<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/series/on-that-day/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/series/on-that-day/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 09 Sep 2024 04:56:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ทรงศีล ทิวสมบุญ นั่งรถไฟ 6 ขบวนชีวิตเพื่อเดินทางสู่ ‘ความไม่รู้’ ไปพร้อมกับหัวไฟและถั่วงอก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/on-that-day-song-sin/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุธาสินี สุทธะโส]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Jul 2024 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ทรงศีล ทิวสมบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[หัวไฟและถั่วงอก]]></category>
		<category><![CDATA[illustrator]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=175627</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชีวิตในตอนนั้นเหมือนกำลังนั่งรถไฟเหาะที่เราไม่มีความรู้สึก และที่ผ่านมาสิ่งที่เรายึดใช้กับการทำงานศิลปะมาตลอดนั่นก็คือ ความไม่รู้” </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/on-that-day-song-sin/">ทรงศีล ทิวสมบุญ นั่งรถไฟ 6 ขบวนชีวิตเพื่อเดินทางสู่ ‘ความไม่รู้’ ไปพร้อมกับหัวไฟและถั่วงอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เผื่อว่าใครยังไม่รู้จัก ‘ถั่วงอกและหัวไฟ’ นิยายภาพของทรงศีล ทิวสมบุญ เราจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวเริ่มจาก ‘ถั่วงอก’ เด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งอยู่บนกองขยะ ลืมตาขึ้นมาพบกับ ‘หัวไฟ’ เด็กเร่ร่อนที่มีความฝันอยากยึดครองโลก และ ‘บุบบิบ’ ไม่ใช่น้องหมาแต่คือเพื่อน ทั้งคู่กำลังเดินทางไปสร้างงานศิลปะบนกำแพงเพื่อถ่ายทอดแนวคิดสุดโต่งของหัวไฟตามเมืองต่างๆ ถั่วงอกจึงขอร่วมเดินทางไปด้วยโดยจะรับหน้าที่เป็นลิ่วล่อให้บุบบิบตามคำสัญญา&nbsp;</p>



<p>และต่อจากนี้คือการเดินทางของเหล่าเด็กชายขอบที่โหยหาความรัก ความฝัน และการฝ่าฟันสังคมอันมืดหม่นที่มีเหล่าคนชุดดำจ้องจะทำร้ายพวกเขา ที่นักวาดคนนี้หยิบยกชีวิตจริงของเขามาผสมโลกจินตนาการสุดดาร์ก ถ่ายทอดผ่านนิยายภาพทั้ง 10 เล่ม&nbsp;</p>



<p>เล่มแรกออกเมื่อปี 2548 และจนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่เฉลยสักทีว่า หัวไฟได้ครองโลกตามที่ตั้งใจไว้ไหม แต่เราในฐานะแฟนหนังสือที่มองเห็นชีวิตของเขาผ่านตัวละครและเรื่องแต่งมาตลอดกลับสนใจต่อว่า ทรงศีลจะไปสุดและหยุดที่ตรงไหนกันนะ</p>



<p>เพราะตั้งแต่เริ่มอาชีพนักวาดภาพประกอบในคอลัมน์ให้กับ a day สมัยที่ยังเป็นนิตยสาร เขาก็ใช้แรงปรารถนาปลุกสร้างเหล่าตัวละครและจับมือพวกเขาทำตามความฝันมากว่า 20 ปี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-1024x683.jpeg" alt="" class="wp-image-175633" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1.jpeg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จากหนังสือ กระโดดโลดแล่นสู่ FIREHEAD : Soul Liberate นิทรรศการเดี่ยว ‘ถั่วงอกและหัวไฟ’ ที่เคยจัดไปเมื่อปี 2566 ทรงศีลเล่าให้ฟังอย่างยิ้มๆ ว่า เขาอยู่กับตัวละครมานานจนพวกเขามีชีวิตจริงๆ และเพราะได้ยินเสียงจากตัวละครว่าไม่อยากอยู่แค่ในหนังสือ เขาในฐานะเพื่อนร่วมทางเลยจับมือหัวไฟและถั่วงอกท่องสู่โลกความจริง </p>



<p>แม้วันนี้เขาจะไม่ได้วาดภาพให้ a day แล้ว แต่การกลับมาที่นี่กลับทำเขาพยักหน้าบอกเราว่า บรรยากาศและไฟของคนที่นี่ยังคงเหมือนเดิม ส่วนตัวเขาแม้ห่างเหินจากนิตยสาร a day เล่ม 91 ไปนานถึง 16 ปี กลับมีเรื่องราวมากมายที่คาดว่า น่าจะยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง </p>



<p>ทรงศีลหยิบนิตยสารที่มีหน้าปกเป็นลายเส้นของเขาขึ้นมา มองแค่พริบตาก็พูดออกมาอย่างเบาๆ ว่า “ชีวิตในตอนนั้นเหมือนกำลังนั่งรถไฟเหาะที่เราไม่มีความรู้สึก และที่ผ่านมา สิ่งที่เรายึดใช้กับการทำงานศิลปะมาตลอดนั่นก็คือ ความไม่รู้” </p>



<p>ถ้างั้นขอพาทุกคนกระโดดขึ้นรถไฟทั้ง 6 ขบวนไปดูชีวิตและความไม่รู้ของเขากัน</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ขบวนที่ 1</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>สิ้นสุดความฝันนักดนตรี แต่ ‘ที่ว่าไม่ดี มันอาจจะดี’</strong></h4>



<p>“ตอนนั้นหน้าตาเราเป็นตัวละครที่อยู่บนปกนี้เลย (หัวเราะ) เราอายุ 27 ปี ซึ่งยังจำได้ดีเลยว่าชีวิตมันค่อนข้างเข้มข้นมาก ทุกอย่างมันให้ความรู้สึกราวกับนั่งรถไฟเหาะแต่เราไม่ค่อยมีความรู้สึกกับสิ่งรอบตัวเลยว่ามันสำคัญขนาดไหน เราไม่รู้ตัวจริงๆ ซึ่งเราก็คิดนะว่า อยากรู้สึกตัวกับชีวิตให้มากกว่านี้นิดหนึ่งด้วยซ้ำ</p>



<p>คือก่อนหน้านี้ ตอนอายุ 25 ปี เป็นชีวิตขาลงสุดสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่งเลย เพราะเราตกงาน เลิกกับแฟน เรายังจัดการกับความรู้สึกไม่เป็นในบางเรื่อง ก็เลยส่งผลต่อชีวิตค่อนข้างมาก และทำให้เกิดเป็นรูกลวงในตัวเราขึ้นมาด้วย อย่างเช่น เราเคยมีความฝันอยากเป็นนักดนตรี และเรามีวงดนตรีที่เรารักมากๆ แต่วงกลับแตกและหายไปเลย คือมันเป็นเรื่องอุปนิสัยของเรา เราเริ่มสร้างปัญหาให้กับวงจากการที่เราไม่ชอบนอนดึก ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ อันนี้คือปัญหาหลักของเรา เพราะวงต้องเล่นดนตรีกลางคืน ซึ่งแม้จะเป็นวงดังหรือไม่ดังก็ต้องเล่นเพลงซ้ำๆ ซึ่งเราทนกับเรื่องนี้ไม่ได้ กลายเป็นว่า เราชอบที่จะอยู่ในห้องอัด ชอบสร้างสรรค์มากกว่าที่จะชอบออกไปเผชิญหน้า </p>



<p>พอไม่ได้เป็นนักดนตรีแล้ว มีช่วงหนึ่งเราเอาแต่นั่งวาดรูปแล้วก็รู้สึกว่า ดีเว้ย ไม่ต้องเอาตัวออกไปไหนนานๆ มันสบาย ไม่ต้องมีใครมายุ่งกับเรา เราเลยค่อยๆ เรียนรู้ว่า ตัวเราอาจไม่ได้เหมาะกับความอยากนั้นๆ เราอาจจะอยากเพราะได้รับแรงกระตุ้นจากการไปเห็น Rock Star หรืออะไรต่อมิอะไร แต่พอกลับมาใช้เวลากับตัวเองแล้วเราไม่ได้เหมาะจะเป็นสิ่งนั้น ไอที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ มันเหมาะกับความเป็นตัวเรามากกว่าเยอะ</p>



<p>เราเลยชอบพูดคำหนึ่งมากๆ ได้ยินครั้งแรกตอนอายุ 15 ว่า “ที่ว่าไม่ดี มันอาจดีก็ได้” ตอนแรกไม่ค่อยเชื่อนะ แต่ว่าชีวิตช่วง 25 ปี ดำเนินมาถึง 27 ปี ทำให้เราเข้าใจประโยคนี้อย่างถ่องแท้เลยว่า ในช่วงที่แย่มันอาจจะมีอะไรที่ดี จะดีขนาดไหนหรือจะดีกับเรื่องอะไร เราก็แค่ยังไม่รู้ตัว </p>



<p>ถ้าถามว่าเราออกแบบปกนี้ยังไง คำตอบอาจจะไม่ค่อยว้าวนะ ก็คือ เราแทบไม่รู้ตัวเลยว่าทำอะไรอยู่ช่วงนั้น เรารู้แค่ว่าเราจะได้ทำปก a day และมีเรื่องราวชีวิตตัวเองเป็น Main Course เราก็นึกถึงแต่สิ่งที่เราอยากใส่ลงไปและใช้สัญชาตญาณอย่างเดียวเลย ไม่มีกระบวนการ ไม่มีแบบแผน แค่อะไรที่จะทำให้ตัวเรารู้สึกสนุกที่สุด สนุกจนถึงขั้นทำเสร็จแล้วอยากอวดให้โลกเห็นจะแย่ว่า เราภูมิใจมาก แต่เราไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรเลยว่าเล่มนี้จะต้องขายดี เราแค่อยากจับมันโยนออกไปหมดเลย นั่นคือใจความของชีวิตช่วงนั้นของเราเลย สิ่งที่เราจำได้มีเพียงแค่ เรารักตัวละครของเราทุกตัวมากๆ&nbsp;</p>



<p>ดูเหมือนชีวิตวัยรุ่นของเราอาจไม่สมหวังนะ แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ เราก็จะไม่เปลี่ยนตัวเอง เราชอบเราคนนั้น เพราะเขามีความสดในแบบของเขา ช่วงชีวิตวัยรุ่นมันต้องไม่รู้เรื่องมันถึงจะสนุก รู้ไปหมดจะสนุกได้ไง ไปโดนผู้หญิงหลอก ฟูมฟายมา เขียนเพลง แต่งหนังสือนั่นน่ะดี (หัวเราะ) เราว่ามันดีแล้วที่เราอดทนจนเราได้กลายเป็นเราในทุกวันนี้”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-1024x683.jpeg" alt="" class="wp-image-175634" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2.jpeg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ขบวนที่ 2</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เปิดโต๊ะนักวาดและหนังสือภาพเล่มแรกของทรงศีล</strong></h4>



<p>“เราสร้างตัวละครโดยที่เราเองก็ไม่รู้ว่า ตัวเองกำลังทำอะไร แล้วทำไมเราถึงสร้างถั่วงอกและหัวไฟให้เป็นเด็กเร่ร่อน พอเราโตขึ้นก็มองย้อนกลับไป เออกูป่วยอะไรวะ (หัวเราะ) แต่เรามาคลี่คลายมันทีหลัง เราว่า เรารู้สึกเป็นคนนอกของสังคม มันเป็นความรู้สึกที่มีมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วแม้แต่กับครอบครัว โรงเรียนก็เคยรู้สึก สิ่งนี้ก็อาจจะสะท้อนออกไปผ่านตัวละครทุกตัวเหมือนตัวแทนของเราในมุมต่างๆ สิ่งที่เขาพูดก็มาจากความคิด ความรู้สึกของเราในหลายๆ บุคคลิก หัวไฟมีความฝันอยากครองโลก มีความทะเยอทะยานซึ่งเรามีมาตั้งแต่วัยรุ่นแล้ว และเราต่างก็ชอบดนตรีร็อกเหมือนกัน เขารักหมามากๆ ผมก็รักมาจนไม่กล้าเลี้ยง ส่วนถั่วงอกมีความเปราะบางมีความเห็นอกเห็นใจ มีสายตาที่ละเอียดอ่อน ซึ่งเราก็มี</p>



<p>การที่ตัวละครเป็นเด็กเร่ร่อน ไม่มีครอบครัว อย่างถั่วงอกที่เคยพูดว่า เหมือนตัวเองเป็นจิ๊กซอว์ที่หาไม่เจอว่าควรจะไปต่อยังไงดี ในแง่หนึ่งมันก็เหมือนเป็นพรวิเศษนะ เพราะอย่างน้อยถึงจะเข้ากับคนอื่นได้ไม่ดี แต่เราก็ยังรู้ตัวว่าเราชอบอะไร มีความสุขกับอะไรโดยไม่สับสนหรือลังเลกับการตั้งคำถามถึงสิ่งนี้เลย เราค่อนข้างที่จะสนิทกับตัวเองพอสมควร&nbsp;</p>



<p>ตอนที่เราทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบคอลัมน์ให้ a day มันเหมือนเป็นการค่อยๆ สะสมประสบการณ์และหาสิ่งที่ชอบให้ตัวเอง จนกระทั่งเราจะทำหนังสือเล่มแรก เราไม่มีประสบการณ์ด้านนี้แม้จะผ่านการทำคอลัมน์มามันก็ยังให้ความรู้สึกยากเป็นพันเท่า&nbsp;</p>



<p>แต่เรามองว่า แค่มีแรงปรารถนาเยอะมากๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วนะ เดี๋ยวมันจะหาทางทำจนได้เองต่อให้มันต้องถลอกปอกเปิกแค่ไหนเดี๋ยวมันก็จะเจอจนได้แหละ&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นหนังสือภาพถั่วงอกและหัวไฟเล่มแรกจึงนับว่าเป็นอะไรที่บริสุทธิ์สุดแล้ว เราสร้างงานด้วยการอยู่คนเดียว อยากทำอะไรก็ใส่ลงไปโดยไม่ได้นึกถึงคนอ่าน และไม่รู้ว่าโลกภายนอกคืออะไร เราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่พอหนังสือถูกพิมพ์ออกสู่สังคม ซึ่งตีพิมพ์มากกว่าที่เราคิดอีกนะ เรียกว่าเสียงจากโลกภายนอกรั่วไหลเข้ามารวดเร็วมาก อย่างเราเพิ่งมารู้ว่าลายเส้นของเราไม่ค่อยเหมือนคนอื่นหรือมันผิดแผก คือเราไม่รู้เลยว่าลายเส้นของเรามันเป็นยังไง </p>



<p>แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เราค้นพบตัวเองตรงที่ว่า ช่วงเวลาที่นั่งทำงานเราไม่ค่อยจะสนใจโลกภายนอกเท่าไหร่ เราเขียนเล่ม 1 หรือเล่มต่อๆ ไป ขายไปเยอะมาก มันไม่ได้รู้สึกว่ามีคนชอบหรือไม่ชอบ แต่เรากลับไปโฟกัสกับความรู้สึกที่ว่า เล่มนี้ของเราก็ดีนะ แต่เรายังมีทีเด็ดที่ดีกว่านั้นอีก ซึ่งยังไม่รู้หรอกแต่เดี๋ยวจะทำให้ดู&nbsp;</p>



<p>คือเราชอบท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ กับงานชิ้นต่อๆ ไปมากกว่า ส่วนเสียงจากโลกภายนอกที่ไหลเข้ามาก็เป็นสารที่ดีกับตัวเรา เพราะมันกระตุ้นให้เราอยากจะพูดอะไรบางอย่างต่อโลกใบนี้ จากเล่มแรกที่อยู่กับตัวเอง เล่มต่อไปจะเริ่มกว้างขึ้น ไปวิพากษ์สังคมมากขึ้น เพราะเราเริ่มเผชิญกับโลกและเจอผู้คนมากขึ้นไปด้วย”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/7-683x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-175635" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/7-683x1024.jpeg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/7-200x300.jpeg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/7-768x1152.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/7-600x900.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/7-210x315.jpeg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/7.jpeg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ขบวนที่ 3</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ในวันที่ถั่วงอก หัวไฟกระโดดออกจากหนังสือ โลดแล่นบนโลกความจริง</strong></h4>



<p>“เราไม่ได้มองว่านิยายเป็นเรื่องแต่ง แต่เรามองว่าเป็นความจริงอีกแบบหนึ่ง ตัวละครเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นแค่ตัวละคร เรามองหน้ามันก็รู้สึกว่ามันปฏิเสธเราได้ หัวไฟเขาก็มีเรื่องที่เขาปฏิเสธ​ เขาบอกไม่ทำ ไม่ยอมเต้นแต่ดูดบุหรี่แทน เราบังคับไม่ได้ก็ต้องเขียนแบบนั้น ทุกตัวจะเป็นแบบนี้ เราสร้างเขาขึ้นมาแล้ว เขาก็จะมีชีวิตที่เป็นของตัวเองในระดับที่เราต้องเรียนรู้เขาเหมือนเป็นเพื่อน ที่เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง&nbsp;</p>



<p>พอดีกับเราเป็นคนที่อยากนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ตอนที่ทำหนังสือเล่มแรก เราไม่อยากเขียนทั้งเล่มเพราะมันไม่สนุก หรือถ้าจะตีช่องวาดเหมือนการ์ตูนก็ไม่ค่อยชอบไม้บรรทัด การทำหนังสือมันจะเป็นแค่กระดาษที่เย็บเข้าด้วยกันเป็นปึกๆ แค่นั้นจริงหรอ กฎเกณฑ์ต่างๆ มันเกิดขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายของมัน แต่มันอาจไม่ตรงกับเรา ดังนั้นเราเลยไม่ค่อยเชื่อในกฎเกณฑ์&nbsp;</p>



<p>ความคิดแรกที่เข้ามามันคือคำว่า Speaker of This Generation เรามองว่าทุกอย่างเป็นมากกว่าตัวมันเองได้หมด ขึ้นอยู่กับว่ามันจะทำปฎิกิริยายังไงกับผู้คนและสังคม เราว่าสิ่งนี้สำคัญ ดังนั้นเราอยากพาตัวละครของเราไปที่อื่นๆ เพื่อสื่อสารกับผู้คนที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เพราะเราอยากรู้ว่าเขาจะรู้สึกยังไงที่พบเจอตัวละครของเรา เราก็เลยจัดแสดงผลงานภาพวาดเป็นนิทรรศการของตัวเองขึ้นมา เพื่อชวนผู้คนมาอยู่ในบรรยากาศนี้ด้วยกันที่ไม่ใช่อยู่แต่ในหน้าหนังสือ&nbsp;</p>



<p>แต่พอทำนิทรรศการและงานอื่นๆ จนไม่ได้เขียนหนังสือมา 2 ปี ก็มีเถียงกับตัวเองนะว่า ทำไมไม่เขียนอะ แต่พอมองหน้าตัวละครพวกนี้ ก็จะมีเสียงหัวไฟถามเราพร้อมดูดบุหรี่ไปด้วยว่า ‘เหรอ บอกตอนไหนว่าอยากอยู่แค่ในหนังสืออะ’ ถ้าเป็นความคิดของถั่วงอก เขาคงจะกลัวๆ แบบ ‘เราจะไปทางนั้นกันเหรอ’ อาจจะมีเหงื่อหยด เขาก็คงอึดอัด แต่ก็ไปก็ได้ แล้วก็หิ้วกระเป๋าไป”</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ขบวนที่ 4</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เพราะความฝันคือการครองโลก หัวไฟจึงออกเดินทางสร้างงานศิลปะรอบโลก</strong></h4>



<p>“หัวไฟก็ยังเดินอยู่ในความฝันของตัวเองนั่นแหละ แต่ว่าจะครองโลกได้หรือเปล่า ในนิยายก็ไม่ได้ตอบ บางทีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น เราก็สงสัยนะว่าเขาอยากครองโลกจริงๆ หรือมีตรงนั้นไว้เพื่อให้เขาไฟลุกโชน เพื่อเดินต่อไปหน้าข้างได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจริงๆ เราว่าหัวไฟคงไม่ได้อยากครองโลกจริงๆ หรอก คือเขาผ่านอะไรมาเยอะแต่ บุคลิกเขาไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/8-683x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-175636" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/8-683x1024.jpeg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/8-200x300.jpeg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/8-768x1152.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/8-600x900.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/8-210x315.jpeg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/8.jpeg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>เราเองก็เหมือนกัน ความฝันตอนวัยรุ่นกับตอนนี้มันเปลี่ยนไปเยอะ ตอนนั้นเราเคยบอกว่าอยากจะทิ้งอะไรไว้หลังจากที่เราตายไปแล้ว ให้มันเป็นสมบัติต่อโลกใบนี้ คือแบบคิดอะไรอยู่วะ ตายไปมึงก็ไม่รู้แล้วว่าโลกจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เผลอๆ โดนดาวเสาร์พุ่งชนโลกไม่มีใครเห็นงานอีกต่อไปเลยก็ได้ (หัวเราะ) ตอนนี้เราสนใจแค่เวลาปัจจุบันและอนาคตระยะใกล้ แค่อยากมีไฟ มีความเร้าใจ มีเรื่องราวใหม่ๆให้ชีวิตได้ตื่นเต้นอยู่เสมอ จริงๆ เราก็แค่อยากทำงานไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าเป็นความสุขที่แท้จริงสำหรับเราเลย เหมือนกันกับที่หัวไฟเล่นกับบุบบิบ หรือนั่งคุยกับถั่วงอกมันก็คือความสุขที่เขาต้องการจริงๆ ก็ได้</p>



<p>เราไม่ใช่คนที่ดีนะ แต่เราเป็นห่วงโลก เรารักผู้คนมากๆ อยากให้โลกมันดีขึ้นกว่านี้ อย่างน้อยๆ ก็แถวรอบๆ ตัวตรงที่เราอยู่ก็ได้ เรามองว่าอะไรที่ยังขาดอยู่เราก็จะลองนำเสนอผ่านการทำงานศิลปะ เพราะเราเชื่อว่ามันสร้างแรงกระเพื่อมและความรู้สึกให้กับผู้คนหรือสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในสังคมได้”</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ขบวนที่ 5</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>การเดินทางด้วยความไม่รู้</strong></h4>



<p>“บางครั้งการเป็นตัวของตัวเองมันไม่ได้เกิดจากการรักสิ่งต่างๆ เยอะๆ แล้วก็มาตกตะกอนเพียงอย่างเดียว แต่เราว่ามันเกิดจากความไม่รู้ก็มี เราอยากจะบอกว่างานศิลปะ หนังสือ หรือสิ่งที่เราสื่อสารกับผู้คนในทุกๆ จังหวะชีวิตเนี่ย เคล็ดลับเราไม่มีนะ สิ่งที่เราใช้มาตลอดก็คือ ‘การด้นสด’ ให้เกิดความเป็นไปไม่ได้ที่ตัวเราเองก็คาดไม่ถึง มันทำให้ทั้งชีวิตและงานน่าติดตาม&nbsp;</p>



<p>คำว่า ‘ไม่รู้’ มันมีมิติของมัน และเราสนับสนุนความไม่รู้ในการทำงานศิลปะ เพราะมันนำมาซึ่ง ความบริสุทธิ์และความจริงใจในการทำงาน วิธีนี้มันมีอยู่ในการทำงานศิลปะของเราเลยนะ เช่น ถ้าถามเราว่า ทำไมตัวละครหัวไฟถึงมีหัวเป็นไฟ เราก็จะตอบจริงๆ ว่า ‘ไม่รู้’ มันเกิดขึ้นเอง แต่หากมองในรายละเอียดของชีวิตตอนนั้น เราชอบแฟรงเกนสไตน์ ชอบฝีแปรงของแวน โกะห์ ด้วยนิดหนึ่ง แล้วก็ความร้อนต่างๆ มันก็อาจมีอยู่ในตัวเรา มันก็เลยสื่อสารออกมาอย่างนั้นในแบบที่เราไม่รู้ตัวหรือเปล่า เราจะได้ต้นแบบจากตัวเราที่ไม่ได้รู้ตัวเลยมาเป็นต้นทางในการทำงาน ซึ่งจริงๆ วิธีแบบนี้มันเหมือนจะสูญหายไปกับหลายๆ บทบาทของการทำงานในโลกยุคปัจจุบันไปแล้วเลย”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/9-683x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-175637" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/9-683x1024.jpeg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/9-200x300.jpeg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/9-768x1152.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/9-600x900.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/9-210x315.jpeg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/9.jpeg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ขบวนที่ 6</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>จากทรงศีล ถึง ทรงศีล และผู้คนที่ฝ่าฟันความฝันบนโลกความจริง</strong></h4>



<p>“ตอนนี้อายุ 43 พยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้เหมือนเด็กคนนึงก็พอ ความฝันกับความจริงมันอยู่ห่างกันนิดเดียว อยู่ที่ความรู้สึกและมุมมองของเราเลยจริงๆ เราคิดว่า ความฝันกับความจริงจะต้องเจอกันและคุยกันบ่อยๆ ความฝันอันแรงกล้า บางครั้งก็อาจจะไม่สู้เรื่องเรียบง่ายที่มีความสุข มันไม่ได้หมายความว่า คนมีความฝันจะงดงามกว่า และก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีแล้วจะงดงามกว่า อยู่ที่ความคิดที่จะเปลี่ยนกันได้แค่เสี้ยววินาทีแค่นั้นเอง&nbsp;</p>



<p>ถ้าเกิดว่ามีความฝันอยู่ มันก็เป็นเรื่องที่ดีตรงที่เราได้เห็นแสงสว่าง มีพลังที่ทำให้รู้สึกอยากลงมือทำ แต่ในขณะเดียวกันมีชีวิตที่ดีโดยที่ไม่มีความฝัน มันก็มีแสงสว่างและมีความสุขได้เหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>บางทีการแค่อยากจะตื่นมาให้อาหารแมวอาจจะยิ่งใหญ่เท่ากับคนที่อยากเป็นร็อกสตาร์ก็ได้นะ&nbsp;</p>



<p>สำหรับเราในวัยนี้รู้สึกแบบนี้เลยเรายังเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ ก็ยังพยายามจะบาลานซ์ตัวเองอยู่นะ ยังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้มหาศาลเลย การเดินทางมาถึงจุดนี้บางเรื่องในชีวิตเราก็พึ่งรู้ว่า เราแทบไม่รู้อะไรเลยถึงขนาดนี้เชียวหรอเนี่ย แต่ก็ดีรู้ว่าไม่รู้ มันสนุกดีนะ ชีวิตมันจะได้มีเรื่องให้นำเสนออีกเยอะ ไม่ต่างไปจากตอนเราอายุ&nbsp; 27 ที่เขียน a day เล่มนั้นก็ได้ ช่วงวัยที่ต่างกันแต่สิ่งที่ยังมีให้ตามหาก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลยสำหรับเรา”&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายนี้ ‘ขอให้โลกรักคุณ’&nbsp;</p>



<p>เช่นเดียวกันกับที่ทรงศีลในวันนั้นบอกลาทุกคนด้วยความรักและหวังว่าเราจะพบกันอีกครั้งในการเติบโตครั้งหน้า&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/on-that-day-song-sin/">ทรงศีล ทิวสมบุญ นั่งรถไฟ 6 ขบวนชีวิตเพื่อเดินทางสู่ ‘ความไม่รู้’ ไปพร้อมกับหัวไฟและถั่วงอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักรบ มูลมานัส ชีวิตก็เหมือนกับการคอลลาจภาพ “ลองผิดลองถูก ไม่เวิร์กก็เริ่มต้นใหม่”</title>
		<link>https://adaymagazine.com/on-that-day-nakrob/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จารุจรรย์ ลาภพานิช]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jul 2024 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<category><![CDATA[นักรบ มูลมานัส]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะคอลลาจ]]></category>
		<category><![CDATA[illustrator]]></category>
		<category><![CDATA[illustration]]></category>
		<category><![CDATA[Nakrob]]></category>
		<category><![CDATA[Collage Art]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=175585</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘นักรบ มูลมานัส’ ศิลปิน คอลลาจสายประวัติศาสตร์ที่ใครๆ ต่างต้องเคยเห็นผ่านตา เล่าให้ฟังถึงกระบวนการทำคอลลาจภาพกับชีวิตมีความคล้ายคลึงกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/on-that-day-nakrob/">นักรบ มูลมานัส ชีวิตก็เหมือนกับการคอลลาจภาพ “ลองผิดลองถูก ไม่เวิร์กก็เริ่มต้นใหม่”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>วิธีการทำศิลปะคอลลาจภาพ คือการที่เราหยิบจับสิ่งที่มันสามารถประกอบกันได้ ชิ้นนี้น่าสนใจดูแล้ว<br>เหมาะสมก็นำมาเรียงจัดวาง ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยนแล้วจัดวางใหม่ ความสนุกของการทำคอลลาจภาพในระหว่างทางคือ เราไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร หน้าตาสุดท้ายจะเป็นแบบไหน แค่ค่อยๆ หา ค่อยๆ สะสมเก็บเกี่ยวไปเรื่อยๆ ลองผิดลองถูกกันไปจนเป็นภาพที่ลงตัวในเวลาที่กำหนด</p>



<p>&nbsp; บางที มันก็เหมือนกับชีวิตการทำงานที่ใครๆ ต่างต้องทดลองทำนู้นทำนี่ไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราอาจจะมองไม่เห็นภาพในอนาคตที่กำลังเยือนถึง แต่ชีวิตก็ต้องคลำทางต่อไป ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาดีหรือแย่ เราก็ต้องยอมรับและก้าวเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ อยู่ดี</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-4-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-175589" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-4-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-4-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-4-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-4-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-4-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-4-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/1-4-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>เหมือนกับการทำงานผลงานศิลปะของ ‘นักรบ มูลมานัส’ ศิลปิน Illustration คอลลาจสายประวัติศาสตร์ที่ใครๆ ต่างต้องเคยเห็นผ่านตาไม่ว่าจะเป็น หน้าปกหนังสือ ผลงานศิลปะหรือสื่อต่างๆ&nbsp; ดูภายนอกผ่านผลงานศิลปะสุดเนี้ยบ อาจทำให้เผลอคิดไปก่อนสนทนาว่าเขาน่าจะเป็นคนเพอร์เฟ็กต์ชันนิสต์ทุกระเบียบนิ้ว แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คาดฝัน เขาเล่าให้ฟังถึงกระบวนการทำคอลลาจภาพกับชีวิตมีความคล้ายคลึงกัน “ลองผิดลองถูก ถ้าไม่เวิร์กก็เริ่มต้นใหม่ ทำต่อไปเรื่อยๆ”</p>



<p>“ไม่ได้คาดหวัง แม้ว่ารูปที่เสร็จสมบูรณ์แล้วมันจะเป็นอย่างไร เราแค่แบบโอเค และต้องเชื่อว่า สุดท้ายแล้วมันจะทำออกมาเป็นภาพที่มันอาจจะไม่ได้สวย 100 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ว่าเราโอเคกับเวลานั้นๆ ให้มันได้ก็พอ”<br><br>ความคิดเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มการเป็นศิลปินคอลลาจออกแบบหน้าปก a day เล่มที่ 205 เกี่ยวกับเรื่องดวง ความเชื่อและโชคชะตาราศีในปี 2017 ซึ่งมาจากโครงการที่ชื่อว่า a day Junior ชวนไปบรรยายการทำภาพประกอบให้กับน้องอะเดย์จูเนียร์รุ่นที่ 13 และบรรณาธิการในรุ่นนั้นก็ชวนเขาไปทำภาพหน้าปกดังกล่าว ปัจจุบันเวลาห่างออกไปเกือบสิบปี เขายังคงเดินหน้าทำในสิ่งชอบต่อไปเรื่อยๆ แต่มุมมองการพัฒนาตัวเองเปลี่ยนแปลงไปจากจุดเดิมมากน้อยขนาดไหน นี่คือหัวข้อบทสนทนาที่เราอยากจะคุยกับเขาวันนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/5-3-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-175590" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/5-3-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/5-3-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/5-3-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/5-3-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/5-3-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/5-3-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>8 เต็ม 10 คะแนนการพัฒนาตัวเองจากจุดเริ่มต้น</strong></h4>



<p>“ถ้าถามว่าตัวเองเปลี่ยนไปไหมจากตอนเริ่มต้นก็ไม่เปลี่ยน แต่ว่าถ้าถามเรามองเห็นอะไรรอบข้างมากขึ้น พัฒนามากขึ้น สมัยก่อนเรามองว่าความ Illustration มันคือการตีความออกมาจากตัวอักษร แต่พอได้ทำงานที่มันหลากหลายมากขึ้น โจทย์อะไรที่ไปมากกว่าการตีความให้ตรงกับตัวอักษร หรือว่าอยากไปงานศิลปะร่วมสมัย มันทำให้เราปลดปล่อย เราฟรีตัวเองมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับบริบทของการทำงานของเราเป็นหน้าที่อะไรอยู่</p>



<p>“คิดว่าให้ 8 คะแนนก็เหมือนเราเลิกที่จะตีกรอบนู้น นี่ โน้น นั้น เรามองภาพอะไรที่มันใหญ่มากขึ้น ตอนแรกๆ วิธีการทำคอลลาจเริ่มจากที่เราคิดว่ามันทำได้หรอ มันทำเป็นงานคอมเมอร์เชียล ทำเป็นงานที่สื่อสารได้รึเปล่า เพราะว่าเราหยิบจับในส่วนที่เป็นโลกอดีต ถ้ามันสามารถพูดถึงปัจจุบันและอนาคตได้รึเปล่า อันนี้เป็นคำถามตอนเด็กๆ แต่ตอนนี้เหมือนเราเชื่อมโยงกับตัวเองได้มากขึ้น หมายถึงว่าเลิกคิดไปแล้วว่าคอลลาจมันจะพูดถึงเรื่องอดีต ปัจจุบัน อนาคตได้รึเปล่า เพราะมันพูดได้อยู่แล้ว </p>



<p>“แต่โลกในปัจจุบันโจทย์เรื่องราวมันไปไกลกว่านั้นแล้ว ที่เราสนใจคือความท้าทายในประเด็นต่างๆ มากกว่าตรงนั้นแล้ว โลกที่เปลี่ยนแปลงมากมาย อย่างตอนนี้ก็ไม่ค่อยมีใครมาพูดแล้วว่าอัตลักษณ์ไทยคืออะไร เพราะเราข้ามไปไกลแล้ว เรารู้สึกว่าเราข้ามสมัยก่อนที่ตีกรอบในการนิยามความเป็นไทยคืออะไร ตอนนี้ก็ยังมีนิยามอยู่ แต่ตอนนี้กรอบมันกว้างขวางมากขึ้นแล้ว คนเห็นมุมมองที่มันหลากหลายมากขึ้นแล้ว เราควรหยิบโยงเอกลักษณ์ของเรา คือพลเมืองของชาติ ความเป็นพลเมืองของโลก การอยู่ร่วมกันในสังคม </p>



<p>“ซึ่งเราก็พยายามที่จะหาทางอยู่ร่วมกันมากมาย การผ่าวิกฤตการณ์ต่างๆ สาธารณสุข วิกฤตการณ์ทางการเมือง ทุกวันนี้ก็ยังพยายามหาที่ทางให้กับตรงนี้อยู่ มันก็เป็นโจทย์ที่คิดไม่มีวันจบสิ้นว่า คนที่อุดมการณ์แตกต่างกันจะวางตัว จะดำรงอยู่ได้อย่างไรในสังคมนี้ ทั้งเรื่องความท้าทายของสิ่งแวดล้อมต่างๆ เราจะอยู่ในโลกนี้ที่มันถดถอยลงทุกวันได้อย่างไร เรื่องเทคโนโลยี ความก้าวหน้าของผู้คน หรือในนิทรรศการต่างๆ ของเราก็พยายามหาคำตอบให้ใคร่ครวญในเรื่องเหล่านี้&nbsp;</p>



<p>“ยกตัวอย่าง มันมีนิทรรศการหนึ่งที่เราทำที่ The Jim Thompson Art Center ในปี 2020 ตอนนั้น AI เข้ามา ซึ่งความสนใจของเราคือเรื่องวรรณกรรม เรื่องราวโบราณ เราก็เลยลองใช้เทคโนโลยีที่ AI กับไตรภูมิพระร่วงที่มันเป็นข้อความ ที่มันเก่าแก่ เรียกได้ว่าเป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของไทย เป็นที่มาที่ไปของความคิด ความเชื่อต่างๆ ทั้งหมดเลยในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดและอยู่ในความเชื่อของไทยในปัจจุบันนี้เลย&nbsp;</p>



<p>“เราก็เลยเอาเทคโนโลยีนี้มาเรียนรู้และมาศึกษาสิ่งเหล่านี้แล้วก็ประมวลผลสร้างไตรภูมิพระร่วงขึ้นมาใหม่ ซึ่งเราก็พยายามตั้งคำถามในโลกที่เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ และสิ่งที่มันอยู่ข้างหลัง ที่เราเดินผ่านไปแล้วมันจะยังดำรงอยู่ไหมในรูปแบบไหน หรือการที่เราเดินไปข้างหน้า เราจำเป็นต้องคิดถึงเรื่องข้างหน้ารึเปล่า หรือเราจะโอบกอบปัจจุบัน อดีตเข้าไปด้วยกับการเดินไปข้างหน้าไปพร้อมกันได้ไหม”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/3-4-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-175591" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/3-4-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/3-4-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/3-4-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/3-4-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/3-4-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/3-4-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ชีวิตเปรียบเหมือนยุคก่อน-หลังปฏิวัติฝรั่งเศส</strong></h4>



<p>“ยุคเริ่มต้นมันก็ต้องหาทาง อาจจะเป็นยุคที่ต้องหาเส้นทาง รู้สึกว่าชีวิตมันก็มีความดิ้นรนต่อสู้เหมือนกัน การทำงานสร้างสรรค์ในประเทศเรามันก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายขนาดนั้น ทุกคนรับรู้ ทุกคนจบทางด้านความคิดสร้างสรรค์มา แต่คนที่สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมได้จริงๆ มันก็ยากอยู่ในการหาตำแหน่งที่ทางให้ตัวเอง<br><br>“โดยเฉพาะการทำงานศิลปะ มันก็ต้องผ่านการตบตีแย่งชิงกับตัวเองและความคิด หมายถึงว่า สิ่งนั้นโอเคไหม เราทำสิ่งนั้นได้รึเปล่า สิ่งเหล่านี้มันเป็นเหมือนสมรภูมิเลยอะ ถ้าเปรียบเป็นยุคประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสอาจจะเป็นช่วงปฎิวัติฝรั่งเศสก่อนนโปเลียน ต้องต่อสู้กับตัวเอง ใช้ความกล้าหาญ ต้องผ่านการทิ้งอะไรบางอย่างไปเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป</p>



<p>&nbsp; “ส่วนในตอนนี้เราน่าจะอยู่ในยุคนโปเลียน เพราะเราผ่านพ้นในการปฎิวัติมาแล้ว มันก็เป็นยุคที่สมดุลอำนาจ มันเหมือนนโปเลียนจะมีชัยในสมรภูมิต่างๆ แต่มันก็ยังไม่จบของช่วงเวลาประวัติศาสตร์ เขาก็มียุครุ่งเรือง แต่ก็มียุคที่เขาจะล่มสลาย แล้วเราก็ต้องมาหาฉันหามติกันต่อว่า รัฐจะไปทางไหน รัฐจะมีกษัตริย์ปกครองต่อหรือจะเป็นสาธารณรัฐ จะเอาใครขึ้นมาปกครองต่อ ถ้าเปรียบชีวิตก็เป็นแบบนั้นนะ&nbsp;</p>



<p>&nbsp; “แม้มันจะมียุคที่ผ่านความวุ่นวาย ผ่านการปฏิวัติต่างๆ แต่เราก็โอเคที่เจอกับสิ่งใหม่ เราก็อาจจะสำนึกกับสิ่งเหล่านั้น แต่มันก็จะหายไป ล่มสลายไป แล้วเราก็หาอะไรที่มาหยิบโยงอีก ซึ่งอาจจะการกลับไปที่เดิมหรือการกลับไปสู่อนาคต หรือว่าการเป็นสิ่งเหล่านั้นที่มีทั้งความวุ่นวาย แต่ความวุ่นวายนั้น ก็มีชัยชนะอยู่ละ แต่ในความชัยชนะก็มีความพ่ายแพ้อยู่ในนั้นเหมือนกัน”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-4-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-175592" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-4-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-4-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-4-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-4-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-4-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/2-4-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความ Struggle ในสังคมที่ไม่ซัพพอร์ตศิลปะอย่างยั่งยืน</strong></h4>



<p>“ทุกคนต้องมีช่วง Struggle อยู่แล้ว ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีเฟลเลย ถึงกับต้องไปออกบวชเลย ชีวิตมันเป็นกราฟอะ มันขึ้นๆ ลงๆ ชีวิตจริงที่ทุกคนดูประสบความสำเร็จมันมีการเรียนรู้ มีการเติบโตอะไรหลายๆ อย่างของตัวเอง วิธีการที่จะรับมือสิ่งเหล่านั้น มันก็เป็นปัจเจกของแต่ละคน เหมือนยูต้องทำสิ่งนั้นๆ สิ่งนี้สิ แต่เราไม่เชื่อในสิ่งเหล่านั้น เราเชื่อว่าทุกคนต่างมีวิธีการรับมือของตัวเอง แค่เราต้องหาสิ่งเหล่านั้นให้เจอที่จะต้องบำบัดดูแลตัวเอง แน่นอนทุกเส้นทางชีวิตต้องมีล้มลุกคลุกคลาน มีสะดุดล้ม แต่คีย์ที่สำคัญคือ การที่เราเรียนรู้ตัวเอง รู้จักตัวเองและก็หาวิธีปลอบประโลมตัวเอง&nbsp;</p>



<p>“ความเฟลของเราน่าจะเป็นช่วงยากลำบากแรกๆ มากกว่า ช่วงแรกๆ ที่จะทำ Illustration ทำงานศิลปะ มันเต็มไปด้วยคำถามว่าฉันจะทำได้ไหม และสิ่งเหล่านี้มันเป็นงานศิลปะได้หรอ และเรายังไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำมากพอ เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันก็โอเคนะ สำหรับเราเองไง แต่สำหรับคนอื่นมันโอเครึเปล่า เรารู้สึกว่ามันเหนื่อยและยากในตอนเริ่มต้น&nbsp;</p>



<p>“ตอนเด็กๆ ก็ผิดพลาดเยอะๆ ไม่รู้เรื่อง ไม่มีความมั่นใจ แต่ก็ทำสิ่งนั้นเรื่อยๆ พิสูจน์ตัวเอง ไม่ต้องพิสูจน์คนอื่นๆ ทำงานออกมาเรื่อยๆ พยายามมองสิ่งรอบข้างเยอะๆ ว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ มันคือทางเดินที่ค่อยๆ เรียนรู้ตัวเองพร้อมๆ กับเรียนรู้สังคม ว่าตอนนี้สังคมเขาต้องการทำอะไร สังคมเขามีงานแบบไหน แล้วเราจะไปทำอะไรที่มันส่องสะท้อนสิ่งที่สังคมต้องการได้รึเปล่า</p>



<p>“คำว่า Struggle มันอาจจะไม่ได้มีอะไรยิ่งใหญ่มาก ว่าทำสิ่งนี้แล้วโดนฟ้อง มันผิดพลาด เหมือนเราทำไปเรื่อยๆ ถ้าสมมติว่าทำสิ่งนี้มาแล้วไม่มีใครสนใจฉัน ไม่มีใครมองเห็นฉัน แค่นี้มันก็ Struggle แล้วได้ปะ เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่คนอาจไม่ได้เห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมกับงานสร้างสรรค์มากพอ มันอาจจะเป็นสิ่งรองจากสิ่งอื่นๆ ที่เขาอาจจะทำรายได้ได้มากกว่าหรือว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน สมัยก่อนมีกิจกรรมมีที่ทางให้แสดงผลงานมากขึ้น แต่ว่าทำสิ่งนั้นอย่างไรให้ยั่งยืน มันคือ Ecosystem ซึ่งตอนนี้มันยังไม่ยั่งยืนสักเท่าไหร่&nbsp;</p>



<p>&nbsp;“มันเป็นความรู้สึกไม่ปลอดภัยในตัวเองที่อยู่ในสังคมนี้ เหมือนการที่อยู่ดีๆ คนหนึ่งจะทำงานศิลปะ ออกแบบ เหมือนมีที่ทางของตัวเองละ ที่ได้แสดงผลงานที่ดีๆ มีโอกาสเผยแพร่ผลงานและความคิดของเรา มันยากอยู่นะ แต่สมัยนี้มันอาจจะง่ายขึ้น แต่เราว่ามันก็ยังยากอยู่ในการที่จะทำสิ่งนั้นให้ยั่งยืน คือประกอบเป็นอาชีพได้ แล้วก็เลี้ยงชีพได้ เราก็รู้สึกว่ามันยังยากอยู่”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/4-4-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-175593" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/4-4-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/4-4-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/4-4-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/4-4-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/4-4-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/4-4-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เรียนรู้ที่จะช่างมันเถอะกับสิ่งรอบข้าง ทำไปเรื่อยๆ กับตัวเอง ให้เราได้เติบโต</strong></h4>



<p>“ถ้าถามชีวิตตอนนี้เราพอใจหรือยัง ก็พอใจนะ เราเป็นคนทำงานช้า เรามามองกลับไปที่งานหรือทางเดินที่ตัวเองเดินมาก็รู้สึกว่าโอเค เพราะอย่างตอนเด็กๆ ก็ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่า เราเป็นนักวาดภาพประกอบเหรอ เพราะเราก็ไม่ได้วาด ตอนที่เราทำงานศิลปะ ก็ยังไม่กล้าเรียกด้วยซ้ำว่าเป็นศิลปิน เรารู้สึกศิลปินมันดูยิ่งใหญ่อะ และเราไม่ได้จบตรงสาย เป็นคนที่ทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่รู้ว่าจะเรียกตัวเองเป็นศิลปินได้ไหม พอมาถึงจุดๆ หนึ่งก็โอเค แต่เราก็ผ่านมันมาแล้วไง ในการไม่กล้า ในการกลัวสิ่งต่างๆ</p>



<p>&nbsp; “สมมติคุณจบออกแบบแล้วคุณมีแวดล้อมของผู้คนรายล้อม แต่เราไม่ได้จบตรงสายแล้วไปทำศิลปะ ไปทำงานออกแบบ มันไม่มีคนรายล้อมอะ มันไม่มี Support System ที่จะเข้าใจเรา ตอนเด็กๆ ก็จะรู้สึกโดดเดี่ยวในบางที รู้สึกว่าเราจะทำได้ไหม หากเราก้าวขาในวงที่เราไม่รู้จักเลย เขาจะต้อนรับรึเปล่า แต่ตอนนี้ก็ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว</p>



<p>&nbsp; “สิ่งที่ทำให้เราผ่านมาได้คือความช่างมันเถอะ ความปล่อยวาง ความเด็กๆ มันก็จะทำไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกมันคือการเติบโต รู้สึกว่าโอเค ช่างแม่ง ไม่ต้องคิดแล้ว เราก็ทำของเราไป เราก็ทำไปเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว เราก็เลิกคิดถึงคนอื่น หมายถึงว่าเลิกคิดว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร ฉันก็แค่ทำของฉันไปเรื่อยๆ ก็พอแล้ว”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/on-that-day-nakrob/">นักรบ มูลมานัส ชีวิตก็เหมือนกับการคอลลาจภาพ “ลองผิดลองถูก ไม่เวิร์กก็เริ่มต้นใหม่”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตที่ไม่ใช้แพชชันนำทางและจิตวิญญาณความร็อกของ สงกรานต์-รังสรรค์ ปัญญาเรือน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/songkarn-rangsan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Jun 2024 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[Mass Music]]></category>
		<category><![CDATA[The Voice Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[สงกรานต์]]></category>
		<category><![CDATA[น้าหนวด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=175086</guid>

					<description><![CDATA[<p>จนถึงตอนนี้ผ่านไป 10 ปี สงกรานต์ยังมองดนตรีตามความเป็นจริงอยู่เหมือนเดิม ประสบการณ์ที่ผ่านมายิ่งย้ำว่าเขาทำเลือกทางที่ถูกต้องสำหรับตัวเองแล้ว </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/songkarn-rangsan/">ชีวิตที่ไม่ใช้แพชชันนำทางและจิตวิญญาณความร็อกของ สงกรานต์-รังสรรค์ ปัญญาเรือน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-175087" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>สิบปีก่อน ดนตรีเพื่อชีวิตของสงกรานต์-รังสรรค์ ปัญญาเรือน หมายถึงการใช้สิ่งที่ตัวเองถนัดมาหาเงินเพื่อเลี้ยงปากท้อง และคนรอบตัว</p>



<p>สิบปีต่อมา ดนตรีสำหรับเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป</p>



<p>สงกรานต์ยังเป็นคนหนักแน่น ทะเล้น ตรงไปตรงมา และชัดเจนมาตลอดว่าที่ยังคงทำเพลงอยู่เป็นเพราะเป็นทางเดียวที่เขายังหาเงินได้จากสิ่งนี้</p>



<p>หลายคนรู้จักสงกรานต์ในฐานะนักร้องจาก The Voice ซีซัน 2 เขาสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยพลังเสียงสูงทรงพลัง พร้อมเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่ต้น ความยากลำบากสอนให้เขามองทุกอย่างตามความเป็นจริง โลกของดนตรีไม่ได้มีเพียงแค่ความสุขเท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่งดนตรีก็เป็นเครื่องมือที่สงกรานต์ใช้ทำมาหากินด้วย</p>



<p>แม้ทุกวันนี้เขาจะเดินทางมาไกลกว่าเด็กวัย 24 ที่ทำทุกที่ทำทุกอย่างให้ได้เงิน ตั้งแต่ร้องเพลงกลางคืน ถางหญ้า ขายรองเท้า จัดโต๊ะร้านอาหาร&nbsp;</p>



<p>ในวัย 34 สงกรานต์ก็ยังคงทำงานอย่างหนักไม่ต่างจากเดิม เพื่อค่าย Double Mass และแชนเนล ‘น้าหนวด’ บนยูทูบ ไปพร้อมๆ กับการทำเพลงที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น</p>



<p>เขายืนยันว่าทุกสิ่งที่ทำมีเพียงเพื่อ ‘คอนเซปต์’ ในการใช้ชีวิต นั่นคือการหาเลี้ยงชีพเท่านั้น ขอเพียงแค่คนรอบข้างสบาย ต่อให้งานหนักแค่ไหนเขาก็มีความสุข&nbsp;</p>



<p>นับตั้งแต่บทสัมภาษณ์ใน a day ปี 2014 จนถึงตอนนี้ผ่านไป 10 ปี สงกรานต์ยังมองดนตรีตามความเป็นจริงอยู่เหมือนเดิม ประสบการณ์ที่ผ่านมายิ่งย้ำว่าเขาทำเลือกทางที่ถูกต้องสำหรับตัวเองแล้ว&nbsp;</p>



<p>หากนึกไม่ออกว่าชีวิตที่ไม่ได้ถูกนำทางด้วยแพชชันเป็นอย่างไร ตามไปฟังจากสงกรานต์ที่พิสูจน์มาด้วยตัวเองแล้วพร้อมกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ใช้ชีวิตด้วยคอนเซปต์หาเลี้ยงชีพ</strong></h4>



<p>“ในหมวกของมนุษย์หนึ่งคน ดนตรีสำหรับเราคือการเลี้ยงชีพ</p>



<p>ช่วงอายุ 24 ถ้าพูดถึงเรื่องดนตรี เรามีตั๋วเที่ยวเดียวอยู่แล้ว เราไม่ใช่คนตั้งใจเรียน ไม่ได้มีแพลนบีว่าจะไปทำอาชีพอื่น แค่คิดว่าการเล่นดนตรีคือสิ่งที่ทำได้ แต่ไม่ได้เล่นดนตรีเก่ง</p>



<p>เคยได้ยินคำว่าคอนเซปต์การใช้ชีวิตไหม สมมติบางคนมีคอนเซปต์การใช้ชีวิตคือแพชชันแสดงว่าลักษณะของเขาจะไม่มีคำว่าเงินเยอะหรือเงินน้อย แต่ใช้ชีวิตด้วยความสุข อะไรมีความสุขฉันจะทำ แต่สำหรับพี่คือเรื่องเดียวคือเลี้ยงชีพ</p>



<p>จุดที่เราไปสมัคร The Voice เพราะ ณ วันนั้นมันมีบางวงที่เขาไป แค่ได้ออกทีวีก็มีงานแล้ว ทีนี้สงกรานต์ใช้ชีวิตด้วยการเลี้ยงชีพ ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำทั้งหมดคือการทำอะไรก็ได้ที่ได้เงิน แต่การทำอะไรก็ได้ นั่นเป็นเพราะมึงทำอย่างอื่นไม่ได้ไง ก็เลยต้องทำดนตรี</p>



<p>เราไม่ได้สนว่ามันจะต้องเป็นดนตรีเท่านั้น เพียงแต่เราทำอันนี้ได้ดีที่สุด สมมติเราบังเอิญไปกินยาอะไรสักอย่าง แล้วสมองปราดเปรื่องไปเป็นหมอ เราก็ไปเป็นหมอเหมือนกันถ้าได้เงิน&nbsp;</p>



<p>การประสบความสำเร็จของเราคือมันจะไม่ใช่ว่าการ ‘ได้ทำ’ แต่มันคือปลายทาง คนรอบตัวหรือ ครอบครัวสบายหรือยัง&nbsp;</p>



<p>บางคนบอกว่าคุณก็ทำมาหลายชีพแล้วนะ แต่คือกูไม่ได้สนไงว่ากูทำมาหลายอาชีพ กูไปขายลูกชิ้น แล้วมันได้เงินไหมละ อย่างอาชีพทุกวันนี้ที่ทุกคนเห็น ถ้ามันพอเลี้ยงชีพได้ เราก็ทำ ไม่สนว่าจะทำอะไร”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/07-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-175088" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/07-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/07-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/07-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/07-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/07-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/07-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>ถ้าตื่นมาพรุ่งนี้เสียงหาย ร้องเพลงไม่ได้เราจะไปเขียนเพลง ถ้ามือขาดเราจะไปทำซาวด์ ทำซาวด์ไม่ได้จะไปขายเครื่องดนตรี</em></strong></p><p><strong><em>&nbsp;a day ฉบับที่ 172 (2014)</em></strong></p></blockquote>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ไม่ได้ร้องเพลงในคอนเสิร์ต ก็จะร้องเพลงบนยูทู</strong>บ</h4>



<p>“ไม่เคยท้อ เรายอมรับ แต่เราไม่ได้ยอมแพ้</p>



<p>พอคอนเซปต์เราคือเรื่องเลี้ยงชีพ เหตุการณ์ที่หนักที่สุดในชีวิตเลยเป็นช่วงโควิด ที่ถูกงดมหรสพไป 3-4 ปี เราต้องแคะกระปุกเอาเหรียญออกมาใช้กันแล้ว&nbsp;</p>



<p>เราไม่ได้รู้สึกว่าการยอมแพ้คือการไม่ทำอะไรแล้ว พอโควิดเล่นดนตรีไม่ได้ ก็ไปลองทำอย่างอื่น เช่น ไปทำร้านอาหาร เราก็รู้แล้วว่า อ๋อ มันพอจะเลี้ยงชีพตัวเองได้</p>



<p>ตอนโควิดเป็นตัวเร่งให้เราทำทุกอย่างที่เคยพูด ว่า <em>ถ้าร้องเพลงไม่ได้จะไปเขียนเพลง ถ้าไม่เขียนจะไปโปรดักชัน ถ้าโปรดักชันไม่ได้ก็จะทำค่ายเพลง </em>เพราะเราทำอย่างอื่นได้ไม่ดี&nbsp;</p>



<p>ถึงจะบอกว่าชอบดนตรีมาก แต่พอเจอโควิดเราก็เล่นดนตรีไม่ได้นอกจากออนไลน์ มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ทำค่ายเพลง ‘Double Mass’ และทำแชลเนลยูทูบ เพราะเราก็มองว่ามันเป็นโอกาส แถมเราถนัดอยู่แล้วด้วย พร้อมเลย เพราะเรามีแค่แผนเดียวคือการหาเงิน</p>



<p>การมาทำช่อง มันคนละเรื่องกับที่เราทำทุกวันเลย จากที่เราร้องเพลงต่อหน้าคนมา 6-7 ปี แล้วเราต้องมาสิ่งนี้หน้ากล้อง ชิบหายแล้ว ทำไงดีวะเนี่ย แต่ก็ต้องทำ แล้วเราเป็นคนพูดคนเดียวไม่เก่ง จะพูดเรื่องเหี้ยอะไรวะเนี่ย ก็ต้องมานั่งดูว่าจะพูดเรื่องอะไร แต่พอทำซ้ำๆ มันเกิดความชำนาญ ปั่นเป็นแล้ว ก็เริ่มโชว์ลีลา (หัวเราะ)</p>



<p>มันก็อาจจะมีสิ่งที่ทำอย่างอื่นได้ดี แต่เราไม่ได้อยากหยุดร้องเพลงนี่ ในเมื่อทำได้ดีแล้วจะหยุดทำมันทำไมวะ ถ้าเพลงอันดับแรก อันดับสองก็ยังเป็นเพลง อันดับสามก็เป็นดนตรี อันดับที่สี่ก็เป็นร้อง อันดับห้าก็เป็นทำนอง&nbsp;</p>



<p>เรามีคอนเซปต์ของตัวเองชัดพอ มันมีแต่คำว่าทำ แล้วก็ทำ ดังนั้นการหยุด หรือท้อ มันไม่เห็นจะกลับไปที่คอนเซปต์เราได้ยังไง เลยไม่มีความรู้แบบนั้นเท่าไหร่&nbsp;</p>



<p>เราไม่ได้บอกว่าทำแบบเราแล้วมันจะดี ย้ำอีกทีว่ามันอาจจะไม่ตอบโจทย์ทุกคน ทุกคนไม่ได้เกิดมาปั่นจักรยานเป็นอยู่แล้ว แล้วเราไม่ใช่คนเก่ง เราล้ม หรือมีแผลเยอะก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/08-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-175089" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/08-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/08-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/08-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/08-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/08-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/08-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/08-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/08-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>ถ้าคนฟังเราร้องเพลง เขาจะรู้ว่าเราทนทุกข์ขนาดไหน ดนตรีไม่เคยเยียวยาความรู้สึกเรา แต่มันเลี้ยงเรา ทำให้เราเดินต่อได้</em></strong></p><p><strong><em>a day ฉบับที่ 172 (2014)</em></strong></p></blockquote>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตัวตน ความร็อก และศิลปะ</strong></h4>



<p>“วันที่ไปประกวด The Voice เราไม่ได้คิดไกลถึงขนาดแชมป์อยู่แล้ว แต่มันเปลี่ยนวิถีชีวิต จากที่ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องไตร่ตรองอะไรมากในแต่ละวัน พอไปถึงจุดที่เราเป็นศิลปินจริงๆ แล้ว การกระทำของเราค่อนข้างมีผล ถ้าเราคิดแบบนี้ พูดแบบนี้มีผลต่ออะไรบ้าง</p>



<p>บางครั้งมันก็มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกเฟล แต่สุดท้ายมันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เช่น คอมเมนต์ด่าแบบไร้เหตุผล มันต่างจากการแสดงความเห็นนะ เพราะอย่างหลังมันคือการติเพื่อก่อ ที่เรารู้สึกดีจังเลย ปรับแก้ ทดลองได้&nbsp;</p>



<p>แต่ที่ด่าแบบไร้เหตุผลเลย มันก็ได้แค่จบตรงนั้น ถามว่ามันติดอยู่ในใจไหม มันติดอยู่ในนี้แหละ ถ้าถามว่าแล้วเคยท้อไหม บอกเลยว่าไม่มี แต่เรื่องเฟล เราเป็นมนุษย์มันก็มีบ้าง คอมเมนต์ด่าเราขนาดนี้รู้จักเราเหรอ รู้เหรอว่าเราทำแบบนี้ทำไม</p>



<p>แต่การเติบโตก็ทำให้เราแคร์คอมเมนต์ด่าได้น้อยลง&nbsp;</p>



<p>เราไม่ได้ทำทุกอย่างเพื่อรับใช้ตัวเอง แต่ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพ เราเลยต้องเผื่อตัวตนเป็นงานศิลปะเชิงพาณิชย์ (Art for Commercial) นิดนึง มันไม่ใช่ศิลปะเพื่องานศิลป์ (Art for Art) เลย ชีวิตเราปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างเพลง ‘คงไม่ทัน’ เพลงที่ดังที่สุด คำถามคือรู้หรือเปล่าว่าเพลงนี้มีความเป็นตัวเราประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ คุณเลือกจะจำผมแบบนั้นมากกว่า&nbsp;</p>



<p>ภาพลักษณ์วันนั้นเราอาจจะดูเป็นเพื่อชีวิต เพราะดูแข็งแรง หรืออาจเพราะเราพรีเซนต์ว่าเราอินกับความรักและฐานะชีวิต แต่พอโตขึ้นเราอินกับ Emotional ขึ้น ชัดเจนในการใช้ชีวิตมากขึ้น เราต้องการให้คนเข้าใจว่าเราเฟรนด์ลี่ อยากให้ทุกคนรู้จักตัวตน เราไม่ได้สู้ชีวิตหรอก เราแค่ชัดเจนมากๆ เท่านั้นเอง&nbsp;</p>



<p>แต่ความจริงเราร็อกมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ร็อกมันคือจิตวิญญานไปแล้ว มันไม่ใช่แค่ดนตรีที่เราพรีเซนต์ ความร็อกของเรามันไม่ใช่กีตาร์เสียงแตก เราตรงไปตรงมากับงานศิลปะชิ้นนี้เหมือนกัน”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-175090" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทุกคนมีทางเป็นของตัวเอง</strong></h4>



<p>“เราใช้ชีวิตมาแล้วก็พบว่าเรายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยต้องขยันมากกว่านี้&nbsp;</p>



<p>วันนี้เรายังไม่ถือว่าอยู่จุดที่สบายตัว แต่คือวัยรุ่นสตาร์ตอัป กำลังสร้างตัวเลย ถ้าจุดที่สบายตัวจริงๆ คือเราต้องไม่ทำอะไรเลย คงไปเที่ยวต่างประเทศ พาแม่ไปเที่ยว พาแฟนไปเที่ยว ไปทำอย่างอื่นแบบที่คนรวยทำกัน ดนตรีอาจจะทำเป็นแค่งานอดิเรก&nbsp;</p>



<p>เราเป็นคนที่อยากให้มีสัก 48 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนตัวไม่เชื่อว่าคนที่สำเร็จจะมีเวิร์กไลฟ์บาลานซ์ ก่อนนอนทำงาน เช้ามาสิ่งแรกที่ทำคืองาน เราอยู่ในอุตสาหกรรม Entertain Business เราเชื่อว่าทำอะไรก็ไม่สนุก อ่านหนังสือก็ไม่สนุก เราฟังเพลงอะไรก็ไม่เพราะแล้ว เพราะต้องวิเคราะห์ไปด้วย เราต้องฟังเพลงต่างประเทศที่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรถึงจะซึมซับคำว่าเพราะ แต่พอฟังภาษาที่รู้เรื่องกลายเป็นว่ารู้สึกทึ่งกับเขา กลองดี กีตาร์เจ๋งมากเลย จนเราไม่ใช่แค่คนเสพเฉยๆ แล้ว</p>



<p>ถามว่ามีความสุขไหม คงต้องถามกลับว่าความสุขคืออะไร ในมุมเราคือระหว่างทางเราทำทุกอย่างเพื่อให้เราย้อนกลับไปสู่เป้าหมายปลายทางคือการเลี้ยงชีพ เพราะงั้นมันจะไม่มีความสุขได้ไง ระหว่างทางมันก็แค่สิ่งที่ต้องทำ มันอาจจะไม่มีความสุขก็ได้ แต่มันดี&nbsp;</p>



<p>ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ ฟังเป็นเรื่องตลกก็ได้ ใช้ชีวิตไปเถอะ ถ้าไม่ได้เดือดร้อนใคร นอนอยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้มันไม่ผิดหรอก เห็นภาพตัวเองทำอะไรตอนไหนค่อยลุกขึ้นมาทำก็ได้&nbsp;</p>



<p>ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรก็ไม่เห็นเป็นไร ก็ใช้ชีวิตไปสิ นอนอยู่บ้านก็ได้ ไม่ได้เดือดร้อนใครนี่ ทำไมต้องไปตัดสินเขาว่า ลุกขึ้นสิ! ถ้าในมุมเขาคงจะบอกกลับมาว่า “เรียกกูทำไม กูจะนอน”&nbsp;</p>



<p>เรารู้สึกว่าการหาตัวเอง มันไม่ได้หาว่าเราชอบจะทำอะไร แต่การหาตัวเองคือหาคอนเซปต์การใช้ชีวิตตัวเองให้ได้ ถ้าคอนเซปต์คือการนอน ก็ไปนอน คอนเซปต์คือแพชชันก็ไปทำสิ่งที่ชอบ คอนเซปต์หาเลี้ยงชีพก็ไปทำงาน ขึ้นอยู่กับว่าเห็นภาพตัวเองแบบไหนมากกว่า</p>



<p>อย่าทำให้มันลำบากตัวเอง รู้ว่าทำไปแล้วมันย้อนกลับมาหาภาพที่เราต้องการหรือเปล่า ต่อให้เลือกทำสิ่งที่ชอบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำอย่างอื่นแล้วนี่ เช่นถ้าคอนเซปต์ของคุณคือความสุข มึงเอาสิ่งที่ชอบไว้อันแรกเลย แล้วเอาสิ่งอื่นไปไว้ลำดับท้ายๆ ก็ได้”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-175093" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/songkarn-rangsan/">ชีวิตที่ไม่ใช้แพชชันนำทางและจิตวิญญาณความร็อกของ สงกรานต์-รังสรรค์ ปัญญาเรือน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตที่ต้อง (ทด) ลองถึงจะรู้  ของ ตุล-ไวฑูรเกียรติ และขวบวัยที่พบว่าดนตรีเป็นเรื่องของมิตรภาพ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tul-wai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญญาภา ขวัญเมือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Jun 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<category><![CDATA[Apartment Khunpa]]></category>
		<category><![CDATA[ตุล ไวฑูรเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=174949</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชวนตุลมานั่งย้อนคุยถึงเส้นทางชีวิต ตัวตน ความสำเร็จทั้งในอดีต จนถึงปัจจุบัน และความพอใจในเส้นทางของนักดนตรีที่ผ่านมา จากเด็กบ้างานในวัยยี่สิบ สู่ขวบวัยที่ตัวตนสงบนิ่งขึ้น เขาจะมีมุมมองชีวิตอะไรเปลี่ยนไปบ้าง มาทำความรู้จักตุลในวัย 48 ปี ไปพร้อมๆ กัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tul-wai/">ชีวิตที่ต้อง (ทด) ลองถึงจะรู้  ของ ตุล-ไวฑูรเกียรติ และขวบวัยที่พบว่าดนตรีเป็นเรื่องของมิตรภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>&#8216;ตุล-ตุล ไวฑูรเกียรติ&#8217; เริ่มเป็นสมาชิกวง อพาร์ตเมนต์คุณป้า ตั้งแต่ปี 2545&nbsp;</p>



<p>ประสบความสำเร็จในฐานะวงดนตรีอินดี้ และเป็นที่รู้จักจากเพลง <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%99_%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD">ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ</a>, ลิปสติกบนลิปสติก, กำแพง และเพลงอื่นๆ อีกมากมาย นับแต่นั้นมาเขาได้สร้างศิลปะให้เกิดขึ้นบนเสียงเพลงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นที่ยอมรับและถูกตั้งฉายาให้เป็น “กวีร็อกแอนด์โรล” ของวงการเพลงไทย</p>



<p>ปี &nbsp;2551 a day เคยชวนตุลมาลองแต่งตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์สุดเนิร์ด ใส่แว่นหนาๆ ในลุคนักทดลองแบบจัดเต็ม บนปก a day ฉบับวิทยาศาสตร์ พูดคุยเรื่องความเหมือนต่างของชีวิตกับการทดลอง ตัวแปรสำคัญ และสมมติฐานต่างๆ ในชีวิต&nbsp;</p>



<p>หนึ่งในคำตอบของเขาในวันนั้น ทิ้งแง่คิดไว้ให้กับผู้อ่าน มีใจความว่า “ผมว่า การทดลองกับการใช้ชีวิตมีสิ่งที่แตกต่างคือ ในชีวิตคนเราเวลาเราทดลองอะไร ณ โมเมนต์นั้นแล้ว เราย้อนกลับมาทดลองอีกไม่ได้”&nbsp;</p>



<p>อาจเป็นเพราะชีวิต คือการทดลองที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นได้เพียงหนึ่งครั้ง เพราะตัวแปรที่ชื่อว่า เวลา จะนำพาจังหวะชีวิตเราให้ไหลไปไม่ย้อนกลับ เราจึงมีหน้าที่ทดลองใช้ทุกวินาทีที่เกิดขึ้น ไปพร้อมๆ กับการได้ทำในสิ่งที่เรารู้สึกดีและมีความหมาย&nbsp; วันนี้เราเลยชวนตุลมานั่งย้อนคุยถึงเส้นทางชีวิต ตัวตน ความสำเร็จทั้งในอดีตปัจจุบัน และความพอใจในเส้นทางของนักดนตรีที่ผ่านมา จากเด็กบ้างานในวัยยี่สิบ สู่ขวบวัยที่ตัวตนสงบนิ่งขึ้น เขาจะมีมุมมองชีวิตอะไรเปลี่ยนไปบ้าง มาทำความรู้จักตุลในวัย 48 ปี ผ่านคำตอบของเขากัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/05-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174955" width="768" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/05-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/05-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/05-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/05-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/05-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/05-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/05-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/05-8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ได้ลองเป็นนักวิทยาศาสตร์แบบนีโอ-เนิร์ด</strong></h4>



<p>“ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้น ที่ได้มาถ่าย a day แล้วก็ได้มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่อยู่ในความคิดเรา เพราะนิตยสารก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่เราสามารถจะสื่อสารเรื่องราว ตัวตน และประสบการณ์ของเราให้กับโลกภายนอกได้ แล้วตัวผมเองก็มองว่า a day เป็นนิตยสารที่มีความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ในช่วงนั้น คนในแวดวงครีเอทีฟหลายๆ คนก็น่าจะมี a day เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ต่างกัน</p>



<p>ส่วนรูปนี้จำได้ว่าถ่ายที่ RCA ครับ ตอนนั้น a day อยากให้พูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ผสมกับองค์ความรู้เรื่องการใช้ชีวิตของเรา ถึงจะจำดีเทลเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่วันนั้นได้ลองแต่งตัวแบบนี้ก็สนุกดีครับ”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/06-5-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174954" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/06-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/06-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/06-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/06-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/06-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/06-5.jpg 801w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>สมมติฐานชีวิตในวัย 20 กว่าๆ</strong></h4>



<p>“เวลาเป็นเด็ก สิ่งที่ทำให้เราสนุกได้มีแค่ไม่กี่อย่าง ไม่ดนตรีก็กีฬา แต่ดนตรีเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ ทำให้เราได้เล่าเรื่องราวของเรา ยิ่งพอเราแต่งเพลงเป็น ดนตรีเลยเป็นสิ่งที่เราสื่อสารให้กับคนหมู่มาก เเล้วก็สื่อสารกับตัวเองด้วย&nbsp;</p>



<p>&#8220;สำหรับผมช่วงวัยรุ่น ดนตรีมีอิทธิพลต่อความคิดของเรามากที่สุด มันเป็นเหมือนสารกระตุ้นที่ทำให้เราอยากออกไปทำอะไรบางอย่าง ผลงานเพลงของศิลปินที่เราติดตามหลายคน เริ่มกระตุ้นให้เราคิดว่า หรือเราจะเลือกเดินในทางนี้ดี…&nbsp;ช่วงหนึ่งของชีวิตมันเลยตั้งสมมติฐานกับตัวเองไว้ว่า อยากทำให้ดนตรีที่เราชอบกลายเป็นอาชีพได้จริงๆ ซึ่งเราก็พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้&nbsp;</p>



<p>&#8220;ส่วนเหตุผลที่ผมสนใจดนตรีร็อกเพราะมันเป็นอะไรที่ร้อนแรง ในวัยนั้นมันถูกจริตเราทั้งจังหวะจะโคน ซุ่มเสียง กีตาร์ เบส กลอง ไปจนถึงลีลาการแสดงบนเวที และความซื่อตรงของเนื้อหาที่พูดออกมา ทำให้รู้สึกว่าร็อกแอนด์โรล มันตอบโจทย์ชีวิตในตอนนั้น และทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้”</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>กับบทบาทกวีร็อกแอนด์โรล</strong></h4>



<p>“การเขียนเป็นการบำบัดที่ดีที่สุด เพราะช่วงวัยรุ่นเราซัฟเฟอร์กับโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) มาก ถึงการเขียนจะไม่ได้ช่วยให้เรานอนหลับ แต่อย่างน้อยมันช่วยให้เราไม่โทษตัวเอง เหมือนอย่างน้อยในคืนที่เรานอนไม่หลับ เรายังได้สร้างสรรค์อะไรบางอย่างออกมา การแต่งเพลงหลายครั้งเป็นความทุกข์ แต่เป็นความทุกข์ที่เราได้บำบัดออกไป</p>



<p>&#8220;สำหรับนักแต่งเพลง ถ้าแต่งเพลงไม่ได้ก็มีความโหวงนะ เพราะตอนยังไม่มีเพลงเลยมันคือศูนย์ แต่ขั้นตอนที่จะทำให้ศูนย์เป็นหนึ่ง เราต้องทำทุกวิถีทางให้ได้เพลง ซึ่งบางทีเราไม่รู้ว่าเพลงมันมาจากไหน อยู่ดีๆ ทำไมถึงมีเสียงหรือเมโลดีแวบเข้ามา หลายครั้งมันก็มาพร้อมกับสถานการณ์ในชีวิต เพลงบางเพลงมันไม่ได้มากับเรื่องดีๆ มันมากับเรื่องร้ายๆ ในชีวิตเราเลยรู้สึกว่า ยิ่งเราเจอเรื่องร้ายๆ เรายิ่งต้องสร้างงานศิลปะเหล่านี้ออกมา เพราะมันก็เหมือนกับการที่เราได้บำบัดเรื่องทุกข์ใจออกไป ผ่านงานเขียนด้วย</p>



<p>&#8220;ส่วนดนตรีจะมีคุณค่าอะไรในตัวมัน ผมปล่อยให้มันไปมีคุณค่าในตัวเอง โดยที่ผมก็ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับมัน เหมือนที่เขาบอกว่า เพลงหนึ่งเพลงจะมีความหมายขึ้นอยู่ที่ใครเป็นคนฟัง ส่วนตัวเราก็สร้างสรรค์ผลงานในแบบของเรา”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/01-7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174953" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/01-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/01-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/01-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/01-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/01-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/01-7.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>น้อยลงแต่หนักแน่น</strong></h4>



<p>“มองย้อนกลับไป สมัยนั้น ผมเป็นคนที่ปาร์ตี้สุดเหวี่ยง จี๊ดจ๊าดกับทุกเรื่อง เอนจอยกับทั้งความสุขความทุกข์ ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองว่างเลย จะต้องหากิจกรรม สร้างงานศิลปะทำโปรเจกต์กับคนนู้น คนนี้ ออกไปปาร์ตี้ สังสรรค์ พบปะผู้คน แต่ตอนนี้ก็อาจจะพอใจกับความสงบมากกว่า สามารถมีความสุขได้ง่ายๆ กับการนั่งฟังเพลง อ่านหนังสือ ฟังพอดแคสต์ ไม่ต้องสุขมาก ไม่ต้องทุกข์มากก็ได้ แล้วก็ให้ความสำคัญกับเวลามากที่สุด ในตอนนี้ผมคิดว่าการมีเวลาว่างคือ ความหรูหราในชีวิตของผม</p>



<p>&#8220;จากวัยรุ่นมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็พัฒนามาแบบเป็นธรรมชาตินะ ตอนเป็นวัยรุ่นเราจะตั้งเป้าหมายให้กับทุกอย่างที่เราทำ แต่ตอนนี้ไม่คิดอะไรเลย แล้วแต่เพลงจะนำพาไป ตอนวัยรุ่นเพลงมันเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลยนะ มันขยี้ใจเรา ทำให้เราเติบโต ช่วยเราแก้ปัญหาหรือผ่านสิ่งต่างๆ ในชีวิตมาได้ มันมีความหมายกับเรามากๆ แต่ตอนนี้มันก็คือ ‘เสียง’ ที่ทำให้เรามีความสุข ซึ่งผมว่าผมมีความสุขได้ง่ายขึ้น&nbsp;</p>



<p>&#8220;ส่วนในมุมของการสร้างสรรค์ผลงาน ถึงตอนนี้ ความถี่ในการสร้างงานอาจไม่ได้บ่อยเท่าตอนวัยรุ่น เพราะเรื่องที่กระทบความรู้สึกไม่มีได้มีผลเท่าแต่ก่อน กลับกัน ช่วงวัยรุ่นเป็นวัยที่เรามีความเซนซิทีฟในใจสูง ดังนั้นเรื่องราวอะไรก็ตามที่ผ่านมาในชีวิตมันจะฝังตรึง และมีเรื่องเรื่องราวมากมายที่เราอยากส่งออกไป&nbsp;</p>



<p>&#8220;จะเห็นชัดเจนเลยว่า ปริมาณงานที่เราทำออกมาจะน้อยลง เพลงจะมีความเรียบง่ายมากขึ้น สื่อสารตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม ไม่ชักแม่น้ำทั้งห้า ส่วนเรื่องของซาวนด์ดนตรี แต่ก่อนในหนึ่งเพลงจะมีซาวนด์ดนตรีหลากหลายแนวมากๆ เริ่มด้วยซาวนด์แบบนี้&nbsp;แต่จบเหมือนเป็นอีกเพลง แต่หลังๆ เราจะมีความเรียบง่าย ซื่อตรง สื่อสารตรงไปตรงมามากขึ้น เหมือนประสบการณ์ทำงานมันบอกเราว่า ไม่ต้องสื่อสารออกไปมากก็ได้แค่ตรงประเด็นก็พอ ในวันนี้เราเลยเลือกที่จะทำทุกอย่างให้เรียบง่ายขึ้น”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174952" width="768" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/04-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>อพาร์ตเมนต์คุณป้าคือการทดลองครั้งสำคัญ</strong></h4>



<p>“ช่วงวัยรุ่นผมเคยทดลองว่าดนตรีแบบที่เราทำจะเป็นอาชีพได้ไหม ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้&nbsp;อพาร์ตเมนต์คุณป้าก็เป็นการทดลองหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของผม ในวันนี้ผมว่าอพาร์ตเมนต์คุณป้ามันก็มาเจอแล้วนะ เจอจังหวะของชีวิตที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสม วงเราอาจจะไม่ได้เป็นวงที่โด่งดังที่สุดหรือประสบความสำเร็จที่สุด แต่วงดนตรีที่มีอายุกว่า 25 ปี แล้วไม่เคยเปลี่ยนสมาชิกเลย ผมว่ามันมีน้อย แล้วจุดนี้ผมว่ามันเป็นส่วนผสมที่สำคัญที่สุด&nbsp;</p>



<p>&#8220;ถึงแต่ละคนจะมีพื้นฐานหรือความถนัดด้านดนตรีที่ต่างกันในตอนแรก แต่พอเรามาอยู่รวมกันนานๆ มันเหมือนกับว่าเราเป็นสลัดที่มาคลุกเคล้ากัน จนส่วนประกอบของร็อกแอนด์โรลมันเริ่มแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเลยจะเห็นว่า ซาวนด์ของอพาร์ตเมนต์คุณป้าตั้งแต่วันนั้นจนถึงทุกวันนี้ จะมีความดิบของร็อกแอนด์โรลมากขึ้นเรื่อยๆ และเข้มข้นยิ่งขึ้น</p>



<p>&#8220;ขณะเดียวกันเราก็นำสีสันจากดนตรีแนวอื่นที่เราสนใจอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ ฮิปฮอป มาประกอบกับดนตรีของเราเพิ่มเติม เหมือนเป็นการปรุงรสชาติของวงร็อกแอนด์โรลไปในตัว เพราะเราไม่ได้เป็นวงร็อกแอนด์โรลที่มีมู้ดเดียว แต่เรายังมีรสชาติจากดนตรีแนวอื่นๆ มาผสมผสานตลอด”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174951" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/03-7.jpg 801w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ในวันนี้มองว่าดนตรีเป็นเรื่องของเพื่อนฝูง</strong></h4>



<p>“ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่อยู่กับสิ่งนี้มาผมรู้สึกว่า ดนตรีมันคอยเชื่อมโยงบุคคลที่แตกต่างกันให้มารู้จักกันได้ ไม่น่าเชื่อว่า พลังงานเสียงเล็กๆ ที่เราสร้างขึ้นมา จะไปกระทบใจใครหลายๆ คน แล้วมันก็ดึงดูดคนที่ศีลเสมอกันมาเจอกันได้&nbsp;</p>



<p>&#8220;อีกมุมหนึ่ง นักดนตรีก็เป็นอาชีพหนึ่งที่เราทำ เพื่อให้เราได้เรียนรู้สิ่งรอบข้าง และวัฒนธรรมความคิดที่แตกต่าง เพราะการเล่นดนตรีไม่ใช่แค่การส่งเสียง แต่เราต้องหัดฟังเสียงรอบข้างด้วย&nbsp;</p>



<p>&#8220;แน่นอนว่าตอนที่เราเขียนเพลง มันมีความเผด็จการ ตัวหนังสือนี้ เรื่องราวนี้ เราเป็นคนเขียน แต่ในขณะเดียวกันเวลาคนอื่นฟัง เขาจะคิดเหมือนเราหรือเปล่าก็ไม่สามารถไปบังคับความคิดเขาได้ ถึงลึกๆ เราจะอยากให้เขาเข้าใจเราในแบบที่เราเป็น แต่ในชีวิตจริงมันเป็นไม่ได้</p>



<p>&#8220;ดังนั้นผมเลยมองว่า ‘อิสระในดนตรี’ มันก็มีเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง หลังๆ ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า การที่เราได้เป็นพื้นที่เปิด สำหรับทุกการตีความ ให้พื้นที่กับผู้ฟังได้ตีความบทเพลงของผมในแบบที่เขาอยากให้เป็น มันก็มีเสน่ห์และเป็นสิ่งที่ผมก็เอนจอยกับมันมากเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>&#8220;แต่มากกว่านั้นดนตรีมันเปิดโลกของเรา พาเราไปเจอมิตรภาพ เพื่อนฝูง แล้วก็ทำให้เรามีวันนี้ เหมือนกับว่าดนตรีพาเราไปเจอผู้คน แล้วผู้คนก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราสร้างเสียงดนตรี เพื่อนหลายๆ คนที่รู้จักในวันนี้ เพราะมีดนตรีชี้นำ การที่เราได้รู้จักผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ ช่างภาพ ผู้กำกับ ศิลปิน นักเขียน ก็มีดนตรีนี่แหละที่พาเราไป&nbsp;</p>



<p>&#8220;ในวัยนี้ผมเลยให้คุณค่ากับดนตรีในเรื่องของคุณภาพและเพื่อนฝูงครับ เพราะทุกครั้งที่เราขึ้นไปแสดง มันทำให้เราได้เห็นเพื่อนฝูงที่ผ่านอะไรมาด้วยกัน ผ่านชีวิตช่วงขาขึ้นขาลงมาด้วยกัน มิตรภาพตรงนี้มันเลยมีความสำคัญกับเรามาก เพราะวงดนตรีไม่ได้มีแค่ 5 คนที่คุณเห็นบนปก ยังมีบุคคลเบื้องหลังมากมายไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีสมทบ ทีมงาน ค่ายเพลง ทีมซาวนด์&nbsp; ช่างกล้อง ทีมมิวสิกวิดีโอ ทุกคนที่เชื่อในไอเดียของเราและพร้อมจะทำงานไปกับเรา ผมว่าเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ผมยังทำงานดนตรีอยู่ทุกวันนี้ เพราะยังมีเพื่อนฝูงและคนที่เชื่อเหมือนๆ กัน อยู่ครับ</p>



<p>&#8220;แต่ถ้าถามว่าเสียงดนตรีมีความหมายกับชีวิตผมเท่าเดิมไหม อาจจะน้อยลงแล้วนะ ทุกวันนี้ ในหนึ่งวันผมฟังเพลงน้อยลง ผมให้เวลากับความเงียบและความว่างมากขึ้น ให้ความสำคัญกับผู้คนรอบข้างมากขึ้น ดนตรีมันคงกลายเป็นเรื่องของมิตรภาพและเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว”</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ผลการทดลองสรุปว่า มาถึงจุดนี้ด้วยจังหวะชีวิต</strong></h4>



<p>“มันแน่นอนว่าทุกย่างก้าวที่เราทำ ทุกถนนที่เราเดินทางไป เรารู้อยู่แล้วว่ามันไม่มั่นคง แต่การไม่เชื่อก็มีข้อดีตรงที่ทำให้เรามีแผนสองให้กับชีวิตเสมอ ทุกการเดินทางของอพาร์ตเมนต์คุณป้า มันเลยเป็นสิ่งที่เราเตรียมแผนมาแล้วว่า เราต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง เราต้องพร้อมจะเจอกับอะไรบ้าง ดังนั้น เป้าหมายแรกของการทำวงเลยไม่ใช่การเลี้ยงชีพ แต่คือการสร้างงาน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>&#8220;ยอมรับตามตรงว่าในตอนแรกเราก็ไม่มั่นใจว่าเพลงของจะเป็นที่นิยม แต่มาถึงวันนี้มันไกลกว่าที่ตั้งเป้าไว้ในตอนนั้นมาก เป็นโบนัสที่ถ้าย้อนกลับไปสมัยตั้งวงใหม่ๆ คงไม่เชื่อว่าจะมาถึงขนาดนี้ได้เหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>&#8220;พอมาถึงวันนี้ผมว่าหลายอย่างมันเป็นเรื่องของจังหวะ สมัยก่อนถ้าถามว่าอะไรทำให้เราเดินมาถึงตรงนี้ได้ อาจจะตอบว่าเป็นที่ความสามารถ ความมุ่งมุั่น ความตั้งใจ&nbsp; ความคิดสร้างสรรค์ของเรา&nbsp; แต่ตอนนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องของจังหวะ&nbsp; เพราะการที่คนหนึ่งคนเลือกจะทำอะไร แล้วดันมาเจอกลุ่มคนที่เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ ที่เติมความฝันนั้นได้แบบพอดี มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ กับทุกคนนะ มันต้องอาศัยจังหวะเวลาด้วย&nbsp;</p>



<p>&#8220;เพราะในวันที่เราตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันทำให้เราไม่ได้ทำอีกหลายๆ อย่าง แต่มันก็เป็นธรรมดาที่ประตูบานหนึ่งปิด บานหนึ่งจะเปิด ทุกวันนี้ก็รู้สึกขอบคุณตัวเองที่เลือกถูก แล้วพาตัวเองมาได้ถึงจุดนี้ครับ&nbsp;</p>



<p>&#8220;เพราะตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ณ ช่วงเวลานั้น มันส่งผล”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-8-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174950" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-8-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-8-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-8-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-8-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-8-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/02-8.jpg 801w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p><strong>รายละเอียดเพิ่มเติม</strong><strong>&nbsp;</strong></p>



<p>ติดตามผลงานศิลปินได้ที่ : <a href="https://www.facebook.com/apartmentkhunpaa?mibextid=LQQJ4d">https://www.facebook.com/apartmentkhunpaa?mibextid=LQQJ4d</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tul-wai/">ชีวิตที่ต้อง (ทด) ลองถึงจะรู้  ของ ตุล-ไวฑูรเกียรติ และขวบวัยที่พบว่าดนตรีเป็นเรื่องของมิตรภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศักดิ์ศรีและอีโก้ของ Tattoo Colour กับความฝันที่อยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/on-that-day-tattoo-colour/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jun 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<category><![CDATA[Smallroom]]></category>
		<category><![CDATA[Tattoo Colour]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=174867</guid>

					<description><![CDATA[<p>Tattoo Colour ภายใต้รั้ว Smallroom แบบงงๆ จนถึงทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงแข็งแรงสำหรับพวกเขาเสมอมาคือความฝันที่อยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไป  </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/on-that-day-tattoo-colour/">ศักดิ์ศรีและอีโก้ของ Tattoo Colour กับความฝันที่อยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174881" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“อวดเก่งจริงๆ”</p>



<p>“อีโก้ตัวใหญ่จังเลย”</p>



<p>“ตอบได้น่าหมั่นไส้มาก”</p>



<p>ข้างต้นคือความรู้สึกส่วนหนึ่งของ Tattoo Colour หลังจากที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของตัวเองในอดีตจากนิตยสาร a day ฉบับที่ 112 (2009)&nbsp;</p>



<p>นั่นคือช่วงที่วงโด่งดังอย่างเต็มที่และประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดหลังจากปล่อยอัลบั้มที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นเพลงโกหก, เปิดเพลงไหน เปิดเมื่อไหร่ ก็ยังสวยงาม, โอกาสสุดท้าย, จำทำไม, ขาหมู หรือ Cinderella เราเชื่อว่าหลายคนรู้จักพวกเขาจากเพลงเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่วงเต็มไปด้วยอีโก้และเป็นช่วงที่เหลิงที่สุดในชีวิต</p>



<p>“เราคิดว่าตัวเองแม่งแน่ คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าช่วง 25 คือเบญจเพส เป็นช่วงที่ไม่ดีของชีวิต แต่สำหรับ Tattoo Colour คือจุดพีกของวง เราก็เลยรู้สึกว่า ขนาดดวงชะตายังทำอะไรพวกกูไม่ได้เลย!”&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่ากราฟชีวิตของคนเรามีขึ้น ก็ต้องมีลง เพราะหลังจากอัลบั้มที่ 2 กระแสของวงค่อยๆ เริ่มถดถอยลงมา จนกระทั่ง อัลบั้มล่าสุดและการทำคอนเทนต์ TCTV ใน Youtube ทำให้ผู้คนเริ่มกลับมาเห็นวงอีกครั้งหนึ่ง</p>



<p>ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่พวกเขาโลดแล่นในวงการเพลง ตั้งแต่วงแห่งศักดิ์ศรีของเด็กขอนแก่น ‘I-scream 479’ ที่เริ่มต้นจากเวทีประกวด แต่ไม่เคยชนะเลยสักครั้ง ทำเพลงออกมาขายในโรงเรียน และกลายมาเป็น Tattoo Colour ภายใต้รั้ว Smallroom แบบงงๆ จนถึงทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงแข็งแรงสำหรับพวกเขาเสมอมาคือความฝันที่อยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไป</p>



<p>ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยบอกว่า ความสำเร็จที่เกินความคาดหวัง อาจจะทำให้วงหวั่นๆ อยู่บ้าง ว่าจะรักษามันไว้ได้อีกนานแค่ไหน ตอนนี้พวกเขายังรู้สึกเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า กราฟเส้นทางดนตรีหลังจากนี้จะเป็นยังไงบ้าง ไปฟังคำตอบพร้อมกันได้เลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174882" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<blockquote class="wp-block-quote is-style-default is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>ถ้าเทียบกับนักวิ่งจริงๆ กะว่าจะวิ่งแค่ 100 เมตร แต่ตอนนี้เราวิ่งมา 3 กิโลแล้ว</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ช่วงเวลาที่เหลิงที่สุดในชีวิต</strong></h4>



<p>รัฐ : ตอนนั้นปากดีชิบหาย ใครตอบวะ แต่คำพูดดูจั๊มมาก</p>



<p>ดิม : เปิดหนังสือดูดิ</p>



<p>ตง : ตงตอบว่ะ (หัวเราะ) ก็นี่จะวิ่งแค่ 100 เมตรยังมา 3 กิโลเลย ตอนนี้ก็น่าจะวิ่งไปแข่งมาราธอนที่บอสตันแล้ว&nbsp;</p>



<p>รัฐ : ต้องบอกก่อนว่าตอนนั้นปี 2009 เราเพิ่งออกอัลบั้มสอง กำลังจะเข้าอัลบั้มสาม เป็นช่วงที่ดังมาก ซึมซับความโด่งดังอย่างเต็มที่ จากเด็กขอนแก่นเดินทางมา Smallroom เพื่อจะทำอัลบั้ม จากนั้นชีวิตเราก็ก้าวกระโดดเลย ไม่ได้เป็นขั้นบันได เป็นช่วงที่เราเหลิงที่สุดในชีวิต</p>



<p>ตง : เป็นช่วงที่นิสัยไม่ดีที่สุด อีโก้เยอะที่สุด</p>



<p>รัฐ : อีโก้แต่ละคนในวงอิทธิฤทธิ์ก็จะต่างกันนะ อย่างผมก็จะเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองคิด คือสิ่งที่วิเศษสุดแล้ว ประมาณว่าเชื่อกูดิ เชื่อผมดิพี่ ตอนนั้นเชื่อคนอื่นน้อย แต่ก็มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกละอายใจว่าทำไมเราคิดแบบนั้น หลังจากนั้นก็พลิกตัวเองให้รู้จักฟังคนอื่นมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ดิม : ของรัฐเป็นคนที่ไม่ฟังใคร แต่ของผมคือฟังทุกคน อะไรที่คนบอกว่าดี อะไรที่คนบอกว่าสนุก เราทำหมด ใครชวนไปไหน ไปหมดเลย ตอนนั้นเพิ่งจะรู้จักโลกกว้าง เพิ่งจะรู้จักเงินก้อนแรกที่หามาได้ โดยที่ไม่ต้องโทรไปขอพ่อแม่ว่าเงินหมด เงินไม่มีทางหมด เงินมันอยู่ในกระเป๋าเราอยู่แล้ว เวลาไปเที่ยว คนอื่นไม่ต้องออก เราออกเอง คือเป็นสายปาร์ตี้ เจ้าสำราญสุดเหวี่ยง</p>



<p>ตง : ผมเป็นสายหงุดหงิด ใครพูดอะไรไม่เข้าหูนิดหน่อย ก็โกรธเขา สุดท้ายพอเป็นมากๆ ก็โดนเตือนมา แต่ก็ยังดีที่โดนเตือนแล้ว หันกลับไปมองว่า แม่งจริง ส่วนของพี่จั๊มผมจำได้ว่าจะเป็นคนเอาแต่ใจมากๆ อยากได้อันนี้ต้องได้ ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ กู Tattoo Colour นะเว้ย มึงต้องหาให้กูให้ได้ สมมติไปกองถ่ายอยากกินโค้ก แต่ไม่มี มีแต่เป๊บซี่ ก็ไม่ได้กูจะเอาโค้ก</p>



<p>รัฐ : เราคิดว่าตัวเองแม่งแน่ คนส่วนใหญ่จะบอกว่าช่วง 25 คือเบญจเพส เป็นช่วงที่ไม่ดีของชีวิต แต่สำหรับ Tattoo Colour ช่วงอายุ 25 คือจุดพีกของวง เราก็เลยรู้สึกว่าขนาดดวงชะตายังทำอะไรพวกกูไม่ได้เลย! เราคิดถึงขนาดนั้น ก็เลยทำให้คนอื่นที่ทำงานด้วยลำบากใจอยู่เยอะ&nbsp;</p>



<p>ตง : ถ้าถามว่าตอนนี้เราวิ่งมากี่กิโลแล้ว เราคงนับเป็นกิโลไม่ได้ แต่มันคงเป็นการเดินต่อไปเรื่อยๆ เราไม่ได้หันกลับไปนับแล้วแหละ ว่าเดินมาไกลแค่ไหน เราก็คงไม่ได้วิ่งแล้ว แต่เป็นการเดินแล้วมองบรรยากาศรอบข้าง เดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคงมากกว่า&nbsp;</p>



<p>รัฐ : เหมือนว่าวที่ช่วงแรกกว่าจะให้มันติดลมบนก็ต้องปั่นกันแรงหน่อย พออยู่ในจุดลมบนแล้ว เราก็ต้องประคองให้มันอยู่ในทิศทางที่เราต้องการ พอถึงจุดที่ต้องเอาว่าวลงมาก็ควรจะลงมาสวยๆ ไม่ได้ไปติดต้นไม้หรือเชือกขาดไปซะก่อน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174887" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เรื่องใหญ่ในวันนั้นของเด็กชายแทททู</strong></h4>



<p>ดิม : ผมติดหนี้พนันบอล ตอนนั้นคิดว่าชีวิตคงจบวันนั้น ครั้งนี้กูต้องโดนแล้วแหละ (หัวเราะ) ได้เงินไปโรงเรียนวันละ 100 ติดหนี้ 20,000 ปัญหาคือ เล่าให้แม่ฟังอย่างภาคภูมิใจ ดิมเดินโพยบอลนะแม่ ดิมได้ตังค์แล้วนะ แม่ช็อก แม่ร้องไห้ พอมองกลับไปตอนนั้น มันเป็นเรื่องเล็กสำหรับเรา แต่มันใหญ่สำหรับแม่ เงินอาจจะได้มาง่ายก็จริง แต่ก็อาจจะเดือดร้อนคนอื่นทีหลังเหมือนกัน</p>



<p>จั๊ม : ผมสอบตกครั้งแรกช่วงเรียนมหาลัย ตอนนั้นก็รู้แหละว่า เราไม่ได้สนใจในการเรียนวิชานั้นเท่าไหร่ เราไม่ได้ชอบเท่าที่ควร พอสอบเสร็จผลออกมา ก็ติด F ตอนนั้นก็คิดว่า เชี้ย จะบอกแม่ยังไงดีวะ คือเราไม่เคยติดเลย เราเป็นเด็กที่มีความเนิร์ดๆ หน่อย แต่ยังไงก็ต้องบอกแม่แหละ แม่บอกไม่เป็นไร ก็โชคดีไป</p>



<p>ตง : พอมองย้อนกลับไปเรื่องราวต่างๆ ผมรู้สึกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรที่มันใหญ่ เพียงแต่ว่าเราต้องยอมรับว่ามันมีปัญหา ไม่ใช่วิ่งหนีมัน ยอมรับว่ามีปัญหาเพื่อเราจะได้แก้มัน ซึ่งจริงๆ ปัญหาไม่ต้องแก้ด้วยตัวคนเดียวก็ได้ เมื่อก่อนผมจะติดนิสัยเวลามีปัญหาชอบแก้คนเดียว ซึ่งมันจะทำให้ฟุ้งซ่าน พอแก้ไม่ได้ มันก็ตัน สิ่งที่อยากบอกคือ ทุกปัญหาคุณอาจจะยังแก้มันไม่ได้ในตอนนั้น แต่ให้เวลากับมัน ปรึกษาคนที่รู้ คนที่เราไว้ใจ เรามีเพื่อน เรามีพี่ เรามีคนรอบข้างที่สามารถคุยได้ เราต้องมองให้เห็นความจริง ถอยตัวเองแล้วมองกลับไปที่ปัญหา ดูว่าปัญหาคืออะไร แล้วค่อยๆ แก้ไปทีละอย่าง</p>



<p>รัฐ : ผมเคยทะเลาะกับพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารค่ายเพลง Smallroom) ช่วงที่จะทำอัลบั้ม 3 ตอนนั้นอยู่ในช่วงที่ไม่ฟังใคร ในฐานะมือกีตาร์หรือนักแต่งเพลงผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการมีลายเซ็นมากๆ เพราะถ้ามีลายเซ็นคนก็จะจำเราได้ เรารู้สึกว่ามันสำคัญกว่าสกิลหวือหวาด้วยซ้ำ เราก็มองว่านี่มันคือข้อดีร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ตอนนั้นก็เลยคุยกับพี่รุ่งว่าจะทำอัลบั้ม 3 ยังไง พี่รุ่งก็บอกว่า ‘กลิ่นตัวมึงแรงไป’ ผมก็เลยตอบกลับไปว่า ‘แล้วการเป็นตัวเองมันไม่ดีตรงไหน การเป็นตัวเองมันคือสิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่เหรอครับ’ กวนตีนมากตอนนั้นน่ะ ทะเลาะกันแบบใหญ่โต ตั้งแต่ดึกดื่นถึงเช้าเลย&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่อยากพูดคือมันเป็นการโต้แย้งที่เรามืดบอด เพราะการที่ยึดติดว่าเราประสบความสำเร็จจากการที่คิดว่ามีเอกลักษณ์ มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนมันเป็นแค่ส่วนหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็ต้องพัฒนาและซึมซับจากคนอื่น เพื่อให้ตัวเราเองด้วย สุดท้ายแล้วเราไม่ได้เป็นคนอื่นหรอก แต่เราจะเป็นตัวเองที่มีเรื่องอื่นมาประกอบกันแล้วร่างเราจะเก่งขึ้น เราจะเป็นเซลล์ร่างสอง ร่างสามที่เก่งขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174885" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<blockquote class="wp-block-quote has-text-align-left is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เราใช้ชีวิตด้วยกันมาตลอด</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ความทรงจำของวงที่ไม่เคยชนะเลยสักครั้ง</strong></h4>



<p>รัฐ : การทำวง I-scream 479 สมัยเรียน เรารู้สึกว่ามันเท่ มีเพลงตัวเอง เล่นดนตรี หล่อด้วยไง มันให้หมดอะ&nbsp;</p>



<p>ดิม : เล่นเพลงแต่งเอง มีแร็ป มีร็อก มันคือความฝันวัยเด็ก</p>



<p>รัฐ : จุดสูงสุดของนักดนตรีที่เป็นเด็กมัธยมในยุคเราคือการได้เล่นดนตรี รอเวลาเลิกเรียนเพื่อจะได้ไปซ้อมดนตรีด้วยกัน ได้เล่นในงานโรงเรียน ได้เล่นในงานประกวด มันคือแพชชันมากๆ กิจกรรมของเด็กมัธยมในเวลานั้นแค่นี้มันก็สนุกมากๆ แล้ว&nbsp;</p>



<p>ดิม : สมัยนั้นมันไม่มีโลกโซเชียลฯ ไม่มีพื้นที่ให้เล่น เราคิดแค่ว่าเวทีประกวดเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่เราสามารถเอาเพลงตัวเองไปโชว์ได้ เราไปประกวดดนตรีต่างๆ เราไม่เคยชนะรางวัลอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นเราผูกพันกับแฟนคลับ เราบอกคนดูว่าวันนี้ไม่ต้องมาเชียร์ให้ชนะหรอก เพราะยังไงเราก็ไม่ชนะ แต่วันนี้มาดู I-scream 479 เล่นเพลงใหม่ได้ที่เวทีนี้นะ ซึ่งกรรมการให้คะแนนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ เพราะเราไม่ได้ต้องการผลว่าแพ้หรือชนะ เราสนใจแค่ว่าจะใช้เวทีนี้ในการที่จะเปิดตัวเพลงใหม่ จ่ายค่าสมัคร หารกันไม่ถึงร้อยได้เล่นเวทีอาชีพ เครื่องเสียงมืออาชีพ เป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมมากๆ</p>



<p>รัฐ : เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องก็มาชมเพลงว่าเพราะนะ เมื่อไหร่จะแต่งเพลงอีก ไม่รู้ว่าเขาพูดด้วยความจริงใจหรือเขาบิวด์เรา แต่มันก็เป็นกำลังใจให้เราแต่งมาเรื่อยๆ จนมันมีเยอะขึ้น ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดถึงค่ายเพลงหรอก เพราะเคยส่งไปก็เงียบ ซึ่งทางเดียวที่จะมีซีดีเป็นของตัวเองได้คือต้องทำเอง พยายามอัดกันเอง ไรต์แผ่นกันเอง ทำอัลบั้มขึ้นมา นั่นเป็นจุดสูงสุดแล้วตอนที่อยู่ขอนแก่น</p>



<p>ทุกวันนี้ผมก็ยังรู้สึกว่าไม่มีอะไรสดใหม่เท่าตอนทำเพลงชุดแรก ทำเพลงช่วงอายุ 18 มันคือ 18 ปี ที่เราใช้เวลาสะสมของ เราตื่นเต้นกับทุกอย่าง เห็นอะไรก็ว้าวไปหมด เราพยายามเอาทุกอย่างมาอัดอยู่ในอัลบั้ม 1 เหมือนเอาความฝันตัวเองมาอัดให้คนได้ฟัง ซึ่งข้อผิดพลาดมันก็มีเยอะ แต่มันคืออัลบั้มที่สดใหม่มาก ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าต้องเป็นมืออาชีพ คิดแค่ว่าสิ่งนี้คือความฝันของเรา</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-4 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-683x1024.jpg" alt="" data-id="174922" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=174922" class="wp-image-174922" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-683x1024.jpg" alt="" data-id="174923" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=174923" class="wp-image-174923" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-683x1024.jpg" alt="" data-id="174924" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=174924" class="wp-image-174924" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-683x1024.jpg" alt="" data-id="174925" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=174925" class="wp-image-174925" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li></ul></figure>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ไปด้วยกันไปได้ไกล</strong></h4>



<p>รัฐ : ถ้าสังเกตจะเห็นว่าพวกเรา 4 คนบุคคลิกภาพก็ไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งเราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก ด้วยความเป็นเพื่อนกันมันก็เลยเชื่อมโยงกัน เอาจริงๆ พวกเราก็แทบจะทะเลาะกันวันเว้นวัน เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็เป็นไปได้หมด แต่เราก็รู้ว่าทะเลาะกันเพราะอะไร แล้วเราก็สามารถหยุดมันได้ บางอย่างสามารถยอมให้เพื่อนได้ บางอย่างเข้าใจกันได้ บางอย่างหาจุดกลางได้ เพราะเราอยู่ด้วยกันมานาน ความคาดหวังของเราคืออยากให้วงเรามันไปต่อมากสุดเท่าที่เป็นไปได้</p>



<p>ดิม: ความฝันของเราคืออยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไปไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ มันเลยทำให้เรือของความฝันลำนี้มันแข็งแรงมาก มันไม่รู้จะแตกไปไหน เพราะสุดท้ายหายไปคนหนึ่งก็ไม่ใช่ Tattoo Colour ออกไปคนหนึ่งก็ไม่รู้จะไปทำอะไรกันอยู่ดี สุดท้ายอยู่ 4 คนมันสามารถไปด้วยกันและไปได้ไกล</p>



<p>รัฐ : ขนาดวันก่อนน้าแอ๊ด คาราบาวยังบอกเลยว่าไม่เลิกละ เปลี่ยนใจ (หัวเราะ)</p>



<p>ดิม : แกพูดในคอนเสิร์ตเลยตอนเพลงจะจบ ผมไม่เลิกแล้วนะครับ อ้าว!</p>



<p>รัฐ : แกอาจจะมีแรงอยู่มากกว่าที่คิด ถ้าเลิก แกก็อาจจะเหงา มันคือทั้งชีวิตแกเลยหรือเปล่า พูดถึงคาราบาวขึ้นมา เรามองวงคาราบาวเป็นไอดอลในเรื่องนี้นะ คาราบาวคือวงที่ดูแลกันเอง ดูแลครอบครัวได้หมดทุกคนเลย ทุกตำแหน่ง ยันคนขับรถตู้ สเตจ ซาวนด์เอนจิเนียร์ เราก็อยากให้องค์กร Tattoo Colour เป็นอย่างนั้น สมัยก่อนจะมีคำถามว่าอยากให้วงเป็นแบบวงไหน เราอยากเป็นวงที่เลี้ยงตัวเองได้แบบนี้แหละ</p>



<p>ดิม : เรายิ่งโชคดีเข้าไปอีกตรงที่ทุกวันนี้มันมีโลกโซเชียลฯ อีก เราก็ไม่ต้องง้อสื่อ เราทำ TCTV กันเองอีก สมัยก่อนนักดนตรียังไม่มีช่องทาง ต้องนอนรอเล่นคอนเสิร์ตตอนกลางคืน ทุกวันนี้ มีทั้งกลางวัน กลางคืนเพิ่มเติมเข้ามา รู้สึกว่าสนุกสนานแล้วก็ไม่คิดว่าจะเลิกกันง่ายๆ</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>อัลบั้ม 2 ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ จนน่าตกใจไปแล้ว แต่หลายๆ คนในแวดวงก็ยังมองว่า Tatoo colour เป็นวงเด็กอยู่ อาจจะเป็นเพราะโชคก็ได้</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>โชคหรือตัวจริง</strong></h4>



<p>รัฐ : ผมว่าเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วนะ (หัวเราะ) ตอนนั้นไม่ใช่แค่ผมที่คิด เพื่อนหรือพ่อแม่เราก็คิดเหมือนกัน เพราะมันดังเร็ว มันฟลุกไหม แต่คนทั่วไปอาจจะไม่ได้เห็นพาร์ตตอนเราทำงานว่ามันซีเรียส มันจริงจัง มันจับจด มันเครียด กลับไปกลับมา แก้แล้วแก้อีกกันขนาดไหน&nbsp;</p>



<p>ช่วงแรกเราเห็นวงในค่ายหรือวงในรุ่นเดียวกันมีงานเยอะ กระเป๋ากีตาร์กระเป๋าเดินทางมีแท็กขึ้นสนามบินแปะเต็มเลย หมายความว่ากระเป๋าเดินทางใบนี้มันถูกเดินทางมา มันทัวร์ไปทั่วประเทศแล้ว เรามองว่ามันเท่มาก ตัดภาพมาที่กระเป๋าเราใสๆ มีแต่ฝุ่น เราก็อยากให้กระเป๋ากีตาร์ กระเป๋าเดินทางเราเป็นแบบนั้นบ้าง เราก็เลยพยายามทำเพลง พรีเซนต์ตัวเอง ไปเล่นประจำกลางคืนตามร้านผับต่างๆ เพื่อหาเงิน โปรโมตเพลง โปรโมตตัวเอง คิดในมุมที่เราสามารถพัฒนาและสนุกกับมันได้ด้วย พยายามมีไอเดียสนุกๆ เสมอ&nbsp;</p>



<p>ทุกครั้งเราก็หวังว่าทุกเพลงที่ปล่อยแม่งจะฮิตชิบหายทั้งหมด แต่ความจริงแล้วก็มีบางเพลงที่เงียบ บางเพลงที่ปล่อยไปตั้ง 5 ปีกว่าจะฮิต บางเพลงที่ร้องเองไม่ฮิต คนอื่นเอาไปร้องแม่งฮิตกว่า ถ้าจะมองว่าฟลุกหรือเป็นเพราะโชคเราก็ยอมรับได้นะ แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นความฟลุกหรือเป็นโชคที่เกิดจากความตั้งใจจริงๆ เราก็ยังตั้งใจทำงานเหมือนเดิม หลังจากนี้ถ้าจะมีโชคให้เราพึ่งอีกก็อยากพึ่งนะ&nbsp;</p>



<p>เรามีเป้าหมายว่าอยากให้วงอยู่ไปตลอด สามารถดูแลครอบครัวได้ ซึ่งตอนนี้ก็ทำได้แล้ว หลังจากนี้เป้าหมายก็คือทำยังไงให้มันยังอยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราจะทำอะไรได้บ้างตามยุคสมัย เราต้องทำตัววัยรุ่นขึ้นแบบไหน ไม่ควรทำอะไรแล้วในยุคสมัยนี้ อันนี้เป็นเป้าหมายของวงเพื่อไปอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174899" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<blockquote class="wp-block-quote is-style-default is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>ความสำเร็จที่เกินความคาดหวังอาจจะทำให้วงหวั่นๆ อยู่บ้างว่าจะรักษามันไว้ได้อีกนานแค่ไหน</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ถ้าไม่หยุดทำ ยังไงก็สำเร็จ</strong> </h4>



<p>รัฐ : วันนั้น (ที่วงกำลังมีชื่อเสียง) คงหวั่นมากอยู่ที่พูดไปแบบนั้น วันนี้ถ้าตอบว่าไม่หวั่นแล้วก็คงไม่ใช่ แต่วุฒิภาวะเราวันนี้ อาจจะไม่รู้สึกหวั่นไหวหรืออ่อนแอเท่าวันนั้นแล้ว เพราะเราผ่านมาทั้งหมดแล้ว เราเติบโตขึ้นจากประสบการณ์ เรามีแผนที่จะรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ทั้งด้านการทำงาน การแก้ไขตัวเองทั้งภายนอกภายในจิตใจ รู้แล้วว่าถ้าเจอเหตุการณ์ประมาณนี้ต้องรับมือยังไง ไม่ได้เศร้ามาก ไม่กระโตกกระตาก หรือบางเหตุการณ์ที่ดีใจสุดๆ เราก็ไม่ได้ดีใจกับมันขนาดนั้นแล้ว เรานิ่งได้มากขึ้น แต่ภาพลักษณ์คงดูไม่ได้นิ่งมากเพราะเราเป็นคนแบบนี้</p>



<p>ดิม : วันนั้นอาจจะเคว้งอยู่ว่าเราจะทำอะไรกันต่อ แต่วันนี้เราทำมาหมดแล้วก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องหวั่นแล้ว ทำต่อไปทีละขั้น รักษาคุณภาพงาน ทำสิ่งที่เรารัก ถ้าไม่หยุดทำยังไงมันก็สำเร็จ&nbsp;</p>



<p>รัฐ : เวลาใครขอปรึกษาก็จะบอกว่าอย่าท้อ ทำต่อไป ยังไงก็จะถึงวันของเรา ซึ่งคนพูดเองในบางวันมันก็ท้อเอง แต่วันนี้เราผ่านมาแล้ว คำเหล่านั้นมันก็ยังจริงอยู่ ท้อบางทีมันก็เกิดขึ้นแหละ แต่ก็ต้องให้กำลังใจตัวเองว่า สิ่งที่เราบอกคนอื่นไว้ เราก็ต้องบอกตัวเองด้วย&nbsp;</p>



<p>มีคนนิยาม Tattoo Colour ว่าเราไม่ได้เหมือนเป็นพ่อหรอก เพราะเราก็ดูไม่น่าเคารพขนาดนั้น แล้วเราก็ไม่ได้เป็นเพื่อนหรอก เพราะเราก็ไม่ใช่เด็กแล้ว แต่เราเป็นเหมือนพี่ชายใจดีข้างบ้าน เจอผู้ใหญ่เราก็หยอกได้แบบไม่เกินเบอร์ เจอเด็กเราก็เล่นกับเด็กได้ เจอคนกวนตีนเราก็กวนตีนกลับได้ หรือวันไหนที่เศร้าก็หันมาเจอพี่ชายกลุ่มนี้ หันไปแล้วจะรู้สึกมีความสุขหรือมีคอนเทนต์กับบ้านนี้เสมอ</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>ถึงแม้วงจะเก่งมากแค่ไหน ก็ยังอยากจะโตขึ้นไปอีกขั้น อยากจะทำเพลงให้คนยอมรับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเรื่อยๆ</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>18 ปี 64 เพลง 6 อัลบั้ม</strong></h4>



<p>รัฐ : เราอยู่นานนะ แต่ผมแอบคิดว่าเราไม่ใช่วงที่ทำอัลบั้มเยอะ ถ้าเป็น The Beatles น่าจะ 200 กว่าเพลงแล้วนะ เราอัตราส่วนยังน้อยกว่า ผมยอมรับว่าผมเก่ง แต่ไม่ได้เก่งแบบอัจฉริยภาพขนาดนั้น&nbsp;</p>



<p>ดิม : ยอมรับจากใครวะ</p>



<p>รัฐ : เอาใหม่ๆ ผมยอมรับว่าผมเป็นอัจฉริยภาพนะ แต่ผมพยายามจะถ่อมตัวให้ว่าดูแค่เก่งระดับหนึ่งก็พอ เดี๋ยวคนจะหมั่นไส้ (หัวเราะ) เอาดีๆ คือเราก็อยากจะทำงานไปเรื่อยๆ บางทีคนอยากมาทำงานกับเราหรือแต่งเพลงให้ ช่วงหลังๆ ปฏิเสธไปเยอะเลย ผมพูดกับเขาตรงๆ ว่าไอเดียผมก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก ไม่ได้เยอะขนาดนั้น ผมจะเก็บไอเดียเหล่านี้ไว้ทำกับวงตัวเอง ไว้ทำกับ Tattoo Colour ถ้าเกิดจะทำผมมีข้อจำกัดนะ</p>



<p>ดิม : ล้านหนึ่ง</p>



<p>รัฐ : ล้านหนึ่งเนี่ย เอาวันไหน เอาเดโมพรุ่งนี้เลยมั้ยพี่ (หัวเราะ)</p>



<p>ตง : ผมมองว่าวง Tattoo Colour เป็นวงที่ทำงานกับคนอื่นไม่เก่ง พอเราต้องทำงานของเราร่วมกับคนอื่นเหมือนเบลนด์เข้าหากันยาก การทำงานของเราและเพลงของวงเราแม่งประหลาด</p>



<p>รัฐ : เพลง Tattoo Colour เป็นเพลงป็อบที่ประหลาด ประหลาดนี่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดีนะ มันแค่ไม่เหมือนกับคนอื่นหรือวิธีที่คนอื่นทำงานโดยสากลเท่าไหร่ เราจะชอบทำอะไรคิดอะไรแบบแผลงๆ เราก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งที่คนอยากทำงานกับเราเขาต้องการรึเปล่า เห็นอย่างนี้เราก็เกรงใจเขานะ กลัวว่าเขาจะอึดอัดไหมเวลาทำงานกับเรา&nbsp;</p>



<p>จั๊ม : ถ้าจะให้เห็นภาพชัดก็คือจุดเปลี่ยนของ Tattoo Colour มีอยู่สามอย่างหลักๆ ตอนอัลบั้มชุดที่ 8 จงเพราะ คือตอนที่พาวงบินสูงทำให้เราหลงระเริง ช่วงที่สองคือช่วงที่กระแสของวงค่อยๆ เริ่มถดถอยลงมาระหว่างอัลบั้มตรงแนวๆ กับ POP DAD เริ่มเห็นภาพว่าเราไม่ใช่วงที่อยู่ในตลาดหรือเป็นกระแสหลักของวงการเพลงขนาดนั้นแล้ว สุดท้ายที่น่าจะชัดที่สุดคือตอนที่ทำอัลบั้มเรือนแพ ทุกคนเริ่มกลับมาเห็นวงอีกครั้งหนึ่ง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174918" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>เราไม่อยากจะร้องเพลงฟ้าซ้ำๆ จำทำไมซ้ำๆ เพราะเรายังมีไฟที่อยากจะสร้างเพลงใหม่ๆ ให้คนฟังอยู่เสมอ</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ทำสิ่งที่รักโดยไม่ฝืนตัวเอง</strong></h4>



<p>รัฐ : ต้องบอกว่าการทำอะไรซ้ำๆ มันน่าเบื่อจริงๆ นั่นแหละ แต่บังเอิญว่ามันเป็นสิ่งที่เรารักก็เลยไม่ได้รู้สึกเบื่อขนาดนั้น ต้องยอมรับความจริงว่าบางครั้งมันก็เบื่อ เคยพูดกันเล่นๆ บนรถตู้ในวันที่เหนื่อยว่า เราไปทำอาชีพที่เรารักกันเถอะ คนเราเกิดมาอีกกี่ชาติ จะได้เป็นนักดนตรีกี่ชาติ ไม่นับชาติที่ได้เกิดเป็นหมูหมากาไก่อะไรอีก แต่พอขึ้นเวทีเห็นคนดู เห็นบรรยากาศคนที่มารอดูเรา ร้องเพลงกับเรา ความเบื่อหายแล้ว มันก็เป็นความสนุกขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>รัฐ : เราผ่านอัลบั้มชุดที่ 8 มันคือที่สุดของเรา หลังจากนั้นมันก็ต้องลง เราก็ผ่านจุดที่ลงมาแล้วด้วย เพราะงั้นเรารู้แล้วว่าช่วงที่ขึ้นต้องรับมือยังไง ช่วงที่ลงต้องรับมือยังไง การทำอัลบั้มใหม่เราก็จะมองว่าเหมาะสมในช่วงไหนที่กราฟเรายังพอเลี้ยงไหว ไม่เหนื่อยเกินไป ต้องทำอะไรกับใครยังไง หรืออย่าง TCTV มีจุดไหนที่ต้องปรับบ้าง แล้วเราจะทำยังไงให้มันเป็นกราฟเคลื่อนไหวไปทั้งชีวิตเราให้วงเรายังอยู่ต่อได้อย่างดีโดยที่ไม่ฝืนธรรมชาติตัวเอง</p>



<p>พอคิดว่าเราจะอยู่ยาว เราก็ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในกราฟของยุคสมัยของเพลงไทย เราอยากจะเห็นว่าในยุค 5 ปี 10 ปีนี้ Tattoo Colour จะอยู่ตำแหน่งไหน ตำแหน่งนี้ไม่ได้หมายความว่าชนะที่ 1 ที่ 2 นะ แต่หมายความว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ วงเป็นยังไง เกิดอะไรขึ้น คนมองเรายังไง ซึ่งเราก็อยากให้ผลประกอบการของวงอยู่ในจุดที่ดี เราก็ค่อยๆ ทำไป ถามตัวเอง เฝ้าดูตัวเองเหมือนกันว่าสุดท้ายจะไปอยู่จุดไหนได้บ้าง แค่อย่างน้อยมีวง Tattoo Colour อยู่ในทำเนียบ เพลงไทยก็คงเป็นสิ่งที่เราภูมิใจแล้ว</p>



<div class="wp-block-columns is-layout-flex wp-container-core-columns-is-layout-1 wp-block-columns-is-layout-flex">
<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174928" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>
</div>



<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174929" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>
</div>



<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174931" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>
</div>



<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174933" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>
</div>
</div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>บทเรียนจากวันนั้นสู่ชาวนัววันนี้</strong></h4>



<p>ดิม : อย่าเล่นพนันบอลนะครับ มันไม่ดี (หัวเราะ) ใครเพิ่งจะมีชื่อเสียงหรือเพิ่งจะมีเงินทองก็เก็บเงินให้เป็น อย่าเป็นแบบผม</p>



<p>ตง : กองทุนลดหย่อนภาษี บริหารการเงินให้ดีนะครับ เรื่องอีโก้ก็สำคัญ ทุกปัญหามีทางออก&nbsp;</p>



<p>จั๊ม : ผมรู้สึกว่าคนเรายิ่งโตยิ่งโง่ ถ้าเราไม่ขวนขวายคำนี้มันก็จะชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะโลกมันกว้างใหญ่มากนะ แต่โลกก็เป็นสถานที่ที่เราแสวงหาโอกาสได้เยอะมากถึงมากที่สุดเช่นกัน ถ้าเราไม่ใช้เวลาให้เกิดความรู้ เราก็จะยิ่งโตและยิ่งโง่ได้ง่ายมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>รัฐ : เมื่อก่อนผมจะกลัวคนอื่นจะมองเราไม่ดี กลัวคนอื่นไม่เข้าใจเรา เราเป็นคนที่ทำอะไรด้วยความตั้งใจแล้วกลัวคนอื่นจะมองเราผิดพลาดไป เหมือนเราสร้างความคาดหวังให้ตัวเองกับคนอื่นมากมาย พอโตขึ้นมาก็เลยรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้น ไม่มีใครจะมาจับจ้องเราขนาดนั้นหรอก&nbsp;</p>



<p>วันนี้แต่งตัวดีพอรึยัง ใส่กางเกงสีแดงเดินออกไปข้างนอกจะอายเขามั้ยเนี่ย คนที่ไปเดินห้างเขามองเราไม่ดีแน่เลย เอาจริงๆ คือไม่มีใครสนใจมึงขนาดนั้น เขาเห็นก็อาจจะแค่คิดแล้วก็ผ่านไป เพราะเขาก็ต้องสนใจแต่เรื่องตัวเอง เพราะฉะนั้นเวลาเราอยากจะทำอะไรก็ทำเลย&nbsp;</p>



<p>หรือถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีมากๆ ก็ไม่ต้องไปคิดหรอกว่าคนอื่นแม่งจะมาดูถูกเรา คนจะชอบพูดว่ามีคนมาเหยียดหยาม มาบุลลีอะไรอย่างนี้ จะบอกว่ามันก็แค่แป๊บเดียวมากๆ สักพักเขาก็ไปสนใจอย่างอื่นแล้ว อาจจะไปด่าคนอื่นต่อ แต่คนที่ติดค้างอยู่มันกลายเป็นเรา ซึ่งเราก็ไม่ต้องไปเสียเวลาไปติดตาม ไปเคียดแค้น ไม่ต้องคิดว่าฉันจะทำไปเพื่อเอาชนะแกในสักวันหนึ่ง เพราะขนาดตอนที่เราเก่งมากๆ มีคนมาชมแป๊บเดียวแล้วเขาก็ไปเหมือนกัน ไม่มีใครสนใจมึงขนาดนั้นหรอก เพราะฉะนั้นโฟกัสแค่สิ่งที่เราทำก็พอแล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/on-that-day-tattoo-colour/">ศักดิ์ศรีและอีโก้ของ Tattoo Colour กับความฝันที่อยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘บอย โกสิยพงษ์’ ในวัย 57 กับการทำเพลงที่เป็นมากกว่าการทำงานและการเปิดหัวใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/boy-kosiyapong/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุธาสินี สุทธะโส]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 May 2024 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[บอย โกสิยพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[LOVEiS Entertainment]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=174819</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากเปรียบชีวิตของคนเป็นดั่งฤดู ชีวิตกว่า 30 ปี ของ ‘บอย โกสิยพงษ์’ กับการเป็นนักแต่งเพลงที่ใช้ความรัก ความเชื่อ และความหวัง ขีดเขียนออกมาเป็นเนื้อร้องผสมท่วงทำนองอันหวานซึ้ง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/boy-kosiyapong/">‘บอย โกสิยพงษ์’ ในวัย 57 กับการทำเพลงที่เป็นมากกว่าการทำงานและการเปิดหัวใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หากเปรียบชีวิตของคนเป็นดั่งฤดู ชีวิตกว่า 30 ปี ของ ‘บอย โกสิยพงษ์’ กับการเป็นนักแต่งเพลงที่ใช้ความรัก ความเชื่อ และความหวัง ขีดเขียนออกมาเป็นเนื้อร้องผสมท่วงทำนองอันหวานซึ้ง จนเข้าไปอยู่ในใจของเราในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง มันก็คงเปรียบได้กับฤดูที่แสนสดใส เพราะเส้นทางนี้ล้วนเกิดจาก ‘การเลือกทำสิ่งที่รัก’ คำสั้นๆ จากพ่อ แม่ และพระเจ้าของเขา กลายมาเป็นเสาหลักนำทางชีวิตที่ทำให้บอยซึ่งกำลังก้าวสู่วัย 57 บอกกับเราวันนี้ว่า</p>



<p>&nbsp;“ความรัก ความเชื่อและความหวัง ยังคงเป็นแก่นสำคัญของชีวิตที่ขาดไม่ได้เพราะถ้าไม่มี 3 สิ่งนี้ โลกนี้ก็ไม่เหลืออะไรให้เรามีจุดหมายเลย”</p>



<p>เขายังคงตอบเหมือนเดิม อย่างที่เคยพูดไว้ในนิตยสาร a day เล่ม 221 ปี 2019 เล่มที่มีชีวิตของบอย นับตั้งแต่ความฝันในวัยเด็ก ความรักของครอบครัว การทำงานเพลงในฐานะนักแต่งเพลงและเจ้าของค่ายเพลง Bakery Music และ LOVEiS มาเป็น Main Course หลักของเล่มด้วย&nbsp;</p>



<p>ช่วงเวลาระหว่าง 5 ปี นับจากปีที่ได้ขึ้นปก ชีวิตของเจ้าพ่อเพลงรักคนนี้มีหลายเรื่องเลยที่เปลี่ยนไป หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนใจจะไม่รีไทร์ตอนอายุ 60 เพราะเขาได้พบเจอแพชชันของผู้คนใหม่ ๆ ที่จุดไฟจนไม่อยากเลิกทำงาน&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าระหว่างทางนั้นคงไม่ได้โปรยด้วยฤดูที่สดใส เผลอๆ อาจจะต้องพบกับลมมรสุมบ้างเป็นครั้งคราว แต่การตามหาน่านน้ำใหม่ กลับพลิกมุมมอง ‘ความสุขจากการทำสิ่งที่รัก’ ต่างไปจากเดิม สุดท้ายนี้ ฤดูที่แตกต่าง จะทำให้เขามองภาพชีวิตตัวเองในวันนี้เป็นอย่างไร เราชวนมาหาคำตอบนั้นด้วยกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174823" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/09.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ฉายา ‘เจ้าพ่อเพลงรัก’ กับบทเพลงที่ได้รับจากพระเจ้า</strong></h4>



<p>“คนรอบข้างเรียกเราว่า ‘เจ้าพ่อเพลงรัก’ จริงๆ ก็เขินนะ </p>



<p>เพราะเรารู้ว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น”</p>



<p>“เราเชื่อโดยดุษณีเลยว่า เพลงมันไม่ได้มาจากเราแต่มาจากพระเจ้า เพราะตั้งแต่ช่วงปี 2002 เป็นปีที่เราได้พบกับพระเจ้า เหมือนกับได้ต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้วได้คุย ได้รับรู้ถึงความมีอยู่ของพระเจ้าในทุกๆ วัน แม้แต่ในเรื่องของการทำเพลง เมื่อไหร่ที่เราจะเริ่มแต่งเพลง เราไม่รู้หรอกว่าเรากำลังจะเล่าอะไร พอทำไป มันจะมีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาหา ซึ่งเราเชื่อว่า นั่นคือสิ่งที่พระเจ้ามอบให้ เราก็จะเอาตรงนั้นมาทำต่อ แม้กระทั่งวิธีการทำให้มันไหลลื่น ก็ไหลลื่นในแบบที่พระเจ้าให้มาอยู่ดี&nbsp;</p>



<p>ทั้งหมดที่นำมาซึ่งความสำเร็จในทางที่ทุกคนมองว่า เรามีชื่อเสียง มีคนยอมรับ มันไม่ได้เกิดจากฝีมือเราแน่ๆ เพราะเราเป็นแค่โนบิตะที่ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไร เรารู้อยู่แก่ใจและมั่นใจเลยว่า เพลงเหล่านี้เป็นฝีมือของพระเจ้า ส่วนเราก็เป็นผู้ที่รับเอกสารมาแล้วส่งต่อให้ผู้รับปลายทาง ดังนั้นเราจะมาเคลมตัวเองว่า เป็นคนเขียนเอกสารเหล่านั้นไม่ได้หรอก แต่เขาเรียกแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติเหมือนเรียกเราว่าพี่ ที่ก็ดีกว่าเรียกเราว่า ‘ไอ้’ (หัวเราะ)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>บทเพลงรักสไตล์บอยที่เชื่อว่าคงมีคนที่ชอบฟังเหมือนกันกับเรา&nbsp;</strong></h4>



<p>“เป้าหมายการทำเพลงเรายังคงทำเพลงในแบบของเราเหมือนเดิมนะ ถ้าให้พูดถึงสไตล์ก็คือเป็นเพลงป็อป ฟังง่ายสบายๆ มีกลิ่นอาย Soul Funk R&amp;B&nbsp; หรือ สิ่งที่จะชอบใส่ลงไปในเพลง พอเราได้เรียนจากคนรุ่นใหม่หรือจากใน YouTube มากขึ้น ก็ทำให้เราได้เพิ่มสิ่งที่เราชื่นชอบลงไปเพิ่มขึ้น ทำให้เพลงของเราฟังแล้วมีมิติและรู้สึกเข้มข้นขึ้นอีกด้วย บางทีความถี่บางความถี่ ฟังเผินๆอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อประกอบกันกับหลายๆ Elements ที่มีในเพลง มันสามารถทำให้ฟังดูมีความรู้สึกมากกว่าเดิม&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เรายังมีจุดยืนเดิมที่จะแต่งเพลงที่รู้สึกว่า มันจรรโลงใจด้วยวิธีการของเรา&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174824" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อก่อนไม่ค่อยเห็นอัลบั้มเพลงที่ออกโดยชื่อของคนที่อยู่เบื้องหลังการทำดนตรี ซึ่งถ้าถามเราว่า ทำไมเราที่เป็นนักแต่งเพลงถึงมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง ก็ต้องย้อนกลับไปอีกว่า&nbsp; ตอนนั้นเมืองไทยเรามีคุณสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ที่เป็นทั้งนักทำเพลง รีมิกซ์เซอร์ โปรดิวเซอร์ ซึ่งเขาก็มีอัลบั้มเป็นของตัวเอง เราก็อยากจะเจริญรอยตามเขา ทีนี้พอเราเป็นเจ้าของค่ายเพลงร่วม&nbsp; เราจะทำอะไรก็ได้สิ แต่ตอนนั้นเรายังไม่มีชื่อเสียงอะไรนะ ก็เลือกออกอัลบั้มที่เป็นชื่อเราแล้วให้ศิลปินมาร้องเพลงให้ คือทำออกไปดื้อๆ เลย เพราะเรามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าเราชอบเพลงของเรามันก็น่าจะมีคนอื่นที่ชอบเพลงของเราเหมือนๆ กันบ้างแหละ แต่ไม่ได้คิดว่าจะมากหรือน้อยนะ”&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำเพลงฟังเองกลายเป็นความสุขที่คว้าได้ทุกวัน</strong></h4>



<p>เราจะแต่งเพลงเพื่อมีความสุข เพราะเราไม่ได้แต่งเพื่อให้มันเสร็จหรือเพื่อความสำเร็จแล้ว นึกออกไหม&nbsp;</p>



<p>การแต่งเพลงเพื่อความสำเร็จกับแต่งเพลงเพื่อความสุขมันคนละแบบกันเลยนะ ตอนนี้ความกดดันมันไม่มีแล้ว เพราะเราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องให้คนได้ยินด้วยซ้ำ แน่นอนว่าเราก็ยังอยากให้คนได้ฟังเพลงเรา ยังอยากได้ฟีดแบคว่าชอบหรือไม่ชอบ คือถ้าส่งได้ถึงก็ดี แต่ถ้าส่งไม่ถึงก็ไม่เป็นไร&nbsp; เพราะมันก็เคยได้เป็นเป้าหมายแรกๆ เหมือนแต่ก่อนนี้ล่ะ</p>



<p>แต่วันนี้เราเดินมาถึงจุดที่ บางที ถ้าการที่จะต้องทำเพื่อให้ทุกคนได้ยินมันยากและเหนื่อยเกินไป เราก็เลือกแค่ว่าทำเพลงให้เสร็จแล้วเอามาฟังเองก็เป็น achivement ที่เป็นความสุขส่วนตัวประจำวันแล้วกัน</p>



<p>อย่างเช่น เราทำเพลงเสร็จแล้ววันนี้ บางทียังไม่ได้มิกซ์เป็นแค่เดโม เรานั่งฟังทั้งคืนแล้วก็ โอ้โห เพราะจัง! แค่นี้ก็ถือเป็นความสำเร็จเล็กๆ ที่สุขใจสำหรับเราแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในตอนนี้ก็คือ</p>



<p>&nbsp;การตั้งเป้าหมายที่เล็กลงเรื่อยๆ ทำให้เราก้าวไปหยิบความสุขได้แทบทุกวัน</p>



<p><em>&nbsp;</em>เราไม่ต้องมารอว่าคนนั้นคนนี้ชอบเพลงเราถึงจะมีความสุข มีแค่ใจเราและเอาแค่ทำเพลงแล้วเราชอบ เราก็มีความสุขร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เลยเป็นเหตุผลที่ว่า เราทำเพลงเก็บไว้เยอะมากเป็นร้อยๆเพลง แล้วขอให้คนที่สนิทด้วยอย่างนภ ป๊อดมาร้องให้ โดยที่ไม่ได้จำเป็นว่าต้องทำออกไปให้ใครฟัง เพราะเรามีความสุขแล้ว แล้วถ้าเพลงไหนได้ส่งออกไปให้ผู้ฟังแล้วเขาชอบ ก็ถือว่าเป็นโบนัสละกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>‘ทำสิ่งที่รัก’ คำสอนจากพ่อแม่และจะเป็นเสาหลักให้ครอบครัวภูมิใจ</strong></h4>



<p>“สิ่งที่เราเล่าไป มันก็วนกลับมาที่คำสอนของพ่อแม่ที่เคยสอนเรามาตั้งแต่เด็กเลยที่ว่า ให้ทำในสิ่งที่รักแล้วมีความสุขไปกับมัน แค่นั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เรารู้สึกขอบคุณพระเจ้ามากๆ ที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อกับแม่</p>



<p>จริงๆ ต้องย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ถ้าเทียบเรากับลูกคนอื่นๆ เราถือว่าเป็นลูกที่เลี้ยงยากมาก เราเป็นคนที่ผิดแผกไปจากคนอื่น และไม่ได้เป็นคนที่เรียนเก่งอะไรเลย บริบทสังคมตอนนั้นก็มองเรื่องการเรียน เป็นเรื่องที่มองแค่ด้านซ้ายและด้านขวาอยู่ แต่เรารักและอยากที่จะเป็นนักแต่งเพลง ซึ่งเมื่อสัก 40 กว่าปีที่แล้วนี้ อาชีพนี้มันจะเลี้ยงชีพยังไงเราและทุกคนในครอบครัวก็ยังมองไม่ออกเลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174825" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174835" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่พ่อกับแม่กลับมีความเชื่อว่า การทำงานด้วยความรักอย่างน้อยก็เป็น Achivement หรือความสำเร็จที่อยู่ในใจของลูก เราอาจจะมีชีวิตที่ลำบากหรืออาจจะไม่มีเงินเลี้ยงครอบครัว อันนั้นก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องพยายามไปไขว่คว้าต่อสู้เอาเพื่อให้เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก เขามักจะพูดว่า เดี๋ยวเราก็ดิ้นรนหารายได้จากทางต่างๆ มาได้เองแหละ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เพราะพ่อแม่เรามีความเชื่อ ว่าถ้าเราทำในสิ่งที่เรารักเดี๋ยวความรักในผลงานเหล่านั้นมันจะพาทุกอย่างมาเอง เพราะฉะนั้น พ่อ แม่และคุณยาย คือต้นกำเนิดทางความคิดที่เรายึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตมาจนถึงปัจจุบันนี้เลย อย่างในเนื้อหาของเพลงส่วนใหญ่ก็มาจากคำสอนจากครอบครัวเรา เช่น เพลง Seasons Change ก็เป็นคำสอนของแม่ เพลง Live and Learn ก็เป็นคำสอนของพ่อ&nbsp;</p>



<p>ถ้าพูดถึงเสาแห่งชีวิต รู้จักต้นองุ่นที่มันเป็นเถา ต้องเลื้อยบนไม้เป็นโครงสร้างต่างๆ ไหม ในไบเบิลเขาเปรียบว่า มนุษย์เราเหมือนเถาองุ่น ถ้าไม่มีค้างไม้มาคอยให้เลื้อยมันก็จะเลื้อยลงดิน พอลงดินก็จะไม่เกิดผล แต่ถ้าองุ่นเลื้อยไปตามค้างไม้ องุ่นก็จะเกิดผล ดังนั้นทุกวันนี้ด้วยธรรมชาติของมนุษย์อย่างผมก็พร้อมที่จะเลื้อยลงดิน ก็เลยเหมือนกับที่ผมจะต้องคอยเกาะเสา เกาะราวไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ชีวิตเลื้อยลงดินจนไม่เกิดผล ส่วนวิธีการเกาะค้างไม้ของผมก็คือการอ่านไบเบิลเป็นประจำ &nbsp; เพื่อคอยเตือนตัวเองไม่ให้พลาดไหลลงไปในที่ๆ ไม่ดี</p>



<p>เราเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องอยู่แล้วและเคยกลัวจะทำให้พ่อแม่เสียใจ เพราะพวกเขาคือคนที่เราอยากทำอะไรให้เพื่อทดแทน ซึ่งตอนที่พวกเขายังมีชีวิตเราก็ตั้งใจที่จะทำดีกับพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&nbsp; เมื่อเขาจากไปแล้วเราจะได้ไม่คาใจ&nbsp;</p>



<p>แต่สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญมากๆ ก็คือการทำหน้าที่ของสามีและพ่อของลูกๆให้ดี</p>



<p>เพราะฉะนั้นเป้าหมายของเราก็เลยยังเหมือนเดิมไม่ต่างไปจากที่เคยให้สัมภาษณ์ในเล่ม a day ว่า ในวันที่ตายไป ในพิธีศพของเรา เราอยากให้ลูกกับภรรยาของเราขึ้นมาพูดถึงเราด้วยความภาคภูมิใจ เพราะงั้นเราก็ต้องตั้งใจฮึดให้ไม่ทำสิ่งไม่ดีเพื่อที่จะให้ได้รับรางวัลนั้นมา เหมือนที่พ่อแม่ได้รับความรัก ความเทิดทูน และการสรรเสริญจากลูกๆทุกคนและจากเราเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174827" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>จะรีไทร์ตอน 60 แต่เอาเข้าจริงยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ&nbsp;</strong></h4>



<p>“ตอนเด็กๆ เราเคยนึกภาพว่าช่วงวัย 50 ขึ้นไปจะต้องดูแก๊แก่ แต่ตอนนี้อีก 3 ปีเราก็จะ 60 แล้ว เออ ไม่เห็นจะแก่ตรงไหนเลย (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>เราเคยคิดว่าจะรีไทร์ตอนอายุ 60 แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว&nbsp;</p>



<p>เพราะการได้เจอคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นอื่นๆ ที่เก่งๆ ยิ่งในวงการเพลงตอนนี้ เด็กๆ น้องๆ ศิลปินเก่งมาก ทำดนตรีเอง แต่งเพลงเอง เล่นเองหมดเลย หรืออย่างล่าสุดเราเพิ่งไปเจอเพื่อนของหลานเรา เขาทำงานเป็น Sound&nbsp; Engineer หรือไปเจอน้องๆ นักดนตรีรุ่นใหม่ๆที่พอฟังแล้วแบบว่าทึ่งจนไม่รู้จะทึ่งยังไงเลย เฮ้ย นี่เขาแจ๋ว เขาเก่งกันขนาดนี้เลยหรอ มันเลยทำให้เราในวัยนี้รู้สึกยังอยากพัฒนาการทำงาน อยากพัฒนาการทำในสิ่งที่ชอบ&nbsp; อยากทำนั้นทำนี่เต็มไปหมด</p>



<p>&nbsp;เดี๋ยวนี้พอได้ไปฟังหรือไปดูอะไรที่มันกว้างกว่าที่เราเคยเจอมา มันทำให้ใจเรารู้สึกว่ายังมีเรื่องราวอีกมากมายให้เราได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้กับสิ่งที่เรามีอยู่&nbsp;</p>



<p>&nbsp;แล้วพอรู้อะไรใหม่ๆ มันเหมือนเจอไอเท็มให้เราได้ลองดึงเอามาใช้ เลยกลายมาเป็นความสนุกของเราในตอนนี้เลย ดังนั้นเราเลยเปลี่ยความคิดว่า จะมารีไทร์ตอนนี้ไม่ได้นะ&nbsp;</p>



<p>เราก็เลยคิดว่าจะต้องหาทางร่วมงานกับทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นโตกว่าเรา รวมไปถึงฟังความคิดเห็นของคนที่อยู่นอกเหนือสายงานของเราด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องเพลงนะฮะ เรื่องอะไรก็ตามแต่ เพราะเราเชื่อว่าทุกอย่างสามารถเอามาเชื่อมกันได้ และเชื่อว่าการได้ซึมซับวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน เราก็อาจจะได้วิธีการส่งเอกสารที่หลากหลายมากขึ้น มากกว่าแค่ขี่มอเตอร์ไซค์มาส่ง เราอาจจะตีลังกามาส่งเลยก็ได้ เลยคิดว่ายิ่งอายุมากขึ้นยิ่งต้องเปิดใจรับความคิดจากคนอื่นให้มากขึ้นไปด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174828" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p>‘หากเปรียบชีวิตของคนกับฤดู ช่วงฤดูฝนเป็นช่วงเวลาของการสะสมพลังงาน พลังชีวิตและพลังกล้ามเนื้อเพื่อให้เราแข็งแกร่งขึ้น ชีวิตของเราในตอนนี้ก็คงอยู่ในช่วงหลังฝน เพราะเราเห็นโอกาสที่จะได้ทำอะไรสนุกๆ อีกเยอะ และร่างกายเราก็พร้อมที่จะออกไปทำส่ิงใหม่ๆ ที่เป็นความสำเร็จแค่ในใจเราก็พอแล้ว’</p><cite>บอย โกสิยพงษ์, 2024</cite></blockquote>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/boy-kosiyapong/">‘บอย โกสิยพงษ์’ ในวัย 57 กับการทำเพลงที่เป็นมากกว่าการทำงานและการเปิดหัวใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตต่อให้ต้องแตกสลายกี่ครั้งก็ยังรักการแสดง ของ ทราย-อินทิรา เจริญปุระ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sine-on-that-day/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา สิทธิฤาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 May 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<category><![CDATA[ทราย อินทิรา เจริฐปุระ]]></category>
		<category><![CDATA[ทราย เจริญปุระ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=174350</guid>

					<description><![CDATA[<p>อะไรคือสิ่งที่ทรายได้เรียนรู้ในวัย 43 ช่วงชีวิตที่เธอบอกว่าได้เป็นตัวเองมากที่สุด เราชวนทรายมาพูดคุยตั้งแต่ความสำเร็จของบทนางนาก การอกหักในช่วงวัย 20 ที่เหมือนโลกถล่ม ช่วงเวลาเป็นซึมเศร้าที่โดนคนด่าเยอะที่สุด จนถึงชื่อเสียงที่ไม่ได้หอมหวานเหมือนช็อกโกแลตอย่างที่เคยเข้าใจ </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sine-on-that-day/">ชีวิตต่อให้ต้องแตกสลายกี่ครั้งก็ยังรักการแสดง ของ ทราย-อินทิรา เจริญปุระ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>เจ้าแม่หนังผี บทกะหรี่ และไอคอนิกยุค 90s </em>คือภาพจำด้านการแสดงของทราย-อินทิรา เจริญปุระ ที่หลายคนรู้จัก</p>



<p>ย้อนกลับไปปี 2544 ทรายคือเด็กหญิงวัย 21 ปี ที่เพิ่งเข้ามาโลดแล่นในวงการได้เพียง 7 ปี แต่ระหว่างนั้นเธอก็ทำให้ใครหลายคนประหลาดใจได้เสมอ เพราะทุกครั้งที่ทรายปรากฏตัวมักมาพร้อมกับบทบาทที่คาดไม่ถึง&nbsp;</p>



<p>นับตั้งแต่เด็กสาวที่ถูก 7 ทรชนรุมข่มเหงจนเสียสติ ก่อนหันมาจับไมค์เป็นนักร้องเพลงป็อปสดใส สลับกับนักร้องเพลงป็อปร็อกสุดเท่ ท้าทายตัวเองอีกครั้ง ด้วยบทผีตายทั้งกลมในหนังผีไทยระดับตำนาน จนถึงการแสดงในต่างประเทศ กะพริบตาอีกทีก็เห็นเธอเป็นนักเขียน หรือพิธีกรไปแล้ว&nbsp;</p>



<p>ช่วงวัย 20 ของทรายที่ได้ลองทำอะไรหลายอย่างจึงถูกนิยามว่าเป็นเหมือนช่วง<em>ฮันนีมูน </em>ทุกอย่างดูน่าสนุกด้วยพลังของคนหนุ่มสาว&nbsp;</p>



<p>จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทรายยังอยู่ในสายตาของหลายคนตลอด เรียกได้ว่าเราได้รู้จักหลายๆ ด้านในชีวิตของทรายทั้งเรื่องร้ายและดี ขวบปีที่ผ่านไป หลายเรื่องราวถาโถมเข้ามา ทั้งเรื่องครอบครัว ความสัมพันธ์รอบตัว และโรคซึมเศร้า ทำให้เธอไม่ใช่เด็กสาวที่ยอมให้คนอื่นมีความสำคัญเหนือตัวเองอีกต่อไปแล้ว</p>



<p>แม้ทรายในวัยที่โตขึ้นจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยเปลี่ยน คือความรักในการแสดง</p>



<p>อย่างที่เธอยืนยันกับเราว่า “ไม่เคยไม่รักการแสดงเลย” แถมยังหลงรักบรรยากาศของการออกกอง อินกับหนังและหนังสืออย่างที่เคยเป็นมาตลอด</p>



<p>อะไรคือสิ่งที่ทรายได้เรียนรู้ในวัย 43 ช่วงชีวิตที่เธอบอกว่าได้เป็นตัวเองมากที่สุด เราชวนทรายมาพูดคุยตั้งแต่ความสำเร็จของบทนางนาก การอกหักในช่วงวัย 20 ที่เหมือนโลกถล่ม ช่วงเวลาเป็นซึมเศร้าที่โดนคนด่าเยอะที่สุด จนถึงชื่อเสียงที่ไม่ได้หอมหวานเหมือนช็อกโกแลตอย่างที่เคยเข้าใจ </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174376" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทรายในวัย 20 ที่เหมือนได้ฮันนีมูน</strong></h4>



<p>&#8220;ช่วงปี 2001 ที่ได้ขึ้นปก a day นางนากเพิ่งฉายไปหมาดๆ และได้ไปฉายที่โตเกียวฟิล์มเฟส ซึ่งเป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรก ส่วนเพลงน่าจะมีอัลบั้ม 2 ไปแล้วเรียบร้อย ตอนนั้นน่าจะอยู่ปี 2&nbsp;</p>



<p>ช่วงนั้นมันไม่มีอะไรให้เครียด ให้นอยด์ใดๆ ทั้งสิ้น หนังก็ประสบความสำเร็จ มันเป็นความสำเร็จที่เราไม่รู้สึกว่า ‘กูสวย’ ‘กูดัง’ แต่มันเป็นอารมณ์แบบกูรอดแล้ว อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาด่าว่ากูทำหนังเจ๊ง แล้วก็เป็นจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่าการแสดงมันเลิศอะ</p>



<p>ตอนนั้นพ่อป่วยแล้วละ แต่มันไม่ได้เป็นความกังวลมาก คนอายุ 20 อะ รู้ว่าพ่อป่วยนะ แต่มันยังมีแรงอยู่ ยังเบิกบานและสุขภาพดี เราก็ยังไม่รู้หรอกว่าการจัดการชีวิตตัวเองแบบไหน ตอนนั้นยังมีแม่เป็นผู้จัดการอยู่ มีงานก็ไปทำ คิดแค่ &#8216;ไม่เป็นไร ตามใจแม่ไปก่อน&#8217; แต่มันก็เป็นช่วงเริ่มต้นสะสมเรื่องที่มันจะมาระเบิดในช่วง 30 กว่าอยู่ดี</p>



<p>เราว่าช่วง 20 ก่อนถึง 30 มันเป็นช่วงฮันนีมูน</p>



<p>ยังเป็นช่วงมีแรงจะทำงาน หมายถึงไปกองแล้ว โอ๊ย เหนื่อยๆ ไม่ไหวแล้ว แต่กลับมานอนสักคืนก็โอเคแล้ว ยังไม่ได้รับรู้ว่าสิ่งที่กำลังก่อตัวอยู่จะเป็นมรสุมในอีก 10 ปีข้างหน้า&#8221;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174381" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ชีวิตที่ไม่เคยไม่รักการแสดง</strong></h4>



<p>&#8220;จุดเปลี่ยนในการทำงานของเราคือช่วงคาบเกี่ยวระหว่างนเรศวรกับนาคปรก&nbsp;</p>



<p>นางนากเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนรู้สึกว่า ‘คนนี้เล่นหนังได้’ เพราะว่ามันก็วัดใจเหมือนกันนะ ถ้ามันยังไม่มีนางนาก หรือหนังไม่ได้สำเร็จ มีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่เราจะหายไปจากวงการ&nbsp;</p>



<p>ช่วง 20 กลางๆ เป็นช่วงที่เราไปถ่ายนเรศวรเลยค่อนข้างหายหน้าหายตาไป เพราะต้องไปสิงอยู่ที่กอง งานมันหนักมากพอสมควร เรารู้สึกว่าถ่ายซีนรบทุกวันจนเอียนกับคิวบู๊ ตื่นมาแล้วก็ไปรบ แม่งเหนื่อยมาก มันทำเหมือนกันทุกวัน แล้วพาร์ตบู๊ของเรามันเยอะมากจริงๆ เราบู๊จนเหมือนจะลืมวิธีเล่นอย่างอื่นไปแล้ว&nbsp;</p>



<p>พอดีมีนาคปรกเข้ามา ก็มีพี่ใหม่ (ภวัต พนังคศิริ) ผู้กำกับ เราเคยทำงานกับพี่ใหม่มาก่อน เรื่อง SIX (หกตายท้าตาย) พี่ใหม่ก็บอกว่ามีโปรเจกต์นาคปรก แต่บทผู้หญิงมีไม่เยอะนะ ตัวนำคือผู้ชาย 3 คน ก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ แต่พี่ทรายต้องเล่นเป็นกะหรี่นะ ไหวไหม&nbsp;</p>



<p>ในตอนนั้นถึงแม้ว่าโลกเราจะมีหนังเทพธิดาบาร์ 21 แต่มันไม่ใช่เรื่องที่รู้สึกว่าง่าย เราไม่ได้มีภาพลักษณ์ยั่วเพศ หรือเป็นสาวเซ็กซี่ทุกหน้าร้อนจะเจอ ฉันได้บนปกมาลัยไทยรัฐ (ยิ้ม) แต่เราก็บอกไปว่า อ๋อ ได้ เพราะว่าอยากออกไปจากตรงนี้ ฉันไม่ไหวแล้วกับการใส่ชุดหนังออกไปรบ จองคิวบู๊อย่างเดียว อันนี้เลยถือเป็นจุดเปลี่ยนที่รู้สึกว่าเรายังไปได้อีก</p>



<p>กลายเป็นคำล้อของคนใกล้ตัวเราว่า ‘บททรายนี่..ไม่ผีก็กะหรี่จริงๆ’ (หัวเราะ)</p>



<p>ในเส้นทางอาชีพทั้งหมดทำมาหลายอย่างมาก เราไม่เคยไม่รักการแสดงเลย เรารักการออกกองที่สุด ใช้คำนี้เลย บทจะเยอะ จะน้อย กองเล็ก กองใหญ่ ละคร หนัง ซีรีส์ อะไรก็ตาม เรารักมันที่สุดแล้ว มันเป็นพื้นที่ปลอดภัย เราสบายใจที่สุดๆ กับบรรยากาศของกองถ่าย ทั้งๆ ที่คนในรุ่นเดียวกัน หลายคนก็จะบอกว่าไปกองมันเหนื่อยมาก ขี้เกียจไปรอ นั่นแหละคือที่กูชอบ&#8221; (หัวเราะ)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/11-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/11-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/11-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/11-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/11-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/11-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/11-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/11-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/11-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อกหักหนักที่สุด</strong></h4>



<p>&#8220;จุดเปลี่ยนนอกจากเรื่องงาน คงเป็นเรื่องอกหัก มันสำคัญมากจริงๆ เพราะทำให้เรายิ่งแยกตัวออกไปอีก มันเป็นช่วงใกล้ๆ กับที่พ่อป่วยหนักแบบไม่สามารถฟังก์ชันได้จริงๆ ด้วย&nbsp;</p>



<p>มันเป็นช่วงเดียวเลยที่เราได้ตระหนักว่า ‘ไอ้เหี้ย เนี่ยชีวิตจริง’ มันมาช่วง 27-28 ก่อนหน้านี้เราทำงานเป็นแกนหลักของครอบครัวอยู่แล้ว การทำงานของเรากับพ่อก็จะแปรผกผันกัน แล้วตอนที่พ่อติดเตียง มันคือความรู้สึกว่า ‘ต้องเป็นกูแล้ว’ สิ่งที่ทำอยู่เป็นอาชีพอย่างเดียวของเราแล้วนะ พออกหักขึ้นมา มันเหมือนต้องแยกชีวิตเราออกจากงานโดยสิ้นเชิง</p>



<p>ช่วงที่พ่อป่วยแถมอกหักอีก ละครเราก็ยังต้องไปถ่ายปกติ ต้นฉบับก็ต้องเขียน ดังนั้นมันมีความ<em>กูล้มไม่ได้ </em>เข้าใจคำว่าเดอะแบกตั้งแต่วันนั้นเลย&nbsp;</p>



<p>แถมปีนั้นเป็นปีที่มีหนังที่รู้สึกว่ามีหนังที่ไม่ได้อยากเล่นเข้ามา แล้วแม่ก็รับให้ เราก็รู้สึกซัฟเฟอร์ว่าทำไมต้องเล่นเรื่องนี้ แล้วแม่ก็ผายมือไปทางพ่อ เดี๋ยวต้องทำห้องให้พ่อใหม่ ต้องใช้เงินก้อนเดี๋ยวนี้ <em>เชี่ย คำว่าเดี๋ยวนี้แม่งมีอยู่จริงวะ</em>&nbsp;</p>



<p>นี่คือสิ่งที่เราไม่เคยรับรู้ เมื่อก่อนแค่ไปเล่นหนัง รับบทตัวเองให้ดีก็จบแล้ว แต่อันนี้มันไม่ได้ ทำทุกอย่างแล้วยังต้องเขียนหนังสือ อกหักครั้งหนึ่งได้หนังสือมาเล่มนึง เพราะว่าเขียนเรื่องอื่นไม่ได้ไง แม่งเป็นเรื่องใหญ่เว้ย สำหรับคนแบบเราด้วย มันเป็นจุดที่เริ่มสะสมความตึงของชีวิตหลายๆ อย่าง เริ่มกินเหล้าด้วย ทุกอย่างมันจะปะทุในช่วง 30 ปลายๆ&#8221;&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วันที่ชื่อเสียง (ไม่ได้) ขมหวานเหมือนช็อกโกแลต</strong></h4>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174382" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>&#8220;แบ๊วเนอะ ช็อกโกแลต ว้าว (ยิ้ม)&nbsp;</p>



<p>มันยังขมหวานเหมือนเดิมแหละ แต่เราคงไม่คิดว่ามันเป็นช็อกโกแลตแล้ว มันน่ารักไป แต่จนถึงวัย 40 ก็ยังไม่รู้ว่าจะนิยามว่าอะไร ตอนเห็นคำตอบนี้ก็รู้สึกว่าคน 20 นี่มัน 20 จริงๆ นะ ที่คิดอะไรแบบนี้&nbsp;</p>



<p>มันก็ขมหวานนั่นแหละ เพียงแต่เรารู้สึกว่ามันรับมือยากขึ้น ทั้งความขมและความหวาน&nbsp;</p>



<p>เรารู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วของชีวิต ที่ต้องมีทั้งดีและไม่ดี แต่ถึงยังไงเราก็ยังรู้สึกขอบคุณกับงานหรือชื่อเสียงมากกว่า พาร์ตขมมันก็มีแหละ เช่น พอเห็นเป็นหน้าเรา บางคนก็ลุกขึ้นมาด่าได้เลยทันทีโดยไม่ต้องสนใจว่ามันคืองานอะไร&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่พาร์ตหวานมันก็มี เช่น หลายๆ ครั้งมีคนมาบอกว่าผมอ่านหนังสือพี่ หรือหนูได้คุยกับพี่วันนั้นแล้วมันสร้างความเปลี่ยนแปลงกับเขายังไงบ้าง มันเป็นเรื่องของชื่อเสียงที่ไม่ได้มาพร้อมกับงานแสดงอย่างเดียว&nbsp;</p>



<p>หลายเหตุการณ์ใหญ่ในชีวิต มันก็มีข้อดี ในแง่ที่คนได้รู้เรื่องหลังจากนั้นมากขึ้น เช่น ตอนที่เราเป็นซึมเศร้าหรือต้องดูแลแม่ที่เป็นซึมเศร้า เราคิดมาตลอดว่าโรคเราก็ธรรมดานี่หว่า เราไปหาหมอกับแม่มาตลอด แต่พอออกมาพูด <em>โห..แม่งน่ากลัวมาก</em>&nbsp;</p>



<p>ฟีดแบ็กจากคนประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ คือมาสาปซ้ำ หรือไม่ก็บอกว่าคิดไปเอง แต่ตอนนั้นรู้สึกเหมือนโลกจะถล่ม แล้วเราเป็นนักแสดงคนจำได้บวกกับคนหมั่นไส้เป็นการส่วนตัวด้วย แต่ 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ แอบทักกันมาหลังไมค์ว่า พี่หนูเจอมาเหมือนกัน หนูพูดกับใครไม่ได้เลย ข้อความนี้ที่มันช่วยทำให้เราไม่คลั่งไปซะก่อน&nbsp;</p>



<p>ถ้าเราเป็นคนธรรมดาทั่วไป หรือคนที่ทำอยู่ในวงการที่พูดถึงสุขภาพจิต เขาก็จะไม่โดนขนาดนี้ แต่พอเราพูด โอเค คนได้ยินเยอะ แรงสะท้อนมันสาหัส ไม่ได้มีใครสนใจว่าคนที่อยู่ในภาวะที่พูดเรื่องนี้ มันเปราะบางมากๆ แล้วยิ่งนักแสดงที่คนรู้สึกง่ายมากที่จะกระทืบซ้ำ</p>



<p>เพราะงั้นเวลาที่ใครออกมาพูดเรื่องนี้เราจะเห็นใจเขามาก เราไม่ได้เห็นใจเฉพาะตัวโรคที่เขารับมืออยู่ แต่อะไรที่เขาต้องเจอรอบๆ มันสาหัสมากๆ ก็ยังคิดว่าเป็นความขมหวานอยู่ แต่ช็อกโกแลตมันดีเกินไปกับสิ่งที่ต้องเผชิญ</p>



<p>แต่เราก็ไม่ปฏิเสธการมีชื่อเสียง ไม่ใช่ว่าเราหมกมุ่นกับความดัง แต่เรารู้สึกว่าถ้าเราไม่มีชื่อเสียง เราจะไม่ได้เล่นหนังเว้ย แค่นั้นเลย เราเลยค่อนข้างยอมรับว่ามันเป็นแพ็กเกจที่มาพร้อมๆ กัน</p>



<p>เราไม่เคยคิดเลยว่า <em>ชั้นอยากเป็นคนธรรมดา</em> จริงๆ ชีวิตก็ธรรมดามากๆ อยู่แล้ว แค่คนจำได้เฉยๆ ไม่ได้คิดว่าพิเศษ ดังนั้นการมีชื่อเสียงจากการแสดงจะทำให้เราได้แสดงต่อ เราก็ยินดีกับมัน ขอให้มันมีมาเหอะ แล้วคนเรียกเราไปถ่ายหนังเรื่อยๆ เราจะแฮปปี้มากๆ&nbsp;</p>



<p>ทุกวันนี้เวลาออกไปข้างนอก คนยังเรียกเราว่านางนากอยู่เลย แสดงว่าเขายังจำเราจากหนัง เขาไม่ได้สนใจว่าเราคือเรา ดังนั้นผลงานเรามันดังมันดีแล้ว&#8221;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ยังคงอินกับหนังสือ (แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง)</strong></h4>



<p>&#8220;ทุกวันนี้ถ้าถามว่ามีอะไรที่หายไปก็คือสกิลการอ่านและการเขียนที่หายไปเลยกับการหยุดยา กลายเป็นว่าเราระมัดระวังที่จะไม่กระโจนลงไปในหลุมแห่งอารมณ์ ความท่วมท้น ความฟูมฟายต่างๆ&nbsp;</p>



<p>ปกติเราเป็นคนเสพสื่อแล้วร้องไห้อยู่แล้ว ดูหนังก็ร้อง อ่านหนังสือก็ร้อง ตอนเด็กๆ เคยไปดูหนังกับพ่อแล้วพอจะร้องก็อาย พ่อก็บอกว่าจริงๆ ถ้าดูหรืออ่านแล้วอยากร้องไห้ร้องออกมาเลย มันเป็นการให้เกียรติคนทำหนัง คนทำหนังสือที่พาเราไปถึงจุดนั้นได้ ดังนั้นเราปล่อยอย่างสิ้นเชิง&nbsp;</p>



<p>ตอนเด็กๆ เราทำแบบนั้นได้ เพราะเดี๋ยวเราจะฮีลตัวเองและกลับมาได้ ช่วงกินยาซึมเศร้าก็รู้สึกว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้น จะไม่ดิ่งไปตลอดกาล แต่ในช่วงที่เราหยุดยา เราเลี่ยงทุกๆ การกระตุ้นทางอารมณ์ เราเก็บโฟกัสของเราไว้ที่เรื่องที่เราสนใจ คือเรื่องของการแสดงมันเป็นบ่อน้ำบ่อเดียวที่เราจะกระโดดลงไป แล้วก็ท่วมท้นไปกับมัน แต่เราจะไม่เปลืองไปกับการอ่านแล้วหม่น อ่านอันนี้แล้วนอยด์วะ เพราะมันไม่มีอะไรคุ้มค่ากว่าสติของตัวเองที่กว่าจะกู้คืนมาได้&nbsp;</p>



<p>เราก็เลยเลี่ยงที่จะไม่อ่าน ไม่เขียน หรือไม่สำรวจตัวเองขนาดในช่วงก่อนหน้านั้นอีกแล้ว แต่ถ้ายังมีบางจุดที่เราเปิดใจกับบางเรื่องหรือบางเล่ม โอ้ย ร้องยับ ไม่มีเหลือ</p>



<p>ล่าสุดไปทำงานนอกจากแสดงแล้วก็มาช่วยดูเป็นแอ็กติ้งโค้ชให้ด้วย หรือได้ดูนักแสดงเรื่อง Monster แล้วน้ำตาอาบ ยังเป็นคนแบบเดิมเลย แต่แค่ไม่โดดลงน้ำทุกบ่อแล้ว ไม่ต่อต้าน พร้อมเข้าร่วม&#8221; (หัวเราะ)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทรายในวัย 43 ที่ได้กลับเป็นตัวเอง</strong></h4>



<p>&#8220;เราเรียนรู้ว่าอย่าเชื่อใจคน มันอันตรายมาก</p>



<p>เราโตขึ้นก็จริงด้วยวัย แต่เราไร้เดียงสามากๆ เหมือนกันนะ เพราะเรามีแม่เป็นกันชนมาตลอด เราไม่เคยรู้ว่าที่เขาพูด เขาตอแหลมึง หรือพอถึงเวลาที่คับขันจริงๆ ยากลำบากจริงๆ ทุกคนจะทิ้งมึงนะ เมื่อก่อนไม่รู้ เพราะยังไงแม่ก็ยังอยู่กับเรา งานในกองพอถ่ายเสร็จก็แยกย้ายกัน ไม่มีอะไรติดใจกัน อันนี้เรารู้&nbsp;</p>



<p>แต่พอโตขึ้นมาแล้วเราต้องรับเอง แล้ว <em>อ๋อ ไม่ใช่วะ </em>ไม่ใช่ทุกคนจะรับผิดชอบ หมายถึงในเรื่องการใช้ชีวิต คนที่เหมือนจะดีต่อกัน แต่บางทีเขาไม่ได้คิดแบบนั้น เราไม่ได้หมดหวังในมนุษย์หรอก แต่เป็นอารมณ์ <em>อินทิราอย่าโง่ ต้องรู้นะ ต้องจำนะ อย่าไปโดนแบบเดิมอีก </em>แล้วสุดท้ายพอเรื่องมันคับขันขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่มีใครมาช่วยมึงหรอก ทุกคนพร้อมจะปล่อยมือ แล้วก็จะแบบ ‘อ๋อ พี่ทราย ก็เคยเจอ รู้จักผ่านๆ’ อะไรแบบนี้ เราแบบ โห.. แอ็กต์ติงดีกว่ากูอีกวะ&nbsp;</p>



<p>แล้วแม่งเฮิร์ตนะ เพราะเราถือเป็นนักแสดง <em>ทำไมมึงดูไม่ออกวะ</em> ไม่ได้เฟลในฐานะมนุษย์อย่างเดียว แต่เฟลในฐานะอาชีพการงานด้วย กูว่ากูได้รางวัลแล้วนะ อีนี่ได้กว่า! มันเป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้และต้องระมัดระวัง&nbsp;</p>



<p>แต่มันก็พาเรากลับไปสู่จุดเดิมว่าก็เป็นคนเงียบๆ ของเราไป เวลาทำงานก็ให้งานมันได้ทำหน้าที่ของมันไป ชีวิตเราไม่ต้องมารู้เยอะมากขนาดนั้นก็ได้ เรายังมีบางโมเมนต์ที่เรารู้สึกว่าอันนี้แชร์ได้ แต่เราไม่บอกทั้งหมด ถ้าเป็นเราสัก 10 กว่าปีที่แล้วเราบอกหมดทุกอย่าง เพราะมันไม่เจ็บปวดไง แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันเป็น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-4-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174384" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-4-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-4-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-4-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-4-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-4-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-4-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>ช่วง 40 เป็นต้นมา รู้สึกสบายๆ ขึ้นเยอะ ต้องบอกว่าเราเป็นคนเอาใจคนอื่น (People Pleaser) มากๆ ด้วยความเป็นลูกสาวคนโต และความที่ชิดกับแม่มากในหลายๆ เงื่อนไข ทำให้เราเป็นพยายามจะพลีสคน แม้เราจะเจ็บตัว หรือไม่สบายใจก็ตาม&nbsp;</p>



<p>แต่พอมาอยู่ในวัยนี้ เรารู้สึกว่าก็ไม่ต้องก็ได้ แต่มันยังมีอยู่นะ มันออกไปทั้งหมดไม่ได้หรอก กึ่งหนึ่งเราโยกมันไปหมวดมารยาทสังคมที่จะมีการตอบรับและปฏิเสธอะไรในแบบที่น่ารัก (ยิ้ม) แต่ก็จะไม่ฝืน&nbsp;</p>



<p>เมื่อก่อนเราจะให้แม่ตัดสินอย่างเดียว จะตัดสินยังไงก็ได้ อยากให้เราไปงานไหน ไม่อยากให้เราไปงานไหน อยากไปเจอใคร ไม่อยากไปเจอใคร เราขึ้นอยู่กับแม่หมดเลย ทั้งๆ ที่จริงๆ มันไม่เป็นธรรมชาติ&nbsp;</p>



<p>แต่ 43 พอไม่มีแม่แล้ว มันต้องมาจัดการอะไรด้วยตัวเอง เราต้องมาหัดทักษะทางสังคมหลายๆ อย่าง เพราะด้วยความที่ทำงานเร็วมากตั้งแต่ 13-14 เราไม่มีทักษะทางสังคมอื่นๆ เลย เช่น เรื่องการพูดคุยกับคน เพราะเราไม่ได้มีกลุ่มเพื่อนสนิท ไปแฮงค์เอาต์กับเพื่อน ไม่เคยโดนเจ้านายสั่งงานโดยตรง ไม่เคยทำงานออฟฟิศเป็นหมู่คณะ ไม่เคยอะไรหลายๆ อย่างที่คนเขาเคยกัน&nbsp;</p>



<p>ตอนนี้ก็สบายๆ ขึ้นเยอะ เพราะว่าทำงานเองแล้ว ได้ถือเงินเองแล้ว มันมาพร้อมความเครียดนิดหน่อย <em>เชี่ย เดี๋ยวกูต้องจ่ายประกันแล้ว</em> เพราะแต่ก่อนแม่ทำ แต่ <em>ไอ้เหี้ย แต่มันก็ชีวิตกู กูควรทำเองมาตั้งนานแล้ว </em>เพิ่งมาเรียนรู้ถือว่าช้ามากแต่ก็สบายตัวมากๆ ด้วย</p>



<p>แต่เราไม่เสียดายนะ ว่าแบบ <em>รู้งี้ทำซะตั้งแต่ตอนนั้นก็ดี</em> ไม่มี ชีวิตเป็นแบบนี้มันก็เป็นแบบนี้ ก็มันทำไม่ได้แล้วจะไปคิดทำไม คือเราเป็นคนแบบนี้ด้วยแหละ ก็ช่างแม่งดิ เรามีความกังวลในแบบอื่นๆ มากกว่าเรื่องพวกนี้&#8221;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174383" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/9.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sine-on-that-day/">ชีวิตต่อให้ต้องแตกสลายกี่ครั้งก็ยังรักการแสดง ของ ทราย-อินทิรา เจริญปุระ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยู-กตัญญู สว่างศรี  นักอดทนและลงมือทำผู้เชื่อว่า “ไม่มีใครได้ดีหมดทุกคนหรอก เพราะคนแม่งเยอะมากบนโลกนี้”</title>
		<link>https://adaymagazine.com/katanyu-on-that-day/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 May 2024 12:16:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=174316</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเดินทางของยูในวัย 39 ปีที่หลากหลาย สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนคือบุคลิกยียวน กวนตีนแต่เป็นมิตรที่ยังคงเรียนรู้ อดทน และลงมือทำไปเรื่อยๆ จากวันนั้นสู่วันนี้เขามีอะไรเปลี่ยนแปลงและบทเรียนที่อยากแชร์บ้าง ไปฟังพร้อมๆ กัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/katanyu-on-that-day/">ยู-กตัญญู สว่างศรี  นักอดทนและลงมือทำผู้เชื่อว่า “ไม่มีใครได้ดีหมดทุกคนหรอก เพราะคนแม่งเยอะมากบนโลกนี้”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“ไม่มีใครได้ดีหมดทุกคนหรอก เพราะคนแม่งเยอะมากบนโลกนี้”</p>



<p>ประโยคที่ ‘ยู-กตัญญู สว่างศรี’ ในวัย 39 ปี พูดไว้เมื่อได้กลับมาสัมภาษณ์ใหม่อีกครั้งใน a day สถานที่ในความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเขาเคยผูกพัน</p>



<p>“อยากแนะนำคนคนนึงให้รู้จัก ข้อมูลคร่าวๆ คือเด็กหนุ่มคนนี้ชื่อ กตัญญู สว่างศรี (ยู) อายุ 20 ปี ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาการจัดการโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต บ้านอยู่แถวดอนเมือง ขณะนี้ยังโสด ที่สำคัญก็คือ เขาเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง แฟนพันธุ์แท้นิตยสาร a day อย่างเป็นทางการ”</p>



<p>นี่คือข้อความที่อยู่ในนิตยสาร a day แฟนพันธุ์แท้ เล่ม 72 ของยูในช่วงเวลาที่เป็นทั้งมุมคนที่ชื่นชอบนิตยสาร คนอ่าน คนทำใน a team junior และเคยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ a day สิ่งเหล่านี้ได้เติบโตและต่อยอดพัฒนาจนได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองตั้งใจอยากจะทำ</p>



<p>แม้ว่าในวันนั้นยูจะถูกคนมองว่าเป็นเด็กเส้นและเขาก็จำเหตุการณ์ไม่ได้ แต่ในวันนี้เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ได้สนใจแล้วใครจะมองยังไง เพราะทุกคนก็มีอุปสรรคที่ต้องฟันฝ่าในแบบของตัวเอง<br>ผ่านมาสิบกว่าปี เขายังคงโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงและคอมเมเดียน แน่นอนว่าในแง่มุมต่างๆ ของชีวิตยูล้วนมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง</p>



<p>การเดินทางของยูในวัย 39 ปีที่หลากหลาย สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนคือบุคลิกยียวน กวนตีนแต่เป็นมิตรที่ยังคงเรียนรู้ อดทน และลงมือทำไปเรื่อยๆ จากวันนั้นสู่วันนี้เขามีอะไรเปลี่ยนแปลงและบทเรียนที่อยากแชร์บ้าง ไปฟังพร้อมๆ กัน</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>1</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ใครจะไปคิดว่าผมจะได้ขึ้นปก</strong></h4>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-3-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174328" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-3-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-3-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-3-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-3-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-3-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/1-3-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p class="has-text-align-center">“ใครจะคิดว่าการได้ขึ้นปกมันจะเหมือนการไม่ได้ขึ้นปกขนาดนี้ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-left">ผมได้ถ่ายปกเล่มนี้เพราะได้รางวัลจากรายการแฟนพันธุ์แท้ a day รูปนี้ถ่ายตรงกำแพงข้างสวนสัตว์ดุสิต ตอนนั้นพี่ช่างภาพบอกให้ลองเดินผ่าน ผมก็ไม่รู้ว่ารูปมันจะออกมาเป็นแบบนี้ ผมเก๊กหล่อไปตั้งเยอะ แต่โดนพี่เขาแกล้ง แต่จริงๆ ก็รู้สึกว่าเป็นคาแรกเตอร์ของ a day ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ความแตกต่าง</p>



<p>ช่วงนั้นผมอายุ 19 ย่าง 20 เป็นคนชอบทดลอง สนุกสนานเฮฮาโดยเฉพาะเวลาทำงาน เป็นคนที่มีเป้าหมายหลวมๆ ก็เลยพาตัวเองไปฝึกงาน ตอนนั้นเรายังค้นหาอยู่ว่าสิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่อยากทำคืออะไร มองย้อนกลับไปก็ตอบตัวเองไม่ได้ เราได้แต่จินตนาการว่าอาจจะเป็นนักเขียนมั้ง เป็นดีเจมั้ง เป็นครีเอทีฟมั้ง เป็นคนทำบทซิตคอมมั้ง เป็นคนทำหนังมั้ง หรือเป็นอะไรเราก็ยังไม่รู้ตัวเองชัด ก็เลยหาโอกาสและทดลองทำไปเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>ครั้งแรกที่ผมรู้จัก a day คือผมเดินเข้าเซเว่นไปซื้อนิตยสารเล่มที่มีหน้าปกเป็นคุณรงค์ วงษ์สวรรค์ หน้าปกสีชมพูที่มีคนบนปกเป็นนักเขียนไว้หนวด เท่ๆ ตอนนั้นผมไม่รู้จักอะไรเลย ด้วยความที่ยุคสมัยก่อนไม่มีโซเชียลมีเดียที่มีข้อมูลหลากหลายเหมือนทุกวันนี้ นิตยสาร a day นำเสนอข้อมูลที่แตกต่างและใหม่สำหรับคนที่ไม่รู้ ผมว่ามันก็คูลดีสำหรับผมในฐานะเด็กหนุ่มชานเมืองคนหนึ่งที่ไม่รู้จักอะไรในเมือง ไม่รู้จักโลกโฆษณา ไม่รู้จักครีเอทีฟ ไม่รู้จักโปรดิวเซอร์เท่ๆ ไม่รู้จักนักเขียนเจ๋งๆ ผมว่า a day ทำหน้าที่สื่อมวลชนง่ายๆ คือนำเสนอข้อมูลที่แตกต่าง และเป็นทางเลือกให้กับคนที่สนใจในเรื่องครีเอทีฟ ความคิดสร้างสรรค์ ให้แรงบันดาลใจในการลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง</p>



<p>ผมเห็นข้างในมีใบสมัคร a team junior รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการของนิตยสาร a day ที่ในสมัยผมคือเท่มาก ผมก็สมัครตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก็ไม่ติด พอไม่ติดก็งุ่นง่านใจ ปีต่อไปก็เริ่มอ่าน a day อย่างเอาจริงเอาจัง อ่าน a day ทุกเล่ม ทำความเข้าใจว่า a day เป็นนิตยสารแบบไหน สนใจอะไร พยายามหาความรู้เพิ่ม แล้วก็สมัครใหม่อีกรอบนึง แล้วก็ติดรุ่นที่ 3 ตอนนั้นผมจำได้ว่าพอเลขากอง a day ติดต่อมา บอกว่าผมติด a team junior นี่ผมเฮลั่นบ้าน&nbsp;</p>



<p>ผมมารู้ทีหลังว่ามีสองเหตุผลที่พี่ๆ รับผมเข้าฝึกงาน ข้อแรกคือผมเคยไปฝึกงานกับนิตยสาร DDT มาก่อน เป็นนิตยสารของคลื่นวิทยุแฟต เรดิโอ ที่ตอนนั้นป๋าเต็ดเป็นคนดูแล อีกข้อนึงคือผมตลกดี ตอนสัมภาษณ์พี่ๆ คงเห็นอะไรบางอย่างเลยได้เข้ามา จำได้ว่าตอนสมัครรอบสองแล้วไม่ได้ ผมรู้สึกว่าตัวเองสะเหล่อ เขาถามว่าอยากให้ใครขึ้นปก a day ผมก็ตอบว่าตัวเอง แต่ใครจะไปคิดว่าผมจะได้ขึ้นปกจริงๆ นึกถึงทุกวันนี้ก็เขินเหมือนกันนะ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>ตอนนั้นก็มีทีมของรายการแฟนพันธุ์แท้มาทำการบ้าน ด้วยความที่เราเป็นคนสนุกสนานก็เลยทำให้ทางทีมงานชวนเราเข้าไปร่วมรายการ เราก็เออเอาดิ เรียบง่ายแบบนั้นเลย โชคดีที่เราใกล้ชิดกับกองบรรณาธิการ ข้อมูลก็หาง่าย สุดท้ายก็มีโอกาสได้รางวัลแฟนพันธุ์แท้มา ตอนแรกไม่ได้คิดเลยว่าจะชนะ เอาสนุกอย่างเดียว พอชนะก็ดีใจมาก แล้วก็ได้ขึ้นปก a day ผมรู้สึกว่าการลงมือทำเป็นสิ่งที่นำพาชีวิตเหมือนกันนะ เพราะทำให้เราได้มาฝึกงานที่ a day ได้ไปแข่งรายการทีวี ได้รางวัล ได้เจอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ดีมากมาย ก็เป็นโอกาสที่ดีมากในชีวิต”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174323" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/3-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>2</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ชีวิตพลิกผันเพราะทำต้นฉบับไม่ได้</strong></h4>



<p>“พอได้เข้ามาเป็น a team junior ผมตื่นเต้นแล้วก็สนุกมาก ที่นี่รวบรวมไปด้วยคนเก่งๆ มีหลายคนที่สุดยอด ยุคผมก็จะมีธรรมเนียมในการทำงานนิตยสาร เช่น การปิดเล่มที่จะต้องหอบเสื้อผ้ามาค้างคืนกัน แต่จะค้างคืนกันทำเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ) เราเหมือนได้เจอเพื่อนกลุ่มใหม่ เหมือนได้เข้าเรียนโรงเรียนอีกที่หนึ่งเลย ได้ทั้งเพื่อนสนิท ได้ทั้งรุ่นพี่ ทุกวันนี้ก็ยังได้ร่วมงาน ได้เจอในชีวิตเรื่อยๆ ทั้งสอน ทั้งให้ความรู้ ให้งาน ให้โอกาส ให้ชีวิตที่ได้ทำงานในแวดวงสื่อมวลชน</p>



<p>ผมเริ่มต้นงานนิตยสารโดยที่ไม่มีพื้นฐานงานนิตยสารเลย มีแต่ความห้าว การทำงานในตำแหน่งผมคือกองบรรณาธิการ ความยากที่สุดคือการทำต้นฉบับ การเขียนหนังสือ การเขียนบทความให้มีท่วงทำนอง มีจังหวะที่น่าอ่าน การเรียบเรียงข้อมูลให้น่าสนใจ อ่านเข้าใจง่าย การหาข้อมูลที่อาจจะต้องใช้ภาษาอังกฤษ ใช้การรีเสิร์ช ใช้การสัมภาษณ์ ผมไม่มีต้นทุนในสิ่งเหล่านี้เลย จุดสำคัญที่ทำให้ชีวิตพลิกผันคือทำต้นฉบับไม่ได้</p>



<p>ตลอดเวลาระยะเวลาสามเดือนผมมีต้นฉบับที่เป็นผลงานของตัวเองแค่สองชิ้นเท่านั้น งานที่ผมเขียนเองก็มีจดหมายคอมเมนต์เข้ามาด้วยว่าข้อมูลผิดพลาด แม่ถึงกับไปบนหลวงพ่อโสธรให้ผมเขียนบทความผ่านด้วยซ้ำ ตอนนั้นเหมือนผมอยู่ในหนังอินดี้สักเรื่องนึงที่ตัวละครพยายามจะเขียนต้นฉบับแล้วก็เขียนไม่ได้ มีคีย์บอร์ดอันหนาๆ จอกลมๆ ใหญ่ๆ รุ่นเก่าแล้วก็นั่งร้องไห้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ อายเพื่อนด้วย ผิดหวังกับตัวเองด้วย</p>



<p>ตอนนั้นผมมีเพื่อนสนิทในรุ่นชื่อเอี่ยว ศิวะภาค เจียรวนาลี เอี่ยวเป็นคนเขียนหนังสือดี ผมก็เลยไปถามเอี่ยวว่าเขียนหนังสือยังไงให้ออกมาดีวะ เอี่ยวก็บอกง่ายๆ มึงก็เดินเข้าร้านหนังสือ หยิบเล่มที่มึงชอบมาอ่าน อ่านเยอะๆ เดี๋ยวก็เขียนดี ผมก็เข้าร้านหนังสือเป็นบ้าเป็นหลังเลย เราคิดว่าการจะเขียนหนังสือดีได้ เราก็ต้องอ่านนักเขียนระดับตำนาน นักเขียนระดับรางวัล ผมก็เลยไปหยิบ The Brothers Karamazov ของนักเขียนรัสเซีย ดอสโตเยฟสกี แล้วผมก็อ่านมูราคามิเกือบทุกเล่ม เล่มที่ชอบมากคือ Kafka on the Shore แล้วผมก็อ่าน กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ อะไรที่เขาว่าเจ๋งๆ ผมอ่านมั่วไปหมดเลยครับ&nbsp;</p>



<p>หนังสือพาผมเปิดโลกการเขียนหนังสือ ได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งมันเป็นต้นทุนในชีวิตของผมจนถึงทุกวันนี้ สิ่งเหล่านี้นำพาให้ผมมีต้นทุนในการเข้าใจมนุษย์ เข้าใจสังคมวิทยา ปรัชญา และความคิด ทำให้ผมได้ทำงานสื่อสาร ทำงานสื่อมวลชน ทำงานศิลปะในการเล่าเรื่อง บวกผสมกับการที่เป็นคนกวนตีนทำให้ผมมีทุกวันนี้ ผ่านมาก็เป็นบทเรียนสำคัญทำให้เราพัฒนาเรียนรู้ว่ามันไม่มีทางลัด สามเดือนมันไม่ทำให้เขียนหนังสือได้ แต่ถ้าเราไม่หยุดที่จะทำมันก็ค่อยๆ เติบโตแล้วก็งอกเงย</p>



<p>อีกหนึ่งความประทับใจตอนฝึกงานคือเราได้เสนอ main course ในการฝึกงานเราก็จะได้กำหนดธีมเองเป็นเล่มของ a team junior ตอนนั้นทุกคนเคร่งเครียดว่าจะเอาธีมอะไร วันนึงเดินไปกินข้าวอยู่ดีๆ ผมก็หันไปบอกพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน ที่ตอนนั้นเป็นบรรณาธิการว่าพี่เอาธีมจตุจักรมั้ย พี่ก้องก็บอกเอาดิ ก็ง่ายแบบนั้นเลย อันนี้เป็นสิ่งที่ผมแอบภูมิใจในตัวเองว่าเราได้เสนอ main course ด้วยไอเดียเรา แต่วัยหนุ่มก็อย่างนี้แหละครับ เราอยากจะครอบครองไอเดีย เราอยากจะครอบครองความสำเร็จ เราอยากจะเป็นจุดเด่น แต่ในวัยนี้เราไม่ต้องมีอะไรมากมายก็ได้”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/2-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174324" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/2-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/2-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/2-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/2-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/2-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/2-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading">&nbsp;<strong>&nbsp;3</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ตัดสินกูก็ตัดสินไป กูก็จะตัดสินมึงเหมือนกัน</strong></h4>



<p>“เมื่อก่อนมีคนบอกผมเป็นเด็กเส้น ใช่ครับ ผมเป็นเด็กเส้น (หัวเราะ) แต่วันนี้เราไม่ได้สนใจแล้วว่าจะเป็นอะไร ไม่สนว่าเราทำมาเอง เป็นโชคชะตา หรือเป็นองค์ประกอบจากคนอื่น&nbsp;</p>



<p>ตอนนี้ผมไม่สนใจคนอื่นสักเท่าไหร่ ใครจะมองผมแบบไหนก็เรื่องของเขา (นิ่งคิด) โอเค ก็สนใจบ้าง ยิ่งผมทำรายการเจอคอมเมนต์บางทีก็อยากด่ากลับ ผมเคยโดนอีเมลส่งมาด่าว่าผมโง่ ผมก็ตอบกลับไปสั้นๆ ว่าค*ย (หัวเราะ) คือผมรู้สึกว่าถ้ามึงไม่รู้จักกูมากพอ จะตัดสินกูจะก็ตัดสินไป กูก็ตัดสินมึงเหมือนกัน แต่โดยส่วนมากผมก็เคารพนะ บางคนอยากให้พัฒนาตรงนั้นตรงนี้เราก็รับฟัง แต่ก็พยายามที่จะไม่ให้เสียงคนอื่นรบกวนเรามากเกินไป พยายามที่จะไม่ให้เสียงของตัวเองยกยอเชิดชูตัวเองจนมากเกินไป ต้องบาลานซ์ให้มันพอดี</p>



<p>ผมมองว่ามนุษย์เชื่อมต่อกับคนอื่นเสมอ การได้โอกาสมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเอาตัวเองไปอยู่ในจุดเชื่อมต่อที่พาเราไปได้แค่ไหน ทุกคนเป็นเรื่องเล่าของคนอื่น เราไม่สามารถจะไปกำหนดเรื่องเล่าของคนอื่นได้ สิ่งที่เรากำหนดได้คือการเล่าเรื่องบางอย่างให้กับตัวเอง ผมคิดว่าทุกคนก็คงมีความยากลำบาก มีอุปสรรคที่ต้องฟันฝ่าในแบบของตัวเอง ผมก็มีอุปสรรคในแบบของผม ข้ามผ่านมันได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ไม่ว่าคนอื่นจะบอกว่าเราเป็นยังไง เรารู้ว่าตัวเองดีว่าข้ามผ่านอุปสรรคความยากลำบากอะไรมาบ้าง เรามีคนที่น่ารักคอยช่วยเหลือ ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน จริงใจกับสิ่งที่เราทำ เท่านี้ผมก็ว่าโอเคแล้วครับ”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174325" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/7-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>4</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ไม่มีใครได้ดีไปหมดทุกคนหรอก เพราะคนแม่งเยอะมากบนโลกนี้&nbsp;</strong></h4>



<p>&#8220;ผมทำความฝันสำเร็จหลายสิ่งหลายอย่างได้ก็เพราะ a day ผมได้เขียนนิตยสาร ได้ทำงานพิธีกร ทำงานสื่อมวลชน ได้เติบโตในบรรยากาศของการทำงานที่สนุกสนานและมีความสุข ผมมองว่าทุกคนไม่ได้จะสำเร็จทุกเรื่อง การเลือกรับสิ่งต่างๆ แล้วนำไปพัฒนาต่อมันเป็นหน้าที่ของแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>คนที่มองว่า เขาไม่สำเร็จ เสียเวลา ผมว่าเขาต้องบริหารเวลาเอาเอง คือคุณจะโทษสิ่งอื่นก็คงได้ประมาณหนึ่งมั้ง แต่เราก็ต้องโทษตัวเองบ้างปะวะ ผมรู้สึกว่ามันเสียเวลามาก ที่มานั่งนึกความเสียเวลาของตัวเอง เอาเวลาไปทำอย่างอื่นให้สำเร็จสักทีดีกว่า เพราะบนลู่วิ่งหรือบนอันดับของความสำเร็จการแข่งขันกีฬามันมีแค่ 1 2 3 คน ก็คงมีวันหนึ่งที่คุณจะได้ขึ้นโพเดียม แต่ถ้าทั้งชีวิตคุณไม่ได้ขึ้นเลย ผมว่าก็โอเคนะ ถ้าคุณไม่ได้ทรมานจนเกินไป&nbsp;</p>



<p>ความสำเร็จมันนิยามกันได้ อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ๆ แบบภาพฝันของคนอื่น การที่คุณไปบอกว่าคุณไม่สำเร็จแบบที่คนอื่นเขาขายฝันไว้ นั่นแปลว่าความสำเร็จในแบบคุณคือแบบที่คนอื่นเขาบอก แต่ความสำเร็จจริงๆ อาจจะเป็นแบบที่คุณสร้างขึ้นมาเองในแบบที่คุณต้องการ แล้วคุณก็โอเคกับมันแค่นั้นก็ได้</p>



<p>โอเค ประเทศนี้มันก็ต้องโทษสิ่งต่างๆ เพราะมันมีรูปแบบของความไม่เท่าเทียม แต่ก็เป็นเรื่องโครงสร้างทางสังคมแล้ว ที่ไม่ได้เอื้อให้กับทุกคน ชีวิตมันก็ต้องดิ้นรน ไม่มีใครได้ดีไปหมดทุกคนหรอก เพราะคนแม่งเยอะมากบนโลกนี้ เราอยู่ในข้อจำกัด ส่วนสำคัญที่สุดคือเราจะทะลุกรอบออกมาได้ยังไง เราจะทำให้ชีวิตของตัวเองสำเร็จแบบไหนได้บ้าง ผมว่ามันเป็นโจทย์ เวลาทำโจทย์ไม่ผ่านก็ต้องยอมรับ”</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>5</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>บางทีชีวิตก็แค่อดทนทำไป</strong></h4>



<p>“สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากตอนนั้นคือน้ำหนัก ตอนนี้อ้วนชิบหาย (หัวเราะ) รวมไปถึงน้ำหนักของความรับผิดชอบ ตอนนั้นมันตัวเบากว่านี้เยอะ น้ำหนักของความรับผิดชอบในปัจจุบันมันมีเยอะ บางสิ่งบางอย่างที่เราเลือกจะทำหรือไม่ทำมันมีผลต่อคนอื่น วันนั้นการทำหรือไม่ทำอาจจะมีผลกับครอบครัวบ้างแต่ไม่ได้หนักหนามากเท่าตอนนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ฃตอนอายุ 20 มันเต็มไปด้วยเอเนอร์จี อะไรก็ตื่นเต้นไปหมด สมัยฝึกงานผมกับก้อง (ชณัฐ วุฒิวิกัยการ) ได้ไปสัมภาษณ์นักสื่อมวลชนสายกีฬาฟุตบอลชื่อพี่กบ กิตติกร อุดมผล ตอนนั้นมีพี่ไปด้วย พี่กำลังสัมภาษณ์อยู่ดีๆ ก็ขอไปเข้าห้องน้ำ เราสองคนก็แบบเอาไงดีวะ ก็เลยบอกพี่กบว่าขออนุญาตหยุดอัดเทปก่อนนะครับ ซึ่งมันเด๋อมาก แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่ตอนนั้นเราจัดการไม่ถูก เพราะเราไม่มีประสบการณ์และความรู้ ไม่รู้ว่าจะจัดการยังไง มีทั้งความกล้าๆ กลัวๆ ในการออกไปสัมภาษณ์คน แต่สิ่งที่ตอนนั้นมีแต่ตอนนี้ไม่มีคือพลังงานบางอย่างที่มันล้นเหลือและความเชื่อมั่นอันแรงกล้าว่าเราจะสำเร็จทุกความฝันได้ พอโตขึ้นมันล้า เมื่อก่อนต้องเอาให้ได้ ตอนนี้คือเท่านี้ก็โอเคนี่หว่า ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร&nbsp;</p>



<p>สิ่งหนึ่งผมจำได้ขึ้นใจว่าตอนที่ผมสัมภาษณ์ผู้กำกับหนังชื่อพี่อาทิตย์ อัสสรัตน์ ผมถามแกว่าหนังของพี่ ลายเซ็นคืออะไร พี่อาทิตย์ตอบว่า ‘ผมไม่รู้ว่ะ ผมก็ลองๆ ทำไป วันหนึ่งภาพของเรามันจะชัดในสายตาของคนอื่นเอง’ ผมชอบประโยคนี้มากเลย เออ บางทีชีวิตมันก็แค่อดทนทำไป วันหนึ่งเราอาจจะเห็นตัวเองชัดขึ้น&nbsp;</p>



<p>เส้นทางในชีวิตผมค่อนข้างทำหลากหลายอย่าง ผมก็ค่อยๆ ลดทอนมันออกแล้วเห็นว่าอะไรที่เป็นเนื้อตัวของเราที่เราทำมันได้ดี เราเอาอยู่ได้ ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ตกผลึกมากพอจนสกัดตัวเองมาชัดขนาดนั้น ยังต้องเรียนรู้ ยังต้องอดทนและลงมือทำอยู่เลย บางคนงอกเงยเร็ว บางคนงอกเงยช้า วันเวลาในสักวันหนึ่งมันจะเป็นแบบที่คุณต้องการ คุณต้องอดทนและลงมือทำไปเรื่อยๆ”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/8-2-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174326" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/8-2-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/8-2-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/8-2-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/8-2-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/8-2-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/05/8-2-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/katanyu-on-that-day/">ยู-กตัญญู สว่างศรี  นักอดทนและลงมือทำผู้เชื่อว่า “ไม่มีใครได้ดีหมดทุกคนหรอก เพราะคนแม่งเยอะมากบนโลกนี้”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี’ เด็กหนุ่มนักล่าฝันสู่ชายหนุ่มไฟแรง ผู้เชื่อว่าเมื่อเกิดมาควรใช้ชีวิตอย่างมีฝันและทำมันให้สุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tik-on-that-day/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เบญญาภา ขวัญเมือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<category><![CDATA[ติ๊ก เจษฎาภรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี]]></category>
		<category><![CDATA[Tik Jetsada]]></category>
		<category><![CDATA[Day Of Dreaming]]></category>
		<category><![CDATA[คนบนปก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=174198</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ติ๊กโด่งดังเป็นพลุแตกจากเรื่อง “2499 อันธพาลครองเมือง” ภาพยนตร์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของเขาตั้งแต่นั้นมา ในปีนั้นเอง a day ได้ชวนเขามาสัมภาษณ์ในฉบับที่ 7 ปี 2001 ด้วยธีม DAY OF DREAMING เพื่อค้นหาแพชชันของนักแสดงหน้าใหม่ไฟแรงที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง  </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tik-on-that-day/">‘ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี’ เด็กหนุ่มนักล่าฝันสู่ชายหนุ่มไฟแรง ผู้เชื่อว่าเมื่อเกิดมาควรใช้ชีวิตอย่างมีฝันและทำมันให้สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในแง่ชื่อเสียง คงไม่ต้องถามว่าเขาโด่งดังแค่ไหน ถ้าให้เทียบก็คงเป็นนักแสดงชายผู้เป็นขวัญใจมหาชนมาตลอดกาล ทั้งความไม่ถือตัว เรียบง่าย จริงใจ และจริงจังกับทุกสิ่งที่ทำ คือสิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า เขามีสรรพคุณที่สมควรได้รับความรักจากผู้คนทั้งประเทศเป็นสิ่งตอบแทน </p>



<p>และใช่ เรากำลังพูดถึง ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี ชายผู้เป็นทั้งนักฝันและนักลงมือทำอย่างแท้จริง </p>



<p>ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ติ๊กโด่งดังเป็นพลุแตกจากเรื่อง “2499 อันธพาลครองเมือง” ภาพยนตร์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของเขาตั้งแต่นั้นมา ในปีนั้นเอง a day ได้ชวนเขามาสัมภาษณ์ในฉบับที่ 7 ปี 2001 ด้วยธีม DAY OF DREAMING เพื่อค้นหาแพชชันของนักแสดงหน้าใหม่ไฟแรงที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>คำตอบส่วนหนึ่งที่หนักแน่นในวันนั้นคือ เขารักในธรรมชาติ ทุ่มเทกับการทำงาน และอยากที่จะลองทำอีกหลายสิ่งมากมาย&nbsp;</p>



<p>จากนั้นไม่นานเขาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ในรายการท่องเที่ยวผจญภัยเชิงอนุรักษ์ ‘เนวิเกเตอร์’ บทบันทึกการเดินทางที่ยาวนานกว่า 14 ปี เส้นทางอันสมบุกสมบันที่เต็มไปด้วย ‘วิถีชีวิตและอุดมการณ์’ ก่อนจะเรียกเสียงฮือฮาอีกครั้งกับการรับบทบาทใหม่ในฐานะผู้บริหารค่ายเพลง bROTHERS Music พร้อมเปิดตัวบอยกรุ๊ปวงแรกของค่ายอย่าง PROXIE (พร็อกซี) สู่อ้อมอกของแฟนๆ&nbsp;</p>



<p>แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ ลิสต์ความฝันของเขาจะมีเรื่องไหนที่ติ๊กถูกไปแล้วบ้าง คอลัมน์ On That Day จะชวนเขามาเล่าตั้งแต่ฉากแรกในวันที่เป็นดาวเด่น จุดเปลี่ยนของชีวิตครั้งสำคัญ การเดินทางครั้งใหญ่ ไปจนถึงมุมมองที่เขามีต่อชีวิตและการงานในวัย 46 ปี ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเมื่อ 20 ปีก่อนหรือไม่&nbsp;และนี่คือบทสนทนากับ ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี ถึงหัวใจของการใช้ชีวิต ตัวตน วิธีคิด และบทเรียนจากการเดินทางของเขา </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174199" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แดง ไบเล่ย์ในวันที่ขึ้นปก a day ครั้งแรก</strong></h4>



<p>“24 ของพี่ถือว่าเป็นช่วงก่อนเบญจเพส ช่วงนั้นถือว่ามีผลงานออกมา ที่เราได้ทำงานกับค่ายดีๆ ทั้งนั้น ถ้าตอนขึ้นปก a day พี่อายุ 24 ปี เท่ากับว่าตอนนี้อายุพี่ต้องบวกไปอีกสองรอบแล้ว เกือบคูณสองเลยนะ (หัวเราะ)</p>



<p>&nbsp;จำได้ว่าน่าจะเป็นช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นทุกคนต่างเรียกเราว่า ‘แดง ไบเล่ย์’ คนก็เริ่มเข้ามาขอลายเซ็นเยอะขึ้น เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มากในตอนนั้น แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เรามาถึงทุกวันนี้&nbsp; ณ วันนี้ พี่อาจจะจำไม่ได้ว่า บทสัมภาษณ์ของเรามันคืออะไร แต่ฟีดแบ็กที่ได้มาก็จะมีน้องๆ มาบอกกับเราว่า สิ่งที่เราพูดเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขาหลายๆ เรื่องและจะฝากของคุณมาเสมอ เราว่ามันก็เป็นความภูมิใจเล็กๆ ที่ได้ขับเคลื่อนหรือเป็นแรงบันดาลใจให้ใครสักคนได้”</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading">&nbsp;&nbsp;<strong>หนุ่มไฟแรงในวันนั้น ยังคงสะกดคำว่าเหนื่อยไม่เป็นเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน&nbsp;</strong></h4>



<p>“ถ้าให้ย้อนไปช่วงวัยนั้นจำได้ว่า เวลาเราทำอะไรไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลย สะกดคำว่าเหนื่อยไม่เป็น ไม่รู้ว่ามันสะกดยังไง ตอนนี้ก็ยังสะกดไม่เป็นอยู่ดี (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นคนชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ได้ยึดติดกับอย่างใดอย่างหนึ่ง ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ช่วยทำให้เรามีความรอบรู้เพิ่มมากขึ้นเลยสนุกกับทุกโอกาสที่เข้ามา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174200" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>จนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่เหมือนเดิมคงเป็นเรื่องที่เราจริงจังกับการทำงาน จริงจังกับทุกอย่างที่เราทำ ยิ่งตอนที่ต้องถ่ายภาพยนตร์ควบคู่กับเรียนไปด้วย ก็ยิ่งต้องจริงจังกับทั้งสองอย่าง เพราะเราไม่อยากจะทิ้งทั้งสองอย่างไป ตอนนี้เองก็เหมือนเดิมเลยครับ ยังคงให้ความสำคัญกับงานที่เราทำไม่ว่าจะในด้านไหนก็ตาม เพราะเราเองก็หวังเสียงตอบรับในแง่ดี จากงานที่เราสร้างสรรค์ออกไป เพราะสิ่งนั้นจะเป็นกำลังใจให้เราในการทำงานต่อไปครับ</p>



<p>ส่วนความตั้งใจของเรา คิดว่ายังเหมือนเดิมนะ เรายังมีไฟตลอดเวลา แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเรารอบคอบขึ้น มองซ้ายมองขวามากขึ้น มองสิ่งรอบตัวมากขึ้น ถ้าเป็นแต่ก่อนก็จะใจร้อน แล้วก็ตอบสนองค่อนข้างไว บางครั้งการตัดสินใจเร็วก็ส่งผลดี แต่บางครั้งก็เป็นผลเสีย แล้วก็อาจส่งผลกับความรู้สึกของคนรอบข้างไปด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่</p>



<p>ตอนนี้พี่ว่าพี่ช้าลงกว่าแต่ก่อน คิดนานขึ้น วู่วามน้อยลง แต่ก่อนจะวู่วามมาก แต่เดี๋ยวนี้อารมณ์จะนิ่งขึ้น ใจเย็นขึ้น ให้เวลากับบางสิ่งบางอย่างมากขึ้น ให้เวลาในการตะกอนหรือตกผลึกความคิดมากกว่าเดิม ก็เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ” (หัวเราะ)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174201" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ติ๊กในวันนี้เชื่อว่า การเดินทางทำให้เรารู้จักตัวเองและเข้าใจโลก</strong></h4>



<p>“นอกจากตอนที่เล่นภาพยนตร์ 2499 อันธพาลครองเมือง&nbsp; อีกจุดเปลี่ยนหนึ่งของเราคือ ตอนที่ทำรายการเนวิเกเตอร์นี่แหละ เพราะมันคือการเล่าความเป็นตัวตนของพี่ในพาร์ตที่เป็นงานอดิเรกของเรา เพราะส่วนมากพี่ก็จะใช้เวลาว่างไปกับการเที่ยว ผจญภัย ขับรถ เดินขึ้นเขาแบกเป้ อยู่กับอะไรก็ตามที่เป็นธรรมชาติ</p>



<p>&nbsp; เนวิเกเตอร์เลยเป็นเหมือนการถ่ายทอดตัวตนของพี่ออกมาผ่านรายการ เหมือนกับเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบที่สุด แล้วก็ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ไประหว่างนั้น พอมาทำรายการก็ต้องสวมบทบาทผู้ดำเนินรายการ ทำให้พี่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับเส้นทางต่างๆ ที่เราจะไป ต้องอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้น หาความรู้และประสบการณ์มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้ถ่ายทอดในสิ่งที่ถูกต้องให้ผู้ชม</p>



<p>&nbsp; อีกแง่หนึ่งการเดินทางเป็นเหมือนแบบทดสอบจิตใจของเรา ให้เราพร้อมที่จะเรียนรู้กับมัน ทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่า เราชอบหรือไม่ชอบอะไร การลองไปในหลายๆ ที่มันก็ทำให้เรารู้ว่าที่ไหนเหมาะกับเรา นอกจากจะทำเรารู้จักตัวเองมากขึ้น ยังช่วยให้เราเข้าใจชีวิตไปในขณะเดียวกันด้วย</p>



<p>อยากขอบคุณตัวเองเหมือนกันที่ยอมสละอะไรบางอย่าง ตอนนั้นพี่ต้องปฏิเสธงานในวงการบันเทิงที่ติดต่อเข้ามาหลายงาน ด้วยความที่เราอยากทุ่มเทกับตรงนี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งพี่ว่ามันคุ้มค่ามากนะ เพราะถ้าเกิดว่าพี่ไม่เริ่มต้นวันนั้น ก็จะไม่เห็นอะไรมากมายขนาดนี้ ตอนนี้พี่ก็ถือว่าเราได้เก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมาในตอนที่ยังมีแรงมีพลังอยู่ ถ้าพี่แก่ไปกว่านี้พี่ก็คงไม่สามารถเดินเป็นวันๆ เพื่อไปเห็นภาพจริงๆ แบบนั้นได้อีกแล้ว บางครั้งพี่ก็ไม่ได้เดินทางไปในทางเดิม พี่เลี้ยวไปอีกทางเพื่อแวะดูสิ่งอื่นๆ ซึ่งมันอาจจะใช้เวลามากกว่าคนอื่นๆ ในการไปถึงจุดหมาย แต่มันก็ทำให้เราได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็น ก็ถือเป็นเรื่องดีที่เราตัดสินใจทำในวันที่เรายังสามารถทำมันได้อยู่”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/4-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174202" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/4-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/4-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/4-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/4-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/4-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/4-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ติ๊กในวันนี้เชื่อว่า แค่เราเปิดโลกก็เปลี่ยน</strong></h4>



<p>“พี่ว่าคนเราควรเห็นคุณค่าในทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิตนะ มันคงไม่สำคัญว่าเราจะทำมันได้ดีรึเปล่า แต่มันอยู่ที่ว่า…เราลองทำแล้วหรือยัง</p>



<p>หลังจากที่พี่ได้ลองทำเนวิเกเตอร์ไปแล้ว ก็ได้มาลองทำโปรเจกต์เฟ้นหาไอดอลไป งงเหมือนกันว่าจับพัดจับผลูไปทำได้ยังไง ตัวเราเองก็ไม่ได้ถนัดเรื่องการร้องหรือเต้นเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่น่าลอง เพราะในมุมของพี่ไอดอลหมายถึง คนๆ&nbsp; นึงที่มีคุณภาพ ซึ่งสิ่งที่โรงเรียนไม่มีสอนและพี่สามารถแบ่งปันให้กับน้องๆ ได้คือ เรื่องประสบการณ์ชีวิต พี่จะสอนให้เขาเป็นที่รักของทุกคน เป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม พี่ก็เลยจะปลูกฝังเรืองธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความมีระเบียบ การตรงต่อเวลา การเคารพในงาน การบริหารเสน่ห์ และการทำให้คนประทับใจ</p>



<p>เพราะสุดท้ายแล้ว เราอยากให้คนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่นๆ โดยมีเสียงเพลงและศักยภาพของพวกเขาเป็นตัวนำ และถ้ายิ่งมีกลุ่มแฟนคลับที่รักในตัวของน้องๆ ก็แปลว่า นอกจากความสามารถ แฟนคลับก็ยังรักในตัวตนของคนๆ นั้นด้วย</p>



<p>พอพี่ได้ทำงานกับน้องๆ กลุ่มนี้ ก็เหมือนเราได้รู้จักนิสัยของเด็ก Gen Z ว่า เขามีความชอบอะไร ธรรมชาติของเขาเป็นแบบไหน เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พาเราไปสู่สิ่งที่ไม่เคยสนใจ เช่น เรื่องแฟชั่นเพลง เทรนด์เสื้อผ้า กลายเป็นว่าเรารู้อะไรเยอะขึ้น คุยกับวัยรุ่นยุคนี้เข้าใจมากขึ้น พี่ว่ามันเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ท้าทาย สนุก แล้วก็ทำให้เราได้เห็นมุมมองของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ถึงเราจะอยู่เบื้องหลังแต่เวลาที่ได้เห็นเด็กๆ ไปถึงฝั่งฝันได้ เราก็ภูมิใจกับเขาไปด้วย</p>



<p>พี่เองก็จะบอกกับน้องๆ วง PROXIE เสมอว่า คุณอาจจะไม่ได้เหมือนวัยรุ่นทั่วไป เพราะคุณทำงานก่อนใคร แต่นั่นก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี อย่าทิ้งโอกาสไม่ว่าจะเป็นโอกาสใดๆ ก็ตาม ให้พยายามอย่างเต็มที่ดูก่อน ผลลัพธ์จะเป็นยังไงค่อยว่ากัน”&nbsp;</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ติ๊กในวันนี้เชื่อว่า เมื่อเกิดมาควรใช้ชีวิตอย่างมีฝัน</strong></h4>



<p>“ในช่วงหนึ่งของชีวิต เราอยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุด ถ้าเราชอบ เรารักอะไร แล้วสิ่งนั้นไม่เดือดร้อนใคร เราจะทำ</p>



<p>อย่างเราเป็นคนชอบออกไปเที่ยวโน่นนี่นั่น ออกไปในที่ต่างๆ ที่เป็นหมุดหมายของนักเดินทางแล้วเราก็ได้ทำมันจริงๆ&nbsp; หรือการได้เป็นดนตรีก็เป็นหนึ่งในความฝันของเราสมัยมหาวิทยาลัย พอได้มาทำวง PROXIE ก็เหมือนสานฝันของเราในส่วนนั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/5-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174203" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/5-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/5-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/5-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/5-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/5-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/5-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/5-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/5-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>พี่เลยมองว่าความฝันมันสร้างแรงบันดาลใจให้เรา ทำให้เราอยากที่จะทำนั่นทำนี่ ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้ามีความชอบ มีจุดยืน แล้วจุดยืนของเราไม่ได้มีอะไรเสียหาย พี่ว่าเราต่อความฝันของเราให้จบดีกว่า ทำตัวเองให้เป็นคนล่าฝันดีกว่า&nbsp;</p>



<p>เพราะถ้าเราไม่มีฝัน มันอาจจะทำให้เราดำเนินชีวิตไปแบบไม่มีสีสัน ฉะนั้นจงทำชีวิตตัวเองให้มีสีสัน โดยมีความฝันที่ตัวเองอยากจะทำและทำมันอย่างเต็มที่ ถึงวันหนึ่งความฝันเราอาจจะเปลี่ยนไป แต่ไม่เป็นไรเลยเพราะเราสามารถเปลี่ยนความฝันได้อยู่เสมอ เพราะนั่นคือความฝันของคุณเอง”&nbsp;</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>การเดินทางครั้งใหญ่ของชีวิตทิ้งบทเรียนไว้ว่า</strong></h4>



<p>“จะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องทำอะไรด้วยความรอบคอบไม่ใจร้อน”</p>



<p>&nbsp;“เราควรเป็นฝ่ายให้ ก่อนที่จะคิดว่าเราจะได้อะไรจากสิ่งนั้น”</p>



<p>“จงมีความสุขบนความสุขของผู้อื่น อย่ามีความสุขบนความทุกข์ผู้อื่น”</p>



<p>“การเป็นแชมป์มันไม่ยากเท่ากับการรักษาแชมป์”</p>



<p>“เมื่อเกิดมาควรใช้ชีวิตอย่างมีฝัน”</p>



<p>“บางครั้งการจะเดินไปข้างหน้าต้องสละอะไรบางอย่าง”</p>



<p class="has-text-align-right"><em>เจษฎาภรณ์ ผลดี, 2024</em></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/6-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174204" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/6-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/6-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/6-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/6-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/6-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/6-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/6-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/6-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“อย่างที่บอกว่าจริงๆ พี่เป็นคนที่ค่อนข้างจะใจร้อน แล้วก็ค่อนข้างที่จะดื้อหน่อยไม่ค่อยโอนเอนไปตามใคร แต่พอได้เข้ามาทำงานในวงการ มันเป็นงานที่ออกสู่สายตาประชาชน&nbsp;</p>



<p>สิ่งนี้มันเลยยิ่งตอกย้ำเราว่าอย่าทำให้เสียชื่อเสียง เพราะฉะนั้นในการดำเนินชีวิตของพี่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ มันจะมีสิ่งมาเบรกสัญชาตญาณดิบของเราเสมอว่า อย่าทำอะไรที่มันวู่วาม เพราะเราไม่อยากเสียพื้นที่ตรงนี้ไป ตรงนี้เลยเป็นเหมือนสิ่งที่ฉุดเราไว้ ให้ตัวเราเดินไปในทางที่ดี</p>



<p>ตอนนั้นที่เราต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ก็ยังมองไม่ออกหรีอกว่าอะไรคือความคุ้มค่า แต่ถ้าวันนี้ถามว่าคุ้มมั้ย…ก็คุ้มนะ เพราะว่ามันก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถรักษาอะไรแบบนี้ไว้ได้ แล้วพี่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะรักษาอะไรแบบนี้ไว้ได้ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้</p>



<p>ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่เราต้องควบคุมคุณภาพผลงานที่เราทำ อย่างทุกวันนี้เอง พี่ก็ให้ความสำคัญกับการที่เราจะรักษาคุณภาพของความเป็นตัวเรา ให้เป็นคนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเรื่องวินัย การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนในสังคม เรื่องการดูแลรักษาขยะ นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะเป็นให้ได้ และทำอยู่ในทุกๆ วัน”</p>



<p>ก็ขอบคุณที่ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ มันเลยทำให้ชีวิตเรามีประสบการณ์ดีๆ เพิ่มมากขึ้น ขอบคุณทุกการเดินทางของตัวเอง” (ยิ้ม)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174205" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tik-on-that-day/">‘ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี’ เด็กหนุ่มนักล่าฝันสู่ชายหนุ่มไฟแรง ผู้เชื่อว่าเมื่อเกิดมาควรใช้ชีวิตอย่างมีฝันและทำมันให้สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์’ จากวัยว้าวุ่นคลั่งรักสู่วัยแตกฉานความสุขที่ ‘ไม่มีอะไรถาวร’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/per-on-that-day/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุธาสินี สุทธะโส]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<category><![CDATA[Final Score]]></category>
		<category><![CDATA[เปอร์ สุวิกรม อัมระนันทน์]]></category>
		<category><![CDATA[OnThatDay]]></category>
		<category><![CDATA[OnThatDayTheSeries]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=174127</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์’ ถ้าพูดชื่อนี้ เมื่อ 17 ปีก่อน เขาก็คือพ่อหนุ่มตัวจี๊ดท่ามกลางวัยรุ่น เด็กเกรียน จากการถูกตามติดชีวิตการเป็นเด็ก ม.6 สุดซ่าที่ว้าวุ่นเรื่องเพื่อน แฟน และการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบแอดมิชชันที่มีความฝันและความหวังของครอบครัวเป็นจุดเดิมพัน (แต่ไม่ใช่กับเปอร์)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/per-on-that-day/">‘เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์’ จากวัยว้าวุ่นคลั่งรักสู่วัยแตกฉานความสุขที่ ‘ไม่มีอะไรถาวร’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์’ ถ้าพูดชื่อนี้ เมื่อ 17 ปีก่อน เขาก็คือพ่อหนุ่มตัวจี๊ดท่ามกลางวัยรุ่น เด็กเกรียน จากการถูกตามติดชีวิตการเป็นเด็ก ม.6 สุดซ่าที่ว้าวุ่นเรื่องเพื่อน แฟน และการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบแอดมิชชันที่มีความฝันและความหวังของครอบครัวเป็นจุดเดิมพัน (แต่ไม่ใช่กับเปอร์) ร่วมกับเพื่อนๆ&nbsp; 3 คน ได้แก่ ลุง-วรภัทร จิตต์แก้ว, โบ๊ท-สราวุฒิ ปัญญาธีระ และ บิ๊กโชว์-กิตติพงศ์ วิจิตรจรัสสกุล โดยผู้กำกับ โสรยา นาคะสุวรรณ ถ่ายทอดภาพยนตร์สารดคีเรื่อง ‘Final Score 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์’ ของค่ายหนัง GTH ออกฉายทั่วประเทศในปี 2007&nbsp;</p>



<p>มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เปอร์ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆ ก็คือการเป็นเด็ก ‘ช่างกล้า’ จะทิ้งอนาคตว่าที่นักศึกษาวิศกรรมโยธา เพราะคลั่งรักมากจึงอกหัก และช่างกล้าถามเพื่อนๆ ว่า ‘ถ้าโตขึ้นเราทำงานต่างหน้าที่กัน กูเป็นยาม มึงเป็นนายก มึงยังจะกล้าคุย กล้ากินเหล้ากับกูอยู่หรือเปล่าวะ’ ก่อนที่ชีวิตนักเรียน ม.6 จะปิดจบด้วยคำพูดน่าจดจำของเปอร์ทิ้งท้ายว่า ‘เราจะไม่มีวันลืมเพื่อน’&nbsp;</p>



<p>ความเป็นเพื่อนถูกพูดย้ำอีกในนิตยสาร a day ธีม High School Friendship ฉบับที่ 78 ปี 2007 เปอร์และเพื่อนร่วมแก๊งอีก 3 คน กลับมาสวมชุดนักเรียนสวนกุหลาบถ่ายปกร่วมกันอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>จากวันนั้นผ่านไป 17 ปี ‘ไม่มีอะไรถาวร’ คือวิชาชีวิตที่เปอร์ตกผลึกได้ในวัย 35 ปี ปัจจุบันเขาคือพิธีกรมากประสบการณ์ เจ้าของรายการ Perspective (เปอร์ &#8211; สเปกทีฟ) และรายการ ‘ยินดีที่ได้รู้จัก’ ในวันนี้ที่เราได้พบกับเขาก็เลยลองเอาคำตอบที่เปอร์เคยให้สัมภาษณ์ในวันนั้นมาถามเขาอีกรอบ เปอร์ในวันนี้ยังเป็นคนซ่าที่คลั่งรักและรักเพื่อนเหมือนเดิมหรือเปล่า</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-12-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174187" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-12-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-12-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-12-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-12-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-12-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/1-12.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เปอร์ในวันนั้น</strong> </h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>คลั่งรักเป็นหลัก รักเพื่อนเป็นรอง</strong></h4>



<blockquote class="wp-block-quote has-text-align-left is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><em>&#8230;รักเพื่อนมากๆ ม.6 มันคือปีสุดท้ายแล้วที่เราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนๆ ที่อยู่กันมาหลายปี ให้พูดยังไงก็ไม่ได้เต็มร้อย เพราะมันเป็นความรู้สึกอยู่ข้างในที่อธิบายไม่ได้จริงๆ</em></p><cite><em>เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์ a day ฉบับที่ 78 (2007)</em></cite></blockquote>



<p>&#8220;ตอนที่ถ่ายปกครั้งนั้น ค่ายหนัง GTH ฉายหนังสารคดี ‘Final Score 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ (2007)’ ไปแล้ว a day ก็เลยทำเล่มเพื่อพูดสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมว่า มันเป็นยังไงบ้าง เรากับเพื่อนแก๊ง Final Score ก็เลยได้ไปถ่ายปกนี้ด้วยกัน (ชี้ไปที่นิตยสาร) เสื้อนักเรียนที่ใส่ตอนถ่ายก็เป็นเสื้อเราที่เพื่อนๆ ในโรงเรียนเซ็นชื่อให้ตอนจบจริงๆ</p>



<p>ม.6 เป็นช่วงที่รู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่จะต้องแยกย้ายกับเพื่อนในชั้นเรียนไปในทิศทางที่แตกต่างกัน รู้สึกกังวลว่าจะสอบเอนท์ฯ ติดไหม แต่ถ้าถามว่าเราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ไหนมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องความรักครับ คือในเล่ม a day เราพูดถึงมิตรภาพ ความสัมพันธ์เพื่อน แต่จริงๆ เราในตอนนั้นวุ่นวายอยู่แต่กับเรื่องความรักเป็นหลักเลย (หัวเราะ) โอเค ต้องเล่าก่อนว่าเราชอบอยู่กับเพื่อน ติดเพื่อน มีกลุ่มเพื่อนเยอะทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน อย่างแค่ในสวนกุหลาบเองรุ่นนึงมี 700 คน เรารู้จักเกิน 95% ของทั้งรุ่น แต่เราโตมากับเพื่อนกลุ่มผู้ชายโหดๆ เกเร กินเหล้า และไม่ได้จริงจังเรื่องความรัก แต่อยากมีแฟนแค่เอาไว้อวดเพื่อน ซึ่งมันอาจจะเป็นเรื่องของวัยและฮอร์โมนด้วยที่ทำให้เพื่อนรอบตัวมองความรักเป็นแค่เรื่องความต้องการทางเพศ เราอยู่ในค่านิยมแบบนั้นเลยมีทัศนคติว่า เราอยากมีแฟนเพราะอยากรู้อยากลองมาตั้งแต่ ม.1-ม.2</p>



<p>แต่จุดที่ทำให้กลายมาเป็นคนที่เชื่อมั่นในความรักมากๆ คือคลั่งรักเลย น่าจะเริ่มประมาณ ม.3-ม.4 เราชวนเด็กโรงเรียนเซนต์ดอมินิก มาเที่ยว กินเหล้า สูบบุหรี่กันที่บ้าน ทุกคนดูเป็นเด็กเกเรต่างโรงเรียนที่เหมือนเราหมด แล้วมันมีเพื่อนคนนึงที่ไม่จอย มันเคยเป็นเด็กเซนต์ดอฯ ที่ย้ายตามแฟนไปเรียนเตรียมอุดมฯ ย้ายไปแล้วแฟนดันบอกเลิก มันก็เลยเฮิร์ตมาก เพราะมันไม่ได้อยากมาอยู่โรงเรียนนี้ มันอยากกลับโรงเรียนเดิมเพื่อไปอยู่กับแก๊งเพื่อนของมัน</p>



<p>แต่เราดันเกิดคำถามว่า เฮ้ย อะไรที่ทำให้เด็กที่ดูเกเรเหมือนกันกับเรา แต่มันจริงจังกับความรักได้ขนาดนี้วะ ก็เลยเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราบอกกับตัวเองว่า เราจะต้องเก็บความบริสุทธิ์ของเราให้กับคนที่เรารักเขามากๆ แล้วเขาก็รักเราเหมือนกัน โห ชีวิตตอนนั้นโฟกัสแต่เรื่องนี้เลย เรากลายเป็นคนเชื่อในความรัก เชื่อเรื่องเนื้อคู่ มองความรักเป็นสิ่งสวยงามไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำร้ายจิตใจใครได้ เราจินตนาการภาพความรักไว้เลยว่า ชีวิตเราจะต้องอยู่กับผู้หญิงคนนี้ เราจะมีความรัก มีลูก และรักกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่&nbsp;</p>



<p>ถ้าไปดู Final Score จะเห็นเลยว่าเราเป็นผู้ชายที่เฮิร์ตเรื่องความรักหนักมาก อกหักทียอมไม่เข้าสอบเอนท์ฯ ยอมทิ้งอนาคตตัวเองเพราะไม่รู้ว่าจะมีอนาคตไปทำไมถ้าไม่มีคนที่รักรอเราแล้ว คือคิดโง่ๆ ไม่ได้คิดถึงพ่อแม่หรือตัวเองเลย (หัวเราะ)”</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เปอร์ที่เปลี่ยนไป</strong> </h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แม้ไม่รักกัน เราก็จะมีความสุข&nbsp;</strong></h4>



<p>“วัยนั้นเรายอมทำทุกอย่างเพื่อความรัก จนกระทั่งเรามีโอกาสได้สัมภาษณ์พระอาจารย์ชยสาโร ในรายการ Perspective (เปอร์ &#8211; สเปกทิฟ) เมื่อ 6 ปีก่อน เราถามท่านว่า ความสุขที่แท้จริงคืออะไร ท่านบอกว่า ความสุขที่แท้จริงต้องไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด เราเก็ตเลย พอย้อนกลับมามองตัวเอง ทุกครั้งที่ความรักของเราล้มเหลว เราเป็นทุกข์มากๆ เพราะชีวิตมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวังไง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-12-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174188" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-12-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-12-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-12-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-12-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-12-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/2-12.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>ดังนั้นเราก็เลยพยายามเปลี่ยน พยายามขยายกฎเกณฑ์ของตัวเองว่า ชีวิตจะเป็นอย่างที่เราหวังหรือไม่นั้น ไม่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขหรือมีความทุกข์&nbsp; แปลว่าเขาจะคบกับเราหรือไม่คบ เราก็จะมีความสุขเพราะเราไม่ได้เอาความสุขไปแขวนว่า ถ้าเขาคบด้วยเราจะมีความสุข เราแบ่งปันสิ่งนี้ให้กับน้องยี่หวาด้วยว่า ยังไงวันนึงก็ต้องจากลา ขอได้ไหม วันที่จากกันขอมีความสุขแบบนี้ได้ไหม เขาก็เข้าใจแล้วต่างคนต่างก็ฝึกสิ่งนี้</p>



<p>เราในวันนั้นกับเราในวันนี้ต่างกันแค่เรื่องนี้เลย วันนั้นเราจมปักกับความทุกข์ คาดหวังกับผลลัพธ์ในเรื่องความรัก แต่ตอนนี้ทำอะไรก็แล้วแต่ พยายามทำให้ดีที่สุด แม้เราจะจินตนาการว่ามันจะเป็นยังไง แต่ผลลัพธ์ออกมาเป็นยังไงก็ช่างแม่งเลย ชีวิตจะเป็นแบบไหนก็ได้กูมีความสุขก็พอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง เพื่อน ครอบครัว แฟน เราคิดแบบนี้หมด&nbsp;</p>



<p>แต่ช่างแม่งในความหมายของเราไม่ได้หมายถึงว่าเราไม่ใส่ใจนะ คือเราแคร์แต่เราไม่ได้สนใจว่ามึงจะรู้ไหมว่ากูแคร์ เราทำเพื่อพอใจเราไม่ได้พอใจคนอื่น เช่น เห็นคุณหิว เรายื่นขนมให้ ถามว่าคุณกินไหม นี่คือหน้าที่เรา แต่คุณจะกินไม่กินก็เรื่องของคุณ เราจะไม่เก็บเอาไปคิดว่า โห ทำยังไงดีนะ เพราะทุกข์ก็เกิดจากการคาดหวังว่ามันจะต้องเป็นไปอย่างที่มันเป็น เราทำหน้าที่ของเราแล้ว ถ้ามันไม่เป็นอย่างที่เป็นก็ไม่เป็นไร”</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เปอร์ที่เหมือนเดิม</strong> </h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ยังเป็นคนซ่าที่รักเพื่อน…</strong></h4>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><em>หลายๆ อย่างมันทำให้สวนกุหลาบมีความเป็นตัวเองสูง เราจะรักโรงเรียน รักเพื่อน ต่อให้อีก 30 ปี เราก็ยังรักพวกพ้องของเรา…กุหลาบเปลี่ยนกระถาง ไม่จางสีครับ</em></p><cite><em>เปอร์ &#8211; สุวิกรม อัมระนันทน์&nbsp; a day ฉบับที่ 78 (2007)</em></cite></blockquote>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-11-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174189" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-11-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-11-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-11-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-11-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-11-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/3-11.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>“เด็กสวนกุหลาบวิทยาลัยจะถูกหล่อหลอมมาว่า เราทุกคนต้องดูแลน้องในสถาบันเดียวกันและรักครูทุกคน เราจะจัดงานมุทิตาจิตให้ครูยิ่งใหญ่มาก แล้วจะพาครูไปเที่ยว ดูแลครูอย่างดี เพราะเชื่อว่า ไม่มีครูก็ไม่มีเรา แล้วจะไม่ทำอะไรให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของโรงเรียน แต่ตอบแทนโรงเรียนด้วยการเป็นพลเมืองที่ดี สร้างสิ่งดีๆ ให้กับประเทศชาติ&nbsp;</p>



<p>เด็กสวนจะภูมิใจในเรื่องนี้มาก แต่ละคนที่จบไปก็มีชื่อเสียงอยู่ในทุกสาขาอาชีพ เราเข้าไปก็อยากจะเก่งให้ได้เหมือนรุ่นพี่เรา รุ่นพี่ทุกคนก็ดูแลเราดีมากจริง อย่างตอนที่ Final Score ได้ฉายออกไปแล้ว งานแรกที่เราทำคือขอไปเป็นดีเจที่ Fat Radio ตอนนั้นพี่ยุทธนา บุญอ้อม (อดีตผู้ก่อตั้งรายการวิทยุ Fat Radio) เขาดูสารคดีเราก็บอก ‘ไอ้เปอร์หรอ มันเป็นเด็กสวนกุหลาบ มาเลยๆ’ ความสัมพันธ์ของเด็กสวนกุหลาบมันจะรักกันแบบที่คนภายนอกก็ไม่มีวันเข้าใจ ฟังดูแล้วน่าหมั่นไส้นะ แต่โรงเรียนเราปลูกฝังกันมาแบบนี้จริง</p>



<p>ทุกวันนี้เราก็ยังให้ความสำคัญกับเพื่อนเหมือนเดิม มีรุ่นพี่อายุ 70, 80 ปีที่ยังติดต่อกันเหมือนเดิม เด็กคนนั้นที่ใช้เวลา 6 ปีเติบโตในโรงเรียน มีเพื่อนสามคนที่เห็นบนปก a day (บิ๊กโชว์ ลุง โบ๊ท) และมีเพื่อนอีกนับเจ็ดร้อยคนที่ไม่ได้อยู่บนปก ซึ่งในวันนี้แต่ละคนก็มีชีวิตที่ก้าวไปอีกขั้น&nbsp;</p>



<p>อย่างเพื่อน 2 คน คือบิ๊กโชว์​กับโบ๊ทก็มีลูกและภรรยาแล้ว และเราเองก็เป็นพิธีกรแต่งงานให้กับทั้งสองคนเลย ก็มีเรื่องใหม่ให้เขาได้เรียนรู้ ฟังดูเหมือนเขาเป็นผู้ใหญ่โตแล้ว แต่เขาก็คือเด็กอ่อนหัดของการที่เป็นพ่อแม่มือใหม่ แต่เขาก็มีวิธีของเขา เราเองยังไม่มีซึ่งก็ถือว่าเด็กมากกว่าพวกเขาอีกในการที่จะมีประสบการณ์เรื่องพวกนี้”</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>a day สำหรับเปอร์</strong> </h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>หัวหอกนิตยสารวัยรุ่นและเพื่อนบ้านที่มอบโอกาส</strong></h4>



<p>“a day เป็นเสมือนเพื่อนบ้านเรา เพราะสมัยนั้นออฟฟิศทำงานเขาตั้งอยู่หน้าปากซอยบ้านเรา&nbsp; เราจะมีความสนิทชิดเชื้อกับพี่กล้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน พี่เป้ง-ทรงพล จั่นลา เขาคือคนทำงานยุคแรกๆ ใน a day และด้วยความไปมาหาสู่พี่ๆ กันบ่อยๆ ก่อนหน้านี้&nbsp; a day เคยมีรายการทีวีเพื่อวัยรุ่นชื่อ Knock Knock! TV มาแล้ว แต่วันหนึ่งเขาอยากจะทำรายการทีวีที่แสดงความเป็น a day ขึ้นมา ชื่อรายการว่า หนึ่งวันเดียวกัน เขาหาคนรุ่นใหม่ที่สามารถเป็นพิธีกรได้ก็นึกถึงเรากับซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ พวกเราก็เลยได้เป็นพิธีกรคู่กัน ซึ่งนี่ไม่ใช่รายการแรกในชีวิตของพี่ เพราะพี่เคยทำรายการอื่นมาแล้ว&nbsp;</p>



<p>เราตัดสินใจทำเพราะเรารู้สึกว่า พอพูดชื่อพี่ดู๋-สัญญา คุณากร ใครๆ ก็จะนึกว่าเป็นเจ้าของรายการเจาะใจ หรือพี่นีโน่-เมทนี บุรณศิริ ก็จะนึกถึงรายการมาสเตอร์คีย์ เขาอยู่จนคนดูรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของรายการ a day ยังไม่มีภาพนั้น เราก็เลยอยากมาบุกเบิกเป็นพิธีกรที่นี่ แม้ว่าก่อนหน้านี้เราจะเคยทำพิธีกรที่แกรมมี่แล้วก็เถอะ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>พอเราทำรายการหนึ่งวันเดียวกันไปได้สักพัก ก็เจอกับพี่ปิงปอง-นิติพัฒน์ สุขสวย และพี่โหน่ง- วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ (อดีตผู้ก่อตั้งนิตยสาร a day ร่วมด้วย เอก ภาสกร ประมูลวงศ์ในตอนนั้น) ซึ่งก็น่ารักมากโดยเฉพาะพี่ปิงปองที่จับเรามาเป็นพิธีกรรายการ The Idol คนบันดาลใจ ของ a day ต่อ</p>



<p>ประเด็นก็คือตอนเด็กๆ อะไรที่เราไม่ชอบก็จะไม่ทำ เราจะทำเฉพาะสิ่งที่ชอบเรื่องเงินไม่เกี่ยว แต่ตัวตนของ a day ไปด้วยกันได้กับตัวตนที่คุยกับเรารู้เรื่อง เราชอบ ดังนั้นเลยต้องบอกว่า เราเข้าวงการได้เพราะ GTH เราไปเป็นดีเจได้ก็ที่ Fat Radio เราได้รับการอบรมสั่งสอนจาก JSL Global Media (บริษัทผู้ผลิตรายการโทรทัศน์)​ เราเป็นพิธีกรที่คนจดจำเราในฐานะตำแหน่งนี้ได้ก็เพราะ a day เราได้ทำงานในเชิงลึกมากขึ้น เรามีโอกาสสัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จในประเทศเยอะๆ ก็เพราะ a day มอบโอกาสให้เราในตอนนั้น แต่จริงๆ ก็ต้องยกเครดิตให้พี่ปิงปองและพี่เป้งด้วย เพราะตัวบุคคลเป็นตัวที่นึกถึงเรา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/8-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174190" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/8-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/8-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/8-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/8-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/8-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/8-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>a day ทำให้เรื่องที่คนไม่ค่อยสนใจกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และดึงดูดคนที่มีความสนใจหรือชอบอ่านอะไรที่แปลกๆ พิเศษๆ ก็จะเลือกอ่านอะเดย์ เพราะคอนเทนต์เป็นแบบนั้น คนที่ชอบอ่านส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนเก๋ๆ มีลักษณะเฉพาะตัว เลยทำให้คนกลุ่มหนึ่งซื้อ a day เพราะเหมือนเป็นแบรนด์ดิ้งที่ชัดเจนว่าเป็นเด็กเก่ง เด็กเท่ห์ เราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ไม่ได้อ่านแต่กูอยากดูเป็นเด็กเก๋ๆ ก็เลยถือไปเที่ยว แต่ก็จะหยิบมาอ่านบ้างแล้วพออ่านก็ชอบด้วย เพราะฉะนั้นเราเองก็ผูกพันมากับ a day เพราะเราก็โตมากับการได้เห็นหนังสือ a day ที่เรียกว่าเป็นหัวหอกนิตยสารเพื่อวัยรุ่นมาตั้งแต่เล่มแรกแล้ว”</p>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>วิชาชีวิตในวันนี้</strong> </h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ไม่มีอะไรคงอยู่ถาวร…</strong></h4>



<p>“ตอนเด็กเราซ่ายังไง ตอนนี้ก็ยังซ่าเหมือนเดิมแต่อาจจะมีเปลี่ยนแปลงแต่ก็คล้ายเดิมอยู่ ก็คือยังเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ อยากทำอะไรใหม่ๆ อยากเก่งขึ้น แต่คงไม่ขิงแล้ว คงลดตัวตน ลดอีโก้ลง แบบชีวิตจะเป็นแบบไหนก็ได้ แล้วก็จะใจเย็นลง มีเมตตากว่าเดิม มันสำคัญมากที่เราจะต้องฝึกฝนเพราะบางทีอะไรที่มันไม่ถูกใจเราก็จะเกิดอารมณ์โกธรไปเสียหมด เราเคยอยากให้ทุกอย่างเป็นดั่งที่ใจต้องการนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราพยายามลดทุกอย่างแล้วบอกกับตัวเองตลอดว่า มันไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่ใจเราต้องการ เราก็ต้องยอมรับมันให้ได้​</p>



<p>แล้วตอนนี้เราให้ความสำคัญกับเรื่องครอบครัว เพราะระยะเวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัวลดลงไปทุกที&nbsp; เราเสียคุณพ่อไปแล้ว ซึ่งก่อนคุณพ่อเสีย คุณย่าก็อยู่ไอซียู คุณพ่อกำลังเตรียมการจากไปของคุณย่า ทุกคนก็เตรียมใจ แต่ใครจะรู้ว่าในระหว่างทางคุณพ่อกลับกลายเป็นคนที่จากคุณย่าไปเสียก่อน แล้วหลังเสร็จพิธีงานศพคุณพ่อไปได้ 1 สัปดาห์ คุณย่าก็จากตามไป</p>



<p>&nbsp;มันเลยทำให้เราเรียนรู้หลายๆ อย่างว่า <strong>หนึ่ง</strong> เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเราจะจากกันเมื่อไหร่&nbsp; ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย การที่เราเตรียมใจว่าจะต้องจากใครสักคนในความสัมพันธ์ หารู้ไม่ เราอาจจะเป็นคนที่จากเขาไปก็ได้ <strong>สอง</strong> เราไม่มีทางรู้ว่าเท่าไหร่ถึงจะพอ คือคุณพ่อพี่อายุ 72 ปี แล้วเพิ่งเสียชีวิตไปอย่างฉับพลัน เราจะพูดกับตัวเองว่าไม่น่าไปเร็วเลย ต่อให้เขาอายุ 80 หรือ 90 เราก็ไม่อยากให้พ่อไป มันไม่มีคำว่าพอเลย ไป 80 ไป 90 หรือไปตอนนี้ สุดท้ายแล้วก็เสียใจเหมือนกัน ไม่มีอะไรถาวร</p>



<p>ทุกอย่างมีลิมิตไม่ว่าจะเป็นเวลา ชีวิต ทรัพยากร วันหนึ่งเมื่อมันหมดก็คือหมด ทุกอย่างล้วนมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ว่าเป็นบริบทอายุที่มากขึ้นทำให้มีมุมมองที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ร่างกายเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน การโคจรของโลกก็เปลี่ยน เราห้ามการเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ การยึดติดอยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมจะทำให้เป็นทุกข์ เราเข้าใจตรงนี้ก็เลยไม่ค่อยทุกข์เท่าไหร่ ตอนพ่อเสียเราก็ยังทำงานสัมภาษณ์อยู่ไม่กลับไปหาพ่อ เพราะรู้ว่ากลับไปพ่อก็ไม่ฟื้น&nbsp;</p>



<p>จะบอกว่าการอกหักนี่ดูเหมือนเป็นเรื่องทั่วไปนะ แต่ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นโอกาสให้เราได้ฝึกฝนสภาวะจิตใจเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต่อการเตรียมพร้อมเผชิญปัญหาต่างๆ ในอีก 10 ปีให้หลัง โดยที่เราเข้าใจบริบททุกอย่างได้รวดเร็ว จึงไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเราแล้ว&#8221;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-5-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174191" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/04/7-5.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/per-on-that-day/">‘เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์’ จากวัยว้าวุ่นคลั่งรักสู่วัยแตกฉานความสุขที่ ‘ไม่มีอะไรถาวร’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
