<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คาลิล พิศสุวรรณ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/kalil/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/kalil/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 30 Nov 2021 03:38:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ชวนไปเดินศึกษาความหลากหลายของชีวิตในผืนป่าดึกดำบรรพ์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา ดอยอินทนนท์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ang-kaa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Nov 2021 07:22:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=151256</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรานั่งคิดอยู่นานว่าจะเริ่มต้นบทความด้วยประโยคคลิเช่ๆ อย่าง ‘บางครั้งความสวยงามก็ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่พบเห็นได้ระหว่างทาง’ ดีไหม แต่เพราะนั่นคือความรู้สึกจริงๆ ที่เกิดขึ้นกับเราขณะที่กำลังยืนสูดอากาศอยู่บนยอดดอยอินทนนท์เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เราเลยตัดสินใจเริ่มต้นบทความด้วยประโยคข้างต้นนี้ ถ้าจุดหมายปลายทางที่เราหมายถึงคือยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยอย่างดอยอินทนนท์ ความสวยงามระหว่างทางที่เราพบก็เห็นจะเป็นผืนป่าเล็กๆ ที่ตำแหน่งของมันอยู่ไม่ไกลจากยอดดอยอินทนนท์มากนักระดับที่เดินเท้าไม่ทันจะถึงห้านาทีก็ถึง ซึ่งเราเองก็เป็นคนหนึ่งที่เพิ่งจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ มันอุดมไปด้วยความเขียวชอุ่มของแมกไม้ดึกดำบรรพ์ ห่มคลุมตัวเองท่ามกลางหมอกหนาที่พัดผ่านเข้ามาเรื่อยๆ ในยามเช้าบ่าย มันมีนกน้อยนานาพันธุ์ส่งเสียงเจื้อยแจ้วชวนให้เราผ่อนคลาย ‘อ่างกา’ คือชื่อของผืนป่าแห่งนี้ เพื่อฟื้นฟูผืนป่าเพื่อรักษาระบบนิเวศ แม้ไม่ได้มีบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า ชื่อของอ่างกามาจากไหน ถึงอย่างนั้น คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดคือ อ่างกาเป็นภาษาปกาเกอะญอ แปลว่าใหญ่, ภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงดอยอินทนนท์นั่นเอง&#160; แต่เริ่มเดิมที อ่างกาคือผืนป่าหย่อมเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆ จุดสูงสุดของยอดดอยอินทนนท์ที่หากเป้าหมายในการเดินทางของคุณคือมาให้ถึงจุดสูงสุดของแดนสยาม ก็คงไม่แปลกที่ใครๆ จะพากันมองข้ามพื้นที่แห่งนี้ไป แต่หากเราย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2534 &#8211; 2536 อ่างกานี่แหละคือผืนป่าที่ ไมเคิล แมคมิลแลน วอลซ์ นักสัตววิทยาชาวแคนาดาและอาสาสมัครประจำอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ได้ตระหนักถึงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพของมัน จนได้วางเส้นทางศึกษาธรรมชาติในบริเวณอ่างกาไว้อย่างเสร็จสรรพ แต่พอเวลาผ่านไป เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่วอลซ์ได้วางไว้กลับค่อยๆ เสื่อมโทรมลง จวบจนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา มูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดยบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ang-kaa/">ชวนไปเดินศึกษาความหลากหลายของชีวิตในผืนป่าดึกดำบรรพ์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา ดอยอินทนนท์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เรานั่งคิดอยู่นานว่าจะเริ่มต้นบทความด้วยประโยคคลิเช่ๆ อย่าง ‘บางครั้งความสวยงามก็ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่พบเห็นได้ระหว่างทาง’ ดีไหม แต่เพราะนั่นคือความรู้สึกจริงๆ ที่เกิดขึ้นกับเราขณะที่กำลังยืนสูดอากาศอยู่บนยอดดอยอินทนนท์เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เราเลยตัดสินใจเริ่มต้นบทความด้วยประโยคข้างต้นนี้</p>



<p>ถ้าจุดหมายปลายทางที่เราหมายถึงคือยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยอย่างดอยอินทนนท์ ความสวยงามระหว่างทางที่เราพบก็เห็นจะเป็นผืนป่าเล็กๆ ที่ตำแหน่งของมันอยู่ไม่ไกลจากยอดดอยอินทนนท์มากนักระดับที่เดินเท้าไม่ทันจะถึงห้านาทีก็ถึง ซึ่งเราเองก็เป็นคนหนึ่งที่เพิ่งจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ มันอุดมไปด้วยความเขียวชอุ่มของแมกไม้ดึกดำบรรพ์ ห่มคลุมตัวเองท่ามกลางหมอกหนาที่พัดผ่านเข้ามาเรื่อยๆ ในยามเช้าบ่าย มันมีนกน้อยนานาพันธุ์ส่งเสียงเจื้อยแจ้วชวนให้เราผ่อนคลาย ‘อ่างกา’ คือชื่อของผืนป่าแห่งนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-31-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-151262" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-31-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-31-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-31-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-31-1536x1025.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-31-2048x1367.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-31-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-31-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-31-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-31-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">เพื่อฟื้นฟูผืนป่าเพื่อรักษาระบบนิเวศ</h3>



<p>แม้ไม่ได้มีบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า ชื่อของอ่างกามาจากไหน ถึงอย่างนั้น คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดคือ อ่างกาเป็นภาษาปกาเกอะญอ แปลว่าใหญ่, ภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงดอยอินทนนท์นั่นเอง&nbsp;</p>



<p>แต่เริ่มเดิมที อ่างกาคือผืนป่าหย่อมเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆ จุดสูงสุดของยอดดอยอินทนนท์ที่หากเป้าหมายในการเดินทางของคุณคือมาให้ถึงจุดสูงสุดของแดนสยาม ก็คงไม่แปลกที่ใครๆ จะพากันมองข้ามพื้นที่แห่งนี้ไป แต่หากเราย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2534 &#8211; 2536 อ่างกานี่แหละคือผืนป่าที่ ไมเคิล แมคมิลแลน วอลซ์ นักสัตววิทยาชาวแคนาดาและอาสาสมัครประจำอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ได้ตระหนักถึงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพของมัน จนได้วางเส้นทางศึกษาธรรมชาติในบริเวณอ่างกาไว้อย่างเสร็จสรรพ</p>



<p>แต่พอเวลาผ่านไป เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่วอลซ์ได้วางไว้กลับค่อยๆ เสื่อมโทรมลง จวบจนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา มูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดยบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ได้เข้ามาฟื้นฟูและพัฒนาเส้นทางใหม่ทั้งหมดให้มีความแข็งแรงปลอดภัย เป็นมิตรและกลมกลืนกับสภาพธรรมชาติในปัจจุบัน และรองรับการใช้งานของคนทุกกลุ่ม ควบคู่กับการพัฒนาป้ายสื่อความหมายในเส้นทาง 11 จุด เพื่อเป็นสื่อกลางถ่ายทอดความรู้และคุณค่าทางธรรมชาติแก่ผู้มาเยือนตลอดเส้นทาง เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาจึงได้หวนกลับมาสู่สภาพที่พร้อมจะอ้าแขนต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้คนที่สนใจเรียนรู้ธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-8-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-151264" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-8-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-8-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-8-1536x1025.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-8-2048x1367.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-8-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-8-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในระหว่างการเดินทางไปอ่างกา เรามีโอกาสได้พูดคุยกับเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป และประธานกรรมการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ซึ่งเล่าให้ฟังถึงจุดประสงค์ของมูลนิธิไทยรักษ์ป่าว่า “เราก่อตั้งมูลนิธิไทยรักษ์ป่าขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ด้วยเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและผืนป่าต้นน้ำที่สำคัญของประเทศให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้เป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศป่าต้นน้ำ เป็นหนึ่งในภารกิจที่มูลนิธิฯ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เยาวชนและนักท่องเที่ยวมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำ และร่วมรักษาไว้เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป</p>



<p>“มูลนิธิไทยรักษ์ป่ามองว่า หัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การปกป้องผืนป่า คือการที่สังคมมองเห็นคุณค่าของป่านั่นเอง” เทพรัตน์อธิบาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Portrait-6-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-151269" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Portrait-6-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Portrait-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Portrait-6-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Portrait-6-1536x1025.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Portrait-6-2048x1367.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Portrait-6-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Portrait-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Portrait-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Portrait-6-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ความหลากหลายของสรรพชีวิตในอ่างกา</h3>



<p>320 เมตร คือระยะทางของเส้นทางศึกษาธรรมชาติของอ่างกา ระยะทางที่หากเทียบกับเส้นทางศึกษาธรรมชาติอื่นๆ ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ได้ยาวหรือฟังดูท้าทายอะไรนัก อย่างไรก็ตาม ภายใต้ระยะทางขนาดสั้นนี่เอง อ่างกากลับแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและสลับซับซ้อนของระบบนิเวศของผืนป่าบนยอดเขาสูงได้อย่างน่าสนใจ</p>



<p>เมื่อเดินทางถึงอ่างกา สิ่งแรกที่รอต้อนรับเราอยู่คือผืนป่าดึกดำบรรพ์ที่มีอายุกว่า 4,300 ล้านปี เขียวครึ้มชุ่มฉ่ำไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นมอสส์ เฟิร์น ข้าวตอกฤาษี และกุหลาบพันปี ซึ่งล้วนแล้วแต่ปรับตัวได้ดีกับผืนป่าที่มีอากาศหนาวจัด เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ อีกข้อหนึ่งที่เราเพิ่งจะได้รู้จากการเดินทางมาเยือนอ่างกาครั้งนี้คือ ยอดเขาสูงแห่งนี้ยังเป็นแนวเขาที่ต่อเนื่องมาจากเทือกเขาหิมาลัย จากการพบเฟิร์นสายพันธุ์เดียวกับที่เติบโตอยู่บนยอดเขาหิมาลัย โดยที่เฟิร์นสายพันธุ์นี้ก็ไม่สามารถพบเห็นได้ในภูเขาที่ไหนในประเทศไทย ยกเว้นก็แต่ยอดดอยอินทนนท์แห่งนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-3-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-151267" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-3-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-3-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-3-1536x1025.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-3-2048x1367.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-3-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-53-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-151260" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-53-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-53-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-53-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-53-1536x1025.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-53-2048x1367.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-53-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-53-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-53-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-53-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>กลางผืนป่าอ่างกายังมีแอ่งน้ำซับลักษณะเป็นป่าพรุขนาด 30 ไร่ ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่หาได้ยากรูปแบบหนึ่งของไทย และยังอยู่บนยอดดอยที่สูงที่สุดของประเทศ ป่าพรุภูเขาดังกล่าวเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่มีคุณภาพ และเป็นต้นกำเนิดสายน้ำส่วนหนึ่งที่ไหลรวมเป็นแม่น้ำปิง</p>



<p>พ้นไปจากความหลากหลายของพืชพันธุ์ สปีชีส์ของสรรพสัตว์ที่พบในผืนป่าแห่งนี้ก็มากมายไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา ‘นกชอบหนาว’ สารพัดสายพันธุ์ที่ดูจะชื่นชอบความหนาวเย็นของอ่างกาเป็นพิเศษ จากการสำรวจของนักนิเวศวิทยาพบว่า ผืนป่าบนยอดดอยอินทนนท์แห่งนี้เป็นบ้านหลังใหญ่ของนกกว่า 490 ชนิด จากนก 1,071 ชนิดที่พบในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นนกกระจิ๊ดคอเทา นกกินปลีหางยาวเขียวสายพันธุ์อ่างกา และนกพิราบป่าเขาสูง เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างเพียงหยิบมือของนกหายากที่พบเห็นได้ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา</p>



<p>ระหว่างที่เราย่ำเท้าไปเรื่อยๆ พลางตั้งใจฟังบทสนทนาของธรรมชาติรอบตัว อย่างไม่ทันตั้งตัว อยู่ๆ ก็ปรากฏหมอกหนาพัดผ่านเข้ามาจนคล้ายจะพร่าเลือนเส้นทางตรงหน้าเราไปชั่วขณะ ก่อนจะอันตรธานหายไปในเวลาเพียงไม่นาน แต่แล้วพอเราเริ่มเดินหน้าต่อไปอีกไม่กี่ก้าว ฉับพลันทันใดนั้นเอง เม็ดฝนเล็กๆ ก็ร่วงหล่นลงจากฟ้าจนพาให้เราชุ่มฉ่ำขึ้นมาในทันควัน แสงแดดอ่อนที่สาดทอลงมาพอให้อบอุ่น กับการปุบปับสับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ ระหว่างหมอกขาวและเม็ดฝน เหล่านี้เองคืออีกหนึ่งคุณลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของผืนป่าแห่งนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-60-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-151259" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-60-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-60-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-60-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-60-1536x1025.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-60-2048x1367.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-60-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-60-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-60-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-60-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>‘ป่าซ่อมป่า’ คืออีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เราพบเจอก่อนจะสิ้นสุดเส้นทาง ลองหลับตาแล้วจินตนาการตามเราว่า ในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ต่างก็แผ่ขยายกิ่งก้านใบจนบดบังช่องว่างที่แสงแดดจะส่องลงมาถึงพื้นเสียมิดชิด นั่นเท่ากับว่า พืชพันธุ์ขนาดเล็กที่ไม่มีโอกาสสัมผัสแสงอาทิตย์จึงไม่อาจเติบโตได้อย่างเต็มที่ แต่แล้ววันหนึ่ง ต้นไม้ขนาดใหญ่เหล่านั้นก็ผุพังหรือบ้างก็ถูกลมพายุโค่นล้มลงมา จนก่อให้เกิดพื้นที่ว่างขึ้นกลางป่าที่แสงแดดจะสามารถสาดส่องถึงพื้นได้โดยตรง เมื่ออุณหภูมิของพื้นดินสูงขึ้น ควบคู่ไปกับความชื้นที่ลดลง นี่เองจึงนำไปสู่การเติบโตอย่างรวดเร็วของพืชพันธุ์นานาชนิดจนหวนกลับมาสู่ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ธรรมชาติเองก็มีวัฏจักรของมัน ซึ่งการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองของผืนป่าแห่งนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนต่อพลังของธรรมชาติในการรักษาสมดุลของตัวมันเอง โดยที่มนุษย์อย่างเราๆ ไม่จำเป็นจะต้องยื่นมือเข้าไปผสมโรงด้วยเลยแม้เพียงนิดเดียว</p>



<h3 class="wp-block-heading">เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ทุกคนเข้าถึงได้</h3>



<p>หนึ่งในข้อดีของเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาคือ ความไม่สลับซับซ้อนของเส้นทาง ซึ่งช่วยให้มูลนิธิไทยรักษ์ป่าสามารถพัฒนาเส้นทางการเดินป่าแห่งนี้ให้สอดคล้องกับแนวคิด ‘อารยสถาปัตย์’ (universal design) นั่นคือการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานของสมาชิกต่างๆ ในสังคมอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่แค่เฉพาะคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด</p>



<p>ตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดอารยสถาปัตย์ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ คือการออกแบบเส้นทางที่ตอบสนองกับการใช้งานวีลแชร์ ซึ่งช่วยให้ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวและผู้สูงอายุซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้รถเข็น ก็สามารถที่จะมาสัมผัมธรรมชาติของอ่างกาได้เช่นกัน แม้ว่าปัจจุบันทางสำหรับรถเข็นจะยังไม่สามารถเชื่อมต่อไปยังเส้นทางศึกษาธรรมชาติทั้งหมดได้ เนื่องจากพื้นที่ส่วนต้นนั้นมีความลาดชันสูงมาก หากต้องทำทางลงใหม่จะรบกวนธรรมชาติมากเกินไป แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้คนทุกกลุ่มได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติ นอกจากนี้ ตรงจุดเช็กอินสำหรับรถเข็นยังมีชุดข้อมูลด้านธรรมชาติของอ่างกาแบบดิจิทัลที่เก็บรายละเอียดแม้กระทั่งเสียงนกหลากหลายชนิดที่แวะมาที่อ่างกาแห่งนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-48-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-151261" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-48-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-48-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-48-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-48-1536x1025.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-48-2048x1367.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-48-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-48-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-48-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-48-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อ่านถึงตรงนี้ ใครที่เริ่มมีความคิดอยากจะไปอ่างกาขึ้นมา แต่ยังไม่มีแพลนจะเดินทางไปเชียงใหม่ก็ไม่ต้องเซ็งไป เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน มูลนิธิไทยรักษ์ป่าก็ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น ‘อ่างกา Virtual 360 องศา’ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นแอปฯ ที่บันทึกภาพของอ่างกา 360 องศาเท่านั้น หากยังบันทึกองค์ความรู้ต่างๆ ของธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้ไว้อย่างครบถ้วนอีกด้วย โดยสามารถลองเข้าไปดูกันได้<a href="https://thairakpa.org/angkha/index.htm">ที่นี่</a> </p>



<p>“แน่นอนว่า ป่าแต่ละผืนต่างก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แต่ที่นี่พิเศษเพราะเป็นผืนป่าที่สูงที่สุด มันมีความหลากหลายทางธรรมชาติและระบบนิเวศทั้งพืชและสัตว์ มีความผสมกลมเกลียวกันของสิ่งมีชีวิตต่างๆ อย่างสลับซับซ้อน” เทพรัตน์อธิบาย</p>



<p>จริงอย่างที่เทพรัตน์ว่า เพราะแม้ระยะทางของเส้นทางศึกษาธรรมชาติของอ่างกาจะสั้นๆ เพียง 320 เมตร แต่เรากลับพบว่า ผืนป่าหย่อมเล็กๆ ผืนนี้กลับมอบความรู้ทางนิเวศวิทยาที่มากกว่าที่เราคาดคิดไว้ สองชั่วโมงคือระยะเวลาที่เราย่ำเดินไปอย่างเชื่องช้าบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ แล้วก็เป็นระยะเวลาสองชั่วโมงเดียวกันนี้ที่เรารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกโอบอุ้มด้วยหมู่มวลพฤกษา</p>



<p>นานเท่าไรแล้วที่เราไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ นานเท่าไรแล้วที่เราไม่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ของผืนป่า นานเท่าไรแล้วที่เราไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยงกับสรรพชีวิตอื่นๆ ที่ต่างก็ดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มาตั้งแต่โบราณกาล</p>



<p>นานเท่าไรแล้วที่เราหลงลืมไปว่า การเป็นมนุษย์นี่มันช่างกระจ้อยร่อยเสียเหลือเกิน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-82-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-151257" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-82-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-82-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-82-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-82-1536x1025.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-82-2048x1367.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-82-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-82-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-82-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Nature-82-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ang-kaa/">ชวนไปเดินศึกษาความหลากหลายของชีวิตในผืนป่าดึกดำบรรพ์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา ดอยอินทนนท์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Drive My Car ในพื้นที่ปลอดภัยที่เราจะโอบกอดความพังทลายในชีวิตของกันและกัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/drive-my-car/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Nov 2021 10:35:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[Drive My Car]]></category>
		<category><![CDATA[cannes film festival]]></category>
		<category><![CDATA[Japanese film]]></category>
		<category><![CDATA[Movie Review]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[cinema]]></category>
		<category><![CDATA[Ryusuke Hamaguchi]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=150647</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากพอจะมีข้อมูลที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับ Yusuke อยู่บ้าง คือเขาเป็นชายญี่ปุ่นวัยกลางคนที่ประกอบอาชีพเป็นนักแสดงละครเวที เขาแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งและอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาเป็นเวลาหลายปี แล้วเขาก็ขับรถยนต์สัญชาติสวีดิชยี่ห้อ Saab สีแดงแปร๊ดที่คล้ายว่าจะกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขาไปแล้ว และหากพอจะมีข้อมูลที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของยูสึเกะอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็นคำอธิบายง่ายๆ ทำนองว่า เดิมๆ ซ้ำๆ วนเวียนอยู่กับการท่องจำบทละครเรื่องเดียวที่คล้ายว่าเศษเสี้ยวชีวิตของเขาจะพันธนาการอยู่กับมันอย่างแยกกันไม่ขาด ในระหว่างขับรถยนต์คันเดียวที่มีไปตามจุดหมายปลายทาง ยูสึเกะจะเปิดเทปซึ่งบันทึกคำพูดของตัวละครต่างๆ ที่อ่านออกเสียงโดยภรรยาสาว เทปที่จงใจเว้นว่างอย่างเฉพาะเจาะจงในช่วงจังหวะที่ตัวละครที่รับบทโดยยูสึเกะจะเอ่ยคำพูดขึ้นมา ซึ่งนักแสดงหนุ่มใหญ่ก็จะเปล่งเสียงเพื่อถมช่องว่างให้กับบทละครเรื่องเดิมไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ฝึกฝนและจดจำจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน &#8211; ประหนึ่งพิธีกรรม &#8211; ที่ยูสึเกะจะต้องปฏิบัติซ้ำๆ ทุกครั้งในระหว่างที่ขับรถยนต์ อาจกล่าวได้ว่า ข้อมูลคร่าวๆ เหล่านี้เพียงพอที่จะช่วยให้คุณรู้จักยูสึเกะขึ้นมาบ้าง ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเพียง ‘ข้อมูลภายนอก’ ที่ตัวละครยินดีจะให้คุณได้รับรู้ เพราะหากได้ลองแหวกหลังม่านการละครไปจ้องมองอีกฉากชีวิตที่หลบซ่อนอยู่ของยูสึเกะ คุณจะได้พบเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากเรื่องราวในหน้าฉาก เช่นว่า&#160; ยูสึเกะและภรรยาได้สูญเสียลูกสาวเพียงคนเดียวไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ซึ่งความเศร้านี้ก็คล้ายจะปกคลุมความสัมพันธ์ของทั้งสองเรื่อยมานับแต่นั้น หรือการที่ยูสึเกะเองก็รับรู้ดีว่า พ้นไปจากการร่วมรักกับเขาแล้ว ภรรยาของเขายังร่วมหลับนอนกับชายอื่นอยู่บ่อยๆ ถึงขนาดที่ว่า ยูสึเกะเองก็เคยเห็นภาพที่คนรักกำลังมีเซ็กซ์อย่างเร่าร้อนกับนักแสดงหนุ่มอีกคนหนึ่ง มันอาจเป็นความลับดำมืดของภรรยาที่สามีบังเอิญไปรับรู้อย่างช่วยไม่ได้ หรือมันอาจเป็นความจริงที่ปรากฏตรงหน้าอย่างทนโท่หากนักแสดงหนุ่มกลับยืนยันจะเบือนหน้าหนีอยู่เสมอ จะด้วยเหตุผลกลใดก็สุดแล้วที่ใครจะรู้ได้ แต่นั่นแหละ นี่คือชีวิตประจำวันที่ดำเนินไปของยูสึเกะ มันมีหน้าฉากที่คล้ายจะปลอดโปร่งโล่งสว่าง แล้วมันก็มีหลังฉากที่คล้ายจะอึดอัดและดำสนิท มันมีเสียงของบทละครที่ถูกเปิดเล่นซ้ำๆ แล้วมันก็มีรถยนต์สีแดงหนึ่งคันที่จะขับวนไปอย่างเรื่อยเปื่อยบนท้องถนนในโตเกียว กิจวัตรประจำวันของยูสึเกะเวียนวนไปอย่างเอื่อยเนือยเฉื่อยช้า จนกระทั่งค่ำวันหนึ่งที่เขากลับบ้านมาพบกับร่างไร้วิญญาณของภรรยานอนนิ่งอยู่กับพื้น เป็นพริบตานั้นเองที่ยูสึเกะพลันตระหนักว่าชีวิตเขาได้พังครืนลงมาอย่างที่ไม่อาจประกอบคืนได้อีกแล้ว 2. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/drive-my-car/">Drive My Car ในพื้นที่ปลอดภัยที่เราจะโอบกอดความพังทลายในชีวิตของกันและกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หากพอจะมีข้อมูลที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับ Yusuke อยู่บ้าง คือเขาเป็นชายญี่ปุ่นวัยกลางคนที่ประกอบอาชีพเป็นนักแสดงละครเวที เขาแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งและอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาเป็นเวลาหลายปี แล้วเขาก็ขับรถยนต์สัญชาติสวีดิชยี่ห้อ Saab สีแดงแปร๊ดที่คล้ายว่าจะกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขาไปแล้ว</p>



<p>และหากพอจะมีข้อมูลที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของยูสึเกะอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็นคำอธิบายง่ายๆ ทำนองว่า เดิมๆ ซ้ำๆ วนเวียนอยู่กับการท่องจำบทละครเรื่องเดียวที่คล้ายว่าเศษเสี้ยวชีวิตของเขาจะพันธนาการอยู่กับมันอย่างแยกกันไม่ขาด ในระหว่างขับรถยนต์คันเดียวที่มีไปตามจุดหมายปลายทาง ยูสึเกะจะเปิดเทปซึ่งบันทึกคำพูดของตัวละครต่างๆ ที่อ่านออกเสียงโดยภรรยาสาว เทปที่จงใจเว้นว่างอย่างเฉพาะเจาะจงในช่วงจังหวะที่ตัวละครที่รับบทโดยยูสึเกะจะเอ่ยคำพูดขึ้นมา ซึ่งนักแสดงหนุ่มใหญ่ก็จะเปล่งเสียงเพื่อถมช่องว่างให้กับบทละครเรื่องเดิมไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ฝึกฝนและจดจำจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน &#8211; ประหนึ่งพิธีกรรม &#8211; ที่ยูสึเกะจะต้องปฏิบัติซ้ำๆ ทุกครั้งในระหว่างที่ขับรถยนต์</p>



<p>อาจกล่าวได้ว่า ข้อมูลคร่าวๆ เหล่านี้เพียงพอที่จะช่วยให้คุณรู้จักยูสึเกะขึ้นมาบ้าง ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเพียง ‘ข้อมูลภายนอก’ ที่ตัวละครยินดีจะให้คุณได้รับรู้ เพราะหากได้ลองแหวกหลังม่านการละครไปจ้องมองอีกฉากชีวิตที่หลบซ่อนอยู่ของยูสึเกะ คุณจะได้พบเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากเรื่องราวในหน้าฉาก เช่นว่า&nbsp; ยูสึเกะและภรรยาได้สูญเสียลูกสาวเพียงคนเดียวไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ซึ่งความเศร้านี้ก็คล้ายจะปกคลุมความสัมพันธ์ของทั้งสองเรื่อยมานับแต่นั้น หรือการที่ยูสึเกะเองก็รับรู้ดีว่า พ้นไปจากการร่วมรักกับเขาแล้ว ภรรยาของเขายังร่วมหลับนอนกับชายอื่นอยู่บ่อยๆ ถึงขนาดที่ว่า ยูสึเกะเองก็เคยเห็นภาพที่คนรักกำลังมีเซ็กซ์อย่างเร่าร้อนกับนักแสดงหนุ่มอีกคนหนึ่ง มันอาจเป็นความลับดำมืดของภรรยาที่สามีบังเอิญไปรับรู้อย่างช่วยไม่ได้ หรือมันอาจเป็นความจริงที่ปรากฏตรงหน้าอย่างทนโท่หากนักแสดงหนุ่มกลับยืนยันจะเบือนหน้าหนีอยู่เสมอ จะด้วยเหตุผลกลใดก็สุดแล้วที่ใครจะรู้ได้ แต่นั่นแหละ นี่คือชีวิตประจำวันที่ดำเนินไปของยูสึเกะ มันมีหน้าฉากที่คล้ายจะปลอดโปร่งโล่งสว่าง แล้วมันก็มีหลังฉากที่คล้ายจะอึดอัดและดำสนิท มันมีเสียงของบทละครที่ถูกเปิดเล่นซ้ำๆ แล้วมันก็มีรถยนต์สีแดงหนึ่งคันที่จะขับวนไปอย่างเรื่อยเปื่อยบนท้องถนนในโตเกียว</p>



<p>กิจวัตรประจำวันของยูสึเกะเวียนวนไปอย่างเอื่อยเนือยเฉื่อยช้า จนกระทั่งค่ำวันหนึ่งที่เขากลับบ้านมาพบกับร่างไร้วิญญาณของภรรยานอนนิ่งอยู่กับพื้น เป็นพริบตานั้นเองที่ยูสึเกะพลันตระหนักว่าชีวิตเขาได้พังครืนลงมาอย่างที่ไม่อาจประกอบคืนได้อีกแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/06_Article_landscape_Drive-My-Car2-1024x683.jpg" alt="Drive My Car" class="wp-image-150669" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/06_Article_landscape_Drive-My-Car2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/06_Article_landscape_Drive-My-Car2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/06_Article_landscape_Drive-My-Car2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/06_Article_landscape_Drive-My-Car2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/06_Article_landscape_Drive-My-Car2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/06_Article_landscape_Drive-My-Car2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/06_Article_landscape_Drive-My-Car2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/06_Article_landscape_Drive-My-Car2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">2.</h3>



<p>หลังจากที่ได้แจ้งเกิดให้กับตัวเองจาก <em>Happy Hour </em>(2015) และ <em>Asako I &amp; II </em>(2018) ในปี 2021 นี้ Ryūsuke Hamaguchi ผู้กำกับหนุ่มวัย 42 ก็ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับภาพยนตร์ใหม่สองเรื่องด้วยกัน ได้แก่ <em>Wheel of Fortune and Fantasy</em> (2021) และ <em>Drive My Car </em>(2021) โดยเรื่องแรกก็ได้พาฮามากูจิไปคว้ารางวัล Silver Berlin Bear ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ส่วนเรื่องที่สองนี้ก็ได้พาเขาไปคว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา</p>



<p>อย่างที่รู้กันดีว่า ฮามากูจิดัดแปลง<em> Drive My Car </em>มาจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของ Haruki Murakami ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้น <em>Men without Women</em> ที่บอกเล่าเรื่องราวคล้ายๆ กันของนักแสดงวัยกลางคนผู้โดดเดี่ยวซึ่งหลังจากสูญเสียภรรยาผู้เป็นที่รักไปก็อยู่ตัวลำพังคนเดียว กระทั่งได้มาพบกับ Misaki โชเฟอร์สาวที่มารับหน้าที่ขับรถให้กับเขา แม้ว่าโครงเรื่องคร่าวๆ ของ <em>Drive My Car</em> ฉบับภาพยนตร์จะไม่ต่างไปจากฉบับเรื่องสั้นมากนัก นั่นคือหลังจากที่ยูสึเกะสูญเสียภรรยาไป เขาก็ได้พบกับโชเฟอร์สาวผู้มีชื่อเดียวกับในเรื่องสั้น ถึงอย่างนั้น ฮามากูจิก็ประสบความสำเร็จในการสอดแทรกเอกลักษณ์และความสนใจเฉพาะตัวลงไปในเรื่องราวของ <em>Drive My Car </em>ได้อย่างลงตัว โดยที่ยังคงรักษามวลอารมณ์หม่นหมองและความรู้สึกหลอกหลอนที่อยู่ๆ ก็เสียดแทงเข้ามาอย่างเฉียบพลันตามสไตล์มูราคามิไว้ได้อย่างแม่นยำ</p>



<p>แน่นอน ความสนใจเฉพาะตัวของฮามากูจิก็ไม่ใช่อะไรอื่นแต่คือ ‘การแสดง’ (perform) เพียงแต่ความหมายของการแสดงใน <em>Drive My Car </em>กลับไม่ได้หยุดนิ่งตายตัว แต่คล้ายว่าจะปรับเปลี่ยนหรือกระทั่งยักย้ายถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา กล่าวได้ว่า ในระนาบหนึ่ง การแสดงที่ว่านี้คือ การแสดงละครเวที (stage performance) ที่หมายรวมถึงกระบวนการต่างๆ ที่ประกอบสร้างละครเวทีเรื่องหนึ่งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทละคร การซ้อมบทละคร ไปจนถึงการ ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ กับตัวละคร ไม่ว่าจะในระหว่างการซักซ้อม หรือในระหว่างที่ยืนอยู่บนเวที โดยที่ขณะเดียวกัน ความหมายของการแสดงใน <em>Drive My Car </em>ก็ไม่ได้จะยึดโยงอยู่กับละครเวทีเพียงเท่านั้น หากยังกินความหมายที่ครอบคลุมไปถึงการแสดงในชีวิตประจำวันที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการพบปะสังสรรค์ การกล่าวทักทายกัน ไปจนถึงสีหน้าโศกเศร้าไว้อาลัย&nbsp;</p>



<p>ในช่วงหนึ่งของบทสัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Indiewire ฮามากูจิได้กล่าวไว้ว่า “คนเราต่างก็แสดงอยู่ตลอดเวลา” ซึ่งก็เป็นประโยคสั้นๆ นี่เองที่อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="536" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car3-1024x536.jpg" alt="Drive My Car" class="wp-image-150668" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car3-1024x536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car3-300x157.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car3-768x402.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car3-1536x804.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car3-2048x1072.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car3-600x314.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">3.</h3>



<p>Erving Goffman คือนักสังคมวิทยาชาวแคเนเดียน &#8211; อเมริกันคนสำคัญ ผู้เขียนหนังสือเล่มดังอย่าง <em>The Presentation of Self in Everyday Life </em>ที่พาเราไปพิจารณาการปฏิสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม (Social Interaction) ภายใต้การวิเคราะห์แบบ Dramaturgical Analysis หรือ ‘การวิเคราะห์เชิงละคร’</p>



<p>ในสายตาของกอฟฟ์แมน เขามองว่ามนุษย์ทุกคนต่างก็กำลังแสดงอยู่บนเวที (Stage) โดยที่องค์ประกอบของเวทีแห่งนี้ก็ถูกจัดแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน นั่นคือ ‘หน้าฉาก’ (Front Stage) และ ‘หลังฉาก’ (Back Stage) ในส่วนของหน้าฉาก กอฟฟ์แมนเสนอว่า มนุษย์ทุกคนต่างก็ประกอบสร้างตัวตนและบทบาทหน้าฉากของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ มารยาท หรือการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึก โดยที่การประกอบสร้างนี้ก็เป็นไปเพื่อจะนำเสนออัตลักษณ์ที่เฉพาะเจาะจงของตัวเราซึ่งอาจปรับเปลี่ยนไปตาม ‘เวที’ ที่เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นหมอที่อยู่ในโรงพยาบาล คุณก็อาจจำเป็นต้องสวมบทบาทของหมอผู้เชี่ยวชาญเพราะคุณต้องแสดงไปตามบทบาทที่ผู้คนในโรงพยาบาลคาดหวังว่าจะเห็นจากคุณ ในทางกลับกัน เมื่อเวทีของคุณเปลี่ยนจากโรงพยาบาลเป็นห้างสรรพสินค้า บทบาทของคุณก็อาจปรับเปลี่ยนไปเป็นลูกค้ามารยาทดีในห้างสรรพสินค้า ไม่แซงคิว ต่อราคา หรือแสดงอำนาจความเป็นหมอออกมา เพราะนี่คือกติกาทางสังคมของเวทีแห่งนี้&nbsp;</p>



<p>พูดให้ชัดขึ้นคือ มนุษย์สวมบทบาทหน้าฉากและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคมอย่างระมัดระวังก็เพื่อที่เราจะ ‘ถูกนับรวม’ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมภายใต้จุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป เพียงแต่ในขณะที่ชีวิตส่วนหนึ่งของเราแสดงอยู่บนหน้าฉาก มนุษย์ทุกคนต่างก็มีหลังฉาก ที่เราจะสามารถปลดเปลื้องตัวเองจากความคาดหวัง ความกดดันต่างๆ ที่ดำเนินอยู่ในหน้าฉากของสังคมได้ เป็นพื้นที่หลังฉากนี่เองที่กอฟฟ์แมนมองว่า มนุษย์จะสามารถเข้าใกล้ตัวตนที่แท้จริง (true-selves) ของตัวเองได้มากที่สุด</p>



<p>ในแง่นี้ หากเราลองพิจารณา <em>Drive My Car </em>ผ่านทฤษฎีของกอฟฟ์แมนจะเห็นว่า ตัวละครต่างๆ ในเรื่องต่างก็ปฏิสัมพันธ์ภายใต้บทบาทที่ปรับเปลี่ยนไปตามหน้าฉากของเวทีที่เปลี่ยนไป เช่น ในเวทีหนึ่ง ยูสึเกะคือนักแสดงละครเวทีผู้โด่งดัง ที่ผู้ชมต่างก็คาดหวังจะได้เห็นการแสดงที่ทรงพลังจากเขา ขณะที่ในอีกเวที ยูสึเกะคือผู้กำกับละครเวทีผู้เก่งกิจ ที่บรรดานักแสดงที่มาแคสต์ต่างก็คาดหวังว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ล้ำค่าและคำแนะนำที่คมคายจากเขา ส่วนในอีกเวทีหนึ่ง ยูสึเกะคือสามีแสนดีผู้รักภรรยาสุดหัวใจ แต่ก็อย่างที่กอฟฟ์แมนเสนอไว้ เวทีเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงแค่หน้าฉากในชีวิตของชายวันกลางคนเท่านั้น แน่นอนว่ามันอาจบอกอะไรเกี่ยวกับยูสึเกะได้บ้าง ทว่ามันก็เป็นข้อมูลเพียงคร่าวๆ&nbsp;</p>



<p>เราจำเป็นต้องแหวกไปหลังม่านเพื่อทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่มากกว่านี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="536" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car4-1024x536.jpg" alt="Drive My Car" class="wp-image-150670" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car4-1024x536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car4-300x157.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car4-768x402.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car4-1536x804.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car4-2048x1072.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/05_FB_Drive-My-Car4-600x314.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">4.</h3>



<p>หากพอจะมีอะไรสักอย่างที่เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่หลังฉากของยูสึเกะ อะไรที่ว่านั้นคงหนีไม่พ้นรถยนต์ Saab สีแดงแปร๊ดที่เขาขับพาตัวเองไปไหนต่อไหน เพราะสำหรับยูสึเกะ บ้านไม่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัย ยิ่งเมื่อได้เห็นกับตาว่า ภรรยาของตัวเองได้พาผู้ชายคนอื่นมามีเซ็กซ์ถึงในบ้านด้วยแล้ว พื้นที่แคบๆ ในรถคันเก่าที่เขาจะสามารถนั่งอยู่เงียบๆ ได้อย่างลำพังคนเดียวจึงสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับยูสึเกะเสมอมา</p>



<p>สอดคล้องไปด้วยกัน รถคันนี้ยังเป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่ยูสึเกะจะสามารถปลดเปลื้องความนึกคิดที่เขามีต่อภรรยาได้อย่างไม่ต้องสนใจใคร ผ่านการต่อบทกับเทปเสียงบทละครไปเรื่อยๆ แม้ว่ายูสึเกะจะกล่าวอ้างว่า การซักซ้อมนี้คือกิจวัตรประจำวันที่เขาชาชิน แต่หากเราลองสังเกตคำพูดที่ตัวละครของเขาโต้ตอบกลับไปยังเสียงของภรรยาที่บันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็น “ชีวิตของฉันช่างสูญเปล่า” หรือ “ผู้หญิงไม่ควรจะได้รับการอภัยจากการนอกใจของเธอ” เหล่านี้ล้วนเป็นคำพูดที่ &#8211; หากไม่ได้ยืมปากของตัวละครสมมติในละครเวทีพูดแล้ว &#8211; ยูสึเกะไม่เคยจะเอ่ยกับใครเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภรรยา ที่คล้ายว่า ภายใต้ฉากหน้าของสามีผู้แสนดี คำพูดเหล่านี้ต่างหากคือตัวตนจริงๆ ของยูสึเกะที่เขาไม่สามารถเปิดเผยออกมาให้ใครได้เห็นได้ จำเป็นต้องพร่ำพ่นซ้ำๆ กับตัวเองข้างหลังพวงมาลัยอยู่ร่ำไป</p>



<p>นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมยูสึเกะจึงปฏิเสธเป็นพัลวันเมื่อพบว่า มิซากิ หญิงสาวรุ่นราวคราวลูกจะมาเป็นโชเฟอร์คอยขับรถให้กับเขา มันไม่ใช่เพราะยูสึเกะไม่ไว้วางใจทักษะการขับรถของมิซากิ หรือมองว่าผู้หญิงขับรถได้แย่กว่าผู้ชายแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะความคิดที่ว่า เขากำลังจะอนุญาตให้ใครสักคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จักเข้ามาในพื้นที่หลังฉากของเขาต่างหาก เป็นความรู้สึกว่า เขากำลังจะสูญเสียพื้นที่ปลอดภัยเพียงแห่งเดียวไปต่างหากที่รบกวนจิตใจยูสึเกะอย่างที่สุด&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม <em>Drive My Car</em> คือภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเรียกว่า ฉากหลัง หรือพื้นที่ปลอดภัย แต่เส้นแบ่งของอาณาเขตเหล่านี้สามารถที่จะยืดขยายออกได้ ไม่จำเป็นว่าฉากหลังจะต้องเป็นพื้นที่เฉพาะเจาะจงของปัจเจกเสมอไป นั่นเพราะปัจเจกก็สามารถที่จะอนุญาตให้ใครสักคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ได้ ใน <em>Drive My Car </em>เราได้เห็นว่า ความไว้วางใจที่ค่อยๆ พัฒนาไประหว่างยูสึเกะและมิซากิไม่เพียงจะนำไปสู่ปลายทางที่ยูสึเกะอนุญาตให้มิซากิเข้ามาในฉากหลังของเขาเท่านั้น แต่มิซากิเองก็ได้อนุญาตให้ยูสึเกะรับรู้ถึงฉากหลังที่เด็กสาวคอยแต่จะกลบฝังอยู่ภายใต้ฉากหน้าที่เฉยชา แห้งแล้งไร้ปฏิสัมพันธ์</p>



<p>เป็นภายในรถยนต์ยี่ห้อ Saab บุโรทั่งคันนี้เองที่มนุษย์สองคนได้แบ่งปันฉากหลังของกันและกันอย่างบริสุทธิ์ใจ</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car2-1-683x1024.jpg" alt="" data-id="150671" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car2-1.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=150671" class="wp-image-150671" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car2-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car2-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car2-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car2-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car2-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car2-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car3-1-683x1024.jpg" alt="" data-id="150672" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car3-1.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=150672" class="wp-image-150672" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car3-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car3-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car3-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car3-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car3-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/07_Article_portrait_Drive-My-Car3-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li></ul></figure>



<h3 class="wp-block-heading">5.</h3>



<p>ในบทสัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Guardian ฮามากูจิเล่าว่า ในช่วงปี 2011 ขณะที่เขากำลังถ่ายสารคดีเกี่ยวกับแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น เขากับผู้กำกับร่วมอีกคนหนึ่งมักจะขับรถไปเรื่อยๆ วันละหลายชั่วโมง “โดยปกติแล้วเราสองคนไม่ค่อยจะคุยกันเท่าไหร่หรอกครับ แต่ผมกลับพบว่า พวกเราคุยกันมากขึ้นพอนั่งอยู่ในรถ”</p>



<p>ผมไม่รู้ว่าฮามากูจิกับผู้กำกับร่วมของเขาพูดคุยอะไรกันบ้างในระหว่างที่เส้นสายของทิวทัศน์สองข้างทางเคลื่อนผ่านไป จะเป็นเรื่องความปวดหัวที่พบเจอในกองถ่ายหรือเปล่า หรือจะเป็นการนั่งปรับทุกข์ต่อความเหน็ดเหนื่อยของชีวิตที่ไม่เคยจะมีอะไรง่าย</p>



<p>จะเกี่ยวข้องกับผู้คนรอบตัวพวกเขาทั้งคู่หรือเปล่า หรือจะเป็นอะไรที่ส่วนตัวกว่านั้น ก็สุดแล้วแต่ที่ผมจะรู้ได้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/drive-my-car/">Drive My Car ในพื้นที่ปลอดภัยที่เราจะโอบกอดความพังทลายในชีวิตของกันและกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>UNDERCOVER แบรนด์แฟชั่นหัวใจพังก์ ที่หยิบภาพยนตร์ ดนตรี และแฟชั่นมาผสานรวมกันอย่างลงตัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/undercover/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Sep 2021 11:04:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Super Market]]></category>
		<category><![CDATA[Multi Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[Hiroshi Fujiwara]]></category>
		<category><![CDATA[UNDERCOVER]]></category>
		<category><![CDATA[Jun Takahashi]]></category>
		<category><![CDATA[Nigo]]></category>
		<category><![CDATA[Japan]]></category>
		<category><![CDATA[BAPE]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Street Fashion]]></category>
		<category><![CDATA[Streetwear]]></category>
		<category><![CDATA[Japanese fashion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=146636</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงตรีเอกานุภาพของดีไซเนอร์แห่งวงการสตรีทแฟชั่นญี่ปุ่น พ้นไปจาก Hiroshi Fujiwara แห่ง Fragment Design ผู้เป็นเสมือนเจ้าพ่อแห่งสตรีทแวร์และ Nigo ผู้ให้กำเนิดแบรนด์ A Bathing Ape แล้ว ดีไซเนอร์อีกคนหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ Jun Takahashi แห่งแบรนด์ UNDERCOVER ในขณะที่ Supreme ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ด ส่วน A&#160;Bathing Ape ก็ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมฮิปฮอป สำหรับ UNDERCOVER ดนตรีพังก์ร็อกคือหัวใจสำคัญ จนต่อยอดไปเป็นสโลแกนสุดคลาสสิกของแบรนด์ที่ว่า ‘WE MAKE NOISE NOT CLOTHES’ (เราสร้างเสียง ไม่ได้สร้างเสื้อ) คอลัมน์ Multi Brand ครั้งนี้จึงจะพาไปรู้จักกับ UNDERCOVER หนึ่งในแบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่นที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล จากนักร้องวงพังก์สู่แฟชั่นดีไซเนอร์ ก่อนหน้าที่จะผันตัวมาเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ ทาคาฮาชิเคยเป็นนักร้องในวงพังก์ร็อก Tokyo Sex Pistols วงดนตรีที่ทริบิวต์ให้กับวง Sex Pistols มาก่อน ในช่วงที่ยังเป็นนักร้อง สไตล์การแต่งตัวของทาคาฮาชิได้รับอิทธิพลมาจาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/undercover/">UNDERCOVER แบรนด์แฟชั่นหัวใจพังก์ ที่หยิบภาพยนตร์ ดนตรี และแฟชั่นมาผสานรวมกันอย่างลงตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อพูดถึงตรีเอกานุภาพของดีไซเนอร์แห่งวงการสตรีทแฟชั่นญี่ปุ่น พ้นไปจาก Hiroshi Fujiwara แห่ง Fragment Design ผู้เป็นเสมือนเจ้าพ่อแห่งสตรีทแวร์และ Nigo ผู้ให้กำเนิดแบรนด์ A Bathing Ape แล้ว ดีไซเนอร์อีกคนหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ <a href="https://undercoverism.com">Jun Takahashi</a> แห่งแบรนด์ UNDERCOVER</p>



<p>ในขณะที่ Supreme ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ด ส่วน A&nbsp;Bathing Ape ก็ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมฮิปฮอป สำหรับ UNDERCOVER ดนตรีพังก์ร็อกคือหัวใจสำคัญ จนต่อยอดไปเป็นสโลแกนสุดคลาสสิกของแบรนด์ที่ว่า ‘WE MAKE NOISE NOT CLOTHES’ (เราสร้างเสียง ไม่ได้สร้างเสื้อ) คอลัมน์ Multi Brand ครั้งนี้จึงจะพาไปรู้จักกับ UNDERCOVER หนึ่งในแบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่นที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากนักร้องวงพังก์สู่แฟชั่นดีไซเนอร์</strong></h3>



<p>ก่อนหน้าที่จะผันตัวมาเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ ทาคาฮาชิเคยเป็นนักร้องในวงพังก์ร็อก Tokyo Sex Pistols วงดนตรีที่ทริบิวต์ให้กับวง Sex Pistols มาก่อน ในช่วงที่ยังเป็นนักร้อง สไตล์การแต่งตัวของทาคาฮาชิได้รับอิทธิพลมาจาก Vivienne Westwood และ Malcolm McLaren และวง Sex Pistols เป็นหลัก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/140213_0362yoshietominaga_2-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-146638" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/140213_0362yoshietominaga_2-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/140213_0362yoshietominaga_2-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/140213_0362yoshietominaga_2-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/140213_0362yoshietominaga_2-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/140213_0362yoshietominaga_2-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/140213_0362yoshietominaga_2.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในช่วงที่ยังร่วมวงดนตรีกับเพื่อนๆ อยู่นั้น พ้นไปจากการเป็นนักร้องนำของวงแล้ว ชื่อของทาคาฮาชิก็พอจะเป็นที่รับรู้ในฐานะดีไซเนอร์เสื้อวง ซึ่งเขาใช้เทคนิคการคอลลาจจนออกมาเป็นไอเทมยอดนิยมท่ามกลางแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ ของวง Tokyo Sex Pistols จนกระทั่งในช่วงปลายยุค 80s เมื่อทาคาฮาชิได้รู้จักแบรนด์ <a href="https://adaymagazine.com/comme-des-garcons">COMME des GARÇONS</a> ของ Rei Kawakubo เขาก็ถึงกับตะลึงกับดีไซน์เสื้อผ้าของแบรนด์ จนถึงกับตัดสินใจหันมาศึกษาด้านแฟชั่นอย่างจริงๆ จังๆ ทาคาฮาชิตัดสินใจเข้าเรียนต่อด้านแฟชั่นดีไซน์ที่ Bunka Fashion College ในโตเกียว จนได้รู้จักกับฟูจิวาระและนิโกะในเวลาต่อมา</p>



<p>ทาคาฮาชิก่อตั้ง UNDERCOVER ในปี 1990 ขณะที่เขายังเป็นนักศึกษาอยู่ แต่ปัญหาคือเขาไม่มีร้านที่จะขายเสื้อผ้าของแบรนด์ นั่นจึงทำให้ทาคาฮาชิได้จับมือกับนิโกะเปิด NOWHERE ร้านขายเสื้อผ้าในย่านฮาราจูกุในปี 1993 เพื่อวางจำหน่ายสินค้าชิ้นต่างๆ ของ UNDERCOVER โดยที่ NOWHERE ยังขายเสื้อผ้าวินเทจและเสื้อผ้าจากแบรนด์อื่นๆ อย่าง Anarchy Forever Forever Anarchy ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ทาคาฮาชิก่อตั้งร่วมกับฟูจิวาระอีกด้วย หลังจากนั้นไม่นาน NOWHERE ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางของสตรีทแฟชั่นในโตเกียว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="950" height="450" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/nowhere-nigo-jun-takahashi-interview-1.jpg" alt="UNDERCOVER" class="wp-image-146639" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/nowhere-nigo-jun-takahashi-interview-1.jpg 950w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/nowhere-nigo-jun-takahashi-interview-1-300x142.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/nowhere-nigo-jun-takahashi-interview-1-768x364.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/nowhere-nigo-jun-takahashi-interview-1-600x284.jpg 600w" sizes="(max-width: 950px) 100vw, 950px" /></figure>



<p>แต่ในขณะที่นิโกะและฟูจิวาระอุทิศตัวเองให้กับสตรีทแฟชั่น ทาคาฮาชิกลับมุ่งมั่นที่จะเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ที่ทำอะไรมากกว่าการออกแบบลวดลายกราฟิกบนเสื้อยืด ซึ่งทาคาฮาชิมองว่าการออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิงจะช่วยให้เขาได้ฝึกฝนทักษะของแฟชั่นดีไซเนอร์ได้อย่างเต็มที่ จนในปี 1994 ทาคาฮาชิก็ได้จัดรันเวย์เสื้อผ้าผู้หญิงเป็นครั้งแรก เป็นเสื้อแจ็กเก็ต MA-1 ที่ปรากฏในรันเวย์นี้เองที่ได้ส่งให้ชื่อของ UNDERCOVER ไปถึงหูของคาวาคูโบะแห่งแบรนด์ COMME des GARÇONS และถึงกับซื้อแจ็กเก็ตตัวนี้ของ UNDERCOVER จนมิตรภาพของทั้งคู่ได้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นนับจากนั้น</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1-1024x1024.jpg" alt="" data-id="146642" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=146642" class="wp-image-146642" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROnpXEAgnG3i-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1019" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU-1024x1019.jpeg" alt="" data-id="146643" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU.jpeg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=146643" class="wp-image-146643" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU-1024x1019.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU-768x764.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU-600x597.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/E-cROpGWUAgzgMU.jpeg 1283w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<p>UNDERCOVER กลายเป็นที่โด่งดังในวงการแฟชั่นในทันทีหลังจากรันเวย์นั้น ซึ่งทาคาฮาชิก็ยังคงจัดรันเวย์แสดงผลงานของตัวเองอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 1997 เขาได้รับรางวัลดีไซเนอร์หน้าใหม่จากหนังสือพิมพ์ <em>Mainichi Shimbun </em>ส่งให้ชื่อของเขากลายเป็นที่รู้จักยิ่งกว่าเดิม</p>



<h3 class="wp-block-heading">เส้นทาง<strong>สู่ปารีส</strong></h3>



<p>หนึ่งในคอลเลกชั่นของ UNDERCOVER ที่ได้รับการชื่นชมสุดๆ ในช่วงแรกๆ คือ ‘Exchange’ ซึ่งทาคาฮาชิได้ดีไซน์เสื้อผ้าที่สามารถแลกเปลี่ยนส่วนต่างๆ กันได้ เช่น สมมติว่าคุณซื้อเสื้อโค้ตกับแจ็กเก็ตยีนส์ คุณก็สามารถสับเปลี่ยนบางชิ้นส่วนของเสื้อผ้าทั้งสองตัวนี้ได้ นั่นทำให้ Exchange ไม่เพียงเป็นคอลเลกชั่นที่นำเสนอดีไซน์แปลกใหม่ แต่ยังโดดเด่นในฐานะเสื้อผ้าที่ผู้สวมใส่สามารถปรับแต่งตามสไตล์ของตัวเองได้อย่างอิสระ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="600" height="419" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/72424_16.jpg" alt="UNDERCOVER" class="wp-image-146644" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/72424_16.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/72424_16-300x210.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></figure></div>



<p>ด้วยความที่ UNDERCOVER เป็นแบรนด์ที่เติบโตจากแฟชั่นสายสตรีท ก่อนจะพัฒนาไปสู่ระดับไฮแฟชั่น UNDERCOVER จึงเป็นแบรนด์ที่คนในกลุ่มสตรีทแฟชั่นชื่นชอบ ไปจนถึงบรรดานักวิจารณ์สายแฟชั่นที่มักจะตื่นเต้นกับการได้เห็นไอเดียใหม่ๆ จากทาคาฮาชิ ที่มักจะผสมผสานศาสตร์ของแฟชั่นดีไซน์เข้ากับป๊อปคัลเจอร์และวัฒนธรรมร่วมสมัยได้อย่างลงตัว</p>



<p>หากเราลองพิจารณาจากชื่อของแบรนด์ &#8216;undercover&#8217; นั้นหมายถึงสิ่งที่ถูกปิดซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งก็เป็นความหมายทำนองนี้เองที่ทาคาฮาชิพยายามสื่อสารผ่านดีไซน์ของเขา มันคือการเปิดเผยให้เห็นความผิดปกติที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้พื้นผิวของความปกติ ยิ่งเมื่อเราเชื่อมโยงนิยามนี้เข้ากับสโลแกนของแบรนด์ที่ว่า ‘WE MAKE NOISE NOT CLOTHES’ ก็จะเห็นได้ถึงอุดมการณ์ของ UNDERCOVER นั่นคือการขุดค้นสิ่งที่สังคมกลบฝังไว้ให้ปรากฏออกสู่สายตา คือการเปล่งเสียงร้องผ่านเสื้อผ้าให้ผู้คนได้ตระหนักรู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่สังคมพยายามปิดบัง</p>



<p>หลังจากที่ทาคาฮาชิแสดงคอลเลกชั่นต่างๆ ของเขาบนรันเวย์ได้สักพัก คาวาคูโบะที่ได้บอกเขาว่า ถึงเวลาแล้วที่ UNDERCOVER จะก้าวออกจากโตเกียว ทำให้ในปี 2002 ทาคาฮาชิได้พาแบรนด์ของเขาไปจัดแสดงที่เมืองหลวงแห่งแฟชั่นอย่างกรุงปารีส และด้วยความช่วยเหลือจากคาวาคูโบะนี่เองที่ส่งให้ UNDERCOVER กลายเป็นที่สนใจของบรรดานักข่าวในปีนั้น จนชื่อของทาคาฮาชิกลายเป็นที่จับตาในทันที</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="484" height="716" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/a79dac6568ceb6ff1f2fb6790d385790.png" alt="" data-id="146645" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/a79dac6568ceb6ff1f2fb6790d385790.png" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=146645" class="wp-image-146645" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/a79dac6568ceb6ff1f2fb6790d385790.png 484w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/a79dac6568ceb6ff1f2fb6790d385790-203x300.png 203w" sizes="(max-width: 484px) 100vw, 484px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="511" height="960" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/41a252a9502814f74f88286f217862fe.jpg" alt="" data-id="146646" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/41a252a9502814f74f88286f217862fe.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=146646" class="wp-image-146646" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/41a252a9502814f74f88286f217862fe.jpg 511w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/41a252a9502814f74f88286f217862fe-160x300.jpg 160w" sizes="(max-width: 511px) 100vw, 511px" /></figure></li></ul></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อิทธิพลสำคัญของ UNDERCOVER</strong></h3>



<p>เพราะเคยเป็นนักดนตรีมาก่อน หนึ่งในอิทธิพลสำคัญที่มักจะพบเห็นอยู่เรื่อยๆ ในเสื้อผ้าของ UNDERCOVER คือ ‘เพลง’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากศิลปินอย่าง Patti Smith, Nirvana และ David Bowie ซึ่งบางครั้งก็ปรากฏเนื้อเพลงของศิลปินที่ทาคาฮาชิชื่นชอบบนเสื้อผ้าของ UNDERCOVER เช่นกัน เห็นได้จากคอลเลกชั่นของแบรนด์ในปี 2015 ที่ทาคาฮาชิได้อุทิศทั้งคอลเลกชั่นให้กับ Television วงดนตรีร็อกยุค 70s จากอเมริกา การได้แรงบันดาลใจจากศิลปินที่มีตัวตนอยู่จริงก็เรื่องหนึ่ง แต่บางครั้งทาคาฮาชิก็เลือกจะเนรมิตวงดนตรีขึ้นมาเอง โดยที่เขาได้ออกแบบเสื้อทัวร์ให้กับวงดนตรีในจินตนาการขึ้นมาอย่างเสร็จสรรพ ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีอย่าง Punk Floyd หรือ The Organs&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="500" height="600" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/346e9ceed3b58e551fd957ae291451624274812d_l.jpg" alt="UNDERCOVER" class="wp-image-146647" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/346e9ceed3b58e551fd957ae291451624274812d_l.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/346e9ceed3b58e551fd957ae291451624274812d_l-250x300.jpg 250w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></figure></div>



<p>ภาพยนตร์ยังเป็นอีกหนึ่งอิทธิพลสำคัญที่มักจะปรากฏให้เห็นอยู่เสมอในคอลเลกชั่นต่างๆ ของ UNDERCOVER โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ มานี้ ไม่ว่าจะเป็นคอลเลกชั่น Autumn/Winter 2018 ที่ได้ยกภาพยนตร์เรื่อง <em>2001: A Space Odyssey</em> ของ Stanley Kubrick มาใส่ในเสื้อผ้าผู้ชายทั้งคอลเลกชั่น คอลเลกชั่น Autumn/Winter 2019 ที่หยิบภาพยนตร์เรื่อง <em>Suspiria</em> มาเป็นหัวใจสำคัญ หรืออย่างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทาคาฮาชิก็ได้ทำให้แฟนๆ ตกตะลึงอีกครั้งด้วยการหยิบแอนิเมชั่นอย่าง <em>Evangelion</em> มาตีความเป็นเสื้อผ้าของ UNDERCOVER ซึ่งก็มีตั้งแต่พัฟเฟอร์แจ็กเก็ต โอเวอร์โค้ต ไปจนถึงชุดนอนเลยทีเดียว</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-4 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/00017-UNDERCOVER-FALL-21-683x1024.jpeg" alt="" data-id="146648" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/00017-UNDERCOVER-FALL-21.jpeg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=146648" class="wp-image-146648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/00017-UNDERCOVER-FALL-21-683x1024.jpeg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/00017-UNDERCOVER-FALL-21-200x300.jpeg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/00017-UNDERCOVER-FALL-21-768x1152.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/00017-UNDERCOVER-FALL-21-1024x1536.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/00017-UNDERCOVER-FALL-21-600x900.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/00017-UNDERCOVER-FALL-21-210x315.jpeg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/00017-UNDERCOVER-FALL-21.jpeg 1365w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AG30763_20180111221321-683x1024.jpg" alt="" data-id="146649" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AG30763_20180111221321.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=146649" class="wp-image-146649" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AG30763_20180111221321-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AG30763_20180111221321-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AG30763_20180111221321-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AG30763_20180111221321-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AG30763_20180111221321-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AG30763_20180111221321.jpg 1000w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li></ul></figure>



<p>ภายใต้พรสวรรค์ในการดีไซน์เสื้อผ้าชนิดหาตัวจับยาก ไม่แปลกที่ UNDERCOVER จะกลายเป็นแบรนด์ที่มีสาวกเฝ้าติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งในปี 2010 แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nike ถึงกับติดต่อทาคาฮาชิเพื่อชักชวนให้มาร่วมผลิตรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ ด้วยความที่ทาคาฮาชิเองก็เป็นนักวิ่งอยู่แล้ว เขาจึงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป การจับมือกันระหว่าง Nike และ UNDERCOVER นำไปสู่ไลน์รองเท้าวิ่งไลน์ใหม่นั่นคือ ‘Gyakusou’ ซึ่งหมายถึงการวิ่งถอยหลัง โดยที่การคอลแล็บนี้ยังคงดำเนินอยู่เรื่อยๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Nike Daybreak x UNDERCOVER, Nike ISPA x UNDERCOVER หรือหนึ่งในรุ่นคอลแล็บที่ขายดีที่สุดอย่าง Nike React Element 87 x UNDERCOVER</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="481" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2021-06-undercover-nike-gyakusou-zoomx-vaporfly-CT4894-300-release-date-tw.jpg" alt="UNDERCOVER" class="wp-image-146650" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2021-06-undercover-nike-gyakusou-zoomx-vaporfly-CT4894-300-release-date-tw.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2021-06-undercover-nike-gyakusou-zoomx-vaporfly-CT4894-300-release-date-tw-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2021-06-undercover-nike-gyakusou-zoomx-vaporfly-CT4894-300-release-date-tw-768x385.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2021-06-undercover-nike-gyakusou-zoomx-vaporfly-CT4894-300-release-date-tw-600x301.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure>



<p>ในบทสัมภาษณ์หนึ่ง ทาคาฮาชิเล่าว่า “พักหลังๆ มานี้ ผมมานั่งคิดว่า UNDERCOVER ได้ก้าวมาถึงจุดที่ตัวเองไม่กล้าจะจินตนาการด้วยซ้ำ ซึ่งว่ากันแล้ว ชื่อเสียงไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจหรอก ผมแค่อยากจะแสดงให้โลกได้เห็นในสิ่งที่ผมคิดและรู้สึกผ่านดีไซน์เสื้อผ้าของผมเท่านั้น” และแม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า UNDERCOVER ได้กลายเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลกไปแล้ว แต่หากพิจารณาจากเรื่องราวการเดินทางของทาคาฮาชิควบคู่ไปกับจินตนาการที่เขาถ่ายทอดลงบนเสื้อผ้า ประโยคนี้ก็ดูสะท้อนความจริงอยู่ไม่น้อย</p>



<p>นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในฐานะนักร้องประจำวงดนตรีพังก์เล็กๆ จวบกระทั่งวันที่เขาสามารถพาเสื้อผ้าของตัวเองไปปรากฏอยู่บนรันเวย์ของปารีสได้สำเร็จ คือความหลงใหลในแฟชั่นล้วนๆ ที่พาให้แบรนด์ของเขามาถึงจุดนี้ ซึ่งเราเชื่อเสียเหลือเกินว่า UNDERCOVER จะยังคงเป็นแบรนด์ที่สร้างเสียงตะโกนและแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการแฟชั่นอยู่เรื่อยๆ ตราบใดที่ทาคาฮาชิยังไม่หมดไฟ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="538" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/ogp_image-1024x538.png" alt="UNDERCOVER" class="wp-image-146651" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/ogp_image-1024x538.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/ogp_image-300x158.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/ogp_image-768x403.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/ogp_image-600x315.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/ogp_image.png 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/undercover/">UNDERCOVER แบรนด์แฟชั่นหัวใจพังก์ ที่หยิบภาพยนตร์ ดนตรี และแฟชั่นมาผสานรวมกันอย่างลงตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับ HONNE ถึงเบื้องหลังอัลบั้มใหม่ในวันที่โลก (เหมือนจะ) แตกจริงๆ &#124; q and a day</title>
		<link>https://adaymagazine.com/video-qandaday-honne/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Sep 2021 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[Pink Sweat$]]></category>
		<category><![CDATA[WHAT WOULD YOU DO?]]></category>
		<category><![CDATA[COMING HOME]]></category>
		<category><![CDATA[HONNE]]></category>
		<category><![CDATA[q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[q & a day]]></category>
		<category><![CDATA[James Hatcher]]></category>
		<category><![CDATA[Andy Clutterbuck]]></category>
		<category><![CDATA[NIKI]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=146365</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากที่ HONNE ได้ปล่อยมิกซ์เทป ‘no song without you’ ให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงกันไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา HONNE กลับมาอีกครั้งในปีนี้พร้อมสองซิงเกิลล่าสุดอย่าง ‘WHAT WOULD YOU DO?’ ที่ได้ Pink Sweat$ มาฟีเจอริง และ ‘COMING HOME’ ที่ได้ NIKI มาร่วมในบทเพลง ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง ‘LET&#8217;S JUST SAY THE WORLD ENDED A WEEK FROM NOW, WHAT WOULD YOU DO?’ ให้เราได้ฟังกันเต็มๆ เร็วๆ นี้ เราถือโอกาส Zoom คุยกับ James Hatcher และ Andy Clutterbuck สองหนุ่มอารมณ์ดีแห่งวง HONNE ถึงเรื่องราวเบื้องหลังอัลบั้มนี้ และความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ในซิงเกิลใหม่ทั้งสองเพลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/video-qandaday-honne/">คุยกับ HONNE ถึงเบื้องหลังอัลบั้มใหม่ในวันที่โลก (เหมือนจะ) แตกจริงๆ | q and a day</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="คุยกับ HONNE ถึงเบื้องหลังอัลบั้มใหม่ในวันที่โลก (เหมือนจะ) แตกจริงๆ | Q&amp;a day" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/X6Mxj39Gzeo?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>หลังจากที่<span style="display: none;"> HONNE </span>ได้ปล่อยมิกซ์เทป <a href="https://adaymagazine.com/honne/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘no song without you’</a> ให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงกันไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา HONNE กลับมาอีกครั้งในปีนี้พร้อมสองซิงเกิลล่าสุดอย่าง ‘WHAT WOULD YOU DO?’ ที่ได้ Pink Sweat$ มาฟีเจอริง และ ‘COMING HOME’ ที่ได้ NIKI มาร่วมในบทเพลง</p>



<p>ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง <a href="https://youtube.com/playlist?list=PLb-Eby4aFuyi1ZbZM6gOYeOLadf-9fcOe" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘LET&#8217;S JUST SAY THE WORLD ENDED A WEEK FROM NOW, WHAT WOULD YOU DO?’</a> ให้เราได้ฟังกันเต็มๆ เร็วๆ นี้ เราถือโอกาส Zoom คุยกับ James Hatcher และ Andy Clutterbuck สองหนุ่มอารมณ์ดีแห่งวง HONNE ถึงเรื่องราวเบื้องหลังอัลบั้มนี้ และความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ในซิงเกิลใหม่ทั้งสองเพลง</p>



<p>คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง HONNE บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย</p>


<div style="display: none;">
1ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
11ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
111ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
2ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
22ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
222ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
3ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
33ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<p></p>
<h2> HONNE </h2>
<p>333ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
4ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
44ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
444ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
5ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
55ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
555ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
6ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
66ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
666ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
7ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย</p>
<h2> HsNE </h2>
<p>77ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
777ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
8ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
88ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
888ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
9ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง  บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
99ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
999ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
0ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
00ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
000ในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง ]บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
qในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
qqในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
qqqในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
wในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
wwในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
wwwในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
eในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง  บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
eeในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง  บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
eeeในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง  บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย<br>
rในวันที่คู่หูดูโอ้จากเกาะอังกฤษกำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง คำตอบของทั้งคู่จะเป็นยังไง แล้วพวกเขามีอะไรฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังคิดถึง  บ้าง ชวนไปฟังบทสนทนาของสองหนุ่มที่ทำให้อมยิ้มได้ในคลิปนี้เลย
</p>
</div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/video-qandaday-honne/">คุยกับ HONNE ถึงเบื้องหลังอัลบั้มใหม่ในวันที่โลก (เหมือนจะ) แตกจริงๆ | q and a day</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Doc Club &#038; Pub. โรงหนังที่เชื่อในพลังการสนทนา และอยากเป็นพื้นที่สาธารณะของคนรักหนัง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/doc-club-and-pub/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Sep 2021 13:23:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[doc club & pub.]]></category>
		<category><![CDATA[Documentary Club]]></category>
		<category><![CDATA[movie theater]]></category>
		<category><![CDATA[โรงหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[stand alone]]></category>
		<category><![CDATA[cinema]]></category>
		<category><![CDATA[House RCA]]></category>
		<category><![CDATA[โรงภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงภาพยนตร์สแตนด์อโลน]]></category>
		<category><![CDATA[doc club]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=145996</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2021 ที่ผ่านมา จำได้ว่าเราตกใจเมื่อได้เห็น Bangkok Screening Room (BKKSR) ประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า สถานที่แห่งนี้จะปิดตัวลงในวันที่ 31 มีนาคม 2021&#160; BKKSR คือโรงหนังทางเลือกที่เรารัก ในโมงยามที่สถานการณ์ยังเป็นปกติ เรามักไปฝังตัวดูหนังที่นี่อยู่บ่อยๆ แน่นอนว่าข่าวคราวการปิดตัวทำให้เราเราอดรู้สึกเสียดายโรงภาพยนตร์แห่งนี้ไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจอย่างที่สุดต่อการตัดสินใจเช่นนี้ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจของประเทศและสถานการณ์โรคระบาดยังเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ด้วยแล้ว การตัดสินใจจะยุติกิจการดูจะเป็นคำตอบที่ปลอดภัยที่สุด กระทั่งหนึ่งเดือนให้หลัง ในวันที่ 4 มีนาคม 2021 เพจเฟซบุ๊กของ BKKSR ก็ได้โพสต์ข่าวสำคัญ แต่ครั้งนี้เป็นข่าวดีที่เราเองก็ไม่นึกฝัน นั่นเพราะ Documentary Club หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่า Doc Club ได้กระโดดเข้ามารับไม้ต่อจาก BKKSR คืนชีวิตให้กับโรงหนังทางเลือกแห่งนี้อีกครั้ง พร้อมทั้งมอบชื่อใหม่ให้มันว่า Doc Club &#38; Pub. แม้ว่าหลายเดือนที่ผ่านมา ตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด &#8211; 19 นับหมื่นๆ จะส่งผลให้สถานที่ต่างๆ รวมถึง Doc [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/doc-club-and-pub/">Doc Club &#038; Pub. โรงหนังที่เชื่อในพลังการสนทนา และอยากเป็นพื้นที่สาธารณะของคนรักหนัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ย้อนกลับไปวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2021 ที่ผ่านมา จำได้ว่าเราตกใจเมื่อได้เห็น <a href="https://bkksr.com/th/">Bangkok Screening Room (BKKSR) </a>ประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า สถานที่แห่งนี้จะปิดตัวลงในวันที่ 31 มีนาคม 2021&nbsp;</p>



<p>BKKSR คือโรงหนังทางเลือกที่เรารัก ในโมงยามที่สถานการณ์ยังเป็นปกติ เรามักไปฝังตัวดูหนังที่นี่อยู่บ่อยๆ แน่นอนว่าข่าวคราวการปิดตัวทำให้เราเราอดรู้สึกเสียดายโรงภาพยนตร์แห่งนี้ไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจอย่างที่สุดต่อการตัดสินใจเช่นนี้ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจของประเทศและสถานการณ์โรคระบาดยังเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ด้วยแล้ว การตัดสินใจจะยุติกิจการดูจะเป็นคำตอบที่ปลอดภัยที่สุด</p>



<p>กระทั่งหนึ่งเดือนให้หลัง ในวันที่ 4 มีนาคม 2021 เพจเฟซบุ๊กของ BKKSR ก็ได้โพสต์ข่าวสำคัญ แต่ครั้งนี้เป็นข่าวดีที่เราเองก็ไม่นึกฝัน นั่นเพราะ<a href="https://adaymagazine.com/election-thida-docclub/"> Documentary Club</a> หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่า Doc Club ได้กระโดดเข้ามารับไม้ต่อจาก BKKSR คืนชีวิตให้กับโรงหนังทางเลือกแห่งนี้อีกครั้ง พร้อมทั้งมอบชื่อใหม่ให้มันว่า Doc Club &amp; Pub.</p>



<p>แม้ว่าหลายเดือนที่ผ่านมา ตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด &#8211; 19 นับหมื่นๆ จะส่งผลให้สถานที่ต่างๆ รวมถึง Doc Club &amp; Pub. เองซึ่งตั้งใจจะเปิดตัวตั้งแต่เดือนมิถุนายนจำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการเปิดออกไป กระทั่งเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อรัฐประกาศคลายการล็อกดาวน์ Doc Club &amp; Pub. ก็ได้ฤกษ์ประกาศ soft opening ไปเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่า ส่วนที่เป็นโรงภาพยนตร์ยังคงให้บริการไม่ได้ แต่หากใครที่อยากจะมาแฮงก์เอาต์เล่นๆ พลางสั่งขนม จิบกาแฟ ไปพร้อมๆ กับการชมภาพยนตร์และสารคดีเรื่องต่างๆ อย่าง Ai Weiwei Yours Truly, Collective และ The Kingmaker บนจอทีวีขนาดใหญ่ในโซนคาเฟ่ก็ทำได้ไม่มีปัญหา</p>



<p>ในวันที่ Doc Club &amp; Pub. กำลังรอคอยวันเวลาที่จะได้เปิดตัวโรงภาพยนตร์แห่งนี้อีกครั้ง เราถือโอกาสนัดคุยกับ ‘สุภาพ หริมเทพาธิป’ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Doc Club &amp; Pub. แห่งนี้ เพื่อสนทนากันถึงเรื่องราวกว่าที่จะมาเป็นโรงภาพยนตร์แห่งนี้ ไปจนถึงตำแหน่งแห่งที่ของโรงหนังทางเลือกในสังคมไทย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/37-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-146039" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/37-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/37-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/37-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/37-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/37-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/37-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/37-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/37-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทเรียนจาก Doc Club Theater</strong></h3>



<p>Doc Club &amp; Pub. ไม่ใช่โรงภาพยนตร์ทางเลือกแห่งแรกของ Doc Club เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยเปิดโรงหนังเล็กๆ ชื่อ Doc Club Theater ในโครงการ warehouse 30 ทว่าก็ได้ปิดตัวลงไปในช่วงปลายปี 2019&nbsp;</p>



<p>“สำหรับเรา&nbsp; Doc Club Theater เป็นเหมือนโครงการทดลองที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ว่า&nbsp; อะไรคือสิ่งที่คนดูต้องการ และอะไรคือปัจจัยในการตัดสินใจของคนดูที่จะมาดูหนังในพื้นที่ของเรา ถ้าเราจะทำพื้นที่ฉายหนังทางเลือกให้คนดูมันควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้าง”</p>



<p>ในมุมมองของสุภาพ แม้ว่า Doc Club Theater จะพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาสามารถสร้างชุมชนคนดูหนังเล็กๆ ขึ้นมาได้ ซึ่งเห็นได้จากการที่มีผู้คนเดินทางมาดูหนังในโรงภาพยนตร์แห่งนี้อยู่เรื่อยๆ รวมถึงความกระตือรือร้นของผู้คนที่อยากจะมาเข้าร่วมงานเสวนาต่างๆ เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ Doc Club จัดฉาย แต่ถึงอย่างนั้น การจะหล่อเลี้ยงโรงหนังแห่งหนึ่งด้วยรายได้จากตั๋วภาพยนตร์เพียงอย่างเดียวก็เป็นอะไรที่ยากอยู่ดี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/30-1-1024x683.jpg" alt="Doc Club &amp; Pub." class="wp-image-146032" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/30-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/30-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/30-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/30-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/30-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/30-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/30-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/30-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“สิ่งที่เราพบคือ ชุมชนคนดูหนังที่เราสร้างขึ้นมานั้นไม่สามารถหล่อเลี้ยงให้ Doc Club Theater ขยายตัวขึ้นได้ เพราะรายได้จากการฉายหนังอย่างเดียวมันถือว่าน้อยมากนะสำหรับการจะดำเนินกิจการให้ราบรื่น&nbsp;</p>



<p>“จากจุดนั้นเราจึงพยายามมองว่า อะไรคือสิ่งที่ยังขาด ถ้ามองโรงภาพยนตร์กระแสหลักเราจะเห็นว่าเขายังมีรายได้จากทางอื่น เช่น ป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างรายได้มากกว่าตั๋วหนังด้วยซ้ำ เราจึงเริ่มประเมินจากจุดนี้ว่า ถ้า Doc Club Theater มีรายได้เพิ่มจากการอะไรต่างๆ เหล่านี้ก็คงจะดี เพียงแต่ด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่ในตอนนั้น เราก็ยังไม่สามารถขายอาหารได้” สุภาพอธิบาย</p>



<p>อีกหนึ่งข้อจำกัดที่ส่งผลให้ Doc Club Theater ไม่อาจขยับขยายขนาดของผู้ชมให้มากไปกว่านี้คือการเดินทาง เพราะก็ต้องยอมรับว่า ในย่านเจริญกรุงที่โครงการ warehouse 30 ตั้งอยู่นั้นก็ใช่ว่าจะสัญจรไปง่ายสักเท่าไหร่&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/13-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-146042" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/13-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/13-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/13-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/13-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/13-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/13-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/13-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/13-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ด้วยเหตุนี้ เมื่อ Doc Club Theater ปิดตัวลงไป สุภาพจึงเริ่มมองหาสถานที่ใหม่ที่จะสานต่อแนวคิดของเขาได้ บวกกับโจทย์ที่ว่า สถานที่ตั้งของโรงหนังแห่งใหม่จะต้องเข้าถึงได้ง่ายขึ้น</p>



<p>“เราไม่อยากได้ทำเลที่เข้าถึงยาก ซึ่งบังเอิญว่าตอนนั้นทาง BKKSR เขาติดต่อมาพอดีเพราะกำลังจะเลิกกิจการ ด้วยความที่พื้นที่แห่งนี้เป็นโรงภาพยนตร์ที่มีกลุ่มคนดูอยู่แล้ว อยู่ในพื้นที่ที่เดินทางได้สะดวก แถมยังมีเครื่องไม้เครื่องมือบางส่วนที่สามารถใช้ต่อจากของเดิมได้ เราเลยมองว่า นี่เป็นโอกาสที่ดีเพราะเราไม่ต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ เราก็เลยเลือกที่นี่”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โรงหนังที่เป็นดั่งพื้นที่สาธารณะ</strong></h3>



<p>สาเหตุที่โรงหนังแห่งนี้ชื่อ Doc Club &amp; Pub. ไม่ได้ซับซ้อน สุภาพเพียงอยากให้ชื่อของสถานที่ดูเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย</p>



<p>“เราสังเกตว่าเวลาที่เราใช้ศัพท์ทางภาพยนตร์มาเป็นการตั้งชื่อ มันจะกันคนทั่วไปออกในทันที เราเลยอยากได้ชื่อที่ฟังแล้วดูต้อนรับผู้คนหน่อย บังเอิญว่าดีไซเนอร์ที่มาออกแบบพื้นที่เขาเสนอขึ้นมาว่า ‘ก็ใช้ Doc Club &amp; Pub. สิ’ เราก็ เฮ้ย! ฟังดูดี มันช่วยให้สถานที่รู้สึกเป็นกันเองขึ้นมาทันทีเลย” สุภาพเล่า</p>



<p>ด้วยความที่เป็นโรงภาพยนตร์อยู่ก่อน ในส่วนโครงสร้างของโรงภาพยนตร์จึงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงอะไรมากนัก ยกเว้นการอัพเกรดเครื่องฉายใหม่ให้มีคุณภาพขึ้น และการเปลี่ยนโปรเจกเตอร์ในห้องฉายภาพยนตร์ให้เป็น 4K&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/36-1-1024x683.jpg" alt="Doc Club &amp; Pub." class="wp-image-146037" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/36-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/36-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/36-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/36-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/36-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/36-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/36-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/36-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ทว่าส่วนที่มีการยกระดับพื้นที่ใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์กับแนวคิดของสุภาพมากขึ้นคือโซนคาเฟ่ เพราะนอกจากจะมีขนม กาแฟ และคราฟต์เบียร์พร้อมบริการแล้ว เขายังได้ขยับขยายพื้นที่ส่วนนี้ให้สามารถรองรับผู้คนได้มากขึ้น</p>



<p>“เราอยากให้ที่นี่ไม่ใช่โรงภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่กิจกรรมด้วย ในโซนคาเฟ่ของเราก็เลยจะมีจอ LED ขนาดใหญ่ไว้ฉายหนังเหมือนกัน เพราะบางครั้งมันก็มีหนังที่คุณอาจเคยดูไปแล้ว แต่ยังชอบอยู่และอยากไปดูในบรรยากาศที่สามารถเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นๆ ไปพร้อมกันได้ด้วย ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ก็จะสร้างประสบการณ์ดูหนังที่ต่างออกไปจากการไปนั่งดูเงียบๆ ในโรงภาพยนตร์”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/25-1-1024x683.jpg" alt="Doc Club &amp; Pub." class="wp-image-146030" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/25-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/25-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/25-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/25-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/25-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/25-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/25-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/25-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ขณะเดียวกัน สุภาพก็มองว่า พื้นที่กิจกรรมตรงนี้ก็ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่กิจกรรมที่สัมพันธ์กับภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่พร้อมจะต้อนรับกิจกรรมรูปแบบอื่นๆ อย่างเต็มที่อีกด้วย</p>



<p>“เราอยากให้พื้นที่แห่งนี้มีหลายๆ คนมาร่วมงานด้วยนะ อย่างสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่อยากเปิดตัวหนังสือ ก็ไม่จำเป็นต้องรอว่าเมื่อไหร่จะถึงงานสัปดาห์หนังสือ เขาอาจมาใช้พื้นที่ตรงนี้ของเราได้ ยิ่งถ้าเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับหนังเราก็อาจช่วยหาหนังที่เกี่ยวข้องมาฉายควบคู่กันไป และสำหรับใครไม่อยากมาดูหนัง แต่อยากมานั่งอ่านหนังสือเฉยๆ เราก็มีชั้นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ให้สามารถหยิบอ่าน เพราะเราไม่ได้อยากจะจำกัดนิยามของ Doc Club &amp; Pub. ว่า คุณต้องมาที่นี่เพื่อดูหนังเท่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27-1-1024x683.jpg" alt="Doc Club &amp; Pub." class="wp-image-146031" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/27-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ถ้าสังเกตดูที่ชื่อของ Doc Club &amp; Pub. จะเห็น full stop ที่คำว่า Pub ซึ่งจริงๆ แล้วนัยยะของมันก็คือ Public Space หรือพื้นที่สาธารณะนั่นแหละ” สุภาพเล่าพร้อมร้อยยิ้ม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ภาพยนตร์ในฐานะประตูบานหนึ่ง</strong></h3>



<p>นับตั้งแต่ช่วงปี 40 เป็นต้นมา โรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์ได้เข้ามาครอบงำวิธีการดูหนังให้เหลือเพียงรูปแบบเดียว นั่นคือการดูหนังเพื่อความบันเทิง</p>



<p>“การดูหนังในปัจจุบันคือพอดูเสร็จ คุณก็จะถูกเร่งให้ออกไปจากโรง เพียงเพื่อจะไปปะทะกับพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า ซึ่งอะไรเหล่านั้นก็จะดึงดูดคุณออกไปจากหนังที่เพิ่งดูมา แต่กับหนังบางเรื่องน่ะมันประทับใจเรา ทำให้เราอยากคุยต่อ เราเลยอยากจะให้มีพื้นที่ที่พอดูหนังจบมันยังมีพื้นที่ให้นั่งคุยกันต่อได้หลังจากที่หนังจบ”&nbsp;</p>



<p>สำหรับสุภาพ ภาพยนตร์เป็นเสมือนประตูที่พร้อมจะเปิดให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่รู้จบ</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/47-1-683x1024.jpg" alt="" data-id="146040" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/47-1.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=146040" class="wp-image-146040" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/47-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/47-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/47-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/47-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/47-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/47-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/50-683x1024.jpg" alt="" data-id="146041" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/50.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=146041" class="wp-image-146041" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/50-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/50-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/50-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/50-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/50-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/50.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li></ul></figure>



<p>“เราก็หวังว่า Doc Club &amp; Pub. จะช่วยให้คนที่มาดูหนังรู้สึกเหมือนกันเรา ว่าภาพยนตร์เป็นเหมือนประตูที่จะเปิดมุมมองใหม่ๆ ไปพบเจอผู้คนใหม่ๆ ที่จะได้ถกเถียงและแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ให้ภาพยนตร์เป็นมากกว่าความบันเทิงสองชั่วโมงที่พอดูจบแล้วก็ลืมมันไป”</p>



<p>สุภาพยังยืนยันว่า สัดส่วนของผู้คนในปัจจุบันที่โหยหาหนังดูยากและหนังสารคดีนั้นเพิ่มขึ้นจากหลายปีก่อนอย่างเห็นชัด</p>



<p>“โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ House Samyan ที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าปัจจัยของโรงหนังทางเลือกเอื้อต่อคนดูกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นโลเคชั่นของโรงหนัง ราคาที่เป็นมิตร หรือภาพยนตร์ที่พิเศษไปจากโรงหนังอื่นๆ เขาก็พร้อมจะมาดู โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ดูจะโหยหาพื้นที่ลักษณะนี้เป็นพิเศษ เผลอๆ จะชื่นชอบโรงหนังทางเลือกมากกว่าโรงหนังกระแสหลักด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<p>“การมีโรงหนังทางเลือกเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ มันเป็นเรื่องดีนะ เพราะนอกจากคอมมิวนิตี้การดูหนังจะหลากหลายขึ้นแล้ว มันยังช่วยให้คนดูมีตัวเลือกมากขึ้นด้วย ถามว่า เรามองว่าโรงหนังทางเลือกเหล่านี้เป็นคู่แข่งมั้ย ด้วยจำนวนโรงหนังทางเลือกที่ยังมีอยู่น้อยมากๆ ในตอนนี้ เราไม่สามารถมองว่าเป็นคู่แข่งได้หรอก ต้องเป็นพันธมิตรที่คอยช่วยเหลือกันมากกว่า”</p>



<p>แม้ว่าในตอนนี้เราจะยังไม่รู้ว่า รัฐบาลจะปลดล็อคโรงหนังเมื่อไหร่ แต่เราก็เชื่อว่าถ้าวันนั้นมาถึง โรงหนังแห่งนี้จะต้องเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่บรรดาคอหนังจะตบเท้าพากันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพวกเขาเหล่านั้นกำลังมองหาพื้นที่ในการสร้างบทสนทนาดีๆ หลังจากที่ดูหนังจบด้วยแล้ว</p>



<p>“นอกจาก Doc Club &amp; Pub. จะเป็นโรงหนังทางเลือกให้กับคนดูแล้ว เป้าหมายของเราคือการพยายามจะแสดงให้เห็นว่า มันยังมีวิธีการดูหนังแบบอื่นอยู่อีกนะ ปลายทางของการดูภาพยนตร์ไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดแค่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1-1024x683.jpg" alt="Doc Club &amp; Pub." class="wp-image-146038" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/39-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Doc Club &amp; Pub. </p>



<p>address : ชั้น 2 อาคาร Woof Pack ซอยศาลาแดง 1 ใกล้ BTS ศาลาแดง และ MRT สีลม </p>



<p>hours : กำลังอยู่ในช่วง soft opening ระหว่าง 5-14 กันยายน โดยเปิดให้บริการวันละ 3 รอบ ได้แก่ 12:00 น. / 14:30 น. / 17:30 น. จำกัดรอบละ 12 ท่าน โดยสามารถจองล่วงหน้าได้ทางเพจเฟซบุ๊ค Doc Club &amp; Pub.</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/doc-club-and-pub/">Doc Club &#038; Pub. โรงหนังที่เชื่อในพลังการสนทนา และอยากเป็นพื้นที่สาธารณะของคนรักหนัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำไมคนญี่ปุ่นจึงหลงใหลเสื้อผ้าสไตล์เอาต์ดอร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/outdoor-fashion/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Sep 2021 12:03:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Super Market]]></category>
		<category><![CDATA[Society of Style]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=145106</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงแฟชั่นญี่ปุ่น บางคนอาจนึกถึงเสื้อผ้าสไตล์ avant-garde จากดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Yohji Yamamoto และ Rei Kawakubo หรือบ้างอาจเห็นภาพของกิโมโนและชุดยูกาตะที่อยู่คู่สังคมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน แต่ไม่ว่าคุณจะเชื่อมโยงแฟชั่นญี่ปุ่นกับสไตล์การแต่งตัวแบบไหนก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ความหลากหลาย’ คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้แฟชั่นญี่ปุ่นน่าตื่นเต้นและดูมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ ท่ามกลางสไตล์การแต่งตัวต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นในสังคมญี่ปุ่น ‘เอาต์ดอร์’ คือหนึ่งในสไตล์ที่ดูจะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ระดับที่ว่าการเห็นผู้คนสวมเครื่องแต่งกายประหนึ่งว่ากำลังจะออกไปเดินป่า กางเต็นท์ แต่กลับเดินเล่นอยู่ในเมืองใหญ่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดอีกต่อไป หากเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งเสื้อกั๊กสำหรับตกปลา กางเกงอเนกประสงค์ที่มาพร้อมกระเป๋าเล็กๆ ไว้ใส่อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง ไปจนถึงสนีกเกอร์ที่ดูเหมาะกับการไปวิ่งเทรลมากกว่าการเดินเหินในโอซาก้าและโตเกียว เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่าเสื้อผ้าสไตล์เอาต์ดอร์ไม่เพียงได้รับความนิยมขึ้นเท่านั้น แต่ยังผสานเป็นส่วนหนึ่งกับแฟชั่นคนเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือ อะไรคือสาเหตุของความนิยมนี้กันล่ะ แล้วความคลั่งไคล้ในเสื้อผ้าเอาต์ดอร์ของคนญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน กลับไปหาธรรมชาติ ย้อนกลับไปในปี 1970 Yasuhiko Kobayashi แห่ง Heibon Punch นิตยสารสำหรับผู้ชายญี่ปุ่น ได้เดินทางไปนิวยอร์กเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับเขียนคอลัมน์ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยเดินทางไปอเมริกาอยู่บ้าง แต่โคบายาชิก็ได้บันทึกถึงการมาเยือนนิวยอร์กในครั้งนี้ว่า “ทัศนคติที่ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนท่ามกลางวัยรุ่นอเมริกันคือ พวกเขาดูพยายาม ‘กลับไปหาธรรมชาติ’ (back to nature) กันมากขึ้น” การกลับไปหาธรรมชาติที่โคบายาชิหมายถึงคือการเกิดขึ้นของกิจกรรมใหม่ๆ เช่น การหันมาแฮงเอาต์กันในสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวในเมือง และการที่วัยรุ่นหันมาใช้วิธีการโบกรถ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/outdoor-fashion/">กลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำไมคนญี่ปุ่นจึงหลงใหลเสื้อผ้าสไตล์เอาต์ดอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อพูดถึงแฟชั่นญี่ปุ่น บางคนอาจนึกถึงเสื้อผ้าสไตล์ avant-garde จากดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Yohji Yamamoto และ Rei Kawakubo หรือบ้างอาจเห็นภาพของกิโมโนและชุดยูกาตะที่อยู่คู่สังคมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน แต่ไม่ว่าคุณจะเชื่อมโยงแฟชั่นญี่ปุ่นกับสไตล์การแต่งตัวแบบไหนก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ความหลากหลาย’ คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้แฟชั่นญี่ปุ่นน่าตื่นเต้นและดูมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ</p>



<p>ท่ามกลางสไตล์การแต่งตัวต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นในสังคมญี่ปุ่น ‘เอาต์ดอร์’ คือหนึ่งในสไตล์ที่ดูจะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ระดับที่ว่าการเห็นผู้คนสวมเครื่องแต่งกายประหนึ่งว่ากำลังจะออกไปเดินป่า กางเต็นท์ แต่กลับเดินเล่นอยู่ในเมืองใหญ่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดอีกต่อไป หากเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งเสื้อกั๊กสำหรับตกปลา กางเกงอเนกประสงค์ที่มาพร้อมกระเป๋าเล็กๆ ไว้ใส่อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง ไปจนถึงสนีกเกอร์ที่ดูเหมาะกับการไปวิ่งเทรลมากกว่าการเดินเหินในโอซาก้าและโตเกียว</p>



<p>เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่าเสื้อผ้าสไตล์เอาต์ดอร์ไม่เพียงได้รับความนิยมขึ้นเท่านั้น แต่ยังผสานเป็นส่วนหนึ่งกับแฟชั่นคนเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือ อะไรคือสาเหตุของความนิยมนี้กันล่ะ แล้วความคลั่งไคล้ในเสื้อผ้าเอาต์ดอร์ของคนญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-1024x683.jpg" alt="เอาท์ดอร์" class="wp-image-145112" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กลับไปหาธรรมชาติ</strong></h3>



<p>ย้อนกลับไปในปี 1970 Yasuhiko Kobayashi แห่ง <em>Heibon Punch</em> นิตยสารสำหรับผู้ชายญี่ปุ่น ได้เดินทางไปนิวยอร์กเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับเขียนคอลัมน์ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยเดินทางไปอเมริกาอยู่บ้าง แต่โคบายาชิก็ได้บันทึกถึงการมาเยือนนิวยอร์กในครั้งนี้ว่า “ทัศนคติที่ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนท่ามกลางวัยรุ่นอเมริกันคือ พวกเขาดูพยายาม ‘กลับไปหาธรรมชาติ’ (back to nature) กันมากขึ้น”</p>



<p>การกลับไปหาธรรมชาติที่โคบายาชิหมายถึงคือการเกิดขึ้นของกิจกรรมใหม่ๆ เช่น การหันมาแฮงเอาต์กันในสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวในเมือง และการที่วัยรุ่นหันมาใช้วิธีการโบกรถ (hitchhike) เพื่อเดินทางไปสถานที่ต่างๆ นอกเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่สอดคล้องไปกับกิจกรรมเหล่านี้คือการแต่งกายของวัยรุ่นอเมริกันที่เปลี่ยนไป จากที่ครั้งหนึ่งเคยใส่เสื้อผ้าที่ดูฟู่ฟ่าสดใส ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นกางเกงยีนส์ตัวโคร่ง รองเท้าเดินป่า และกระเป๋าเดินทางขนาดมหึมาที่เพียงพอจะบรรจุข้าวของทุกอย่างที่จำเป็นต่อการประทังชีวิตลงไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="603" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2vGBEnQ.jpg" alt="" class="wp-image-145127" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2vGBEnQ.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2vGBEnQ-300x181.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2vGBEnQ-768x463.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2vGBEnQ-600x362.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<p>โคบายาชิได้จดบันทึกความแปลกใหม่ที่เขาพบเห็นในอเมริกาก่อนจะเดินทางกลับไปยังญี่ปุ่น ทว่าบรรดาเพื่อนร่วมงานของเขาที่ <em><em>Heibon Punch</em></em> กลับดูไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ เพราะสังคมญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้นอยู่ภายใต้บรรยากาศของการขับไล่ฐานทัพอเมริกันให้ออกไปจากประเทศ ความไม่ชอบขี้หน้าพญาอินทรียังได้ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นหันไปคลั่งไคล้แฟชั่นสไตล์ยุโรปอย่างที่ Hirofumi Kurino หนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ UNITED ARROWS เคยเล่าว่า “ในช่วงต้นยุค 70s แฟชั่นญี่ปุ่นยึดโยงอยู่กับเสื้อผ้าสไตล์ glam rock จากลอนดอน เห็นได้จากการที่ผู้คนหันมาใส่เสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดและมีความเป็นผู้หญิงมากขึ้น”</p>



<p>กระทั่งในปี 1973 เมื่ออยู่ๆ ก็เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจากที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างฉับพลันทันด่วนได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านวัตถุนิยมจนชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มหันกลับไปให้ความสำคัญกับวีถีชีวิตที่เรียบง่ายอย่างในอดีต เช่นเดียวกับวัยรุ่นญี่ปุ่นบางกลุ่มที่ค่อยๆ พาตัวเองออกจากเมืองหลวงเพื่อแสวงหาวิถีชีวิตท่ามกลางป่าไม้และขุนเขาในต่างจังหวัดแทน</p>



<p>ค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของนิตยสารหัวใหม่ในปี 1975 อย่าง <em>Made in U.S.A.</em> โดยทีมงานบางส่วนก็มาจากนิตยสาร <em><em>Heibon Punch</em></em> อาจกล่าวได้ว่า <em>Made in U.S.A.</em> คือนิตยสารที่หยิบเอาบทบันทึกของโคบายาชิที่เขียนถึงปรากฏการณ์ที่วัยรุ่นอเมริกันหวนกลับสู่ธรรมชาติมาต่อยอดเป็นเนื้อหา จนออกมาเป็นหนังสือที่โฟกัสไปที่แฟชั่นอเมริกันและกิจกรรมเอาต์ดอร์โดยเฉพาะ กางเกงยีนส์ Levi’s 501 รองเท้ายี่ห้อ Red Wing ไปจนถึงแบรนด์เดินป่าอย่าง The North Face เหล่านี้คือตัวอย่างแฟชั่นอเมริกันที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งภายใต้นิตยสาร <em>Made in U.S.A.</em> </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="600" height="600" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande.jpg" alt="เอาท์ดอร์" class="wp-image-145119" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หลบหนีออกจากเมืองใหญ่</strong></h3>



<p>ด้วยความนิยมแบรนด์เอาต์ดอร์ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ว่าในปี 1978 The North Face ได้เซ็นสัญญาเฉพาะกิจกับตัวแทนผู้นำเข้าชาวญี่ปุ่น ส่งผลให้สินค้าของ The North Face หลั่งไหลเข้ามาในญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก โดยที่ยอดขายของแบรนด์ก็เติบโตขึ้นหลายเท่าในปีต่อๆ มา และแม้ว่าโปรดักต์ของ The North Face จะผลิตขึ้นโดยคำนึงถึงการใช้งานในสภาพแวดล้อมของประเทศตะวันตกก็จริง แต่หลังจากที่ได้เห็นการระเบิดขึ้นของตลาดญี่ปุ่น แบรนด์ก็เริ่มหันมาผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าในซีกโลกตะวันออกมากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>Tuneyoshi Kawaguchi แห่ง OSHMAN&#8217;S แบรนด์อุปกรณ์กีฬาและกิจกรรมเอาต์ดอร์ญี่ปุ่นเล่าว่า “ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมเอาต์ดอร์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะผู้คนเริ่มตระหนักว่าแทนที่จะต้องเสียเงินไปกับการนอนโรงแรมหรูๆ หรือเดินทางไปต่างประเทศในช่วงวันหยุด พวกเขาสามารถมีความสุขกับการประหยัดผ่านการออกเดินทางไปต่างจังหวัด ไปเดินป่า และกางเต็นท์ได้” </p>



<p>Tomosuke Noda นักพายเรือแคนูและนักเขียนสายเอาต์ดอร์ผู้โด่งดังก็มองว่า การเฟื่องฟูขึ้นของกิจกรรมเอาต์ดอร์เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมืองในญี่ปุ่น “เมืองญี่ปุ่นมันแย่มากๆ มันไม่มีธรรมชาติอยู่ในนั้นเลย” โนดะเล่า ก่อนจะเสริมว่าความเร่งรีบและตึงเครียดของวิถีชีวิตแบบคนเมืองได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผลักให้ผู้คนพยายามหลบหนีไปข้างนอก โดยที่เขาไม่ได้มองว่ากิจกรรมเอาต์ดอร์จะเป็นเทรนด์ที่มาๆ ไปๆ เพราะตราบใดที่ประชากรส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ในเมือง พวกเขาก็จะยังแสวงหาเหตุผลที่จะพาตัวเองออกจากความวุ่นวายของสังคมเมืองอยู่เรื่อยๆ ต่อไป</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-6 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02-731x1024.jpg" alt="" data-id="145113" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=145113" class="wp-image-145113" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02-731x1024.jpg 731w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02-214x300.jpg 214w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02-768x1075.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02-600x840.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02.jpg 800w" sizes="(max-width: 731px) 100vw, 731px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-1024x1024.jpg" alt="" data-id="145114" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=145114" class="wp-image-145114" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<p>จะเห็นได้ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจและรูปแบบของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งให้ชาวญี่ปุ่นอยากกลับไปสู่ธรรมชาติมากขึ้น แต่หากเราลองย้อนเวลากลับไปในอดีตอีกสักเล็กน้อยจะพบว่า จริงๆ แล้วสังคมญี่ปุ่นมีความผูกพันกับธรรมชาติเสมอมา อย่างที่ Kent Kodamasu แห่งแบรนด์แฟชั่น <a href="http://shelter-tokyo.com/">SHELTER</a> อธิบายว่า “ชินโตคือศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่น ซึ่ง ‘Amaterasu Omikami’ เทพเจ้าผู้สร้างญี่ปุ่นขึ้นมาก็ได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งพระอาทิตย์ นั่นเท่ากับว่าธรรมชาติคือเทพเจ้าของเรา หรือหากคุณมีโอกาสได้เห็นศาลเจ้าชินโต คุณจะพบว่าศาลเจ้าจำนวนมากถูกโอบล้อมด้วยแมกไม้และสวนที่งดงาม ซึ่งอะไรเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าชาวญี่ปุ่นให้คุณค่ากับธรรมชาติมากมายเพียงใด”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1023" height="726" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wMF8IZQA.jpg" alt="" class="wp-image-145128" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wMF8IZQA.jpg 1023w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wMF8IZQA-300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wMF8IZQA-768x545.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wMF8IZQA-600x426.jpg 600w" sizes="(max-width: 1023px) 100vw, 1023px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หัวใจคือความอเนกประสงค์</strong></h3>



<p>ถึงตรงนี้เราคงจะพอรู้แล้วว่าอะไรคือคำอธิบายที่อยู่เบื้องหลังความคลั่งไคล้กิจกรรมเอาต์ดอร์ของคนญี่ปุ่น แต่คำถามคือ แล้วอะไรคือสาเหตุให้ชาวญี่ปุ่นฮิตใส่เสื้อผ้าเอาต์ดอร์ในเมืองกันล่ะ Sam Fitzgerald แห่งแบรนด์ nonnative อธิบายว่าความอเนกประสงค์ที่เหมาะกับสภาพอากาศทุกรูปแบบคือคำตอบที่เสื้อผ้าเอาต์ดอร์เป็นที่นิยมกันในหมู่คนเมือง</p>



<p>“ที่ญี่ปุ่นน่ะ ในช่วงหน้าร้อนมันก็จะร้อนชื้นสุดๆ แต่พอหน้าหนาวมันก็จะหนาวโคตรๆ เหมือนกัน หรือระหว่างช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมฝนก็จะตกหนักมากๆ ไหนจะมีพายุไต้ฝุ่นช่วงฤดูใบไม้ร่วงอีก สภาพอากาศที่ผกผันแบบนี้แหละคือคำตอบว่าทำไมเสื้อผ้าเอาต์ดอร์ถึงได้รับความนิยมในเมืองอย่างโตเกียวที่ผู้คนจะต้องเคลื่อนที่อยู่เสมอท่ามกลางสภาพแวดล้อมเหล่านี้ นั่นจึงเป็นคำตอบว่าทำไมคุณถึงพบเห็นผู้คนในฮาราจูกุและชิบูย่าแต่งตัวสไตล์เอาต์ดอร์อยู่เรื่อยๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้จะออกไปแคมป์ปิ้งอะไรหรอก พวกเขาอาจแค่กำลังเดินทางกลับจากออฟฟิศก็เท่านั้น”</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-7 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-1024x683.jpg" alt="" data-id="145115" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=145115" class="wp-image-145115" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-682x1024.jpg" alt="" data-id="145116" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=145116" class="wp-image-145116" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12.jpg 916w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure></li></ul></figure>



<p>แม้ว่าชาวญี่ปุ่นจะมีความผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้งก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้สังคมญี่ปุ่นแตกต่างไปจากสังคมตะวันตกคือ พวกเขาชื่นชอบที่จะแสดงความคลั่งไคล้กิจกรรมเอาต์ดอร์ออกมาให้เห็นอย่างเปิดเผยผ่านเสื้อผ้าและอุปกรณ์ที่เลือกใช้อย่างที่ Hiroki Nakamura ผู้ก่อตั้งแบรนด์ visvim อธิบายว่า “ชาวญี่ปุ่นจะประพฤติตัวเสมือนว่าเป็นนักสะสม พวกเขาจะศึกษาไลฟ์สไตล์หนึ่งๆ และซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับมันอย่างจริงจัง ในขณะที่ชาวตะวันตกจะให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่ได้รับจากไลฟ์สไตล์มากกว่า พวกเขาไม่ค่อยยึดติดกับตัวสินค้ามากนัก&#8221;</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าในอดีตเสื้อผ้าและอุปกรณ์เอาต์ดอร์ในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเดินทางมาจากโลกตะวันตก แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นแบรนด์เอาต์ดอร์สัญชาติญี่ปุ่นหลากหลายแบรนด์ ที่ไม่เพียงผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องคุณภาพของวัสดุและฟังก์ชั่นในการใช้งาน แต่ยังรวมถึงการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์และสามารถสอดรับกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น แบรนด์อย่าง Snow Peak, and wander และ South2 West8 คือตัวอย่างเพียงคร่าวๆ เท่านั้น</p>



<p>ชาวญี่ปุ่นกับธรรมชาติคือสองสิ่งที่แยกจากกันไม่ขาด น่าสนใจว่าความเชื่อมโยงนี้ไม่เพียงสะท้อนผ่านความพยายามที่จะพาตัวเองหลบหนีจากความวุ่นวายในเมืองอยู่เรื่อยๆ เท่านั้น แต่ยังมองเห็นได้จากสไตล์ของเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่อีกด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="480" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1.jpg" alt="เอาท์ดอร์" class="wp-image-145117" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/outdoor-fashion/">กลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำไมคนญี่ปุ่นจึงหลงใหลเสื้อผ้าสไตล์เอาต์ดอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ในวันที่ความเป็นคนล่มสลาย D.P. ซีรีส์ตีแผ่ความเลวร้ายของกองทัพเกาหลีใต้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/d-p/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2021 10:46:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[K-Drama]]></category>
		<category><![CDATA[military]]></category>
		<category><![CDATA[K-Series]]></category>
		<category><![CDATA[D.P.]]></category>
		<category><![CDATA[Jung Hae-in]]></category>
		<category><![CDATA[series]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix Original]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=144680</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ ในวันสุดท้ายก่อนที่ อันจุนโฮ (รับบทโดย จองแฮอิน) จะต้องเข้ารับราชการทหารไม่ต่างอะไรจากวันสับปะรังเควันหนึ่ง เขายังคงทำงานพิเศษเป็นพนักงานส่งอาหารให้ร้านอาหารสกปรกๆ แห่งหนึ่ง โดนลูกค้ากล่าวหาว่ามุบมิบเงินทอน แถมพอกลับมาถึงร้านยังโดนเจ้านายเบี้ยวไม่ยอมจ่ายค่าจ้างอีก ภายใต้เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะยืนยันให้เรารับรู้ถึงความบัดซบในชีวิตที่เด็กหนุ่มต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จุนโฮเพียงแค่เหม่อมองฉากชีวิตสุดท้ายของตัวเองก่อนจะต้องไปรับใช้ชาติผ่านไปอย่างเหม่อลอย ไม่มีอะไรน่าจดจำสักอย่าง หรือต่อให้สู้กับนายจ้างเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้นัก ท้ายที่สุดเขาจึงเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบๆ กระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของแล้วเร่งเครื่องจากไป ทิ้งเสียงของนายจ้างที่ตะโกนด่าว่า “ไอ้หัวขโมยมอเตอร์ไซค์!” ไว้ข้างหลัง จะถูกไล่ออกหรือฟ้องร้องอะไรก็ช่างมัน เพราะยังไงวันพรุ่งนี้เขาก็ต้องเข้ากรมไปเป็นทหารแล้ว หน่วยไล่ล่าทหารหนีทัพ D.P. คือซีรีส์ขนาด 6 ตอนของเน็ตฟลิกซ์ซึ่งดัดแปลงมาจากซีรีส์การ์ตูนบน WEBTOON เรื่อง D.P. Dog’s Day เขียนโดย Kim Bo-tong ซึ่งพาผู้อ่านไปสำรวจบาดแผล ความโกรธแค้น และความเจ็บปวดที่เหล่าเด็กหนุ่มชาวเกาหลีใต้ต้องเผชิญตลอดระยะเวลา 2 ปีของการรับราชการทหาร ซีรีส์บอกเล่าเรื่องราวของจุนโฮ เด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ได้ไม่นาน ด้วยความที่เขายังเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อยทำให้ต้องพบเจอกับการกลั่นแกล้งสารพัดจากบรรดาทหารรุ่นพี่ ไม่ต่างอะไรกับทหารใหม่คนอื่นๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวงจรชีวิตทหารฝึกหัด พ้นไปจากการฝึกฝนซ้ำๆ ซากๆ แล้วก็เห็นจะมีแต่การต้องจำยอมต่อชะตากรรมที่ต้องถูกรังแกอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันที่ทหารรุ่นพี่ปลดประจำการออกไป จนกระทั่งวันหนึ่ง อยู่ๆ จุนโฮก็ถูกเรียกตัวไปเป็นทหารประจำหน่วย D.P. ภายใต้การดูแลของจ่าสิบโท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/d-p/">ในวันที่ความเป็นคนล่มสลาย D.P. ซีรีส์ตีแผ่ความเลวร้ายของกองทัพเกาหลีใต้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-center"><strong>บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์</strong></p>



<p>ในวันสุดท้ายก่อนที่ อันจุนโฮ (รับบทโดย จองแฮอิน) จะต้องเข้ารับราชการทหารไม่ต่างอะไรจากวันสับปะรังเควันหนึ่ง เขายังคงทำงานพิเศษเป็นพนักงานส่งอาหารให้ร้านอาหารสกปรกๆ แห่งหนึ่ง โดนลูกค้ากล่าวหาว่ามุบมิบเงินทอน แถมพอกลับมาถึงร้านยังโดนเจ้านายเบี้ยวไม่ยอมจ่ายค่าจ้างอีก </p>



<p>ภายใต้เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะยืนยันให้เรารับรู้ถึงความบัดซบในชีวิตที่เด็กหนุ่มต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จุนโฮเพียงแค่เหม่อมองฉากชีวิตสุดท้ายของตัวเองก่อนจะต้องไปรับใช้ชาติผ่านไปอย่างเหม่อลอย ไม่มีอะไรน่าจดจำสักอย่าง หรือต่อให้สู้กับนายจ้างเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้นัก ท้ายที่สุดเขาจึงเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบๆ กระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของแล้วเร่งเครื่องจากไป ทิ้งเสียงของนายจ้างที่ตะโกนด่าว่า “ไอ้หัวขโมยมอเตอร์ไซค์!” ไว้ข้างหลัง จะถูกไล่ออกหรือฟ้องร้องอะไรก็ช่างมัน เพราะยังไงวันพรุ่งนี้เขาก็ต้องเข้ากรมไปเป็นทหารแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หน่วยไล่ล่าทหารหนีทัพ</strong></h3>



<p><em>D.P.</em> คือซีรีส์ขนาด 6 ตอนของเน็ตฟลิกซ์ซึ่งดัดแปลงมาจากซีรีส์การ์ตูนบน WEBTOON เรื่อง <em>D.P. Dog’s Day</em> เขียนโดย Kim Bo-tong ซึ่งพาผู้อ่านไปสำรวจบาดแผล ความโกรธแค้น และความเจ็บปวดที่เหล่าเด็กหนุ่มชาวเกาหลีใต้ต้องเผชิญตลอดระยะเวลา 2 ปีของการรับราชการทหาร</p>



<p>ซีรีส์บอกเล่าเรื่องราวของจุนโฮ เด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ได้ไม่นาน ด้วยความที่เขายังเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อยทำให้ต้องพบเจอกับการกลั่นแกล้งสารพัดจากบรรดาทหารรุ่นพี่ ไม่ต่างอะไรกับทหารใหม่คนอื่นๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวงจรชีวิตทหารฝึกหัด พ้นไปจากการฝึกฝนซ้ำๆ ซากๆ แล้วก็เห็นจะมีแต่การต้องจำยอมต่อชะตากรรมที่ต้องถูกรังแกอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันที่ทหารรุ่นพี่ปลดประจำการออกไป</p>



<p>จนกระทั่งวันหนึ่ง อยู่ๆ จุนโฮก็ถูกเรียกตัวไปเป็นทหารประจำหน่วย D.P. ภายใต้การดูแลของจ่าสิบโท พัคบอมกู (รับบทโดย คิมซองกยุน) D.P. คือหน่วยไล่ล่าทหารหนีทัพ ซึ่งนอกจากจุนโฮแล้วยังมีสมาชิกอีกหนึ่งคนคือ ฮันโฮยอล (รับบทโดย คูคโยฮวาน) ทหารรุ่นพี่ซึ่งสังกัดหน่วยนี้อยู่ก่อนแล้วและพอจะมีประสบการณ์ตามจับทหารที่หลบหนีจากกองทัพอยู่บ้าง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/CE_DPNetflix-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-144686" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/CE_DPNetflix-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/CE_DPNetflix-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/CE_DPNetflix-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/CE_DPNetflix-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/CE_DPNetflix-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/CE_DPNetflix-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/CE_DPNetflix-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/CE_DPNetflix-3.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในแง่นี้ เรื่องราวตลอด 6 ตอนของซีรีส์เรื่องนี้จึงโฟกัสอยู่กับภารกิจตามล่าบรรดาทหารหนีทัพของจุนโฮและโฮยอล โดยที่ระหว่างทางเราก็พลอยได้เรียนรู้ถึงแรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจหนีทหารของแต่ละคนที่ล้วนแตกต่างกันไป เพราะในขณะที่คนหนึ่งเลือกจะหลบหนีเพราะทนการถูกกลั่นแกล้งจากทหารรุ่นพี่ไม่ไหว อีกคนกลับแค่รู้สึกเบื่อหน่ายและหนีมาขังตัวเองอยู่กับบ้านเพื่อเล่นเกมไปวันๆ และในขณะที่คนหนึ่งเลือกจะวิ่งหนีจากค่ายทหารเพราะอยากไปดูแลคนที่เขารัก อีกคนกลับก้าวออกจากประตูกองทัพเพราะความปรารถนาที่จะล้างแค้นล้วนๆ&nbsp;</p>



<p>แม้ว่าทหารแต่ละคนต่างมีเหตุผลในการหนีทหารที่แตกต่างกันไป หากถึงที่สุดแล้วเหตุผลทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะล้มล้างข้อเท็จจริงที่ว่า พวกเขาหลบหนีจากการเกณฑ์ทหารและจำเป็นต้องถูกลากคอกลับไป การหลบหนีจากหน้าที่ทางราชการยังไงก็คือความผิด เพราะถึงที่สุดแล้วการเกณฑ์ทหารก็กินเวลาแค่ 2 ปี พอครบกำหนดก็จะได้กลับไปใช้ชีวิตเป็นปกติอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>แค่ 2 ปีในค่ายทหารไม่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตใครไปได้หรอก–ใช่ไหม?</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="594" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_001res_2021_02_26_15_41_22-1024x594.jpg" alt="D.P. " class="wp-image-144687" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_001res_2021_02_26_15_41_22-1024x594.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_001res_2021_02_26_15_41_22-300x174.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_001res_2021_02_26_15_41_22-768x445.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_001res_2021_02_26_15_41_22-600x348.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_001res_2021_02_26_15_41_22.jpg 1333w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความเป็นมนุษย์ที่แหลกสลาย</strong></h3>



<p>ย้อนกลับไปในปี 2014 สองเหตุการณ์จริงที่สร้างความสั่นสะเทือนใจให้กับชาวเกาหลีต่อกองทัพเกาหลีใต้อย่างรุนแรงคือ หนึ่ง–การเสียชีวิตของนายทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งอันเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการกลั่นแกล้งของนายทหารรุ่นพี่ และสอง–การกราดยิงของนายทหารคนหนึ่งอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการโดนรังแกในค่ายทหารซ้ำๆ จนนำมาซึ่งความตายของทหารอีก 5 นาย ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ฮอตไลน์ของกองทัพแทบจะลุกเป็นไฟจากสายโทรศัพท์ของทหารกว่า 758 รายที่ต่างก็โทรมารายงานว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งในกองทัพ และเป็นปี 2014 อีกเช่นกันที่เรื่องราวของ <em>D.P.</em> เริ่มต้นขึ้น</p>



<p>ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของซีรีส์ที่เลือกบอกเล่าเรื่องราวในปีเดียวกันนี้ นั่นเพราะซีรีส์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสองเหตุการณ์สลดข้างต้น และแม้ว่าความรุนแรงในกองทัพจะไม่ใช่ประเด็นใหม่ในสังคม แต่หากลองพิจารณาภายใต้บริบทของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้แล้วจะพบว่า ซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่เลือกตีแผ่ความโหดร้ายของชีวิตการเป็นทหารกลับไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก ยิ่งเมื่อเป็นความโหดร้ายของกองทัพในปัจจุบันด้วยแล้วยิ่งน้อยมาก ที่พอจะมีอยู่ก็คงต้องย้อนกลับไปในปี 2005 ที่ภาพยนตร์เรื่อง <em>The Unforgiven</em> เคยได้ถ่ายทอดความรุนแรงในกองทัพผ่านชีวิตของนายทหารหนุ่มคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีอายุกว่า 16 ปีเข้าไปแล้ว</p>



<p>คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า <em>D.P.</em> เป็นซีรีส์ที่ให้ความรู้สึกสดใหม่พอสมควร ซีรีส์ไม่เพียงแต่จะพาเราไปสำรวจประเด็นที่อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ยังไม่ค่อยได้แหย่ขาเข้าไปนัก หากยังเลือกที่จะฉายภาพความโหดร้ายของค่ายทหารอย่างตรงไปตรงมา อย่างที่ซีรีส์เองก็ดูจะรู้ตัวดีว่าความประนีประนอมหรือการไว้หน้ากองทัพไม่ใช่อะไรที่จำเป็นสักเท่าไหร่นัก อย่างน้อยก็ในภารกิจตีแสกหน้ากองทัพเกาหลีใต้ครั้งนี้</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ ความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือการที่มันพาเราไปสำรวจความรุนแรงภายในกองทัพหลายระดับด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับทหารชั้นผู้น้อยด้วยกันไปจนถึงระดับผู้บังคับบัญชา ทว่าท่ามกลางตัวละครต่างๆ ในเรื่อง พัฒนาการของตัวละครอย่างโจซอกบง (รับบทโดย โชฮยอนชอล) เห็นจะเป็นหัวใจสำคัญของซีรีส์ที่สะท้อนผลกระทบจากความรุนแรงในกองทัพที่กระทำต่อมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้อย่างชัดเจนที่สุด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="413" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Screenshot-2021-08-27-at-12.19.33-3-1024x413.jpg" alt="D.P. " class="wp-image-144688" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Screenshot-2021-08-27-at-12.19.33-3-1024x413.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Screenshot-2021-08-27-at-12.19.33-3-300x121.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Screenshot-2021-08-27-at-12.19.33-3-768x309.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Screenshot-2021-08-27-at-12.19.33-3-1536x619.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Screenshot-2021-08-27-at-12.19.33-3-600x242.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/Screenshot-2021-08-27-at-12.19.33-3.jpg 1735w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ก่อนหน้าการเกณฑ์ทหาร ซอกบงคือคุณครูหนุ่มใจดีผู้ชื่นชอบการดูอนิเมะและหลงใหลการวาดรูป แม้ว่าเขาจะเข้ามาอยู่ในกองทัพก่อนจุนโฮไม่นาน ถึงอย่างนั้นซอกบงก็ยังถือว่าเป็นรุนพี่ของจุนโฮภายใต้ลำดับอาวุโสของกองทัพอยู่ดี ตลอดเวลาที่อยู่ในกองทัพ ซอกบงมักจะถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการถูกเรียกชื่อว่า ‘โอตาคุ’ ด้วยท่าทีเหยียดหยาม การถูกบังคับให้ช่วยตัวเองต่อหน้านายทหารรุ่นพี่ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกายเมื่อซอกบงแสดงท่าทีแข็งขืน ซอกบงถูกรังแกไม่ต่างจากทหารชั้นผู้น้อยคนอื่นๆ หากถึงที่สุดแล้ว ความรุนแรงที่ซอกบงต้องเผชิญไม่เพียงฝากบาดแผลและรอยช้ำไว้บนร่างกายเขาเท่านั้น แต่มันยังค่อยๆ บดขยี้จิตใจอันบริสุทธิ์ของชายคนหนึ่งจนแหลกสลายไม่เหลือซาก ผลักพาครูหนุ่มจิตใจสะอาดสู่หลุมดำแห่งความโกรธแค้น เกรี้ยวกราด และบ้าคลั่ง</p>



<p><em>D.P.</em> ฉายภาพให้เราเห็นถึงความรุนแรงในกองทัพที่เปลี่ยนมนุษย์ไปเป็นเดรัจฉาน เปลี่ยนเด็กหนุ่มผู้อยากมีชีวิตเรียบง่ายงดงามไปเป็นอาวุธสงครามที่ไร้หัวจิตหัวใจ ซึ่งพอถึงจุดหนึ่ง ซีรีส์ก็ได้แสดงให้เห็นว่าซอกบงเองก็ค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองไปสู่ตัวตนที่เขาเกลียดชังอย่างช่วยไม่ได้ เพราะจากรุ่นพี่ผู้เคยบอกกับจุนโฮว่า “เราต้องไม่กลั่นแกล้งรุ่นน้องเหมือนกับที่บรรดารุ่นพี่รุ่นก่อนๆ เคยทำกับเราไว้” ซอกบงก็ได้กลายมาเป็นนายทหารที่ตบหน้ารุ่นน้องฉาดๆ แค่เพราะจำชื่อรุ่นพี่ไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับเหล่ารุ่นพี่ที่เขาจงเกลียดจงชัง</p>



<p>แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของคุณครูหนุ่มแม้แต่น้อย เพราะจิตใจที่วิปลาสไปแล้วของซอกบงไม่ได้เป็นเพราะเขาอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องหัวใจตัวเอง แต่เป็นเพราะความอุบาทว์บัดซบของความรุนแรงในกองทัพที่เป็นวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบ วงจรอุบาทว์ที่คอยแต่จะบดขยี้หัวใจของนายทหารคนแล้วคนเล่าภายใต้ข้ออ้างที่ว่า เพื่อประโยชน์ของการฝึกฝนบ้างล่ะ เพื่อสร้างระเบียบวินัยบ้างล่ะ ภายในกองทัพ เส้นแบ่งระหว่างการฝึกฝนและการกลั่นแกล้งถูกทำให้พร่าเลือน แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของกองทัพอะไรพรรค์นั้นหรอก แต่เพื่อให้การกลั่นแกล้งถูกหยิบจับมาใช้สอยได้อย่างสะดวกมือมากขึ้นภายใต้นิยามของการฝึกฝนก็เท่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2021083001003738200321851-1024x682.jpg" alt="D.P. " class="wp-image-144689" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2021083001003738200321851-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2021083001003738200321851-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2021083001003738200321851-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2021083001003738200321851-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2021083001003738200321851-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2021083001003738200321851-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2021083001003738200321851-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2021083001003738200321851.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในฉากหนึ่ง ขณะที่โฮยอลพยายามเกลี้ยกล่อมซอกบงที่กำลังโกรธจัดและให้สัญญาว่าจะมีการตรวจสอบกองทัพถึงกรณีการกลั่นแกล้งและทำร้ายร่างกายที่ทหารชั้นผู้น้อยรวมถึงตัวซอกบงต้องพบเจอ ซอกบงถามโฮยอลกลับว่า รู้ไหมว่าบนกระติกน้ำที่ทหารใช้กันในค่ายเขียนว่าอะไร&nbsp;</p>



<p>“มันเขียนว่า 1953 มันใช้มาตั้งแต่สงครามเกาหลี ขนาดกระติกน้ำยังไม่เคยเปลี่ยนเลย”</p>



<p>แค่กระติกน้ำโง่ๆ ยังเปลี่ยนไม่ได้ นับประสาอะไรกับกองทัพวะ&nbsp;</p>



<p>ซอกบงไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ใครกันแน่คือศัตรูที่แท้จริง</strong></h3>



<p>หากกองทัพคือโลกใบหนึ่ง และสังคมภายนอกคือโลกอีกใบซึ่งตัดขาดจากกันอย่างชัดเจน หน่วยไล่ล่าทหารหนีทัพอย่างจุนโฮและโฮยอลก็เห็นจะเป็นทหารฝึกหัดที่เคลื่อนที่อยู่ระหว่างโลกทั้งสองนี้ แน่นอนว่าหน้าที่หลักของทั้งคู่คือการตามจับทหารที่หลบหนีจากกองทัพให้กลับไปยังค่ายทหาร ทว่าหนึ่งในอภิสิทธิ์ที่หน่วยไล่ล่าทหารมีเหนือกว่าทหารชั้นผู้น้อยคนอื่นๆ คือการที่พวกเขาได้มีโอกาสออกไปสัมผัสโลกภายนอกบ่อยกว่า อย่างน้อยก็มากพอให้พวกเขายังคงตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นในกองทัพ</p>



<p>จุนโฮและโฮยอลเป็นทหารที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในกองทัพได้ไม่นานนัก และแม้ว่าทั้งคู่ต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งจากรุ่นพี่อยู่บ้าง แต่ด้วยสถานะของหน่วยไล่ล่าทหารหนีทัพ สภาพจิตใจของพวกเขาเลยยังไม่ถึงขั้นแหลกสลายจนสูญเสียความเป็นมนุษย์ไป เพราะถึงแม้ว่าการออกไปข้างนอกค่ายทหารของทั้งคู่คือการปฏิบัติหน้าที่ แต่ในขณะเดียวกันสังคมภายนอกก็คอยย้ำเตือนจุนโฮและโฮยอลอยู่เสมอถึงความผิดปกติของโลกในกองทัพ สังคมกระจ้อยร่อยหลังลวดหนามที่เชื่อเสียเหลือเกินว่าตัวเองยิ่งใหญ่เสียเต็มประดา แต่พอเวลาผ่านไป 2 ปีแล้วต้องกลับมาเป็นประชาชนคนธรรมดาก็พบว่าอํานาจบาตรใหญ่ในค่ายทหารกลับเป็นเพียงทรัพย์สินที่ไม่มีใครให้ราคาแม้แต่น้อย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="592" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_002res_2021_02_26_15_48_49-1024x592.jpg" alt="D.P. " class="wp-image-144690" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_002res_2021_02_26_15_48_49-1024x592.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_002res_2021_02_26_15_48_49-300x173.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_002res_2021_02_26_15_48_49-768x444.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_002res_2021_02_26_15_48_49-600x347.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/03_DP_Unit_002res_2021_02_26_15_48_49.jpg 1333w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ฮวางจางซู (รับบทโดย ชินซึงโฮ) คือหนึ่งในรุ่นพี่ทหารที่คอยกลั่นแกล้งทหารรุ่นน้องอย่างหนักข้ออยู่เรื่อยๆ สถานะของเขาในกองทัพคือพี่ใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว แต่พอครบกำหนด 2 ปีที่เขาต้องกลับมาใช้ชีวิตอย่างสามัญชนอีกครั้ง จางซูกลับพบว่าอำนาจที่เขาเคยมีกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย จนเขาต้องมาคอยก้มหน้าให้นายจ้างแก่ๆ ที่เอาแต่บ่นว่าเขาทำงานไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย จางซูคิดถึงชีวิตการเป็นทหารเพราะเขาเคยยืนอยู่ชั้นบนสุดของห่วงโซ่ 2 ปีในกองทัพได้มอบสถานะนายเหนือหัวที่เขาไม่อาจสัมผัสได้ในโลกแห่งความจริง ตรงข้ามกับซอกบงที่กลับพบว่า 2 ปีในกองทัพริบทุกอย่างไปจากเขาจนหมดสิ้น ไม่เหลืออีกแล้วคุณครูศิลปะแสนใจดี ไม่เหลืออีกแล้วชายหนุ่มผู้มีหัวใจแสนอ่อนโยน ซ้ำร้ายในขณะที่ซอกบงตระหนักดีว่าความรุนแรงในกองทัพคือต้นเหตุที่เปลี่ยนให้เขาเป็นเช่นนี้ หากตัวกองทัพเองกลับไม่สนใจใยดีหรือคิดจะทบทวนแม้แต่น้อย ว่าอะไรคือสาเหตุให้ทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งโกรธแค้นถึงขนาดหยิบปืนมาเล็งใส่ทหารด้วยกัน</p>



<p>ซอกบงเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงภายในกองทัพสามารถทำให้คนคนหนึ่งสูญสิ้นความเป็นคนได้ยังไง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับซอกบงจะเป็นโศกนาฏกรรมสุดท้าย ในทุกๆ ปีที่เด็กหนุ่มชาวเกาหลีใต้ต้องกอดลาครอบครัวเพื่อไป ‘รับใช้ชาติ’ ทว่าปลายทางที่รอพวกเขาอยู่จริงๆ กลับไม่ใช่ศัตรูฝั่งตรงข้ามอย่างที่กองทัพพร่ำพ่น หากเป็นปีศาจร้ายในเสื้อสีเขียวหม่นในค่ายทหารที่รอกลั่นแกล้งพวกเขา–นั่นต่างหากคือศัตรูที่แท้จริงของเด็กหนุ่มเหล่านั้น</p>



<p>กองทัพต่างหากที่เป็นศัตรูที่แท้จริงของประชาชนเสมอมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AAAABdgl6LbGCHmih64YSr1SwMh3fR_FHM3yw7wKEVBITAWR-7EAgJ4I7_xgWjM3nVxl1VDC2gRok7Xd6bYN0FUdEW0y3bcl-1024x576.jpg" alt="D.P. " class="wp-image-144691" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AAAABdgl6LbGCHmih64YSr1SwMh3fR_FHM3yw7wKEVBITAWR-7EAgJ4I7_xgWjM3nVxl1VDC2gRok7Xd6bYN0FUdEW0y3bcl-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AAAABdgl6LbGCHmih64YSr1SwMh3fR_FHM3yw7wKEVBITAWR-7EAgJ4I7_xgWjM3nVxl1VDC2gRok7Xd6bYN0FUdEW0y3bcl-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AAAABdgl6LbGCHmih64YSr1SwMh3fR_FHM3yw7wKEVBITAWR-7EAgJ4I7_xgWjM3nVxl1VDC2gRok7Xd6bYN0FUdEW0y3bcl-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AAAABdgl6LbGCHmih64YSr1SwMh3fR_FHM3yw7wKEVBITAWR-7EAgJ4I7_xgWjM3nVxl1VDC2gRok7Xd6bYN0FUdEW0y3bcl-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/AAAABdgl6LbGCHmih64YSr1SwMh3fR_FHM3yw7wKEVBITAWR-7EAgJ4I7_xgWjM3nVxl1VDC2gRok7Xd6bYN0FUdEW0y3bcl.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/d-p/">ในวันที่ความเป็นคนล่มสลาย D.P. ซีรีส์ตีแผ่ความเลวร้ายของกองทัพเกาหลีใต้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>URFACE x Todd โปรเจกต์คืนชีพผีไทยที่หยิบลายเส้นการ์ตูนผีเล่มละบาทมาอยู่บนแฟชั่นไอเทม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/urface-x-todd/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 29 Aug 2021 12:56:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ตูนไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โต๊ด โกสุมพิสัย]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ตูนผี]]></category>
		<category><![CDATA[thai brand]]></category>
		<category><![CDATA[tote bag]]></category>
		<category><![CDATA[artist]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[brand]]></category>
		<category><![CDATA[Urface]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=144351</guid>

					<description><![CDATA[<p>การคอลแล็บกันระหว่างแบรนด์แฟชั่นและศิลปินจนออกมาเป็นสินค้ารุ่นลิมิเต็ดไม่ใช่อะไรที่ใหม่ และว่ากันตรงๆ พักหลังมานี้เราก็ไม่ค่อยเห็นการคอลแล็บเจ๋งๆ ที่ทำให้เราไฮป์สักเท่าไหร่นัก เรารู้สึกแบบนี้มาตลอดจนกระทั่งได้เห็นโปรเจกต์ collaboration ระหว่าง URFACE x อาจารย์โต๊ด โกสุมพิสัย  “เชี่ย โคตรเจ๋ง” เราเผลออุทานออกมาแทบจะในทันที สำหรับใครที่ไม่รู้จักว่าอาจารย์โต๊ดคือใคร กล่าวอย่างง่ายที่สุด เขาคือนักเขียนการ์ตูนผีไทยเล่มละบาทที่เคยรุ่งเรืองในอดีต จนกระทั่งในปี 2559 ภายใต้ความนิยมที่เสื่อมลงไป การ์ตูนผีเหล่านี้ก็ได้อำลาจากแผงหนังสือไปอย่างคล้ายจะไม่มีวันหวนกลับ จะเหลือก็แค่เพียงความทรงจำเลือนรางของคนรุ่นหนึ่งที่พอจะเกิดทัน แต่ถ้าไปลองถามวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน เราเชื่อว่าเกินกว่าครึ่งน่าจะไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าการ์ตูนผีเล่มละบาทคืออะไร สารภาพว่าเราเองก็ไม่เคยอ่านการ์ตูนผีเหล่านี้หรอก แม้จะเคยเห็นผ่านตาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลองอ่านอย่างจริงๆ จังๆ ไม่เคยรู้สึกผูกพัน หากถึงอย่างนั้น การได้เห็นแบรนด์แฟชั่นอย่าง URFACE กลับไปคืนชีพให้กับผลงานของอาจารย์โต๊ดอีกครั้ง และครั้งนี้กลับมาในคราบของสินค้าแฟชั่น เรากลับรู้สึกว่า นี่แหละคือการคอลแล็บเจ๋งๆ ที่เรารอคอย เราตัดสินใจต่อสายหา โจ๊กเกอร์–ฑีฆาวัฒน์ ปัทมาคม ผู้ก่อตั้งแบรนด์ URFACE ในทันที เพื่อจะสนทนากันถึงเบื้องหลังการคอลแล็บครั้งนี้ ควบคู่ไปกับเรื่องราวของแบรนด์ URFACE ที่เพิ่งจะรีแบรนด์ไปหยกๆ แบรนด์แฟชั่นที่โคตรให้เกียรติศิลปิน&#160; ก่อนจะไปถึงเรื่องของอาจารย์โต๊ด เราอยากชวนทำความรู้จักแบรนด์ URFACE กันสักหน่อย “จุดเริ่มต้นของ URFACE มาจากการที่เรามีเพื่อนที่เป็นศิลปินเยอะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urface-x-todd/">URFACE x Todd โปรเจกต์คืนชีพผีไทยที่หยิบลายเส้นการ์ตูนผีเล่มละบาทมาอยู่บนแฟชั่นไอเทม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การคอลแล็บกันระหว่างแบรนด์แฟชั่นและศิลปินจนออกมาเป็นสินค้ารุ่นลิมิเต็ดไม่ใช่อะไรที่ใหม่ และว่ากันตรงๆ พักหลังมานี้เราก็ไม่ค่อยเห็นการคอลแล็บเจ๋งๆ ที่ทำให้เราไฮป์สักเท่าไหร่นัก เรารู้สึกแบบนี้มาตลอดจนกระทั่งได้เห็นโปรเจกต์ collaboration ระหว่าง <a href="https://urfacethailand.com/brand/urface-collaboration/urface-x-todd/">URFACE x อาจารย์โต๊ด โกสุมพิสัย </a></p>



<p>“เชี่ย โคตรเจ๋ง” เราเผลออุทานออกมาแทบจะในทันที</p>



<p>สำหรับใครที่ไม่รู้จักว่าอาจารย์โต๊ดคือใคร กล่าวอย่างง่ายที่สุด เขาคือนักเขียนการ์ตูนผีไทยเล่มละบาทที่เคยรุ่งเรืองในอดีต จนกระทั่งในปี 2559 ภายใต้ความนิยมที่เสื่อมลงไป การ์ตูนผีเหล่านี้ก็ได้อำลาจากแผงหนังสือไปอย่างคล้ายจะไม่มีวันหวนกลับ</p>



<p>จะเหลือก็แค่เพียงความทรงจำเลือนรางของคนรุ่นหนึ่งที่พอจะเกิดทัน แต่ถ้าไปลองถามวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน เราเชื่อว่าเกินกว่าครึ่งน่าจะไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าการ์ตูนผีเล่มละบาทคืออะไร</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1187-copy-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-144376" width="NaN" height="NaN" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1187-copy-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1187-copy-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1187-copy-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1187-copy-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1187-copy-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1187-copy-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1187-copy.jpg 1365w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>



<p>สารภาพว่าเราเองก็ไม่เคยอ่านการ์ตูนผีเหล่านี้หรอก แม้จะเคยเห็นผ่านตาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลองอ่านอย่างจริงๆ จังๆ ไม่เคยรู้สึกผูกพัน หากถึงอย่างนั้น การได้เห็นแบรนด์แฟชั่นอย่าง URFACE กลับไปคืนชีพให้กับผลงานของอาจารย์โต๊ดอีกครั้ง และครั้งนี้กลับมาในคราบของสินค้าแฟชั่น เรากลับรู้สึกว่า นี่แหละคือการคอลแล็บเจ๋งๆ ที่เรารอคอย</p>



<p>เราตัดสินใจต่อสายหา โจ๊กเกอร์–ฑีฆาวัฒน์ ปัทมาคม ผู้ก่อตั้งแบรนด์ URFACE ในทันที เพื่อจะสนทนากันถึงเบื้องหลังการคอลแล็บครั้งนี้ ควบคู่ไปกับเรื่องราวของแบรนด์ URFACE ที่เพิ่งจะรีแบรนด์ไปหยกๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading">แบรนด์แฟชั่นที่โคตรให้เกียรติศิลปิน&nbsp;</h3>



<p>ก่อนจะไปถึงเรื่องของอาจารย์โต๊ด เราอยากชวนทำความรู้จักแบรนด์ URFACE กันสักหน่อย</p>



<p>“จุดเริ่มต้นของ URFACE มาจากการที่เรามีเพื่อนที่เป็นศิลปินเยอะ ซึ่งพอเราไปดูงานแสดงของพวกเขาที่แกเลอรี เรากลับพบว่ายังมีงานศิลปะอีกหลายชิ้นที่ curator ไม่ได้เลือกมาจัดแสดงในแกเลอรี มันยังมีงานเจ๋งๆ อีกเพียบที่ไม่ได้ออกมาสู่สายตาของผู้คน เราก็เลยเกิดไอเดียว่า แทนที่เราจะปล่อยให้งานเหล่านั้นหายไป ทำไมเราไม่หยิบงานศิลปะเหล่านั้นมาเปลี่ยนเป็นโปรดักต์ดูล่ะ” โจ๊กเกอร์อธิบายถึงจุดตั้งต้นของแบรนด์ </p>



<p>ในขณะที่หลายๆ แบรนด์ในปัจจุบันจะโฟกัสอยู่กับการรียูสวัสดุ โจ๊กเกอร์นิยาม URFACE ว่าเป็นแบรนด์ที่รียูสความคิดสร้างสรรค์ นั่นคือแทนที่จะปล่อยให้ผลงานของศิลปินหล่นหายไปจากการรับรู้ สู้คืนชีวิตให้ผลงานเหล่านั้นได้รับการมองเห็นอีกครั้งผ่านการเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์น่าจะดีกว่า นั่นเองจึงเป็นต้นกำเนิดของสินค้าต่างๆ ของแบรนด์ URFACE ที่เกิดจากการชักชวนศิลปินมาฝากฝังผลงานศิลปะของพวกเขาลงบนกระเป๋าสตางค์ เสื้อยืด และ tote bag</p>



<p>“เราอยากให้ศิลปินมองโปรดักต์ของ URFACE ว่าคือผืนผ้าใบ คือเราจะให้อิสระกับศิลปินอย่างเต็มที่ในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น โดยที่แบรนด์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย ศิลปินส่งดีไซน์กลับมายังไงเราก็จะโอเคตามนั้น ไม่มีการไปขอร้องให้แก้งานใดๆ เพราะเราให้เกียรติศิลปินเต็มที่ ในแง่หนึ่งมันก็เสี่ยงนะเพราะเราก็ไม่รู้ว่าศิลปินจะออกแบบผลงานไปในทิศทางไหน แต่มันก็สนุกดี”</p>



<p>เมื่อแบรนด์ให้อิสระและความเคารพศิลปินขนาดนี้ ไม่แปลกเลยว่าทำไมศิลปินแทบทุกคนที่ URFACE ติดต่อไปจะยินดีให้ความร่วมมือกับแบรนด์ </p>



<p>“อีกอย่างคือเราให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้ามากๆ อย่างเสื้อเราก็จะเลือกใช้คอตตอนที่แพงมาก แล้วก็ใช้เทคนิคการปรินต์สีคุณภาพสูงเพื่อให้มั่นใจได้ว่าสีจะไม่ซีด โดยที่พอผลิตสินค้าออกมาเราก็จะส่งตัวอย่างไปให้ศิลปินดูก่อนทุกครั้งว่ามันจะออกมาเป็นแบบนี้นะ พูดง่ายๆ คือศิลปินจะเป็นคนแอพพรูฟทุกอย่างก่อนที่สินค้าจะออกวางจำหน่าย</p>



<p>“แต่ที่ URFACE เป็นแบบนี้ได้เพราะเราไม่ใช่แบรนด์ที่เอาตัวเลขทางธุรกิจมาเป็นที่ตั้ง เราไม่ได้มองว่าต้องขายสินค้าให้ได้เยอะๆ เพื่อจะรวย ไม่ได้มองว่าต้องไปลดต้นทุนของสินค้าลงเพื่อจะได้กำไรมากๆ จะไม่มีการไปขอศิลปินว่า ช่วยเพิ่มขนาดโลโก้ของแบรนด์ให้เห็นชัดๆ หน่อยได้ไหม พอวิธีคิดของแบรนด์มันเป็นแบบนี้ URFACE เลยขับเคลื่อนด้วยความสนุก โดยที่เราก็สามารถให้เกียรติผลงานของศิลปินได้อย่างเต็มที่” </p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การ์ตูนผีเล่มละบาทที่ไม่ใช่ว่าใครก็เกิดทัน</strong></h3>



<p>“แล้วโปรเจกต์ URFACE x อาจารย์โต๊ดเริ่มต้นขึ้นได้ยังไง” เราถามโจ๊กเกอร์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S18_1310-copy-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-144377" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S18_1310-copy-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S18_1310-copy-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S18_1310-copy-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S18_1310-copy-2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S18_1310-copy-2-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S18_1310-copy-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S18_1310-copy-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S18_1310-copy-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S18_1310-copy-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“จริงๆ แล้วโปรเจกต์นี้เกิดจากต๊อด (อารักษ์ อ่อนวิลัย หรือ Sahred Toy นักวาดการ์ตูนและหุ้นส่วนของแบรนด์ URFACE) ไปเห็นงานของอาจารย์โต๊ดแล้วชอบมาก เพียงแต่เขาเกิดไม่ทัน เพราะตอนเขาโตมาก็เป็นยุคของการ์ตูนญี่ปุ่นแล้ว แต่เราน่ะเกิดทัน เราจำได้ว่าเคยเห็นการ์ตูนผีเล่มละบาทบนแผงหนังสือ ซึ่งพอต๊อดมาบอกว่าเขาอยากหยิบลายเส้นการ์ตูนผีไทยมาอยู่บนโปรดักต์ของ URFACE เราก็ตกลงทันที”</p>



<p>แน่นอนว่าโจ๊กเกอร์จดจำลายเส้นผีไทยเหล่านี้ได้ดี แต่อีกโจทย์หนึ่งที่คิดไม่ตกคือ ถ้าผลิตออกมาแล้วจะขายได้ไหม</p>



<p>“แม้ว่า URFACE จะไม่ใช่แบรนด์ที่เอายอดขายเป็นที่ตั้ง แต่ก็ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าเราก็แอบกังวลใจอยู่ลึกๆ เหมือนกันว่าถ้าผลิตสินค้าออกมาแล้วมันจะขายได้ไหม แน่นอนว่าเราอยากร่วมงานกับอาจารย์โต๊ดมากๆ แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์คือเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งเขาเกิดไม่ทันการ์ตูนผีเล่มละบาท หรือไม่ต้องขนาดการ์ตูนผีหรอก แค่คุณลองไปถามพวกเขาว่ารู้จักผีกระหังไหม เราเชื่อว่ามีหลายคนที่งงว่า ผีกระหังคืออะไรวะ (หัวเราะ)”</p>



<p>แต่ถึงที่สุดแล้วความตื่นเต้นที่จะได้ทำคอลเลกชั่นนี้ก็ท่วมท้นกว่าความกังวลว่าจะขายสินค้าได้หรือไม่ได้ เมื่อกำหนดคอนเซปต์คร่าวๆ ของคอลเลกชั่นเรียบร้อย โจ๊กเกอร์ก็ติดต่อไปยังอาจารย์โต๊ดทันที</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S19_1420-copy-1024x683.jpg" alt="URFACE x Todd " class="wp-image-144378" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S19_1420-copy-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S19_1420-copy-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S19_1420-copy-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S19_1420-copy-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S19_1420-copy-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S19_1420-copy-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S19_1420-copy-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S19_1420-copy-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S19_1420-copy-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เราติดต่อไปหาอาจารย์ แนะนำตัวว่าเราคือใคร แบรนด์ URFACE คืออะไร บอกไปว่าเราหลงใหลผลงานของอาจารย์และอยากจะได้ลายเส้นของอาจารย์มาอยู่บนสินค้าของเรา ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าอาจารย์โต๊ดจะยอมเล่นด้วยกับเราไหม แต่ปรากฏว่า วันต่อมาอาจารย์โต๊ดร่างลายเส้นส่งกลับมาให้เลย เราตกใจมาก แกทำงานเร็วโคตรๆ ซึ่งผู้ช่วยของอาจารย์โต๊ดก็เล่าให้เราฟังว่าอาจารย์โต๊ดแกใช้ชีวิตแบบนี้อยู่แล้ว เพราะการ์ตูนเล่มละบาทมันต้องใช้เวลาเร็วมากๆ ในการเขียนเพื่อจะได้มีเวลาไปเขียนเล่มใหม่ ยิ่งพอเราเสนอคอนเซปต์คร่าวๆ ไปให้ อาจารย์แกก็จะนำไอเดียของเราไปผสมกับไอเดียใหม่ๆ ซึ่งเจ๋งมากๆ”</p>



<p>คอนเซปต์คร่าวๆ ที่โจ๊กเกอร์เสนอไปคือการอธิบายถึงการรีแบรนด์และปรับเปลี่ยนไดเรกชั่นเป็น URFACE Wet &amp; Dry โดยที่คำว่า Wet นั้นหมายถึงกิจกรรมทางทะเล เช่น เซิร์ฟ ส่วน Dry ก็หมายถึงกิจกรรมทางบก เช่น แคมป์ปิ้ง โดยที่โปรดักต์ของ URFACE หลังจากนี้จะให้ความสำคัญกับกิจกรรมทั้งสองรูปแบบนี้ โดยที่ยังคงยืนพื้นกับความเป็นศิลปะอยู่ </p>



<p>“พอมีเรื่องคอนเซปต์ Wet &amp; Dry ภาพร่างที่อาจารย์โต๊ดส่งมาให้เลยเป็นภาพของผีเล่นสเกตบอร์ดกับผีเล่นเซิร์ฟบอร์ด ซึ่งตรงนี้เราไม่ได้บรีฟแกเลย จุดนี้มันเลยจุดประกายว่าไหนๆ ก็ได้ร่วมงานกับนักเขียนการ์ตูนแล้ว คอลเลกชั่นนี้จะมีแค่เสื้อกับกระเป๋าสตางค์ไม่ได้แล้วล่ะ เราต้องทำการ์ตูนผีขึ้นมาด้วยแล้ว”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘ผีดุทะลุเกลียวคลื่น’ ปะทะ ‘ผีเฮี้ยนเสี้ยนสเก็ต’</strong></h3>



<p>โจ๊กเกอร์นำไอเดียผีจากอาจารย์โต๊ดไปสานต่อ จนออกมาเป็น ‘ผีดุทะลุเกลียวคลื่น’ และ ‘ผีเฮี้ยนเสี้ยนสเก็ต’ </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S21_1497-copy-2-1024x683.jpg" alt="URFACE x Todd " class="wp-image-144380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S21_1497-copy-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S21_1497-copy-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S21_1497-copy-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S21_1497-copy-2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S21_1497-copy-2-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S21_1497-copy-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S21_1497-copy-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S21_1497-copy-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S21_1497-copy-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ซึ่งพอได้ชื่อนี้ออกมา เขาก็ไปปรึกษากับอาจารย์โต๊ดว่าอยากจะทำหนังสือการ์ตูนควบคู่ไปด้วย โชคดีว่าอาจารย์โต๊ดไม่ปฏิเสธและยินดีจะเล่นด้วย จนออกมาเป็นผลงานการ์ตูนผีเล่มฉบับพิเศษในชื่อ ‘ผีดุทะลุเกลียวคลื่น’ ปะทะ ‘ผีเฮี้ยนเสี้ยนเสก็ต’ ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 222 เล่มในท้ายที่สุด</p>



<p>“เราคิดเพียงไอเดียคร่าวๆ จากนั้นก็ปล่อยให้อาจารย์ลุยต่อเลย อย่างคำพูดของตัวละครในเรื่องก็เป็นภาษาของแกหมด เราไม่แตะเลย ผลลัพธ์ที่ได้เลยออกมาเป็นการ์ตูนสั้นขนาด 6-8 หน้า ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อคอลเลกชั่นนี้โดยเฉพาะ ไม่มีวางจำหน่ายที่ไหน โชคดีอีกอย่างด้วยว่า เราไปเจอโรงพิมพ์ที่ยินดีจะเล่นด้วยกับเรา เพราะเจ้าของเขาเกิดทันการ์ตูนผีเล่มละบาท เขาก็เลยยินดีจะช่วยพิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกมาให้ใกล้เคียงกับในอดีตที่สุด อย่างสีของหนังสือก็จะคุมให้ใกล้เคียงกับการ์ตูนสมัยก่อนที่สุด หรืออย่างกระดาษที่ใช้ แม้ว่าจะไม่ใช่กระดาษแบบเดิมแต่ก็เป็นกระดาษคุณภาพสูง”</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-8 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1165-copy-683x1024.jpg" alt="" data-id="144381" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1165-copy.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=144381" class="wp-image-144381" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1165-copy-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1165-copy-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1165-copy-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1165-copy-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1165-copy-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1165-copy-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1165-copy.jpg 1365w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S17_1253_1-683x1024.jpg" alt="" data-id="144382" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S17_1253_1.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=144382" class="wp-image-144382" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S17_1253_1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S17_1253_1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S17_1253_1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S17_1253_1-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S17_1253_1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S17_1253_1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S17_1253_1.jpg 1365w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li></ul></figure>



<p>จากจุดตั้งต้นที่จะมีแค่เสื้อยืด เสื้อฮาวาย และกระเป๋าสตางค์ แต่ปลายทางของคอลเลกชั่นกลับเดินทางไปไกลกว่าจุดเริ่มต้นของมันมาก จากหนังสือการ์ตูนหนึ่งเล่มก็ค่อยๆ งอกเป็นโปสเตอร์และผ้ายันต์ จนเกิดเป็นลิมิเต็ดบอกซ์เซต URFACE x Todd ที่นอกจากจะมีสินค้าของ URFACE แล้วยังอัดแน่นไปด้วยผลงานต่างๆ ของอาจารย์โต๊ดอีกด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ฟื้นคีนชีพให้ผีไทย</strong></h3>



<p>โจ๊กเกอร์เล่าว่าคอลเลกชั่นนี้ใช้เวลาพัฒนาประมาณ 3-4 เดือนก็เสร็จและพร้อมจะวางจำหน่าย ซึ่งก็เป็นเรื่องบังเอิญว่า ก่อนหน้าที่ URFACE x Todd จะวางขาย สารคดีเรื่อง <em>ไอ้ผีเล่มละบาท</em> ของสันติ แต้พานิช ซึ่งถ่ายทอดชีวิตของอาจารย์โต๊ดและศิลปินคนอื่นๆในยุคการ์ตูนผีเล่มละบาทก็ปล่อยฉายทางยูทูบพอดี<em>&nbsp;</em></p>



<p><em>“</em>เราไม่รู้มาก่อนเลยว่าพี่สันติเขาทำสารคดีเรื่องนี้อยู่ มันเลยเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะมากๆ เพราะเราเชื่อว่าสารคดีเรื่องนี้จะทำให้คนรู้จักอาจารย์โต๊ดมากขึ้น อีกอย่างคือพอเราได้ดูสารคดีเรื่องนี้เราก็พลอยได้รู้จักอาจารย์โต๊ดมากขึ้นไปด้วย ได้รู้ว่าประวัติการทำงานของแก ได้รู้ว่าชีวิตแกเคยเผชิญความลำบากแบบไหนมาบ้าง มันมีประโยคหนึ่งในสารคดีที่อาจารย์โต๊ดพูดว่า<em> ‘</em>มันเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตที่ผมตั้งใจอยากจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ผมจะตายคาพู่กันนี่แหละ ผมจะไม่ไปทำอย่างอื่น อดมื้อกินมื้อก็ไม่เป็นไร<em>’ </em>ซึ่งพอได้ยินอย่างนี้เราก็ยิ่งนับถือแกมากๆ พอดูจบเราเลยไม่กังวลอีกแล้วว่าคอลเลกชั่นนี้จะขายได้หรือไม่ได้ เพราะเรารู้สึกภูมิใจที่ได้ผลิตคอลเลกชั่นนี้ออกมา<em>”</em></p>



<p>26 สิงหาคม 2564 คือวันที่คอลเลกชั่นนี้วางจำหน่าย พอถามถึงผลตอบรับของคอลเลกชั่นนี้ โจ๊กเกอร์ก็ยิ้มอย่างภูมิใจในทันที</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1143-copy-1024x683.jpg" alt="URFACE x Todd " class="wp-image-144383" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1143-copy-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1143-copy-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1143-copy-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1143-copy-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1143-copy-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1143-copy-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1143-copy-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1143-copy-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S16_1143-copy-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ถ้าพูดถึงฟีดแบ็กในแง่ความรับรู้ เราว่าคอลเลกชั่นนี้ฟีดแบ็กดีมากๆ นะ เพราะอย่างเด็กรุ่นใหม่เขาก็จะรู้สึกว่ามันเจ๋งดี แต่อีกฟีดแบ็กหนึ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้รับคือจากคนอีกกลุ่มที่เกิดทันการ์ตูนผีเล่มละบาท มีคนทักมาขอบคุณเราเยอะมากๆ เพราะคอลเลกชั่นนี้ทำให้เขาได้กลับไปคิดถึงวัยเด็กอีกครั้ง</p>



<p>“เรามองว่าคาแร็กเตอร์ของผีไทยมันชัดมากนะ คือเห็นลายเส้นปุ๊บก็รู้เลย ซึ่งเราคิดว่าลายเส้นแบบไทยๆ มันเจ๋ง มันแตกต่างอย่างชัดเจนจากการ์ตูนญี่ปุ่นและอเมริกัน อย่างบางคนก็บอกเราว่าคอลเลกชั่นนี้คือการกลับไปฟื้นคืนชีพให้กับผีไทยอีกครั้ง และทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้ว่านักเขียนการ์ตูนไทยรุ่นเก่าๆ น่ะเขาเก่งขนาดไหน ยอดขายจะเป็นไงเราไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เราโคตรภูมิใจกับคอลเลกชั่นนี้ของ URFACE เลย”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_draft_till_done_urface-03_5-1024x683.jpg" alt="URFACE x Todd " class="wp-image-144384" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_draft_till_done_urface-03_5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_draft_till_done_urface-03_5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_draft_till_done_urface-03_5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_draft_till_done_urface-03_5-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_draft_till_done_urface-03_5-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_draft_till_done_urface-03_5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_draft_till_done_urface-03_5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_draft_till_done_urface-03_5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/Type-C_draft_till_done_urface-03_5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/urface-x-todd/">URFACE x Todd โปรเจกต์คืนชีพผีไทยที่หยิบลายเส้นการ์ตูนผีเล่มละบาทมาอยู่บนแฟชั่นไอเทม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>LATE NIGHT DANCE CLUB แบรนด์ของหนุ่มนักเต้น ผู้หยิบจับความสดใสในวัยเด็กมาเป็นแฟชั่น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/late-night-dance-club/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 29 Aug 2021 11:12:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Super Market]]></category>
		<category><![CDATA[Multi Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[style]]></category>
		<category><![CDATA[LATE NIGHT DANCE CLUB]]></category>
		<category><![CDATA[Yuya Hashizume]]></category>
		<category><![CDATA[Carnival]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[dancer]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Designer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=144335</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความคลั่งไคล้ในวัยเด็กของใครคนหนึ่งอาจเป็นการเล่นสเกตบอร์ด ในขณะที่ใครอีกคนหนึ่งอาจชื่นชอบการได้จมอยู่กับกองมังงะ แต่ถ้าคุณถาม ท็อป–กิตติฑัตย์ โควหกุล ว่าความสนุกในวัยเด็กของเขาคืออะไร คำตอบที่คุณจะได้ย่อมหนีไม่พ้น ‘การเต้น’ “ด้วยความที่เราเติบโตมากับพี่สาวที่อายุห่างกันค่อนข้างมาก แทนที่เราจะได้ดูการ์ตูนเหมือนเด็กคนอื่นๆ เรากลับได้ซึมซับเพลงและมิวสิกวิดีโอของต่างประเทศผ่านรายการเพลงที่พี่สาวมักเปิดฟังอยู่บ่อยๆ มันเลยทำให้เราอินกับศิลปินอย่าง Michael Jackson มากๆ” ท็อปเล่าย้อนถึงความหอมหวานในวัยเด็ก ควบคู่ไปกับการซึมซับดนตรีตะวันตกผ่านอิทธิพลของพี่สาวนี่เองที่ทำให้ท็อปเริ่มเห็นว่า พ้นไปจากเสียงเพลงแล้วยังมีการเต้นซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ส่งให้มิวสิกวิดีโอของเพลงเพลงหนึ่งดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา โดยไม่ทันรู้ตัว ท็อปก็ได้ค่อยๆ พาตัวเองเข้าสู่วงการเต้นนับตั้งแต่นั้น “เราเริ่มจากการไปเรียนคลาสเต้นที่สยาม จนได้รู้จักกับการเต้นเบรกแดนซ์ หลังจากนั้นเราก็พยายามหาว่าในกรุงเทพฯ เขาซ้อมเต้นกันที่ไหนบ้าง แล้วพยายามเรียนรู้ไปเรื่อยๆ จนการเต้นกลายเป็นชีวิตเราไปเลย เรียกว่ากินนอนอยู่กับมันเลยก็ได้” สำหรับท็อป การเต้นคือแพสชั่นที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็ก แต่ยังคงลุกโชนอยู่เรื่อยๆ แม้ในวันที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็เป็นความคลั่งไคล้ในการขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลงนี้เอง ที่พอถึงจุดหนึ่งก็ได้ต่อยอดมาเป็นแบรนด์แฟชั่นที่เขาก่อตั้งขึ้น แบรนด์ที่ว่าคือ LATE NIGHT DANCE CLUB จากหนุ่มนักเต้นสู่ครีเอทีฟแห่งแบรนด์ Carnival ฟาสต์ฟอร์เวิร์ดจากเด็กหนุ่มผู้ลุ่มหลงการเต้น สู่มาร์เก็ตติ้งเมเนเจอร์และครีเอทีฟประจำแบรนด์สตรีทแวร์ยักษ์ใหญ่ของประเทศอย่าง Carnival ท็อปเล่าว่าการได้เข้ามาทำงานที่ Carnival ทำให้เขาเริ่มหันมาศึกษาแฟชั่นอย่างจริงๆ จังๆ “ด้วยความที่เราอยู่ในวงการเต้นมาตลอด มันก็จะมีแฟชั่นอย่างรองเท้า Puma และ PRO-Keds กับกางเกง Dickies [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/late-night-dance-club/">LATE NIGHT DANCE CLUB แบรนด์ของหนุ่มนักเต้น ผู้หยิบจับความสดใสในวัยเด็กมาเป็นแฟชั่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ความคลั่งไคล้ในวัยเด็กของใครคนหนึ่งอาจเป็นการเล่นสเกตบอร์ด ในขณะที่ใครอีกคนหนึ่งอาจชื่นชอบการได้จมอยู่กับกองมังงะ แต่ถ้าคุณถาม <strong>ท็อป–กิตติฑัตย์ โควหกุล</strong> ว่าความสนุกในวัยเด็กของเขาคืออะไร คำตอบที่คุณจะได้ย่อมหนีไม่พ้น ‘การเต้น’</p>



<p>“ด้วยความที่เราเติบโตมากับพี่สาวที่อายุห่างกันค่อนข้างมาก แทนที่เราจะได้ดูการ์ตูนเหมือนเด็กคนอื่นๆ เรากลับได้ซึมซับเพลงและมิวสิกวิดีโอของต่างประเทศผ่านรายการเพลงที่พี่สาวมักเปิดฟังอยู่บ่อยๆ มันเลยทำให้เราอินกับศิลปินอย่าง Michael Jackson มากๆ” ท็อปเล่าย้อนถึงความหอมหวานในวัยเด็ก</p>



<p>ควบคู่ไปกับการซึมซับดนตรีตะวันตกผ่านอิทธิพลของพี่สาวนี่เองที่ทำให้ท็อปเริ่มเห็นว่า พ้นไปจากเสียงเพลงแล้วยังมีการเต้นซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ส่งให้มิวสิกวิดีโอของเพลงเพลงหนึ่งดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา โดยไม่ทันรู้ตัว ท็อปก็ได้ค่อยๆ พาตัวเองเข้าสู่วงการเต้นนับตั้งแต่นั้น</p>



<p>“เราเริ่มจากการไปเรียนคลาสเต้นที่สยาม จนได้รู้จักกับการเต้นเบรกแดนซ์ หลังจากนั้นเราก็พยายามหาว่าในกรุงเทพฯ เขาซ้อมเต้นกันที่ไหนบ้าง แล้วพยายามเรียนรู้ไปเรื่อยๆ จนการเต้นกลายเป็นชีวิตเราไปเลย เรียกว่ากินนอนอยู่กับมันเลยก็ได้”</p>



<p>สำหรับท็อป การเต้นคือแพสชั่นที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็ก แต่ยังคงลุกโชนอยู่เรื่อยๆ แม้ในวันที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็เป็นความคลั่งไคล้ในการขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลงนี้เอง ที่พอถึงจุดหนึ่งก็ได้ต่อยอดมาเป็นแบรนด์แฟชั่นที่เขาก่อตั้งขึ้น</p>



<p>แบรนด์ที่ว่าคือ LATE NIGHT DANCE CLUB</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากหนุ่มนักเต้นสู่ครีเอทีฟแห่งแบรนด์ Carnival</strong></h3>



<p>ฟาสต์ฟอร์เวิร์ดจากเด็กหนุ่มผู้ลุ่มหลงการเต้น สู่มาร์เก็ตติ้งเมเนเจอร์และครีเอทีฟประจำแบรนด์สตรีทแวร์ยักษ์ใหญ่ของประเทศอย่าง Carnival ท็อปเล่าว่าการได้เข้ามาทำงานที่ Carnival ทำให้เขาเริ่มหันมาศึกษาแฟชั่นอย่างจริงๆ จังๆ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/143325270_597702794427225_390783864149159835_n-1-1024x1024.jpg" alt="LATE NIGHT DANCE CLUB" class="wp-image-144355" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/143325270_597702794427225_390783864149159835_n-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/143325270_597702794427225_390783864149159835_n-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/143325270_597702794427225_390783864149159835_n-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/143325270_597702794427225_390783864149159835_n-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/143325270_597702794427225_390783864149159835_n-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/143325270_597702794427225_390783864149159835_n-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/143325270_597702794427225_390783864149159835_n-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/143325270_597702794427225_390783864149159835_n-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/143325270_597702794427225_390783864149159835_n-1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ท็อป–กิตติฑัตย์ โควหกุล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ </figcaption></figure></div>



<p>“ด้วยความที่เราอยู่ในวงการเต้นมาตลอด มันก็จะมีแฟชั่นอย่างรองเท้า Puma และ PRO-Keds กับกางเกง Dickies เพียงแต่อะไรเหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในเทรนด์แฟชั่นปัจจุบันสักเท่าไหร่ พอได้มาทำงานที่ Carnival เราเลยต้องศึกษาเทรนด์แฟชั่นและวงการสตรีทแวร์มากขึ้น”</p>



<p>หลังจากที่ได้ขลุกอยู่กับวงการสตรีทแวร์มาสักพักก็ถึงเวลาที่ท็อปจะได้พิสูจน์ความสามารถ จากการร่วมงานระหว่าง Carnival กับศิลปินหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่อยู่ๆ ครีเอทีฟหนุ่มก็ได้จับพลัดจับผลูมาเป็นผู้ออกแบบเสื้อผ้าให้กับคอลเลกชั่น CARNIVAL<img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/2122.png" alt="™" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />&nbsp;x Yuya Hashizume</p>



<p>“ปกติแล้วหน้าที่ของเราในฐานะครีเอทีฟคือการกำหนดว่าอะไรคือคอนเซปต์ของคอลเลกชั่นหนึ่งๆ ส่วนเรื่องการออกแบบจะเป็นงานของกราฟิก แต่ด้วยความที่เราพอจะทำกราฟิกได้ก็เลยลองจัดวางลวดลายต่างๆ ลงบนเสื้อผ้าเล่นๆ ปรากฏว่าพอส่งให้พี่ปิ๊น (อนุพงศ์ คุตติกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Carnival) ดู เขาก็บอกว่าสวยนะ ใช้แบบที่เราทำมานี่แหละ กลายเป็นว่า <a href="https://www.facebook.com/carnivalbkk/posts/2477291112325749/">CARNIVAL<img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/2122.png" alt="™" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> x Yuya Hashizume </a>เลยเป็นคอลเลกชั่นแรกของ Carnival ที่เราได้ออกแบบเต็มๆ เป็นความบังเอิญที่ทำให้ตระหนักว่า อ้าว เราก็ออกแบบเสื้อผ้าได้เหมือนกันว่ะ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เปลี่ยนความคลั่งไคล้ในวัยเด็กมาเป็นแบรนด์</strong></h3>



<p>หลังจากที่สั่งสมประสบการณ์จาก Carnival ได้สักพัก ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ท็อปจะลงสนามภายใต้แบรนด์ของตัวเองบ้าง</p>



<p>“เราเข้ามาทำงานที่ Carnival กลางคัน ซึ่งหน้าที่ของเราคือการปรับแต่งแบรนด์ไปเรื่อยๆ แต่เราไม่เคยมีโอกาสได้เริ่มแบรนด์เป็นของตัวเอง พอถึงจุดหนึ่งเราเลยคิดว่าลองเอาความรู้ที่สั่งสมจาก Carnival มาพัฒนาแบรนด์ของตัวเองบ้างดีไหม สุดท้ายเลยออกมาเป็น LATE NIGHT DANCE CLUB” ท็อปเล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่ก่อตั้งร่วมกับ ตุ้ม–ศุภนารถ ฮุนตระกูล แฟนสาวของเขา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S__46956678-1-1024x683.jpg" alt="LATE NIGHT DANCE CLUB" class="wp-image-144358" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S__46956678-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S__46956678-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S__46956678-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S__46956678-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S__46956678-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S__46956678-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S__46956678-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S__46956678-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/S__46956678-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ตุ้ม–ศุภนารถ ฮุนตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ </figcaption></figure></div>



<p>ส่วนสาเหตุที่ใช้ชื่อนี้ นอกจากจะมาจากความหลงใหลในการเต้นของเจ้าของแบรนด์แล้ว คำว่า late night ยังสะท้อนให้เห็นความคลั่งไคล้ในกิจกรรมหนึ่งๆ จนแม้ว่าดึกดื่นก็ยังไม่คิดจะพักผ่อน</p>



<p>“เวลาเราคลั่งไคล้อะไรสักอย่าง ต่อให้ดึกแค่ไหนมันก็จะไม่เหนื่อย เพราะยิ่งคุณยินดีจะทำอะไรสักอย่างดึกๆ ดื่นๆ เท่าไหร่ มันก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นตัวตนจริงๆ ของคุณที่พร้อมจะบ้าคลั่งกับสิ่งหนึ่งๆ ซึ่งมันไม่ใช่แค่กับการเต้นหรอก บางคนอาจชอบร้องเพลงหรือวาดรูปมากๆ เราเลยอยากให้แบรนด์ของเราสะท้อนให้เห็นความคลั่งไคล้ทำนองนี้”</p>



<p>ท็อปเล่าว่าคอลเลกชั่นแรกที่แบรนด์ปล่อยออกมาเป็นเสื้อยืดกราฟิกสองลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเสื้อยืดที่ระลึกของวงการฮิปฮอป โดยที่ลายหนึ่งเป็นดอกไม้สีสดใสซึ่งท็อปตั้งใจล้อเลียนวงดนตรีโปรดของเขาอย่าง De La Soul&nbsp;ส่วนอีกลายก็ปรากฏรูปหัวใจกระจัดกระจายพร้อมข้อความว่า ‘Somebody on the dance floor loves me’</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-9 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n-1024x1024.jpeg" alt="" data-id="144359" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n.jpeg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=144359" class="wp-image-144359" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131589745_171435187997497_4520302227334530844_n.jpeg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n-1024x1024.jpeg" alt="" data-id="144360" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n.jpeg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=144360" class="wp-image-144360" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/131338343_171434084664274_3708371165503026532_n.jpeg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<p>“ปรากฏว่าสองลายแรกขายหมด ซึ่งมันก็ไม่ได้ขายหมดในทันทีหรอก แต่ก็ทยอยๆ ไป อีกอย่างคือเราผลิตออกมาไม่เยอะด้วย แล้วราคาตัวหนึ่งก็ค่อนข้างสูงคือตัวละ 890 บาท เพียงแต่สาเหตุที่เราเลือกตั้งราคานี้เพราะเราไม่อยากลดสเป็กเสื้อเพื่อให้ราคาถูกลง เราอยากใช้เสื้อที่มีคุณภาพดีที่สุด แล้วก็เลือกใช้เทคนิคการสกรีนที่จะไม่เสื่อมคุณภาพง่ายๆ เพราะเราอยากให้เสื้อตัวหนึ่งอยู่กับคนใส่ได้นานๆ”</p>



<p>หลังจากคอลเลกชั่นแรกหมดไป แบรนด์ของท็อปก็ได้มีโอกาสไปร่วมงานกับวงการแรปเปอร์จนออกมาเป็นเสื้อยืดที่ปรากฏข้อความว่า ‘Support Your Local Hip-Hop Community’ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบอกเสียงที่ช่วยสนับสนุนวงการฮิปฮอปไทย จากนั้นแบรนด์ก็ได้กระโดดไปจับมือกับ Olympic Digger คอมมิวนิตี้คนรักแผ่นเสียง และศิลปินอย่าง Bloody Hell Big Head จนออกมาเป็นคอลเลกชั่น HAVE A NICE DIGGIN&#8217; DAY ที่ประกอบไปด้วยเสื้อยืด เสื้อฮาวาย หมวก runner cap และ tote bag</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/148275773_207054521102230_5730751425105487363_n-1024x683.jpeg" alt="LATE NIGHT DANCE CLUB" class="wp-image-144361" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/148275773_207054521102230_5730751425105487363_n-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/148275773_207054521102230_5730751425105487363_n-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/148275773_207054521102230_5730751425105487363_n-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/148275773_207054521102230_5730751425105487363_n-1536x1024.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/148275773_207054521102230_5730751425105487363_n-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/148275773_207054521102230_5730751425105487363_n-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/148275773_207054521102230_5730751425105487363_n-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/148275773_207054521102230_5730751425105487363_n-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/148275773_207054521102230_5730751425105487363_n.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/186558575_267381025069579_527707148095920396_n-1024x683.jpeg" alt="LATE NIGHT DANCE CLUB" class="wp-image-144362" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/186558575_267381025069579_527707148095920396_n-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/186558575_267381025069579_527707148095920396_n-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/186558575_267381025069579_527707148095920396_n-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/186558575_267381025069579_527707148095920396_n-1536x1024.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/186558575_267381025069579_527707148095920396_n-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/186558575_267381025069579_527707148095920396_n-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/186558575_267381025069579_527707148095920396_n-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/186558575_267381025069579_527707148095920396_n-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/186558575_267381025069579_527707148095920396_n.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“การได้ร่วมงานกับคอมมิวนิตี้ต่างๆ เหล่านี้ไม่เพียงทำให้แบรนด์ของเรามีโอกาสได้เป็นกระบอกเสียงให้กับผู้คนในหลายๆ วงการเท่านั้น แต่ยังทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำมากขึ้นด้วย มันเลยทำให้แบรนด์ของเราไฮป์ขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มคอมมิวนิตี้เล็กๆ”</p>



<p>หลังจากที่ไปร่วมงานกับคนอื่นๆ จนพอเป็นที่รู้จัก เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ท็อปก็ได้ตัดสินใจปล่อยคอลเลกชั่นที่ 2 ของแบรนด์อย่าง HAPPY BIG KIDS ออกมา โดยที่ในครั้งนี้ท็อปจัดเต็มกว่าคอลเลกชั่นแรกเพราะมาครบทั้งเสื้อยืดกราฟิก tote bag หมวก เสื้อเชิ้ตขาว ไปจนถึงเซตเบลเซอร์โอเวอร์ไซส์สีเนวีพร้อมโลโก้รูปหัวใจสีแดงของแบรนด์บนกระเป๋าซ้าย</p>



<p>“เราอยากทำเสื้อผ้าที่หลากหลายขึ้นเพราะไม่อยากให้คนรู้สึกว่าแบรนด์เรามีแค่เสื้อยืดกราฟิกอย่างเดียว แต่มีทั้งกระเป๋าและเบลเซอร์ มันเลยทำให้เรากล้าลองและสนุกกับการทำอะไรใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ อย่างเบลเซอร์เราทำก็เพราะคิดว่าตัวเองอยากใส่ ซึ่งถ้าเราอยากใส่ก็คงจะมีคนอื่นอยากใส่เหมือนกันแหละ ส่วนหัวใจที่อยู่บนกระเป๋านั่นจริงๆ ก็มาจากฝีมือการปักของแฟนเราทุกชิ้นเลยนะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204262816_294448289029519_5047626509712881208_n-819x1024.jpeg" alt="LATE NIGHT DANCE CLUB" class="wp-image-144363" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204262816_294448289029519_5047626509712881208_n-819x1024.jpeg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204262816_294448289029519_5047626509712881208_n-240x300.jpeg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204262816_294448289029519_5047626509712881208_n-768x960.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204262816_294448289029519_5047626509712881208_n-1229x1536.jpeg 1229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204262816_294448289029519_5047626509712881208_n-600x750.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204262816_294448289029519_5047626509712881208_n.jpeg 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>



<p>“จริงๆ ต้องบอกว่าคอลเลกชั่นนี้เราทำเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งความตั้งใจแรกคือเราจะปล่อยออกมาในช่วงที่หมดโควิด-19 เพราะแรงบันดาลใจของคอลเลกชั่นนี้มาจากดิสนีย์แลนด์ เราเลยอยากวางขายในช่วงที่บรรยากาศของประเทศพร้อมจะกลับมาสนุกได้อีกครั้ง แต่ไปๆ มาๆ โควิดก็ไม่หมดไปสักที โชคดีว่าช่วงปลายเดือนมิถุนายน Disney+ เข้าไทยพอดี ซึ่งเราสังเกตว่าบรรยากาศของประเทศดูจะกลับมาสดใสขึ้นบ้าง เราเลยปล่อยคอลเลกชั่นนี้ออกไป”</p>



<p>ผลตอบรับของคอลเลกชั่นที่ 2 เรียกได้ว่าน่าพอใจไม่น้อย ยิ่งพอเสื้อผ้าของแบรนด์ได้ไปวางขายบนเว็บไซต์ของ Carnival ด้วยแล้ว ไอเทมเด่นๆ อย่างเซตเบลเซอร์และเสื้อยืดกราฟิกก็ sold out ไปเป็นที่เรียบร้อย</p>



<p>นับจากวันแรกที่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน แบรนด์เพิ่งจะมีอายุได้แค่ปีนิดๆ ถึงอย่างนั้นท็อปก็รู้สึกว่าแบรนด์เดินทางมาไกลกว่าที่เขาคิดไว้มาก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/203412402_289062602901421_4089482055811790074_n-819x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-144364" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/203412402_289062602901421_4089482055811790074_n-819x1024.jpeg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/203412402_289062602901421_4089482055811790074_n-240x300.jpeg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/203412402_289062602901421_4089482055811790074_n-768x960.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/203412402_289062602901421_4089482055811790074_n-1229x1536.jpeg 1229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/203412402_289062602901421_4089482055811790074_n-600x750.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/203412402_289062602901421_4089482055811790074_n.jpeg 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>



<p>“เราเซอร์ไพรส์นะที่แบรนด์เล็กๆ อย่างเรามีคนสนใจ จริงๆ ต่อให้เสื้อผ้าของเราขายได้เพียงชิ้นเดียว แค่นี้เราก็เซอไพรส์แล้วนะ เพราะนั่นแปลว่ามีคนชอบในสิ่งที่เราคิดจริงๆ</p>



<p>“ถึงแม้ว่าแบรนด์เราจะมาไกลกว่าที่คิดก็จริง แต่แบรนด์เรายังใหม่อยู่มาก ซึ่งตั้งแต่ที่เริ่มทำแบรนด์มาเราเห็นทุกอย่างบนโลกออนไลน์ตลอด ยังไม่เคยเห็นคนใส่เสื้อผ้าของเราในชีวิตจริงเลยเพราะทุกคนกักตัวอยู่บ้านกันหมด ถ้าเป็นไปได้เราก็อยากไปงานเฟสติวัลสักงานแล้วเห็นคนใส่เสื้อผ้าของแบรนด์เราเหมือนกันนะ มันคงรู้สึกดีไม่น้อยเลย” ท็อปทิ้งท้าย</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-10 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204070306_288793352928346_2270658494547922394_n-819x1024.jpeg" alt="" data-id="144365" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204070306_288793352928346_2270658494547922394_n.jpeg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=144365" class="wp-image-144365" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204070306_288793352928346_2270658494547922394_n-819x1024.jpeg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204070306_288793352928346_2270658494547922394_n-240x300.jpeg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204070306_288793352928346_2270658494547922394_n-768x960.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204070306_288793352928346_2270658494547922394_n-1229x1536.jpeg 1229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204070306_288793352928346_2270658494547922394_n-600x750.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204070306_288793352928346_2270658494547922394_n.jpeg 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204941117_288796612928020_3249232670929648259_n-819x1024.jpeg" alt="" data-id="144366" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204941117_288796612928020_3249232670929648259_n.jpeg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=144366" class="wp-image-144366" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204941117_288796612928020_3249232670929648259_n-819x1024.jpeg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204941117_288796612928020_3249232670929648259_n-240x300.jpeg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204941117_288796612928020_3249232670929648259_n-768x960.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204941117_288796612928020_3249232670929648259_n-1229x1536.jpeg 1229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204941117_288796612928020_3249232670929648259_n-600x750.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/204941117_288796612928020_3249232670929648259_n.jpeg 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/late-night-dance-club/">LATE NIGHT DANCE CLUB แบรนด์ของหนุ่มนักเต้น ผู้หยิบจับความสดใสในวัยเด็กมาเป็นแฟชั่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากความสดใสหลังภัยสงคราม สู่เสื้อผ้าของปัญญาชน Marimekko แบรนด์ผ้าพิมพ์จากฟินแลนด์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/marimekko/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 22 Aug 2021 09:22:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Super Market]]></category>
		<category><![CDATA[Multi Brand]]></category>
		<category><![CDATA[marimekko]]></category>
		<category><![CDATA[converse]]></category>
		<category><![CDATA[Jane Jacobs]]></category>
		<category><![CDATA[world war 2]]></category>
		<category><![CDATA[unikko]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[finland]]></category>
		<category><![CDATA[Georgia O’Keeffe]]></category>
		<category><![CDATA[feminisms]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=143747</guid>

					<description><![CDATA[<p>Marimekko คือแบรนด์สัญชาติฟินแลนด์ซึ่งเป็นที่รู้จักจากลวดลายผ้าพิมพ์ของดอกอูนิกโกะ (unikko) สีสันสดใสที่มักจะปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ ตาม tote bag เดรส และไอเทมอื่นๆ ของแบรนด์ ไม่แปลกที่หลายคนจะจดจำและตกหลุมรัก Marimekko จากลวดลายดอกไม้ที่สดใสนี้  แต่ประวัติศาสตร์แบบไหนกันล่ะที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังความสดใสนี้ แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้แบรนด์ผ้าพิมพ์ขนาดเล็กในเมืองเฮลซิงกิกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ถึงขนาดที่คนดังอย่าง Jacqueline Kennedy และ Georgia O’Keeffe ยังเป็นแฟนคลับ นี่คือเรื่องราวของ Marimekko แบรนด์ผ้าจากฟินแลนด์ที่กลายเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก เดรสของแมรี่ ย้อนกลับไปในปี 1912 Armi Airaksinen ลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกที่คาเลเรีย จังหวัดเล็กๆ ในฟินแลนด์ที่ในเวลาต่อมาจะถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ในสายตาของเพื่อนๆ อาร์มีเป็นเด็กมีไหวพริบและรู้จักเอาตัวรอด อย่างที่เธอเคยเล่าว่า “ฉันเอาชีวิตรอดจากช่วงเวลาของการผนวกรวมกับสหภาพโซเวียตมาได้ด้วยเสื้อกันฝนหนึ่งตัวและหน้ากากกันแก๊สพิษรั่วๆ หนึ่งอัน”&#160; ชีวิตในวัยเด็กของอาร์มีไม่ได้สวยสดงดงามนัก ภายใต้สภาวะสงครามและความรุนแรงรอบตัว ครอบครัวของอาร์มีตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดและอพยพมาอยู่ที่เฮลซิงกิ เมืองหลวงของฟินแลนด์ในปัจจุบัน อาร์มีตัดสินใจเรียนต่อด้านการออกแบบสิ่งทอที่ Central School of Applied Arts ในเมืองเฮลซิงกิ เป็นที่นี่เองที่อาร์มีได้รู้จักกับศิลปะสไตล์ Bauhaus ที่ได้กลายเป็นอิทธิพลสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นต่างๆ ของเธอ อาร์มีเรียนจบในปี 1935 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/marimekko/">จากความสดใสหลังภัยสงคราม สู่เสื้อผ้าของปัญญาชน Marimekko แบรนด์ผ้าพิมพ์จากฟินแลนด์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>Marimekko คือแบรนด์สัญชาติฟินแลนด์ซึ่งเป็นที่รู้จักจากลวดลายผ้าพิมพ์ของดอกอูนิกโกะ (unikko) สีสันสดใสที่มักจะปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ ตาม tote bag เดรส และไอเทมอื่นๆ ของแบรนด์ ไม่แปลกที่หลายคนจะจดจำและตกหลุมรัก Marimekko จากลวดลายดอกไม้ที่สดใสนี้ </p>



<p>แต่ประวัติศาสตร์แบบไหนกันล่ะที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังความสดใสนี้ แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้แบรนด์ผ้าพิมพ์ขนาดเล็กในเมืองเฮลซิงกิกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ถึงขนาดที่คนดังอย่าง Jacqueline Kennedy และ Georgia O’Keeffe ยังเป็นแฟนคลับ นี่คือเรื่องราวของ Marimekko แบรนด์ผ้าจากฟินแลนด์ที่กลายเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="600" height="600" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/marimekko-unikko-kangas-punainen0_mv.jpg" alt="" class="wp-image-143748" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/marimekko-unikko-kangas-punainen0_mv.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/marimekko-unikko-kangas-punainen0_mv-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/marimekko-unikko-kangas-punainen0_mv-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/marimekko-unikko-kangas-punainen0_mv-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/marimekko-unikko-kangas-punainen0_mv-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/marimekko-unikko-kangas-punainen0_mv-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เดรสของแมรี่</strong></h3>



<p>ย้อนกลับไปในปี 1912 Armi Airaksinen ลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกที่คาเลเรีย จังหวัดเล็กๆ ในฟินแลนด์ที่ในเวลาต่อมาจะถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ในสายตาของเพื่อนๆ อาร์มีเป็นเด็กมีไหวพริบและรู้จักเอาตัวรอด อย่างที่เธอเคยเล่าว่า “ฉันเอาชีวิตรอดจากช่วงเวลาของการผนวกรวมกับสหภาพโซเวียตมาได้ด้วยเสื้อกันฝนหนึ่งตัวและหน้ากากกันแก๊สพิษรั่วๆ หนึ่งอัน”&nbsp;</p>



<p>ชีวิตในวัยเด็กของอาร์มีไม่ได้สวยสดงดงามนัก ภายใต้สภาวะสงครามและความรุนแรงรอบตัว ครอบครัวของอาร์มีตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดและอพยพมาอยู่ที่เฮลซิงกิ เมืองหลวงของฟินแลนด์ในปัจจุบัน</p>



<p>อาร์มีตัดสินใจเรียนต่อด้านการออกแบบสิ่งทอที่ Central School of Applied Arts ในเมืองเฮลซิงกิ เป็นที่นี่เองที่อาร์มีได้รู้จักกับศิลปะสไตล์ Bauhaus ที่ได้กลายเป็นอิทธิพลสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นต่างๆ ของเธอ อาร์มีเรียนจบในปี 1935 โดยที่ในปีเดียวกันนั้นเธอก็ได้แต่งงานกับ Viljo Ratia นายทหารหนุ่มผู้ไม่เพียงจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นคู่ชีวิตเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญในเวลาต่อมา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="500" height="500" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/97acb76ce4ba54c385f633f94b7eb2ed.jpeg" alt="" class="wp-image-143750" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/97acb76ce4ba54c385f633f94b7eb2ed.jpeg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/97acb76ce4ba54c385f633f94b7eb2ed-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/97acb76ce4ba54c385f633f94b7eb2ed-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/97acb76ce4ba54c385f633f94b7eb2ed-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/97acb76ce4ba54c385f633f94b7eb2ed-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/97acb76ce4ba54c385f633f94b7eb2ed-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/97acb76ce4ba54c385f633f94b7eb2ed-96x96.jpeg 96w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></figure></div>



<p>ชีวิตคู่ของอาร์มีและวิลิโยเริ่มต้นได้เพียงไม่นาน โลกก็ผันผ่านเข้าสู่สงครามโลกอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นสงครามโลกครั้งที่สองนี่เองที่ได้สร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับอาร์มีอย่างรุนแรงจากการสูญเสียพี่น้องสองคนไปในระหว่างการปะทะกันระหว่างฟินแลนด์และรัสเซีย สงครามโลกครั้งที่สองยังส่งผลให้อาร์มีหันมาให้คุณค่ากับสิ่งง่ายๆ เล็กๆ รอบตัว แทนที่จะไปสนใจสิ่งหรูๆ แพงๆ&nbsp;</p>



<p>หลังจากที่สงครามสิ้นสุด วิลิโยตัดสินใจลาออกจากกองทัพและนำเงินที่มีมาซื้อโรงงานผ้าน้ำมัน Printex ก่อนที่ในปี 1949 อาร์มีจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับบริษัทและเปลี่ยนชื่อเป็น Marimekko ในอีกสองปีให้หลัง ชื่อที่ความหมายของมันคือ ‘เดรสของแมรี่’ (Mary’s dress)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความรักในรากเหง้า</strong></h3>



<p>บรรยากาศของฟินแลนด์ในช่วงหลังสงครามนั้นอบอวลไปด้วยความปรารถนาต่อความหวังและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่สดใส ซึ่ง Marimekko เองก็ถือเป็นตัวละครสำคัญที่มุ่งมั่นจะพลิกฟื้นฟินแลนด์ให้กลับมามีความสุขได้อีกครั้ง เพราะนับตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง Marimekko ก็มุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกสดใสจากโปรดักต์ของแบรนด์&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2lk-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-143765" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2lk-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2lk-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2lk-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2lk-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2lk-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2lk.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ภาพของอาร์มีที่บ้านพักตากอากาศกับพนักงานคนอื่นๆ ของ Marimekko</figcaption></figure></div>



<p>อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ฟินแลนด์ยังคงมีชนักปักหลังจากสงครามเป็นการต้องจ่ายค่าปฏิกรรมให้กับสหภาพโซเวียต อัตคัดทางทรัพยากรของประเทศสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านผลิตภัณฑ์ของ Marimekko ณ ตอนนั้นที่มักจะใช้วัตถุดิบราคาประหยัด และผ้าฝ้ายราคาถูกเป็นส่วนใหญ่&nbsp;</p>



<p>ต่อมาในปี 1953 อาร์มีก็ได้จ้างศิลปินรุ่นใหม่มาร่วมทีม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Vuokko Eskolin-Nurmesniemi ศิลปินผู้ที่จะถูกจดจำในฐานะผู้ออกแบบลวดลายคลาสสิคสารพัดลายให้กับแบรนด์ รวมถึง Jokapoika ผ้าพิมพ์ลายทางที่ส่งให้ชื่อของ​ Marimekko เป็นที่รู้จักในเวลาต่อมา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="480" height="327" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/share_VuokkoEskolinNurmesniemi_1.jpg" alt="Marimekko" class="wp-image-143751" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/share_VuokkoEskolinNurmesniemi_1.jpg 480w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/share_VuokkoEskolinNurmesniemi_1-300x204.jpg 300w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /><figcaption>ลาย Jokapoika</figcaption></figure></div>



<p>laird borrelli-persson บรรณาธิการแห่งนิตยสาร Vogue เล่าว่า “ลวดลายผ้าพิมพ์ของ Marimekko สะท้อนให้เห็นความเป็นชนบทและวิถีชีวิตแบบชาวสลาฟที่อาร์มีเติบโตขึ้นมา อาร์มีให้ความสำคัญกับรากเหง้าของเธอเป็นอย่างมาก” กล่าวได้ว่า ธรรมชาติและความมีอิสรเสรีคือหัวใจของแบรนด์ โดยที่แม้ว่าลวดลายเหล่านี้จะอบอวลด้วยกลิ่นอายแบบชนบทเพียงใด หากแบรนด์ก็ได้ผสานวิธีดีไซน์แบบสมัยใหม่ซึ่งช่วยส่งให้ลวดลายของ Marimekko โดดเด่นขึ้นมา</p>



<p>เพียงไม่กี่ปีหลังจากก่อตั้งบริษัท Marimekko ก็กลายเป็นแบรนด์ที่โด่งดังสุดๆ ในฟินแลนด์ ก่อนจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศอื่นๆ ในยุโรป และสหรัฐอเมริกาในท้ายที่สุด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยูนิฟอร์มสำหรับปัญญาชน</strong></h3>



<p>Marimekko เดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกาในปี 1959 ผ่านร้าน Design Research ของ Benjamin Thompson สถาปนิกชาวอเมริกัน หนึ่งปีก่อนหน้า เบนจามินได้เดินทางไปงาน Brussels World’s Fair นิทรรศการแสดงสินค้าครั้งใหญ่ในกรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม ซึ่งเป็นที่นี่เองที่ทอมป์สันก็ได้รู้จักกับเสื้อผ้าของ Marimekko เป็นครั้งแรกและรู้สึกถูกชะตาในทันที</p>



<p>ทอมป์สันตัดสินใจสั่งเสื้อผ้าของ Marimekko ไปขายในห้างสรรพสินค้าของเขาในรัฐแมสซาชูเซตส์ และแนะนำให้ลูกค้าชาวอเมริกันได้รู้จักแบรนด์ภายใต้นิยาม ‘เสื้อผ้าที่จะช่วยปลดปล่อยร่างกายและจิตใจ’ ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า นักศึกษาหญิงจากวิทยาลัยแรดคลิฟฟ์ (ซึ่งถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในภายหลัง) ได้พากันคลั่งไคล้เสื้อผ้าของ Marimekko เป็นอย่างมาก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="480" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1641416672_1ef2fa4af0_z.jpg" alt="Marimekko" class="wp-image-143752" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1641416672_1ef2fa4af0_z.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1641416672_1ef2fa4af0_z-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/1641416672_1ef2fa4af0_z-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption>Marimekko ที่ร้าน Design Research, Harvard Square, 1972</figcaption></figure></div>



<p>&nbsp;Eugenia Sheppard นักเขียนสายแฟชั่นได้บันทึกไว้ว่า “มีนักศึกษาหญิงวิทยาลัยแรดคลิฟฟ์กว่าร้อยๆ คนจับจ่ายเสื้อผ้าของ Marimekko และพากลับไปให้บรรดาแม่ๆ ที่บ้านดูกัน” ซึ่งก็เป็นนักเขียนคนเดียวกันนี้เองที่ได้นิยาม Marimekko ว่าเป็น ‘ยูนิฟอร์มสำหรับเหล่าปัญญาชน’ (a uniform for intellectuals) “เพราะเสื้อผ้าของ Marimekko นั้นเหมาะสำหรับผู้หญิงที่อยากจะลืมไปว่ากำลังสวมใส่เสื้อผ้าอะไรอยู่” ยูจีเนียเล่าเสริม</p>



<p>ในสหรัฐอเมริกา Marimekko ถูกรับรู้ในฐานะเสื้อผ้าที่ออกแบบเพื่อการใช้งานและความคล่องแคล่ว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม Marimekko ถึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากนักศึกษาหญิงในวิทยาลัยชั้นนำ และเหล่าปัญญาชนในสังคมที่กำลังท้าทายกับค่านิยมอเมริกันที่กดทับผู้หญิงเสมอมา “เสื้อผ้าควรจะถูกออกแบบเพื่อที่ผู้สวมใส่จะสามารถเคลื่อนที่ วิ่ง กระโดด หรือนั่งได้อย่างอิสระ” Annika Rimala หนึ่งในดีไซเนอร์คนสำคัญของแบรนด์กล่าว </p>



<p>เป็นการท้าทายกับค่านิยมของเสื้อผ้าผู้หญิงรัดรูปแบบเดิมๆ ที่คอยแต่จะสร้างความอึดอัดให้กับผู้สวมใส่อยู่เสมอนี่เอง ที่ส่งผลให้ผู้หญิงหัวก้าวหน้าในสังคมอย่างนักเคลื่อนไหวเรื่องผังเมืองอย่าง Jane Jacobs และศิลปินเฟมินิสต์อย่างจอร์เจีย โอคีฟต่างก็ชื่นชอบเสื้อผ้าของ Marimekko เช่นเดียวกับสตรีหมายเลขหนึ่งอย่างแจ็กเกอลีน เคนเนดี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2vx-819x1024.jpg" alt="Marimekko" class="wp-image-143753" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2vx-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2vx-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2vx-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2vx-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry2vx.jpg 1024w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /><figcaption>จอร์เจีย โอคีฟในเดรส Marimekko</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากดอกอูนิกโกะถึงการส่งต่อเสื้อผ้าแบบชาวฟินแลนด์</strong></h3>



<p>ถึงตรงนี้บางคนอาจกำลังสงสัยว่า แล้วลายดอกอูนิกโกะอันเป็นภาพจำของแบรนด์นั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่กันล่ะ</p>



<p>เป็นในปี 1964 ที่ Maija Isola หนึ่งในดีไซเนอร์คนสำคัญของแบรนด์ได้ออกแบบลวดลายนี้ขึ้นมา โดยไม่สนใจว่า เจ้าของบริษัทอย่างอาร์มีจะไม่ได้ชื่นชอบลวดลายดอกไม้สักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ไมยาเลือกจะใช้สีที่ร้อนแรงอย่างฮอตพิงค์ และส้มแทนเจอรีน ที่ไม่เพียงจะขับเน้นความสดใสให้กับลวดลายนี้ แต่ยังเข้ากับรสนิยมทางศิลปะของช่วงเวลานั้นที่โน้มเอียงไปในทางป็อปอาร์ตได้เป็นอย่างดี ซึ่งพออาร์มีได้เห็นลวดลายที่ไมยาออกแบบมา แม้ว่ามันจะเป็นลายดอกไม้ แต่อาร์มีก็ไม่ได้มีปัญหา กลับยินดีและนำลวดลายของดอกอูนิกโกะไปพิมพ์บนผืนผ้าทันที</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry1lj-819x1024.jpg" alt="Marimekko" class="wp-image-143754" width="614" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry1lj-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry1lj-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry1lj-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry1lj-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/p09ry1lj.jpg 1024w" sizes="(max-width: 614px) 100vw, 614px" /><figcaption>ภาพ Marimekko ในนิตยสาร Life ช่วงกลางปี 60s</figcaption></figure></div>



<p>“สำหรับผู้หญิงในยุค 1960s น่ะ ผืนผ้าของ Marimekko ได้ช่วยนำแสงสว่างและความเรียบง่ายมาสู่ชีวิต” Sarah Campbell หนึ่งในดีไซเนอร์ชาวอังกฤษย้อนเล่าความทรงจำในอดีต “ความมีชีวิตชีวาของลวดลายต่างๆ ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับลวดลายแบนเรียบที่ดีไซเนอร์ออกแบบขึ้นมา ซึ่งเมื่อมันไปปรากฏบนเสื้อผ้า ก็คล้ายว่าเราจะมองเห็นได้ถึงปลายนิ้วที่กำลังเคลื่อนไหวของศิลปินขณะกำลังวาดลวดลายเหล่านี้”</p>



<p>Marimekko ไม่ได้ร่วมงานแค่กับศิลปินชาวฟินแลนด์เพียงอย่างเดียว เพราะในเวลาต่อมา แบรนด์ก็ได้ไปร่วมงานกับศิลปินชาวญี่ปุ่นอย่าง Katsuji Wakisaka จนออกมาเป็นอีกหนึ่งลวดลายคลาสสิกอย่าง Kalikka ซึ่งก็สะท้อนความสนุกและขี้เล่นได้เป็นอย่างดี หรือกระทั่งในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ที่เราได้เห็น Marimekko กระโดดไปร่วมงานกับแบรนด์ร่วมสมัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Uniqlo, Converse หรือล่าสุดกับแบรนด์กีฬาอย่าง<a href="https://www.adidas.co.th/en/marimekko"> Adidas</a></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="570" height="425" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/converse-marimekko-fall-2013.jpg" alt="Marimekko" class="wp-image-143756" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/converse-marimekko-fall-2013.jpg 570w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/converse-marimekko-fall-2013-300x224.jpg 300w" sizes="(max-width: 570px) 100vw, 570px" /><figcaption>Marimekko x Converse Fall/Winter 2013</figcaption></figure></div>



<p>เสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้แบรนด์ยังคงเป็นที่รักอยู่เสมอคือ ความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม เพราะไม่เพียงแค่แบรนด์จะพยายามให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายธรรมชาติ และหันมาใช้ใยผ้าที่ย่อยสลายได้มากขึ้นเท่านั้น ในวาระที่แบรนด์มีอายุครบ 70 ปี Marimekko ก็ได้ปล่อยแคมเปญอย่าง ‘Pre-loved’ ซึ่งคือการหยิบเอาเสื้อผ้าของแบรนด์ในอดีตกลับมาขายอีกครั้ง โดยหัวใจสำคัญของแคมเปญนี้คือการตอกย้ำวัฒนธรรมของชาวฟินแลนด์ที่คนรุ่นแม่จะส่งต่อเสื้อผ้าอันเป็นที่รักให้กับรุ่นลูก นอกจาก Pre-loved จะสะท้อนให้เห็นค่านิยมชาวฟินแลนด์ในการดูแลรักษาเสื้อผ้าเป็นอย่างดีเพื่อจะส่งต่อให้กับคนอีกรุ่นหนึ่งแล้ว แคมเปญนี้ยังสื่อสารว่า แม้ว่าแบรนด์จะก่อตั้งมาแล้วกว่า 70 ปี แต่ก็ไม่เคยลืมประวัติศาสตร์ของตัวเอง เช่นเดียวกับที่อาร์มีเองก็ไม่เคยลืมรากเหง้าสลาวิชในตัวเธอเลย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="356" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/mm_Pre-loved_2880x1000.2_1-1024x356.jpg" alt="Marimekko" class="wp-image-143755" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/mm_Pre-loved_2880x1000.2_1-1024x356.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/mm_Pre-loved_2880x1000.2_1-300x104.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/mm_Pre-loved_2880x1000.2_1-768x267.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/mm_Pre-loved_2880x1000.2_1-1536x533.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/mm_Pre-loved_2880x1000.2_1-2048x711.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/mm_Pre-loved_2880x1000.2_1-600x208.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Marimekko Pre-loved</figcaption></figure></div>



<p>ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับชาวฟินแลนด์หลังสิ้นสุดสงคราม ไปจนถึงการเป็นเสื้อผ้าที่นิยามความเป็นปัญญาชน ปฏิเสธไม่ได้ว่า Marimekko คือหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นที่มีเส้นทางชีวิตที่น่าสนใจ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Marimekko จะกลายเป็นแบรนด์ที่ต้องตาโดนใจผู้คนนับล้านๆ ทั่วโลก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/marimekko/">จากความสดใสหลังภัยสงคราม สู่เสื้อผ้าของปัญญาชน Marimekko แบรนด์ผ้าพิมพ์จากฟินแลนด์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
