<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Dish/Watcher &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/dish-watcher/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/dish-watcher/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 09 May 2023 04:10:40 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>การมาถึงของ ‘หุ่นยนต์’ ในร้านอาหาร กับความหมายของ ‘แรงงาน’ ที่เปลี่ยนไป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ai-robot-replacement/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อรุณวตรี รัตนธารี]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 May 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Dish/Watcher]]></category>
		<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[ai]]></category>
		<category><![CDATA[robot]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=166315</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในยุคสมัยที่ ‘AI’ (Artificial Intelligence) และหุ่นยนต์กลายเป็นหัวข้อสนทนาของแทบทุกวงการ วงการอาหารที่เกี่ยวพันกับงานบริการย่อมเป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติเงินเฟ้อและการขาดแคลนแรงงานภาคบริการอย่างรุนแรง บทบาทของเทคโนโลยีจึงทวีความสำคัญขึ้นอย่างน่าสนใจ เรียกได้ว่าการใช้หุ่นยนต์ในร้านอาหารนั้นไม่ใช่เรื่องไกลอีกตัวอีกแล้ว แต่กำลังจะกลายเป็นภาพคุ้นตาในชีวิตประจำวันของพวกเราในอนาคตอันใกล้ อย่างที่ร้านอาหารเชนใหญ่ในไทยหลายๆ ร้าน ไม่ว่าจะ MK Restaurant หรือ CLASS Cafe เริ่มมอบหมายให้หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ในหลายหน้าที่ ทั้งยังตั้งเป้าระยะไกลที่จะใช้หุ่นยนต์ในพื้นที่งานที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งชวนให้เราจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และแม้การใช้หุ่นยนต์ในร้านอาหารจะไม่ใช่เรื่องใหม่ ด้วยทุกมุมโลกมีความพยายามพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้มานานหลายทศวรรษ แต่ต้องยอมรับว่า วิกฤติโรคระบาดนั้นทำให้เรื่องนี้ถูกผลักมาอยู่ในสปอตไลต์อย่างมีนัยยะสำคัญ เมื่อร้านอาหารทั่วโลกต้องหาทางเว้นระยะห่างระหว่างมนุษย์ และใช้เทคโนโลยีมาช่วยงานที่ต้องเสี่ยงการปนเปื้อนติดเชื้อ ไล่ตั้งแต่งานเบสิกในครัวอย่างการหั่น สับ ล้าง ไปจนถึงงานเสิร์ฟอาหารและจัดเก็บจานชามที่หุ่นยนต์ให้บริการได้ดีไม่น้อยกว่าพนักงานผู้มีลมหายใจ มากไปกว่านั้น หุ่นยนต์ยังตอบโจทย์ร้านอาหารที่ต้องการความ ‘เป๊ะ’ ในเรื่องสูตรอาหารได้อย่างตรงจุด อย่างในร้านอาหาร BOTS &#38; POTS Sci-Food ประเทศโครเอเชีย ผู้พัฒนาหุ่นยนต์เชฟซึ่งสามารถทำอาหารได้หลากหลายถึง 70 เมนู อีกทั้งรสชาติยังเหมือนกันทุกจานแบบไม่ต้องกังวล เพราะสูตรอาหารทั้งหมดถูกคำนวณผ่านระบบดิจิทัลที่ความคลาดเคลื่อนเท่ากับศูนย์&#160;&#160; ความสำคัญของหุ่นยนต์ยังตอบโจทย์ในวันที่โลกต้องเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานครั้งใหญ่ อย่างที่ในอเมริกาเกิดการลาออกของพนักงานร้านอาหารกว่าล้านคนตลอดช่วงปี 2020-2021 จากเหตุผลทั้งภาวะตึงเครียดในที่ทำงานระหว่างช่วงโรคระบาด&#160; การลดค่าจ้างพนักงานระหว่างช่วงล็อกดาวน์ ยังไม่นับเรื่องแรงงานข้ามชาติที่หายไประหว่างที่เส้นพรมแดนแต่ละประเทศถูกปิด ดังนั้นเมื่อร้านอาหารกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งหลังสถานการณ์ผ่อนคลาย ภาวะขาดแคลนแรงงานในร้านอาหารจึงเกิดขึ้นฉับพลันและทำให้ระบบของหลายร้านรวนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะร้านอาหารเชนใหญ่ที่ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมากในการเดินหน้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ai-robot-replacement/">การมาถึงของ ‘หุ่นยนต์’ ในร้านอาหาร กับความหมายของ ‘แรงงาน’ ที่เปลี่ยนไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในยุคสมัยที่ ‘AI’ (Artificial Intelligence) และหุ่นยนต์กลายเป็นหัวข้อสนทนาของแทบทุกวงการ วงการอาหารที่เกี่ยวพันกับงานบริการย่อมเป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติเงินเฟ้อและการขาดแคลนแรงงานภาคบริการอย่างรุนแรง บทบาทของเทคโนโลยีจึงทวีความสำคัญขึ้นอย่างน่าสนใจ เรียกได้ว่าการใช้หุ่นยนต์ในร้านอาหารนั้นไม่ใช่เรื่องไกลอีกตัวอีกแล้ว แต่กำลังจะกลายเป็นภาพคุ้นตาในชีวิตประจำวันของพวกเราในอนาคตอันใกล้ อย่างที่ร้านอาหารเชนใหญ่ในไทยหลายๆ ร้าน ไม่ว่าจะ MK Restaurant หรือ CLASS Cafe เริ่มมอบหมายให้หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ในหลายหน้าที่ ทั้งยังตั้งเป้าระยะไกลที่จะใช้หุ่นยนต์ในพื้นที่งานที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งชวนให้เราจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด</p>



<p>และแม้การใช้หุ่นยนต์ในร้านอาหารจะไม่ใช่เรื่องใหม่ ด้วยทุกมุมโลกมีความพยายามพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้มานานหลายทศวรรษ แต่ต้องยอมรับว่า วิกฤติโรคระบาดนั้นทำให้เรื่องนี้ถูกผลักมาอยู่ในสปอตไลต์อย่างมีนัยยะสำคัญ เมื่อร้านอาหารทั่วโลกต้องหาทางเว้นระยะห่างระหว่างมนุษย์ และใช้เทคโนโลยีมาช่วยงานที่ต้องเสี่ยงการปนเปื้อนติดเชื้อ ไล่ตั้งแต่งานเบสิกในครัวอย่างการหั่น สับ ล้าง ไปจนถึงงานเสิร์ฟอาหารและจัดเก็บจานชามที่หุ่นยนต์ให้บริการได้ดีไม่น้อยกว่าพนักงานผู้มีลมหายใจ มากไปกว่านั้น หุ่นยนต์ยังตอบโจทย์ร้านอาหารที่ต้องการความ ‘เป๊ะ’ ในเรื่องสูตรอาหารได้อย่างตรงจุด อย่างในร้านอาหาร BOTS &amp; POTS Sci-Food ประเทศโครเอเชีย ผู้พัฒนาหุ่นยนต์เชฟซึ่งสามารถทำอาหารได้หลากหลายถึง 70 เมนู อีกทั้งรสชาติยังเหมือนกันทุกจานแบบไม่ต้องกังวล เพราะสูตรอาหารทั้งหมดถูกคำนวณผ่านระบบดิจิทัลที่ความคลาดเคลื่อนเท่ากับศูนย์&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166320" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C01-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ความสำคัญของหุ่นยนต์ยังตอบโจทย์ในวันที่โลกต้องเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานครั้งใหญ่ อย่างที่ในอเมริกาเกิดการลาออกของพนักงานร้านอาหารกว่าล้านคนตลอดช่วงปี 2020-2021 จากเหตุผลทั้งภาวะตึงเครียดในที่ทำงานระหว่างช่วงโรคระบาด&nbsp; การลดค่าจ้างพนักงานระหว่างช่วงล็อกดาวน์ ยังไม่นับเรื่องแรงงานข้ามชาติที่หายไประหว่างที่เส้นพรมแดนแต่ละประเทศถูกปิด ดังนั้นเมื่อร้านอาหารกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งหลังสถานการณ์ผ่อนคลาย ภาวะขาดแคลนแรงงานในร้านอาหารจึงเกิดขึ้นฉับพลันและทำให้ระบบของหลายร้านรวนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะร้านอาหารเชนใหญ่ที่ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมากในการเดินหน้า</p>



<p>และเมื่อถามถึงต้นทุนที่ร้านอาหารต้องจ่ายกับหุ่นยนต์ซึ่งดูเป็นเทคโนโลยีราคาแพง แต่เมื่อคำนวณตัวเลขออกมาจะพบว่าการลงทุนกับหุ่นยนต์หนึ่งตัวที่สนนราคาอยู่ราว 3.5-4 แสนบาทนั้นอาจประหยัดกว่าการจ้างพนักงานในหลายมิติ ด้วยหุ่นยนต์สามารถทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องการเวลาพัก ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากคน (Human Error) ไม่ว่าจะการทะเลาะเบาะแว้ง การทำงานผิดพลาดเพราะอาการป่วย และอื่นๆ ลงได้มหาศาล โดยเฉพาะในประเทศที่ค่าแรงสูงอย่างในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น การลงทุนกับหุ่นยนต์ยิ่งเป็นเรื่องสมเหตุสมผล</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166321" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C02-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/AI-Robot-C02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่ปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหารนั้นไม่ใช่เพียงงานบริการอย่างการเสิร์ฟหรือรับออร์เดอร์เท่านั้น ด้วยการที่ร้านอาหารจะประสบความสำเร็จอย่างยืนระยะได้นั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ที่ต้องอาศัยรอยยิ้ม น้ำใจไมตรี หรือคำพูดโต้ตอบที่มีความเป็นมนุษย์เจืออยู่ในนั้น และแม้จะดูเป็นเรื่องยากที่เทคโนโลยีจะลอกเลียน ทว่าก็มีความพยายามออกแบบหุ่นยนต์มาเติมเต็มช่องว่างอย่างน่าสนใจ อาทิ BellaBot หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารสัญชาติจีนลักษณะคล้ายแมวที่ตอบโต้สื่อสารกับผู้คนได้น่าเอ็นดูไม่ต่างจากแมวจริงๆ&nbsp;</p>



<p>ทว่าการมาถึงของหุ่นยนต์ในร้านอาหารก็มีอีกหลายมุมให้ตระหนัก โดยเฉพาะประเด็นการ ‘แย่งงาน’ ซึ่งเป็นข้อควรระวังสำคัญที่ทุกวงการกำลังถกเถียงเพื่อหาทางออก และกับหุ่นยนต์ในร้านอาหารนั้นก็ดูเหมือนว่าการแย่งงานอาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในร้านอาหารเชนที่ต้องการพนักงานทำงานลักษณะรูทีน แต่ในอีกมุม การเกิดขึ้นของหุ่นยนต์ในร้านอาหารก็พลิกเป็นการช่วยเหลือแรงงานกลุ่มเปราะบางได้เช่นกัน อย่างในร้าน Dawn Avatar Robot Cafe ในประเทศญี่ปุ่น คาเฟ่เก๋ในโตเกียวที่บริการด้วยหุ่นยนต์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าหุ่นยนต์แต่ละตัวนั้นเป็น ‘ตัวแทน’ ของพนักงานผู้พิการแต่ละคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหรือโรงพยาบาล โดยอาศัยการควบคุมหุ่นยนต์ผ่านระบบสัมผัสหรือการสั่งการผ่านดวงตา (eye tracking) ซึ่งตอบโจทย์ทั้งเรื่องการสร้างงานให้กับกลุ่มผู้พิการ รวมถึงสร้างความโดดเด่นทางการตลาดให้กับร้านคาเฟ่แห่งนี้ในอีกทาง…และนั่นน่าจะเป็นภาพแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ในร้านอาหารซึ่งมีความเป็นไปได้ในหลากหลายรูปแบบ และคงดีไม่น้อยหากมันจะเป็นรูปแบบที่เป็นมิตรต่อทั้งนายจ้างและแรงงานในโลกที่กำลังปั่นป่วนขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นทุกวันนี้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ai-robot-replacement/">การมาถึงของ ‘หุ่นยนต์’ ในร้านอาหาร กับความหมายของ ‘แรงงาน’ ที่เปลี่ยนไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทรนด์ Sober Bar สเปซที่โอบรับความหลากหลาย แต่คงไว้ซึ่งเสน่ห์อย่างบาร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sober-bar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อรุณวตรี รัตนธารี]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Apr 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Dish/Watcher]]></category>
		<category><![CDATA[Non-alcoholic Trend]]></category>
		<category><![CDATA[Sober Bar]]></category>
		<category><![CDATA[Non-alcoholic Bar]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=166004</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระแสหนึ่งในโลก ‘นักดื่ม’ ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางช่วงระยะหลังนั้น หนีไม่พ้นการมาถึงของ ‘บาร์ไร้แอลกอฮอล์’ (Non-alcoholic Bar) หรือ &#8216;บาร์สำหรับผู้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์&#8217; (Sober Bar) ที่เกิดขึ้นอย่างชวนสังเกตในอเมริกาและหลายประเทศฝั่งยุโรป แต่ไม่ใช่เพียงเพราะการนำเสนอซึ่งสวนทางวัฒนธรรมบาร์แบบดั้งเดิมที่มักมาพร้อมแอลกอฮอล์เท่านั้นทำให้มันได้รับความสนใจ แต่รวมถึงรายละเอียดของทั้งเครื่องดื่มและคอนเซ็ปต์ของบาร์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี คำนึงถึงบริบททางสังคม วิถีชีวิตและรสนิยมของผู้คนในสังคมที่เปลี่ยนไป เรื่อยไปถึงการใส่ใจดูแลโลกอย่างแท้จริง ‘มันไม่ใช่สถานที่สำหรับคนไม่แตะเหล้า แต่คือสถานที่สำหรับทุกๆ คน’ คือแก่นของบาร์ไร้แอลกอฮอล์ที่เหล่าผู้ก่อตั้งบาร์ทั่วโลกเข้าใจตรงกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรักการดื่มเหล้าเป็นชีวิตจิตใจผู้อยากพักตับสักระยะ หรือเป็นสาวๆ ที่อยากมีเดทแรกแบบไม่เมา รวมถึงกลุ่มคนวัยทำงานที่อยากหาสเปซเงียบๆ ไว้คุยงานกันแบบสติครบถ้วน และคนอีกมากมายที่อาจเพียงต้องการสถานที่บรรยากาศดีๆ คลอเสียงเพลงเบาๆ และเครื่องดื่มอร่อยๆ ในระดับเดียวกับบาร์ระดับพรีเมียมไว้เอนจอย ในข้อแม้ว่าคืนนี้พวกเขาจะไม่อยากแตะต้องแอลกอฮอล์เลยเท่านั้นเอง แม้บาร์ไร้แอลกอฮอล์จะมองเผินๆ ไม่ต่างจากบาร์ทั่วไปทั้งบรรยากาศและรสชาติของเครื่องดื่ม แต่ความไม่ต่างนี้ก็เป็นจุดที่ชวนให้นักดื่มตั้งคำถามถึง ‘ความคุ้มค่า’ ของเงินที่จ่ายไปในระดับเดียวกันบาร์ค็อกเทล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่แอลกอฮอล์ถูกใช้เป็นส่วนผสมเพื่อเพิ่มราคาอาหารและเครื่องดื่มเสมอมา…มาตรฐานของบาร์ไร้แอลกอฮอล์จึงต้องเทียบเท่าหรือสูงกว่าบาร์อื่นทั่วไป เพื่อชนะใจเหล่านักดื่มและค่านิยมทางสังคม มาตรฐานดังกล่าวไล่เรียงตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบมาปรุงเครื่องดื่มโดย Mixologist มืออาชีพ พร้อมนำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังของเครื่องดื่มสีสวยเหล่านั้นแบบกูรูผู้รู้จริง และยิ่งถ้าวัตถุดิบนานาชนิดนั้นมีส่วนสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นหรือดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยก็จะยิ่งเพิ่มคุณค่าและมูลค่าขึ้นอีก ตัวอย่าง Non-alcoholic Bar แนวทางนี้ในประเทศไทยมีให้เห็นที่จังหวัดเชียงใหม่ กับร้าน Intangible Bar บาร์ที่มีจุดยืนในการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลจากชุมชนเล็กๆ ทั่วประเทศ มาปรุงเป็นเครื่องดื่มตามคอนเซ็ปต์ที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะน้ำผึ้งป่าจากชุมชนปกาเกอะญอ ข้าวพื้นบ้านจากเกษตรกรรายย่อย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sober-bar/">เทรนด์ Sober Bar สเปซที่โอบรับความหลากหลาย แต่คงไว้ซึ่งเสน่ห์อย่างบาร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กระแสหนึ่งในโลก ‘นักดื่ม’ ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางช่วงระยะหลังนั้น หนีไม่พ้นการมาถึงของ ‘บาร์ไร้แอลกอฮอล์’ (Non-alcoholic Bar) หรือ &#8216;บาร์สำหรับผู้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์&#8217; (Sober Bar) ที่เกิดขึ้นอย่างชวนสังเกตในอเมริกาและหลายประเทศฝั่งยุโรป แต่ไม่ใช่เพียงเพราะการนำเสนอซึ่งสวนทางวัฒนธรรมบาร์แบบดั้งเดิมที่มักมาพร้อมแอลกอฮอล์เท่านั้นทำให้มันได้รับความสนใจ แต่รวมถึงรายละเอียดของทั้งเครื่องดื่มและคอนเซ็ปต์ของบาร์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี คำนึงถึงบริบททางสังคม วิถีชีวิตและรสนิยมของผู้คนในสังคมที่เปลี่ยนไป เรื่อยไปถึงการใส่ใจดูแลโลกอย่างแท้จริง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166011" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>‘มันไม่ใช่สถานที่สำหรับคนไม่แตะเหล้า แต่คือสถานที่สำหรับทุกๆ คน’</p>



<p>คือแก่นของบาร์ไร้แอลกอฮอล์ที่เหล่าผู้ก่อตั้งบาร์ทั่วโลกเข้าใจตรงกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรักการดื่มเหล้าเป็นชีวิตจิตใจผู้อยากพักตับสักระยะ หรือเป็นสาวๆ ที่อยากมีเดทแรกแบบไม่เมา รวมถึงกลุ่มคนวัยทำงานที่อยากหาสเปซเงียบๆ ไว้คุยงานกันแบบสติครบถ้วน และคนอีกมากมายที่อาจเพียงต้องการสถานที่บรรยากาศดีๆ คลอเสียงเพลงเบาๆ และเครื่องดื่มอร่อยๆ ในระดับเดียวกับบาร์ระดับพรีเมียมไว้เอนจอย ในข้อแม้ว่าคืนนี้พวกเขาจะไม่อยากแตะต้องแอลกอฮอล์เลยเท่านั้นเอง</p>



<p>แม้บาร์ไร้แอลกอฮอล์จะมองเผินๆ ไม่ต่างจากบาร์ทั่วไปทั้งบรรยากาศและรสชาติของเครื่องดื่ม แต่ความไม่ต่างนี้ก็เป็นจุดที่ชวนให้นักดื่มตั้งคำถามถึง ‘ความคุ้มค่า’ ของเงินที่จ่ายไปในระดับเดียวกันบาร์ค็อกเทล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่แอลกอฮอล์ถูกใช้เป็นส่วนผสมเพื่อเพิ่มราคาอาหารและเครื่องดื่มเสมอมา…มาตรฐานของบาร์ไร้แอลกอฮอล์จึงต้องเทียบเท่าหรือสูงกว่าบาร์อื่นทั่วไป เพื่อชนะใจเหล่านักดื่มและค่านิยมทางสังคม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166010" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มาตรฐานดังกล่าวไล่เรียงตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบมาปรุงเครื่องดื่มโดย Mixologist มืออาชีพ พร้อมนำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังของเครื่องดื่มสีสวยเหล่านั้นแบบกูรูผู้รู้จริง และยิ่งถ้าวัตถุดิบนานาชนิดนั้นมีส่วนสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นหรือดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยก็จะยิ่งเพิ่มคุณค่าและมูลค่าขึ้นอีก ตัวอย่าง Non-alcoholic Bar แนวทางนี้ในประเทศไทยมีให้เห็นที่จังหวัดเชียงใหม่ กับร้าน Intangible Bar บาร์ที่มีจุดยืนในการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลจากชุมชนเล็กๆ ทั่วประเทศ มาปรุงเป็นเครื่องดื่มตามคอนเซ็ปต์ที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะน้ำผึ้งป่าจากชุมชนปกาเกอะญอ ข้าวพื้นบ้านจากเกษตรกรรายย่อย หรือเครื่องเทศชั้นดีจากแดนใต้ ก็ล้วนปรากฏตัวขึ้นหน้าบาร์ได้อย่างมีสีสันและมีคุณค่าในระดับที่นักดื่มล้วนให้มูลค่าแม้จะปราศจากแอลกอฮอล์</p>



<p>นอกจากนั้น จุดขายเด่นอีกข้อของบาร์ไร้แอลกอฮอล์คือเรื่องที่มันสอดรับกับบริบทสังคมปัจจุบัน อาทิ เทรนด์การรักษาสุขภาพในกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงาน หรือการที่สังคมตะวันตกเริ่มมีความหลากหลายของเชื้อชาติมากขึ้นจากการเปิดรับผู้อพยพ บาร์ปราศจากแอลกอฮอล์จึงเป็นชอยส์ที่ตอบโจทย์ทั้งชาวมุสลิม ยิว หรือคนที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วอาจขัดกับความเชื่อส่วนตัวจนทำให้พลาดโอกาสเสพบรรยากาศดีๆ ในบาร์อย่างน่าเสียดาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-166009" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/04/non-alc-C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แม้บาร์ไร้แอลกอฮอล์จะได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนจะมีต้นทุนน้อยกว่าบาร์ทั่วไป ไม่ว่าจะการไม่ต้องเสียค่าใบอนุญาติขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างบาร์ทั่วไป หรือการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการนำเข้าเหล้าราคาแพงจากทั่วโลก แต่ความท้าทายก็มีไม่น้อยเช่นกัน เพราะโจทย์สำคัญของ Non-alcoholic Bar นั้นคือการคงมาตรฐานให้สูงทัดเทียมกับบาร์ทั่วไปและไม่ทำให้นักดื่ม ‘แคลงใจ’ กับการเข้าใช้บริการบาร์ไร้แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะสังคมตะวันตกที่มีการแปะป้ายผู้ไม่แตะแอลกอฮอล์ด้วยศัพท์เชิงลบบางอย่างที่สะท้อนความ ‘คออ่อน’ ที่อาจกีดกันคนบางกลุ่มให้ไม่กล้าเข้ามาใช้บริการ รวมถึงคาแรกเตอร์ของบาร์ที่คงเซนส์ของความเป็น ‘ผู้ใหญ่’ เอาไว้เป็นจุดขาย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่บาร์ไร้แอลกอฮอล์ส่วนมากใส่อเมริกาหรือยุโรปจะเลี่ยงการใช้คำว่า ‘ม็อคเทล’ (Mocktail) ที่มีนัยยะถึงน้ำผลไม้ผสมน้ำเชื่อมอย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่เลือกตั้งชื่อเครื่องดื่มที่สะท้อนตัววัตถุดิบหรือคาแรกเตอร์ของร้านแทน รวมถึงการที่บางร้านจำกัดอายุผู้ใช้บริการอยู่ที่ 21 ปีแม้ไม่มีแอลกอฮอล์จำหน่าย เพื่อรักษาบรรยากาศแบบผู้ใหญ่ๆ อย่างที่บาร์ระดับพรีเมียมทั่วไปพึงมี</p>



<p>กล่าวอย่างรวบรัดได้ว่า บาร์ไร้แอลกอฮอล์นั้นเกิดขึ้นเพื่อเป็นสเปซที่เป็นมิตรสำหรับทุกๆ คน ทุกๆ คนในความหมายถึงคนทุกเพศ ทุกความเชื่อ และทุกไลฟ์สไตล์ เป็นสถานที่ที่โอบรับความหลากหลายด้วยบรรยากาศและเครื่องดื่มที่รังสรรอย่างละเอียดละออ มีคุณค่าและมูลค่าในแบบของตัวเองซึ่งไม่น้อยไปกว่าบาร์ทั่วไปเลย&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sober-bar/">เทรนด์ Sober Bar สเปซที่โอบรับความหลากหลาย แต่คงไว้ซึ่งเสน่ห์อย่างบาร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การมาถึงของ Food Lab เส้นทางที่ร้านอาหารอันดับ 1 ของโลกเลือกเดิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/food-lab/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อรุณวตรี รัตนธารี]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Mar 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Dish/Watcher]]></category>
		<category><![CDATA[Food Lab]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=165216</guid>

					<description><![CDATA[<p>ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่คนในแวดวงอาหารทั่วโลกต่างให้ความสนใจ นั่นคือการประกาศปิดตัวของ Noma ร้านอาหารชื่อดังในประเทศเดนมาร์ก ร้าน Fine Dining ระดับท็อปของโลก โดยเชฟผู้ร่วมก่อตั้งร้านอย่าง René Redzepi ได้ให้เหตุผลไว้เพียงสั้นๆ ว่า เขาตั้งใจจะเปลี่ยน Noma ให้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘Food Lab’ เต็มตัว หลังผันครัวมาเป็นกึ่งห้องทดลองด้านอาหารมาตั้งแต่ปี 2004 และสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับโลกอาหารมาตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี กระทั่ง Noma กลายเป็นร้านอาหารที่ได้รับการยอมรับทั้งในแง่รสชาติและความหัวก้าวหน้า จนเป็นโมเดลที่ร้านอาหารทั่วโลกยอมรับและอยากเดินตามรอย   การปักหมุดเส้นทางใหม่ของ Noma จึงเป็นเรื่องที่คนในแวดวงอาหารจับตามอง รวมถึงตั้งคำถามว่าหรือ Food Lab จะเป็นทางเลือกทางรอดของร้านอาหารยุคถัดไป โดยเฉพาะร้านอาหารระดับพรีเมียมที่ต้นทุนสูงลิบสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจอย่างน่ากังวล วันนี้เราจึงอยากชวนมาทำความรู้จักกับโมเดล Food Lab เพื่อหาคำตอบว่าทำไมมันถึงกลายมาเป็น ‘ความหวังใหม่’ ที่อาจพาแวดวงอาหารรุดหน้าพัฒนาไกลอย่างก้าวกระโดด  โดยเบื้องต้น ความหมายของ Food Lab นั้นอาจหมายถึงห้องทดลองด้านวิทยาศาสตร์อาหารจริงจัง อย่างการวิจัยเพื่อพัฒนาเนื้อสัตว์เทียมจากพืช หรือการใช้แมลงมาเปลี่ยนเป็นอาหารแห่งโลกอนาคต แต่ในที่นี้เราอยากพูดถึง ‘Local Food Lab’ หนึ่งในประเภท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/food-lab/">การมาถึงของ Food Lab เส้นทางที่ร้านอาหารอันดับ 1 ของโลกเลือกเดิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>        ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่คนในแวดวงอาหารทั่วโลกต่างให้ความสนใจ นั่นคือการประกาศปิดตัวของ Noma ร้านอาหารชื่อดังในประเทศเดนมาร์ก ร้าน Fine Dining ระดับท็อปของโลก โดยเชฟผู้ร่วมก่อตั้งร้านอย่าง René Redzepi ได้ให้เหตุผลไว้เพียงสั้นๆ ว่า เขาตั้งใจจะเปลี่ยน Noma ให้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘Food Lab’ เต็มตัว หลังผันครัวมาเป็นกึ่งห้องทดลองด้านอาหารมาตั้งแต่ปี 2004 และสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับโลกอาหารมาตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี กระทั่ง Noma กลายเป็นร้านอาหารที่ได้รับการยอมรับทั้งในแง่รสชาติและความหัวก้าวหน้า จนเป็นโมเดลที่ร้านอาหารทั่วโลกยอมรับและอยากเดินตามรอย  </p>



<p>        การปักหมุดเส้นทางใหม่ของ Noma จึงเป็นเรื่องที่คนในแวดวงอาหารจับตามอง รวมถึงตั้งคำถามว่าหรือ Food Lab จะเป็นทางเลือกทางรอดของร้านอาหารยุคถัดไป โดยเฉพาะร้านอาหารระดับพรีเมียมที่ต้นทุนสูงลิบสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจอย่างน่ากังวล วันนี้เราจึงอยากชวนมาทำความรู้จักกับโมเดล Food Lab เพื่อหาคำตอบว่าทำไมมันถึงกลายมาเป็น ‘ความหวังใหม่’ ที่อาจพาแวดวงอาหารรุดหน้าพัฒนาไกลอย่างก้าวกระโดด </p>



<p>        โดยเบื้องต้น ความหมายของ Food Lab นั้นอาจหมายถึงห้องทดลองด้านวิทยาศาสตร์อาหารจริงจัง อย่างการวิจัยเพื่อพัฒนาเนื้อสัตว์เทียมจากพืช หรือการใช้แมลงมาเปลี่ยนเป็นอาหารแห่งโลกอนาคต แต่ในที่นี้เราอยากพูดถึง ‘Local Food Lab’ หนึ่งในประเภท Food Lab ที่มักเกิดขึ้นโดยเชฟใหญ่ในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นแข็งแรง รวมถึงมีแนวโน้มการพัฒนาอาหารท้องถิ่นจริงจัง ด้วยธรรมชาติของอาหารท้องถิ่นนั้นมักเต็มไปด้วยรายละเอียดซับซ้อนทั้งแง่รสชาติและเรื่องราว เช่นว่า ภูมิอากาศของอิตาลีตอนเหนือทำให้พืชผักท้องถิ่นแถบนั้นรสหวานกรอบเป็นพิเศษ เมื่อบวกกับวิถีการปรุงเฉพาะถิ่น อาหารของอิตาลีตอนเหนือจึงมีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร ดังนั้นการที่ร้านอาหารสักร้านหรือเชฟสักคนจะปรุงเมนูแบบคนอิตาลีตอนเหนือให้ถึงเครื่อง จึงควรเข้าใจทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญา รวมถึงรสนิยมการกินของคนละแวกนั้นด้วย แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพราะโจทย์สำคัญของร้านอาหารในยุคนี้ซับซ้อนมากกว่านั้น ด้วยคนกินอาหารท้องถิ่นต่างเรียกร้องมาตรฐานที่ขยับเส้นสูงขึ้นเรื่อยๆ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165446" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c1-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c1-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c1-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>        เหตุผลดังกล่าวทำให้ร้านอาหารที่ชูวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นจุดขายต้องศึกษารายละเอียดของอาหารท้องถิ่นแบบลงลึกจนอาจเรียกได้ว่าเป็นงานวิจัยขนาดย่อมๆ ซึ่งนั่นคือจุดตั้งต้นของหลาย Food Lab รวมถึง Noma ที่ทดลองใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการปรุงอาหารมาค้นหาศักยภาพของวัตถุดิบแถบนอร์ดิก จนเกิดแนวทางการพัฒนาระบบอาหารท้องถิ่นอันโด่งดังนาม New Nordic Cuisine อันมีหลักการว่า เน้นใช้วัตถุดิบใกล้ตัว ปรุงแต่น้อย และนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมารังสรรค์รสชาติ อาทิ การนำสูตรหมักดองสมัยรุ่นคุณตาคุณยายยังเด็กมาบวกกับหลักวิทยาศาสตร์ชั่ง ตวง วัด จนได้สูตรหมักดองใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานวัดผลได้ชัดเจนแต่ก็อุดมด้วยเสน่ห์ของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น และแน่นอนว่า อาหารหมักดองจาก Food Lab ย่อมมีมูลค่าสูงขึ้นหลายเท่า อย่างที่ René Redzepi เองก็เปิดเผยว่าจากนี้ Noma ในนาม Food Lab จะมีผลิตภัณฑ์ออกมาให้ได้เลือกซื้อกันต่อเนื่อง เรียกว่าเป็นผลงานการทดลองที่กินได้ ทั้งยังขยายตลาดคนกินอาหารท้องถิ่นให้กว้างขึ้นด้วยในอีกทาง </p>



<p>        ไม่เฉพาะ Noma ที่หันมาทำวิจัยในห้องครัว แต่ในประเทศที่เข้มข้นกับการพัฒนาระบบอาหารก็หันมาสู่แนวทางนี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นโปรเจกต์ Low Food ในเนเธอแลนด์ Food Lab ที่รวมเชฟ นักวิทยาศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อมให้เข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานด้วยกัน เพื่อพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบท้องถิ่นรวมถึงพัฒนาระบบอาหารในภาพใหญ่ที่เกื้อหนุนทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพอาหาร เรียกว่าข้อมูลจาก Food Lab แห่งนี้เป็นเหมือนคลังแสงความรู้ด้านอาหารที่เหล่าร้านอาหารในเนเธอแลนด์สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ชนิดไม่รู้จบ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c2-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>        เมื่อ Food Lab มักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมอาหารแข็งแรง บ้านเราจึงปรากฏ Food Lab ให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อร้านอาหารระดับกลางถึงระดับบนต่างพากันชูวัตถุดิบอาหารท้องถิ่นเป็นจุดขาย การลงลึกศึกษาวัตถุดิบและวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นจึงตามมาอย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้า การเปิดห้องทดลองในครัวที่โดดเด่นและได้รับความนิยมนั้นอย่างเช่น Locus NativeFood Lab จังหวัดเชียงรายของ เชฟก้อง-ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร ผู้เดินทางเสาะหาวัตถุดิบท้องถิ่นล้านนามาปรุงด้วยทักษะระดับมืออาชีพ ผสมกับหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะการหมักดอง การจัดการเนื้อสัตว์อย่างเข้าใจเรื่องชีวเคมี จนได้เป็นเมนูอาหารเหนือที่ยกระดับทั้งเรื่องรสชาติ การนำเสนอ และเรื่องราวการเดินทางของวัตถุดิบที่ช่วยชูรสขึ้นอีก </p>



<p>        หรือ Food Lab น้องใหม่ในภาคอีสานอย่าง หมาน้อย Food Lab ในการกำกับของ เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ เจ้าของร้านอาหารซาหมวยแอนด์ซันส์ จังหวัดอุดรราชธานี ที่อยากยกระดับอาหารอีสานให้มีมาตรฐานสากล ด้วยการลงลึกศึกษาวัตถุดิบท้องถิ่นในภาคอีสาน ก่อนนำวิชาการปรุงอย่างเชฟมาใช้จัดการวัตถุดิบให้แสดงศักยภาพออกมาสูงสุด และอาจสูงกว่าที่เราอาจเคยคิดว่าวัตถุดิบตามท้องไร่ปลายนาจะน่าตื่นเต้นได้ขนาดนั้น อาทิ การนำมะละกอสุกมาเปลี่ยนเป็นแสร้งว่าซอสพริก หรือการทำชีสจากฟักทองสายพันธุ์พื้นบ้าน ที่นอกจากจะทำให้รสชาติอาหารน่าสนใจ มีสตอรีชวนว้าว การเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลยังช่วยให้เกษตรกรรายย่อยมีตลาดรองรับมากขึ้น เมื่อคนกินรู้ว่าบ้านเรามีของดี อาหารพื้นถิ่นที่เคยนอกสายตาก็อาจมีราคาขึ้นมาได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-165448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c3-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c3-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/03/Foodlab-c3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>        นอกจาก Food Lab จะมีเป้าหมายเพื่อคิดค้นและพัฒนาวัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งช่วยดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างล้นเกิน และอื่นๆ ในอีกหลายมิติ อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้มันกลายเป็น ‘ความหวัง’ ของบรรดาร้านอาหารระดับพรีเมียมทั่วโลกก็คือ เพราะองค์ความรู้ด้านอาหารในระดับลึกซึ้งอันเป็นส่วนผสมจากทั้งเรื่องโภชนาการ วัฒนธรรมท้องถิ่น ทักษะการปรุง วิทยาศาสตร์การครัว เป็นองค์ความรู้ที่ ‘ขายได้’ ในโลกปัจจุบัน ขายได้ทั้งในแง่ทำให้อาหารมีมูลค่าสูงขึ้นตามความลึกซึ้งเหล่านั้น และขายได้ในแง่ ‘ข้อมูล’ ที่องค์กรด้านอาหารต่างต้องการมาครอบครอง โดยเฉพาะในชั่วโมงที่ทั่วโลกหันกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ และเรื่องการสร้างแหล่งอาหารในท้องถิ่น เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนอาหารหากเกิดวิกฤติขึ้นอีกครั้ง </p>



<p>        การผันตัวไปเป็น Food Lab เต็มตัวของ Noma และการเกิดขึ้นของบรรดา Food Lab ซึ่งกำกับดูแลโดยเชฟชื่อดังที่ผุดขึ้นทุกมุมโลก จึงเป็นตัวการันตีที่ชี้ให้เราเห็นว่าทิศทางของวงการอาหารกำลังมุ่งหน้าสู่ ‘ความเรียบแต่ไม่ง่าย’ ที่กลายเป็นโจทย์ให้ร้านอาหารต้องวิ่งหาคำตอบผ่านการทดลองในห้องครัวกันอย่างสุดตัวอยู่ทุกวันนี้ </p>



<p>อ้างอิง: </p>



<p><a href="https://www.lowfood.nl/lowfoodlab">https://www.lowfood.nl/lowfoodlab</a></p>



<p><a href="https://noma.dk/">https://noma.dk/</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/food/2023/jan/13/danish-restaurant-noma-makes-way-for-food-lab">https://www.theguardian.com/food/2023/jan/13/danish-restaurant-noma-makes-way-for-food-lab</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/food-lab/">การมาถึงของ Food Lab เส้นทางที่ร้านอาหารอันดับ 1 ของโลกเลือกเดิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทบาทของ Food Bank ที่เปลี่ยนไป ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/food-bank/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อรุณวตรี รัตนธารี]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Jan 2023 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Dish/Watcher]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[Food Bank]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=164511</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในเครื่องมือการพัฒนาระบบอาหารที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมานับร้อยปี หนีไม่พ้นการสร้างธนาคารอาหาร หรือ Food Bank ที่โดยพื้นฐานแล้วคือการรวบรวมอาหารส่วนเกินจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะร้านอาหาร โรงแรม ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือการบริจาคโดยปัจเจก มาบริหารจัดการที่ส่วนกลางและกระจายอาหารที่ยังคุณภาพดีไปยังผู้ต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่คือคนจนเมือง กลุ่มคนเปราะบางอย่างคนชรา เด็กกำพร้า หรือผู้พิการ เพื่อช่วยเยียวยาหรือพยุงให้พวกเขาเหล่านั้นผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุด เพราะตัวเลขขยะอาหารกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตต่อปี นั้นสะท้อนชัดว่าการจัดการระบบอาหารให้มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจและแก้ไขอย่างเร่งด่วน&#160; โดยเฉพาะตลอดช่วงวิกฤตโควิด-19 โมเดลธนาคารอาหารทั่วโลกยิ่งถูกให้ความสำคัญทวีคูณ จากทั้งจำนวนกลุ่มคนเปราะบางที่เพิ่มมากขึ้นกะทันหัน รวมถึงการที่ห่วงโซ่การผลิตอาหารถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากโรคระบาด สงคราม และภาวะเศรษฐกิจถดถอย จนทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ยิ่งทำให้ธนาคารอาหารกลายเป็นโอเอซิสที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมต้องเข้ามาร่วมมือกันพัฒนา ในบ้านเราเองกับโครงการ BKK Food Bank ที่กรุงเทพมหานคร เพิ่งลงนามความร่วมมือพัฒนาโครงการต้นแบบธนาคารอาหารไปเมื่อธันวาคมที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำว่าโมเดลธนาคารอาหารไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว และกำลังจะเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทโลกปัจจุบัน&#160; อย่างในประเทศอังกฤษเอง ธนาคารอาหารอย่าง Broke not Broken ได้เปิดเผยสถานการณ์ระบบอาหารของเมืองผู้ดีไว้อย่างชวนให้กังวลใจ ด้วยเมื่อเทียบกับยุคก่อนโควิด-19 ธนาคารอาหารอาจมีความสำคัญกับกลุ่มคนตกงานกะทันหัน คนไร้บ้าน หรือคนจนเมืองเท่านั้น แต่ปัจจุบันธนาคารอาหารมีความสำคัญกับแม้กระทั่งคนที่มีงานประจำทำหรือนักเรียนนักศึกษา “ถึงเขาเหล่านั้นจะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้เหล่านั้นเพิ่มขึ้นไม่ทันกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงไม่หยุด” Louise Scott อาสาสมัครจาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/food-bank/">บทบาทของ Food Bank ที่เปลี่ยนไป ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หนึ่งในเครื่องมือการพัฒนาระบบอาหารที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมานับร้อยปี หนีไม่พ้นการสร้างธนาคารอาหาร หรือ Food Bank ที่โดยพื้นฐานแล้วคือการรวบรวมอาหารส่วนเกินจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะร้านอาหาร โรงแรม ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือการบริจาคโดยปัจเจก มาบริหารจัดการที่ส่วนกลางและกระจายอาหารที่ยังคุณภาพดีไปยังผู้ต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่คือคนจนเมือง กลุ่มคนเปราะบางอย่างคนชรา เด็กกำพร้า หรือผู้พิการ เพื่อช่วยเยียวยาหรือพยุงให้พวกเขาเหล่านั้นผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุด เพราะตัวเลขขยะอาหารกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตต่อปี นั้นสะท้อนชัดว่าการจัดการระบบอาหารให้มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจและแก้ไขอย่างเร่งด่วน&nbsp;</p>



<p>โดยเฉพาะตลอดช่วงวิกฤตโควิด-19 โมเดลธนาคารอาหารทั่วโลกยิ่งถูกให้ความสำคัญทวีคูณ จากทั้งจำนวนกลุ่มคนเปราะบางที่เพิ่มมากขึ้นกะทันหัน รวมถึงการที่ห่วงโซ่การผลิตอาหารถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากโรคระบาด สงคราม และภาวะเศรษฐกิจถดถอย จนทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ยิ่งทำให้ธนาคารอาหารกลายเป็นโอเอซิสที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมต้องเข้ามาร่วมมือกันพัฒนา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="937" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-01-1024x937.jpg" alt="" class="wp-image-164519" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-01-1024x937.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-01-300x275.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-01-768x703.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-01-1536x1406.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-01-600x549.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-01.jpg 1821w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในบ้านเราเองกับโครงการ BKK Food Bank ที่กรุงเทพมหานคร เพิ่งลงนามความร่วมมือพัฒนาโครงการต้นแบบธนาคารอาหารไปเมื่อธันวาคมที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำว่าโมเดลธนาคารอาหารไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว และกำลังจะเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทโลกปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>อย่างในประเทศอังกฤษเอง ธนาคารอาหารอย่าง Broke not Broken ได้เปิดเผยสถานการณ์ระบบอาหารของเมืองผู้ดีไว้อย่างชวนให้กังวลใจ ด้วยเมื่อเทียบกับยุคก่อนโควิด-19 ธนาคารอาหารอาจมีความสำคัญกับกลุ่มคนตกงานกะทันหัน คนไร้บ้าน หรือคนจนเมืองเท่านั้น แต่ปัจจุบันธนาคารอาหารมีความสำคัญกับแม้กระทั่งคนที่มีงานประจำทำหรือนักเรียนนักศึกษา “ถึงเขาเหล่านั้นจะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้เหล่านั้นเพิ่มขึ้นไม่ทันกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงไม่หยุด” Louise Scott อาสาสมัครจาก Broke not Broken ย้ำ&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าราคาแก๊สที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวของหลายประเทศในยุโรปเพราะผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความหิวโหยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนนักพัฒนาระบบอาหารต้องกุมขมับ แต่ในมรสุมก็ยังคงมีความหวัง เพราะปัจจุบันการพัฒนาโมเดลธนาคารอาหารนั้นรุดหน้าไปไกล ทั้งยังไม่ใช่เพียงการพัฒนาระบบแต่รวมถึงการเติมความคิดสร้างสรรค์และความใส่ใจลงไปในการสร้างธนาคารอาหารอย่างมีศิลปะด้วย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-164521" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ความก้าวหน้าของธนาคารอาหารนั้นมักปรากฏให้เห็นในพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับระบบอาหารและสิทธิประชาชนมานาน หนึ่งในเคสน่าสนใจคือ ‘the food markets’ โมเดลธนาคารอาหารของเกาหลีใต้ ที่ออกแบบธนาคารอาหารให้อยู่ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งกระจายตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ โดยรัฐจะแจกบัตรสำหรับใช้แลกอาหารซึ่งมีจำนวนเครดิตที่สอดคล้องกับระดับรายได้และจำนวนสมาชิกในครอบครัวของผู้ถือบัตร และมอบสิทธิให้ผู้ถือบัตรนำมาเลือกอาหารใน the food markets ได้อย่างอิสระ ซึ่งแน่นอนว่าอาหารที่เรียงรายอยู่ในนั้นล้วนมีต้นทางมาจากอาหารเหลือคุณภาพดีที่รัฐและภาคประชาสังคมนำมาบริหารจัดการและบรรจุไว้ </p>



<p>ข้อดีของโมเดลธนาคารอาหารรูปแบบนี้นั้น นอกจากกลุ่มผู้เปราะบางสามารถเลือกอาหารตามความต้องการของตัวเองได้อย่างแท้จริง ยังช่วยลดขั้นตอนการบริหารจัดการในการแจกจ่ายอาหารซึ่งปกติยุ่งยากซับซ้อน แถมบางครั้งอาหารเหล่านั้นยังไม่ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของคนรับอีกด้วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือคนป่วยที่มักมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ การแจกจ่ายอาหารด้วยวิธีเดิมๆ จึงอาจตอบโจทย์ไม่ครอบคลุมคนทุกกลุ่มในสังคม&nbsp;</p>



<p>อีกหนึ่งโมเดลธนาคารอาหารที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ไม่ไกลจากบ้านเรา นั่นคือโปรเจกต์ The Bank Card Programme ในประเทศสิงคโปร์ ที่ภาครัฐจับมือกับภาคประชาสังคมจับมือกันรับอาหารเหลือคุณภาพดีจากหน่วยต่างๆ มาบริหารจัดการ และนำมาบรรจุไว้ใน ‘ตู้กดอาหาร’ ที่กระจายอยู่ทุกมุมเมือง โดยกลุ่มคนเปราะบางหรือผู้ต้องการอาหารอย่างฉุกเฉินจะได้รับบัตรที่บรรจุเครดิตสำหรับกดรับอาหารในตู้ดังกล่าวได้ตามต้องการ ที่สำคัญคือสามารถกดรับอาหารได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดต้นทุนการจัดการลงได้มหาศาล ทั้งยังทำให้ผู้คนเข้าถึงอาหารได้สะดวกและได้รับอาหารตรงกับความต้องการที่แท้จริงมากขึ้นด้วย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-164520" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/01/dish-watcher_foob-bank_Content-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หรือจะมองไกลขึ้นอีกหน่อย กับการพัฒนาธนาคารอาหารในอิสราเอลที่นอกจากจะคำนึงถึงระดับฐานะทางเศรษฐกิจแล้ว ยังคิดถึงรูปแบบการกินทางศาสนาที่บางครั้งสำคัญไม่น้อยกว่ากัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความแตกต่างหลากหลายด้านศาสนาสูง และมีข้อบังคับทางศาสนาที่บังคับใช้เข้มข้นอย่างอิสราเอล โดยโมเดลธนาคารอาหารนี้มีชื่อว่า <a href="https://www.leket.org/en/">Leket Israel</a> ที่นอกจากจะนำอาหารเหลือคุณภาพดีมาบริหารจัดการและกระจายสู่คนเปราะบางต่อ ยังคิดค้นรูปแบบการกระจายอาหารผ่าน ‘ซุปผัก’ ที่คัดสรรวัตถุดิบที่ตรงตามหลักการทางศาสนาทั้งยูดาห์ อิสลาม หรือคริสต์ มาปรุงและฟรีซเป็นถุงพร้อมทาน ส่งตรงถึงมือคนชราหรือคนป่วยที่ไม่สามารถทำอาหารกินเองได้ โดยซุปดังกล่าวสามารถเก็บไว้ได้นานร่วมเดือนและง่ายต่อการนำมาอุ่นกิน ไม่ต้องมีขั้นตอนการปรุงซับซ้อน สำคัญคือเป็นอาหารที่ตรงตามหลักศาสนาซึ่งเป็นปัจจัยที่ประชากรส่วนใหญ่ในอิสราเอลยึดถือ จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะกล่าวว่า ในโลกที่กำลังปั่นป่วนจนความอดอยากหิวโหยเพิ่มจำนวนอย่างน่ากังวล โมเดลธนาคารอาหารนั้นเป็นหนึ่งในเครื่องมือทรงประสิทธิภาพที่ทั้งรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมทั่วโลกให้ความสนใจ </p>



<p>แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าการแก้ปัญหาเรื่องความอดอยากหิวโหย คือธนาคารอาหารในหลายประเทศกำลังเดินหน้าเพื่อตอบโจทย์รายละเอียดของวิถีชีวิตที่หลากหลาย อันขึ้นอยู่กับทั้งเรื่องอายุ พื้นที่การทำงานที่เปลี่ยนไป ความเชื่อทางศาสนา​ สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ด้วยนักพัฒนาระบบอาหารต่างรู้ดีว่า อาหารนั้นไม่เพียงเป็นเรื่องของปากท้อง ทว่าเชื่อมโยงกับ ‘ความมั่นคง’ ของทั้งระดับปัจเจก ครอบครัว และสังคม</p>



<p>&gt;อ้างอิง: </p>



<p><a href="https://greenly.earth/en-us/blog/ecology-news/global-food-waste-in-2022">https://greenly.earth/en-us/blog/ecology-news/global-food-waste-in-2022</a></p>



<p><a href="https://brokenotbroken.org">https://brokenotbroken.org</a></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-wp-embed is-provider-the-food-bank-singapore wp-block-embed-the-food-bank-singapore"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="zijBxAaY9r"><a href="https://foodbank.sg/">Home</a></blockquote><iframe loading="lazy" class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;Home&#8221; &#8212; The Food Bank Singapore" src="https://foodbank.sg/embed/#?secret=zijBxAaY9r" data-secret="zijBxAaY9r" width="500" height="282" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe>
</div></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/food-bank/">บทบาทของ Food Bank ที่เปลี่ยนไป ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ความขลัง’ ของมิชลินไกด์ในยุคที่ใครๆ ก็ตั้งคำถามต่อระบบดวงดาว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/michelin-star/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อรุณวตรี รัตนธารี]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Dec 2022 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Dish/Watcher]]></category>
		<category><![CDATA[Michelin Star]]></category>
		<category><![CDATA[Michelin Green Star]]></category>
		<category><![CDATA[dish watcher]]></category>
		<category><![CDATA[Michelin Guide]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=163500</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ดวงดาว’ ในวงการร้านอาหารเป็นสิ่งที่ถูกถกเถียงและตั้งคำถามมานับร้อยปี ดวงดาวที่หมายถึงระบบการให้คะแนนความดีงามของร้านอาหารในหลายๆ ด้าน ซึ่งจุดเริ่มต้นของการให้เรทติ้งร้านอาหารเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมและธุรกิจสิ่งพิมพ์เฟื่องฟูช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนแพร่ความนิยมจนเกิด ‘สถาบัน’ การให้คะแนนร้านอาหารตามมาหลายต่อหลายเจ้า และสถาบันหนึ่งที่อยู่ยั้งยืนยงมาถึงทุกวันนี้ย่อมหนีไม่พ้น ‘มิชลิน’ หรือ ‘มิชลินสตาร์’ สมุดไกด์บุ๊กสำหรับนักชิมเล่มสีแดงสะดุดตา ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1926 ณ ประเทศฝรั่งเศส ด้วยแนวคิดส่งเสริมการตลาดของ 2 พี่น้องผู้ก่อตั้งบริษัทยางรถยนต์มิชลินอย่างอองเดรและเอดูอาร์ที่ใช้ร้านอาหารแสนอร่อยที่แฝงตัวอยู่ตามเส้นทางต่างๆ มาเป็นแรงจูงใจให้ผู้คนอยากสตาร์ทรถออกเดินทาง แผนการตลาดครั้งนั้นประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม มิชลินกลายเป็นสถาบันตัดสินความดีงามของร้านอาหารที่โด่งดังไม่เพียงแค่ในฝรั่งเศส ทว่าขยายความนิยมไปทั่วยุโรป ก่อนจะข้ามฝั่งมายังอเมริกา และแน่นอนว่าอย่างที่เรารู้กันดี ตลอดสิบกว่าปีมานี้มิชลินได้ขยายอิทธิพลมาสู่แวดวงอาหารฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะในประเทศที่มีวัฒนธรรมอาหารเข้มข้นหรือประเทศที่เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมร้านอาหารอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทยของเราที่มิชลินเข้ามาแจกดาวครั้งแรกตั้งแต่ปี 2018 จนมาถึงครั้งล่าสุดที่เพิ่งมีการมอบดาวกันไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และชวนให้กลับมามองดวงดาวเหล่านี้กันอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ร้านอาหารทั่วโลกกำลังหาทางเดินหน้าให้สอดคล้องกับค่านิยมและพฤติกรรมนักชิมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&#160; (1) ทั้งนี้ทั้งนั้น เราอยากชวนมาทำความรู้จักระบบการให้ดาวของมิชลินอย่างลงลึกกันสักนิด เพราะแท้จริงแล้วมาตรฐานของมิชลินนั้นไม่ได้ผูกโยงกับ ‘ความอร่อย’ อย่างที่หลายคนเข้าใจ ทว่าขึ้นอยู่กับหลักการพื้นฐานที่ร้านอาหารดีๆ ควรมี อาทิ การคัดสรรวัตถุดิบ ความคิดสร้างสรรค์หรือเทคนิคการปรุง บรรยากาศ และการบริการ ส่วนเรื่องรสชาตินั้นน้อยมากที่มิชลินจะลงความเห็นอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะรู้ดีว่าความอร่อยนั้นเป็นเรื่องรสนิยมปัจเจกซึ่งละเอียดอ่อนและไม่ควรแตะต้องหากไม่อยากเกิดดราม่า มากไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้มิชลินกลายเป็นสถาบันที่ได้รับความน่าเชื่อถือมายาวนาน คือ ทีมนักชิมหรือที่เรียกกันว่า ‘ผู้ตรวจสอบ’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/michelin-star/">‘ความขลัง’ ของมิชลินไกด์ในยุคที่ใครๆ ก็ตั้งคำถามต่อระบบดวงดาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘ดวงดาว’ ในวงการร้านอาหารเป็นสิ่งที่ถูกถกเถียงและตั้งคำถามมานับร้อยปี</p>



<p>ดวงดาวที่หมายถึงระบบการให้คะแนนความดีงามของร้านอาหารในหลายๆ ด้าน ซึ่งจุดเริ่มต้นของการให้เรทติ้งร้านอาหารเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมและธุรกิจสิ่งพิมพ์เฟื่องฟูช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนแพร่ความนิยมจนเกิด ‘สถาบัน’ การให้คะแนนร้านอาหารตามมาหลายต่อหลายเจ้า และสถาบันหนึ่งที่อยู่ยั้งยืนยงมาถึงทุกวันนี้ย่อมหนีไม่พ้น ‘มิชลิน’ หรือ ‘มิชลินสตาร์’ สมุดไกด์บุ๊กสำหรับนักชิมเล่มสีแดงสะดุดตา ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1926 ณ ประเทศฝรั่งเศส ด้วยแนวคิดส่งเสริมการตลาดของ 2 พี่น้องผู้ก่อตั้งบริษัทยางรถยนต์มิชลินอย่างอองเดรและเอดูอาร์ที่ใช้ร้านอาหารแสนอร่อยที่แฝงตัวอยู่ตามเส้นทางต่างๆ มาเป็นแรงจูงใจให้ผู้คนอยากสตาร์ทรถออกเดินทาง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แผนการตลาดครั้งนั้นประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม มิชลินกลายเป็นสถาบันตัดสินความดีงามของร้านอาหารที่โด่งดังไม่เพียงแค่ในฝรั่งเศส ทว่าขยายความนิยมไปทั่วยุโรป ก่อนจะข้ามฝั่งมายังอเมริกา และแน่นอนว่าอย่างที่เรารู้กันดี ตลอดสิบกว่าปีมานี้มิชลินได้ขยายอิทธิพลมาสู่แวดวงอาหารฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะในประเทศที่มีวัฒนธรรมอาหารเข้มข้นหรือประเทศที่เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมร้านอาหารอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทยของเราที่มิชลินเข้ามาแจกดาวครั้งแรกตั้งแต่ปี 2018 จนมาถึงครั้งล่าสุดที่เพิ่งมีการมอบดาวกันไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และชวนให้กลับมามองดวงดาวเหล่านี้กันอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ร้านอาหารทั่วโลกกำลังหาทางเดินหน้าให้สอดคล้องกับค่านิยมและพฤติกรรมนักชิมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">(1)</h3>



<p>ทั้งนี้ทั้งนั้น เราอยากชวนมาทำความรู้จักระบบการให้ดาวของมิชลินอย่างลงลึกกันสักนิด เพราะแท้จริงแล้วมาตรฐานของมิชลินนั้นไม่ได้ผูกโยงกับ ‘ความอร่อย’ อย่างที่หลายคนเข้าใจ ทว่าขึ้นอยู่กับหลักการพื้นฐานที่ร้านอาหารดีๆ ควรมี อาทิ การคัดสรรวัตถุดิบ ความคิดสร้างสรรค์หรือเทคนิคการปรุง บรรยากาศ และการบริการ ส่วนเรื่องรสชาตินั้นน้อยมากที่มิชลินจะลงความเห็นอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะรู้ดีว่าความอร่อยนั้นเป็นเรื่องรสนิยมปัจเจกซึ่งละเอียดอ่อนและไม่ควรแตะต้องหากไม่อยากเกิดดราม่า มากไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้มิชลินกลายเป็นสถาบันที่ได้รับความน่าเชื่อถือมายาวนาน คือ ทีมนักชิมหรือที่เรียกกันว่า ‘ผู้ตรวจสอบ’ (Inspector) ซึ่งถูกปกปิดชื่อเสียงเรียงนามเป็นความลับในระดับแม้แต่ผู้บริหารมิชลินเองก็ไม่รู้ โดยผู้ตรวจสอบเหล่านี้จะเข้าใช้บริการร้านอาหารไม่ต่างจากลูกค้าท่านหนึ่งพร้อมชำระบิลเองเพื่อคงมาตรฐานในการให้คะแนนอย่างตรงไปตรงมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163513" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ทว่าในอีกมุม ระบบประเมินผลโดยทีมนักชิมนิรนามก็เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของมิชลินไกด์ด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะในประเทศฝั่งเอเชียที่ตั้งคำถามหนักหน่วงถึงรสนิยมของผู้ตรวจสอบที่ส่วนมากเป็นชาวตะวันตก ว่าจะเที่ยงตรงหรือไม่ในการตัดสินว่าร้านอาหารเอเชียร้านไหนดีอย่างไร และแม้มิชลินไกด์จะออกมาชี้แจงว่าทีมผู้ตรวจสอบในแต่ละประเทศนั้นมีนักชิมท้องถิ่นรวมอยู่ด้วยเสมอ แต่นั่นก็เป็นเรื่องพิสูจน์ได้ยากเมื่อนักชิมมิชลินทุกคนล้วนเป็นบุคคลนิรนาม ยังไม่รวมการตั้งคำถามถึงสปอนเซอร์ในการจัดพิมพ์มิชลินไกด์ที่มักเป็นทุนใหญ่และมีเอี่ยวในการลงทุนในอุตสาหกรรมร้านอาหารในแต่ละประเทศไม่มากก็น้อย ว่าจะส่งอิทธิพลให้มาตรฐานการประเมินดาวมิชลินนั้นสั่นคลอนหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะในวันที่มิชลินไกด์มีคู่แข่งเกิดขึ้นมากมายเช่นทุกวันนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">(2)</h3>



<p>‘ความขลัง’ ของมิชลินไกด์ในยุคโซเชียลมีเดียจึงเป็นเรื่องที่กำลังถูกท้าทาย</p>



<p>สถาบันการให้รางวัลร้านอาหารที่เกิดขึ้นและได้รับความนิยมนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุ้นหูนักชิมระดับสากลหน่อยก็เช่น The World’s 50 best หรืออย่างที่คนไทยคุ้นเคยก็เช่น Wongnai’s Choice ยังไม่นับเหล่า Vloger หรือ Food Blogger จำนวนมหาศาลที่นอกจากจะให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเพื่อนแนะนำร้านอาหารให้เพื่อน ซึ่งทำให้คนดูคล้อยตามแบบไม่ต้องอาศัยความขลัง ยังใช้ต้นทุนในการออกสำรวจร้านอาหารและสื่อสารสู่วงกว้างน้อยกว่าการสร้างทีมนักชิมนิรนามและจัดพิมพ์คู่มือนักชิมเล่มหนา การมาถึงของยุค Food Blogger จึงเป็นเรื่องที่คนในแวดวงร้านอาหารทั่วโลกจับตามองตลอดทั้งทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมตั้งคำถามใหญ่ๆ หลายคำถามต่อมาตรวัดที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งเรื่องที่นักชิมส่วนมากมักตัดสินร้านอาหารด้วยมาตรฐานรสชาติที่ถูกปาก รวมถึงการให้ ‘ดาว’ ซึ่งทำได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วคลิก อย่างที่เรามักเห็นร้านอาหารดังๆ หลายร้านต้องกุมขมับเพียงเพราะนักรีวิวอาหารกดให้ดาวต่ำเตี้ยในเพจเฟซบุ๊กของร้าน มากกว่านั้น ระบบการให้ดาวยังเป็นมาตรวัดที่สถาบันนักชิมรุ่นใหม่ๆ ลดความสำคัญลงอย่างต่อเนื่อง เช่นที่ Eater เว็บไซต์อาหารชื่อดังฝั่งอเมริกาปลดการให้ดาวร้านอาหารออกจากเว็บไซต์เมื่อปี 2021 รวมถึง The San Francisco Chronicle ที่เอาระบบการให้ดาวออกตั้งแต่ 2 ปีก่อน และหันไปใช้การรีวิวแบบลงรายละเอียดผ่านบทความหรือคลิปวิดีโอเป็นหลัก เรียกว่านับวันระบบการให้เรทติ้งร้านอาหารก็มักถูกตั้งคำถามว่าดีต่อร้านอาหารเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ร้านอาหารทั่วโลกกำลังระส่ำระสายและต้องปรับตัวกันยกใหญ่ การใช้มาตรวัดเดิมๆ เพื่อประเมินความดีงามของร้านอาหารจึงน่าจะเป็นเรื่องที่เราต้องกลับมาทบทวนกันใหม่อีกครั้ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-163514" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/12/dish-watcher_มิชลินไกด์_Content-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นักเขียนด้านอาหาร Corey Mintz กล่าวไว้ผ่านพอดแคสต์ของสถานีโทรทัศน์ CBC News ประเทศแคนาดา ถึงประเด็นระบบการให้ดาวของสถาบันรีวิวอาหารไว้อย่างน่าสนใจ เขากล่าวว่า ‘มาตรวัดในการตัดสินร้านอาหารแบบเดิมนั้นอาจเรียกว่าล้าสมัย’ เพราะเกณฑ์การตัดสินเหล่านั้นมักไม่นับรวมเรื่องสวัสดิการและสวัสดิภาพของแรงงานในแวดวงร้านอาหารสักเท่าไหร่ และยิ่งร้านอาหารต้องพยายามคว้าดาวกันหนักมากแค่ไหน ภาระงานของแรงงานในครัวยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น ยังไม่นับรวมมิติสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในการเลือกใช้วัตถุดิบและนำเสนอบริการที่มักถูกมองข้ามในการใช้เป็นมาตรวัดความดีงามตลอดระยะเวลาร่วมศตวรรษที่ผ่านมา</p>



<p>ความเห็นในทิศทางนี้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา และน่าจะเสียงดังพอจะทำให้สถาบันรีวิวอาหารระดับท็อปอย่างมิชลินต้องหยุดฟัง เพราะปีล่าสุดมิชลินได้เพิ่มรางวัล Michelin Green Star หรือ ‘ดาวมิชลินรักษ์โลก’ ที่จะมอบให้กับร้านอาหารซึ่งดำเนินกิจการบนหลักความยั่งยืน อาทิ เลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล มีระบบจัดการอาหารเหลือที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเรื่องสิทธิแรงงานก็ถูกหยิบมาพูดถึงด้วยเหมือนกัน</p>



<p>มาถึงตรงนี้อาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในแวดวงร้านอาหารทั่วโลก ณ ปัจจุบัน อาจไม่ใช่เพียงเรื่องเทรนด์ร้านอาหารหรือรสนิยมนักชิม แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลึกถึงระดับระบบคุณค่าของผู้คนในสังคม… และแน่นอนว่า หากระบบการตัดสินร้านอาหารนั้นสวนทางกับความคิดของคนส่วนใหญ่ ดาวที่เคยส่องประกายก็อาจถูกหรี่แสงลงได้ในสักวัน</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>อ้างอิง:</p>



<p>(Podcast)</p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://www.cbc.ca/radio/frontburner/controversial-michelin-guide-comes-to-canada-1.6454382">https://www.cbc.ca/radio/frontburner/controversial-michelin-guide-comes-to-canada-1.6454382</a></li></ul>



<p>(Website)</p>



<ul class="wp-block-list"><li><a href="https://guide.michelin.com/th/en/article/features/a-chat-with-a-michelin-guide-inspector">https://guide.michelin.com/th/en/article/features/a-chat-with-a-michelin-guide-inspector</a></li><li><a href="https://www.forbes.com/sites/karlaalindahao/2019/10/23/the-secret-life-of-an-anonymous-michelin-restaurant-inspector-2019/?sh=4f5b779035c9">https://www.forbes.com/sites/karlaalindahao/2019/10/23/the-secret-life-of-an-anonymous-michelin-restaurant-inspector-2019/?sh=4f5b779035c9</a></li><li><a href="https://www.wired.co.uk/article/michelin-stars-greenwashing">https://www.wired.co.uk/article/michelin-stars-greenwashing</a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/michelin-star/">‘ความขลัง’ ของมิชลินไกด์ในยุคที่ใครๆ ก็ตั้งคำถามต่อระบบดวงดาว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความหรูหราในความหมายใหม่ กับร้านอาหารแบบ Fine-casual Restaurant</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dish-watcher-fine-casual-restaurant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อรุณวตรี รัตนธารี]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Nov 2022 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Dish/Watcher]]></category>
		<category><![CDATA[Food]]></category>
		<category><![CDATA[dish watcher]]></category>
		<category><![CDATA[fine-casual dining]]></category>
		<category><![CDATA[Shake Shack]]></category>
		<category><![CDATA[fast-casual]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านนวล]]></category>
		<category><![CDATA[ซาวอุบล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=162180</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชั่วโมงนี้การขับเคี่ยวของร้านอาหารทั่วโลกกำลังกลับมาเปิดเวทีอีกครั้ง หลังวงการอาหารทั่วโลกต้องเจอกับภาวะชะงักงันเพราะวิกฤตโรคระบาด ที่ทำให้ร้านอาหารจำนวนมหาศาลต้องล้มหายตายจาก ไม่ว่าจะร้านเก่าแก่อายุนับร้อยปี หรือร้านรุ่นใหม่ที่เคยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ต่างก็ต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ และเมื่อพายุเริ่มอ่อนแรง แสงสว่างก็เริ่มฉายให้เห็น เราจึงได้เห็นคนในวงการอาหารงัดเอาเครื่องมือกู้ชีพออกมาใช้กันคึกคัก และหนึ่งในเครื่องมือที่น่าสนใจก็คือคอนเซปต์ของร้านอาหารแบบต่างๆ ที่ต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและบริบทสังคม อาทิ คอนเซปต์ร้านอาหาร ‘Fine-casual Dining’ หรือร้านแบบ ‘หรูหราแต่สบายตัว’ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นไอเดียในแวดวงเล็กๆ ของกลุ่มร้านอาหารอเมริกัน ที่ปัจจุบันกลายเป็นแนวทางที่ร้านอาหารในหลายเมืองใหญ่เลือกเดิน ก่อนจะขยายความความหมายของร้านอาหารแบบ Fine-casual เราขอย้อนกลับไปยังต้นทางการเกิดขึ้นของรูปแบบร้านอาหารชนิดต่างๆ สักนิด โดยเฉพาะร้านอาหารแบบ Fast-casual ที่เป็นเหมือนหัวเชื้อของร้านอาหารแบบ Fine-casual ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2004 และทำให้มุมมองต่อร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดซึ่งอาจเรียกว่าเป็นอาหารประจำชาติอเมริกัน เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล—โดยร้านอาหารแบบดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากแบรนด์เบอร์เกอร์อย่าง Shake Shack ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการในการทำอาหารฟาสต์ฟู้ดเสียใหม่ ด้วยแนวคิดว่าอาหารซื้อสะดวก กินง่าย ราคาถูก ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารขยะเสมอไป เราสามารถเลือกวัตถุดิบดีๆ ที่ผลิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคนกิน มาทำเป็นเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ หรือมิลค์เชก ก็ได้เหมือนกัน และถ้าทำให้ดี เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมือง และสื่อสารอย่างจริงใจ กำไรย่อมคุ้มค่าเมื่อลูกค้าเกิดความเชื่อใจ แน่นอนว่า Shake Shack ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม และทำให้เกิดการตั้งคำถามกับหลายแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดว่าในเมื่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dish-watcher-fine-casual-restaurant/">ความหรูหราในความหมายใหม่ กับร้านอาหารแบบ Fine-casual Restaurant</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ชั่วโมงนี้การขับเคี่ยวของร้านอาหารทั่วโลกกำลังกลับมาเปิดเวทีอีกครั้ง</p>



<p>หลังวงการอาหารทั่วโลกต้องเจอกับภาวะชะงักงันเพราะวิกฤตโรคระบาด ที่ทำให้ร้านอาหารจำนวนมหาศาลต้องล้มหายตายจาก ไม่ว่าจะร้านเก่าแก่อายุนับร้อยปี หรือร้านรุ่นใหม่ที่เคยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ต่างก็ต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ และเมื่อพายุเริ่มอ่อนแรง แสงสว่างก็เริ่มฉายให้เห็น เราจึงได้เห็นคนในวงการอาหารงัดเอาเครื่องมือกู้ชีพออกมาใช้กันคึกคัก และหนึ่งในเครื่องมือที่น่าสนใจก็คือคอนเซปต์ของร้านอาหารแบบต่างๆ ที่ต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและบริบทสังคม อาทิ คอนเซปต์ร้านอาหาร ‘Fine-casual Dining’ หรือร้านแบบ ‘หรูหราแต่สบายตัว’ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นไอเดียในแวดวงเล็กๆ ของกลุ่มร้านอาหารอเมริกัน ที่ปัจจุบันกลายเป็นแนวทางที่ร้านอาหารในหลายเมืองใหญ่เลือกเดิน</p>



<p>ก่อนจะขยายความความหมายของร้านอาหารแบบ Fine-casual เราขอย้อนกลับไปยังต้นทางการเกิดขึ้นของรูปแบบร้านอาหารชนิดต่างๆ สักนิด โดยเฉพาะร้านอาหารแบบ Fast-casual ที่เป็นเหมือนหัวเชื้อของร้านอาหารแบบ Fine-casual ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2004 และทำให้มุมมองต่อร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดซึ่งอาจเรียกว่าเป็นอาหารประจำชาติอเมริกัน เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล—โดยร้านอาหารแบบดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากแบรนด์เบอร์เกอร์อย่าง Shake Shack ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการในการทำอาหารฟาสต์ฟู้ดเสียใหม่ ด้วยแนวคิดว่าอาหารซื้อสะดวก กินง่าย ราคาถูก ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารขยะเสมอไป เราสามารถเลือกวัตถุดิบดีๆ ที่ผลิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคนกิน มาทำเป็นเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ หรือมิลค์เชก ก็ได้เหมือนกัน และถ้าทำให้ดี เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมือง และสื่อสารอย่างจริงใจ กำไรย่อมคุ้มค่าเมื่อลูกค้าเกิดความเชื่อใจ</p>



<p>แน่นอนว่า Shake Shack ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม และทำให้เกิดการตั้งคำถามกับหลายแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดว่าในเมื่อ ‘ทำให้ดีก็ทำได้’ แล้วทำไมอาหารฟาสต์ฟู้ดถึงเป็นภัยต่อสุขภาพมาหลายสิบปี มากกว่านั้น ความสำเร็จของร้านอาหารแบบ Fast-casual ยังทำให้เกิดการต่อยอดปรับปรุงคอนเซปต์ร้านอาหารรูปแบบต่างๆ ให้เฟรนด์ลี่กับคนกินมากกว่าเดิม ตามแนวโน้มของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการพิธีรีตองในร้านอาหารมากนัก แต่ยังต้องการอาหารคุณภาพพรีเมียมและบริการสุดประทับใจแบบที่พบได้ในร้านอาหารชั้นนำ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวิกฤตโรคระบาดมาเยือน และทำให้ไลฟ์สไตล์ของคนเมือง โดยเฉพาะคนวัยทำงานเรียบง่ายมากขึ้น จากการใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้านและคุ้นชินกับการสั่งอาหารจากร้านชื่อดังมากินกับครอบครัว และเริ่มรู้สึกว่าการแต่งตัวสบายๆ อยู่ในบรรยากาศผ่อนคลายกับคนสนิทยิ่งทำให้อาหารอร่อยขึ้นด้วยซ้ำ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-06-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-162205" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-06-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-06-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-06-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-06-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-06.jpg 1536w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">(1)</h3>



<p>จากทั้งไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีกำลังจ่ายในยุคหลังโรคระบาดที่ต้องการความชิลล์มากขึ้น และจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก ทำให้ร้านอาหารระดับ Fine-dining ที่มีค่าใช้จ่ายสำหรับพิธีรีตองเพียบ ต้องหาทางลดต้นทุนลง ในวงเล็บว่าแต่ยังต้องคงความรู้สึกพรีเมียมซึ่งเป็นใจความสำคัญเอาไว้เหมือนเดิม</p>



<p>ร้านอาหารแบบ Fine-casual จึงกลับมาอยู่ในสปอตไลต์อีกครั้ง และการกลับมาครั้งนี้ก็ดูจะเป็นความหวังที่คนในวงการอาหารให้ราคาพอสมควร โดยเฉพาะในสังคมอเมริกันที่ร้านอาหารแบบ Fine-dining เริ่มปรับมาใส่ความ casual มากขึ้น เช่น การลดบริการอย่างพนักงานถือกระเป๋า หรือไวน์บัทเลอร์ แล้วหันมาเทรนด์พนักงานให้สามารถมอบข้อมูลเรื่องอาหารเชิงลึก ทดแทนการบริการที่บางครั้งอาจล้นเกินจนทำให้ผู้ได้รับบริการเกร็ง</p>



<p>พูดได้ว่า ‘ข้อมูล’ นับเป็นตัวสร้างมูลค่าและความรู้สึกพรีเมียมให้กับร้านอาหารแบบ Fine-casual แทนที่พิธีรีตองและบรรยากาศหรูหราแบบเดิมๆ และยิ่งร้านอาหารสามารถมอบทั้งอาหารรสอร่อยและข้อมูลเฉพาะทางให้กับคนกินได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลายเป็นจุดขายที่คว้าใจคนกินรุ่นใหม่ได้มากเท่านั้น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ การได้รับข้อมูลและประสบการณ์แบบที่น้อยคนจะได้รับ จึงเป็นเรื่องหรูหราไม่แพ้การนั่งอยู่ในร้านอาหารที่มีบัทเลอร์คอยบริการใกล้ชิดหรือมีแชนเดอร์เลียร์ราคาหลักล้าน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-01-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162199" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-01-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-01-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-01-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-01-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-01-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-01-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-01-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-01-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-01-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในบ้านเราเองก็มีร้านอาหารประเภท ‘หรูหราแต่สบายตัว’ ให้เห็นมากขึ้นเช่นกัน มากกว่านั้น ยังเป็นร้านอาหารที่มีจุดขายน่าสนใจไม่แพ้ร้านอาหารแนวนี้ในต่างแดน ด้วยต้นทุนของวงการอาหารไทยนั้นอยู่ในขั้นรุ่มรวยจากทั้งวัตถุดิบและวัฒนธรรมในการกินอยู่ ข้อมูลและเรื่องเล่าที่เปลี่ยนมาเป็นมื้ออาหารจึงพิเศษไม่เหมือนใคร เรียกว่าร้านอาหารแบบ Fine-casual แบบไทยๆสามารถหยิบเอาความ Casual ของอาหารอีสานหรืออาหารพื้นบ้านอื่นๆ ที่ทุกคนคุ้นเคย มานำเสนอพร้อมข้อมูลไล่เลียงตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบ การปรุงแสนประณีต รวมถึงวัฒนธรรมการกินแบบลูกอีสานเลือดแท้ ซึ่งสำรับนั้นอาจจับคู่กับไวน์ดีๆ ได้อย่างกลมกลืน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-162204" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/11/dish-watcher-04_Content-02-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ตัวอย่างร้านอาหารทำนองนี้ที่ทำได้ดีชนิดน่าจับตามอง อาทิ ซาว (Zao) ร้านอาหารอีสานตำรับอุบลราชธานีกลางสุขุมวิท ที่นำเสนออาหารอีสานสูตรคุณยายผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ที่มองว่าอาหารของจังหวัดริมน้ำโขงมีมูลค่าสอดแทรกอยู่ในทุกๆ วัตถุดิบและกระบวนการปรุง เมื่อเดินเข้าร้านซาว เราจึงได้เห็นอาหารพื้นบ้านอย่างส้มตำหรือปูนาย่างจัดแต่งอย่างสวยงามในจานกระเบื้องเคลือบแฮนด์เมดมีราคา และสามารถสั่งเนเชอรัลไวน์คุณภาพเยี่ยมมากินคู่กันกับอาหารอีสานรสจัดจ้านเหล่านั้นได้อย่างไม่ผิดกติกา หรือร้านอาหารไทยโฮมเมดอย่าง ‘บ้านนวล’ ที่นำเสนอเมนูคอมฟอร์ตฟู้ดอย่างต้มกะทิเนื้อเค็ม เนื้อย่าง หรือผัดกะหล่ำปลี มานำเสนอคู่กับเรื่องราวการคัดสรรวัตถุดิบอย่างใส่ใจ พร้อมถ่ายทอดความอร่อยเคียงกับเรื่องเล่าของตำรับประจำครอบครัว ฉะนั้นแม้จะเป็นอาหารง่ายๆ ในบรรยากาศสบายๆ แต่ย่อมไม่มีใครทำได้เหมือนร้านบ้านนวล</p>



<p>การปรับตัวของร้านอาหารไทยในยุคที่สังเวียนการแข่งขันกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งคัมภีร์การตลาดและตำราอาหารรุ่นคุณย่าคุณยาย เพื่อนำเสนอความหรูหราในความหมายใหม่ๆ เพื่อเติมสีสันให้กับวงการอาหารไทยและตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปไม่มีวันเหมือนเดิม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dish-watcher-fine-casual-restaurant/">ความหรูหราในความหมายใหม่ กับร้านอาหารแบบ Fine-casual Restaurant</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แพลนต์เบสด์ อาหารดูแลโลกและดูแลเรา ความหวังครั้งใหม่ที่ใครหลายคนตั้งคำถาม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dish-watcher-plant-based-food/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อรุณวตรี รัตนธารี]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2022 16:58:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Dish/Watcher]]></category>
		<category><![CDATA[plant based]]></category>
		<category><![CDATA[dish watcher]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=161298</guid>

					<description><![CDATA[<p>พักใหญ่ที่ผ่านมาวงการทั่วโลกมีคีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ และมักปรากฏอยู่ตามหน้าเมนูอาหารแทบทุกมุมเมือง คำคำนั้นคือ ‘อาหารแพลนต์เบสด์’ (plant-based food) แปลตรงตัวก็คืออาหารที่ทำจากพืช ซึ่งคาดการณ์กันว่ามันคือความหวังครั้งใหญ่ของวงการอาหารโลก โดยเฉพาะความหวังในการลดการผลิตเนื้อสัตว์เชิงอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม แถมแพลนต์เบสด์ยังตอบโจทย์การดูแลสุขภาพด้วย&#160;จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่แพลนต์เบสด์จะกลายเป็นเทรนด์ที่ผู้ประกอบการทั้งเล็กและใหญ่กระโดดเข้าร่วมวงกันมาสักระยะ เพราะนอกจากข้อดีในมิติทางสังคมและสุขภาพแล้ว ต้องยอมรับว่ามันกำลังเป็นคีย์เวิร์ดที่ ‘ขายได้’ โดยเฉพาะกับตลาดคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มใส่ใจการกินมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคหลังวิกฤตโรคระบาด&#160; ทว่าถ้ามองอย่างลงรายละเอียด อาหารแพลนต์เบสด์ก็มีมิติให้ทำความเข้าใจมากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น เพราะถึงมันจะเป็นอาหารที่ผลิตจากพืช แต่บรรดาอาหารจากพืชนั้นก็มีหลากรูปแบบ หลายกระบวนการ และอาหารแพลนต์เบสด์จำนวนไม่น้อยก็ถูกตั้งคำถามถึงคุณสมบัติในหลายๆ เรื่องด้วยเหมือนกัน&#160; (1) ก่อนอื่นเราอยากชวนมาทำความรู้จักแพลนต์เบสด์แบบเร็วๆ กันสักนิด&#160; นิยามเบื้องต้นของอาหารแพลนต์เบสด์ คือ อาหารที่ทำจากพืชในสัดส่วนราวๆ 95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หมายความว่าอาหารแพลนต์เบสด์อาจไม่เท่ากับอาหารเจหรือมังสวิรัติที่ต้องปราศจากส่วนผสมที่เกี่ยวข้องกับสัตว์สิ้นเชิง ส่วนข้อแตกต่างอีกอย่างก็คือ อาหารแพลนต์เบสด์นั้นไม่เชื่อมโยงกับความเชื่อทางศาสนาหรือจารีตต่างๆ ทางสังคม มันจึงเป็นอาหารที่ค่อนข้างเฟรนด์ลี่กับคนทุกกลุ่ม และมีความเป็นสากลในตัวเองอยู่พอสมควร&#160; ส่วนข้อสังเกตอีกประการของอาหารแพลนต์เบสด์ก็คือ มันมักถูกใช้เรียกอาหารจากพืชที่ผลิตขึ้น ‘ทดแทนเนื้อสัตว์’ อย่างนักเก็ตไก่ที่ทำจากถั่ว หรือเนื้อเบอร์เกอร์ทำจากโปรตีนพืช เราจะไม่ค่อยเห็นคำว่าแพลนต์เบสด์แปะอยู่กับอาหารที่ใครๆ ก็รู้ว่าทำมาจากพืชอยู่แล้ว อย่างสลัดหรือนมพืชชนิดต่างๆ ที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต&#160; คุณสมบัติเหล่านี้เป็นส่วนผสมชั้นดีที่ทำให้อาหารแพลนต์เบสด์ ‘แมส’ ได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะกำแพงที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่หันมาเป็นมังสวิรัติหรือกินเจ ส่วนหนึ่งก็เพราะตัดใจจากเนื้อสัตว์ไม่ได้ แต่ในเมื่อแพลนต์เบสด์ตอบโจทย์เรื่องสุนทรียะในการกินแถมยังดีต่อโลก แล้วทำไมเราจะไม่เลือกกินมันล่ะ? นอกจากจะสุขภาพดีแล้วยังเป็นอาหารที่ช่วยสื่อสารกับโลกว่าคนกินนั้น ‘ใส่ใจ’ ทั้งตัวเองและสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษด้วย&#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dish-watcher-plant-based-food/">แพลนต์เบสด์ อาหารดูแลโลกและดูแลเรา ความหวังครั้งใหม่ที่ใครหลายคนตั้งคำถาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>พักใหญ่ที่ผ่านมาวงการทั่วโลกมีคีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ และมักปรากฏอยู่ตามหน้าเมนูอาหารแทบทุกมุมเมือง คำคำนั้นคือ ‘อาหารแพลนต์เบสด์’ (plant-based food) แปลตรงตัวก็คืออาหารที่ทำจากพืช ซึ่งคาดการณ์กันว่ามันคือความหวังครั้งใหญ่ของวงการอาหารโลก โดยเฉพาะความหวังในการลดการผลิตเนื้อสัตว์เชิงอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม แถมแพลนต์เบสด์ยังตอบโจทย์การดูแลสุขภาพด้วย&nbsp;จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่แพลนต์เบสด์จะกลายเป็นเทรนด์ที่ผู้ประกอบการทั้งเล็กและใหญ่กระโดดเข้าร่วมวงกันมาสักระยะ เพราะนอกจากข้อดีในมิติทางสังคมและสุขภาพแล้ว ต้องยอมรับว่ามันกำลังเป็นคีย์เวิร์ดที่ ‘ขายได้’ โดยเฉพาะกับตลาดคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มใส่ใจการกินมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคหลังวิกฤตโรคระบาด&nbsp;</p>



<p>ทว่าถ้ามองอย่างลงรายละเอียด อาหารแพลนต์เบสด์ก็มีมิติให้ทำความเข้าใจมากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น เพราะถึงมันจะเป็นอาหารที่ผลิตจากพืช แต่บรรดาอาหารจากพืชนั้นก็มีหลากรูปแบบ หลายกระบวนการ และอาหารแพลนต์เบสด์จำนวนไม่น้อยก็ถูกตั้งคำถามถึงคุณสมบัติในหลายๆ เรื่องด้วยเหมือนกัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161304" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">(1)</h3>



<p>ก่อนอื่นเราอยากชวนมาทำความรู้จักแพลนต์เบสด์แบบเร็วๆ กันสักนิด&nbsp;</p>



<p>นิยามเบื้องต้นของอาหารแพลนต์เบสด์ คือ อาหารที่ทำจากพืชในสัดส่วนราวๆ 95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หมายความว่าอาหารแพลนต์เบสด์อาจไม่เท่ากับอาหารเจหรือมังสวิรัติที่ต้องปราศจากส่วนผสมที่เกี่ยวข้องกับสัตว์สิ้นเชิง ส่วนข้อแตกต่างอีกอย่างก็คือ อาหารแพลนต์เบสด์นั้นไม่เชื่อมโยงกับความเชื่อทางศาสนาหรือจารีตต่างๆ ทางสังคม มันจึงเป็นอาหารที่ค่อนข้างเฟรนด์ลี่กับคนทุกกลุ่ม และมีความเป็นสากลในตัวเองอยู่พอสมควร&nbsp;</p>



<p>ส่วนข้อสังเกตอีกประการของอาหารแพลนต์เบสด์ก็คือ มันมักถูกใช้เรียกอาหารจากพืชที่ผลิตขึ้น ‘ทดแทนเนื้อสัตว์’ อย่างนักเก็ตไก่ที่ทำจากถั่ว หรือเนื้อเบอร์เกอร์ทำจากโปรตีนพืช เราจะไม่ค่อยเห็นคำว่าแพลนต์เบสด์แปะอยู่กับอาหารที่ใครๆ ก็รู้ว่าทำมาจากพืชอยู่แล้ว อย่างสลัดหรือนมพืชชนิดต่างๆ ที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161307" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>คุณสมบัติเหล่านี้เป็นส่วนผสมชั้นดีที่ทำให้อาหารแพลนต์เบสด์ ‘แมส’ ได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะกำแพงที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่หันมาเป็นมังสวิรัติหรือกินเจ ส่วนหนึ่งก็เพราะตัดใจจากเนื้อสัตว์ไม่ได้ แต่ในเมื่อแพลนต์เบสด์ตอบโจทย์เรื่องสุนทรียะในการกินแถมยังดีต่อโลก แล้วทำไมเราจะไม่เลือกกินมันล่ะ? นอกจากจะสุขภาพดีแล้วยังเป็นอาหารที่ช่วยสื่อสารกับโลกว่าคนกินนั้น ‘ใส่ใจ’ ทั้งตัวเองและสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษด้วย&nbsp;</p>



<p>แต่นอกจากคุณสมบัติในตัวมันเอง เหตุผลอีกอย่างที่ทำให้อาหารแพลนต์เบสด์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นมีปัจจัยเร่งมาจากสถานการณ์โลกที่เร้าให้เราต้องหันหนีอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ตัวอย่างเช่นสถานการณ์เนื้อสัตว์ขาดแคลนฉับพลันในอเมริกาปี 2020 เมื่อโรคระบาดทำให้โรงงานผลิตเนื้อสัตว์รายใหญ่ต้องปิดตัวชั่วคราวทั่วประเทศ จังหวะนั้นเองที่เหมือนกับมีสปอตไลต์ฉายไปยังอาหารแพลนต์เบสด์และทำให้ปริมาณการบริโภคอาหารแปรรูปชนิดนี้เพิ่มขึ้น 200 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่กี่เดือน เป็นอัตราเร่งที่ทำให้ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ฝั่งตะวันตกต้องหันมาสนใจอาหารจากพืชรูปแบบนี้กันอย่างจริงจังจนเกิดเป็นกระแสต่อเนื่องถึงวันนี้&nbsp;</p>



<p>ยังไม่นับวิกฤตสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ถูกจับจ้องเรื่องการปล่อยก๊าซมีเทนในสัดส่วนถึง 30 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณก๊าซมีเทนทั้งหมดที่ปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์ เป็นตัวเร่งให้อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ และเร่งให้ฝั่งอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ต้อง ‘เร่งผลิต’ ด้วยเช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161308" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-04-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-04-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-04-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">(2)</h3>



<p>หลายปัจจัยที่เร่งเร้าทำให้กระบวนการผลิตอาหารแพลนต์เบสด์ต้องติดสปีด เราจึงได้เห็นตัวเลือกอันหลากหลายเรียงรายให้เลือกลงตะกร้า ไม่ว่าจะไส้กรอกจากพืช ไปจนถึงเนื้อสเต๊กจากพืชก็มีให้ชิม และต้องบอกว่าเกือบทั้งหมดเหล่านั้นผ่านการผลิตเชิงอุตสาหกรรมไม่ต่างไปจากอาหารจากเนื้อสัตว์ พูดได้ว่าส่วนใหญ่เป็น ‘อาหารแปรรูป’ ประเภทหนึ่งที่เพียงใช้วัตถุดิบจากพืชเป็นส่วนประกอบหลักเท่านั้นเอง และเท่ากับว่าย่อมใช้พืชบางชนิดมากเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะพืชที่ให้โปรตีนสูงอย่างถั่วเหลืองและธัญพืชชนิดต่างๆ รวมถึงเห็ด แป้งสาลี แป้งข้าวโพด ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเมื่อต้องใช้ในปริมาณมาก จึงจำเป็นต้องเร่งผลิตด้วยเหมือนกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-161305" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/10/dish-watcher_content-02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อมองในภาพกว้าง จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมอาหารแพลนต์เบสด์มีเรื่องให้ต้องจับตามองหลายอย่าง โดยเฉพาะกระบวนการผลิตสเกลใหญ่ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน ทั้งการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนให้ทันความต้องการผลิต รวมถึงการ ‘แต่งเติมตกแต่ง’ ให้พืชมีหน้าตาและกลิ่นรสคล้ายเนื้อสัตว์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นก็ชวนให้ตั้งคำถามถึงส่วนผสมทั้งหลายที่เติมเข้าไปว่าดีต่อสุขภาพมากน้อยแค่ไหน ยังไม่นับกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่มีเส้นมาตรฐาน ‘ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ ต่างกันไป ก็ชวนให้จับตามองกันต่อไปว่าการผลิตอาหารแพลนต์เบสด์นั้นเป็นมิตรกับทั้งเราและโลกจริงไหมและในระดับไหนกัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่ได้กำลังจะบอกว่าการกินอาหารแพลนต์เบสด์เป็นเรื่องผิดหรือทำร้ายโลก เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารรูปแบบไหนก็ล้วนกินได้อย่างสบายใจ ในวงเล็บว่าหากผู้บริโภคมีข้อมูลเป็นต้นทุนสำหรับใช้ในการ ‘เลือกกิน’ และเช่นกัน การกินอาหารแพลนต์เบสด์ให้เป็นมิตรกับร่างกายและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง จึงต้องอาศัยการเลือกสรรอย่างพิถีพิถัน ผ่านการมองอาหารจากพืชรูปแบบนี้อย่างตรงไปตรงมา</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>อ้างอิง:&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list"><li>Plant-based Food Market by Type—Global Forecast to 2029</li><li><a href="https://www.fao.org/3/ca5644en/ca5644en.pdf">https://www.fao.org/3/ca5644en/ca5644en.pdf</a></li><li><a href="https://www.medicalnewstoday.com/articles/not-all-plant-based-diets-are-the-same-junk-veggie-food-and-its-impact-on-health">https://www.medicalnewstoday.com/articles/not-all-plant-based-diets-are-the-same-junk-veggie-food-and-its-impact-on-health</a></li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dish-watcher-plant-based-food/">แพลนต์เบสด์ อาหารดูแลโลกและดูแลเรา ความหวังครั้งใหม่ที่ใครหลายคนตั้งคำถาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อข้าวพื้นบ้านก้าวเข้ามาอยู่ในสปอตไลต์ ในฐานะความหวังใหม่ท่ามกลางวิกฤตอาหาร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rice-dish-watcher/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อรุณวตรี รัตนธารี]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Sep 2022 09:55:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Dish/Watcher]]></category>
		<category><![CDATA[dish watcher]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวพื้นบ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=160318</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี เชื่อมโยงถึงราคาข้าวสาลีและข้าวโพดที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ยังไม่นับปัจจัยการผลิตสำคัญอย่างปุ๋ยที่ยูเครนเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ก็ปรับราคาขึ้นเช่นกัน และทำให้สายพานการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารทั่วโลกสั่นสะเทือนรุนแรง จนแวดวงอุตสาหกรรมอาหารต้องจับเข่าคุยกันจริงจังและฉายสปอตไลต์แห่งความหวังไปยังพืชชนิดอื่นๆ ที่ประเมินกันว่าจะเป็นวัตถุดิบแทนข้าวสาลีและข้าวโพดในการผลิตอาหารได้ในอนาคต และหนึ่งในพืชสำคัญนั้นก็คือ&#160;‘ข้าว’ พี่ใหญ่อันดับ 1 และ 2 ในการปลูกข้าวป้อนตลาดโลกอย่างอินเดียและเวียดนามจึงถูกจับตามองขึ้นมาทันใด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่วิกฤตอาหารทำท่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเท่ากับว่าในอนาคตใครผลิตอาหารได้มาก ย่อมมีอำนาจต่อรองในเวทีโลกเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ถึงตรงนี้หลายคนอาจนึกถึงฉายา&#160;‘อู่ข้าว อู่น้ำ’&#160;ของประเทศไทยขึ้นมา และคิดไกลว่าความต้องการข้าวที่พุ่งสูงนั้นก็น่าจะเป็นโอกาสของไทยในเวทีโลกกับเขาเหมือนกัน แต่ถ้ากลับมามองสถานการณ์ราคาข้าวในบ้านเราที่ต่ำแล้วต่ำอีกจนรัฐต้องออกมาตรการพยุงราคาหลายระลอก ก็ชวนให้สงสัยว่าข้าวไทยที่ว่ากันว่าคุณภาพดีลำดับต้นๆ ของโลกนั้นก้าวพลาดตรงไหน ทำไมราคาข้าวถึงยังไม่กระเตื้องแม้กระทั่งในจังหวะที่ดูเหมือนจะเป็นโอกาสทองของประเทศผู้ผลิตข้าวอย่างในตอนนี้ มากกว่านั้น การเกิดขึ้นของกระแสข้าวทางเลือกในระยะหลัง ทั้งการเลือกใช้ข้าวพื้นบ้านในร้านอาหารระดับพรีเมียม และการเกิดขึ้นของแบรนด์ข้าวพื้นบ้านและคาเฟ่กลางเมืองใหญ่ที่เลือกใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก ก็เหมือนจะเป็นสัญญาณบางอย่างที่ใครหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าหรือนี่จะคือความหวังเล็กๆ ในการออกจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำที่ทุกตัวละครในวงการข้าวไทย โดยเฉพาะชาวนารายย่อย ต้องเผชิญมาทุกยุคทุกสมัย ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราอยากชวนย้อนกลับไปดูเส้นทางข้าวไทยกันสักนิด หากนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พื้นที่ประเทศไทยนั้นจะมีข้าวเติบโตอยู่ราว 20,000 สายพันธุ์ ความหลากหลายเหล่านี้เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมเขตร้อนชื้นเอื้อกับการเพาะปลูก และเกิดจากเพราะตรงนี้เป็นจุดบรรจบของข้าว 2 ชนิดหลักของโลกอย่างข้าวจาปอติกา (japotica) ต้นทางของข้าวเมล็ดสั้นป้อมแบบข้าวญี่ปุ่น และข้าวอินดิกา (Indica) ต้นทางของข้าวเมล็ดยาวรีแบบที่เรามักพบในร้านอาหารอินเดีย เกิดเป็นข้าวลูกผสมที่มีกลิ่นรสเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นไม่เหมือนใคร และข้าวก็ได้กลายมาเป็นหัวใจของสังคมเกษตรกรรมไทยเรื่อยมา แม้ในปัจจุบันนี้พื้นที่ปลูกข้าวก็ยังกินสัดส่วนถึง 46 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดของประเทศ ถึงข้าวจะไม่เคยหายไปจากท้องนาไทย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็มีไม่น้อย เริ่มต้นจากยุคสงครามเย็นช่วงทศวรรษที่ 60 เมื่อการช่วงชิงอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rice-dish-watcher/">เมื่อข้าวพื้นบ้านก้าวเข้ามาอยู่ในสปอตไลต์ ในฐานะความหวังใหม่ท่ามกลางวิกฤตอาหาร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>วิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี เชื่อมโยงถึงราคาข้าวสาลีและข้าวโพดที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ยังไม่นับปัจจัยการผลิตสำคัญอย่างปุ๋ยที่ยูเครนเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ก็ปรับราคาขึ้นเช่นกัน และทำให้สายพานการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารทั่วโลกสั่นสะเทือนรุนแรง จนแวดวงอุตสาหกรรมอาหารต้องจับเข่าคุยกันจริงจังและฉายสปอตไลต์แห่งความหวังไปยังพืชชนิดอื่นๆ ที่ประเมินกันว่าจะเป็นวัตถุดิบแทนข้าวสาลีและข้าวโพดในการผลิตอาหารได้ในอนาคต และหนึ่งในพืชสำคัญนั้นก็คือ&nbsp;‘ข้าว’</p>



<p>พี่ใหญ่อันดับ 1 และ 2 ในการปลูกข้าวป้อนตลาดโลกอย่างอินเดียและเวียดนามจึงถูกจับตามองขึ้นมาทันใด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่วิกฤตอาหารทำท่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเท่ากับว่าในอนาคตใครผลิตอาหารได้มาก ย่อมมีอำนาจต่อรองในเวทีโลกเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ถึงตรงนี้หลายคนอาจนึกถึงฉายา&nbsp;‘อู่ข้าว อู่น้ำ’&nbsp;ของประเทศไทยขึ้นมา และคิดไกลว่าความต้องการข้าวที่พุ่งสูงนั้นก็น่าจะเป็นโอกาสของไทยในเวทีโลกกับเขาเหมือนกัน</p>



<p>แต่ถ้ากลับมามองสถานการณ์ราคาข้าวในบ้านเราที่ต่ำแล้วต่ำอีกจนรัฐต้องออกมาตรการพยุงราคาหลายระลอก ก็ชวนให้สงสัยว่าข้าวไทยที่ว่ากันว่าคุณภาพดีลำดับต้นๆ ของโลกนั้นก้าวพลาดตรงไหน ทำไมราคาข้าวถึงยังไม่กระเตื้องแม้กระทั่งในจังหวะที่ดูเหมือนจะเป็นโอกาสทองของประเทศผู้ผลิตข้าวอย่างในตอนนี้</p>



<p>มากกว่านั้น การเกิดขึ้นของกระแสข้าวทางเลือกในระยะหลัง ทั้งการเลือกใช้ข้าวพื้นบ้านในร้านอาหารระดับพรีเมียม และการเกิดขึ้นของแบรนด์ข้าวพื้นบ้านและคาเฟ่กลางเมืองใหญ่ที่เลือกใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก ก็เหมือนจะเป็นสัญญาณบางอย่างที่ใครหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าหรือนี่จะคือความหวังเล็กๆ ในการออกจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำที่ทุกตัวละครในวงการข้าวไทย โดยเฉพาะชาวนารายย่อย ต้องเผชิญมาทุกยุคทุกสมัย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160321" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราอยากชวนย้อนกลับไปดูเส้นทางข้าวไทยกันสักนิด</p>



<p>หากนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พื้นที่ประเทศไทยนั้นจะมีข้าวเติบโตอยู่ราว 20,000 สายพันธุ์ ความหลากหลายเหล่านี้เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมเขตร้อนชื้นเอื้อกับการเพาะปลูก และเกิดจากเพราะตรงนี้เป็นจุดบรรจบของข้าว 2 ชนิดหลักของโลกอย่างข้าวจาปอติกา (japotica) ต้นทางของข้าวเมล็ดสั้นป้อมแบบข้าวญี่ปุ่น และข้าวอินดิกา (Indica) ต้นทางของข้าวเมล็ดยาวรีแบบที่เรามักพบในร้านอาหารอินเดีย เกิดเป็นข้าวลูกผสมที่มีกลิ่นรสเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นไม่เหมือนใคร และข้าวก็ได้กลายมาเป็นหัวใจของสังคมเกษตรกรรมไทยเรื่อยมา แม้ในปัจจุบันนี้พื้นที่ปลูกข้าวก็ยังกินสัดส่วนถึง 46 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดของประเทศ</p>



<p>ถึงข้าวจะไม่เคยหายไปจากท้องนาไทย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็มีไม่น้อย</p>



<p>เริ่มต้นจากยุคสงครามเย็นช่วงทศวรรษที่ 60 เมื่อการช่วงชิงอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลก มหาอำนาจฝั่งทุนนิยมอย่างอเมริกาเดินหน้าสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวทางตลาดเสรี เทคโนโลยีและนวัตกรรมหลากหลายถูกส่งเข้าภาคเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต แน่นอนว่าไทยคือหนึ่งในประเทศเหล่านั้น และข้าวไทยก็เป็นหนึ่งในพืชที่ถูกหยิบมาวิจัยว่าน่าจะทำกำไรได้ดี จนเกิดการคัดสายพันธุ์ข้าวที่ต้านโรคเยี่ยม ให้ผลผลิตเยอะ และอร่อยถูกปากคนส่วนใหญ่ นำมาปรับปรุงสายพันธุ์และขยายการผลิตไปทั่วประเทศ และหนึ่งในนั้นก็คือข้าวขาวดอกมะลิ 105 หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ&nbsp;‘ข้าวหอมมะลิ’</p>



<p>จากนั้นไทยก็กลายเป็นแหล่งผลิตข้าวลำดับต้นๆ ของโลก กระทั่งช่วงทศวรรษที่ 90 เมื่ออินเดียและเวียดนามเดินเข้าสู่สนามการค้าข้าวระดับสากล ผ่านการส่งออกข้าวคุณภาพกลางๆ ใกล้เคียงกับไทยแต่ราคาถูกกว่าเข้ามาตีตลาด ไทยจึงเพิ่มการส่งออกข้าวคุณภาพสูงอย่างข้าวหอมมะลิเพื่อหนีไปเล่นในตลาดบน แต่ก็หนีไม่ได้นาน เพราะก้าวเข้าต้นศตวรรษที่ 21 อินเดียและเวียดนามก็ตามมาประกบด้วยการเริ่มพัฒนาข้าวคุณภาพดีไม่แพ้กันออกสู่ตลาด—ในวงเล็บว่าด้วยราคาที่ถูกกว่าข้าวไทยมาก เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเราหลายเท่า ทั้งจากเรื่องค่าแรงและการได้รับเงินทุนอุดหนุนภาคเกษตรจากรัฐและแหล่งทุนต่างชาติจำนวนมหาศาล ทำให้อินเดียและเวียดนามสามารถขายข้าวในราคาถูกได้แบบไม่ค่อยเจ็บตัวเท่าไหร่</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-02-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-160322" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-02-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-02-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-02-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-02-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-02.jpg 1536w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>ผลก็คือที่ยืนของข้าวไทยในตลาดโลกมีแต่จะเล็กลงเรื่อยๆ ยิ่งในแต่ละปีชาวนาบ้านเราผลิตข้าวเกินความต้องการของคนในประเทศถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นเมื่อส่งออกไปสู้ราคากับคู่แข่งในตลาดโลกไม่ไหว ข้าวจำนวนมหาศาลเหล่านั้นจึงหมุนเวียนอยู่ในประเทศ และราคาก็ร่วงตามระยะเวลาที่ถูกเก็บไว้ในคลัง</p>



<p>ทางออกของวงจรนี้อยู่ตรงไหน?</p>



<p>เรื่องนี้มีคำตอบสำเร็จรูปที่พูดกันทุกยุคทุกสมัย คือ ต้องทำให้ชาวนาไทยผลิตข้าวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&nbsp;&nbsp;ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลงผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการผลิต แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขข้อสำคัญ คือ โครงสร้างของภาคเกษตรต้องเปลี่ยนแปลงด้วย</p>



<p>คำใหญ่ๆ อย่าง&nbsp;‘การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคเกษตร’ นั้นแปลให้ง่ายก็คือการ ‘ลดปริมาณและเพิ่มคุณภาพ’ ปริมาณในที่นี้รวมตั้งแต่ขนาดของพื้นที่ทำเกษตร จำนวนเกษตรกร จำนวนผลผลิต ผ่านการถ่ายโอนแรงงานภาคเกษตรให้ไปอยู่ในส่วนอื่นของสังคมอย่างมีศักยภาพ เช่น พัฒนาการศึกษาให้ดี ให้คนมีทางเลือกในอาชีพที่หลากหลาย หรือการพักชำระหนี้ ปฏิรูปที่ดิน และนโยบายสวัสดิการต่างๆ ที่ช่วยเอื้อให้เกษตรกรมีต้นทุนมากพอที่จะเลือกรูปแบบชีวิตอื่นๆ นอกภาคเกษตรได้อย่างอิสระ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-160323" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/09/Dish_Watcher-02-ข้าวพื้นบ้าน_content-03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อภาคเกษตรค่อยๆ มีขนาดเล็กลง คราวนี้การพัฒนาคุณภาพก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป</p>



<p>คุณภาพที่รวมตั้งแต่คุณภาพของผลผลิตและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อย่างที่ญี่ปุ่นสามารถผลิตองุ่นกิโลละหลายหมื่นบาทขายได้ หรืออย่างที่เกาหลีนำเสนอโสมและสมุนไพรพื้นบ้านออกสู่ตลาดโลกได้ในราคาสูงลิบ</p>



<p>และพูดอย่างไม่เกินเลย ต้นทุนเรื่องสินค้าเกษตรของไทยนั้นก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน</p>



<p>โดยเฉพาะ&nbsp;‘ข้าวพื้นบ้าน’&nbsp;ที่รุ่มรวยความพิเศษโดยธรรมชาติอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ไม่ว่าจะกลิ่นรสอันหลากหลายเป็นเอกลักษณ์ หรือถ้าอยากจะขายเรื่องราว วัฒนธรรมท้องนาบ้านเราก็มีเรื่องให้หยิบมาเล่าไม่รู้จบ</p>



<p>และในวันนี้ ขณะที่วงการอาหารบ้านเรากำลังตื่นเต้นกับข้าวพื้นบ้านกันชนิดว่าคึกคัก ย่อมเป็นสัญญาณยืนยันให้มั่นใจว่าข้าวไทยนั้นมีจุดขายหลากหลายกว่าที่คิด และอาจเป็นจุดขายที่พาเราออกจากวงจรการแข่งขันเดิมๆ ไปสู่มาตรฐานการแข่งขันเชิงคุณภาพแบบใหม่ๆ และเป็นความหวังว่าทุกตัวละครในเส้นทางผลิตข้าวไทยจะสามารถก้าวออกจากปัญหาเรื้อรังหลายยุคหลายสมัยได้ในเร็ววัน—ความหวังที่ต้องการเชื้อเพลิงสนับสนุนผ่านนโยบายพัฒนาภาคเกษตรที่เข้าอกเข้าใจ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำในแบบที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</p>



<p>อ้างอิง</p>



<ul class="wp-block-list"><li>ข้าวบนแผ่นดินกลายเป็นอื่น, เมียงซอ คีรีมัญจาและปกรณ์ คงสวัสดิ์, 2551.&nbsp;</li><li>ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ&nbsp;ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)&nbsp;</li><li><a href="https://www.reuters.com/business/environment/global-rice-supplies-risk-harsh-weather-hits-top-exporters-2022-08-05/">https://www.reuters.com/business/environment/global-rice-supplies-risk-harsh-weather-hits-top-exporters-2022-08-05/</a>&nbsp;(Analysis: Global rice supplies at risk as harsh weather hits top exporters)</li></ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rice-dish-watcher/">เมื่อข้าวพื้นบ้านก้าวเข้ามาอยู่ในสปอตไลต์ ในฐานะความหวังใหม่ท่ามกลางวิกฤตอาหาร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พื้นที่สีเขียวที่เป็นได้มากกว่าสวนสาธารณะ แนวคิด ‘สวนป่ากินได้’ ในวันที่วิกฤตอาหารมาเยือน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dish-watcher-urban-food-forestry/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อรุณวตรี รัตนธารี]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Aug 2022 08:57:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Dish/Watcher]]></category>
		<category><![CDATA[Food]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Urban Forest]]></category>
		<category><![CDATA[dish watcher]]></category>
		<category><![CDATA[edible garden]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=159444</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ นี้องค์กรที่ทำงานเรื่องความมั่นคงด้านอาหารโดยตรงอย่าง FAO เพิ่งออกมาบอกข้อมูลที่ทำเอาคนในแวดวงอาหารต้องขมวดคิ้วกันถ้วนหน้า นั่นคือ 2021 เป็นปีแรกที่จำนวนผู้คนอดอยากหิวโหยทั่วโลกเพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ผนวกกับกระแสเรื่องวิกฤตอาหารที่เป็นผลพวงจากทั้งวิกฤตโรคระบาด สงคราม และปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้สายพานการผลิตอาหารทั้งระดับโลกและระดับประเทศปั่นป่วนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้แต่ไทยเราที่นับตัวเองเป็นอู่ข้าวอู่น้ำก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย ทั้งจากราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตสำคัญอย่างปุ๋ยที่ราคาพุ่งอย่างไม่มีอะไรมากั้น ทำให้ราคาอาหารแพงตามไปด้วย และเมื่อหันไปมองเพื่อนบ้านรอบๆ ก็ตกอยู่ในสถานการณ์น่าปวดหัวไม่แพ้กัน โดยเฉพาะประเทศที่มีพื้นที่ผลิตอาหารเล็กจิ๋วอย่างสิงคโปร์ ที่รัฐบาลต้องกุมขมับเมื่อคู่ค้าสินค้าเกษตรและอาหารคนสำคัญอย่างมาเลเซียตั้งกำแพงการส่งออกอาหาร จนทำให้หลายวัตถุดิบในสิงคโปร์ขาดแคลนฉับพลัน กระทั่งเกิดไวรัล&#160;‘ถ้าข้าวมันไก่สิงคโปร์ไม่มีไก่จะเป็นยังไง?’&#160;เพราะเนื้อไก่เกือบทั้งหมดที่ชาวสิงคโปร์กินกันต้องนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย พูดได้ว่าวลี ข้าวยากหมากแพง ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ อีกต่อไปแล้ว แต่คือความจริงที่คนทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน ทว่าในอีกมุม วิกฤตอาหารที่รุมเร้ารุนแรงก็เป็นชนวนให้เกิดความพยายามแก้ไขความเปราะบางของสายพานการผลิตอาหารเช่นเดียวกัน ระยะหลังเราจึงได้เห็นรัฐบาลหลายประเทศชูนโยบายความมั่นคงด้านอาหารมาเป็นจุดขาย หรือกลยุทธ์ในการพัฒนาระดับโลกก็ต้องมีเรื่องอาหารเข้ามาเอี่ยวไม่มากก็น้อย หนึ่งในคอนเซปต์การพัฒนาระบบอาหารที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ คือ&#160;‘การสร้างพื้นที่อาหารของเมือง’&#160;ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่แลกเปลี่ยนซื้อขายอาหาร หรือ&#160;‘พื้นที่สีเขียวกินได้’&#160;(Edible Landscapes) ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทโลกป่วนในปัจจุบัน คล้ายกับเมื่อนับร้อยปีก่อนที่ซีกโลกตะวันตกเกิดสิ่งที่เรียกว่า Victory Gardens ขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เมื่อรัฐบาลทั้งฝั่งอเมริกาและยุโรปในยุคนั้นรณรงค์ให้ผู้คนปลูกพืชอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน รวมถึงสนับสนุนให้สวนสาธารณะกลายร่างเป็นพื้นที่ผลิตอาหารเลี้ยงคนในเขตเมือง ซึ่งตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพงอย่างถึงที่สุดในภาวะสงคราม ทว่าความแตกต่างของพื้นที่สีเขียวกินได้ในอดีตกับทุกวันนี้นั้น อยู่ตรง&#160;‘วิธีคิดและวิธีการ’&#160;ที่มุ่งแก้ปัญหาเรื่องปากท้องในระยะยาว มากกว่าการสร้างพื้นที่ผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงผู้คนในยามยากเท่านั้น และหนึ่งในวิธีการที่นักพัฒนาระบบอาหารนำมาปัดฝุ่นปรับปรุงในตอนนี้ก็คือการสร้าง&#160;‘สวนป่ากินได้ในเมือง’&#160;(Urban Food Forestry) ที่มีคีย์เวิร์ดสำคัญอยู่ตรง&#160;‘ความยืดหยุ่น’&#160;และ&#160;‘ความยั่งยืน’&#160;ผ่านการสร้างพื้นที่สีเขียวทั้งพื้นที่สาธารณะและกึ่งสาธารณะด้วยการปลูกพืชอาหาร (Edible [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dish-watcher-urban-food-forestry/">พื้นที่สีเขียวที่เป็นได้มากกว่าสวนสาธารณะ แนวคิด ‘สวนป่ากินได้’ ในวันที่วิกฤตอาหารมาเยือน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อเร็วๆ นี้องค์กรที่ทำงานเรื่องความมั่นคงด้านอาหารโดยตรงอย่าง FAO เพิ่งออกมาบอกข้อมูลที่ทำเอาคนในแวดวงอาหารต้องขมวดคิ้วกันถ้วนหน้า</p>



<p>นั่นคือ 2021 เป็นปีแรกที่จำนวนผู้คนอดอยากหิวโหยทั่วโลกเพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ผนวกกับกระแสเรื่องวิกฤตอาหารที่เป็นผลพวงจากทั้งวิกฤตโรคระบาด สงคราม และปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้สายพานการผลิตอาหารทั้งระดับโลกและระดับประเทศปั่นป่วนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน</p>



<p>แม้แต่ไทยเราที่นับตัวเองเป็นอู่ข้าวอู่น้ำก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย ทั้งจากราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตสำคัญอย่างปุ๋ยที่ราคาพุ่งอย่างไม่มีอะไรมากั้น ทำให้ราคาอาหารแพงตามไปด้วย และเมื่อหันไปมองเพื่อนบ้านรอบๆ ก็ตกอยู่ในสถานการณ์น่าปวดหัวไม่แพ้กัน โดยเฉพาะประเทศที่มีพื้นที่ผลิตอาหารเล็กจิ๋วอย่างสิงคโปร์ ที่รัฐบาลต้องกุมขมับเมื่อคู่ค้าสินค้าเกษตรและอาหารคนสำคัญอย่างมาเลเซียตั้งกำแพงการส่งออกอาหาร จนทำให้หลายวัตถุดิบในสิงคโปร์ขาดแคลนฉับพลัน กระทั่งเกิดไวรัล&nbsp;‘ถ้าข้าวมันไก่สิงคโปร์ไม่มีไก่จะเป็นยังไง?’&nbsp;เพราะเนื้อไก่เกือบทั้งหมดที่ชาวสิงคโปร์กินกันต้องนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย</p>



<p>พูดได้ว่าวลี ข้าวยากหมากแพง ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ อีกต่อไปแล้ว แต่คือความจริงที่คนทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน ทว่าในอีกมุม วิกฤตอาหารที่รุมเร้ารุนแรงก็เป็นชนวนให้เกิดความพยายามแก้ไขความเปราะบางของสายพานการผลิตอาหารเช่นเดียวกัน ระยะหลังเราจึงได้เห็นรัฐบาลหลายประเทศชูนโยบายความมั่นคงด้านอาหารมาเป็นจุดขาย หรือกลยุทธ์ในการพัฒนาระดับโลกก็ต้องมีเรื่องอาหารเข้ามาเอี่ยวไม่มากก็น้อย</p>



<p>หนึ่งในคอนเซปต์การพัฒนาระบบอาหารที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ คือ&nbsp;‘การสร้างพื้นที่อาหารของเมือง’&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่แลกเปลี่ยนซื้อขายอาหาร หรือ&nbsp;‘พื้นที่สีเขียวกินได้’&nbsp;(Edible Landscapes) ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทโลกป่วนในปัจจุบัน คล้ายกับเมื่อนับร้อยปีก่อนที่ซีกโลกตะวันตกเกิดสิ่งที่เรียกว่า Victory Gardens ขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เมื่อรัฐบาลทั้งฝั่งอเมริกาและยุโรปในยุคนั้นรณรงค์ให้ผู้คนปลูกพืชอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน รวมถึงสนับสนุนให้สวนสาธารณะกลายร่างเป็นพื้นที่ผลิตอาหารเลี้ยงคนในเขตเมือง ซึ่งตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพงอย่างถึงที่สุดในภาวะสงคราม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-159447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_01-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_01-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_01-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ทว่าความแตกต่างของพื้นที่สีเขียวกินได้ในอดีตกับทุกวันนี้นั้น อยู่ตรง&nbsp;‘วิธีคิดและวิธีการ’&nbsp;ที่มุ่งแก้ปัญหาเรื่องปากท้องในระยะยาว มากกว่าการสร้างพื้นที่ผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงผู้คนในยามยากเท่านั้น และหนึ่งในวิธีการที่นักพัฒนาระบบอาหารนำมาปัดฝุ่นปรับปรุงในตอนนี้ก็คือการสร้าง&nbsp;‘สวนป่ากินได้ในเมือง’&nbsp;(Urban Food Forestry) ที่มีคีย์เวิร์ดสำคัญอยู่ตรง&nbsp;‘ความยืดหยุ่น’&nbsp;และ&nbsp;‘ความยั่งยืน’&nbsp;ผ่านการสร้างพื้นที่สีเขียวทั้งพื้นที่สาธารณะและกึ่งสาธารณะด้วยการปลูกพืชอาหาร (Edible Plant) โดยการเลือกพืชอาหารมาปลูกนั้นตั้งอยู่บนหลักการว่า หนึ่ง ต้องสอดคล้องกับระบบนิเวศ ปราศจากสายพันธุ์เอเลี่ยนซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น และสอง พืชที่ปลูกต้องมีความหลากหลายคล้ายพืชในป่า เพื่อให้พืชเหล่านั้นอุ้มชูกันและยืนระยะได้ด้วยตัวเอง เป็นการลดต้นทุนแรงงานในการดูแลและทำให้สวนป่าเป็นแหล่งอาหารสาธารณะได้อย่างแท้จริง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-159448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_02-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_02-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_02-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ทั้งนี้สวนป่ากินได้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบนพื้นที่สาธารณะอย่างริมถนน ริมแม่น้ำ เกาะกลางถนน ผ่านกลไกของรัฐที่สนับสนุนให้พืชอาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สีเขียวของเมือง เช่น กลุ่มประเทศนอร์ดิกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาหารท้องถิ่นมาแต่ไหนแต่ไร ก็มีนโยบายปลูกพืชอาหารยืนต้น อาทิ แอปเปิ้ล พีช พลัม ในพื้นที่สาธารณะเพื่อเป็นทั้งอาหารและพื้นที่เรียนรู้เรื่องอาหารให้กับคนทุกวัย ต่อยอดเป็นกิจกรรมหรือเวิร์กช็อปสร้างความรอบรู้เรื่องอาหาร (food literacy) เชื่อมโยงกับโรงเรียน โรงพยาบาล องค์กรต่างๆ กลายเป็นเครือข่ายความร่วมมือพัฒนาระบบอาหารของเมืองที่เติบโตไปเรื่อยๆ โดยรัฐมีหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก</p>



<p>นอกจากนั้นยังมีสวนป่าอีกรูปแบบที่เกิดขึ้นบนพื้นที่เฉพาะ อาจเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ชุมชนไม่ได้ใช้งาน หรือเป็นพื้นที่ที่รัฐหรือเอกชนจัดสรรให้ใช้ได้ ซึ่งดูเผินๆ คล้ายกับสวนผักหรือสวนสาธารณะชุมชน แต่ความต่างอยู่ตรงพืชที่ถูกเลือกปลูกในสวนป่านั้นเน้นความหลากหลายเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดูแลตัวเองได้ เพื่อลดต้นทุนการดูแลลงให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตโรคระบาดที่แสดงให้เห็นแล้วว่าพื้นที่สีเขียวที่เรียกร้องการดูแลสูงๆ ต่างพากันล้มตายเป็นว่าเล่น</p>



<p>นอกเหนือจากความหลากหลายของสายพันธุ์พืช อีกสิ่งที่จะทำให้สวนป่ายืนระยะได้คือการสร้าง&nbsp;‘เซนส์ของการเป็นเจ้าของร่วม’&nbsp;ให้กับคนในชุมชน ผ่านการออกแบบพื้นที่สวนป่าให้มีฟังก์ชั่นใช้สอยหลากหลาย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่ม เรียกว่าจะมาเก็บผักเก็บผลไม้ มาออกกำลังกาย มานั่งอ่านหนังสือ หรือมาเล่นดนตรีในสวน ก็ทำได้อย่างสะดวกใจสบายกายเหมือนๆ กัน และเมื่อทุกคนเข้าถึงและใช้งานได้อย่างเท่าเทียม ความร่วมมือดูแลพื้นที่สาธารณะเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ</p>



<p>เมื่อมองในรายละเอียด การสร้างพื้นที่สีเขียวกินได้จึงไม่ใช่เครื่องมือที่ตอบโจทย์เพียงเรื่องปากท้อง แต่ยังตอบสนองอีกหลายเป้าหมาย ไล่ตั้งแต่เรื่องระดับปัจเจกอย่างการเป็นพื้นที่เยียวยาผู้คนจากภาวะตึงเครียด ด้วยการเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับธรรมชาติผ่านการเรียนรู้ต้นทางอาหารในจาน ไปจนถึงเรื่องระดับสังคม ผ่านการทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่คนในชุมชนสามารถเข้ามาใช้เวลาร่วมกัน เกิดเป็นความสัมพันธ์ต่อยอดกลายเป็นเครือข่ายความร่วมมือในประเด็นต่างๆ ที่จะมีประโยชน์มากๆ เมื่อเกิดวิกฤตซึ่งต้องการความร่วมมือร่วมใจระหว่างคนในชุมชน อย่างที่เราเห็นภาพชัดมาตลอดช่วงวิกฤตโรคระบาด และที่จะมองข้ามไม่ได้เลยก็คือ สวนป่ากินได้นั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งกับกลุ่มคนเปราะบาง อาทิ คนจนเมือง คนไร้บ้าน หรือผู้มีรายได้น้อย ที่ความสามารถในการเข้าถึงอาหารที่ดีน้อยกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-159449" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_03-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_03-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2022/08/Content_Urban-Food-Forestry_03-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่เหนืออื่นใด เครื่องมืออย่างสวนป่ากินได้จะทำงานเต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมันเกิดขึ้นบนปัจจัยที่เอื้อในหลายๆ ด้านประกอบกัน ยิ่งเมื่อพิจารณาความสำเร็จของสวนป่ากินได้ทั่วโลก จะพบว่านโยบายและกลไกรัฐมีผลอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ การเกิดขึ้นของ Beacon Food Forest ณ เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนนักกิจกรรมด้านอาหาร 4 คนที่ตัดสินใจเดินเข้าไปเสนอไอเดียการเปลี่ยนพื้นที่ร้างกลางเมืองให้เป็นสวนป่ากินได้ หลังการเจรจานานหลายเดือน สุดท้ายสภาเทศบาลเมืองซีแอตเทิลก็อนุมัติการใช้พื้นที่พร้อมปรับแก้กฎหมายการบางส่วนเพื่อเอื้อให้ผู้คนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากสวนแห่งนี้ได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมเป็นตัวกลางสร้างความร่วมมือ ดึงเอาสถาปนิกชุมชน นักพฤกษศาสตร์ นักผังเมือง ฯลฯ เข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันผลลัพธ์ให้เกิดเร็วขึ้น และเมื่อภาพใหญ่ชัดเจนและโครงสร้างพื้นฐานแข็งแรงพอ ในที่สุด Beacon Food Forest ก็กลายเป็นแหล่งอาหารและแหล่งเรียนรู้ที่ยืนระยะมากว่า 14 ปีแล้ว</p>



<p>สุดท้ายเรื่องราวข้างต้นอาจทำให้เราพูดได้ว่า การพัฒนาระบบอาหารของเมืองในวันที่วิกฤตอาหารครั้งใหญ่กำลังเดินทางมาเคาะประตูบ้าน อาจต้องเริ่มจากการที่ทุกฝ่ายเห็นภาพตรงกันว่า แท้จริงอาหารนั้นไม่ใช่แค่เพียงสินค้า ทว่าอาหารเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ซึ่งล้วนเป็นรากฐานในการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและสังคมของเราเสมอมา และตลอดไป</p>



<p>อ้างอิง</p>



<p><a href="https://beaconfoodforest.org">https://beaconfoodforest.org</a></p>



<p><a href="https://www.fao.org/state-of-food-security-nutrition">https://www.fao.org/state-of-food-security-nutrition</a></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-wp-embed is-provider-urban-food-forestry wp-block-embed-urban-food-forestry"><div class="wp-block-embed__wrapper">
https://urbanfoodforestry.org
</div></figure>



<figure class="wp-block-embed is-type-wp-embed is-provider-randolph-college wp-block-embed-randolph-college"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="QoqPzoTIPG"><a href="https://www.randolphcollege.edu/">Randolph College</a></blockquote><iframe loading="lazy" class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;Randolph College&#8221; &#8212; Randolph College" src="https://www.randolphcollege.edu/embed/#?secret=R9ybWZsBHZ#?secret=QoqPzoTIPG" data-secret="QoqPzoTIPG" width="500" height="282" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe>
</div></figure>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;Urban food forestry and its role to increase food security: A Brazilian overview and its potentialities,&nbsp;Vitor Vannozzi Brito&nbsp;and&nbsp;Simone Borelli. 2020.&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dish-watcher-urban-food-forestry/">พื้นที่สีเขียวที่เป็นได้มากกว่าสวนสาธารณะ แนวคิด ‘สวนป่ากินได้’ ในวันที่วิกฤตอาหารมาเยือน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
