องถูก ต้องเป๊ะ<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ยกตัวอย่างทุกวันนี้ถ้าต้องไปทำข่าวน้ำท่วม นักข่าวภาคสนามต้องรู้ถึงขั้นว่าแม่น้ำสายนี้คือแม่น้ำอะไร ไหลมาจากที่ไหน ไหลไปที่ไหน ประเทศไทยมีเขื่อนอะไรบ้าง ต้องทำการบ้านทุกอย่างเพื่อที่ตอนไปถึงเราจะได้รายงานได้ทันที นี่เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก เพราะนักข่าวมีความสำคัญต่อสังคม ข่าวจึงต้องแม่นยำ รวดเร็ว และน่าเชื่อถือ<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“สำหรับเรา นักข่าวภาคสนามคือคนแรกจริงๆ ที่ได้พบเจอเรื่องราว ดังนั้นเราจึงเป็นเหมือนผู้กำหนด Agenda Setting ให้สังคม เราคือผู้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นคนแรก ดังนั้นนักข่าวภาคสนามต้องรู้ลึกและพร้อมเททุกอย่างเพื่อเอาตัวเองไปยังที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด คุณต้องทำเพราะคุณคือนักข่าว คุณต้องรีบไปเอาข้อเท็จจริงมาให้คนดู และคุณต้องปรับตัวเข้ากับหน้างานให้ได้</p>
<p>“อย่างทุกวันนี้ที่มีการชุมนุมบ่อย นักข่าวภาคสนามก็ต้องปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตบนท้องถนน เราต้องอดทน เพราะถ้าม็อบอยู่กลางแดดเราก็ต้องตากแดด ถ้าม็อบอยู่กลางฝนเราก็ต้องตากฝน หรือแม้กระทั่งถ้าม็อบถูกฉีดน้ำสลายการชุมนุมเราก็ต้องถูกฉีดน้ำ ม็อบจะเจออะไรเราก็ต้องเจอ เพราะเราคือผู้ที่ต้องอยู่ใจกลางเหตุการณ์ หน้าที่เราคือการรายงานข้อเท็จจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าให้คนติดตาม ดังนั้นด้วยหน้าที่ที่เป็นแบบนี้ อีกหนึ่งสิ่งสำคัญของนักข่าวภาคสนามที่ตามมาคือหลักการ gatekeeper ที่ต้องกลั่นกรองข่าวสาร<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ถ้าเป็นสมัยก่อนที่ข่าวออกทีวี การกลั่นกรองข้อมูลคือขั้นตอนของการตัดต่อและเอาข่าวมาเรียบเรียงใหม่เพื่อสรุปใจความที่เกิดขึ้นอย่างไม่บิดเบือน แต่กับตอนนี้ที่หลายครั้งเราใช้วิธีการไลฟ์ เราต้องคิดหน้างานมากขึ้น เช่นช่วงนี้ที่สถานการณ์การชุมนุมมีประเด็นละเอียดอ่อนอย่างสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ได้ยินว่าการชุมนุมจะมีเรื่องนี้ เราคิดตั้งแต่แรกเลยว่าเราสามารถรายงานได้มากแค่ไหน เรื่องนี้หมิ่นเหม่ต่อการผิดกฎหมายหรือไม่ ทำให้ทุกครั้งเวลาอยู่ในม็อบ เวลาขยับกล้องเราต้องพยายามกวาดสายตาไปก่อนเพื่อเช็กภาพว่าเหมาะสมหรือเปล่า จะมีใครเดือดร้อนจากสิ่งที่เรานำเสนอไหม นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ซึ่งในมุมกลับกันเราก็เข้าใจที่อาจมีคนแย้งว่า ‘ทำไมไม่ถ่ายล่ะ ในเมื่อนั่นคือเหตุการณ์จริง’</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-117364 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30.jpg" alt="ฐปณีย์" width="1878" height="1054" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30.jpg 1878w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/Screen-Shot-2563-11-23-at-00.24.30-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1878px) 100vw, 1878px" /></p>
<p>“ในมุมเรา นี่คือหนึ่งในสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบในฐานะนักข่าวภาคสนาม เราต้องคอยกรองสิ่งที่เกิดขึ้นและช่วยระวังในข้อกฎหมายไปพร้อมๆ กับเคารพในสิทธิเสรีภาพสื่อและประชาชน ดังนั้นสุดท้ายแล้วทุกวันนี้เราไม่ได้เกร็งหรือกลัวอะไรนะ เรารู้หน้าที่เราดีว่าต้องรายงานข่าวตามปกติ แต่การที่คิดแบบนี้ทำให้เราระมัดระวังและรับผิดชอบ เราคิดและศึกษากฎหมายเยอะมากว่ากับเรื่องเรื่องหนึ่งเรารายงานได้ขนาดไหน แต่ไม่เคยคิดถึงการหนีหายไปไม่รายงาน เพราะเราเชื่อว่านี่คือหน้าที่ ยิ่งถ้าเรื่องไหนเป็นปรากฏการณ์ในสังคมเรายิ่งต้องอยู่ตรงนั้น</p>
<p>“กับสถานการณ์ทางการเมืองช่วงนี้ เราคิดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับอาชีพนักข่าว นี่เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมากสำหรับวงการสื่อสารมวลชนไทย โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักที่ต้องเรียกความเชื่อมั่นของคนในสังคมกลับมา จากที่เคยมีความคิดว่า ‘ใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้ ใครๆ ก็ไลฟ์ได้’ เราเชื่อว่าสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงแบบนี้แหละที่สังคมต้องการความถูกต้องของคนที่ถูกเรียกว่า ‘สื่อมวลชน’<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>“ดังนั้นกับนักข่าวภาคสนาม นี่ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องพิสูจน์ว่าประชาชนสามารถเชื่อถือพวกเราได้ ถ้าไม่อยากให้อาชีพนี้ตายไป เราต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่นี้อย่างจริงจัง</p>
<p>“สำหรับเราเอง เราทำงานนี้มา 20 ปีแล้ว งานนี้กลายเป็นชีวิตที่เราคิดว่าคุ้มเกินคุ้ม คือด้วยความเป็นฐปณีย์มันไม่ง่ายหรอก เราเจอผลกระทบหลายครั้งทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ เราท้อนับครั้งไม่ถ้วน แต่จวบจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีสักข่าวที่เราเสียใจที่ได้ลงไปทำ เราภูมิใจกับทุกงานเพราะอาชีพนี้ให้อะไรเรามากมาย เราได้ทำสิ่งที่หลายคนไม่มีโอกาสได้ทำ ได้เห็นสิ่งที่หลายคนไม่มีโอกาสได้เห็น และได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ จากการสัมภาษณ์แหล่งข่าวอยู่เสมอ</p>
<p>“ดังนั้นถ้ายังไหว เรายังคงลงสนามทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะนี่คือความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ของเราแล้ว”</p>
<hr />
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-117381 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว.jpg" alt="" width="1200" height="1553" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว-232x300.jpg 232w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว-768x994.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว-791x1024.jpg 791w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/อุปกรณ์นักข่าว-600x777.jpg 600w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h3 style="text-align: center;">ข่าวของเครื่องใช้ของ ฐปณีย์</h3>
<p>เป็นภาพชินตาที่ในสถานการณ์สำคัญเราจะเห็นนักข่าวภาคสนามอยู่ในเหตุการณ์เสมอ</p>
<p>ภาพจำที่หลายคนพอนึกออกคือนักข่าวในเสื้อกั๊กที่พยายามอยู่ในจุดที่ได้ข่าวที่ดีที่สุด แต่กับปี 2020 นี้ ภาพลักษณ์ภายนอกของนักข่าวภาคสนามนั้นเปลี่ยนไปมากตามเทคโนโลยี รวมถึงแพลตฟอร์มในการนำเสนอที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย</p>
<p>โอกาสนี้เราจึงชวน ฐปณีย์ มาทบทวนว่าทุกวันนี้เวลาออกไปทำข่าวภาคสนามอย่างเช่นการไปทำข่าวในม็อบ เครื่องแบบที่เธอคิดว่าเหมาะสมกับการรายงานข่าวในยุคปัจจุบันควรเป็นเช่นไร และสิ่งไหนคืออุปกรณ์ที่สำคัญ จำเป็น</p>
<h4>โทรศัพท์หรือกล้องถ่ายรูป, ขาตั้ง, ไมโครโฟน 2 ตัว</h4>
<p>นี่คืออุปกรณ์สำหรับถ่ายทอดสดที่ขาดไม่ได้ ฐปณีย์เน้นย้ำว่านอกจากคุณภาพที่ต้องพอรับได้แล้ว การมีอุปกรณ์แต่ละอย่างสำรองไว้<br />
คือสิ่งจำเป็นเช่นกัน อย่างในกรณีของไมโครโฟนยิ่งจำเป็นต้องมีสำรองเพราะเสี่ยงที่จะโดนน้ำและเสียหายมากที่สุด</p>
<h4>รองเท้า</h4>
<p>ฐปณีย์แนะนำว่าหนึ่งในหลายสิ่งที่นักข่าวภาคสนามควรลงทุนคือรองเท้า ในเมื่อการทำข่าวต้องอาศัยการเดินหรือวิ่งในบางกรณี การลงทุนซื้อรองเท้าที่ซัพพอร์ตเป็นอย่างดีจะช่วยให้ทำงานราบรื่นขึ้น</p>
<h4>หมวกกันน็อก, แว่นตา, หน้ากากกันแก๊สน้ำตา</h4>
<p>อุปกรณ์ป้องกันการสลายการชุมนุมที่อาจมีเหตุการณ์รุนแรงและใช้แก๊สน้ำตา แม้โอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ฐปณีย์บอกว่ามีไว้ก่อนดีกว่า เพราะเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้แต่ไม่มีจนต้องแสบตามาแล้ว</p>
<h4>เสื้อ, กางเกง</h4>
<p>แน่นอนว่าเครื่องแต่งกายจะต้องเป็นแบบที่ใส่สบาย เคลื่อนไหวได้คล่องตัว แต่ฐปณีย์บอกว่าถ้าเสื้อมีโลโก้ของสำนักข่าวด้วยจะดีมาก เพราะสิ่งนี้เป็นตัวบอกแก่คนภายนอกได้อย่างดีว่าเรามาในฐานะสื่อมวลชน</p>
<h4>ร่ม, เสื้อกันฝน</h4>
<p>นอกจากกันฝนตกฟ้าร้องแล้ว ร่มกับเสื้อกันฝนยังมีไว้เพื่อป้องกันการสลายการชุมนุมที่ใช้แรงดันน้ำ ฐปณีย์ยังแนะนำเสริมว่าควรเป็น<br />
ร่มคันเล็กๆ ที่ใส่ในกระเป๋าเป้ได้</p>
<h4>เป้</h4>
<p>เป้คือไอเทมที่ขาดไม่ได้ เพราะมีไว้บรรจุของสำคัญต่างๆ ติดตัว ส่วนขนาดขึ้นอยู่กับสิ่งของที่แต่ละคนพกลงสนามข่าว แต่ก็ไม่ควรบรรจุสิ่งของหนักจนเกินไป เพราะแทนที่จะอำนวยความสะดวกอาจกลายเป็นภาระ</p>
<h4>ปลอกแขนนักข่าว</h4>
<p>ปลอกแขนที่ต้องทำเรื่องรับจากศูนย์ประสานงานสื่อมวลชนในสถานการณ์การชุมนุม (ศปสช.) ด้วยสีสะท้อนแสงทำให้หลายคนสังเกตได้ง่ายว่าคนใส่คือสื่อมวลชน ปลอกแขนนี้จะคอยอำนวยความสะดวกเมื่อต้องเข้าพื้นที่ที่จัดไว้ให้นักข่าวโดยเฉพาะ รวมถึงในกรณีเกิดเหตุร้ายแรงอย่างการสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่จะสามารถแยกแยะได้ว่าใครคือสื่อมวลชนหรือผู้ชุมนุม</p>
<h4>พาวเวอร์แบงก์ 5 อัน</h4>
<p>เมื่อระหว่างรายงานข่าวไม่สามารถหยุดพักไปชาร์จแบตเตอรี่อุปกรณ์ต่างๆ ได้ พาวเวอร์แบงก์จึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทำให้เกาะติดรายงานข่าวได้โดยไม่สะดุด ฐปณีย์แนะนำว่าการมีสำรองไว้ 5 อันจะทำให้อุ่นใจที่สุด โดยพาวเวอร์แบงก์ทุกอันต้องชาร์จให้เต็มก่อนลงพื้นที่</p>
<h4>เสื้อคลุมนอก</h4>
<p>สาเหตุหลักๆ ที่ควรใส่เสื้อคลุมนอกคือการใช้ประโยชน์ในฐานะการเก็บของ ยิ่งมีช่องในเสื้อคลุมมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เผื่อเอาไว้เก็บของที่หยิบใช้บ่อยๆ ได้อย่างทันท่วงที</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thapanee-eadsrichai/">“ความเป็นฐปณีย์ไม่ง่าย แต่ไม่มีสักข่าวที่เราเสียใจที่เคยทำ” ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;สีแดง&#8217; ความรัก ความงาม การดิ้นรน และความเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/history-of-the-colour-red/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 28 Nov 2020 13:47:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[กษัตริย์]]></category>
		<category><![CDATA[การต่อสู้]]></category>
		<category><![CDATA[สีแดง]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามโลกครั้งที่ 2. ลิปสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นมนุษย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=115558</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในทางประวัติศาสตร์ &#8216;สีแดง&#8217; มักเป็นตัวแทนของสองสิ่งที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ความดีกับความชั่ว ความรักกับความแค้น ความกล้ากับความกลัว มันคือนิยามของความหลงใหล ความเข้มแข็ง และในขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนของอารมณ์รุนแรงยากต้านทาน ในทางวิทยาศาสตร์ สีแดงเป็นสีที่สามที่ตาของมนุษย์สามารถมองเห็นรองจากสีขาวและสีดำ สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับความกระทบกระเทือนจนสูญเสียความสามารถในการมองสีเป็นการชั่วคราว สีแดงเป็นสีแรกที่สายตาสามารถกลับมามองเห็นได้เมื่อร่างกายใกล้กลับมาเป็นปกติ ในทางภาษา ไม่ว่าสีแดงจะถูกเรียกต่างกันยังไง แต่เมื่อถูกวางไว้ตามลำดับสีแดงมักอยู่เป็นสีที่สามตามหลังสีขาวและสีดำในตารางคำศัพท์อยู่เสมอ หนึ่งในเหตุผลที่ดูจะเข้าท่าอธิบายว่าเพราะสีแดงเป็นสีที่อยู่ใกล้มนุษย์มาตั้งแต่ยุคโบราณ เลือดของมนุษย์เป็นสีแดง บรรดาสัตว์ต่างๆ ที่ถูกล่ามาเป็นอาหารก็ล้วนมีเลือดและเนื้อเป็นสีแดง แม้แต่ดินแดงซึ่งเป็นดินผสมกับแร่เหล็กก็สามารถพบได้ตามธรรมชาติ สีแดงมีอยู่ทุกที่ ต่างจากสีฟ้าที่เห็นได้แค่บางเวลาและต้องเงยหน้าถึงจะมองเห็น นั่นอาจเป็นเหตุที่ศิลปะในยุคแรกๆ ของมนุษย์มักใช้สีแดงเป็นส่วนประกอบหลัก อย่างภาพวาดเก่าแก่ในสเปน (ย้อนอายุกลับไปได้ไกลถึง 16,500-15,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ที่มีการใช้รงควัตถุธรรมชาติอย่างออเกอร์มาใช้เพื่อให้ได้สีแดง เพราะสีแดงเป็นสีเดียวกับเลือดและหัวใจ สีแดงจึงยังมีความหมายสื่อถึงความรักและมีความเชื่อว่าการสวมเครื่องประดับสีแดงจะทำให้ผู้สวมใส่โชคดีเรื่องความสัมพันธ์ เช่น คาร์เนเลียน เครื่องประดับสีแดงที่เป็นที่นิยมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ชาวอียิปต์โบราณนิยมนำคาร์เนเลียนมาแกะเป็นลูกปัดเพื่อประดับกับจี้ทองรูปเทพี Hathor เทพีแห่งรักที่เชื่อกันว่าจะประทานพรเรื่องความสัมพันธ์และความสุข ต่อมาในยุคโรมัน มีเรื่องเล่าว่าเจ้าสาวจะสวมผ้าคลุมไหล่สีแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความซื่อสัตย์ ส่วนในประเทศจีน สีแดงยังเป็นสีมงคลในพิธีสมรสมาจนถึงปัจจุบัน &#160; สีแดงและความรัก ตำนานดอกคาร์เนชั่นของกษัตริย์สเปน ดอกคาร์เนชั่นสีแดงเป็นดอกไม้ประจำชาติที่อยู่คู่กับประเทศสเปนมาหลายร้อยปี เรามักคุ้นภาพนักเต้นระบำฟลามิงโก้ประดับดอกไม้สีแดงอยู่บนเรือนผม ดอกไม้ที่ว่ามีตำนานความรักของกษัตริย์และราชินีซ่อนอยู่ เรื่องนี้ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 16 เมื่อกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 1 แห่งสเปนได้นำดอกคาร์เนชั่นสีแดงเข้ามาปลูกในสเปนเพื่อเป็นเครื่องหมายแทนความรักของพระองค์กับราชินีอิซาเบลล่า อิซาเบลล่าเกิดในปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/history-of-the-colour-red/">&#8216;สีแดง&#8217; ความรัก ความงาม การดิ้นรน และความเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในทางประวัติศาสตร์ &#8216;สีแดง&#8217; มักเป็นตัวแทนของสองสิ่งที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ความดีกับความชั่ว ความรักกับความแค้น ความกล้ากับความกลัว มันคือนิยามของความหลงใหล ความเข้มแข็ง และในขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนของอารมณ์รุนแรงยากต้านทาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางวิทยาศาสตร์ สีแดงเป็นสีที่สามที่ตาของมนุษย์สามารถมองเห็นรองจากสีขาวและสีดำ สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับความกระทบกระเทือนจนสูญเสียความสามารถในการมองสีเป็นการชั่วคราว สีแดงเป็นสีแรกที่สายตาสามารถกลับมามองเห็นได้เมื่อร่างกายใกล้กลับมาเป็นปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางภาษา ไม่ว่าสีแดงจะถูกเรียกต่างกันยังไง แต่เมื่อถูกวางไว้ตามลำดับสีแดงมักอยู่เป็นสีที่สามตามหลังสีขาวและสีดำในตารางคำศัพท์อยู่เสมอ หนึ่งในเหตุผลที่ดูจะเข้าท่าอธิบายว่าเพราะสีแดงเป็นสีที่อยู่ใกล้มนุษย์มาตั้งแต่ยุคโบราณ เลือดของมนุษย์เป็นสีแดง บรรดาสัตว์ต่างๆ ที่ถูกล่ามาเป็นอาหารก็ล้วนมีเลือดและเนื้อเป็นสีแดง แม้แต่ดินแดงซึ่งเป็นดินผสมกับแร่เหล็กก็สามารถพบได้ตามธรรมชาติ</span></p>
<div id="attachment_115565" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115565" class="wp-image-115565 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/งานศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์บนผนังถ้ำมักปรากฎการใช้สีแดงเป็นสีหลัก-1024x768.jpg" alt="" width="1024" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/งานศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์บนผนังถ้ำมักปรากฎการใช้สีแดงเป็นสีหลัก-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/งานศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์บนผนังถ้ำมักปรากฎการใช้สีแดงเป็นสีหลัก-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/งานศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์บนผนังถ้ำมักปรากฎการใช้สีแดงเป็นสีหลัก-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/งานศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์บนผนังถ้ำมักปรากฎการใช้สีแดงเป็นสีหลัก-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/งานศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์บนผนังถ้ำมักปรากฎการใช้สีแดงเป็นสีหลัก.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-115565" class="wp-caption-text">สีแดงในภาพวาดยุคก่อนประวัติศาสตร์</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">สีแดงมีอยู่ทุกที่ ต่างจากสีฟ้าที่เห็นได้แค่บางเวลาและต้องเงยหน้าถึงจะมองเห็น นั่นอาจเป็นเหตุที่ศิลปะในยุคแรกๆ ของมนุษย์มักใช้สีแดงเป็นส่วนประกอบหลัก อย่างภาพวาดเก่าแก่ในสเปน (ย้อนอายุกลับไปได้ไกลถึง 16,500-15,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ที่มีการใช้รงควัตถุธรรมชาติอย่างออเกอร์มาใช้เพื่อให้ได้สีแดง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะสีแดงเป็นสีเดียวกับเลือดและหัวใจ สีแดงจึงยังมีความหมายสื่อถึงความรักและมีความเชื่อว่าการสวมเครื่องประดับสีแดงจะทำให้ผู้สวมใส่โชคดีเรื่องความสัมพันธ์ เช่น คาร์เนเลียน เครื่องประดับสีแดงที่เป็นที่นิยมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ชาวอียิปต์โบราณนิยมนำคาร์เนเลียนมาแกะเป็นลูกปัดเพื่อประดับกับจี้ทองรูปเทพี </span>Hathor<span style="font-weight: 400;"> เทพีแห่งรักที่เชื่อกันว่าจะประทานพรเรื่องความสัมพันธ์และความสุข ต่อมาในยุคโรมัน มีเรื่องเล่าว่าเจ้าสาวจะสวมผ้าคลุมไหล่สีแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความซื่อสัตย์ ส่วนในประเทศจีน สีแดงยังเป็นสีมงคลในพิธีสมรสมาจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สีแดงและความรัก ตำนานดอกคาร์เนชั่นของกษัตริย์สเปน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ดอกคาร์เนชั่นสีแดงเป็นดอกไม้ประจำชาติที่อยู่คู่กับประเทศสเปนมาหลายร้อยปี เรามักคุ้นภาพนักเต้นระบำฟลามิงโก้ประดับดอกไม้สีแดงอยู่บนเรือนผม ดอกไม้ที่ว่ามีตำนานความรักของกษัตริย์และราชินีซ่อนอยู่ เรื่องนี้ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 16 เมื่อกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 1 แห่งสเปนได้นำดอกคาร์เนชั่นสีแดงเข้ามาปลูกในสเปนเพื่อเป็นเครื่องหมายแทนความรักของพระองค์กับราชินีอิซาเบลล่า</span></p>
<div id="attachment_115568" style="width: 810px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115568" class="size-full wp-image-115568" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Red-Carnations-by-Johan-Laurentz-Oil-Painting.jpg" alt="" width="800" height="663" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Red-Carnations-by-Johan-Laurentz-Oil-Painting.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Red-Carnations-by-Johan-Laurentz-Oil-Painting-300x249.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Red-Carnations-by-Johan-Laurentz-Oil-Painting-768x636.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Red-Carnations-by-Johan-Laurentz-Oil-Painting-600x497.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><p id="caption-attachment-115568" class="wp-caption-text">Red Carnations by Johan Laurentz</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">อิซาเบลล่าเกิดในปี 1503 พระองค์เป็นลูกสาวคนโตของอิมมานูเอลที่ 1 กษัตริย์แห่งโปรตุเกส ในยุคที่สเปนและโปรตุเกสมั่งคั่งยิ่งใหญ่ ชีวิตของอิซาเบลล่าสมบูรณ์แบบไม่มีบกพร่องและเมื่อถึงวัยที่ต้องแต่งงาน พระมารดาของพระองค์ก็ประกาศชัดว่าลูกสาวคนนี้จะต้องแต่งงานกับกษัตริย์หรือลูกชายสายตรงของกษัตริย์เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเลือกอันดับ 1 ของอิซาเบลล่าคือพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 กษัตริย์ของสเปนซึ่งมีพระเกียรติสมกันถึงขั้นที่ประกาศกล้าว่าถ้าไม่ได้สมรสกับกษัตริย์สเปนก็จะขอครองตนโสดตลอดชีพ ปรากฏว่าการจับคู่กันเพื่ออำนาจนำมาสู่ความรักดังเทพนิยาย ชาร์ลส์ตกหลุมรักอิซาเบลล่าตั้งแต่แรกเห็น ขุนนางที่มีโอกาสได้ร่วมงานสมรสสุดยิ่งใหญ่บรรยายความสัมพันธ์ของทั้งสองว่า “ราวกับว่าทั้งคู่เกิดมาเพื่อกันและกัน ความรักของชาร์ลส์และอิซาเบลล่าสวยงามสดใสดังกุหลาบสีแดง”&nbsp;</span></p>
<div id="attachment_115564" style="width: 566px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115564" class="wp-image-115564" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/isabella-of-portugal-by-Titian-844x1024.jpg" alt="" width="556" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/isabella-of-portugal-by-Titian-844x1024.jpg 844w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/isabella-of-portugal-by-Titian-247x300.jpg 247w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/isabella-of-portugal-by-Titian-768x932.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/isabella-of-portugal-by-Titian-600x728.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/isabella-of-portugal-by-Titian.jpg 1200w" sizes="(max-width: 556px) 100vw, 556px" /><p id="caption-attachment-115564" class="wp-caption-text">Isabella of Portugal by Titian</p></div>
<div id="attachment_115566" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115566" class="size-large wp-image-115566" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Emperor-Charles-V-and-Empress-Isabella-by-Peter-Paul-Rubens-after-Titian-1024x710.jpg" alt="" width="1024" height="710" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Emperor-Charles-V-and-Empress-Isabella-by-Peter-Paul-Rubens-after-Titian-1024x710.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Emperor-Charles-V-and-Empress-Isabella-by-Peter-Paul-Rubens-after-Titian-300x208.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Emperor-Charles-V-and-Empress-Isabella-by-Peter-Paul-Rubens-after-Titian-768x532.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Emperor-Charles-V-and-Empress-Isabella-by-Peter-Paul-Rubens-after-Titian-600x416.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Emperor-Charles-V-and-Empress-Isabella-by-Peter-Paul-Rubens-after-Titian.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-115566" class="wp-caption-text">Emperor Charles V and Empress Isabella by​ Peter Paul Rubens after Titian</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">เทพนิยายจบลงอย่างรวดเร็วเมื่ออิซาเบลล่าสิ้นพระชนม์ขณะมีอายุเพียง 35 ปี ชาร์ลส์ไม่เคยทำใจจากเรื่องนี้ได้ พระองค์ทรงขังตัวเองในโบสถ์เป็นเวลาร่วมสองเดือน ไม่มาร่วมพิธีศพ และยกหน้าที่ฝังศพอิซาเบลล่าให้กับลูกชายคนโต–เจ้าชายฟิลลิปแห่งสเปนซึ่งตอนนั้นมีพระชนมายุเพียง 12 พรรษา (ถ้าใครสนใจประวัติศาสตร์ราชวงศ์ Tudor เจ้าชายฟิลลิปคนนี้ต่อมาได้แต่งงานกับ Mary Tudor หรือราชินีแมรี่ที่ 1 แห่งอังกฤษที่คนมักรู้จักกันในนามแมรี่ผู้กระหายเลือด)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชาร์ลส์แต่งกายสีดำตลอดพระชนม์ชีพ ไม่เคยแต่งงานใหม่ และใช้ชีวิตต่อมาเพื่อระลึกถึงภรรยาในทุกทางที่เป็นไปได้ หนึ่งในนั้นคือการนำดอกคาร์เนชั่นสีเแดงเข้ามาปลูกในสเปนเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความรักของพระองค์ โดยเหตุที่เลือกดอกไม้ชนิดนี้เพราะคาร์เนชั่นเป็นสัญลักษณ์ของพระแม่มารี ตำนานเล่าว่าน้ำตาของพระแม่ตอนเห็นพระเยซูถูกตรึงกางเขน เมื่อหยดลงพื้นดินจึงกลายเป็นดอกคาร์เนชั่น ส่วนสีแดงนั้นหมายถึงความรักมั่นคงของพระองค์</span></p>
<div id="attachment_115567" style="width: 524px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115567" class="wp-image-115567" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Lucca-Madonna-โดย-Jan-van-Eyck-แสดงภาพพระแมมารีในชุดสีแดงjpg-779x1024.jpg" alt="" width="514" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Lucca-Madonna-โดย-Jan-van-Eyck-แสดงภาพพระแมมารีในชุดสีแดงjpg-779x1024.jpg 779w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Lucca-Madonna-โดย-Jan-van-Eyck-แสดงภาพพระแมมารีในชุดสีแดงjpg-228x300.jpg 228w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Lucca-Madonna-โดย-Jan-van-Eyck-แสดงภาพพระแมมารีในชุดสีแดงjpg-768x1009.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Lucca-Madonna-โดย-Jan-van-Eyck-แสดงภาพพระแมมารีในชุดสีแดงjpg-600x788.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Lucca-Madonna-โดย-Jan-van-Eyck-แสดงภาพพระแมมารีในชุดสีแดงjpg.jpg 800w" sizes="(max-width: 514px) 100vw, 514px" /><p id="caption-attachment-115567" class="wp-caption-text">Lucca Madonna by Jan van Eyck</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สีแดงและความงาม เมื่ออุดมคติสั่งให้ผู้หญิงต้องสวย</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผิวขาวเหมือนตุ๊กตากระเบื้อง ปากแดงเหมือนเลือดนก” คือนิยามความงามของสตรีในศตวรรษที่ 16 และราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ สตรีผู้อยู่สูงสุดของอำนาจก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการวิ่งตามความงามตามอุดมคติเพื่อรักษาภาพลักษณ์มากกว่าสุขภาพ&nbsp;</span></p>
<div id="attachment_115570" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115570" class="wp-image-115570 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/130316-1024x778.jpg" alt="" width="1024" height="778" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/130316-1024x778.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/130316-300x228.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/130316-768x583.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/130316-600x456.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/130316.jpg 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-115570" class="wp-caption-text">Cate Blanchett ในบท Queen Elizabeth I จากภาพยนตร์เรื่อง <em>Elizabeth</em> (1998)</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเอลิซาเบธที่ 1 เคยป่วยหนักด้วยไข้ทรพิษจนทำให้ใบหน้าของพระองค์เต็มไปด้วยรอยแผลจึงจำเป็นต้องประโคมเครื่องสำอางอย่างหนาเพื่อให้ใบหน้าขาวเรียบเนียนตามสมัยนิยม เอลิซาเบธยังโปรดใช้ลิปสติกสีแดงสดจนเหมือน “กุหลาบสีเลือดบนพื้นหิมะ” ภาพลักษณ์เช่นนี้ของราชินีมาจากแนวคิดของพระองค์ที่ต้องการบอกประชาชนว่าทรงมีผิวที่งดงามผุดผ่องเนื่องจากยังเป็นสาวบริสุทธิ์ ส่วนปากสีแดงก่ำเป็นข้อความสื่อว่าราชินีของพวกเขานอกจากจะงดงามแล้วยังมีสุขภาพดี&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพลักษณ์แบบนี้แม้จะมีประโยชน์ในทางโฆษณาแต่กลับทิ้งผลกระทบใหญ่ให้กับสุขภาพ เป็นที่รู้กันว่าผิวหน้าสีขาวของเอลิซาเบธนั้นได้มาด้วยเครื่องสำอางที่มีสารตะกั่วเป็นส่วนประกอบสำคัญ ส่วนลิปสติกนั้นก็ทำมาจากปรอท การรับประทานปรอทเข้าไปทีละน้อยค่อยๆ สะสมในร่างกายทำให้เกิดผลร้ายตามมาทั้งอาการซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย ไปจนถึงสูญเสียความทรงจำ อันเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับพระองค์เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยชรา&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังว่ากันว่าการล้างเครื่องสำอางแสนหนาของราชินีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ต้องใช้ส่วนผสมสำคัญทั้งจากเปลือกไข่ สารส้ม และปรอท! ด้วยคนยุคนั้นเชื่อว่าปรอททำให้ผิวหน้าอ่อนวัยขึ้น แต่อันที่จริงปรอทมีคุณสมบัติลอกผิวหน้าบางส่วนออกไปพร้อมกับการเช็ดล้างจึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆ ว่าเป็นการบำรุงผิวให้นุ่มลง</span></p>
<div id="attachment_115571" style="width: 573px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115571" class="wp-image-115571" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Margot-Robbie-ในบทควีนเอลิซาเบธที่-1-จากหนังเรื่อง-Mary-Queen-of-Scots-2018-853x1024.jpg" alt="" width="563" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Margot-Robbie-ในบทควีนเอลิซาเบธที่-1-จากหนังเรื่อง-Mary-Queen-of-Scots-2018-853x1024.jpg 853w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Margot-Robbie-ในบทควีนเอลิซาเบธที่-1-จากหนังเรื่อง-Mary-Queen-of-Scots-2018-250x300.jpg 250w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Margot-Robbie-ในบทควีนเอลิซาเบธที่-1-จากหนังเรื่อง-Mary-Queen-of-Scots-2018-768x922.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Margot-Robbie-ในบทควีนเอลิซาเบธที่-1-จากหนังเรื่อง-Mary-Queen-of-Scots-2018-600x720.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Margot-Robbie-ในบทควีนเอลิซาเบธที่-1-จากหนังเรื่อง-Mary-Queen-of-Scots-2018.jpg 2000w" sizes="(max-width: 563px) 100vw, 563px" /><p id="caption-attachment-115571" class="wp-caption-text">Margot Robbie ในบท Queen Elizabeth I จากภาพยนตร์เรื่อง <em>Mary Queen of Scots</em> (2018) แสดงการแต่งหน้าแบบหน้าขาวปากแดงที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สีแดงและความกล้า ว่าด้วยอำนาจในการปกครอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทละครเรื่องเฮนรี่ที่ 6 ของ William Shakespeare (เขียนในปี 1591) มีการเปรียบเทียบการต่อสู้เพื่อแย่งชิงบัลลังก์อังกฤษระหว่างตระกูล York และ Lancaster โดยใช้สัญลักษ์แทนเป็นกุหลาบสองสี หนึ่งคือกุหลาบขาวแห่งยอร์ก อีกหนึ่งคือกุหลาบแดงแห่งแลงคาสเตอร์ บทกวีของเชคสเปียร์เปรียบเทียบอุปนิสัยของสองฝ่ายผ่านการใช้สีได้อย่างน่าสนใจ&nbsp;</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">Let him that is a true-born gentleman<br />
</span><span style="font-weight: 400;">And stands upon the honour of his birth,<br />
</span><span style="font-weight: 400;">If he suppose that I have pleaded truth,<br />
</span><span style="font-weight: 400;">From off this brier pluck a white rose with me.</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ผู้ใด ที่มีชาติกำเนิดเป็นขุนนางโดยแท้<br />
</span><span style="font-weight: 400;">และยืนหยัดแสดงเกียรติแต่กำเนิดของตน<br />
</span><span style="font-weight: 400;">หากเชื่อว่าเราได้พูดความจริง<br />
</span><span style="font-weight: 400;">จงเด็ดกุหลาบขาวหนึ่งดอกจากพุ่มหนามนี้กับข้า</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">Let him that is no coward nor no flatterer,<br />
</span><span style="font-weight: 400;">But dare maintain the party of the truth,<br />
</span><span style="font-weight: 400;">Pluck a red rose from off this thorn with me.<br />
</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ผู้ใด ที่มิใช่คนขลาด มิใช่พวกประจบสอพลอ<br />
</span><span style="font-weight: 400;">และกล้ายืนยันอยู่เคียงข้างสัจจะ<br />
</span><span style="font-weight: 400;">จงเด็ดกุหลาบสีแดงหนึ่งดอกจากพุ่มหนามนี้กับข้า&nbsp;</span></p>
<div id="attachment_115572" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115572" class="size-large wp-image-115572" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สงครามกุหลาบ-ภาพวาดโดย-Henry-Albert-Payne-1024x1009.jpg" alt="" width="1024" height="1009" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สงครามกุหลาบ-ภาพวาดโดย-Henry-Albert-Payne-1024x1009.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สงครามกุหลาบ-ภาพวาดโดย-Henry-Albert-Payne-300x296.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สงครามกุหลาบ-ภาพวาดโดย-Henry-Albert-Payne-768x757.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สงครามกุหลาบ-ภาพวาดโดย-Henry-Albert-Payne-600x591.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สงครามกุหลาบ-ภาพวาดโดย-Henry-Albert-Payne-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สงครามกุหลาบ-ภาพวาดโดย-Henry-Albert-Payne-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สงครามกุหลาบ-ภาพวาดโดย-Henry-Albert-Payne-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สงครามกุหลาบ-ภาพวาดโดย-Henry-Albert-Payne.jpg 1026w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-115572" class="wp-caption-text">War of the Roses by Henry Albert Payne</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">สีแดงของเชคสเปียร์มีอุปนิสัยตรงกับความกล้า ความเด็ดเดี่ยว และการมีสัจจะ แนวคิดเกี่ยวกับความกล้าหาญในสีแดงสามารถสืบกลับไปถึงการหลั่งเลือดของพระเยซูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา พระคาร์ดินัล (สมณศักดิ์ชั้นสูงสุดรองจากพระสันตะปาปา) นั้นสวมอาภรณ์สีแดงจนเป็นที่จดจำ ส่วนสิ่งของที่ใช้พิธีบูชาของศาสนาคริสต์ก็มักมีสีแดงเพื่อสื่อถึงความสำคัญในพิธีบูชาสาธารณะ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้สีแดงเพื่อเชื่อมโยงกับโลหิตของพระคริสต์ยังเป็นแนวคิดที่กษัตริย์ในยุคกลางนำมาใช้เพื่อกล่าวว่าตนนั้นได้รับอำนาจการปกครองมาจากพระผู้เป็นเจ้า ภาพวาดของบุคคลยิ่งใหญ่ที่มีความสำคัญจึงมักถูกแทนด้วยอาภรณ์สีแดงซึ่งเป็นตัวแทนของเกียรติยศ ความสง่างามและอำนาจ กล่าวกันว่าพระเจ้าชาร์เลอมาญ จักรพรรดิแห่งโรมันสวมรองเท้าสีแดงในพิธีราชาภิเษกเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าตนเองมีอำนาจเทียบเท่าพระเจ้า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เดินตามรอยเท้านี้โดยการสวมรองเท้าที่มีส้นสีแดงสดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจเด็ดขาดของพระองค์ พร้อมวลีเด็ดที่ใช้ในขณะปกครอง “ข้าคือรัฐ” (I am the state)</span></p>
<div id="attachment_115573" style="width: 400px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115573" class="size-full wp-image-115573" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Portrait_of_Cardinal_Guido_Bentivoglio-โดย-Anthony-van-Dyck-แสดงภาพสีแดงในเครื่องแบบของคาร์ดินัน.jpg" alt="" width="390" height="536" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Portrait_of_Cardinal_Guido_Bentivoglio-โดย-Anthony-van-Dyck-แสดงภาพสีแดงในเครื่องแบบของคาร์ดินัน.jpg 390w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Portrait_of_Cardinal_Guido_Bentivoglio-โดย-Anthony-van-Dyck-แสดงภาพสีแดงในเครื่องแบบของคาร์ดินัน-218x300.jpg 218w" sizes="(max-width: 390px) 100vw, 390px" /><p id="caption-attachment-115573" class="wp-caption-text">Portrait of Cardinal Guido Bentivoglio by Anthony van Dyck</p></div>
<div id="attachment_115574" style="width: 332px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115574" class="size-full wp-image-115574" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/เอ็ดเวิร์ดเจ้าชายสีดำ-Edward-The-Black-Prince-ภาพวาดโดย-Benjamin-Burnell-.jpg" alt="" width="322" height="400" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/เอ็ดเวิร์ดเจ้าชายสีดำ-Edward-The-Black-Prince-ภาพวาดโดย-Benjamin-Burnell-.jpg 322w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/เอ็ดเวิร์ดเจ้าชายสีดำ-Edward-The-Black-Prince-ภาพวาดโดย-Benjamin-Burnell--242x300.jpg 242w" sizes="(max-width: 322px) 100vw, 322px" /><p id="caption-attachment-115574" class="wp-caption-text">เอ็ดเวิร์ด เจ้าชายสีดำ (Edward The Black Prince) กับการใช้สีแดงของอังกฤษแทนความกล้าหาญของกษัตริย์ในยุคกลาง ภาพวาดโดย Benjamin Burnell</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สีแดงและการต่อสู้ เมื่อสาวฝรั่งเศสใช้ลิปสติกสีแดงต่อต้านการยึดครองของนาซี</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวินาทีที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เดินทางมาถึงปารีส นิตยสารแฟชั่นลงข้อความคล้ายๆ กันเพื่อแนะนำให้สาวฝรั่งเศสต่อสู้สงครามอยู่แนวหลังด้วยแฟชั่น&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เยอรมนีอาจปกครองประเทศ แต่ไม่อาจทำลายศักดิ์ศรีของชาวฝรั่งเศสได้ สิ่งเหล่านั้นถูกบอกเล่าผ่านผืนผ้า น้ำหอม และการแต่งตัว ชาวปารีสจะสู้สงครามด้วยความเหนือกว่าทางแฟชั่น”&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-115575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สาวๆ-กับการใช้ลิปสติกสีแดงช่วงสงครามโลกครั้งที่-2.jpg" alt="" width="620" height="387" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สาวๆ-กับการใช้ลิปสติกสีแดงช่วงสงครามโลกครั้งที่-2.jpg 620w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สาวๆ-กับการใช้ลิปสติกสีแดงช่วงสงครามโลกครั้งที่-2-300x187.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/สาวๆ-กับการใช้ลิปสติกสีแดงช่วงสงครามโลกครั้งที่-2-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 620px) 100vw, 620px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การบุกยึดปารีสของนาซีเยอรมนีอาจสร้างความแตกตื่นและสับสน แต่หนึ่งในไอเดียที่สาวปารีสใช้ในการต่อสู้กับสงครามคือการคงตัวเองให้สวยเพื่อเป็นตัวแทนว่าประเทศของพวกเธอไม่เคยหมดหวัง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากเสื้อผ้าและการแต่งกาย ‘ลิปสติกสีแดง’ เป็นอีกหนึ่งอาวุธที่สาวๆ ใช้ต่อสู้กับสงครามในแนวหลัง ไอเดียของการใช้ลิปสติกสีแดงไม่เพียงได้รับความนิยมในฝรั่งเศสแต่แพร่ไปทั้งในยุโรปและอเมริกา แบรนด์เครื่องสำอางอย่าง Cyclax และ Elizabeth Arden ต่างก็ออกลิปสติกสี &#8216;Auxiliary Red&#8217; และ &#8216;Victory Red&#8217; ในฤดูร้อนปี 1942 หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษยังตีพิมพ์โฆษณาลิปสติกสีแดงจากเครือ Finnigan’s ที่ใช้ชื่อว่า ‘Home Front Ammunition’ หรือ ‘กระสุนจากแนวหลัง’</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-115576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/โฆษณาลิปสติกแดงช่วงสงครามโลกครั้งที่-2.jpg" alt="" width="600" height="480" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/โฆษณาลิปสติกแดงช่วงสงครามโลกครั้งที่-2.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/โฆษณาลิปสติกแดงช่วงสงครามโลกครั้งที่-2-300x240.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115577" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/การต่อสู้ในของสตรีในสงครามโลกครั้งที่-2.jpg" alt="" width="496" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/การต่อสู้ในของสตรีในสงครามโลกครั้งที่-2.jpg 620w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/การต่อสู้ในของสตรีในสงครามโลกครั้งที่-2-221x300.jpg 221w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/การต่อสู้ในของสตรีในสงครามโลกครั้งที่-2-600x816.jpg 600w" sizes="(max-width: 496px) 100vw, 496px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความเรื่อง </span><a href="https://www.yumpu.com/en/document/view/11635094/speak-softly-and-carry-a-lipstick-government-influence-on-female-"><span style="font-weight: 400;">Speak Softly and Carry a Lipstick</span></a><span style="font-weight: 400;"> นักวิชาการชาวอเมริกัน Adrienne Niederriter กล่าวถึงการเลือกทาลิปสติกของสุภาพสตรีว่า “เป็นหนึ่งในวิธีที่ผู้หญิงใช้นิยามตัวเอง</span><b>” </b><span style="font-weight: 400;">สีแดงในที่นี้สื่อถึงความรักชาติ ความกล้าหาญ ความแข็งแกร่ง สีแดงมีนัยถึงการต่อสู้และการขัดขืน จึงทำหน้าที่คล้ายเครื่องแบบทหาร ลิปสติกสีแดงยังเป็นสีที่ถูกเล่าผ่านหนังยุค 1930-1940 อย่างแพร่หลายเมื่อตัวละครหญิงที่ปรากฏกายพร้อมลิปสติกสีแดงมักแฝงด้วยความอันตราย เป็นตัวของตัวเอง พร้อมต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้หญิงฝรั่งเศสในยุคสงคราม แฟชั่นเป็นเรื่องของความเป็นความตาย มันสื่อถึงการเอาชนะ ศักดิ์ศรี และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความสง่างามนานตราบเท่าที่ผู้หญิงยังรักการส่องกระจก แม้ต้องต่อสู้กับกระสุนและระเบิดไปพร้อมๆ กันก็ตาม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-115578" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/แฟชั่นของสาวปารีสในระหว่างการยึดครองช่วงสงครามโกลคร้งที่-2-.jpg" alt="" width="512" height="466" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/แฟชั่นของสาวปารีสในระหว่างการยึดครองช่วงสงครามโกลคร้งที่-2-.jpg 512w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/แฟชั่นของสาวปารีสในระหว่างการยึดครองช่วงสงครามโกลคร้งที่-2--300x273.jpg 300w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สีแดงและการดิ้นรน สัญลักษณ์ของความเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“Red: the blood of angry men” คือเนื้อเพลงสุดโด่งดังในมิวสิคัลเรื่อง</span><i><span style="font-weight: 400;"> Les Misérables</span></i><span style="font-weight: 400;"> ที่กล่าวถึงการปฏิวัติเพื่อล้มพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิป ที่จบลงด้วยความล้มเหลวและความตายของคนหนุ่มอนาคตไกลจำนวนมาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115579 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ธงแดงขแงการปฎิวัติในละครเพลง-Les_Misérables_.jpg" alt="" width="605" height="386" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ธงแดงขแงการปฎิวัติในละครเพลง-Les_Misérables_.jpg 605w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ธงแดงขแงการปฎิวัติในละครเพลง-Les_Misérables_-300x191.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ธงแดงขแงการปฎิวัติในละครเพลง-Les_Misérables_-600x383.jpg 600w" sizes="(max-width: 605px) 100vw, 605px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีแดงเป็นสีที่ถูกใช้ในสงคราม มันสื่อถึงการเปลี่ยนแปลง การปฏิวัติ ธงสีแดงถูกใช้เป็นตัวแทนของแนวคิดฝ่ายซ้ายในยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ก่อนกลายมาเป็นเครื่องหมายของการปฏิวัติของฝ่ายซ้ายทั้งในรัสเซียและจีน ในมุมมองของพรรคคอมมิวนิสต์ สีแดงสื่อถึงเลือดของชนชั้นแรงงาน มันแทนการเสียสละของชนชั้นกรรมาชีพและยึดโยงคำว่าเกียรติยศเข้ากับผู้คนแทนที่จะเป็นพระเจ้า ในรัสเซีย ดอกคาร์เนชั่นสีแดงถูกสงวนไว้เพื่อมอบให้ผู้สละชีพเพื่อชาติและเป็นดอกไม้ที่ใช้ระลึกถึงวีรบุรุษสงครามเช่นเดียวกับดอกป๊อปปี้ของโลกตะวันตก (ซึ่งก็มีสีแดงเช่นกัน)</span></p>
<div id="attachment_115580" style="width: 522px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115580" class="size-full wp-image-115580" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ธงสีแดงแทนการปฎิวัติในรัสเซีย.jpg" alt="" width="512" height="490" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ธงสีแดงแทนการปฎิวัติในรัสเซีย.jpg 512w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ธงสีแดงแทนการปฎิวัติในรัสเซีย-300x287.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ธงสีแดงแทนการปฎิวัติในรัสเซีย-24x24.jpg 24w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><p id="caption-attachment-115580" class="wp-caption-text">ธงสีแดงแทนการปฏิวัติในรัสเซีย</p></div>
<div id="attachment_115581" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-115581" class="size-large wp-image-115581" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ชาวรัสเซียโดนดอกคาร์เนชั่นแดง-1024x597.jpg" alt="" width="1024" height="597" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ชาวรัสเซียโดนดอกคาร์เนชั่นแดง-1024x597.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ชาวรัสเซียโดนดอกคาร์เนชั่นแดง-300x175.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ชาวรัสเซียโดนดอกคาร์เนชั่นแดง-768x448.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/ชาวรัสเซียโดนดอกคาร์เนชั่นแดง-600x350.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-115581" class="wp-caption-text">ชาวรัสเซียโยนดอกคาร์เนชั่นสีแดง สัญลักษณ์แทนการขอบคุณวีรบุรุษแห่งชาติเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับลูกเรือที่เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมเรือดำน้ำ Kursk ภาพจาก YURI KOCHETKOV/AFP/Getty Images</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ความกล้าหาญ การเสียสละ ความรัก โทสะ สงคราม สีแดงเป็นตัวแทนอารมณ์ที่รุนแรงที่สุดของมนุษย์ มันสะท้อนทั้งความสุข ความแค้น และความกลัว อันเป็นส่วนผสมของความเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์พร้อม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีแดงสร้างปฏิกิริยารุนแรง มันพาเราไปพบความหมายด้านบวกสุดกู่และนำทางไปสู่ความเลวร้ายสุดขั้วได้ในชั่วพริบตา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากสีเขียวคือตัวแทนของธรรมชาติ บางทีสีแดงอาจเป็นตัวแทนของความเป็นมนุษย์ที่ชัดเจนและแจ่มชัดมากที่สุดก็เป็นได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ขอบคุณคำแปลบทละครเรื่อง เฮนรี่ที่ 6 ของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์ จากเฟซบุ๊กเพจ</span><a href="https://www.waterstones.com/blog/beauty-is-your-duty-red-lipstick-an-official-weapon-of-wwii"><span style="font-weight: 400;">เคหาสน์วรรณกรรม&nbsp;</span></a></p>
<p><a href="https://www.artsandcollections.com/article/a-history-of-the-colour-red/?fbclid=IwAR2-E1kcHXR4Q0mnttlRkvn4UFyzthAUsy5PDCEwyWEn_3BLiEm-J2NiCtM"><span style="font-weight: 400;">artsandcollections.com</span></a></p>
<p><a href="https://artsandculture.google.com/theme/the-secret-history-of-the-color-red/GwLyao99SLXVKg?hl=en&amp;fbclid=IwAR0bJ9ugQB9lTthuPfhcEMwZKpYwBJUWPNrydpMfxSfkzl5zYvjLKakYe7g"><span style="font-weight: 400;">artsandculture.google.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.historyofroyalwomen.com/isabella-of-portugal/isabella-portugal-empress-carnation/?fbclid=IwAR0C_jGU98dpi9PZvQkD6JjsvItP_95WmyJj80uzB-9R-hbuIlDl3u23ldE"><span style="font-weight: 400;">historyofroyalwomen.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.ibtimes.com/why-color-red-associated-communism-295185"><span style="font-weight: 400;">ibtimes.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.news.com.au/lifestyle/real-life/true-stories/the-truth-behind-queen-elizabeths-white-clown-face-makeup/news-story/0b3fb5f8b97f20d43c0a62a558c0324e"><span style="font-weight: 400;">news.com.au</span></a></p>
<p><a href="https://www.waterstones.com/blog/beauty-is-your-duty-red-lipstick-an-official-weapon-of-wwii"><span style="font-weight: 400;">waterstones.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.wondersandmarvels.com/2017/01/fashion-resistance-wwii-france.html"><span style="font-weight: 400;">wondersandmarvels.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/history-of-the-colour-red/">&#8216;สีแดง&#8217; ความรัก ความงาม การดิ้นรน และความเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ว่าด้วยนานาความหมายและประวัติศาสตร์ของ &#8216;สีเหลือง&#8217;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/history-of-the-colour-yellow/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Nov 2020 17:55:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[อียิปต์โบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[ยุคก่อนประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สีเหลือง]]></category>
		<category><![CDATA[ตำนาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[ยุคหินใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สี]]></category>
		<category><![CDATA[โสเภณี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=112851</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชาวฝรั่งเศสกล่าวว่าสีสันคือการนำเฉดต่างๆ มารวมกันเพื่อกำหนดนิยามและความหมาย ในบรรดาสีสันมากมาย &#8216;สีเหลือง&#8217; เป็นตัวอย่างของการตีความเรื่องราวที่ต่างกันอย่างสุดขั้วตามช่วงเวลาและยุคสมัย สีเหลืองปรากฏขึ้นครั้งแรกพร้อมๆ กับสีแดงในภาพวาดบนผนังถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งยังมีหลักฐานการใช้สีเหลืองจากแร่หรดาล (ochres) เพื่อตกแต่งร่างกายมนุษย์และภาพวาดตั้งแต่ 45,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าสีเหลืองและสีทองเป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์ที่สาดส่องไปทุกหนแห่งและสัญลักษณ์ของความเป็นนิรันดร์ ดังนั้นการใช้สีเหลืองและทองในศิลปะของชาวอียิปต์โบราณจึงซ่อนแนวคิดความเป็นอมตะ พวกเขาเชื่อว่าผิวหนังและกระดูกของเทพเจ้าถูกสร้างด้วยทอง บรรดาเทพเจ้าจึงถูกแทนในภาพวาดด้วยสีเหลืองทองส่องประกาย ในขณะที่ผิวหนังของมนุษย์จะถูกระบายโดยใช้สีที่มีความสำคัญน้อยกว่าอย่างสีน้ำตาล ในตำนานกรีกโรมัน สีเหลืองถูกเชื่อมโยงกับเทพเจ้าและดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน เฮลิออส เทพแห่งดวงอาทิตย์ สวมเสื้อคลุมสีเหลืองทรงรถม้าสีทองเทียมม้าสี่ตัวโลดแล่นไปทั่วท้องนภาท่ามกลางรัศมีสีเหลืองของดวงอาทิตย์ในเวลากลางวันที่สื่อความหมายถึงปัญญาที่ถูกส่งมอบมาจากเทพเจ้า ในเชิงภาษา คำศัพท์เกี่ยวกับสีเหลืองถูกกล่าวถึงครั้งแรกในช่วงยุคหินใหม่ (อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 10,200-4,500/2,000 ปีก่อนคริสตกาล) โดยมีการอ้างถึงสีเหลืองราวน้ำผึ้ง (yellow as honey) หรือสีเหลืองเหมือนข้าวสาลีสุก (yellow as ripe wheat) จากสีของพระเจ้าสู่ความชั่วร้าย เมื่อสีเหลืองกลายเป็นเครื่องหมายของความหลอกลวง ความหมายของสีเหลืองเริ่มปรากฏในเชิงลบเป็นครั้งแรกในช่วงปลายยุคกลาง (ราวศตวรรษที่ 15) โดยมีการกล่าวถึงสีเหลืองว่าเป็นสีของความอิจฉาริษยา ความหลอกลวง และผู้คิดคด การเปลี่ยนความหมายของสีเหลืองมาจากสองสาเหตุ สาเหตุที่หนึ่งคือองค์ความรู้ทางการแพทย์ในสมัยนั้นเชื่อว่าน้ำดี (ซึ่งมีสีเหลือง) เป็นเหตุผลทำให้คนอารมณ์ร้าย ไม่มั่นคง เจ้าคิดเจ้าแค้น และเจ้าเล่ห์ สาเหตุที่สองมาจากแนวคิดทางศาสนาที่มักวาดภาพคนบาปและอาชญากรสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลือง ตัวละครที่ถูกพบเห็นในชุดเหลืองบ่อยที่สุดคือยูดาส คนทรยศผู้ชี้ตัวพระเยซูให้กับทหารโรมัน นอกจากนี้สีเหลืองในสมัยนั้นยังหมายถึงคนหลอกลวงหยาบช้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/history-of-the-colour-yellow/">เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ว่าด้วยนานาความหมายและประวัติศาสตร์ของ &#8216;สีเหลือง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ชาวฝรั่งเศสกล่าวว่าสีสันคือการนำเฉดต่างๆ มารวมกันเพื่อกำหนดนิยามและความหมาย ในบรรดาสีสันมากมาย &#8216;สีเหลือง&#8217; เป็นตัวอย่างของการตีความเรื่องราวที่ต่างกันอย่างสุดขั้วตามช่วงเวลาและยุคสมัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีเหลืองปรากฏขึ้นครั้งแรกพร้อมๆ กับสีแดงในภาพวาดบนผนังถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งยัง</span><span style="font-weight: 400;">มีหลักฐานการใช้สีเหลืองจากแร่หรดาล (ochres) เพื่อตกแต่งร่างกายมนุษย์และภาพวาดตั้งแต่ 45,000 ปีก่อนคริสตกาล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าสีเหลืองและสีทองเป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์ที่สาดส่องไปทุกหนแห่งและสัญลักษณ์ของความเป็นนิรันดร์ ดังนั้นการใช้สีเหลืองและทองในศิลปะของชาวอียิปต์โบราณจึงซ่อนแนวคิดความเป็นอมตะ พวกเขาเชื่อว่าผิวหนังและกระดูกของเทพเจ้าถูกสร้างด้วยทอง บรรดาเทพเจ้าจึงถูกแทนในภาพวาดด้วยสีเหลืองทองส่องประกาย ในขณะที่ผิวหนังของมนุษย์จะถูกระบายโดยใช้สีที่มีความสำคัญน้อยกว่าอย่างสีน้ำตาล</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-113135" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Ra-Sun-God-of-Ancient-Egypt-Image-from-Print-CollectorHulton-ArchiveGetty-Images.jpg" alt="" width="500" height="325" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Ra-Sun-God-of-Ancient-Egypt-Image-from-Print-CollectorHulton-ArchiveGetty-Images.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Ra-Sun-God-of-Ancient-Egypt-Image-from-Print-CollectorHulton-ArchiveGetty-Images-300x195.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในตำนานกรีกโรมัน สีเหลืองถูกเชื่อมโยงกับเทพเจ้าและดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน เฮลิออส เทพแห่งดวงอาทิตย์ สวมเสื้อคลุมสีเหลืองทรงรถม้าสีทองเทียมม้าสี่ตัวโลดแล่นไปทั่วท้องนภาท่ามกลางรัศมีสีเหลืองของดวงอาทิตย์ในเวลากลางวันที่สื่อความหมายถึงปัญญาที่ถูกส่งมอบมาจากเทพเจ้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเชิงภาษา คำศัพท์เกี่ยวกับสีเหลืองถูกกล่าวถึงครั้งแรกในช่วงยุคหินใหม่ (อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 10,200-4,500/2,000 ปีก่อนคริสตกาล) โดยมีการอ้างถึงสีเหลืองราวน้ำผึ้ง (yellow as honey) หรือสีเหลืองเหมือนข้าวสาลีสุก (yellow as ripe wheat)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-113131" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Helios-God-of-the-Sun.jpg" alt="" width="529" height="389" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Helios-God-of-the-Sun.jpg 529w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Helios-God-of-the-Sun-300x221.jpg 300w" sizes="(max-width: 529px) 100vw, 529px" /></p>
<h3></h3>
<h3><b>จากสีของพระเจ้าสู่ความชั่วร้าย เมื่อสีเหลืองกลายเป็นเครื่องหมายของความหลอกลวง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหมายของสีเหลืองเริ่มปรากฏในเชิงลบเป็นครั้งแรกในช่วงปลายยุคกลาง (ราวศตวรรษที่ 15) โดยมีการกล่าวถึงสีเหลืองว่าเป็นสีของความอิจฉาริษยา ความหลอกลวง และผู้คิดคด การเปลี่ยนความหมายของสีเหลืองมาจากสองสาเหตุ สาเหตุที่หนึ่งคือองค์ความรู้ทางการแพทย์ในสมัยนั้นเชื่อว่าน้ำดี (ซึ่งมีสีเหลือง) เป็นเหตุผลทำให้คนอารมณ์ร้าย ไม่มั่นคง เจ้าคิดเจ้าแค้น และเจ้าเล่ห์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่สองมาจากแนวคิดทางศาสนาที่มักวาดภาพคนบาปและอาชญากรสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลือง ตัวละครที่ถูกพบเห็นในชุดเหลืองบ่อยที่สุดคือยูดาส คนทรยศผู้ชี้ตัวพระเยซูให้กับทหารโรมัน นอกจากนี้สีเหลืองในสมัยนั้นยังหมายถึงคนหลอกลวงหยาบช้า อันเป็นที่มาของรูปดาวเดวิดสีเหลืองซึ่งถูกใช้โดยนาซีเยอรมันเพื่อระบุตัวนักโทษชาวยิว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบางประเทศสีเหลืองถูกใช้เพื่อทาบนประตูบ้านของอาชญากรหรือผู้ต้องอาญาว่าเป็นกบฏ เมื่อ Jan Hus นักปรัชญาและบาทหลวงชาวเช็กซึ่งมีแนวคิดปฏิรูปศาสนาโดนตัดสินประหารชีวิต ตัวเขาถูกบังคับให้สวมชุดสีเหลืองก่อนถูกแห่ประจานและเผาทั้งเป็นต่อหน้าผู้คนมากมาย บทละครของเชกสเปียร์ในยุคหลังเองก็นำสีเหลืองมาใช้เพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครบนเวที แม้ว่าสีเหลืองจะไม่ได้แปลว่าตัวละครนี้ต้องรับบทร้ายเสมอไปแต่ก็ทำให้คนดูรับรู้ว่าอารมณ์ของบุคคลผู้นั้นไม่ปกติและมักอยู่ในอาการซึมเศร้า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>สีเหลืองกับสตรี เมื่อสีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการค้ากาม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สีเหลืองยังมีความหมายถึงการค้าบริการทางเพศ ประเด็นนี้ย้อนกลับไปไกลได้ถึงสมัยโรมัน&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">เมื่อหญิงโสเภณีในยุคนั้นต้องย้อมผมเป็นสีเหลืองเพื่อบ่งบอกสถานะ ส่วนเหตุที่ต้องลงทุนย้อมผมเพราะผู้หญิงชาวโรมันส่วนใหญ่มักมีเส้นผมสีเข้ม ถึงอย่างนั้น เทคโนโลยีที่มีจำกัดในสมัยนั้นทำให้การย้อมผมจากสีเข้มให้เป็นสีอ่อนเป็นเรื่องยาก&nbsp;หญิงโสเภณีส่วนมากจึงนิยมแก้ปัญหาด้วยการหาวิกผมสีทองมาสวมใส่แทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันที่จริง</span><span style="font-weight: 400;">กลุ่มชนในอาณาจักรโรมันที่มีเส้นผมสีทองส่วนใหญ่คือพวกทาสกวาดต้อนมาจากยุโรปเหนือ (หรือแถบสแกนดิเนเวียในปัจจุบัน) มากกว่า และนอกจากเส้นผมสีเหลืองจะเป็นสัญลักษณ์ของโสเภณีแล้ว&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">นักปราชญ์ในยุคนั้นยังกล่าวถึงผู้หญิงที่มีเส้นผมสีเหลืองหรือพยายามย้อมผมให้เป็นสีเหลืองว่า “เป็นพวกขี้เกียจและไร้ประโยชน์” ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในจักรวรรดิรัสเซีย สีเหลืองถูกใช้เป็นเครื่องแบบอย่างเป็นทางการของโสเภณี แนวคิดนี้มาจากซาร์พอลล์ที่ 1 (1796-1801) กษัตริย์ที่โปรดความเป็นระเบียบและมักมอบยูนิฟอร์มให้กับทุกสรรพสิ่ง ยูนิฟอร์มสีเหลืองจึงถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าสีเหลืองมองเห็นได้ดีในความมืดซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สาวๆ ต้องปฏิบัติงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อมาสีเหลืองถูกใช้แทนเอกสารประจำตัวของสาวๆ หรือที่เรียกกันว่า Yellow Card บัตรใบนี้บรรจุข้อมูลพื้นฐานของผู้ถือไม่ต่างจากบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตในยุคปัจจุบัน ที่พิเศษกว่านั้นคือบัตรประจำตัวของสาวๆ จะปรากฏข้อมูลทางการแพทย์และประวัติการรักษา ข้อมูลเหล่านี้ต้องได้รับการอัพเดตเดือนละสองครั้งและการตรวจเช็กสุขภาพจะทำกันที่สถานีตำรวจนั่นเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-113127" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/446828572.jpg" alt="" width="760" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/446828572.jpg 760w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/446828572-300x197.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/446828572-600x395.jpg 600w" sizes="(max-width: 760px) 100vw, 760px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113132" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Medical_ticket-799x1024.jpg" alt="" width="799" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Medical_ticket.jpg 799w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Medical_ticket-234x300.jpg 234w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Medical_ticket-768x984.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Medical_ticket-600x769.jpg 600w" sizes="(max-width: 799px) 100vw, 799px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจะได้มาซึ่งบัตรเหลืองหมายถึงสาวๆ ต้องขึ้นทะเบียนกับรัฐ ระบบนี้ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อเก็บภาษีแต่ทำขึ้นเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์และการปกครองเป็นสำคัญ เพราะเมื่อใดที่หญิงสาวถูกขึ้นทะเบียน เจ้าของบัตรจะถูกริบพาสปอร์ตตัวจริงหรือ Resident Card ไว้เป็นของหลวง และจะต้องถือ Yellow Card เป็นเครื่องหมายแสดงตัวตนแทน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>โปรดสวมชุดเหลืองให้ถูก<span style="color: #000000;">เฉด</span>สี ว่าด้วยสุภาพสตรีชุดเหลืองในอังกฤษ!&nbsp;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าสนใจว่าความหมายของสีเหลืองเริ่มเปลี่ยนไปในยุควิกตอเรียนหลังกระแสโลกตะวันออกเริ่มเป็นที่นิยม ช่วงนั้นสินค้านำเข้าจากจีนมักมีสีเหลืองทำให้สีนี้เริ่มเป็นที่นิยมขึ้นในภายหลัง (อย่างน้อยก็ในยุโรปตะวันตก) ถึงขนาดที่มีคำกล่าวว่าสีเหลืองเป็นสีที่ใกล้เคียงกับแสงสว่างมากที่สุดดังนั้นชุดสีเหลืองจึงควรถูกสวมใส่ในเวลากลางวัน เพราะมันดีต่อใจ ทำให้ผู้สวมใส่ดูเป็นคนสดใสอารมณ์ดี หนังสือแฟชั่นยุควิกตอเรียนยังกล่าวถึงการสวมใส่ชุดเหลืองว่า “ต้องเลือกให้ดี” เพราะสีเหลืองโทนเข้มควรสงวนไว้สำหรับสาวๆ ที่มีเส้นผมสีเข้ม ส่วนสาวๆ ผมสีอ่อน พวกเธอควรสวมแต่ชุดสีเหลืองที่เฉดใกล้สีทองหรือสีข้าวโพด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113134" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/portrait-of-miss-lloyd-by-james-tissot-1876-2-543x1024.jpg" alt="" width="543" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/portrait-of-miss-lloyd-by-james-tissot-1876-2-543x1024.jpg 543w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/portrait-of-miss-lloyd-by-james-tissot-1876-2-159x300.jpg 159w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/portrait-of-miss-lloyd-by-james-tissot-1876-2-768x1449.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/portrait-of-miss-lloyd-by-james-tissot-1876-2-600x1132.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/portrait-of-miss-lloyd-by-james-tissot-1876-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 543px) 100vw, 543px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีกฎเหล็กของการสวมใส่สีเหลืองเฉดต่างๆ ที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและช่วงเวลา ยกตัวอย่างเช่น สีเหลืองอ่อนค่อนไปทางขาวควรใส่แค่ในตอนกลางวันเท่านั้น เพราะมัน “ไม่สวยในแสงประดิษฐ์” (หมายถึงแสงอื่นๆ ที่ไม่ใช่แสงธรรมชาติ) และหากคุณอยากสวมสีเหลืองไปงานกลางคืน โปรดเลือกสีเหลืองที่มีเฉดใกล้เข้าไปกับสีทอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113124" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1868-emile-pingat-silk-faille-dinner-dress-yellow-via-philadelphia-museum-of-art-788x1024.jpg" alt="" width="788" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1868-emile-pingat-silk-faille-dinner-dress-yellow-via-philadelphia-museum-of-art-788x1024.jpg 788w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1868-emile-pingat-silk-faille-dinner-dress-yellow-via-philadelphia-museum-of-art-231x300.jpg 231w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1868-emile-pingat-silk-faille-dinner-dress-yellow-via-philadelphia-museum-of-art-768x997.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1868-emile-pingat-silk-faille-dinner-dress-yellow-via-philadelphia-museum-of-art-600x779.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/1868-emile-pingat-silk-faille-dinner-dress-yellow-via-philadelphia-museum-of-art.jpg 1155w" sizes="(max-width: 788px) 100vw, 788px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>“สีเหลืองช่างสวยงาม มันเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์” ว่าด้วยแวน โกะห์ ผู้เสกให้สีเหลืองโลดแล่นในวงการศิลปะ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบรรดาศิลปินชั้นนำของโลก คงไม่มีใครสามารถนำสีเหลืองมาสร้างสรรค์ได้สวยงามน่าจดจำเท่าศิลปินชาวดัตช์อย่าง&nbsp;Vincent van Gogh</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับแวน โกะห์ สีเหลืองเป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์และดอกไม้ เช่น ดอกทานตะวันที่เขารัก</span><span style="font-weight: 400;">&nbsp;ซีรีส์ดอกทานตะวันที่โด่งดังถูกวาดขึ้นในวันที่แวน โกะห์ เริ่มจัดบ้านหลังใหม่ในเมือง Arles ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสเพื่อต้อนรับ Paul Gauguin เพื่อนศิลปินที่ตัดสินใจมาอยู่ร่วมชายคากับเขาเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์งานศิลปะ&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113148" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_sunflower-819x1024.jpg" alt="" width="819" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_sunflower-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_sunflower-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_sunflower-768x961.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_sunflower-600x751.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_sunflower.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113146" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458-2-781x1024.jpg" alt="" width="781" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458-2-781x1024.jpg 781w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458-2-229x300.jpg 229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458-2-768x1007.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458-2-600x786.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Vincent_van_Gogh_-_Sunflowers_-_VGM_F458-2.jpg 1024w" sizes="(max-width: 781px) 100vw, 781px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บ้านที่แวน โกะห์ เช่าไว้เพื่อทำสตูดิโอในฝันกับโกแกงมีชื่อว่า &#8216;บ้านสีเหลือง (The Yellow house)&#8217; เนื่องจากแวน โกะห์ เลือกตกแต่งบ้านด้วยดอกทานตะวันซึ่งเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์และศรัทธา การใช้สีเหลืองเป็นสีหลักของบ้านยังหมายถึงมิตรภาพและความหวังที่แวน โกะห์ กำลังตั้งตารอคอย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่มีสีน้ำเงินหากปราศจากสีเหลืองและสีส้ม ถ้าคุณวาดภาพด้วยสีน้ำเงิน แน่นอนว่าคุณต้องลงสีเหลือง ตามด้วยสีส้ม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหลงใหลในสีเหลืองของแวน โกะห์ ไม่เพียงปรากฏขึ้นในภาพดอกทานตะวัน แต่ยังปรากฏในงานชิ้นสำคัญอย่าง The Starry Night ที่ศิลปินเอกผู้นี้เลือกใช้สีน้ำเงินที่เป็นสีโทนมืดแทนท้องฟ้ายามค่ำคืนแต้มด้วยสีเหลืองแทนการเคลื่อนที่ของดวงดาว เคยมีคนตีความว่าความหลงใหลในการใช้สีเหลืองของเขาอาจมาจากผลข้างเคียงของยารักษาลมชักที่เขารับประทานอยู่ ทำให้สายตาของแวน โกะห์ สามารถจับสีเหลืองได้ชัดเจนมากกว่าสีอื่นใด&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113145" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van-Gohg-Six_Sunflowers_1888-733x1024.jpg" alt="" width="733" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van-Gohg-Six_Sunflowers_1888-733x1024.jpg 733w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van-Gohg-Six_Sunflowers_1888-215x300.jpg 215w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van-Gohg-Six_Sunflowers_1888-768x1073.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van-Gohg-Six_Sunflowers_1888-600x839.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van-Gohg-Six_Sunflowers_1888.jpg 800w" sizes="(max-width: 733px) 100vw, 733px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113142" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project-1024x811.jpg" alt="" width="1024" height="811" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project-1024x811.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project-300x238.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project-768x608.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project-600x475.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/Van_Gogh_-_Starry_Night_-_Google_Art_Project.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>“ถ้าคุณยังรักฉัน โปรดผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้บนต้นโอ๊ก” การรอคอยและการกลับมาที่ถูกแทนค่าด้วยริบบิ้นสีเหลือง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">‘Tie a yellow ribbon round the ole oak tree’ ประโยคดังจากเพลงฮิตของ Tony Orlando and Dawn วงดนตรีในยุค 1970 มอบความหมายใหม่ให้สีเหลืองในยุคใกล้ปัจจุบัน เพลงที่ว่าโด่งดังในช่วงปี 1973 โดยมีเนื้อหากล่าวถึงนักโทษพ้นคดีที่กำลังเดินทางกลับบ้านด้วยรถบัส เขาอยากรู้ว่าคนรักยังรอเขาอยู่หรือไม่จึงส่งจดหมายใจความว่า ‘ถ้าคุณยังรักผม โปรดผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้บนต้นโอ๊ก’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีเหลืองที่มีความหมายเกี่ยวกับการรอคอยปรากฏขึ้นครั้งแรกในอังกฤษแต่มาโด่งดังในสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้ย้อนกลับไปในช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษ (ปี 1642–1651) มีบทกวีและเพลงพื้นบ้านมากมายที่ใช้สัญลักษณ์ริบบิ้นสีเหลืองแทนความอาลัย และการรอคอยทหารกล้าของสุภาพสตรี (&#8220;She wore a yellow ribbon&#8221;)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อชาวอังกฤษอพยพเข้ามาในอเมริกา ความเชื่อเรื่องริบบิ้นสีเหลืองก็ข้ามน้ำตามมหาสมุทรมาด้วย ในกองทัพสหรัฐฯ เพลงมาร์ช “Round Her Neck She Wears a Yeller Ribbon&#8221; (For Her Lover Who Is Far, Far Away) โดย George A. Norton ถือเป็นเพลงเดินแถวคลาสสิกที่ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 1917&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สัญลักษณ์สีเหลืองกลายเป็นกระแสสังคมใหญ่ในปี 1979 เมื่อ กลุ่มนักศึกษาปฏิวัติมุสลิมเคร่งศาสนา โกรธที่สหรัฐอเมริการับอดีตกษัตริย์ Shah Pahlavi แห่งอิหร่านให้ลี้ภัยในแผ่นดินสหรัฐอเมริกา จึงได้จับตัวผู้ทำงานสถานทูตสหรัฐในกรุงเตหะรานจำนวน 52 คน เป็นตัวประกันนานถึง 444 วัน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์ในครั้งนั้นเรียกกันว่าวิกฤตการณ์ตัวประกันอิหร่าน (the 1979 US-Iranian hostage crisis) ในระหว่างการกักตัวประกัน Penne Laingen ภรรยาของนักการทูตท่านหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า การทำร้ายชาวอิหร่านในสหรัฐฯ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เธอเองก็หวังให้สามีและตัวประกันทุกคนกลับบ้านมาอย่างปลอดภัย เธอจึงผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้กับต้นไม้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-113149" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/yellow-ribbon-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/yellow-ribbon-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/yellow-ribbon-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/yellow-ribbon-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/yellow-ribbon-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/yellow-ribbon-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/yellow-ribbon-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/yellow-ribbon-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/yellow-ribbon-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/yellow-ribbon.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำกล่าวของ Laingen ประทับใจคนฟัง กลายเป็นกระแสสังคมที่สำคัญแห่งยุค ผู้คนแห่กันผูกริบบิ้นบนต้นไม้ใกล้บ้าน และแม้แต่ต้นคริสต์มาสใหญ่ของปีนั้น (National Christmas Tree) ก็ยังถูกประดับด้วยริบบิ้นสีเหลืองเพื่อส่งข้อความให้ตัวประกันว่าพวกเขายังเป็นที่รักและไม่ถูกลืม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-113128" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/20140423001229_0.jpg" alt="" width="650" height="408" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/20140423001229_0.jpg 650w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/20140423001229_0-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/20140423001229_0-600x377.jpg 600w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในประเทศแถบเอเชีย การใช้ริบบิ้นสีเหลืองก็มีให้เห็นอยู่เช่นกัน ที่ประเทศเกาหลีใต้ มีการผูกริบบิ้นสีเหลืองเพื่อแสดงความอาลัยให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุเรือเซวอลล่มระหว่างเดินทางไปเกาะเซจูในปี 2014 เนื่องจากผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน ผู้ปกครองจำนวนมากจึงผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้ที่ Sewol memorial เพื่อหวังให้วิญญานลูกๆ สามารถเดินทางกลับบ้าน และมีชีวิตที่สงบสุขในปรโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่เกาะฮ่องกง ริบบิ้นสีเหลืองเคยถูกใช้เพื่อต่อต้านการแทรกแซงทางการเมืองของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ Kacey Wong ศิลปินชาวฮ่องกง กล่าวถึงการเลือกใช้สีเหลืองเป็นตัวแทนการต่อสู่ว่า &#8220;ในประเทศตะวันตก ริบบิ้นสีเหลืองหมายถึงความเศร้าหรือความเห็นอกเห็นใจ ชาวฮ่องกงจึงใช้สีนี้เพื่อแสดงถึงความเห็นใจที่นักศึกษาอายุยังน้อย ต้องเป็นฝ่ายออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลจีน&#8221;</span></p>
<p>ส่วนในอนาคต สีเหลืองจะถูกใช้และแปรเปลี่ยนความหมายไปยังไง คงขึ้นอยู่กับการเลือกใช้สีเหลืองของเราในปัจจุบัน</p>
<hr>
<h4><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></h4>
<p><a href="http://artelisaart.blogspot.com/2012/08/yellow-its-high-and-low-histroy-of.html?fbclid=IwAR112bBfQ_oroftaquah5qhH7_AYAAOkcaA22PPAmDjASY488W1oQCt-MD0"><span style="font-weight: 400;">artelisaart.blogspot.com</span></a></p>
<p><a href="http://www.webexhibits.org/pigments/intro/yellows.html"><span style="font-weight: 400;">webexhibits.org</span></a></p>
<p><a href="https://www.artsandcollections.com/article/a-history-of-the-colour-yellow/"><span style="font-weight: 400;">artsandcollections.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.shutterstock.com/blog/mellow-yellow-symbolism-history"><span style="font-weight: 400;">shutterstock.com/blog/mellow-yellow-symbolism-history</span></a></p>
<p><a href="https://www.theguardian.com/books/2019/dec/24/yellow-the-history-of-a-colour-by-michel-pastoureau-review"><span style="font-weight: 400;">theguardian.com</span></a></p>
<p><a href="https://hyperallergic.com/529864/the-complex-history-of-yellow-a-mediocre-color/"><span style="font-weight: 400;">hyperallergic.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.mimimatthews.com/2016/12/05/shades-of-victorian-fashion-lemon-butter-gold-and-yellow/?fbclid=IwAR1FEDsT0mWoW-smbYQapOu13DuulA4l_P4V75uscEh_EH0Wx5TvRFVkHiM"><span style="font-weight: 400;">mimimatthews.com</span></a></p>
<p><a href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.bbc.com%2Fnews%2Fuk-29521449%3Ffbclid%3DIwAR30WcpWyQJDMurukycgTBBaMUmumUX9QADPxO-tGEsLFZMJXga8PQnomVg&amp;h=AT0YkCSEKCeavtxTwUw4WbgX1k1dc_HnhIiwJ2FhQRrZTyxHaP6if0LgMZoQCPO5nqijuSoKvtTNFHDjJmkwiHAUz5pYAgI5VGsjSpun5liKfrcN6zryvSV7xUGy7zVzofKFLo0&amp;__tn__=-UK-R&amp;c%5B0%5D=AT1xUQTvtWdz4ijYEQLHbLfy_JEiYzQEvmnjVFIYXORBBbC77aZh1vbIkK3Uxl6wbqASsFEkUikyExWNawuM6yrN5EpW2LXiUkhiHZp_E_llZ_Zp_ay48TgsuHU_1-EHmgoH0OtHc6QnDWT_pxaQPKIFyxY5xz9hGMkJbOg3MNcI9ySJF93HZNDsMvBEuhWff9VXbCcCB7GWfjtKFe5neSO9Gg"><span style="font-weight: 400;">l.facebook.com</span></a></p>
<p><a href="https://uk.lush.com/article/history-hair-colouring"><span style="font-weight: 400;">uk.lush.com</span></a></p>
<p><a href="http://www.pravdareport.com/.../sex/30-04-2002/42121-0/"><span style="font-weight: 400;">pravdareport.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.byrdie.com/hair-color-history"><span style="font-weight: 400;">byrdie.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/history-of-the-colour-yellow/">เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ว่าด้วยนานาความหมายและประวัติศาสตร์ของ &#8216;สีเหลือง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากสนามรบสู่รันเวย์ ว่าด้วย trench coat กับแฟชั่นของคุณสุภาพบุรุษในสงครามโลกครั้งที่ 1 </title>
		<link>https://adaymagazine.com/trench-coat/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Oct 2020 17:22:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อโค้ท]]></category>
		<category><![CDATA[World War]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อผ้า]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนช์โค้ท]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องแต่งกาย]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[Trench Coat]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามโลกครั้งที่ 1]]></category>
		<category><![CDATA[เจน บัทชาร์ท]]></category>
		<category><![CDATA[London College of Fashion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=110923</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;ถ้าคุณอ่านบทความประมาณ ‘10 แฟชั่นไอเทมที่ควรมีติดตู้’ คงไม่ประหลาดใจหากพบ ‘trench coat’ เป็นหนึ่งในนั้น เทรนช์โค้ตกลายเป็นสินค้าคลาสสิกไม่แพ้กางเกงยีนส์หรือเสื้อหนัง หลายคนอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเสื้อโค้ตสุดหรูเกี่ยวข้องกับสงคราม เชื่อเถอะว่าแฟชั่นมีอิทธิพลกับการแต่งกาย ไม่เว้นแม้แต่เครื่องแบบทหาร และการแต่งกายในสงครามก็ส่งผลกระทบให้แนวหลังไม่ต่างกัน” เจน บัตชาร์ต&#160;นักเขียนและอาจารย์จากมหาวิทยาลัย London College of Fashion กล่าว&#160; ทุกวันนี้เทรนช์โค้ตเป็นแฟชั่นที่ยืนหนึ่งท้ากาลเวลามากว่าร้อยปี หากอ่านชื่อ trench สนามเพลาะ, coat เสื้อคลุม แบบแยกกัน หลายคนอาจทำหน้าประหลาดใจว่าทำไมเสื้อโค้ตตัวสวยถึงไปเกี่ยวข้องกับสถานที่เปียกแฉะที่เต็มไปด้วยดินโคลน เรื่องราวของเทรนช์โค้ตเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นปี 1853 ที่เกาะอังกฤษ ประเทศซึ่งขึ้นชื่อเรื่องฝนฟ้าคะนองแทบจะตลอดเวลา ก่อนหน้านี้เสื้อผ้ากันน้ำที่ใช้กันแพร่หลาย เป็นผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ของนายชาร์ลส์ แมกอินทอช&#160;นักเคมีชาวสก็อตแลนด์ ที่เกิดหัวใสนำผ้าคอตตอนไปชุบกับยาง แน่นอนว่าผ้าแบบนี้กันน้ำได้ดี แต่มีข้อเสียที่น้ำหนักมาก อับเหงื่อ และมีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากโดนแดดจ้าเป็นเวลานาน ยางจะเกิดการหลอมละลายจนส่งกลิ่นชวนปวดหัว เพื่อแก้ปัญหาที่ว่า นายจอห์น เอมเมอรี เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าผู้ชายบนถนนรีเจนต์ จึงทุ่มเทกำลังสมองจนสามารถคิดค้นเนื้อผ้าแบบใหม่ที่กันน้ำได้และมีน้ำหนักเบา เขาเรียกผ้าที่ตัวเองออกแบบว่า Aquascutum มาจากคำภาษาละตินสองคำคือ aqua ที่แปลว่าน้ำ และ scutum แปลว่าป้องกัน&#160; เอมเมอรีเริ่มผลิตเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษโดยใช้ผ้าแบบใหม่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/trench-coat/">จากสนามรบสู่รันเวย์ ว่าด้วย trench coat กับแฟชั่นของคุณสุภาพบุรุษในสงครามโลกครั้งที่ 1 </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ถ้าคุณอ่านบทความประมาณ ‘10 แฟชั่นไอเทมที่ควรมีติดตู้’ คงไม่ประหลาดใจหากพบ ‘trench coat’ เป็นหนึ่งในนั้น เทรนช์โค้ตกลายเป็นสินค้าคลาสสิกไม่แพ้กางเกงยีนส์หรือเสื้อหนัง หลายคนอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเสื้อโค้ตสุดหรูเกี่ยวข้องกับสงคราม เชื่อเถอะว่าแฟชั่นมีอิทธิพลกับการแต่งกาย ไม่เว้นแม้แต่เครื่องแบบทหาร และการแต่งกายในสงครามก็ส่งผลกระทบให้แนวหลังไม่ต่างกัน” เจน บัตชาร์ต&nbsp;นักเขียนและอาจารย์จากมหาวิทยาลัย London College of Fashion กล่าว&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-111661" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1917-mark-strong-z.jpg" alt="" width="650" height="433" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1917-mark-strong-z.jpg 650w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1917-mark-strong-z-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1917-mark-strong-z-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1917-mark-strong-z-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1917-mark-strong-z-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1917-mark-strong-z-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้เทรนช์โค้ตเป็นแฟชั่นที่ยืนหนึ่งท้ากาลเวลามากว่าร้อยปี หากอ่านชื่อ trench สนามเพลาะ, coat เสื้อคลุม แบบแยกกัน หลายคนอาจทำหน้าประหลาดใจว่าทำไมเสื้อโค้ตตัวสวยถึงไปเกี่ยวข้องกับสถานที่เปียกแฉะที่เต็มไปด้วยดินโคลน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของเทรนช์โค้ตเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นปี 1853 ที่เกาะอังกฤษ ประเทศซึ่งขึ้นชื่อเรื่องฝนฟ้าคะนองแทบจะตลอดเวลา ก่อนหน้านี้เสื้อผ้ากันน้ำที่ใช้กันแพร่หลาย เป็นผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ของนายชาร์ลส์ แมกอินทอช&nbsp;นักเคมีชาวสก็อตแลนด์ ที่เกิดหัวใสนำผ้าคอตตอนไปชุบกับยาง แน่นอนว่าผ้าแบบนี้กันน้ำได้ดี แต่มีข้อเสียที่น้ำหนักมาก อับเหงื่อ และมีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากโดนแดดจ้าเป็นเวลานาน ยางจะเกิดการหลอมละลายจนส่งกลิ่นชวนปวดหัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อแก้ปัญหาที่ว่า นายจอห์น เอมเมอรี เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าผู้ชายบนถนนรีเจนต์ จึงทุ่มเทกำลังสมองจนสามารถคิดค้นเนื้อผ้าแบบใหม่ที่กันน้ำได้และมีน้ำหนักเบา เขาเรียกผ้าที่ตัวเองออกแบบว่า Aquascutum มาจากคำภาษาละตินสองคำคือ aqua ที่แปลว่าน้ำ และ scutum แปลว่าป้องกัน&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111662" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/aqua-1024x596.jpg" alt="" width="1024" height="596" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/aqua.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/aqua-300x175.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/aqua-768x447.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/aqua-600x349.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอมเมอรีเริ่มผลิตเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษโดยใช้ผ้าแบบใหม่ ไอเดียของเขาคือการผลิตเสื้อโค้ตสำหรับผู้ชายที่ &#8216;ดูดีได้แม้อากาศไม่เป็นใจ&#8217; ปรากฏว่าเสื้อผ้าของเอมเมอรีขายดิบขายดีในวงสังคมชั้นสูง ลูกค้าของเขามีตั้งแต่ขุนนางไปจนถึงสมาชิกราชวงศ์ เมื่อเห็นว่าธุรกิจกำลังไปได้ดี เอมเมอรีจึงตัดสินใจเปิดแบรนด์ใหม่โดยใช้ชื่อเดียวกับผ้ากันน้ำที่เขาคิดค้นขึ้น แบรนด์ของเขามีชื่อว่า &#8216;Aquascutum&#8217;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเวลาใกล้เคียงกัน บุรุษอีกหนึ่งที่ก้าวเข้ามาแข่งขันในวงการเสื้อผ้ากันน้ำคือนายโธมัส เบอร์เบอรี เขาคิดค้นผ้าอีกชนิดที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ดี ผ้าของเบอร์เบอรีมีน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้มาก เขาตั้งชื่อสิ่งประดิษฐ์ใหม่ว่า Gabardine (กาบาร์ดีน) เบอร์เบอรียังมีโอกาสทำชุดกันฝนและเต็นท์กันน้ำให้เซอร์ เออร์เนสต์ แชกเคิลตัน นักสำรวจชื่อดังที่กำลังเดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติกา การทำงานร่วมกับบุคคลสำคัญทำให้ชื่อเสียงของเบอร์เบอรีเป็นที่พูดถึงในวงผู้ดีที่ชอบกิจกรรมท้าทายอย่างการเดินป่า แต่ยังอยากหล่อเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-111663" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/aquascutum3_ps.jpg" alt="" width="800" height="595" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/aquascutum3_ps.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/aquascutum3_ps-300x223.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/aquascutum3_ps-768x571.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/aquascutum3_ps-600x446.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มองกลับมาในแวดวงทหาร ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 รูปแบบของสงครามมีการปรับเปลี่ยนจากวิ่งเข้าประจันหน้าเป็นการใช้อาวุธหนักที่ให้ผลสำเร็จดีกว่า ความนิยมสวมใส่เครื่องแบบสีสันสดใสถูกปรับเปลี่ยนเป็นสีที่สามารถพรางตัวได้ดี กองทัพอังกฤษตัดสินใจเลิกใช้เครื่องแบบทหารสีแดง โดยเปลี่ยนมาเป็นสีกากีในปี 1890 เครื่องแบบที่ว่ากลายเป็นความสำเร็จที่เห็นได้ชัดในสงครามบูร์ในแอฟริกาใต้ (Boer War 1899-1902) แต่วิวัฒนาการสำคัญที่นำเอาแฟชั่นจากแนวหลังมาผสมกับสีกากีในแนวหน้า เกิดขึ้นเมื่อชนชั้นสูงจำนวนมากต้องตบเท้าเข้าร่วมสงครามครั้งใหญ่ที่กินเวลานานถึง 4 ปี–สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War 1, 1914-1918)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงต้นของสงคราม พลทหารทั่วไปยังคงใช้เสื้อโค้ตหนาหนักซึ่งเป็นของแจกให้ของกองทัพเรียกกันว่า greatcoat เสื้อโค้ตแบบนี้ทำมาจากผ้าขนสัตว์ที่แม้จะช่วยให้อุ่นแต่กลับเทอะทะและมักติดในหล่มโคลน พวกเขาต้องแก้ปัญหากันเอง เช่น ใช้มีดตัดส่วนล่างของโค้ตออกไปเพื่อให้เคลื่อนไหวสะดวกขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังไงก็ดีนายทหารอังกฤษที่อยู่ในชนชั้นผู้ดีมีทางเลือกมากกว่า พวกเขาได้รับเงินราว 50 ปอนด์จากกองทัพเพื่อไปตัดเครื่องแบบของตัวเอง แน่นอนว่ารูปแบบและสีถูกกำหนด แต่วัสดุและการตัดเย็บเป็นเรื่องของรสนิยม นายทหารมองการสวมเครื่องแบบว่าเป็นหนึ่งในการแสดงออกซึ่งความเป็น &#8216;สุภาพบุรุษ&#8217; ดังนั้นเครื่องแบบของเขาต้องดูดี เพื่อให้ตัวเองแตกต่างจากทหารทั่วไปซึ่งมาจากชนชั้นล่าง (และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่นายทหารพวกนี้มักถูกยิงตายก่อนใครโดยฝ่ายตรงข้าม)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-111654" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/002-Burberry-vogueint-25March19-GettyImages-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/002-Burberry-vogueint-25March19-GettyImages-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/002-Burberry-vogueint-25March19-GettyImages-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/002-Burberry-vogueint-25March19-GettyImages-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/002-Burberry-vogueint-25March19-GettyImages-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/002-Burberry-vogueint-25March19-GettyImages.jpg 750w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายทหารจำนวนมากเลือกใช้บริการตัดเครื่องแบบกับ Aquascutum และ Burberry ที่แน่นอนว่ากินราคามากกว่าเงิน 50 ปอนด์ ก่อนหน้านี้ Aquascutum และ Burberry เคยมีโอกาสผลิตเครื่องแบบให้กองทัพอังกฤษหลายครั้ง พวกเขามีเส้นสายใกล้ชิดกับวงการทหาร ทั้งสองแบรนด์มีเสื้อโค้ตกันน้ำลักษณะคล้ายกัน จนสุดท้ายไม่สามารถทราบได้ว่าใครเป็นผู้ริเริ่มทำเทรนช์โค้ตขึ้นก่อน แต่หากมองกันเรื่องดีไซน์ เทรนช์โค้ตแบบที่เราใส่กันในปัจจุบันมีรูปร่างคล้ายกับโค้ตรุ่น Tielocken ของ Burberry มากกว่า เสื้อโค้ตแบบที่ว่ามีการทำเข็มขัดผ้าเพิ่มขึ้นมาสำหรับรัดช่วงตัวให้เข้ารูป ถือเป็นต้นแบบของเทรนช์โค้ตที่เราคุ้นตาในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“Aquascutum และ Burberry ฉลาดมากในทางธุรกิจ พวกเขาวางตัวเป็นแบรนด์ที่ปรับเปลี่ยนแนวทางผลิตเสื้อผ้ากีฬาของชนชั้นสูงมาเป็นเครื่องแบบทหารให้ผู้ดี แน่นอนว่าสงครามคือนรกบนดิน แต่มันคือสมรภูมิศักดิ์ศรีของชายชาติทหาร” เจน ไทแนน อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย University of the Arts London กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่ทราบแน่ชัดว่าแบรนด์ไหนคิดเทรนช์โค้ตขึ้นก่อน แต่คำว่า ‘เทรนช์โค้ต’ ถูกใช้อย่างเป็นทางการในปี 1916” เรายังพบโปสเตอร์โฆษณาเป็นภาพทหารกำลังบรรจุลูกกระสุนปืนใหญ่ โดยมีนายทหารในชุดเทรนช์โค้ตยืนสั่งการ”&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-111666" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/burberry.jpg" alt="" width="864" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/burberry.jpg 864w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/burberry-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/burberry-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/burberry-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/burberry-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/burberry-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/burberry-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่เทรนช์โค้ตกลายเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในภายหลังมาจากสองสาเหตุสำคัญ สาเหตุแรกเป็นเพราะเสื้อโค้ตแบบนี้ใช้ได้จริงในสงคราม เนื้อผ้ามีน้ำหนักเบา มีกระเป๋าด้านหน้าสำหรับเก็บของ ความยาวของเสื้อคลุมที่ไม่มากเกินไปทำให้ไม่ติดดินโคลน ความกว้างของเสื้อคลุมที่ไม่น้อยเกินไปทำให้ขยับตัวได้สะดวก ไปจนถึงปกเสื้อขนาดใหญ่ที่สามารถป้องกันอากาศหนาวได้ดี ป้องกันแก๊ซพิษได้บ้าง ส่วนสาเหตุหลังเป็นเพราะค่านิยมของผู้ชายอังกฤษในยุคนั้น ที่มองว่าเทรนช์โค้ตเป็นของ &#8216;ที่ต้องมี&#8217; เพราะทำให้พวกเขาดูเป็นชายชาติทหาร เหมาะสมกับสนามรบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงสองปีแรกของสงคราม บรรดานายทหารจากโรงเรียนนายร้อยซึ่งมักเป็นชนชั้นสูงเสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้เกิดการเปิดรับนายทหารที่มาจากชนชั้นกลางมากขึ้น คนเหล่านี้เรียกกันว่า &#8216;สุภาพบุรุษชั่วคราว&#8217; (temporary gentleman) พวกเขาหาซื้อเทรนช์โค้ตแบบเดียวกันในราคาถูก ทำให้เกิดการผลิตเสื้อผ้าแบบนี้ขึ้นเป็นจำนวนมาก “ไม่ต่างจากความต้องการในปัจจุบัน แต่ฉันพนันได้ว่าใครๆ ก็แยกเทรนช์โค้ตของ Burberry กับ H&amp;M ได้” วาเลเรีย สตีล ผู้อำนวยการ The Museum at the Fashion Institute of Technology ในนิวยอร์กกล่าว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-111659" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/0274.jpg" alt="" width="464" height="640" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/0274.jpg 464w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/0274-218x300.jpg 218w" sizes="(max-width: 464px) 100vw, 464px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เทรนช์โค้ตไม่ได้เป็นที่นิยมแค่ในแนวหน้า ประชาชนในแนวหลังต่างพากันสวมใส่โค้ตทหารเพราะมองว่าเป็นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในประเทศ หลายคนเชื่อว่าการสวมใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกัน กระทั่งใช้สิ่งของหรือทานอาหารแบบเดียวกับทหารในแนวหน้า เป็นการเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับบุคคลอันเป็นที่รัก สินค้าที่ติดคำว่า trench (สนามเพลาะ) ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ดาราและบุคคลสำคัญในประเทศล้วนสวมใส่เทรนช์โค้ตเพื่อแสดงออกว่าพวกเขาสนับสนุนกองทัพอังกฤษให้มีชัยในสงคราม ดังนั้นเสื้อโค้ตแบบนี้จึงมีความหมายทั้งทางจิตใจและคุณค่าในทางสังคม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ราวปี 1990 ผมเดินผ่านร้าน Burberry บนถนนรีเจนต์ ร้านหรูหรามีข้อความใหญ่ ‘Trench Fever’ แน่นอนว่าในบริบทปัจจุบัน ข้อความนี้หมายถึงการโฆษณาเทรนช์โค้ตหรูหราของ Burberry แต่ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ‘Trench Fever’ เป็นอาการป่วยของทหารที่ประจำการในสนามเพลาะ&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ผมได้แต่ประหลาดใจ ในจำนวนผู้คนนับล้านที่มีเทรนช์โค้ตในตู้เสื้อผ้า จะมีสักกี่คนที่สามารถเชื่อมโยงแฟชั่นแสนแพงเข้ากับช่วงเวลายากลำบากของสงคราม” ปีเตอร์ ดอยล์ นักประวัติศาสตร์สงครามกล่าวทิ้งท้าย&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></p>
<p><a href="https://www.smithsonianmag.com/history/trench-coat-made-its-mark-world-war-i-180955397/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">smithsonianmag.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.bbc.com/news/uk-england-29033055" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">bbc.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/trench-coat/">จากสนามรบสู่รันเวย์ ว่าด้วย trench coat กับแฟชั่นของคุณสุภาพบุรุษในสงครามโลกครั้งที่ 1 </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Atelier Pakawan เยี่ยมสตูดิโอของ &#8216;ยุ้ย ภควรรณ&#8217; หญิงสาวผู้ลาออกมาปั้นดิน ปั้นฝัน ปั้นสตูดิโอเซรามิก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yui-pakawan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฟาน.ปีติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 04 Oct 2020 07:37:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[Happening Makers]]></category>
		<category><![CDATA[Atelier Pakawan]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[เซรามิก]]></category>
		<category><![CDATA[สตูดิโอ]]></category>
		<category><![CDATA[สีน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ยุ้ย-ภควรรณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=110481</guid>

					<description><![CDATA[<p>ครั้งแรกที่ได้รู้จัก ยุ้ย–ภควรรณ ทองวานิช เธอคือศิลปินสาวผู้สร้างสรรค์ผลงานสีน้ำเป็นภาพขนมหวานอ่อนละมุนและน่าลิ้มลองเกินของจริง ผลงานของเธอคือหนึ่งในงานที่ชนะการประกวด Happening Makers 2019 และได้ไปแสดงผลงานในงาน Pop Up Asia ที่เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน เมื่อได้รู้จักเธอมากขึ้น เราพบว่าเธอยังเป็นช่างปั้นเซรามิกเจ้าของสตูดิโอ Atelier Pakawan สตูดิโอขนาดกะทัดรัดที่ตั้งอยู่ในรั้วบ้านของเธอในจังหวัดชลบุรี แน่นอนว่าผลงานจานชามที่ยุ้ยปั้นและเพนต์ด้วยสองมือ มีเสน่ห์จับใจไม่แพ้ภาพสีน้ำสวยหวาน แต่ส่ิงที่ทำให้เรารู้สึกทึ่ง และสนใจจนอยากเดินทางมาคุยกับเธอถึงบ้าน คงเป็นเพราะเราได้รู้มาว่ากว่าจะได้สร้างสตูดิโอที่น่ารักและได้ผลิตชิ้นงานเหล่านี้ ยุ้ยเคยเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในที่มุ่งมั่นอยากเดินทางสายออกแบบมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอตัดสินใจลาออกจากงานที่ใฝ่ฝัน ตั้งใจเรียนภาษาที่ไม่รู้จักเป็นปี เพื่อบินไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านการปั้นเซรามิกไกลถึงประเทศญี่ปุ่น เพื่อกลับมาเป็นช่างปั้นเซรามิก พร้อมควบบทบาทศิลปินสีน้ำที่บ้านเกิด ตลอดบทสนทนาเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพที่ยากลำบาก เราได้ยินคำว่า ‘กลัว’ หลุดจากปากเธอหลายสิบครั้ง แต่เราไม่เชื่อว่านี่คือความรู้สึกที่พาเธอมาจนถึงจุดนี้ ยุ้ย ภควรรณ ปั้นชีวิตของเธอยังไง หญิงสาวกำลังเปิดประตูบ้าน พาเราไปพบคำตอบ “ครอบครัวเราให้ความสำคัญกับการตกแต่งบ้าน แม่ทำงานประดิษฐ์เนี้ยบมาก ส่วนคุณย่าก็ชอบถักโครเชต์” เด็กหญิงภควรรณเติบโตในตึกแถวสามคูหา ในตัวเมืองชลบุรี  ครอบครัวของเธอทำธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์ แม้พื้นที่ขายของหน้าบ้านมีบรรยากาศอึมครึมเพราะเต็มไปด้วยชั้นวางอะไหล่ แต่บ้านชั้นบนคล้ายเป็นโลกอีกใบที่ครอบครัวทองวานิชตั้งใจเลือกเฟอร์นิเจอร์เข้าชุด ตกแต่งบ้านด้วยโคมไฟสวยและกรอบรูป  ภายใต้ชายคาบ้านที่สมาชิกชอบทำงานฝีมือ ยุ้ยจึงหลงรักการทำงานศิลปะตั้งแต่เด็ก แล้ววันหนึ่งในวัยประถม ความฝันว่าจะเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในก็เกิดขึ้นเมื่อเธอได้ดูละครที่นางเอกรับบทเป็นมัณฑนากร การมีความฝันและเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้ยุ้ยมุ่งมั่นจนสอบติดคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และส่ิงที่ยุ้ยค้นพบในรั้วมหาวิทยาลัยมีมากกว่าการแต่งบ้านให้สวย  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yui-pakawan/">Atelier Pakawan เยี่ยมสตูดิโอของ &#8216;ยุ้ย ภควรรณ&#8217; หญิงสาวผู้ลาออกมาปั้นดิน ปั้นฝัน ปั้นสตูดิโอเซรามิก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">ครั้งแรกที่ได้รู้จัก <strong>ยุ้ย–ภควรรณ ทองวานิช</strong> เธอคือศิลปินสาวผู้สร้างสรรค์ผลงานสีน้ำเป็นภาพขนมหวานอ่อนละมุนและน่าลิ้มลองเกินของจริง ผลงานของเธอคือหนึ่งในงานที่ชนะการประกวด <a href="https://www.facebook.com/happeningmakersth/" target="_blank" rel="noopener">Happening Makers</a> 2019 และได้ไปแสดงผลงานในงาน <a href="https://www.facebook.com/popupasiatw/" target="_blank" rel="noopener">Pop Up Asia</a> ที่เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110558" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0601.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0601.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0601-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0601-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0601-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0601-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0601-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0601-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0601-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110557" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0597.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0597.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0597-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0597-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0597-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0597-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0597-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0597-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0597-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้รู้จักเธอมากขึ้น เราพบว่าเธอยังเป็นช่างปั้นเซรามิกเจ้าของสตูดิโอ <strong>Atelier Pakawan</strong> สตูดิโอขนาดกะทัดรัดที่ตั้งอยู่ในรั้วบ้านของเธอในจังหวัดชลบุรี แน่นอนว่าผลงานจานชามที่ยุ้ยปั้นและเพนต์ด้วยสองมือ มีเสน่ห์จับใจไม่แพ้ภาพสีน้ำสวยหวาน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110516 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-1024x683.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ส่ิงที่ทำให้เรารู้สึกทึ่ง และสนใจจนอยากเดินทางมาคุยกับเธอถึงบ้าน คงเป็นเพราะเราได้รู้มาว่ากว่าจะได้สร้างสตูดิโอที่น่ารักและได้ผลิตชิ้นงานเหล่านี้ ยุ้ยเคยเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในที่มุ่งมั่นอยากเดินทางสายออกแบบมาตั้งแต่เด็ก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอตัดสินใจลาออกจากงานที่ใฝ่ฝัน ตั้งใจเรียนภาษาที่ไม่รู้จักเป็นปี เพื่อบินไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านการปั้นเซรามิกไกลถึงประเทศญี่ปุ่น เพื่อกลับมาเป็นช่างปั้นเซรามิก พร้อมควบบทบาทศิลปินสีน้ำที่บ้านเกิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอดบทสนทนาเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพที่ยากลำบาก เราได้ยินคำว่า ‘กลัว’ หลุดจากปากเธอหลายสิบครั้ง แต่เราไม่เชื่อว่านี่คือความรู้สึกที่พาเธอมาจนถึงจุดนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยุ้ย ภควรรณ ปั้นชีวิตของเธอยังไง หญิงสาวกำลังเปิดประตูบ้าน พาเราไปพบคำตอบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110523 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/18.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/18.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/18-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/18-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/18-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/18-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/18-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/18-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h3><b>“ครอบครัวเราให้ความสำคัญกับการตกแต่งบ้าน </b><b>แม่ทำงานประดิษฐ์เนี้ยบมาก ส่วนคุณย่าก็ชอบถักโครเชต์”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เด็กหญิงภควรรณเติบโตในตึกแถวสามคูหา ในตัวเมืองชลบุรี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครอบครัวของเธอทำธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์ แม้พื้นที่ขายของหน้าบ้านมีบรรยากาศอึมครึมเพราะเต็มไปด้วยชั้นวางอะไหล่ แต่บ้านชั้นบนคล้ายเป็นโลกอีกใบที่ครอบครัวทองวานิชตั้งใจเลือกเฟอร์นิเจอร์เข้าชุด ตกแต่งบ้านด้วยโคมไฟสวยและกรอบรูป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายใต้ชายคาบ้านที่สมาชิกชอบทำงานฝีมือ ยุ้ยจึงหลงรักการทำงานศิลปะตั้งแต่เด็ก แล้ววันหนึ่งในวัยประถม ความฝันว่าจะเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในก็เกิดขึ้นเมื่อเธอได้ดูละครที่นางเอกรับบทเป็นมัณฑนากร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีความฝันและเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้ยุ้ยมุ่งมั่นจนสอบติดคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และส่ิงที่ยุ้ยค้นพบในรั้วมหาวิทยาลัยมีมากกว่าการแต่งบ้านให้สวย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันไม่เหมือนในละครที่นางเอกเลือกผ้าม่าน หรือไปเจอลูกค้าสวยๆ มันมีทฤษฎีและรายละเอียดค่อนข้างเยอะ อย่างการคิดเรื่องทิศทางแดดฝนและความสะดวกในการใช้งาน แต่ตอนนั้นเรามีแรงทำเพราะรู้สึกว่างานออกแบบภายในคือตัวเรา เราสนุกกับการเรียน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นรู้สึกมั่นใจมากว่าชั้นจะทำอินทีเรียไปตลอด” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110561 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน-1024x683.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<h3><b>“ในงานที่ทำมีตัวเราอยู่แค่ครึ่งเดียว หรือบางงานไม่มีเราอยู่เลย” </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่แล้วเมื่อวันที่เรียนจบปริญญาและได้เป็นมัณฑนากรเต็มตัว โลกที่ยุ้ยค้นพบในการทำงานจริงกลับไม่เหมือนที่เธอเคยฝัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งานอินทีเรียจะสนุกในช่วงเร่ิมต้น แล้วก็ไปสนุกอีกทีช่วงปลาย อาชีพนี้คือการแก้ปัญหา แรกๆ ที่ได้โจทย์มา โปรเจกต์ใหม่ ลูกค้าใหม่ เราจะรู้สึกมีไฟ อยากออกไอเดียทำให้มันเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นเราจะไปสนุกอีกทีตอนงานใกล้เสร็จ เริ่มเห็นมันเป็นรูปเป็นร่าง เพราะส่ิงที่อยู่ตรงกลางมันบั่นทอนมาก ทั้งลูกค้าที่แก้แบบ เจ้านายก็แก้แบบ พอแบบเสร็จเราก็ต้องมาแก้ปัญหากับผู้รับเหมาแล้วเจอว่าช่างทำผิดแบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันคือความกังวลว่าวันนี้จะมีปัญหาอะไรอีก หรืออย่างบางทีลูกค้าเปลี่ยนแบบไป หรือช่างทำผิดไปจนเราต้องแก้งานใหม่ กลายเป็นว่าสุดท้ายไม่เหลือส่ิงที่เราเคยออกแบบมาเลย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทำไมการมีเราอยู่ในงานถึงสำคัญ” เราถาม ยุ้ยนิ่งคิดสักพักก่อนตอบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นส่ิงที่ใครๆ ก็ทำได้ เราอยากทำส่ิงที่มีความหมายกับตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อาจเหมือนตอนเด็กๆ ที่เราทำงานศิลปะหรืองานประดิษฐ์ พอได้เห็นงานที่เป็นเราชัดเจนแล้วเราภูมิใจ ในขณะที่งานอินทีเรียบางงานอาจดูไม่รู้ว่าเป็นเราทำ ทั้งๆ ที่เราเลือกเรียนอินทีเรียเพราะชอบวาดรูปและออกไอเดีย ได้ดีไซน์งานที่มีความเป็นเรา แต่ในชีวิตจริง บ่อยครั้งที่เราใส่ความเป็นตัวเองในเนื้องานแทบไม่ได้” หญิงสาวตอบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/35.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/35.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/35-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/35-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/35-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/35-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/35-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/35-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/35-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางความเครียดและความผิดหวังจากการทำงาน ยุ้ยค่อยๆ หาทางผ่อนคลายจิตใจด้วยการมองไปรอบๆ บ้าน เธอมองเห็นกระดาษ สี และอุปกรณ์ศิลปะมากมายที่เธอไม่ได้แตะต้องมานานกว่า 2 ปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่เราสอบเข้าคณะมัณฑนศิลป์เพราะเราอยากวาดรูป แต่พอมาทำงานจริง อ้าว เราไม่ได้วาด เราเขียนแบบด้วยคอมพิวเตอร์ตลอด ซึ่งเราเป็นคนที่ไม่ชอบทำงานกับคอมพิวเตอร์เลย (ลากเสียงยาว) งานคอมฯ มักทรยศเราเสมอ เราอยู่กับโต๊ะตลอดเวลา แล้วงานวาดรูปมันหายไปไหน ตอนนั้นแหละที่เรากลับมาวาดรูปเล่นอีกครั้ง” ยุ้ยเล่าอดีตให้เราฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามองมันเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง แต่แรกๆ ก็วาดไม่ออก จนไปอ่านเจอว่าพี่<a href="https://adaymagazine.com/pomme-chan/" target="_blank" rel="noopener">ปอม ชาน</a> ที่เป็นนักวาดภาพประกอบ เขาก็จบอินทีเรีย มันทำให้เราเห็นว่าคนเราเปลี่ยนสายกันได้ ซึ่งพอเราเห็นว่าพี่ปอมใช้ปากกาหมึกหัวพู่กัน เราเลยลองซื้อมาเล่นบ้าง เราลองวาดดอกไม้ ใช้พู่กันเขียนชื่อตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเริ่มกลับมาสนุกกับการวาดรูปอีกครั้ง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110543 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/38.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/38.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/38-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/38-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/38-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/38-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/38-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/38-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/38-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110544" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/39.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/39.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/39-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/39-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/39-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/39-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/39-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/39-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/39-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างที่ยุ้ยกลับมาสนุกกับสิ่งที่ตัวเองเคยชอบ ในเวลาเดียวกันนั้นเอง งานประจำก็พาให้ยุ้ยได้มีโอกาสไปออกแบบรีสอร์ตจนเจอของตกแต่งสวยๆ ทั้งโคมไฟ แก้วน้ำ จานชามที่ทำจากเซรามิกดีไซน์เก๋ สิ่งนี้เหมือนเป็นโลกใบใหม่ที่เธออยากเข้าไปทำความรู้จัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มากไปกว่าเรื่องของความสวยงาม เราเห็นว่าใครเป็นคนสร้างงานโดยดูจากลายเซ็นที่ก้นภาชนะ งานบางชิ้นมีอายุเป็นร้อยปี และจะอยู่ต่อไปอีกนาน เรารู้สึกว่ามันว้าวมาก ยิ่งได้รู้จักยิ่งทำให้เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าอยากเอารูปที่เราวาดให้ไปอยู่บนเซรามิก มันทำได้ไหม” ยุ้ยเร่ิมตั้งคำถามเล็กๆ ในใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเธอคงไม่รู้เลยว่าคำถามเล็กๆ นั้นจะพาเธอเดินทางไกลและเปลี่ยนชีวิตเธอไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110537" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/32.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/32.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/32-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/32-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/32-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/32-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/32-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/32-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h3><b>“เห็นเซรามิกสวยๆ แล้วใจเต้นตุบๆ แต่กับการทำอินทีเรีย เราไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ความรู้สึกตอนนั้นคือเราตื่นเต้นมากกับเซรามิก ตอนที่ดูงานสวยๆ ใน pinterest เราเห็นความเป็นไปได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นจานชาม โคมไฟ เครื่องประดับ เห็นแล้วมันใจเต้นตุบๆ เลย ตื่นเต้น อยากทำแล้ว สนใจมาก รอไม่ได้แล้ว อยากพุ่ง ซึ่งกับการทำอินทีเรียไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้ เป็นแค่ความหลงใหลมากกว่า” ยุ้ยตอบด้วยแววตาเป็นประกาย พร้อมอธิบายต่อว่าเธอหาข้อมูลไปเรื่อยๆ จนเจอว่าใครๆ ก็สั่งพิมพ์งานวาดแล้วแปะลงบนจานชามเซรามิกสำเร็จรูปได้ จากไอเดียที่อยากลองวาดภาพบนเซรามิกเป็นงานเสริมเบาๆ ยุ้ยลองเอาไอเดียนี้ไปคุยกับพ่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พ่อบอกว่า ‘แล้วทำไมไม่ปั้นตั้งแต่แรกไปเลยล่ะ หนูก็ไปเรียนปั้นเลย ไปหาที่เรียนสิ’ เราก็ ฮะ เหรอ เออ ก็ได้” ยุ้ยตอบพร้อมยิ้มกว้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนั้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ ยุ้ยก็ไปลองเรียนเซรามิกอย่างที่ตั้งใจในสตูดิโอ Som Ceramics ที่นั่นเธอได้ค้นพบศาสตร์แขนงใหม่ที่ถึงแม้จะไม่ง่าย แต่ก็น่าสนใจจนเธออยากรู้จักมันให้มากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความอยากรู้อยากเห็นในเวลานั้น พาเธอบินไปเรียนคอร์สเซรามิกระยะสั้นถึงเมืองเซโตะ ประเทศญี่ปุ่น เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องงานเซรามิกสไตล์ดั้งเดิม อาจารย์ช่างปั้นจะเปิดบ้านให้ชาวต่างชาติมาเรียนแบบโฮมสเตย์ โดยสอนเป็นภาษาอังกฤษ </span><span style="font-weight: 400;">และเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเรียนคอร์สนี้ให้เต็มที่ ยุ้ยจึงตัดสินใจลาออกจากอาชีพที่เธอใฝ่ฝันตั้งแต่สมัยประถม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นเราลาออกได้แบบไม่อาลัยอาวรณ์ เพราะรู้ว่าถ้าอยากพัฒนาสกิลเซรามิก เราต้องรีบเรียนโดยเร็วที่สุด มันเป็นศาสตร์ที่ต้องฝึกอีกเยอะ ถ้ามัวแต่รอแล้วเมื่อไหร่จะได้ทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดูเหมือนเราเป็นคนกล้านะ แต่ก็กลัวมาก เพราะมันเป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต แล้วเราก็พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110512" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/7-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110507" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h3><b>“พอได้ทำเซรามิก เวลาทั้งวันผ่านไปเร็วมาก”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยุ้ยเล่าว่าเซโตะเป็นเมืองในขนบที่ทุกคนใช้ชีวิตเรียบง่าย การได้ใช้ชีวิตในสตูดิโอของช่างปั้นทำให้เธอเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าในหนึ่งวันของการเป็นช่างเซรามิกเป็นยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตื่นมาก็ปั้น ปั้นเสร็จพักกินข้าว แล้วมาปั้นต่อ แล้วก็มีเวลาพักบ่าย 3 ดื่มชา แล้วก็ทำต่อจนถึงเย็น ถามว่าเหนื่อยไหม แน่นอนว่าการปั้นดินมันใช้กำลัง แต่มันรู้สึกเพลิน เราอยู่ได้แบบไม่อยากกลับเลย ตอนท้ายๆ รู้สึกว่าเราทำอาชีพนี้ได้ตลอดแน่นอน” ยุ้ยกล่าวอย่างมั่นใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มากไปกว่าความรู้เรื่องการทำเซรามิก การได้มาใช้ชีวิตในญี่ปุ่นทำให้ยุ้ยเร่ิมสนใจภาษาและวัฒนธรรมของประเทศนี้ เป็นอีกครั้งที่ความสงสัยใคร่รู้พาเธอดำดิ่งลงไปในศาสตร์ของการทำเซรามิกลึกขึ้นเรื่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังกลับมาจากการเรียนคอร์สระยะสั้น ยุ้ยตัดสินใจสมัครเรียนคอร์สระยะยาวในโรงเรียนเซรามิกอีกแห่งของเมืองเซโตะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่คราวนี้วิชาทั้งหมดสอนเป็นภาษาญี่ปุ่น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110511 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/6-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110510 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่จะเข้าโรงเรียนหรือมหาลัยในประเทศญี่ปุ่น ทุกคนต้องสอบวัดระดับภาษาให้ผ่านขั้นที่ 2 โดยขั้นที่ 5 คือระดับต่ำสุด นั่นทำให้ยุ้ยเร่ิมเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างหนักในเมืองไทย เพื่อสอบวัดระดับให้ผ่านถึงขั้นที่ 3 ในเวลาเพียง 1 ปี แล้วไปเรียนภาษาต่อที่ญี่ปุ่นอีก 1 ปี เพื่อสอบให้ผ่านขั้นที่ 2 </span><span style="font-weight: 400;">เท่ากับว่าหลังจากลาออกมา เธอใช้เวลาเรียนเซรามิกและภาษานานถึง 4 ปี ก่อนจะได้เข้าเรียนคอร์สระยะยาว 2 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่เราไปเรียนระยะสั้น เราได้เห็นกรรมวิธีแต่ละขั้นตอนของเซนเซ เขาดูตั้งใจเบอร์แรงมาก เรารู้สึกว่าคนประเทศนี้น่าสนใจ และถ้าเรารู้ภาษาเขาก็จะยิ่งเข้าใจเขามากขึ้น ตอนที่ใช้ภาษาอังกฤษเรารู้ว่าสิ่งที่เขาพยายามสื่อมันยังออกมาไม่หมด ญี่ปุ่นมันมีความลึกกว่านั้น ถ้าเราเข้าใจภาษาก็น่าจะเข้าใจตัวตนของเขา” ยุ้ยอธิบายเมื่อเราถามว่าทำไมถึงเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น แทนที่จะเลือกเรียนในประเทศอื่นที่ใช้ภาษาอังกฤษ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110529" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/24.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/24.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/24-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/24-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/24-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/24-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/24-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/24-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จากที่เคยคิดว่าภาษาญี่ปุ่นน่ารัก แต่พอได้เรียนจริงคือไม่น่ารักเลย (หัวเราะ) ภาษาเขามีพิธีรีตอง มีกฎว่าพูดส่ิงนี้ต้องกลับมาเป็นแบบนี้ มีการผันกริยาที่ยาวมาก ประโยคญี่ปุ่นบางทียาวทั้งที่จริงความหมายสั้นนิดเดียวเอง ทั้งหมดนี้ทำให้เราปวดหัวมาก” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยุ้ยเล่าต่อว่า ในเวลานั้นนอกจากการเรียนภาษาญี่ปุ่น เธอยังต้องแบ่งเวลาครึ่งวันมารับงานฟรีแลนซ์ทุกอย่างเพื่อหารายได้ชดเชยเงินเดือนที่เคยได้จากงานประจำ ในช่วงเวลาที่เครียดและกดดันขนาดนี้ อะไรทำให้เธอกัดฟันสู้ ทั้งๆ ที่เธอสามารถเปลี่ยนใจไปเรียนที่อื่นหรือหางานใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็น เราตั้งคำถาม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110538" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/33.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/33.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/33-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/33-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/33-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/33-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/33-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/33-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/33-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก็มีคิดนะว่าเพื่อนเราทำงานไปถึงไหนกันแล้ว บางคนได้ไปทำงานต่างประเทศ แต่มาถึงขนาดนี้แล้วถ้าเราเลิก โดนพ่อด่าแน่นอน! (หัวเราะ) ยังไงเราต้องสอบ ยังไงก็ต้องเข้าให้ได้ เพราะเราทิ้งอาชีพเดิมมาแล้ว และเคยไปถึงญี่ปุ่นมาแล้ว จะให้เรากลับไปทำงานเดิม มันไม่ใช่ตัวเลือก เราต้องไปให้สุด เป้าหมายคือต้องเข้าโรงเรียนให้ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรารู้ว่าเรากำลังมุ่งมั่นกับสิ่งนี้ เลยไม่รู้สึกเครียดเท่าไหร่ เราเครียดว่าเราจะได้ภาษาถึงที่เราต้องการไหม เครียดว่าจะไม่ได้เรียนมากกว่า”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ้าของสตูดิโอเซรามิกในวันนี้มองเราด้วยสายตามุ่งมั่น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110562" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน2.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน2.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/แนวนอน2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h3><b>ถ้ามัวแต่ขี้ป๊อด เราก็อาจไม่ได้มีผลงานดีๆ กลับบ้านเลย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลสุดท้าย ยุ้ยสอบผ่านและได้เข้าเรียนที่ญี่ปุ่นสมดังหวัง </span><span style="font-weight: 400;">และเมื่อได้เข้าเรียน ยุ้ยรู้ตัวทันทีว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เหมือนเราเจอส่ิงแวดล้อมที่ใช่ เจอเพื่อนที่เราเป็นตัวเองได้เต็มที่ รู้สึกว่าเข้าได้กับทุกคน ถึงแม้การเรียนจะยาก มีอุปสรรค แต่พอทำงานแล้วก็เร่ิมมีฟีดแบ็กที่ดีกลับมา เลยรู้สึกว่ามันเป็นที่ของเรา เป็นที่ที่เราสบายใจสุดๆ” ยุ้ยเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มเต็มแววตา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลา 2 ปีในญี่ปุ่นทำให้ยุ้ยได้เรียนรู้หลายส่ิง ชั้นเรียนของเธอเป็นชั้นเรียนเล็กๆ ที่มีนักเรียนเพียง 15 คน มีคนอายุที่หลากหลายตั้งแต่เด็กที่เพิ่งจบ ม.ปลาย จนถึงคุณตาคุณยายอายุ 60 ปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในห้องเรียนยุ้ยได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญหลายอย่าง อาจารย์ที่นั่นสอนให้ช่างปั้นฝึกหัดทุกคนใส่ใจและพิถีพิถันกับงาน มีบทเรียนหนึ่งที่อาจารย์ให้นักเรียนทำแก้วที่ดีที่สุดหนึ่งใบ โดยให้รีเสิร์ชด้วยการวาดแก้วรูปแบบต่างๆ ถึง 100 แบบ แล้วจัดลงกราฟเพื่อหาสไตล์ที่แต่ละคนชอบมากที่สุด งานนี้นอกจากทำให้นักเรียนทุกคนเห็นความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบ ยังทำให้ยุ้ยได้ฝึกฝีมือวาดสีน้ำจนทักษะนี้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับความรู้เรื่องเซรามิก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110547" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_1.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_1.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110548" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_2.jpg" alt="" width="1200" height="900" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_2.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_2-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_2-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_2-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/100MUGS_2-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่จริงนักเรียนวาดรูปธรรมดาก็ได้ อาจารย์ไม่ได้บังคับว่าต้องวาดสวย แต่เรารู้สึกว่าในฐานะที่เราเป็นนักวาดก็ขอสักหน่อย เราเลยจัดเต็มลงสีน้ำอย่างสวยงาม ซึ่งเรารู้สึกขอโทษตัวเองเหมือนกันใน 10 รูปแรก เพราะพอวาดไปแล้วต้องวาดสีน้ำทั้ง 100 ใบ มันเยอะมากเลย แต่ก็กลายเป็นว่ามันช่วยพัฒนาสกิลสีน้ำของเรา ว่าลงแสงเงายังไงให้เหมือนกับในรูป” ยุ้ยอธิบายอย่างภูมิใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาสองปีในญี่ปุ่นพายุ้ยไปเรียนรู้หลายส่ิงหลายอย่าง อาจารย์จัดทริปเล็กๆ พานักเรียนไปทัวร์สตูดิโอของช่างปั้นดินเผามืออาชีพ และในวันหยุดยุ้ยยังออกไปดูงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรีต่างๆ ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยเปิดโลกให้เธอได้เห็นว่าศิลปะที่ดีมีหลากหลายรูปแบบ และได้เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญที่ชาวญี่ปุ่นให้คุณค่าในงานศิลปะคือกระบวนการคิดและกระบวนการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การออกไปเปิดหูเปิดตา นอกจากจะทำให้หญิงสาวได้พัฒนามุมมองที่มีต่องานเซรามิก ยุ้ยยังได้รับแรงบันดาลใจจากงานภาพประกอบสไตล์ญี่ปุ่นสวยๆ ที่เธอได้พบเจอในร้านหนังสือหลายแห่งทั่วเมืองเซโตะอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และแล้วบทเรียนสุดท้ายก็มาถึง ก่อนจบการศึกษา นักเรียนในชั้นทุกคนต้องผลิตชิ้นงานเพื่อจัดนิทรรศการ และโปรเจกต์ที่ยุ้ยเลือกทำคืองานเพนต์ชุดกาน้ำชาด้วยหมึกสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นเทคนิคดั้งเดิมของญี่ปุ่น โดยยุ้ยออกแบบลวดลายใหม่ด้วยลายเส้นของตัวเองเป็นภาพดอกไฮเดรนเยีย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความยากของงานนี้คือการวาดลาย ยุ้ยอธิบายว่าการเพนต์บนเซรามิกต่างจากการวาดภาพสีน้ำตรงที่กระดาษสีน้ำสามารถอุ้มน้ำไว้ได้ระยะหนึ่ง ศิลปินยังสามารถปรับแก้ไขชิ้นงานได้เมื่อลงสีไปแล้ว ต่างจากเซรามิกที่มีเนื้อเป็นรูพรุน เมื่อเอาสีไปแตะจะซึมทันที แก้ไขไม่ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110522" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/17.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/17.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/17-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/17-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/17-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/17-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/17-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/17-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110521" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/16.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/16.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/16-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/16-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/16-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/16-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/16-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/16-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สรุปคือพลาดแล้วพลาดเลยนั่นแหละ เราเลยต้องปั้นเผื่อไว้เยอะมากเพื่อเป็นของสำรอง สมมติเราปั้นกาน้ำชามาอย่างดี กว่าจะประกอบเป็นกา พอปั้นเสร็จปุ๊บ ถ้าเราวาดแล้วสีมันไหลก็คือจบเลย สิ่งที่ทำมา 2-3 อาทิตย์ ต้องเร่ิมใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ เซนเซให้ปั้นอะไรก็ได้ แต่เราเลือกที่จะปั้นกาน้ำชา เพราะสำหรับการปั้นดินด้วยแป้นหมุน เราว่ากาน้ำชาเป็นส่ิงที่มีรายละเอียดเยอะที่สุดแล้ว เราต้องปั้นพวยกา ทำไส้กรอง ทำฝาให้พอดี พอปั้นเสร็จ เทแล้วน้ำต้องไม่ไหลออกทางฝา มันเป็นศาสตร์ที่ยากที่สุด แล้วการลงสีบนวัตถุทรงกลม มันก็มีสิทธิจะไหลไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนจะเร่ิมทำโปรเจกต์นี้เราก็กลัวเหมือนกันว่ามันจะรอดเหรอ ไปลองเล่นกับงานเคลือบดีไหม แต่เพื่อนคนหนึ่งก็เตือนเราว่าการเพนต์เซรามิกน่าจะเป็นส่ิงที่ถ่ายทอดความเป็นยุ้ยจังได้ดีที่สุดนะ เราเลยคิดว่าจะลองดู”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในเมื่อเซนเซให้เลือกปั้นอะไรก็ได้ ทำไมถึงเลือกสิ่งที่ยากที่สุด ไม่กลัวเรียนไม่จบเหรอ” เราถามออกไปด้วยความสงสัย ยุ้ยหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเป็นคนที่ดึงดูดกับส่ิงที่ยากมาตลอดนะ เราคิดว่าก็ลองทำดู จะได้รู้ว่าเราทำได้ถึงขั้นไหน เพราะถ้าเราทำได้คือทำได้เลยถูกไหม แต่ถ้าทำไม่ได้ เราก็จะได้รู้ว่า เออ ยังไม่ได้ เราก็จะได้พยายามต่อ เราว่ามันท้าทาย ในเมื่อเรามาถึงที่นี่แล้วเราจะไม่ทำกาหรอ เราก็ต้องเอาให้สุด เซนเซสอนอะไรได้สอนหนูมาเลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110509" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนที่ลองครั้งแรกคืองานเจ๊ง เราก็คิดว่ากว่าเราจะทำได้คงใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเก่งเท่าอาจารย์ แต่พอเอาเข้าจริง พอเราเริ่มฝึกไปสัก 2 อาทิตย์ เราก็พอจับทางได้ จริงๆ ใช้เวลาสั้นกว่าที่คิดนี่ ก่อนหน้านั้นเรากังวลไปเองว่าเราไม่น่าจะทำได้ แต่พอลอง เราก็เริ่มพัฒนาไปในทุกๆ ครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าตอนนั้นเราไม่ตัดสินใจว่าเราจะลองดูกับมันสักตั้ง เราอาจจะไม่ได้มีผลงานดีๆ กลับมาบ้านเลย </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110526" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/21.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/21.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/21-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/21-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/21-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/21-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/21-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/21-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110531" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/26.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/26.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/26-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/26-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/26-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/26-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/26-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/26-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h3><b>“ขอกลับมาอยู่กับความอุ่นใจที่บ้าน”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรียนจบยุ้ยเดินทางกลับเมืองไทยด้วยความฝันว่าจะทำสตูดิโอเซรามิกของตัวเอง แม้ในไทยจะยังไม่ได้มีศิลปินเซรามิกมากมายเท่าญี่ปุ่น แต่ยุ้ยก็พอเห็นช่องทางเป็นไปได้ในเส้นทางนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนเวลาไปหลายปีก่อนลาออกและเดินทางไปเรียนต่อ ครอบครัวของเธอได้ปลูกบ้านหลังใหม่ โดยยุ้ยรับหน้าที่ออกแบบตกแต่งภายในเองทั้งหมด ในเวลานั้นเธอเร่ิมมีความสนใจการทำเซรามิกแล้ว พ่อของเธอเลยให้ช่างทำสตูดิโอเล็กๆ นอกบ้านเอาไว้ พอยุ้ยเรียนจบกลับมา สตูดิโอแห่งนี้เลยเป็นเหมือนจุดหมายที่ยุ้ยรู้อยู่ในใจว่าเธอจะกลับมาอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่อีกครั้ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110527" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/22.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/22.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/22-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/22-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/22-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/22-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/22-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/22-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่จริงเราอยู่คนเดียวมาตลอดเลยนะ เราอยู่คอนโดมาตั้งแต่มัธยม แต่พอไปอยู่ญี่ปุ่น เราอยู่คนเดียวจริงๆ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเราต้องแก้เองคนเดียว ในเวลานั้นจำได้ว่าตอนเดินกลับบ้านเวลากลางคืน เราเห็นบ้านที่เปิดไฟอยู่ เรารู้สึกอิจฉา อยากมีบ้านที่เปิดไฟรอเรา ยิ่งอพาร์ตเมนต์ที่เราอยู่ใกล้กับโรงเรียนกวดวิชา เราเลยเห็นพ่อแม่ที่มารอรับลูกทุกวัน ทำให้เรายิ่งอยากกลับมาอยู่กับความอุ่นใจที่บ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คำว่าบ้านของเราหมายถึงสถานที่ที่มีพ่อกับแม่เรา” หญิงสาวอธิบายพร้อมทอดสายตาไปรอบตัวบ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มองจากภายนอก ณ จุดที่เธอยืนอยู่ดูเหมือนมีทุกอย่างเพียบพร้อม ทั้งบ้านที่อบอุ่นและสตูดิโอที่รอให้ยุ้ยเร่ิมเข้าไปสร้างผลงาน แต่ในโลกแห่งความจริง การจะสร้างสตูดิโอเซรามิกในฝันกลับไม่ใช่เรื่องง่าย ยุ้ยเล่าว่าใช้เงินหลักแสนเพื่อลงทุนซื้ออุปกรณ์ให้พร้อมผลิตชิ้นงานได้จริง ช่างปั้นจบใหม่อย่างเธอจึงต้องทำงานวาดภาพประกอบนานเป็นปี ค่อยๆ เก็บหอมรอมริบ ทยอยซื้อของทีละชิ้นประกอบเป็นสตูดิโอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110536" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/31.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/31.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/31-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/31-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/31-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/31-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/31-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/31-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/31-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110542" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/37.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/37.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/37-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/37-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/37-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/37-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/37-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/37-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/37-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110549" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Bread_calendar.jpg" alt="" width="1200" height="848" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Bread_calendar.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Bread_calendar-300x212.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Bread_calendar-768x543.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Bread_calendar-1024x724.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Bread_calendar-600x424.jpg 600w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงที่วาดรูปเราก็ห่างเซรามิกไป ทำให้เราเร่ิมกลัวมากขึ้นว่าจะทำได้หรือเปล่า จะหาของมาผลิตได้ไหม เพราะส่วนผสมทุกอย่างที่เราเรียนมาเป็นภาษาญี่ปุ่น เราไม่รู้ว่าในภาษาไทยคือคำว่าอะไร หาซื้อที่ไหน มีแต่ส่ิงที่เราไม่รู้เต็มไปหมด เหมือนเราตัวคนเดียว” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาผ่านไปเป็นปี สตูดิโอเร่ิมเป็นรูปเป็นร่าง เตาเผา แป้นหมุน โต๊ะนวดดิน และส่วนผสมมากมายวางประจำที่ รอเพียงช่างปั้นก้าวเข้ามาสร้างสรรค์ผลงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็ยังไร้วี่แววของเจ้าของสตูดิโอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110530" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/25.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/25.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/25-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/25-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/25-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/25-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/25-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/25-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110506" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราใช้เวลานานจนทุกคนถามว่าเมื่อไหร่จะทำเซรามิกสักที แรกๆ เราก็ตอบไปว่าเรายังไม่พร้อม วัตถุดิบ เครื่องมือเรายังไม่พร้อม แล้วเพื่อนก็ถามว่า เมื่อไหร่จะพร้อม เราก็ตอบไปว่าเราไม่รู้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่จริงเรากลัวว่าที่เราไปเรียนกลับมาจะทำไม่ได้จริง เพราะเซรามิกเป็นเรื่องของการลองผิดลองถูก เราไม่รู้ว่าที่เราเผาออกมาจะใช้ได้ไหม เรากลัวว่าถ้าเจอกับความผิดหวังเยอะๆ แล้วเราจะท้อ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่แทนที่จะทิ้งให้สตูดิโอในฝันรอจนฝุ่นจับ ยุ้ยเริ่มรวบรวมความกล้า เร่ิมเข้าไปทำสิ่งเล็กๆ ที่มั่นใจว่าทำได้และมีความสุขที่จะทำ อย่างการปั้นดิน หรือหาเรื่องเข้าไปนั่งวาดรูปในสตูดิโอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-110520" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/15.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/15.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/15-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110518 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/13.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/13.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/13-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110519 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/14.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/14.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/14-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันเป็นความเครียดและกลัวหนักมาก แรกๆ แค่เดินไปสตูฯ เราก็รู้สึกสำเร็จนิดหนึ่งแล้ว เราเร่ิมจากการไปทุกวัน ปั้นนิดๆ หน่อยๆ พอทำไปเรื่อยๆ มันหายกลัวไปเอง เราเลยได้เรียนรู้ว่าจริงๆ เรากลัวได้ แต่กลัวแล้วก็ต้องทำด้วย จะบอกว่าอย่ากลัวก็ไม่ได้ เพราะเรารู้ตัวว่าเราเป็นคนขี้กลัว ขี้วิตกกังวล แต่เหตุการณ์นี้แหละที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าถ้ากลัวแล้วเราควรลองหย่อนขาลงไปทำนิดๆ หน่อยๆ ก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ยังไม่ต้องลงไปเต็มตัวก็ได้ แค่ลองทำให้คุ้นเคย ถึงตอนแรกจะเป็นการทำโดยกลัวทุกวัน แต่พอวันหนึ่งที่เราวางแผนว่าจะผสมเคลือบและทำแม่พิมพ์ นี่เป็นสิ่งที่เราไม่ถนัดตอนเรียนและกลัวมาตลอด กลายเป็นว่าพอลองทำจริง อ้าว 20 นาทีก็เสร็จแล้ว สิ่งที่กลัวมาหลายอาทิตย์แป๊บเดียวเสร็จ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากผ่านอุปสรรคทางใจที่ยากที่สุดมาได้ ยุ้ยเร่ิมเข้ามาทำงานในสตูดิโอบ่อยขึ้น เธอได้ค้นพบส่ิงใหม่ว่าการได้กลับมาปั้นดินทำให้เธอมีสมาธิ ส่ิงนี้ช่วยส่งเสริมให้เธอวาดภาพได้ดีขึ้น เร่ิมมีไอเดียใหม่ๆ ที่อยากวาดผุดขึ้นมาระหว่างปั้นดิน ทำให้เธอกลับไปวาดภาพสีน้ำได้มากขึ้น แล้วก็เร่ิมมีไอเดียมากมายมาวาดลายสวยๆ บนถ้วยชามที่เธอปั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนงานศิลปะที่เธอรักทั้งสองส่ิงช่วยส่งเสริมกันและกันอย่างลงตัว </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110515 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/10-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110532 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/27.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/27.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/27-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/27-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/27-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/27-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/27-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/27-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-110517 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/12.jpg" alt="Atelier Pakawan" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/12.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/12-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันเมื่อทุกอย่างเร่ิมเข้าที่เข้าทาง ตอนนี้ยุ้ยเร่ิมออกแบบและลงมือปั้นจานชามเป็นลวดลายสีน้ำเงินอ่อนหวานในสไตล์ของตัวเอง เธอมีแผนจะวางขาย และในอนาคตเธอยังหวังว่าจะสามารถเปิดเวิร์กช็อปสอนคนที่สนใจในสตูดิโอของเธอเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เหมือนจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่ยุ้ยย้ำกับเราว่าทุกวันนี้เธอยังอยู่ในขั้นลองผิดลองถูก เพราะธรรมชาติของการทำเซรามิกคือการทดลอง และบ่อยครั้งงานที่ออกมาจากเตาเผาก็ไม่ใช่งานที่หวังไว้ในใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วแบบนี้จะเป็นปัญหาเหมือนตอนทำงานตกแต่งภายในว่ามีส่ิงที่เราควบคุมไม่ได้อีกแล้วหรือเปล่า” เราโยนคำถามให้ยุ้ยคิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอนิ่งไปสักพักก่อนตอบ “ถ้าเราทดลองมามากพอ เราจะรู้ว่ามันเผาออกมาได้แน่นอน หรือถ้าไม่ได้ อย่างน้อยเราก็รู้ว่าส่ิงที่ไม่ได้ดั่งใจมันไม่ใช่ไม่ดี มันอาจเป็นอีกทางเลือกในการสร้างงานของเราก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เซรามิกเหมือนเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราได้ลองผิดลองถูก ปล่อยวางในระดับหนึ่ง แล้วพอเร่ิมใหม่เราจะปั้นเร็วขึ้น เก่งขึ้น แล้วก็ออกมาดีกว่าชิ้นเดิม เราจะพัฒนาไปเอง ตอนนี้เวลาใครถามว่าวางแผนอนาคตยังไง เราจะตอบเลยว่าเราไม่รู้ ต้องลองทำก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราจะใช้คำว่า ลองดู แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในชีวิต”</span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a5083e16f4bc" data-id="OP3Z_wBQ3Lw" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-OP3Z_wBQ3Lw-6a5083e16f4bc" data-vid="OP3Z_wBQ3Lw" data-src="https://www.youtube.com/embed/OP3Z_wBQ3Lw?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/OP3Z_wBQ3Lw/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yui-pakawan/">Atelier Pakawan เยี่ยมสตูดิโอของ &#8216;ยุ้ย ภควรรณ&#8217; หญิงสาวผู้ลาออกมาปั้นดิน ปั้นฝัน ปั้นสตูดิโอเซรามิก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สีดำ อำนาจ และการต่อต้าน ว่าด้วยประวัติศาสตร์รสขมอมหวานของสีดำ </title>
		<link>https://adaymagazine.com/history-of-the-color-black/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Sep 2020 14:59:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ยุคก่อนประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คัมภีร์ไบเบิล]]></category>
		<category><![CDATA[สีดำ]]></category>
		<category><![CDATA[ปีแยร์-โอกุสต์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตรกรชาวฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[การพิมพ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=108231</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผมใช้เวลาร่วม 40 ปีเพื่อค้นพบว่าราชินีของทุกสีคือสีดำ” ปีแยร์–โอกุสต์ เรอนัวร์ จิตรกรชาวฝรั่งเศสกล่าวถึงสีดำว่าเป็นเจ้าแม่ของทุกมวลสี&#160; &#8216;สีดำ&#8217;&#160;มีที่มาและจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปไกลพอๆ กับประวัติศาสตร์การมีอยู่ของมนุษยชาติ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาพวาดฝาผนังถ้ำมักถูกวาดด้วยสีดำเพราะเป็นสีที่ทำขึ้นได้ง่ายจากคาร์บอนและแร่เหล็ก การจดบันทึกต่างๆ มักเขียนด้วยหมึกดำเขียนลงบนพื้นหลังสีขาว และในวันแรกที่มีการค้นพบการพิมพ์ &#8216;สีดำ&#8217; ก็เป็นหมึกพิมพ์สีแรกที่ถูกพัฒนานำมาใช้ สีดำถูกพูดถึงทั้งในแง่ดีและร้ายตลอดประวัติศาสตร์ ในภาษาละติน คำว่า สีดำ (ater) มีความเกี่ยวข้องกับความชั่วร้าย (atrocious) และ ปีศาจ (atrocity) จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพวาดปีศาจในศิลปะยุคแรกมักถูกถ่ายทอดด้วยสีดำ โดยแฝงความหมายถึงความตายและความเศร้า คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่าความมืดนั้นมีมาก่อนแสงสว่าง (Darkness was present before light.) ดังนั้นจึงมีการตีความว่าสีดำเป็นสีแรกที่เกิดขึ้นในโลก นักบวชในศาสนาแต่งกายสีดำเพื่อแสดงถึงความนอบน้อม การละแล้วซึ่งทางโลกเพื่อปฏิบัติตนตามกฎของศาสนา พระในยุคกลางบางกลุ่มเช่นนักบวชเยสุอิตที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำยังทำหน้าที่เป็นนักรบเพื่อปกป้องศาสนา ทำให้สีดำถูกผูกโยงเข้ากับศรัทธา ความกล้า และความเสียสละ&#160;เชื่อกันว่าเครื่องแบบของนักบวชเยสุอิต เป็นต้นแบบของเครื่องแบบทหารปรัสเซีย (แคว้นหนึ่งในเยอรมนี) ที่แต่งกายสีดำเพื่อเตือนใจให้ตนเองระลึกถึงความตาย สื่อความหมายว่าพวกเขาพร้อมสละชีพเพื่อชาติเสมอ&#160; ในมุมมองของวรรณกรรม การใช้สีดำมักสื่อถึงเรื่องลึกลับและความไม่แน่นอน ยกตัวอย่างเช่น อัศวินเกาะดำในนิยายของ Walter Scott เรื่อง Ivanhoe (1819) กล่าวถึงอัศวินปริศนาในเกราะสีดำที่มักเข้าช่วยเหลือตัวเอกของเรืองโดยไม่เปิดเผยตัวตน หรือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/history-of-the-color-black/">สีดำ อำนาจ และการต่อต้าน ว่าด้วยประวัติศาสตร์รสขมอมหวานของสีดำ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">“ผมใช้เวลาร่วม 40 ปีเพื่อค้นพบว่าราชินีของทุกสีคือสีดำ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C" target="_blank" rel="noopener">ปีแยร์–โอกุสต์ เรอนัวร์</a> จิตรกรชาวฝรั่งเศสกล่าวถึงสีดำว่าเป็นเจ้าแม่ของทุกมวลสี&nbsp;</span></p>
<p>&#8216;สีดำ&#8217;&nbsp;มีที่มาและจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปไกลพอๆ กับประวัติศาสตร์การมีอยู่ของมนุษยชาติ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาพวาดฝาผนังถ้ำมักถูกวาดด้วยสีดำเพราะเป็นสีที่ทำขึ้นได้ง่ายจากคาร์บอนและแร่เหล็ก การจดบันทึกต่างๆ มักเขียนด้วยหมึกดำเขียนลงบนพื้นหลังสีขาว และในวันแรกที่มีการค้นพบการพิมพ์ &#8216;สีดำ&#8217; ก็เป็นหมึกพิมพ์สีแรกที่ถูกพัฒนานำมาใช้</p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีดำถูกพูดถึงทั้งในแง่ดีและร้ายตลอดประวัติศาสตร์ ในภาษาละติน คำว่า สีดำ (ater) มีความเกี่ยวข้องกับความชั่วร้าย (atrocious) และ ปีศาจ (atrocity) จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพวาดปีศาจในศิลปะยุคแรกมักถูกถ่ายทอดด้วยสีดำ โดยแฝงความหมายถึงความตายและความเศร้า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-108250" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/evil-in-black-1024x980.jpg" alt="" width="1024" height="980" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/evil-in-black-1024x980.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/evil-in-black-300x287.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/evil-in-black-768x735.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/evil-in-black-600x574.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/evil-in-black-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/evil-in-black.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่าความมืดนั้นมีมาก่อนแสงสว่าง (Darkness was present before light.) ดังนั้นจึงมีการตีความว่าสีดำเป็นสีแรกที่เกิดขึ้นในโลก นักบวชในศาสนาแต่งกายสีดำเพื่อแสดงถึงความนอบน้อม การละแล้วซึ่งทางโลกเพื่อปฏิบัติตนตามกฎของศาสนา พระในยุคกลางบางกลุ่มเช่นนักบวชเยสุอิตที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำยังทำหน้าที่เป็นนักรบเพื่อปกป้องศาสนา ทำให้สีดำถูกผูกโยงเข้ากับศรัทธา ความกล้า และความเสียสละ&nbsp;เชื่อกันว่าเครื่องแบบของนักบวชเยสุอิต เป็นต้นแบบของเครื่องแบบทหารปรัสเซีย (แคว้นหนึ่งในเยอรมนี) ที่แต่งกายสีดำเพื่อเตือนใจให้ตนเองระลึกถึงความตาย สื่อความหมายว่าพวกเขาพร้อมสละชีพเพื่อชาติเสมอ&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-108253" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Lascaux_painting.jpg" alt="" width="720" height="472" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Lascaux_painting.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Lascaux_painting-300x197.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Lascaux_painting-600x393.jpg 600w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในมุมมองของวรรณกรรม การใช้สีดำมักสื่อถึงเรื่องลึกลับและความไม่แน่นอน ยกตัวอย่างเช่น อัศวินเกาะดำในนิยายของ</span> <span style="font-weight: 400;">Walter Scott</span><span style="font-weight: 400;"> เรื่อง </span><i><span style="font-weight: 400;">Ivanhoe (1819) </span></i><span style="font-weight: 400;">กล่าวถึงอัศวินปริศนาในเกราะสีดำที่มักเข้าช่วยเหลือตัวเอกของเรืองโดยไม่เปิดเผยตัวตน</span> <span style="font-weight: 400;">หรือ</span> <span style="font-weight: 400;">นิยายสยองขวัญของ</span> <span style="font-weight: 400;">Susan Hill</span><span style="font-weight: 400;"> เรื่อง The Women in Black (1983) กล่าวถึงผีหญิงชุดดำที่ปรากฏตัวพร้อมความแค้นและเรื่องราวดำมืดเบื้องหลังความตายที่เป็นปริศนา&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-108257" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/mounting-dress-Victoria-era1.jpg" alt="" width="314" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/mounting-dress-Victoria-era1.jpg 314w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/mounting-dress-Victoria-era1-184x300.jpg 184w" sizes="(max-width: 314px) 100vw, 314px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในด้านแฟชั่น สีดำไม่ใช่สีที่ได้รับความนิยมโดยชนชั้นสูงช่วงยุคกลาง เนื่องจากชนชั้นสูงมักแสดงออกด้านเงินทองและอำนาจด้วยการหาซื้อเสื้อผ้าสีสันสดใสที่หาได้ยากและมีราคาแพง แนวคิดนี้เริ่มเปลี่ยนไปในช่วงศตวรรษที่ 14 เมื่อมีการคิดค้นเทคนิคการย้อมสีดำคุณภาพดีที่สามารถย้อมสีได้ดำสนิท และเนื่องจากบางประเทศในยุโรปออกกฎหมายสงวนการสวมเสื้อผ้าบางสีให้เป็นสิทธิเฉพาะของชนชั้นสูง (เช่นผ้าสีแดงสดจากเวนิส และผ้าสีฟ้าเข้มขนนกยูงจากฟลอเรนซ์) ทำให้ชนชั้นกลางที่มีเงินมากอย่างชนชั้นพ่อค้า หาทางออกด้วยการหันมาใส่สีดำสนิท แต่ใช้ผ้าและวัตถุดิบอย่างดีที่สุดแทน ในยุคนั้นชุดเครื่องแบบของข้าราชการมักนิยมใช้สีดำ การแต่งกายด้วยสีนี้จึงมีนัยสื่อว่าบุคคลผู้นั้นมีความสำคัญในชุมชน&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-108264" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-2-of-spain-832x1024.jpg" alt="" width="832" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-2-of-spain-832x1024.jpg 832w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-2-of-spain-244x300.jpg 244w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-2-of-spain-768x945.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-2-of-spain-600x739.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-2-of-spain.jpg 1200w" sizes="(max-width: 832px) 100vw, 832px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-108265" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-3-of-spain-737x1024.jpg" alt="" width="737" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-3-of-spain-737x1024.jpg 737w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-3-of-spain-216x300.jpg 216w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-3-of-spain-768x1067.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-3-of-spain-600x833.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-3-of-spain.jpg 800w" sizes="(max-width: 737px) 100vw, 737px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-108266" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-4-of-spain.jpg" alt="" width="800" height="951" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-4-of-spain.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-4-of-spain-252x300.jpg 252w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-4-of-spain-768x913.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Philip-4-of-spain-600x713.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสีดำได้รับการตีความใหม่ ชนชั้นสูงก็หันกลับมาสนใจและเลือกสวมเสื้อผ้าสีดำกันมากขึ้น พัฒนาการความนิยมเสื้อผ้าสีดำเริ่มต้นในอิตาลีโดยมีดยุกแห่งมิลานและเคานต์แห่งซาวอยเป็นผู้ปั่นกระแส แฟชั่นสีดำเดินทางมาถึงฝรั่งเศสในสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 (โดยมีน้องชายของพระองค์เป็นผู้นำด้านแฟชั่น) เดินทางถึงอังกฤษในปลายรัชสมัยของพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ต่อมากลายเป็นสีที่ราชสำนักสเปนนิยมมากที่สุด พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 และพระโอรสของพระองค์–พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน สวมใส่สีดำแทบจะตลอดเวลาและเปลี่ยนให้สีดำกลายเป็นสีประจำของ</span><span style="font-weight: 400;">ราชวงศ์ฮาบส์บวร์ก</span><span style="font-weight: 400;">สายสเปน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บรรดาชนชั้นปกครองมอบความหมายใหม่ให้สีดำในฐานะสีแห่งอำนาจ เกียรติยศ ความอ้อนน้อมถ่อมตนและความประหยัดรู้จักประมาณตน น่าสนใจว่าสีดำสื่อสารถึงสองสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง–อำนาจและการอ้อนน้อม เกียรติยศและการประมาณตน สิ่งนี้ถือเป็นบุคลิกของสีดำที่ก้าวล้ำกว่าสีอื่น คือเป็นสีที่สื่อสารทั้งในเชิงพลังอำนาจแต่กลับไม่ต้องการเรียกร้องความสนใจ&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จอร์เจีย โอคีฟ ศิลปินชาวอเมริกัน กล่าวถึงสิทธิพิเศษของสีดำว่า “มันเป็นสีที่เป็นที่ซ่อนให้คุณได้” (</span><i><span style="font-weight: 400;">You feel hidden away in it.</span></i><span style="font-weight: 400;">) ต่างจากสีน้ำเงินที่เป็นสัญลักษณ์ทั่วไปสื่อถึงความสงบ น่าเชื่อถือ และสีแดงที่หมายถึงความหลงใหล ความปรารถนา สีดำสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่บอกอะไรเลย&nbsp;</span></p>
<div id="attachment_108270" style="width: 560px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-108270" class="wp-image-108270 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/queen-victoria.jpg" alt="" width="550" height="726" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/queen-victoria.jpg 550w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/queen-victoria-227x300.jpg 227w" sizes="(max-width: 550px) 100vw, 550px" /><p id="caption-attachment-108270" class="wp-caption-text">ควีนวิกตอเรีย</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">สีดำถูกนำมาใช้เพื่อการไว้ทุกข์อย่างกว้างขวางในยุควิกตอเรียน เมื่อเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีของควีนวิกตอเรียสิ้นพระชนม์ในปี 1861 ราชินีไม่เคยทำใจและใช้ชีวิตที่เหลือไปกับการไว้ทุกข์กระทั่งสิ้นพระชนม์ในปี 1901 ยุคสมัยที่ยาวนานแต่เปล่าเปลี่ยวของพระองค์ถูกเรียกกันว่า The Mourning Era (ยุคแห่งการไว้ทุกข์)&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-108268" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria-and-her-family-in-mounting-.jpg" alt="" width="634" height="589" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria-and-her-family-in-mounting-.jpg 634w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria-and-her-family-in-mounting--300x279.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria-and-her-family-in-mounting--600x557.jpg 600w" sizes="(max-width: 634px) 100vw, 634px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเวลาร่วม 40 ปี ที่การไว้อาลัยของราชินีกลายเป็นประเพณีที่ผู้คนในอังกฤษต้องถือปฏิบัติ และยิ่งคุณอยู่ใกล้ราชินีมากเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องเล่นใหญ่มากเท่านั้น ชนชั้นสูงอังกฤษใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับงานศพ เสื้อผ้า และเครื่องประดับประกอบการไว้อาลัย นิตยสารขวัญใจแม่บ้านอย่าง The Queen and Cassell’s กล่าวถึงการไว้อาลัยว่า ต้องส่วมใส่สีดำ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณและความเศร้าหมอง ชุดสำหรับไว้อาลัยต้องทำจากผ้า parramatta silk หรือ bombazine ส่วนเครื่องประดับสำหรับไว้ทุกข์อนุโลมให้ใช้อำพันสีดำ อย่างไรก็ดีกฎมากมายเรื่องการแต่งกายไว้ทุกข์ของยุคนี้เคร่งครัดแค่กับผู้หญิงหรือแม่ม่าย เด็กไม่จำเป็นต้องแต่งไว้ทุกข์หรืออาจสวมแค่ชุดสีขาว ในขณะที่สุภาพบุรุษแค่สวมสูทสุภาพสีดำกับถุงมือและคราแวต (ผ้าพันคอชนิดหนึ่งที่นิยมพันรอบคอ) สีดำเป็นใช้ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-108267" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria_s-daughters-on-mounting-for-prince-Albert.jpg" alt="" width="780" height="780" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria_s-daughters-on-mounting-for-prince-Albert.jpg 780w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria_s-daughters-on-mounting-for-prince-Albert-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria_s-daughters-on-mounting-for-prince-Albert-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria_s-daughters-on-mounting-for-prince-Albert-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria_s-daughters-on-mounting-for-prince-Albert-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria_s-daughters-on-mounting-for-prince-Albert-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria_s-daughters-on-mounting-for-prince-Albert-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Queen-Victoria_s-daughters-on-mounting-for-prince-Albert-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม่ม่ายในยุคนั้นต้องไว้ทุกข์กันนานราวสองปี แบ่งเป็นสามช่วง คือ full mourning, second mourning และ half mourning&nbsp; ช่วง full mourning มีระยะเวลา 1 ปี กับอีก 1 วัน แม่ม่ายจะต้องแต่งดำล้วน ละการใส่เครื่องประดับและเว้นการออกจากบ้านหรือร่วมงานสังคม ส่วนสำคัญของเครื่องแต่งกายในระยะนี้คือผ้าคลุมหน้าสีดำ การแต่งกายแบบนี้บังคับให้แม่ม่ายละทิ้งชีวิตบันเทิงและใช้เวลากับการสวดมนต์ภาวนาให้สามีผู้ล่วงลับแต่ยังมีข้อยกเว้นให้กับแม่ม่ายที่ไม่มีเงินเลี้ยงดูลูก สามารถออกทุกข์และแต่งงานใหม่ได้หลังสามีตายไปแล้ว 6 เดือน ส่วนแม่ม่ายที่สามีห่างบ้านเกินปี (ไปรบหรือไปค้าขาย) หรือป่วยเป็นโรคร้ายเป็นเวลานาน สามารถออกจาก full mourning ได้ในเวลา 6 เดือน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-108261" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/mounting-dress-Victoria-era5.jpg" alt="" width="634" height="838" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/mounting-dress-Victoria-era5.jpg 634w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/mounting-dress-Victoria-era5-227x300.jpg 227w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/mounting-dress-Victoria-era5-600x793.jpg 600w" sizes="(max-width: 634px) 100vw, 634px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">second mourning ยาวนานต่อมาอีก 9 เดือน แม่ม่ายสามารถเปิดผ้าคลุมหน้าได้ และสามารถสวมเครื่องประดับได้เล็กน้อย เหล่าแม่ม่ายสามารถกลับมาใช้ชีวิตและพบปะผู้คนได้ตามปกติแต่ยังต้องบังคับให้สวมใส่แค่เครื่องแต่งกายสีดำ แม่ม่ายจะสามารถกลับมาสวมใส่เสื้อผ้าโทนสุภาพ เช่น สีเทา สีม่วงลาเวนเดอร์ และสีขาวได้บ้างในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนการออกทุกข์หรือที่เรียกกันว่า half mourning&nbsp;</span></p>
<div id="attachment_108254" style="width: 522px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-108254" class="wp-image-108254 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/LBD.jpg" alt="" width="512" height="427" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/LBD.jpg 512w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/LBD-300x250.jpg 300w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><p id="caption-attachment-108254" class="wp-caption-text">Little Black Dress</p></div>
<div id="attachment_108248" style="width: 794px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-108248" class="wp-image-108248 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Coco-Chanel.jpg" alt="" width="784" height="536" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Coco-Chanel.jpg 784w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Coco-Chanel-300x205.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Coco-Chanel-768x525.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Coco-Chanel-600x410.jpg 600w" sizes="(max-width: 784px) 100vw, 784px" /><p id="caption-attachment-108248" class="wp-caption-text">โคโค่ ชาแนล</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">จากยุควิกตอเรียนมาจนถึงศตวรรษที่ 20 สีดำได้ถูกนำมาเล่าใหม่ผ่านการตีความทางแฟชั่นที่กลายเป็นโคตสั้นๆ อย่าง LBD หรือ Little Black Dress หมายถึงชุดกระโปรงสั้นสีดำ รูปแบบเรียบง่ายแต่ใส่ได้ทุกงาน คำนิยามใหม่ของสีดำที่ถูกรีไรต์โดย&nbsp;Coco Chanel เจ้าแม่วงการแฟชั่นที่นอกจากจะปลดแอกสาวๆ ออกจากการสวมใส่คอร์เซตรัดทรงมาสู่เสื้อผ้าตัวหลวมสวมใส่สบาย เธอยังสลัดคราบสีดำจากการไว้ทุกข์ในยุคก่อนหน้า มาสู่ความหรูหรา มีสไตล์ ซึ่งกลายมาเป็นค่านิยมใหม่ของสีดำ ชาแนลกล่าวว่า “สีดำเอาชนะทุกสิ่งรอบๆ ตัวได้” (Black wipes out everything else around.) สีดำไม่ได้เป็นที่นิยมเฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักร (ต่อมาสละราชสมบัติและได้รับยศเป็นดยุกแห่งวินเซอร์) ทรงสั่งให้ตัดทักซิโดของพระองค์เป็นสีน้ำเงินเข้ม (very dark midnight blue) เนื่องจากสีดำเมื่อโดนแสงไฟแล้วจะทำให้มีสีออกเขียว แต่สีน้ำเงินเข้มเมื่อต้องแสงไฟจะทำให้ดูคล้ายสีดำมากกว่า Karl Lagerfeld กล่าวถึงเหตุผลที่สีดำกลายเป็นสียอดนิยมของศตวรรษที่ 21 ไว้ว่า “สีดำเป็นสีที่ใส่ได้กับทุกอย่าง ถ้าคุณใส่สีดำ ก็รับประกันได้ว่าคุณปลอดภัย</span></p>
<div id="attachment_108271" style="width: 598px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-108271" class="wp-image-108271 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/The_Duke_of_Windsor_1970-in-midnight-blue.jpg" alt="" width="588" height="923" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/The_Duke_of_Windsor_1970-in-midnight-blue.jpg 588w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/The_Duke_of_Windsor_1970-in-midnight-blue-191x300.jpg 191w" sizes="(max-width: 588px) 100vw, 588px" /><p id="caption-attachment-108271" class="wp-caption-text">ดยุกแห่งวินเซอร์</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็ใช่ว่าสีดำจะทรงคุณค่าแค่ในเชิงความหรูหราและแฟชั่น สีดำยังถูกนำมาใช้ในฐานะตัวแทนความรู้สึกต่อต้านผู้ถือครองอำนาจรัฐ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ฉันสวมสีดำเพื่อคนจนและผู้ถูกรังแก พวกเขาที่อาศัยในมุมหนึ่งอย่างสิ้นหวังและหิวโหย ฉันสวมสีดำเพื่อนักโทษที่ใช้กรรมเป็นเวลานาน ความผิดเดียวของเขาคือเกิดผิดที่อยู่ผิดเวลา”&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อร้องเพลง <em>Man in Black</em> ของ Johnny Cash นักร้อง-นักแต่งเพลงชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพล ตีแผ่มุมหนึ่งของสังคมและกลายเป็นแรงบันดาลใจในการใช้สีดำเพื่อเป็นการลุกขึ้นต่อต้านความอยุติธรรมของสังคม เป็นที่รู้กันว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้คนซึ่งมีความคิดแบบเดียวกัน สวมใส่เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายสีเดียวกัน ข้อความของพวกเขาจะถูกผลักให้ดังชัดขึ้นยิ่งกว่าเก่า และในบรรดาสีสันที่เรารู้จักกันจนชินตา คงไม่มีสีไหนที่แสดงให้เห็นความรู้สึกต่อต้านได้ดีไปกว่าสีดำ</span></p>
<div id="attachment_108249" style="width: 950px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-108249" class="wp-image-108249 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/elsies.jpg" alt="" width="940" height="788" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/elsies.jpg 940w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/elsies-300x251.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/elsies-768x644.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/elsies-600x503.jpg 600w" sizes="(max-width: 940px) 100vw, 940px" /><p id="caption-attachment-108249" class="wp-caption-text">Thursdays in Black</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงปี 1970 มีการนำสีดำมาเป็นสีหลักในการต่อต้านการใช้กำลังทางเพศ เรียกกันว่า&nbsp; Thursdays in Black แคมเปญนี้เริ่มในแอฟริกาใต้ ก่อนแพร่กระจายกลายเป็นกระแสใหญ่ไปทั่วโลก การเลือกใช้สีดำของแคมเปญนี้เป็นตัวแทนแสดงความแข็งแกร่งและกล้าหาญของผู้เสียหายที่กล้าออกมาเปิดเผยเรื่องราวและทวงถามความยุติธรรมจากสังคม สีดำยังเป็นเครื่องหมายแสดงการท้าทายค่านิยมชายเป็นใหญ่ที่นำไปสู่ปัญหาการข่มขืนในแอฟริกา แคมเปญที่ว่าเปิดให้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเพศใด อายุเท่าไหร่ หรืออาศัยอยู่ที่ไหน ร่วมกันแต่งกายสีดำทุกวันพฤหัสฯ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-108242" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/2e9370c6-56b1-11e9-a3ae-f2742b367090_image_hires_121304-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/2e9370c6-56b1-11e9-a3ae-f2742b367090_image_hires_121304-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/2e9370c6-56b1-11e9-a3ae-f2742b367090_image_hires_121304-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/2e9370c6-56b1-11e9-a3ae-f2742b367090_image_hires_121304-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/2e9370c6-56b1-11e9-a3ae-f2742b367090_image_hires_121304-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/2e9370c6-56b1-11e9-a3ae-f2742b367090_image_hires_121304-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/2e9370c6-56b1-11e9-a3ae-f2742b367090_image_hires_121304-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/2e9370c6-56b1-11e9-a3ae-f2742b367090_image_hires_121304-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/2e9370c6-56b1-11e9-a3ae-f2742b367090_image_hires_121304.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แคมเปญ #MeToo และ #Time&#8217;sUp ปรากฏการณ์รวมพลังต้านการคุกคามทางเพศที่โด่งดังไปทั่วโลกก็เลือกใช้สีดำในการแสดงออกถึงการต่อต้านปัญหายาวนานที่ฝังรากลึกในทุกภาคส่วนทางสังคม #Time&#8217;sUp ออกมากล่าวว่าการเลือกใช้สีดำของพวกเขานั้นหมายความว่าเรื่องที่พวกเขากำลังเรียกร้องนั้นมีความสำคัญเร่งด่วน สีดำยังเป็นสีที่สามารถเข้าถึงทุกคนได้อย่างเท่าเทียมเพราะเป็นสีที่ไม่ว่าใครก็ต้องมีในตู้เสื้อผ้า หมายความว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้โดยเท่ากัน&nbsp;</span></p>
<div id="attachment_108245" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-108245" class="wp-image-108245 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Lives-Matter-London-20200612033711917-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Lives-Matter-London-20200612033711917-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Lives-Matter-London-20200612033711917-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Lives-Matter-London-20200612033711917-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Lives-Matter-London-20200612033711917-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Lives-Matter-London-20200612033711917-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Lives-Matter-London-20200612033711917-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Lives-Matter-London-20200612033711917-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Lives-Matter-London-20200612033711917.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-108245" class="wp-caption-text">BlackLivesMatter</p></div>
<div id="attachment_108244" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-108244" class="wp-image-108244 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Life-Matter-1024x664.jpg" alt="" width="1024" height="664" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Life-Matter-1024x664.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Life-Matter-300x195.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Life-Matter-768x498.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Life-Matter-600x389.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Black-Life-Matter.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-108244" class="wp-caption-text">BlackLivesMatter</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่นานมานี้แคมเปญต่อต้านการเหยียดผิวและเลือกปฏิบัติในอเมริกา&nbsp;#BlackLivesMatter ที่โด่งดังไม่แพ้กัน ก็นำสีดำมาใช้ในการประท้วงเช่นเดียวกัน หนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจของการเลือกใช้สีดำนอกไปจากความจริงจังและพลังที่มากับสี คือความจริงที่ว่าสีดำไม่ได้สื่อถึงความสุขหรือการเฉลิมฉลอง มันเป็นสีที่ทรงพลังและไม่ผิดกาลเทศะของการเรียกร้องที่มักมีที่มาจากความสูญเสีย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Michel Pastoureau ผู้เขียนหนังสือ <em>Black: The History of a Color</em> กล่าวว่าสีดำเป็นตัวแทนของอำนาจ และหมายถึงการต่อสู้เพื่อต่อต้านอำนาจด้วยเช่นกัน มันเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กันระหว่างสองขั้วความคิดที่แตกต่าง–อำนาจกับความอ่อนน้อม บาปกับความบริสุทธิ์ การยอมรับกับการต่อต้าน ความมั่งมีกับความขัดสน ความดีกับความชั่ว&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี ทั้งชื่อของสีและความหมายของมันล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นร่วมกันโดยมนุษย์ หากมองสีดำเป็นผลผลิตจากความทรงจำและประวัติศาสตร์ มันย่อมสามารถเปลี่ยนความหมายและการใช้งานได้ตามความต้องการของผู้ตีความตามแต่บริบท&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ภาพจาก</p>
<p class="p1"><span class="s1"><a href="https://badisa.org.za/2019/07/10/rise-of-a-revolution-thursdays-in-black/">badisa.org.za</a><br />
<a href="https://www.campaignlive.co.uk/article/ad-industry-says-brands-speak-black-lives-matter/1686233">campaignlive.co.uk</a><br />
</span><span class="s1"><a href="https://www.dailymail.co.uk/femail/article-2677118/A-time-wrong-outfit-lead-disgrace-scandal-New-Costume-Institute-exhibit-explore-strict-world-Victorian-mourning-fashions.html">dailymail.co.uk</a><br />
<a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Black">en.wikipedia.org</a><br />
<a href="https://www.hungertv.com/feature/ten-ways-coco-chanel-changed-fashion/">hungertv.com</a><br />
<a href="https://www.instagram.com/p/CBGtOLSlpj1/?utm_source=ig_embed">instagram.com</a><br />
<a href="http://www.katetattersall.com/mourning-dress-victorian/">katetattersall.com</a><br />
</span><span class="s1"><a href="https://monovisions.com/daguerreotypes-of-widows-in-mourning-victorian-era-1800s-vintage/">monovisions.com</a></span><span class="s1"><br />
</span><span class="s1"><a href="https://www.scmp.com/magazines/post-magazine/long-reads/article/3005556/how-book-became-symbol-south-koreas-metoo-era">scmp.com</a></span><span class="s1"><br />
</span></p>
<p class="p1">อ้างอิง</p>
<p class="p1"><a href="https://artsandculture.google.com/story/the-secret-history-of-the-color-black/fwISZyrkPUt0IA"><span style="font-weight: 400;">artsandculture.google.com</span></a><br />
<a href="https://owlcation.com/humanities/Black-color-some-history-and-trends"><span style="font-weight: 400;">owlcation.com</span></a><br />
<a href="https://press.princeton.edu/books/hardcover/9780691139302/black"><span style="font-weight: 400;">press.princeton.edu</span></a><br />
<a href="https://www.sowetanlive.co.za/sundayworld/lifestyle/2018-03-15-black----is-the-powerful---colour-linked-to--protest/"><span style="font-weight: 400;">sowetanlive.co.za</span></a><br />
<a href="http://victorian-era.org/victorian-era-mourning-period.html?fbclid=IwAR1BhFyR_e5WbkjRgaufzKt3ae-7r754YVuso2wsxUen8JIEYDuCAbtTk2c"><span style="font-weight: 400;">victorian-era.org</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/history-of-the-color-black/">สีดำ อำนาจ และการต่อต้าน ว่าด้วยประวัติศาสตร์รสขมอมหวานของสีดำ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ &#8216;สีเขียว&#8217; คือสีแห่งความตายและฆาตกรตัวร้ายในยุควิกตอเรียน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/scheeles-green/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 May 2020 17:12:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[โรคคอตีบ]]></category>
		<category><![CDATA[ความตาย]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[Scheele's Green]]></category>
		<category><![CDATA[ยุควิคตอเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98837</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน 1862 Dr. Thomas Orton ศัลยแพทย์ชื่อดังประจำเกาะอังกฤษ ถูกเชิญมารักษาอาการป่วยของ Ann Amelia Turner&#160;ลูกสาววัย 3 ขวบของตระกูลมั่งมีในกรุงลอนดอน แอนน์เพิ่งเสียพี่น้องอีก 3 คนไปด้วยอาการป่วยปริศนา พ่อและแม่กลัวเหลือเกินว่าแอนน์ตัวน้อยจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป พี่น้องของแอนน์ได้รับการวินิจฉัยโดยศัลยแพทย์ท้องถิ่นว่าเสียชีวิตด้วยโรคคอตีบ โรคยอดนิยมของเด็กในศตวรรษที่ 19 แต่การเสียชีวิตติดต่อกันของบุตรทั้งสามในเวลาเพียง 2 เดือนสร้างความสงสัยให้ครอบครัวเทอร์เนอร์เป็นอย่างมาก&#160; หลังเดินทางมาถึง บันทึกของหมอออร์ตันเล่าว่า แอนน์มีอาการอ่อนเพลียรุนแรงและไม่สามารถกลืนอาหารได้ เหล่านี้เป็นอาการพื้นฐานของโรคคอตีบตามที่เข้าใจ แต่ที่น่าสงสัยคือในละแวกเดียวกันกลับไม่พบเด็กคนไหนป่วยเป็นโรคคอตีบเลยแม้แต่รายเดียว ความจริงข้อนี้สร้างความข้องใจให้หมออย่างเขาเป็นอย่างมาก&#160; ออร์ตันดำเนินการรักษาตามอาการ ก่อนจดโน้ตถึงลักษณะที่พักของตระกูลเทอร์เนอร์ไว้แนบท้าย&#160; ‘อาคารที่พักมีอากาศถ่ายเทดี ระบบระบายน้ำใช้ได้ตามปกติ ในห้องนอนประดับวอลล์เปเปอร์สีเขียวสดใส’&#160; แอนน์เสียชีวิตในอีกไม่กี่วันให้หลัง หมอออร์ตันขอให้มีการชันสูตรศพและพบว่าสาเหตุของการเสียชีวิตเกิดจากสารหนู&#8230;&#160; หลังรายงานแพร่ออกไป Dr.&#160;Letheby นักเคมีประจำโรงพยาบาลลอนดอน ก็ได้ออกมาให้การสนับสนุนว่า แอนน์น่าจะเสียชีวิตเพราะวอลล์เปเปอร์สีเขียวในห้องนอน เนื่องจากสีเขียวอ่อนมักมีสารหนูเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก&#160; “สีเขียวแบบนี้ไม่ว่าจะอยู่ในภาพวาด วอลล์เปเปอร์ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้า ก็สามารถฆ่าคนตายได้ทั้งนั้น”&#160;ดอกเตอร์เลเทอบีย์กล่าว ในยุควิกตอเรียน แฟชั่นสีเขียวอ่อนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะสวยสะกดใจ สีเขียวสดใสที่รู้จักกันในชื่อ vivid green หรือ Scheele&#8217;s [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/scheeles-green/">เมื่อ &#8216;สีเขียว&#8217; คือสีแห่งความตายและฆาตกรตัวร้ายในยุควิกตอเรียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน 1862 Dr. Thomas Orton ศัลยแพทย์ชื่อดังประจำเกาะอังกฤษ ถูกเชิญมารักษาอาการป่วยของ Ann Amelia Turner&nbsp;ลูกสาววัย 3 ขวบของตระกูลมั่งมีในกรุงลอนดอน แอนน์เพิ่งเสียพี่น้องอีก 3 คนไปด้วยอาการป่วยปริศนา พ่อและแม่กลัวเหลือเกินว่าแอนน์ตัวน้อยจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่น้องของแอนน์ได้รับการวินิจฉัยโดยศัลยแพทย์ท้องถิ่นว่าเสียชีวิตด้วยโรคคอตีบ โรคยอดนิยมของเด็กในศตวรรษที่ 19 แต่การเสียชีวิตติดต่อกันของบุตรทั้งสามในเวลาเพียง 2 เดือนสร้างความสงสัยให้ครอบครัวเทอร์เนอร์เป็นอย่างมาก&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังเดินทางมาถึง บันทึกของหมอออร์ตันเล่าว่า แอนน์มีอาการอ่อนเพลียรุนแรงและไม่สามารถกลืนอาหารได้ เหล่านี้เป็นอาการพื้นฐานของโรคคอตีบตามที่เข้าใจ แต่ที่น่าสงสัยคือในละแวกเดียวกันกลับไม่พบเด็กคนไหนป่วยเป็นโรคคอตีบเลยแม้แต่รายเดียว ความจริงข้อนี้สร้างความข้องใจให้หมออย่างเขาเป็นอย่างมาก&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ออร์ตันดำเนินการรักษาตามอาการ ก่อนจดโน้ตถึงลักษณะที่พักของตระกูลเทอร์เนอร์ไว้แนบท้าย&nbsp;</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">‘อาคารที่พักมีอากาศถ่ายเทดี ระบบระบายน้ำใช้ได้ตามปกติ ในห้องนอนประดับวอลล์เปเปอร์สีเขียวสดใส’&nbsp;</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แอนน์เสียชีวิตในอีกไม่กี่วันให้หลัง หมอออร์ตันขอให้มีการชันสูตรศพและพบว่าสาเหตุของการเสียชีวิตเกิดจากสารหนู&#8230;&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99260" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/jasminewallpaper_morris.jpg" alt="" width="605" height="715" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/jasminewallpaper_morris.jpg 605w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/jasminewallpaper_morris-254x300.jpg 254w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/jasminewallpaper_morris-600x709.jpg 600w" sizes="(max-width: 605px) 100vw, 605px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังรายงานแพร่ออกไป Dr.&nbsp;Letheby นักเคมีประจำโรงพยาบาลลอนดอน ก็ได้ออกมาให้การสนับสนุนว่า แอนน์น่าจะเสียชีวิตเพราะวอลล์เปเปอร์สีเขียวในห้องนอน เนื่องจากสีเขียวอ่อนมักมีสารหนูเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สีเขียวแบบนี้ไม่ว่าจะอยู่ในภาพวาด วอลล์เปเปอร์ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้า ก็สามารถฆ่าคนตายได้ทั้งนั้น”&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ดอกเตอร์เลเทอบีย์กล่าว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99265" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_ea9a80714997e7a8b7dca5d1ba9dabba_befaac8f_540.jpg" alt="" width="540" height="320" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_ea9a80714997e7a8b7dca5d1ba9dabba_befaac8f_540.jpg 540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_ea9a80714997e7a8b7dca5d1ba9dabba_befaac8f_540-300x178.jpg 300w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99266" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_inline_pcby7gVoOS1qg9aha_500.jpg" alt="" width="500" height="552" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_inline_pcby7gVoOS1qg9aha_500.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_inline_pcby7gVoOS1qg9aha_500-272x300.jpg 272w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุควิกตอเรียน แฟชั่นสีเขียวอ่อนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะสวยสะกดใจ สีเขียวสดใสที่รู้จักกันในชื่อ vivid green หรือ Scheele&#8217;s green ยังเป็นเครื่องหมายของความร่ำรวย ความหรูหรา และความทันสมัย เชื่อหรือไม่ว่าเบื้องหลังความงาม สีเขียว Scheele ยังสอนให้เรารู้ว่า การตามแฟชั่นมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มีที่มาจากตรงไหน? ฆาตกรต่อเนื่องที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายถือกำเนิดขึ้นราวปี 1778 เมื่อ Carl Scheele นักเคมีชาวสวีเดน เป็นคนแรกที่เริ่มผสมสาร copper arsenite ลงไปเพื่อช่วยให้สีเขียวสว่างขึ้นกว่าเฉดปกติ&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99264" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_c54593f9b23b6ef2943f0048dc316976_815fa8b4_540.jpg" alt="" width="540" height="320" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_c54593f9b23b6ef2943f0048dc316976_815fa8b4_540.jpg 540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_c54593f9b23b6ef2943f0048dc316976_815fa8b4_540-300x178.jpg 300w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ copper arsenite จะเป็นสารประกอบของสารหนูที่มีความเป็นพิษอยู่สูงมาก แต่หากมองด้วยตาสีเขียวแบบใหม่กลับไม่น่ามีพิษภัย ในยุคที่คนทั่วไปไม่มีความเข้าใจเรื่องส่วนประกอบทางเคมี ความนิยมสีเขียวนี้ได้รับความสนใจในยุโรปและข้ามฝั่งมาถึงอังกฤษอย่างรวดเร็ว สีเขียวที่สวยชัดได้รับการชื่นชมอย่างแพร่หลายและกลายเป็นสีที่ถูกใช้บ่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พวกเขาเห็นว่ามีค่ามากที่สุด–ในบ้านของพวกเขาเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99259" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages_537801104.0.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages_537801104.0.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages_537801104.0-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages_537801104.0-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages_537801104.0-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages_537801104.0-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages_537801104.0-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิกตอเรียนเป็นยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ หน้าที่ของชาย-หญิงถูกแบ่งอย่างชัดเจน การแต่งกาย ภาพถ่าย ไปจนถึงรสนิยมในการตกแต่งบ้าน ถูกนำมาวัดและตีค่าชนชั้นทางสังคม ความก้าวหน้าทางเศรฐกิจและเทคโนโลยีทำให้เกิดกลุ่มทุนใหม่และชนชั้นกลาง เหล่าผู้มีอันจะกินจัดซื้อของใช้และเครื่องตกแต่งแบบใหม่ล่าสุดเพื่อทำให้บ้านกลายเป็นตัวแทนของครอบครัวอบอุ่นและมั่งมี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนในยุคนี้เชื่อว่าความสำเร็จในชีวิตถูกนำเสนอผ่านจำนวนของใช้และความสะดวกสบายภายในครัวเรือน กลายเป็นที่มาของประโยคเปรียบเปรยโด่งดังอย่าง safe as houses–ปลอดภัยเหมือนบ้าน (เป็นสำนวน แปลว่าปลอดภัยมากๆ), domestic heaven–สวรรค์ในบ้าน หรือการเปรียบเปรยภรรยาว่าเป็น angel of the house–นางฟ้าของบ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใช่ว่ามีเงินอย่างเดียวจะใช้ได้ สังคมวิกตอเรียนให้ความสำคัญกับรสนิยมในทุกตารางนิ้ว ยุคนี้มีไกด์บุ๊กมากมายที่แนะนำว่าผู้มีอันจะกินควรตกแต่งบ้านของตัวเองแบบไหน John Ruskin นักวิจารณ์งานศิลปะและนักสังคมศาสตร์คนสำคัญ กล่าวถึงความสำคัญของการเลือกของตกแต่งที่ถูกต้องว่า&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">“ผู้มีรสนิยมดีสะท้อนคุณค่าทางจิตใจ สิ่งที่เราชอบบ่งบอกว่าเราเป็นคนแบบไหน และการสอนรสนิยมให้ใครหมายถึงการสร้างตัวตนให้คนคนนั้น”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99255" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/book-image-2086.jpg" alt="" width="675" height="991" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/book-image-2086.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/book-image-2086-204x300.jpg 204w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/book-image-2086-600x881.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในสิ่งของที่สะท้อนรสนิยมและความร่ำรวยของเจ้าบ้านคือ วอลล์เปเปอร์ โดยเฉพาะวอลล์เปเปอร์ที่เลือกติดไว้ในห้องรับแขก (drawing room) ยิ่งมีลวดลายมากและมีสีสันสดใสเท่าไหร่ยิ่งหมายถึงราคาที่มากตามไปด้วย และมีแต่บ้านคนรวยเท่านั้นที่จะมีแสงสว่างจากไฟฟ้ามากพอที่จะนำเสนอลวดลายและสีสันที่สวยงามของวอลล์เปเปอร์ในแต่ละห้อง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือแนะนำสีสำหรับวอลล์เปเปอร์และเสื้อผ้าในยุคนั้นเห็นตรงกันว่า สีเขียวเป็นสีที่เหมาะสมที่สุดเพราะสบายตา ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสดชื่น มีความสุข และเป็นเครื่องหมายของการมีสุขภาพดี ตรงกันข้ามกับสีส้มหรือสีเหลืองโทนแดงที่เป็นตัวแทนของความหยาบกระด้างและชนชาติด้อยพัฒนาป่าเถื่อน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบรรดาสีเขียวมากมาย สีเขียว Scheele เป็นโทนสีเขียวที่ได้รับความนิยมมาก เหตุผลเพราะความสดใสและคุณสมบัติของมันที่ไม่ซีดจางหรือลอกง่าย ในช่วงที่ Scheele&#8217;s green ได้รับความนิยมสูงสุด ผู้มีอันจะกินนิยมใช้สีนี้ผสมทุกอย่าง ตั้งแต่เสื้อผ้า พรม ของเล่นเด็ก และเทียนไข&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99261" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/static1.squarespace.jpg" alt="" width="675" height="779" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/static1.squarespace.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/static1.squarespace-260x300.jpg 260w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/static1.squarespace-600x692.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าสนใจว่าเมื่อสีเขียวถูกใช้แพร่หลาย เหตุการณ์การตายลึกลับของเด็กจำนวนมากก็เริ่มปรากฏ แต่ความเข้าใจในยุคนั้นยังคิดกันว่าเด็กๆ น่าจะเป็นโรคอื่นอย่างคอตีบ หรืออหิวาต์ ซึ่งเป็นโรคที่ระบาดมากในอังกฤษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 หน้าข่าวหนังสือพิมพ์เต็มไปด้วยปรากฏการณ์ลึกลับอย่าง <em>&#8216;เด็กทารกอายุ 6 เดือนเสียชีวิตหลังกินเศษวอลล์เปเปอร์สีเขียว&#8217;</em> หรือ<em> &#8216;คุณผู้หญิงเสียชีวิตในวันต่อมา ห้องนอนของเธอเป็นสีเขียวสดใส&#8217;</em> แต่ถึงจะไม่ได้กินเข้าไปและไม่ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในห้องสีเขียว การเดินผ่านห้องหรือการสูดอากาศที่ปนเปื้อนสารหนูในปริมาณที่มากพอก็ทำให้ป่วยไข้ได้เหมือนกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99262" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/the-vivid-green-used-in-wallpaper-was-derived-from-toxic-copper-victorian-era-wallpapers-could-this-kill-you-lethal.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/the-vivid-green-used-in-wallpaper-was-derived-from-toxic-copper-victorian-era-wallpapers-could-this-kill-you-lethal.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/the-vivid-green-used-in-wallpaper-was-derived-from-toxic-copper-victorian-era-wallpapers-could-this-kill-you-lethal-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/the-vivid-green-used-in-wallpaper-was-derived-from-toxic-copper-victorian-era-wallpapers-could-this-kill-you-lethal-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/the-vivid-green-used-in-wallpaper-was-derived-from-toxic-copper-victorian-era-wallpapers-could-this-kill-you-lethal-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/the-vivid-green-used-in-wallpaper-was-derived-from-toxic-copper-victorian-era-wallpapers-could-this-kill-you-lethal-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/the-vivid-green-used-in-wallpaper-was-derived-from-toxic-copper-victorian-era-wallpapers-could-this-kill-you-lethal-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/the-vivid-green-used-in-wallpaper-was-derived-from-toxic-copper-victorian-era-wallpapers-could-this-kill-you-lethal-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 1856 คู่แต่งงานในเบอร์มิงแฮมไปพบหมอด้วยอาการแสบตา ปวดหัว และเจ็บคออย่างรุนแรง แม้แต่นกแก้ว สัตว์เลี้ยงของพวกเขา ก็มีอาการป่วยคล้ายกัน หมอแนะนำให้คู่แต่งงานเดินทางไปพักตากอากาศในสถานที่เปิดโล่ง พวกเขาตัดสินใจไปทะเล แล้วอาการที่ว่าก็หายไปเองอย่างน่าประหลาด พวกเขาเริ่มสงสัยว่ามีอะไรบางอย่างที่เป็นพิษอย่างมากอยู่ในบ้าน หมอเดินทางไปเยี่ยมบ้านของคู่แต่งงานและพบว่าพวกเขาใช้สีเขียว Scheele เป็นสีวอลล์เปเปอร์ในห้องถึง 2 ห้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงตอนนี้พอมีกระแสมากๆ เข้า ข่าวลือว่าสีเขียวอาจเป็นภัยถึงชีวิตก็เริ่มฮิตเป็นกระแสและถูกนำมาเล่าในข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ นักวาดการ์ตูนชื่อดังอย่าง John Leech ก็เคยวาดภาพล้อเลียนเป็นโครงกระดูกชาย-หญิงสวมชุดราตรีสีเขียวสดใสในงานเต้นรำ เพื่อตอกย้ำความโง่เขลาของสังคมผู้ดีที่วางยาพิษตัวเองด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับสีเขียวผสมสารหนู&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99252" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-620740be2c8d1994c47a05c8754d.jpg" alt="" width="500" height="415" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-620740be2c8d1994c47a05c8754d.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-620740be2c8d1994c47a05c8754d-300x249.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมาคมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เริ่มตั้งคำถามถึงความไม่ปลอดภัยของสารประกอบในสีวอลล์เปเปอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาพบว่าวอลล์เปเปอร์ที่ต้องสงสัยหรือได้รับการพิสูจน์ว่ามีสารหนูเป็นส่วนประกอบถูกแบนห้ามจัดจำหนายในประเทศเยอรมนี แม้ว่าหมอและนักข่าวจะร่วมมือกันขอให้รัฐบาลอังกฤษทำอะไรสักอย่าง แต่ผู้ผลิตในระบบอุตสาหกรรมก็รวมตัวกันปฏิเสธ กระทั่งกล่าวว่าจะลองกินวอลล์เปเปอร์ให้ดูเพื่อพิสูจน์ว่ากระบวนการผลิตปลอดภัย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99263" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_50e6c799f5120578b5c520b908212f6c_1229e61b_540.jpg" alt="" width="540" height="320" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_50e6c799f5120578b5c520b908212f6c_1229e61b_540.jpg 540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/tumblr_50e6c799f5120578b5c520b908212f6c_1229e61b_540-300x178.jpg 300w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนแล้วจนรอดกว่ารัฐสภาอังกฤษจะออกมายืนยันความจริงข้อนี้อย่างจริงจังก็ปาเข้าไปตั้งปี 1903 ถึงตอนนั้นสีเขียวก็ถูกพบจนเป็นปกติทั้งในแสตมป์ โปสต์การ์ด กระทั่งในอาหาร! (ใช้พ่นผักให้มีสีเขียวน่ารับประทาน) ส่วนเหตุที่รัฐบาลเพิ่งมาตัดสินใจเอาได้ตอนนี้เป็นเพราะควีนวิกตอเรียเองก็มีห้องสีเขียว Scheele เหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พระองค์ทรงเคยต้อนรับราชทูตและให้พระราชอาคันตุกะอาศัยอยู่ในห้องสีเขียว ก่อนที่ราชทูตจะป่วยหนักในเช้าวันต่อมา เขากล่าวโทษว่าห้องสีเขียวแบบนี้เป็นสาเหตุ ทำให้ควีนวิกตอเรียเริ่มสนใจและได้ค้นคว้าด้วยตัวเองจนพบว่ามีข่าวแบบนี้เกิดขึ้นมากมาย พระองค์ทรงพบว่ามีการแบนสีเขียวผสมสารหนูในหลายประเทศนอกเกาะอังกฤษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าสนใจว่า Scheele&#8217;s green ไม่เคยถูกห้ามใช้จริงจังผ่านกฎหมาย แต่ผู้บริโภคก็เริ่มตาสว่างและหันมาทำความเข้าใจเรื่องอันตรายที่มากับสี การเลิกซื้อ เลิกใช้ และเลิกสนับสนุน ผลิตภัณฑ์ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับสารหนูกลายเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตต้องหันมาพิจารณาตัวเองเพื่อออกสินค้าใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และที่สำคัญต้องไม่มีสารเคมีตัวร้ายเป็นส่วนประกอบ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=K3Jef7i7v1U&amp;feature=youtu.be&amp;fbclid=IwAR23W-tmxvolEVYhm8k88LU_ToimQXk1B4LxRGt4SPGjVWqwPuBmoXWt3Uk" target="_blank" rel="noopener">Absolute History</a></p>
<p><a href="https://graceelliot-author.blogspot.com/2012/05/death-on-walls-poison-in-victorian.html?fbclid=IwAR3r9Qxi9mpTcN8VCXPONavi6mkYmxAfQqlidQ_-pFPzm344x2V-IAi4cR4"><span style="font-weight: 400;">graceelliot-author.blogspot.com</span></a></p>
<p><a href="https://janeaustensworld.wordpress.com/2010/03/05/emerald-green-or-paris-green-the-deadly-regency-paint/"><span style="font-weight: 400;">janeaustensworld.wordpress.com</span></a></p>
<p><a href="http://www.telegraph.co.uk/books/what-to-read/could-this-wallpaper-kill-you-victorian-britains-lethal-obsessio/?fbclid=IwAR16372PlfHPlYRBd4_ll3KQjg4PgZ1PAQu_KEK03fOVwL3wT0nYAzGRTZI"><span style="font-weight: 400;">telegraph.co.uk</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/scheeles-green/">เมื่อ &#8216;สีเขียว&#8217; คือสีแห่งความตายและฆาตกรตัวร้ายในยุควิกตอเรียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตอนต่อไปของการปฏิวัติฝรั่งเศส เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวคนสุดท้ายของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/princess-marie-therese/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2020 15:13:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิวัติฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[มารี-เตแรซ]]></category>
		<category><![CDATA[มาดามรอแยล]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[มารี อ็องตัวแน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[พระเจ้าหลุยส์ที่ 16]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=96636</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนรู้จักมารี-เตแรซ&#160;ในฐานะลูกสาวคนโตและทายาทคนเดียวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ที่รอดชีวิตจากการปฏิวัติฝรั่งเศส หลายคนรู้ว่ามารี-เตแรซ ถูกเนรเทศและได้ลี้ภัยไปอยู่ในราชสำนักเวียนนาภายใต้การดูแลของญาติฝ่ายพระมารดาในออสเตรีย แต่หลายคนไม่รู้ว่าชีวิตแสนเศร้าของเจ้าหญิงไม่ได้จบลงแค่นั้น เจ้าหญิงมารี-เตแรซ ทรงมีชีวิตยืนยาวถึง 72 ปี ทรงมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงของฝรั่งเศสอีกหลายครั้ง และที่สำคัญ เคยได้ขึ้นเป็นราชินีแห่งฝรั่งเศสเป็นเวลา 20 นาที ก่อนถูกเนรเทศออกจากประเทศที่ทรงเป็นเจ้าหญิงโดยกำเนิดอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้นกับมาดามรอแยลคนสุดท้ายก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส “เด็กน้อยที่น่าสงสาร แม้ไม่ได้เป็นลูกชายแบบที่คาดหวังแต่ก็ไม่ได้ทำให้ลูกเป็นที่รักน้อยลงเลยสักนิด หากเป็นเด็กชาย แม่จะต้องแบ่งลูกให้กับคนทั้งประเทศ แต่เมื่อเป็นลูกสาว ลูกจะเป็นของแม่แต่เพียงผู้เดียว” มารี อ็องตัวแน็ต กล่าวไว้เช่นนี้ในปี 1778 เมื่อเจ้าหญิงมารี-เตเเรซ ลืมตาดูโลก แม้ไม่ใช่ทายาทเพศชายตามความคาดหวัง แต่การประสูติของพระธิดาองค์แรกหลังการแต่งงานที่ยาวนานถึง 8 ปี ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่ากษัตริย์และราชินีสามารถมีทายาทที่สมบูรณ์แข็งแรงได้อีกในอนาคต&#160; มารี-เตเเรซ ได้รับการขนานพระนามตามสมเด็จยาย คือพระนางมาเรีย เทเรซา จักรพรรดินีแห่งออสเตรีย ผู้เป็นพระมารดาของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ในฐานะลูกสาวของกษัตริย์ เจ้าหญิงมารี-เตเเรซ ได้รับตำแหน่งแต่กำเนิดว่า Filles de France (A Daugther of France หรือลูกสาวของฝรั่งเศส) และได้รับการเรียกขานตามศักดิ์ของลูกสาวคนโตว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/princess-marie-therese/">ตอนต่อไปของการปฏิวัติฝรั่งเศส เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวคนสุดท้ายของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนรู้จักมารี-เตแรซ&nbsp;ในฐานะลูกสาวคนโตและทายาทคนเดียวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ที่รอดชีวิตจากการปฏิวัติฝรั่งเศส หลายคนรู้ว่ามารี-เตแรซ ถูกเนรเทศและได้ลี้ภัยไปอยู่ในราชสำนักเวียนนาภายใต้การดูแลของญาติฝ่ายพระมารดาในออสเตรีย แต่หลายคนไม่รู้ว่าชีวิตแสนเศร้าของเจ้าหญิงไม่ได้จบลงแค่นั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ้าหญิงมารี-เตแรซ ทรงมีชีวิตยืนยาวถึง 72 ปี ทรงมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงของฝรั่งเศสอีกหลายครั้ง และที่สำคัญ เคยได้ขึ้นเป็นราชินีแห่งฝรั่งเศสเป็นเวลา 20 นาที ก่อนถูกเนรเทศออกจากประเทศที่ทรงเป็นเจ้าหญิงโดยกำเนิดอีกครั้ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เกิดอะไรขึ้นกับมาดามรอแยลคนสุดท้ายก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส</span></p>
<div id="attachment_97552" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-97552" class="size-full wp-image-97552" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/young-mate-therese.jpg" alt="" width="675" height="844" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/young-mate-therese.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/young-mate-therese-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/young-mate-therese-600x750.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-97552" class="wp-caption-text">Young Marie-Thérèse</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">“เด็กน้อยที่น่าสงสาร แม้ไม่ได้เป็นลูกชายแบบที่คาดหวังแต่ก็ไม่ได้ทำให้ลูกเป็นที่รักน้อยลงเลยสักนิด หากเป็นเด็กชาย แม่จะต้องแบ่งลูกให้กับคนทั้งประเทศ แต่เมื่อเป็นลูกสาว ลูกจะเป็นของแม่แต่เพียงผู้เดียว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มารี อ็องตัวแน็ต กล่าวไว้เช่นนี้ในปี 1778 เมื่อเจ้าหญิงมารี-เตเเรซ ลืมตาดูโลก แม้ไม่ใช่ทายาทเพศชายตามความคาดหวัง แต่การประสูติของพระธิดาองค์แรกหลังการแต่งงานที่ยาวนานถึง 8 ปี ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่ากษัตริย์และราชินีสามารถมีทายาทที่สมบูรณ์แข็งแรงได้อีกในอนาคต&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มารี-เตเเรซ ได้รับการขนานพระนามตามสมเด็จยาย คือพระนางมาเรีย เทเรซา จักรพรรดินีแห่งออสเตรีย ผู้เป็นพระมารดาของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ในฐานะลูกสาวของกษัตริย์ เจ้าหญิงมารี-เตเเรซ ได้รับตำแหน่งแต่กำเนิดว่า Filles de France (A Daugther of France หรือลูกสาวของฝรั่งเศส) และได้รับการเรียกขานตามศักดิ์ของลูกสาวคนโตว่า มาดามรอแยล (</span><span style="font-weight: 400;">Madame Royale</span><span style="font-weight: 400;">)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชีวิต 10 ปีแรกของมารี-เตเเรซ พรั่งพร้อมไปด้วยความสุข เธอเป็นดวงใจของพระมารดาที่มักใช้เวลาส่วนตัวดูแลพระธิดาอย่างใกล้ชิด</span></p>
<div id="attachment_97542" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-97542" class="wp-image-97542 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Queen_Marie_Antoinette_of_France_and_two_of_her_Children_Walking_in_The_Park_of_Trianon_-_Nationalmuseum_-_18035.tif.jpg" alt="" width="675" height="949" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Queen_Marie_Antoinette_of_France_and_two_of_her_Children_Walking_in_The_Park_of_Trianon_-_Nationalmuseum_-_18035.tif.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Queen_Marie_Antoinette_of_France_and_two_of_her_Children_Walking_in_The_Park_of_Trianon_-_Nationalmuseum_-_18035.tif-213x300.jpg 213w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Queen_Marie_Antoinette_of_France_and_two_of_her_Children_Walking_in_The_Park_of_Trianon_-_Nationalmuseum_-_18035.tif-600x844.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-97542" class="wp-caption-text">Queen Marie Antoinette of France and two of her Children Walking in The Park of Trianon &#8211; Nationalmuseum</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">มารี อ็องตัวแน็ต เป็นแม่ที่ทุ่มเทแต่เข้มงวด ต่างจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่ผ่อนปรนมากกว่าและตามใจพระธิดาไปเสียทุกเรื่อง มารี อ็องตัวแน็ต ไม่ต้องการให้ลูกสาวเติบโตมาเป็นคนเย่อหยิ่งเหมือนบรรดาลูกสาวที่ไม่ได้แต่งงานของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 (ซึ่งมีศักดิ์เป็นสมเด็จอาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16) จึงพยายามเลี้ยงดูลูกสาวให้เป็นคนติดดิน โปรดให้เชิญลูกหลานตระกูลสามัญชนมาร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็น และทรงสอนให้เจ้าหญิงรู้จักแบ่งปันของเล่นแก่เด็กยากจน</span></p>
<div id="attachment_97545" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-97545" class="size-full wp-image-97545" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/The_French_Royal_family_in_1823.jpg" alt="" width="675" height="474" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/The_French_Royal_family_in_1823.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/The_French_Royal_family_in_1823-300x211.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/The_French_Royal_family_in_1823-600x421.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-97545" class="wp-caption-text">The French royal family in 1823</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความทรงจำของเจ้าหญิงมารี-เตเเรซ พระมารดาของพระองค์ทรงสอนให้ลูกสาวเห็นอกเห็นใจคนอื่น และมักใส่ใจกับความทุกข์ยากของประชาชน ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ขัดแย้งกับที่สังคมส่วนใหญ่มอบให้พระนาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในบันทึกของมารี-เตเเรซ กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันคริสต์มาสปี 1784 หลังจากที่เธอได้รับของขวัญสวยงามมากมายจากขุนนางในราชสำนัก แต่กลับไม่ได้รับของขวัญจากพระมารดา พระนางมารี อ็องตัวแน็ต กล่าวกับลูกสาวว่า&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แม่ควรจะให้ของขวัญที่สวยงามกับลูกเหมือนคนอื่นๆ แต่ฤดูหนาวเป็นเวลาที่ยากลำบาก มีผู้คนมากมายกำลังทนทุกข์ พวกเขาไม่มีขนมปังกิน ไม่มีเสื้อผ้าใส่ และไม่มีไม้สำหรับเผาไฟสร้างความร้อน แม่ได้ให้เงินกับพวกเขาไปหมดแล้ว ไม่เหลือพอที่จะซื้อของขวัญให้ลูกในปีนี้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี ชีวิตแสนสุขของเจ้าหญิงก็เป็นอันต้องจบลงในปี 1789 เมื่อฝูงชนผู้เกรี้ยวกราดเดินทางมาถึงแวร์ซาย ชะตาชีวิตของครอบครัวที่เคยมีอำนาจเหนือประชาชนหลายล้าน บัดนี้ตกอยู่ในกำมือของกลุ่มคนจากคณะปฏิวัติ</span></p>
<div id="attachment_97538" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-97538" class="wp-image-97538 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/farewells-of-louis-xvi-to-his-family-on-20-january-1793-at-the-temple-painting-by-jean-jacques-hauer-1751-1829-1794-oil-on-canvas-053-x-046-m-carnavalet-museum-paris-photo-by-leemagecorbis-via-getty-.jpg" alt="" width="675" height="825" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/farewells-of-louis-xvi-to-his-family-on-20-january-1793-at-the-temple-painting-by-jean-jacques-hauer-1751-1829-1794-oil-on-canvas-053-x-046-m-carnavalet-museum-paris-photo-by-leemagecorbis-via-getty-.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/farewells-of-louis-xvi-to-his-family-on-20-january-1793-at-the-temple-painting-by-jean-jacques-hauer-1751-1829-1794-oil-on-canvas-053-x-046-m-carnavalet-museum-paris-photo-by-leemagecorbis-via-getty--245x300.jpg 245w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/farewells-of-louis-xvi-to-his-family-on-20-january-1793-at-the-temple-painting-by-jean-jacques-hauer-1751-1829-1794-oil-on-canvas-053-x-046-m-carnavalet-museum-paris-photo-by-leemagecorbis-via-getty--600x733.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-97538" class="wp-caption-text">Farewells of Louis xvi to his family on 20 January 1793 at the temple painting by Jean Jacques Hauer</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันที่ 20 มกราคม 1793 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกตัดสินว่าเป็นกบฏ โทษคือประหารชีวิต เย็นวันนั้นพระองค์ได้รับอนุญาตให้ใช้ค่ำคืนสุดท้ายอยู่กับครอบครัวเพื่อบอกลา&nbsp;</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">‘รถม้าของกษัตริย์เดินทางเป็นเวลา 2 ชั่วโมงเพื่อไปยังตะแลงแกง สองข้างทางไม่มีอะไรนอกจากฝูงชนมากมายที่ถืออาวุธและมองมาด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว บ้างถือหอก บ้างถือกระบอกปืน ไม่มีการลดเสียงเพื่อไว้อาลัย ใบหน้าเหล่านั้นเป็นของผู้คนที่สิ้นหวังที่สุดในกรุงปารีส’</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อความข้างต้นได้รับการบันทึกโดยเฮนรี เอสเซ็กซ์ เอดจ์เวิร์ท บาทหลวงคาทอลิกที่ติดขบวนไปส่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อดีตกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสถึงแดนประหาร&nbsp;</span></p>
<div id="attachment_97543" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-97543" class="size-full wp-image-97543" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Storming-of-the-Bastille.jpg" alt="" width="675" height="534" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Storming-of-the-Bastille.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Storming-of-the-Bastille-300x237.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Storming-of-the-Bastille-600x475.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-97543" class="wp-caption-text">Storming of the Bastille</p></div>
<p><em><span style="font-weight: 400;">‘ขบวนรถม้าออกเดินทางราวแปดโมงเช้า มีทหารม้า 1,200 นายให้การคุ้มกัน ข้าพเจ้ามอบหนังสือสวดมนต์สั้นให้พระเจ้าหลุยส์ อดีตกษัตริย์รับหนังสือด้วยความยินดี เมื่อรถม้าจอดสนิท พระเจ้าหลุยส์ถูกพาตัวลงจากรถม้า ทหาร 3 นายพยายามถอดเครื่องทรงของพระองค์ แต่ทรงปฏิเสธและปลดเครื่องทรงต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ทรงได้รับข้อเสนอให้ปิดตาก่อนขึ้นกิโยติน แต่ทรงปฏิเสธ</span></em></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>‘ความตายของข้าพเจ้าเป็นไปด้วยความสุขของราษฎร แต่ข้าพเจ้าเสียใจกับฝรั่งเศส และเกรงว่าประเทศนี้จะต้องระทมทุกข์ต่อไปด้วยความพิโรธของพระผู้เป็นเจ้า’</em> พระองค์ทรงประกาศว่าบริสุทธิ์จากอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหา และภาวนาว่าพระโลหิตของพระองค์จะไม่ไหลหลั่งบนผืนแผ่นดินของฝรั่งเศส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทันทีที่คมมีดตกลง หนึ่งในทหารที่น่าจะอายุไม่เกิน 18 ปี รีบวิ่งเข้าไป แล้วชูพระเศียรของอดีตกษัตริย์ให้เห็นโดยทั่วกัน ผู้คนโห่ร้องแสดงความยินดี หมวกถูกโยนขึ้นพร้อมกันในอากาศ คำประกาศว่า &#8216;Vive la République!&#8217; (สาธารณรัฐจงเจริญ!) ก้องดังไปทุกหนแห่ง โลหิตของกษัตริย์หลั่งแล้ว ชัยชนะเป็นของคณะปฏิวัติฝรั่งเศส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังการสวรรคตของพระบิดา ครอบครัวของเจ้าหญิงถูกจับขังแยกกัน ไม่มีโอกาสได้พบหน้าคนในครอบครัว และได้รู้ชะตากรรมของสมาชิกคนอื่นๆ ผ่านคำบอกเล่าในภายหลัง เธอทราบว่าน้องชายเพียงคนเดียว เจ้าชายหลุยส์ ชาร์ลส์ ซึ่งบัดนี้ขึ้นเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 17 ตามธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์สิ้นพระชนม์ในระหว่างถูกคุมขัง ในขณะที่มารี อ็องตัวแน็ต ผู้เป็นพระมารดา และเจ้าหญิงเอลิซาเบท ผู้เป็นสมเด็จอา (น้องสาวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16) ถูกตัดสินประหารชีวิต&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีข่าวว่าอีกไม่นานมารี-เตแรซ เองก็ต้องถูกประหารด้วยเช่นกัน เจ้าหญิงที่เหลือเพียงลำพัง มีของใช้ติดกายเป็นหนังสือเพียง 2 เล่ม เธอเขียนบันทึกบนกำแพงที่คุมขัง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8216;มารี-เตเเรซ ชาร์ลอตต์ เป็นบุคคลที่ไม่มีความสุขที่สุดในโลก เธอไม่รู้โชคชะตาของผู้เป็นแม่ และแม้จะขอร้องเป็นพันครั้งก็ไม่อาจพบหน้ากันได้อีก คุณแม่ผู้แสนดี! ฉันไม่มีโอกาสได้ยินข่าวคราวจากท่านแม้สักคำ คุณพ่อที่รัก! ขอทรงคุ้มครองปกป้องลูกจากบนสวรรค์ ถึงพระผู้เป็นเจ้า! โปรดให้อภัยพวกเขาเหล่านั้น ผู้ทำให้บิดา-มารดาของลูกต้องทนทุกข์ทรมาน&#8217;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 1795 มีข่าวว่าราชสำนักออสเตรียพยายามเจรจาเพื่อช่วยเหลือลูกสาวคนสุดท้าย สายเลือดพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มารี-เตเเรซ ปฏิเสธการย้ายไปเวียนนาเพราะรู้สึกว่าครอบครัวฝั่งออสเตรียของพระมารดาได้ละทิ้งครอบครัวของเธอตั้งแต่ต้น เธอประสงค์จะอยู่และตายในฝรั่งเศส แต่เมื่อการเจรจาจบลง เจ้าหญิงคนสุดท้ายได้รับการช่วยเหลือและส่งตัวออกจากฝรั่งเศสไปยังราชสำนักเวียนนา ขณะนั้นเธอมีอายุ 17 ปี รวมเวลาที่ถูกขังในฐานะนักโทษของคณะปฏิวัติทั้งสิ้น 3 ปี 4 เดือน กับอีก 5 วัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มารี-เตแรซ มาถึงราชสำนักเวียนนาในวันที่ 9 มกราคม 1796 เจ้าหญิงที่บอบช้ำจากเหตุการณ์เลวร้ายปฏิเสธที่จะสวมเสื้อผ้าสีอื่นนอกจากสีดำ เธอกลายเป็นคนเก็บตัว พูดจาน้อย และแทบไม่สุงสิงกับญาติฝั่งพระมารดา เมื่อมีการกล่าวถึงการแต่งงานของเจ้าหญิงกับอาร์ชดยุกออสเตรีย เธอปฏิเสธคำขอแต่งงานทั้งหมดด้วยเชื่อว่าตัวเองควรแต่งงานกับทายาทราชวงศ์ฝรั่งเศสตามความคาดหวังของบิดา-มารดาผู้ล่วงลับ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 1799 เจ้าหญิงเดินทางไปลัตเวียเพื่อพบกับเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาส ซาเวียร์ เคานต์แห่งพรอว็องส์ น้องชายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งอ้างสิทธิเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส กษัตริย์ผู้ไร้บัลลังก์พำนักอยู่ใต้การคุ้มกันของจักรพรรดิพอลที่ 1 แห่งรัสเซีย ได้เสนอให้หลานสาวแต่งงานกับทายาทของพระองค์ คือเจ้าชายหลุยส์ อ็องตวน ดยุกแห่งอ็องกูแลม (พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ไม่มีลูกชาย แต่ได้เสนอให้มารี-เตแรซ แต่งงานกับหลานชายซึ่งมีสิทธิสืบทอดบัลลังก์หากระบอบกษัตริย์ได้รับการฟื้นฟูในฝรั่งเศส) ทั้งสองแต่งงานกันในวันที่ 10 มิถุนายนปีเดียวกัน</span></p>
<div id="attachment_97541" style="width: 460px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-97541" class="size-full wp-image-97541" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Prince-Louis-Duke-of-Angouleme_1.jpg" alt="" width="450" height="525" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Prince-Louis-Duke-of-Angouleme_1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Prince-Louis-Duke-of-Angouleme_1-257x300.jpg 257w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /><p id="caption-attachment-97541" class="wp-caption-text">Prince Louis Duke of Angouleme</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ้าหญิงมารี-เตเเรซ ได้รับของขวัญงานแต่งงานเป็นแหวนที่พระบิดาของเธอเคยสวม ตัวแหวนสลักอักษร &#8216;M.A.A.A&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> ย่อมาจาก Marie Antoinette Archiduchesse d&#8217;Autriche (มารี อ็องตัวแน็ต อาร์ชดัชเชสแห่งออสเตรีย) สลักวันที่ 6 พฤษภาคม 1770 มารี-เตแรซ ร้องไห้ด้วยความดีใจหลังได้รับแหวนที่เป็นตัวแทนของพ่อแม่ที่เสียชีวิต&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชีวิตแต่งงานของมารี-เตแรซ กับเจ้าชายหลุยส์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักและห่างไกลกับคำว่ามีความสุข มารี-เตแรซ เป็นตัวแทนของระบบเจ้าขุนมูลนายแบบเก่า การถูกคุมขังและเหตุการณ์เลวร้ายทำให้เจ้าหญิงกลายเป็นคนอมทุกข์ เธอมีความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ เป็นสตรีที่น่านับถือ แต่ไม่ได้รับความรัก เจ้าชายหลุยส์ให้ความเคารพภรรยาเสมอและได้ความเคารพจากเธอเป็นการตอบแทน&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 1815 มีการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ราชวงศ์บูร์บงหลังนโปเลียนลงจากอำนาจ พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ได้รับการยอมรับให้กลับมาปกครองฝรั่งเศส พร้อมกับมารี-เตแรซ ได้กลับฝรั่งเศสครั้งแรกในรอบ 20 ปี เธอไปเยี่ยมห้องขังที่น้องชายเสียชีวิตและเคารพศพพ่อแม่ที่สุสานแมเดลีน หนึ่งในสุสานที่ใช้ฝังศพเจ้านายและผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตในการปฏิวัติฝรั่งเศส&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">9 ปีต่อมา พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 สวรรคต น้องชายของพระองค์และพ่อสามีของมารี-เตแรซ ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 ในที่สุดเจ้าหญิงแห่งฝรั่งเศสก็ได้กลับมายืนในจุดที่เธอคู่ควร</span></p>
<div id="attachment_97537" style="width: 685px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-97537" class="size-full wp-image-97537" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1200px-Marie-Therese-Charlotte.jpg" alt="" width="675" height="957" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1200px-Marie-Therese-Charlotte.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1200px-Marie-Therese-Charlotte-212x300.jpg 212w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1200px-Marie-Therese-Charlotte-600x851.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /><p id="caption-attachment-97537" class="wp-caption-text">Marie Therese Charlotte</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะเจ้าหญิงรัชทายาทของราชบัลลังก์ ฐานะของเธอมั่นคงอยู่ 6 ปี ก่อนเกิดการปฏิวัติครั้งที่ 2 ในปี 1830 การปฏิวัติครั้งนี้มีชื่อเรียกในประวัติศาสตร์ว่า การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหลักมาจากการที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 ต้องการยกเลิก Charter of 1814 ซึ่งเป็นข้อตกลงว่าระบอบกษัตริย์ของฝรั่งเศสจะอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เพราะทรงต้องการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์แบบดั้งเดิม นำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนจนเกิดการปะทะรุนแรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชาร์ลส์ไม่มีทางเลือกนอกจากการสละราชสมบัติ และเนื่องจากคณะปฏิวัติต้องการสนับสนุนญาติของพระองค์ คือเจ้าชายหลุยส์-ฟิลิป แห่งออร์เลอ็อง ผู้สัญญาว่าจะปฏิวัติระบบราชการแบบอนุรักษนิยมไปสู่คณะรัฐบาลแบบเสรีนิยม เจ้าชายหลุยส์ พระสวามีของพระนางมารี-เตแรซ จึงขึ้นครองราชย์แต่ในนามเพื่อสละราชบัลลังก์ให้กษัตริย์ที่ประชาชนต้องการ&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 ประกาศสละราชฯ และก่อนที่เจ้าชายหลุยส์จะเซ็นเอกสารตามต่อ มีช่วงว่างอยู่ประมาณ 20 นาทีที่เจ้าชายหลุยส์ได้รับยกขึ้นเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 19 และมารี-เตแรซ ได้ชื่อว่าเป็นราชินีของฝรั่งเศส (ตามหลัก comte d&#8217;Artois หรือการสืบบัลลังก์ทันทีที่กษัตริย์สละราชสมบัติหรือสวรรคต) พระนางมารี-เตแรซ ผู้มีความมุ่งมั่นสูงสุดในการฟื้นคืนระบอบกษัตริย์ได้แต่ร้องไห้อ้อนวอนขอให้พระสวามีคิดดูใหม่แต่ก็ไม่เป็นผล เหตุผลที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 19 ยอมสละราชสมบัติง่ายๆ ในเวลาไม่กี่นาทียังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน พระองค์ไม่เขียนบันทึกความทรงจำและเหตุการณ์ในวันนั้นก็ไม่ถูกเล่าซ้ำอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อดีตพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 และอดีตกษัตริย์หลุยส์ที่ 19 พาทั้งครอบครัวลี้ภัยอีกครั้งไปยังประเทศอังกฤษ เปิดทางให้เจ้าชายหลุยส์-ฟิลิป แห่งออร์เลอ็อง ขึ้นเป็นพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปที่ 1 กษัตริย์องค์สุดท้ายจากสายราชวงศ์บูร์บง ปกครองประเทศอยู่ 18 ปี ก่อนที่ฝรั่งเศสจะเกิดการปฏิวัติครั้งที่ 3 และเปลี่ยนระบอบการปกครองกลับมาเป็นสาธารณรัฐอีกครั้ง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มารี-เตแรซ และครอบครัวไม่ได้กลับไปฝรั่งเศสอีกหลังจากนั้น เธอใช้ชีวิตเพื่อดูแลอดีตพระเจ้าชาร์ลส์ผู้แก่ชรากระทั่งสิ้นพระชนม์ และเมื่อสามีของเธอจากไปในปี 1844 มารี-เตแรซ ย้ายกลับไปใช้ชีวิตตามลำพังในออสเตรีย เธอใช้เวลาที่เหลือไปกับการปลีกวิเวก อ่านหนังสือ และสวดมนต์&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มารี-เตแรซ จบชีวิตแสนเศร้าในวันที่ 19 ตุลาคม 1851 เป็นเวลา 3 วันหลังครบรอบ 58 ปี วันสิ้นพระชนม์ของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต และเนื่องจากมารี-เตแรซ ไม่มีทายาท สายเลือดองค์สุดท้ายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และราชินีมารี อ็องตัวแน็ต จึงจบลงที่ตรงนี้&nbsp;</span></p>
<hr>
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><a href="https://www.biography.com/news/marie-antoinette-children-louis-charles-marie-therese"><span style="font-weight: 400;">biography.com</span></a></p>
<p><a href="http://en.chateauversailles.fr/discover/history/great-characters/madame-royale"><span style="font-weight: 400;">en.chateauversailles.fr</span></a></p>
<p><a href="http://www.eyewitnesstohistory.com/louis.htm?fbclid=IwAR1nNSu67qnlCgG_PmAlahMjNbjoxhMrWKHzRaZvhOK-myE-TysLFCBKfjQ"><span style="font-weight: 400;">eyewitnesstohistory.com</span></a></p>
<p><a href="http://heirstothethrone-project.net/?page_id=2397"><span style="font-weight: 400;">heirstothethrone-project.net</span></a></p>
<p><a href="https://www.historyofroyalwomen.com/marie-therese-of-france-3/ruin-princess-marie-therese-france/"><span style="font-weight: 400;">historyofroyalwomen.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/princess-marie-therese/">ตอนต่อไปของการปฏิวัติฝรั่งเศส เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวคนสุดท้ายของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่ออยู่บ้านไม่ปลอดภัย ความรุนแรงในครอบครัวช่วงโควิดและการเข้าถึงความช่วยเหลือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/domestic-violence-during-pandemic/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 May 2020 14:55:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[SHero]]></category>
		<category><![CDATA[ความรุนแรงในครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[domestic violence]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร]]></category>
		<category><![CDATA[เบสท์–บุษยาภา ศรีสมพงษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=96959</guid>

					<description><![CDATA[<p>ระยะเวลาเดือนกว่ากับมาตรการกักตัวที่บ้านทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่าง นอกไปจากอาการเบื่อหน่ายของผู้คนที่ไม่สามารถออกไปไหนได้ อีกด้านหนึ่ง คงเป็นเรื่องการจัดการความสัมพันธ์และพื้นที่กับคนในครอบครัว โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเป็นทุนเดิม แม้จะห่างไกลจากโรค แต่บ้านก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยต่อการใช้ชีวิตอยู่ดี     ปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วโลก หลายประเทศมีตัวเลขรายงานความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) เพิ่มสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่จีน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่สั่งปิดเมืองให้คนกักตัวที่บ้าน ในเมืองหนึ่งตำรวจได้รับเรื่องร้องเรียนความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น 3 เท่า ประเทศอังกฤษ มีคนโทรเข้าสายด่วนความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น 49 เปอร์เซ็นต์ และยังมีผู้หญิง 14 คน เด็ก 2 คนถูกฆ่าเสียชีวิตหลังประกาศล็อกดาวน์ได้ราว 3 อาทิตย์ เช่นเดียวกับฝรั่งเศสที่มีรายงานจากตำรวจเรื่องความรุนแรงเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ มีสายเข้ามาที่ AWARE สายด่วนช่วยเหลือผู้หญิงมากขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์   ส่วนบ้านเรา มีรายงาน ‘ระวังความรุนแรงในโรคระบาด เมื่อ “บ้าน” อาจไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน’ โดย ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร พบว่า จำนวนผู้โทรเข้าสายด่วนช่วยเหลือสังคม 1300 เดือนมีนาคม 2563 มีจำนวน 103 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/domestic-violence-during-pandemic/">เมื่ออยู่บ้านไม่ปลอดภัย ความรุนแรงในครอบครัวช่วงโควิดและการเข้าถึงความช่วยเหลือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ระยะเวลาเดือนกว่ากับมาตรการกักตัวที่บ้านทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่าง นอกไปจากอาการเบื่อหน่ายของผู้คนที่ไม่สามารถออกไปไหนได้ อีกด้านหนึ่ง คงเป็นเรื่องการจัดการความสัมพันธ์และพื้นที่กับคนในครอบครัว โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเป็นทุนเดิม แม้จะห่างไกลจากโรค แต่บ้านก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยต่อการใช้ชีวิตอยู่ดี    </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วโลก หลายประเทศมีตัวเลขรายงานความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) เพิ่มสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่จีน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่สั่งปิดเมืองให้คนกักตัวที่บ้าน ในเมืองหนึ่งตำรวจได้รับเรื่องร้องเรียนความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น 3 เท่า </span><a href="https://www.bbc.com/news/uk-52433520?at_custom3=BBC+News&amp;at_custom4=C88DD9B6-8868-11EA-8258-3916933C408C&amp;at_campaign=64&amp;at_custom1=%5Bpost+type%5D&amp;at_custom2=facebook_page&amp;at_medium=custom7&amp;fbclid=IwAR0gUJRdlVkbaINg_s7XFQ92W2cKELXDIQgiYTgDsHesm1gVw4i_6fAwtWM"><span style="font-weight: 400;">ประเทศอังกฤษ</span></a><span style="font-weight: 400;"> มีคนโทรเข้าสายด่วนความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น 49 เปอร์เซ็นต์ และยังมีผู้หญิง 14 คน เด็ก 2 คนถูกฆ่าเสียชีวิตหลังประกาศล็อกดาวน์ได้ราว 3 อาทิตย์ เช่นเดียวกับฝรั่งเศสที่มีรายงานจากตำรวจเรื่องความรุนแรงเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ มีสายเข้ามาที่ AWARE สายด่วนช่วยเหลือผู้หญิงมากขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนบ้านเรา มีรายงาน </span><a href="https://tdri.or.th/2020/04/domestic-violence-victims-during-covid19/"><span style="font-weight: 400;">‘ระวังความรุนแรงในโรคระบาด เมื่อ “บ้าน” อาจไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน’</span></a><span style="font-weight: 400;"> โดย ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร พบว่า จำนวนผู้โทรเข้าสายด่วนช่วยเหลือสังคม 1300 เดือนมีนาคม 2563 มีจำนวน 103 ราย ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งมี 155 คน จำนวนที่น้อยลงไม่ได้หมายความว่าความรุนแรงลดลง เพราะคนโทรแจ้งส่วนใหญ่เป็นคนนอก เช่น ครู เพื่อน เมื่อตอนนี้โรงเรียนปิด และผู้คนกักตัวที่บ้าน ตัวเลขนี้จึงอาจแสดงให้เห็นว่าการรายงานความรุนแรงเพื่อขอความช่วยเหลือลดลงอย่างเห็นได้ชัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในภาวะที่ความรุนแรงเป็นภัยกับบางคนได้มากกว่าโรคระบาด อะไรที่เป็นปัจจัยให้การช่วยเหลือยากยิ่งขึ้น สถานการณ์ในช่วงปิดเมืองที่ผ่านมาเป็นยังไง เราชวน <strong>เบสท์–บุษยาภา ศรีสมพงษ์</strong> นักกฎหมายและเจ้าของเพจ SHero พื้นที่ช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับความรุนแรงในครอบครัว มาพูดถึงปัญหา ความยากในการช่วยเหลือเหยื่อช่วงโรคระบาด และแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับความรุนแรง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ปัญหาและความลำบากของเหยื่อในช่วงกักตัว</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้เป็นปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงการกักตัวที่ผ่านมา แต่เป็นปัญหาที่เกิดมาอย่างยาวนาน ปี 2561 มี</span><a href="https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/808864"><span style="font-weight: 400;">รายงานข่าว</span></a><span style="font-weight: 400;">ว่าช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม เกิดความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิงในไทยสูงถึง 83.6 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 5 คนต่อวัน ในขณะที่</span><a href="https://www.matichon.co.th/local/news_1725205"><span style="font-weight: 400;">มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล</span></a><span style="font-weight: 400;">รวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์ 10 ฉบับ ในปี 2561 พบว่า เกิดความรุนแรงในครอบครัว 623 ข่าว สูงกว่าปี 2559 35.4 เปอร์เซ็นต์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เมื่อมีมาตรการที่ทำให้สมาชิกในบ้านต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกันในระยะยาว ย่อมส่งผลให้ครอบครัวที่มีความรุนแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วมีโอกาสจะเกิดการทะเลาะกันมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในต่างประเทศก็คอนเฟิร์มเคสเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเรามั่นใจว่าในไทยต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน ยิ่งสถานการณ์ตอนนี้เกิดความเครียดมากขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ ภาวะตกงาน ผู้กระทำที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงอยู่แล้วก็มีความเสี่ยงที่เขาจะทำมากขึ้น” เบสท์อธิบาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97116" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-1.jpg" alt="" width="675" height="479" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-1-300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/4-1-600x426.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปกติหากมีเหตุความรุนแรงและต้องการความช่วยเหลือ ผู้ถูกกระทำสามารถโทรสายด่วน 1300 ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือสังคม One Stop Crisis Center (OSCC) ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปรากฏว่าในสถานการณ์ตอนนี้คู่สายมันเต็มเพราะเขาไม่ได้รับแค่เรื่องความรุนแรง ยังมีเรื่องคนไร้บ้าน การค้าแรงงานมนุษย์ และอื่นๆ เลยกลายเป็นว่าพอคนโทรเข้าไปขอความช่วยเหลือก็ไม่ได้รับการตอบรับ” เบสท์เล่าให้ฟังถึงตอนที่เธอได้ขอข้อมูลกับทางหน่วยงานช่วงมาตรการปิดเมืองเริ่มแรกๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้เขาเลยเปิดให้ความช่วยเหลือด้วยการให้คนติดต่อไปที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในทุกจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักฉุกเฉิน บ้านพักเด็ก บ้านพักคนชรา ซึ่งสามารถเช็กพิกัดได้ที่</span><a href="https://www.facebook.com/mysisbot/?__tn__=K-R&amp;eid=ARDgR9PAKlXgesmsWzg7gv2vk7Ef1suTrMTVV8cT-tkY-NawaqD9KfP9X4DbONyXcU4ffvUI_zcEuR01&amp;fref=mentions&amp;__xts__[0]=68.ARBox9H2bDX4LCjpGUEApzihmE7-j6RqQBgSgmLpKEvHBK5gWOvg0sT6F957f0B9GQelR15h4xEWbjxl1wCXWGlqpyvcfySH5rFgbElUfIv1o85NJGBWHz-DAmWiWFk3FuluqkemVI_uhfYZA-pihWJigpVLEvI-CB2GVcBaouhUWdEDhrSYOK4P_sylRBg3uftkO7yLH8RIh_KFOhS8xEiBIz2TGL_jSTl2V35kP9eJY0qnfqk4AJibm3zk5-yXmGoWnDz-1bI323uUNqX3KIQ6U3gzcl9suvJqERV0SJNbypC_BfGYqV4VIdth14yZi5D5A6Y4rhznDsS5X-6ZaYmSxfW0tPO-Ua9NmxL1EGDcQ0E2u_Qy3Jliv6d4khg-zeOmCNoaPhfmJ8Ry4USavHRqzhIX3iafqWuvr53ZLzX3WgVRix9XFJaBG-Lh-e1c9rnZriJv1Lyxn9oElJKm844uXRXNAaybQd2RVB9Xd8EMC2iTV6lO0tgT2iMxOQ"><span style="font-weight: 400;">เพจมายซิส</span></a><span style="font-weight: 400;">”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากปัญหาการติดต่อหน่วยงานช่วยเหลือยากแล้ว การทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างนักสังคมสงเคราะห์เป็นไปด้วยความยากลำบากเช่นกัน</span></p>
<p>“ยกตัวอย่างเคสความรุนแรงต่อเด็ก ปกตินักสังคมฯ ที่เข้าไปช่วยก็จะหา child friendly space ให้ด้วย พาไปอยู่บ้านพักของ พม. หรือที่พักที่ปลอดภัย ปัญหาคือ ในเมื่อมีโรคระบาดเข้ามา child friendly space มันไม่มี หน่วยงานเขาก็ไม่กล้ารับใครใหม่&#8221;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97113" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ทีนี้จะมีอีกเคสคือโรงพยาบาลแผนกฉุกเฉินเคยเป็นพื้นที่รับเคสความรุนแรง ถ้าหากมีผู้ถูกกระทำมาขอความช่วยเหลือ นักสังคมจาก OSCC จะเข้ามาประกบทันที แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่เอาไว้รับเคสโควิด คนที่ถูกกระทำก็ไม่กล้าไป นักสังคมบางคนก็ต้องเวิร์กฟรอมโฮม” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีกอย่างคือจากการคุยกับคนที่ทำงาน ตอนนี้งบประมาณที่จะเข้ามาช่วยเหลือนักสังคมหรือเรื่องความรุนแรงก็ลดน้อยลง เพราะว่าเขาดึงงบไปส่วนกลางเพื่อช่วยเหลือเรื่องที่ priority มากกว่านั่นคือหมอ พยาบาล” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักกฎหมายคนนี้บอกด้วยว่าโดยปกติความรุนแรงในครอบครัวเป็นเคสที่ดำเนินการได้ยากอยู่แล้ว เพราะด้วยค่านิยมในสังคมที่มองว่า ‘ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า’ ทำให้ผู้ถูกกระทำหลายคนเลือกที่จะเงียบ หรือหากบางคนเลือกดำเนินคดีก็ยังเจอกับปัญหาความล่าช้า เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ การช่วยเหลือจึงเป็นไปได้ยากมากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97120" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8.jpg" alt="" width="675" height="452" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8-600x402.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>หลากหลายวิธีการช่วยเหลือความรุนแรงในครอบครัวของต่างประเทศ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาการช่วยเหลือที่ยากลำบากไม่ใช่แค่ไทย หลายประเทศเป็นกังวลต่อภาวะเช่นนี้ แม้ว่าจะไม่ได้รับมือกันตั้งแต่แรกจนเกิดสถิติความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน แต่รัฐบาลต่างๆ เริ่มวางแผนช่วยเหลือความปลอดภัยให้กับผู้ที่อยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น จากข้อมูลของ <a href="https://www.facebook.com/TIJprojectj/photos/a.445717222622462/787855841741930/?type=3&amp;theater">Thailand Institute of Justice</a> นำเสนอสถานการณ์การรับมือความรุนแรงในครอบครัวช่วงโควิด-19 และได้รวบรวมแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลในต่างประเทศช่วงการกักตัวในบ้านเอาไว้ เราได้สรุปพร้อมรวมข้อมูลประเทศอื่นๆ จากสำนักข่าวมาไว้ ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ในฐานะประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงสูงมากกว่าใครในยุโรป ฝรั่งเศสออกแผนรับมือและมาตรการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำหลายอย่าง เช่น ให้ร้านยาเป็นจุดขอความช่วยเหลือ โดยผู้ถูกกระทำต้องพูดโค้ดลับว่า “ขอหน้ากากเบอร์ 19” แล้วพนักงานขายจะช่วยประสานงานหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ, รัฐบาลประกาศจอง 20,000 ห้องพักในโรงแรมเป็นสถานที่พักของเหยื่อความรุนแรง, เปิดศูนย์ให้คำปรึกษาทางการเงินในร้านค้า และสนับสนุนเงินหนึ่งล้านยูโรให้องค์กรที่ทำงานด้านนี้ </span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ออสเตรเลีย จัดงบประมาณ 91 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะการสนับสนุนระบบโทรศัพท์ที่จะเป็นการช่วยเหลือหลักในครั้งนี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สเปนและอิตาลี จัดโรงแรมเป็นสถานที่พักชั่วคราวให้ผู้ถูกกระทำ และใช้ WhatApps เป็นช่องทางให้ผู้ที่ถูกกระทำติดต่อขอความช่วยเหลือตำรวจได้โดยตรงหากเกิดความรุนแรง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์ มีแพ็กเกจการช่วยเหลือจากรัฐ และมีการสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">สำนักข่าว </span><a href="https://thediplomat.com/2020/04/japan-domestic-violence-fears-rise-amid-coronavirus-pandemic/"><span style="font-weight: 400;">The Diplomat</span></a><span style="font-weight: 400;"> รายงานว่าญี่ปุ่นจะเปิดคู่สายช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ ศูนย์ให้ความช่วยเหลือจะเปิดให้บริการ 24 ชม. ทุกคนสามารถติดต่อได้ผ่านอีเมล เบอร์โทรศัพท์ SMS โดยศูนย์นี้จะทำงานร่วมกับหน่วยงานเอกชน พร้อมสนับสนุนการติดต่อช่วยเหลือกับสถานีตำรวจและโรงพยาบาลด้วย</span></li>
</ul>
<h3><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97114" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-2.jpg" alt="" width="675" height="414" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-2-300x184.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2-2-600x368.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></h3>
<h3>แล้วเราจะป้องกันและช่วยเหลือผู้ถูกกระทำในครอบครัวได้อย่างไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเฉพาะของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่เราทุกคนในสังคมต้องช่วยกัน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าความรุนแรงส่งผลต่อเหยื่อในระยะยาวทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หากเป็นเด็กอาจส่งผลให้เขาซึมซับพฤติกรรมและใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นในอนาคตได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราอาจจะเจอความรุนแรงได้ทุกเมื่อ เราจึงสอบถามวิธีการช่วยเหลือเหยื่อเมื่อเกิดความรุนแรงจากเบสท์ ทั้งในมุมของผู้ถูกกระทำและคนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์  </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97115" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>สำหรับผู้ถูกกระทำ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. พยายามหาคนที่ช่วยเหลือเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ญาติ หรือใครก็ตามที่พร้อมให้ข้อมูลเราได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะผู้ถูกกระทำที่อยู่ในช่วงตัดสินใจไม่ได้ หรือสับสน ตั้งคำถามว่านี่คือความผิดเราหรือเปล่า ไม่แน่ใจว่าต้องทำตัวยังไง ให้พยายามหาคนที่ไว้ใจและสามารถพูดคุยให้กำลังใจกันได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผู้กระทำมักใช้วิธีการกดดันผู้ถูกกระทำว่า it’s your fault ดังนั้น เมสเซจหนึ่งที่เราพยายามบอกผู้ถูกกระทำคือคุณไม่ผิดนะ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรมา ไม่มีใครมีสิทธิมาทำร้ายคุณ หรือบางทีคนจะรู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำมากพอเลยไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกไม่ดี ถูกละเมิดหรือข่มเหง เมื่อนั้นคุณก็คือผู้ถูกกระทำคนหนึ่ง พยายามหาสิ่งแวดล้อมที่ซัพพอร์ตเรา คนที่พร้อมรับฟังเรา” เบสท์อธิบายเพิ่มเติม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญคือพยายามสร้างโค้ดลับกับคนที่ไว้ใจ คำที่สื่อสารแล้วเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เช่น ถ้าบอกเพื่อนว่า “น้ำตาลหมด” เพื่อนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเรากำลังขอความช่วยเหลือจากเขาอยู่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97117" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>2. หาข้อมูลหน่วยงานใกล้บ้านที่พร้อมช่วยเหลือ เช่น สถานีตำรวจ โรงพยาบาล พยายามขอเบอร์โทรศัพท์ของสำนักงานโดยตรง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเราจะได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ได้เลย ไม่ต้องผ่านเบอร์ส่วนกลาง</p>
<p>3. ทำ emergency bag เตรียมไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยการเก็บเอกสารสำคัญ สิ่งของจำเป็นไว้ในกระเป๋า เมื่อต้องออกมาจะได้หิ้วกระเป๋าใบนี้ออกมาได้เลย</p>
<p>4. หากเกิดเหตุทะเลาะกันให้หา safe room ห้องที่มีทางออกไว้ ในสภาวะกักตัวหาห้องที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด อย่าทะเลาะกันในห้องครัวหรือห้องที่มีอาวุธ</p>
<p><span style="font-weight: 400;">5. สำหรับคนที่มีลูกต้องสร้างความเข้าใจกับเด็กก่อน สื่อสารกับเด็กลดความตึงเครียด สร้างสัญญาณที่เข้าใจตรงกันหากเกิดความรุนแรง เช่น ถ้าอ้าแขน ลูกต้องมาหาเราทันที หรือเมื่อบอกลูกว่าไปห้องปลอดภัย ลูกจะรู้ว่าอยู่ที่ไหนและวิ่งไปหลบที่ห้องนั้นโดยทันที หากเด็กสามารถใช้โทรศัพท์ได้ ฝึกให้เด็กโทรหาสายด่วน 191 หรือ 1300 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6. สร้างพื้นที่สงบ ในช่วงที่ต้องอาศัยกับคนที่ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะช่วงกักตัว พยามสร้างพื้นที่สงบที่เรารู้สึกปลอดภัยทั้งกายและใจ สร้างกำลังใจให้ตัวเอง พยายามแยกตัวออกจากคนที่ใช้อารมณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">7. ทบทวนแผนป้องกันตัวเสมอ เก็บแผนความปลอดภัยไว้กับคนที่ไว้ใจ หรือในที่ที่ผู้กระทำจะหาไม่เจอ โดยเฉพาะเบอร์ของผู้ที่จะช่วยเหลือเรา เช่น สายด่วน เจ้าหน้าที่ตำรวจ คนที่เราไว้ใจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-97118" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>สำหรับผู้ที่ใกล้ชิดผู้ถูกกระทำหรือเห็นความรุนแรงในชุมชน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1. ประเมินสถานการณ์ว่าเกิดอะไรบ้าง คนกระทำมีอาวุธหรือไม่ สภาพแวดล้อมอันตรายเกินไปไหม ถ้าเราเข้าไปจะเสี่ยงหรือเปล่า หากรู้ว่าเข้าไปไม่ได้ให้โทรแจ้งตำรวจ</span></p>
<p>2. หากประเมินแล้วว่าปลอดภัย สามารถเข้าไปขัดได้ให้เดินเข้าไป เบสท์ยกตัวอย่างสถานการณ์ว่าถ้าเหตุเกิดเป็นข้างบ้าน รู้จักกันดี แค่เดินไปกดกริ่ง เรียกถามว่าเกิดอะไรขึ้น หรือเดินไปบอกว่าซื้อมะม่วงมาฝาก ง่ายๆ แบบนี้ก็ได้ เพราะการเข้าไปขัดผู้กระทำจะให้พวกเขาหยุด ไม่จำเป็นว่าต้องไปตะโกนด่าหรือหาเรื่องเขาก็ได้</p>
<p>3. สำหรับคนที่มีคนรู้จักเป็นผู้โดนกระทำสามารถช่วยเหลือได้ด้วยการรับฟัง ไม่กดดัน เพราะสิ่งที่ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่ต้องการอย่างแรกคือคนรับฟังหรือกำลังใจ หากเขาอยู่ใน circle abuse มาโดยตลอด เขาจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ต้องฟังแบบไม่ตัดสิน ต่อให้ฟังแล้ว เขาบอกว่ายังอยากอยู่กับแฟน ก็ไม่ใช่ว่าไปด่าเขา เราต้องถามว่า โอเคงั้นแผนความปลอดภัยของคุณคืออะไร รู้จักเบอร์นี้ไหม 1300 เคยโทรไปไหม ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมา กดโทรหาเรานะ เพราะบางคนที่ถูกกระทำยังมีความหวังว่าแฟนตัวเองยังดีอยู่ แต่เราก็ต้องยืนยันว่าคุณมีสิทธิที่จะออกมานะ มันแจ้งความได้ แต่ถ้ามันร้ายแรงจริงๆ ยังไงก็ต้องเรียกตำรวจ คนในชุมชนก็ต้องพยายามให้ความสนใจ” เบสท์เสริม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การช่วยเหลือที่สำคัญอีกอย่าง คือมาตรการดูแลจากรัฐ ซึ่ง ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร เสนอ 2 แนวทางช่วยเหลือในรายงาน คือ หนึ่ง ต้องมีการเพิ่มการประชาสัมพันธ์ช่องทางช่วยเหลือ ทั้งของรัฐและองค์กรต่างๆ และสอง ขอความร่วมมือโรงแรม โฮสเทลที่ว่างอยู่ เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว อาจทำเป็นที่พักฉุกเฉินให้ผู้ถูกกระทำ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงเจอความรุนแรงได้ </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/domestic-violence-during-pandemic/">เมื่ออยู่บ้านไม่ปลอดภัย ความรุนแรงในครอบครัวช่วงโควิดและการเข้าถึงความช่วยเหลือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>COVID-19 Survival Guide คู่มือเอาตัวรอดจากไวรัสฉบับกะทัดรัด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/covid-19-survival-guide/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Apr 2020 13:53:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสโคโรนา]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[Survival Guide]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือเอาตัวรอด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=94226</guid>

					<description><![CDATA[<p>Click Here To Download COVID-19 Survival Guide คลิกเพื่อดาวน์โหลด COVID-19 Survival Guide แทบจะไม่มีใครตอนนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เราทุกคนล้วนต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในสถานการณ์อันยากลำบาก คล้ายกำลังรับบทตัวเอกในภาพยนตร์ระทึกใจบางเรื่อง ในระหว่างที่บุคลากรทางการแพทย์ทุ่มเทแรงกายแรงใจรักษาผู้ป่วยอย่างสุดความสามารถ สิ่งที่พวกเราทุกคนพอทำได้คือการร่วมมือกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดให้เหลือน้อยที่สุด และนั่นเป็นที่มาของคู่มือ COVID-19 Survival Guide เล่มนี้ ที่ a day ตั้งใจทำแจกให้โหลดไปอ่านกันฟรีๆ โดยเราตั้งใจแนะนำเกร็ดความรู้ต่างๆ รวมถึงวิธีป้องกันและแนวทางการปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19 ซึ่งเราไม่อยากให้คุณอ่านแล้วรอดคนเดียว แต่อยากให้ช่วยกันส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องไปยังคนรอบตัวด้วย แล้วขอให้ทุกคนเอาตัวรอดจากวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/covid-19-survival-guide/">COVID-19 Survival Guide คู่มือเอาตัวรอดจากไวรัสฉบับกะทัดรัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div style="--aspect-ratio: 620/527;"><iframe loading="lazy" src="https://www.yumpu.com/xx/embed/view/gW8p9evEYyDFuz5r" width="620px" height="527px" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></div>
<style>
[style*="--aspect-ratio"] > :first-child {<br />  width: 100%;<br />}<br />[style*="--aspect-ratio"] > img {<br />  height: auto;<br />}<br />@supports (--custom:property) {<br />  [style*="--aspect-ratio"] {<br />    position: relative;<br />  }<br />  [style*="--aspect-ratio"]::before {<br />    content: "";<br />    display: block;<br />    padding-bottom: calc(100% / (var(--aspect-ratio)));<br />  }<br />  [style*="--aspect-ratio"] > :first-child {<br />    position: absolute;<br />    top: 0;<br />    left: 0;<br />    height: 100%;<br />  }  </style>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/survival-FINAL.pdf" target="_blank" rel="noopener">Click Here To Download COVID-19 Survival Guide</a></strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/survival-FINAL.pdf" target="_blank" rel="noopener">คลิกเพื่อดาวน์โหลด COVID-19 Survival Guide</a></strong></p>
<p>แทบจะไม่มีใครตอนนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เราทุกคนล้วนต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในสถานการณ์อันยากลำบาก คล้ายกำลังรับบทตัวเอกในภาพยนตร์ระทึกใจบางเรื่อง</p>
<p>ในระหว่างที่บุคลากรทางการแพทย์ทุ่มเทแรงกายแรงใจรักษาผู้ป่วยอย่างสุดความสามารถ สิ่งที่พวกเราทุกคนพอทำได้คือการร่วมมือกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดให้เหลือน้อยที่สุด และนั่นเป็นที่มาของคู่มือ <strong>COVID-19 Survival Guide</strong> เล่มนี้ ที่ a day ตั้งใจทำแจกให้โหลดไปอ่านกันฟรีๆ</p>
<p>โดยเราตั้งใจแนะนำเกร็ดความรู้ต่างๆ รวมถึงวิธีป้องกันและแนวทางการปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19 ซึ่งเราไม่อยากให้คุณอ่านแล้วรอดคนเดียว แต่อยากให้ช่วยกันส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องไปยังคนรอบตัวด้วย แล้วขอให้ทุกคนเอาตัวรอดจากวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/covid-19-survival-guide/">COVID-19 Survival Guide คู่มือเอาตัวรอดจากไวรัสฉบับกะทัดรัด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
