<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>The Magic of Paper &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/series/the-magic-of-paper/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/series/the-magic-of-paper/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 02 Aug 2021 09:09:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>คุยกับสองคนสำคัญจากสถาบันเกอเธ่ ผู้อยู่เบื้องหลังวรรณกรรมเยอรมันแปลไทยที่คุณเคยอ่าน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/goethe-institut/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Jul 2021 10:32:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[The Magic of Paper]]></category>
		<category><![CDATA[literature]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรมเยอรมัน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Book Festival 2021]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[Goethe Institut]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>
		<category><![CDATA[German]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Book Festival]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเกอเธ่]]></category>
		<category><![CDATA[library]]></category>
		<category><![CDATA[เกอเธ่]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรมแปล]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหรรมสิ่งพิมพ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=140116</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราเชื่อว่าผู้อ่าน a day หลายคนรู้จัก Goethe-Institut หรือสถาบันเกอเธ่อยู่แล้ว ขอเดาแบบหว่านแหกว้างๆ ว่า หากไม่ใช่เพราะคุณเป็นนักเรียนภาษาเยอรมัน คุณก็คงเป็นคอหนังที่เคยไปดูภาพยนตร์เยอรมันหาดูยากในงาน Open Air Kino ที่ทางสถาบันจัดขึ้นต่อเนื่องหลายปีจนเป็นซิกเนเจอร์ แต่นอกจากสองเหตุผลที่ว่ามาแล้ว รู้ไหมว่าเกอเธ่ยังทำหน้าที่เผยแพร่วัฒนธรรมเยอรมันในมิติอื่นๆ อีก เช่น การดนตรี การละคร และวรรณกรรมเยอรมัน&#160;&#160; ซึ่งเป็นอย่างหลังสุดที่พาให้เราได้มาคุยกับ นิกกี้–สิริรัตน์ ติณะรัตน์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและห้องสมุด และ Gabi–Gabriele Sander ที่ปรึกษาด้านข้อมูลและห้องสมุดระดับภูมิภาคแห่งสถาบันเกอเธ่ ในโอกาสที่พวกเขาเป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงสำคัญเบื้องหลัง Bangkok Book Festival 2021 ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในรูปแบบออนไลน์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา&#160; Goethe Institut หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลงเมื่อไหร่ เราจะได้ไปเยี่ยมเยียนสถาบันเกอเธ่เพื่อชม Book Zoo Exhibition นิทรรศการว่าด้วยศาสตร์และศิลป์แห่งการพิมพ์หนังสือ รวมทั้งชมภาพยนตร์คัดสรรที่บอกเล่าแง่มุมและมนตร์ขลังแห่งกระดาษ ตรงตามคอนเซปต์ The Magic of Paper ของเทศกาลในปีนี้ อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเพียงภาพเบื้องหน้าที่เราเห็นชัดๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/goethe-institut/">คุยกับสองคนสำคัญจากสถาบันเกอเธ่ ผู้อยู่เบื้องหลังวรรณกรรมเยอรมันแปลไทยที่คุณเคยอ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เราเชื่อว่าผู้อ่าน a day หลายคนรู้จัก Goethe-Institut หรือสถาบันเกอเธ่อยู่แล้ว ขอเดาแบบหว่านแหกว้างๆ ว่า หากไม่ใช่เพราะคุณเป็นนักเรียนภาษาเยอรมัน คุณก็คงเป็นคอหนังที่เคยไปดูภาพยนตร์เยอรมันหาดูยากในงาน Open Air Kino ที่ทางสถาบันจัดขึ้นต่อเนื่องหลายปีจนเป็นซิกเนเจอร์</p>



<p>แต่นอกจากสองเหตุผลที่ว่ามาแล้ว รู้ไหมว่าเกอเธ่ยังทำหน้าที่เผยแพร่วัฒนธรรมเยอรมันในมิติอื่นๆ อีก เช่น การดนตรี การละคร และวรรณกรรมเยอรมัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ซึ่งเป็นอย่างหลังสุดที่พาให้เราได้มาคุยกับ<strong> นิกกี้–สิริรัตน์ ติณะรัตน์</strong> หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและห้องสมุด และ <strong>Gabi–Gabriele Sander </strong>ที่ปรึกษาด้านข้อมูลและห้องสมุดระดับภูมิภาคแห่งสถาบันเกอเธ่ ในโอกาสที่พวกเขาเป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงสำคัญเบื้องหลัง <a href="https://adaymagazine.com/bangkok-book-festival-2021" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>Bangkok Book Festival 2021</strong></a> ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในรูปแบบออนไลน์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/DSC6443-1024x683.jpeg" alt="" class="wp-image-140465" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/DSC6443-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/DSC6443-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/DSC6443-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/DSC6443-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/DSC6443-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/DSC6443-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/DSC6443-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/DSC6443.jpeg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1008" height="756" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/cprivate-edited-1.png" alt="" class="wp-image-140502" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/cprivate-edited-1.png 1008w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/cprivate-edited-1-300x225.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/cprivate-edited-1-768x576.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/cprivate-edited-1-600x450.png 600w" sizes="(max-width: 1008px) 100vw, 1008px" /></figure>



<p><span style="display: none;">Goethe Institut </span>หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลงเมื่อไหร่ เราจะได้ไปเยี่ยมเยียนสถาบันเกอเธ่เพื่อชม Book Zoo Exhibition นิทรรศการว่าด้วยศาสตร์และศิลป์แห่งการพิมพ์หนังสือ รวมทั้งชมภาพยนตร์คัดสรรที่บอกเล่าแง่มุมและมนตร์ขลังแห่งกระดาษ ตรงตามคอนเซปต์ The Magic of Paper ของเทศกาลในปีนี้</p>



<p>อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเพียงภาพเบื้องหน้าที่เราเห็นชัดๆ ว่าสถาบันเกอเธ่มีส่วนร่วมกับอีเวนต์นี้ยังไง แต่เบื้องหลังยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่นิกกี้และกาบี้ขับเคลื่อนมาโดยตลอด นั่นคือการสนับสนุนให้เกิด<a href="https://www.goethe.de/ins/th/th/m/kul/bib/uef/gef.html">การแปลวรรณกรรมเยอรมันเป็นภาษาไทย</a>&nbsp;</p>



<p>ทำไมสถาบันเกอเธ่ถึงให้ความสำคัญกับวรรณกรรม, วัฒนธรรมการอ่านของคนเยอรมันเป็นยังไง, อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในเยอรมันที่เป็นต้นธารของงานหนังสือที่สำคัญที่สุดในโลกอย่าง Frankfurt Book Fair ยังแข็งแรงและสามารถเติบโตต่อในยุคดิจิทัลได้เพราะอะไร นิกกี้และกาบี้พร้อมเล่าให้ฟังแล้ว</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">อะไรทำให้เกอเธ่ตัดสินใจสนับสนุนงาน Bangkok Book Festival ในครั้งนี้</h4>



<p><strong>นิกกี้ :</strong> จริงๆ แล้วเกอเธ่เป็นพาร์ตเนอร์ของงานนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่จัดเมื่อปี 2015 เมื่อก่อนยังไม่ค่อยมีงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวรรณกรรมหรือการออกแบบหนังสือ พอเราเห็นโปรแกรมที่เขาส่งมาชวนก็อยากเข้าร่วมทันที เพราะมันไม่ใช่แค่วรรณกรรม แต่ยังมีกิจกรรม มีเวิร์กช็อปให้คนเข้าร่วมด้วย ลักษณะมันคล้ายกับเฟสติวัลหนังสือของเยอรมนีที่เขาไม่ได้เน้นแค่การขาย แต่มีเนื้อหา มีอีเวนต์อื่นๆ ให้คนมีส่วนร่วม </p>



<p>อีกอย่างคือการได้เข้าร่วมเฟสติวัลแบบนี้ทำให้เราได้รู้จักคนมากขึ้น บางคนเราไม่มีทางไปรู้จักหรือหาเจอผ่านอินเทอร์เน็ตได้ และเราก็ได้อัพเดตไปด้วยว่าตอนนี้แวดวงดีไซน์ไทยมีอะไรใหม่ๆ ตอนนี้นักเขียนเขาคุยกันเรื่องอะไร เราได้ข้อมูลและได้เรียนรู้เพิ่มเติมสำหรับการทำงานของเราไปด้วย เช่นบางทีอาจมีทางเยอรมนีถามมาว่ามีนักเขียนไทยหรือคนทำหนังไทยคนไหนที่น่าสนใจบ้าง เราก็จะแนะนำได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-140503" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210591393_4112640432147708_3191963756130590848_n.jpg 1875w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ถ้าเทียบกับวงการอื่นๆ วงการวรรณกรรมถือว่าค่อนข้าง niche ทีเดียว เกอเธ่เห็นความสำคัญอะไรในแวดวงนี้</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> ฉันคิดว่าหนังสือสามารถส่งต่อวัฒนธรรมได้&nbsp; ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่สิ่งพิมพ์ แต่ยังรวมไปถึงอีบุ๊กด้วย อย่างการสนับสนุนให้แปลหนังสือนั้นก็เพื่อให้คนกระโจนเข้าสู่วัฒนธรรมใหม่ๆ ส่วนตัวฉันเองอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่ฉันก็ดีใจที่หนังสือภาษาไทยบางเล่มถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งฉันไม่ดีใจเท่าไหร่นะที่มีหนังสือภาษาไทยถูกแปลเป็นภาษาเยอรมันน้อยมาก แต่นั่นแหละ อย่างน้อยฉันก็สามารถสัมผัสแนวคิดที่แตกต่างผ่านหนังสือแปลได้ และนั่นก็ทำให้มุมมองของฉันกว้างขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading">แต่ถึงอย่างนั้น การแปลวรรณกรรมภาษาเยอรมันเป็นภาษาไทยที่มีคนใช้แค่ประเทศเดียวก็อาจดูไม่คุ้มค่านัก เมื่อเทียบกับการแปลเป็นภาษาที่มีคนใช้เยอะอย่างสเปนหรือจีน</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> ฉันคิดว่ามันคุ้มค่าอยู่แล้วที่จะทำ ถ้าคุณไปคุยกับนักแปลมืออาชีพ เขาจะเห็นด้วยว่าการแปลจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งโดยตรงนั้นดีกว่าการแปลโดยมีตัวกลาง เช่น การแปลจากเยอรมันเป็นอังกฤษแล้วแปลจากอังกฤษเป็นไทยอีกที เพราะคุณจะสูญเสียอะไรบางอย่างไประหว่างทาง อาจเป็นบรรยากาศบางอย่างหรือถ้อยคำบางคำ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Book-recommendation2-1-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-140468" width="513" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Book-recommendation2-1-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Book-recommendation2-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Book-recommendation2-1-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Book-recommendation2-1-1025x1536.jpg 1025w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Book-recommendation2-1-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Book-recommendation2-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Book-recommendation2-1.jpg 1367w" sizes="(max-width: 513px) 100vw, 513px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทำไม Bangkok Book Festival ซึ่งชื่อก็จั่วหัวว่ากรุงเทพฯ และจัดในประเทศไทย ถึงได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเยอรมัน</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> ประเทศเยอรมนีมีวัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแรงมาก และอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ของเราก็แข็งแรงมากเช่นกัน เรามีงานหนังสือขนาดใหญ่สองงาน คือ Frankfurt Book Fair และ Leipzig Book Fair นักการเมือง คนทำงานสาขาอาชีพต่างๆ หรือคนทั่วไปล้วนเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมการอ่านและอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสำคัญในเชิงธุรกิจ แต่ยังรวมถึงความรื่นรมย์ในชีวิตด้วย อย่างงาน Leipzig Book Fair นั้นเป็นงานที่คนทั้งเมืองจะรื่นเริงไปกับงานนี้ด้วยกันทั้งสัปดาห์</p>



<p><strong>นิกกี้ :</strong> ใช่ มันยอดเยี่ยมและน่าเซอร์ไพรส์มาก ถ้าคุณไปเมืองไลพ์ซิชในช่วงเวลาที่มีเฟสติวัลละก็ ในรถรางหรือ S-Bahn จะมีการบอกทางไปเฟสติวัล มันไม่ใช่แค่สำนักพิมพ์หรือคนขายหนังสือที่ช่วยกันจัดงานนี้ แต่เป็นเมืองทั้งเมืองที่ช่วยกันโปรโมตงานนี้ </p>



<p><strong>กาบี้ :</strong> สัปดาห์นั้นหนังสือจะเป็นเหมือนศูนย์กลางของทุกอย่าง ห้องสมุดสาธารณะก็จัดกิจกรรม ห้องสมุดเอกชนหรือภาคเอกชนอื่นๆ ก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-1024x768.jpeg" alt="" class="wp-image-140486" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-1024x768.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-600x450.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair.jpeg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-lit-fest-poster-in-town-1024x768.jpeg" alt="" class="wp-image-140483" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-lit-fest-poster-in-town-1024x768.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-lit-fest-poster-in-town-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-lit-fest-poster-in-town-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-lit-fest-poster-in-town-600x450.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair-lit-fest-poster-in-town.jpeg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">นั่นทำให้เราสงสัยว่าเยอรมนีทำยังไงให้วัฒนธรรมการอ่านแข็งแรงได้ขนาดนั้น เผื่อว่าพวกเราคนไทยจะได้เรียนรู้และลองทำดูบ้าง</h4>



<p><strong>กาบี้ : </strong>ส่วนตัวฉันคิดว่าพ่อแม่มีส่วนสำคัญมากๆ หากพวกเขาเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ยังเล็ก ต่อให้ลูกยังพูดไม่ได้ แต่การได้ฟังและได้ตื่นตาตื่นใจไปกับเรื่องเล่าต่างๆ จะทำให้เด็กๆ รักการอ่าน และพวกเขาจะอ่านหนังสือด้วยตัวเองเมื่อโตขึ้น ซึ่งไม่สำคัญเลยว่าจะเป็นหนังสือเล่มหรืออีบุ๊ก</p>



<p>นอกจากนี้ห้องสมุดสาธารณะและโรงเรียนก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ที่เยอรมนีมีห้องสมุดสาธารณะที่ดีมากๆ และหน้าที่สำคัญของห้องสมุดเหล่านั้นก็คือการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ส่วนในโรงเรียนอนุบาลก็มักจะมีการประกวดหรืออีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับการอ่านอยู่เสมอ มันจึงไม่ใช่แค่ชวนเด็กมาอ่านหนังสือ แต่เป็นการชวนทำกิจกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนั้นๆ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ภาพรวมของวัฒนธรรมการอ่านในเยอรมนีเป็นยังไง คนเยอรมันชอบอ่านหนังสือเป็นเล่มไหม</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> ฉันเพิ่งอ่านรายงานที่จัดทำโดย German book trade market มาพอดี โดยทั่วไปคนเยอรมันจะเลือกอ่านหนังสือในรูปแบบเล่มหรืออีบุ๊กนั้นขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการอ่าน หากอ่านเพื่อศึกษาเรียนรู้อะไรบางอย่าง พวกเขาจะเลือกอ่านแบบอีบุ๊กมากกว่า กลับกันหากอ่านเพื่อความรื่นรมย์ คนจะเลือกอ่านแบบเป็นเล่มมากกว่า และข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือหนังสือเด็กมักจะติดท็อปประเภทหนังสือเล่มยอดนิยมอยู่เสมอ</p>



<p>ประเภทหนังสือยอดนิยมในเยอรมนีคือ non-fiction เมื่อก่อนคนจะชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์และหนังสือเกี่ยวกับสังคม แต่ในปัจจุบันโดยเฉพาะช่วงสองปีที่เราอยู่กับไวรัสโคโรนา คนหันมาอ่านเรื่องเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์​ และการแพทย์มากขึ้น ส่วนประเภทหนังสือที่ได้รับความนิยมลดลงคือไกด์นำเที่ยว ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าเพราะอะไร</p>



<p>อีกข้อมูลที่ฉันคิดว่าน่าสนใจมากคือ นักอ่านกลุ่มอายุ 10-19 และ 20-29 ปี สนใจอ่านและซื้อหนังสือมากขึ้น ชัดเจนเลยว่าหนังสือยังคงดึงดูดความสนใจคนได้ดี ด้วยความที่มันเรียกร้องให้คุณใช้เวลาจดจ่ออยู่กับมัน คือเราอ่านเรื่องราวบางอย่างบนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตอยู่เสมอก็จริง แต่มักเป็นการอ่านข่าว อ่านบทความชิ้นนั้นชิ้นนี้ เราไม่ได้ใช้เวลาจดจ่อมันแบบเดียวกับที่จดจ่อหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มหรืออีบุ๊กก็ตาม หนังสือทำให้คุณมีอะไรทำไปพักใหญ่ๆ ซึ่งคนต้องการกิจกรรมแบบนี้มากขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา</p>



<p>อ้อ และคนยังดาวน์โหลดหนังสือเสียงมากขึ้น เพื่อที่จะมีอะไรฟังยาวนานกว่าการฟังรายการพ็อดแคสต์ที่ไม่ยาวเท่า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Goethe-library-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-140473" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Goethe-library-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Goethe-library-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Goethe-library-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Goethe-library-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Goethe-library-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/Goethe-library.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">เยอรมนีเป็นเจ้าบ้านจัดงานเฟสติวัลหนังสือที่สำคัญระดับโลก แถมวัยรุ่นก็หันมาอ่านหนังสือมากขึ้น แสดงว่าประโยคที่ว่า print is dead ไม่เป็นจริงเลยในเยอรมนี&nbsp;</h4>



<p><strong>กาบี้ : </strong>ไม่จริงเลยสักนิด จากตัวเลขในรายงาน สองสามปีที่ผ่านมาอัตราการอ่านอีบุ๊กเพิ่มขึ้นมากก็จริง คือเพิ่มจาก 4 เปอร์เซ็นต์ขึ้นมาเป็น 5.9 เปอร์เซ็นต์ของการอ่านทั้งหมด แต่ว่าตัวเลขนอกเหนือ 5.9 เปอร์เซ็นต์นั้นคือการอ่านหนังสือเล่มทั้งนั้นเลย ฉันคิดว่าแม้เราจะมีอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ มากมาย แต่ผู้คนโหยหาการสัมผัส ซึ่งรวมถึงการได้หยิบจับสิ่งพิมพ์ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือนิตยสารก็ตาม</p>



<h4 class="wp-block-heading">ในเมื่อคนเยอรมันยังชอบอ่านหนังสือเล่มมากกว่า อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์เยอรมันน่าจะเฟื่องฟูมากเลยทีเดียว</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> แม้ในภาพรวมอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์จะหดตัวลงไม่มากนัก และหากดูเทียบกับอุตสาหรรมอื่นๆ สิ่งพิมพ์ก็ถือว่าค่อนข้างมั่นคง แต่ก็มีมุมที่ต้องดิ้นรนเหมือนกัน เช่น มีการพิมพ์หนังสือใหม่ๆ น้อยลง แปลหนังสือใหม่ๆ น้อยลง โดยหนังสือที่ตีพิมพ์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดคือไกด์นำเที่ยวตามที่ฉันพูดถึงก่อนหน้านี้&nbsp;</p>



<p>ด้านร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กก็ต้องดิ้นรนอย่างหนัก เยอรมนีเองก็มีการล็อกดาวน์เหมือนกัน ดังนั้นร้านหนังสืออิสระจึงต้องปรับตัวมาขายออนไลน์และต้องลงทุนกับการจัดส่งหนังสือให้ลูกค้า ซึ่งทำให้พวกเขามีต้นทุนสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนที่ลูกค้ามาซื้อที่หน้าร้าน&nbsp;</p>



<p>จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงที่เยอรมนีมีร้านหนังสืออิสระจำนวนมาก และคนรักหนังสือก็ชอบไปร้านหนังสืออิสระมากกว่า พวกเขาตั้งใจสนับสนุนร้านหนังสือเล็กๆ โดยการซื้อหนังสือจากร้านเล็กๆ เท่านั้น ก่อนหน้านี้ร้านหนังสืออิสระจึงไม่ได้มีการขายออนไลน์กันมากนัก แต่สถานการณ์ก็ทำให้พวกเขาต้องปรับตัวอย่างที่บอก โดยตัวเลขในรายงานบอกว่าร้านหนังสืออิสระขายหนังสือออนไลน์กันมากขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ Amazon เติบโตจากการขายหนังสือออนไลน์เพียง 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น </p>



<p>ดังนั้นในภาพรวม วงการสิ่งพิมพ์และร้านหนังสือค่อนข้างมั่นคงเลยทีเดียว นับเป็นเรื่องดี ฉันคิดว่าในอนาคตพวกเขาจะพัฒนาได้อีก และพร้อมที่จะเปิดให้บริการอย่างเต็มที่อีกครั้งเมื่อเวลามาถึง ซึ่งรวมไปถึงการกลับมาจัดกิจกรรมต่างๆ ด้วย พูดได้ว่าอนาคตของพวกเขาไม่ได้มืดมนเลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair_gutenberg-booth-1024x768.jpeg" alt="" class="wp-image-140485" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair_gutenberg-booth-1024x768.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair_gutenberg-booth-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair_gutenberg-booth-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair_gutenberg-booth-600x450.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair_gutenberg-booth.jpeg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair2-1024x768.jpeg" alt="" class="wp-image-140487" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair2-1024x768.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair2-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair2-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair2-600x450.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/leiziger-bookfair2.jpeg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ฉันสงสัยว่าคนเยอรมันโดยทั่วไปคิดว่าหนังสือเป็นของหรูหราไหม อย่างในไทยเรามีห้องสมุดไม่มาก ถ้าเราอยากเข้าถึงหนังสือ เราก็ต้องซื้อ ซึ่งราคาหนังสือในไทยก็ถือว่าไม่ใช่น้อยๆ เลยหากเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> ที่เยอรมนีหนังสือที่ตีพิมพ์อย่างประณีตก็ไม่ได้มีราคาถูกหรอกนะ แต่ถ้าพูดถึงหนังสือทั่วๆ ไป เช่น นิยายสืบสวนสอบสวน ก็ถือว่าเข้าถึงง่ายมากๆ ราคาประมาณซื้อตั๋วดูหนัง 1 เรื่อง ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกันแบบนี้ ส่วนตัวฉันคิดว่าการซื้อหนังสือถือว่าถูกกว่า เพราะคุณจะได้ใช้เวลากับมันนานกว่าการดูหนัง อย่างน้อยๆ เล่มหนึ่งก็ต้องสัก 2-3 วัน</p>



<p>แต่ก็แน่นอนว่ายังมีคนเยอรมันบางส่วนที่ไม่สามารถซื้อหนังสือได้อยู่ดี นั่นเป็นสาเหตุที่เรามีห้องสมุดสาธารณะที่คุณสามารถแวะเข้าไปยืมหนังสือได้ง่ายๆ เลย</p>



<p>และมีสิ่งหนึ่งที่ฉันชอบมาก มันกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในเยอรมนี นั่นคือแนวคิดเรื่องการแบ่งปันข้าวของซึ่งรวมถึงการแบ่งปันหนังสือด้วย ในเมืองใหญ่ๆ ถ้าคุณไปตามสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เช่น สี่แยกไฟแดง คุณจะเจอชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือที่มีคนมาวางไว้ให้ฟรีๆ คุณสามารถเลือกหยิบเล่มที่สนใจไปอ่านได้เลย แล้วหลังจากนั้นคุณอาจจะเอาหนังสือเล่มนั้นไปวางคืนที่ชั้นหนังสือในย่านอื่นก็ได้ ฉันชอบไอเดียนี้มากๆ เพราะต่อให้คุณชอบหนังสือแค่ไหน แต่มันจะมีจุดหนึ่งที่ชั้นหนังสือแน่นเกินไป แล้วคุณก็ต้องกำจัดมันออกไปเสียบ้าง สิ่งที่คุณไม่ต้องการแล้วอาจจะยังน่าสนใจและมีประโยชน์กับคนอื่นก็ได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">หากไม่ติดช่วงโควิด-19 เราคงจะได้ชมนิทรรศการ Book Zoo Exhibition ที่ว่าด้วยรายละเอียดต่างๆ ของการผลิตหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษหรือการเข้าเล่ม คุณคิดว่าการออกแบบหนังสือสำคัญยังไง</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> สำหรับฉัน การทำหนังสือมีอะไรมากกว่าเนื้อหาข้างใน มันยังมีเรื่องกระดาษที่เลือกใช้ เรื่องหน้าปก ซึ่งสำนักพิมพ์หรือนักออกแบบย่อมมีเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมถึงเลือกวัสดุหรือดีไซน์เหล่านั้น ฉันเคยเจอนักออกแบบหนังสือชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง เธอทำกระดาษใช้เองเลยด้วยซ้ำ ฉันจึงมองว่าการออกแบบหนังสือมีความเฉพาะตัวมากๆ และเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/BBF2016-Exhibition-Jakob-Hinrichs_Goethe-Institut-Thailand_Wichapol-Polpitakchai-1024x683.jpeg" alt="" class="wp-image-140466" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/BBF2016-Exhibition-Jakob-Hinrichs_Goethe-Institut-Thailand_Wichapol-Polpitakchai-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/BBF2016-Exhibition-Jakob-Hinrichs_Goethe-Institut-Thailand_Wichapol-Polpitakchai-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/BBF2016-Exhibition-Jakob-Hinrichs_Goethe-Institut-Thailand_Wichapol-Polpitakchai-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/BBF2016-Exhibition-Jakob-Hinrichs_Goethe-Institut-Thailand_Wichapol-Polpitakchai-1536x1024.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/BBF2016-Exhibition-Jakob-Hinrichs_Goethe-Institut-Thailand_Wichapol-Polpitakchai-2048x1365.jpeg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/BBF2016-Exhibition-Jakob-Hinrichs_Goethe-Institut-Thailand_Wichapol-Polpitakchai-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/BBF2016-Exhibition-Jakob-Hinrichs_Goethe-Institut-Thailand_Wichapol-Polpitakchai-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/BBF2016-Exhibition-Jakob-Hinrichs_Goethe-Institut-Thailand_Wichapol-Polpitakchai-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/BBF2016-Exhibition-Jakob-Hinrichs_Goethe-Institut-Thailand_Wichapol-Polpitakchai-360x240.jpeg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">จะว่าไป ฉันอยากรู้ว่าในเมื่อเยอรมนีเป็นประเทศต้นกำเนิดของแท่นพิมพ์กูเทินแบร์ค สิ่งประดิษฐ์ชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์โลก คนเยอรมันโดยทั่วไปรู้สึกภาคภูมิใจกับเรื่องนี้ไหม</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> ฉันหวังว่าจะภูมิใจนะ (หัวเราะ) ถ้าพูดจากมุมของฉันซึ่งเป็นนักอ่านอยู่แล้ว ฉันว่ามันพิเศษมากที่เรามีประวัติศาสตร์การพิมพ์หนังสืออันยาวนาน แม้เราจะไม่ใช่ชนชาติแรก เพราะชนชาติแรกที่มีแท่นพิมพ์คือจีน แต่เมื่อมีแท่นพิมพ์กูเทินแบร์ค เราก็ใช้เวลาในการผลิตหนังสือน้อยลง หนังสือราคาถูกลง และกระจายออกไปได้กว้างขวางขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงสิ่งพิมพ์ได้มากขึ้น จากเดิมที่เมื่อก่อนมีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีหนังสือได้ อย่างน้อยๆ นั่นก็เป็นสิ่งที่เราควรภูมิใจนะ</p>



<h4 class="wp-block-heading">พูดได้ว่าแท่นพิมพ์กูเทินแบร์คทำให้ผู้คนเข้าถึงหนังสือได้อย่างเท่าเทียม</h4>



<p><strong>กาบี้ : </strong>แน่นอน และเมื่อมีแท่นพิมพ์กูเทินแบร์ค อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ก่อนหน้านั้นเรามีการผลิตหนังสือแล้วก็จริง แต่การพิมพ์จำนวนมากในระดับอุตสาหกรรมและการกระจายหนังสือจำนวนมากเพิ่งจะเกิดขึ้นหลังมีแท่นพิมพ์กูเทินแบร์คเท่านั้นเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-140504" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/210688268_4112640425481042_7424844362800639208_n.jpg 1875w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์เป็นแวดวงที่คนเยอรมันรุ่นใหม่อยากเข้าไปทำงานไหม</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> หากพูดถึงการพิมพ์ด้วยแท่นพิมพ์โบราณนั้นคงเป็นสิ่งที่มีเฉพาะคนรักหนังสือหรืองานศิลปะที่สนใจ แต่ถ้าพูดถึงการพิมพ์ด้วยแท่นพิมพ์ดิจิทัลละก็ ยังมีคนที่หลงใหลมันอยู่ เพราะการพิมพ์ดิจิทัลนั้นเปิดโอกาสให้ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เช่น หากคุณได้เห็นโรงพิมพ์ของ <a href="https://documentaryclubthailand.com/vod/movie/info/36" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Steidl</a> คุณจะเห็นว่าเขามีมาตรฐานคุณภาพการพิมพ์ที่สูงมาก คนอย่างสไตเดิลรู้วิธีดึงเอาประสิทธิภาพของแท่นพิมพ์มาใช้ได้อย่างเต็มที่</p>



<h4 class="wp-block-heading">สไตเดิลเป็นตัวอย่างของคนทำหนังสือชั้นครูที่ใครๆ ก็รู้จัก ในแวดวงสิ่งพิมพ์เยอรมันมีคนรุ่นใหม่มาแรงบ้างไหม</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> ฉันว่า <a href="https://gestalten.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">gestalten</a> เป็นสำนักพิมพ์ที่น่าสนใจมาก เพราะเขาทดลองรูปแบบการพิมพ์ใหม่ๆ ไซส์ใหม่ๆ อาว็อง-การ์ดมากๆ ลองไปดูงานของพวกเขานะ มีหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading">คำถามสุดท้าย สำหรับงาน Bangkok Book Festival ปีนี้ คุณอยากให้คนร่วมงานได้อะไรกลับไป หรือได้เรียนรู้อะไรบ้าง&nbsp;</h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> ลืมเรื่องการเรียนรู้ไปเถอะ แค่รู้สึกสนุกก็พอแล้ว แค่ได้เห็นอะไรใหม่ๆ ได้สงสัยในสิ่งใหม่ๆ หรือแค่ได้มีอะไรทำมากขึ้น เพราะได้อ่านหนังสือหรือดูนิตยสารใหม่ๆ ก็พอแล้ว ฉันคิดว่าการเรียนรู้ไม่สำคัญเลยในบริบทนี้</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>3 วรรณกรรมเยอรมันแปลไทยที่นิกกี้และกาบี้แนะนำ</strong></h3>



<p>เพราะสถาบันเกอเธ่ให้การสนับสนุนการแปลวรรณกรรมเยอรมันเป็นภาษาไทยไว้หลายเล่ม เราจึงขอให้นิกกี้และกาบี้แนะนำ 3 เล่มที่นักอ่านไทยพลาดไม่ได้จริงๆ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation1-713x1024.jpg" alt="" class="wp-image-140467" width="535" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation1-713x1024.jpg 713w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation1-209x300.jpg 209w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation1-768x1102.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation1-600x861.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation1.jpg 1045w" sizes="(max-width: 535px) 100vw, 535px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">1. แวร์เธ่อร์ระทม</h4>



<p><strong>นิกกี้ :</strong> คนเขียนเรื่องนี้คือเกอเธ่ เจ้าของชื่อสถาบันเรานี่แหละ หนึ่งในอาชีพของเขาคือเป็นนักเขียนนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ เรื่องนี้ตอนที่ปล่อยออกมาก็คือโด่งดังมากในยุโรป มันเป็นนิยายรักที่เศร้านิดหนึ่งแต่แฝงไปด้วยปรัชญา ซึ่งเกอเธ่เขียนในลักษณะของจดหมาย มันเลยอ่านง่าย อาจารย์ถนอมนวล โอเจริญ แปลไว้ดีมากด้วย เป็นหนังสือที่เก่าแล้ว อาจจะหายาก แต่มีที่ห้องสมุดเกอเธ่</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-140469" width="768" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/book-recommendation2-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">2. เล่มไหนก็ได้ของแฟร์ดินันด์ ฟอน ชีรัค</h4>



<p><strong>นิกกี้ :</strong> ก่อนจะเป็นนักเขียน ชีรัคเป็นทนายว่าความฝั่งจำเลยมาก่อน สิ่งที่เขาเขียนก็เลยมีบางส่วนที่ based on คดีที่เขาเคยทำ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องแต่งนะ งานของชีรัคน่าอ่านตรงที่มันตื่นเต้นเพราะเป็นเรื่องของคดีความ การตัดสิน และการสืบสวนสอบสวน ซึ่งหลายๆ เคสมันจบแบบหักมุม อ่านง่ายเพราะเป็นเรื่องสั้น มีทั้งเรื่องดาร์กและเรื่องขำๆ ปนกันไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-138539" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">3. <a href="https://adaymagazine.com/love-in-five-acts/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน</a></h4>



<p><strong>กาบี้ :</strong> งานชิ้นนี้ของดาเนียลา เครียน น่าสนใจมาก มันเป็นหนังสือร่วมสมัย เธอจะค่อยๆ เล่าโดยนำคุณจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง เป็นเล่มที่ฉันชอบอ่านเป็นการส่วนตัว ปกติฉันเป็นนักอ่านชิลล์ๆ คนหนึ่ง ถ้าอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วไม่ชอบ ฉันจะไม่บังคับให้ตัวเองอ่านจนจบ แต่สำหรับเครียน ฉันว่ามันน่าทึ่งมาก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/goethe-institut/">คุยกับสองคนสำคัญจากสถาบันเกอเธ่ ผู้อยู่เบื้องหลังวรรณกรรมเยอรมันแปลไทยที่คุณเคยอ่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชุดวรรณกรรมราคาประหยัด โปรเจกต์จาก BBF 2021 ที่อยากให้คนไทยได้อ่านวรรณกรรมถูกและดี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bbf-low-price-special-book-set/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Jul 2021 17:19:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[The Magic of Paper]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Book Festival]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[BBF 2021]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[คนทำหนังสือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=139225</guid>

					<description><![CDATA[<p>วรรณกรรม ประเทศที่มีความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมย่อมมองเห็นคุณค่าของการอ่านและหนังสือ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นประเทศอย่างอังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฯลฯ จัดเทศกาลหนังสือประจำปีกันอย่างต่อเนื่อง แถมยังนำเสนอประเด็นทางวรรณกรรมกันอย่างหลากหลายและคึกคัก ถึงรัฐจะไม่ได้สนับสนุน แต่ในไทยก็มีคนที่เห็นความสำคัญของเทศกาลเช่นนี้ เช่น กลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาจัดเทศกาลหนังสือกรุงเทพมหานคร หรือ Bangkok Book Festival (BBF) ที่ชูโรงเรื่องคุณค่าของหนังสือและการอ่านโดยเฉพาะด้านวรรณกรรม รวมถึงเน้นสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของคนทำงานหนังสือ ทั้งมิติของศิลปินและนักวิชาการผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบ เช่น นิทรรศการ เสวนา เวิร์กช็อป การฉายหนัง และพื้นที่จำหน่ายสินค้า งานนี้จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2015 ครั้งที่ 2 ในปีถัดมา และเว้นห่างถึง 5 ปีก่อนจะกลับมาในปีนี้กับธีม ‘The Magic of Paper’ หรือ ‘มนตราแห่งกระดาษ’ นอกจากการร่วมมือกันของเหล่าสำนักพิมพ์และคนทำงานสิ่งพิมพ์แล้ว BBF 2021 ยังได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์กรวัฒนธรรมต่างประเทศเพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจและส่งเสริมวงการหนังสือและการอ่านในสังคมไทยให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมทั้งออฟไลน์และออนไลน์ที่ปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงาน หนึ่งในนั้นคือโปรเจกต์ ‘ชุดวรรณกรรมราคาประหยัด’ ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักอ่านจนได้รับกระแสตอบรับอย่างดีงาม เพราะไม่ใช่บ่อยๆ ที่เราจะได้เห็นสิ่งพิมพ์ยุคนี้มีราคาต่อเล่มไม่เกิน 200 บาท แถมยังออกแบบสวยงามน่าหยิบมาอ่าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bbf-low-price-special-book-set/">ชุดวรรณกรรมราคาประหยัด โปรเจกต์จาก BBF 2021 ที่อยากให้คนไทยได้อ่านวรรณกรรมถูกและดี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">วรรณกรรม</span></p>


<p>ประเทศที่มีความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมย่อมมองเห็นคุณค่าของการอ่านและหนังสือ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นประเทศอย่างอังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฯลฯ จัดเทศกาลหนังสือประจำปีกันอย่างต่อเนื่อง แถมยังนำเสนอประเด็นทางวรรณกรรมกันอย่างหลากหลายและคึกคัก</p>



<p>ถึงรัฐจะไม่ได้สนับสนุน แต่ในไทยก็มีคนที่เห็นความสำคัญของเทศกาลเช่นนี้ เช่น กลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาจัดเทศกาลหนังสือกรุงเทพมหานคร หรือ <a href="https://adaymagazine.com/bangkok-book-festival-2021/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Bangkok Book Festival (BBF)</a> ที่ชูโรงเรื่องคุณค่าของหนังสือและการอ่านโดยเฉพาะด้านวรรณกรรม รวมถึงเน้นสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของคนทำงานหนังสือ ทั้งมิติของศิลปินและนักวิชาการผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบ เช่น นิทรรศการ เสวนา เวิร์กช็อป การฉายหนัง และพื้นที่จำหน่ายสินค้า งานนี้จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2015 ครั้งที่ 2 ในปีถัดมา และเว้นห่างถึง 5 ปีก่อนจะกลับมาในปีนี้กับธีม ‘The Magic of Paper’ หรือ ‘มนตราแห่งกระดาษ’</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/20-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-139406" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/20-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/20-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/20-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/20-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/20-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/20-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/20-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/20-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>นอกจากการร่วมมือกันของเหล่าสำนักพิมพ์และคนทำงานสิ่งพิมพ์แล้ว BBF 2021 ยังได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์กรวัฒนธรรมต่างประเทศเพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจและส่งเสริมวงการหนังสือและการอ่านในสังคมไทยให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมทั้งออฟไลน์และออนไลน์ที่ปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงาน</p>



<p>หนึ่งในนั้นคือโปรเจกต์ ‘<a href="https://www.bangkokbookfestival.co/books-merch" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ชุดวรรณกรรมราคาประหยัด</a>’ ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักอ่านจนได้รับกระแสตอบรับอย่างดีงาม เพราะไม่ใช่บ่อยๆ ที่เราจะได้เห็นสิ่งพิมพ์ยุคนี้มีราคาต่อเล่มไม่เกิน 200 บาท แถมยังออกแบบสวยงามน่าหยิบมาอ่าน</p>



<p>ในคอลเลกชั่นประกอบด้วย 8 วรรณกรรมจาก 5 สำนักพิมพ์ ได้แก่ <em>บอด </em>โดย ฌูเซ่ ซารามากู (Library House), <em>จดหมายถึงพ่อ</em> โดย ฟรันซ์ คาฟคา (Library House), <em>ราโชมอน และเรื่องสั้นอื่นๆ</em> โดย ริวโนะสุเกะ อะคุตะงะวะ (สมมติ), <em>ยูโทเปีย</em> โดย เซอร์ โธมัส มอร์ (สมมติ), <em>เสื้อโค้ต</em> โดย นิโคไล โกโกล (สมมติ), <em>เรื่องลึกลับในห้องสมุด </em>โดย ฮารูกิ มูราคามิ (กำมะหยี่),<em> เทียนสีแดงของนางเงือก</em> โดย โองาวะ มิเม (JLIT) และ <em>ชำเรา</em> โดย พิราอร กรวีร์ (เม่นวรรณกรรม)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/28-1-683x1024.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139414" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/28-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/28-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/28-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/28-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/28-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/28-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>ด้วยเหตุนี้ เราจึงชวนกลุ่มบุคคลเบื้องหลังมาพูดคุยถึงที่มาที่ไป กระบวนการสร้างสรรค์ และสิ่งที่อยากเห็นในการจัดทำชุดวรรณกรรมราคาประหยัด ประกอบด้วย ทีมผู้จัดงาน BBF 2021 <strong>จ๊อก–ชัยพร อินทุวิศาลกุล </strong>จากโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ และ<strong> หน่อย–รังสิมา ตันสกุล</strong> ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Library House, <strong>อรรถ บุนนาค </strong>ผู้ก่อตั้ง JLIT (เจลิท) หนึ่งในสำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมโปรเจกต์, <strong>มีนา–ธีระศิลป์ คำปัน</strong> ผู้ติดต่อประสานงานระหว่างสำนักพิมพ์กับโรงพิมพ์ และ <strong>ใหม่–มานิตา ส่งเสริม </strong>กราฟิกดีไซเนอร์ผู้รับผิดชอบด้านการออกแบบของโปรเจกต์</p>



<p>ท่ามกลางช่วงเวลาที่ผู้คนบอกว่าหนังสือไทยราคาแพง อีกทั้งรัฐก็แทบจะไม่เคยสนับสนุนคนทำงาน การมีวรรณกรรมชุดนี้ออกมาจะสร้างผลแบบไหนในสังคม และในอนาคตเราจะมีโอกาสเห็นสำนักพิมพ์ทั่วไปทำหนังสือราคาประหยัดออกมาเหมือนเอดิชั่นของต่างประเทศหรือไม่ ลองไปคุยถึงความเป็นไปได้กับพวกเขากัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/25-3-1024x683.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139411" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/25-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/25-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/25-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/25-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/25-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/25-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/25-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/25-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความแพงของหนังสือนี้มีที่มา</strong></h3>



<p><strong></strong>หนังสือไทยราคาสูงเกินกำลังที่คนจะซื้อไหว เป็นหัวข้อที่ไม่ว่าจะพูดกี่ครั้งก็มักได้รับความสนใจเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการเทียบกับค่าครองชีพของคนไทยกับราคาหนังสือ และค่าครองชีพกับราคาหนังสือในต่างประเทศ</p>



<p>ใช่ว่าเรื่องนี้คนในวงการสิ่งพิมพ์จะไม่รู้ เพราะไม่ว่าจะสำนักพิมพ์ใหญ่หรือเล็กต่างก็ประสบกับปัญหา ‘หนังสือแพงเกินไป’ ด้วยกันทั้งนั้น แต่จะให้ลดราคาหนังสือลงก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้จริง เนื่องจากต้นทุนการทำหนังสือไทยต่อเล่มไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ตั้งแต่ต้นทุนที่มองเห็นชัดๆ อย่างค่ากระดาษหรือค่าพิมพ์ ซึ่งมีหลักการเรียบง่ายว่ายิ่งพิมพ์เยอะหนังสือก็ยิ่งมีราคาถูก แต่เพราะตลาดหนังสือในประเทศไทยยังไม่ใหญ่ขนาดนั้น จำนวนพิมพ์หนังสือแต่ละเล่มจึงไม่เยอะพอที่จะลดราคาต่อเล่มลงได้อีก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/16-1-1024x683.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139402" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/16-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/16-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/16-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/16-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/16-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/16-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/16-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/16-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>นอกจากนี้ยังมีต้นทุนที่คนอ่านมองไม่เห็นหรือไม่ค่อยรับรู้อีกมาก เช่น ค่าลิขสิทธิ์หนังสือ ค่าแปล ค่ากราฟิก หรือแม้แต่ค่าแรงคนทำงานสำนักพิมพ์เอง ซึ่งในสถานการณ์ที่รัฐไม่สนับสนุนคนทำงานหนังสือ จนสำนักพิมพ์ต้องแบกรับต้นทุนทั้งหมด สำนักพิมพ์จึงไม่สามารถลดราคาหนังสือได้มากนัก สิ่งที่ทำได้ตอนนี้จึงเป็นการพยายามสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจว่าทำไมหนังสือไทยถึงมีราคาสูง</p>



<p>ถึงอย่างนั้น เสียงสะท้อนเรื่องหนังสือแพงก็ทำให้คนทำหนังสืออดคิดหาทางออกไม่ได้ ดังนั้นระหว่างที่ทีม BBF กำลังรวบรวมไอเดียกิจกรรมในเทศกาล จ๊อก เจ้าของโรงพิมพ์ใหญ่ผู้อยู่ในแวดวงหนังสือมานานก็เสนอไอเดียผลิตหนังสือราคาย่อมเยาขึ้นมา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-3-1024x683.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139399" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“เรามักได้ยินเสียงคนอ่านบ่นว่าหนังสือราคาแพง ซึ่งมันก็แพงจริงๆ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในประเทศนี้ แต่พอเราเป็นโรงพิมพ์ก็จะรู้ว่าวัสดุทุกอย่างที่ใช้มีราคาเดียวกันหรือแพงกว่าที่ต่างประเทศใช้ด้วยซ้ำ ประเทศเราผลิตกระดาษเองได้แค่จำนวนหนึ่งแต่ส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้ามา เพราะฉะนั้นเราแทบไม่มีจุดได้เปรียบอะไรเลยนอกจากค่าแรงที่ถูกกว่า” เขาเล่าถึงเหตุผลคร่าวๆ ถึงเบื้องหลังราคาที่สูงของหนังสือไทย</p>



<p>“ฉะนั้นมันเลยนำมาสู่การทดลองทำโปรเจกต์นี้ เราอยากรู้ว่าถ้าหนังสือถูกลง แต่รูปลักษณ์ไม่เหมือนเดิมเพราะเราลดต้นทุน คนจะยังซื้อหนังสือไปอ่านไหม ถ้าซื้อเขาซื้อเพราะอะไร ในโปรเจกต์นี้เราทำทุกอย่างอย่างจำกัด เช่น กระดาษที่มีให้เลือกแค่ไม่กี่ออพชั่น ระบบการพิมพ์ที่ไม่มีเทคนิคซับซ้อนพิสดาร เพื่อดูว่าเรายังสามารถสร้างอะไรให้ออกมาดูดี น่าใช้ หรือมีความงามได้ไหม แล้วคนจะตอบรับกับมันยังไง เหมือนเซตโจทย์ให้ตัวเองและคนในสังคม”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/22-2-1024x683.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139408" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/22-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/22-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/22-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/22-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/22-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/22-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/22-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/22-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การทดลองในรูปแบบวรรณกรรม (ราคา) พิเศษ</strong></h3>



<p><strong></strong>หลังจากตัดสินใจเดินหน้ากับไอเดียของจ๊อก หน่อยจากสำนักพิมพ์ Library House ก็ทำหน้าที่เป็นตัวตั้งตัวตีติดต่อส่งคำชวนร่วมโปรเจกต์ไปยังสำนักพิมพ์พันธมิตรที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ BBF ครั้งแรก ได้แก่ สำนักพิมพ์เจลิท สมมติ เม่นวรรณกรรม และกำมะหยี่</p>



<p>&nbsp;“ในฐานะคนทำหนังสือ เราเล็งเห็นว่าแค่งานในบ้านอย่างการพิมพ์หนังสือของตัวเองก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ถ้าต้องทำงานแบบข้ามและไขว้กันระหว่างสำนักพิมพ์แบบนี้เรายิ่งต้องเชื่อมั่นว่าเพื่อนที่ชวนมาจะต้องไปด้วยกันได้ เพราะระยะเวลาไม่ได้เยอะและเราต้องทำงานภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติ เลยกลายเป็นกลุ่มนี้ขึ้นมา”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-3-1024x683.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139403" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/17-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>เมื่อได้รับคำชวน อรรถแห่งเจลิทที่ได้รับฟังฟีดแบ็กจากผู้อ่านเรื่องหนังสือราคาแพงมาตลอดก็ตอบตกลงเข้าร่วมโปรเจกต์ทันที ด้วยอยากสื่อสารเหตุผลที่ทำให้หนังสือมีราคาแพงและสำรวจความต้องการของนักอ่านไทย</p>



<p>“เราคิดว่าโปรเจกต์นี้น่าสนใจในแง่การทดลองทำหนังสือให้ราคาถูกลง แต่ต้องบอกก่อนว่านักอ่านไทยมีดีมานด์ในการอ่านสูงมาก ตั้งแต่กระดาษ เนื้อสัมผัส รูปเล่ม เราเลยอยากทดลองว่าผู้อ่านรับได้ไหมกับคุณภาพแบบ paperback (หนังสือปกอ่อน) เหมือนหนังสือฝรั่งหรือญี่ปุ่นซึ่งมันทำให้หนังสือมีต้นทุนถูกลง เราอยากเห็นผลตอบรับปลายทางของการทำสิ่งนี้”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-5-1024x683.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139397" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กว่าจะเป็น 8 เล่มในชุดวรรณกรรมราคาประหยัด</strong></h3>



<p>ส่วนวิธีการคัดเลือกวรรณกรรมแต่ละเรื่องเพื่อเข้าเซตใช้ความสะดวกของเหล่าสำนักพิมพ์เป็นหลัก อย่างสำนักพิมพ์ Library House เลือกหนังสือจากแนวคิดที่อยากสะท้อนให้เห็นเรื่องต้นทุนของหนังสือแบบชัดๆ <em>บอด</em> และ <em>จดหมายถึงพ่อ</em> ที่หน่อยเลือกมาจึงมีความตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือเล่มหนึ่งบาง อีกเล่มหนึ่งหนา เล่มหนึ่งมีลิขสิทธิ์ ส่วนอีกเล่มเป็นของสาธารณะ โดยเมื่อตัดทอนต้นทุนด้านการผลิต เช่น กระดาษดีๆ รูปเล่มแฟนซี หรือเทคนิคการพิมพ์หรูหรา เหลือแค่สิ่งที่ตัดไม่ได้อย่างต้นทุนการพิมพ์ที่แปรผันตามความหนา ค่าแปล ค่าลิขสิทธิ์ (ถ้ามี) และค่าคนทำงาน หนังสือที่เห็นจึงสะท้อนที่มาของราคาหนังสือได้ชัดเจน</p>



<p>ขณะเดียวกันฝั่งเจลิทนั้นเลือก<em> เทียนสีแดงของนางเงือก </em>ผลงานภายใต้สำนักพิมพ์ย่อยเจลิตเติ้ล&nbsp; เนื่องจากเป็นหนังสือที่ขายดีจนหมดสต็อกแต่ยังมีเสียงเรียกร้องอยู่เสมอ บวกกับแนวหนังสือที่เป็นวรรณกรรมเยาวชน พ่อแม่จะได้ซื้อให้เด็กๆ อ่านได้อย่างไม่ต้องคิดมาก</p>



<p>นอกจากนี้ผลงานเรื่องอื่นๆ ที่แต่ละสำนักพิมพ์เลือกมาล้วนสะท้อนถึงคาแร็กเตอร์ตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมแนวการเมืองจากนักเขียนชื่อดังระดับโลกที่สำนักพิมพ์สมมติเลือกพิมพ์ วรรณกรรมร่วมสมัยของนักเขียนไทยจากเม่นวรรณกรรม กระทั่งงานเขียนชิ้นใหม่ของฮารูกิ มูราคามิ ที่ไม่เคยพิมพ์ไทยมาก่อนจากกำมะหยี่ โดยนักอ่านจะซื้อเพียงเล่มเดียวหรือซื้อเป็นเซตก็ได้เหมือนกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/29-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-139415" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/29-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/29-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/29-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/29-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/29-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/29-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เพราะหนังสือหนึ่งเล่มไม่ได้มีแค่ตัวอักษร</strong></h3>



<p>อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจยังไม่เห็นภาพชัดๆ ว่าหนังสือในชุดวรรณกรรมราคาประหยัดแตกต่างจากหนังสือทั่วไปยังไง แน่นอนว่าถ้ามองจากอาร์ตเวิร์กคงไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนนัก แต่ถ้าได้พินิจพิจารณาและสัมผัสใกล้ๆ จะรับรู้ถึงคุณภาพที่ลดลงจากหนังสือปกติในท้องตลาดได้ทันที</p>



<p>“หนังสือที่พิมพ์ในโปรเจกต์นี้ส่วนใหญ่เคยพิมพ์ด้วยคุณภาพปกติมาแล้ว แต่เวอร์ชั่นนี้จะพิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟคุณภาพระดับเดียวกับที่ทำหนังสือพิมพ์ ซึ่งน่าจะเปิดอ่านง่ายขึ้น แต่ถ้ามือเปียกน้ำไปจับก็คงยุ่ย ส่วนปกน่าจะทนทานเหมือนเดิม” จ๊อกอธิบายให้ฟัง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/32-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-139418" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/32-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/32-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/32-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/32-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/32-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/32.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>หน่อยในฐานะคนทำงานสำนักพิมพ์อธิบายเสริมถึงชุดความคิดในการทำหนังสือที่แตกต่างจากที่เคยทำ พร้อมยกตัวอย่างว่า <em>จดหมายถึงพ่อ </em>ในเวอร์ชั่นปกตินั้นใช้เวลาและพลังเยอะมากในการออกแบบ ทั้งพิมพ์ด้วยเทคนิคพิเศษและใช้กระดาษดีๆ ในขณะที่เวอร์ชั่นในเซตวรรณกรรมราคาประหยัดนั้นลดโปรดักชั่นลงมา</p>



<p>ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าวรรณกรรมเซตนี้จะลดความสำคัญของงานออกแบบ กลับกัน เพราะเธอมองว่าอุตสาหกรรมการผลิตหนังสือจะสมบูรณ์ได้ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเนิร์ดฝั่งตัวอักษรกับเนิร์ดงานออกแบบ เซตวรรณกรรมราคาประหยัดจึงเป็นเหมือนโจทย์ใหม่ของทั้งคู่มากกว่า</p>



<p>“ถ้ามุ่งมั่นแค่ว่าจะทำหนังสือเวอร์ชั่นราคาประหยัด เราไม่ต้องออกแบบปกสวยๆ แค่ซีร็อกซ์มาขายก็ได้ แต่ที่เรายังพยายามทำหนังสือให้มีดีไซน์ใหม่ๆ เหตุผลหนึ่งก็เพื่อเพิ่มศักยภาพของนักออกแบบไปเรื่อยๆ ตัวเราเองก็สนุกกับการทำงาน เวลาทำหนังสือ เราตื่นเต้นตั้งแต่ตอนอ่านไฟล์เวิร์ดหรือต้นฉบับภาษาอังกฤษแล้ว แต่จะยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เมื่อเห็นกระบวนการออกแบบปกจากนักออกแบบ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมปกติเราถึงอยากทำให้เอเลเมนต์ของการออกแบบ การเลือกสรรวัสดุ ทะลุไปถึงมิติของนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างการใช้กระดาษพิเศษ เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/33-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-139419" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/33-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/33-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/33-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/33-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/33-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/33-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>“ทีนี้พอมาทำวรรณกรรมเวอร์ชั่นราคาประหยัดเราเลยต้องเปลี่ยนความคิดตรงนี้ เพราะมันต้องลดต้นทุนทุกอย่าง ซึ่งจะเป็นโจทย์ในอนาคตต่อไปว่าถ้ายังอยากทำหนังสือเวอร์ชั่นนี้ เราจะทำยังไงกับฝั่งดีไซเนอร์ได้บ้าง พูดให้เห็นภาพรวมคือไม่ว่าในเวอร์ชั่นปกติหรือเวอร์ชั่นประหยัด เมื่อจ่ายเงินซื้อหนังสือหนึ่งเล่มแปลว่าคุณกำลังกระจายรายได้ให้คนทำงานประกอบวิชาชีพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหนังสืออยู่ ถ้าคนทำสำนักพิมพ์คิดแค่ว่าออกแบบหนังสือยังไงก็ได้ เน้นราคาถูกเป็นพอ แล้วคนเป็นนักออกแบบจะได้โชว์ศักยภาพออกมาไหม”</p>



<p>สำหรับการดีไซน์ปกชุดวรรณกรรมราคาประหยัดนี้ หน่อยได้ให้ใหม่ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบอาร์ตเวิร์กของ BBF 2021 มาดูแล</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-139426" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>เมื่อต้องออกแบบหนังสือ 8 เล่ม 8 ทิศทาง ใหม่เล่าว่าเธอยึดเอาดีไซน์ของ BBF เป็นหลัก นั่นคือการใช้เทคนิค handmade graphic หรือการทำกราฟิกด้วยมือ ก่อนสแกนแล้วนำมาประกอบร่างในคอมพิวเตอร์เพื่อให้หนังสือทั้ง 8 เล่ม แม้จะต่างด้านเนื้อหาแต่ก็ยังมีลักษณะร่วมกัน ทั้งยังสื่อสารถึงการเป็นโปรเจกต์พิเศษที่เกิดขึ้นในงานนี้โดยเฉพาะ</p>



<p>“ส่วนวิธีคิดในการออกแบบคืออ้างอิงจากราคาหนังสือที่ถูกลง เราต้องสะท้อนให้เห็นว่าจากเวอร์ชั่นปกติขายเล่มละ 300 พอมาขายในเวอร์ชั่นที่ราคาถูกกว่า งานออกแบบก็ไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปเราใช้เวลาทำงานประมาณ 2 สัปดาห์ต่อเล่ม แต่สำหรับ 8 เล่มนี้เราใช้เวลา 2 สัปดาห์ จากปกติที่เราจะอ่านเนื้อเรื่องเองก็เหลือกระบวนการฟังบรีฟเรื่องย่อแล้วนำไปตีความ ทั้งหมดต้องมีการวางแผนและออกแบบให้อยู่ในเซตเดียวกันได้แบบไม่กินเวลาทำงานของเรามากเกินไป ดังนั้นเราจึงให้น้องในทีมออกแบบมาแล้วเราเป็นคนดูภาพรวม ทั้งเลย์เอาต์และการสื่อสารของวรรณกรรมแต่ละเรื่อง”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/27-3-683x1024.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139413" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/27-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/27-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/27-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/27-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/27-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/27-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การรวมกลุ่มคือทางรอดของสำนักพิมพ์ยุคใหม่</strong></h3>



<p><strong></strong>นอกจากจะเป็นการทดลองกับสังคมการอ่านไทยแล้ว โปรเจกต์วรรณกรรมราคาประหยัดนี้ยังเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดของเหล่าสำนักพิมพ์ในปัจจุบันด้วย</p>



<p>ถ้านับจากยอดขายและฟีดแบ็กตั้งแต่เปิดพรีออร์เดอร์ โปรเจกต์นี้ทำให้พวกเขารับรู้ถึงคำว่ารวมกันเราอยู่อย่างเป็นรูปธรรม เพราะด้วยความที่แต่ละสำนักพิมพ์ทำหนังสือกันมาอย่างยาวนานบวกกับมีฐานแฟนนักอ่านประจำอยู่แล้ว ทำให้การรวมตัวกันของพวกเขาทรงพลังขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-139396" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>พร้อมกันนี้ สำนักพิมพ์เองก็เหมือนได้ขยายฐานคนอ่านไปด้วย เพราะเมื่อพิมพ์วรรณกรรมออกมาเป็นชุดพิเศษและราคาไม่แพง คนอ่านก็มีโอกาสซื้อเป็นเซตมากขึ้นและอาจได้ลองอ่านวรรณกรรมประเภทอื่นๆ ของสำนักพิมพ์ที่ไม่เคยรู้จัก นำไปสู่การต่อยอดให้เกิดความสนใจตามไปซื้อเรื่องอื่นๆ อ่านเพิ่ม นับเป็นวิธีการกระจายงานเขียนของแต่ละสำนักพิมพ์ให้ออกไปไกลกว่าที่เคยสื่อสารกันในวงจำกัด</p>



<p>ถ้าดูจากกระแสโลกตอนนี้ หน่อยเล่าว่าการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ถือเป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจ เพราะไม่ว่าแบรนด์ไหนก็ไม่สามารถยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางได้อีกแล้วต่อให้เป็นแบรนด์ใหญ่ระดับโลกก็ตาม ทุกวงการจำเป็นต้องมีพาร์ตเนอร์ไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาว คนทำหนังสือเองก็เช่นกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/31-1-683x1024.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139417" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/31-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/31-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/31-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/31-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/31-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/31-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>“ถ้าพูดถึงวงการหนังสือไทย มันไม่ยากนะที่จะทำงานร่วมกับสำนักพิมพ์อื่นๆ เช่น เราเองถ้าทำสำนักพิมพ์อย่างเดียวเราอาจจะไม่รู้จักใครเลย แต่พอเราทำ BBF เราเลยเห็นถึงเคมีที่ตรงกันของเหล่าสำนักพิมพ์ ถ้ามีโปรเจกต์ใหม่ๆ ขึ้นมาเราจะนึกถึงเขาทันทีเลยเห็นว่าการร่วมงานกันมันไม่ยาก และเราเชื่อว่านอกเหนือจากสำนักพิมพ์ตรงนี้น่าจะยังมีสำนักพิมพ์อื่นที่อยากร่วมงานกันอีก เพียงแต่มันมีข้อจำกัดเรื่องช่วงเวลา ความยากลำบากของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่สามารถยกหูโทรหาได้หมด”&nbsp;</p>



<p>อรรถเสริมถึงการรวมตัวกันของคนทำสิ่งพิมพ์ไทยที่มีมานานแล้วเช่นงานสัปดาห์หนังสือและสมาคมสิ่งพิมพ์ เพียงแต่บทบาทของกลุ่มคนที่มีอำนาจตัดสินใจและกำหนดทิศทางต่างๆ มักจะเป็นสำนักพิมพ์ใหญ่เสียมากกว่า เมื่อมาถึงยุคสมัยของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย สำนักพิมพ์เล็กๆ ถึงเริ่มได้เปรียบขึ้นในแง่ของความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวหรือร่วมมือกัน กลายเป็นการเติมเต็มช่องว่าง อุดข้อด้อยที่สู้สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ไม่ได้</p>



<p>“เมื่อพวกเราได้รวมตัวกันทำงานหนังสือแบบ BBF ขึ้นมามันก็ช่วยแก้ปัญหาหรือซัพพอร์ตสิ่งที่สำนักพิมพ์เล็กๆ ขาดหายไป อย่างปกติเราอาจไม่มีโอกาสหรือทุนในการลองทำโปรเจกต์แบบนี้ แต่พอ 5 สำนักพิมพ์มาร่วมกันก็พอเห็นหนทางว่าทำได้ มีคนมาช่วยจัดการแบ่งเบาภาระที่ปกติต้องแบกรับคนเดียวออกไป แล้วเราก็ไปทำสิ่งที่ถนัดอย่างการทำคอนเทนต์ เราคิดว่าการรวมกลุ่มแบบนี้จะช่วยให้สำนักพิมพ์เล็กๆ มีที่ทางในตลาดหนังสืออย่างชัดเจนมากขึ้น และเป็นการแสดงการต่อรองอย่างหนึ่งในวงการหนังสือด้วย”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/30-2-683x1024.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139416" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/30-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/30-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/30-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/30-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/30-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/30-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เพื่อให้คนไทยเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น</strong></h3>



<p><strong></strong>แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่แวดวงสิ่งพิมพ์ไทยทำหนังสือราคาประหยัดออกมา แต่เซตวรรณกรรมที่เกิดขึ้นใน BBF 2021 นี้ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในสังคมการอ่านไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คนพูดกันว่าสิ่งพิมพ์ตายแล้ว&nbsp;</p>



<p>ในฐานะที่เคยทำงานร้านหนังสือและปัจจุบันทำงานด้านโรงพิมพ์ มีนาปรารถนาว่าโปรเจกต์ชุดวรรณกรรมราคาประหยัดนี้จะทำให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น มีประชากรคนอ่านมากขึ้น ส่งผลไปถึงการเติบโตของคนทำงานสิ่งพิมพ์ในทุกภาคส่วน ขณะเดียวกันจ๊อกก็คาดหวังว่าเมื่อราคาหนังสือถูกลง คนไทยจะเปลี่ยนความคิด ไม่มองหนังสือเป็นของสูงต้องบูชาอีกต่อไป อ่านจบที่ไหนก็ทิ้งไว้ให้คนอื่นอ่านต่อได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-139395" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ส่วนอรรถที่เคยอยู่ประเทศญี่ปุ่นมานานก็ยกตัวอย่างถึงสถานีรถไฟของที่นั่นที่มีตู้หนังสือให้คนเอาหนังสืออ่านจบแล้วมาวางเพื่อให้คนที่ต้องเดินทางไกลๆ หยิบไปอ่านต่อ โดยเขาคิดว่าถ้าโปรเจกต์นี้ไปได้ดีและทำได้จริงในอนาคต สิ่งที่จ๊อกหวังอาจเกิดขึ้นจริงก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น อรรถยังคิดว่าสังคมการอ่านไทยน่าจะขยายขึ้น เพราะพอคนเข้าถึงหนังสือได้ง่าย อ่านแล้วชอบ ก็จะเกิดความรู้สึกอยากจะซื้อเอดิชั่นที่หนาและสวยขึ้น ซึ่งโยงไปถึงจิตวิญญาณชอบสะสมของคนยุคนี้</p>



<p>“อีกอย่างคือเราอยากเห็นคนทำงานที่ต้องใช้เวลาในการรอเพื่อประกอบอาชีพ เช่น วินมอเตอร์ไซค์ คนขับแท็กซี่ รปภ. หยิบหนังสือมาอ่านกันมากขึ้น การที่มีหนังสือราคาประหยัดจะช่วยขยายวงการอ่านให้กว้าง ทำให้สังคมการอ่านของไทยแข็งแรง และสุดท้ายมันก็วนกลับมาที่วงการหนังสือ เมื่อฐานคนอ่านมากขึ้น ยอดซื้อเพิ่ม หนังสือจะพิมพ์ได้เยอะ ราคาหนังสือก็ถูกลง มันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ถึงสิ่งที่เราทำจะเป็นโปรเจกต์เล็กๆ แต่ก็น่าจะสร้างอิมแพกต์ให้สังคมการอ่านไทยได้ใหญ่เหมือนกัน”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-2-1024x683.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139390" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/4-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“ประเด็นคือขอให้อ่าน จะชอบไม่ชอบค่อยว่ากัน แต่อยากให้บอกว่ารู้สึกอย่างนี้เพราะอะไร แค่นี้คนทำหนังสือก็ฟินแล้ว โดยเฉพาะเด็กๆ เพราะมันจะทำให้พวกเขาคัดสรรสิ่งที่อยากจะอ่านต่อไปในอนาคต และจะค้นหาต่อยอดไปเรื่อยๆ”</p>



<p>“พูดง่ายๆ ว่าโปรเจกต์นี้เหมือนเป็นการทดลองให้เกิดภาวะนี้ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง” หน่อยเห็นด้วยกับพันธมิตรสำนักพิมพ์ของเธอก่อนทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-4-1024x683.jpg" alt="วรรณกรรม" class="wp-image-139387" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><span style="display: none;">วรรณกรรม</span><br>
<span style="display: none;">วรรณกรรม</span></p><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bbf-low-price-special-book-set/">ชุดวรรณกรรมราคาประหยัด โปรเจกต์จาก BBF 2021 ที่อยากให้คนไทยได้อ่านวรรณกรรมถูกและดี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยเรื่องพลังของวัฒนธรรม วรรณกรรม และกระดาษ กับทีมผู้จัด Bangkok Book Festival 2021</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bangkok-book-festival-2021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Jul 2021 11:30:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[The Magic of Paper]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Book Festival 2021]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยพร อินทุวิศาลกุล]]></category>
		<category><![CDATA[รังสิมา ตันสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[มานิตา ส่งเสริม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=139261</guid>

					<description><![CDATA[<p>งาน Bangkok Book Festival ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อปี 2015 งาน Bangkok Book Festival ครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อปี 2016 หลังจากนั้นก็ห่างหายไปนานจนใครหลายคนคิดว่างานนี้คงจะคล้ายอีกหลายงานที่ตัวงานมีคุณค่า แต่เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนหรือไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจก็จำเป็นต้องแยกย้าย ในสังคมที่การอ่านเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม การที่งานเทศกาลหนังสืองานหนึ่งไปต่อไม่ได้น่าจะถือเป็นเรื่องปกติ–หรือไม่ปกติ จนกระทั่งช่วงปลายปี 2020 ผมได้รับข่าวคราวจาก หน่อย–รังสิมา ตันสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Library House ผู้ร่วมก่อตั้งและบุกเบิกงาน Bangkok Book Festival มาตั้งแต่ครั้งแรก ว่างาน Bangkok Book Festival จะกลับมาจัดอีกครั้งด้วยการสนับสนุนจากองค์กรทางวัฒนธรรมหลากหลายประเทศและคนในแวดวงวรรณกรรมอีกจำนวนหนึ่ง ท่ามกลางข่าวร้ายในประเทศที่ถาโถมมาไม่เว้นช่วงให้หายใจหายคอ การรู้ว่า Bangkok Book Festival ยังไม่ตายนับเป็นข่าวดีไม่กี่เรื่องในบ้านเมืองยามนี้ อย่างน้อยมันยังทำให้เห็นว่า ยังมีคนที่ต่อสู้เพื่อขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมหรือวัฒนธรรมร่วมสมัยให้ยังมีพื้นที่ แม้ไม่มากแต่ก็มี ด้วยสถานการณ์โรคระบาด ทำให้งานครั้งนี้ต้องปรับงานหลายตลบ จากที่คิดว่าจะได้มาพบปะแลกเปลี่ยนกันแบบงานเทศกาลหนังสือทั่วไป กิจกรรมหลายๆ อย่างในงานก็ต้องปรับมาอยู่บนโลกออนไลน์ แต่ไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหน สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของงาน Bangkok [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-book-festival-2021/">คุยเรื่องพลังของวัฒนธรรม วรรณกรรม และกระดาษ กับทีมผู้จัด Bangkok Book Festival 2021</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>งาน Bangkok Book Festival ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อปี 2015</p>



<p>งาน <a href="https://adaymagazine.com/going-7/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Bangkok Book Festival ครั้งที่ 2</a> จัดขึ้นเมื่อปี 2016</p>



<p>หลังจากนั้นก็ห่างหายไปนานจนใครหลายคนคิดว่างานนี้คงจะคล้ายอีกหลายงานที่ตัวงานมีคุณค่า แต่เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนหรือไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจก็จำเป็นต้องแยกย้าย</p>



<p>ในสังคมที่การอ่านเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม การที่งานเทศกาลหนังสืองานหนึ่งไปต่อไม่ได้น่าจะถือเป็นเรื่องปกติ–หรือไม่ปกติ</p>



<p>จนกระทั่งช่วงปลายปี 2020 ผมได้รับข่าวคราวจาก หน่อย–รังสิมา ตันสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Library House ผู้ร่วมก่อตั้งและบุกเบิกงาน <a href="https://www.bangkokbookfestival.co/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Bangkok Book Festival</a> มาตั้งแต่ครั้งแรก ว่างาน Bangkok Book Festival จะกลับมาจัดอีกครั้งด้วยการสนับสนุนจากองค์กรทางวัฒนธรรมหลากหลายประเทศและคนในแวดวงวรรณกรรมอีกจำนวนหนึ่ง</p>



<p>ท่ามกลางข่าวร้ายในประเทศที่ถาโถมมาไม่เว้นช่วงให้หายใจหายคอ การรู้ว่า Bangkok Book Festival ยังไม่ตายนับเป็นข่าวดีไม่กี่เรื่องในบ้านเมืองยามนี้</p>



<p>อย่างน้อยมันยังทำให้เห็นว่า ยังมีคนที่ต่อสู้เพื่อขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมหรือวัฒนธรรมร่วมสมัยให้ยังมีพื้นที่ แม้ไม่มากแต่ก็มี</p>



<p>ด้วยสถานการณ์โรคระบาด ทำให้งานครั้งนี้ต้องปรับงานหลายตลบ จากที่คิดว่าจะได้มาพบปะแลกเปลี่ยนกันแบบงานเทศกาลหนังสือทั่วไป กิจกรรมหลายๆ อย่างในงานก็ต้องปรับมาอยู่บนโลกออนไลน์ แต่ไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหน สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของงาน Bangkok Book Festival ยังคงอยู่อย่างแข็งแรง นั้นคือการสร้างพื้นที่ให้บทสนทนา</p>



<p>ก่อนงานเทศกาลจะเริ่ม ผมนัดคุยกับทีมผู้จัดซึ่งนอกจาก หน่อย รังสิมา ยังมี จ๊อก–ชัยพร อินทุวิศาลกุล แห่ง<a href="https://adaymagazine.com/the-hardest-brief-ep-05/">โรงพิมพ์ภาพพิมพ์</a> ผู้อำนวยการบริหารของเทศกาลในงานครั้งนี้ และ<a href="https://adaymagazine.com/year-2019-manita-songserm/">ใหม่–มานิตา ส่งเสริม</a> อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้กำหนดทิศทางการนำเสนอภาพลักษณ์ของเทศกาล เพื่อสนทนาถึงเบื้องหลังของงานในปีนี้และความสำคัญของการสร้างพื้นที่เช่นนี้ให้เกิดขึ้น</p>



<p>จะมีอะไรยืนยันความตั้งใจเท่าการพยายามผลักดันให้งานเทศกาลเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การใช้ชีวิตปกติยังนับว่าเป็นเรื่องแสนสาหัส</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-683x1024.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139300" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">งานครั้งนี้ห่างจากงานครั้งก่อนถึง 5 ปี อะไรทำให้มันหายไป และอะไรทำให้มันกลับมา</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> ทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เราทำในหมวกของ Bookmoby ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Bangkok Book Festival (BBF) ขึ้นมา พอเราไม่ได้ทำ Bookmoby ต่อ แล้วก็มาลุยส่วนที่เป็นสำนักพิมพ์ของตัวเองที่ชื่อ Library House พิมพ์วรรณกรรมแปล ก็หายไปจากการจัดงาน แต่พอมาวันหนึ่งเรามาเจอจ๊อกอีกรอบ ก็มีการชักชวนกันว่ากลับมาทำไหวไหมหลังจากที่ตอนนั้นมันหายไปประมาณ 3 ปีกว่า</p>



<p><strong>จ๊อก : </strong>ผมคุยกับพี่หน่อยที่งาน LIT Fest&nbsp;ซึ่งงานนั้นมันจะดูรื่นเริงหน่อย ซึ่งก็ดีสนุกดี คนในวงการหนังสือควรจะมีบรรยากาศแบบนั้นบ้าง แต่วันนั้นก็จะมีอยู่แวบหนึ่งที่คุยกับพี่หน่อยว่าเราอยากทำงานอีกแบบที่มันเน้นเนื้อหา เราก็เลยถามพี่หน่อยว่ายังอยากจะทำอยู่ไหม พี่หน่อยก็บอกว่ายังอยากจะทำอยู่ เราก็เลยตกลงกันว่าจะทำ</p>



<h4 class="wp-block-heading">อะไรคือความสำคัญของงานแบบนี้ ถึงอยากกลับมาจัดอีกครั้ง</h4>



<p><strong>จ๊อก :</strong> จริงๆ การอ่านมันเป็นเรื่องความสันโดษ โดดเดี่ยวอยู่แล้วนะ แต่เราก็รู้ว่าบางทีเวลาอ่านจบแล้วบางครั้งเราอยากคุยกับใครสักคน ง่ายๆ ก็คุยกับเพื่อนเรา แต่คุยกับเพื่อนก็ได้ประมาณหนึ่ง ถ้าเพื่อนอ่านหนังสือเล่มเดียวกับเราก็คุยสนุกหน่อย แต่บางครั้งการที่มันมีกิจกรรมแบบนี้ มันช่วยเปิดพรมแดน มันสร้างชุมชนที่กว้างขึ้นมากกว่าคนรู้จัก ซึ่งสำหรับผมมันเป็นเรื่องสำคัญในแง่โลกของการอ่าน โลกของวรรณกรรม หรือโลกของหนังสือ การที่คนอ่านได้เปิดโลกหรือได้ฟังทรรศนะที่มันเกิดขึ้นจากหนังสือเล่มหนึ่ง จากมุมมองที่มันหลากหลายขึ้น เป็นเรื่องที่จำเป็น และช่วยหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมการอ่านให้มันแข็งแรงและเข้มแข็งอยู่</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-139302" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p><strong>หน่อย :</strong> งานแบบนี้ที่ต่างประเทศมันจะมีอยู่ 2 ลักษณะ อันแรกคือลักษณะของ trade fair อย่างเช่น Frankfurt Book Fair, London Book Fair, Bologna Children’s Book Fair คำว่า trade fair คืออะไร มันก็เป็น hub ของการค้า ซึ่งเราไม่ต้องเอา Bangkok Book Festival ไปเทียบอะไรแบบนั้นหรอก อาจจะไม่ต้องไปเทียบกับงานใหญ่ขนาดนั้น แต่มันคงจะดีนะถ้าเราลองคิดเล่นๆ ว่า วันหนึ่งไทยจะกลายมาเป็น hub ของการซื้อขายลิขสิทธิ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือเอเชีย</p>



<p>ในต่างประเทศความสำคัญของงานแบบนี้คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่ในวงการหนังสือ แต่รวมถึงวงการอื่นๆ เหมือนเวลาจัดโอลิมปิก วงการท่องเที่ยวก็ได้ด้วย ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร อย่าง Frankfurt Book Fair ราคาค่าโรงแรมเวลาปกติก็ไม่ถูกอยู่แล้ว คืนหนึ่งหลายพัน แต่พอมี Book Fair มันขึ้นเป็นคืนละประมาณหมื่นกว่าบาท แล้วถ้าคุณอยากจะอยู่ใกล้ๆ ฮอลล์ที่จัดงานแบบเดินไปได้ไม่ต้องเหนื่อยก็สองหมื่น แล้วมันเป็นตัวที่วัดถึงมุมมองทางเศรษฐกิจของรัฐประเทศนั้นๆ เลยว่าคุณจะส่งเสริมอะไรบ้าง ปีหนึ่งคุณจะให้มี trade fair หนังสือ, trade fair อาหารโลก, trade fair เฮลท์แคร์, trade fair วงการแพทย์ อะไรก็ว่าไป อันนี้คือลักษณะของงานที่เป็น trade fair</p>



<p>อีกประเภทหนึ่งเป็นงานที่ขายวัฒนธรรม ซึ่งส่วนใหญ่ชื่อก็จะใช้คำว่า festival แบบนี้แหละ เทศกาลนักเขียน เทศกาลนักแปล อะไรก็ว่าไป มีทั้งสเกลใหญ่สเกลเล็ก หรือบางประเทศอย่างเยอรมนีช่วงที่มี Frankfurt Book Fair เขาก็จะมีงานที่เป็นเฟสติวัลแบบที่เราทำอยู่เป็นสเกลเล็กๆ ประกบคู่กัน ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน เพียงแต่ว่าจัดกระจายไปตามฮอลล์นั้นฮอลล์นี้ สถานที่นั้นนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading">งานเฟสติวัลแบบที่ว่า สะท้อนอะไรในเมืองแต่ละเมืองบ้าง</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> เมืองไหนที่มีงานแบบนี้มันชัดเจนเลยว่าคุณให้ค่ากับวัฒนธรรมนี้ คือคุณไม่จำเป็นต้องมาตั้งโต๊ะขายลิขสิทธิ์หนังสือ แต่คุณเปิดพื้นที่ให้มันมีไดอะล็อกของคนทำและคนเสพงาน เปิดให้เกิด discussion เปิดให้เห็นข้อต่อที่มันเชื่อมกันมาใกล้มากขึ้น มีเสวนาในฮอลล์ศาลาว่าการในเมือง แล้วตรงสนามหญ้าก็เป็นนู่นนี่นั่นไป</p>



<p>อย่างเราเคยไปที่พม่า ครั้งแรกเขาจัดที่ Inya Lake Hotel ถ้ามองจากโรงแรมมองข้ามทะเลสาบไปก็จะเห็นบ้านของอองซาน ซูจี เพราะตอนนั้นซูจีเป็นคนอุปถัมภ์งานรอบแรก ถามว่าเรามองเห็นอะไร เรามองเห็นว่าแม้กระทั่งประเทศเล็กประเทศน้อยเขาก็ยังผลักดันให้มีงานแบบนี้ โดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เอกชนสักกลุ่มหนึ่ง งานเฟสติวัลแบบนี้ในแต่ละปีมันมีเป็นพันๆ งานรอบโลก บางเมืองหลวงก็มีหลายงาน มีหลายเจ้าภาพ อย่างที่เราเคยบอก ฉันอยากอยู่ในเมืองที่เดือนนี้ฉันจะไป BBF เดือนหน้าฉันไป LIT Fest เดือนถัดไปฉันไปอีกงาน มันคงจะดีถ้าเราได้อยู่ในบรรยากาศแบบนั้น </p>



<p>ถามว่าเราทำอะไรได้ ก็มาทำ BBF กับพี่จ๊อก มันก็จะเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เราพยายามทำให้มันเกิดด้วยแรงเท่าที่เราจะเอื้อมมือไปถึง อย่างสถานการณ์โควิดในรอบนี้เราก็ไม่สามารถที่จะหาความแน่นอนกับอะไรได้ เราก็ชวนพันธมิตรเก่าๆ มาร่วมงาน แล้วก็มีองค์กรวัฒนธรรมต่างประเทศอย่างสถาบันเกอเธ่ และองค์กรของประเทศโปรตุเกสกับออสเตรียสนับสนุน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-1024x683.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139303" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">กลายเป็นว่างานเทศกาลหนังสือกรุงเทพฯ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบ้านเราแต่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศ และต้องทำกันเอง คุณว่าเป็นเรื่องผิดปกติไหม</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติหรือผิดปกติที่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนจะเป็นลีดเดอร์ในการทำ มันขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาของประเทศนั้นๆ ด้วย แต่ถ้ามองประเทศเราเอง พูดอย่างเศร้า รันทด คือชั่วชีวิตที่เรามีอายุเท่านี้ เรายังไม่เห็นมหกรรมหรืออีเวนต์แบบนี้ที่รัฐจะมาสนับสนุนชนิดที่ว่าให้แบบเทกระจาด ไม่ต้องมาทำรีพอร์ตย้อนหลัง ไม่ต้องมาเข้มงวดนั่นนี่ คือประเทศอื่นเขาไม่ได้ทำขนาดนั้น พูดไปก็เหมือนนั่งระบายใส่</p>



<p>โดยส่วนตัว ถ้าเราจะทำ BBF ให้สบายใจ เราต้องมองว่าเราเป็น global citizen ไปเลย เหมือนเราอยากทำงานกับเพื่อนที่บ้านอยู่แถวโน้น แล้วเพื่อนพร้อมไหม ซึ่งตอนนี้เพื่อนที่อยู่แถวโปรตุเกส ออสเตรีย เยอรมันพร้อมก็มา</p>



<p><strong>จ๊อก :</strong> คือเวลาเราบอกว่า อยากให้รัฐสนับสนุนกิจกรรมแบบนี้ ผมว่ามันลึกมากเลย มังคงยากมาก มันคงไม่สามารถจะไปแทรกหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้</p>



<p>ในมุมโรงพิมพ์ ผมว่าคนทำหนังสือบ้านเราจำนวนหนึ่ง ยิ่งในสายวรรณกรรมซีเรียสหรืองานวิชาการหนักๆ หน่อย ถ้ายังอยู่ ผมคิดว่าเขาก็อยู่กันด้วยแพสชั่น อยู่ด้วยความชอบ เราคาดหวังการสนับสนุนจากภาครัฐไม่ได้อยู่แล้ว ผมคิดว่ายิ่งนับวันมันยิ่งสะท้อนว่า ประเทศนี้รัฐค่อนข้างแย่</p>



<p>ผมคิดว่าประเทศนี้โตมาแบบนี้อยู่แล้ว เรื่องทางวัฒนธรรมยิ่งในฝั่งที่เราพูดถึงหรืออย่างงาน BBF ที่เป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยหน่อย เรายิ่งคาดหวังกับภาครัฐได้น้อยมากๆ แต่ในขณะเดียวกันผมคิดว่า เอกชนในประเทศนี้ก็เก่งและอาจจะมีวิสัยทัศน์ดีกว่าภาครัฐเยอะ ผมหมายถึงบรรดาสำนักพิมพ์ที่ทำงานอยู่ หลายๆ สำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือที่มีคุณภาพออกมาโดยไม่ได้รับการสนับสนุนอะไรจากภาครัฐเลย ก็หาทางอยู่รอดได้ด้วยตัวสำนักพิมพ์เอง ด้วยทักษะที่ตัวเองมีอยู่</p>



<p>อย่างภาพพิมพ์ก็ซัพพอร์ตเท่าที่จะซัพพอร์ตได้ ไม่ได้เยอะมาก แต่ไม่ใช่แค่ภาพพิมพ์ ผมคิดว่าในวงการศิลปะร่วมสมัยยังมีเอกชน อาจจะเป็นบุคคลหรือธุรกิจเอกชนจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนกิจกรรมแบบนี้อยู่ เพียงแต่บางคนอาจจะซัพพอร์ตโดยไม่ออกหน้า หรือบางคนซัพพอร์ตแบบออกหน้าแต่เราไม่เห็น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-139304" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ในต่างประเทศเท่าที่คุณได้สัมผัสเขามองวัฒนธรรมต่างจากภาครัฐบ้านเรามองยังไง</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> คำว่าวัฒนธรรมมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แล้วชีวิตประจำวันหรือรูปแบบของพฤติกรรมของคนในสังคมมันก็เป็นตัวสร้างวัฒนธรรมในชุมชนหรือสังคมนั้นๆ</p>



<p>เหมือนสังคมมีพฤติกรรมแบบนี้จึงทำให้เกิดวัฒนธรรมแบบนี้ พอเกิดวัฒนธรรมแบบนี้ เราก็อยู่กันอย่างสุขสบาย เราก็ต้องการ maintain ให้ความเป็นอยู่อย่างสุขสบายแบบนี้มีต่อเนื่องไป เช่น เขามีเมืองที่มีห้องสมุดแบบนี้ มีงานอีเวนต์แบบนี้ มีร้านอาหารแบบนี้ มีวัฒนธรรมการกินแบบนี้ มีการใช้ชีวิตแบบนี้ เขาก็ต้องการที่จะรักษา พอเขากินดีมีสุขด้วยตัววัฒนธรรมแล้วเขาก็มองว่ามันคือส่วนที่จำเป็นสำหรับชีวิต คนจะต้องมีเวลาอ่านหนังสือ ไม่ควรจะไปรถติดอยู่บนถนน มีเวลาอ่านวรรณกรรมดีๆ ได้คิด ได้ใคร่ครวญ ใช้เวลาแค่ 3 นาที ก็ไปถึงแกลเลอรี ได้ชมศิลปะ แล้วก็กลับมามีเวลาดื่มชาก่อนนอน คืออันนี้มันเป็นรูปแบบการใช้ชีวิต</p>



<p>อย่างออสเตรียที่สนับสนุนเราในรอบนี้ก็ไม่ใช่องค์กรเอกชนแต่เป็นรัฐบาล เวลาเราไปคุยจะเห็นชัดเลย ทั้งเรื่องดนตรีคลาสสิก ศิลปะแบบนั้นแบบนี้ เวลาเขาคุยกับเราจะเหมือนเขามีความรู้สึกว่า คุณต้องมีวรรณกรรมไว้อ่าน คุณต้องมีช่วงเวลาแห่งชีวิตในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ หรือแต่ละเดือน เพื่อที่จะได้เสพงานศิลปะ เรารู้สึกว่าความสำคัญที่เขามองคำว่า culture มันคือส่วนหนึ่งที่ชีวิตจะขาดไม่ได้ แต่ว่าเมืองไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ มันไม่ได้อนุญาตให้เราจับต้องคำว่าวัฒนธรรมหรือใช้ชีวิตอย่างมีความเป็นอยู่ที่ดี ละเมียดละไม ปลอดภัย อุ่นใจ อะไรแบบนี้เลย ตื่นเช้ามาถ้าไม่มีโควิดเราก็ต้องรีบเร่งไปทำงาน อย่างเราเคยเป็นพนักงานออฟฟิศก่อนที่จะมาทำหนังสือ เราเรียนจบวรรณคดีแต่เสาร์-อาทิตย์ไม่เคยอ่านหนังสือได้เกินพารากราฟเพราะมันเหนื่อยมาก</p>



<p>มันเป็นเรื่องที่ทุกคนคุยกันมาอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วที่มีเสียงของเด็กรุ่นใหม่ที่เขาไม่ต้องการ repeat รูปแบบการใช้ชีวิตแบบที่เจนฯ เราอดทนมา มันเห็นชัดเลยว่ามีการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ประเทศเราเอ่ยเอื้อนถึงประเทศเขามีอยู่แล้ว เขามีมานานแล้ว เขาก็เลยเห็นความสำคัญว่า ถ้าคุณให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ส่งเสริมการอ่าน การเขียน ภาพยนตร์ ดนตรี หรือศิลปะทุกแขนง มันจะกล่อมเกลาให้คนที่อยู่ในสังคมนั้นเล็งเห็นความหลากหลายได้ง่ายมาก โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมาร้องแรกแหกกระเชอ เซฟนั่นเซฟนี่ เรียกร้องว่าเห็นต่างแล้วยังไง</p>



<p>เราคิดว่าคนในแวดวงเราเข้าใจอยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันสำคัญยังไง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ไปคุยกับเพื่อนในแวดวงอื่นๆ มันใช้เวลาในการจูนกันนานมากกว่าที่จะเข้าใจว่า ทำไมเหรอ ศิลปะมันจะมาเชปอะไรเราได้ นอกจากซื้อตั๋วดูหนัง 120 นาทีแล้วก็จบ สบายใจแล้ว ก็แค่นั้น ซึ่งก็ไม่ผิด ในเมื่อคุณมีเวลาแค่ 120 นาที มันก็ได้เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วเราควรจะมีเวลามากกว่านั้นในแต่ละสัปดาห์ เพื่อที่จะมานั่งคิดว่าฉันดูหนังแล้วยังไงต่อ</p>



<p>เราพยายามตอบคำถามให้เป็นรูปธรรม ให้เห็นตัวอย่างชัดๆ เพียงแต่ว่าคำตอบแบบนี้มันก็มาจากเสียงคนตัวเล็กๆ อย่างเราหรือ BBF ถ้าเกิดว่ามันออกมาจากเสียงของนักการเมืองที่มีอำนาจในการเซ็นอนุมัติว่า โอเค เดี๋ยวรัฐจะสนับสนุนงานแบบนี้ทุกไตรมาส ลงทุนให้เลย 5,000 ล้านบาท เราจะไม่ต้องมานั่งเหนื่อยคุยกันแบบนี้เลย เราก็จะมีสถานะเป็นผู้ชมไปเฮโลชื่นชมงานแบบนั้น</p>



<p><strong>จ๊อก :</strong> ฟังจากที่พี่หน่อยพูดผมก็มองอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นหนึ่งคือเวลาภาครัฐเขาซัพพอร์ตกิจกรรมภายในประเทศอย่างเช่นกิจกรรมที่เป็นเชิงวัฒนธรรม เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อปัญหาสาธารณะ เพื่อคนในประเทศ มันเป็น public service เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรจะทำให้กับคนในประเทศ แต่อีกประเด็น อย่างกรณี BBF จะเห็นได้ชัดว่ามีองค์กรจากต่างประเทศมาซัพพอร์ตกิจกรรมในประเทศอื่น เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมของเขา ผมก็มานั่งคิดว่า สุดท้ายเขาเผยแพร่ทำไม อันนี้พูดแบบคนไม่ได้จบ international trade นะ แต่คิดว่าในทางหนึ่ง การที่รัฐเลือกไม่ว่าจะซัพพอร์ตวัฒนธรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทางหนึ่งมันเป็นการเชปภาพลักษณ์ของประเทศ หรือเป็นการสร้างซอฟต์พาวเวอร์หรือเรียกว่ามันเป็นทุนของชาตินั้นๆ&nbsp;</p>



<p>ผมยกตัวอย่างง่ายๆ โง่ๆ ที่สุดเลย ทุกวันนี้เวลาไปต่างประเทศ คนถามมาจากไหน ตอบไทยแลนด์ ยังต้องตอบว่าไทยแลนด์ไม่ใช่ไต้หวันอยู่เลย ทั้งที่คนต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยขนาดนี้ เราพูดไทยแลนด์ไปยังไม่เข้าใจเลย เพราะอะไร เพราะว่าเราไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย เราไม่เคยผลักดันอะไรเพื่อให้เวลาเราจะไปติดต่อกับต่างประเทศหรือต่างประเทศจะมาทำอะไรกับเรามันง่ายขึ้น เพื่อให้ข้อมูลหรือความเป็นไทยมันชัดเจน รัฐหรือประเทศไหนถ้าเกิดคิดหรือทำอะไรเรื่องพวกนี้ได้ มันก็อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการหรือคนในประเทศนั้นๆ ในการที่จะติดต่อกับโลกภายนอก</p>



<p>พูดแบบคนมองโลกในแง่ร้ายนะ รัฐไทยไม่เคยสนใจอยากให้คนไทยปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอยู่แล้ว ก็เลยไม่ค่อยมีนโยบายแบบนี้ออกมาเท่าไหร่ ถ้ามีก็จะดูปลอมมากๆ ตั้งแต่สมัยเราเด็กๆ ก็มีโครงการที่ฉาบฉวยสุดๆ</p>



<p><strong>ใหม่ :</strong> เหมือนที่พี่จ๊อกพูด สมมติว่ารัฐมาแตะ เขาจะมองแค่เปลือก แค่ความเป็นไทยมันเป็นอย่างนี้เท่านั้น เขาไม่ลึกไปถึงเรื่องที่พี่หน่อยพูดว่ามันเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคน จึงแสดงสิ่งนี้ขึ้นมา แต่คุณก็ยังไม่พ้นเรื่องรำ เรื่องไหว้ สิ่งที่มันเห็นเป็นรูปธรรม อย่างญี่ปุ่นเขาก็ขายวัฒนธรรมในแง่ของการใช้ชีวิต แค่สิ่งนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่าแบบนี้มันคือเขา แล้วของเรามันคืออะไร</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-683x1024.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139305" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">เห็นในโพสต์เฟซบุ๊กโปรโมตงาน BBF ปีนี้ บอกว่า “เราหวังจะเป็นบ่อน้ำเล็กๆ ท่ามกลางทะเลทรายที่ดูกว้างไกลสุดตานี้” ทะเลทรายในความหมายที่ว่าคืออะไร</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> หมายถึงสถานการณ์สังคมในประเทศไทย เรามองว่าตอนนี้ทุกคนกักตัวกันก็แล้ว ออกไปข้างนอกก็พยายามระวังกันก็แล้ว พอมีเวลาก็ออกไปเรียกร้องก็แล้ว คือทำทุกอย่างแล้ว สมมติเป็นชีวิตคนคนหนึ่งเจอเรื่องอะไรที่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ต้องไปหาหมอแล้วนะ ต้องไปรักษาอาการ adjustment disorder แล้วถ้าสังคมคือคนคนหนึ่ง เจอเรื่องอะไรขนาดนี้เราจะไปหาหมอที่ไหน ไปหายาที่ไหน มันไม่มี เราก็เลยรู้สึกว่า มันไม่มีอะไรจะเยียวยาหรือชุบชโลมเราได้มากไปกว่างานศิลปะหรอก คือเราก็ยังมีความเชื่อมั่นแบบนี้&nbsp;</p>



<p>ตอนที่โพสต์โปรโมตงานไปครั้งสองครั้งแรกก็มีอยู่คอมเมนต์หนึ่ง เราไม่ได้แคปเก็บไว้แต่จำได้ เขาบอกว่านี่เป็นข่าวดีอย่างหนึ่งในบรรดาซีรีส์ของมหกรรมเรื่องลบที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าเราเอาตัวเองถอยออกมาจากการเป็นผู้จัดงาน BBF หรือถอยออกมาจากวงการหนังสือเลยก็ได้ เราก็คงรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วสถานการณ์บ้านเมืองยามนี้ส่งผลอะไรกับการจัดงานที่คนต้องออกมาเจอกันบ้างไหม</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะมาเจอวิกฤตระดับโลก ตอนแรกจะจัดปีที่แล้วเป็น BBF 2020 มันก็เกิดไม่ได้เพราะปัจจัยภายนอก ก็ตัดสินใจที่จะเลื่อนงานกันไปก่อน แล้วในช่วงที่เลื่อนงานเราก็ดูซ้ายดูขวา แลหน้าแลหลัง&nbsp;แล้วพอช่วงก่อนหน้านี้ที่เรารู้สึกว่าฟ้าเริ่มเปิด ก็เลยมารีสตาร์ทคิดกันอีกครั้งโดยที่ยังยึดแผนงานเดิม รวมทั้งธีมงาน The Magic of Paper เอาไว้แล้วเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆ เข้าไป ซึ่งเนื้อหาใหม่ๆ มันไม่ใช่เรื่องแรงบันดาลใจ แต่เป็นเรื่องผลกระทบทางจิตใจแล้วก็การใช้ชีวิตในสังคมไทย อย่างเช่น ปีที่แล้วมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง เราได้ยินเสียงของคนที่เป็นเสียงเล็กเสียงน้อย เราก็เอาตรงนี้เข้ามาผนวก ผสานรวมกับแผนที่เราตั้งต้นเอาไว้ กลายเป็นกิจกรรมทั้งหมดของ BBF 2021 แต่มันดันเกิดการระบาดเวฟที่ 3 เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา เราก็ต้องอพยพ หาสถานที่จัดงาน ตอนแรกจะจัดเป็นหนึ่งเดียวอยู่ในพื้นที่ BACC ตอนนี้เราก็ต้องกระจายไปที่เกอเธ่ ไปที่ Jam Factory แล้วงานเสวนาต่างๆ ก็จัดผ่านทางออนไลน์</p>



<p>จริงๆ แล้วมันก็เป็นความตลกร้าย คือเราตั้งชื่อว่า Bangkok Book Festival มาตั้งแต่แรก อารมณ์เหมือนกับว่าเรา centralization อำนาจของการจัดงานลักษณะนี้ให้ศูนย์รวมอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันก็บอกเราสอนเราอยู่ในตัวด้วยว่า จริงๆ งานลักษณะนี้มันควรกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้คนหลายๆ คนในสังคมที่อยู่ร่วมกันกับเราสามารถที่จะเข้ามาเสพ เข้ามาใช้ เข้ามาสัมผัส หรือเข้ามาพูดคุยกับเราได้ง่ายขึ้น เรารู้สึกว่าไอ้สภาวะแบบนี้มันกำลังบอกอะไรเรา แล้วเราจะต้องปรับตัวกันยังไง เราต้องมองสังคมเปลี่ยนไปยังไง</p>



<p><strong>จ๊อก :</strong> งานครั้งนี้ตลกมากนะ ชื่อธีมว่า The Magic of Paper แต่มันค่อนข้าง irony เพราะว่าแทบทุกอย่างจัดผ่านโลกออนไลน์ (หัวเราะ)</p>



<h4 class="wp-block-heading">ในยุคที่ออนไลน์ครองพื้นที่การสื่อสารแทบทั้งหมด ทำไมจึงเลือกคอนเซปต์ ‘The Magic of Paper’</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> เรามีความรู้สึกว่าในโลกปัจจุบันนี้ชีวิตทุกคนแม้กระทั่งตัวเราเองจะได้ยินคำว่า digital disruption ตลอดเวลา เรากำลังก้าวเข้าสู่โซนของโลกดิจิทัลมากขึ้น เห็นได้จากชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งการไปพวก trade fair งานหนังสืออย่างเช่นที่ London Book Fair ก็จะเห็นเลยว่า งานเขาเพิ่มพื้นที่บูทของบริษัทที่เป็นดิจิทัลนอกจากบูทของสำนักพิมพ์ เราเห็นแนวโน้มของดิจิทัลมากขึ้น แต่เราก็ยังเชื่อและเราก็มั่นใจว่า ไม่ว่าโลกดิจิทัลจะล้ำสมัยไปไกลแค่ไหนคนก็ยังโหยหาสิ่งที่เป็น traditional ซึ่งสำหรับการอ่านก็คือการจับต้องกระดาษ การได้กลิ่น ลึกๆ ทุกคนยังต้องการ touch ไม่ว่าจะเป็น human touch หรือ paper touch</p>



<p>ทีนี้คำว่า มนตราแห่งกระดาษ เราก็คุยกันในทีมอีกทีว่า มนตราในที่นี้มันไม่ใช่แง่ที่ทำให้เกิดอารมณ์รื่นรมย์หรืออะไรในทาง positive แต่เรามองไปถึงว่า มันเป็นมนตราจากการที่มันมีฟังก์ชั่นของการเป็นเครื่องไม้เครื่องมือของคนเป็นนักเขียน บรรณาธิการ คนทำงานสร้างสรรค์ ที่จะใช้เป็นสเปซหรือเป็น medium เพื่อที่จะต่อสู้ เรียกร้อง แหกปาก ร้องตะโกนกับสิ่งที่เราอึดอัด เราต้องการเปลี่ยนแปลง หรือเราต้องการนำเสนอ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-1024x683.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139306" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ปี 2021 แล้วกระดาษยังมี magic อยู่จริงใช่ไหม</h4>



<p><strong>จ๊อก :</strong> มันอาจจะเริ่มเหมือนโลกพ่อมดนะ แต่ก่อนอาจจะมีเยอะ ตอนนี้อาจจะมีจำนวนน้อยลง โรงผลิตกระดาษที่ผลิตกระดาษเพื่อพิมพ์หนังสือก็เปลี่ยนตัวไปเป็นโรงผลิตกระดาษเพื่อบรรจุภัณฑ์หรือเพื่อผลิตกระดาษทิชชู่เยอะขึ้น อันนี้เป็นเทรนด์ของโลก เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว พูดแบบแฟร์ๆ ผมคิดว่ามันน่าจะน้อยลง แต่แน่นอนกระดาษก็มีความพิเศษของมันอยู่แล้ว หนังสือและการอ่านมีความพิเศษของมันอยู่</p>



<p><strong>หน่อย :</strong> พลังของมันอาจจะลดน้อยไป เมื่อเทียบกับโลกทวิตเตอร์หรืออื่นๆ ซึ่งพลังที่มันลดน้อยไปคือพลังในแง่ความเร็ว แต่ในแง่ของความเป็นอมตะมันยังมีอยู่ แล้วสิ่งพิมพ์มันต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน มันจึงเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ยังมากกว่าสิ่งที่เป็นฟลัดของ information ฟลัดของกระแสอารมณ์หรืออะไรที่มันอยู่ในโลกออนไลน์ เรามองว่าพลังมันคนละแบบ แต่เราเชื่อว่าสิ่งที่ผ่านการพิมพ์ลงบนกระดาษไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์อะไร พลังมันยังอยู่แน่</p>



<p><strong>ใหม่ :</strong> เห็นด้วยว่าพอต้องผ่านการพิมพ์มันจะรู้ว่ามีคนเบื้องหลังที่ทำให้งานชิ้นนี้ออกมา มันมีความประณีต แล้วความฝันของนักออกแบบคือการที่ได้เห็นงานที่เป็น physical มากกว่าดิจิทัลอยู่แล้ว แต่อย่างตอนนี้การผลิตมันก็น้อยลงอย่างที่พี่จ๊อกบอก หนังสือมันก็ไม่ใช่ mass product อยู่แล้วด้วยซ้ำ แล้วพอมันพิมพ์น้อยลง ตอนนี้มันกลายเป็นสำหรับคนที่อยากเก็บจริงๆ</p>



<p><strong>จ๊อก :</strong> ผมคิดว่าพอคนทำงานรู้ว่าคอนเทนต์จะถูกพิมพ์เป็นเล่ม ผมว่าไม่มากก็น้อยมันจะมีความรู้สึกว่าพยายามขัดเกลา หรือทำให้มันประณีตขึ้น เพราะฉะนั้นงานที่ผ่านการพิมพ์เป็นหนังสือมันน่าจะมีอิมแพกต์ในเชิงอารมณ์ หรือในเชิงที่มันลึกซึ้งมากกว่าการตีพิมพ์ออนไลน์</p>



<p>ผมเดาๆ เอานะ ถ้ากองบรรณาธิการอีดิตงาน 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งรู้ว่าจะถูกตีพิมพ์เป็นเล่ม อีกชิ้นหนึ่งรู้ว่าจะถูกโพสต์ลงออนไลน์ ผมว่ากองบรรณาธิการอาจจะมีท่าทีต่อสองชิ้นนี้ไม่เหมือนกัน อันหนึ่งพิมพ์ไปแล้วไม่รู้ว่าจะมีคนซื้อไปอ่านหรือเปล่า แต่รู้ว่ามันแก้ไขไม่ได้ถ้ามันอยู่ในหน้ากระดาษแล้ว อีกอันหนึ่งรู้ว่ามันจะเข้าถึงคนจำนวนมากในทันทีเลย แต่ว่าเรายังไปอีดิตได้ mentality ในการที่จะดีลกับงานสองประเภทนี้ก็น่าจะไม่เหมือนกัน ไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่านะ มันไม่เหมือนกัน พอมันต่างกันก็เป็นเรื่องที่ต้องตีความ นักอ่านไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรืออ่านออนไลน์ก็อาจจะมาบอกว่ามันจะต่างกันยังไง แต่ผมคิดว่าที่มามันไม่เหมือนกันแน่ๆ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-1024x683.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139338" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วงานปีนี้มีอะไรที่ถูกคิดมาเพื่อให้ตอบโจทย์คอนเซปต์ &nbsp;‘The Magic of Paper’ บ้าง</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> ถ้าแบ่งตามกิจกรรม เราก็จะมีทั้งเสวนา นิทรรศการ แกลเลอรี เดิมทีเราจะมีเวิร์กช็อปแต่ตอนหลังเจอโควิดเราก็ต้องเปลี่ยนเป็นเดโม่</p>



<p>ส่วนที่เป็นเสวนาจะถูกแบ่งเป็น 2 หมวด หมวดแรกคือ เปิดตัวหนังสือของสำนักพิมพ์พันธมิตร พาร์ตเนอร์ อีกหมวดหนึ่งคือ สิ่งที่เราเรียกว่าหัวข้อเฉพาะ หรือพวก special topic ซึ่งเราก็พยายามเขย่ารวบรวมให้พูดถึงคนทำงาน องค์กร หรือพื้นที่ที่ทุกวันนี้ยังบริการทำงานอยู่บนหนังสือเล่ม ส่วนที่เป็นนิทรรศการจัดที่เกอเธ่ชื่อ Book Zoo Exhibition เป็นนิทรรศการที่แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน คือ Bookbinding, Sizing และ Special Printing Techniques เพื่อ educate คนชมว่า หนังสือที่สามารถผลิตได้ หนังสือที่มีอยู่ในตลาด ในการใช้จริงๆ มันมีอยู่กี่แบบ ไม่ใช่ว่าคุณเข้าไปในร้านหนังสือแล้วคุณเห็นพ็อกเก็ตบุ๊กแล้วเข้าใจว่ามันมีอยู่แค่นั้น</p>



<p>ส่วนแกลเลอรีจะไม่ได้พูดถึงฟังก์ชั่นในรูปแบบของหนังสือเล่ม แต่เรามองว่ากระดาษมันเป็นพื้นที่รองรับความคิด อารมณ์ เสียง ของคนที่อึดอัดคับแค้นใจหรือมีอะไรอยากบอกสังคม เราก็เลยชวน 15 สตูดิโอมาสร้างงาน คุณอึดอัดคับข้องใจเรื่องอะไรคุณเทลงมาในกระดาษของคุณได้เลย โดยเราไม่ได้ไปกำหนดว่าจะต้องใหญ่แค่ไหนหรือกี่ชิ้น พูดง่ายๆ คือเอาที่สบายใจ ทั้ง 15 สตูดิโอก็เริ่มแจ้งกลับมาว่า ฉันอยากส่งเสียงเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีทั้งประเด็น LGBTQ+ การอยู่รอดของร้านหนังสือ การเคลื่อนไหวทางการเมือง คนตัวเล็กตัวน้อยที่ออกไปเรียกร้องแล้วโดนรังแก ก็เลยมาขมวดว่าสิ่งที่เราเห็นทั้งหมดมันคือการที่เราให้กระดาษเป็นพื้นที่ในการเรียกร้องเสรีภาพ</p>



<p><strong>ใหม่ :</strong> แล้วก็จะมี free copy ประจำงานด้วย รอบนี้เรากำหนดหัวข้อว่า BAD PAPER, BAD PEOPLE โฟกัสไปที่เหตุการณ์การเรียกร้องในบ้านเราที่เกิดขึ้น สิ่งที่สื่อสารผ่านกระดาษมันเปลี่ยนอะไร มันถูกซ่อนอะไร ก็จะมีเนื้อหาตั้งแต่จดหมายที่เขียนตอบโต้กันระหว่างแอ็กทิวิสต์ตอนที่มีการรัฐประหารจนเวลาผ่านมาแล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เนื้อหาข้างในก็จะเข้มข้นมาก และด้วยความที่เนื้อหามันเป็นอย่างนี้ เราก็อยากให้มันดิบด้วย เพราะฉะนั้นปกและดีไซน์ข้างในก็ค่อนข้างหวือหวา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-139308" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">งาน BBF ครั้งแรกเมื่อปี 2015 พวกคุณเน้นพูดเรื่องแพสชั่นของคนทำหนังสือ แต่ว่าครั้งนี้พวกคุณเลือกพูดถึงประเด็นที่เข้มข้นกว่านั้นอย่างสังคมการเมือง ทำไมงานที่ว่าด้วยเรื่องหนังสือหรือวรรณกรรมจึงต้องพูดเรื่องพวกนี้</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> เพราะว่าวรรณกรรมคือชีวิต ถ้าเกิดว่าชีวิตของคุณไม่เชื่อมโยงกับโลกข้างนอกคุณก็ไม่สามารถมีชีวิตได้ ถ้าคุณนั่งอยู่ในห้อง แล้วคุณจะมาโลกสวยว่า ฉันปลูกผักกินเองริมระเบียง มันก็อยู่ไม่ได้ อย่างน้อยคุณก็ต้องออกไปซื้อไข่ การเชื่อมโยงไปสู่โลกข้างนอกมันเป็นความจำเป็นโดยพื้นฐานของชีวิตเราอยู่แล้ว แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเชื่อมโยงได้ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง คุณก็จะเห็นความแตกต่างว่าตัวคุณไม่เหมือนเขา เขา เขา และเขา แล้วเขาทั้งหลายก็ไม่เหมือนกันด้วย เราเลยมีความรู้สึกว่าการทำ BBF มันไม่ใช่แค่การเอาแพสชั่นหรือความหลงใหลคลั่งไคล้ ความรักหนังสือมาจัดเทศกาลแบบในปี 2015 แต่ตอนนี้สังคมมันบีบคั้น เค้นให้เราต้องมีมากกว่าคำว่าแพสชั่น</p>



<p><strong>จ๊อก :</strong> มันขึ้นอยู่กับบริบทด้วย อย่างงาน BBF ครั้งแรกเราจัดปี 2015 ใช่ไหมครับ ตอนนั้นประยุทธ์เพิ่งปฏิวัติ ตอนนั้นก็ไม่มีใครคิดว่าประยุทธ์จะอยู่นานขนาดนี้นะ ก็หาเรื่องบันเทิงเริงรมย์ เอนจอยชีวิต อ่านหนังสือ แฮปปี้ ปีถัดมาก็ยังคิดว่าอยู่ไม่นานอยู่ แต่นี่ผ่านมา 7 ปี มันอยู่มานานแล้วทำให้ชีวิตเรา fuck up มากเกินไปแล้ว ก็เลยต้องมีเสียงอะไรแบบนี้ออกมาหน่อย</p>



<p>ส่วนวรรณกรรมหรือสิ่งพิมพ์ต้องสะท้อนความเป็นไปในสังคมหรือเปล่า ผมคิดว่าจำเป็นและต้องทำ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังจากเรา เพราะว่าสิ่งพิมพ์เวลาถูกพิมพ์ออกมามันค่อนข้างชัดเจน มันจะถูกระบุว่าถูกพิมพ์ปีไหน ถ้ามันสะท้อนสังคมหรืออารมณ์ความรู้สึกของยุคสมัยนั้นได้ตรงไปตรงมา หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไป 10-20 ปี ผมคิดว่ามันจะเป็นภาพตัวแทนที่มันจริง ฉะนั้นมันสำคัญมากที่คนทำสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ก free copy หรือนิตยสารก็ตาม ควรจะดึงสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ แล้วสะท้อนออกมา ไม่อย่างนั้นมันจะก่อให้เกิดปัญหาทางประวัติศาสตร์ และอาจจะทำให้คนรุ่นหลังเราไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ หรือเข้าใจประวัติศาสตร์แบบผิดๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-1024x683.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139309" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แล้วถ้าถามว่างานวรรณกรรมมันสำคัญยังไง ผมว่าอันหนึ่งที่แน่ๆ เลย ที่จะมีผลมากๆ คือ หนังสือมันทำให้เราเห็นมุมที่เราอาจจะไม่ได้ไปอยู่ เช่น ทุกวันนี้เราอยู่ในประเทศไทย เราก็อยู่ในสังคมในชนชั้นแบบที่เราอยู่ เราก็อาจจะเห็นภาพไม่กว้าง ถ้าอ่านวรรณกรรมภาษาไทยก็จะเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ถ้าอ่านวรรณกรรมแปลก็เห็นคนอีกแบบ ที่อาจจะประสบปัญหาคล้ายๆ กันแต่เขาอยู่ในสภาวะหรือสถานะที่ต่างจากเรา ผมคิดว่ามันทำให้เกิด empathy ต่อมนุษย์</p>



<p>แล้วจากแค่ empathy นี่แหละ มันก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหลายๆ อย่าง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-book-festival-2021/">คุยเรื่องพลังของวัฒนธรรม วรรณกรรม และกระดาษ กับทีมผู้จัด Bangkok Book Festival 2021</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
