<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author15/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author15/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 17 Feb 2021 13:36:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>สามย่าน แหล่งครบเครื่องความอร่อย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/street-samyan-mitrtown-kachain/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/street-samyan-mitrtown-kachain/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Jul 2018 19:05:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[street view]]></category>
		<category><![CDATA[SAMYAN MITRTOWN]]></category>
		<category><![CDATA[สามย่านมิตรทาวน์]]></category>
		<category><![CDATA[คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/street-samyan-mitrtown-kachain/</guid>

					<description><![CDATA[<p>คนที่ผ่านไปมาแถวสามย่าน น่าจะพอคุ้นตากับผลงานศิลปะที่ติดอยู่บนรั้วโครงการก่อสร้างสามย่านมิตรทาวน์ (Samyan Mitrtown) กันบ้าง นี่คือโปรเจกต์ Artist Collaboration ของสามย่านมิตรทาวน์ที่ดำเนินมาถึงปีที่ 3 แล้ว ด้วยคอนเซปต์ของโครงการ ‘Urban Life Library’ ที่ตั้งใจเป็นพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ จึงเนรมิตรรั้วของโครงการระหว่างการก่อสร้างเป็นพื้นที่ถ่ายทอดตัวตนของสามย่านมิตรทาวน์และชุมชนโดยรอบ ผ่านผลงานของศิลปินหลากแขนงและหลายคน ในปีนี้เป็นคราวของ 4 ช่างภาพที่มีแนวทางเฉพาะตัวจะมาอวดผลงานภาพถ่ายของพวกเขาบนรั้วนี้กัน สำหรับช่างภาพคนแรกที่เราจะชวนให้ทุกคนเปิดตารับรู้สามย่านในความหมายใหม่คือคเชนทร์ วงศ์แหลมทอง บรรณาธิการภาพของนิตยสาร a day นี่เอง กับผลงานชื่อ ‘สามย่าน แหล่งครบเครื่องความอร่อย’ ที่คเชนทร์เลือกหยิบเสน่ห์ของสามย่านที่ใครหลายคนก็ติดใจอย่าง ‘อาหาร’ มาถ่ายทอด ชุมชนที่มีของกินทั้งคาวหวานคึกคักตลอดวันถูกนำเสนอผ่านสไตล์ภาพแอ็บสแตรกท์ที่คเชนทร์สะท้อนกับวัตถุมันวาวและความเงาของพื้นผิวต่างๆ ในร้านอาหาร ออกมาเป็นภาพแปลกตาที่ชวนให้หยุดมอง เบื้องหลังไอเดียของภาพถ่ายเซตนี้คืออะไร เราชวนคเชนทร์มาเล่าให้ฟังแล้ว ชุมชนสามย่านมีหลายมิติให้เลือกถ่ายทอดในงาน ทำไมครั้งนี้ถึงเลือกจะสื่อสารเรื่องอาหารออกมา สามย่านมีร้านอาหารเยอะมากและเราก็เคยชินกับย่านนี้อยู่แล้ว รู้สึกว่าที่นี่เหมือนโรงอาหารขนาดใหญ่ที่ไม่ว่าจะพนักงานออฟฟิศหรือเด็กก็จะมากินกันช่วงพักกลางวัน ราคาหลากหลาย เลยรู้สึกในมุมมองเรื่องของอาหารในสามย่าน การเลือกร้านอาหารที่ถ่ายครั้งนี้มีหลักเกณฑ์ยังไงบ้าง เราเลือกจากความเก๋า ขลัง และมีเสน่ห์ของร้าน อย่างที่บอกว่าย่านนี้มีร้านอาหารค่อนข้างหลากหลาย เช่น ร้านเก่าที่อยู่มานาน ร้านใหม่ก็มี การตกแต่งร้านของแต่ละร้านก็มียุคสมัยที่แตกต่างกัน ร้านข้าวที่อยู่มานานก็จะมีกลิ่นอายของความเก๋า ความน่าอร่อยอยู่ในนั้น ส่วนร้านใหม่ๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/street-samyan-mitrtown-kachain/">สามย่าน แหล่งครบเครื่องความอร่อย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คนที่ผ่านไปมาแถวสามย่าน น่าจะพอคุ้นตากับผลงานศิลปะที่ติดอยู่บนรั้วโครงการก่อสร้างสามย่านมิตรทาวน์ (Samyan Mitrtown) กันบ้าง นี่คือโปรเจกต์ <strong style="background-color: initial;">Artist Collaboration</strong> ของสามย่านมิตรทาวน์ที่ดำเนินมาถึงปีที่ 3 แล้ว ด้วยคอนเซปต์ของโครงการ ‘Urban Life Library’ ที่ตั้งใจเป็นพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ จึงเนรมิตรรั้วของโครงการระหว่างการก่อสร้างเป็นพื้นที่ถ่ายทอดตัวตนของสามย่านมิตรทาวน์และชุมชนโดยรอบ ผ่านผลงานของศิลปินหลากแขนงและหลายคน ในปีนี้เป็นคราวของ 4 ช่างภาพที่มีแนวทางเฉพาะตัวจะมาอวดผลงานภาพถ่ายของพวกเขาบนรั้วนี้กัน</p>
<p>สำหรับช่างภาพคนแรกที่เราจะชวนให้ทุกคนเปิดตารับรู้สามย่านในความหมายใหม่คือ<strong>คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง</strong> บรรณาธิการภาพของนิตยสาร a day นี่เอง กับผลงานชื่อ<strong> ‘สามย่าน แหล่งครบเครื่องความอร่อย’</strong> ที่คเชนทร์เลือกหยิบเสน่ห์ของสามย่านที่ใครหลายคนก็ติดใจอย่าง ‘อาหาร’ มาถ่ายทอด ชุมชนที่มีของกินทั้งคาวหวานคึกคักตลอดวันถูกนำเสนอผ่านสไตล์ภาพแอ็บสแตรกท์ที่คเชนทร์สะท้อนกับวัตถุมันวาวและความเงาของพื้นผิวต่างๆ ในร้านอาหาร ออกมาเป็นภาพแปลกตาที่ชวนให้หยุดมอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-776.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-9052.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-6761.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-7221.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-887.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-8231.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-961.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-933.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-741.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-715.jpg" /></p>
<p>เบื้องหลังไอเดียของภาพถ่ายเซตนี้คืออะไร เราชวนคเชนทร์มาเล่าให้ฟังแล้ว</p>
<p><strong>ชุมชนสามย่านมีหลายมิติให้เลือกถ่ายทอดในงาน ทำไมครั้งนี้ถึงเลือกจะสื่อสารเรื่องอาหารออกมา</strong></p>
<p>สามย่านมีร้านอาหารเยอะมากและเราก็เคยชินกับย่านนี้อยู่แล้ว รู้สึกว่าที่นี่เหมือนโรงอาหารขนาดใหญ่ที่ไม่ว่าจะพนักงานออฟฟิศหรือเด็กก็จะมากินกันช่วงพักกลางวัน ราคาหลากหลาย เลยรู้สึกในมุมมองเรื่องของอาหารในสามย่าน</p>
<p><strong>การเลือกร้านอาหารที่ถ่ายครั้งนี้มีหลักเกณฑ์ยังไงบ้าง</strong></p>
<p>เราเลือกจากความเก๋า ขลัง และมีเสน่ห์ของร้าน อย่างที่บอกว่าย่านนี้มีร้านอาหารค่อนข้างหลากหลาย เช่น ร้านเก่าที่อยู่มานาน ร้านใหม่ก็มี การตกแต่งร้านของแต่ละร้านก็มียุคสมัยที่แตกต่างกัน ร้านข้าวที่อยู่มานานก็จะมีกลิ่นอายของความเก๋า ความน่าอร่อยอยู่ในนั้น ส่วนร้านใหม่ๆ ก็จะมีความโมเดิร์นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนที่เข้ามา สามย่านเลยมีทุกอย่าง แล้วที่นี่ยังเป็นแหล่งผลิตข้าวกล่องที่ค่อนข้างใหญ่ด้วยเหมือนกัน</p>
<p><strong>พอพูดถึงการเล่าเรื่องอาหารในย่านอาจฟังดูธรรมดา คุณมีวิธียังไงทำให้ภาพถ่ายเซตนี้พิเศษขึ้นมา</strong></p>
<p>เราหาเรื่องสีมาช่วยเรื่องจุดเด่น จุดด้อย ทำให้เอฟเฟกต์การสะท้อนน่าสนใจขึ้น วัสดุที่นำมาใช้ก็เน้นเป็นวัสดุที่ผิวมันวาวที่มีหลากหลายแบบ เช่น ฟิล์มติดรถยนต์ ฟอยล์ อะคริลิค พลาสติก เพื่อให้เกิดเอฟเฟกต์ต่างๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ สำหรับภาพถ่ายเซตนี้ แบบของเราเลยเป็น object ซึ่งก็รวมถึงร้านอาหารต่างๆ ในย่านด้วย</p>
<p><strong>ทำไมถึงเลือกที่จะใช้องค์ประกอบที่มีพื้นผิวมันวาวมาเป็นเทคนิคหลักในการถ่ายภาพเซตนี้</strong></p>
<p>เราอยากพูดถึงมุมของการสะท้อนอาหารและร้านในย่านนี้ ตอนที่มาสำรวจ เราเห็นว่าในย่านจะมีรถจอดอยู่ มีการสะท้อนของกระจกรถที่จอดอยู่ด้านหน้าร้านอาหาร การสะท้อนจากหน้าร้าน มันคือเอฟเฟกต์หนึ่งทำให้เราไม่อยากสื่อสารตรงๆ แบบที่เคยทำ เราอยากพูดถึงการสะท้อนและความแอ็บสแตรกท์ แรงบันดาลใจมาจากการที่มาสำรวจสามย่านในช่วงฤดูฝน ได้พบรีเฟล็คน้ำ รีเฟลกต์กระจกที่มันเลอะ เลยอยากจะนำเสนอในมุมนั้นออกมา</p>
<p><strong>การถ่ายภาพสไตล์แอ็บสแตรกท์จะทำให้คนตีความหรือได้รับสารเรื่อง ‘แหล่งรวบรวมของกิน’ ของสามย่านอย่างไร</strong></p>
<p>มันคือมุมมองใหม่ที่เรามองร้านรวงในย่านนี้ อยากให้คนดูเกิดคำถามว่านี่คือภาพจากร้านในย่านนี้จริงเหรอ คืออะไร อยู่ตรงไหน แล้วเราใช้เอฟเฟกต์อะไรในการสะท้อนภาพ เราตั้งใจที่จะไม่บอกตรงๆ ว่าร้านนี้ชื่ออะไร เราไม่ได้อยากพรีเซนต์ว่าร้านนี้เด่น ร้านนี้ดัง เพราะเราไม่ได้ถ่ายภาพเพื่อรีวิวร้าน ไม่ได้อยากบอกว่าอาหารนี้น่ากิน เราจึงไม่มุ่งเน้นถ่ายภาพอาหารให้สวย แต่เน้นนำเสนอเรื่องของเซนส์ด้านอาหารของสามย่านอย่างมีชั้นเชิงว่า สามย่านเป็นย่านที่มีของกินเยอะ เปรียบเหมือนโรงอาหารขนาดใหญ่ของนิสิต นักศึกษา หรือคนทำงาน</p>
<p><strong>งานครั้งนี้มีความท้าทายอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p>ปกติเราไม่ได้ทำงานในมุมของ still life งานครั้งนี้เลยเป็นการทดลอง ก็เริ่มทดลองตั้งแต่เราจะหาวัสดุอะไรมาสะท้อนกับวัตถุนั้นๆ แล้วจะให้เอฟเฟกต์ที่ดูบิดเบือนอย่างไร และถึงแม้จะให้ภาพที่ดูบิดเบือน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นเรื่องราวที่อยู่รอบๆ สามย่านที่จริงแท้อยู่ การทำงานครั้งนี้ก็เหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่เราทำไปด้วย ทดลองไปด้วย และในระหว่างทางก็ทำให้เราจับทางอะไรได้ในหลายๆ อย่าง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0024.jpg" /></p>
<hr id="horizontalrule" />
<p style="text-align: center;"><em>Street View คือคอลัมน์เล่าคอนเซปต์ แรงบันดาลใจ และวิธีคิดเบื้องหลังผลงาน Photographic Art ของ 4 ช่างภาพในโปรเจกต์ </em><em>Samyan Mitrtown</em><em> Artist Collaboration </em><em>ในปีที่ 3 ติดตามบทสัมภาษณ์ของศิลปินคนต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า และอย่าลืมแวะไปชมผลงานจริงของศิลปินได้ที่โครงการ Samyan Mitrtown (MRT สามย่าน ทางออก 2)</em></p>
<p><a href="http://www.samyan-mitrtown.com/">samyan-mitrtown.com</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/street-samyan-mitrtown-kachain/">สามย่าน แหล่งครบเครื่องความอร่อย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/street-samyan-mitrtown-kachain/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โลกสวย โลกเถื่อน โลกแคบ โลกกว้าง : ธรรมดาโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/archive-aday-207-roundfinger-wannasingha/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/archive-aday-207-roundfinger-wannasingha/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[แป้งร่ำ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Nov 2017 21:27:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[นิ้วกลม]]></category>
		<category><![CDATA[a day 207]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาเปิดโลก]]></category>
		<category><![CDATA[archive]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณสิงห์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/archive-aday-207-roundfinger-wannasingha/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากพูดถึงนักบันทึกการเดินทาง เรานึกถึง ‘นิ้วกลม’ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ เจ้าของหนังสือการเดินทาง &#8216;หิมาลัยไม่มีจริง&#8217; และ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเดินทางสายแอดเวนเจอร์ผู้ผจญ &#8216;เถื่อนแปด&#8217; เราอยากคุยกับนักเดินทาง แต่ทั้งคู่กินกันไม่ลงในหัวของเรา คารมของพวกเขาทั้งคมคายและน่าคุย เราจึงจับทั้งคู่มาคุยด้วยกันดีกว่า จากแค่คิดสนุกกลับกลายเป็นความพึงใจ ทั้งนิ้วกลมและวรรณสิงห์เป็นนักมวยรุ่นเดียวกัน ต่างกันที่ท่าไม้ตายหรือท่าถนัด พวกเขาเดินทางด้วยทัศนคติที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้จากการเดินทางผ่านบทสนทนาของทั้งคู่ คือการเติบโตผ่านประสบการณ์ที่พวกเขาได้พบเห็นจากที่ต่างๆ เป็นนักเดินทางทั้งคู่ถ้าให้เดินทางด้วยกันคิดว่าจะเข้ากันได้ไหม นิ้วกลม : ผมว่าไม่น่าจะเข้ากันได้ สิงห์เป็นคนผจญภัยมากกว่า ผมเป็นคนชอบออกไปแสวงหาสิ่งกระตุ้นให้หัวใจตื่นเต้น ผมอาจจะเคยเป็นแบบนั้นตอนเด็กกว่านี้ หนุ่มกว่านี้ มุมที่ผมเป็นอาจจะใกล้เคียง พื้นที่ชีวิต มากกว่า เถื่อนฯ เพราะ พื้นที่ชีวิต มันเดินทางไปเพื่อค้นหาข้างใน มันเป็นการเดินทางที่เอาข้างนอกมาปะทะกับข้างใน ผมสนใจอะไรที่เกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา ความเชื่ออะไรทำนองนี้ วรรณสิงห์ : จริงอย่างที่พี่เอ๋บอกครับ ผมเป็นคนรักการผจญภัยแล้วก็เป็นแง่ที่ตัวเองชอบด้วย ผมรู้สึกว่าหลายคนพอโตขึ้นก็ปล่อยให้ความเป็นเด็กผู้ชายของตัวเองตายลงไป แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่เคยหายไปไหนแล้วก็ยินดีจะตอบสนอง need ของตัวเองตรงนี้ไปจนแก่ แต่นั่นคือแรงผลักดันในการเดินทางแค่ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งคือการค้นหาภายในเช่นกัน แต่ผมมักจะไม่ตั้งมันเป็นเป้าหมาย ผมจะให้มันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ในหลายครั้งหรือบางครั้งเกิดขึ้นหลังจากการเดินทางครั้งนั้นผ่านไปแล้วหลายปี เรื่องเหล่านั้นก็ยังสะท้อนกลับมาในหัวได้สิ่งที่เราตั้งใจจะทำในทุกการเดินทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/archive-aday-207-roundfinger-wannasingha/">โลกสวย โลกเถื่อน โลกแคบ โลกกว้าง : ธรรมดาโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากพูดถึงนักบันทึกการเดินทาง เรานึกถึง ‘นิ้วกลม’ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ เจ้าของหนังสือการเดินทาง <em>&#8216;หิมาลัยไม่มีจริง&#8217;</em> และ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเดินทางสายแอดเวนเจอร์ผู้ผจญ <em>&#8216;เถื่อนแปด&#8217;</em></p>
<p>เราอยากคุยกับนักเดินทาง แต่ทั้งคู่กินกันไม่ลงในหัวของเรา คารมของพวกเขาทั้งคมคายและน่าคุย เราจึงจับทั้งคู่มาคุยด้วยกันดีกว่า จากแค่คิดสนุกกลับกลายเป็นความพึงใจ ทั้งนิ้วกลมและวรรณสิงห์เป็นนักมวยรุ่นเดียวกัน ต่างกันที่ท่าไม้ตายหรือท่าถนัด พวกเขาเดินทางด้วยทัศนคติที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้จากการเดินทางผ่านบทสนทนาของทั้งคู่ คือการเติบโตผ่านประสบการณ์ที่พวกเขาได้พบเห็นจากที่ต่างๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02-092.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02-044.jpg" /></p>
<p><strong style="background-color: initial;">เป็นนักเดินทางทั้งคู่</strong><strong style="background-color: initial;">ถ้าให้เดินทางด้วยกัน</strong><strong style="background-color: initial;">คิดว่าจะเข้ากันได้ไหม</strong></p>
<p><strong>นิ้วกลม :</strong> ผมว่าไม่น่าจะเข้ากันได้ สิงห์เป็นคนผจญภัยมากกว่า ผมเป็นคนชอบออกไปแสวงหาสิ่งกระตุ้นให้หัวใจตื่นเต้น ผมอาจจะเคยเป็นแบบนั้นตอนเด็กกว่านี้ หนุ่มกว่านี้ มุมที่ผมเป็นอาจจะใกล้เคียง <em>พื้นที่ชีวิต</em> มากกว่า <em>เถื่อนฯ</em> เพราะ <em>พื้นที่ชีวิต</em> มันเดินทางไปเพื่อค้นหาข้างใน มันเป็นการเดินทางที่เอาข้างนอกมาปะทะกับข้างใน ผมสนใจอะไรที่เกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา ความเชื่ออะไรทำนองนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01-080.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01-071.jpg" /></p>
<p><strong>วรรณสิงห์ :</strong> จริงอย่างที่พี่เอ๋บอกครับ ผมเป็นคนรักการผจญภัยแล้วก็เป็นแง่ที่ตัวเองชอบด้วย ผมรู้สึกว่าหลายคนพอโตขึ้นก็ปล่อยให้ความเป็นเด็กผู้ชายของตัวเองตายลงไป แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่เคยหายไปไหนแล้วก็ยินดีจะตอบสนอง need ของตัวเองตรงนี้ไปจนแก่ แต่นั่นคือแรงผลักดันในการเดินทางแค่ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งคือการค้นหาภายในเช่นกัน แต่ผมมักจะไม่ตั้งมันเป็นเป้าหมาย ผมจะให้มันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ในหลายครั้งหรือบางครั้งเกิดขึ้นหลังจากการเดินทางครั้งนั้นผ่านไปแล้วหลายปี เรื่องเหล่านั้นก็ยังสะท้อนกลับมาในหัวได้สิ่งที่เราตั้งใจจะทำในทุกการเดินทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน<em> เถื่อน Travel </em>คือการพยายามเข้าใจแง่มุมของโลกและมนุษยชาติที่เข้าถึงได้ยากและเข้าใจได้ยาก เป็นแง่ที่ไม่ค่อยมีใครไปสำรวจกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01-013.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01-0121.jpg" /></p>
<p><strong>แปลว่าคุณนิ้วกลมจะไม่ไปวิ่งหลบระเบิดที่อัฟกานิสถานกับคุณสิงห์แน่ๆ</strong></p>
<p><strong>นิ้วกลม :</strong> จริงๆ มุมนี้ผมก็คล้ายที่สิงห์บอกนะ ทุกคนมีเด็กผู้ชายในตัว ผมว่ามุมนี้มันก็ยังต้องมีอยู่ครับ ถ้าให้ไปเองหรือไปกับเพื่อนผมคิดว่าผมอาจจะไปได้นะ แต่ไปกับสิงห์อะ&#8230;อาจจะไม่ได้</p>
<p><strong>มองว่าการเดินทางจำเป็นกับความเข้าใจชีวิตขนาดไหน</strong><strong>คิดไหมว่าคนบางคนอยู่ที่เดิมตลอดชีวิต</strong><strong>เขาก็อาจจะเข้าใจชีวิตได้เหมือนกัน</strong></p>
<p><strong>นิ้วกลม :</strong> ผมว่าคนที่ไม่เดินทางมีอยู่เยอะเลยฮะ ตอนที่ไปหิมาลัยก็เจอคุณลุงคนหนึ่งซึ่งแกก็อยู่บนเขาไม่เคยลงมาจากเขาเลย ตอนนี้อายุหกสิบกว่าปี ผมเชื่อเสมอว่าคนเรามันเดินทางข้างในทุกคน ชีวิตมันพาประสบการณ์มาเจอเรา เราไม่ต้องเอาตัวเองไปเจอประสบการณ์ก็ได้ เพียงแต่การเดินทางมันอาจจะตอบสนองส่วนลึกอะไรบางอย่าง ผมว่าคนมันมีข้อสงสัยอยู่แล้ว ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่ามนุษย์เนี่ยโดยตำแหน่งของดวงตามันติดไว้แล้วมันมองไปข้างหน้ามันจะมีคำถามตลอดเวลาว่าสุดสายตาที่เราเห็นน่ะมันเป็นอะไร ซึ่งน่าจะเป็นแรงผลักที่ทำให้เราเดินออกไปหาคำตอบ อีกอย่างหนึ่งที่คิดว่าอาจจะมีผลคือด้วยเทคโนโลยียุคใหม่มันยากที่คนจะไม่ตั้งคำถามว่าในโลกใบนี้มันมีอะไรอีก เพราะสิ่งต่างๆ ที่เราไม่เคยรู้จักไหลผ่านตาเราไปตลอดเวลา ผมคิดว่าความจริงในส่วนลึกของคนนั้นจะเดินทางหรือไม่เดินทางมันก็เดินทางภายในอยู่แล้ว แต่การที่เราจะเรียนรู้คนอื่นแล้วก็อยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจเขามากขึ้น บางครั้งเราอาจจำเป็นจะต้องเข้าไปใกล้เขามากขึ้น เพราะแค่เราดูเขาจากระยะไกลบางทีเราอาจจะตัดสินเขาด้วยอะไรบางอย่างที่มันตื้นเขินเกินไปก็ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s01-082.jpg" /></p>
<p><strong>วรรณสิงห์ :</strong> จากที่เดินทางมาผมพบว่าคนส่วนใหญ่บนโลกไม่ได้เดินทางนะฮะ แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมดามากที่คนแทบทุกคนบนโลกนี้จะมีชีวิตเป็นรูทีนอยู่ในที่เดิม มีความถูก-ผิดที่ชัดเจนมีเซ็ตความคิดเดิมๆ ที่ถูก reinforce เข้าไปในหัวเขาอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ได้เห็นว่าการโหยหาความถูกต้องเป็นเรื่องปกติมากของมนุษย์ ได้เห็นว่าการตัดสินคนอื่นโดยวัดจากเซ็ตความคิดที่เขามีก็เป็นสิ่งที่ปกติมาก ถ้าเป็นช่วงที่ผมตัดสินเยอะๆ ผมก็จะบอกพวกโลกแคบเหมือนกับที่เขาว่าเราโลกสวย เราก็บอกพวกนี้โลกแคบ แต่ว่าพอเราโตมาเราก็เห็นว่านี่คือธรรมชาติมนุษย์ส่วนใหญ่โลกมันหมุนไปด้วยคนที่ทำอะไรซ้ำๆ ทุกวัน อยู่ในกรอบความคิดที่เซ็ตไว้ การไปคาดหวังว่าเขาจะต้องเป็นอะไรที่กว้างกว่านั้นหรือมากกว่านั้นมันก็เป็นเรื่องไม่สมจริงไปอีก ทำให้หลังๆ ผมไม่รู้สึกมีปัญหากับกระบวนการตัดสินอย่างนี้ เพราะรู้ว่า เออ มันเป็นเช่นนั้นแล มนุษย์เป็นอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้นไปตลอดอยู่แล้ว อย่างไรโลกก็จะเป็นอย่างที่มันเป็น เพราะฉะนั้นถ้าเราจะ make a difference เราจะทำให้เวิร์กได้อย่างไรใน framework ที่คนส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้ เพราะเราไม่สามารถคาดหวังให้มนุษย์เป็นอะไรมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ได้ แต่ว่าเวลาเรากระตุ้นสังคม ผมก็จะพยายามดูว่าเราจะใช้ประโยชน์กับการที่คนเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรบ้าง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s02-041.jpg" /></p>
<p><strong>นิ้วกลม :</strong> พวกปล่อยวาง</p>
<p><strong>วรรณสิงห์ :</strong> เออโลกสวย</p>
<p><strong>นิ้วกลม :</strong> ไม่สนใจบ้านเมือง</p>
<p><strong>วรรณสิงห์ :</strong> โดนมาเยอะ เจ็บสิ (หัวเราะ)</p>
<p><em style="background-color: initial;"><strong>ภาพ</strong> คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง</em></p>
<p><strong>อยากอ่านบทสัมภาษณ์เต็มๆ </strong><a href="http://godaypoets.com/aday207"><strong>สั่งซื้อ a day 207 ได้ในลิงก์นี้เลย</strong></a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/archive-aday-207-roundfinger-wannasingha/">โลกสวย โลกเถื่อน โลกแคบ โลกกว้าง : ธรรมดาโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/archive-aday-207-roundfinger-wannasingha/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ช่างชุ่ย’ อาณาจักรศิลปะสุดมันขนาด 11 ไร่ ที่มีทั้งความกล้าบ้าบิ่นและเครื่องบินลำใหญ่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-22/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-22/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2017 17:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างชุ่ย]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนสิรินธร]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สมชัย ส่งวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟ่]]></category>
		<category><![CDATA[ชนกพร ถิ่นพังงา]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงละคร]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงฉายหนังขนาดย่อม]]></category>
		<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เบื้องหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[แกลเลอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[Flynow]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องบิน]]></category>
		<category><![CDATA[บอย โกสิยพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีคิด]]></category>
		<category><![CDATA[พิเชษฐ์ กลั่นชื่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-22/</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ช่างชุ่ย’ เริ่มผ่านสายตาเราในโลกออฟไลน์ เมื่อนั่งรถผ่านถนนสิรินธร ย่านฝั่งธน แล้วเห็นเครื่องบินลำใหญ่จอดอยู่ และเริ่มผ่านสายตาเราในโลกออนไลน์เมื่อเพื่อนพ้องและศิลปินในวงการสร้างสรรค์เริ่มพูดถึงพื้นที่แห่งนี้ จนเราอดไม่ได้ที่จะต้องคลิกเข้าไปดูในเพจต้นทาง เพื่อหาคำตอบว่า ‘ช่างชุ่ย’ คืออะไร Art Gallery / Theatre / Cinema / Co-working Space / Cafe&#38;Restaurant / Design Studio / Exotic Garden / Vintage Barber / Private Museum / Thailand Showcase / Music Store / Book Store / Tea House / Creative Shop / Fashion ชุดคำเหล่านี้ที่ครอบคลุมพื้นที่แทบทุกหมวดวงการสร้างสรรค์ คือคำนิยามที่เราผ่านตาเมื่อคลิกเข้าไปที่เพจของช่างชุ่ยก่อนลงพื้นที่ แต่จากการได้พูดคุยกับ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-22/">‘ช่างชุ่ย’ อาณาจักรศิลปะสุดมันขนาด 11 ไร่ ที่มีทั้งความกล้าบ้าบิ่นและเครื่องบินลำใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ช่างชุ่ย’ เริ่มผ่านสายตาเราในโลกออฟไลน์ เมื่อนั่งรถผ่านถนนสิรินธร ย่านฝั่งธน แล้วเห็นเครื่องบินลำใหญ่จอดอยู่ และเริ่มผ่านสายตาเราในโลกออนไลน์เมื่อเพื่อนพ้องและศิลปินในวงการสร้างสรรค์เริ่มพูดถึงพื้นที่แห่งนี้ จนเราอดไม่ได้ที่จะต้องคลิกเข้าไปดูในเพจต้นทาง เพื่อหาคำตอบว่า ‘ช่างชุ่ย’ คืออะไร</p>
<p>Art Gallery / Theatre / Cinema / Co-working Space / Cafe&amp;Restaurant / Design Studio / Exotic Garden / Vintage Barber / Private Museum / Thailand Showcase / Music Store / Book Store / Tea House / Creative Shop / Fashion</p>
<p>ชุดคำเหล่านี้ที่ครอบคลุมพื้นที่แทบทุกหมวดวงการสร้างสรรค์ คือคำนิยามที่เราผ่านตาเมื่อคลิกเข้าไปที่เพจของช่างชุ่ยก่อนลงพื้นที่ แต่จากการได้พูดคุยกับ <strong>ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา </strong>ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น Flynow ซึ่งเป็นเจ้าของความคิดการเปลี่ยนพื้นที่ 11 ไร่ให้กลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงคนในวงการสร้างสรรค์ และเมื่อได้เดินสำรวจทุกซอกทุกมุมโดยมี <strong>ชนกพร ถิ่นพังงา </strong>General Manager ของช่างชุ่ยนำทาง เรากลับพบว่าที่นี่ทั้ง ‘เป็น’ และ ‘ไม่เป็น’ ตามคำจำกัดความที่ว่าเหล่านั้น</p>
<p>เป็น-ในความหมายที่ว่า สถานที่แห่งนี้มีพื้นที่ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น อาร์ตแกลเลอรี่ โรงละคร โรงฉายหนังขนาดย่อม คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านหนังสือ ฯลฯ</p>
<p>ไม่เป็น-ในความหมายที่ว่ามันรื้อทุกภาพจำที่เราคุ้นเคยต่อพื้นที่เหล่านั้น โรงละครก็ไม่เหมือนโรงละครที่เราเคยเห็น อาร์ตแกลเลอรี่ก็อยู่ในพื้นที่ที่เราไม่คุ้นชิน ร้านรวงต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่คอนเซปต์จัดทั้งสิ้น ยังไม่นับตัวอาคารที่เกิดจากการเอาหน้าต่างหลักพันบานกับสังกะสีจำนวนมากมาเรียงต่อกันจนเกิดเป็นอาคารประหลาดตาที่ต้องอาศัยความกล้าบ้าบิ่นไม่น้อยในการสร้าง</p>
<p>อย่างไรก็ช่าง, นี่คือเบื้องหลัง ‘ช่างชุ่ย’ จากการเดินสำรวจ พูดคุย และสัมผัส ที่เราอยากเอามาเล่าต่อเพื่อคลายสงสัยว่าที่แห่งนี้คืออะไร และเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาไปเยือน คุณจะมองคำว่า ชุ่ย เปลี่ยนไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04-290.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>สมชัย ส่งวัฒนา</em></p>
<h3> </h3>
<h3><strong>จากพื้นที่ส่วนตัวสู่พื้นที่ส่วนรวม</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/changchui-3d-02.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/changchui-3d-06.jpg" /></p>
<p><b style="background-color: initial;">สมชัย</b><b style="background-color: initial;">:</b> “ตอนแรกเราเห็นที่ดินผืนนี้แล้วตั้งใจจะทำเป็นออฟฟิศใหม่ของ Flynow ถ้าเราปลูกต้นไม้ใหญ่สัก 200 ต้น ไม่ต้องกำหนดว่าใครนั่งตรงไหน ตอกบัตรเสร็จจะไปทำงานตรงไหนก็ได้ มีล็อกเกอร์ให้ แล้วจัดห้องประชุมให้มีความหลากหลาย มันน่าจะเป็นชีวิตการทำงานที่คนจะรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมากมาย แล้วชีวิตเราจะดี แต่สุดท้ายรู้สึกว่าเราทำเพื่อคนของเราไม่กี่คน เราคิดว่าพื้นที่แห่งนี้ควรให้ประโยชน์กับสังคม เราเลยคิดว่าวันหนึ่งเราจะรังสรรค์พื้นที่ 11 ไร่ขึ้นมาเป็นพาร์คของสุนทรียะ ที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ รุ่นกลาง และคนรุ่นผม มาพบเจอกัน มาสร้างสรรค์กัน ในที่สุดก็เกิดพื้นที่นี้ขึ้นมา</p>
<p>“พื้นที่แห่งนี้จะรวบรวมเอาบุคคลที่มีความหลากหลายมาเชื่อมโยงกัน รวมกันร้อยกว่าคน สลับสับเปลี่ยนกันมาสร้างสิ่งต่างๆ ในพื้นที่ โปรแกรมต่างๆ จะมาจากคณะบุคคลเหล่านั้น เพราะฉะนั้น สถานที่นี้มันก็อาจจะถอดบุคลิกเราไปบางส่วน และก็บุคลิกของคนกว่า 150 คนที่เราเชิญมาพูดคุย ถามว่าทำไมต้องคุยกับคนเยอะ คนเยอะดีกว่าคนน้อยนะ แล้วคนที่เราคุยก็คือคนที่เป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ของประเทศนี้ คนที่เป็นอนาคตของประเทศนี้”</p>
<p> </p>
<h3><strong>การสร้าง </strong><strong>‘ช่างชุ่ย’ คืองาน Super Handmade</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/changchui-logo.jpg" /></p>
<p><b style="background-color: initial;">สมชัย:</b> “คนถามผมว่าช่างชุ่ยแปลว่าอะไร ผมบอกว่าขออนุญาตไม่ตอบได้มั้ยครับ ผมอยากให้คุณเป็นคนตอบ เชื่อมั้ย ทุกคนที่ตอบทำให้ผมฉลาดขึ้นทุกคนเลย เช่น ผมถาม พิเชษฐ์ กลั่นชื่น คิดยังไงกับคำว่าช่างชุ่ย พิเชษฐ์บอกว่า คนจะทำอะไรชุ่ยๆ ได้ต้องรู้จักคำว่าสมบูรณ์แบบก่อน ถ้าไม่รู้จักคำว่าสมบูรณ์แบบจะตั้งชื่อนี้ไม่ได้</p>
<p><strong>“</strong>ถ้าเรามองความชุ่ยจริงๆ มันมีความคิดอะไรเยอะแยะเลยนะ อย่างเวลาเราเห็นช่างก่ออิฐแล้วคิดว่าเขาชุ่ย เพราะว่าเราสั่งอย่างเขาทำอย่าง แต่หรือว่าเพราะเป็นอย่างนี้ มันจึงเป็นเสน่ห์ ถ้าเราเป็นแบบญี่ปุ่นที่ทุกอย่างสมบูรณ์แบบแล้วญี่ปุ่นจะมาเที่ยวเมืองไทยมั้ย นี่แหละคือคนไทย ซึ่งคนญี่ปุ่นมาเห็นที่ช่างชุ่ยเขาอาจจะทำไม่ได้นะ เยอรมันเห็นก็ทำไม่ได้นะ ที่นี่ซูเปอร์แฮนด์เมด”</p>
<p> </p>
<h3><strong>ในความชุ่ยมีความงาม </strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/L1001108.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/L1001112.jpg" /></p>
<p><b style="background-color: initial;">สมชัย: </b>“ถ้าเราสร้างที่นี่แบบระบบอุตสาหกรรมมันง่าย ก่ออิฐนี่นอนอยู่บ้านได้เลย แต่การจะเอาหน้าต่างไม้สักอายุกว่า 60 ปีที่ผมสะสม เอาสังกะสี มาใช้สร้างผนังอาคารให้ได้คอมโพสต์มันยากมาก แล้วคุณจะได้เห็นเลยว่าความชุ่ยมันมีจริง แล้วความชุ่ยมันงามจริง หน้าต่างบางบานคนจัดวางเป็นแรงงานพม่า เขาก็วางกลับหัวกลับหาง เรารู้แล้วอยากเขกกบาลจริงๆ (หัวเราะ) คือคุณไม่รู้เหรอว่าหน้าต่างมันตั้งยังไง แต่พอมาดู เฮ้ย มันสวยกว่าที่เราคิด และถ้าเราทำเองเราคงไม่กลับหัวกลับหางอย่างนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่า เพราะความชุ่ยนี่แหละ ทำให้เราสุนทรีย์ขึ้น เราเริ่มมองเห็นว่ามันสวย แล้วเมื่อสวยมันก็เริ่มเกิดความหมาย”</p>
<p> </p>
<h3><strong>เข้าใจหรือไม่เข้าใจไม่เป็นไร แต่ต้องรู้สึก</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/changchui-plan01.jpg" /></p>
<p><b style="background-color: initial;">สมชัย:</b> “เราเป็นพวกมนุษย์ไฮบริด เราเป็นคนนับถือโครงสร้างแล้วเราก็ทุบทำลาย เราเคารพทุกเบสิก แต่ยิ่งเบสิกเราแน่นเท่าไหร่เรายิ่งทำลายเบสิกหมด ตอนแรกเราจ้างสถาปนิกออกแบบเขาก็จะวางเป็น grid หมดเลย เราก็ถามว่าแล้วชีวิตเราอยู่ตรงไหน เราพูดเท่าไหร่เขาก็ไม่เข้าใจ เพราะว่าทุกคนจะทำตามการรับรู้ของตัวเอง สุดท้าย ผมก็บอกว่าไปตัดกล่องเท่ากับอาคารมา แล้วผมก็เอากล่องมาวางลงไปในแปลนเอง แล้วบอกเอาตามนี้ ซึ่งอาจจะผิดก็ได้นะ แต่เวลามาที่ช่างชุ่ยคุณจะได้ความรู้สึก มันจะมีซอกซอย มีร้านค้าเล็กๆ เลื้อยไปแบบอิสระ ไปตามความรู้สึกที่ควรจะเป็น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/changchui-3d-07.jpg" /></p>
<p>“ทุกๆ อย่างที่นี่ไม่ได้มาจากเราจินตนาการขึ้นมาเอง แต่เป็นเรื่องของการเก็บสะสม เป็นความประทับใจ เป็นความทรงจำ เราเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ เราโตมากับบ้านไม้ โตมากับแสงตะเกียง โตมากับชุมชนที่เป็นซอกซอย แล้วเวลาเราไปที่ไหนจะรู้สึกว่าซอกซอยโคตรมีเสน่ห์ ที่นี่คุณเห็นแล้วจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจผมไม่สนใจ แต่คุณจะรู้สึก ยังดีกว่าที่เข้าใจแต่ไม่มีความรู้สึกนะ ช่างที่มาทำเขาเห็นเสาไฟฟ้าเก่าๆ ที่เราเอามาลงยังบอกเราว่ารู้สึกคิดถึงบ้าน คิดถึงเมีย”</p>
<p> </p>
<h3><strong>ทนได้ก็ต้องทน ทนไม่ได้ก็ต้องทน</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7338.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7345.jpg" /></p>
<p><b style="background-color: initial;">สมชัย: </b><strong style="background-color: initial;">“</strong>ด้วยความที่เราเป็นเด็กผู้ชาย ตอนเล็กๆ เวลาอากงซื้อเครื่องบินให้นี่หรูสุดแล้ว โตขึ้นมาหน่อยได้ขึ้นเครื่องบินกรี๊ดเลยนะ นอนไม่หลับ วันนี้เราเลยมีเครื่องบินมาตั้งที่ช่างชุ่ย และตอนที่ขนมาก็เหนื่อยมาก เพราะมันใหญ่ งานนี้บอกเลยว่าทนได้ก็ต้องทน ทนไม่ได้ก็ต้องทน คุณเคยเห็นมดเวลาคาบอะไรเกินตัวมั้ย มันทุลักทุเลอย่างนั้น เครื่องบินขนาด 55 เมตร<br />เราต้องชำแหละออกมาประมาณสิบกว่าชิ้น ใช้รถบรรทุกประมาณ 18 คันขนแยกชิ้นส่วนมา เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนจากการท่าฯ มาถึงช่างชุ่ยเช้าพอดี</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1158.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1492.jpg" /></p>
<p>“ข้างในเครื่องบินเรารื้อและตกแต่งใหม่ทั้งหมด ตั้งชื่อว่า ‘นาโอ’ ล้อกับ ‘โนอา’ ย้อนกลับไปสู่ยุคที่เราจะอพยพครั้งใหญ่ แต่เราไม่ได้ไปโดยเรือ เราจะไปโดยเครื่องบิน ข้างในก็จะมีสัตว์สตัฟฟ์อยู่เป็นฟาร์มเลย ซึ่งการสตัฟฟ์เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ทุกอย่างถูกกฎหมาย แล้วเด็กที่มาก็จะได้เห็นหมีขั้วโลกเหนือ ได้เห็นสิงโต และอีกมากมาย ด้านในก็ตั้งใจจะทำร้านอาหารที่ดีหน่อย ขายเพื่อเอาทุนมาให้น้องๆ ในพื้นที่ แล้วกลางคืนก็อาจจะเปิดเป็นบาร์เครื่องดื่ม”</p>
<p> </p>
<h3><strong>โลกทุกวันนี้คุณต้องเชื่อมโยงกับคนอื่นบ้าง</strong></h3>
<p><strong>ชนกพร: </strong><strong>“</strong>ช่างชุ่ยมีอาคารใหญ่ประมาณ 11 หลัง ซึ่งแต่ละหลังจะแบ่งฟังก์ชันแตกต่างกันไป เบื้องต้นจะมีอาคารที่เป็นโรงละครของ พิเชษฐ์ กลั่นชื่น โดยเขาจะเป็นเหมือน curator คอยส่งการแสดงดีๆ เข้ามาให้ และยังมีส่วนที่เป็นแกลเลอรี่จัดแสดงงานของพี่โก๋-นพดล ขาวสำอางค์ นักถ่ายภาพมือต้นๆ ของเมืองไทยที่จะมาทำแกลเลอรี่ภาพถ่าย ซึ่งผลงานจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ</p>
<p>“มีอาคารหนึ่งเป็น Toy Museum ของ บอย โกสิยพงษ์ เขาฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนตั้งแต่เด็ก แล้วทุกวันนี้ก็ยังมีความรักเรื่องการ์ตูนอยู่ ซื้อสะสมไว้มากมาย เขาเลยจะทำมิวเซียมของเล่นในยุคของโชวะ และด้านในจะมีจอฉายหนังซึ่งได้ Documentary Club ของธิดา ผลิตผลการพิมพ์ เป็นคนเลือกหนังมาให้ โดยโรงหนังเราเป็นโรงหนังเงียบ ถ้าคุณจ่ายค่าตั๋วหนังคุณถึงจะได้หูฟัง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/L1001156.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04-214.jpg" /></p>
<p>“อีกอาคารเป็นหอประชุม จัดคอนเสิร์ตได้ จัดงานเสวนาได้ จัดนิทรรศการได้ เป็นพื้นที่ที่ยืดหยุ่น ใครเข้ามาแล้วเกิดแพสชันอะไรก็เอาคอนเซปต์มาคุยกัน เราจะทำหน้าที่เชื่อมโยงคอนเทนต์ของแต่ละคนที่อยู่ในนี้หรือคนที่อยู่ข้างนอกเข้าด้วยกัน เช่น คนนี้ร่วมกับคนนั้นได้มั้ย เพราะเราอยากทำให้เกิดการเชื่อมโยงกัน ทุกวันนี้อยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว ต้องเชื่อมโยงกับคนอื่นบ้าง”</p>
<p>“นอกจากนั้นที่นี่มีร้านอาหารที่มีคอนเซปต์สร้างสรรค์ เราเชื่อว่าสุนทรียะในการดื่มกินก็เป็นศิลปะประเภทหนึ่ง เราไม่ได้ชวนคนมาเมา แต่เราคิดว่าก่อนคุณจะเสพงานศิลป์ได้คุณต้องมีความสุขก่อน เช่น ที่นี่มีร้านอาหาร Insect in the Backyard ที่ขายอาหารในโลกอนาคต โปรตีนใหม่ของโลกอนาคตคือแมลง และธัญพืชที่ให้คุณค่าทางอาหารกับชีวิต ซึ่งเราได้ผู้เชี่ยวชาญมาจากทาง Seven Spoons มาช่วยวางระบบวางเมนูจากคอนเซปต์ที่คุณลิ้มเป็นคนออกแบบ เพื่อที่จะบอกให้คนรู้ว่าอาหารไม่ได้มีแค่ที่คุณเห็น มันยังมีวัตถุดิบอีกมากที่สามารถเอามาทำอาหารได้ถ้าคุณคิดกับมัน สร้างสรรค์มันสิ”</p>
<p> </p>
<h3><strong>ที่นี่เป็นกับระเบิดทางปัญญา</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04-223.jpg" /><strong><br /></strong></p>
<p><strong>ชนกพร </strong><strong>:</strong>“ความแตกต่างของที่นี่คือคอนเทนต์ มันคือสเปซของการแสดงออกเรื่องความคิดสร้างสรรค์ข้ามสายพันธุ์ด้วย เช่นร้านอาหารอาจจะไม่ได้ขายอาหารอย่างเดียว แต่อาจจะเป็น Food Theatre เอาเรื่องของการแสดงผสมกับอาหาร คนที่นั่งกินอาจจะกลายเป็นหนึ่งในตัวละคร</p>
<p>“คุณลิ้มวางที่นี่ไว้เป็นกับระเบิดทางปัญญา แปลว่าคุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะเหยียบเจออะไร วันนี้มาเจอศิลปินคนหนึ่ง อีกวันอาจจะมาเจออีกคนหนึ่ง บางวันอาจจะมาเจอนักวิทยาศาสตร์ บางวันอาจจะมาเจอแพทย์ก็ได้ มันลุ้นว่าเราจะเจออะไร การที่เราเจออะไรเดิมๆ มันแทบจะไม่ได้ใช้สมองเลย แต่ที่นี่เราต้องการให้คนรู้สึกหัวใจสูบฉีดตลอดเวลา และทำให้เกิดก้านสมองใหม่ๆ ในการคิดสร้างสรรค์”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/s04-203.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;">ช่างชุ่ย พร้อมเปิดให้เข้าใช้เร็วๆ นี้ ติดตามรายละเอียดได้ที่ <a href="http://www.changchuibangkok.com/">www.changchuibangkok.com</a> นะ</p>
<p><strong>facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/ChangChuiBKK/?fref=ts">ช่างชุ่ย ChangChui</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง และ ช่างชุ่ย</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>


<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-22/">‘ช่างชุ่ย’ อาณาจักรศิลปะสุดมันขนาด 11 ไร่ ที่มีทั้งความกล้าบ้าบิ่นและเครื่องบินลำใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-22/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สบตา ‘กรรณ’ แล้วมันดีกับใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/archive-8/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/archive-8/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Jul 2016 23:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[นักแสดง]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[a day 191]]></category>
		<category><![CDATA[a day magazine]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok’s 100 Hidden Places]]></category>
		<category><![CDATA[#Bangkok100HiddenPlaces]]></category>
		<category><![CDATA[กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[มิวสิกวิดีโอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/archive-8/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หน้าปกประกอบเมนคอร์สฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเนื้อหาของเรามีสถานที่เจ๋งๆ ให้เลือกตั้ง 100 แห่ง แต่จะเลือกถ่ายเพียงโลเคชันอย่างเดียวก็รู้สึกไม่ชุ่มชื่นหัวใจ ชาว a team และ a team junior 12 เลยช่วยกันเลือกนายแบบสักคนมาเป็นจุดนำสายตา แล้วมติก็มาจบที่ กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา พระเอกละครและเจ้าพ่อมิวสิกวิดีโอที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งในวินาทีนี้ ไม่ต้องบอกว่าบรรยากาศการถ่ายทำสนุกขนาดไหน เพราะมีสาวๆ ห้องเราตามไปศึกษาดูงานอย่างใกล้ชิด ก่อนจะเลื่อนลงไปดูรูปเซ็ตใหญ่จากการถ่ายปก ลองอ่านบทสัมภาษณ์ q &#38; a ขนาดย่อมที่จะทำให้คุณรู้จักกรรณมากขึ้น แล้วอย่าลืมพลิกไปหาคอลัมน์ cover ground ใน a day 191 มาอ่านกรรณต่อล่ะ ถามง่ายๆ ก่อนเลย คุณเข้ามาในวงการได้ยังไง“อย่าเรียกว่าวงการเลย มันดูยิ่งใหญ่ เรียกว่าจุดเริ่มต้นในการทำงานดีกว่า คือรุ่นพี่เราในเอกภาพยนตร์ก็ออกไปทำงานใน Art House Production เล็กๆ กันเยอะ เลยได้โอกาสจากพวกพี่เหล่านี้แหละครับ คือไม่มีอะไรให้หรอก แต่น้องมีใจมั้ยล่ะ ตอนแรกก็ได้หมด ช่วยงานนั้นงานนี้ เล่นเอ็มวีที่ไม่มีงบให้เรา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/archive-8/">สบตา ‘กรรณ’ แล้วมันดีกับใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หน้าปกประกอบเมนคอร์สฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย<br />
เพราะเนื้อหาของเรามีสถานที่เจ๋งๆ ให้เลือกตั้ง 100 แห่ง แต่จะเลือกถ่ายเพียงโลเคชันอย่างเดียวก็รู้สึกไม่ชุ่มชื่นหัวใจ<br />
ชาว a team และ a team junior 12 เลยช่วยกันเลือกนายแบบสักคนมาเป็นจุดนำสายตา<br />
แล้วมติก็มาจบที่ <strong style="background-color: initial">กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา</strong> พระเอกละครและเจ้าพ่อมิวสิกวิดีโอที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งในวินาทีนี้</p>
<p>ไม่ต้องบอกว่าบรรยากาศการถ่ายทำสนุกขนาดไหน<br />
เพราะมีสาวๆ ห้องเราตามไปศึกษาดูงานอย่างใกล้ชิด ก่อนจะเลื่อนลงไปดูรูปเซ็ตใหญ่จากการถ่ายปก<br />
ลองอ่านบทสัมภาษณ์ q &amp; a ขนาดย่อมที่จะทำให้คุณรู้จักกรรณมากขึ้น<br />
แล้วอย่าลืมพลิกไปหาคอลัมน์ cover ground ใน a day<br />
191 มาอ่านกรรณต่อล่ะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/kan-11.jpg"></p>
<p><strong>ถามง่ายๆ ก่อนเลย คุณเข้ามาในวงการได้ยังไง<br /></strong>“อย่าเรียกว่าวงการเลย<br />
มันดูยิ่งใหญ่ เรียกว่าจุดเริ่มต้นในการทำงานดีกว่า<br />
คือรุ่นพี่เราในเอกภาพยนตร์ก็ออกไปทำงานใน Art House Production เล็กๆ กันเยอะ เลยได้โอกาสจากพวกพี่เหล่านี้แหละครับ คือไม่มีอะไรให้หรอก แต่น้องมีใจมั้ยล่ะ<br />
ตอนแรกก็ได้หมด ช่วยงานนั้นงานนี้ เล่นเอ็มวีที่ไม่มีงบให้เรา<br />
จบด้วยการเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ เราก็โอเค แฮปปี้ ได้รู้จักคนเยอะขึ้นเลยได้ทำงานในวงการเยอะขึ้น<br />
งานชิ้นแรกที่เล่นหน้ากล้องเลยคือมิวสิกวิดีโอ<em style="background-color: initial"> เพลงรัก </em>ของ Lomosonic<br />
ซึ่งทีแรกเราไปเป็นทีมงานเบื้องหลังนี่แหละ แต่ระหว่างอยู่ในกอง<br />
ก็มีรุ่นพี่มาเรียกให้เราไปแสดง เพราะไม่มีใครเล่นได้แล้ว ไม่มีคน ไม่มีงบด้วย</p>
<p><strong>มิวสิกวิดีโอที่เล่นเกือบทั้งหมดก็ไม่ค่อยจะสมหวังสักเท่าไหร่<br />
แม้แต่เพลงใหม่ล่าสุดอย่าง <em>อย่าให้ฉันคิด </em>ของ </strong><strong>Room39 ก็ยังเศร้า ทำไมถึงชอบเล่นบทแบบนี้<br /></strong>&#8220;อันนี้มีคำตอบครับ<br />
เราว่าแสดงอะไรที่มันเล่นกับอารมณ์ของมนุษย์ อย่างอกหัก รักไม่สมหวัง แฟนทิ้ง<br />
แต่ไม่น้ำเน่านะ ความรู้สึกเหล่านั้นมันแสดงได้สนุกกว่า ไม่น่าเบื่อ<br />
แล้วก็เล่นได้หลายแบบ สนุกกว่าการเป็นพระเอกหล่อๆ ที่เดินมาเดินไปแล้วก็แฮปปี้เอนดิ้ง<br />
เราแทบจะไม่รับเลยถ้ามีคนติดต่อให้เล่นเป็นตัวนำ อีกอย่างหน้าเราก็เศร้าด้วยมั้ง หน้าเหมือนคนที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย<br />
เห็นเขาพูดๆ กันนะ (หัวเราะ) ก็เลยชอบเล่น เขาสั่งให้เราเล่นอะไรก็เล่น<br />
ให้กระโดดน้ำเราก็ทำนะจริงๆ แล้ว&#8221;</p>
<p><strong>แล้วอะไรคือจุดเริ่มต้นที่ได้ไปแสดงละคร<br /></strong>&#8220;เราไม่เคยคิดว่าจะอยู่เบื้องหน้าเลย<br />
แต่พอได้เรียนการแสดง อยู่กับคนที่เรียนการแสดงจริงๆ ก็รู้สึกว่าเขาจริงจังมากกับเรื่องแอ็กติ้ง<br />
ไม่ใช่สนใจแค่ภาพสวยๆ หรือเป็นแค่ดารา ทำให้เราคิดว่าถ้าจะเป็นนักแสดง ก็ต้องเป็นนักแสดงที่ดี<br />
ทำให้มันจริงจัง&#8221;</p>
<p>&#8220;การได้เล่นละครเรื่อง<br />
<em>รัตนาวดี</em> เกิดจากการชักชวนของคุณแมงมุม (หม่อมราชวงศ์ศรีคำรุ้ง ยุคล)<br />
ที่มาเห็นเราตอนแคสติ้ง พอคุยกัน พี่แมงมุมเขาคิดว่าเราเล่นละครเป็นพระเอกได้ ซึ่งต้องขอบคุณเขามากๆ<br />
เพราะตอนแรกทีมงานก็บอกว่าเราไม่น่าเวิร์ก หน้าใหม่ด้วย ละครเรื่องแรกด้วย<br />
ไปถ่ายทำต่างประเทศด้วย เราเลยต้องขอบคุณพี่แมงมุมมาก เขาเป็นคนเดียวที่เชื่อตัวเราในเวลานั้น&#8221;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/kan-21.jpg"></p>
<p><strong>คุยเรื่องส่วนตัวบ้าง<br />
เราไม่ค่อยเห็นกรรณออกข่าวหรือให้สัมภาษณ์ในหน้านิตยสารเท่าไร</strong> <strong>จริงๆ<br />
แล้วผู้ชายคนนี้เป็นคนแบบไหน<br /></strong>&#8220;เราเป็นคนง่ายๆ<br />
จะเรียกว่าติดดินก็ได้ คือถ้าบ้านไม่ไกลก็ไม่อยากขับรถเลย รถยนต์เป็นสิ่งที่มีปัญหาที่สุดแล้วในชีวิตของคนในกรุงเทพฯ<br />
เวลาที่เสียไปบนถนนเยอะกว่าเวลานอนอีกตอนนี้<br />
เรารู้สึกว่าบางทีชีวิตเราไม่ต้องขับรถเลยก็ได้ จริงๆ เราชอบเดิน ยิ่งตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร<br />
อยู่แถวเจริญกรุงก็จะนั่งรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินไปลงใกล้ๆ แล้วก็เดินไป มันทำให้เราได้เจออะไรใหม่ๆ&#8221;</p>
<p><strong>สถานที่ในกรุงเทพฯ สุด </strong><strong>hidden ที่เพิ่งค้นพบล่าสุดคือที่ไหน<br /></strong>&#8220;จริงๆ นอกจากบ้าน จะเจอเราได้ที่ร้านกาแฟและร้านนั่งฟังเพลงตอนกลางคืน<br />
ซึ่งมีร้านหนึ่งที่คนรู้จักเยอะนะแต่ไม่ค่อยมีคนไปเท่าไหร่ ซ่อนอยู่ในซอยแถวทองหล่อ<br />
อาจจะฟังดูไฮโซ แต่เปล่าเลย ชื่อร้าน Shades of Retro เป็นร้านเล็กๆ เมนูเขียนเอง อยากสั่งอะไรก็คุยกับพี่เขาได้<br />
เรารู้สึกว่ามันธรรมดาดี&#8221;</p>
<p><strong>นักศึกษาหนุ่มจบใหม่หมาดๆ<br />
คนนี้วางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง<br /></strong>&#8220;เพิ่งจบมาประมาณ 5 เดือน<br />
จริงๆ ก็ยังไม่ได้แพลนไว้เลย แต่พอเราทำเบื้องหน้า ก็เริ่มมีงานเยอะขึ้น โอกาสก็มาเรื่อยๆ<br />
เราถือว่านี่เป็นโอกาสหนึ่ง แต่ถ้าไม่เกี่ยวกับงานละครหรือโฆษณา เราก็จะทำงานที่รู้สึกว่าใกล้ตัว<br />
ทำอย่างนั้นแล้วมีความสุขและก็ทำได้เต็มที่ อยากทำงานให้ออกมาดีทุกงาน ซึ่งมันขึ้นกับความรู้สึกเราด้วย<br />
เลยพยายามรับงานที่เราอยากทำจริงๆ&#8221;</p>
<p><strong>เร็วๆ<br />
นี้เราจะติดตามกรรณได้จากที่ไหนบ้าง<br /></strong>&#8220;มีละครของช่อง Workpoint เรื่อง<em style="background-color: initial">ยุทธการสลัดนอ</em><br />
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งทางช่อง True Visions คือ <em style="background-color: initial">เจ้าเวหา ภาคสุดท้าย</em><br />
เล่นเป็นคนข้างบ้านพี่ติ๊ก (เจษฎาภรณ์ ผลดี) แล้วไปชอบน้องสาวเขาครับ<br />
ส่วนงานมิวสิกวิดีโอน่าจะมีมาเรื่อยๆ แล้วแต่โอกาส&#8221;</p>
<p>ทำความรู้จักกรรณแล้วก็อย่าลืมติดตามกรรณต่อนะ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/kan-3.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/kan-5.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/kan-6.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/kan-7.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/kan-4.jpg"></p>
<p><em style="background-color: initial"><strong>ภาพ</strong> คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง</em></p>
<p><a href="http://www.godaypoets.com/aday191"><strong><span>คลิกสั่งซื้อ a day 191 ออนไลน์ตรงนี้เลย</span></strong></a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/archive-8/">สบตา ‘กรรณ’ แล้วมันดีกับใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/archive-8/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จิงจิง-วริศรา ยู : นางเอกมิวสิกวิดีโอ และนางแบบผู้เป็นเจ้าของขาเรียวงามบนปกนิตยสาร a day ฉบับรองเท้าผ้าใบ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pop-5/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/pop-5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 13 May 2016 05:27:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประชานิยม]]></category>
		<category><![CDATA[I’m Sorry (สีดา)]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[a day 188]]></category>
		<category><![CDATA[วริศรา ยู]]></category>
		<category><![CDATA[แพ้ทาง]]></category>
		<category><![CDATA[นางแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[นางเอกมิวสิควิดีโอ]]></category>
		<category><![CDATA[Thai Supermodel 2012]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/pop-5/</guid>

					<description><![CDATA[<p>จิงจิง-วริศรา ยู ไทยซูเปอร์โมเดลปี 2012 และนางแบบสาวที่น่าจับตาที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ เล่าติดตลกกับเราว่า มิวสิกวิดีโอ 2 เพลงล่าสุดที่เธอรับบทนางเอกแทบไม่มีใครจำเธอได้ ทั้งเพลง แพ้ทาง ของ Labanoon ที่ปัจจุบันมียอดวิวกว่า 119 ล้าน และเพลง I&#8217;M SORRY (สีดา) ของวง The Rube ที่ปัจจุบันมียอดวิวกว่า 5 ล้าน เราคงไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เธอเล่า ถ้าไม่บังเอิญว่าเราชวนเธอมาเป็นนางแบบบนหน้าปกนิตยสาร a day 188 ฉบับรองเท้าผ้าใบ แล้วตัดสินใจใช้เพียงคู่ขาเรียวงามของเธอ สุดท้ายเราจึงอยากเป็นผู้เฉลยให้ใครๆ ได้รู้ว่าเธอคนนี้เป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง และคิดอะไรในชีวิตช่วงนี้ ตอนรับเล่นเป็นนางสีดา ในเพลง I&#8217;M SORRY (สีดา) ของวง The Rube ตัดสินใจนานไหม ตัดสินใจทันที เพราะเป็นงานที่เราได้รำด้วย หนูเองชอบเต้นอยู่แล้ว ก่อนเป็นนางแบบหนูเคยเป็นแดนเซอร์มาก่อน ส่วนรำไทยหนูเคยเรียนตอนประถม แต่ยังไม่เคยเล่นเอ็มวีที่ต้องรำแบบนี้ เลยรับเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ท้าทายดี การเล่นมิวสิกวิดีโอทำให้คนรู้จักคุณมากขึ้นไหม ชีวิตเปลี่ยนไปหรือเปล่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-5/">จิงจิง-วริศรา ยู : นางเอกมิวสิกวิดีโอ และนางแบบผู้เป็นเจ้าของขาเรียวงามบนปกนิตยสาร a day ฉบับรองเท้าผ้าใบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จิงจิง-วริศรา ยู ไทยซูเปอร์โมเดลปี 2012 และนางแบบสาวที่น่าจับตาที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้<br />
เล่าติดตลกกับเราว่า มิวสิกวิดีโอ 2 เพลงล่าสุดที่เธอรับบทนางเอกแทบไม่มีใครจำเธอได้<br />
ทั้งเพลง <em style="background-color: initial;">แพ้ทาง</em> ของ Labanoon ที่ปัจจุบันมียอดวิวกว่า 119 ล้าน และเพลง <em>I&#8217;M SORRY (สีดา)</em> ของวง The Rube ที่ปัจจุบันมียอดวิวกว่า 5 ล้าน</p>
<p>เราคงไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เธอเล่า ถ้าไม่บังเอิญว่าเราชวนเธอมาเป็นนางแบบบนหน้าปกนิตยสาร <a href="http://www.adaymagazine.com/magazines/a-day-188">a day 188</a> ฉบับรองเท้าผ้าใบ แล้วตัดสินใจใช้เพียงคู่ขาเรียวงามของเธอ สุดท้ายเราจึงอยากเป็นผู้เฉลยให้ใครๆ ได้รู้ว่าเธอคนนี้เป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง และคิดอะไรในชีวิตช่วงนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview-pop-5-1.jpg" /></p>
<p><strong>ตอนรับเล่นเป็นนางสีดา ในเพลง <em>I&#8217;M SORRY (สีดา)</em> ของวง The Rube ตัดสินใจนานไหม</strong></p>
<p>ตัดสินใจทันที เพราะเป็นงานที่เราได้รำด้วย หนูเองชอบเต้นอยู่แล้ว ก่อนเป็นนางแบบหนูเคยเป็นแดนเซอร์มาก่อน ส่วนรำไทยหนูเคยเรียนตอนประถม แต่ยังไม่เคยเล่นเอ็มวีที่ต้องรำแบบนี้ เลยรับเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ท้าทายดี</p>
<p><strong>การเล่นมิวสิกวิดีโอทำให้คนรู้จักคุณมากขึ้นไหม ชีวิตเปลี่ยนไปหรือเปล่า<br />
</strong></p>
<p>ตั้งแต่เล่นเอ็มวีแรกคือเพลง <em>คู่ชีวิต </em>ของวง Cocktail เวลาไปเรียนก็จะมีคนเข้ามาทักว่า นี่ใช่ฟ้า นางเอกมิวสิกวิดีโอเพลงคู่ชีวิตหรือเปล่า แต่พอมาเล่นเอ็มวีเพลง <em>แพ้ทาง</em> ของ Labanoon เราต้องเปลี่ยนทรงผมเป็นหน้าม้าก็ไม่มีใครจำได้ แล้วเล่นเพลง <em>I&#8217;M SORRY (สีดา)</em> ของวง The Rube ยิ่งไม่มีใครจำได้เลย เพราะว่าเราแต่งหน้าเป็นนางรำ</p>
<p><strong>รู้สึกอะไรบ้างไหม ทำงานเต็มที่แต่คนกลับจำเราไม่ได้ ตอนถ่ายปก </strong><strong>a day เล่ม 188 คนก็เห็นแต่ขา</p>
<p></strong>ไม่ซีเรียสเลย หนูชอบใช้ชีวิตประมาณนี้มากกว่า ไม่ต้องจดจำหนูก็ได้ หนูไม่ชอบให้สังคมจับจ้อง หนูมองว่าวงการแฟชั่นกับวงการบันเทิงไม่เหมือนกัน การเป็นคนดังในวงการแฟชั่น<br />
ทุกคนก็แค่รู้ว่าคนนี้เป็นนางแบบ แต่ถ้าเป็นวงการบันเทิง<br />
พอคนรู้ว่าเราเป็นดารามันเหมือนว่าเราจะต้องอยู่ในกรอบที่คนอื่นตีไว้<br />
เราต้องทำตามกรอบเป๊ะๆ ซึ่งโดยส่วนตัวหนูไม่ชอบอะไรอย่างนี้<br />
หนูรู้สึกว่าหนูต้องมีชีวิตของหนูด้วย หนูอยากเดินตามเส้นทางของตัวเองมากกว่า<br />
ใช้ชีวิตของหนูแบบนี้โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย คนส่วนใหญ่จะชอบคนที่เรียบร้อย<br />
แต่เราติดห้าวนิดหน่อย</p>
<p><strong>อยากลองข้ามฝั่งไปเป็นดาราบ้างมั้ย</strong></p>
<p>อนาคตหนูอยากเป็นนางแบบอินเตอร์มากกว่า ที่แรกที่หนูอยากลองไปคือเกาหลี เพราะหนูชอบซีรีส์เกาหลี ชอบเต้น ชอบอะไรต่างๆ ของประเทศเกาหลี แล้วหนูเพิ่งไปเกาหลีกลับมา พอรู้จักกับนางแบบที่นั่นบ้าง ก็เลยรู้สึกอยากไปทำงานที่นั่น อีกอย่างในวงการนี้ เกาหลีก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่ง อนาคตอาจจะไปยุโรปหรือเมริกา แต่อยากลองเริ่มต้นที่นี่ดูก่อน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview-pop-5-21.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview-pop-5-32.jpg" /></p>
<p><strong>ดูเหมือนคุณเป็นคนมีความทะเยอทะยาน<br />
</strong></p>
<p>หนูคิดว่าหนูเป็นคนไม่ค่อยกลัวอะไร เป็นคนที่คิดอยากจะทำอะไรก็ทำเลย หนูเคยคุยกับที่บ้านและพี่เอ (ผู้จัดการส่วนตัว) ว่าถ้าอายุ 20 หนูขอไปทำงานต่างประเทศนะ ตอนนี้หนูรู้สึกว่าประสบการณ์สำคัญไม่น้อยไปกว่าความรู้ ประสบการณ์บางอย่างที่หนูได้จากการทำงานบางทีมันก็ให้อะไรมากกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยอีก หนูเลยอยากออกไปหาประสบการณ์</p>
<p><strong>ตอนอายุ 15 ที่ประกวดไทยซูเปอร์โมเดลคุณคิดอะไร<br />
</strong></p>
<p>ตอนเด็กๆ หนูเรียนเต้นที่ Superstar Academy หลังจากแข่งเต้นแล้วชนะ หนูเลยได้ทุนจากที่นั่น อยากเรียนอะไรก็จะได้ส่วนลด แล้วตอนนั้นคนชอบบอกว่า จิงจิงหน้าแปลก คือหนูจะผอมแห้ง คอยาวมาก ครูก็ถามว่าสนใจอยากเป็นนางแบบไหม หนูก็เลยบอกแม่ว่าอยากลองเดินแบบดูนะ แม่ก็เลยส่งหนูเรียนเดินแบบ</p>
<p>แล้วตอนอายุ 15 มีประกวดไทยซูเปอร์โมเดลพอดี หลังจากเรียนเดินแบบได้ประมาณปีนึง แม่ก็พาเราไปประกวด ไปประกวดแบบงงๆ ตื่นเช้ามาไปทำบัตรประชาชน ทำเสร็จไปเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วก็ขึ้นเวทีประกวดโดยไม่หวังอะไรเลย<br />
ตอนก่อนรอบที่จะคัดเหลือ 20 คน หนูก็เดินผิด แล้วหนูก็ได้รางวัล Editor&#8217;s Choice ได้รางวัล Glowing and Beautiful Skin แล้วหนูก็ได้ที่ 1 ได้เป็นไทยซูเปอร์โมเดลปี<br />
2012</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview-pop-5-42.jpg" /></p>
<p><strong>จากวันนั้นจนวันนี้คุณอยู่วงการนางแบบมาแล้ว 4 ปี วงการนี้เหมือนภาพที่คิดไว้ตอนแรกมั้ย</p>
<p></strong>ทุกคนคิดว่าวงการนางแบบเป็นเหมือนในหนัง ที่แบบไม่ชอบคนนี้ก็เอาตะปูใส่ในรองเท้า<br />
ตอนเด็กๆ หนูก็เคยคิดอย่างนั้น เพราะเราติดภาพจากภาพยนตร์ จากสื่อ ทำให้เราคิดว่าวงการนางแบบต้องน่ากลัวแน่เลย แต่พอเข้ามาทุกคนเป็นมิตรมาก ทุกคนสอนหนูหมดเลย ทำอะไรไม่เป็นก็สอน</p>
<p><strong>นางแบบเป็นงานที่หนักมั้ย</strong></p>
<p><strong><br />
</strong>มีเพื่อนบอกเราว่า เป็นนางแบบเหรอ งานนี้สบาย ได้เงินเยอะด้วย แต่เราอยากสมมติให้เห็นภาพง่ายๆ คุณเคยเห็นคลิปนางแบบที่ล้มบนรันเวย์มั้ย คนอื่นดูแล้วขำ แล้วก็แชร์ แต่ครั้งแรกที่ดูหนูรู้สึกใจแป้ว เพราะหนูก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้น หนูเคยแชร์คลิปนางแบบล้มลงเฟซบุ๊ก แล้วเขียนว่า ‘เห็นมั้ย เป็นนางแบบไม่ได้ง่ายนะ’ แล้วพี่แจน ใบบุญ ก็เข้ามาคอมเมนต์ว่า ใช่ เป็นนางแบบไม่ได้ง่ายนะ</p>
<p>คนจะคิดว่าเป็นนางแบบไปถึงแต่งตัวเสร็จแล้วเดินก็จบ แต่ไม่ใช่นะ เป็นนางแบบเราต้องไปตั้งแต่เช้า ต้องรอแต่งหน้าทั้งวัน ซึ่งบางทีไม่มีอะไรทำ ไม่มีเพื่อน เราก็เบื่อ หรือสมมติว่าได้ชุดยากๆ ต้องใส่กระโปรงแคบๆ ใส่รองเท้าส้นสูงมากๆ แล้วเขาขอให้เราเดินไวๆ เราจะทำยังไง แล้วเดินแบบทุกครั้งไม่ใช่เดินยังไงก็ได้นะ เขาจะมีโจทย์ให้เราตลอด เช่นวันนี้ขอให้ดูเป็นคนสวยแพง วันนี้ขอดูเป็นคนบ้าๆ แรงๆ เคยวิ่งออกไปหยุดโพสต์แล้วเดินกลับก็มี</p>
<p>หนูว่าไม่ได้ง่ายนะเป็นนางแบบ มันต้องใช้สิ่งที่อยู่ข้างในด้วย ซึ่งจะออกมาทางสีหน้า<br />
แววตา ท่าทางการเดิน สมมติว่าเราเดินแล้วไม่มีอินเนอร์จากข้างใน ไม่มีใครจ้างเราหรอก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview-pop-5-5.jpg" /></p>
<p><strong>นางแบบใช้ชีวิตนอกรันเวย์ยากกว่าคนอื่นมั้ย<br />
</strong></p>
<p>ไม่ยาก มันยากตรงที่เราตัวสูงกว่าเพื่อนหรือเปล่า (หัวเราะ)</p>
<p><strong>กินข้าวขาหมูได้มั้ย<br />
</strong></p>
<p>โคตรชอบเลย พิเศษหนังด้วยนะ (หัวเราะ) นางแบบที่หนูเห็นกินกันเยอะมาก ทุกคนจะมีกล่องข้าวของตัวเอง สมมติไปเดินแบบเจอพี่หลิน (กมลพรรณ สุวรรณมาศ) เขาก็จะบอกว่า<br />
ฉันเอาอันนี้มา มาแบ่งกันกินนะ คือทุกคนมีข้าวเป็นของตัวเองแล้วก็มีกับข้าววางอยู่ตรงกลาง นั่งกินแบ่งกัน</p>
<p><strong>เข้าใจผิดมาตลอดว่านางแบบต้องกินข้าวนิดเดียว<br />
</strong></p>
<p>ก็จะมีบางคนที่เป็นคนที่อ้วนง่าย แต่นางแบบส่วนใหญ่ผอมมากและอ้วนยาก</p>
<p><strong>แล้วไม่แต่งหน้ากล้าออกจากบ้านมั้ย<br />
</strong></p>
<p>นางแบบส่วนใหญ่ไปทำงานหน้าสดทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครแต่งหน้าไปนะ ส่วนวันปกติถ้าออกจากบ้านหนูขอนิดนึง ทาปากก็ได้ หรือปัดขนตานิดนึงก็ยังดี</p>
<p><strong>นางแบบคนไหนสวยไม่สวยเราพอมองออก นางแบบคนไหนเก่งไม่เก่งเราดูยังไง</p>
<p></strong>หนูว่าไม่มีหรอกคนไม่เก่ง มีแต่ไม่พยายามมากกว่า สมมติเขาให้คุณเดินแบบ แต่เดินรอบแรกแล้วเดินไม่ได้ พออยู่ข้างหลังเวทีไม่ยอมซ้อม ออกไปก็เดินไม่ได้เหมือนเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เก่ง เขาแค่ไม่พยายาม หนูรู้สึกว่าถ้าทุกคนพยายามก็ทำได้หมด</p>
<p><strong>นางแบบคนหนึ่งจะเก่งขึ้นต้องทำยังไง</strong></p>
<p><strong><br />
</strong>อย่าไปกลัวงานที่ยาก งานไหนที่ท้าทาย งานไหนที่ยังไม่เคยลองทำ ทำไปเลย ถ้าเรายิ่งกล้าทำอะไรที่เสี่ยงๆ กล้าทำอะไรที่เราไม่กล้าทำ เราจะยิ่งได้ประสบการณ์มากกว่าเดิม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview-pop-5-6.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ผลงานมิวสิกวิดีโอเพลงแรกของจิงจิง</em></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-5/">จิงจิง-วริศรา ยู : นางเอกมิวสิกวิดีโอ และนางแบบผู้เป็นเจ้าของขาเรียวงามบนปกนิตยสาร a day ฉบับรองเท้าผ้าใบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/pop-5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 4/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-4/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-4/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Mar 2016 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[นักทำภาพประกอบ]]></category>
		<category><![CDATA[when the moon forgot]]></category>
		<category><![CDATA[A Fish That Smiled at Me]]></category>
		<category><![CDATA[ไต้หวัน]]></category>
		<category><![CDATA[จิมมี่ เลี่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ไทเป]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-4/</guid>

					<description><![CDATA[<p>16 ตุลาคม 2549 ก่อนแสงสุดท้ายของวันจะพลันหาย ก่อนที่แสงจะหมด เราหยุดการสนทนาชั่วคราว แล้วพากันเดินลงจากตึกมาที่สี่แยกใหญ่ โดยที่จิมมี่ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ เรายืนรอสัญญาณไฟคนข้ามถนนตรงสี่แยก หนุ่มสาวชาวไต้หวันหลายคนขี่จักรยานผ่านไปไม่ต่างจากที่เห็นในเรื่อง A Chance of Sunshine เมื่อมองไปทางขวา สวนสาธารณะบนเกาะกลางถนนที่กว้างประมาณ 3 เลน และตึกรามบ้านช่องข้างถนนก็มีบรรยากาศไม่ต่างจากฉากที่เราเห็นในหนังสือหลายเรื่องของจิมมี่ ที่ผมคิดว่าฉากในหนังสือของจิมมี่ละม้ายคล้ายโลกฝั่งตะวันตก นั่นเป็นเพราะผมไม่รู้จักไต้หวันต่างหาก “ตอนนี้คุณกำลังเขียนอะไรอยู่บ้าง” ผมยื่นคำถามฆ่าเวลาข้างทางม้าลาย “ผมกำลังเขียนเรื่องเกี่ยวกับโรงหนัง เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบดูหนังมาก การดูหนังทำให้เธอมีความสุขมาก ทั้งชีวิตของเธอมีแต่การดูหนัง” สิ้นคำตอบของจิมมี่ สัญญาณไฟคนข้ามก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว จิมมี่ผ่านช่วงเวลาของการถ่ายรูปไปได้อย่างไม่ยากเย็น เขาควบคุมอาการเขินอายได้ดีกว่าที่ผมคิด เราเดินอุโมงค์ลอดใต้ถนนข้ามมาอีกฝั่งถนน บรรยากาศคล้ายๆ ฉากเรื่อง The Sound of Colors อยู่เหมือนกัน หลังจากที่มีคนนำ A Fish That Smiled at Me ไปทำเป็นแอนิเมชันแล้วประสบความสำเร็จอย่างมากมายในเรื่องของรางวัล ผมก็อยากรู้ว่าจิมมี่อยากเห็นหนังสือเรื่องอื่นๆ ของเขากลายเป็นแอนิเมชันอีกไหม “อยาก แต่ A Fish That Smiled [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-4/">JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3>16 ตุลาคม 2549<br />
ก่อนแสงสุดท้ายของวันจะพลันหาย</h3>
<p>ก่อนที่แสงจะหมด<br />
เราหยุดการสนทนาชั่วคราว แล้วพากันเดินลงจากตึกมาที่สี่แยกใหญ่<br />
โดยที่จิมมี่ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่</p>
<p>เรายืนรอสัญญาณไฟคนข้ามถนนตรงสี่แยก<br />
หนุ่มสาวชาวไต้หวันหลายคนขี่จักรยานผ่านไปไม่ต่างจากที่เห็นในเรื่อง<br />
<em>A Chance of Sunshine</em> เมื่อมองไปทางขวา<br />
สวนสาธารณะบนเกาะกลางถนนที่กว้างประมาณ 3 เลน<br />
และตึกรามบ้านช่องข้างถนนก็มีบรรยากาศไม่ต่างจากฉากที่เราเห็นในหนังสือหลายเรื่องของจิมมี่</p>
<p>ที่ผมคิดว่าฉากในหนังสือของจิมมี่ละม้ายคล้ายโลกฝั่งตะวันตก<br />
นั่นเป็นเพราะผมไม่รู้จักไต้หวันต่างหาก</p>
<p>“ตอนนี้คุณกำลังเขียนอะไรอยู่บ้าง”<br />
ผมยื่นคำถามฆ่าเวลาข้างทางม้าลาย</p>
<p>“ผมกำลังเขียนเรื่องเกี่ยวกับโรงหนัง<br />
เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบดูหนังมาก การดูหนังทำให้เธอมีความสุขมาก<br />
ทั้งชีวิตของเธอมีแต่การดูหนัง” สิ้นคำตอบของจิมมี่<br />
สัญญาณไฟคนข้ามก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว</p>
<p>จิมมี่ผ่านช่วงเวลาของการถ่ายรูปไปได้อย่างไม่ยากเย็น<br />
เขาควบคุมอาการเขินอายได้ดีกว่าที่ผมคิด เราเดินอุโมงค์ลอดใต้ถนนข้ามมาอีกฝั่งถนน<br />
บรรยากาศคล้ายๆ ฉากเรื่อง<br />
<em> The Sound of Colors</em> อยู่เหมือนกัน</p>
<p>หลังจากที่มีคนนำ <em>A Fish That Smiled at Me</em> ไปทำเป็นแอนิเมชันแล้วประสบความสำเร็จอย่างมากมายในเรื่องของรางวัล<br />
ผมก็อยากรู้ว่าจิมมี่อยากเห็นหนังสือเรื่องอื่นๆ ของเขากลายเป็นแอนิเมชันอีกไหม</p>
<p>“อยาก แต่ <em>A<br />
Fish That Smiled at Me<br />
</em> ยาวแค่ 9 นาทียังต้องใช้เงินทุนเยอะมาก<br />
ผมคิดว่าคงยากที่จะมีคนเอาเงินมาลงทุนทำเรื่องอื่นๆ อีกเพราะมันไม่มีสิ่งดึงดูดทางธุรกิจเลย”</p>
<p>แต่เรื่องการแปลงงานของจิมมี่เป็นแอนิเมชันนั้น<br />
ทางบริษัทของจิมมี่กำลังหาช่องทางหาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจอยู่<br />
เท่าที่ได้ยินกาลาเทียเล่าเป้าหมายที่พวกเขาตั้งเอาไว้นั้น ไม่ใช่แค่ทำเล่นๆ<br />
ดูกันเองในหมู่คนสนใจภายในประเทศแน่</p>
<p>จิมมี่บอกว่า ถ้ามีนายทุนยอมลงทุนเพื่อให้เขาเขียนเรื่องใหม่สำหรับทำแอนิเมชันอย่างเดียว<br />
จิมมี่ก็ยินดีร่วมมือเต็มที่ แต่เขายืนยันว่าโอกาสคงน้อยมาก</p>
<p>“ยังไงผมก็ไม่ค่อยชอบการประชุม<br />
เพราะประชุมเมื่อไหร่ เรื่องมันไม่จบซะที”</p>
<h3>16 ตุลาคม 2549 ความมืดไม่ขม</h3>
<p>ความมืดค่อยๆ คลี่ลงคลุมไทเป</p>
<p>เราเดินมานั่งคุยกันต่อที่ร้านกาแฟข้างถนน<br />
แสงไฟสลัวและอากาศเย็นๆ ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลาย จนเสียงรถราที่ดังอยู่ข้างๆ<br />
ลอยผ่านหูไป</p>
<p>แม้ชีวิตคนจะยาวนาน แต่ประวัติย่อๆ<br />
นั้นดีที่สุด จิมมี่เขียนประโยคนี้ไว้ในหน้าเปิดของหนังสือเรื่อง<br />
<em>The Private Me</em> โดยที่หน้าสุดท้ายของเล่มเป็นประวัติย่อของจิมมี่<br />
ตรงช่องความฝันสูงสุด เขากรอกว่า อยากซื้ออพาร์ตเมนต์เห็นทะเลได้</p>
<p>“ผมซื้อแล้ว” จิมมี่หัวเราะอายๆ “เป็นเพราะตอนเด็กๆ<br />
ทุกครั้งที่ผมนั่งรถไฟกลับบ้านจะต้องผ่านริมทะเล<br />
ผมเลยบอกตัวเองว่าโตมาต้องมีบ้านที่เห็นทะเลได้<br />
มันน่าจะเป็นความฝันของคนโรแมนติกทั่วไปนะ”</p>
<p>ถ้าใครที่ได้อ่านเรื่อง <em>A Chance of Sunshine</em> คงไม่ลังเลที่จะจัดเขาเข้าไปอยู่ในกลุ่มของผู้ชายโรแมนติก</p>
<p>จิมมี่เขียนไว้ในหน้าแรกของหนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาจีนว่า<br />
เขาขอมอบหนังสือเล่มนี้ให้กับภรรยาของเขา<br />
นางเอกในเรื่องนี้ก็เป็นนักเขียนคล้ายกับภรรยาของเขาที่เป็นนักแปลชื่อดังของไต้หวัน<br />
<em>แฮร์รี่ พอตเตอร์</em> และ <em>นาร์เนียร์</em> ที่วางขายในไต้หวันนั้นก็เป็นงานแปลของเธอ สามีภรรยาคู่นี้ไม่เคยสร้างงานเขียนร่วมกัน<br />
เหตุเธอไม่ยอมแปลงานของจิมมี่เป็นภาษาอังกฤษเองก็เพราะเธอคิดว่าคงทำได้ไม่ดีเท่าคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก</p>
<p>“ผมไม่ใช่คนโรแมนติก<br />
ผมแค่สร้างตัวละครเหล่านั้นให้โรแมนติก” คำตอบของจิมมี่คงค้านความรู้สึกของหลายคน<br />
นักเขียนที่ไม่คิดว่าตัวเองโรแมนติกคนนี้ผูกพันกับตัวละครที่เขาวาดมาก<br />
บางตัวที่ใช้เวลาวาดนานมาก พอวาดเสร็จต้องส่งงาน เขาก็รู้สึกไม่อยากให้<br />
เพราะเหมือนว่ามันกำลังจะไม่เป็นของเขาอีกต่อไป</p>
<p>“เรื่องโรแมนติกที่สุดระหว่างผมกับภรรยาน่ะหรือ”<br />
จิมมี่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นึกอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนผมเห็นภรรยาครั้งแรก<br />
ผมคิดในใจว่าคนนี้แหละต้องเป็นภรรยาผม ผมยังจำวันนั้นได้<br />
ตอนที่เรากำลังจะแยกกันกลับ เธอหันหลังกลับมามองผม ผมยังจำภาพนั้นได้”</p>
<p>ภรรยาของจิมมี่เป็นเพื่อนสมัยเรียนของเพื่อนร่วมงานในบริษัทโฆษณา<br />
ดูเหมือนว่าเพื่อนของเขาจะเจตนาจับคู่ให้ ถ้าใครคิดว่าจิมมี่จีบภรรยาของเขาด้วยการวาดรูปให้ละก็-ผิดถนัด</p>
<p>“ผมไม่เคยวาดรูปให้<br />
เธอไม่เอา” จิมมี่หัวเราะลั่น “ตอนที่เจอกันผมยังวาดรูปไม่เก่ง<br />
ยังหัดวาดอยู่เลย ก็ใช้วิธีชวนไปดูหนังเพราะเราทั้งคู่ชอบดูหนัง<br />
ตอนนั้นไปดูหนังกันเยอะมาก” จิมมี่ตัดบทแบบอายๆ ว่าภรรยาของเขาไม่ชอบเปิดเผยตัวเอง<br />
เลยไม่อยากให้ผมพูดถึงเธอเวลาให้สัมภาษณ์</p>
<p>นอกจากภรรยาแล้ว<br />
ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนวัย 10 ขวบก็ยังเป็นคนที่มีอิทธิพลสำคัญสำหรับจิมมี่<br />
ภรรยาของจิมมี่ตั้งท้องในช่วงที่เขายังทรมานกับอาการของลูคีเมีย และลูกสาวคนนี้เองที่ทำให้เขามีกำลังใจต่อสู้กับโรคร้าย</p>
<p>ลูกสาวของจิมมี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังสือของเขาเยอะมาก<br />
เขามักจะสังเกตคำพูด ภาษา และวิธีคิด แบบเด็กๆ ของลูกแล้วเอาไปเขียนไว้ในหนังสือ<br />
อย่างเช่นภาพวาดแม่หมูกับลูกหมูในหน้าแรกของเรื่อง<br />
<em>Pourquoi</em> ที่แม่หมูบอกว่า <em>“ถ้าลูกยังจะถามแม่อีกว่าทำไม แม่จะตีก้นซะให้เข็ดเลย” </em>ลูกหมูก็ตอบว่า <em>“ทำไมล่ะคะ”</em> นั่นก็เป็นประโยคจริงที่ภรรยาของจิมมี่คุยกับลูกสาว<br />
ส่วนภาพในหน้าสุดท้ายของเล่มที่พ่อหมูบอกลูกหมูว่า<br />
<em> “นับจากวันนี้เป็นต้นไป<br />
ถ้าลูกไม่ถามพ่ออีกว่าทำไม พ่อจะรักลูกมากขึ้นอีกหลายเท่า”<br />
</em>ลูกหมูก็ตอบว่า<em><br />
“ทำไมล่ะคะ” </em>นั่นก็เป็นประโยคสนทนาของเขากับลูกสาว</p>
<p>ถ้าสังเกตดีๆ<br />
เราจะพบว่าในหนังสือของจิมมี่แทบจะไม่มีตัวละครสูงอายุเลย จิมมี่บอกว่า<br />
วาดรูปคนแก่ไม่เป็น เพราะยังไม่แก่พอ เลยไม่ค่อยเข้าใจคนแก่ อีกเหตุผลก็คือ<br />
เขาเคยเขียนไว้ว่า ความสะเทือนอารมณ์มักจะเกิดกับเฉพาะเด็กหรือหนุ่มสาวเสียเยอะ<br />
เพราะเป็นวัยแห่งความไม่รู้ ช่วงที่ยังสับสน ชีวิตในวัย 30 &#8211; 40<br />
ก็เป็นชีวิตที่ซ้ำซาก</p>
<p>“วัยรุ่นเป็นวัยที่ไม่ต้องทำอะไรมาก<br />
มีความสุขแบบง่ายๆ แต่พอเราไปถึงช่วงอายุที่แก่กว่านั้น<br />
เราจะเข้าใจว่าชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น มีอะไรมากมายที่ทำให้เราสับสน แล้วเรื่องโศกเศร้าหลายๆ<br />
เรื่องมันก็ไม่ได้อยู่ห่างอย่างที่คิด มันอยู่ใกล้ตัวเรามากๆ</p>
<p>“ผมไม่ค่อยชอบสอนอะไรคนรุ่นหลัง<br />
ถึงผมพูดออกมา ผมก็ไม่เชื่อ มันไม่มีอะไรที่แน่นอนและตายตัว<br />
ปัญหาที่แต่ละคนเจอมันก๊อปปี้กันไม่ได้<br />
กับวัยรุ่นบางคนผมก็อยากจะบอกว่าจะทำอะไรก็ให้ตั้งใจมากกว่านี้<br />
แต่บางทีผมก็อยากจะบอกว่าให้ทำตัวให้สบายกว่านี้<br />
เพราะฉะนั้นขอให้มีชีวิตอยู่ต่อไปก็แล้วกัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”</p>
<p>จิมมี่เคยเขียนไว้ในเรื่อง <em>Paradise Lost</em> ว่า<br />
คนที่มีความฝันให้ตามหา มีความทรงจำให้คิดถึง คือคนที่โชคดีที่สุด<br />
อะไรคือความฝันในวัย 48 ปีของจิมมี่?</p>
<p>“ผมอยากจะมีสุขภาพดีขึ้น<br />
จะได้ทำงานได้ต่อไป” หมอบอกเขาว่าถ้าผ่าน 5<br />
ปีไปได้เขาก็มีโอกาสที่จะรอดจากโรคลูคีเมีย ตอนนี้เวลาก็ล่วงมา 10 ปีแล้ว<br />
จิมมี่คิดว่ามันน่าจะโอเคแล้ว แต่เขาก็ยังไม่เคยกลับไปตรวจร่างกายอย่างจริงจัง<br />
ตอนนี้ลูคีเมียกลายเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเขาไปแล้ว<br />
เพราะอาการเกี่ยวกับสายตาและปวดหลังมันรบกวนเขามากกว่า</p>
<p>“การทำงานของผมเป็นการทำงานที่ไม่โรแมนติกเลย<br />
เป็นการทำงานที่เป็นระเบียบและเคร่งครัดมาก ผมใช้เวลาร้อยละ 98<br />
นั่งวาดรูปอยู่ในห้อง แล้วอีกร้อยละ 2 ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน<br />
หรือเดินทางไปต่างประเทศ แต่คนส่วนใหญ่จะเห็นแค่ 2 เปอร์เซ็นต์หลัง<br />
ไม่เคยมีใครเห็นว่าผมทำงานหนักขนาดไหน</p>
<p>“ผมรักในสิ่งที่ทำ<br />
เลยไม่รู้สึกเหนื่อยหรือขี้เกียจ แล้วผมก็ไม่มีผู้ช่วย ทำเองทั้งหมด<br />
บางรูปก็วาดเสร็จภายใน 1 วัน บางรูปก็หลายวัน ผมทำงานทุกวัน<br />
เพราะการผลิตงานแบบนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ผมทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6<br />
โมงครึ่งทุกวัน มันเป็นช่วงเวลาที่นานมาก จนหลังๆ ร่างกายของผมเริ่มจะรับไม่ไหว<br />
จะให้ผมลดจำนวนงานลงก็ได้ แต่ว่ามันทรมานยิ่งกว่าเพราะใจอยากทำ แต่ร่างกายไม่อำนวย<br />
ต่อไปผมอาจจะไม่มีหนังสือออกมาอีกแล้วก็ได้ เพราะผมทำไม่ไหว” น้ำเสียงของเขาไม่ได้พูดเล่น</p>
<p>“ยิ่งอายุเยอะ<br />
ผมก็ยิ่งรู้ว่าชีวิตของคนเรามีอะไรหลายอย่างที่น่าเบื่อ เราทำอะไรกับมันไม่ได้เลย<br />
ต้องรอรับอย่างเดียว เรื่องราวในหนังสือของผมยิ่งเขียนก็ยิ่งเศร้า<br />
แต่ผมจะปิดท้ายด้วยแสงสว่างหรืออะไรที่แฮปปี้เอนดิ้ง ในชีวิตจริงของคนเรามันไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะจบลงอย่างมีความสุขเสมอไป<br />
ผมก็เลยอยากเขียนให้ไปในทางตรงกันข้าม”</p>
<p>สำหรับจิมมี่<br />
แสงสว่างแห่งชีวิตของเขาคืออะไร?</p>
<p>“ขอให้มีชีวิตอยู่ต่อไป”<br />
จิมมี่ตอบทันทีพร้อมเสียงหัวเราะ “จริงๆ<br />
แล้วคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่มีแสงสว่างในชีวิตหรอก”</p>
<p>เวลาล่วงเลยมากว่า 4 ชั่วโมง<br />
กาลาเทียบอกเราว่า นี่เป็นการสัมภาษณ์ครั้งที่ยาวนานที่สุดของจิมมี่</p>
<p>“ถ้าคุณต้องเขียนหนังสือเรื่องยาวเกี่ยวกับผู้ชายชื่อ<br />
จิมมี่ เลี่ยว เรื่องจะออกมาอย่างไร” ผมถามคำถามสุดท้าย</p>
<p>“ผมจะเขียนเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตหนังสือเล่มหนึ่งว่าเจออุปสรรคอะไรบ้าง<br />
แล้วแก้ปัญหายังไง ถ้าเอาชีวิตจริงของผมมาเขียน มันมีเหตุการณ์ขึ้นลงเยอะมาก<br />
ถ้าเอามาทำเป็นเรื่อง มันจะไม่ตรงกับความเป็นจริง” จิมมี่หยุดคิด<br />
“ภาพที่ผมเห็นตอนนี้ก็คือ ผมเดินอยู่ในป่าลึก<br />
ไม่รู้ว่าจะเดินไปที่ไหน ไม่รู้ว่าจะพบอะไรบ้าง เป็นไปได้ว่าอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย<br />
แล้วผมก็เดินกลับบ้าน แต่ผมคงต้องได้อะไรจากในป่าที่คนอื่นไม่รู้”</p>
<p>“แล้วมันก็คงจบลงแบบแฮบปี้เอนดิ้ง<br />
หน้าสุดท้ายคงเป็นภาพของคนคนนึงที่อายุเยอะแล้วนั่งวาดรูปอยู่ในห้องว่างที่เงียบมาก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview_yesterdaywithaview_ep4-1.jpg"></p>
<blockquote><p>“ผมไม่ค่อยชอบสอนอะไรคนรุ่นหลัง ถึงผมพูดออกมา ผมก็ไม่เชื่อ มันไม่มีอะไรที่แน่นอนและตายตัว ปัญหาที่แต่ละคนเจอมันก๊อปปี้กันไม่ได้ กับวัยรุ่นบางคนผมก็อยากจะบอกว่าจะทำอะไรก็ให้ตั้งใจมากกว่านี้ แต่บางทีผมก็อยากจะบอกว่าให้ทำตัวให้สบายกว่านี้ เพราะฉะนั้นขอให้มีชีวิตอยู่ต่อไปก็แล้วกัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น&#8221;</p></blockquote>
<p><em style="background-color: initial;">(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 75 พฤศจิกายน 2549)</em></p>
<p><strong style="font-style: italic;">ภาพ </strong><em>คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง</em><br />
<strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/admin/pages/my_form/topic_interview/178">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-2">ตอนที่ 2<br />
</a><a style="text-align: center;" href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-3">ตอนที่ 3</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center; background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-4/">JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-4/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 3/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-3/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Mar 2016 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[นักทำภาพประกอบ]]></category>
		<category><![CDATA[A Chance of Sunshine]]></category>
		<category><![CDATA[The Sound of Colors]]></category>
		<category><![CDATA[ไต้หวัน]]></category>
		<category><![CDATA[จิมมี่ เลี่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ไทเป]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-3/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สิงหาคม 2541 แสงแรกที่ส่องสาด จิมมี่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นนักเขียนได้ เคยมีคนถามเขาหลายครั้งหลายหนว่าอยากออกหนังสือของตัวเองไหม เขาก็ปฏิเสธไปพร้อมกับเหตุผลว่า เขาทำไม่ได้ แต่หลังจากที่ภรรยาของเขาให้กำเนิดลูกสาวคนแรกและคนเดียวเมื่อปี 2540 ก็มีคนถามเขาด้วยคำถามเดิมอีกครั้ง คราวนี้คำตอบของเขาเปลี่ยนไป จิมมี่อยากมีผลงานอะไรสักอย่างของตัวเองเก็บไว้เป็นที่ระลึก-เผื่อว่าถ้าลูกสาวของเขาโตขึ้นมาแล้วไม่เห็นเขา ก็ยังได้เห็นหนังสือของเขา จิมมี่เคยเขียนถึงที่มาของหนังสือเล่มแรกของเขา Secrets In The Woods ไว้ว่า ผมป่วยหนัก จิตใจที่กลัวและหมดหวังไม่มีทางระบาย ผมอาศัยการวาดภาพประกอบรักษาชีวิต ขณะเดียวกันก็ระบายความรู้สึกทุกข์โศก แล้วจู่ๆ ผมก็มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะพูด ดังนั้น ผมจึงเอาความตื้นตันใจ ความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่างหลังจากได้เกิดใหม่มาวาดเป็นหนังสือภาพเล่มเล็กๆ ชีวิตเล่นตลก ตลกแกมเศร้าเคล้าน้ำตา แต่กลับทำให้ผมกลายเป็นนักเขียนภาพไปอย่างไม่ตั้งใจ ใครๆ ก็บอกว่าผมเป็นคนโชคดี ผมเองก็คิดเช่นนั้น ส่วน A Fish That Smiled at Me ผลงานเล่มที่ 2 ของเขาที่วางแผงไล่เลี่ยกัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ชายหนึ่งคนที่เลี้ยงปลาในโถแก้วแล้ววันหนึ่งก็ตัดสินใจปล่อยมันลงทะเล จิมมี่เล่าว่า เขานึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ในเช้ามืดวันหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นความฝันหรือความคิดของเขากัน มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกจองจำที่เกิดขึ้นกับเขาในระหว่างที่เขาอยู่ในโรงพยาบาล จิมมี่เขียนในหน้าแรกของหนังสือเล่มนี้ในฉบับภาษาจีนว่า แด่หมอและนางพยาบาลที่ดูแลเขาในโรงพยาบาล ทันทีที่ผลงานชิ้นแรกของจิมมี่วางแผง มันก็เปลี่ยนชีวิตของเขาไปโดยสิ้นเชิง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-3/">JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><strong><br />
สิงหาคม 2541 แสงแรกที่ส่องสาด<br />
</strong></h3>
<p>จิมมี่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นนักเขียนได้</p>
<p>เคยมีคนถามเขาหลายครั้งหลายหนว่าอยากออกหนังสือของตัวเองไหม<br />
เขาก็ปฏิเสธไปพร้อมกับเหตุผลว่า เขาทำไม่ได้<br />
แต่หลังจากที่ภรรยาของเขาให้กำเนิดลูกสาวคนแรกและคนเดียวเมื่อปี 2540<br />
ก็มีคนถามเขาด้วยคำถามเดิมอีกครั้ง คราวนี้คำตอบของเขาเปลี่ยนไป<br />
จิมมี่อยากมีผลงานอะไรสักอย่างของตัวเองเก็บไว้เป็นที่ระลึก-เผื่อว่าถ้าลูกสาวของเขาโตขึ้นมาแล้วไม่เห็นเขา<br />
ก็ยังได้เห็นหนังสือของเขา</p>
<p>จิมมี่เคยเขียนถึงที่มาของหนังสือเล่มแรกของเขา<br />
<em>Secrets In The Woods</em> ไว้ว่า ผมป่วยหนัก จิตใจที่กลัวและหมดหวังไม่มีทางระบาย<br />
ผมอาศัยการวาดภาพประกอบรักษาชีวิต ขณะเดียวกันก็ระบายความรู้สึกทุกข์โศก แล้วจู่ๆ<br />
ผมก็มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะพูด ดังนั้น ผมจึงเอาความตื้นตันใจ ความรู้สึกเล็กๆ<br />
น้อยๆ ทุกอย่างหลังจากได้เกิดใหม่มาวาดเป็นหนังสือภาพเล่มเล็กๆ ชีวิตเล่นตลก<br />
ตลกแกมเศร้าเคล้าน้ำตา แต่กลับทำให้ผมกลายเป็นนักเขียนภาพไปอย่างไม่ตั้งใจ ใครๆ<br />
ก็บอกว่าผมเป็นคนโชคดี ผมเองก็คิดเช่นนั้น</p>
<p>ส่วน <em>A Fish That Smiled at Me</em> ผลงานเล่มที่<br />
2 ของเขาที่วางแผงไล่เลี่ยกัน<br />
เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ชายหนึ่งคนที่เลี้ยงปลาในโถแก้วแล้ววันหนึ่งก็ตัดสินใจปล่อยมันลงทะเล<br />
จิมมี่เล่าว่า เขานึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ในเช้ามืดวันหนึ่ง<br />
ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นความฝันหรือความคิดของเขากัน<br />
มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกจองจำที่เกิดขึ้นกับเขาในระหว่างที่เขาอยู่ในโรงพยาบาล<br />
จิมมี่เขียนในหน้าแรกของหนังสือเล่มนี้ในฉบับภาษาจีนว่า แด่หมอและนางพยาบาลที่ดูแลเขาในโรงพยาบาล</p>
<p>ทันทีที่ผลงานชิ้นแรกของจิมมี่วางแผง<br />
มันก็เปลี่ยนชีวิตของเขาไปโดยสิ้นเชิง<br />
จากที่เคยเป็นเพียงนักวาดภาพประกอบที่ไม่มีใครรู้จัก<br />
ชื่อของเขากลายเป็นที่พูดถึงอย่างหนาหูในหมู่นักอ่าน กระแสตอบรับที่งดงามเหล่านี้กลายเป็นพลังที่ช่วยให้จิมมี่ลืมความกลัวเรื่องโรคร้ายไปได้ชั่วคราว</p>
<p>“ตอนแรกผมคิดว่าชีวิตนี้คงไม่เหลืออะไรอีกแล้ว<br />
ผมต้องยืมเงินคนอื่นมาใช้ แต่พอหนังสือ 2 เล่มแรกออกมาก็ขายดี มีรายได้<br />
ได้รางวัลหลายรางวัล ยิ่งเล่มที่ 3 ยิ่งขายดีมาก” จิมมี่หมายถึงหนังสือเรื่อง<br />
<em>A Chance of Sunshine</em> หรือในชื่อจีนว่า <em>เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา</em> ที่ถูกแปลไปแล้ว 11 ภาษา<br />
ขายไปแล้วกว่า 1 ล้านเล่มทั่วโลก “ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนี้ได้<br />
เมื่อก่อนเวลาเห็นคนมีหนังสือเป็นของตัวเอง ผมจะอิจฉามากๆ จนมาเขียนเรื่องนี้ ผมถึงเริ่มมีความมั่นใจว่าผมก็ทำได้”</p>
<p>จิมมี่เล่าถึงที่มาของพล็อตเรื่องที่ดังที่สุดและเป็นเรื่องรักเพียงเรื่องเดียวของเขาว่า<br />
ตอนแรกเขาอยากจะวาดเรื่องเกี่ยวกับความรักของชายหญิงที่อยู่ในเมือง<br />
แต่ต่างฝ่ายต่างตามหากันไม่เจอ แล้ววันหนึ่งเพื่อนข้างบ้านของเขาก็เรียกช่างมาซ่อมอะไรสักอย่าง<br />
เขาก็เริ่มคิดว่า ทำไมถึงไม่รู้เลยว่าคนที่อยู่ข้างบ้านเราคือใคร<br />
ก็เลยเอามารวมกันเป็นเรื่องของชายหญิงที่อยู่ใกล้ๆ กันแต่หากันไม่เจอ</p>
<p>จิมมี่เดาว่าสาเหตุที่หนังสือของเขาดังเปรี้ยงปร้างขนาดนี้ก็เพราะว่า<br />
มันเป็นหนังสือแนวใหม่ เดิมหนังสือที่มีภาพเยอะๆ เป็นหนังสือสำหรับเด็กเท่านั้น<br />
แต่งานของเขาเป็นหนังสือภาพสำหรับผู้ใหญ่</p>
<p>“หนังสือของผมอาจเหมาะกับผู้หญิงผู้ชายที่อยู่ในเมืองใหญ่ซึ่งค่อนข้างวุ่นวาย<br />
จริงๆ แล้วในชีวิตของคนเหล่านี้อาจจะโล่งๆ ไม่มีอะไรเลย<br />
แต่ว่าอยากจะจับความหวังไว้กับตัวเองบ้าง ตรงนี้คงเป็นสิ่งที่ดึงดูด</p>
<p>“ทุกอย่างที่ผมทำก็แค่เพื่อปลอบใจตัวเอง<br />
ให้กำลังใจตัวเอง พูดกับตัวเอง ผมอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีมากๆ ผมไม่เคยคิดเลยว่า<br />
สิ่งที่ผมทำออกมาได้ปลอบใจและให้กำลังใจบางคนไปด้วย<br />
ผมไม่ชอบให้กำลังใจคนด้วยวิธีการเดียวกับคนทั่วไปที่เขียนว่าต้องทำอย่างนี้อย่างนั้น<br />
ผมเลือกที่จะวาดเรื่องที่ตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องเป็นพวกอ่อนแอ ไร้ความสามารถ<br />
ในโลกนี้มีคนแบบนี้เยอะ”</p>
<p>เหมือนอย่างเรื่อง <em>Moon, Forgets</em> จิมมี่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในไต้หวันเมื่อปี<br />
1999 ครั้งนั้นมีเด็กจำนวนมากสูญเสียพ่อแม่ จิมมี่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อเรื่องแบบนี้<br />
เขาเลยทำอะไรบางอย่างเพื่อปลอบใจเด็ก<br />
โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเด็กเหล่านั้นเข้าใจหรือเปล่า<br />
เรื่องของเด็กชายผู้มีพระจันทร์เป็นเพื่อนเรื่องนี้มีแนวคิดหลักว่า<br />
ถ้าคุณมองไม่เห็นสิ่งหนึ่งก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี<br />
บางครั้งมันก็มีอยู่เพียงแต่เรามองไม่เห็นมัน</p>
<p>ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นการปลอบใจที่ได้ผลหรือเปล่า<br />
เพราะเรื่องราวในเล่มนี้มันช่างเศร้าเหลือเกิน</p>
<p>“ผมเลือกที่จะให้กำลังใจคนด้วยวิธีการแบบนี้<br />
การที่ผมล้มป่วยกะทันหันทำให้ผมรู้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ดีไปหมด<br />
หรือว่ามีแต่ความสุขไปหมด ภายในความสุขย่อมต้องมีความทุกข์ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังเสมอ”</p>
<p>และถ้าสังเกตดีๆ<br />
เรื่องส่วนใหญ่ของจิมมี่ล้วนถูกเคลือบห่อไว้ด้วยความเศร้า<br />
และตัวละครจำนวนมากของเขาต่างก็ถูกสร้างขึ้นมาจากความเหงาและความบอบช้ำ</p>
<p>“สาเหตุสำคัญคงมาจากโรคของผม<br />
ผมกลัวมากแล้วก็เหงามากเพราะต้องทำงานคนเดียว คงเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของผมที่เป็นแบบนี้ด้วย<br />
ชีวิตในวัยเด็กของผมด้วย เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่จะเริ่มเขียนอะไรสักอย่าง<br />
อารมณ์ความรู้สึกโศกเศร้าหรือเหงาเหล่านี้ก็จะเข้ามาในความคิดของผมก่อน”</p>
<p>แต่ความโศกเศร้าในบางเรื่องก็เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ</p>
<p>อย่าง <em>The Sound of Colors</em> หนังสืออีกเล่มที่ดังมาก<br />
การที่ตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กผู้หญิงตาบอดในรถไฟใต้ดินจริงๆ<br />
แล้วที่มาของมันก็ไม่ได้หดหู่อะไรมากมาย<br />
จิมมี่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาในระหว่างที่ไต้หวันกำลังสร้างรถไฟใต้ดิน<br />
เขาบอกว่าครั้งแรกที่เขาได้ใช้บริการรถไฟใต้ดินที่เมืองนอก เขารู้สึกว่ามันแปลกมาก<br />
ความรู้สึกตอนเดินเข้ากับเดินออกต่างกันลิบลับ ทางเข้าอาจจะดูชุลมุนวุ่นวาย<br />
แต่พอเดินออกมาก็กลายเป็นสวนสาธารณะเงียบๆ สวยๆ<br />
เขาเลยอยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกตรงนี้ โดยคิดต่อว่า<br />
ถ้าตัวละครเป็นคนตาบอดน่าจะมีสิ่งที่จินตนาการหรือนึกได้มากกว่าคนทั่วไป</p>
<p>นอกจากความเหงาเศร้าของตัวละครแล้ว<br />
รูปสัตว์ตัวโตที่มักจะอยู่ผิดที่ผิดทางก็เป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งที่ชัดเจนมากในงานยุคแรกของจิมมี่<br />
นักเขียนผู้เลี้ยงแมวและกระต่ายอธิบายว่า<br />
ในยุคนั้นเขาดูหนังสือเด็กเยอะก็เลยติดวิธีการวาดรูปใหญ่ๆ มาจากหนังสือเหล่านั้น<br />
อีกอย่างเขามองว่ารูปภาพหรือรูปสัตว์ใหญ่ๆ<br />
ที่อยู่แบบผิดที่ผิดทางมันคือปริศนาดึงดูดให้คนอยากรู้ว่าคืออะไร</p>
<p>วิธีการทำงานของจิมมี่ก็คือ<br />
เริ่มต้นจากการวาดรูปแล้วค่อยเขียนเรื่อง ยกเว้นแค่เรื่อง <em>Mr.Wing</em> เท่านั้น<br />
จิมมี่จะวางโครงหลักๆ ของหนังสือเอาไว้ก่อน แล้วก็แปลงมันออกมาเป็นภาพ<br />
จากนั้นค่อยตามเก็บรายละเอียดในเรื่อง</p>
<p>“ผมไม่ใช่คนโรแมนติกเลย<br />
ทุกคนมักคิดว่าคนที่ทำงานแบบผมต้องเป็นคนโรแมนติก<br />
เหมือนนักเขียนทั่วไปที่ต้องไปเที่ยวเมืองนอกบ่อยๆ เพื่อหาความรู้สึก หามุมมอง<br />
แต่ผมไม่เคยทำอย่างนั้น ของพวกนี้ไม่มีความหมายสำหรับผม ถึงได้ไปเที่ยวเมืองนอก<br />
ผมก็ไม่เคยถ่ายรูป ไม่เก็บข้อมูล ไม่ทำอะไรสักอย่าง<br />
ไอเดียที่เอามาเขียนเรื่องส่วนมากผมคิดเอาเอง เริ่มจากไอเดียแล้วค่อยคิดเป็นเรื่อง<br />
แล้วก็หาวิธีเล่า วิธีเขียนภาพ ผมเขียนจากเรื่องในชีวิตประจำวันของผม”</p>
<p>ยังไม่ต้องพูดถึงตัวหนังสือของเขา<br />
เพียงแค่ดูภาพก็คล้ายกับเราได้อ่านบทกวีแล้ว จิมมี่พยักหน้าเห็นด้วย<br />
เขาว่าภาพเขียนของเขาหนึ่งภาพก็เหมือนเรื่องหนึ่งเรื่อง<br />
เขาเว้นช่องว่างไว้ให้คนดูจินตนาการเยอะมาก<br />
ส่วนสไตล์การเขียนที่ละม้ายคล้ายบทกวีนั้น จิมมี่อธิบายว่า “ผมอ่านบทกวีบ่อย แต่ไม่ค่อยเข้าใจ”<br />
เขาหัวเราะ แล้วขยับปลอกปากกามาร์กเกอร์ในมือเล่น “แต่บทกวีของผมง่ายมาก ใครอ่านก็เข้าใจ แต่ผมไม่ได้เน้นตรงบทกวีมาก<br />
เพราะมีภาพทำหน้าที่อยู่แล้ว เรื่องของผมใช้ภาพนำ<br />
แค่เขียนถึงสิ่งที่อยากจะพูดกับภาพนั้นนิดเดียวก็พอ แล้วที่เห็นผมเขียนสั้นๆ<br />
เหมือนบทกวีน่ะ จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรหรอก มันเขียนง่ายดี”</p>
<p>จิมมี่เคยเขียนเรื่องที่มีคนชอบเอาเรื่องของเขาไปตีความในเชิงปรัชญาว่า<br />
ผมไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่เจตนาของผมเลยแม้แต่น้อย<br />
ผมแค่อยากจะแสดงวิธีคิดที่ง่ายที่สุด ตื้นที่สุดออกมาก็เท่านั้น<br />
ไม่ได้คิดไปถึงอะไรที่แฝงอยู่ข้างหลังลึกลงไปเลย<br />
แต่เพราะความคิดภายในของผู้อ่านต่างกัน เมื่อดูหนังสือเลยมองอะไรไม่เหมือนกัน<br />
แต่แน่นอนว่า ปรัชญาที่ล้ำลึกที่สุดมักจะแฝงอยู่ในเรื่องตื้นๆ ง่ายๆ เสมอ</p>
<p>“ผมสร้างงานของผมขึ้นมาเพราะผมอยากจะทำ<br />
อยากจะพูด อยากจะเล่าเรื่องที่ผมคิดได้ เมื่อมันวางตลาด คนอ่านจะคิดยังไง<br />
ได้รับอะไรจากหนังสือเล่มนั้น มันก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ผมเข้าไปบังคับไม่ได้”</p>
<p>จิมมี่เติบโตมาในวงการโฆษณา<br />
เพราะฉะนั้นหนังสือหลายๆ เล่มของเขาจึงมีคอนเซปต์และวิธีการนำเสนอที่แปลกใหม่<br />
เขาว่าการคิดคอนเซปต์ของหนังสือไม่ใช่เรื่องยาก นอกจากกิมมิกแล้ว<br />
จิมมี่ติดเรื่องการตลาดก่อนลงมือเขียนบ้างหรือเปล่า?</p>
<p>“ผมมาคิดตอนเขียนเสร็จแล้ว<br />
ถึงตอนนั้นมันก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว” ชายผู้ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร<br />
<em>Studio Voice</em> ว่าเป็น 1 ใน 55<br />
ศิลปินที่มีความคิดสร้างสรรค์และทรงอิทธิพลมากที่สุดในเอเชียหันไปหัวเราะกับกาลาเทีย<br />
เขาว่าเรื่องเนื้อหาคงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว<br />
สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการทำปกซึ่งจิมมี่ตั้งใจกับมันมาก</p>
<p>“บางครั้งผมคิดเรื่องได้เรื่องนึง<br />
ก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้คนอ่านอาจจะไม่ชอบ แต่ใจผมอยากทำมาก ผมก็ไม่สน ทำออกมาจนได้<br />
ถ้าผมเป็นคนที่ทำงานตามความต้องการของตลาด ผมก็คงทำมาตั้งนานแล้ว<br />
แต่ก็ไม่ได้ทำเพราะไม่มีไอเดียด้านนี้จริงๆ หนังสือเล่มต่อจาก<em> A Chance of Sunshine</em> ก็ไม่ได้ขายดีเท่าเล่มนั้นอีกแล้ว<br />
จริงๆ ผมก็อยากทำหนังสือโรแมนติกอย่าง <em>A Chance of Sunshine </em>ออกมาอีกเล่มนะ<br />
แต่ก็ไม่รู้จะเขียนยังไงดี อาจเป็นเพราะผมอายุเยอะขึ้นด้วยมั้ง<br />
เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ&#8221; จิมมี่ลงท้ายด้วยเสียงหัวเราะ</p>
<p>แล้วเรื่องที่มีคนจัดให้หนังสือของเขาเป็นหนังสือสำหรับเด็กล่ะ<br />
เขาคิดยังไง?</p>
<p>“ในบางประเทศอย่างอเมริกา<br />
มันไม่มีหนังสือประเภทนี้ หนังสือของผมก็เลยไปอยู่ในหมวดหนังสือเด็ก<br />
บางทีผมก็อยากไปดูเหมือนกันว่าที่นั่นเขาแบ่งหมวดหนังสือกันยังไง<br />
มันก็เลยไม่ใช่เรื่องของการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย<br />
ในหลายประเทศมีคนชอบหนังสือผมเยอะ แต่พอไม่รู้ว่าจะจัดหมวดยังไงสุดท้ายก็ไม่ได้แปล”</p>
<p>กาลาเทียเล่าให้ผมฟังเมื่อวันก่อนว่าตอนที่<br />
<em>The Sound of Colors</em> ถูกแปลไปเป็นภาษาอังกฤษเพื่อวางตลาดที่อเมริกา<br />
ทางสำนักพิมพ์ที่นั่นต้องปรับให้มันเป็นหนังสือสำหรับเด็กเพื่อให้ง่ายต่อการจัดหมวดหมู่จึงต้องมีการเชิญนักเขียนอเมริกันอีกคนมาทำงานร่วมกัน<br />
หนังสือเล่มนี้เลยไม่ได้ถูกแปลแบบคำต่อคำ<br />
แต่ถูกปรับเปลี่ยนโทนของภาษาและเนื้อหาให้ง่ายขึ้นสำหรับเด็ก<br />
ทางจิมมี่เองก็ไม่ได้ติดขัดอะไร<br />
เหมือนกับที่มีคนเอางานของเขาไปทำเป็นหนังหรือผลิตภัณฑ์มากมาย</p>
<p>“ผมรับได้ทุกอย่าง<br />
แล้วก็ยินดีที่จะรับ แต่ในใจลึกๆ ผมคิดแค่ว่า ผมคือเจ้าของหนังสือเล่มนั้น<br />
แต่หนังหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ มันก็มีส่วนเกี่ยวกับผม แต่ไม่มาก<br />
มันเกิดขึ้นจากหนังสือของผม ไม่ใช่ผม”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview_yesterdaywithaview_ep3-1.jpg"></p>
<blockquote><p>“หนังสือของผมอาจเหมาะกับผู้หญิงผู้ชายที่อยู่ในเมืองใหญ่ซึ่งค่อนข้างวุ่นวาย จริงๆ แล้วในชีวิตของคนเหล่านี้อาจจะโล่งๆ ไม่มีอะไรเลย แต่ว่าอยากจะจับความหวังไว้กับตัวเองบ้าง ตรงนี้คงเป็นสิ่งที่ดึงดูด&#8221;</p></blockquote>
<p><em style="background-color: initial;">(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 75 พฤศจิกายน 2549)</em></p>
<p><i><strong>ภาพ</strong> คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง<br />
</i><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/admin/pages/my_form/topic_interview/178">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-2">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-4">ตอนที่ 4</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-3/">JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 2/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-2/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Mar 2016 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[นักทำภาพประกอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Beautiful Solitude]]></category>
		<category><![CDATA[ไต้หวัน]]></category>
		<category><![CDATA[จิมมี่ เลี่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ไทเป]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-2/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สิงหาคม 2522 ฝนพรำจนฉ่ำใจ &#160; จิมมี่ก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กจำนวนมากที่เดินเข้าประตูมหาวิทยาลัยไปโดยไร้เป้าหมาย “ตอนสมัครเรียนผมไม่ได้คิดอะไรเลย มีเพื่อนบอกว่าจะไปสอบก็เลยไปสอบด้วย ไม่ได้คิดเรื่องอนาคตเลยว่าจบมาแล้วจะทำอะไร แค่สอบติดก็พอ ผมไม่รู้ว่าเรียนศิลปะจบมาแล้วทำอะไรได้ ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าการเรียนหนังสือคือการเรียนเพื่อเอาไปประกอบอาชีพ ผมรู้แค่ว่าเรียนก็คือเรียน” แล้วในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้นี่เองที่ทำให้จิมมี่รู้ตัวว่าคงเอาดีกับการวาดรูปไม่ได้ เพราะเพื่อนร่วมรุ่นของเขาทุกคนล้วนมีพื้นฐานการวาดรูปที่ดีมากเนื่องจากร่ำเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก ตรงกันข้ามกับเขา แม้เขาจะเคยได้รางวัลในระดับโรงเรียนมาแล้วก็เถอะ “เหมือนกับเราร้องเพลงในห้องน้ำทุกวัน เราไม่เคยรู้สึกว่ามันไม่เพราะ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เราได้ไปโรงเรียนร้องเพลง เจอคนที่เรียนร้องเพลงมาตลอด ถึงรู้ว่าเราเทียบเขาไม่ได้เลย เราไม่เป็นเลย” จิมมี่เลยต้องเลี่ยงไปเรียนในสาขาที่ใช้การวาดภาพน้อยที่สุดก็คือกราฟิกดีไซน์ แม้เขาจะเสียใจอยู่บ้าง แต่สีสันในมหาวิทยาลัยก็ช่วยให้เขาลืมมันได้โดยเร็ว “ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่มีความสุขมาก เพราะคนที่เรียนวิชาศิลปะไม่ต้องอ่านหนังสือมาก แต่มีการบ้านต้องทำเยอะ วิชาดรอว์อิ้งก็ยากหน่อย แต่พวกงานกราฟิกดีไซน์ ผมรู้สึกว่ามันง่ายมาก เพื่อนๆ ผมต้องทำการบ้านกันจนดึกดื่น แต่ผมทำเสร็จเร็วมาก แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองก็เก่งเหมือนกัน” จิมมี่มองว่าสิ่งที่เขาเด่นกว่าเพื่อนๆ ร่วมรุ่นก็คือความสามารถในด้านกราฟิกดีไซน์ แล้วเขาก็มีเซนส์ในการใช้สีที่ดีมาก แต่จิมมี่ก็ยังยืนยันว่าจนเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเขาก็ยังวาดรูปไม่เป็นอยู่ดี เมื่อถามถึงความสนใจในด้านการอ่านคำตอบของจิมมี่คือ “ไม่เลย” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไต้หวันในยุคนั้นยังค่อนข้างปกปิดข้อมูลข่าวสารไม่ค่อยมีหนังสือให้อ่านมากนัก จิมมี่ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างนักกิจกรรมตัวยงไม่ว่าจะเป็นการออกค่ายพักแรม หรือการเต้นรำ มหาวิทยาลัยของจิมมี่อยู่บนภูเขาที่เป็นอุทยานแห่งชาติ ตึกเรียนไม่สวยแต่สภาพแวดล้อมสวยมาก จิมมี่รู้สึกว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก แต่ก็มีข้อเสียคือค่าเทอมแพง ช่วงปิดเทอมเขาเลยต้องไปทำงานที่โรงงานเพื่อหารายได้พิเศษ “ปี 1 &#8211; 2 ผมไปทำงานในโรงงานของญาติ เป็นโรงงานพลาสติก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-2/">JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><strong>สิงหาคม 2522 ฝนพรำจนฉ่ำใจ</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p>จิมมี่ก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กจำนวนมากที่เดินเข้าประตูมหาวิทยาลัยไปโดยไร้เป้าหมาย</p>
<p>“ตอนสมัครเรียนผมไม่ได้คิดอะไรเลย มีเพื่อนบอกว่าจะไปสอบก็เลยไปสอบด้วย ไม่ได้คิดเรื่องอนาคตเลยว่าจบมาแล้วจะทำอะไร แค่สอบติดก็พอ ผมไม่รู้ว่าเรียนศิลปะจบมาแล้วทำอะไรได้ ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าการเรียนหนังสือคือการเรียนเพื่อเอาไปประกอบอาชีพ ผมรู้แค่ว่าเรียนก็คือเรียน”</p>
<p>แล้วในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้นี่เองที่ทำให้จิมมี่รู้ตัวว่าคงเอาดีกับการวาดรูปไม่ได้ เพราะเพื่อนร่วมรุ่นของเขาทุกคนล้วนมีพื้นฐานการวาดรูปที่ดีมากเนื่องจากร่ำเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก ตรงกันข้ามกับเขา แม้เขาจะเคยได้รางวัลในระดับโรงเรียนมาแล้วก็เถอะ</p>
<p>“เหมือนกับเราร้องเพลงในห้องน้ำทุกวัน เราไม่เคยรู้สึกว่ามันไม่เพราะ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เราได้ไปโรงเรียนร้องเพลง<br />
เจอคนที่เรียนร้องเพลงมาตลอด ถึงรู้ว่าเราเทียบเขาไม่ได้เลย เราไม่เป็นเลย”</p>
<p>จิมมี่เลยต้องเลี่ยงไปเรียนในสาขาที่ใช้การวาดภาพน้อยที่สุดก็คือกราฟิกดีไซน์ แม้เขาจะเสียใจอยู่บ้าง แต่สีสันในมหาวิทยาลัยก็ช่วยให้เขาลืมมันได้โดยเร็ว</p>
<p>“ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่มีความสุขมาก เพราะคนที่เรียนวิชาศิลปะไม่ต้องอ่านหนังสือมาก แต่มีการบ้านต้องทำเยอะ วิชาดรอว์อิ้งก็ยากหน่อย แต่พวกงานกราฟิกดีไซน์ ผมรู้สึกว่ามันง่ายมาก เพื่อนๆ ผมต้องทำการบ้านกันจนดึกดื่น แต่ผมทำเสร็จเร็วมาก แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองก็เก่งเหมือนกัน” จิมมี่มองว่าสิ่งที่เขาเด่นกว่าเพื่อนๆ ร่วมรุ่นก็คือความสามารถในด้านกราฟิกดีไซน์ แล้วเขาก็มีเซนส์ในการใช้สีที่ดีมาก แต่จิมมี่ก็ยังยืนยันว่าจนเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเขาก็ยังวาดรูปไม่เป็นอยู่ดี</p>
<p>เมื่อถามถึงความสนใจในด้านการอ่านคำตอบของจิมมี่คือ “ไม่เลย” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไต้หวันในยุคนั้นยังค่อนข้างปกปิดข้อมูลข่าวสารไม่ค่อยมีหนังสือให้อ่านมากนัก</p>
<p>จิมมี่ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างนักกิจกรรมตัวยงไม่ว่าจะเป็นการออกค่ายพักแรม หรือการเต้นรำ มหาวิทยาลัยของจิมมี่อยู่บนภูเขาที่เป็นอุทยานแห่งชาติ ตึกเรียนไม่สวยแต่สภาพแวดล้อมสวยมาก จิมมี่รู้สึกว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก แต่ก็มีข้อเสียคือค่าเทอมแพง ช่วงปิดเทอมเขาเลยต้องไปทำงานที่โรงงานเพื่อหารายได้พิเศษ</p>
<p>“ปี 1 &#8211; 2 ผมไปทำงานในโรงงานของญาติ เป็นโรงงานพลาสติก งานของผมคือพับถุงพลาสติก” จิมมี่เล่าถึงช่วงเวลานั้นอย่างอารมณ์ดี แล้วชีวิตเขาก็มาถึงจุดพลิกผันในช่วงเรียนปี 3 &#8211; 4 เมื่อเขามีโอกาสได้เข้าไปฝึกงานที่บริษัทโฆษณา เขาถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เรียนมาทั้งหมดสามารถเอามาใช้ประโยชน์จริงๆ ได้ยังไง</p>
<h3>ตุลาคม 2526 ลมโชยเบาราวกระซิบ</h3>
<p>“ผมเป็นนักโฆษณาที่ไม่มีเป้าหมายอะไรที่อยากจะบรรลุไม่หวังอะไรกับตัวเองมาก”</p>
<p>จิมมี่สรุปชีวิตการทำงาน 12 ปีในบริษัทโฆษณาระดับท็อป 3 แห่งอย่างโอกิลวี่ฯ วันเปี่ยนถง และซาชิฯ เอาไว้ด้วยประโยคนั้น</p>
<p>“นักออกแบบบางคนต้องยืนยันความคิดของตัวเอง คือถ้าตัวเองคิดอะไรก็ต้องพยายามหาทุกวิถีทางยืนยันความคิดของตัวเองกับลูกค้า แต่ผมไม่คิดแบบนั้น ผมไม่ชอบประชุม ไม่ชอบคุยกับคนอื่น พอเห็นคนอื่นพยายามเสนอหรือยืนยันความคิดของตัวเอง ผมก็จะคิดว่าทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย ไม่เห็นจำเป็นเลย ช่วงทำงานโฆษณา งานของผมเลยไม่มีอะไรโดดเด่น”</p>
<p>“รางวัลด้านโฆษณาผมก็อยากได้ แต่ทำไม่ได้” อดีตอาร์ตไดเรกเตอร์แห่งบริษัทโฆษณาที่เริ่มงานมาตั้งแต่เรียนจบหัวเราะ รางวัลใหญ่สุดที่เขาเคยได้เป็นรางวัลโกลด์ระดับประเทศ งานนั้นเขาเป็นคนวาดรูป ไม่ใช่ครีเอทีฟผู้คิดโฆษณา “ผมรู้สึกว่ารางวัลพวกนี้มันไม่จริง เพราะงานที่ทำไปส่งประกวดกันมันไม่ใช่งานจริง แล้วโฆษณาเป็นสิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมาก 1 ปีผ่านไปคงไม่มีใครจำได้ว่าปีที่แล้วใครเคยได้รางวัล ใครเคยเด่น เหมือนซีรีส์ญี่ปุ่น เป็นละครที่ดูจบแล้วก็ผ่านไป ไม่เคยอยู่ในความทรงจำของใคร</p>
<p>“ส่วนมากแล้วหลังเวลางาน คนในบริษัทโฆษณาก็ยังทำงานกันต่อเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย หรือเพื่ออะไรสักอย่าง แต่ว่าจริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรเลย บางงานที่ผมทำอาจมีมูลค่าถึง 10 ล้านเหรียญ แต่นานๆ ไปผมก็รู้สึกว่าของพวกนี้ไม่มีอะไรเป็นของผมเลย ทุกอย่างเป็นของลูกค้า ผมอยากมีอะไรเป็นของตัวเองบ้าง ผมเกลียดการประชุมมาก ไม่ชอบประชุมกับลูกค้า ไม่ชอบประชุมกับคนที่ทำงาน ประชุมกับลูกค้าก็โดนด่าอย่างเดียว ประชุมกับทีมก็ใช้เวลานานมาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร ผมเป็นคนที่เกลียดการทำงานเป็นทีม”</p>
<p>การทำงานในวงการโฆษณาไม่ได้มีแต่เรื่องเลวร้ายไปเสียทั้งหมด อย่างน้อยมันก็เป็นประตูบานแรกที่เปิดให้เขาก้าวเข้าสู่โลกของการเป็นนักวาดภาพ</p>
<p>ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย จิมมี่บอกว่าเขาไม่มีเซนส์เรื่องการวาดรูปเลย วาดภาพประกอบเรื่องก็ไม่เป็น<br />
อ่านหนังสือการ์ตูนก็ยังไม่รู้เรื่อง แต่พอมาทำงานโฆษณาเขาก็เกิดความคิดว่าอยากใช้ภาพวาดของตัวเองในงานโฆษณา อยากให้คนได้เห็นภาพวาดของเขา เขาก็เลยเริ่มหัดวาดรูปด้วยตัวเองอีกครั้งในวัย 27 ปี</p>
<p>“สมัยนั้นในไต้หวันยังไม่เคยมีใครใช้รูปวาดในงานโฆษณา ถ้าเราเอาคนมาโฆษณาก็ต้องมีนายแบบนางแบบ มีช่างแต่งหน้าทำผม ช่างภาพ รูปที่ถ่ายออกมากับสิ่งที่ลูกค้าต้องการอาจไม่ตรงกัน แต่ถ้าเป็นภาพวาด ผมสามารถวาดให้ลูกค้าดูได้เลย ถ้าตรงตามที่ลูกค้าอยากได้ก็โอเค</p>
<p>“ตั้งแต่เริ่มหัดวาดรูปจนถึงมีผลงานรวมเล่มของตัวเองกินเวลา 15 ปี ซึ่งมันก็ยาวนานพอสมควร คนที่มาเป็นตัวอย่างในการวาดก็เยอะ ตลอดช่วง 15 ปีนี้ ผมดูรูปภาพทุกอย่างไม่ว่าจะอยู่ในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ รูปเล็กรูปใหญ่ เห็นรูปที่ไหนก็จะเอามาดูอย่างละเอียด ต้องวาดทุกวันด้วย นานๆ ก็วาดเป็นเอง”</p>
<p>หลังจากที่เขาหัดวาดรูปทุกวันอยู่ประมาณ 1 ปี ภาพวาดของจิมมี่ก็ได้ปรากฏตัวในงานโฆษณา จากนั้นเขาก็อยากให้ภาพวาดของเขาได้อวดโฉมในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารบ้าง จิมมี่เล่าความฝันนี้ให้กับเพื่อนคนหนึ่งฟัง วันหนึ่งเพื่อนคนนี้ขอยืมสมุดที่จิมมี่วาดรูปเก็บไว้ไปให้บรรณาธิการสำนักพิมพ์ดู พร้อมกับเล่าว่าคนคนนี้อยากวาดรูปมาก ขอโอกาสให้เขาสักครั้งได้ไหม</p>
<p>แล้วจิมมี่ก็ได้รับสายจากบรรณาธิการคนนั้นติดต่อให้เขาเอาผลงานเข้าไปเสนออย่างจริงจัง หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้โอกาสทำภาพประกอบเป็นครั้งแรก ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งวันที่เขาได้รับค่าตอบแทน</p>
<p>“ตอนที่ผมได้รับเงินผมบอกตัวเองว่าไม่ต้องทำอีกแล้ว เพราะเงินมันน้อยมาก” จิมมี่หัวเราะแล้วอธิบายต่อว่า<br />
ขณะนั้นเขาทำงานในบริษัทโฆษณาซึ่งมีเงินเดือนค่อนข้างสูง แล้วเรตที่บริษัทโฆษณาจ่ายให้กับนักทำภาพประกอบสำหรับงานโฆษณาก็ถือว่าสูง เมื่อเขาต้องมารับค่าตอบแทนที่น้อยจนน่าตกใจ จิมมี่เลยบอกลาการเป็นนักทำภาพประกอบ แต่เขาก็ยังวาดรูปด้วยความสนุกอยู่ทุกวัน</p>
<p>2 &#8211; 3 ปีหลังจากนั้น บรรณาธิการคนเดิมชวนจิมมี่มาวาดภาพประกอบอีกครั้งสำหรับหนังสือของนักเขียนไต้หวันชื่อดัง “เงินน้อยเหมือนเดิม” เสียงหัวเราะของจิมมี่ทำงานอีกครั้ง “หนังสือเล่มนี้ขายดีมาก เลยมีคนเห็นงานของผมเยอะ จากนั้นหนังสือพิมพ์ <em>ยูไนเต็ดเดลี่&nbsp;</em>ก็ชวนไปวาดภาพประกอบในหนังสือพิมพ์ แล้วก็มีคนชวนไปวาดภาพประกอบให้คอลัมน์อื่นๆ<br />
เยอะขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>“ผมรู้สึกว่าตอนนั้นผมวาดไม่สวยเลย แต่ก็มีคนโทรมาชวนวาดเยอะมาก” จิมมี่พูดถึงงานเขาในสมัยนั้นที่ไม่ได้มีเค้าโครงคล้ายคลึงงานในปัจจุบันสักเท่าไหร่ นักเขียนภาพประกอบมือทองลองวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่มีคนชวนเขาวาดภาพประกอบมากมายขนาดนั้นว่า ช่วงนั้นสังคมไต้หวันเพิ่งเปิดเสรีทางข่าวสาร หนังสือพิมพ์เลยมีการเพิ่มหน้า เพิ่มคอลัมน์ ซึ่งหมายถึงความต้องการงานภาพประกอบที่เพิ่มตามไปด้วย</p>
<p>“ผมทำงานโฆษณาพออ่านเรื่องแล้วผมจะจับประเด็นเอามาเขียนรูปได้แม่นมาก ภาพที่ออกมาเลยตรงตามที่ลูกค้าต้องการ เวลาเสนองาน ผมก็คิดแบบโฆษณา คือออกแบบหลากหลายไปให้เลือก” พื้นฐานของการเป็นคนโฆษณาตรงนี้เองที่ทำให้จิมมี่ได้เปรียบนักวาดภาพประกอบคนอื่นๆ และข้อดีอีกอย่างที่เขาได้รับมาจากการทำงานโฆษณาก็คือเขาวางแผนการทำงานได้อย่างแม่นยำและตรงเวลามาก งานไหนต้องเสร็จวันไหน กี่โมง เขาก็ตรงเวลากับมันไม่ต่างจากงานประจำ เลยถูกใจลูกค้า เมื่อทำงานด้วยกันแล้วราบรื่น งานก็ไหลเข้ามาหาจิมมี่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขายืนยันว่า เขาเป็นนักทำภาพประกอบที่ไม่ดังเลย ไม่เคยถูกสัมภาษณ์ ไม่มีผู้อ่านรู้จักงานของเขาเป็นที่พูดถึงแค่ในหมู่ของคนในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น</p>
<p>เมื่อถามถึงจำนวนงานภาพประกอบที่เขาวาดต่อเดือนในช่วงที่พีกที่สุด</p>
<p>“ประมาณ 30 ชิ้น” คือคำตอบ</p>
<p>ไหนว่างานวาดภาพประกอบได้เงินน้อยจนไม่อยากทำแล้วไง?</p>
<p>“หลังๆ เพื่อนร่วมงานของผมก็ไปรับงานนอกกันหมด งานวาดภาพก็เป็นงานง่ายๆ แค่รับโทรศัพท์ วาดแล้วส่ง ไม่ต้องประชุม ไม่ต้องเจอคน ทำเสร็จในเวลาสั้นๆ ผมก็คิดว่างานง่ายๆ อย่างนี้ทำไมถึงไม่ทำ ถึงเงินจะน้อยแต่จำนวนเยอะ ก็วาดไปเรื่อยๆ วาดเสร็จก็ส่ง ผมมีเงินเดือนอยู่แล้ว ตรงนี้ก็ถือเป็นรายได้เสริม ก็เป็นงานที่มีความสุขดี ช่วงหลังๆ ที่ผมมีห้องทำงานเป็นของตัวเองแล้ว งานนอกมันเยอะมาก เยอะจนผมต้องปิดประตูห้องทำงานเพื่อวาดรูป” จิมมี่และทุกคนบนโต๊ะหัวเราะพร้อมกัน “แต่ก็ไม่ใช่ทุกวันนะ งานที่บริษัทโฆษณามันก็เยอะพอสมควร”</p>
<p>นอกจากเรื่องเงินแล้ว ผลพลอยได้อีกอย่างจากการวาดภาพประกอบที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ก็คือ ก่อนที่จะเขียนงานแต่ละชิ้น จิมมี่ต้องอ่านเรื่องก่อน ชีวิตในช่วงนี้ของจิมมี่จึงได้อ่านหนังสือเยอะมากโดยเฉพาะงานของนักเขียนดังๆ ทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องงานเขียนไปในตัว</p>
<p>เดิมทีงานหลักของจิมมี่คืองานโฆษณาโดยมีงานวาดรูปเป็นงานรองแต่พอเวลาผ่านไป เขายิ่งรู้สึกแย่กับงานโฆษณาตรงที่ต้องทำงานเป็นทีม ต้องประชุมต้องเจอลูกค้า ในขณะที่งานภาพประกอบก็เพิ่มมากขึ้นจนเขาต้องกลับบ้านมาใช้เวลานั่งหลังขดหลังแข็งวาดรูปนานมากทุกวัน จนไปๆ มาๆ รายได้จากการวาดภาพกลับมากกว่าเงินเดือนประจำ</p>
<p>จิมมี่ก็เริ่มคิดว่า เขาไม่จำเป็นต้องทำงานเหนื่อยหนักเพื่อให้ได้เงินเยอะขนาดนี้ก็ได้</p>
<p>ในที่สุดจิมมี่ก็ตัดสินใจปิดฉากอาชีพในวงการโฆษณาหลังจากอยู่กับมันมาถึง 12 ปี ตำแหน่งสุดท้ายของเขาคือ อาร์ตไดเรกเตอร์ ตำแหน่งเดิมตำแหน่งเดียวกับตอนที่เขาเริ่มทำงาน เหตุผลก็คือเขาไม่อยากเลื่อนตำแหน่ง เขาไม่อยากมีลูกน้อง<br />
เขาเกลียดเรื่องงานบริหารที่ต้องดูแลคนมากๆ</p>
<p>เป้าหมายเดียวของจิมมี่ในวันนั้นก็คืออยู่บ้านเพื่อวาดรูป</p>
<h3><strong>ตุลาคม </strong><strong>2538</strong><strong> เหนือฟากฟ้ามีเสียงฟ้าฟาด</strong></h3>
<p>จิมมี่มีความสุขกับการอยู่บ้านวาดรูปได้ประมาณ 1 ปี จากนั้น เขาก็เริ่มมีอาการปวดขานิดๆ ไปหาหมอหลายแห่งก็ไม่พบสาเหตุ เขาทนปวดขามาได้ 3 เดือน ก็ตัดสินใจเข้าโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด แล้วจิมมี่ก็พบความจริงที่ยากจะรับได้</p>
<p>“ตอนแรกหมอไม่กล้าบอกผมตรงๆ ว่าเป็นอะไร เขาบอกแค่พบอะไรบางอย่างที่ไม่ดีตรงกระดูกสันหลัง ผมเลยถามหมอว่าเป็นมะเร็งใช่ไหม หมอก็พยักหน้า” จิมมี่ถอดแว่นวางบนโต๊ะ ตาของเขาเริ่มแดง</p>
<p>จิมมี่เป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือด หรือ ลูคีเมีย</p>
<p>“ผมร้องไห้ทันทีเลย หมอบอกว่าอาการของผมรุนแรงมาก คืนนั้นผมต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาทันที ต้องโทรตามคนที่บ้านให้มาประชุมที่โรงพยาบาลว่าจะเอายังไง มันเป็นช่วงเวลาที่ทรมานมาก” น้ำเสียงที่จิมมี่เล่าฟังดูสนุก แต่ตาของเขาไม่ได้บอกอย่างนั้น</p>
<p>“ผมคิดว่าตัวเองไม่รอดแน่ เพราะผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้มาก่อน เคยเห็นแต่ในหนัง คนที่เป็นโรคนี้ตายทุกคน อย่างที่สอง คนรอบข้างที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เป็นโรคนี้ก็ไม่มีใครรอด”</p>
<p>“ผมเตรียมตัวตายแล้ว” จิมมี่หัวเราะอีกครั้ง “ผมกลัวมาก สิ้นหวัง เศร้าใจ เสียใจ สุดท้ายก็แล้วแต่หมอว่าจะทำอะไรกับชีวิตผม มันเป็นช่วงเวลาที่ทรมานมากๆ”</p>
<p>จิมมี่ใช้เวลารับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่ 5 เดือน ผ่านการทำเคมีบำบัด 3 ครั้ง แล้วเขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน ซึ่งเขาไม่คิดว่านี่คือสัญญาณที่ดีขึ้น</p>
<p>“มันยิ่งแย่ ไม่มีหมอ ไม่มีพยาบาล ไม่มีคนที่จะปรึกษาได้ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน” น้ำเสียงของจิมมี่ฟังดูเศร้า<br />
เกือบปีหลังจากนั้นก็มีบรรณาธิการถามไถ่เข้ามาว่าเขายังวาดรูปได้ไหม เขาก็ตอบว่าวาดได้ แต่คงวาดวันละรูปเหมือนเก่าไม่ได้ อาจจะได้แค่สัปดาห์ละรูป แล้วภาพวาดของจิมมี่ก็ได้โอกาสกลับมาปรากฏตัวในวงการน้ำหมึกอีกครั้ง จิมมี่มองว่าบรรณาธิการคงอยากช่วยเหลือเขามากกว่าเหตุผลอื่น</p>
<p>“รูปที่ผมวาดในช่วงนั้นไม่เหมือนรูปที่เคยวาดก่อนป่วยเลย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็ได้ยินคนพูดว่ารูปที่ผมวาดมันดีมาก<br />
อาจจะเป็นเพราะว่ามีพระเจ้าช่วยผมก็ได้” ภาพวาดในช่วงนั้นของจิมมี่ยังคงเป็นภาพสีน้ำแต่เปลี่ยนจากภาพสีสันสดใสกลายมาเป็นภาพขาวดำที่ประณีต เศร้า และเหงาจับใจ ภายหลังภาพวาดชุดนี้ได้ถูกนำมารวมอยู่ในหนังสือเรื่อง&nbsp;<em>Beautiful Solitude </em>และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในชีวิตของจิมมี่</p>
<p>ระยะเวลา 3 ปีนับตั้งแต่เขามีอาการป่วย จิมมี่ก็หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง กินอาหารเจ อาหารปลอดสารพิษ และเล่นซี่กง</p>
<p>“ผมมองชีวิตแค่มีชีวิตต่อไปวันต่อวัน ไม่รู้ว่าความหวังมันไปอยู่ที่ไหน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับสุขภาพผมนิดเดียว ผมจะรู้สึกหวาดกลัวมาก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/interview_yesterdaywithaview_ep2-1.jpg"></p>
<blockquote><p>“ผมรู้สึกว่ารางวัลด้านโฆษณามันไม่จริง เพราะงานที่ทำไปส่งประกวดกันมันไม่ใช่งานจริง แล้วโฆษณาเป็นสิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมาก 1 ปีผ่านไปคงไม่มีใครจำได้ว่าปีที่แล้วใครเคยได้รางวัล ใครเคยเด่น เหมือนซีรีส์ญี่ปุ่น เป็นละครที่ดูจบแล้วก็ผ่านไป ไม่เคยอยู่ในความทรงจำของใคร&#8221;</p></blockquote>
<p><em style="background-color: initial;">(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 75 พฤศจิกายน 2549)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง<br />
</em><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/admin/pages/my_form/topic_interview/178">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-3">ตอนที่ 3</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-4">ตอนที่ 4</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-2/">JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 1/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/jimmy-liao-%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%97/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/jimmy-liao-%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%97/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Mar 2016 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Moon Forgets]]></category>
		<category><![CDATA[ไต้หวัน]]></category>
		<category><![CDATA[จิมมี่ เลี่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ไทเป]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[นักเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[นักทำภาพประกอบ]]></category>
		<category><![CDATA[A Chance of Sunshine]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/jimmy-liao-%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%97/</guid>

					<description><![CDATA[<p>จิมมี่ เลี่ยว คือ นักเขียนชาวไต้หวันที่โด่งดังระดับโลก A Chance of Sunshine หนังสือภาพสุดโรแมนติกของเขาถูกแปลไปแล้ว 11 ภาษา ขายไปแล้วกว่า 1 ล้านเล่มทั่วโลก เขาคือผู้ให้กำเนิด ‘หนังสือภาพสำหรับผู้ใหญ่’ หนังสือหมวดหมู่ใหม่ที่กลายเป็นกระแสในไต้หวัน งานของเขาสวย หวาน สีสันสดใส แต่เต็มไปด้วยความหงอยเหงาและเศร้าโศก ขณะที่สไตล์ลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์เกิดจากการวาดรูปเพื่อบำบัดตัวเองในช่วงป่วยเป็นโรคลูคีเมียขั้นรุนแรง เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีชีวิตรอด แต่เขารอด ที่ไต้หวัน, เราเห็นภาพวาดเขาได้ตั้งแต่บนบัตรรถไฟฟ้า โฆษณาข้างรถเมล์ ไปจนถึงบนรถยนต์รุ่นพิเศษที่ทำออกมาเจาะตลาดกลุ่มผู้หญิง และบนผลิตภัณฑ์อีกหลายร้อยชนิด น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก จิมมี่ เลี่ยว จิมมี่เป็นคนเก็บตัว ไม่ออกงานสังคม ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ใครง่ายๆ แต่ชื่อ ‘นักเขียน’ อย่างเขาก็ยังโด่งดังได้ไม่ต่างจากดารา ไม่อยากรู้หรือว่า ทำไม? 14 ตุลาคม 2549 อากาศเย็นเหมือนเป็นฤดูหนาว “คุณเป็นนักเขียนหรือ” นี่คือประโยคแรกที่ผมได้รับการทักทายจากไต้หวัน ผ่านปากของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินเจียงไคเช็ค โทษฐานที่ผมดันกรอกอาชีพใน Arrival Card ว่าเป็น ‘Writer’ “ใช่” ผมสบตาเจ้าหน้าที่คนนั้น “คุณมาเขียนเรื่องอะไร” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jimmy-liao-%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%97/">JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><br />
จิมมี่ เลี่ยว</strong> คือ นักเขียนชาวไต้หวันที่โด่งดังระดับโลก</p>
<p>A Chance of Sunshine หนังสือภาพสุดโรแมนติกของเขาถูกแปลไปแล้ว 11 ภาษา ขายไปแล้วกว่า 1 ล้านเล่มทั่วโลก</p>
<p>เขาคือผู้ให้กำเนิด ‘หนังสือภาพสำหรับผู้ใหญ่’ หนังสือหมวดหมู่ใหม่ที่กลายเป็นกระแสในไต้หวัน งานของเขาสวย หวาน สีสันสดใส แต่เต็มไปด้วยความหงอยเหงาและเศร้าโศก ขณะที่สไตล์ลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์เกิดจากการวาดรูปเพื่อบำบัดตัวเองในช่วงป่วยเป็นโรคลูคีเมียขั้นรุนแรง</p>
<p>เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีชีวิตรอด แต่เขารอด</p>
<p>ที่ไต้หวัน, เราเห็นภาพวาดเขาได้ตั้งแต่บนบัตรรถไฟฟ้า โฆษณาข้างรถเมล์ ไปจนถึงบนรถยนต์รุ่นพิเศษที่ทำออกมาเจาะตลาดกลุ่มผู้หญิง และบนผลิตภัณฑ์อีกหลายร้อยชนิด น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก จิมมี่ เลี่ยว</p>
<p>จิมมี่เป็นคนเก็บตัว ไม่ออกงานสังคม ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ใครง่ายๆ แต่ชื่อ ‘นักเขียน’ อย่างเขาก็ยังโด่งดังได้ไม่ต่างจากดารา</p>
<p>ไม่อยากรู้หรือว่า ทำไม?</p>
<h3>14 ตุลาคม 2549 อากาศเย็นเหมือนเป็นฤดูหนาว</h3>
<p>“คุณเป็นนักเขียนหรือ”</p>
<p>นี่คือประโยคแรกที่ผมได้รับการทักทายจากไต้หวัน ผ่านปากของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินเจียงไคเช็ค โทษฐานที่ผมดันกรอกอาชีพใน Arrival Card ว่าเป็น ‘Writer’</p>
<p>“ใช่” ผมสบตาเจ้าหน้าที่คนนั้น</p>
<p>“คุณมาเขียนเรื่องอะไร” น้ำเสียงของเขาคล้ายจะเป็นการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบผู้มาเยือนจากต่างแดนมากกว่าตั้งใจจะจับผิด</p>
<p>“ผมมาสัมภาษณ์จิมมี่ เลี่ยว” ชื่อนักเขียนระดับขวัญใจคนไต้หวันทั้งชาติที่เอ่ยไปน่าจะช่วยให้ผมผ่านโต๊ะนี้ไปได้เร็วขึ้น</p>
<p>“ขอโทษ เขาคือใครหรือ” เจ้าหน้าที่คนนั้นขมวดคิ้ว แม้ผมจะลองผันเสียงชื่อจิมมี่ในอีกหลายวรรณยุกต์ เจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะพยักหน้า สุดท้ายผมก็ตัดสินใจหยิบเอาหนังสือ A Chance of Sunshine ที่อยู่ในเป้บนหลังออกมายื่นให้เขาดู</p>
<p>“จี๋หมี่” เจ้าหน้าที่คนนั้นออกเสียงชื่อของจิมมี่ในสำเนียงจีนพร้อมรอยยิ้ม “เขาเป็นนักเขียนที่ดังมาก ผมชอบหนังสือเล่มนี้ของเขามาก คุณนี่โชคดีจัง ได้เจอตัวจริงของเขา”</p>
<p>บริษัทจิมมี่สปา (Jimmy S.P.A.) เป็นสำนักงานขนาด 2 ชั้น ภายในเต็มไปด้วยภาพผลงานของจิมมี่ที่ถูกขยายใหญ่เอามาติดแต่งไว้แทนวอลล์เปเปอร์ทั่วสำนักงาน ‘กาลาเทีย’ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัทจิมมี่สปาพาผมเดินผ่านออฟฟิศไปยังโต๊ะประชุมที่อยู่ด้านใน ทุกโต๊ะทำงานที่ผมเดินผ่านล้วนมีข้าวของเครื่องใช้ที่มีลวดลายผลงานของจิมมี่วางอยู่ทุกโต๊ะ</p>
<p>หลังโต๊ะประชุมเป็นชั้นขนาดใหญ่เต็มผนัง สิ่งที่เรียงอยู่บนชั้นคือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มาจากผลงานในหนังสือของจิมมี่ คะเนด้วยสายตาน่าจะเกินกว่า 200 แบบ</p>
<p>ก่อนจะเริ่มการพูดคุย กาลาเทีย แอนนี่ และยูซาน 3 เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานเรื่องการสัมภาษณ์จิมมี่ยื่นนามบัตรของพวกเธอให้ผม ครึ่งขวาของนามบัตรเป็นพื้นที่ของข้อมูลที่นามบัตรควรจะมี ส่วนครึ่งซ้ายเป็นรูปตัวละครน่ารักๆ จากหนังสือของจิมมี่พิมพ์ 4 สีสวยสด แทนรูปถ่ายของเจ้าของนามบัตร</p>
<p>เมื่อถามถึงรูปบนนามบัตรของจิมมี่ กาลาเทียบอกว่าจิมมี่ไม่มีนามบัตร และไม่เคยร้องขอที่จะทำ</p>
<p>จิมมี่สปา เป็นบริษัทตัวแทนของจิมมี่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์งานของจิมมี่ทั้งหมด หลักใหญ่ใจความของบริษัทนี้ก็คือพยายามจะไม่ลงมือผลิตอะไรเอง แต่ใช้วิธีให้ลิขสิทธิ์คนที่ถนัดในด้านต่างๆ เอาไปทำ หนังสือของจิมมี่ก็ปล่อยให้สำนักพิมพ์มืออาชีพพิมพ์ ของที่ระลึกประเภทต่างๆ ก็แล้วแต่ว่าจะมีสินค้าตัวไหนติดต่อมาขอเอาไปทำ รวมไปถึงการให้ลิขสิทธิ์เนื้อเรื่องเพื่อเอาไปสร้างหนังหรือทำละครโทรทัศน์ บริษัทนี้บริหารงานโดยทีมงานมืออาชีพจำนวนสัก 20 คน</p>
<p>หน้าที่หลักและหน้าที่เดียวของจิมมี่ก็คือวาดรูปและเขียนเรื่อง</p>
<p>จิมมี่เข้าออฟฟิศแค่ปีละ 1 &#8211; 2 ครั้งเท่านั้น เขาชอบนั่งทำงานที่บ้านมากกว่า จะได้อยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ด้วย ทีแรกผมติดต่อมาว่าอยากขอไปสัมภาษณ์จิมมี่ที่บ้าน เผื่อจะได้เยี่ยมชมห้องทำงานของเขาด้วย แต่จิมมี่บอกว่าไม่สะดวก พร้อมกับยืนยันว่า ห้องทำงานของเขาธรรมดามากจริงๆ เคยมีสื่อมวลชนรายหนึ่งไปเยี่ยมห้องทำงานของเขาแล้วถึงกับผิดหวัง เพราะมันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย</p>
<p>ชีวิตจริง, จิมมี่ก็เป็นคนเรียบง่ายที่แสนจะสมถะไม่ต่างอะไรจากห้องทำงานของเขา จิมมี่เลือกที่จะนั่งรถเมล์และรถไฟใต้ดิน เพราะเขาไม่ค่อยได้ออกจากบ้านก็เลยไม่รู้ว่าจะซื้อรถไปทำไม</p>
<p>กาลาเทียบอกว่า จิมมี่ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อน้อยมากๆ เพราะเขาไม่อยากมีชื่อเสียง ดังนั้นก่อนจะตกลงให้สัมภาษณ์ก็ต้องคัดกรองกันอย่างดี เลือกเฉพาะสื่อที่เหมาะจริงๆ สื่อจากต่างประเทศที่เคยมาสัมภาษณ์จิมมี่ก็มีจากประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และนี่เป็นครั้งแรกของสื่อจากประเทศไทย แล้วในช่วงนี้ช่อง Discovery ก็กำลังตามบันทึกภาพทำสารคดีชีวิตของจิมมี่ เลี่ยว เพื่อออกอากาศทั่วเอเชียด้วย</p>
<p>ผมกางลิสต์ที่ต้องการความช่วยเหลือจากกาลาเทียออกมาเล่าให้เธอฟังทีละข้อ จนมาถึงข้อที่ขอถ่ายภาพร่างงานที่จิมมี่ยังวาดไม่เสร็จ กาลาเทียออกตัวว่า คงเป็นไปได้ยากเพราะไม่มีใครเคยเห็น พวกเธอจะได้เห็นเฉพาะรูปที่จิมมี่วาดเสร็จแล้วเท่านั้น</p>
<p>ยังไม่ทันเอ่ยปาก, กาลาเทียก็เดินไปหยิบภาพวาดต้นฉบับ 3 ภาพของจิมมี่มาให้ดู มันเป็นงานสีน้ำบนกระดาษร้อยปอนด์ผิวเรียบขนาดประมาณ A2 ใส่รวมกันอยู่ในซองพลาสติก ผมจำได้ว่ามันเป็นภาพจากหนังสือเรื่อง Moon, Forgets ที่ใหญ่กว่ารูปในหนังสือเกือบ 2 เท่า กาลาเทียอธิบายว่า ภาพงานทั้งหมดของจิมมี่จำนวนนับพัน เขาเก็บมันไว้ที่บ้าน ส่วนรูปที่หลงมาอยู่ในมือผมตอนนี้เป็นรูปที่ทางกาลาเทียขอนำมาสแกนเพื่อเอาไปใช้ทำอะไรสักอย่าง</p>
<p>ข้อมูลสุดท้ายที่ผมได้รับจากกาลาเทียก็คือ จิมมี่เป็นคนขี้อายมาก พูดน้อย และไม่ถนัดในการใช้ภาษาอังกฤษ เราเลยต้องสนทนากันผ่านล่าม</p>
<p>ถ้ามีคนสงสัยว่าจิมมี่ เลี่ยว คือใคร? บนปกหน้าของหนังสือรวมผลงานของเขาเขียนบอกไว้ว่า</p>
<p>จิมมี่ เลี่ยว คือ นักเขียน, นักทำภาพประกอบ, กวี, นักเล่าเรื่อง, พ่อ และ เด็ก</p>
<h3>16 ตุลาคม 2549 แดดสาด</h3>
<p>บ่าย 2 โมงตรง ผม กาลาเทีย แอนนี่ และคเชนทร์ ช่างภาพที่เพิ่งบินตามมาสมทบเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ และคุณสุนีย์ ล่ามไทย-จีน นั่งรอจิมมี่พร้อมอยู่ในห้องประชุมของสำนักพิมพ์โลคัสเรียบร้อย</p>
<p>จิมมี่โทรมาบอกกาลาเทียว่าจะมาถึงช้าประมาณครึ่งชั่วโมง คเชนทร์ขอตัวเดินลงไปดูโลเคชันสำหรับถ่ายรูป เขาสนใจมุมหนึ่งในสวนสาธารณะตรงเกาะกลางถนน เขาว่ามันคล้ายกับบรรยากาศในหนังสือหลายๆ เรื่องของจิมมี่</p>
<p>ผมถามกาลาเทียว่าจิมมี่จะยอมเดินลงจากตึกไปถ่ายรูปข้างล่างไหม เธอบอกว่าไม่รู้จริงๆ อันนี้ต้องแล้วแต่จิมมี่ ถ้าเขายอมก็จบ แต่ถ้าไม่ยอม เธอยินดีส่งไฟล์รูปถ่ายที่มีอยู่แล้วให้เรา เธอว่าให้ผมลองขอจิมมี่ดูเองตอนสัมภาษณ์ก็แล้วกัน</p>
<p>เหตุผลเดียวที่จะทำให้เขาไม่ยอมลงไปถ่ายรูปกับเราข้างล่างก็คือ ‘เขาอาย’</p>
<p>บ่าย 2 โมง 25 นาที จิมมี่มาแล้ว</p>
<p>เสียงของจิมมี่ดังผ่านประตูเข้ามาก่อนตัว จิมมี่เป็นผู้ชายร่างเล็ก สวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ สะพายกระเป๋าผ้า ดูสมกับเป็นอดีตอาร์ตไดเรกเตอร์บริษัทโฆษณาจริงๆ</p>
<p>จิมมี่เดินเข้ามาหาพวกเรา เขาก้มหัวขอโทษที่มาสายอยู่หลายหน แล้วค่อยเริ่มต้นเอ่ยปากทักทายกัน ผมนั่งติดกับจิมมี่ ตรงข้ามเราคือล่าม ก่อนอื่น ผมเริ่มแนะนำ a day ให้เขารู้จัก</p>
<p>เท่าที่ผมสังเกตได้ จิมมี่เป็นผู้ชายที่ร่าเริง หัวเราะสนุกตลอดเวลา ไฮเปอร์นิดๆ แล้วก็ดูเป็นผู้ชายนิ่มๆ ที่มีแววตาซุกซนเหมือนเด็กๆ</p>
<p>“ได้ยินมาว่าคุณไม่ชอบให้สัมภาษณ์เพราะไม่ชอบการมีชื่อเสียง ไม่ชอบเป็นที่รู้จักของคน ชื่อเสียงมันไม่ดีตรงไหนหรือ” ผมถามจิมมี่ผ่านล่าม</p>
<p>“คุณเริ่มสัมภาษณ์แล้วใช่ไหม” จิมมี่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ผมอยากให้ผู้อ่านรู้จักแค่ผลงานของผม รู้แค่ว่าคนทำชื่อจิมมี่ก็พอ ไม่ต้องรู้หรอกว่าคนทำเป็นใคร หน้าตาเป็นยังไง ตัวผมไม่มีอะไรน่าสนใจ ผลงานของผมน่าสนใจมากกว่า”</p>
<p>จิมมี่ตอบแบบอายๆ</p>
<p>จิมมี่จะเขินมากกว่านี้หลายเท่าถ้ามีผู้อ่านทักเขาในที่สาธารณะ “แต่ไม่ค่อยมีคนทักผมหรอก มีคนจำหน้าผมได้ไม่เยอะ เวลาผมไปยืนตรงจุดที่วางหนังสือผมในร้านหนังสือยังไม่มีคนรู้จักผมเลย อย่างนี้ก็ดี” สิ่งที่จิมมี่สังเกตได้จากการยืนดูกลุ่มแฟนหนังสือของเขาก็คือ หนังสือของเขาไม่เหมือนหนังสือทั่วไปที่มีแต่ตัวหนังสือซึ่งต้องอ่านคนเดียว แต่หนังสือภาพของเขาอ่านด้วยกันได้ เขาเลยมักเห็นคู่รักหนุ่มสาวยืนอ่านหนังสือของเขาด้วยกันบ่อยๆ อ่านไปคุยกันไป แต่ถ้าใครมองว่าหนังสือของเขาเป็นเหมือนกามเทพชั้นดีที่ช่วยให้คนรักกัน เขาขอปฏิเสธ “หนังสือของผมออกไปทางโศกเศร้า เป็นสีดำๆ หม่นๆ ไม่น่าจะนำความรักมาให้ผู้อ่านได้หรอก”</p>
<p>เสียงโทรศัพท์มือถือของจิมมี่ดังแทรกขึ้นมา เขารีบรับสายแล้วตอบว่าไม่สะดวกคุยตอนนี้ เดี๋ยวโทรกลับ แล้วเขาก็ปิดโทรศัพท์มือถือโนเกียรุ่น 2100 เครื่องเก่าตัวเครื่อเรียบๆ ไร้ลูกเล่น ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะ</p>
<h3>มิถุนายน 2505 เมฆหนาฟ้าครึ้ม</h3>
<p>เมื่อพูดถึงชีวิตในวัยเด็ก สิ่งแรกที่จิมมี่คิดถึงก็คือ ‘ความเหงา’</p>
<p>“ผมรู้สึกว่าตัวเองเหงา พ่อแม่พาผมไปอยู่กับย่าที่ชนบท ภาพที่ผมจำได้ก็คือ ผมอยู่กับย่าในบ้านหลังใหญ่ แล้วทุ่งนาก็กว้างมากแต่ไม่มีเพื่อน รอบๆ บ้านไม่มีใครเลย ช่วงฤดูร้อนมีญาติๆ ที่เป็นพี่ๆ น้องๆ มาเล่นด้วยบ้าง แต่เวลาอื่นผมอยู่คนเดียว วัยเด็กของผมไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไหร่ ไม่ได้มีอะไรไม่ดีนะ มันแค่เงียบเหงา ผมไม่ค่อยมีความทรงจำในวัยเด็ก จำได้คร่าวๆ ว่าโตที่ชนบท แม่บอกว่าเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก แต่ในความทรงจำของผมรู้สึกว่ามันนานมาก”</p>
<p>จิมมี่เคยเขียนความทรงจำในวัยเด็กของเขาไว้ในเรื่อง The Moments ว่า ช่วงอายุก่อน 4 ขวบ ผมว่าก็น่าจะมีความสุขนะ แต่เรื่องที่จำได้แม่นที่สุดกลับมีแต่เรื่องเสียใจเป็นส่วนใหญ่ เรื่องความสุขสนุกสนานเล็กๆ น้อยๆ กลับดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างรางเลือน มีแต่อดีตอันทุกข์ระทมเท่านั้นที่มักจะวนเวียนอยู่ในใจไม่เลิกรา</p>
<p>“ตอนเด็กๆ ผมเคยตกน้ำ 2 ครั้ง” จิมมี่หัวเราะเสียงดังเมื่อย้อนคิดถึงวัยเด็ก “มีครั้งนึงที่ม้าแกะสลักบนหลังตู้ตกมาใส่ ผมจำได้ว่าตอนถูกเข็นเข้าไปในโรงพยาบาล เส้นผมของผมมีแต่เลือด อีกเรื่องที่จำได้ก็คือ ตอนเทศกาลไหว้บรรพบุรุษ น้องชายผมหายตัวไป แถวนั้นมีสระน้ำ แล้วข้างๆ สระน้ำก็มีรองเท้าของเด็กคู่หนึ่ง แม่คงคิดว่าน้องอยู่ในนั้น ภาพที่ผมจำได้ก็คือ แม่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้นแล้วก็ลงไปหาน้องในน้ำ 2 วันถัดมาถึงหาเจอ” เล่าจบจิมมี่ก็รีบเสริมว่า เรื่องสนุกสนานในวัยเด็กก็มีบ้างเหมือนกัน เช่น ได้เล่นในทุ่งนา จับกบ แต่เขาจำเรื่องเศร้าได้แม่นกว่า</p>
<p>จิมมี่กลับเข้ามาเรียนชั้นประถมในเมืองที่ไทเป เขาบอกว่าทุกปีครูจะพานักเรียนไปเที่ยวสวนสัตว์แล้วก็ให้นักเรียนวาดภาพสัตว์ จิมมี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงวาดแต่ภาพยีราฟเหมือนเดิมทุกปี ทำให้ตอนนี้เขาไม่อยากวาดยีราฟอีกต่อไปแล้ว</p>
<p>อีกเรื่องที่เขาจำได้แม่นก็คือ เขาชอบวาดภาพประกวด แต่ไม่เคยได้รางวัล “ผมไปถามครูว่าทำไมผมถึงไม่ได้รางวัล ครูบอกว่าผลงานของผมมันเกินวัยเหมือนผลงานของผู้ใหญ่ก็เลยไม่ให้รางวัล แต่ผมคิดว่าครูคงหลอกผมมากกว่า” จิมมี่หัวเราะร่วน เขาบอกว่าช่วงประถมเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขมาก</p>
<p>“ช่วงมัธยมไม่มีความสุขแล้ว เพราะถูกตีทุกวัน ผมต้องเรียนหนังสือทุกวัน สอบทุกวัน แล้วก็โดนตีทุกวัน” จิมมี่เล่าว่า ผลการเรียนของเขาไม่แย่มาก แต่ก็ไม่ถึงกับดี ตอน ม.1 เขาเคยแข่งขันวาดรูประดับโรงเรียนแล้วได้ที่ 1 ตอน ม.2 ได้ที่ 2 ม.3 ได้ที่ 3</p>
<p>ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย จิมมี่มีเพื่อนใหม่คนหนึ่งเพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนอื่น เพื่อนคนนี้บอกว่าอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้านศิลปะ จิมมี่ถึงได้รู้ว่ามันมีสาขานี้ในมหาวิทยาลัยด้วย เขาเลยไปเรียนพิเศษด้านการวาดรูปเพิ่มเติมอยู่ 3 &#8211; 4 เดือน</p>
<p>ในที่สุดเขาก็สอบติดคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยวัฒนธรรมของไทเป</p>
<p style="text-align: center;"><img></p>
<blockquote><p>“ผมอยากให้ผู้อ่านรู้จักแค่ผลงานของผม รู้แค่ว่าคนทำชื่อจิมมี่ก็พอ ไม่ต้องรู้หรอกว่าคนทำเป็นใคร หน้าตาเป็นยังไง ตัวผมไม่มีอะไรน่าสนใจ ผลงานของผมน่าสนใจมากกว่า”</p></blockquote>
<p><em style="background-color: initial;">(จากคอลัมน์ a day with a view &#8211; a day 75 พฤศจิกายน 2549)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง</em></p>
<p><strong>คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่<br />
</strong><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-2">ตอนที่ 2<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-3">ตอนที่ 3<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-4">ตอนที่ 4</a></p>
<p style="text-align: center;"><img alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jimmy-liao-%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%97/">JIMMY LIAO : ผมก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/jimmy-liao-%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
