<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เทพพิทักษ์ มณีพงษ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author18/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author18/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Apr 2021 08:19:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ : โลกคนละคร ทุกคนต้องแสดง ทุกคน ‘ทน’ ไป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/golf-ornanong-b-floor/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เทพพิทักษ์ มณีพงษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Mar 2019 12:09:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day we finally get to vote]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ละครเวที]]></category>
		<category><![CDATA[B-Floor]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กอล์ฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ละคร]]></category>
		<category><![CDATA[บีฟลอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=57609</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากถามว่าย่านไหนในกรุงเทพมหานครที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพื้นที่สำหรับกลุ่มคนทำงานละครเวทีโรงเล็ก คำตอบหนึ่งในใจของกลุ่มคนดู (ที่เล็กพอๆ กับขนาดเวที) คงหนีไม่พ้นย่านทองหล่อ ตั้งแต่ต้นซอย กลางซอย ไปจนถึงท้ายซอย เคยมีทั้งสเปซสำหรับการแสดง และฐานที่มั่นของกลุ่มละครเล็กๆ หลายกลุ่ม หนึ่งในนั้นคือ บีฟลอร์ ที่มี กอล์ฟ &#8211; อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ เป็นหนึ่งในสมาชิก ผลิตงานออกมาตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ก่อตั้งกันมา และคุณอาจเคยได้ยินชื่อผลงานของเธอบ้างจากข่าวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นเวลาปีกว่าที่กอล์ฟและเพื่อนในกลุ่มต้องย้ายบ้านไปซ้อมตามพื้นที่ต่างๆ จนเพิ่งได้มาลงหลักกันใหม่ในพื้นที่โรงงานของสมาชิกกลุ่มคนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นสถานที่ซ้อมชั่วคราว เพราะเจ้าของพื้นที่ทำงานเก่าที่อยู่ด้วยกันมานานขอปิดปรับปรุง ไปพร้อมกับสเปซการแสดงในย่านทองหล่อแทบทั้งหมดที่ต้องปิดตัวไป ในสายตาของเธอ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ฐานที่ (ไม่) มั่นของเหล่าคนทำละครเวทีจะเริ่มล้มหายตายจาก หากเป็นผลจากการทำงานแบบต้อง ‘ดูแลตัวเอง’ อย่างไร้การสนับสนุนที่ไม่มั่นคงพอๆ กับสถานที่ ใกล้ช่วงเวลาเลือกตั้งแล้ว ในฐานะหนึ่งในคนทำงานที่เห็นวงการนี้มายาวนาน เราชวนกอล์ฟมามองสถานะของปัญหาวิชาชีพคนทำละคร และเธอยังมีความหวังเหลืออยู่ไหมจากนโยบายศิลปะวัฒนธรรมที่แต่ละพรรคชูขึ้นมาเรียกคะแนนเสียง โปรดเปิดเครื่องมือสื่อสาร และรับชมละครเรื่องนี้ไปด้วยกัน ช่วงที่สถาบันปรีดีฯ ปิดปรับปรุง คุณและเพื่อนๆ ในบีฟลอร์ทำงานกันอย่างไร ใช้คำว่าเร่ร่อนก็ได้ ต้องไปเช่าสตูดิโอเพื่อซ้อมกัน ทั้งจากที่ที่เราเคยใช้แสดงบ้าง หรือที่เป็นพันธมิตรกันอย่างหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ก็ไปขอความอนุเคราะห์ ไปขอเจ้าหน้าที่ ขอห้องว่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/golf-ornanong-b-floor/">อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ : โลกคนละคร ทุกคนต้องแสดง ทุกคน ‘ทน’ ไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากถามว่าย่านไหนในกรุงเทพมหานครที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพื้นที่สำหรับกลุ่มคนทำงานละครเวทีโรงเล็ก คำตอบหนึ่งในใจของกลุ่มคนดู (ที่เล็กพอๆ กับขนาดเวที) คงหนีไม่พ้นย่านทองหล่อ</p>
<p>ตั้งแต่ต้นซอย กลางซอย ไปจนถึงท้ายซอย เคยมีทั้งสเปซสำหรับการแสดง และฐานที่มั่นของกลุ่มละครเล็กๆ หลายกลุ่ม หนึ่งในนั้นคือ <strong>บีฟลอร์</strong> ที่มี <strong>กอล์ฟ &#8211; อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์</strong> เป็นหนึ่งในสมาชิก ผลิตงานออกมาตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ก่อตั้งกันมา และคุณอาจเคยได้ยินชื่อผลงานของเธอบ้างจากข่าวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57718" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3295.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3295.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3295-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3295-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เป็นเวลาปีกว่าที่กอล์ฟและเพื่อนในกลุ่มต้องย้ายบ้านไปซ้อมตามพื้นที่ต่างๆ จนเพิ่งได้มาลงหลักกันใหม่ในพื้นที่โรงงานของสมาชิกกลุ่มคนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นสถานที่ซ้อมชั่วคราว เพราะเจ้าของพื้นที่ทำงานเก่าที่อยู่ด้วยกันมานานขอปิดปรับปรุง ไปพร้อมกับสเปซการแสดงในย่านทองหล่อแทบทั้งหมดที่ต้องปิดตัวไป</p>
<p>ในสายตาของเธอ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ฐานที่ (ไม่) มั่นของเหล่าคนทำละครเวทีจะเริ่มล้มหายตายจาก</p>
<p>หากเป็นผลจากการทำงานแบบต้อง ‘ดูแลตัวเอง’ อย่างไร้การสนับสนุนที่ไม่มั่นคงพอๆ กับสถานที่</p>
<p>ใกล้ช่วงเวลาเลือกตั้งแล้ว ในฐานะหนึ่งในคนทำงานที่เห็นวงการนี้มายาวนาน เราชวนกอล์ฟมามองสถานะของปัญหาวิชาชีพคนทำละคร และเธอยังมีความหวังเหลืออยู่ไหมจากนโยบายศิลปะวัฒนธรรมที่แต่ละพรรคชูขึ้นมาเรียกคะแนนเสียง</p>
<p>โปรดเปิดเครื่องมือสื่อสาร และรับชมละครเรื่องนี้ไปด้วยกัน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57729" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3334.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3334.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3334-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3334-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Body"><b>ช่วงที่สถาบันปรีดีฯ ปิดปรับปรุง คุณและเพื่อนๆ ในบีฟลอร์ทำงานกันอย่างไร</b><b></b></p>
<p class="Body">ใช้คำว่าเร่ร่อนก็ได้ ต้องไปเช่าสตูดิโอเพื่อซ้อมกัน ทั้งจากที่ที่เราเคยใช้แสดงบ้าง หรือที่เป็นพันธมิตรกันอย่างหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ก็ไปขอความอนุเคราะห์ ไปขอเจ้าหน้าที่ ขอห้องว่างๆ ซักห้องใช้ซ้อม</p>
<p class="Body">ในมุมของคนทำงาน การมีสตูดิโอเป็นหลักเป็นแหล่งมันทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพกว่าการย้ายไปเรื่อยๆ นะ ในแง่นึงมันคือการโฟกัสว่านี่แหละคือที่ที่เรามาทำงาน คิดงานกัน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57730" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3336.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3336.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3336-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>ฟังดูไม่ค่อยมั่นคงเลยนะ</b><b></b></p>
<p class="Default">ไม่มีความมั่นคงในวิชาชีพเลย เหมือนทุกวันนี้เราทำงานกันแบบ&#8230;ใจเรารักมาก ถ้าเป็นสมัยที่เพิ่งทำงานใหม่ๆ เป็นวัยรุ่น ก็คงยังรู้สึกว่า &#8220;เฮ้ย ทำไปก่อน เรายังมีแรง&#8221;</p>
<p class="Default">หรือในช่วงหลังมานี้ที่สถาบันการศึกษาต่างๆ ผลิตคนที่เรียนด้านนี้โดยตรงมา แต่รัฐไม่ได้ผลิตหรือส่งเสริมตลาดที่จะรองรับเขา เด็กๆ จบมาอาจจะอยากทำละครมาก เขาจะฝืนทำไปได้สักพัก จากนั้นความจริงก็จะตีหน้า และบอกว่า &#8220;มึงทำจ๊อบอื่นคู่ไปด้วยเถอะ&#8221;</p>
<p class="Default">พอเข้าสู่ขั้นนั้นมันก็จะพาไปอีกขั้นที่ว่า &#8220;เออ เหนื่อยเนอะ ไม่พอกินแล้วว่ะ ต้องไปทำอาชีพอื่นแล้ว&#8221; เพราะงานทำละคร มันเรียกร้องพลังงาน เวลา และเงินทองมากๆ ซึ่งเราเข้าใจเงื่อนไขในชีวิตทุกคนมากเลย</p>
<p class="Default">มันทำให้เรามีคนจบด้านทำละครเยอะมาก แต่คนเหล่านั้นก็จะหายไป อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็มากพอที่จะตั้งคำถามว่านโยบายรัฐหรือตลาดที่จะมารองรับคนทำงานด้านนี้มันยังมีอยู่ไหม ระบบที่จะไม่ทำให้เขารู้สึกว่าต้องไปทำงานคอมเมอร์เชียลก่อน จะได้มีเงิน จะเป็นไปได้ไหมที่พอเขาจบมา อยากทำละคร เออ ได้ทำเธียเตอร์เลยว่ะ ทำแล้วอยู่ได้เลยโดยไม่ต้องมาคิดว่าจะต้องไปทำงานอื่นเสริม เขาได้ทำงานที่ชัดเจนกับตัวเองว่ารัก ชอบ ทำอย่างเดียวแล้วพออยู่ได้ แค่นี้มันยังแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะ</p>
<p class="Default">คิดดูสิ พ่อแม่ถาม ‘เรียนละครจบไปทำอะไรวะ’ ‘ก็ทำละครไง’ ‘เฮ้ย! ทำละครเวที อยู่ยังไง’</p>
<p class="Default">เราเชื่อว่าเด็กที่เรียนละครเวทีทุกคนน่าจะเคยโดนคำถามนี้ เราเองก็ถูกถาม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57722" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3314.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3314.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3314-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>ส่วนใหญ่แล้วทุกคนที่ยังทำละคร อยู่กันได้อย่างไร</b><b></b></p>
<p class="Default">ต้องมีงานอื่นเพื่อที่จะดูแลตัวเองได้ อย่างเราเปิดร้านกาแฟ ก็จะไม่มีปัญหาว่าเดือนนี้จะมีเงินไหม รู้สึกหมดปัญหาไปหนึ่ง เลยทำให้มาทำละครได้ เพื่อนคนอื่นๆ ก็ต้องรับงานอื่นเพื่อมาดูแลตัวเองเหมือนกัน แล้วเอาเวลาที่เหลือมาทำละคร นี่คือการที่ประชาชนดูแลตัวเองของแท้เลย</p>
<p class="Default">มันควรเป็นทางเลือก สมมติถ้าเราบอกว่า เออ ก็อยากทำเป็นงานอดิเรกน่ะ อยากทำอย่างอื่นด้วยไม่อยากทำละครอย่างเดียว นี่คือเราเลือกเองไงว่าจะเอาทางนี้ แฮปปี้กับการแบ่งเวลามาทำ แต่สำหรับบางคนคือเขาไม่อยากเลือก เขาอยากทำละครอย่างเดียว แต่ถามว่าอยู่ได้ไหม เราไม่แน่ใจว่าใครมันจะอยู่ได้</p>
<p class="Default">มันไม่จริงเลย พวกเราอยู่บนความไม่จริงมาตลอด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="Default"><b>คุณทำงานในแวดวงนี้มาเกือบ 20 ปี เห็นอะไรเปลี่ยนไปบ้าง</b><b></b></p>
<p class="Default">ไม่เห็น ถ้าจะมีอะไรที่เปลี่ยนคงเป็นค่าแรงขั้นต่ำ สมัยที่เขาประกาศให้จ่ายที่ 300 บาทต่อวัน คนทำงานในแวดวงนี้ อย่างน้อยที่สุดก็กลุ่มเรา ก็เริ่มที่จะจ่ายค่าซ้อมเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ</p>
<p class="Default">เราพยายามกันมากที่จะไม่กดคนทำงานด้วยกันเอง แต่ก็รู้กันอยู่ว่านี่ไม่ใช่เรตที่เราจะอยู่ได้ เราเลยรู้สึกว่าเรื่องสวัสดิการของคนทำงานศิลปะมันอยู่ตรงไหนนะ มันไม่เหมือนบริษัทที่เขาจะให้สวัสดิการ ของเรามันเป็นลักษณะของการดูแลตัวเองกันไป แค่นั้นเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57736" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3360.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3360.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3360-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>ขายบัตรอย่างเดียวไม่พอสำหรับการทำละครหนึ่งเรื่องเหรอ</b><b></b></p>
<p class="Default">ขาดทุนแน่ๆ ต่อให้มีคนมาดูเยอะแค่ไหนก็ตาม จะขายบัตรพันหนึ่งยังไม่คุ้มทุนเลย ซึ่งไม่เคยขายบัตรราคานั้นนะ (หัวเราะ) เพราะการทำละครเรื่องหนึ่งมันคล้ายกับกองถ่ายหนังเหมือนกัน มีคนเยอะมากที่ทำให้มันเกิดขึ้น แถมยังกินเวลามหาศาล</p>
<p class="Default">อย่างที่บอก เราทำงานอยู่บนความไม่จริงมาตลอด เราจ่ายเงินคนทำงานในเรตที่ไม่จริงมาตลอด เวลาเรามีเพื่อนที่เปิดบริษัทให้เช่าอุปกรณ์ไฟซึ่งเป็นคนละครมาก่อน เขาบอกเลยนะว่าเรตราคาของคนทำละครมันจะเป็นอีกเรตหนึ่งซึ่งถูกกว่า ส่วนเรตปกติก็จะคิดตอนไปรับจ๊อบข้างนอก มันเป็นวิธีทำงานแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน</p>
<p class="Default">ถึงขนาดว่าเพื่อนๆ ที่ทำงานในวงการละครร่วมด้วยช่วยกันผ่านการคิดค่าจ้างในเรตไม่สูงมากแล้ว เราก็ยังขาดทุน เป็นเหตุผลว่าทำไมการทำละครหนึ่งเรื่องมันต้องการเงินสนับสนุน เพื่อที่อย่างน้อยเราจะได้จ่ายค่าคนได้ก่อน พอขายตั๋วได้ ค่อยไปจ่ายค่าของ ลักษณะมันจะเป็นการหมุนแบบนี้ นั่นแปลว่าเราจะไปลุ้นตอนขายตั๋วว่าจะมีเงินจ่ายค่าเช่าโรงละครได้ไหม จ่ายค่าอุปกรณ์ต่างๆ ได้ไหม</p>
<p class="Default">เราทำเท่าที่ไหวมาตลอด แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกมั่นคงในวิชาชีพได้สักที มันกลายเป็นเรื่องที่เกินกว่าตัวเองจะไปแตะแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างหรือนโยบายไหมนะ ที่ไม่ได้สนับสนุนคนทำงานเท่าที่ควร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57731" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3340.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3340.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3340-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3340-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Default"><b>เคยขอทุนสนับสนุนจากภาครัฐบ้างไหม</b><b></b></p>
<p class="Default">เราทำมาทุกเรื่อง แต่เหมือนเวลาที่เราจะขอทุนเพื่อทำงานสักอย่าง มันจะให้ความรู้สึกว่าเราไป ‘ร้องขอ’ ความอนุเคราะห์ ขอความเมตตาเบาๆ มันรู้สึกได้อย่างนั้น เขาอาจจะไม่ได้พูดกับเราแบบนั้น แต่เราจะรู้สึกเหมือนสิ่งที่เรามาขอไปทำ เขาก็ ‘อุตส่าห์’ ให้เรามาเนอะ</p>
<p class="Default">ถ้าข้าราชการมีวิธีคิดที่ว่าการให้ทุนสนับสนุนกับคนที่มาขอเป็นเรื่องของบุญคุณ เราก็จะรู้สึกว่าเราเป็นประชาชนที่ต้องสำนึกบุญคุณไปตลอดเวลา แต่ที่จริงรัฐก็ควรมีหน้าที่สนับสนุนประชาชนหรือเปล่า ไม่ใช่ว่า &#8220;ทำให้ก็ดีแล้วนะ ฉันอุตส่าห์เจียดงบมาให้&#8221;</p>
<p class="Default">น่าเศร้าเหมือนกัน มันไม่ใช่หลักคิดที่เชื่อว่าเมื่อสนับสนุนศิลปะ แล้วศิลปะจะขับเคลื่อนสังคมรวมถึงคนตัวเล็กตัวน้อยที่ทำงาน เลยทำให้รู้สึกว่าไม่อยากขอเลย สุดท้ายถามว่าต้องขอไหม ก็ต้องขออยู่ดี ลองส่งเรื่องไปก่อน แต่รู้สึกดีไหม ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่</p>
<p class="Default">เอาเข้าจริงที่ผ่านมาก็ดีลกับหน่วยงานรัฐมาตลอด เขาก็สนับสนุนแหละ แต่เรากำลังพูดถึงภาพรวมใหญ่ๆ ว่าวิธีการที่เจ้าหน้าที่รัฐมองประชาชนมันเป็นแบบไหน ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57735" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3357.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3357.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3357-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3357-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Default"><b>เคยมีไหมที่หน่วยงานรัฐดูเนื้อหางานเราแล้วไม่ให้เงินสนับสนุน</b><b></b></p>
<p class="Default">ยังไม่มีนะ แต่หลังๆ ก็ไม่ค่อยได้แล้วแหละ พูดตรงๆ จะไปได้จากองค์กรระหว่างประเทศอะไรแบบนี้ แต่ที่เคยได้ ก็ยังไม่เคยโดนปฏิเสธเพราะเนื้อหาไม่ผ่าน เพราะโดยลักษณะงานมันไม่ได้มีข้อความ ค่อนข้างเป็นงานแอ็บสแทรกต์ เคลื่อนไหว งานคอนเซปต์อะไรก็ว่าไป เราว่ามันเลยทำให้ไม่ได้สุ่มเสี่ยงอะไรทางนั้น</p>
<p class="Default">อีกอย่างเวลาที่เขียนจดหมายไปขอทุน โดยลักษณะงานเขาก็จะพิจารณาว่ามันเป็นงานแบบไหน ละครพูด มูฟเมนต์ หรืออย่างอื่น แล้วเจตนาของเราก็ไม่ได้ต้องการปะทะหรือโจมตีอะไร แต่ถ้าเขาได้มาดูงานจริงๆ ก็คงรู้สึกว่าเออ ไม่เห็นจะมีอะไร อย่างงานของเราที่เป็นข่าวกัน มาดูจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="Default"><b>กลัวไหมว่าถ้าผลเลือกตั้งออกมาได้เป็นคนเดิม จะยิ่งยากเข้าไปใหญ่ถ้าไปขอความสนับสนุนจากภาครัฐ</b><b></b></p>
<p class="Default">ไม่ห่วงเลย เพราะค่อนข้างมั่นใจในวิธีการทำงานของบีฟลอร์ว่าเรากระตุ้นให้คนคิด ไม่ใช่การปักธง ยิ่งงานเราบทพูดน้อย บางทีก็ไม่มี ก็ไม่รู้ว่าจะมาเซนเซอร์ตรงไหน</p>
<p class="Default">อันนี้ก็น่าสนใจว่า เออ เราจะต้องตั้งคำถามเรื่องนี้กันด้วยว่ะ เราทำงานศิลปะ แต่เราต้องมาตั้งคำถามว่าเขาจะเซนเซอร์งานเราไหม มันทำให้เห็นเลยว่าตอนนี้สังคมอยู่กันในบรรยากาศแบบนี้จริงๆ แต่ก็ไม่แปลกหรอก เพราะมันปกคลุมอยู่ทุกส่วนของสังคมไทย ไม่ใช่เฉพาะกับคนทำงานศิลปะ แค่จะโพสต์อะไรในเฟซบุ๊ก เรายังต้องคิดหลายตลบเลย</p>
<p class="Default">การสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวของเขาถือว่าประสบความสำเร็จมาก ตอนนี้ทุกคนอยู่ด้วยความรู้สึกว่า &#8220;กูจะโดนไหม&#8221; แล้วสังคมที่มีประชาชนอยู่กันด้วยความรู้สึกแบบนี้ มันเอื้อเหรอกับการสนับสนุนให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ไม่ได้หรอก เพราะเราจะบอกตลอดว่าอย่าพูดอย่างนี้ อย่าทำแบบนี้ เพราะเดี๋ยวจะโดนนั่นนู่นนี่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57723" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3316.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3316.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3316-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>นอกจากการดูแลตัวเองอย่างที่เป็นอยู่ คุณอยากเห็นอนาคตคนวงการละครเป็นอย่างไร</b><b></b></p>
<p class="Default">ภาพใหญ่ทั้งโครงสร้างเลย ตั้งแต่การศึกษา ไล่ไปจนถึงการสร้างตลาดขึ้นมารองรับคนที่อยากทำงานศิลปะ หลังจากนั้นคือสวัสดิการ การดูแล ปกป้องวิชาชีพของคนทำงาน เช่นเรตนี้เรียกว่ากดราคา เรตนี้เรียกว่ามาตรฐาน แล้วคนทำงานก็จะได้พัฒนาตัวเองให้ทำงานอย่างมืออาชีพ</p>
<p class="Default">ถ้าเราได้เรตที่มันโอเคและอยู่ได้ สองฝั่งมันเกื้อกูลกัน คนก็จะไปต่อได้ มีคนดูแลเราเรื่องสวัสดิการ ความมั่นคง มีตลาดรองรับ เราก็ทำงานเราให้ดี จบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="Default"><b>ตอนนี้มีใครทำอย่างนั้นอยู่บ้าง</b><b></b></p>
<p class="Default">มีบางคณะละครนะที่เขาให้เป็นเงินเดือน อย่างของพี่ <b>พิเชษฐ์ กลั่นชื่น </b>มีคนที่พยายามจะอยู่ให้รอด แต่ก็ควรจะมีมากกว่านี้ไหม การทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงทางวิชาชีพ โดยเฉพาะในด้านศิลปะ มันแทบไม่ค่อยมีเลย มันน้อยมาก ไม่งั้นเราต้องเห็นกลุ่มคนที่มาทำงานด้านนี้เยอะมากๆ และไม่ล้มหายตายจากไป สเปซละครเล็กๆ ได้รับการอุดหนุน ปลอดภาษีถ้าเป็นพื้นที่ทำงานศิลปะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงเราก็น่าจะยังอยู่ได้ มีที่ทำงาน แต่นี่คือทุกคณะเร่ร่อนเลยนะ<b></b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57724" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3318.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3318.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3318-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>แต่พูดตรงๆ ละครโรงใหญ่เขาก็ยังอยู่ได้นะ คนพร้อมดูอยู่ตลอดเลย</b><b></b></p>
<p class="Default">เราว่ามันคือเรื่องของความหลากหลายทางรสนิยม ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนจะไปดูละครเวทีกระแสหลักเยอะ คนไปน้อยสิแปลก แต่อย่างสายเธียเตอร์ ทำโรงเล็กอย่างพวกเราเอง มันเป็นเรื่องของการต้องค่อยๆ สร้างกลุ่มคนดูนะ ไม่มีทางหรอกที่ในสังคมหนึ่ง คนจะดูกันอยู่อย่างเดียว สักวันมันต้องเบื่อ สักวันก็ต้องอยากดูอย่างอื่น</p>
<p class="Default">หรือเป็นไปได้ไหมว่าเขาอาจไม่เคยรู้เลยก็ได้ว่ามันมีอย่างอื่น</p>
<p class="Default">นี่เป็นอีกหน้าที่หนึ่งของรัฐเลยนะที่จะต้องสนับสนุนให้พื้นที่อิสระ โรงละครทางเลือก กลุ่มละคร กลุ่มวัฒนธรรมนอกกระแสต่างๆ ให้เบ่งบาน มีที่ให้พวกเขาได้ทำงาน เราใช้คำว่า ‘ทำงาน’ นะ ไม่ใช่ ‘แสดงออก’ เพราะคำนี้มันคือการบอกว่าเราจะทำสิ่งนี้เป็นอาชีพ จะอยู่ด้วยการทำมันอย่างจริงจัง</p>
<p class="Default">เชื่อสิ ถ้ารัฐมีนโยบายที่สนับสนุนความหลากหลายของรสนิยมพวกนี้ โอ้โห คนดูจะมาเองเลย ตอนนี้แค่คนดูกระแสหลักเขาไม่ได้รับข้อมูลอื่นๆ เลย ซึ่งเขาก็คงไม่มาดูหรอก</p>
<p class="Default">มันอาจจะเป็นไปได้ที่คนดูละครเวทีกระแสหลัก ถ้ามาดูงานโรงเล็ก เขาอาจจะแฮปปี้ ไม่มีใครรู้หรอก อันไหนจะมากหรือน้อย มันขึ้นอยู่กับรสนิยมซึ่งเราบังคับไม่ได้ คนดูจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าควรจะดูอะไร</p>
<p class="Default">ถ้าไม่มีการสนับสนุนความหลากหลายจากรัฐ เขาก็จะได้ดูแต่อะไรเดิมๆ ที่เดียว เจ้าเดียว หรือไม่กี่เจ้า แล้วก็จะได้ดูอยู่แค่นั้น ชอบแค่นั้น จะดีกว่าไหมถ้าทำให้แฟร์ๆ รัฐสนับสนุนให้มีความหลากหลายมากขึ้น เขามาดูพวกเราอาจจะไม่ชอบก็ได้ แม่งยาก อะไรวะ ดูไม่รู้เรื่อง แล้วมันจะเป็นแรงขับให้คนทำพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกทาง</p>
<p class="Default">แค่เคารพคนดูว่าเขาเลือกเองได้ รัฐมีหน้าที่เปิดพื้นที่ สนับสนุนความหลากหลายให้มันเกิดขึ้น ไม่ใช่คิดว่าหน้าที่แค่เพียงให้ความอนุเคราะห์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57732" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3345.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3345.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3345-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>ตอนนี้หลายพรรคเสนอนโยบายเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมไว้หลากหลาย ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความเป็นไทยและวัฒนธรรมพื้นถิ่น มากกว่าจะให้ความสำคัญกับงานร่วมสมัย คุณมองเรื่องนี้อย่างไร</b></p>
<p class="Default">คนที่เสนอนโยบายลักษณะนี้มันคือการขายฝันไปวันๆ ในมุมของเรา มันไม่ใช่การสร้างนโยบายเป็นร่มใหญ่</p>
<p class="Default">เรายังคงยืนยันคำเดิมว่ามันเป็นทางเลือกของผู้เสพไม่ว่าจะชอบงานแบบไหน และต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมพื้นถิ่น วัฒนธรรมไทยดั้งเดิมมันมีอยู่แต่ก่อนแล้วในสังคม แต่ก็อย่าลืมว่ามีพวกเราอยู่ในสังคมร่วมกับพวกคุณด้วย แต่คุณอาจไม่ได้รับรู้</p>
<p class="Default">เวลามีคนชูนโยบายแบบนี้ มันเป็นการคิดจากโปรดักต์ แต่ไม่ได้คิดเป็นแผนยาวๆ ว่าถ้าจะพัฒนาระบบนิเวศของวงการศิลปะ มันต้องเริ่มจากอะไรวะ นี่คือการขายฝัน คิดโปรดักต์นี้มาแล้วคนจะซื้อ</p>
<p class="Default">แต่อย่าลืมว่าคนซื้อของมาใช้แล้วมันก็จบ เพราะมันไม่มีการต่อยอดไปยังคนทำงาน เขายังไม่เข้าใจว่างานสักงานหรือละครสักเรื่องมันมีระบบนิเวศของคนทำงานหรือวงการอื่นๆ มากมายขนาดไหน ไม่ใช่แค่หนึ่งกลุ่มละคร มีคนทำก็ต้องมีคนดู มีคนดูก็ต้องมีตลาด มันเป็นวงจร</p>
<p class="Default">&nbsp;มันคงจะดีกว่านะถ้าคุณคิดให้มันกลม คิดจากโครงสร้าง ไม่ใช่คิดแค่ว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57721" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3310.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3310.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3310-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="Default"><b>หรือรัฐมองว่าศิลปะยังสำคัญไม่เท่าประเด็นอื่นๆ ในสังคมที่ต้องแก้ไข อย่างเศรษฐกิจ หรือการศึกษา</b><b></b></p>
<p class="Default">เราจะวัดอย่างไรว่างานศิลปะมีมูลค่าเท่าไหร่เป็นตัวเงิน มันไม่เหมือนทำประกันราคาพืชผลการเกษตร ชั่งเท่านี้ ได้ราคาเท่านี้ งานศิลปะมันวัดแบบนั้นไม่ได้ มันใช้วิธีคิดคนละแบบ ถ้าเรามองว่างานศิลปะมันจะช่วยพัฒนาคนในเรื่องวิธีคิด ถ้าอย่างนั้นมันก็ประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้หรอก</p>
<p class="Default">ถ้าเราอยากผลิตคนที่มีศักยภาพ คิด วิเคราะห์ มันก็ต้องเริ่มจากต้นน้ำเลยหรือเปล่า งานศิลปะมันโยงไปได้ตั้งแต่ตอนเราเกิด ครอบครัว การศึกษา มันเป็นวิธีที่ทำให้การพัฒนาไม่ดูแข็งๆ&nbsp;แบบตัวเลขทางเศรษฐกิจ</p>
<p class="Default">ตัวเลขแบบนั้นมันมีคุณค่ามหาศาลอยู่แล้วในเชิงรายได้ แต่อย่าลืมนะว่าคนเราไม่ได้แบนๆ ด้านเดียว มันมีมิติมากกว่านั้น ในตัวคนๆ เขามีศักยภาพอื่นที่อาจจะตรงกันข้ามเลยก็ได้</p>
<p class="Default">อย่างมีคนที่มาดูงานของบีฟลอร์คนหนึ่ง ทำงานบัญชีในโรงพิมพ์ แต่ชอบดูละครมาก เวลาเขียนวิจารณ์นี่อ่านสนุกชิบหาย โคตรลุ่มลึก เราว่ามันเป็นฟังก์ชั่นอะไรแบบนี้ที่ทำให้ศักยภาพอีกด้านของมนุษย์มันเกิดขึ้น ไม่แบนๆ ด้านเดียว เราว่าสิ่งนี้สำคัญมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="Default"><b>เหมือนการลงทุนกับคน</b><b></b></p>
<p class="Default">เออ มากๆ เลย เพียงแต่มันไม่เห็นตัวเลข เราต้องไม่ลืมว่ามันมีวิธีวัดผลหลายแบบมาก และบางอย่างไม่ใช่ว่าเราให้ตอนนี้แล้วอีกเดือนจะออกดอกออกผล ไม่ใช่ คนเราแม่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์มันต้องรอวันที่จะไปอยู่จุดนั้น</p>
<p class="Default">มันไม่ต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้หรือเปล่า อะ เรื่องปากท้องสำคัญ ทำอันนี้ก่อน เฮ้ย มันทำไปพร้อมกันได้หรือเปล่าวะ ทำไมมันต้องเลือกวะ อันนี้ก็สงสัย</p>
<p class="Default">หรือวาทกรรมที่ฮิตๆ อย่าง &#8220;คนจะอดตายกันอยู่แล้ว&#8221; เราก็อยากรู้นะว่านอกจากกินข้าว เขาไม่ทำอย่างอื่นเลยเหรอวะ ในชีวิตคนคนหนึ่ง มันมีมิติอื่นด้วยหรือเปล่าวะ แค่เราไม่มีการจัดสรรทรัพยากรส่วนนี้ให้ประชาชน แล้วเราก็พูดว่ามันไม่จำเป็น ตัดมันไปเลยแล้วกัน อย่างนี้เหรอ</p>
<p class="Default">เราเชื่อว่ามันทำไปพร้อมกันได้ ในความรู้สึกเรา ไม่จำเป็นต้องเลือกเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57715" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3286.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3286.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3286-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/พี่กอล์ฟ-b-floor_KHT_3286-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/golf-ornanong-b-floor/">อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ : โลกคนละคร ทุกคนต้องแสดง ทุกคน ‘ทน’ ไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>IT’S TIME TO TRY DEFYING GRAVITY</title>
		<link>https://adaymagazine.com/river-3/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/river-3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เทพพิทักษ์ มณีพงษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 10 Jul 2016 05:10:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[we need to talk about river]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา]]></category>
		<category><![CDATA[Friends of the River]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำเจ้าพระยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/river-3/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็ก จุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงและสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อไปถึงอนาคต คือ ‘โจทย์’ ที่ถูกต้อง จากการวิเคราะห์ปัญหาที่เป็นอยู่ เพื่อหาความเป็นไปได้ในการการแก้ไขปัญหานั้นอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ที่สำคัญ โจทย์ดังกล่าวต้องเกิดจากการศึกษาความต้องการของผู้ที่จะต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างจริงจัง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความ ‘จริงใจ’ ในการศึกษาอย่างรอบด้านและถี่ถ้วน สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับแม่น้ำเจ้าพระยา (รวมไปถึงแม่น้ำสายอื่นๆ) คนที่ต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่แค่คนที่อยู่ติดริมน้ำ แต่หมายถึงประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในสังคมนี้ เพราะหากเปรียบสายน้ำเป็นเหมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน เมื่อแม่น้ำสายหลักเกิดการเปลี่ยนแปลง แขนงและกิ่งก้านสาขาของแม่น้ำที่แตกออกไปจากตัวมันย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย-ไม่มากก็น้อย ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดคือคันกั้นน้ำริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกสร้างขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากแม่น้ำไหลเอ่อเข้ามาท่วมบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครในอนาคต ฟังดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ดีหากมองในมุมของคนกรุงเทพฯ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากปากคำของชาวนครปฐมในบริเวณลำน้ำอีกสายที่อยู่ใกล้เคียงกับแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างแม่น้ำท่าจีน การสร้างคันกันน้ำโดยไม่ศึกษาผลกระทบรอบๆ อาจทำให้ชีวิตของพวกเขาลำบากขึ้นจากระดับน้ำที่อาจเอ่อล้นเข้าพื้นที่ในอนาคตหากเกิดอุทกภัยอีกครั้ง เพียงเพื่อป้องกันเมืองหลวงจากน้ำที่อาจไหลเข้าท่วมพื้นที่ “เราเป็นผู้รับชะตากรรมจากการพัฒนาที่ไม่เคยถามเราว่าภาพรวมจะเป็นอย่างไร สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่จะส่งผลกับถิ่นที่อยู่ของคนนครปฐม แต่ยังเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร เกษตรกรรม และการขนส่งทั้งหมด สิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเจ้าพระยาจะส่งผลกับคนนครปฐมด้วย” ประเชิญ คนเทศ ตัวแทนจากกลุ่มเครือข่ายลุ่มน้ำท่าจีนกล่าวในวงเสวนางานเปิดตัวกลุ่มสมัชชาแม่น้ำที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของการพัฒนาเปลี่ยนแปลงแม่น้ำที่ส่งผลกระทบกับพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่รายรอบ แต่ยังเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดถึงแนวคิดการพัฒนาของผู้มีอำนาจ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยหรือรัฐบาลไหนๆ ก็มักจะมีแนวคิดสั่งการจากบนลงล่าง นั่นคือการคิดโจทย์จากความต้องการบางอย่าง เพื่อกลายเป็นแนวทางแก้ปัญหาอย่างไม่สนใจเสียงของประชาชน ทั้งที่สิ่งที่ควรเป็นคือการพัฒนาอย่างร่วมมือกันจากล่างสู่บน จากเสียงของประชาชน เพื่อนำไปสู่การตั้งโจทย์และศึกษาอย่างรอบด้านเพื่อตอบสนองความต้องการของทุกคนอย่างแท้จริง ภายใต้ภาพของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังดำเนินการศึกษาย่างเข้าเดือนที่ 4 ก่อนจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในต้นปีหน้า สิ่งที่เราไม่เคยรู้คือ ‘โจทย์’ ของภาครัฐที่ซ่อนอยู่ภายใต้สัญญาจ้างในการลงพื้นที่ดำเนินการศึกษากับชุมชนโดยรอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/river-3/">IT’S TIME TO TRY DEFYING GRAVITY</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็ก<br />
จุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงและสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อไปถึงอนาคต คือ <strong style="background-color: initial">‘</strong><strong style="background-color: initial">โจทย์</strong><strong>’ </strong>ที่ถูกต้อง จากการวิเคราะห์ปัญหาที่เป็นอยู่<br />
เพื่อหาความเป็นไปได้ในการการแก้ไขปัญหานั้นอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ที่สำคัญ<br />
โจทย์ดังกล่าวต้องเกิดจากการศึกษาความต้องการของผู้ที่จะต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างจริงจัง<br />
ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความ ‘จริงใจ’ ในการศึกษาอย่างรอบด้านและถี่ถ้วน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0147.jpg"></p>
<p>สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับแม่น้ำเจ้าพระยา<br />
(รวมไปถึงแม่น้ำสายอื่นๆ) คนที่ต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่แค่คนที่อยู่ติดริมน้ำ<br />
แต่หมายถึงประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในสังคมนี้<br />
เพราะหากเปรียบสายน้ำเป็นเหมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน<br />
เมื่อแม่น้ำสายหลักเกิดการเปลี่ยนแปลง<br />
แขนงและกิ่งก้านสาขาของแม่น้ำที่แตกออกไปจากตัวมันย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย-ไม่มากก็น้อย</p>
<p>ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดคือคันกั้นน้ำริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา<br />
ที่ถูกสร้างขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากแม่น้ำไหลเอ่อเข้ามาท่วมบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครในอนาคต<br />
ฟังดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ดีหากมองในมุมของคนกรุงเทพฯ<br />
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากปากคำของชาวนครปฐมในบริเวณลำน้ำอีกสายที่อยู่ใกล้เคียงกับแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างแม่น้ำท่าจีน<br />
การสร้างคันกันน้ำโดยไม่ศึกษาผลกระทบรอบๆ<br />
อาจทำให้ชีวิตของพวกเขาลำบากขึ้นจากระดับน้ำที่อาจเอ่อล้นเข้าพื้นที่ในอนาคตหากเกิดอุทกภัยอีกครั้ง<br />
เพียงเพื่อป้องกันเมืองหลวงจากน้ำที่อาจไหลเข้าท่วมพื้นที่</p>
<p>“เราเป็นผู้รับชะตากรรมจากการพัฒนาที่ไม่เคยถามเราว่าภาพรวมจะเป็นอย่างไร<br />
สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่จะส่งผลกับถิ่นที่อยู่ของคนนครปฐม<br />
แต่ยังเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร เกษตรกรรม และการขนส่งทั้งหมด สิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเจ้าพระยาจะส่งผลกับคนนครปฐมด้วย” <strong>ประเชิญ คนเทศ </strong>ตัวแทนจากกลุ่มเครือข่ายลุ่มน้ำท่าจีนกล่าวในวงเสวนางานเปิดตัวกลุ่ม<strong>สมัชชาแม่น้ำ</strong>ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร<br />
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0244.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0342.jpg"></p>
<p>นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของการพัฒนาเปลี่ยนแปลงแม่น้ำที่ส่งผลกระทบกับพื้นที่อื่นๆ<br />
ที่อยู่รายรอบ<br />
แต่ยังเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดถึงแนวคิดการพัฒนาของผู้มีอำนาจ<br />
ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยหรือรัฐบาลไหนๆ ก็มักจะมีแนวคิดสั่งการจากบนลงล่าง<br />
นั่นคือการคิดโจทย์จากความต้องการบางอย่าง เพื่อกลายเป็นแนวทางแก้ปัญหาอย่างไม่สนใจเสียงของประชาชน<br />
ทั้งที่สิ่งที่ควรเป็นคือการพัฒนาอย่างร่วมมือกันจากล่างสู่บน จากเสียงของประชาชน<br />
เพื่อนำไปสู่การตั้งโจทย์และศึกษาอย่างรอบด้านเพื่อตอบสนองความต้องการของทุกคนอย่างแท้จริง</p>
<p>ภายใต้ภาพของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังดำเนินการศึกษาย่างเข้าเดือนที่<br />
4 ก่อนจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในต้นปีหน้า<br />
สิ่งที่เราไม่เคยรู้คือ ‘โจทย์’ ของภาครัฐที่ซ่อนอยู่ภายใต้สัญญาจ้างในการลงพื้นที่ดำเนินการศึกษากับชุมชนโดยรอบ<br />
นั่นคือการออกแบบทางเดินและทางจักรยานเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา โดย<strong>ต้องทำให้สามารถรองรับระบบขนส่งสาธารณะแบบไร้เครื่องยนต์<br />
รวมไปถึงรถดับเพลิง รถพยาบาล รถกู้ภัย ฯลฯ ได้ด้วย </strong>(<a href="http://www.friendsoftheriver-th.com/PDF/01-RiversVoices.pdf">ข้อมูลจากเอกสารรายการข้อกำหนด [TOR] งานจ้างที่ปรึกษาสำรวจ ออกแบบและจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หน้า 17</a>) </p>
<p>เมื่อโจทย์ที่ว่ายังคงมาจากความคิดในการใช้อำนาจเพื่อเนรมิตทางเลียบแม่น้ำแบบที่รัฐต้องการ<br />
การลงพื้นที่กับชุมชนโดยรอบของคณะศึกษาโครงการคงไม่เกิดประโยชน์อะไร<br />
เพราะเมื่อรัฐมีธงอยู่ในใจ เสียงของคนเล็กๆ<br />
ในพื้นที่และเสียงของประชาชนอีกมากที่อยากให้โครงการนี้ดำเนินไปอย่างโปร่งใส<br />
คงเป็นได้แค่ไม้ประดับในโครงการ<br />
เพื่อให้ได้ชื่อว่านี่คือการฟังเสียงจากประชาชนเรียบร้อยแล้วเท่านั้นเอง</p>
<p>สิ่งที่พวกเราในฐานะประชาชนเจ้าของเงินภาษีและเจ้าของอนาคตที่จะต้องอยู่ร่วมกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต<br />
คือการรวมตัวกันเพื่อส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจได้รับรู้ว่าการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงประเทศ<br />
ไม่ว่าจะเป็นเชิงนโยบายบริหาร หรือการสร้างสิ่งปลูกสร้างราคาเหยียบหมื่นล้าน<br />
เสียงของประชาชน และการตั้งโจทย์จากการศึกษาความต้องการ<br />
รับรู้ความคิดเห็นของทุกคนจากล่างสู่บน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เป็นใคร<br />
หรือทำอาชีพอะไร ล้วนเป็นสิ่งที่จะทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างโปร่งใสและยั่งยืน</p>
<p>เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจรัฐที่นั่งอยู่ในกระทรวงไปจนถึงชาวบ้านตาดำๆ ที่อยู่ในบ้านริมน้ำ<br />
ทุกคนล้วนอยากใช้ชีวิตร่วมกันในอนาคตกับผลลัพธ์ที่ดี ที่เกิดขึ้นจาก ‘โจทย์’ ที่ดีกันทั้งนั้น<br />
จริงไหม?</p>
<p><em>ร่วมลงชื่อสนับสนุนกิจกรรมและติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของกลุ่ม </em><em>FOR </em><em>ได้ <a href="https://www.change.org/p/พล-อ-ประยุทธ์-จันทรโอชา-ยับยั้งการสร้างทางเลียบแม่น้ําเจ้าพระยา-14-กม-2">ที่นี่</a> หรือลงชื่อเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่าย<br />
‘สมัชชาแม่น้ำ’ (River Assembly; RA) ได้<a href="http://goo.gl/forms/sVFfGGHaTaQwvWv12"> ที่นี่</a></em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ช่อไพลิน ไพรบึง</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/river-3/">IT’S TIME TO TRY DEFYING GRAVITY</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/river-3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์อาจต้องเปลี่ยน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/river-2/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/river-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เทพพิทักษ์ มณีพงษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jun 2016 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[we need to talk about river]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำเจ้าพระยา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา]]></category>
		<category><![CDATA[Friends of the River]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/river-2/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนจะเริ่มต้นคุยกันว่าแม่น้ำสายหลักของประเทศอย่าง ‘แม่น้ำเจ้าพระยา’ ควรเปลี่ยนแปลง (หรือไม่เปลี่ยน) ไปอย่างไรในอนาคต สิ่งที่เราต้องกลับมาเรียนรู้และศึกษากันให้ลึกซึ่งอีกครั้ง คือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ภายใต้สายน้ำแห่งนี้ เพราะแม้ว่าในทางกายภาพ แม่น้ำอาจเป็นเพียงเส้นทางของน้ำที่ไหลตัดผ่านแผ่นดิน แต่มากไปกว่าความรู้ทางชีววิทยา เมื่อน้ำเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่งบนโลก &#8211; ‘ชีวิต’ ที่ก่อให้เกิด ‘วิถี’ อันเป็นเอกลักษณ์ของสังคมจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงควบคู่ไปกับหน้าตาของสิ่งที่จะเปลี่ยนไป หากว่ากันตามแบบเรียนวิชาภูมิศาสตร์ แม่น้ำเจ้าพระยาเกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำ 4 สายจากภาคเหนือ ได้แก่แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน มาบรรจบรวมกันที่จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะขยายความกว้างและไหลลงมาเป็นความยาวกว่า 300 กิโลเมตร ผ่าน 10 จังหวัดในภาคกลาง เพื่อหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมถึง 1 ใน 3 ของประเทศ (ถ้านับจำนวนผลผลิต พื้นที่เท่านี้ก็สามารถเลี้ยงปากท้องคนครึ่งประเทศไทยให้อิ่มได้) ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลที่จังหวัดสมุทรปราการ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่แม่น้ำหรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีความสำคัญกับวิถีชีวิตของมนุษย์ เพราะจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนๆ ของโลก เรามักเลือกตั้งถิ่นฐานและสร้างชุมชนเมืองโดยเลือกจากพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรน้ำได้อย่างสะดวก ย้อนอดีตไล่ไปตั้งแต่ชุมชนเมโสโปเตเมียที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส, เมืองเก๋ๆ ของชาวแฟชั่นอย่างปารีสที่อยู่ติดกับแม่น้ำแซน หรือกรุงลอนดอนที่มีแม่น้ำเทมส์หล่อเลี้ยงอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง เมื่อมีผู้คนมาอาศัยอยู่รวมกัน นอกจากแม่น้ำจะเป็นแหล่งทรัพยากรเพื่อหล่อเลี้ยงปากท้อง เป็นเส้นทางระบายน้ำของชุมชนในยุคที่ระบบประปายังไม่เพียบพร้อม และเป็นพื้นที่เดินทางสัญจรในยุคก่อนการจราจรทางบกจะเฟื่องฟู เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนยุคก่อนหลากหลายสายยังเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมและวิถีชีวิตริมน้ำที่สร้างเอกลักษณ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/river-2/">ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์อาจต้องเปลี่ยน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนจะเริ่มต้นคุยกันว่าแม่น้ำสายหลักของประเทศอย่าง<br />
‘แม่น้ำเจ้าพระยา’ ควรเปลี่ยนแปลง (หรือไม่เปลี่ยน) ไปอย่างไรในอนาคต<br />
สิ่งที่เราต้องกลับมาเรียนรู้และศึกษากันให้ลึกซึ่งอีกครั้ง<br />
คือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ภายใต้สายน้ำแห่งนี้ เพราะแม้ว่าในทางกายภาพ<br />
แม่น้ำอาจเป็นเพียงเส้นทางของน้ำที่ไหลตัดผ่านแผ่นดิน<br />
แต่มากไปกว่าความรู้ทางชีววิทยา เมื่อน้ำเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่งบนโลก &#8211; ‘ชีวิต’<br />
ที่ก่อให้เกิด<br />
‘วิถี’ อันเป็นเอกลักษณ์ของสังคมจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงควบคู่ไปกับหน้าตาของสิ่งที่จะเปลี่ยนไป</p>
<p>หากว่ากันตามแบบเรียนวิชาภูมิศาสตร์<br />
แม่น้ำเจ้าพระยาเกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำ 4 สายจากภาคเหนือ ได้แก่แม่น้ำปิง วัง<br />
ยม และน่าน มาบรรจบรวมกันที่จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะขยายความกว้างและไหลลงมาเป็นความยาวกว่า<br />
300 กิโลเมตร ผ่าน 10 จังหวัดในภาคกลาง เพื่อหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมถึง 1 ใน 3 ของประเทศ<br />
(ถ้านับจำนวนผลผลิต<br />
พื้นที่เท่านี้ก็สามารถเลี้ยงปากท้องคนครึ่งประเทศไทยให้อิ่มได้) ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลที่จังหวัดสมุทรปราการ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-river-2-1.jpg"></p>
<p>ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่แม่น้ำหรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีความสำคัญกับวิถีชีวิตของมนุษย์<br />
เพราะจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนๆ ของโลก<br />
เรามักเลือกตั้งถิ่นฐานและสร้างชุมชนเมืองโดยเลือกจากพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรน้ำได้อย่างสะดวก<br />
ย้อนอดีตไล่ไปตั้งแต่ชุมชนเมโสโปเตเมียที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส,<br />
เมืองเก๋ๆ<br />
ของชาวแฟชั่นอย่างปารีสที่อยู่ติดกับแม่น้ำแซน หรือกรุงลอนดอนที่มีแม่น้ำเทมส์หล่อเลี้ยงอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง</p>
<p>เมื่อมีผู้คนมาอาศัยอยู่รวมกัน<br />
นอกจากแม่น้ำจะเป็นแหล่งทรัพยากรเพื่อหล่อเลี้ยงปากท้อง เป็นเส้นทางระบายน้ำของชุมชนในยุคที่ระบบประปายังไม่เพียบพร้อม<br />
และเป็นพื้นที่เดินทางสัญจรในยุคก่อนการจราจรทางบกจะเฟื่องฟู<br />
เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนยุคก่อนหลากหลายสายยังเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมและวิถีชีวิตริมน้ำที่สร้างเอกลักษณ์<br />
ตัวตน และวัฒนธรรมริมน้ำให้กับเมืองแต่ละเมือง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>นอกจากภาพของชีวิตของชุมชนริมน้ำในอดีต<br />
วัฒนธรรมของคนไทยต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับสายน้ำ<br />
รวมไปถึงภาพของแม่น้ำในการเป็นเส้นทางสัญจรหลักของผู้คน ทั้งการเดินทางและค้าขาย (ภาพของเรือที่มีอยู่ทุกบ้านน่าจะเป็นหลักฐานที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด) ความสำคัญของแม่น้ำเจ้าพระยายังปรากฏให้เห็นเมื่อครั้งที่การพัฒนาของโลกยุคใหม่เริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยในช่วงสมัยรัชกาลที่<br />
4 ถึงรัชกาลที่ 5 ผ่านการเข้ามาของเทคโนโลยีการเดินทางที่ทำให้ถนนหนทางแบบต่างๆ<br />
ถูกสร้างขึ้นบนบกเพื่อรองรับทั้งรถยนต์ รถราง และรถไฟ </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-river-2-2.jpg"></p>
<p>เพราะถึงแม้วิถีชีวิตของผู้คนจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากการเดินทางที่สะดวกสบายมากขึ้น<br />
สิ่งที่น่าสนใจคือรูปแบบของการพัฒนาระบบถนนหนทางและสิ่งปลูกสร้างเมื่อวิถีชีวิตถูกย้ายลึกเข้าไปห่างจากริมฝั่งแม่น้ำในยุคนั้น<br />
เพราะจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ การพัฒนาเหล่านี้ถูกคิดขึ้นโดยยังคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงแบบ<br />
‘ค่อยเป็นค่อยไป’ และยังนึกถึงบริบทโดยรอบของชีวิตริมฝั่งน้ำ<br />
เช่นการสร้างถนนเจริญกรุงตอนนอกให้ขนาบข้างไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา<br />
แต่เว้นระยะเข้ามาเพื่อไม่ให้กระทบชุมชนริมแม่น้ำ<br />
หรือการเลือกพื้นที่ในการสร้างพระราชวังใหม่ให้ลึกเข้ามา<br />
เพื่อไม่ให้กระทบกับโบราณสถานและชุมชนข้างสายน้ำ</p>
<p>น่าเสียดายว่าหลังจากยุคเริ่มแรกของการพัฒนา<br />
การเติบโตของเมืองที่เพิ่มมากขึ้นกลับละเลยความสำคัญของชีวิตริมน้ำ<br />
ชุมชนมากมายที่แฝงตัวอยู่ขนาบ 2 ฝั่งแม่น้ำถูกละเลย ไม่ได้รับความสำคัญเท่ากับพื้นที่เศรษฐกิจในตัวเมือง<br />
และเมื่อเรามีความคิดที่จะเริ่มพัฒนาแม่น้ำ<br />
โจทย์ใหญ่ที่เริ่มคิดกลับเป็นการสร้างวิธีการเข้าถึงแม่น้ำด้วยความรีบเร่ง<br />
โดยให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมริมน้ำเพียงเล็กน้อย<br />
หรือรื้อถอนชุมชนริมแม่น้ำที่บางครั้งยังมีเอกลักษณ์และวิถีชีวิตคงเหลืออยู่ในนั้น<br />
เพื่อการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเพียงให้คนเมืองมาเดินชื่นชม</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-river-2-3.jpg"></p>
<p>จะดีกว่าไหมถ้าการพัฒนาแม่น้ำสายหลักที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของผู้คนจะถูกตั้งต้นด้วยการศึกษาความเป็นมาของการใช้ชีวิตอยู่กับสายน้ำ<br />
และพัฒนาวิธีการปรับปรุงแก้ไขให้แม่น้ำเจ้าพระยาของพวกเราดีขึ้นจากความร่วมมืออย่างไม่รีบร้อนของทุกฝ่ายอย่าง<br />
ทั้งภาครัฐ ชุมชนริมน้ำ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ รวมไปถึงเสียงของพวกเราทุกคน<br />
เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ของแม่น้ำยุคใหม่<br />
ที่ยังคงความงดงามของวิถีชีวิตดั้งเดิมควบคู่กันไป</p>
<p>นี่อาจเป็นหนทางเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์แม่น้ำเจ้าพระยาของพวกเราที่ดีกว่า<br />
เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของแหล่งกำเนิดวิถี ‘ชีวิต’</p>
<p><em>ร่วมลงชื่อสนับสนุนกิจกรรมและติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของกลุ่ม </em><em>FOR </em><em>ได้</em><a href="https://www.change.org/p/%E0%B8%9E%E0%B8%A5-%E0%B8%AD-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2-14-%E0%B8%81%E0%B8%A1-2">ที่นี่</a></p>
<p><em><strong>ภาพประกอบรวบรวมโดย</strong> ผศ.ดร. พีรศรี โพวาทอง</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/river-2/">ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์อาจต้องเปลี่ยน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/river-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แม่น้ำของฉัน แม่น้ำของเธอ แม่น้ำของใคร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/river-1/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/river-1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เทพพิทักษ์ มณีพงษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Jun 2016 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[we need to talk about river]]></category>
		<category><![CDATA[Friends of the River]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำเจ้าพระยา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/river-1/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากความสำคัญของประเด็นต่างๆ ในสังคมวัดจากยอดไลก์และแชร์ในเฟซบุ๊ก นอกเหนือจากข่าวการเมือง กอสซิปดารา เรื่องดราม่าของเน็ตไอดอล เราเชื่อว่าเรื่องของ ‘แม่น้ำเจ้าพระยา’ คงอยู่ห่างไกลจากการรับรู้ของผู้คนในสังคม ทำไมเราต้องหันมาใส่ใจเรื่องของแม่น้ำ? นี่คงเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจระหว่างที่คุณกำลังเลื่อนนิ้วมือผ่านหน้าจอในย่อหน้าที่ผ่านมา ในเมื่อแม่น้ำเจ้าพระยาที่เห็นอยู่ทุกวันคงไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไป เหมือนกับน้ำในแม่น้ำที่มองไปเมื่อไหร่ก็ยังไหลเอื่อยๆ อยู่เช่นเดิม ตั้งแต่ก่อนผู้คนจะเริ่มไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมน้ำเพียงเพื่ออาศัยใช้ชีวิต จนถึงยุคสมัยปัจจุบันที่พื้นที่ริมน้ำกลายเป็นสิ่งหอมหวานของโครงการต่างๆ ที่ขายความสวยงามของทิวทัศน์เพื่อให้ผู้คนจากต่างถิ่นเข้ามาสัมผัส นอกเหนือจากโครงการเมกะโปรเจกต์จากเอกชนน้อยใหญ่ที่เข้ามาจับจองพื้นที่ริมแม่น้ำเพื่อสร้างเป็นพื้นที่เชิงการค้า หนึ่งในโครงการที่ตั้งใจสร้างให้เกิดการเข้าถึงพื้นที่ริมน้ำจากภาครัฐคือ โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ‘เจ้าพระยาเพื่อทุกคน’ ที่ตั้งใจพัฒนาภูมิทัศน์ริมน้ำ และสร้างเครือข่ายทางเดิน-ทางจักรยานตลอด 2 ฝั่งลำน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพระราม 7 จนถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า รวมความยาว 14 กิโลเมตร โดยเริ่มลงพื้นที่ศึกษามาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มต้นก่อสร้างในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ภาพ: กนกศักดิ์ ดวงละออ ถ้าติดตามข่าวตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน โครงการทางจักรยานเลียบแม่น้ำความยาว 14 กิโลเมตรที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความเหมาะสมกับการทำทางคอนกรีตในรูปแบบคล้ายทางด่วน คือหนึ่งในความสำเร็จที่พิสูจน์ว่าการรวมกลุ่มของคนในสังคมเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดแบบ ‘สั่งการ’ ที่รัฐชอบทำอยู่บ่อยๆ สามารถทำได้จริง จนทำให้เกิดเป็นโครงการพัฒนาแม่น้ำใหม่ล่าสุดที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม ทว่าภายใต้โครงการที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยรอบ สิ่งที่เราและอีกหลายภาคส่วนในสังคมยังเป็นห่วงนอกเหนือไปจากระยะเวลาการทำงานที่เร่งรัดจนหลายๆ คนตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่เพียงพอต่อการทำงานอย่างละเอียด คือแนวคิดตั้งต้นในการทำโครงการที่เริ่มต้นจากความต้องการที่เน้นสร้าง ‘การเข้าถึงแม่น้ำ’ ผ่านทางเดินและทางจักรยาน โดยยังไม่ได้ศึกษาถึงความต้องการจากผู้คนและสิ่งที่สังคมจะได้รับ ทั้งประโยชน์และผลกระทบในหลายด้านอย่างเพียงพอก่อนที่จะเริ่มต้นโครงการ ที่จริงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ริมน้ำไม่ใช่เรื่องแปลกและน่ากลัว หากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการศึกษาอย่างจริงจังและรอบด้านในหลากหลายมิติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/river-1/">แม่น้ำของฉัน แม่น้ำของเธอ แม่น้ำของใคร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากความสำคัญของประเด็นต่างๆ<br />
ในสังคมวัดจากยอดไลก์และแชร์ในเฟซบุ๊ก นอกเหนือจากข่าวการเมือง กอสซิปดารา<br />
เรื่องดราม่าของเน็ตไอดอล เราเชื่อว่าเรื่องของ ‘แม่น้ำเจ้าพระยา’ คงอยู่ห่างไกลจากการรับรู้ของผู้คนในสังคม</p>
<p>ทำไมเราต้องหันมาใส่ใจเรื่องของแม่น้ำ? นี่คงเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจระหว่างที่คุณกำลังเลื่อนนิ้วมือผ่านหน้าจอในย่อหน้าที่ผ่านมา<br />
ในเมื่อแม่น้ำเจ้าพระยาที่เห็นอยู่ทุกวันคงไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไป<br />
เหมือนกับน้ำในแม่น้ำที่มองไปเมื่อไหร่ก็ยังไหลเอื่อยๆ อยู่เช่นเดิม<br />
ตั้งแต่ก่อนผู้คนจะเริ่มไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมน้ำเพียงเพื่ออาศัยใช้ชีวิต<br />
จนถึงยุคสมัยปัจจุบันที่พื้นที่ริมน้ำกลายเป็นสิ่งหอมหวานของโครงการต่างๆ<br />
ที่ขายความสวยงามของทิวทัศน์เพื่อให้ผู้คนจากต่างถิ่นเข้ามาสัมผัส</p>
<p>นอกเหนือจากโครงการเมกะโปรเจกต์จากเอกชนน้อยใหญ่ที่เข้ามาจับจองพื้นที่ริมแม่น้ำเพื่อสร้างเป็นพื้นที่เชิงการค้า<br />
หนึ่งในโครงการที่ตั้งใจสร้างให้เกิดการเข้าถึงพื้นที่ริมน้ำจากภาครัฐคือ <strong>โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา<br />
</strong><strong>‘</strong><strong>เจ้าพระยาเพื่อทุกคน</strong><strong>’ </strong>ที่ตั้งใจพัฒนาภูมิทัศน์ริมน้ำ<br />
และสร้างเครือข่ายทางเดิน-ทางจักรยานตลอด 2 ฝั่งลำน้ำเจ้าพระยา<br />
ตั้งแต่สะพานพระราม 7 จนถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า<br />
รวมความยาว 14 กิโลเมตร<br />
โดยเริ่มลงพื้นที่ศึกษามาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา<br />
ก่อนจะเริ่มต้นก่อสร้างในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-river-1-11.jpg" alt=""></p>
<p style="text-align: right"><em>ภาพ: กนกศักดิ์ ดวงละออ</em></p>
<p>ถ้าติดตามข่าวตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน<br />
โครงการทางจักรยานเลียบแม่น้ำความยาว 14<br />
กิโลเมตรที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความเหมาะสมกับการทำทางคอนกรีตในรูปแบบคล้ายทางด่วน<br />
คือหนึ่งในความสำเร็จที่พิสูจน์ว่าการรวมกลุ่มของคนในสังคมเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดแบบ<br />
‘สั่งการ’ ที่รัฐชอบทำอยู่บ่อยๆ สามารถทำได้จริง<br />
จนทำให้เกิดเป็นโครงการพัฒนาแม่น้ำใหม่ล่าสุดที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>ทว่าภายใต้โครงการที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยรอบ<br />
สิ่งที่เราและอีกหลายภาคส่วนในสังคมยังเป็นห่วงนอกเหนือไปจากระยะเวลาการทำงานที่เร่งรัดจนหลายๆ<br />
คนตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่เพียงพอต่อการทำงานอย่างละเอียด<br />
คือแนวคิดตั้งต้นในการทำโครงการที่เริ่มต้นจากความต้องการที่เน้นสร้าง ‘การเข้าถึงแม่น้ำ’ ผ่านทางเดินและทางจักรยาน<br />
โดยยังไม่ได้ศึกษาถึงความต้องการจากผู้คนและสิ่งที่สังคมจะได้รับ ทั้งประโยชน์และผลกระทบในหลายด้านอย่างเพียงพอก่อนที่จะเริ่มต้นโครงการ</p>
<p>ที่จริงแล้ว<br />
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ริมน้ำไม่ใช่เรื่องแปลกและน่ากลัว<br />
หากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการศึกษาอย่างจริงจังและรอบด้านในหลากหลายมิติ<br />
ให้เวลากับการทำงานอย่างไม่รีบเร่ง<br />
เพื่อกำหนดอนาคตแม่น้ำของเราว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรต่อไป<br />
เพราะการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความสลับซับซ้อนทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม<br />
และส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรอบจะคงอยู่ต่อไปสู่คนรุ่นหลัง ไม่ใช่แค่มนุษย์<br />
แต่ยังหมายรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมที่จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-river-1-21.jpg"></p>
<p style="text-align: right"><em>ภาพ: พรศักดิ์ ณ นคร</em></p>
<p>ลองจินตนาการภาพแม่น้ำเจ้าพระยาของเราเองที่อยากเห็นในอนาคตว่าเป็นอย่างไร<br />
คำตอบที่ได้ของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน<br />
และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องหันมาคุยเกี่ยวกับแม่น้ำเจ้าพระยา<br />
หาวิธีการพัฒนาแม่น้ำสายนี้ในแต่ละมิติไปด้วยกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างเจ้าพระยาในอนาคตที่เราทุกคนในสังคมจะอาศัยอยู่กับมันได้ต่อไปยั่งยืน</p>
<p>ในเวลา<br />
4 เดือนที่ยังเหลืออยู่ก่อนแม่น้ำของเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงจากโครงการของรัฐชิ้นนี้ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เรื่องราวของแม่น้ำในมุมมองต่างๆ<br />
ทั้งประวัติศาสตร์ รูปแบบการพัฒนา การขับเคลื่อนของผู้คนริมสายน้ำ ฯลฯ<br />
จะถูกขยายความและส่งต่อให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบในโครงการนี้ได้เห็นถึงการพัฒนาแม่น้ำในอีกมุมมองหนึ่ง<br />
ที่พวกเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของแม่น้ำสายนี้ได้อย่างแท้จริง </p>
<p>จะมีอะไรที่เราควรรู้เกี่ยวกับแม่น้ำอีกบ้าง<br />
ติดตามได้ในตอนต่อไปของ <strong>WE NEED TO TALK ABOUT RIVER </strong>สัปดาห์หน้า</p>
<p><em>ร่วมลงชื่อสนับสนุนกิจกรรมและติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของกลุ่ม<br />
</em><em>FOR<br />
ได้</em><a href="https://www.change.org/p/พล-อ-ประยุทธ์-จันทรโอชา-ยับยั้งการสร้างทางเลียบแม่น้ําเจ้าพระยา-14-กม-2"><em>ที่นี่</em></a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/river-1/">แม่น้ำของฉัน แม่น้ำของเธอ แม่น้ำของใคร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/river-1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HOW TO ทับดอกไม้แบบนักพฤกษศาสตร์อย่างง่ายๆ ทำได้เองที่บ้าน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/howto-1/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/howto-1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เทพพิทักษ์ มณีพงษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Mar 2016 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[how to]]></category>
		<category><![CDATA[adaymagazine.com]]></category>
		<category><![CDATA[ทับดอกไม้]]></category>
		<category><![CDATA[herbarium specimen]]></category>
		<category><![CDATA[เบญญากาญจน์ พงศ์กิจวิทูร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/howto-1/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจบกิจกรรมเวิร์กช็อป ‘ดอกไม้ ดอกไม้จะแบน’ ที่ a day ชวนผู้อ่านของเราไปเดินดู เดินเด็ดดอกไม้ในอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อนำมาทับด้วยวิธีอย่างที่นักพฤกษศาสตร์ใช้เก็บตัวอย่างดอกไม้ ก็มีเสียงเรียกร้องให้เราสอนวิธีการทับดอกไม้แบบในวันเวิร์กช็อปจากหลายคนที่อดไปร่วมกิจกรรม วันนี้ a day เลยบุกไปที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้ ดร. เบญญากาญจน์ พงศ์กิจวิทูร และทีมวิทยากรในวันเวิร์กช็อปของเรามารีรันขั้นตอนทับดอกไม้อย่างง่ายๆ กันอีกสักรอบ ขั้นตอนที่ 1 : เตรียมทับ วิธีทับดอกไม้ในสไตล์นักพฤกษศาสตร์เพื่อนำมาใช้เป็นตัวอย่างพรรณไม้แห้ง หรือ Herbarium Specimen จะใช้เครื่องมืออัดตัวอย่างที่ทำมาจากแผงไม้ขนาดใหญ่สองชิ้น (เพื่อใช้น้ำหนักของไม้เป็นตัวทับ) ระหว่างกลางของแผงไม้จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับวางตัวอย่างดอกไม้ที่ต้องการเก็บรักษา จากนั้นจึงใช้เข็มขัดผ้าหรือเชือกรัดให้แน่น แต่จะใช้อุปกรณ์จริงจังขนาดนี้มาทับดอกไม้เป็นงานอดิเรกก็ดูจะเล่นใหญ่ไปหน่อย เราเลยใช้วิธีจำลองหลักการทำงานของแผงอัดจริงๆ มาดัดแปลงเป็นแผงอัดอย่างง่ายจากอุปกรณ์ใกล้ตัว ซึ่งอุปกรณ์ที่ต้องใช้มีดังนี้ &#8211; แผ่นไม้อัดหรือกระดานไม้ไซส์กะทัดรัด (ตัวอย่างของเราวันนี้เป็นแผ่นไม้ขนาด A4) หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์เครื่องเขียน 2 แผ่น &#8211; กระดาษลูกฟูกหรือกระดาษลังใช้ระบายอากาศและความชื้นออกจากดอกไม้ ให้แห้งไว ไม่ขึ้นรา 2 แผ่น &#8211; กระดาษหนังสือพิมพ์ ใช้รองดอกไม้ มีไว้เยอะหน่อยจะเป็นการดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/howto-1/">HOW TO ทับดอกไม้แบบนักพฤกษศาสตร์อย่างง่ายๆ ทำได้เองที่บ้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจบกิจกรรมเวิร์กช็อป<br />
‘ดอกไม้<br />
ดอกไม้จะแบน’ ที่ a day ชวนผู้อ่านของเราไปเดินดู<br />
เดินเด็ดดอกไม้ในอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล<br />
เพื่อนำมาทับด้วยวิธีอย่างที่นักพฤกษศาสตร์ใช้เก็บตัวอย่างดอกไม้<br />
ก็มีเสียงเรียกร้องให้เราสอนวิธีการทับดอกไม้แบบในวันเวิร์กช็อปจากหลายคนที่อดไปร่วมกิจกรรม</p>
<p>วันนี้<br />
a day เลยบุกไปที่คณะเภสัชศาสตร์<br />
มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้ <strong>ดร</strong><strong>.<br />
</strong><strong>เบญญากาญจน์<br />
พงศ์กิจวิทูร </strong>และทีมวิทยากรในวันเวิร์กช็อปของเรามารีรันขั้นตอนทับดอกไม้อย่างง่ายๆ<br />
กันอีกสักรอบ</p>
<h3><strong>ขั้นตอนที่<br />
</strong><strong>1 : </strong><strong>เตรียมทับ</strong><strong></strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-11.jpg"></p>
<p>วิธีทับดอกไม้ในสไตล์นักพฤกษศาสตร์เพื่อนำมาใช้เป็นตัวอย่างพรรณไม้แห้ง<br />
หรือ Herbarium Specimen จะใช้เครื่องมืออัดตัวอย่างที่ทำมาจากแผงไม้ขนาดใหญ่สองชิ้น<br />
(เพื่อใช้น้ำหนักของไม้เป็นตัวทับ) ระหว่างกลางของแผงไม้จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับวางตัวอย่างดอกไม้ที่ต้องการเก็บรักษา<br />
จากนั้นจึงใช้เข็มขัดผ้าหรือเชือกรัดให้แน่น</p>
<p>แต่จะใช้อุปกรณ์จริงจังขนาดนี้มาทับดอกไม้เป็นงานอดิเรกก็ดูจะเล่นใหญ่ไปหน่อย<br />
เราเลยใช้วิธีจำลองหลักการทำงานของแผงอัดจริงๆ<br />
มาดัดแปลงเป็นแผงอัดอย่างง่ายจากอุปกรณ์ใกล้ตัว ซึ่งอุปกรณ์ที่ต้องใช้มีดังนี้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-21.jpg"></p>
<p>&#8211; <strong>แผ่นไม้อัดหรือกระดานไม้ไซส์กะทัดรัด</strong> (ตัวอย่างของเราวันนี้เป็นแผ่นไม้ขนาด A4) หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์เครื่องเขียน <strong></strong><strong>2<br />
</strong><strong>แผ่น</strong></p>
<p>&#8211; <strong>กระดาษลูกฟูกหรือกระดาษลัง</strong>ใช้ระบายอากาศและความชื้นออกจากดอกไม้<br />
ให้แห้งไว ไม่ขึ้นรา <strong></strong><strong>2 </strong><strong>แผ่น</strong><strong></strong></p>
<p>&#8211; <strong>กระดาษหนังสือพิมพ์ </strong>ใช้รองดอกไม้<br />
มีไว้เยอะหน่อยจะเป็นการดี<strong></strong></p>
<p>&#8211;  <strong>คลิปหนีบกระดาษ </strong>ที่ใช้หนีบแผ่นไม้ได้ <strong></strong><strong>2<br />
</strong><strong>แผ่น</strong><strong></strong></p>
<p>&#8211; <strong>หนังยาง </strong><strong>2 </strong><strong>เส้น</strong><strong></strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p>ถ้าเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว<br />
ไปต่อขั้นต่อไปกันเลย!</p>
<h3><strong>ขั้นตอนที่<br />
</strong><strong>2 : </strong><strong>จัดกระบวนทับ</strong><strong></strong></h3>
<p><strong></strong></p>
<p>ได้เวลาทับดอกไม้กันแล้ว<br />
อันดับแรกที่สำคัญที่สุดคือการเลือกดอกไม้ที่จะนำมาทับ จะใช้แค่ดอก หรือจะเอามาทับทั้งดอก<br />
ก้าน และใบ ก็ได้ แต่ต้องไม่ให้ขนาดใหญ่กว่าแผงอัดทำเองของเรา<br />
และไม่ควรใช้ดอกที่อุ้มน้ำ เช่นบรรดากุหลาบหรือบัว<br />
เพราะจะใช้เวลานานกว่าปกติในการทำให้แห้ง แถมยังเสี่ยงขึ้นราด้วยนะ</p>
<p>ถ้าอยากได้ดอกที่ทับแล้วทรงสวยงาม<br />
ทับแห้งง่าย วิทยากรของเรามีเคล็ดลับว่าให้เลือกดอกไม้ดอกเล็กๆ รูปทรงไม่ซับซ้อน<br />
หรือลองเลือกดอกไม้ที่กลีบดอกแผ่ไปรอบๆ เช่นดอกในวงศ์ทานตะวัน เช่น ดาวกระจาย หญ้าลิ้นเป็ด หมอน้อย หรือหญ้าดอกขาว จะทับแล้วออกมาสวยงาม<br />
นำไปใช้ต่อได้ง่าย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-32.jpg"></p>
<p>กลับมาที่แผงอัดของเรา<br />
อันดับแรกให้วางแผ่นไม้เป็นฐานล่าง จากนั้นวางกระดาษลูกฟูกรองลงไป และวางกระดาษหนังสือพิมพ์ให้อยู่บนสุด<br />
โดยหนึ่งดอกจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์พับครึ่ง 2 ชิ้น<br />
วางให้แผ่ออกโดยมีส่วนที่ซ้อนกัน (เดี๋ยวเราจะพับ 2 ส่วนนั้นเข้ามากันอีกทีนะ)</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-41.jpg"></p>
<p>จัดรูปทรงดอกไม้ตามต้องการ<br />
วางลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เตรียมไว้ และใช้เทปกาวแปะให้ดอกไม้ติดกับกระดาษหนังสือพิมพ์<br />
ถ้ามีส่วนที่หนาไม่เท่ากันหรือดูแล้วเป็นร่องๆ (เช่นส่วนของดอก) ให้ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นชิ้นเล็กๆ<br />
โปะทับส่วนนั้นไว้อีกนิดเพื่อช่วยหนุนให้เรียบ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-51.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-61.jpg"></p>
<p>พับกระดาษหนังสือพิมพ์ส่วนที่เกินออกจากแผ่นไม้เข้าหากัน<br />
(ถ้าอยากทับดอกไม้เพิ่ม<br />
ให้ทำซ้ำขั้นตอนการวางดอกไม้นี้ได้อีกตามชอบ)<br />
เมื่อได้ดอกไม้ในจำนวนที่ต้องการเรียบร้อย<br />
ให้เอาดอกไม้ที่เตรียมไว้ในกระดาษหนังสือพิมพ์มาวางซ้อนกัน<br />
จากนั้นนำกระดาษลูกฟูกมาปิดทับ ตามด้วยแผ่นไม้ที่เหลือปิดทับเป็นชั้นบนสุด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-71.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-8.jpg"></p>
<p>รัดทั้งหมดเข้าด้วยกันด้วยหนังยาง<br />
ปิดหัวท้ายด้วยคลิปหนีบกระดาษจากนั้นนำแผงนี้ไปตากแดด<br />
ทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นลองเปิดเช็กเป็นระยะ<br />
ถ้ายังชื้นอยู่ให้แกะออกมาเปลี่ยนลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์ชิ้นใหม่และทับไว้อีกซักคืนก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-9.jpg" style="text-align: center"></p>
<h3><strong>ขั้นตอนที่<br />
</strong><strong>3 : </strong><strong>ทับแล้วไปไหน</strong><strong></strong></h3>
<p><strong></strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-10.jpg"></p>
<p>ดอกไม้ที่ทับเรียบร้อยไม่ใช่แค่นำไปตกแต่งในสมุดบันทึกหรือโปสการ์ดได้เท่านั้น<br />
เพราะจะเอามาใช้ใช้ประดับอะไรก็ได้อย่างที่คาดไม่ถึง<br />
อย่างเช่นเคสโทรศัพท์ที่นำมาเคลือบเรซิ่นด้วยตัวเอง<br />
หรือจะทำเป็นที่ทับกระดาษด้วยการใส่ลงในเรซิ่นแบบแข็งในพิมพ์แล้วรอให้แห้งก็เก๋ไม่เหมือนใคร</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-howto-1-111.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p>ทับง่าย<br />
ทำง่าย อุปกรณ์หาได้ใกล้ตัวอย่างนี้ จะเก็บดอกไม้มาทับรอบหน้า<br />
ลองบอกลาสมุดหน้าเหลืองแล้วใช้แผงอัดทำเองแบบนี้ก็ดูเทิร์นโปรขึ้นมาอีกระดับเหมือนกันนะ<br />
(แถมยังเอาไปอวดเพื่อนได้อีกแน่ะ!)<strong></strong></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/howto-1/">HOW TO ทับดอกไม้แบบนักพฤกษศาสตร์อย่างง่ายๆ ทำได้เองที่บ้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/howto-1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>PIECES OF SHIT FOR TRUMP : พวกเราชาวขี้ขอโหวตให้คนขี้ๆ อย่างคุณ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/power-2/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/power-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เทพพิทักษ์ มณีพงษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Mar 2016 18:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[social campaign]]></category>
		<category><![CDATA[people power]]></category>
		<category><![CDATA[shit for trump]]></category>
		<category><![CDATA[donald trump]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ประธานาธิบดี]]></category>
		<category><![CDATA[barrettSF]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/power-2/</guid>

					<description><![CDATA[<p>พูดถึงเหตุบ้านการเมืองในตอนนี้ ถ้าเป็นในประเทศเราก็ดูจะไม่มีอะไรใหม่นะครับ ยังคงวนเวียนอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญจากท่านๆ ทั้งหลายที่เราไม่ได้ขอให้มาทำหน้าที่ แถมด้วยข่าวที่แว่วว่าพี่ทหารเขาจะไม่นับคะแนนโหวตโนไม่รับร่าง รธน. จากพวกเราในการลงประชามติอีกต่างหาก เฮ้อ พูดไปก็ได้แต่มองบน&#8230;เอาเป็นว่า people power ตอนนี้จะขอพาไปชะเง้อมองอีกซีกโลกที่สมรภูมิเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาแล้วกันครับ เพราะตอนนี้กำลังดุเดือดกันสุดๆ ไปเลยล่ะ ช่วงนี้ที่สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในช่วง Primary Election หรือการแข่งขันหาตัวแทนพรรคที่จะมาชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครับ อย่างที่รู้กันว่าสองพรรคใหญ่ของที่นี่คือ Democrat และ Republican ฟากเดโมแครตตอนนี้ก็เรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสักเท่าไหร่ เพราะผู้เข้าแข่งขันเหลือแค่ 2 คน แถมดูทรงก็พอเดาได้ว่าขุ่นแม่ Hillary Clinton ก็น่าจะได้เป็นตัวแทนพรรคชัวร์ๆ เพื่อมาสานต่อความฝันของบอสเก่าอย่าง Barack Obama ที่เพิ่งจะหมดวาระไป แต่กับพรรค Republican ต้องบอกว่าฝั่งนี้ซัดกันมันหยดติ๋งๆ ทีเดียวเชียวล่ะ เพราะตอนนี้มีผู้สมัครชิงตำแหน่งถึง 4 คน โดยหนึ่งในนั้นคือตา Donald Trump มหาเศรษฐีคนดังแห่งอเมริกา เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อดีตเจ้าของเวที Miss Universe และเจ้าของรายการเรียลิตี้ The Apprentice ที่แกควบทั้งตำแหน่งโปรดิวเซอร์และผู้ตัดสินในรายการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/power-2/">PIECES OF SHIT FOR TRUMP : พวกเราชาวขี้ขอโหวตให้คนขี้ๆ อย่างคุณ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พูดถึงเหตุบ้านการเมืองในตอนนี้ ถ้าเป็นในประเทศเราก็ดูจะไม่มีอะไรใหม่นะครับ ยังคงวนเวียนอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญจากท่านๆ ทั้งหลายที่เราไม่ได้ขอให้มาทำหน้าที่ แถมด้วยข่าวที่แว่วว่าพี่ทหารเขาจะไม่นับคะแนนโหวตโนไม่รับร่าง รธน. จากพวกเราในการลงประชามติอีกต่างหาก</p>
<p>เฮ้อ พูดไปก็ได้แต่มองบน&#8230;เอาเป็นว่า people power ตอนนี้จะขอพาไปชะเง้อมองอีกซีกโลกที่สมรภูมิเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาแล้วกันครับ เพราะตอนนี้กำลังดุเดือดกันสุดๆ ไปเลยล่ะ</p>
<p>ช่วงนี้ที่สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในช่วง Primary Election หรือการแข่งขันหาตัวแทนพรรคที่จะมาชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครับ อย่างที่รู้กันว่าสองพรรคใหญ่ของที่นี่คือ Democrat และ Republican ฟากเดโมแครตตอนนี้ก็เรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสักเท่าไหร่ เพราะผู้เข้าแข่งขันเหลือแค่ 2 คน แถมดูทรงก็พอเดาได้ว่าขุ่นแม่ Hillary Clinton ก็น่าจะได้เป็นตัวแทนพรรคชัวร์ๆ เพื่อมาสานต่อความฝันของบอสเก่าอย่าง Barack Obama ที่เพิ่งจะหมดวาระไป</p>
<p>แต่กับพรรค Republican ต้องบอกว่าฝั่งนี้ซัดกันมันหยดติ๋งๆ ทีเดียวเชียวล่ะ เพราะตอนนี้มีผู้สมัครชิงตำแหน่งถึง 4 คน โดยหนึ่งในนั้นคือตา <strong>Donald Trump</strong> มหาเศรษฐีคนดังแห่งอเมริกา เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อดีตเจ้าของเวที Miss Universe และเจ้าของรายการเรียลิตี้ <em>The Apprentice</em> ที่แกควบทั้งตำแหน่งโปรดิวเซอร์และผู้ตัดสินในรายการ</p>
<p>ดูเหมือนว่าฝันของทรัมป์จะไม่หยุดแค่การเป็นมหาเศรษฐี เพราะปีนี้เป็นปีที่เขากระโดดลงมาในสังเวียนการเมืองด้วยการเสนอตัวเป็นผู้แทนพรรค Republican ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ภายใต้สโลแกน <strong>‘Make America Great Again!’</strong> พ่วงมากับนโยบายอนุรักษ์นิยมขวาจัดแบบสุดโต่งอย่าง การประกาศกร้าวว่าจะจัดการกับบรรดาผู้หนีเข้าประเทศจากชายแดนเม็กซิโกอย่างผิดกฎหมายด้วยการสร้างกำแพงกั้น (และให้รัฐบาลเม็กซิโกจ่ายตังค์ด้วย&#8230;) สนับสนุนโทษประหารชีวิต ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน ต่อต้านสิทธิ์ของผู้หญิงในการทำแท้ง</p>
<p>และที่ร้ายแรงที่สุด ทรัมป์บอกว่าจะไม่ยอมให้ชาวมุสลิมเข้าประเทศ เพราะบอกว่าคนเหล่านี้อาจเป็นต้นเหตุของความรุนแรงที่กลุ่ม ISIS ก่อขึ้น!</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/pbs.org1_.jpg"><br /><em style="background-color: initial">ภาพ : <a href="pbs.org">pbs.org</a></em></p>
<p>ไม่ใช่แค่นโยบายที่ฟังดูน่ายี้เพราะทั้งเหยียดศาสนาและชาติพันธุ์เท่านั้น ด้วยความที่ทรัมป์รู้จักวิธีเล่นกับสื่อและการสร้างกระแส ในเวทีดีเบตหรือการให้สัมภาษณ์ หมอนี่ก็ใช้คำที่รุนแรง ป๋าหมากเข้าขั้น และพูดอย่างไม่สนว่าจะมีความถูกต้องทางการเมือง (Political Correctness) หรือเปล่า ผลที่ออกมาก็ไม่มีอะไรมาก แค่คนอเมริกันเสิร์ชกูเกิลหาวิธีย้ายบ้านไปอยู่แคนาดากันสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เท่านั้นเอง (แหม คุ้นๆ นะครับ)</p>
<p>แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ถึงคนจะยี้ทรัมป์แค่ไหน แต่ตอนนี้ผล Primary Election ของ Republican กลับกลายเป็นว่าทรัมป์นำมาเป็นอันดับหนึ่ง และมีสิทธิ์ได้ไปสู้กับฮิลลารีในไฟต์สุดท้าย นักรัฐศาสตร์หลายคนบอกว่า ที่โผพลิกแบบนี้ก็เพราะทรัมป์มีความคิดและนโยบายที่โดนใจชาวอเมริกันผิวขาวที่เป็นคนระดับแรงงาน ซึ่งรู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกันไปจากการเมืองแบบ Democrat ที่พูดแต่เรื่องของสิทธิ ความเท่าเทียม และเรื่องของคนชนชั้นกลางมาตลอด 8 ปี พอทรัมป์เข้ามาทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกมีสิทธิ์มีเสียง มีคนชนชั้นนำที่คิดแบบเดียวกับเขา คะแนนก็เลยเทมาให้ทรัมป์กันอย่างที่เห็น</p>
<p>เกมพลิกอย่างนี้ ก็เลยร้อนถึงผู้สมัครที่เหลือในพรรคที่ต้องมารวมหัวกันว่าจะเอายังไงต่อ จะรวมคะแนนสู้ทรัมป์ดีไหม เพราะ Republican ก็ไม่ได้ชอบทรัมป์สักเท่าไหร่หรอกครับ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/futureofbusinessandtech.com1_.jpg"><br /><em style="background-color: initial">ภาพ : <a href="http://futureofbusinessandtech.com/">futureofbusinessandtech.com</a></em></p>
<p>เรื่องในพรรคก็ปล่อยให้เขาล็อบบี้กันไป เราลองมาดูความแซ่บของประชาชนอเมริกันที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านทรัมป์กันดีกว่า เพราะบอกเลยว่ามีเยอะจนนับไม่หวาดไม่ไหว ทั้งบทความ คลิปวิดีโอ รายการโทรทัศน์อย่าง Last Week Tonight with John Oliver ทางช่อง HBO ถึงกับไปขุดหลักฐานนามสกุลเก่าที่บรรพบุุรุษของทรัมป์ใช้ (ทวดของทรัมป์ใช้นามสกุลว่า Drumpf / พ้องเสียงกับ Dumb ที่แปลว่าโง่) มาทำเป็นแคมเปญล้อเลียนความห่วยแตกของเขา</p>
<p style="text-align: center"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=DnpO_RTSNmQ" target="_blank"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/youtube.com1_.jpg" alt=""><br /></a><em style="background-color: initial">ภาพ : <a href="http://youtube.com/LastWeekTonight">youtube.com/LastWeekTonight</a></em></p>
<p>แต่ที่ต้องขอซูฮกให้กับความกวนตีนระดับ A100+ และด่าได้เห็นภาพมากที่สุด ต้องยกให้กับแคมเปญ PIECES OF SHIT FOR TRUMP หรือที่ผมขอแปลเป็นไทยว่า ‘ขี้อย่างเราเข้าใจคุณ’</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article_peoplepower_ep2-1.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article_peoplepower_ep2-2.jpg"></p>
<p>นี่คือแคมเปญเสียดสีทรัมป์และกลุ่มผู้สนับสนุนที่มาจากฝีมือของเอเจนซี่โฆษณา<br />
barrettSF<br />
ในซานฟรานซิสโก ที่ใช้ไอเดียแสบๆ<br />
อย่างการทำให้กองอุจจาระตามท้องถนนในสหรัฐฯ กลายเป็นเสียงหนึ่งที่สนับสนุนทรัมป์<br />
พวกเขาบอกว่า pieces of shit (แปลตรงตัวว่า ‘คนไร้ค่า’) เหล่านี้นี่แหละคือผู้ที่เข้าใจในปากและนโยบายของทรัมป์อย่างแท้จริง<br />
เพราะทรัมป์คือคนที่เห็นคุณค่าของความคิดแบบ shitๆ<br />
และจะสู้เพื่อพาความ shit เหล่านี้ไปสู่ทำเนียบขาว<br />
ทรัมป์นี่แหละคือผู้สมัครที่เข้าใจขี้อย่างพวกเรา เพราะเขาคือ shit เหมือนเรา!</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article_peoplepower_ep2-3.jpg"></p>
<p>ทีมจาก<br />
barrettSF<br />
เลยสนองนี้ดให้กับผองอึเพื่อส่งเสียงซัพพอร์ตทรัมป์<br />
ด้วยการเปิดเว็บไซต์ให้คนดาวน์โหลดป้ายรณรงค์ (ที่เหมือนป้ายแคมเปญหาเสียงของทรัมป์เป๊ะๆ)<br />
ไปปักตามกองอุจจาระข้างถนนเพื่อให้ขี้เหล่านี้ได้แสดงพลังสนับสนุนทรัมป์สมใจ<br />
เมื่อปักเสร็จก็ถ่ายภาพผองเพื่อนชาวอึติดแฮชแท็ก #ShitForTrump เพื่อให้โลกและทรัมป์ได้รู้ว่ามีขี้อีกหลายกองที่สนับสนุนเขาอยู่<br />
น่าประทับใจมากครับ ลองไปเสิร์ชในอินสตาแกรมดูได้</p>
<p>ยังไม่หมดนะครับ<br />
เพราะถ้าลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ของแคมเปญนี้<br />
เราจะได้เจอกับถ้อยคำสนับสนุนจากบรรดาขี้หลายๆ ที่มา<br />
และบรรดาคนดังอีกหลายคนที่เชียร์ทรัมป์<br />
ว่าทำไมพวกเขาถึงสนับสนุนให้ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ซึ่งแน่นอน<br />
มันคือการเสียดสีนโยบายของทรัมป์แบบแสบๆ คันๆ อย่างจัง เช่นคำพูด (ไม่จริง)<br />
ของไมค์ ไทสัน ที่บอกว่า “ทรัมป์เป็นคนที่จะทำทุกอย่างให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง<br />
อันที่จริง ถ้าคุณบอกว่าการกินเด็กทารกจะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่<br />
ทรัมป์ก็จะกินทารกคนนั้นครับ” (ฮา)</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article_peoplepower_ep2-4.jpg"></p>
<p>อย่างที่ว่าครับ<br />
จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่แคมเปญนี้เท่านั้นที่ออกมาเพื่อกระตุ้นให้อเมริกันชนตระหนักว่าความคิดและนโยบายของมหาเศรษฐีนักการเมืองคนนี้จะนำไปสู้ความพังพินาศของสังคมอเมริกันขนาดไหน<br />
ยังมีคนอีกมากที่ออกมาเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความตระหนักรู้กับคนที่ยังไม่ได้คิดว่าจะลงคะแนนให้กับใคร</p>
<p>แต่อย่างน้อย<br />
แคมเปญแซ่บๆ แรงๆ อย่าง PIECES<br />
OF SHIT FOR TRUMP ก็ทำให้เราเห็นถึงเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็นของประชาชน<br />
ที่อยู่บนความสวยงามของระบบเลือกตั้งที่ต่อสู้กันอย่างเสรี สมน้ำสมเนื้อ<br />
เคารพกติกา และไม่ได้จำกัดแค่การต่อสู้ของนักการเมือง เพราะพลเมืองทั่วๆ<br />
ไปอย่างเราก็เข้ามาอยู่ในสังเวียนการต่อสู้นี้ได้เหมือนกัน</p>
<h5>ว่าแต่&#8230; ตอนนี้มีใครสนใจปักป้ายส่งเสียงเชียร์จากชาวขี้ไปให้คุณๆ ท่านๆ<br />
แถวนี้กับผมไหมครับ?</h5>
<p><a href="http://shitfortrump.com/"><em>shitfortrump.com</em></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/power-2/">PIECES OF SHIT FOR TRUMP : พวกเราชาวขี้ขอโหวตให้คนขี้ๆ อย่างคุณ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/power-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>#HelpKenyaNotKanye : รักวัวให้ผูก แต่ถ้ารักศิลปินเหมือนลูกต้องไม่หยุดแค่ตี!</title>
		<link>https://adaymagazine.com/helpkenyanotkanye-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/helpkenyanotkanye-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เทพพิทักษ์ มณีพงษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Mar 2016 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[people power]]></category>
		<category><![CDATA[Kanye West]]></category>
		<category><![CDATA[#HelpKenyaNotKanye]]></category>
		<category><![CDATA[Gabriel Ferrer]]></category>
		<category><![CDATA[เคนย่า]]></category>
		<category><![CDATA[social campaign]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/helpkenyanotkanye-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยได้ยินชื่อ Kanye West กันใช่ไหมครับ? ถ้าไม่นับคนที่ชอบฮิปฮอปอยู่แล้ว ใครที่ฟังเพลงสากลบ่อยๆ ก็น่าจะเห็นชื่อเขามาบ้าง ทั้งจากเพลงที่ไปฟีเจอร์ริ่งกับศิลปินหลายคน หรือเห็นจากข่าวที่พ่อหนุ่มผิวสีคนนี้วิ่งขึ้นไปแย่งไมค์จากปากอีสาวมหัศจรรย์ Taylor Swift มาด่านางกลางเวที MTV Video Music Awards เมื่อปี 2009 (ป.ล. สองคนนี้ยังตบตีกันอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน) นั่นล่ะครับ สำหรับวงการเพลง ตาคานเย่คือแร็ปเปอร์ที่ปากสุนัขที่สุดคนหนึ่งของยุค ยิ่งฉาวก็ยิ่งดัง ความวอนส้นเท้าให้สื่อสนใจของคานเย่ก็ทำให้เขาอยู่ในวงการได้จนถึงทุกวันนี้ ทั้งทำเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ ทัวร์คอนเสิร์ต ออกรองเท้าคอลเลกชันของตัวเองกับ Adidas ฯลฯ เอาเป็นว่าถึงนิสัยจะฉาวโฉ่เหม็นฉึ่งแค่ไหนก็ยังมีที่ทางของตัวเองได้ตลอด แถมยังมีบรรดาแฟนคลับคอยซัพพอร์ตอีกเป็นโขยง จนเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา พ่อแร็ปเปอร์ปากกล้าของเราไม่รู้ไปเมามาจากไหน อยู่ๆ ก็ทวีตความเพ้อฝัน บรรยายความเต่าถุยของชีวิตลงในแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ @kanyewest ไล่เรียงกันไปตั้งแต่ความทุกข์ที่ตอนนี้ตัวเองเป็นหนี้อยู่ถึง 53 ล้านดอลฯ จะทำอะไรก็ไม่มีใครซัพพอร์ตเงินทุน หนักข้อถึงขั้นทวีตเรียกพี่มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เจ้าของเฟซบุ๊กให้มาช่วย (เอ่อ&#8230; แต่ดันมาเรียกในทวิตเตอร์เนี่ยนะ) แม้แต่แลร์รี่ เพจ เจ้าของกูเกิลก็ยังถูกเมนชันถึง ถ้าจบแค่นี้ก็คงมองเป็นเรื่องขำๆ ตามประสาพี่คานเย่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเพ้อได้อยู่นะครับ แต่มันดันกลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อพ่อเจ้าประคุณดันทวีตว่า ‘ถ้าอยากช่วยคนในแอฟริกาจริงๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/helpkenyanotkanye-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1/">#HelpKenyaNotKanye : รักวัวให้ผูก แต่ถ้ารักศิลปินเหมือนลูกต้องไม่หยุดแค่ตี!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เคยได้ยินชื่อ Kanye West กันใช่ไหมครับ?</p>
<p>ถ้าไม่นับคนที่ชอบฮิปฮอปอยู่แล้ว ใครที่ฟังเพลงสากลบ่อยๆ ก็น่าจะเห็นชื่อเขามาบ้าง ทั้งจากเพลงที่ไปฟีเจอร์ริ่งกับศิลปินหลายคน หรือเห็นจากข่าวที่พ่อหนุ่มผิวสีคนนี้วิ่งขึ้นไปแย่งไมค์จากปากอีสาวมหัศจรรย์ Taylor Swift มาด่านางกลางเวที MTV Video Music Awards เมื่อปี 2009 (ป.ล. สองคนนี้ยังตบตีกันอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน)</p>
<p>นั่นล่ะครับ สำหรับวงการเพลง ตาคานเย่คือแร็ปเปอร์ที่ปากสุนัขที่สุดคนหนึ่งของยุค</p>
<p>ยิ่งฉาวก็ยิ่งดัง ความวอนส้นเท้าให้สื่อสนใจของคานเย่ก็ทำให้เขาอยู่ในวงการได้จนถึงทุกวันนี้ ทั้งทำเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ ทัวร์คอนเสิร์ต ออกรองเท้าคอลเลกชันของตัวเองกับ Adidas ฯลฯ เอาเป็นว่าถึงนิสัยจะฉาวโฉ่เหม็นฉึ่งแค่ไหนก็ยังมีที่ทางของตัวเองได้ตลอด แถมยังมีบรรดาแฟนคลับคอยซัพพอร์ตอีกเป็นโขยง</p>
<p>จนเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา พ่อแร็ปเปอร์ปากกล้าของเราไม่รู้ไปเมามาจากไหน อยู่ๆ ก็ทวีตความเพ้อฝัน บรรยายความเต่าถุยของชีวิตลงในแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ <a href="https://twitter.com/kanyewest/status/699108449561526272">@kanyewest</a> ไล่เรียงกันไปตั้งแต่ความทุกข์ที่ตอนนี้ตัวเองเป็นหนี้อยู่ถึง 53 ล้านดอลฯ จะทำอะไรก็ไม่มีใครซัพพอร์ตเงินทุน หนักข้อถึงขั้นทวีตเรียกพี่มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เจ้าของเฟซบุ๊กให้มาช่วย (เอ่อ&#8230; แต่ดันมาเรียกในทวิตเตอร์เนี่ยนะ) แม้แต่แลร์รี่ เพจ เจ้าของกูเกิลก็ยังถูกเมนชันถึง</p>
<p>ถ้าจบแค่นี้ก็คงมองเป็นเรื่องขำๆ ตามประสาพี่คานเย่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเพ้อได้อยู่นะครับ แต่มันดันกลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อพ่อเจ้าประคุณดันทวีตว่า</p>
<blockquote><p>‘ถ้าอยากช่วยคนในแอฟริกาจริงๆ น่ะมันต้องสร้างโรงเรียนสักที่ไปเลย แต่คุณก็ทำไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้เงินช่วยคน ก็เอามาช่วยผมดีกว่า ผมสัญญาว่าจะทำให้โลกนี้แม่งเจ๋งไปเลย #เรื่องจริงนะจ๊ะ’</p></blockquote>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src=""></p>
<p>เท่านั้นเอง โลกนกน้อยสีฟ้าก็ลุกเป็นไฟ คนเมนชันมาด่าคานเย่เป็นพรวน ขณะที่เอฟซีบางคนก็ยังคงติ่งกันต่อ บางคนถึงขั้นขอบัญชี Paypal มาบริจาคเงินให้ แต่ระหว่างที่มีทั้งคนด่าคนชม พ่อหนุ่มแฟนคลับเดนตายของคานเย่คนหนึ่งก็ตาสว่าง และบอกกับตัวเองว่า ‘เฮ้ย นี่มันชักจะเกินไปแล้วนะเว้ย!’</p>
<p>แต่แทนที่จะพิมพ์ด่าศิลปินที่เขารักเหมือนคนอื่นๆ ชายคนนี้เลือกที่จะตบหน้าคานเย่ให้หงายพร้อมๆ กับทำประโยชน์ให้สังคมไปด้วย</p>
<p>Gabriel Ferrer เป็นก๊อปปี้ไรเตอร์ชาวอเมริกันและแฟนตัวเป้งของคานเย่ เวสต์ เขาเป็นผู้สร้างโปรเจกต์ #HelpKenyaNotKanye (ช่วยคานเย่ทำไม มาช่วยเคนย่าดีกว่า) ด้วยความคิดที่ว่า ถ้าแก้ต่างให้ศิลปินที่เรารักไม่ได้ ก็เปลี่ยนคำด่าพวกนั้นเป็นอะไรที่มีประโยชน์กับสังคมดีกว่าไหม</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src=""></p>
<p>ใน #HelpKenyaNotKanye กาเบรียลทำให้คำพูดของคานเย่ที่บอกว่าเขาควรจะได้เงินช่วยเหลือมากกว่าเด็กๆ ในแอฟริกากลายเป็นเรื่องตลก ด้วยการเอาความสำเร็จในชีวิตของศิลปินคนนี้มาเทียบกับสิ่งเลวร้ายที่เกิดในประเทศเคนย่าให้เราเห็นกันแบบจะจะ แล้วคิดเอาเองว่าจะช่วยคานเย่ หรือจะช่วยเคนย่า ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น </p>
<blockquote><p>‘รองเท้า Adidas Yeezy Boosts ของคานเย่ขายคู่ละ 200 ดอลลาร์ แต่ในเคนย่า เงินจำนวนนี้เอาไปซื้อหนังสือให้เด็กๆ 40 คนอ่านในห้องเรียนได้ถึง 3 เดือนติดกัน’</p></blockquote>
<blockquote><p>‘ตั๋วคอนเสิร์ตคานเย่ราคา 250 ดอลลาร์ แต่เงินเท่านี้เอาไปซื้อคอนดอมแจกป้องกัน HIV ให้ทั้งหมู่บ้านในเคนย่าได้เลยนะเออ’</p></blockquote>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src=""></p>
<p>ด้วยสกิลก๊อปปี้ไรเตอร์ของกาเบรียล (บวกกับภรรยาที่เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์) เลยมีอีกหลายอย่างที่เขาเปรียบเทียบแบบฮาๆ ให้เราเห็นว่าคนที่ควรได้รับการช่วยเหลือน่ะคือประเทศเคนย่า ไม่ใช่คานเย่ และความเซอร์ไพรส์ที่สุดของเรื่องก็คือ จุดเริ่มต้นของแคมเปญนี้ เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 1 วัน ทั้งไอเดีย ภาพ คำบรรยาย และเว็บไซต์ ทั้งหมดถูกทำขึ้นก่อนที่กาเบรียลจะวิ่งออกไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยในเย็นวันนั้น</p>
<p>หลังแคมเปญนี้ถูกปล่อยออกไป กาเบรียลบอกว่านี่เป็นโปรเจกต์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดชีวิตการทำงาน 5 ปีของตัวเอง แม้ส่วนใหญ่จะเข้ามาแล้วออกไปด้วยความตลก แต่คนกว่า 20 เปอร์เซ็นต์หลังไมค์มาบอกเขาว่าได้บริจาคช่วยเหลือเคนย่าผ่านแคมเปญนี้ แหม น่าชื่นใจดีแท้</p>
<p>จากไอเดียที่อยากสั่งสอนความไร้สติของศิลปินที่ตัวเองชอบก่อนเข้านอน กลายมาเป็นโปรเจกต์ช่วยเหลือสังคมที่กลายเป็นกระแสในรุ่งเช้าของอีกวัน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยความคิดง่ายๆ แบบนักโฆษณาที่เชื่อว่า ถ้ามีไอเดียปิ๊งขึ้นมาในหัว สิ่งที่ต้องทำก็แค่ทำให้มันเกิดขึ้นจริง!</p>
<p>ไม่จำเป็นต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงโลกที่ยิ่งใหญ่ หรือการเคลื่อนไหวเพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองที่จริงจังเพียงอย่างเดียวเสมอไป เพราะถ้าไอเดียสนุกๆ มารวมเข้ากับความเชื่อที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมเมื่อไหร่ ผลที่ได้ก็เป็นอย่างที่เห็นนี่ล่ะ</p>
<p>ที่สำคัญ ไม่เห็นต้องรอใคร เพราะการเปลี่ยนโลกน่ะ ทำแค่คนเดียวก่อนวิ่งออกไปสอนหนังสือก็ได้ เห็นไหมครับ</p>
<p><em><a href="http://helpkenyanotkanye.com">helpkenyanotkanye.com</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/helpkenyanotkanye-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1/">#HelpKenyaNotKanye : รักวัวให้ผูก แต่ถ้ารักศิลปินเหมือนลูกต้องไม่หยุดแค่ตี!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/helpkenyanotkanye-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>THE SUBTITLER</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-subtitler/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/the-subtitler/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เทพพิทักษ์ มณีพงษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Mar 2016 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[job anatomy]]></category>
		<category><![CDATA[นักแปลซับไตเติ้ลภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ซับไตเติล]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ซีรี่ส์]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/the-subtitler/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพิ่งจบจากการประกาศผลรางวัลออสการ์ไปหมาดๆ หลังหลายคนปาดน้ำตาให้กับการรอคอยกว่า 22 ปีของพ่อหนุ่ม Leonardo DiCaprio กันเรียบร้อย (ฮา) คงได้เวลาที่จะถึงฤดูกาลของการตามล่าหนังออสการ์มาดูกันให้เต็มอิ่ม แต่นี่มันคือรางวัลระดับโลก! หนังแต่ละเรื่องก็พ่นอังกฤษกันรัวๆ ทั้งนั้น สิ่งที่เราตั้งตารอคอยก็คงหนีไม่พ้นซับไตเติลภาษาไทยที่แปลมาให้เราดูกันแบบเข้าใจเรื่องราว เต็มอิ่มเต็มอารมณ์ ดูหนังกันมาก็หลายเรื่อง เคยสงสัยกันไหมว่าการทำซับไตเติลนี่มันมีขั้นตอนยังไงบ้าง และคนทำซับไตเติลเขาทำงานกันยังไง job anatomy ตอนนี้ a day จะพาไปดูเรื่องเบื้องหลังของนักทำซับไตเติล ผู้ปิดทองหลังพระเพื่อความบันเทิงของคอหนัง จะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันเลย 1. ถึงจะเป็นงานแปล แต่การแปลหนังก็ไม่เหมือนกับการแปลแบบอื่นๆ นะการแปลซับไตเติลอาจดูเหมือนกับการแปลหนังสือนิยายทั่วไปที่มีบทพูดและตัวละครมาให้ แต่ศาสตร์การแปลของภาพยนตร์กับหนังสือต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะหนังสือเปิดกว้างให้ผู้แปลใช้ความสามารถด้านภาษาและคลังคำในหัว เรียบเรียงออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างอิสระ เติมแต่งให้อ่านได้ลื่นไหล ในขณะที่การแปลซับไตเติลมีทั้งภาพ เสียง คำพูดแบบเป๊ะๆ มาให้แล้ว สิ่งที่นักทำซับไตเติลต้องทำจึงเป็นการแปลเพื่อส่งสารให้คนดูเข้าใจฉากต่อฉาก ไม่เหมือนการแปลหนังสือที่เป็นการแปลงสารให้อ่านอย่างมีอินเนอร์มากกว่า 2. หนังเลือกเรา ไม่ใช่เราเลือกหนังนักแปลซับไตเติลบางคนอาจได้งานจากความชอบดูหนังเป็นทุนเดิม บวกกับความสามารถด้านภาษาที่เตะตาคนในวงการ สำหรับค่ายหนังบางค่าย ฝ่ายดูแลคุณภาพซับไตเติล (เรียกสั้นๆ ว่า QC) จะเป็นคนติดต่อนักแปลที่เหมาะกับหนังแนวนั้นๆ โดยเฉพาะ ซึ่งเก็บเลเวลอัพอาชีพกันเหมือนในเกมออนไลน์เลย เช่น ถ้าเริ่มจากหนังตลก แปลฮาโดนใจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-subtitler/">THE SUBTITLER</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพิ่งจบจากการประกาศผลรางวัลออสการ์ไปหมาดๆ หลังหลายคนปาดน้ำตาให้กับการรอคอยกว่า 22 ปีของพ่อหนุ่ม Leonardo DiCaprio กันเรียบร้อย (ฮา) คงได้เวลาที่จะถึงฤดูกาลของการตามล่าหนังออสการ์มาดูกันให้เต็มอิ่ม แต่นี่มันคือรางวัลระดับโลก! หนังแต่ละเรื่องก็พ่นอังกฤษกันรัวๆ ทั้งนั้น สิ่งที่เราตั้งตารอคอยก็คงหนีไม่พ้นซับไตเติลภาษาไทยที่แปลมาให้เราดูกันแบบเข้าใจเรื่องราว เต็มอิ่มเต็มอารมณ์</p>
<p>ดูหนังกันมาก็หลายเรื่อง เคยสงสัยกันไหมว่าการทำซับไตเติลนี่มันมีขั้นตอนยังไงบ้าง และคนทำซับไตเติลเขาทำงานกันยังไง job anatomy ตอนนี้ a day จะพาไปดูเรื่องเบื้องหลังของนักทำซับไตเติล ผู้ปิดทองหลังพระเพื่อความบันเทิงของคอหนัง จะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันเลย</p>
<p><strong>1. ถึงจะเป็นงานแปล แต่การแปลหนังก็ไม่เหมือนกับการแปลแบบอื่นๆ นะ</strong><br />การแปลซับไตเติลอาจดูเหมือนกับการแปลหนังสือนิยายทั่วไปที่มีบทพูดและตัวละครมาให้ แต่ศาสตร์การแปลของภาพยนตร์กับหนังสือต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะหนังสือเปิดกว้างให้ผู้แปลใช้ความสามารถด้านภาษาและคลังคำในหัว เรียบเรียงออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างอิสระ เติมแต่งให้อ่านได้ลื่นไหล ในขณะที่การแปลซับไตเติลมีทั้งภาพ เสียง คำพูดแบบเป๊ะๆ มาให้แล้ว สิ่งที่นักทำซับไตเติลต้องทำจึงเป็นการแปลเพื่อส่งสารให้คนดูเข้าใจฉากต่อฉาก ไม่เหมือนการแปลหนังสือที่เป็นการแปลงสารให้อ่านอย่างมีอินเนอร์มากกว่า</p>
<p><strong>2. หนังเลือกเรา ไม่ใช่เราเลือกหนัง</strong><br />นักแปลซับไตเติลบางคนอาจได้งานจากความชอบดูหนังเป็นทุนเดิม บวกกับความสามารถด้านภาษาที่เตะตาคนในวงการ สำหรับค่ายหนังบางค่าย ฝ่ายดูแลคุณภาพซับไตเติล (เรียกสั้นๆ ว่า QC) จะเป็นคนติดต่อนักแปลที่เหมาะกับหนังแนวนั้นๆ โดยเฉพาะ ซึ่งเก็บเลเวลอัพอาชีพกันเหมือนในเกมออนไลน์เลย เช่น ถ้าเริ่มจากหนังตลก แปลฮาโดนใจ เรื่องหน้าก็อาจได้แปลหนังตลกอีก แต่ถ้าเรื่องต่อมาได้ลองหนังดราม่าแล้วซับไตเติลอ่านแล้วน้ำตาแตก เรื่องต่อๆ ไปก็จะได้รับการติดต่อถ้ามีหนังดราม่าเข้ามาอีก เป็นที่รู้กันว่าคนนี้แหละสายหนังดราม่า</p>
<p><strong>3. ได้ดูหนังก่อนใครใช่ว่าจะมีความสุข</strong><br />จะแปลซับหนังออกมาได้อรรถรส นักแปลก็ต้องดูหนังไปพร้อมๆ กัน แต่อย่าหวังจะอิจฉาว่าพวกเขาได้ดูหนังก่อนใครเพื่อน เพราะไฟล์หนังที่ค่ายส่งมาน่ะไม่ได้น่าดูสักเท่าไหร่ มีทั้งลายน้ำ แถบคาด ภาพขาวดำ มีภาพแตกให้อีก (บางทีผสมกันหมดทุกอย่างในเฟรมเดียว) ที่เป็นอย่างนี้ก็เพื่อป้องกันคนแปลเอาหนังไปปล่อยก่อนจะเข้าฉาย นักแปลบางคนถึงกับบอกว่า “ดูแล้วไม่มีความสุขเลยค่ะ”</p>
<p><strong>4. Dialogue List ของคู่กายสำหรับนักแปลซับฯ</strong><br />อุปกรณ์ทำงานของชาวนักแปลซับฯ นอกจากดิกชันนารี ก็มีสิ่งที่เรียกว่า Dialogue List ซึ่งจะส่งมาพร้อมกับไฟล์หนังเพ่ื่อใช้แปล ในนี้จะมีทั้งบทพูดอย่างละเอียดของแต่ละเฟรม (หนังความยาวปกติจะมีประมาณ 800 &#8211; 1,200 ไลน์ที่ต้องแปล-ใช้เวลาอย่างเร็วที่สุด 7 วัน) คำอธิบายศัพท์เฉพาะบางคำ ที่ขาดไม่ได้คือรายละเอียดของภาพในเฟรมนั้นในภาษาหนัง เช่น ภาพโคลสอัพ ฉากกลางคืน ตัวละครอยู่ที่ไหน ส่วนนี้จะช่วยให้นักแปลเริ่มทำงานได้ก่อน เพราะบางครั้งไฟล์หนังก็ยังมาไม่ถึง รายละเอียดภาพจะช่วยให้จินตนาการได้คร่าวๆ จะได้แปลไม่เพี้ยน (แต่ก็ยังต้องเอามาเช็กกับหนังจริงๆ อยู่นะ)</p>
<p><strong>5. เลือกคำนั้นสำคัญไฉน</strong><br />ไม่ใช่สักแต่ว่าแปลให้ตรงความหมาย เพราะซับไตเติลถูกสร้างมาเพื่อให้คนอ่านทันกับหนังที่กำลังดำเนินไป ดังนั้นคำที่ใช้เมื่อมาอยู่บนจอจะต้องแน่ใจว่าคนดูอ่านทันก่อนมันจะแวบหายไป การแปลซับฯ จึงมักมีการรวบคำให้กระชับ แม้จะไม่เป๊ะก็ต้องยอม แต่ถึงจะเปลี่ยนคำยังไงก็ต้องให้แน่ใจว่าจะไม่ไปเปลี่ยนความหมายที่ตัวละครพูด เพราะนั่นคือสิ่งที่ผิดมหันต์!</p>
<p><strong>6. อย่าอยู่อย่างหยาบ</strong><br />หนังบางเรื่องถึงจะพ่นฟักพ่นแฟงออกมาแค่ไหน แต่นักแปลก็ต้องคอยระวังไม่ให้แปลมันจนเกินงาม (ถึงใจจริงจะอยากทำเพื่ออรรถรสของผู้ชมก็ตาม) นั่นก็เพราะซับไตเติลภาษาไทยมีผลกับการจัดเรตติ้งภาพยนตร์อย่างมาก ถึงตัวละครด่าภาษาอังกฤษกันไฟแลบ แต่ถ้าแปลออกมาไม่หยาบ เรตที่ได้ก็ไม่แรง ทำให้ได้ฐานคนดูมากขึ้น ค่ายหนังก็แฮปปี้ ดังนั้นอย่าแปลกใจว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยเห็นคำหยาบในซับไตเติลกันเท่าไหร่</p>
<p><strong>7. มันคงเป็นความรัก ที่กลายมาเป็นแฟนซับฯ ให้ฉันยืนอยู่ตรงนี้</strong><br />นอกจากนักแปลซับฯ ที่ทำเป็นอาชีพ ยังมีกลุ่มคนที่แปลซับฯ กันแบบฟรีๆ ด้วยพลังแห่งความรัก นั่นก็คือบรรดาบ้านแฟนซับฯ ของศิลปินเกาหลี ทั้งดารานักร้อง พวกเขาล้วนมาแปลกันด้วยใจ ไม่จำกัดวัยและอาชีพ มีตั้งแต่วัยรุ่นนักเรียน ไปจนถึงครูบาอาจารย์ ยุคนี้อาจจะง่ายหน่อย เพราะไปดาวน์โหลดไฟล์รายการ ละคร เพลง ที่เรียกว่าไฟล์ RAW และดาวน์โหลดซับไตเติลภาษาอังกฤษ (จากแฟนคลับเกาหลีฝั่งตะวันตก) มาเปิดในโปรแกรมแปลก็เรียบร้อย แต่สมัยก่อนก็จะมีคนที่แปลมาจากภาษาเกาหลีกันเลย</p>
<p><strong> 8. งานเนี้ยบมีคุณค่ากว่าปล่อยเร็ว</strong><br />ชุมชนคนทำแฟนซับฯ เกาหลียุคก่อนขึ้นชื่อเรื่องความประณีตในการแปลและการตกแต่งซับไตเติลให้ออกมาสวยงาม (ยิ่งพวกตัวอักษรที่ลอยบนจอ บางบ้านก็เปลี่ยนสีให้ตรงกันกับของจริงด้วย) เพราะไม่จำเป็นต้องแข่งกัน แต่ละบ้านจะมีการจองตอนเอาไว้ในแต่ละรายการว่าตอนนี้ใครจะเป็นคนแปล แต่ปัจจุบันนี้กลับแข่งกันที่ความไว ใครแปลเร็ว ปล่อยเร็ว ไลก์เยอะ คนนั้นชนะ คุณภาพเลยแปรผกผันกันตามไปด้วย จนตอนนี้นักทำแฟนซับฯ รุ่นแรกๆ ต่างทำเป็นรายสะดวกกันไปเกือบหมดแล้ว</p>
<p><strong>9. ไม่เหนื่อยก็ไม่ใช่ THE SUBTITLER</strong><br />ถึงนักแปลซับไตเติลหนังกับนักแปลแฟนซับฯ มือสมัครเล่นอาจจะต่างกันในเรื่องรายได้และวิธีการทำงาน แต่ทั้งสองแบบนอกจากจะเป็นการแปลเพื่อสื่อสารกับคนดู สิ่งที่ทั้งคู่ต้องมีไม่แพ้กันคือความรักในสิ่งที่ทำ เพราะต้องอยู่กับหนังหรือรายการเดิมๆ ดูวนซ้ำไปซ้ำมาเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นอีกหนึ่งภาษา หรือจะเรียกว่าเป็นพิราบสื่อสารที่ทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อความสุขบนจอของพวกเราก็คงได้</p>
<p>คราวหน้าถ้าดูหนังหรือซีรีส์เกาหลีก็อย่าลืมสังเกตชื่อคนแปลคำบรรยายกันล่ะ เพราะถ้าไม่มีพวกเขา หนังและละครที่เราดูคงขาดอรรถรสไปเยอะเลยนะ จริงไหม</p>
<p><strong>ขอขอบคุณ</strong><br /><em>วรรษชล ศิริจันทนันท์<br />freerizing จากเพจ <a href="https://www.facebook.com/freerizingTHSub/?fref=ts">freerizingTHSub</a></em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-subtitler/">THE SUBTITLER</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/the-subtitler/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
