<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ลักษิกา จิระดารากุล, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author118/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 16:38:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>&#8220;มูฟออนแล้วทำงานใหม่ให้ดีขึ้น&#8221; เมื่อออกแบบแอบบอกว่าควรทิ้งอะไรในยามงานหนัก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/oakbab-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Dec 2019 10:00:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[นักแสดง]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นางแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลาดเกมส์โกง]]></category>
		<category><![CDATA[ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=82798</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอนคุณกำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้ คุณคงได้ชมทีเซอร์ของภาพยนตร์เรื่อง ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ ไปเรียบร้อยแล้ว ฉันคิดเอาเองว่าใครๆ ก็น่าจะเคยประสบปัญหาแบบ &#8216;จีน&#8217; หญิงสาวในเรื่องผู้ต้องการจะเคลียร์บ้านเพื่อรีโนเวต เกิดเป็นมหกรรมการโละของออกจากบ้าน จนไปเจอกับสิ่งของแห่งความทรงจำบางชิ้นที่ไม่รู้ว่าควรจะทิ้ง เก็บไว้ หรือนำไปคืนดี นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ ออกแบบ–ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง กลับมารับบทบาทบนจอหนังอีกครั้งหลังห่างหายไปโลดแล่นกับความโด่งดังของภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จากความสำเร็จในวันนั้น โอกาสมากมายวิ่งเข้าหาออกแบบในระดับที่เธอเองก็ไม่เคยคาดฝันมาก่อน ไม่ว่าจะด้านแฟชั่น การเดินแบบ หรือการแสดง จนได้โกอินเตอร์ไปปรากฏตัวตามสื่อระดับโลกไม่น้อย ยังไม่นับที่เธอได้สั่งสมบทเรียนและประสบการณ์ผ่านการเดินทางไปทำงานหลายประเทศ กลายเป็นหลักไมล์สำคัญที่ทำให้โลกในสายตาของหญิงสาวคนหนึ่งกว้างขึ้นมากจากเดิม ในวันที่เธอเติบโตขึ้นทั้งการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ประสบการณ์การทำงาน และขวบปีที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ที่ผ่านมาออกแบบใช้ชีวิตแบบไหนและต้องทิ้งอะไรไปบ้าง ในโมงยามที่ทำงานอย่างหนักหน่วง สถานที่ทำงานคือที่ไหนสักแห่งบนโลกที่ไม่ใช่บ้านเกิด เธอได้อะไรกลับมา แน่นอนว่าทั้งหมดนั่นทำให้ภายนอกเธอดูโตและเป็นผู้ใหญ่ แต่หญิงสาววัย 23 ปีคนนี้กลับย้ำกับเราเสมอว่า เธอยังไม่โต เธอยังไม่อยากเป็นผู้ใหญ่ หลังจาก ฉลาดเกมส์โกง มีอะไรในตัวเราที่เปลี่ยนไปบ้าง  รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้นและโตขึ้นผ่านการเดินทางต่างๆ &#160; หมายถึงรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นจากการทำงานในหลายๆ ประเทศใช่ไหม ใช่ เพราะการเดินทางของออกแบบเริ่มต้นจาก star tour ของ ฉลาดเกมส์โกง แล้วมันได้ไปหลายประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมและสังคมของเขาที่เราได้เรียนรู้ในหลายๆ แง่มุม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/oakbab-interview/">&#8220;มูฟออนแล้วทำงานใหม่ให้ดีขึ้น&#8221; เมื่อออกแบบแอบบอกว่าควรทิ้งอะไรในยามงานหนัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ตอนคุณกำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้ คุณคงได้ชมทีเซอร์ของภาพยนตร์เรื่อง <em>ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ</em> ไปเรียบร้อยแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันคิดเอาเองว่าใครๆ ก็น่าจะเคยประสบปัญหาแบบ &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">จีน&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">หญิงสาวในเรื่องผู้ต้องการจะเคลียร์บ้านเพื่อรีโนเวต เกิดเป็นมหกรรมการโละของออกจากบ้าน จนไปเจอกับสิ่งของแห่งความทรงจำบางชิ้นที่ไม่รู้ว่าควรจะทิ้ง เก็บไว้ หรือนำไปคืนดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ <strong>ออกแบบ–ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง</strong> กลับมารับบทบาทบนจอหนังอีกครั้งหลังห่างหายไปโลดแล่นกับความโด่งดังของภาพยนตร์เรื่อง <em>ฉลาดเกมส์โกง</em> ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกเมื่อ </span><span style="font-weight: 400;">2</span><span style="font-weight: 400;"> ปีที่แล้ว</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-82821 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากความสำเร็จในวันนั้น โอกาสมากมายวิ่งเข้าหาออกแบบในระดับที่เธอเองก็ไม่เคยคาดฝันมาก่อน ไม่ว่าจะด้านแฟชั่น การเดินแบบ หรือการแสดง จนได้โกอินเตอร์ไปปรากฏตัวตามสื่อระดับโลกไม่น้อย ยังไม่นับที่เธอได้สั่งสมบทเรียนและประสบการณ์ผ่านการเดินทางไปทำงานหลายประเทศ กลายเป็นหลักไมล์สำคัญที่ทำให้โลกในสายตาของหญิงสาวคนหนึ่งกว้างขึ้นมากจากเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันที่เธอเติบโตขึ้นทั้งการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ประสบการณ์การทำงาน และขวบปีที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ที่ผ่านมาออกแบบใช้ชีวิตแบบไหนและต้องทิ้งอะไรไปบ้าง ในโมงยามที่ทำงานอย่างหนักหน่วง สถานที่ทำงานคือที่ไหนสักแห่งบนโลกที่ไม่ใช่บ้านเกิด เธอได้อะไรกลับมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าทั้งหมดนั่นทำให้ภายนอกเธอดูโตและเป็นผู้ใหญ่ แต่หญิงสาววัย </span><span style="font-weight: 400;">23 </span><span style="font-weight: 400;">ปีคนนี้กลับย้ำกับเราเสมอว่า เธอยังไม่โต เธอยังไม่อยากเป็นผู้ใหญ่</span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-82836 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-18.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>หลังจาก <em>ฉลาดเกมส์โกง</em> มีอะไรในตัวเราที่เปลี่ยนไปบ้าง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้นและโตขึ้นผ่านการเดินทางต่างๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>หมายถึงรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นจากการทำงานในหลายๆ ประเทศใช่ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ เพราะการเดินทางของออกแบบเริ่มต้นจาก </span><span style="font-weight: 400;">star tour </span><span style="font-weight: 400;">ของ <em>ฉลาดเกมส์โกง</em> แล้วมันได้ไปหลายประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมและสังคมของเขาที่เราได้เรียนรู้ในหลายๆ แง่มุม หลักๆ เลยคือวัฒนธรรมการทำงาน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นจากการได้เรียนรู้อะไรพวกนี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>อะไรที่ทำให้เรารู้ว่าตัวเองโตขึ้น </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มุมมองของเราที่เข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้น แบบเข้าใจจริงๆ ไม่ได้บังคับว่าต้องพยายามทำความเข้าใจ แต่เราเข้าใจมันเอง นี่แหละคือจุดที่ทำให้เราเข้าใจตัวเองและโตขึ้น</span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-82822 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82823 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ช่วงสองปีที่ผ่านมาคุณทำอะไรอีกบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ได้โกอินเตอร์จากการทำงาน ออกแบบได้ไปต่างประเทศบ่อยๆ จากแฟชั่นและงานแสดง แฟชั่นก็มีฮ่องกง ไต้หวัน จีน ซึ่งออกแบบก็ได้ไปถ่ายซีรีส์ที่จีนมาด้วย ถือว่าได้เปิดโลกกว้างที่เป็นอีกชีวิตหนึ่งที่เราได้เรียนรู้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ยากไหมกับการต้องทำงานต่างประเทศเป็นระยะเวลานานๆ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ออกแบบว่าจริงๆ มันก็เหมือนกับที่ไทย แต่แค่เป็นเรื่องความแตกต่างของทีมงาน อย่างประเทศจีนเขาค่อนข้างทำงานเป็น </span><span style="font-weight: 400;">project by project</span><span style="font-weight: 400;"> จำนวนเงินเท่านี้ และต้องเสร็จในเวลาเท่านั้นเท่านี้ มีการกำหนดเลยว่าสามวันต้องได้หนึ่งตอน แต่ในหนึ่งตอนดีเทลเยอะมากๆ เพราะฉะนั้นทุกคนจะไม่พร้อมไม่ได้ ทุกคนต้องพร้อมกัน ต้องสามัคคีกัน ไม่ว่าจะช่างกล้อง ช่างไฟ ทุกคนต้องอยู่ด้วยกัน เวลาสี่เดือนที่อยู่กับพวกเขาออกแบบต้องพร้อมไปทำงานทุกเมื่อ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ซึ่งการทำงานถือเป็นสิ่งที่คุณได้เรียนรู้มากๆ จากการไปต่างประเทศใช่ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรียนรู้แบบยิ่งใหญ่เลย ตอนที่ออกแบบมีโอกาสไปทำงานกับ </span><span style="font-weight: 400;">CHANEL</span><span style="font-weight: 400;"> ตอน c</span><span style="font-weight: 400;">ruise collection </span><span style="font-weight: 400;">ที่มาโปรโมตที่ไทย ออกแบบไปถ่ายงานที่ฝรั่งเศส ทีมงานเขามีสตอรีบอร์ดของทุกอย่างที่ชัดเจนมากๆ มีการเตรียมพร้อมในการทำงาน รวมไปถึงการเตรียมนักแสดงที่ต้องให้รอแบบไม่เหนื่อย เพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่ามาสนุกกับการทำงาน ไม่ใช่มาทำงานเพื่อทำงาน แต่ขณะเดียวกันมันคือการออกมาทำงาน ซึ่งพวกเขาพร้อมมากจริงๆ ตอนนี้ต้องหมดเวลาแล้วนะ กำหนดเวลาชัดเจน ซึ่งที่ไทยก็มีนะ แต่มันต่างตรงสโคปการทำงานที่ใหญ่กว่า การทำงานของคนไทยจะเน้นพึ่งพาอาศัยกัน ของต่างประเทศงานก็คืองานจริงๆ และส่วนตัวรู้สึกว่าวงการแฟชั่นต่างประเทศค่อนข้างกว้างกว่าประเทศเรามาก </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82828 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-9.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-9.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-9-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>มีประสบการณ์ทำงานครั้งไหนที่ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สุด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนตัวคิดว่าตอนไปถ่ายซีรีส์อยู่ต่างประเทศนานๆ ประมาณ 4 เดือน เพราะไม่เคยไปนานขนาดนั้น รู้สึกว่าเหนื่อยมากๆ อยากกลับบ้านร้องไห้ โทรหาแม่จนที่บ้านบินมาเยี่ยม แล้วอย่างที่บอกว่ากองถ่ายโหดมาก ทุกคนต้องพร้อมจริงๆ เพราะทุกคนรับเป็น </span><span style="font-weight: 400;">project by project </span><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดเพื่อทำเรื่องนี้ให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด ดังนั้นเราไม่สามารถบอกหม่าม้าได้ว่าเราจะว่างวันนี้ๆ วันที่หม่าม้ากับครอบครัวมาเยี่ยม เราไม่ว่างเลย พอถ่ายเสร็จสี่ทุ่มให้พี่คนขับรถไปส่งที่โรงแรมหม่าม้า ไปหาหนึ่งชั่วโมง แล้วกลับมาถ่ายต่อ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่มันเป็นหนึ่งชั่วโมงที่มีคุณค่ามาก มันกลายเป็นหนึ่งชั่วโมงที่เป็นภาพจำ เราจำได้ทุกวินาที จำบรรยากาศ จำห้อง จำโรงแรมเป็นฉากๆ แล้วกลายเป็นพลังบวกที่ทำให้เรากลับไปทำงานต่อได้ รู้สึกว่าโอเค เราจะสู้ให้มันจบ คิดว่าไม่ใช่แค่เราที่เป็นต่างชาติมาทำงานที่นี่จะรู้สึก พวกเขาที่เป็นคนที่นี่เองก็รู้สึกเหมือนกัน เราเหนื่อย เขาก็เหนื่อย ทุกคนเหนื่อยเหมือนกันหมด เราคิดด้านเดียวไม่ได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วตอนเข้าวงการ คุณเคยคิดถึงการไปทำงานระดับโลกไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะนางแบบก็คิดเป็นภาพฝัน เป็นเป้าหมายของชีวิตไว้ว่าเรียนจบแล้วจะไปต่างประเทศ หนึ่ง สอง สาม สี่ ก็มีปกติอยู่แล้วของนางแบบคนหนึ่ง แต่เราไม่เคยคิดว่าจะผันตัวมาเป็นนักแสดงมากกว่า เป็นสิ่งที่รู้สึกว่าค่อนข้างห่างไกล ถึงแม้ว่าตัวออกแบบจะได้เล่นมิวสิกวิดีโอ</span><span style="font-weight: 400;">และโฆษณา ซึ่งด้วยฐานะของออกแบบตอนนั้นด้วยมั้งที่ยังรู้สึกว่าการทำการแสดงจริงๆ ทั้งเรื่องมันดูเป็นไปได้ยาก เราไม่คิดว่าจะไปเป็นนักแสดงได้เต็มตัวขนาดนั้น </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82827 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-8.jpg" alt="" width="540" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-8.jpg 540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-8-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></p>
<p><b>หลายคนมองว่าออกแบบนำหน้านักแสดงนางแบบรุ่นพี่ไปแล้ว ตัวคุณเองมองแบบนั้นหรือเปล่า </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ออกแบบเป็นคนสู้แต่ว่าสู้กับตัวเอง ถ้ามีศัตรูก็คือเป็นศัตรูกับตัวเอง เป็นการแข่งกับตัวเองมากกว่า ไม่เคยไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะทุกคนก็มีมุมที่ดีและมุมที่เก่งของแต่ละคนอยู่แล้ว ซึ่งเราเทียบเขาไม่ได้ ไม่มีใครเทียบใครได้เลย </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ชอบแข่งกับตัวเองมากกว่าคนอื่น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ ส่วนตัวรู้สึกว่าการใช้ชีวิตคือมิชชั่น เหมือนการเล่นเกม ถ้าเปรียบเทียบชีวิตก็คือผ่านแต่ละด่านไปให้ได้ เก็บเลเวล แล้วเลเวลในชีวิตจะมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือค่าประสบการณ์ที่เราได้รับมา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ระหว่างนางแบบกับนักแสดง คุณชอบบทบาทไหนมากกว่ากัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ ออกแบบชอบและทำได้ทั้งคู่ แต่ถ้าให้เลือกเลย เราชอบการเป็นนักแสดงมากกว่า เพราะมันท้าทายว่าทำยังไงให้คนเชื่อว่าเราเป็นตัวละครนั้นจริงๆ ไม่ติดภาพการที่เราเป็นตัวละครใดตัวละครหนึ่ง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82842 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-24.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-24-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-24-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>กลับมาสู่จอหนังอีกรอบในฐานะนางเอกพันล้าน คุณกดดันไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่กดดัน เพราะงานคนละสโคปกัน ดีใจมากๆ ที่ได้ทำงานกับทีมนี้ เพราะพี่เต๋อ (</span><span style="font-weight: 400;">นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) คือคนที่อยากทำงานด้วยมานานแล้ว บวกกับพอได้ฟังเรื่องราวของตัวละครที่เราไปแคสต์แล้วดีมาก ส่วนตัวออกแบบชอบ แต่ตอนแคสต์พี่เต๋อก็พูดเลยว่าขอแคสต์ไว้ก่อนนะ เพราะจริงๆ แล้วไม่รู้ว่าจะมีคาแร็กเตอร์เป็นคนไหน ซึ่งด้วยตัวจีนเองก็ค่อนข้างอายุเยอะกว่าออกแบบ เป็นคนวัยทำงานปลายๆ แล้ว เขาก็เลยลองดูว่าจะปรับอะไรได้มากน้อยแค่ไหน แล้วเราก็ได้รับบทนี้ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>อะไรที่ทำให้คุณสนใจอยากแสดงเป็นตัวละครนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะตัวละครไกลตัวออกแบบ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย คนละนิสัยกันเลย เป็นตัวละครที่เราต้องปรับมายด์เซตใหม่หมด ออกแบบเวิร์กช็อปกับพี่เต๋อเกือบทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อคุยกันว่าทำไมจีนถึงทำแบบนี้ ถ้าออกแบบเป็นจีนจะทำยังไง ซึ่งจูนไปจูนมาเราก็เข้าใจจีน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82824 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-5.jpg" alt="" width="540" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-5.jpg 540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-5-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 540px) 100vw, 540px" /></p>
<p><b>ถ้าออกแบบเจอสถานการณ์เดียวกับจีน อะไรที่ทำให้ตัดสินใจทิ้งหรือเก็บของชิ้นนั้น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันอยู่ที่ว่าใครซื้อให้ ถ้าซื้อเองจะทิ้งง่ายมากๆ เป็นคนที่ถ้าของไม่ฟังก์ชั่นกับเราแล้วจะทิ้งเลยเพราะไม่ได้ใช้ แต่ถ้ามีคนให้มา อย่างนาฬิกาเรือนแรกในชีวิตที่พี่ให้ตั้งแต่ ป.5 จะไม่ทิ้ง ต่อให้มันใช้ไม่ได้แล้วก็ตาม หรือโทรศัพท์เครื่องแรกที่หม่าม้าซื้อให้ก็ยังเก็บไว้ไม่เคยทิ้ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วช่วงที่ทำงานหนักๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีอะไรที่คุณรู้สึกว่าต้องทิ้งหรือเสียไปหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าตอนเด็กรู้สึกว่าเสียเวลาเล่น เสียเวลาที่จะได้เล่นกับเพื่อน เสียช่วงชีวิตวัยเด็ก เพราะออกไปทำงานและเรียน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แต่คุณก็เอนจอยกับการเลือกทำสิ่งนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเอนจอยทั้งคู่ คือทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเราก็เอนจอย หรือนานๆ ทีได้กลับมาเล่นกับเพื่อนเราก็เอนจอย หรือการที่เราทิ้งการเรียนการเล่นกับเพื่อนไปบางครั้งเราก็เอนจอย กลายเป็นว่าพอมองกลับไปแล้วมันกลายเป็นโมเมนต์ที่เราทิ้งไปก็ได้ ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่ก็เป็นที่เข้าใจและยอมรับได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82840 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แล้วช่วงที่แทบไม่ได้อยู่ไทยล่ะ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าอย่างนั้นก็เสียดายการที่ไม่ค่อยได้อยู่กับครอบครัวเท่าไหร่ เพราะเดินทางบ่อยมาก คิดถึงการอยู่กับพี่ๆ การทำงานกับคนไทย สุดท้ายแล้วคำว่าโฮมซิก</span><span style="font-weight: 400;">มันมีอยู่จริง เราคิดถึงบ้านมากๆ นั่นคือความเสียดาย เพราะช่วงนั้นเราก็เจอเหตุการณ์ในชีวิตเหมือนกัน อย่างตอนอาม่าเสียเราก็ไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่ทุกคนในครอบครัวเข้าใจออกแบบมากๆ และรู้สึกอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราไม่ทำงานตอนนั้น และถ้าเราเสียใจที่ไม่ได้ทำ เราว่าพวกเขาก็จะเสียใจที่เราไม่ได้ทำเหมือนกัน เพราะครอบครัวซัพพอร์ตเราตั้งแต่เด็กๆ แล้ว อยากทำอะไรก็ทำ แค่ขอให้เรียนให้จบด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเองก็เข้าใจว่าพอมาอยู่จุดนี้มันก็เป็นจุดที่เราเลือกเองด้วย ถ้าต้องทิ้งอะไรบางอย่างไปก็ต้องยอมรับมันให้ได้ โดยที่เข้าใจในเหตุและผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>อย่างนี้เคยผิดหวังจากงานที่ทำไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องการแสดงบางงานก็มีที่รู้สึกว่าทำได้ดีกว่านี้ แต่เวลา สถานที่ มันไม่ได้แล้ว หรือจริงๆ เราร้องไห้ได้มากกว่านี้แต่เมื่อวานเราไม่ได้นอนเพราะถ่ายงานทั้งคืนเลย ซึ่งพวกข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้ออกแบบว่ามันเข้าใจได้ ไม่ต้องคิดมาก แค่มูฟออนแล้วทำงานอื่นให้ดีขึ้นก็พอ จะได้ไม่ต้องติดอยู่ตรงนั้น </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82831 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-12.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-12.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-12-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>แต่ไม่เคยรู้สึกว่าต้องทิ้งตัวตนไปกับการทำงาน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าช่วงที่ทำงานเยอะๆ รู้สึกว่ามีทิ้งไปบ้าง เพราะว่าตอนนั้นมันคือการพร้อมในการไปทำงาน กดดันมาก อยู่ในโหมดนั้นตลอดสี่เดือนเลยมีความรู้สึกว่าตัวเองแกว่งๆ เหมือนสูญเสียตัวเองไปช่วงหนึ่ง แต่เรากลับมาเป็นตัวเองแล้ว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ตัวตนของออกแบบมีส่วนประกอบอะไรบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันประกอบกันหมดเลย ความเป็นเด็ก ความเป็นผู้ใหญ่ การงาน ครอบครัว เพื่อน ความสัมพันธ์ ก็หล่อหลอมมาเป็นเราทั้งหมด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ความเป็นเด็กที่ว่าคือ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรายังมีความเป็นเด็กอยู่ สมมติว่าอยู่กับพี่ผู้จัดการ ออกแบบก็ยังเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลาเหมือนเดิม แต่ถ้าคนอื่นที่ไม่สนิทกับเรามาก จะรู้สึกว่าเรานิ่งๆ ดูโต ซึ่งจริงๆ แล้วเรายังมีมุมเด็กๆ ที่อยากเล่น อยากคุยอยู่ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82834 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ตอนนี้ก็คิดว่าตัวเองยังไม่เป็นผู้ใหญ่เหรอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยัง ทั้งๆ ที่ทำงานหาเงินมาตั้งแต่อายุ 15 ก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ รู้สึกว่าตัวเองยังไม่โต เหมือนเรารู้ด้วยตัวเองว่าเรายังไม่โต ยังเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้ขนาดนั้น อาจจะเริ่มเข้าสู่ช่วงเป็นผู้ใหญ่ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คาดหวังไหมว่าอยากเป็นผู้ใหญ่แบบไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เคยคาดหวังเลย ไม่อยากเป็นผู้ใหญ่ เพราะยังสนุกอยู่ ทำไมต้องรีบโต ค่อยๆ เรียนรู้ไปแต่ละทิศทางที่เราก้าวเดินดีกว่า ไม่ต้องรีบทำอะไรหรอก เราแข่งกับตัวเอง ไม่ได้แข่งกับคนอื่น แข่งกับตัวเองก็รับผิดชอบชีวิตตัวเอง ที่ไม่อยากรีบโตเพราะไม่รู้จะรีบโตไปทำไม เพื่ออะไร ในเมื่อตอนนี้ออกแบบก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็ก แต่ก็สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82830 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-11.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-11.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-11-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>ทั้งๆ ที่เข้าสู่โลกการทำงานที่เป็นโลกของผู้ใหญ่ก่อนเพื่อนวัยเดียวกัน และคนก็มองว่าคุณดูโตแล้ว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจเป็นเพราะว่าเราเข้าสังคมการทำงานก่อน ปกติเด็กก็มีสังคมของเขา อย่างโรงเรียนกวดวิชา โรงเรียน ครอบครัว เพื่อน แต่ของเราเข้าสู่สังคมการทำงานที่ได้เจอพี่ๆ ก่อน ก็ไม่ได้มองว่าการทำงานก่อนจะทำให้เราเป็นผู้ใหญ่กว่าคนอื่นเขาขนาดนั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่อายุ 23 เพื่อนบางคนก็เหมือนออกแบบ ทั้งที่ไม่ได้ทำงานก่อน กลายเป็นว่าเราไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเราเป็นผู้ใหญ่ มันคือช่วงวัยในการเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่แค่นั้นเอง แต่จุดที่ทำให้เรารู้ว่าโตขึ้นคือการเข้าใจโดยที่ไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วถ้าให้จินตนาการถึงตัวเองตอนเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตล่ะ พอจะมีภาพไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันยาก เพราะไม่รู้ว่าตอนนั้นเรายังจะเหลืออะไร ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อย่างเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ยังไม่ได้ย้ายออกจากบ้าน ยังอยู่กับพ่อแม่อยู่เลย เราแฮปปี้กับที่บ้าน ติดห้อง คิดว่าถ้ามีคอนโดอยู่คนเดียวก็น่าจะเหงาและเบื่อ คิดว่าน่าจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ให้หม่าม้าทำข้าวเช้าให้กินไปเรื่อยๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-82838 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-20.jpg" alt="" width="675" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-20.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-20-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ออกแบบ-20-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/oakbab-interview/">&#8220;มูฟออนแล้วทำงานใหม่ให้ดีขึ้น&#8221; เมื่อออกแบบแอบบอกว่าควรทิ้งอะไรในยามงานหนัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นพพันธ์ บุญใหญ่ กับการเดินทางครั้งใหญ่ผ่านตัวหนังสือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-cult-of-nophand/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/the-cult-of-nophand/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วีรนาถ โชติพันธุ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Oct 2018 04:31:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[a book]]></category>
		<category><![CDATA[the cult of monte cristo]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=41993</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนอาจรู้จัก อ้น–นพพันธ์ บุญใหญ่ ในฐานะนักแสดงในหนังฮอลลีวูดหลายเรื่อง นักทำละครเวที คนเขียนบท คอลัมนิสต์ และล่าสุดในบทบาทนักเขียนเจ้าของผลงานเรื่อง The Cult of Monte Cristo นวนิยายกระตุกประสาทซึ่งต่อยอดมาจากละครเวทีชื่อเดียวกันของเขา ไม่ว่าคุณจะจำชายหนุ่มได้จากบทบาทไหน แต่เขาบอกว่าตัวเองเป็นเพียง ‘นักเล่าเรื่อง’ เท่านั้น แม้จะสงสัยในทีแรก แต่บทสนทนาระหว่างเรากับนพพันธ์ยืนยันเช่นนั้น จากกราฟิกดีไซน์สู่ภาพยนตร์ จากภาพยนตร์สู่ละครเวที และจากละครเวทีสู่เรื่องสั้นและนวนิยาย ไม่ว่าจะใช้แพลตฟอร์มใด จุดร่วมที่ไม่เคยหายไปก็คือการเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ และบทสนทนาต่อไปนี้ก็เป็นการเล่าเรื่องของเขาเช่นกัน คุณจากเมืองไทยไปอยู่อังกฤษตั้งแต่เด็ก ชีวิตช่วงนั้นเป็นอย่างไร เราอยู่เมืองไทยจนถึงอายุ 8 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มอ่านหนังสือการ์ตูน เล่นเครื่องแฟมิคอม วิ่งเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน ช่วงนั้นใช้ชีวิตแบบเด็กไทยทั่วไป แต่พอ 9 ขวบแม่พาไปอยู่อังกฤษ ชีวิตก็เปลี่ยนเลย แต่ตอนนั้นเราเองไม่ได้รู้สึกอะไรมาก รู้แค่ว่าอากาศมันไม่เหมือนกัน อากาศที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิ แต่คืออากาศที่สูดเข้าไป บรรยากาศรอบข้างมันเปลี่ยน โครงสร้างเมืองก็เป็นอีกแบบ เราค่อยๆ ซึมซับไป ด้วยรายการทีวีที่ดู เพลงที่ฟัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพลงสากลเก่าๆ ที่แม่เปิดในรถ แต่ตอนไปแรกๆ เราพูดและอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่ทำได้คืออ่านหนังสือภาษาไทยที่มีที่บ้าน หนังสือเล่มแรกในชีวิตที่อ่านคือ &#8216;ผู้พิพากษา&#8217; แล้วมันก็เปลี่ยนชีวิตเรา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-cult-of-nophand/">นพพันธ์ บุญใหญ่ กับการเดินทางครั้งใหญ่ผ่านตัวหนังสือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจรู้จัก อ้น–นพพันธ์ บุญใหญ่ ในฐานะนักแสดงในหนังฮอลลีวูดหลายเรื่อง นักทำละครเวที คนเขียนบท คอลัมนิสต์ และล่าสุดในบทบาทนักเขียนเจ้าของผลงานเรื่อง </span><i><span style="font-weight: 400;">The Cult of Monte Cristo </span></i><span style="font-weight: 400;">นวนิยายกระตุกประสาทซึ่งต่อยอดมาจากละครเวทีชื่อเดียวกันของเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะจำชายหนุ่มได้จากบทบาทไหน แต่เขาบอกว่าตัวเองเป็นเพียง ‘นักเล่าเรื่อง’ เท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะสงสัยในทีแรก แต่บทสนทนาระหว่างเรากับนพพันธ์ยืนยันเช่นนั้น จากกราฟิกดีไซน์สู่ภาพยนตร์ จากภาพยนตร์สู่ละครเวที และจากละครเวทีสู่เรื่องสั้นและนวนิยาย ไม่ว่าจะใช้แพลตฟอร์มใด จุดร่วมที่ไม่เคยหายไปก็คือการเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และบทสนทนาต่อไปนี้ก็เป็นการเล่าเรื่องของเขาเช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42002 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/9-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/9-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/9-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/9-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คุณจากเมืองไทยไปอยู่อังกฤษตั้งแต่เด็ก ชีวิตช่วงนั้นเป็นอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอยู่เมืองไทยจนถึงอายุ 8 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มอ่านหนังสือการ์ตูน เล่นเครื่องแฟมิคอม วิ่งเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน ช่วงนั้นใช้ชีวิตแบบเด็กไทยทั่วไป แต่พอ 9 ขวบแม่พาไปอยู่อังกฤษ ชีวิตก็เปลี่ยนเลย แต่ตอนนั้นเราเองไม่ได้รู้สึกอะไรมาก </span>รู้แค่ว่าอากาศมันไม่เหมือนกัน อากาศที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิ แต่คืออากาศที่สูดเข้าไป บรรยากาศรอบข้างมันเปลี่ยน โครงสร้างเมืองก็เป็นอีกแบบ <span style="font-weight: 400;">เราค่อยๆ ซึมซับไป ด้วยรายการทีวีที่ดู เพลงที่ฟัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพลงสากลเก่าๆ ที่แม่เปิดในรถ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ตอนไปแรกๆ เราพูดและอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่ทำได้คืออ่านหนังสือภาษาไทยที่มีที่บ้าน หนังสือเล่มแรกในชีวิตที่อ่านคือ &#8216;ผู้พิพากษา&#8217; แล้วมันก็เปลี่ยนชีวิตเรา คือมันไม่ได้เปลี่ยนแบบเห็นได้ชัด แต่ข้างในเราถูกป้อนข้อมูลบางอย่าง รู้ตัวอีกทีมันก็อยู่ในตัวเราแล้ว และมันจะมีผลกับเราในช่วงชีวิตต่อมา</span></p>
<p><b>แล้วทำไมถึงเลือกเรียนกราฟิกดีไซน์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเรียนกราฟิกดีไซน์เพราะอยากเรียนศิลปะ แต่เสียดายที่ตอนนั้นเราไม่รู้จักวิจิตรศิลป์ (fine art) เพราะไม่มีใครคอยแนะแนวให้ เราว่าสิ่งสำคัญที่สุดในวัยเยาว์คือการมีคนคอยแนะแนวทาง ยกเว้นว่าคุณเป็นคนที่แข็งแรงและรู้ว่าคุณต้องการอะไรและจะไปเอามาได้อย่างไร แต่สำหรับเราเอง เราต้องการการแนะแนวในจุดหนึ่ง แต่กลับไม่ได้ไปแสวงหาการแนะแนวนั้น กลายเป็นว่าเราเลยเลือกเรียนกราฟิก เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ว่าเกี่ยวกับศิลปะ</span></p>
<p><b>เรียนกราฟิกดีไซน์แล้วมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร</b></p>
<p>ตอนช่วงอายุประมาณ 23 &#8211; 24 ปี เราเร่ิมมีเพื่อนคนไทยเยอะขึ้นเพราะทำงานในร้านอาหารไทย เป็นช่วงชีวิตที่ได้ซึมซับความเป็นไทยอีกครั้ง คือได้พูดภาษาไทย กินอาหารไทย ฟังเพลงไทย  เรา culture shock เบาๆ เพราะไม่เคยมีพาร์ตนี้ในตัวมาก่อน</p>
<p>มีเพื่อนคนหนึ่งที่เจอช่วงนั้นบอกว่า ถ้ากลับเมืองไทยให้ติดต่อไป จะส่งไปแคสติ้ง เราไม่รู้มันคืออะไร ทำอะไรไม่เป็นเลย แต่เราเริ่มรู้แล้วว่าสนใจการแสดง เลยให้เพื่อนเช่าวิดีโอละครไทยให้ดู ตอนดูครั้งแรกก็ เอางี้จริงเหรอ นี่คือแสดงใช่ไหม เพราะซีรีส์ที่เราเคยดูมามันเป็นอีกแบบหนึ่ง มันไม่เหมือนแสดงอยู่ มันเหมือนจริง แต่ละครไทยเป็นอีกรสชาติเลย และจริงๆ ไม่ใช่แค่ไทยนะ อย่างละครเม็กซิโกเล่นใหญ่กว่าเราสิบเท่า แต่เราดูแล้วก็เข้าใจว่าความต้องการของตลาดเป็นแบบนี้ ถ้าทำแบบนี้จะหากินได้ ก็เลยเก็บข้าวของทุกอย่างย้ายมาอยู่เมืองไทย <span style="font-weight: 400;">อยากมาเป็นนักแสดง ให้เวลาตัวเองสามเดือน ถ้าไม่รอดค่อยกลับ </span><span style="font-weight: 400;">โชคดีที่ได้งานและได้เล่นหนังฝรั่งต่อกัน 3 เรื่อง รู้สึกว่าสนุกและไม่ยาก</span></p>
<p><strong>เหมือนรู้สึกว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นคิดว่ารู้แล้วว่าอยากทำอะไร </span>แค่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เพราะเราไม่มีพื้นเพเบื้องหลังเกี่ยวกับการแสดงมาเลย ก็เลยลองทำไปก่อน เอาตัวเอาหน้าเรามา เอาทักษะการแสดงแบบที่คิดว่ามันน่าจะเป็นมา ซึ่งเขาก็ซื้อ</p>
<p><strong>การลองทำงานแบบที่ &#8216;คิดว่ามันน่าจะเป็น&#8217; ให้อะไรกับคุณ</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเริ่มทำงานในกองถ่ายฝรั่งก่อน พอมาทำกองไทย เราไม่ได้สังเกตว่าวัฒนธรรมมันต่างกัน ตอนนั้นไม่เคยมีใครแนะนำเราว่า เฮ้ย มึงพูดอย่างนี้กับคนอื่นไม่ได้นะ เขาเป็นผู้ใหญ่มึงต้องเคารพหน่อย มาวางตัวเป็นศิลปินไม่ได้ คือไม่มีใครบอกเรา ซึ่งเราว่าเราพลาดว่ะ ถ้ามีคนคอยแนะนำเราเราคงไม่ทำอย่างนั้น ถ้ามีคนสะกิดว่า ทำตัวแบบนี้</span> <span style="font-weight: 400;">คิดว่าเท่เหรอ เราจะขอบคุณมาก แต่เราไม่รู้จริงๆ และเราไม่ได้ตั้งใจ พอโตขึ้นถึงได้เรียนรู้ ตอนนี้เวลาทำงานเราเลยพยายามให้คำแนะนำคนรุ่นใหม่ บอกสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับเขา จากประสบการณ์ที่เราเคยเอาแต่ตัวเองจนพลาดอะไรไปหลายอย่าง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-41997 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-41996 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แล้วจากการเป็นนักแสดงในกองถ่ายคุณเข้ามาทำละครเวทีได้อย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเล่นหนังมาประมาณ 7 เรื่อง มันถึงจุดที่รู้สึกว่าถ้าจะทำอาชีพนี้ต่อต้องฝึก ต้องเรียน แต่ตอนนั้นมันไม่มีให้เรียน เราเลยนั่งคิดว่าการแสดงแบบไหนบริสุทธิ์ที่สุด ซึ่งสำหรับเราคือละครเวที เลยพยายามเข้าไปแนะนำตัวเองกับกลุ่มต่างๆ แล้วความบังเอิญคือช่วงนั้นมีคนบอกว่าท้ายซอยบ้านเรามีกลุ่มละครมะขามป้อมอยู่ เราได้เจอพี่ตั้ว–ประดิษฐ ประสาททอง  เขาเลยแนะนำให้รู้จักฝ่ายโปรดักชั่น ให้เราลองทำนู่นนี่ดู โลกเปลี่ยนเลย เราค่อยๆ ได้เข้าไปเป็นกลุ่มคนละครด้วยการเป็นนักแสดงประกอบ ได้รู้จักคนทีละกลุ่ม ได้ร่วมงานกับกลุ่มละครพระจันทร์เสี้ยว ได้ดูงานพี่นิกร แซ่ตั้ง และงานของพี่นิกรนี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่าละครมันเจ๋งมาก เพราะพี่นิกรทำละครโดยไม่ใช้ของประกอบฉากเลย มีแค่ห้องกับนักแสดง 7-8 คน แต่มันพาเราไปไกลมาก และยังได้รับโอกาสจากคุณวรรณศักดิ์ ศิริหล้า ให้เล่นละครเรื่องแรกกับปราโมทย์ แสงศรคือ </span><i><span style="font-weight: 400;">Rashomon </span></i><span style="font-weight: 400;">เรา</span><span style="font-weight: 400;">สนุกมาก ได้เทคนิคการแสดงจากปราโมทย์ ซึ่งทุกวันนี้ยังใช้อยู่เลย</span></p>
<p><b>รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนทำละครเวทีแล้วหรือยัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นคนละครเวที เราแค่รู้สึกว่าเราสนใจศาสตร์นี้ ก็เรียนรู้ไป เราเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง แต่เราต้องการพลังจากคนอื่น ต้องการคุยกับคน แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัวของเราเองเพื่อถ่ายเทอะไรบางอย่างออกไป เราจะรับพลังงานจากคนอื่นตลอดไม่ได้ ไม่งั้นเราจะไม่เห็นภาพใหญ่ของเราเอง เพราะเวลาอยู่ในกลุ่มที่มีแต่มวลไอเดียของคนอื่น บางทีเราลืมไปเลยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราคือใคร เราต้องถอยออกมาแล้วก็โฟกัสกับตัวเองด้วย เราเป็นคนอย่างนั้น </span></p>
<p><b>คุณได้อะไรจากการคลุกคลีกับกลุ่มคนทำละคร </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าเราได้รู้พื้นฐานของการทำละคร การทำโปรดักชั่น และเราก็ได้เรียนรู้การสื่อสารกับผู้คนด้วย เราใช้ศาสตร์การแสดงเพื่อสื่อสารเรื่องๆ หนึ่ง เราต้องคิดว่าเราจะใช้วิธีไหนดีที่สุด แล้วจึงมาคิดว่าเราทำงานอย่างไรดีให้มีประสิทธิภาพที่สุด เราอยากให้งานละครเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ดูได้ เราจะพยายามหลีกเลี่ยงการแสดงที่มันไม่สื่อสาร ที่มันอาร์ตๆ ถ้าคนไม่เคยดูมาก่อนเขาก็จะคิดว่าจะไม่ดูอะไรแบบนี้อีกแล้ว เรามองว่าพอทำออกไปแล้ว ละครมันไม่ได้เป็นแค่ของเรา มันเป็นของคนดู เขาจะตีความอย่างไรก็ได้</span></p>
<p><b>จุดเริ่มต้นของการเขียนบทและกำกับเองมาจากไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามารู้ตัวทีหลังว่าเราเป็นนักเล่าเรื่อง จากจุดที่อยากแสดง เราคิดต่อว่าทำอะไรได้อีก อ๋อ เราต้องเขียนบท เพราะอยากเล่าเรื่องนี้ และต้องกำกับด้วย เพราะไม่รู้จะให้ใครกำกับ ช่วงแรกของการทำละครคือการทดลองหมดเลย สำหรับเรามันไม่มีสูตรตายตัว ลองดูว่าเล่าแบบนี้ได้ไหม ถ้าไม่เวิร์กก็เอาใหม่ และบางทีมันจะเกิดเรื่องบังเอิญที่เราชอบ มันเหมือน</span>เราเป็นผู้เล่าสิ่งที่บังเอิญเกิดขึ้นระหว่างนักแสดงสองคน เราไม่ได้ควบคุมมัน<span class="Apple-converted-space"> พอเป็นอย่างนี้เราจึงไม่ได้มองตัวเองเป็นคนทำละคร คนเขียนบท หรือผู้กำกับ </span>เราชอบดูผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองของเรามากกว่า<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-42001 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/8-2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/8-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/8-2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>จากการเขียนบทมาสู่การเขียนวรรณกรรมได้อย่างไร</strong></p>
<p>เราเคยนิยามตัวเองว่าเป็นแค่ร่างทรง ไอเดียจะเข้ามาและออกมาทางตัวเรา เราว่ามันเป็นสิ่งที่สั่งสมมาในชีวิต แล้วอยู่ดีๆ มันก็โผล่ออกมาเป็นภาพเดียว แล้วเราก็ไปกับภาพนั้นต่อ</p>
<p><b>ภาพแรกของ </b><b><i>The Cult of Monte Cristo</i></b><b> เป็นอย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราบังเอิญเจอโปสเตอร์ซีรีส์ญี่ปุ่นสมัยต้นยุค 90s เป็นเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียน 4 คนยืนมองกล้อง พอเราคิดต่อภาพมันแล่นเข้ามาในหัวเลย มีภาพคนตายอีกคนที่ผิวซีดมากนอนอยู่ในป่าแบบไม่มีเลือดในตัวสักหยด แล้วภาพก็ซูมออกมาจากโลก มีดาวหางพุ่งมา แล้วก็ซูมเข้าไปใหม่อีกทีหนึ่ง แล้วก็เป็นผู้ชายอีกคนนอนอยู่เหมือนกัน แต่คนนี้ใส่สูท แล้วก็ดูดบุหรี่ มองเห็นดาวหางที่กำลังพุ่งเข้ามาแล้วคุยคนเดียว นั่นคือภาพเบื้องต้น เวลาเราเขียนบทเราจะมองเป็นซีนเลย แล้วตอนที่ยังเป็นบทละครเราก็คิดว่าจะต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ภาพบนเวทีออกมาเป็นแบบนั้น</span></p>
<p><strong>การเขียนวรรณกรรมกับการเขียนบทต่างกันไหม</strong></p>
<p>ไม่เหมือนกันนะ แต่เราสนใจการเบลนด์มันเข้าด้วยกัน เวลาทำละครมันต้องเห็นภาพว่ามันทำงานอย่างไร ซึ่งพอเอาสิ่งนี้ใส่ไปในงานเขียนมันก็ได้งานอีกแบบซึ่งน่าสนใจมาก</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติเราเขียนงานโดยให้เรื่องมันไหลไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้วางแผนอะไร เคยเขียนบทละครเรื่องหนึ่งรวดเดียว 3 วันเสร็จ แต่กับ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Cult of Monte Cristo</span></i><span style="font-weight: 400;"> เราตั้งใจเขียนมาก เขียนเป็นข้อๆ เลย วางโพสต์อิต 1 2 3 4 5 เรียง โละทิ้ง เอาใหม่ เขียนไม่ออกอยู่อย่างนี้เกือบเดือน เพราะภาพที่วางไว้ตอนแรกยังมีจุดที่ขาดหายไป ตัวภาพในหัวเราเองไม่ได้ทำงานครบขนาดนั้น เราจึงต้องสร้างเรื่องเพื่อเชื่อมโยงขึ้นมา เพราะภาพที่เราอยากให้คนดูเห็น มันได้แค่ความรู้สึก แต่ไม่ได้ในแง่เรื่องราว นั่นคือความยาก อยากได้ภาพนี้ แล้วเรื่องมันคืออะไรล่ะ พอลองเขียน เรื่องมันก็เดินไปได้ แต่ตอนนั้นรู้สึกว่ายังสั้นไป เลยเขียนขึ้นอีกซีน แล้วจบสมบูรณ์เลย เป็นซีนที่ทำให้ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Cult of Monte Cristo</span></i><span style="font-weight: 400;"> เป็น The Cult เพราะมันคือลัทธิหนึ่ง ในเชิงภาพพอเห็นแล้วคนจะรู้สึกว่านี่แหละ The Cult แต่เรื่องมันไม่ได้บอกตรงๆ แบบนั้น </span></p>
<p><b>เรื่อง </b><b><i>The Cult of Monte Cristo</i></b><b> เชื่อมโยงกับชีวิตคุณในแง่ไหนบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนดูละครของเราแล้วถามว่าเรื่องมาจากชีวิตของเราใช่ไหม บอกเลยว่าไม่ใช่ เราเป็นนักเล่าเรื่อง เราแสวงหามา ไม่ได้เขียนจากเรื่องราวตัวเองอย่างเดียว แต่เราก็รู้ว่าส่วนหนึ่งตัวละครที่เราสร้างมามันเติบโตโดยผ่านจิตสำนึกของเรา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราพยายามเป็นธรรมกับตัวละครมากที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องอาจมาจากความทรงจำที่สะสมมาตลอดการใช้ชีวิตในเมืองไทย ทุกอย่างที่เจอ ค่านิยม ธรรมเนียม จนกระทั่งความเชื่อที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอคนไทย ความเชื่อที่สืบทอดต่อถึงลูกหลาน ในละครมันพูดถึงทุกเรื่อง และในนวนิยายก็ขยี้ออกมาทุกหยด มันเป็นเรื่องราวของการเดินทางทางจิตวิญญาณของผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามหาความมั่นคงในพายุของชีวิต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่ง </span><i><span style="font-weight: 400;">The Cult of Monte Cristo</span></i><span style="font-weight: 400;"> ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตเราด้วย หลังจากจุดนั้นเหมือนเราเริ่มต้นชีวิตใหม่ จากที่เคยทำละครมา 5 ปีแต่ทำไมรู้สึกย่ำอยู่ที่เดิม ไม่มีคนคอยชี้แนะในเชิงการทำงาน พูดง่ายๆ คือไม่ได้เติบโตไปไหน แต่เราเพิ่งมารับรู้ว่าชีวิตมันควรจะมีสิ่งนี้นี่หว่า มันคือการเติมพลังให้กัน ผิดก็บอกว่าผิด ถูกก็แสดงความยินดี เรามารู้ทีหลังเพราะมีคนหยิบยื่นให้ และเรื่องนี้ก็สะท้อนอยู่ในหนังสือเล่มนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-41998 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/5-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/5-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/5-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/5-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-41999 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>นอกจากการผสมวิธีการเขียนบทละครเวทีเข้ามาในนวนิยาย </b><b><i>The Cult of Monte Cristo </i></b><b>อย่างการให้ตัวละครหันมาคุยกับคนอ่าน เรื่องนี้ยังแหกขนบการเล่าเรื่องทั่วไปอีกหลายจุด เช่น สร้างตัวละครหนึ่งแล้วเฉลยตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่าเป็นเพื่อนในจินตนาการของอีกตัวละครหนึ่ง คุณคิดเห็นยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสร้างตัวละครในจินตนาการขึ้นมาในเรื่องนี้เพราะเราอยากให้ตัวละครตัวนี้พูดถึงประเด็นที่ยังไม่ค่อยมีใครพูด เราเชื่อเรื่องการมีหลายบุคลิกในตัวคนเดียว เรามีคนที่อยากเป็นคนดี มีคนไม่อยากเป็นคนดี มีคนขี้เกียจ มีคนขยัน คนเรามีปัญหา คนเรามีความหดหู่ มีความกังวล ทุกคนมีด้านนี้ จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แล้วลองคิดว่าถ้ามันมีตัวตนล่ะ เป็นอีกตัวตนหนึ่งที่มันคุยกับเรา มันไม่ใช่จิตหลอนนะ แต่มันอยู่ในนี้ มันเหมือนเราสู้กับตัวเอง</span></p>
<p><b>แสดงว่าเป็นคนเชื่อในเรื่องของจิตวิญญาณอยู่ไม่น้อย </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนเด็กเราเคยจมน้ำ เราจำภาพที่เห็นตอนจมลงไปเรื่อยๆ มาตลอด เหมือนโลกข้างบนห่างออกไปเรื่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ เห็นปลาไหลว่ายผ่าน เห็นคนมุงชี้ลงมา </span><span style="font-weight: 400;">แล้วพอรอดมาได้มันก็นำไปสู่ความนึกคิดว่า เมื่อกี้ยังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้จะไม่มีแล้ว ไม่มีแล้วมันไปไหน มันเหมือนเป็นคำถามที่เกิดขึ้นมายาวนานตั้งแต่ตอนนั้น แล้ววันหนึ่งเราก็นิมิตเพื่อนในจินตนาการขึ้นมาเพื่อสะท้อนความคิดตัวเอง เพราะเราเชื่อว่าคนบางคนจะมีคำถามกับชีวิต คำถามเกี่ยวกับทุกอย่าง เราว่านี่คือเรื่องทางจิตวิญญาณแบบหนึ่ง สุดท้ายคนเราจะไม่เต็มอิ่มภายใน เพราะสิ่งรอบข้าง เช่น งาน เพื่อน ความรัก มันอาจจะไม่เติมเต็ม สิ่งยึดเหนี่ยวเหล่านี้จะนำความสงบมาในจุดหนึ่งของชีวิตคนเรา ความสงบนั้นจะเป็นสิ่งล้ำค่าที่ทุกคนจะมอบให้ตัวเองได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-41994 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/1-4.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/1-4.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/1-4-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พบกับ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Cult of Monte Cristo </span></i><span style="font-weight: 400;">ได้ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ วันที่ 17-28 ตุลาคมนี้ บูทสำนักพิมพ์อะบุ๊ก D05 Plenary Hall ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">*ขอขอบคุณสถานที่ <a href="https://www.facebook.com/themustangnero/">The Mustang Nero Hotel</a> </span></i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-cult-of-nophand/">นพพันธ์ บุญใหญ่ กับการเดินทางครั้งใหญ่ผ่านตัวหนังสือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/the-cult-of-nophand/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอ๊ต มณเฑียร : ถอดรหัสมิวเซียมไทย ใกล้ตายจริงหรือ?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-oatmontien-thaimuseum/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-oatmontien-thaimuseum/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วีรนาถ โชติพันธุ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Mar 2018 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[มิวเซียมสยาม]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[โอ๊ต มณเฑียร]]></category>
		<category><![CDATA[london scene]]></category>
		<category><![CDATA[london museums]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-oatmontien-thaimuseum/</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริเวณย่านกรุงเก่าของกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดแห่งหนึ่ง เด็กนักเรียนจำนวนเกือบร้อยคนต่อคิวกันเป็นระเบียบเพื่อเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ ดูเหมือนว่าสิ่งที่เราเห็นย้อนแย้งกับคำถามในใจที่เตรียมมาถกกับ โอ๊ต มณเฑียร ผู้ร่ำเรียนวิชาการศึกษาด้านพิพิธภัณฑ์มาจาก Institution of Education London เราพบว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวงการพิพิธภัณฑ์ไม่น้อยเลยทีเดียวในสังคม จากการเรียนรู้ ฝึกงาน และสำรวจพิพิธภัณฑ์ในลอนดอนมาตลอดระยะเวลา 6 ปี ทำให้โอ๊ตได้คำตอบว่าทำไมวงการพิพิธภัณฑ์ที่นั่นจึงสนุกสนาน น่าตื่นตาตื่นใจ และวงการพิพิธภัณฑ์ไทยกำลังเดินมาถึงจุดไหน คนชอบบอกว่าคนไทยไม่ชอบไปพิพิธภัณฑ์ จริงเหรอ อย่างวันนี้ (ที่มิวเซียมสยาม) เราก็เห็นคณะนักเรียนเป็นร้อยคน บางครั้งเป็นพันด้วยซ้ำ จริงๆ คนไปพิพิธภัณฑ์นะ มองไปเยื้องๆ กัน อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็มีคนตลอด อาจจะไม่เยอะอย่างที่เราอยากให้เป็น แต่อย่าเพิ่งเหมารวมว่าคนไม่ชอบไปพิพิธภัณฑ์ดีกว่ามั้ง มันอาจจะเริ่มจากการเปรียบเทียบความนิยมของพิพิธภัณฑ์ในสังคม คือที่อังกฤษดูเขาไปมิวเซียมเยอะกว่าเราใช่มั้ย ล่าสุดตามฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย (ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร) มีพิพิธภัณฑ์จดทะเบียนไว้รวม 1,477 แห่งทั่วประเทศ ในกรุงเทพฯ มี 247 แห่ง เทียบกับลอนดอนคือ 250 แห่ง จริงๆ เกือบเท่ากันเลยนะ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีพิพิธภัณฑ์ แต่อย่างที่อังกฤษเวลาเราไปป้ายรถเมล์หรือรถไฟใต้ดิน สิ่งแรกๆ ที่จะเห็นเลยคือโฆษณาพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการใหม่ของหอศิลป์ ของบ้านเรามีแต่โฆษณาผิวขาว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-oatmontien-thaimuseum/">โอ๊ต มณเฑียร : ถอดรหัสมิวเซียมไทย ใกล้ตายจริงหรือ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บริเวณย่านกรุงเก่าของกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดแห่งหนึ่ง เด็กนักเรียนจำนวนเกือบร้อยคนต่อคิวกันเป็นระเบียบเพื่อเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ ดูเหมือนว่าสิ่งที่เราเห็นย้อนแย้งกับคำถามในใจที่เตรียมมาถกกับ <strong>โอ๊ต มณเฑียร</strong> ผู้ร่ำเรียนวิชาการศึกษาด้านพิพิธภัณฑ์มาจาก Institution of Education London เราพบว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวงการพิพิธภัณฑ์ไม่น้อยเลยทีเดียวในสังคม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat1.jpg" /></p>
<p>จากการเรียนรู้ ฝึกงาน และสำรวจพิพิธภัณฑ์ในลอนดอนมาตลอดระยะเวลา 6 ปี ทำให้โอ๊ตได้คำตอบว่าทำไมวงการพิพิธภัณฑ์ที่นั่นจึงสนุกสนาน น่าตื่นตาตื่นใจ และวงการพิพิธภัณฑ์ไทยกำลังเดินมาถึงจุดไหน</p>
<p><strong>คนชอบบอกว่าคนไทยไม่ชอบไปพิพิธภัณฑ์<br />
</strong>จริงเหรอ อย่างวันนี้ (ที่มิวเซียมสยาม) เราก็เห็นคณะนักเรียนเป็นร้อยคน บางครั้งเป็นพันด้วยซ้ำ จริงๆ คนไปพิพิธภัณฑ์นะ มองไปเยื้องๆ กัน อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็มีคนตลอด อาจจะไม่เยอะอย่างที่เราอยากให้เป็น แต่อย่าเพิ่งเหมารวมว่าคนไม่ชอบไปพิพิธภัณฑ์ดีกว่ามั้ง</p>
<p>มันอาจจะเริ่มจากการเปรียบเทียบความนิยมของพิพิธภัณฑ์ในสังคม คือที่อังกฤษดูเขาไปมิวเซียมเยอะกว่าเราใช่มั้ย ล่าสุดตาม<a href="http://www.sac.or.th/databases/museumdatabase/" target="_blank" rel="noopener">ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย</a> (ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร) มีพิพิธภัณฑ์จดทะเบียนไว้รวม 1,477 แห่งทั่วประเทศ ในกรุงเทพฯ มี 247 แห่ง เทียบกับลอนดอนคือ 250 แห่ง จริงๆ เกือบเท่ากันเลยนะ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีพิพิธภัณฑ์ แต่อย่างที่อังกฤษเวลาเราไปป้ายรถเมล์หรือรถไฟใต้ดิน สิ่งแรกๆ ที่จะเห็นเลยคือโฆษณาพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการใหม่ของหอศิลป์ ของบ้านเรามีแต่โฆษณาผิวขาว โฆษณาอาหารเสริม ฯลฯ</p>
<p>ดังนั้นเราอาจจะถามได้ว่าทำไมมิวเซียมถึงได้อยู่ในกระแสสังคมบริโภคนิยมที่โน่น ตอนเราไปอังกฤษแรกๆ เราตกใจมากที่เราต้องต่อคิวยาวเข้ามิวเซียม หรืออย่าง Victoria and Albert Museum ทำนิทรรศการอะไรตั๋วก็ขายหมดล่วงหน้าสองเดือน หรือ Natural History Museum ต้องไปเตรียมตัวก่อนเวลาเข้า 1 ชั่วโมง ซึ่งเรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วที่เมืองไทยก็มีของเลอค่า น่าตื่นเต้นเหมือนกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat2.jpg" /></p>
<p><strong>มีการศึกษาหรือวิจัยมั้ยว่าทำไมพิพิธภัณฑ์ที่ลอนดอนถึงฮิตและป๊อปขนาดนั้น<br />
</strong>นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากเขียนเรื่อง <em>London Museums</em> เลยนะ มันคล้ายกับตอนที่เราเขียนเรื่อง <em>London Scene</em> ที่เราไปเรียนที่ Central Saint Martins เราตั้งคำถามว่าทำไมสภาพแวดล้อมของเมืองมันสร้างสรรค์ สนุก และหลากหลาย เราก็พยายามถอดรหัสออกมาด้วยการไปที่ต่างๆ สัมภาษณ์คนในวงการสร้างสรรค์ ทั้งศิลปิน แกลเลอรี หรือหน่วยงานต่างๆ เราอยากรู้ว่าอะไรทำให้เกิดความสั่นสะเทือนนี้ เราได้ข้อสรุปมาว่าลอนดอนมีความขบถอยู่ในดีเอ็นเอ เขาหยิบสิ่งที่เห็นที่มีอยู่มาตั้งคำถามใหม่โดยไม่ถูกลงโทษลงทัณฑ์ มันก็จะมีกระแสให้คนถกเถียงกันตลอดตั้งแต่ Mod Style ในยุค 60s หรือ Punk ในยุค 70s New Romantics ในยุค 80s</p>
<p>พอมาวันหนึ่ง เรามีโอกาสได้ไปวาดรูปใน V&amp;A Museum มันชวนให้เราตั้งคำถามคล้ายๆ กันกับวงการพิพิธภัณฑ์ของเขา เราอยากลองถอดรหัสว่าพิพิธภัณฑ์ที่มีมายาวนานหลายร้อยปีแล้วทำไมยังสนุกได้ขนาดนี้ เราก็เลยอยากเรียนต่อด้านนี้ เป็นปริญญาโทใบที่สองคือ Museums and Galleries in Education ที่ Institute of Education (UCL) บวกกับไปขอฝึกงานกับ V&amp;A Museum of Childhood ทำให้เราได้เห็นเบื้องหลังของงานที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนของพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ทั่วลอนดอน ซึ่งเราก็กลั่นกรองมาเล่าในเล่มนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat4.jpg" /></p>
<p><strong>สุดท้ายถอดรหัสได้มั้ยว่าทำไมมิวเซียมที่ลอนดอนถึงได้รับความสนใจ แล้วมันขับเคลื่อนสังคมยังไง<br />
</strong>เรื่องนี้แยกเป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้ 3 ประเด็น อย่างแรกคือแนวคิดของมิวเซียม ในหนังสือ <em>London Museums</em> ไม่ใช่การแนะนำพิพิธภัณฑ์ในเชิงหนังสือนำเที่ยว เราเขียนเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของมิวเซียมที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย คิดได้ยังไง เราอาจไม่ได้พูดถึงนิทรรศการโดยตรง แต่เรามีคีย์เวิร์ดหรือประเด็นบางอย่าง เช่น Fan Museum ตัวคอลเลกชั่นดูไม่มีอะไรมาก คือมีแค่พัด แต่มันมีห้องดื่มชา เป็น Orangery ที่สวยงามเวอร์วัง ใครไปก็ฟิน มันสอนให้รู้ว่า พิพิธภัณฑ์ไม่จำเป็นต้องคิดแค่เรื่องการจัดแสดงอย่างเดียว แต่คิดถึงประสบการณ์ของคนที่มาทั้งหมด หรือการเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการสแกนมัมมี่ที่ British Museum การใช้ 3D printing ที่ John Soane, การสร้างเส้นทางเดินใน Wellcome Collection ซึ่งคำนึงถึงจิตใจของคนที่มาว่าเขาอยากดูอะไร เช่น ของแปลกๆ หรือของที่ให้แรงบันดาลใจ เขาก็สร้างเส้นทางไปสู่ของที่ได้ประสบการณ์เหล่านั้น เราว่ามันเป็นแนวคิดที่ทำให้ประสบการณ์ในมิวเซียมสนุก</p>
<p>นอกจากนั้นคือเรื่องการเรียนรู้ (learning) ซึ่งเป็นสายเฉพาะทางของเรา เมื่อก่อนเราคิดว่าการเรียนรู้ในมิวเซียมก็คืออ่านป้ายนิทรรศการ พอเรามาเรียนถึงรู้ว่าการตีความหรือการให้ความรู้ในมิวเซียมต้องเป็นสิ่งที่คิดมาแล้วมากกว่านั้น มิวเซียมในลอนดอนสอนให้รู้ว่าต้องมีนักการศึกษา ไม่ใช่ให้ภัณฑารักษ์ทำทุกอย่าง มิวเซียมต้องมีคนที่วางแผนการเรียนรู้ได้ คุณจะมาคาดหวังให้นักโบราณคดีรู้ว่าเด็ก ป.2 ต้องเรียนรู้ยังไงไม่ได้ นักการศึกษาเป็นเหมือนตัวแทนของกลุ่มคนต่างๆ ที่จะเข้ามาเรียนรู้และช่วยเปลี่ยนวิธีการจัดแสดงหรือเข้าถึงความต้องการเฉพาะของกลุ่มนั้นๆ นอกจากนี้ก็ยังมีฝ่ายดูแลทั้งการตลาด ฝ่ายของที่ระลึก ฝ่ายที่ดูแลการเข้าถึงของคน ว่าคนที่เขามองไม่เห็นหรือคนที่นั่งรถเข็นจะเข้าอย่างไร หรือฝ่ายทำงานชุมชนที่ต้องออกไปหาคนนอกมิวเซียม ฯลฯ คือมันหลายฝ่ายจริงๆ นะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat7.jpg" /></p>
<p>ประเด็นสุดท้ายคือเขาทำสิ่งเหล่านี้ทำไม ต้องยอมรับก่อนว่าพิพิธภัณฑ์คือขั้วอำนาจ ของอะไรก็ตามที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์คือการสร้างคุณค่าให้กับสิ่งนั้น มิวเซียมสร้างขึ้นเพื่อโชว์อารยะมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถือเป็นสถาบันที่บอกได้ว่าอะไรดี อะไรสวย อะไรคือมาตรฐานของสังคม พอเวลาผ่านไปสังคมก็เปลี่ยนไป</p>
<p>อย่างที่อังกฤษ ตอนปี 2009 DCMS (Department for Digital, Culture, Media &amp; Sport) ตัดงบประมาณมิวเซียมในอังกฤษ เพราะเห็นว่ามิวเซียมไม่ได้ตอบโจทย์สังคม ตอนนั้นนักประวัติศาสตร์ก็ออกมาดิ้นกัน รัฐบาลก็บอกว่าโชว์ให้ได้สิว่าคุณให้อะไรกับสังคม เข้าถึงทุกคนที่จ่ายภาษี มิวเซียมทั้งหลายจึงมีไกด์ไลน์ใหม่ (new museology) หลังจากนั้นมิวเซียมก็ต้องลุกขึ้นมาทำยังไงก็ได้ให้สังคมเห็นค่า ไม่อย่างนั้นก็ต้องปิด มีการปรับตัวโดยใช้สื่อใหม่ๆ ให้ทันยุคสมัย แต่ไม่ใช่จะเปิดตลาดคนเดินอะไรแบบนั้นนะ เพราะเขารู้ว่ามูลค่าที่เขามีคืออะไร มูลค่าของพิพิธภัณฑ์คือประวัติศาสตร์ เขาเริ่มจากตรงนี้ ฉันมีภาพเขียนระดับโลก ออกมาบอกสิว่ามันระดับโลกยังไง แล้วกระจายให้คนเอาไปดาวน์โหลด ไปพรินต์ที่บ้านได้ มันก็กลายเป็นของมีค่า แต่ในขณะเดียวกันก็อยู่ในชีวิตประจำวันได้ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat51.jpg" /></p>
<p><strong>เห็นผลที่ออกมาได้ชัดเลยมั้ย<br />
</strong>เห็นได้ชัด สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งการที่คนต่อคิว ตั๋วขายหมด จริงๆ ก่อนหน้านี้มิวเซียมที่โน่นก็ซบเซาเหมือนกัน เมื่อก่อนถ่ายรูปไม่ได้ แต่ตอนนี้ให้ถ่ายรูปได้ ซึ่งทั่วโลกก็กำลังทำตาม อย่างการจัด Night at the Museum การทำเส้นทางเดิน ในฐานะนักพิพิธภัณฑ์เราก็เอาสิ่งเหล่านี้มาเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นในงานเขียนหรือการอบรมของเราเองที่เมืองไทยด้วย</p>
<p><strong>ดูเหมือนว่าที่พิพิธภัณฑ์ในไทยก็กำลังจะเดินไปในแนวทางนี้เหมือนกัน แต่เรามีข้อจำกัดอะไรมั้ย<br />
</strong>ลอนดอนอาจจะเร็วกว่าที่อื่นด้วยความขบถ เขามีวัฒนธรรมที่สามารถเอาสิ่งที่เป็นหอคอยงาช้างมาฉีกใหม่ให้น่าตื่นเต้น ซึ่งเวลาเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วยไปหมด แต่มันไม่ได้มีการลงโทษทางกฎหมายหรือโดนอุ้มอะไรแบบนั้นเลยทำให้เร็วกว่าที่อื่น แม้แต่ยุโรปประเทศอื่นๆ ก็ยังมีความอนุรักษ์นิยมกว่า</p>
<p>ที่เมืองไทยก็คล้ายกัน ถามว่ามีสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นกำลังจะเกิดขึ้นมั้ย มี และเรากำลังสนับสนุนหน่วยงานเหล่านี้ เราก็พยายามจะผลักดันให้คนนอกวงการเห็นว่ามิวเซียมไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ และเป็นเรื่องของคนทุกวัย ที่มิวเซียมสยามเองเป็นตัวอย่างของความพยายามก้าวข้ามขอบเขตเดิมๆ ของคำว่ามิวเซียมไป หรือที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็มีการจัดแสดงและเปิดห้องนิทรรศการใหม่ ตอนนี้เราอยากให้คนจับตาดูพิพิธภัณฑ์ในไทยว่ามันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดนะ มันมีอะไรสนุกๆ อยู่เยอะ เล่มหน้าเราอาจจะเขียนถึง Bangkok Museum ก็ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat9.jpg" /></p>
<p><strong>คุณเคยเขียนไว้ว่ามิวเซียมที่ลอนดอนพยายามให้ประโยชน์กับสังคมหรือเมืองนั้น อยากรู้ว่าที่เมืองไทยมีเหมือนกันมั้ย<br />
</strong>มีนะ แต่เป็นคนละแรงผลักกัน ที่นี่เราทำเพราะพิพิธภัณฑ์เห็นคุณค่ากันในกลุ่มเล็กๆ มันอาจจะไม่ได้มาจากวิสัยทัศน์ผู้บริหารหรือเป็นนโยบายการพัฒนาชาติเหมือนที่นู่น ตามหลักแล้วมิวเซียมทั่วโลกพยายามจะผลักดันให้ตนเป็นพื้นที่ประชาธิปไตย คนต้องสามารถคิดต่างและอยู่ร่วมกันในพื้นที่นี้ได้ พิพิธภัณฑ์คือสถานที่ที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ แต่มันต้องไม่ถูกเล่าจากด้านเดียว ชุดคำที่มีความชี้นำ เช่น &#8216;สวยงาม&#8217; &#8216;ดีงาม&#8217; &#8216;เลวทราม&#8217; จะไม่นำมาใช้ มันต้องเป็นกลางและให้คนสร้างความหมายของเขาเองได้ แต่ที่ไทยอาจจะยังไม่ถึงขั้นนั้น</p>
<p><strong>วงการพิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษมีเรื่องดีๆ มากมาย แล้วมีอะไรที่คนพิพิธภัณฑ์กังวลมั้ย<br />
</strong>ก็เรื่องงบประมาณนั่นแหละ พิพิธภัณฑ์จะได้งบประมาณจากรัฐบาลมาส่วนหนึ่งซึ่งโดนตัดทุกปี เขาต้องหาสปอนเซอร์ซึ่งมาในหลายรูปแบบ เช่น สปอนเซอร์การศึกษาหรือสปอนเซอร์ตึก มีการจัดบริจาคจากครอบครัวที่ร่ำรวย และคนทั่วไปที่ทั้งบริจาคและซื้อของ พอคนเห็นความสำคัญมันจึงอยู่ได้ แต่ก็ยังต้องต่อสู้ดิ้นรนเหมือนกัน นอกจากนั้นเท่าที่รู้ก็จะเป็นเรื่องการเมือง ว่าคุณโชว์อะไร อย่างไร พูดแบบนี้ได้มั้ย เรื่อง political correctness หรือเรื่องจริยธรรม มนุษยธรรม อย่างเรื่องมัมมี่ที่เป็นร่างคนที่เก่าแก่มาก เราต้องขออนุญาตใคร ขอยังไง เพราะเมื่อพิพิธภัณฑ์ตระหนักว่าตัวเองเป็นขั้วอำนาจหนึ่งของสังคม เขาก็ต้องรู้ถึงความรับผิดชอบของเขาด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/oat8.jpg" /></p>
<p><strong>คิดว่าเรื่องไหนที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยควรจะทำมากที่สุดในตอนนี้<br />
</strong>พิพิธภัณฑ์ทุกวันนี้ต้องตอบรับกับสังคมที่เปลี่ยนไป ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ตอนนี้มีกระแสละคร <em>บุพเพสันนิวาส</em> คนก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวย้อนยุค เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก หรืออย่างตอนละคร <em>พิษสวาท</em> คนก็แห่กันไปพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาที่อยุธยา ดังนั้นถามว่าคนไทยไม่สนใจประวัติศาสตร์เหรอ อาจจะไม่จริงหรอก ประเด็นน่าจะอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ว่าสามารถต่อยอดความสนใจ หรือตอบโจทย์ความต้องการของคนในสังคมได้ยังไง ทำไมไม่มีใครในหน่วยงานพิพิธภัณฑ์ไทยที่พยายามจะปรับตัวให้ฮิตติดกระแส หรือเรากลัวว่าพิพิธภัณฑ์จะเสียความ &#8216;ศักดิ์สิทธิ์&#8217; ไปถ้ามันร่วมสมัยขึ้นมา เราก็หวังว่าเมื่อคนได้อ่านเรื่องราวของลอนดอนในงานเขียนของเรา มันจะชวนให้เขาย้อนคิดคำถามเหล่านี้ และช่วยผลักดันวงการพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยต่อไปไม่มากก็น้อย</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ลักษิกา แซ่เหงี่ยม</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-oatmontien-thaimuseum/">โอ๊ต มณเฑียร : ถอดรหัสมิวเซียมไทย ใกล้ตายจริงหรือ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-oatmontien-thaimuseum/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Insects in the Backyard : เมนูอาหารในยุคที่หนอนมีค่ากว่าป่าไผ่ กับรสชาติของโลกใหม่ในอีกร้อยปี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/aftertaste-insects-in-the-backyard-changchui/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/aftertaste-insects-in-the-backyard-changchui/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อรุณวตรี รัตนธารี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Jan 2018 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[aftertaste]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างชุ่ย]]></category>
		<category><![CDATA[Insects in the Backyard]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารจากแมลง]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านอาหารจากแมลง]]></category>
		<category><![CDATA[เชฟใหม่ - ฐิติวัชร ตันตระการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/aftertaste-insects-in-the-backyard-changchui/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลลัพธ์อันงดงามมักเกิดจากการตั้งคำถามที่ดี “คำถามของเราคือ ถ้าวันหนึ่งเนื้อสัตว์น้อยลง แพงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องหันมากินแมลง เราจะกินมันยังไง” เชฟใหม่ &#8211; ฐิติวัชร ตันตระการ เอ่ยคำถามตั้งต้นที่ทำให้เชฟอาหารฝรั่งเศสอย่างเขาหันมาสนใจวัตถุดิบโลกใหม่อย่าง ‘เเมลง’ แถมไม่ใช่สนใจเปล่าๆ เพราะเขาจริงจัง ทดลองกับมัน ลงลึกถึงขนาดรังสรรเมนูแมลงสไตล์ fine dining จนกลายเป็นจานเอกที่นักชิมทั้งไทยและเทศลงความเห็นว่าไม่ธรรมดา “การกินแมลงไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็นวิธีแก้ปัญหา” เชฟใหม่ตอบเต็มเสียงเมื่อเราเกริ่นว่าอาหารแมลงเป็นแค่เทรนด์สนุกๆ ของคนรุ่นใหม่ผู้อยากลองของแปลกเท่านั้นหรือเปล่า เขายิ้มก่อนย้ำว่าอาหารจานแมลงไม่ใช่แค่กระแสวาบไหว แต่เป็นทางออกของปัญหาใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า “การทำปศุสัตว์มีปัญหาเยอะทั้งเรื่องโรค ทั้งทำลายสิ่งแวดล้อม ปริมาณเนื้อสัตว์ใหญ่จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ โปรตีนทางเลือกเลยจำเป็น และเราว่าแมลงมันเวิร์ก” ทางเลือกทางรอดของโลกเรา แนะนำอย่างรวบรัด Insects in the Backyard คือร้านอาหารร้านแรกของโลกที่มีเมนูแมลง ‘แบบจริงๆ จังๆ’ เป็นตัวชูโรง จริงจังทั้งในแง่รสชาติและเรื่องราวที่ต้องการเล่าให้สังคมฟัง “อีกหลายสิบปีข้างหน้า แมลงจะกลายเป็นอาหารของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราอยากทำให้เห็นว่าแมลงก็เป็นอาหารที่มีศิลปะได้เหมือนกัน” เชฟใหญ่ของร้านยืนยันก่อนไล่เรียงรายชื่อแมลงที่เขาเลือกเสิร์ฟราวกับกำลังบรรยายสรรพคุณวัตถุดิบนำเข้าชั้นดีอย่างไรอย่างนั้น “เราเลือกใช้แมลง 8 ชนิดจากฟาร์มระบบปิดในประเทศ เพราะการทำร้านอาหารมีหลักอนามัยของมันอยู่ พื้นฐานที่สุดคือวัตถุดิบต้องสะอาด” แมลง 8 ชนิด เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/aftertaste-insects-in-the-backyard-changchui/">Insects in the Backyard : เมนูอาหารในยุคที่หนอนมีค่ากว่าป่าไผ่ กับรสชาติของโลกใหม่ในอีกร้อยปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผลลัพธ์อันงดงามมักเกิดจากการตั้งคำถามที่ดี</p>
<p>“คำถามของเราคือ ถ้าวันหนึ่งเนื้อสัตว์น้อยลง แพงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องหันมากินแมลง เราจะกินมันยังไง” <strong>เชฟใหม่ &#8211; ฐิติวัชร ตันตระการ</strong> เอ่ยคำถามตั้งต้นที่ทำให้เชฟอาหารฝรั่งเศสอย่างเขาหันมาสนใจวัตถุดิบโลกใหม่อย่าง ‘เเมลง’ แถมไม่ใช่สนใจเปล่าๆ เพราะเขาจริงจัง ทดลองกับมัน ลงลึกถึงขนาดรังสรรเมนูแมลงสไตล์ fine dining จนกลายเป็นจานเอกที่นักชิมทั้งไทยและเทศลงความเห็นว่าไม่ธรรมดา </p>
<p>“การกินแมลงไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็นวิธีแก้ปัญหา” เชฟใหม่ตอบเต็มเสียงเมื่อเราเกริ่นว่าอาหารแมลงเป็นแค่เทรนด์สนุกๆ ของคนรุ่นใหม่ผู้อยากลองของแปลกเท่านั้นหรือเปล่า เขายิ้มก่อนย้ำว่าอาหารจานแมลงไม่ใช่แค่กระแสวาบไหว แต่เป็นทางออกของปัญหาใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า “การทำปศุสัตว์มีปัญหาเยอะทั้งเรื่องโรค ทั้งทำลายสิ่งแวดล้อม ปริมาณเนื้อสัตว์ใหญ่จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ โปรตีนทางเลือกเลยจำเป็น และเราว่าแมลงมันเวิร์ก”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3494.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3529.jpg"></p>
<h3>ทางเลือกทางรอดของโลกเรา</h3>
<p>แนะนำอย่างรวบรัด <strong>Insects in the Backyard</strong> คือร้านอาหารร้านแรกของโลกที่มีเมนูแมลง ‘แบบจริงๆ จังๆ’ เป็นตัวชูโรง จริงจังทั้งในแง่รสชาติและเรื่องราวที่ต้องการเล่าให้สังคมฟัง </p>
<p>“อีกหลายสิบปีข้างหน้า แมลงจะกลายเป็นอาหารของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราอยากทำให้เห็นว่าแมลงก็เป็นอาหารที่มีศิลปะได้เหมือนกัน” เชฟใหญ่ของร้านยืนยันก่อนไล่เรียงรายชื่อแมลงที่เขาเลือกเสิร์ฟราวกับกำลังบรรยายสรรพคุณวัตถุดิบนำเข้าชั้นดีอย่างไรอย่างนั้น</p>
<p>“เราเลือกใช้แมลง 8 ชนิดจากฟาร์มระบบปิดในประเทศ เพราะการทำร้านอาหารมีหลักอนามัยของมันอยู่ พื้นฐานที่สุดคือวัตถุดิบต้องสะอาด” แมลง 8 ชนิด เช่น รถด่วน ดักแด้ สะดิ้ง ตั๊กแตน แมงดา ไข่มดแดง จิ้งหรีดขาว และแม่เป้ง (มดตัวใหญ่) โดยมีหลักการเลือกง่ายๆ คือรสชาติน่าสนใจและมีให้เลือกซื้อหาได้ตลอดทั้งปี</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_36521.jpg"></p>
<p>“มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแมลงที่เราควรรู้บ้างมั้ย” เราโยนคำถามขณะไล่ดูรายชื่อบนเมนู</p>
<p>เชฟใหม่หัวเราะเล็กๆ “แมลงไม่ได้สกปรก” เขาว่า “ยิ่งเลี้ยงในฟาร์มยิ่งมั่นใจได้ว่าสะอาด และส่วนใหญ่ปลอดภัยเพราะวงจรชีวิตมันสั้น ไม่ทันที่โรคจะพัฒนาก็ตายแล้ว อย่างไข้หวัดนกหรือวัวบ้าเกิดในสัตว์อุตสาหกรรมที่ถูกเลี้ยงแออัดมากๆ และวงจรชีวิตยาว” </p>
<p>“แสดงว่าก่อนหน้านี้ เชฟกินแมลงอยู่แล้ว”</p>
<p>“ไม่เลย!”</p>
<h3>แมลงตัวนั้น ตัวนี้ มีเยอะมากมาย </h3>
<p>ข้อดีของคนไม่กินแมลงแต่หันมาทำอาหารจากแมลง คือเขาเข้าใจหัวอกคนไม่กินแมลงอย่างทะลุปรุโปร่ง “ถ้าเรากินได้ ใครก็กินได้” เขายักไหล่และอาจเหลือบเห็นความหวั่นใจในสายตา จึงตัดสินใจเลือก 3 เมนูที่คิดว่าเราน่าจะกินได้มาให้ลอง</p>
<p>“เราออกแบบเมนูจากแมลงเป็นหลัก ดูว่ารสชาติของแมลงตัวนั้นเหมาะกับอะไร เป็นงานทดลองล้วนๆ เพราะไม่เคยมีใครทำ ถ้าคุณแล่ปลาไม่เป็นก็เปิดยูทูบสิ แต่ถ้าคุณทำแมงดาไม่เป็น ทำได้ก็แค่ลองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะอร่อย กว่าจะเกิดเป็นร้านนี้ขึ้นมาเลยไม่ง่าย”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_34581.jpg"></p>
<p>สนามทดลองของเชฟใหม่ไม่ได้มีอาณาเขตแค่ในครัว แต่รวมถึงท้องนาป่าเขาที่เขาเดินเท้าไปศึกษาว่าแมลงแต่ละชนิดมีธรรมชาติอย่างไร แล้วคนเลือกกินมันด้วยวิธีการแบบไหนกัน</p>
<p>“เมื่อก่อนเคยสงสัยว่าแมงกุดจี่ที่อยู่ในขี้ควาย เขากินมันยังไง พอลงไปดูถึงเห็นว่ามีภูมิปัญญาการกินแมลงอีกเยอะมากที่เราไม่รู้ อย่างแมงกุดจี่เขาจะจับมันแช่น้ำ พอใกล้จมมันจะคายของเสียออกมาจนหมดเพื่อให้ตัวลอย ทีนี้มันก็จะสะอาด เอามาคั่วกินได้เลย” เชฟตรงหน้าเล่าด้วยสายตาเป็นประกาย </p>
<p>“มีแมลงอีกหลายชนิดที่ทำฟาร์มไม่ได้ แต่อร่อย อย่างแมงแคงที่อยู่ในป่าทางภาคเหนือกับภาคอีสาน ตอนมันลอกคราบรสชาติจะเหมือนชีสกามองแบร์ (ชีสสีขาวเนื้อเป็นครีมนุ่ม) หายากมาก จับมาร้อยตัวอาจมีตัวที่ลอกคราบแค่สองหรือสามตัว แต่เรียกว่าสุดยอดของรสชาติ” </p>
<p>ขณะบทสนทนาว่าด้วยเรื่องแมลงกำลังดำเนิน ผลของการทดลองครั้งนี้ก็เดินทางมาถึงโต๊ะเราพอดี</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3627.jpg"></p>
<h3>อยากเริ่มให้ลองสะดิ้ง ถ้าใจนิ่งให้ลองตั๊กแตน </h3>
<p>เมนูตรงหน้าไม่มีอะไรต่างจากอาหารในโรงแรมหรู มองเผินๆ อาจไม่รู้ว่าเหล่านี้คือเมนูที่มีแมลงเป็นส่วนผสมหลัก “ถ้าไม่เคยกินแมลง จานไหนกินง่ายสุด” เราถามหยั่งเชิง ก่อนเชฟจะเลื่อนทีรามิสุมาไว้ตรงหน้า “อาหารของเราจะแบ่งเป็น 2 สาย คือ extreme เห็นเป็นตัวๆ ไปเลย กับแนว hiding คือซ่อนไว้นิดนึง เน้นรสชาติแมลงแบบไม่ต้องเห็นตัว ทำใจง่ายหน่อย (หัวเราะ)”</p>
<p>แน่นอนว่าทีรามิสุสีครีมนวลตรงหน้าเราเป็นอย่างหลัง โดยเชฟใหม่ออกแบบเมนูนี้ขึ้นจากกลิ่นรสของดักแด้ที่คล้ายข้าวโพดในความคิดเขา เมื่อสกัดเอาไขมันในตัวมันมาผสมเข้ากับนมเนย ตัดด้วยรสขมปร่าของกาแฟอาราบิก้าอีกสักหน่อย ก็ได้ของหวานแสนอร่อยชนิดไม่บอกไม่รู้ว่ามีหนอนหน้าตาน่าเอ็นดูเป็นส่วนผสม</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3663.jpg" style="text-align: center"></p>
<p>“แมลงมีประเภทมั้ย เหมือนปลาน้ำจืด-น้ำเค็ม อะไรแบบนั้น”</p>
<p>“มีอยู่แล้ว เพราะแมลงมีวิวัฒนาการ ด้านอาหารจะแบ่งแมลงเป็น 2 แนวหยาบๆ คือตัวอ่อนอย่างดักแด้ รถด่วน ส่วนแนวเห็นเป็นตัวก็เช่น ตั๊กแตน แมงดา ที่กินง่ายสำหรับสายนี้เราว่าเป็นแมงสะดิ้งกับแม่เป้ง เพราะตัวเล็ก เคี้ยวได้ทั้งตัว พอเป็นแมลงตัวใหญ่อย่างตั๊กแตนจะกลัวว่าเดี๋ยวมีอะไรแตกในปากหรือเปล่า (หัวเราะ) ถ้าอยากเริ่มกินแมลง เราว่าแมงสะดิ้งหรือแม่เป้งน่าลอง”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3606.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3622.jpg"></p>
<p>จานปลาเก๋าทะเลย่างราดซอสไวน์ขาวท็อปด้วยแม่เป้งตัวจิ๋วทอดกรอบเคี้ยวได้ทั้งตัว ก็ยืนยันคำนั้นของเชฟได้ดี เพราะแม่เป้งหรือมดยักษ์รสเปรี้ยวปะแล่มนั้นกินง่าย แถมเสริมรสเนื้อปลาให้โดดเด่นขึ้นมาหลายระดับ เป็นการผสมผสานรสชาติคนละขั้วให้ออกมาลงตัวได้อย่างน่าสนใจ </p>
<p>“มีคำเตือนสำหรับคนชอบกินแมลงมั้ย”</p>
<p>“ใครแพ้กุ้งแนะนำให้เลี่ยงตั๊กแตน มันสายพันธุ์ใกล้กัน” </p>
<h3>แมงดาอร่อยต้องคอยหลังฝน </h3>
<p>หลังจัดการทีรามิสุในจานจนเกลี้ยง เราก็เลียบเคียงถามว่าถ้าอยากกินดักแด้อร่อยต้องไปหาจากแหล่งใด และฤดูกาลมีผลแค่ไหนกับความอร่อยของเมนูแมลง </p>
<p>“คนไม่ค่อยรู้นะว่าดักแด้ตามรถเข็นส่วนมากมาจากจีน” เชฟหนุ่มเกริ่นกลั้วหัวเราะ “จีนทำโรงงานทอผ้าเยอะเลยเลี้ยงดักแด้เยอะตามไปด้วย แต่ดักแด้ที่เลี้ยงเอาปริมาณตัวจะเล็กแกร็น ไม่อวบเหมือนดักแด้ที่เลี้ยงตามธรรมชาติ ถ้าอยากกินดักแด้อร่อย มี 2 แหล่งที่รับประกันได้คือเพชรบูรณ์กับบุรีรัมย์ ยิ่งตามหมู่บ้านที่ทำอาชีพทอผ้าขายกันมานานๆ ดักแด้ยิ่งอร่อย เพราะเขาเลี้ยงดี โดยเฉพาะดักแด้หน้าหนาวจากเพชรบูรณ์นี่อร่อยมาก เพราะยิ่งหนาวดักแด้ยิ่งสะสมไขมันไว้ในตัวเยอะ”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3593.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3601.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3638.jpg" style="text-align: center"></p>
<p>“มีตัวอะไรควรกินหน้าหนาวอีกมั้ย”</p>
<p>“จานนี้ไง” เชฟหมายถึงราวิโอลีสอดไส้แมงดาตัวเมียสับผสมกับเนื้อปูราดด้วยซอสขมิ้นสดรสหวานๆ เผ็ดๆ ที่ทำให้เรานึกถึงวันฟ้าครึ้มฝนพรำได้อย่างน่าประหลาด “ช่วงปลายฝนต้นหนาวเป็นช่วงที่แมงดาตัวเมียไข่เต็มท้อง อร่อยกว่าฤดูกาลอื่น แต่ถ้าอยากได้กลิ่นแมงดาก็ต้องแมงดาตัวผู้” ชายตรงหน้าเล่าฟังก์ชั่นของแมลงให้เราฟังอย่างออกรส “แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ชาวอีสานจะใช้ใบทำมังที่มีกลิ่นเหมือนแมงดาตัวผู้มาผสมแทน เราชอบใบนี้มากเลยหยิบมาใช้ในค็อกเทลด้วย คนก็นึกว่าค็อกเทลใส่แมงดา เปล่าเลย ใบไม้ล้วน (ยิ้ม)”</p>
<h3>แมลง ป่าไผ่ และอาหารของโลกใหม่</h3>
<p>ความสนุกของแมลงไม่ได้จบแค่ในครัวหรือโต๊ะอาหาร แต่ยังสัมพันธ์กับการค้า การเก็งกำไร เรื่อยไกลถึงการปลูกป่าไผ่นับร้อยๆ ไร่ทางภาคเหนือไว้เพียงเพื่อเป็นอาหารหนอน! </p>
<p>“ราคาแมลงเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ถูกๆ แถมมีแต่จะแพงขึ้นเรื่อยๆ อย่างหนอนรถด่วนนี่ราคาขึ้นลงเหมือนทองคำเลย พ่อค้าคนกลางจะกักสินค้าไว้จนกว่าจะมีร้านอาหารหรือโรงงานเสนอราคาที่พอใจ ถึงค่อยขาย อย่างล็อตที่แล้วเราซื้อได้ในราคากิโลกรัมละ 700 บาท ล็อตนี้ราคาอาจขึ้นไปถึงพันบาทก็ได้ อยู่ที่ว่าเจ้าใหญ่ๆ เขามาช้อนซื้อไปหรือเปล่า” เชฟเล่าให้เราเห็นภาพ ก่อนเสริมว่าตอนนี้ป่าไผ่ทางเหนือส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ปลูกไว้ทำอะไร นอกจากปลูกไว้ให้หนอนกิน </p>
<p>“เราอยู่ในยุคที่หนอนราคาดีกว่าต้นไผ่มานานแล้ว” เขาปิดประโยคอย่างอารมณ์ดี</p>
<p>“นอกจากหนอนแล้วมีแหล่งโปรตีนอื่นอีกมั้ยที่น่าสนใจ” เราโยนคำถามสุดท้ายให้คนที่ยังไงก็ขอบายเมนูแมลงได้ใจชื้น เชฟยิ้มๆ ก่อนเปรยถึงเป้าหมายระยะไกลที่เขาหมายใจจะไปให้ถึง</p>
<p>“ตอนนี้เรากำลังสนใจสาหร่าย งานวิจัยหลายฉบับยืนยันว่าสาหร่ายหลายชนิดมีโปรตีนพอๆ กับเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากลองทำเมนูจากสาหร่ายดูเหมือนกัน เพราะอย่างที่บอก เป้าหมายเราไม่ใช่การทำอาหารแปลกๆ เพื่อให้คนหันมาสนใจ แต่คือการหาแหล่งอาหารใหม่ๆ ไว้ให้ลูกหลานได้กิน”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3636.jpg"></p>
<h3>Insects in the Backyard</h3>
<p><strong>address:</strong> ตั้งอยู่ในโครงการช่างชุ่ย เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร<br /><strong>hour:</strong> 16.00 &#8211; 23.00 น. (ปิดวันจันทร์)<br /><strong>facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/InsectsBkk/">Insects in the Backyard</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ลักษิกา แซ่เหงี่ยม</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/aftertaste-insects-in-the-backyard-changchui/">Insects in the Backyard : เมนูอาหารในยุคที่หนอนมีค่ากว่าป่าไผ่ กับรสชาติของโลกใหม่ในอีกร้อยปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/aftertaste-insects-in-the-backyard-changchui/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานหนัก รถติด ชีวิตดีๆ ที่ไม่ลงตัว &#8211; 8 ขั้นตอนจัดการความเครียดฉบับคนเมือง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/how-to-stress-release/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/how-to-stress-release/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวรพล รุ่งรจนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Nov 2017 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[how to]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีคลายเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[ดุจดาว วัฒนปกรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[คลายเครียด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/how-to-stress-release/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชีวิตแสนเร่งรีบ การจราจรติดขัด หนีขึ้น BTS (ที่เสียอยู่บ่อยๆ) ก็เจอคนแน่นเบียดเสียด งานหนัก เงินไม่พอใช้ ปัญหาความสัมพันธ์ซับซ้อน และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่คนเมืองกำลังเผชิญ รอบตัวเรามีปัจจัยหลายอย่างกระตุ้นให้เกิดความเครียดตลอดเวลา อย่างที่ ดาว-ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวบอกเราว่าไม่ว่าจะจัดการอารมณ์ได้ดีแค่ไหน แต่เราก็ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนี้แทบทุกวินาที มีหลายกรณีที่ความเครียดของคนไม่ได้รับการจัดการและสะสมจนกลายเป็นความรู้สึกลบ รู้ตัวอีกทีอาการก็หนัก และหันหน้าอาศัยการบำบัดจนกว่าจะแข็งแรง สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (AU Poll) เผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่องดัชนีความเครียดของคนไทย ผลสำรวจในเดือนพฤษภาคมปี 2560 พบว่าคนไทยส่วนใหญ่รู้สึกเบื่อหน่าย 70.59 เปอร์เซ็นต์ เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเงิน ตัวเลขนี้น่าตกใจและกำลังสะท้อนว่าสังคมเรากำลังมีปัญหา หากคุณรับรู้ว่าตัวเองกำลังเครียดและตระหนักว่าชีวิตประจำวันหนีความรู้สึกนี้ไม่พ้น เราอาจลองเริ่มต้นจัดการที่ตัวเอง นี่คือคำแนะนำ 8 ขั้นตอนจากดุจดาวที่เราคิดว่าทำตามได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงให้เวลาสังเกตตัวเองอย่างตั้งใจ ฟังเสียงความคิด ถามหัวใจว่ามีเรื่องอะไรแบกอยู่ในใจหรือเปล่า 1. รับรู้ความเครียด วิถีชีวิตในเมืองใหญ่มีปัจจัยเข้ามากระทบจิตใจทำให้เราเครียดโดยไม่รู้ตัวเยอะมาก ถ้าเราไม่รู้ตัวและละเลยความรู้สึก เราจะจัดการความเครียดไม่ได้ ดังนั้นขั้นตอนแรกเริ่มต้นง่ายๆ เพียงหาเวลาว่างอยู่กับตัวเองเพื่อตรวจสอบความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้น วิธีการรับรู้เริ่มทำได้ทุกสถานที่ ระหว่างทำไม่ควรให้สิ่งอื่นมาดึงความสนใจ ถ้าคุณเป็นมนุษย์ออฟฟิศ แค่นั่งในที่ทำงานนิ่งๆ หลับตา หยุดคิดเรื่องอื่นแล้วตรวจสอบความคิดอย่างละเอียด ยิ่งมีช่วงเวลาตรวจสอบต่อวันเยอะยิ่งดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/how-to-stress-release/">งานหนัก รถติด ชีวิตดีๆ ที่ไม่ลงตัว &#8211; 8 ขั้นตอนจัดการความเครียดฉบับคนเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>ชีวิตแสนเร่งรีบ การจราจรติดขัด หนีขึ้น BTS (ที่เสียอยู่บ่อยๆ) ก็เจอคนแน่นเบียดเสียด งานหนัก เงินไม่พอใช้ ปัญหาความสัมพันธ์ซับซ้อน และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่คนเมืองกำลังเผชิญ</em></p>
<p>รอบตัวเรามีปัจจัยหลายอย่างกระตุ้นให้เกิดความเครียดตลอดเวลา อย่างที่ <strong>ดาว-ดุจดาว วัฒนปกรณ์</strong> นักจิตบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวบอกเราว่าไม่ว่าจะจัดการอารมณ์ได้ดีแค่ไหน แต่เราก็ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนี้แทบทุกวินาที มีหลายกรณีที่ความเครียดของคนไม่ได้รับการจัดการและสะสมจนกลายเป็นความรู้สึกลบ รู้ตัวอีกทีอาการก็หนัก และหันหน้าอาศัยการบำบัดจนกว่าจะแข็งแรง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7093.jpg" /></p>
<p>สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (AU Poll) เผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง<a href="https://www.thairath.co.th/content/946068" target="_blank" rel="noopener">ดัชนีความเครียดของคนไทย</a> ผลสำรวจในเดือนพฤษภาคมปี 2560 พบว่าคนไทยส่วนใหญ่รู้สึกเบื่อหน่าย 70.59 เปอร์เซ็นต์ เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเงิน ตัวเลขนี้น่าตกใจและกำลังสะท้อนว่าสังคมเรากำลังมีปัญหา</p>
<p>หากคุณรับรู้ว่าตัวเองกำลังเครียดและตระหนักว่าชีวิตประจำวันหนีความรู้สึกนี้ไม่พ้น เราอาจลองเริ่มต้นจัดการที่ตัวเอง นี่คือคำแนะนำ 8 ขั้นตอนจากดุจดาวที่เราคิดว่าทำตามได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงให้เวลาสังเกตตัวเองอย่างตั้งใจ ฟังเสียงความคิด ถามหัวใจว่ามีเรื่องอะไรแบกอยู่ในใจหรือเปล่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40293" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993181_10156098026490406_8772313309676562503_n.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993181_10156098026490406_8772313309676562503_n.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993181_10156098026490406_8772313309676562503_n-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993181_10156098026490406_8772313309676562503_n-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>1. รับรู้ความเครียด<br />
</strong>วิถีชีวิตในเมืองใหญ่มีปัจจัยเข้ามากระทบจิตใจทำให้เราเครียดโดยไม่รู้ตัวเยอะมาก ถ้าเราไม่รู้ตัวและละเลยความรู้สึก เราจะจัดการความเครียดไม่ได้ ดังนั้นขั้นตอนแรกเริ่มต้นง่ายๆ เพียงหาเวลาว่างอยู่กับตัวเองเพื่อตรวจสอบความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้น</p>
<p>วิธีการรับรู้เริ่มทำได้ทุกสถานที่ ระหว่างทำไม่ควรให้สิ่งอื่นมาดึงความสนใจ ถ้าคุณเป็นมนุษย์ออฟฟิศ แค่นั่งในที่ทำงานนิ่งๆ หลับตา หยุดคิดเรื่องอื่นแล้วตรวจสอบความคิดอย่างละเอียด ยิ่งมีช่วงเวลาตรวจสอบต่อวันเยอะยิ่งดี ถ้ายังมองปัญหาไม่เห็นในทันที ข้อแนะนำง่ายๆ คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เพิ่งหงุดหงิด ให้นึกว่าสิ่งไหนทำให้เราเกิดความรู้สึกนั้น หมั่นตรวจสอบและตั้งคำถามกับความรู้สึกด้านลบที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะเราจะได้รู้เท่าทันความคิดตัวเองด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40297" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24899882_10156098026485406_6773172157641545969_n.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24899882_10156098026485406_6773172157641545969_n.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24899882_10156098026485406_6773172157641545969_n-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24899882_10156098026485406_6773172157641545969_n-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>2. สังเกตต้นเหตุความเครียด<br />
</strong>ถ้าคุณเครียด อยากให้ลองหาสาเหตุให้ชัด ถ้าในระยะหลังเจอเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ระเบิดอารมณ์ได้ง่ายหรืออารมณ์ขึ้นลงบ่อย ให้รู้เลยว่านี่เป็นสัญญาณว่าจิตใจกำลังแบกเรื่องหนักไว้ ขั้นตอนนี้คือการสังเกตและการหาสาเหตุ โดยคุณสามารถรู้ถึงจุดเริ่มต้นของปัญหาและไม่ปล่อยความเครียดให้ทับถมจนอารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย</p>
<p>การสังเกต เริ่มด้วยการสแกนความรู้สึกตัวเองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าว่ารู้สึกยังไง สังเกตการนอนหลับว่าหลับสบายไหม และดูว่าร่างกายตึง ปวด หรือเกร็งหรือเปล่า เพราะหลายครั้งอาการปวดคอและไหล่มาจากความเคร่งเครียด ระหว่างสแกนถ้ามีสิ่งเร้าเยอะ เช่น คนเยอะหรือเสียงดัง ให้เราเลือก shift focus เพ่งสมาธิที่ตัวเอง ถ้าสภาพแวดล้อมแย่ สิ่งที่เราจะสนใจคือสัญญาณในตัว ด้วยการปิดและลดการรับรู้จากสิ่งเร้าภายนอก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40290" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862132_10156098026495406_8564807748395213352_n.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862132_10156098026495406_8564807748395213352_n.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862132_10156098026495406_8564807748395213352_n-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862132_10156098026495406_8564807748395213352_n-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>3. ยอมรับว่าตัวเองเครียด<br />
</strong>ลองกล้าหาญ และไม่กลัวว่าจะเป็นคนขี้แพ้หรือเป็นคนจัดการอะไรไม่ได้ เพราะความเครียดเป็นเรื่องธรรมชาติ เกิดขึ้นได้ทุกนาที เราจึงควรตระหนักรู้และยืดอกยอมรับเพื่อกำจัดออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40291" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862247_10156098026590406_1232193371433658247_n.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862247_10156098026590406_1232193371433658247_n.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862247_10156098026590406_1232193371433658247_n-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862247_10156098026590406_1232193371433658247_n-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>4. ระบุปัจจัยที่ทำให้เราเครียดผ่าน mind mapping<br />
</strong>เมื่อยอมรับได้ว่าเราเครียด ให้กางกระดาษแล้วเขียนวงกลมสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดทั้งหมดออกมาทีละวง ถ้าความเครียดหนักและเร่งด่วนให้วาดวงกลมใหญ่ แต่ถ้าไม่มากอาจมีขนาดรองๆ ลงมา สิ่งที่อยากให้ลองคำนึงคือควรระบุปัจจัยกระตุ้นให้ชัด ถ้าระบุว่าแม่ทำให้เราเครียดอาจกว้างและเหมารวมเกินไป ดังนั้นลองเขียนด้วยว่าพฤติกรรมไหนของแม่ทำให้เราเครียด เช่น แม่มักกดดันให้เป็นข้าราชการบ่อยๆ จนทำให้เราทนไม่ไหว</p>
<p>วงกลมปัจจัยสร้างความเครียดเป็นแนวทางการทบทวน อาจนึกไม่ออกในครั้งแรก แต่การพยายามหาต้นเหตุถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะอย่างน้อยเราได้คอยเฝ้าระวังไม่ให้เกิดอันตรายทางความคิดขึ้นแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40289" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/25152147_10156098026625406_1224548777206315081_n.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/25152147_10156098026625406_1224548777206315081_n.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/25152147_10156098026625406_1224548777206315081_n-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/25152147_10156098026625406_1224548777206315081_n-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>5. จัดลำดับความเร่งด่วนจวนจะไม่ไหว จัดการเรื่องฉุกเฉินก่อนอื่นใด<br />
</strong>เมื่อประเมินวงกลมความเครียด เราแนะนำให้กำหนดความสำคัญที่เหมาะกับการจัดการก่อนและหลังว่าสิ่งไหนกระทบกับชีวิตเรามาก โฟกัสว่าสิ่งนี้เร่งด่วน รีบวิ่งไปหาสิ่งนั้นก่อนที่เราจะย่ำแย่ สร้างความมั่นใจให้ตัวเองและเริ่มลงมือทำอย่างตั้งใจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40295" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993492_10156098026640406_7231163851530320678_n.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993492_10156098026640406_7231163851530320678_n.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993492_10156098026640406_7231163851530320678_n-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993492_10156098026640406_7231163851530320678_n-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>6. ดูว่าจะจัดการความเครียดในวงกลมอย่างไร<br />
</strong>นั่งดูวงกลมทีละวงว่าจะจัดการยังไง สิ่งไหนตัดได้ให้ตัดไปจากชีวิตทีละอัน ถ้าสิ่งไหนตัดไม่ได้ ลองเปลี่ยนมุมมองตัวเองใหม่</p>
<p>การประเมินสิ่งต่างๆ ควรมองบนฐานความจริง ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงใช้เวลา ดังนั้นเราแนะนำให้ทำอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40292" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862310_10156098026695406_5521075764706294573_n.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862310_10156098026695406_5521075764706294573_n.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862310_10156098026695406_5521075764706294573_n-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24862310_10156098026695406_5521075764706294573_n-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>7. คุยเรื่องเครียดๆ กับคนที่ปลอดภัยบ้าง<br />
</strong>ถ้าเราเครียด หนทางการระบายที่ง่ายและทำได้เร็วคือการพูดกับคนที่ไว้ใจ ไม่มีการตัดสิน ไม่มีการทำร้ายร่างกายและจิตใจ ไม่มองปัญหาเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่แนะนำจากมุมมองของตัวเอง แต่เขาพร้อมรับฟังเพื่อรับรู้และอยู่เคียงข้าง ประเด็นสำคัญคือเราไม่ควรนั่งดูตัวเองสะสมความเครียดไปเรื่อยๆ แล้วไม่จัดการอะไรเลย เพราะนั่นคือการฆ่าตัวเองทางลัด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40294" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993385_10156098027870406_7261374053009426588_n.jpg" alt="" width="750" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993385_10156098027870406_7261374053009426588_n.jpg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993385_10156098027870406_7261374053009426588_n-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/24993385_10156098027870406_7261374053009426588_n-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>8. ออกกำลังกายเพื่อลดความตึงเครียด<br />
</strong>วิธีการลดความเครียดที่ดุจดาวแนะนำคือการออกกำลังกาย เพราะระหว่างออกแรงจะมีการหลั่งสารแห่งความสุขออกมา เมื่อเราเคลื่อนไหวทุกส่วนได้มาก อาจเกิดกระบวนการคิด การพูดคุยกับตัวเองได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>เมื่อทำครบทั้ง 8 ขั้นตอนแล้ว อย่าลืมคิดทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมาว่าการมีชีวิตต่อไปถือเป็นเรื่องที่ดี และจงเชื่อในพลังและศักยภาพของตัวเอง แต่ถ้าปัญหาหนักจนรับมือไม่ไหวเมื่อไหร่ ดุจดาวแนะนำให้คุณลองปรึกษานักจิตบำบัดและจิตแพทย์</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ลักษิกา แซ่เหงี่ยม<br />
</em><i style="background-color: initial;"><strong>ภาพประกอบ</strong> พนิดา มีเดช</i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/how-to-stress-release/">งานหนัก รถติด ชีวิตดีๆ ที่ไม่ลงตัว &#8211; 8 ขั้นตอนจัดการความเครียดฉบับคนเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/how-to-stress-release/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามไปดูเวิร์กช็อปถ่ายภาพของช่างภาพมืออาชีพ พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-19/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-19/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2017 02:54:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[SangSom]]></category>
		<category><![CDATA[TheInspirers]]></category>
		<category><![CDATA[พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Sixtysix Visual]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่าย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-19/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อ พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ แห่งสตูดิโอ Sixtysix Visual ได้ชวนคนรุ่นใหม่ที่รักในการถ่ายภาพ เข้ามาร่วมเวิร์กช็อปกับโครงการ ‘SangSom คนไทย&#8230; ตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก The Inspirers’ กิจกรรม &#8216;แคมป์ภาพที่มีชีวิต&#8217; ที่เกิดบนเกาะสีชังในวันที่ 15 &#8211; 16 ต.ค. ที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก เพราะกิจกรรมดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ในวงการถ่ายภาพของไทย พรพจน์ได้คัดสรร 10 ช่างภาพรุ่นใหม่ที่มีใจรักในการถ่ายภาพโดยดูจากผลงานที่โดดเด่นและความเป็นตัวเองที่อยู่ในงาน เขาอยากเห็นแนวทางใหม่ๆ ในวงการถ่ายภาพและอยากให้ ‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต&#8217; เป็นเวิร์กช็อปที่ให้ช่างภาพรุ่นใหม่ได้ลงมือทำ ได้สัมผัสการทำงานกับช่างภาพมืออาชีพในทุกกระบวนการและที่สำคัญยังได้แรงบันดาลใจกลับไปพัฒนางานของตัวเอง “แคมป์ภาพที่มีชีวิตจะทำให้คุณเห็นอีกโลกที่คุณไม่เคยเห็น และค้นพบตัวตนที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง เราเตรียมวิธีการทำงานทุกสเต็ปให้เห็นว่าจาก 1 &#8211; 100 ต้องทำงานยังไง ทำให้ดูหมดตั้งแต่การเตรียมตัว การถ่ายในโลเคชันจริง การพูดคุยกับนางแบบ รวมถึงการเตรียมพรีเซนเทชันด้วย การเวิร์กช็อปถ่ายภาพควรได้เห็นทุกกระบวนการทำงานจริง ได้ทดลองอยู่ใน work flow แบบนี้มันถึงจะสนุก เราไปเวิร์กช็อปกันถึงเกาะสีชังซึ่งเป็นโลเคชันที่เราเคยมาถ่ายแล้วชอบมาก เพราะที่นี่มีความหลากหลาย มีทั้งทุ่งหญ้า ภูเขา ลานหิน ป่า และทะเล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-19/">ตามไปดูเวิร์กช็อปถ่ายภาพของช่างภาพมืออาชีพ พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อ <strong>พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ</strong> แห่งสตูดิโอ Sixtysix Visual ได้ชวนคนรุ่นใหม่ที่รักในการถ่ายภาพ เข้ามาร่วมเวิร์กช็อปกับโครงการ ‘SangSom คนไทย&#8230; ตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก The Inspirers’ กิจกรรม &#8216;แคมป์ภาพที่มีชีวิต&#8217; ที่เกิดบนเกาะสีชังในวันที่ 15 &#8211; 16 ต.ค. ที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก เพราะกิจกรรมดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ในวงการถ่ายภาพของไทย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5428.jpg"></p>
<p>พรพจน์ได้คัดสรร 10 ช่างภาพรุ่นใหม่ที่มีใจรักในการถ่ายภาพโดยดูจากผลงานที่โดดเด่นและความเป็นตัวเองที่อยู่ในงาน เขาอยากเห็นแนวทางใหม่ๆ ในวงการถ่ายภาพและอยากให้ ‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต&#8217; เป็นเวิร์กช็อปที่ให้ช่างภาพรุ่นใหม่ได้ลงมือทำ ได้สัมผัสการทำงานกับช่างภาพมืออาชีพในทุกกระบวนการและที่สำคัญยังได้แรงบันดาลใจกลับไปพัฒนางานของตัวเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5405.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5397.jpg"></p>
<p>“แคมป์ภาพที่มีชีวิตจะทำให้คุณเห็นอีกโลกที่คุณไม่เคยเห็น<br />
และค้นพบตัวตนที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง เราเตรียมวิธีการทำงานทุกสเต็ปให้เห็นว่าจาก 1 &#8211; 100 ต้องทำงานยังไง ทำให้ดูหมดตั้งแต่การเตรียมตัว การถ่ายในโลเคชันจริง การพูดคุยกับนางแบบ<br />
รวมถึงการเตรียมพรีเซนเทชันด้วย การเวิร์กช็อปถ่ายภาพควรได้เห็นทุกกระบวนการทำงานจริง<br />
ได้ทดลองอยู่ใน work flow แบบนี้มันถึงจะสนุก เราไปเวิร์กช็อปกันถึงเกาะสีชังซึ่งเป็นโลเคชันที่เราเคยมาถ่ายแล้วชอบมาก<br />
เพราะที่นี่มีความหลากหลาย มีทั้งทุ่งหญ้า ภูเขา ลานหิน ป่า และทะเล แต่จะถ่ายยังไงก็แล้วแต่คุณเลย<br />
ค้นหาตัวเองให้มากที่สุด เราอยากเห็นคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจมาร่วมแชร์ประสบการณ์ด้วยกัน”<br />
พรพจน์บอกเล่าถึงความพิเศษของเวิร์กช็อปในครั้งนี้</p>
<p>2<br />
วัน 1 คืน และ 4 โลเคชันบนเกาะสีชัง<br />
จึงเป็นงานที่ท้าทายผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปอยู่ไม่น้อย แต่หลังจากลุยถ่ายภาพกันมาทั้งวันและได้แชร์มุมมองกัน<br />
‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’<br />
ก็ได้จุดประกายความคิดและให้แรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปทั้ง<br />
10 คนได้ดีทีเดียว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5501.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5523.jpg"></p>
<p>ไพลิน<br />
คงพันธ์ศรี เทคนิคอลซัพพอร์ตที่หลงใหลในการถ่ายภาพบอกว่า<br />
เธอเริ่มต้นจับกล้องด้วยความรักและอยากเก็บแสงสวยๆ ในช่วงเวลาที่เธอประทับใจไว้ให้ทัน<br />
เธอจึงฝึกฝนตัวเองอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้ภาพถ่ายคล้ายกับความสวยงามที่ตาเห็นมากที่สุด</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>“</strong>เราติดตามผลงานพี่พจน์อยู่แล้วเพราะชอบอารมณ์และความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ในงานของเขา<br />
เลยอยากลองมางานนี้เพราะเราไม่เคยไปเวิร์กช็อปที่ไหนมาก่อน บวกกับที่เราชอบธีมงามและแนวคิดของแสงโสมอยู่แล้วด้วย<br />
เราไม่เคยเจอช่างภาพมืออาชีพหรือคนที่ทำงานในระดับนี้มาก่อน ไม่คิดว่าพี่พจน์จะลงดีเทลในงานมากขนาดนี้<br />
เราประทับใจมุมมองและวิธีการสอนของเขามาก เพราะเขาเชื่อว่าการถ่ายภาพไม่ได้ให้ยึดติดกับแบรนด์และอุปกรณ์<br />
อยากให้มองเป็นเรื่องของศิลปะ ไม่มีอะไรที่ตายตัว เขาแนะนำได้ตรงจุดว่าทำไมถึงเลือกเอาอุปกรณ์แบบนี้มาใช้<br />
บอกคุณสมบัติว่ามันดีอย่างไร แต่ถ้าเราไม่มีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้<br />
แค่มีเลนส์ที่ถูกกว่านี้ก็ใช้ถ่ายได้เหมือนกัน อีกอย่างคือเวิร์กช็อปนี้ค่อนข้างจะใกล้ชิดกัน<br />
ทำให้เรามีโอกาสได้คำแนะนำและเทคนิคดีๆ จากพี่พจน์อยู่ตลอด<strong>”</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5475.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5513.jpg"></p>
<p>จักรรินทร์<br />
มูลมานัส เล่าถึงแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพของตัวเองว่าเขาเริ่มจากการถ่ายภาพเล่นๆ<br />
ไปเรื่อย ไม่รู้ว่าตัวเองชอบถ่ายอะไร แต่เมื่อมาถึงจุดที่ถ่ายภาพไปสักพักและรู้ตัวเองว่าชอบถ่ายในแนวไหนก็เริ่มพัฒนาตัวเองไปในแนวทางนั้น<br />
เวิร์กช็อปในครั้งนี้จึงเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่ทำให้เขาอยากพัฒนาตัวเองต่อไป</p>
<p>“ผมเคยเข้าเวิร์กช็อปกับที่อื่นเหมือนกันนะ<br />
แต่มันจะเป็นการบรรยายมากกว่า ไม่เคยออกนอกสถานที่ ไม่ได้มีเวิร์กช็อปหรือสอนกันอย่างใกล้ชิดแบบนี้<br />
พอได้มาเห็นการทำงานของพี่พจน์แล้วก็เห็นว่าตัวเองวางแผนก่อนที่จะถ่ายงานน้อยไป ผมได้เห็นมุมมองของเขา<br />
ได้เห็นวิธีการทำงาน การเตรียมตัว และการวางแผนก่อนที่จะมาถ่าย<br />
ไม่ใช่มาถึงที่แล้วจะถ่ายได้เลย สิ่งเหล่านี้ผมเอาไปพัฒนาตัวเองได้หมดเลย<br />
รวมถึงเทคนิคและการเลือกโลเคชันด้วย ผมชอบการใช้ควันของพี่พจน์ที่ทำให้เห็นแสงลอดผ่านต้นไม้<br />
รู้สึกประทับใจเทคนิคนั้นมาก จากทั้งหมด 4 ที่ผมชอบริมทะเลที่มีหน้าผามากที่สุดเลยนะ<br />
เพราะมันเป็นสถานที่สุดท้ายและเป็นเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ผมชอบแสงในช่วงเวลานั้น”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5792.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5784.jpg"></p>
<p>ธนกร<br />
ไกรลลาสสุวรรณ<br />
ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปที่ชื่นชอบการเล่าเรื่องด้วยภาพ เล่าให้เราฟังว่า<br />
สำหรับคนที่พูดไม่เก่งอย่างเขา ภาพคือสารชั้นดีที่ใช้เล่าเรื่องได้แทนคำเป็นพันคำ<br />
เมื่อได้เห็นภาพสวยๆ ของคนอื่นมากขึ้น เขาก็ยิ่งอยากถ่ายภาพให้ได้อย่างนั้น<br />
บวกกับเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนสาขาภาพยนตร์ด้วย เขาจึงอยากเรียนรู้และพัฒนาตัวเองเพื่อให้เล่าเรื่องได้ดีขึ้นและถ่ายภาพได้สวยขึ้นไปพร้อมๆ<br />
กัน<br />
‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’ จึงเป็นจุดหนึ่งที่นำไปต่อยอดกับงานของเขาได้</p>
<p>“เรารู้สึกว่าเวิร์กช็อปถ่ายภาพในประเทศไทยมันไม่ได้เป็นเวิร์กช็อปที่ได้ลงมือทำ<br />
ปกติเขาจะให้มานั่งฟังบรรยาย แต่ครั้งนี้เราได้ลงมือทำในสถานที่จริงเลย<br />
มีการมานั่งคุยมานั่งถกปัญหากัน คุณถ่ายไปแบบนี้แล้วมีปัญหายังไง แก้ไขยังไง<br />
เอาไปต่อยอดยังไงได้บ้าง มันดีกว่าการที่เขาบอกว่าสวยไม่สวยอย่างเดียว เพราะเขาให้แนวทางเราพัฒนาต่อ<br />
ส่วนตัวเราติดตามผลงานพี่พจน์มานานแล้ว เราชอบสไตล์ภาพ ชอบสไตล์การทำงานของเขาด้วย เวิร์กช็อปในครั้งนี้ทำให้เราได้รู้ว่าเขาเห็นอะไร<br />
แล้วเราไม่เห็นอะไรบ้าง แล้วเราก็เลือกเอาไปปรับใช้กับงานของตัวเองได้ รวมถึงได้เห็นมุมมองของคนอื่นๆ<br />
ที่ร่วมเวิร์กช็อปด้วย”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5759.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5609.jpg"></p>
<p>ไหมไท คุณาวงศ์ บัณฑิตจากคณะสถาปัตย์ผู้หลงใหลในการถ่ายภาพขาวดำบอกว่า บทสัมภาษณ์ของพรพจน์ใน<br />
a<br />
day คือส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอได้รู้จักกับ ‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’<br />
และตัดสินใจลองสมัครเข้าร่วมเวิร์กช็อปในครั้งนี้<br />
เธอออกตัวว่าไม่รู้ว่าตัวเองชอบถ่ายภาพเพราะอะไร แต่ที่แน่ๆ การถ่ายภาพทำให้เธอเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นและบางครั้งก็มองข้ามไป<br />
ภาพถ่ายจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเธอเคยเก็บช่วงเวลาสำคัญนั้นไว้</p>
<p>“เราไม่เคยไปเวิร์กช็อปถ่ายภาพมาก่อน<br />
และไม่ได้รู้จักคนในวงการถ่ายภาพเลย ตอนแรกเลยคิดว่าตอนเวิร์กช็อปจะต้องกดดันมากเพราะว่าเราเป็นคนที่ไม่ได้ถ่ายภาพจริงจังและไม่รู้เรื่องเทคนิคมาก<br />
เราแค่ชอบถ่ายสิ่งที่เราสนใจ พอมาทำจริงๆ เวิร์กช็อปนี้กลับเป็นเหมือนอีกส่วนหนึ่งที่มาเติมเต็มสิ่งที่เรามี<br />
พอจบแล้วเราเปิดกว้างกับการถ่ายภาพมาก อยากเรียนรู้อะไรต่ออีกเยอะแยะเพราะว่าเราได้รับพลังจากคนอื่นๆ<br />
ที่มาเวิร์กช็อป อย่างตอนที่พี่พจน์เปิดภาพจากนิตยสารให้ดู เราไม่รู้เลยว่ากระบวนการทำงานก่อนหน้านี้มันเป็นยังไง<br />
เขาก็ทำให้เห็นตั้งแต่เริ่มแรก คุยกับนางแบบจนถึงถ่ายจริงที่โลเคชันและต้องกลับมา<br />
process<br />
รูปต่อ เราประทับใจตรงนี้มาก พอถึงช่วงคอมเมนต์เขาก็สามารถแนะนำลงลึกตามความสนใจของแต่ละคนและชี้ให้เห็นจุดที่ควรพัฒนาได้”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5849.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p>จันทนา พลายมูล เล่าถึงความประทับใน<br />
‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’ ตลอด 2 วัน 1 คืนที่เกาะสีชังว่า<br />
“เวิร์กช็อปนี้ทำให้เราได้แชร์มุมมองการถ่ายภาพกับคนอื่นๆ<br />
และเห็นวิธีการทำงานของช่างภาพมืออาชีพ ปกติเวลาเราถ่ายเล่นอยู่คนเดียวเราก็จะอยู่แต่กับความชอบเดิมของเรา<br />
แต่มาตรงนี้เราได้เห็นการทำงานอีกสเต็ปหนึ่ง นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เรามาถ่ายรูปแบบมีเวลาจำกัด<br />
มีหัวข้อ และไปหลายสถานที่ในวันเดียว แต่เราไม่กดดันเลยนะ เรารู้สึกว่าคุณพจน์เขามีมุมที่คล้ายๆ<br />
เราอยู่ เขาไม่ได้เน้นเรื่องอุปกรณ์มากเพราะทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับความสามารถในการพลิกแพลงของเรา<br />
เขาเองก็มาจากกล้องตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งเหมือนกัน เราเห็นช่างภาพมืออาชีพบางคนแล้วเราก็คิดว่าเราไม่สามารถเป็นแบบเขาได้<br />
แต่คุณพจน์เขาถ่ายเพราะเขาชอบ และเราเองก็สุขจากการถ่ายภาพเช่นกัน เราเลยคิดว่ามุมนี้มันทำให้เราเข้ากันได้<br />
นอกจากจะไม่ใช่ช่างภาพที่เน้นทฤษฎีหรือมีกรอบในการทำงาน เขายังเปิดกว้างให้เราทำงานที่เป็นตัวเราได้อีกด้วย”</p>
<p>‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’ จึงไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจแค่การถ่ายภาพ แต่ใจยังบันดาลแรงให้ทุกๆ<br />
คนได้ทำตามความฝันและสิ่งที่ตัวเองรักต่อไป</p>
<p>ติดตามงาน exhibition<br />
ที่รวบรวมผลงานจากผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปทั้ง 3 กิจกรรม กับ 3 ศิลปินบันดาลใจ ในงาน ‘SangSom คนไทย&#8230;<br />
ตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก The Inspirers’ เพื่อให้ทุกคนที่มีฝันจากทั้ง<br />
3 เส้นทางได้มาบรรจบกันที่ &#8216;แรงบันดาลใจ&#8217; และเดินทางสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5410.jpg"></p>
<p>พบกับนิทรรศการ<strong> Creative<br />
Media</strong><br />
‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’ โดย POJ Sixtysix<br />
Visual,  <strong>Art </strong>งานศิลปะรูปยานอวกาศที่จะพาไปสู่ดวงจันทร์<br />
โดย โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, <strong>Music </strong>บทเพลงแห่งชีวิตที่มีทํานอง<br />
โดย เล็ก-อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร ในงาน Deksaisilp  ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 2560  ณ สนามกีฬาจรัญบุรพรัตน์ พระราม 9 และพบกับแบรนด์ &#8216;ตัวจริง&#8217; ที่สร้างแรงบันดาลใจแบบไม่มีหยุด กับ &#8216;SangSom<br />
คนไทย…ตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก The<br />
Inspirers&#8217; เข้าไปติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.facebook.com/sangsomexperience/?fref=ts">www.facebook.com/sangsomexperience</a>  #SangSomTheInspirers</p>
<p><em><strong>ภาพ:</strong> ลักษิกา แซ่เหงี่ยม</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-19/">ตามไปดูเวิร์กช็อปถ่ายภาพของช่างภาพมืออาชีพ พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-19/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามไปดูนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจร่วมสมัยที่งานชุกมากที่สุดในช่วงเวลานี้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-15/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-15/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวรพล รุ่งรจนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Nov 2016 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[นักรบ มูลมานัส]]></category>
		<category><![CDATA[Hubba-to]]></category>
		<category><![CDATA[ในหลวงรัชกาลที่ 9]]></category>
		<category><![CDATA[พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช]]></category>
		<category><![CDATA[โคเวิร์กกิ้ง สเปซ]]></category>
		<category><![CDATA[คอลลาจ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพตัดปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-15/</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิจิตรพิสดาร ประณีตบรรจง ประหลาดล้ำผสมผสาน และแสนสดใหม่ เป็นชุดถ้อยคำที่เราเลือกหยิบมาใช้พูดถึงผลงานคอลลาจแนวเซอร์เรียลของ นักรบ มูลมานัส ศิลปินหนุ่ม วัย 26 ปี บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาไทย จากรั้วจามจุรี ที่ควบบทบาทคนทำภาพประกอบ กราฟิกดีไซเนอร์ และศิลปินคอลลาจเข้าไว้ด้วยกัน แต่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคืองานคอลลาจที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์อันน่าจดจำ ซึ่งเกิดจากการผสมผสานเสน่ห์ของการนำองค์ประกอบแห่งวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกมาปะทะสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานตระการตา นาทีนี้ไม่ว่านักรบหยิบจับอะไรมาสร้างสรรค์ผลงานผู้คนต่างจับตาและพูดถึงกันเต็มไปหมด ล่าสุดมีข่าวน่าตื่นเต้น นักรบกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวเป็นครั้งแรกเขานำพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาคอลลาจได้อย่างสวยงามและน่าสนใจ ขึ้นชื่อว่าเป็นฝีมือของนักรบแล้ว แน่นอนว่าย่อมไม่ธรรมดา ไม่ว่าสิ่งนี้จะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าโปรเจกต์นี้จะเป็นของใคร ถ้าหากเรารู้ เราจะตามไปดู ใคร: นักรบ มูลมานัส นักรบคือศิลปินคอลลาจหนุ่มที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันในขณะนี้เขาเริ่มทำงานตัดปะง่ายๆ ตั้งแต่สมัยประถมศึกษา จนปัจจุบันพัฒนากลายเป็นงานคอลลาจที่สื่อสารถึงตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจนเขาฝากผลงานไว้ตามหน้านิตยสาร ปกหนังสือ สื่อโฆษณา สินค้า และงานแสดงในแกลเลอรี่ เป็นต้นโดยจุดเด่นคือการนำประเด็นเรื่องความเป็นไทยที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมาผสมผสานความเป็นสากลจนองค์ประกอบยั่วล้อกันได้อย่างสนุกสนาน ทำอะไร: นำพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาคอลลาจ มีหลายครั้งที่นักรบนำแรงบันดาลใจจากเทศกาลและวันสำคัญต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศมาสร้างสรรค์เป็นผลงานคอลลาจแล้วนำมาลงเพจ Nakrob/moon/mars/nut. เช่น วันพ่อ วันแม่ วันลอยกระทง วันปีใหม่ และวันคริสต์มาส เป็นต้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-15/">ตามไปดูนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจร่วมสมัยที่งานชุกมากที่สุดในช่วงเวลานี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วิจิตรพิสดาร ประณีตบรรจง<br />
ประหลาดล้ำผสมผสาน และแสนสดใหม่ เป็นชุดถ้อยคำที่เราเลือกหยิบมาใช้พูดถึงผลงานคอลลาจแนวเซอร์เรียลของ <strong>นักรบ<br />
มูลมานัส</strong> ศิลปินหนุ่ม วัย 26 ปี บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาไทย จากรั้วจามจุรี ที่ควบบทบาทคนทำภาพประกอบ<br />
กราฟิกดีไซเนอร์ และศิลปินคอลลาจเข้าไว้ด้วยกัน แต่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคืองานคอลลาจที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์อันน่าจดจำ<br />
ซึ่งเกิดจากการผสมผสานเสน่ห์ของการนำองค์ประกอบแห่งวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกมาปะทะสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานตระการตา</p>
<p>นาทีนี้ไม่ว่านักรบหยิบจับอะไรมาสร้างสรรค์ผลงานผู้คนต่างจับตาและพูดถึงกันเต็มไปหมด<br />
ล่าสุดมีข่าวน่าตื่นเต้น นักรบกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวเป็นครั้งแรกเขานำพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่<br />
9 มาคอลลาจได้อย่างสวยงามและน่าสนใจ ขึ้นชื่อว่าเป็นฝีมือของนักรบแล้ว แน่นอนว่าย่อมไม่ธรรมดา</p>
<p>ไม่ว่าสิ่งนี้จะอยู่ที่ไหน<br />
ไม่ว่าโปรเจกต์นี้จะเป็นของใคร ถ้าหากเรารู้ เราจะตามไปดู</p>
<p><strong>ใคร: นักรบ<br />
มูลมานัส</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2692.jpg" /></p>
<p>นักรบคือศิลปินคอลลาจหนุ่มที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันในขณะนี้เขาเริ่มทำงานตัดปะง่ายๆ<br />
ตั้งแต่สมัยประถมศึกษา จนปัจจุบันพัฒนากลายเป็นงานคอลลาจที่สื่อสารถึงตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจนเขาฝากผลงานไว้ตามหน้านิตยสาร<br />
ปกหนังสือ สื่อโฆษณา สินค้า และงานแสดงในแกลเลอรี่ เป็นต้นโดยจุดเด่นคือการนำประเด็นเรื่องความเป็นไทยที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมาผสมผสานความเป็นสากลจนองค์ประกอบยั่วล้อกันได้อย่างสนุกสนาน</p>
<p><strong>ทำอะไร: นำพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่<br />
9 มาคอลลาจ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0183.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0850.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0937.jpg" /></p>
<p>มีหลายครั้งที่นักรบนำแรงบันดาลใจจากเทศกาลและวันสำคัญต่างๆ<br />
ทั้งของไทยและต่างประเทศมาสร้างสรรค์เป็นผลงานคอลลาจแล้วนำมาลงเพจ <a href="https://www.facebook.com/nakrobmoonmarsnut/">Nakrob/moon/mars/nut.</a> เช่น วันพ่อ<br />
วันแม่ วันลอยกระทง วันปีใหม่ และวันคริสต์มาส เป็นต้น เพราะมองเห็นความน่าสนใจและสนุกสนานของวันที่ถูกตั้งให้มีความสำคัญ<br />
ซึ่งวันพ่อแห่งชาติหรือวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อการสร้างสรรค์ผลงานคอลลาจของเขาอยู่บ่อยครั้ง<br />
ทำให้มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในรูปแบบของเขาเองสะสมไว้เรื่อยๆหลายชิ้น<br />
นิทรรศการครั้งนี้จึงเป็นการรวมผลงานคอลลาจพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9<br />
ทั้งเก่าและใหม่ที่นักรบทำเอาไว้ประมาณ 20 ชิ้น</p>
<p>“นิทรรศการนิรันดร์เป็นเรื่องสนุก<br />
เพราะว่าโดยปกติผลงานของเราจะแสดงผลบนจอคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อได้พิมพ์ออกมาใส่กรอบ และตั้งโชว์บนพื้นที่ต่างๆ<br />
มันอาจจะสื่อสารกับคนดูได้อีกหลายรูปแบบ”</p>
<p><strong>ที่ไหน: </strong><strong>HUBBA-TO</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2706.jpg" /></p>
<p><a href="https://www.facebook.com/hubbato/">HUBBA-TO</a> คือแหล่ง Co-working<br />
Space ที่เน้นการทำงานคราฟต์และงานดีไซน์ Co-working Space แห่งนี้ได้พูดคุยและชักชวนให้นักรบมาแสดงงานเดี่ยวเป็นครั้งแรก ในหัวข้อ นิรันดร์ &#8211; Eternity โดยมี Canon Thailand<br />
เป็นผู้สนับสนุนเรื่องการพรินต์ผลงานสำหรับจัดแสดงในครั้งนี้ด้วย</p>
<p><strong>ทำทำไม: ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่<br />
9</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2686.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_26981.jpg" /></p>
<p>นักรบประทับใจในหลวงรัชกาลที่<br />
9 ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นอัครศิลปิน ทรงทำงานด้านศิลปะอย่างต่อเนื่องหลากหลาย อาทิ<br />
ด้านดนตรี วรรณกรรรม กราฟิก และจิตรกรรม ฯลฯ ตัวตนด้านศิลปะของพระองค์ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานส่วนตัว<br />
ร่วมกับ HUBBA-TO และ Canon<br />
Thailand เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช<br />
และความทรงจำที่จะอยู่ในใจคนไทย</p>
<p>“เราไม่ได้รู้สึกว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเทพเจ้า แต่เรารักพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยเรารู้สึกรักและศรัทธาในความคิดสร้างสรรค์หลายๆ<br />
อย่าง อย่างเรื่องเพลงพระราชนิพนธ์หรือฟอนต์และกราฟิกใน ส.ค.ส. พระราชทาน ทำให้รู้สึกว่าท่านทรงทำสิ่งต่างๆ<br />
ได้มากมายทั้งยังทรงมีรสนิยมและพระราชอารมณ์ขัน เมื่อเราได้รับแรงบันดาลใจตรงนี้ทำให้ต้องการทำงานเพื่อท่านบ้าง“</p>
<p><strong>แนะนำให้ตามไปดู</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2695.jpg" /></p>
<p>นอกจากจะได้ชมงานคอลลาจพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่<br />
9 ในอิริยาบถต่างๆ<br />
ซึ่งมีทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ และแบบอลังการตามสไตล์ของนักรบแล้ว<br />
ผู้ชมจะได้ฟังเสวนาของนักรบในหัวข้อ Tradition,<br />
Diversity, Eternity ความแตกต่างในศิลปะไทย เพื่อดำรงไว้ตลอดกาล<br />
ในวันที่ 28 พฤศจิกายน เวลา 19.00<br />
&#8211; 21.00 น. ณ HUBBA-TO ชั้น 3 Habito<br />
Mall กันอย่างเต็มอิ่มถึง 2 ชั่วโมง ส่วนนิทรรศการเดี่ยวของศิลปินหนุ่มคนนี้จะเปิดแสดงเป็นเวลา 2 เดือนเต็มโดยเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่วันที่<br />
28 พฤศจิกายน 2559 &#8211; 28 มกราคม 2560</p>
<p>นอกจากนี้นักรบแง้มว่าเขาจะมีนิทรรรศการเดี่ยวหัวข้อสนุกๆ<br />
และแปลกใหม่ ให้ได้ชมกันในช่วงปีหน้าอีกด้วย</p>
<p><a href="https://www.facebook.com/events/336583830053846/">นิรันดร์ &#8211; Eternity : a solo exhibition by Nakrob Moonmanas</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ลักษิกา แซ่เหงี่ยม และ นักรบ มูลมานัส</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-15/">ตามไปดูนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจร่วมสมัยที่งานชุกมากที่สุดในช่วงเวลานี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-15/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Steps with Theera : คาเฟ่สุดสร้างสรรค์ที่มีเด็กพิเศษเป็นผู้ช่วยดูแลร้าน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-15/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-15/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Oct 2016 09:22:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[café]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Steps with Theera]]></category>
		<category><![CDATA[ธีตา โหตระกิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[แม็กซ์ ซิมป์สัน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เอกมัย 10]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-15/</guid>

					<description><![CDATA[<p>อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น สีขาวสไตล์โรมันในซอยเอกมัย 10 ชั้นล่างเป็นห้องกระจกใสตัดกับกรอบหน้าต่างสีดำ ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ บรรยากาศผ่อนคลายและประดับประดาด้วยแสงโทนส้ม ที่นี่คือ Steps with Theera (สเต็ปส์ วิท ธีรา) คาเฟ่เพื่อสุขภาพที่มีอาหารมังสวิรัติและอาหารสำหรับผู้มีอาการแพ้กลูเตน เช่น แป้งสาลี นมวัว และไข่ เราแวะเข้ามาพูดคุยกับ เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ เชฟผู้มีใจรักในขนมอบและมีประสบการณ์จาก Le Cordon Bleu กับ แม็กซ์ ซิมป์สัน ครูสอนเด็กพิเศษที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ทั้งสองเป็นผู้ก่อตั้ง Steps with Theera และริเริ่มให้ที่นี่เป็นศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อผู้มีภาวะออทิสซึม เริ่มต้นด้วยความรัก ธีตา : ก่อนทำร้านของตัวเอง เอื้องชอบทำขนมและหลงใหลในของหวานอยู่แล้ว หลังจบ Patisserie Chef จาก Le Cordon Bleu เราจึงเริ่มอาชีพเชฟด้วยการขายเค้กในเฟซบุ๊กอยู่ประมาณ 2 ปี ต่อมาเราก็พบว่าลูกชายแพ้กลูเตน ขณะที่เราสนใจเรื่องสุขภาพเป็นทุนเดิม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-15/">Steps with Theera : คาเฟ่สุดสร้างสรรค์ที่มีเด็กพิเศษเป็นผู้ช่วยดูแลร้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น<br />
สีขาวสไตล์โรมันในซอยเอกมัย 10 ชั้นล่างเป็นห้องกระจกใสตัดกับกรอบหน้าต่างสีดำ<br />
ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ บรรยากาศผ่อนคลายและประดับประดาด้วยแสงโทนส้ม ที่นี่คือ<br />
Steps with Theera (สเต็ปส์ วิท ธีรา) คาเฟ่เพื่อสุขภาพที่มีอาหารมังสวิรัติและอาหารสำหรับผู้มีอาการแพ้กลูเตน<br />
เช่น แป้งสาลี นมวัว และไข่ เราแวะเข้ามาพูดคุยกับ<br />
	<strong style="background-color: initial"> เอื้อง-</strong><strong style="background-color: initial">ธีตา โหตระกิตย์ </strong>เชฟผู้มีใจรักในขนมอบและมีประสบการณ์จาก Le<br />
Cordon Bleu กับ<strong style="background-color: initial"> แม็กซ์ ซิมป์สัน<br />
	</strong> ครูสอนเด็กพิเศษที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ทั้งสองเป็นผู้ก่อตั้ง<br />
Steps with Theera และริเริ่มให้ที่นี่เป็นศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อผู้มีภาวะออทิสซึม</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5882.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p style="text-align: center">
<p><strong>เริ่มต้นด้วยความรัก</strong></p>
<p>
	ธีตา : ก่อนทำร้านของตัวเอง เอื้องชอบทำขนมและหลงใหลในของหวานอยู่แล้ว<br />
หลังจบ Patisserie Chef จาก<br />
	Le Cordon Bleu เราจึงเริ่มอาชีพเชฟด้วยการขายเค้กในเฟซบุ๊กอยู่ประมาณ 2 ปี ต่อมาเราก็พบว่าลูกชายแพ้กลูเตน<br />
ขณะที่เราสนใจเรื่องสุขภาพเป็นทุนเดิม จึงลองปรับสูตรอาหารและขนมให้เขากินได้<br />
เมื่อเอามาทำขายในร้านก็ได้ผลตอบรับที่ดี มีกลุ่มลูกค้าที่แพ้กลูเตนหรือคนใกล้ชิดมีอาการเดียวกันสนใจมากขึ้น<br />
เราจึงขยับขยายกิจการจนมีร้าน Theera อยู่ที่สุขุมวิท 42<br />
ปัจจุบันร้านนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_58781.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5876.jpg"></p>
<p><strong style="background-color: initial">แรงบันดาลใจจากคนใกล้ตัว</strong></p>
<p>
	ธีตา : Steps with<br />
Theera เกิดขึ้นได้หลังจากที่เราได้รู้จักกับคุณแม็กซ์<br />
เขาเป็นครูการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนในซอยเดียวกันกับร้านของเรา เขาขอพาเด็กที่มีภาวะออทิสซึมที่สอนอยู่มาลองฝึกงานที่ร้านเรา<br />
เราก็เห็นว่าเป็นโปรเจกต์ที่ดีจึงได้ทำงานร่วมกัน เราได้เห็นเด็กๆ มีความสุขที่ได้ลองทำงานและเห็นว่าเขาก็ทำงานได้จริง<br />
เราสองคนมีความสนใจในด้านนี้อยู่แล้วเพราะคุณแม็กซ์มีน้องชายที่มีภาวะออทิสซึม<br />
และลูกเราเองก็มีภาวะนี้เหมือนกัน เราจึงอยากทำอะไรให้เด็กๆ เหล่านี้ เพราะเมื่อพวกเขาเรียนจบจากโรงเรียนไปแล้วก็อาจจะเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยไม่ได้<br />
เขาไม่มีทักษะในการดำรงชีวิตและพัฒนาตัวเอง เรียนจบไปแล้วก็อาจจะอยู่บ้านเฉยๆ<br />
เราจึงอยากจะทำให้เขามีความสามารถในการทำงานได้ด้วย จึงเกิด Steps with<br />
Theera ขึ้นมา เป็นร้านอาหารเพื่อสุขภาพและโรงเรียนที่สอนทักษะให้เด็กที่มีภาวะออทิสซึมควบคู่ไปด้วยกัน</p>
<p>
	<strong>ฝึกทักษะจากการทำงานจริง</strong></p>
<p>
	ธีตา : เราแบ่งการทำงานออกเป็น<br />
2 ส่วน คุณแม็กซ์มีหน้าที่หลักในการดูแลหลักสูตรของโรงเรียนและเด็กๆ<br />
ส่วนเอื้องมีหน้าที่ดูแลร้านอาหาร แต่เราก็ทำงานด้วยกันเวลาที่น้องๆ ลงมาปฏิบัติงานในร้าน<br />
และช่วยกันพัฒนาหลักสูตรให้ทั้งการเรียนรู้และการทำงานควบคู่กันได้ ที่นี่จึงมีครูหลายคน<br />
มีนักบำบัดและนักจิตวิทยา เพื่อช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเด็กอย่างรอบด้าน เราไม่ได้เน้นการเรียนเหมือนโรงเรียนทั่วไปเพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน<br />
เราจึงเน้นใช้รูปภาพเพื่อให้เขาเข้าใจได้ง่ายและจดจำจากการมองเห็น หรือเมื่อสอนเสร็จแล้วก็ให้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติทันที</p>
<p>
	แม็กซ์ : นอกจากการเรียนการสอน หน้าที่ของเราคือช่วยเสริมสร้างให้เขามีทักษะในชีวิตประจำวันและเป็นที่พึ่งของตัวเองได้<br />
เราจะฝึกตั้งแต่การใช้เงิน การเดินทาง การเรียกแท็กซี่ การใช้บีทีเอส และการใช้งานข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ<br />
ในร้าน และยังฝึกให้มี Soft Skill อย่างการสื่อสาร<br />
การคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์</p>
<p>
	ธีตา : การฝึกงานในร้านเขาจะได้ทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการทำร้านอาหาร<br />
เริ่มตั้งแต่เปิดร้าน เตรียมร้าน เตรียมของ และรับผิดชอบไปจนถึงงานในครัว เช่น ทำเครื่องดื่ม<br />
ทำอาหาร และทำขนม บางคนก็อาจจะมีทักษะพิเศษส่วนตัว เช่น เด็กบางคนเก่งด้านไอที<br />
เราก็จะให้เขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำมาร์เก็ตติ้งของร้านด้วย<br />
เมื่อเขาได้ทำงานก็จะภูมิใจในตัวเองและมีความสุข มีความเป็นผู้ใหญ่และรับผิดชอบตัวเองได้มากขึ้น<br />
ไม่ได้เป็นเด็กที่มีหน้าที่แค่เรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5872.jpg"></p>
<p><strong>ส่งต่อความคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม</strong><strong></strong></p>
<p>
	ธีตา : แม้ว่า Steps<br />
with Theera จะเพิ่งเปิดได้แค่ 2 เดือน แต่ความจริงแล้วเราเริ่มต้นโครงการนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม<br />
พอคิดคอนเซปต์ได้แล้วเราก็เริ่มออกไปคุยกับบริษัทอื่นๆ ว่าเขามีความสนใจไหม<br />
ตอนนั้นเรายังไม่ได้ตั้งโครงการนี้ขึ้นมาด้วยซ้ำ เราแค่อยากจะซาวนด์เสียงดูก่อนว่าถ้าเราทำขึ้นมาจริงๆ<br />
ผลตอบรับจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเด็กเรียนจบจากที่นี่ไปแล้วบริษัทอื่นๆ<br />
จะรับเขาไปทำงานได้ไหม ซึ่งผลตอบรับก็ค่อนข้างดี เราก็เลยคิดว่าโครงการนี้เป็นไปได้<br />
และเริ่มต้นติดต่อจากร้านที่คล้ายๆ กันก่อนอย่าง Roots Coffee แต่พอหลังจากเปิดอย่างเป็นทางการแล้วข่าวก็ค่อยๆ แพร่กระจายออกไปและมีบริษัทอื่นที่สนใจเข้ามาติดต่อเราเองด้วย<br />
	<strong></strong></p>
<p>
	แม็กซ์ : นอกจากทำงานร่วมกับครอบครัวและตัวเด็กๆ แล้ว เรายังทำงานร่วมกับบริษัทอื่นๆ<br />
เพื่อให้เด็กๆ มีโอกาสได้ไปฝึกงานและเพิ่มโอกาสในการจ้างงานในอนาคต เราทำแคมเปญ 1 in 68 ร่วมกับ Roots Coffee,<br />
Greyhound, If I were a carpenter, Café de Tu และนันยาง เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในสังคมให้มองว่าเด็กที่มีภาวะออทิสซึมทำงานได้เช่นกัน</p>
<p>
	ธีตา : แคมเปญนี้จะไม่ได้เป็นการประชาสัมพันธ์<br />
Steps with Theera โดยตรง แต่ว่าก็เป็นการสร้าง awareness เกี่ยวกับการสร้างงานให้กับผู้ที่มีภาวะออทิสซึมได้เป็นอย่างดี<br />
เราทำร่วมกับเอเจนซี BBDO และพาร์ตเนอร์บริษัทอื่นๆ<br />
จึงเหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการของเราออกไปด้วยโดยปริยาย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_59002.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_58742.jpg"></p>
<p>
	<strong>ก้าวต่อไปของธีรา</strong><strong></strong></p>
<p>
	ธีตา : ตอนนี้เราเพิ่งเปิดได้ไม่นานจึงคิดว่าควรทำตรงนี้ให้มันนิ่งก่อน<br />
อยากให้โครงการประสบความสำเร็จก่อนจึงยังไม่มีแผนขยายอะไรเร็วๆ นี้<br />
ตอนนี้เด็กที่เข้ามาก็เพิ่งเป็นรุ่นแรก ก่อนที่เราจะมีแผนใหม่ออกไปเราอยากดูทิศทางก่อนว่าที่ผ่านมาโอเคแล้วหรือยัง<br />
เด็กๆ ได้ประโยชน์ที่สุดหรือเปล่า และอยากให้เห็นผลชัดเจนก่อนว่าเด็กๆ กลุ่มนี้จบออกไปทำงานได้จริง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5912.jpg"></p>
<blockquote><p>“เราอยากให้สังคมเปิดใจให้กว้างขึ้น<br />
เพราะเรามองว่าสังคมไทยยังมีความไม่เข้าใจอยู่เยอะเกี่ยวกับคนที่มีความต้องการพิเศษ<br />
เราก็อยากให้คนได้เห็นว่าน้องๆ เหล่านี้ถ้าเราพัฒนาเขาให้ถูกต้อง มีการสอน<br />
เตรียมตัวให้เขาอย่างถูกวิธี เขาก็สามารถพัฒนาและสามารถทำได้เหมือนคนอื่นๆ ทำ” &#8211; ธีตา โหตระกิตย์</p></blockquote>
<p><strong>วิดีโอแนะนำ Steps with Theera</strong></p>
<p><strong>แคมเปญ 1 in 68 movement โดย BBDO Bangkok</strong></p>
<h3><strong>Steps with Theera </strong><strong></strong></h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> คาเฟ่และศูนย์ฝึกวิชาชีพสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษด้านการเรียนรู้<br />
<strong>คอนเซปต์: </strong>คาเฟ่เพื่อสุขภาพที่เปิดโอกาสให้เด็กที่มีภาวะออทิสซึมได้ฝึกทำงานจริง<br /><strong style="background-color: initial">เจ้าของ:</strong> ธีตา โหตระกิตย์ (36 ปี)<br />
และ แม็กซ์ ซิมป์สัน (30 ปี) <br /><strong style="background-color: initial">เว็บไซต์: </strong><a href="http://www.stepswiththeera.com/">www.stepswiththeera.com<br /></a><strong style="background-color: initial">Facebook l </strong><a href="https://www.facebook.com/stepswiththeera/?fref=ts ภาพ &gt; ลักษิกา แซ่เหงี่ยม">Steps with Theera</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ลักษิกา แซ่เหงี่ยม</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>
	<strong></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-15/">Steps with Theera : คาเฟ่สุดสร้างสรรค์ที่มีเด็กพิเศษเป็นผู้ช่วยดูแลร้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-15/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อเราปล่อยม๊าเดี่ยวไว้กับผ้า!</title>
		<link>https://adaymagazine.com/archive-27/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/archive-27/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐนันทน์ ทองเปล่งศรี]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Sep 2016 04:26:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[a day 193]]></category>
		<category><![CDATA[textile]]></category>
		<category><![CDATA[fabic]]></category>
		<category><![CDATA[ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/archive-27/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อคิดจะทำอะเดย์เล่ม Fabric Issue เรานึกสนุกชวนม๊าเดี่ยว-อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ ดีไซน์เนอร์รุ่นเล็กชาวขอนแก่นวัย 17 ปี ผู้หยิบจับสิ่งของรอบตัวมาสร้างสรรค์ชุดสุดแหวกแนวมาร่วมโปรเจกต์เล็กๆ กับเรา โดยให้ม๊าเดี่ยวลองดีไซน์ชุดจากผ้าที่เลือกสรรเอง แล้วมาเป็นนางแบบถ่ายแฟชั่นเซ็ตลงในเมนคอร์สของเราด้วย หลังจากนัดแนะวันถ่ายแฟชั่นเซ็ตเรียบร้อย เรารอคอยอย่างตื่นเต้นอยากรู้ว่าถ้าปล่อยม๊าเดี่ยวไว้กับผ้าแล้วจะเกิดอะไรขึ้น นางแบบสาวดีกรีดีไซน์เนอร์รับเชิญในรายการเฟ้นหาสุดยอดนางแบบในเอเชียอย่าง Asia’s next top model และผู้ร่วมทำแบรนด์เสื้อผ้า koma กับโอ่ง-กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ ศิลปินสุดชิคของไทย ไม่ทำให้เราผิดหวัง ช่วงบ่ายวันถ่ายภาพที่ชุมชนเก่าแก่อย่างท่าเตียน เธอเดินลงมาจากรถในสภาพงัวเงียด้วยเหตุว่าเมื่อคืนนั่งเก็บรายละเอียดชุดจนดึก ชุดของเธอมาภายใต้คอนเซปต์ ‘The Siamese Mingle’ เป็นการหยิบผืนผ้า 4 ชนิดที่อยู่ในชีวิตคนไทยคือ ผ้าขาวม้า ผ้าลายชาวเขา ผ้าโต่งมุ้งฟ้าสำหรับดักปลา และ ผ้ากระสอบ มาดีไซน์เป็นชุดสุดเลิศ ภายใต้ความคิดอยากให้คนเห็นผ้าในรูปแบบที่ต่างไปจากชีวิตประจำวัน ในบรรดาชุดทั้งสี่ เดรสยาวจากผ้าโต่งมุ้งฟ้า คือชุดที่ม๊าเดี่ยวชอบที่สุด เพราะมันเป็นการนำผ้าที่เธอเคยลองหยิบมาดีไซน์แล้วครั้งหนึ่งกลับมาลองทำเป็นชุดใหม่ ในเวลาที่เธอเติบโตและจริงจังกับมันมากกว่าเดิมแล้ว การผูก รัด มัด จนเกิดเป็นชุด และความแปลกใหม่ของวัสดุที่ม๊าเดี่ยวนำมาสร้างสรรค์ คือสิ่งที่ทำให้ชุดทั้ง 4 ชุดของเธอนั้นแสนพิเศษ ที่พีกไม่แพ้กันคือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/archive-27/">เมื่อเราปล่อยม๊าเดี่ยวไว้กับผ้า!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อคิดจะทำอะเดย์เล่ม<br />
Fabric Issue เรานึกสนุกชวน<strong>ม๊าเดี่ยว-อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ</strong> ดีไซน์เนอร์รุ่นเล็กชาวขอนแก่นวัย 17 ปี ผู้หยิบจับสิ่งของรอบตัวมาสร้างสรรค์ชุดสุดแหวกแนวมาร่วมโปรเจกต์เล็กๆ<br />
กับเรา โดยให้ม๊าเดี่ยวลองดีไซน์ชุดจากผ้าที่เลือกสรรเอง แล้วมาเป็นนางแบบถ่ายแฟชั่นเซ็ตลงในเมนคอร์สของเราด้วย  หลังจากนัดแนะวันถ่ายแฟชั่นเซ็ตเรียบร้อย  เรารอคอยอย่างตื่นเต้นอยากรู้ว่าถ้าปล่อยม๊าเดี่ยวไว้กับผ้าแล้วจะเกิดอะไรขึ้น</p>
<p> นางแบบสาวดีกรีดีไซน์เนอร์รับเชิญในรายการเฟ้นหาสุดยอดนางแบบในเอเชียอย่าง<br />
Asia’s next top model และผู้ร่วมทำแบรนด์เสื้อผ้า koma กับโอ่ง-กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ ศิลปินสุดชิคของไทย ไม่ทำให้เราผิดหวัง  ช่วงบ่ายวันถ่ายภาพที่ชุมชนเก่าแก่อย่างท่าเตียน<br />
เธอเดินลงมาจากรถในสภาพงัวเงียด้วยเหตุว่าเมื่อคืนนั่งเก็บรายละเอียดชุดจนดึก ชุดของเธอมาภายใต้คอนเซปต์  ‘The Siamese Mingle’ เป็นการหยิบผืนผ้า 4 ชนิดที่อยู่ในชีวิตคนไทยคือ<br />
ผ้าขาวม้า ผ้าลายชาวเขา ผ้าโต่งมุ้งฟ้าสำหรับดักปลา และ ผ้ากระสอบ มาดีไซน์เป็นชุดสุดเลิศ<br />
ภายใต้ความคิดอยากให้คนเห็นผ้าในรูปแบบที่ต่างไปจากชีวิตประจำวัน  ในบรรดาชุดทั้งสี่ เดรสยาวจากผ้าโต่งมุ้งฟ้า<br />
คือชุดที่ม๊าเดี่ยวชอบที่สุด เพราะมันเป็นการนำผ้าที่เธอเคยลองหยิบมาดีไซน์แล้วครั้งหนึ่งกลับมาลองทำเป็นชุดใหม่<br />
ในเวลาที่เธอเติบโตและจริงจังกับมันมากกว่าเดิมแล้ว </p>
<p>การผูก<br />
รัด มัด จนเกิดเป็นชุด และความแปลกใหม่ของวัสดุที่ม๊าเดี่ยวนำมาสร้างสรรค์ คือสิ่งที่ทำให้ชุดทั้ง<br />
4 ชุดของเธอนั้นแสนพิเศษ ที่พีกไม่แพ้กันคือ ลีลาการโพสต์แสนมาดมั่นโดดเด่น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้คนทั้งหลายจึงเทใจและยอดไลก์อย่างท่วมท้นให้กับเธอ และนอกจากแฟชันเซ็ตสุดแซบ เรายังได้นั่งคุยกับม๊าเดี่ยว<br />
นี่คือตัวอย่างบทสนทนาสนุกสนานที่คัดมาให้ลองอ่านกัน หากติดใจก็ตามอ่านต่อกันได้ในเล่ม<br />
a day 193 นะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/archive-11.jpg"></p>
<p><strong>ผ้าในความหมายของคุณคืออะไร<br /></strong>ผ้าในความหมายของม๊าเดี่ยวคือ สิ่งที่เอามาประดับตกเเต่งเพื่อให้เกิดความสวยงาม เเล้วมันก็มีฟังก์ชันอะไรมากมายให้เราใช้ประโยชน์<br />
เเต่ก็ขึ้นอยู่กับสมองของเราที่จะสร้างสรรค์ออกมาให้ดีขนาดไหนด้วย</p>
<p><strong>ถ้าต้องออกแบบชุดที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของม๊าเดี่ยวจะเป็นยังไง<br /></strong>ม๊าเดี่ยวก็จะเอาหน้าไปสแกนเป็นรูป<br />
เอามาพิมพ์ใส่ชุด คนดูก็จะรู้เลยว่านี่คือชุดม๊าเดี่ยว ถูกมั้ย (หัวเราะ) วัสดุคือผ้าดิบค่ะ<br />
เพราะถ้าเราจะทำขายต้นทุนต้องถูกที่สุด เราคิดว่าคนเราไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนใคร<br />
สไตล์ของเราคือความเยอะที่ดูลงตัว เเต่ก็ขึ้นอยู่กับคนใส่ด้วย ถ้าคนใส่สวยก็สวย</p>
<p><strong>สำหรับคุณ<br />
ผ้าสำคัญยังไง<br /></strong>ผ้าทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้<br />
หนาวก็ห่ม ร้อนก็ปกคลุมกันยูวี<br />
แถมยังเอามาทำเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกได้หลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ทำความสะอาด<br />
ไม้ถูพื้น ผ้ามีประโยชน์ทุกส่วนแม้กระทั่งเศษเล็กๆ ของมันก็เอามาทำเป็นกิ๊บติดผมหรืออะไรที่เล็กๆน้อยๆ<br />
ได้ มันสำคัญกับเรา เพราะถ้าไม่มีผ้าตอนนี้เราคงโป๊อยู่</p>
<p><strong>ถ้าปล่อยกะเทยไว้กับผ้า<br />
คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น<br /></strong>อารมณ์เหมือนอย่าปล่อยหมาไว้กับกระดูกนั่นแหละ<br />
เพราะมันจะเกิดความอลังการค่ะ เวลากะเทยอยู่กับผ้า เขาจะเอาผ้าไปทำอะไรที่สร้างสรรค์<br />
เอามาประดับตกเเต่งเพื่อให้เกิดความสวยงามผ้ามันมีฟังก์ชั่นมากมายให้เราใช้ประโยชน์<br />
เเต่ก็ขึ้นอยู่กับสมองของเราที่จะสร้างสรรค์ออกมาให้ดีได้แค่ไหน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/archive-2.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/archive-3.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/archive-51.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/archive-4.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/archive-6.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/archive-7.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/archive-8.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/archive-9.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/archive-10.jpg"></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ลักษิกา แซ่เหงี่ยม</em></p>
<p><strong><span><a href="http://www.godaypoets.com/aday193">อ่านเต็มๆ ทั้งหมดได้ใน a day 193 กดซื้อที่นี่ส่งฟรีถึงบ้านเลย</a></span></strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/archive-27/">เมื่อเราปล่อยม๊าเดี่ยวไว้กับผ้า!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/archive-27/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ให้คนอิน ด้วยอินไซต์ โฆษณาที่โดนทุกใจของ &#8216;อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์&#8217;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bad-2/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/bad-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธิติ บุญเกิด]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Aug 2016 06:23:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[(b) ad people]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[advertisement]]></category>
		<category><![CDATA[B.A.D.]]></category>
		<category><![CDATA[B.A.D. Student Workshop 2016]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/bad-2/</guid>

					<description><![CDATA[<p>การทำงานโดยคำนึงถึงความสุขของ Consumer เป็นหลัก คือความเชื่อในการทำโฆษณาของ อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์ Creative Director แห่ง Ogilvy Branded Entertainment ที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความพยายามของเขาในการทำโฆษณาให้ไม่เป็นโฆษณา มาตลอด 10 กว่าปีแห่งการทำงาน และนี่คือวิธีคิดของเขา The B.A.DEST Writer &#160; The kid who loves the ads  เรียนนิเทศที่ ม.บูรพา แรกเริ่มเลยมีพื้นฐานจากการเป็นเด็กสายวิทย์ แต่พอถามตัวเองจริงๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ ก็เริ่มรู้ตัวว่าอยากเรียนนิเทศ อยากทำโฆษณาอยู่แล้ว เพราะชอบดูโฆษณาตั้งแต่เด็กๆ ถ้ามีโฆษณามาก็จะไม่กดข้าม ส่วนเรื่องของการเขียน ช่วงมัธยมชอบเขียนเรียงความ แต่งกลอนอยู่แล้ว แต่ไม่เคยรู้ว่าความถนัดนี้เอามาทำโฆษณาได้ พอเอามาประกอบกันก็ลงตัว จบมาก็ตั้งใจจะเอาตัวเองเข้าไปทำโฆษณาให้ได้ ผมเริ่มงานที่บริษัท Young &#38; Rubicam ทำอยู่ 2 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่โอกิลวี่ ประเทศไทยจนถึงปัจุบัน &#160; Inspired by films [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bad-2/">ให้คนอิน ด้วยอินไซต์ โฆษณาที่โดนทุกใจของ &#8216;อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การทำงานโดยคำนึงถึงความสุขของ Consumer เป็นหลัก คือความเชื่อในการทำโฆษณาของ <strong>อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์</strong> Creative Director แห่ง Ogilvy Branded Entertainment ที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความพยายามของเขาในการทำโฆษณาให้ไม่เป็นโฆษณา มาตลอด 10 กว่าปีแห่งการทำงาน และนี่คือวิธีคิดของเขา The B.A.DEST Writer</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>The kid who loves the ads </strong></h3>
<p>เรียนนิเทศที่ ม.บูรพา แรกเริ่มเลยมีพื้นฐานจากการเป็นเด็กสายวิทย์ แต่พอถามตัวเองจริงๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ ก็เริ่มรู้ตัวว่าอยากเรียนนิเทศ อยากทำโฆษณาอยู่แล้ว เพราะชอบดูโฆษณาตั้งแต่เด็กๆ ถ้ามีโฆษณามาก็จะไม่กดข้าม ส่วนเรื่องของการเขียน ช่วงมัธยมชอบเขียนเรียงความ แต่งกลอนอยู่แล้ว แต่ไม่เคยรู้ว่าความถนัดนี้เอามาทำโฆษณาได้ พอเอามาประกอบกันก็ลงตัว จบมาก็ตั้งใจจะเอาตัวเองเข้าไปทำโฆษณาให้ได้ ผมเริ่มงานที่บริษัท Young &amp; Rubicam ทำอยู่ 2 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่โอกิลวี่ ประเทศไทยจนถึงปัจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Inspired by films</strong></h3>
<p>Gen ผมคาบเกี่ยวระหว่างยุคเก่ากับยุคที่โซเชียลเฟื่องฟูขนาดนี้ แปลว่าการเสพข้อมูลก็ต่างกัน ถ้าเป็นรุ่นก่อนๆ คงคล้ายกันหมดคือหาแรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือ ดูหนัง แต่ผมเป็นก็อปปี้ไรต์เตอร์ที่อ่านหนังสือน้อย อ่านบ้างบางเล่ม แต่ผมดูหนังเป็นหลัก อย่างน้อยคืออาทิตย์ละเรื่อง เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจส่วนใหญ่ที่นำมาคิดงานมาจากหนังที่ดู</p>
<p>หนังที่ชอบอย่าง <em>Chungking Express</em> หรือ <em>Dead Poets Society</em> เป็นหนังที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนจากสายวิทย์มาทำโฆษณา แรงบันดาลใจอีกส่วนมาจากการพูดคุยกับผู้คน ผมชอบความเป็นมนุษย์มาก ไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้อง คนทั่วไป ในวงเหล้า หรือใน Social ที่สมัยนี้ทุกอย่างอยู่ในนั้นหมด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Insight that gets inside<br />
</strong></h3>
<p>คิดว่าอินไซต์เนี่ยแหละที่ทำให้โดน ทุกครั้งที่ได้โจทย์มา ผมจะตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเลยว่า ถ้าเราเป็นคนดูเราอยากจะเห็นอะไร ถ้าเราลืมไปว่าเราคือคนคิดงาน<br />
เราเห็นอะไรแล้วเราจะชอบมัน ยังงั้นเลย อีกความพยายามคืออยากทำยังไงก็ได้ให้งานที่ทำอยู่มันเด้งขึ้นมาจากงานโฆษณาอื่นๆ เพราะทุกวันนี้มี content อยู่รอบตัวเยอะมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Write it right</strong></h3>
<p>Message สำคัญสุดแหละ ถ้าพูดแล้วโดนยังไงคนก็จำอยู่ดี แต่ถ้าจะทำให้ Message ที่น่าสนใจอยู่แล้วเป็นที่ชื่นชอบขึ้นไปอีก ตรงนี้แหละที่ก๊อปปี้ไรต์เตอร์จะเข้ามามีบทบาท ลามไปถึงลีลาการเขียน สัมผัส ผมเป็นคนถนัดการเขียนคำแนวป๊อบๆ มากกว่า ถ้าเป็นแนวลุ่มลึกก็จะใช้เวลาหน่อย</p>
<p>สื่อที่ต่างกันก็ต้องการการเขียนที่ต่างกัน แม้แต่การเขียนก๊อปปี้สำหรับ TVC กับหนังออนไลน์ก็ไม่เหมือนกัน โฆษณาทีวีก็ต้องตรงประเด็น เพราะมีเวลาน้อย จะขายอะไรบอกมา แต่ถ้าเป็นฟิล์มออนไลน์ ต้องเขียนให้เข้าถึงคนให้ลึกกว่า เข้าใจคนมากกว่า ใช้ภาษาอีกแบบ เหมือนคุยกับเพื่อนมากกว่า เหมือนเดินเข้าไปตบไหล่ (หัวเราะ)</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Always seek criticism</strong></h3>
<p>เขียนแล้วไม่ต้องเช็กกับใครก็ได้ แต่เราไม่ใช่คนแบบนั้น มันคงดีกว่าถ้ามีใครช่วยให้ความเห็น ปัจจุบันเวลาเขียนก๊อปปี้ก็จะเช็กกับเพื่อนๆ เช็กกับน้องๆ ในทีม วิธีเช็กงานอีกแบบคือ ตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊ก เพราะโลกเฟซบุ๊กเหมือนเป็นตัวเช็กความนิยมได้ดีที่สมัยก่อนไม่มี</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>Happiness that sells</strong></h3>
<p>Ogilvy Branded Entertainment เริ่มมาจากสิ่งที่เราถนัดนั้นแหละ เราถนัดเล่าเรื่องอยู่แล้ว ถ้าลองสังเกตงานหลายๆ ชิ้นที่ผมทำ จะเห็นว่า จริงๆ ผมพยายามทำโฆษณาให้มันไม่เป็นโฆษณาอยู่แล้ว เลยอยากเอาความถนัดนี้มาทำให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น มันก็คือโฆษณาเพียงแต่เราพยายามทำให้มันอร่อยขึ้น ถ้าโฆษณาทั่วไปยึด Key Message เป็นหลัก เราก็จะยึดเอาความสุขของคนดูและลูกค้าเป็นหลัก ทำให้เขาสนุก ให้เขาแชร์ต่อไปได้อย่างไม่เคอะเขิน โดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นโฆษณา</p>
<p>ผมเป็นคนซีเรียสกับพล็อต กับไอเดียที่สุด ผมจะไม่ไปขายงานลูกค้าเลย ไม่ว่าเวลาจะบีบคั้นแค่ไหน จนกว่าจะเจอไอเดียที่ผมพร้อมดันไปให้สุดทาง และถ้าเราเชื่อแล้วว่ามันดี เราจะไม่หลงทาง ไม่เพลี่ยงพล้ำไปกับปัจจัยอื่นๆ ที่จะทำให้งานดีน้อยลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>For young writers</strong></h3>
<p>สิ่งที่อยากจะแนะนำกับเด็กๆ ที่เขียนก๊อปปี้คืออยากให้สนุกกับการคิด การใช้ภาษา มันน่าสนใจตรงที่เราสามารถหยิบคำธรรมดาๆ ที่ดูไม่มีอะไรมาผสม ผสาน ให้มีพลังได้ ถ้าเราสนุกกับมัน มันก็จะสนุกนะ ตอนทำงานแรกๆ เป็นคนกลัวการเขียนเรดิโอสปอตมากเพราะมันยาก มันเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งว่าจะทำอย่างไรให้เอาคนฟังอยู่จากการใช้เสียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนของผมคือการเขียนเรดิโอสปอตโฆษณาเซ็นทรัล มิดไนท์ เซลล์ จนได้รางวัล มันเป็นการไปเจอจุด ไปเจอช่องบางอย่าง ทำให้เป็นคนชอบเขียนเรดิโอตั้งแต่นั้น</p>
<hr id="horizontalrule" />
<h3 style="text-align: center;"><strong>My all time favorite works</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><strong>01 ฝาก &#8211; ธนาคารกสิกรไทย</strong></p>
<div id="erdyt-6a55cccc342df" data-id="L_sSuhBYRf8" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-L_sSuhBYRf8-6a55cccc342df" data-vid="L_sSuhBYRf8" data-src="https://www.youtube.com/embed/L_sSuhBYRf8?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/L_sSuhBYRf8/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>โจทย์ทางการตลาดคือคนรู้กันอยู่แล้วว่าธนาคารกสิกรไทยเก่ง แต่เราอยากเพิ่มความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น เพื่อให้ครองใจคนได้ ที่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นตัวอย่างของพลังแห่งการเขียน Copy เลยนะ แค่คำว่า ฝาก คำเดียว ที่เป็นคำทั่วไปของธนาคารอยู่แล้ว แต่ฝากมันมีความหมายมากกว่านั้น เช่น ฝากความหวัง ฝากความไว้วางใจ ที่ภายหลังสามารถต่อยอดได้อีกมากมาย เช่น ฝากได้ทุกเรื่อง ฝากอนาคตลูก ได้ไม่รู้จบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>02 Boxer &#8211; Dutchmill Smoothie</strong></p>
<div id="erdyt-6a55cccc34310" data-id="W_nZKbOrncQ" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-W_nZKbOrncQ-6a55cccc34310" data-vid="W_nZKbOrncQ" data-src="https://www.youtube.com/embed/W_nZKbOrncQ?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/W_nZKbOrncQ/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>เป็นลูกค้าที่ทำให้เราได้งานดีๆ เยอะมาก เพราะลูกค้าจะคอยท้าทายให้เรา breakthrough อยู่ตลอดเวลา ทำให้เราสนุก แม้ว่าโปรเจกต์นี้จะเริ่มต้นจากโจทย์ที่ยาก ว่าเราจะ demonstrate คุณประโยชน์ของสินค้าอย่างไรให้น่าสนใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่พยายามทำมาตลอดกับโฆษณาของดัชมิลล์ตัวก่อนๆ หน้า แต่พอมาเป็นโปรเจกต์นี้เราก็พยายามหาวิธีการใหม่ๆ ถ้าสังเกตเรื่องนี้มันคือหนัง demonstrate ทั้งเรื่องเลยนะ (หัวเราะ) ก็ทำให้มันไปสุดในทางของมัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>03 The Hotel &#8211; TOA Color World</strong></p>
<div id="erdyt-6a55cccc34328" data-id="EjZSODWTSDY" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-EjZSODWTSDY-6a55cccc34328" data-vid="EjZSODWTSDY" data-src="https://www.youtube.com/embed/EjZSODWTSDY?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/EjZSODWTSDY/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>เป็นโจทย์งาน pitching ที่ลูกค้าไม่ขอแก้เลย ทำอย่างที่เราอยากให้มันเป็น เป็นหนังที่ขายของได้ในวิธีที่แตกต่าง เพราะในแง่ของสินค้าเองเต็มไปด้วยข้อมูลที่ซีเรียสมากมาย เป็นงานที่เราตั้งต้นการคิดงานตั้งแต่แง่จิตวิทยาเลยว่า คนเราชอบสีอะไร เพราะอะไร และสีต่างๆ ส่งผลต่อจิตใจคนได้อย่างไร ส่วนเรื่องพล็อตโรงแรมเป็นพล็อตที่เคยมีในหัวอยู่พอดี พอมาทำงานโปรเจกต์นี้ก็เอามาใช้เลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>04 LALIN &#8211; พรเกษมคลินิค</strong></p>
<div id="erdyt-6a55cccc3433b" data-id="ehc52wBiUqE" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-ehc52wBiUqE-6a55cccc3433b" data-vid="ehc52wBiUqE" data-src="https://www.youtube.com/embed/ehc52wBiUqE?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/ehc52wBiUqE/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>มาจากความพยายามในการทำโฆษณาให้ไม่เป็นโฆษณาของเรา ว่าถ้าเราตั้งต้นจากความตั้งใจที่จะทำให้ออกมาเป็น film เลย จะเป็นอย่างไร ก็เลยตั้งต้นจากวิธีการของหนังสั้น และอยากทำให้มันออกมาเป็น human มากๆ ก็เลยค้นคว้าหาอินไซต์เกี่ยวกับคนเป็นสิว จนมาเจอเรื่องราวเกี่ยวกับโลกเสมือนและโลกจริงของคนในยุคปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>05 MV ตัวปลอม &#8211; KFC<br />
</strong></p>
<div id="erdyt-6a55cccc3434d" data-id="ICCqCTQ-lUU" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-ICCqCTQ-lUU-6a55cccc3434d" data-vid="ICCqCTQ-lUU" data-src="https://www.youtube.com/embed/ICCqCTQ-lUU?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/ICCqCTQ-lUU/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>ตั้งใจทำ MV จริงจัง ไม่ได้ตั้งใจจะทำ viral แล้วเอาเพลงมาประกอบ เป็นความตั้งใจว่าอยากทำให้มันสนุกไปเลย และโจทย์มันก็เข้ามาในจังหวะพอดี ที่เราอยากทำเอ็มวี เพราะว่าจริงๆ แล้วคำว่า Always Original ของ KFC มันเป็นเรื่องซีเรียสมาก เรื่องความเป็นแก่นแท้ ตัวจริง เป็น branding ของเขา แต่เมื่อมาพูดกับคนรุ่นใหม่<br />
เราก็อยากให้งานมันไม่เครียด เลยคิดจากอินไซต์ของวัยรุ่นโดยตั้งต้นมาจากคำว่าตัวจริง เลยไปนึกถึงประเด็นหนึ่งที่ตรงกับภาวะหนึ่งของชีวิตวัยรุ่น ที่ต้องสูญเสียความเป็นตัวจริงของตัวเอง คือเวลามีความรัก</p>
<hr />
<p><em>นิสิตนักศึกษาคนไหนสนใจอยากเข้าสู่วงการครีเอทีฟ ไม่ควรพลาดงานนี้ <strong>B.A.D Student Workshop 2016 THE B.A.DEST : &#8220;เอาให้สุดแบด ครีเอทให้สุดเบสท์&#8221;</strong> โครงการสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นครีเอทีฟไทยที่มีอนาคตไกลถึงระดับโลก รับโจทย์ อังคารที่ 6 กันยายนนี้ บ่ายโมงตรง ณ ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ (ตรงข้ามมาบุญครอง) ดูรายละเอียดที่ </em><a href="https://www.facebook.com/BADawards/?fref=ts">facebook.com/Bangkok Art Directors&#8217; Association</a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bad-2/">ให้คนอิน ด้วยอินไซต์ โฆษณาที่โดนทุกใจของ &#8216;อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/bad-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
