<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ช่อไพลิน ไพรบึง, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author108/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author108/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2021 08:08:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า กับเวิร์กช็อปเรียนภาษาอังกฤษจาก Inspire English</title>
		<link>https://adaymagazine.com/challenge-me-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด ลิมปิพัฒน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Nov 2018 04:00:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[เวิร์กช็อป]]></category>
		<category><![CDATA[Inspire English]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[กิจกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[challenge me]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=45665</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทำไมเราเรียนภาษาอังกฤษมาเป็นสิบปี แต่ตอนนี้ยังไม่กล้าคุยกับคนต่างชาติ นี่คงเป็นคำถามที่คนไทยหลายคนสงสัย แม้ว่าเราจะเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก มีสอนในทุกระดับชั้น ปลูกฝังกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา ถ้าเรายังใช้ภาษาอังกฤษไม่ดีทั้งที่เรียนมานานขนาดนี้คงต้องมีอะไรสักอย่างผิดปกติ เราตั้งคำถามกับวิธีการเรียนภาษาอังกฤษแบบดั้งเดิม เมื่อได้เห็นภาพถ่ายและคลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊กของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษแห่งหนึ่งที่ชื่อ Inspire English ภาพการเรียนภาษาซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และยังมีกิจกรรมแปลกๆ ที่เราเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนในโรงเรียนสอนภาษาที่ไหน จนต้องขอไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง เมื่อก้าวเข้ามาใน Inspire English ซึ่งกำลังจัดงานเวิร์กช็อป &#8216;Bake Krathong &#38; Make a Wish&#8217; เป็นกิจกรรมเรียนภาษาในสถานการณ์จำลองการลอยกระทง แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ เราพบว่าการสอนที่นี่ไม่มีหนังสือ นักเรียนรอบตัวแทบไม่มีใครจดอะไรเลยด้วยซ้ำ ทุกคนแค่คุยกันเป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ หลังจากจบเวิร์กช็อป เราจึงจับเข่าคุยกับทีมคุณครู เพื่อคลายความสงสัยและทำความรู้จักโรงเรียน Inspire English ให้มากขึ้น ก่อนจะพบว่าโรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษอย่างที่คิด Inspire การเรียนภาษา ด้วยกิจกรรมในห้องเรียนและเวิร์กช็อปเพื่อทลายกำแพงทางภาษาที่สูงชัน “เราสอนว่าศัพท์นี้ใช้แบบนี้ แกรมมาร์ใช้แบบนี้ แต่มันจะไม่มีความหมายเลยถ้าเราแค่สอนเขาอย่างเดียวแล้วไม่รู้ว่าเขาใช้เป็นหรือเปล่า เพราะจำได้กับใช้เป็นไม่เหมือนกัน เลยคิดว่าจริง ๆ เราแค่หาที่ให้เขานำไปใช้” ทีมคุณครูเริ่มเล่าย้อนกลับไปถึงกำแพงที่แบ่งฟากระหว่างตัวเราและภาษาอังกฤษสมัยเรียนมัธยมหรือมหาวิทยาลัยของหลาย ๆ คน “เราเลยต้องหาที่ให้เขานำไปใช้ เปลี่ยนการเรียนการสอน จากแบบท่องจำมาเป็นการใช้จริงแทน พอใช้เรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/challenge-me-2/">เปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า กับเวิร์กช็อปเรียนภาษาอังกฤษจาก Inspire English</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมเราเรียนภาษาอังกฤษมาเป็นสิบปี แต่ตอนนี้ยังไม่กล้าคุยกับคนต่างชาติ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คงเป็นคำถามที่คนไทยหลายคนสงสัย แม้ว่าเราจะเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก มีสอนในทุกระดับชั้น ปลูกฝังกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา ถ้าเรายังใช้ภาษาอังกฤษไม่ดีทั้งที่เรียนมานานขนาดนี้คงต้องมีอะไรสักอย่างผิดปกติ </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">เราตั้งคำถามกับวิธีการเรียนภาษาอังกฤษแบบดั้งเดิม เมื่อได้เห็นภาพถ่ายและคลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊กของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษแห่งหนึ่งที่ชื่อ Inspire English ภาพการเรียนภาษาซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และยังมีกิจกรรมแปลกๆ ที่เราเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนในโรงเรียนสอนภาษาที่ไหน จนต้องขอไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อก้าวเข้ามาใน Inspire English ซึ่งกำลังจัดงานเวิร์กช็อป &#8216;Bake Krathong &amp; Make a Wish&#8217; เป็นกิจกรรมเรียนภาษาในสถานการณ์จำลองการลอยกระทง แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ เราพบว่าการสอนที่นี่ไม่มีหนังสือ นักเรียนรอบตัวแทบไม่มีใครจดอะไรเลยด้วยซ้ำ ทุกคนแค่คุยกันเป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากจบเวิร์กช็อป เราจึงจับเข่าคุยกับทีมคุณครู เพื่อคลายความสงสัยและทำความรู้จักโรงเรียน Inspire English ให้มากขึ้น ก่อนจะพบว่าโรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษอย่างที่คิด</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-46019 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_02.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_02.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_02-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>Inspire การเรียนภาษา ด้วยกิจกรรมในห้องเรียนและเวิร์กช็อปเพื่อทลายกำแพงทางภาษาที่สูงชัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> “เราสอนว่าศัพท์นี้ใช้แบบนี้ แกรมมาร์ใช้แบบนี้ แต่มันจะไม่มีความหมายเลยถ้าเราแค่สอนเขาอย่างเดียวแล้วไม่รู้ว่าเขาใช้เป็นหรือเปล่า เพราะจำได้กับใช้เป็นไม่เหมือนกัน เลยคิดว่าจริง ๆ เราแค่หาที่ให้เขานำไปใช้” ทีมคุณครูเริ่มเล่าย้อนกลับไปถึงกำแพงที่แบ่งฟากระหว่างตัวเราและภาษาอังกฤษสมัยเรียนมัธยมหรือมหาวิทยาลัยของหลาย ๆ คน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเลยต้องหาที่ให้เขานำไปใช้ เปลี่ยนการเรียนการสอน จากแบบท่องจำมาเป็นการใช้จริงแทน พอใช้เรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เขาจะพูดได้และไม่มีทางลืม”</span></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-46020 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_03.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_03.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_03-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ความกลัวและความอายคืออีกจุดสำคัญ เราต้องทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกก่อน หัวใจของภาษาคือการสื่อสาร ในคลาสเริ่มแรกเราจะไม่โฟกัสเลยว่าทุกคนพูดผิดหรือพูดถูก ขอให้ได้พูดออกมา เป็นคำๆ ก็ได้ แค่เขาสามารถสื่อสารกันรู้เรื่อง นั่นคือประสบความสำเร็จแล้ว หลังจากนั้นเราค่อยต่อยอดและเติมความถูกต้อง ดึงความคิดของผู้เรียนออกมา ให้สามารถแสดงเหตุผลได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ พอทุกคนสนุกและรู้สึกว่าแม้พูดผิดก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ทุกคนก็จะอยากพูด มันก็จะกลายเป็นคอมมิวนิตี้ของคนอยากใช้ภาษาอังกฤษ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-46021 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_04.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_04.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_04-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">และเมื่อปัญหาการเคอะเขินที่จะพูดภาษาอังกฤษหมดไปแล้ว ด่านต่อไปก็คือ ผู้เรียนจะเห็นพัฒนาการในการพูดภาษาอังกฤษของตัวเองได้อย่างไร</span></p>
<p><b>Inspire แล้วต้อง Challenge ด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อทีมคุณครูได้เติมแรงบันดาลใจให้เราอยากพูดภาษาอังกฤษแล้ว แต่การเรียนและใช้ภาษาอังกฤษผ่านสถานการณ์จำลองยังไม่ใช่เส้นชัยสุดท้ายสำหรับครูที่นี่ พวกเขาจึงคิดแคมเปญที่ชื่อว่า <a href="https://adaymagazine.com/course-inspire-english/">Challenge Me</a> ขึ้น</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">Challenge Me นี้เป็นเวิร์กช็อปพิเศษที่คุณครูจัดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนที่อยากเห็นพัฒนาการของตัวเองภายใน 3 เดือน โดยคุณครูจะอัดคลิปสัมภาษณ์นักเรียนเป็นภาษาอังกฤษในเดือนแรกและเดือนสุดท้าย และนำมาเปรียบเทียบกันเพื่อดูพัฒนาการ ใครที่มีพัฒนาการสูงสุดจะได้ไปใช้ชีวิตและพูดภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศกับทางโรงเรียน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-46022 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_05.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_05.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_05-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-46009 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_06.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_06.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_06-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“Challenge Me เป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนต้องมีเป้าหมาย การที่เรากำหนดระยะเวลาไว้ 3 เดือน คือการท้าทายตัวนักเรียนเองว่า จะทำยังไงให้ตัวเองพูดภาษาอังกฤษเก่งภายในช่วงเวลานั้น โดยมีของรางวัลคือการไปเที่ยวต่างประเทศฟรี เป็นแรงกระตุ้นการพัฒนาของผู้เรียน” ครูฟ้ากล่าวเสริม “และอีกสิ่งที่นักเรียนได้จากโครงการนี้คือ การได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง เวลาที่เราเรียน จริงๆ เราเก่งขึ้นทุกวันแหละ แต่เราไม่ได้สังเกตตัวเองชัดเจนขนาดนั้น การที่เขาได้เห็นตัวเองว่า เขาเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน ก็ถือว่าเป็นการสร้างกำลังใจในการเรียนได้เหมือนกัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ครั้งแรกที่จัดขึ้นเมื่อปีที่แล้วถือว่าประสบความสำเร็จมาก จากเริ่มแรกที่การไปเที่ยวต่างประเทศนั้นเป็นตัวดึงดูด  แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้เรียนกลับมองข้ามของรางวัลไป เห็นมันเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายสุดท้ายคือการพูดภาษาอังกฤษได้จริงๆ ต่างหาก และนี่เป็นจุดสำคัญที่ผลักดันให้เรากลับมาจัด Challenge Me ใหม่เป็นครั้งที่ 2”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-46024 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_07.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_07.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_07-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><b>เคล็ดลับความสำเร็จ Season 1 ต่อยอดสู่ Season 2</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แค่การพัฒนาตัวผู้เรียนคงยังไม่เพียงพอสำหรับความสำเร็จในเวิร์กช็อปพิเศษนี้ เพราะคุณครูเองก็ถือเป็นส่วนสำคัญใน Challenge Me เช่นกัน ดังนั้นนักเรียนที่ Inspire English จึงมีสิทธิ์ให้คะแนนคุณครูหลังการสอนด้วย ครูปุ้นอธิบายให้เราฟังว่า “ผู้เรียนที่นี่มีโอกาสให้คะแนนครูทุกครั้งที่สอน ครูทุกคนเองจะมีคะแนนเป็นของตัวเอง ว่าการสอน การให้ความรู้หรือเทคนิคต่างๆ เหมาะสมกับตัวผู้เรียนหรือช่วยผู้เรียนมากแค่ไหน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่การ </span><i><span style="font-weight: 400;">Challenge &#8216;You&#8217; </span></i><span style="font-weight: 400;">แต่เป็น </span><i><span style="font-weight: 400;">Challenge &#8216;Me&#8217;</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-46025 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_08.jpg" alt="" width="674" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_08.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_08-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 674px) 100vw, 674px" /></span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คำว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">Challenge &#8216;Me&#8217; </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่จริงแล้ว เป็นการ challenge ทั้งคุณครูและผู้เรียน ทุกๆ คนต้องท้าทายเพื่อไปสู่เป้าหมาย เราไม่ได้ challenge แค่เรื่องการทำให้นักเรียนพูดภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นอย่างเดียว แต่ทีมคุณครูก็ยังต้องฝึกฝนและเรียนรู้ มันเป็นการ challenge ความสามารถของตัวครูเอง เพราะถ้านักเรียนพัฒนาแต่ครูไม่พัฒนา มันไม่ได้ ดังนั้นมันไม่ใช่แค่ Challenge Your English เท่านั้น ทีมคุณครูจะต้องทำให้ตัวของเราเป็น better version ด้วย” ครูโอเปิ้ลหนึ่งในทีมคุณครูอีกท่านอธิบายเสริม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“นอกจากเราจะมีการอัดคลิปสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ เรายังได้ถามนักเรียนถึงความรู้สึกที่มีต่อภาษาอังกฤษ จึงทำให้เรารู้ว่าผู้เรียนแต่ละคนมีปมในใจเกี่ยวกับภาษาต่างกัน เราจะทำยังไงให้ปมของเขาหายไปภายใน 3 เดือน มันเหมือนเป็นการแบกความหวังของเขาเอาไว้  นี่ถือเป็นจุดสำคัญของเราเลยก็ว่าได้” ครูนิคกี้อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น<br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จุดหมายจริงๆ ของเราคือ เมื่อผู้เรียนเปลี่ยนทัศนคติแล้ว ในอนาคตเขาจะเปิดใจเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเองได้ แม้เราไม่ได้อยู่ช่วยแล้วก็ตาม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้เอง ทำให้จากผู้สมัครในปีที่แล้วจำนวน 60 คน กลายเป็น 200 คนในปีนี้ และยังคงเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมใหม่ๆ อยู่ นั่นทำให้ทีมคุณครูไม่หยุดที่จะพัฒนาทั้งตัวเองและผู้เรียนไปพร้อมกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสร้างการท้าทายขีดจำกัดในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของคนไทยต่อไป<br />
</span></p>
<p><b>ความรู้สึกส่วนหนึ่งของผู้เข้าร่วม Challenge Me Season 2</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราได้คุยกับผู้เข้าร่วมแคมเปญ Challenge Me ครั้งที่ 2 อีก 3 คน พวกเขาเล่าเหตุผลที่เข้าร่วมแคมเปญพร้อมแชร์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-46026 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_09.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_09.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_09-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><b>คุณบี คุณแม่ที่อยากพูดภาษาอังกฤษกับลูก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราตัดสินใจเรียนภาษาอังกฤษเพราะอยากพูดให้คล่องเพื่อใช้พูดกับลูกค่ะ เขาเรียน English Program แล้วการบ้านเขาจะเป็นภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด ซึ่งแต่ก่อนเราไม่เก่งแล้วจะสอนเขายังไง ก็เลยตัดสินใจที่จะเริ่มเรียนภาษาเพื่อเขา และที่เราอยากเข้าร่วม Challenge Me ก็เพราะอยากลองทำอะไรใหม่ๆ มันเหมือนได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง และก็รู้สึกว่าถ้ามีเวลาจำกัดมันจะบีบให้เราอยากพัฒนาตัวเองมากขึ้นกว่าปกติ จริงๆ ตอนนี้ก็เพิ่งเริ่มเองนะ แต่เราก็รู้สึกว่าเราเข้าใจมากขึ้นแล้ว เวลาดูการบ้านลูกเราก็พยายามดูว่าอะไรผิด พอลูกถาม ผลลัพธ์คือ เห้ย…มันได้ผล เราตอบได้หมดเลย ตอนนี้รู้สึกว่า ‘ลูก’ ทำให้เรามีแรงบันดาลใจเพิ่มที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง”</span></p>
<p><b>คุณนิค YouTuber รีวิวของเล่น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“นิคทำ YouTube Channel รีวิวของเล่น เพื่อนเราหลายคนเริ่มทำแชนแนลเป็นภาษาอังกฤษ เราก็มองว่าถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้ก็จะสามารถเพิ่มจำนวนคนดู จากยอดหนึ่งพันคน อาจจะกลายเป็นหนึ่งแสน หนึ่งล้านคน นิคมองว่ามันเป็นการต่อยอดทางอาชีพครับ แล้วการเรียนที่นี่เหมือนการหมุนรูบิก ซึ่งก่อนที่เราจะมาเรียน เราเหมือนรูบิกที่สลับปะปนกันหลายสี แต่พอเราเริ่มมาเรียน การเข้าคลาสมันก็จะทำให้สีของรูบิกเริ่มตรงกันมากขึ้น เปรียบเหมือนเราจะเริ่มพูดชัดขึ้น กล้าขึ้น ซึ่งแต่ก่อนเวลาเจอชาวต่างชาติมาถามทาง เราจะรู้สึกว่าวันนี้โชคร้ายจังที่ตอบได้แค่ Yes, No, OK  ถึงตอนนี้นิคจะเข้าร่วมแคมเปญมาไม่นานเท่าไหร่ แต่นิคก็รู้สึกว่าตัวนิคพัฒนาขึ้นนะ เรียกว่ามันเป็นความภูมิใจเล็กๆ แล้วกันที่เราได้เห็นตัวเองในวันนี้ทำได้ดีกว่าเมื่อวาน”<br />
</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-46014 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>คุณตาล นักประชาสัมพันธ์ที่อยากเปลี่ยนตัวเอง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปกติหนูเป็นคนกลัวภาษาอังกฤษมาก ตอนสมัยเรียนวิชาภาษาอังกฤษคือสิ่งที่หนีไม่อยากเรียน แต่พอมาทำงาน หนูก็เริ่มรู้สึกว่ามันสำคัญ เพราะเราเป็นประชาสัมพันธ์ห้าง ความรู้สึกแย่ของหนูคือ มีลูกค้าต่างชาติมาถามแล้วเราสื่อสารไม่ได้ และเขาก็เหมือนจะไม่พอใจ หนูคิดว่าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ควรจะช่วยเหลือลูกค้าได้ทุกคน สิ่งนี้เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราอยากเรียนภาษาอังกฤษ หนูเคยเห็น Challenge Me SS1 เขาทำได้ หนูเลยอยากทำได้แบบเขา แล้วตอนนี้มุมมองของหนูที่มีต่อภาษาอังกฤษมันก็เริ่มเปลี่ยนไป หนูรู้สึกดีใจที่จากคนที่เคยกลัวภาษาอังกฤษมากๆ พูดไม่ได้เลย แต่ตอนนี้หนูเริ่มไม่กลัวแล้ว พอได้เห็นตัวเองกล้าพูดมากขึ้นก็รู้สึกว่าหลังจากนี้ตัวเองต้องทำได้ดีกว่านี้แน่นอน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-46016 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_11-2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_11-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_11-2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่ได้คุยกับ <strong>ครูผึ้ง–นุชฎา สุวรรณวงศ์</strong><strong>, ครูปุ้น–พิชามญชุ์ สุจริตวงศานนท์, ครูฟ้า–พิชชาพร พับอำไพ, ครูปุ้ย–จุติพร จันทรงศรี, ครูนิกกี้–วัศยา ไพรเขียว, ครูอิน–ธวัล วงษ์ศุทธิภากร, ครูโอเปิ้ล–พัชริดา สมิทธิเนตย์, ครูป้อป–นฤชล กฤษฎาสิมะ, คุณอ็อบ–กฤตนุ กุลบุศย์ </strong>และทีมงานทุกท่าน ไม่น่าเชื่อเลยว่าแค่การเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของทีมคุณครูเล็กๆ ทีมหนึ่งจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและแรงขับเคลื่อนให้กับคนอีกหลายร้อยคน เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด ทั้งทักษะและความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษได้ และคุณเองก็สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านี้ได้เช่นกัน เพียงแค่คุณ &#8216;กล้า&#8217; ที่จะเปิดใจและท้าทายตัวเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-46015 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_11-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_11-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_11-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/P_11-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครอยากท้าทาย หรืออยากลองพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเอง แนะนำให้ติดตามข่าวสารของ </span><span style="font-weight: 400;">Inspire English </span><span style="font-weight: 400;">ให้ดี ที่นี่กำลังจะมีแคมเปญสนุกๆ ที่ผู้เรียนสามารถเข้าร่วมกันได้อีกเพียบ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ </span><span style="font-weight: 400;">www.inspire-english.in.th </span><span style="font-weight: 400;">หรือ </span><span style="font-weight: 400;">www.facebook.com/inspire.english.learning </span><span style="font-weight: 400;">หรือ โทร</span><span style="font-weight: 400;">. 086-445-9536</span></p>
<div id="erdyt-6a203f6d87d7b" data-id="JOtT0Dz4t9U" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-JOtT0Dz4t9U-6a203f6d87d7b" data-vid="JOtT0Dz4t9U" data-src="https://www.youtube.com/embed/JOtT0Dz4t9U?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/JOtT0Dz4t9U/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/challenge-me-2/">เปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า กับเวิร์กช็อปเรียนภาษาอังกฤษจาก Inspire English</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชิมจนอิ่มกับ 5 คาเฟ่น่ารักชวนให้นั่งพักในซอยรางน้ำ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/soi-rang-num/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/soi-rang-num/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Jan 2018 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Indie in soiwell travelled in taipei]]></category>
		<category><![CDATA[peace oriental teahouse]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟ่]]></category>
		<category><![CDATA[ซอยรางน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[รางน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[let's say cafe]]></category>
		<category><![CDATA[chibi chibi cafe & atelier]]></category>
		<category><![CDATA[bts อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[kay's]]></category>
		<category><![CDATA[turn the tables]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/soi-rang-num/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราเชื่อว่าใครๆ ก็ต้องเคยได้ยินชื่อ ‘ซอยรางน้ำ’ ซอยที่เป็นแหล่งรวมหอพัก ออฟฟิศ และร้านอาหารราคาย่อมเยาใกล้ๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ด้วยทำเลใจกลางเมือง เดินทางสะดวก มีรถไฟฟ้าถึงหน้าปากซอยและรถเมล์ผ่านเป็นจำนวนมาก ในฐานะที่เราเองเกิดและโตในซอยนี้มาตั้งแต่เกิดก็อยากอวดว่ารางน้ำเป็นอีกซอยหนึ่งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและมีร้านรวงดีๆ คาเฟ่น่านั่งและน่าไปใช้เวลาไม่แพ้ย่านเก๋อื่นๆ ในกรุงเทพฯ เลยล่ะ ว่าแล้วก็ตามมาสำรวจกันดีกว่า 01 แวะดื่มชาดีๆ ที่สาขาล่าสุดของ Peace Oriental Teahouse โรงน้ำชาตะวันออกสุดฮิตที่เจ้าถิ่นอย่างเราแอบกรี๊ดดีใจเมื่อได้ยินข่าวว่า Peace Oriental Teahouse จะมาเปิดสาขาใหม่ในห้าง King Power รางน้ำ ธี-ธีรชัย ลิมป์ไพฑูรย์ เจ้าของร้านเล่าให้เราฟังว่าสาขานี้หยิบเอาเสน่ห์ของร้านตามแบบฉบับสาขาแรกที่เอกมัยมาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะไม้ตัวยาว ผนังสีขาว หรือการปลูกต้นไม้ไว้ในร้าน รวมไปถึงการเนรมิตบาร์ยาวสีดำเข้มสุดเท่ที่เราสามารถนั่งมองทุกกระบวนการชงชาได้เช่นเคย สาขานี้เปิดตัวพร้อมกับเมนูใหม่อย่าง Snow Dark Choco ช็อกโกแลตเย็นปั่นเข้มข้นที่อร่อยไม่แพ้เมนูยอดนิยมอื่นๆ แอบบอกว่าแวะมาเช้าๆ หน่อยก็ดี เพราะแสงธรรมชาติตอนเช้าที่นี่สวยเหมาะแก่การถ่ายรูปและนั่งจิบชาเพลินๆ มาก Peace Oriental Teahouse เปิดวันจันทร์ &#8211; ศุกร์ 08.00 &#8211; 21.00, เสาร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-rang-num/">ชิมจนอิ่มกับ 5 คาเฟ่น่ารักชวนให้นั่งพักในซอยรางน้ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราเชื่อว่าใครๆ ก็ต้องเคยได้ยินชื่อ <strong>‘ซอยรางน้ำ’ </strong>ซอยที่เป็นแหล่งรวมหอพัก ออฟฟิศ และร้านอาหารราคาย่อมเยาใกล้ๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ด้วยทำเลใจกลางเมือง เดินทางสะดวก มีรถไฟฟ้าถึงหน้าปากซอยและรถเมล์ผ่านเป็นจำนวนมาก ในฐานะที่เราเองเกิดและโตในซอยนี้มาตั้งแต่เกิดก็อยากอวดว่ารางน้ำเป็นอีกซอยหนึ่งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและมีร้านรวงดีๆ คาเฟ่น่านั่งและน่าไปใช้เวลาไม่แพ้ย่านเก๋อื่นๆ ในกรุงเทพฯ เลยล่ะ ว่าแล้วก็ตามมาสำรวจกันดีกว่า</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;">01</h3>
<h3 style="text-align: center;">แวะดื่มชาดีๆ ที่สาขาล่าสุดของ Peace Oriental Teahouse</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6980.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6983.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7089.jpg" /></p>
<p>โรงน้ำชาตะวันออกสุดฮิตที่เจ้าถิ่นอย่างเราแอบกรี๊ดดีใจเมื่อได้ยินข่าวว่า Peace Oriental Teahouse จะมาเปิดสาขาใหม่ในห้าง King Power รางน้ำ ธี-ธีรชัย ลิมป์ไพฑูรย์ เจ้าของร้านเล่าให้เราฟังว่าสาขานี้หยิบเอาเสน่ห์ของร้านตามแบบฉบับสาขาแรกที่เอกมัยมาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะไม้ตัวยาว ผนังสีขาว หรือการปลูกต้นไม้ไว้ในร้าน รวมไปถึงการเนรมิตบาร์ยาวสีดำเข้มสุดเท่ที่เราสามารถนั่งมองทุกกระบวนการชงชาได้เช่นเคย สาขานี้เปิดตัวพร้อมกับเมนูใหม่อย่าง Snow Dark Choco ช็อกโกแลตเย็นปั่นเข้มข้นที่อร่อยไม่แพ้เมนูยอดนิยมอื่นๆ แอบบอกว่าแวะมาเช้าๆ หน่อยก็ดี เพราะแสงธรรมชาติตอนเช้าที่นี่สวยเหมาะแก่การถ่ายรูปและนั่งจิบชาเพลินๆ มาก</p>
<p><strong>Peace Oriental Teahouse </strong>เปิดวันจันทร์ &#8211; ศุกร์ 08.00 &#8211; 21.00, เสาร์ &#8211; อาทิตย์ 10.00 &#8211; 21.00<br />
<b style="background-color: initial;">Facebook |</b> <a href="https://www.facebook.com/peace.t.house/" target="_blank" rel="noopener">Peace 和 oriental teahouse</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;">02</h3>
<h3 style="text-align: center;">Let’s Say Café ร้านกาแฟ 24 ชั่วโมงที่ไม่มีวันปิดร้าน</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7129.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_71351.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7183.jpg" /></p>
<p>ถ้าเลี้ยวเข้ามาในซอยราชวิถี 3 ข้างสวนสันติภาพ เดินตรงมาเรื่อยๆ จะเจอร้านคาเฟ่ 24 ชั่วโมงที่มีบรรยากาศสบายๆ เหมือนมานั่งเล่นบ้านเพื่อน จะแวะมาจิบกาแฟหรือนั่งทำงานยาวๆ ก็เหมาะทั้งนั้น ต่าย-กัญญจันทร์ สะสม เจ้าของร้านตั้งใจให้ที่นี่เป็นร้านที่เมื่อลูกค้ามาเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะวันหรือเวลาไหนก็จะยังเปิดต้อนรับทุกคนอยู่เสมอ ทำให้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านเมื่อสองปีที่แล้วจนปัจจุบัน ที่นี่ยังไม่เคยปิดร้านเลย</p>
<p>นอกจากจุดเด่นเรื่อง 24 ชั่วโมงแล้ว อาหารและเครื่องดื่มที่นี่ก็เด่นไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น Blue Latte นมสดท็อปด้วยน้ำอัญชันสีฟ้าที่รวมกันแล้วหอมมันกลมกล่อม ข้าวคลุกน้ำพริกปลาย่าง เมนูแนะนำของร้านที่ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน ครัวก็เปิดให้สั่งอาหารได้ตลอด นอกจากนี้ ชั้น 2 ของที่นี่ยังเป็น Vanilla box พื้นที่ทำกิจกรรมอเนกประสงค์ขนาด 7&#215;7 เมตรที่มีหลากหลายกิจกรรมผลัดเปลี่ยนกันมา โดยปีนี้จะมีกิจกรรมหมุนเวียนและเสวนาฟรีๆ ให้ฟังทุกเดือนด้วย ใครสนใจก็เข้าไปติดตามรายละเอียดในเพจเฟซบุ๊กได้เลย</p>
<p><strong>Let’s Say Café</strong> เปิดทุกวัน 24 ชั่วโมง<br />
<b style="background-color: initial;">โทร. </b>02-2456134<br />
<b style="background-color: initial;">Facebook |</b> <a href="https://www.facebook.com/LetsSayCafe/" target="_blank" rel="noopener">Let&#8217;s Say Cafe : 24 Hours</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;">03</h3>
<h3 style="text-align: center;">นัดก๊วนเพื่อนมาประลองกำลังสมองกับบอร์ดเกมมหาศาลที่ Turn The Tables</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7217.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7287.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7213.jpg" /></p>
<p>บนชั้น 3 ตึกเดียวกันกับ Let’s Say Cafe’ มีร้านบอร์ดเกม Turn The Tables Board Game Café ซ่อนตัวอยู่ โบ๊ต-ชนินทร ศุภวัฒน์ธนบดี เจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่าร้านนี้เริ่มจากความชอบส่วนตัวในการเล่นบอร์ดเกมกับเพื่อนๆ ที่บ้านจึงอยากให้มีสถานที่ที่ให้ความรู้สึกเดียวกัน ด้วยระยะเวลาสองปีครึ่งที่เปิดร้านมา จากเกมเพียง 60 เกมก็เพิ่มเป็นกว่า 300 เกมให้เลือกกันจุใจ ถ้าใครยังไม่เคยเล่นบอร์ดเกมก็ไม่เป็นไร ที่นี่มี GM หรือ Game Master ที่คอยสอนและดูแลอย่างใกล้ชิด หรือถ้าใครเซียนแล้วจะซื้อกลับไปเล่นที่บ้านก็ได้ด้วยนะ</p>
<p><strong>Turn The Tables Board Game Café </strong> เปิดวันจันทร์ – พฤหัสบดี 14.00 – 22.00 น., ศุกร์ 14.00 – 24.00 น., เสาร์ 12.00 – 24.00 น., อาทิตย์ 12.00 – 22.00 น.<br />
<b style="background-color: initial;">โทร.</b> 092-7608881<br />
<b style="background-color: initial;">Facebook |</b> <a href="https://www.facebook.com/tttboardgamecafe/" target="_blank" rel="noopener">Turn The Tables Board Game Cafe</a></p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;">04</h3>
<h3 style="text-align: center;">ทานมื้อเช้าที่ไม่จำเป็นต้องกินแค่ตอนเช้าที่ Kay’s Boutique Breakfast</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-place-4-21.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-place-4-51.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/article-place-4-321.jpg" /></p>
<p>ใครๆ ก็ชอบทานอาหารเช้ากันทั้งนั้น Kay’s Boutique Breakfast เลยเป็นอีกร้านที่เราอยากแนะนำให้รู้จัก ร้านอาหารเช้ากึ่งคาเฟ่ในบรรยากาศสีขาวสะอาดตาที่เสิร์ฟทั้งอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายเมนูเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม K Maison Boutique Hotel ที่อยู่ตรงข้ามกัน มีให้เลือกทั้งในแบบบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าตั้งแต่เวลา 06.30 &#8211; 10.30 และ À la carte ที่ถ้าใครตื่นเช้าไม่ทันก็ยังแวะมาทานมื้อเที่ยงได้ไปจนถึงบ่ายๆ รวมไปถึงยังมีของหวานอย่าง Kay’s Toast in Your Own Style ขนมปังชุบไข่ที่มีให้เลือกถึง 3 รสชาติ French (วานิลลา) Tokyo (ชาเขียว) และ Thai (ชาเย็น) ที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านอีกด้วย</p>
<p><strong>Kay’s Boutique Breakfast </strong> เปิดทุกวัน 06.30 &#8211; 16.00 น.<br />
<b style="background-color: initial;">Facebook |</b> <a href="https://www.facebook.com/kaysbangkok/" target="_blank" rel="noopener">Kay&#8217;s Boutique Breakfast</a></p>
<hr />
<p style="text-align: center;">05</p>
<h3 style="text-align: center;">พักจิบชา กาแฟ ทานขนม หรือลามไปจนกินอาหารมื้อใหญ่ที่ Chibi Chibi café &amp; atelier</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7362.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7365.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7316.jpg" /></p>
<p>คาเฟ่ไซส์น่ารักในซอยศรีอยุธยา 2 ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่น ตกแต่งด้วยสีโทนไม้ที่ให้ความอบอุ่นจนทำเราอยากเข้าไปนั่งจิบกาแฟพลางอ่านหนังสือที่วางเรียงรายอยู่เต็มร้าน มะลิ-บุษปา กีรติไกรนนท์ เจ้าของร้านบอกว่า Chibi (จิบิ) แปลว่าเล็ก ลิตเติ้ล ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมาจากพื้นที่ที่จำกัดของร้านและในขณะเดียวกันก็ตีความได้ถึงความถ่อมตัวและไม่ประกาศตัวมากนักของร้านด้วย เธอตั้งใจให้ที่นี่เป็นร้านที่ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเมนูไหนก็ได้เพราะทุกเมนูล้วนเป็นซิกเนเจอร์ของร้านทั้งสิ้น Chibi Chibi เสิร์ฟตั้งแต่ชา กาแฟ ขนมหวาน ไปจนถึงอาหารจานหลักที่มีทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่งให้เลือกชิม</p>
<p><strong>Chibi Chibi café &amp; atelier </strong>เปิดวันจันทร์ &#8211; ศุกร์ 10.00 &#8211; 20.00 น., เสาร์ &#8211; อาทิตย์ 09.00 &#8211; 21.00 น.<br />
<b style="background-color: initial;">Facebook |</b> <a href="https://www.facebook.com/chibichibicafe" target="_blank" rel="noopener">Chibi Chibi &#8211; cafe &amp; atelie</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์, ช่อไพลิน ไพรบึง</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center; background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end126.png" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-rang-num/">ชิมจนอิ่มกับ 5 คาเฟ่น่ารักชวนให้นั่งพักในซอยรางน้ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/soi-rang-num/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>BALLERINA</title>
		<link>https://adaymagazine.com/view-128/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/view-128/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ช่อไพลิน ไพรบึง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 May 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[point of view]]></category>
		<category><![CDATA[บัลเลต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/view-128/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยความที่มีเพื่อนเรียนบัลเลต์ จึงมีโอกาสได้ไปนั่งดูเพื่อนซ้อมเต้นอยู่บ่อยๆ จนสุดท้ายก็หลงเสน่ห์ในท่อนขาและกระโปรงทูทู่ของนักบัลเลต์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ใครมีเซ็ตภาพถ่ายสวยๆ อยากส่งมาลงคอลัมน์นี้บ้าง คลิกที่นี่เลย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/view-128/">BALLERINA</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center">ด้วยความที่มีเพื่อนเรียนบัลเลต์ จึงมีโอกาสได้ไปนั่งดูเพื่อนซ้อมเต้นอยู่บ่อยๆ </p>
<p style="text-align: center">จนสุดท้ายก็หลงเสน่ห์ในท่อนขาและกระโปรงทูทู่ของนักบัลเลต์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/735.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/834.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/928.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/10112.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1248.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ddf.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2311.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2217.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/10113.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/23d54720409131_Fotor.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/77e5e520409131_Fotor.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1328.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครมีเซ็ตภาพถ่ายสวยๆ อยากส่งมาลงคอลัมน์นี้บ้าง คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/view-128/">BALLERINA</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/view-128/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตะลุย 5 ร้านห้ามพลาดในเยาวราชรับตรุษจีน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/soi-17/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/soi-17/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2017 00:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[indie in soi]]></category>
		<category><![CDATA[ไหว้เจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[นิวซำเอี๊ยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งกวงคี่เฮียง]]></category>
		<category><![CDATA[ก้วงห่างเซ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[แต้เล่าจิ้นเส็ง]]></category>
		<category><![CDATA[LimMiaKee]]></category>
		<category><![CDATA[กาย ไลย์ มิตรวิจารณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ตรุษจีน]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวราช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/soi-17/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตรุษจีนปีนี้ใครต้องไปจับจ่ายซื้อของที่ย่านชุมชนจีนเก่าแก่อย่างเยาวราช เรามี 5 ร้านดีเด็ดที่ กาย ไล มิตรวิจารณ์ ผู้ก่อตั้ง F.A.C.T Collective ซึ่งแสนจะเชี่ยวชาญเรื่องอาหารและวัฒนธรรมแนะนำมา 3 ร้านแรกคือร้านเด็ดขายของคุณภาพสำหรับตรุษจีน ส่วนอีกสองร้านที่เหลือ คือขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่รอให้คุณไปแวะเที่ยวระหว่างจับจ่าย พร้อมแล้วก็ไปสวัสดีปีใหม่จีนที่เยาวราชกันเลย! 01 ชิมชามีตำนานที่ห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่ ห้องแถวขนาด 1 คูหาต้นซอยเท็กซัสคือที่ตั้งของห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่ เจ้าของต้นตำรับชาตราสิงห์ม้าที่อยู่คู่กับถนนเยาวราชมานานกว่า 102 ปี และครองใจคนรักชาจีนมาอย่างยาวนาน จากห้องแถวขนาดกะทัดรัดในย่านเสือป่าได้ถูกพัฒนามาจนกลายเป็นห้างที่นักดื่มชารู้จักกันเป็นอย่างดี แม้เวลาจะผ่านมานานแต่ชาตราสิงห์ม้าก็ยังคงยึดมั่นในการรักษาคุณภาพให้คงที่และค้นหารสชาติที่ถูกใจคนดื่มชาอยู่เสมอ ชาของที่นี่จึงมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งชาแผ่นสำหรับชงร้อน ชาผงสำหรับชงเย็น และชาจีนอย่างชาสุ่ยเซียนและชาทิกวนอิม อีกทั้งยังมีอุปกรณ์ชงชาหลากชนิดให้นักดื่มได้เลือกสรร สำหรับใครที่หาของฝากในช่วงเทศกาลตรุษจีน ชาคุณภาพดีจากที่นี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ นอกจากจะทำให้สุขภาพดีแล้วก็ยังใช้เป็นตัวแทนของการแสดงความเคารพและความใส่ใจได้อีกด้วย ห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่ เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 &#8211; 19.00 น. / โทร 0-2222-8894 02 ลิ้มรสขนมเปี๊ยะต้นตำรับจากร้านอายุกว่าร้อยปีที่ร้านแต้เล่าจิ้นเส็ง มาถึงย่านเยาวราชในช่วงตรุษจีนทั้งที ถ้าไม่มีขนมเปี๊ยะติดมือกลับไปก็คงเหมือนมาไม่ถึง ที่ร้านแต้เล่าจิ้นเส็ง บริเวณปากซอยเยาวพานิช คือร้านขนมเปี๊ยะชื่อดังต้นตำรับจากเมืองจีน เปิดกิจการมามากกว่า 100 ปี แต่ยังคงความอร่อยไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-17/">ตะลุย 5 ร้านห้ามพลาดในเยาวราชรับตรุษจีน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตรุษจีนปีนี้ใครต้องไปจับจ่ายซื้อของที่ย่านชุมชนจีนเก่าแก่อย่างเยาวราช เรามี 5 ร้านดีเด็ดที่ <strong>กาย ไล มิตรวิจารณ์</strong> ผู้ก่อตั้ง F.A.C.T Collective ซึ่งแสนจะเชี่ยวชาญเรื่องอาหารและวัฒนธรรมแนะนำมา 3 ร้านแรกคือร้านเด็ดขายของคุณภาพสำหรับตรุษจีน ส่วนอีกสองร้านที่เหลือ คือขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่รอให้คุณไปแวะเที่ยวระหว่างจับจ่าย พร้อมแล้วก็ไปสวัสดีปีใหม่จีนที่เยาวราชกันเลย!</p>
<p style="text-align: center;">01</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ชิมชามีตำนานที่ห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5330.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5301.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5303.jpg" /></p>
<p>ห้องแถวขนาด 1 คูหาต้นซอยเท็กซัสคือที่ตั้งของห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่ เจ้าของต้นตำรับชาตราสิงห์ม้าที่อยู่คู่กับถนนเยาวราชมานานกว่า 102 ปี และครองใจคนรักชาจีนมาอย่างยาวนาน จากห้องแถวขนาดกะทัดรัดในย่านเสือป่าได้ถูกพัฒนามาจนกลายเป็นห้างที่นักดื่มชารู้จักกันเป็นอย่างดี แม้เวลาจะผ่านมานานแต่ชาตราสิงห์ม้าก็ยังคงยึดมั่นในการรักษาคุณภาพให้คงที่และค้นหารสชาติที่ถูกใจคนดื่มชาอยู่เสมอ ชาของที่นี่จึงมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งชาแผ่นสำหรับชงร้อน ชาผงสำหรับชงเย็น และชาจีนอย่างชาสุ่ยเซียนและชาทิกวนอิม อีกทั้งยังมีอุปกรณ์ชงชาหลากชนิดให้นักดื่มได้เลือกสรร สำหรับใครที่หาของฝากในช่วงเทศกาลตรุษจีน ชาคุณภาพดีจากที่นี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ นอกจากจะทำให้สุขภาพดีแล้วก็ยังใช้เป็นตัวแทนของการแสดงความเคารพและความใส่ใจได้อีกด้วย</p>
<p><strong>ห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่ </strong>เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 &#8211; 19.00 น. / โทร 0-2222-8894</p>
<hr />
<p style="text-align: center;">02</p>
<p style="text-align: center;"><b>ลิ้มรสขนมเปี๊ยะต้นตำรับจากร้านอายุกว่าร้อยปีที่ร้านแต้เล่าจิ้นเส็ง</b></p>
<h3 style="text-align: center;"></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5286.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5244.jpg" /></p>
<p>มาถึงย่านเยาวราชในช่วงตรุษจีนทั้งที ถ้าไม่มีขนมเปี๊ยะติดมือกลับไปก็คงเหมือนมาไม่ถึง ที่ร้านแต้เล่าจิ้นเส็ง บริเวณปากซอยเยาวพานิช คือร้านขนมเปี๊ยะชื่อดังต้นตำรับจากเมืองจีน เปิดกิจการมามากกว่า 100 ปี แต่ยังคงความอร่อยไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลจะขายดิบขายดีจนลูกค้าแวะเวียนกันมาไม่ขาด ขนมเปี๊ยะสูตรดั้งเดิมของที่นี่มีให้เลือกทั้งไส้ถั่ว ถั่วฟัก ไส้เค็ม ไส้โหงวยิ้ง มีทั้งชิ้นเล็กและชิ้นใหญ่ รับรองว่าราคาที่จ่ายคุ้มค่าเกินคุณภาพและรสชาติที่ได้อย่างแน่นอน นัยนา เมธาเศรษฐ เจ้าของร้านแต้เล่าจิ้นเส็งบอกกับเราว่า สูตรลับความอร่อยของที่นี่คือความสดใหม่และความใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบ ขนมของที่นี่จึงไม่ใส่สารกันบูดและได้รสชาติของไส้ที่อยู่ข้างในมากกว่าที่อื่น นอกจากความอร่อยที่ทุกคนจะลิ้มรสแล้ว ความฟูของขนมเปี๊ยะยังหมายถึงความเจริญรุ่งเรื่องและเฟื่องฟูในชีวิต ไม่ว่าจะซื้อไปเป็นของฝากหรือของไหว้ก็เป็นขนมที่ให้ความหมายดีและเป็นมงคลกับชีวิตในปีใหม่ทั้งนั้น</p>
<p><strong>แต้เล่าจิ้นเส็ง</strong> เปิดทุกวัน เวลา 09.00 &#8211; 19.30 น. / โทร 0-2224-2142</p>
<hr />
<p style="text-align: center;">03</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>เตรียมสำรับอาหารและของไหว้ต้นตำรับกว้างตุ้งที่ร้านก้วงห่างเซ่ง</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5282.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF4307.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5273.jpg" /></p>
<p>ของไหว้และสำรับอาหารในวันตรุษจีนของคนจีนแต่ละเชื้อสายมีเอกลักษณ์และใช้วัตถุดิบที่ต่างกัน จะทำอาหารให้ถูกต้องตามสูตรของบรรพบุรุษและเป็นมงคลแก่ชีวิตในวันปีใหม่นั้นก็ต้องเลือกวัตถุดิบให้เหมาะสม ก้วงห่างเซ่งคือร้านชำสำหรับครัวจีนที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในตลาดเก่าเยาวราช จำหน่ายวัตถุดิบอาหารตำรับกว้างตุ้ง เจ้าของร้านซึ่งเป็นลูกหลานชาวจีนกวางตุ้งบอกว่าร้านเปิดมาตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลไทยจะเริ่มให้มีการจดทะเบียนการค้าใน พ.ศ. 2489 รับประกันความเชี่ยวชาญเรื่องครัวจีนที่สืบต่อกันมากว่าร้อยปี ที่นี่มีวัตถุดิบทำอาหารจีนให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกุนเชียงสูตรกวางตุ้ง สาหร่ายเส้นผม หอยนางรมสดตากแห้ง ของหวานสำหรับไหว้ 8 อย่าง หรือแม้แต่เครื่องครัวจีนคุณภาพสูงที่นำเข้ามาจากฮ่องกง รับรองว่าของเหล่านี้หาไม่ได้ในห้างสรรพสินค้าอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>ก้วงห่างเซ่ง </strong>เปิดทุกวัน เวลา 08.00 &#8211; 18.00 น. / โทร 0-2224-5241</p>
<hr />
<p style="text-align: center;">04</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรกระดาษที่ร้านนิวซำเอี๊ยะ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P6215967.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P6215971.jpg" /></p>
<p>ตึกแถวเล็กๆ ในซอยแปลงนามที่แน่นขนัดไปด้วยห่อกระดาษสูงหลายชั้นจนเกือบถึงเพดาน พื้นที่ในร้านมีจำกัดและถูกแบ่งให้กระดาษไปหมดแล้ว ภายในร้านนิวซำเอี๊ยะจึงมีพื้นที่เพียงพอแค่สำหรับพนักงาน 1 คนเพื่อทำหน้าที่ในการค้นหากระดาษตามความต้องการของลูกค้า จากประสบการณ์ในการทำงานที่นี่กว่า 16 ปี ไม่ว่าจะเก็บกระดาษไว้ตรงไหนก็หาเจอ ร้านนี้เปิดกิจการมานานกว่าร้อยปี สืบทอดมากันถึงรุ่นที่ 3 ในปัจจุบัน ตึกแถวห้องนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เคยเป็นบ้านเก่าของข้าราชการ เสาต้นหนึ่งที่หน้าร้านยังคงมีตราประทับจากสมัยก่อนจารึกไว้อยู่ นอกจากความแน่นของกระดาษยังมีความนานมาการันตีความเก๋า แม้ว่าความต้องการใช้กระดาษจะน้อยลงกว่าแต่ก่อน แต่นิวซำเอี๊ยะก็ยังมีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะร้านเบเกอรี่และร้านขายกระดาษจีนที่ฝากตัวเป็นลูกค้าขาประจำมาเนิ่นนาน ถ้าผ่านไปแถวซอยแปลงนามก็ลองแวะมาดูให้เห็นกับตานะว่าของจริงแน่นขนาดไหน</p>
<p><strong>นิวซำเอี๊ยะ </strong>เปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.00 &#8211; 17.00 น. / โทร 0-2222-9680, 0-2623-0438</p>
<hr />
<p style="text-align: center;">05</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ชิมกุนเชียงสูตรกวางตุ้งที่อร่อยจนภัตตาคารเลือกใช้ที่ร้านตั้งกวงคี่เฮียง </strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P6216014.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P6215992.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P6216003.jpg" /></p>
<p>ใครมองหาของอร่อยก่อนกลับบ้าน ลองแวะไปที่ตึกแถวหนึ่งคูหาบนถนนเยาวราช ซึ่งมีตู้ไม้โบราณสีน้ำตาลบรรจุกุนเชียงสีแดงเข้มห้อยระย้าคล้ายโมบายต่อเป็นชั้นๆ อย่างโดดเด่นอยู่ข้างกัน ที่นี่คือ ตั้งกวงคี่เฮียง เจ้าของกุนเชียงสูตรกวางตุ้งที่เชฟระดับภัตตาคารเลือกไปทำข้าวอบกุนเชียง ด้วยเอกลักษณ์รสชาติหวานน้อยผสมเค็มหน่อยๆ จึงนิยมนำไปหุงกับข้าวพร้อมผสมเหล้าจีนอีกนิดเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม รอเวลาสุกจะได้ข้าวอบกุนเชียงรสดีกลิ่นหอมมารับประทาน ไม่แนะนำให้เอาไปทอดเพราะเนื้อกุนเชียงจะแข็งและไม่อร่อย ทางที่ดีควรเอาไปนึ่งหรืออบจะเหมาะกว่า ที่สำคัญ กุนเชียงร้านนี้ไม่ผสมแป้งและมีให้เลือกหลายแบบทั้งหมู ตับหมู ตับเป็ด และเป็ดแผ่น คนชอบกุนเชียงผ่านมาแถวเยาวราชก็มองหาร้านที่มีตู้ไม้อยู่ด้านหน้าแล้วแวะเข้ามาซื้อหาไปลิ้มลองกันได้เลย</p>
<p><strong>ตั้งกวงคี่เฮียง</strong> เปิดทุกวันตั้งแต่ 07.00 &#8211; 19.00 / โทร 0-2224-7065</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-17/">ตะลุย 5 ร้านห้ามพลาดในเยาวราชรับตรุษจีน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/soi-17/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​Artist + Run Gallery : แกลเลอรี่ที่บริหารด้วยความคิดและมุมมองแบบศิลปิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-18/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-18/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภัทรียา พัวพงศกร]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Nov 2016 06:21:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[artist+run gallery]]></category>
		<category><![CDATA[artist]]></category>
		<category><![CDATA[rebirth of the cool]]></category>
		<category><![CDATA[ซอยนราธิวาส]]></category>
		<category><![CDATA[gallery ver]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[abstract]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[contemporary art]]></category>
		<category><![CDATA[art]]></category>
		<category><![CDATA[อังกฤษ อัจฉริยโสภณ]]></category>
		<category><![CDATA[Tentacles]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-18/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชุมชนศิลปะในซอยนราธิวาส 22 เข้มแข็งขึ้นอีกขั้น เมื่อ อั๋น-อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปินหนุ่มเจ้าของ Angkrit Gallery จากเชียงรายก้าวมาเปิดแกลเลอรี่ใหม่ที่กรุงเทพฯ นอกจากผลงานที่คุ้นตาแฟน a day อย่าง พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชบนปก a day ฉบับในหลวงรัชกาลที่ 9 อั๋นยังสวมหมวกคิวเรเตอร์อยู่บ่อยครั้ง (ในรอบ 3 เดือนนี้เขาทำงานคิวเรเตอร์ให้ศิลปินถึง 9 งาน!) ตอนนี้เขากำลังรับบทบาทเจ้าของแกลเลอรี่แห่งใหม่ Artist+Run Gallery เปิดตัวด้วย นิทรรศการ Rebirth of the COOL by Thaiwijit Puengkasemsomboon ของศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง มอ-ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นงานแสดงเดี่ยวที่กรุงเทพฯ ครั้งแรกในรอบ 12 ปี เราเลยใช้โอกาสนี้พูดคุยกับอั๋นเรื่องความตั้งใจเบื้องหลังพื้นที่ศิลปะใหม่เอี่ยม &#160; นักสะสมพลังชีวิต &#8220;เราอยากเปิดแกลเลอรี่มานานแล้ว เพราะเราชอบดูงานศิลปะมาก เราเคยไปแบ็กแพ็กที่ยุโรปคนเดียว เราไม่เที่ยวที่อื่นเลยนอกจากพิพิธภัณฑ์ เราชอบศิลปะ ชอบคุยกับศิลปิน ชอบไปสตูดิโอ เรามีข้อมูลศิลปินมากมายในหัว เราเป็นอาร์ตติสนะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-18/">​Artist + Run Gallery : แกลเลอรี่ที่บริหารด้วยความคิดและมุมมองแบบศิลปิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ชุมชนศิลปะในซอยนราธิวาส 22 เข้มแข็งขึ้นอีกขั้น เมื่อ <strong style="background-color: initial;">อั๋น-อังกฤษ อัจฉริยโสภณ</strong> ศิลปินหนุ่มเจ้าของ Angkrit Gallery จากเชียงรายก้าวมาเปิดแกลเลอรี่ใหม่ที่กรุงเทพฯ นอกจากผลงานที่คุ้นตาแฟน a day อย่าง พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชบนปก a day ฉบับในหลวงรัชกาลที่ 9 อั๋นยังสวมหมวกคิวเรเตอร์อยู่บ่อยครั้ง (ในรอบ 3 เดือนนี้เขาทำงานคิวเรเตอร์ให้ศิลปินถึง 9 งาน!) ตอนนี้เขากำลังรับบทบาทเจ้าของแกลเลอรี่แห่งใหม่ Artist+Run Gallery เปิดตัวด้วย <span style="background-color: initial;">นิทรรศการ<a href="https://www.facebook.com/events/1590618671242481/"> Rebirth of the COOL by Thaiwijit Puengkasemsomboon</a> ของศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง มอ-ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นงานแสดงเดี่ยวที่กรุงเทพฯ ครั้งแรกในรอบ 12 ปี เราเลยใช้โอกาสนี้พูดคุยกับอั๋นเรื่องความตั้งใจเบื้องหลังพื้นที่ศิลปะใหม่เอี่ยม</span></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/PB1868791.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>นักสะสมพลังชีวิต<br />
</strong>&#8220;เราอยากเปิดแกลเลอรี่มานานแล้ว เพราะเราชอบดูงานศิลปะมาก เราเคยไปแบ็กแพ็กที่ยุโรปคนเดียว เราไม่เที่ยวที่อื่นเลยนอกจากพิพิธภัณฑ์ เราชอบศิลปะ ชอบคุยกับศิลปิน ชอบไปสตูดิโอ เรามีข้อมูลศิลปินมากมายในหัว เราเป็นอาร์ตติสนะ งานศิลปะเราก็สร้าง แต่งานคนอื่นก็ชอบ งานหลายคน inspire เรา ทั้งศิลปินเก่าและเด็กรุ่นใหม่ เราดูงานศิลปะแล้วได้พลังงานชีวิต เพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบจริงๆ ข้อมูลศิลปินที่เรามีทำให้เราตกกระไดพลอยโจนได้รับเชิญให้เป็นคิวเรเตอร์หลายครั้ง&#8221;</p>
<p><strong> ก้าวแรกที่เชียงราย </strong>&#8220;จุดเริ่มต้นที่ทำอังกฤษแกลเลอรี่ที่เชียงรายคือเราชอบงาน <strong>อุเทน มหามิตร</strong> มากทั้งงานเขียนและงานวาดรูป แต่เขาเป็นมนุษย์เก็บตัวเงียบ เรามีร้านขายเกาเหลา (ร้านเกาเหลา เจ๊สหรส) อยู่แล้ว เลยทำชั้นบนของร้านเป็นแกลเลอรี่แสดงงานให้เขา นอกจากอุเทนก็มีคนอีกเยอะที่งานดีแต่คนยังไม่เห็น เราก็อยากโปรโมต เปิดพื้นที่ให้ศิลปินเอางานมาแสดง เขาจะได้มีแรงใจทำงานต่อ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินเลยนะ เราไม่ได้คิดจะทำเป็นอาชีพเลย เพราะเรามีอาชีพขายเกาเหลา และมีความสุขกับการทำงานของตัวเอง ศิลปินช่วงแรกๆ โนเนมหมดเลย ตอนนี้ดังไปหลายคน เช่น มิตร ใจอินทร์ แสดงงานครั้งแรกกับเรา ตอนนี้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติไปแล้ว แกลเลอรี่เราเป็น non-profit โดยธรรมชาติ คือไม่ได้ตั้งใจจะไม่แสวงหากำไรนะ แต่ว่าขายไม่ได้ (หัวเราะ) โปรโมตไม่เป็น ไม่มีคนซื้องานเลย แต่เราชอบ ก็เลยทำมาเรื่อยๆ&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/PB1869192.jpg" /></p>
<p><strong>ก้าวใหม่ที่บางกอก<br />
</strong>&#8220;กลางปีที่ผ่านมาเราได้รับเชิญไปร่วมแสดงงานกับโฮเทลอาร์ตแฟร์ ปรากฏว่าขายงานได้ มีคนถามเยอะมากว่าจะไปดูงานเราได้ที่ไหน เชียงรายมันไกลไป เลยอยากทำโชวร์รูมโชว์งานของเราที่กรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน เต้ที่เป็นผู้จัดการ Gallery Ver ก็ถามว่าอยากมาใช้พื้นที่ตรงนี้ไหม ตรงนี้มีแกเลอรี่อยู่แล้ว คือ Gallery Ver, Tentacles และ Cartel มีที่จอดรถและไม่ไกลมาก ประจวบเหมาะกับเรามีศิลปินที่เราอยากพรีเซนต์อีกเยอะ เราก็เลยตอบตกลงเช่าพื้นที่ ตกแต่งใหม่เป็นแกลเลอรี่ ทำเหมือนที่เชียงราย แต่คราวนี้ตั้งใจทำจริงจัง เอาให้อยู่รอดทางธุรกิจ ตอนแรกจะตั้งชื่อว่า Angkrit Gallery Bangkok เพื่อรักษายี่ห้อเดิมของเราไว้ แต่มีหลายคนสงสัยว่าเราทำอะไรกันแน่ จะเป็นอาร์ตติสหรือทำแกเลอรี่ เราก็ตอบไปว่า เป็นอาร์ตติสนี่แหละ แต่ว่าเป็นอาร์ตติสที่รันแกเลอรี่ บังเอิญช่วงปีที่ผ่านมาเราก็ชอบ run (วิ่ง) ด้วย เลยตั้งชื่อแกลเลอรี่ว่า Artist+Run&#8221;</p>
<p><strong>พิสูจน์สายตาอาร์ตติส<br />
</strong>&#8220;ชื่อ Artist+Run ก็บอกแล้วว่าเราไม่ใช่อาร์ตดีลเลอร์ หรือคนขายงานศิลปะ เราเป็นอาร์ตติส ที่ผ่านมาเราว่าเราเลือกงานได้ดีนะ แต่ขายไม่ได้ พองานนี้ไปอยู่กับคนอื่นกลับขายได้ เราก็คาใจว่า เราอธิบายงานได้ดีนะเว้ย ทำไมไม่ประสบความสำเร็จเรื่องขายงานให้ศิลปินวะ ช่วงนี้พอมาทำงานคิวเรเตอร์ที่กรุงเทพฯ แล้วเริ่มมีงานที่ขายได้ เราก็คิดว่า น่าจะถึงคราวของเราบ้าง อยากลองพรีเซนต์งานในแบบที่เราชอบ แล้วดูซิว่าจะขายได้มั้ย งานที่เราชอบจริงๆ อาจจะไม่ใช่งานที่ตลาดชอบก็ได้ เราตั้งใจว่าจะไม่ประนีประนอมในการเลือกงาน เพราะเราไม่ค่อยมีอะไรจะเสีย กะว่าทุบหม้อข้าว สัญญาเช่า 3 ปี ก็วัดกัน ถ้าขายได้ก็รอด ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้พิสูจน์แล้ว&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/PB186883.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/PB1868601.jpg" /></p>
<p><strong style="background-color: initial;">ไวยากรณ์ใหม่ในวงการ<br />
</strong>&#8220;เราว่าเราเหมือนพจน์ อานนท์ ตรงที่เห็นอะไรที่คนอื่นเขาไม่ค่อยดูกัน พจน์ อานนท์ดันใครแล้วคนนั้นดัง เราว่าเขาก็ฟินนะ ไม่เกี่ยวกับเงิน เวลาเราหางานดีๆ มาโชว์แล้วคนชอบ มันเป็นความฟินส่วนตัว เราก็อยากฟินบ่อยๆ ชอบหาศิลปินใหม่ๆ มาแสดงงาน เราเจองานดีๆ ตลอด ไม่รู้ทำไม เป็นชื่อเสียงของเราเลยนะ ว่ามึงไปเจอมาได้ยังไง คือเราชอบดู ชอบอ่าน ถ้าชอบงานใครแล้วเราก็มักจะดั้นด้นไปเจอตัว ไปคุยกับเขา</p>
<p>&#8220;เราชอบงานหลากหลายแนว จุดร่วมกันคือ เราชอบงานที่เราไม่เข้าใจ งานไหนที่เราดูปุ๊บแล้วเข้าใจเลย เราจะไม่ชอบ เพราะแสดงว่ามันใช้ไวยากรณ์เก่าๆ ส่วนงานที่แวบแรกดูแล้วไม่ชอบ กลับบ้านมาแล้วยังค้างคาต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเพื่อจะเข้าใจมัน จะมี 2 แบบ แบบแรกไม่ชอบแล้วทิ้งไปเลย อีกแบบคือมันจะดีในตอนท้ายทุกที เราอยากให้คนอื่นได้เห็นงานเจ๋งๆ พวกนี้ มันเป็นแพสชันล้วนๆ เหมือนเราไปดูหนังดีแล้วมาชวนเพื่อน หนังสือเล่มนี้ดีอยากบอกต่อ ความรู้สึกเดียวกัน แต่งานอาร์ตมันอาจจะฟังดูเข้าใจยากเพราะมันอยู่ในวงการแคบๆ&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/PB186861.jpg" /></p>
<p><strong>เปิดพื้นที่สร้างสรรค์<br />
</strong>&#8220;งานที่เชียงรายเป็นการทดลองซะเยอะ แต่ที่นี่เรารักษาความปลอดภัยของเราด้วยการเปิดตัวด้วยศิลปินที่มีชื่อเสียง เช่น พี่มอ แต่ก็ไม่ใช่งานทั่วไปของเขา เราชอบงานเก่าๆ ของพี่มอมาก สีสวยมาก แต่งานยุคใหม่ๆ (ที่เอามาแสดง) ตอนแรกเราไม่ชอบเลยนะ อะไรวะเนี่ย ยากไปรึเปล่า กระสอบ ผ้าขี้ริ้ว แต่พอผ่านมาแล้วเราเริ่มเข้าใจว่าศิลปินทำอะไร เรารู้สึกว่าเจ๋งมาก อยากให้คนอื่นได้เห็น สำหรับคนมีอายุที่มีชื่อเสียงแล้วอย่างพี่มอ เขาจะทำแบบนี้ทำไม แต่มันแสดงพลังงานที่แท้จริงภายในของเขา มันยิ่งใหญ่แล้วก็สนุกมาก เราชอบมาก หลังจากนี้จะเป็นกรุ๊ปโชว์งาน abstract ราวเดือนกุมภาฯ ประมาณ 10 คน บางคนเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว หลายคนอาจจะไม่มีใครรู้จักมาก่อน เราอยากจะแนะนำว่า Artist+Run จะทำงานกับศิลปินเหล่านี้&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/PB186907.jpg" /></p>
<p><em>งานที่เราชอบจริงๆ อาจจะไม่ใช่งานที่ตลาดชอบก็ได้<br />
แต่เราตั้งใจนะว่าจะไม่ประนีประนอม เพราะเราไม่ค่อยมีอะไรจะเสีย กะว่าทุบหม้อข้าว<br />
ไม่รู้จะประนีประนอมทำไม เพราะยังไงถ้าไม่ทำแกลเลอรี่ที่กรุงเทพ<br />
เราก็กลับไปขายเกาเหลาอยู่ดี เพราะฉะนั้นอยากทำงานที่ท้าทายตัวเองเช่นงานนี้<br />
</em></p>
<h3></h3>
<h3>Artist+Run Gallery</h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> แกลเลอรี่<br />
<strong>คอนเซปต์:</strong> <span style="font-weight: normal;">แกลเลอรี่ที่เลือกงานด้วยสายตาศิลปิน<br />
</span><strong>เจ้าของ:</strong> <span style="font-weight: normal;">อั๋น-อังกฤษ อัจฉริยโสภณ (40 ปี)<br />
</span><strong>Facebook: </strong><a href="https://www.facebook.com/artistrungallery2016/?fref=ts">Artist+Run Gallery</a></p>
<p><em><strong><br />
ภาพ:</strong> ช่อไพลิน ไพรบึง</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-18/">​Artist + Run Gallery : แกลเลอรี่ที่บริหารด้วยความคิดและมุมมองแบบศิลปิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-18/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มายาฤทธิ์ : แหวกม่านคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังโรงละครสำหรับเด็กและเยาวชนแห่งแรกของไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-20/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-20/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Sep 2016 02:24:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[แดนสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[ละครเวที]]></category>
		<category><![CDATA[มายาฤทธิ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-20/</guid>

					<description><![CDATA[<p>คล้ายค้นพบดินแดนมหัศจรรย์-เรารู้สึกอย่างนั้นเมื่อเดินขึ้นบันไดของตึก JJ OUTLET แล้วพบโรงละครซึ่งมีเหล่านักแสดงอาสากำลังขะมักเขม้นฝึกซ้อมซ่อนตัวอยู่ มายาฤทธิ์คือโรงละครสำหรับเด็กและเยาวชนแห่งแรกของไทย ก่อตั้งโดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อว่า สถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (หลายคนอาจรู้จักสถาบันนี้ในชื่อกลุ่มละครมายา) พื้นที่สร้างสรรค์แห่งนี้เป็นโรงละครกะทัดรัด ขับเคลื่อนด้วยแรงกายแรงใจของอาสาสมัครและเม็ดเงินจากผู้ชม แม้อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ก็ยืนระยะมาได้เกือบ 2 ปี มีหลายครอบครัวติดใจละครสนุกคุณภาพคับเวทีจนสมัครเป็นแฟนประจำ เรื่องล่าสุดที่เพิ่งเล่นจบไปคือ ชีวิตรุ่งเรืองด้วยปัญญา Aesop&#8217;s Timeless Wisdom Cabaret ที่เอานิทานอีสป 9 เรื่อง เช่น ราชสีห์กับหนู หมากับเงา มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยมากขึ้น แล้วนำเสนอในรูปแบบน่าสนุกอย่างคาบาเร่ต์ สมศักดิ์ กัณหา ผู้อำนวยการโรงละครรอเราอยู่ที่ด้านหน้า เรานั่งลงพูดคุยกับเขาถึงจุดเริ่มต้นของมายาฤทธิ์และอีกหลากหลายคำถามรอบจักรวาลของละครเวทีสำหรับเด็ก เป็นบทสนทนาที่เรารู้สึกได้ว่ามีพลังงานดีๆ อัดแน่น เชิญพบกับมายาฤทธิ์และโลกของละครเวทีเด็กได้ตั้งแต่บรรทัดถัดจากนี้ไป โรงละครแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นได้ยังไง มายาฤทธิ์เป็นแผนงานของสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาหรือกลุ่มละครมายา ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชนโดยใช้สื่อละคร เราตระหนักถึงพลังของการใช้ละครในฐานะสื่อที่มีประสิทธิภาพในการให้ความรู้ และมันไม่ได้ให้แค่ความรู้อย่างเดียว แต่ให้ทั้งข้อมูล อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งจะก่อรูปเป็นทัศนคติ ขณะเดียวกัน ตัวละครเองก็พัฒนาความคิดสร้างสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ สร้างจินตนาการให้กับเด็กๆ ด้วย ละครที่เราทำมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ละครเร่ เล่นในสลัม ในชุมชน หรือละครเวที ฯลฯ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-20/">มายาฤทธิ์ : แหวกม่านคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังโรงละครสำหรับเด็กและเยาวชนแห่งแรกของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คล้ายค้นพบดินแดนมหัศจรรย์-เรารู้สึกอย่างนั้นเมื่อเดินขึ้นบันไดของตึก JJ OUTLET แล้วพบโรงละครซึ่งมีเหล่านักแสดงอาสากำลังขะมักเขม้นฝึกซ้อมซ่อนตัวอยู่</p>
<p>มายาฤทธิ์คือโรงละครสำหรับเด็กและเยาวชนแห่งแรกของไทย<br />
ก่อตั้งโดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อว่า สถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (หลายคนอาจรู้จักสถาบันนี้ในชื่อกลุ่มละครมายา)<br />
พื้นที่สร้างสรรค์แห่งนี้เป็นโรงละครกะทัดรัด ขับเคลื่อนด้วยแรงกายแรงใจของอาสาสมัครและเม็ดเงินจากผู้ชม<br />
แม้อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ก็ยืนระยะมาได้เกือบ 2 ปี มีหลายครอบครัวติดใจละครสนุกคุณภาพคับเวทีจนสมัครเป็นแฟนประจำ เรื่องล่าสุดที่เพิ่งเล่นจบไปคือ ชีวิตรุ่งเรืองด้วยปัญญา Aesop&#8217;s Timeless Wisdom Cabaret ที่เอานิทานอีสป 9 เรื่อง เช่น ราชสีห์กับหนู หมากับเงา มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยมากขึ้น แล้วนำเสนอในรูปแบบน่าสนุกอย่างคาบาเร่ต์</p>
<p><strong>สมศักดิ์ กัณหา</strong> ผู้อำนวยการโรงละครรอเราอยู่ที่ด้านหน้า<br />
เรานั่งลงพูดคุยกับเขาถึงจุดเริ่มต้นของมายาฤทธิ์และอีกหลากหลายคำถามรอบจักรวาลของละครเวทีสำหรับเด็ก<br />
เป็นบทสนทนาที่เรารู้สึกได้ว่ามีพลังงานดีๆ อัดแน่น</p>
<p>เชิญพบกับมายาฤทธิ์และโลกของละครเวทีเด็กได้ตั้งแต่บรรทัดถัดจากนี้ไป</p>
<p><strong>โรงละครแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นได้ยังไง<br />
</strong>มายาฤทธิ์เป็นแผนงานของสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาหรือกลุ่มละครมายา<br />
ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชนโดยใช้สื่อละคร<br />
เราตระหนักถึงพลังของการใช้ละครในฐานะสื่อที่มีประสิทธิภาพในการให้ความรู้ และมันไม่ได้ให้แค่ความรู้อย่างเดียว<br />
แต่ให้ทั้งข้อมูล อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งจะก่อรูปเป็นทัศนคติ ขณะเดียวกัน<br />
ตัวละครเองก็พัฒนาความคิดสร้างสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ<br />
สร้างจินตนาการให้กับเด็กๆ ด้วย ละครที่เราทำมีหลายรูปแบบ<br />
ตั้งแต่ละครเร่ เล่นในสลัม ในชุมชน หรือละครเวที ฯลฯ ที่จริงเราเคยมีโรงละครชื่อมายาบ็อกซ์<br />
อยู่แถวลาดพร้าว 71 เมื่อ 20 ปีก่อน แต่มันเล็กมาก พอมีทุนหน่อยนึง<br />
เราเลยขยับขยายมาที่นี่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่จริงแล้วทำละครน่าจะเล่นที่ไหนก็ได้<br />
ทำไมต้องมีโรงละครของตัวเองด้วย<br />
</strong>มันเป็นที่เพาะบ่ม<br />
เพราะละครเวทีต้องฝึกซ้อม ถ้าคุณไปเช่าที่อื่นก็ต้องเช่าเวลาปกติ<br />
แล้วเราจะเอาเวลาไหนไปทำ เพราะเราเองต้องทำงานด้วย หรือนักแสดงที่เรียนหมออยู่<br />
เลิกเรียนปุ๊บ บึ่งมาจากธรรมศาสตร์กัน มาซ้อมถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง ถ้าซ้อมทั้งวันมันก็เป็นไปไม่ได้<br />
ที่อื่นไม่เปิดโอกาสให้เราอยู่แล้ว หรือถึงเปิดโอกาส คิดดูว่าค่าเช่าจะมหาศาลขนาดไหน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/maya-1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/maya-31.jpg" /></p>
<p><strong>แล้วทำไมต้องทำเป็นโรงละครสำหรับเด็ก<br />
</strong>เราเห็นปัญหานึงว่าเยาวชนไม่มีนันทนาการสร้างสรรค์หรืออาร์ตสเปซสำหรับเด็กเลย<br />
ซึ่งผู้ใหญ่เองก็ไม่มีอยู่แล้ว (หัวเราะ) ทีนี้ถ้าคุณจะพัฒนาประเทศไป<br />
ขณะที่ประเทศกำลังย่ำแย่ขนาดนี้ เด็กเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ถ้าคุณไม่ดูแลเขาวันนี้<br />
คุณจะไปดูแลเขาตอนไหน วันนี้คือวันของเขา สถาบันที่ดูแลเด็กคืออะไร โรงเรียนเหรอ<br />
เด็กอยู่ในโรงเรียน 200 วัน มันจะพอเหรอ การเรียนรู้ของคนเรามีสองอย่าง เรียนรู้ตามระบบ<br />
กับเรียนรู้นอกระบบตามอัธยาศัย ละครเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้นอกระบบตามอัธยาศัย<br />
เราก็เห็นความจำเป็น อีกอย่างคือในแง่ของการรณรงค์ ในแง่เชิงสัญลักษณ์มันก็จำเป็น<br />
เพราะคุณต้องบอกกับสังคมว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีโรงละครสำหรับเด็ก เหมือนที่ต้องมีร้านหนังสือ<br />
มีพิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก เราก็เลยคิดว่าเอาล่ะ ทำได้แค่ไหนก็ทำแหละ เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง<br />
เพราะคิดว่ามันไม่ใช่ธุรกิจ อย่างมากก็ขาดทุน ก็กลับไปที่เดิมที่เราอยู่<br />
ใครอยู่ที่ไหนก็กระจายกันไป คิดแค่นั้น</p>
<p><strong>ละครเวทีสำหรับเด็กต่างจากละครผู้ใหญ่ไหม<br />
</strong>จริงๆ โดยกระบวนการนี่ไม่ต่างเลย<br />
แต่ละครเด็กสำหรับเราจะเล่าเรื่องประณีตมากขึ้น<br />
การใช้ภาษาที่ต้องคำนึงถึงผู้รับสารของเรามากๆ เพราะเด็กที่มาดูมีทั้งเด็กอนุบาล 3<br />
ขวบ จนถึงผู้ใหญ่เลย เพราะงั้นภาษาที่ใช้ในละครจะเป็นภาษาที่สละสลวย เราคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของคนทำงานที่ต้องประณีตกับงานมาก<br />
อีกจุดที่แตกต่างคือมีสปอนเซอร์ได้ แต่ต้องมีแบบที่เขาเข้าใจธรรมชาติของเรา<br />
อาจจะมีปรากฏในสูจิบัตร แต่ไม่ใช่เอาของมาแจก หรือวางให้เด็กบนเวที<br />
คุณจะเอาสินค้าไปวางในเวทีให้เด็กเห็นได้ยังไง เป็นไปไม่ได้หรอก<br />
ประเทศที่เจริญแล้วนี่ไม่มีทางเลย เพราะว่าเด็กต้องได้รับการพิทักษ์<br />
เมื่อเด็กพร้อม เขาตัดสินใจเลือกได้ มันง่ายมากที่จะเอาตัวแบรนด์สินค้าไปติด<br />
แต่ทำไม่ได้ คนทำก็ไม่แฮปปี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แล้วโรงละครสำหรับเด็กต้องมีอะไรต่างจากของผู้ใหญ่มั้ย<br />
</strong>ความแตกต่างอย่างนึงคือละครสำหรับเด็ก<br />
ถ้ามันไกล เสียงต้องผ่านไมค์ มันจะไม่เห็นแววตา ไม่เห็นน้ำเสียงของนักแสดงใกล้ๆ<br />
ละครเด็กต้องมีสิ่งที่เรียกว่าความใกล้ชิด เพราะเด็กเขารู้สึกได้ เวลาเด็กเขามาดู<br />
เขาอินมาก ถ้าเรามีเงินมากกว่านี้ ก็อาจจะทำโรงใหญ่กว่านี้หน่อยนึง แต่ก็ยังเน้นให้ใกล้กันอยู่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/maya-5.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เลือกยังไงว่าจะหยิบเรื่องนี้มาแสดงเป็นละครให้เด็กดู<br />
</strong>สิ่งสำคัญที่เราคิดถึงคือต้องเป็นเรื่องที่ดี<br />
เป็นเรื่องที่ให้ความหวัง ให้แรงบันดาลใจ ปลูกปัญญาเด็ก อย่างเรื่องแรกเราเปิดด้วย มุกหนอก (Mugnog Kinder!) เป็นละครเวทีสำหรับเด็กจากเยอรมัน<br />
เป็นละครการเมืองสำหรับเด็กที่พูดถึงเรื่องสิทธิเด็ก<br />
ความยาวสองชั่วโมงครึ่ง แต่เด็กสนุกสนานมาก ตอนแสดงมีอยู่รอบนึง อาจารย์เสกสรรค์<br />
ประเสริฐกุลมาดูคนเดียว ที่เหลือเป็นเด็กอนุบาลหมดเลย เพราะจริงๆ ละครเรื่องนี้เล่นมาตั้งแต่ประมาณช่วงปี<br />
2521 เป็นละครเวทีที่โด่งดังเรื่องนึงแล้วก็เป็นละครคลาสสิกของโลก</p>
<p><strong>ไม่กลัวว่าเล่นเรื่องยากแล้วเด็กจะดูไม่รู้เรื่องเหรอ<br />
</strong>เด็กไม่รู้หรอกว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไร<br />
แต่ในเรื่องมีฉากที่เด็กถูกผู้ใหญ่แย่งของรักไป เด็กรู้แต่ว่าเขาถูกแย่งของ<br />
การรู้สึกได้ รู้สึกเสีย เป็นความรู้สึกที่แรงมาก เขาไม่รู้ว่าสิทธิเด็กคืออะไร<br />
แต่เมื่อคุณโดนคนแย่งของ คุณก็ต้องต่อสู้ ผมมองว่าละครเวทีสำหรับเด็กมันต้อง over learning มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเรื่องยากหรือไม่ยาก<br />
แต่อยู่ที่เราจะใช้ช่องทางสื่อสารยังให้เด็กเข้าใจ รู้สึกไปกับมัน ผ่านภาพ<br />
ผ่านเพลง ผ่านการแสดง การตีความ ซึ่งแน่นอน ก็ยังยากอยู่ดี เพราะเรายืนยันว่าทำละครยาก<br />
ผู้ใหญ่ดูก็ยาก แต่เราไม่ต้องคิดแทนเด็ก ให้เด็กเขาดูเถอะ ถ้าเขาไม่ชอบ<br />
เขาก็ไม่ชอบเองแหละ แต่ละครต้องพาเด็กไปไกลกว่านั้น ตัวละครพูดว่ากำลังจะตายก็ได้<br />
แต่ตัวละครอาจจะบอกว่าฉันกำลังจะไปบ้านแห่งความตาย<br />
ความตายเป็นเพื่อนของความหลับใหลไม่ใช่หรือ ภาษามันก็สวยกว่า ซึ่งเด็กอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด<br />
แต่อย่างความตายก็คล้ายๆ ความหลับ ฉากในเรื่อง Happy Prince ที่นกนางแอ่นจะตาย<br />
พอนกพูดอย่างนี้ เด็กร้องห่มร้องไห้กัน เขารู้แหละว่ามันจะต้องตาย ผมว่าเราต้องให้อะไรที่ยากๆ<br />
กับเด็ก ต้องท้าทายเด็ก ไม่ใช่ให้อะไรที่มันง่าย<br />
ถ้ามันง่ายเพราะมันประณีตมากจนดูง่ายน่ะใช่ แต่อยู่ภายใต้วิธีคิดที่เข้มข้นที่สุด<br />
งานเด็กน่ะต้องแบบนั้นเลย</p>
<p>เรามีความเชื่อชุดนึงคือไม่คิดว่าเด็กเป็นสัตว์โลกที่อ่อนแอ<br />
เราคิดว่าเด็กเป็นบุคคล ไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ ด้วยนะ เป็นบุคคลเทียบเท่าเรา<br />
เพียงแต่ว่าเขามาในรูปของเด็ก เพราะอย่างนั้น เวลาสื่อสารกับเขา เราไม่ได้ใช้วิธีการที่ซับซ้อนเลย<br />
ก็สื่อสารเหมือนกับเขาเป็นผู้ใหญ่ คุณมีสิทธิ์ มีหน้าที่ มีเสรีภาพ เด็กมาดูละครเรา นั่งดูด้วยความเต็มใจ ภูมิใจ<br />
มีที่นั่งสำหรับเขา ไม่เหมือนกับการนั่งตัก แค่นี้ก็สร้างความมั่นใจให้กับเด็กเยอะมาก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/maya-6.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/maya-7.jpg" /></p>
<p><strong>ละครเวทีเด็กต้องสั่งสอนมั้ย<br />
</strong>ผมเชื่อในละครความรู้<br />
อาจจะสอนตรงหรือสอนอ้อมก็ตาม แต่หนึ่งในสิ่งที่ละครก็คือ ความรู้ เพราะอย่างนั้นละครก็เลยจำเป็นต้องให้ความรู้ด้วย<br />
แต่ถามว่าสั่งสอนหรือเปล่า มันก็ไม่เชิงสั่งสอนนะ มันไม่ใช่การสอนว่าเธอต้องเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้<br />
ไม่มีใครบังคับใครได้อย่างนั้นหรอก เขาอาจจะเชื่อ ไม่เชื่อ อาจจะรัก ไม่รัก ได้หมด<br />
มันเป็น free choices สิ่งที่สำคัญคือ เราพยายามจะกระตุ้นให้เขาคิด การคิดเป็นเรื่องสำคัญ<br />
แต่บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ปลูกฝังได้ จะเรียกสั่งสอนหรือเปล่าก็ไม่รู้ เช่น อัตตาหิ<br />
อัตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน นี่เป็นทักษะที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด<br />
คุณจะเชื่อฟ้าเชื่อฝนเหรอ เมื่อมีปัญหาก็ต้องรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง<br />
มันเป็นความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด</p>
<p><strong>การทำละครเด็กเรื่องหนึ่งมีกระบวนการทำงานยังไง<br />
</strong>ก็เริ่มจากเรื่องก่อน<br />
อาจจะมีผู้กำกับสนใจเรื่องนี้ เอาประเด็นนี้มาคุยกัน ซึ่งอาจจะมาจากตัวบทละครเด็กดั้งเดิมที่มีชื่อเสียง<br />
วรรณกรรมเด็กที่เป็นตัววรรณกรรมจริงๆ บางเรื่องก็เป็นหนังสือภาพ ไม่มีคำ เวลาทำบท<br />
คุณก็ต้องประมวลภาพ แล้วก็แปลภาษาบางอย่างซึ่งไม่ได้เขียนแต่ภาพกำหนดมา<br />
หรือบางทีก็ต้องพัฒนาบทละครต้นฉบับขึ้นมาเลย แต่มันต้องเริ่มที่ผู้กำกับก่อน<br />
ต้องมีแรงบันดาลใจ ต้องมีแพสชัน รู้สึกกับเรื่องนี้<br />
มองเห็นประเด็นที่จะขับเคลื่อนได้ แล้วก็โน้มน้าวให้ทุกคนเห็น พอเลือกเรื่องเสร็จ<br />
ก็เป็นหน้าที่ของผู้กำกับที่จะต้องไปสร้าง เชื่อมโยงกับประสบการณ์บางอย่าง<br />
ความรู้สึก ความสะเทือนใจที่เขารู้สึก แล้วก็แปลงทั้งหมดนี้ให้กลายเป็นโปรดักชัน<br />
ดีไซน์ คุยกับดีไซเนอร์ส่วนต่างๆ ว่าคอนเซปต์ชุดต้องการแบบนี้<br />
เมกอัพต้องการแบบนี้ เวทีต้องการแบบนี้<br />
ส่วนใหญ่ที่นี่ผู้กำกับทำบทเอง เพราะเราเป็นละครโรงเล็กก็ต้องทำให้เบ็ดเสร็จเลย<br />
คุณต้องการภาพอะไร ก็ทำบทอย่างนั้น ฝ่ายผลิตก็จะทำตามคุณ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/maya-8.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/maya-10.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/maya-111.jpg" /></p>
<p><strong>หาเงินทุนมาหล่อเลี้ยงสิ่งนี้ได้ยังไง<br />
</strong>รายได้ตอนนี้คือค่าตั๋วอย่างเดียว<br />
ซึ่งทีมงานที่นี่ไม่มีใครได้ค่าตอบแทนเลย รายได้ทั้งหมดคือแค่ครอบคลุมค่าสถานที่<br />
ค่าผลิต ค่าไฟ แล้วก็ค่าแอร์เท่านั้น โชคดีที่ผู้ปกครองมาดูแล้วบอกต่อ<br />
เราไม่มีสื่อประชาสัมพันธ์เลยนะครับ ไม่มีแมสมีเดียช่วยเลย เป็นสื่อโซเชียลมีเดียหมด<br />
เป็นการบอกต่อกัน ถ้าลองมาดู จะเห็นเลยว่าเด็กที่มาดูนี่บอกต่อกันน่ะ<br />
เป็นเครือข่ายของครอบครัวที่เลี้ยงลูกประณีตมาก</p>
<p><strong>ผลตอบรับ</strong><strong>เป็นยังไงบ้าง<br />
</strong>ดีมาก<br />
ผู้ปกครองรักโรงละคร บางคนพาเด็กมาดู บินมาจากปัตตานี จากตรัง จากเชียงใหม่<br />
เด็กก็ชอบ มีผู้ปกครองบอกว่าสิ่งแรกที่ลูกทำตอนกลับไปบ้านคือเอาโปสเตอร์ไปติดที่หน้าห้องนอน<br />
แล้วก็ร้องเพลงนี้ตลอด จนต้องมาสั่งซื้อซีดีส่งกลับไปเลย พ่อแม่เขาสะท้อนมาด้วยว่าเด็กมีสมาธิเยอะขึ้น ลูกเขาเรียกร้องอยากดูละครแบบนี้<br />
เรื่องง่ายๆ ไม่ดู แล้วก็มันจะมีหนังสือให้เด็กไปอ่าน เด็กอ่านหนังสือกันเยอะ อ่านจบเป็นเล่มเลย<br />
แล้วถามว่าตอนนี้ไม่แสดงเหรอ พ่อแม่เขาก็จะถามว่ามีหนังสืออะไรแนะนำ<br />
มันก็นำไปสู่การอ่านด้วย</p>
<p><strong>เรื่องยากที่สุดที่เจอตั้งแต่ทำมายาฤทธิ์มาคืออะไร<br />
</strong>เรื่องประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องหนัก เราไม่ได้มีทีมประชาสัมพันธ์ที่มีศักยภาพเก่งกาจ<br />
แล้วเราก็มัวแต่ทำละคร บางทีก็ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ อีกเรื่องนึงคือเรื่องงบประมาณ ตอนนี้เราก็ยังจัดการให้มันอยู่ได้<br />
แต่ในระยะยาวคงจะอยู่ไม่ได้หรอก แต่ก็อาจจะอีกสักสองปี สามปี<br />
ตอนนั้นค่อยมาว่ากัน<br />
เพราะบุตรธิดาบู๊ลิ้มน่ะนะ ออกท่องยุทธจักรก็อย่าหวั่นกลัวอะไร (หัวเราะ)<br />
มาขนาดนี้แล้ว จะไปคิดอะไร ชีวิตก็เป็นเรื่องสมมติอยู่แล้ว<br />
ไม่ได้ก็กลับไปทำงานเดิม ปัจจุบันมันยังมีอนาคต ยังมีคนมา ยังอยู่ได้<br />
สิ่งที่เรากลัวมากกว่าคือพลังสร้างสรรค์จะหมด แต่เราก็เชื่อในเรื่องภาวะร่วมสร้างสรรค์จากการทำละครเวทีนะ คือการทำงานร่วมกันของหลายๆ ฝ่ายได้แบ่งปันความคิดกันโดยอยู่ภายใต้การตัดสินใจของผู้กำกับ ตราบใดที่ทุกคนร่วมสร้างสรรค์ ละครก็อยู่ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/maya-42.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คุณเอง</strong><strong>ได้อะไรจากการทำละครบ้าง<br />
</strong>เราได้ความสุข แล้วถ้าความสุขนี้มันจะทำให้คนอื่นได้เติบโต<br />
ได้อานิสงส์ของสิ่งที่เราทำ เราก็มีความสุข ซึ่งเราบอกไม่ได้หรอก มันไม่มีผลวิจัยที่บอกเป๊ะๆ<br />
แต่ที่เราทำละครผ่านมา 30 กว่าปี มีอาจารย์บางท่านมาดูละครเรา<br />
แล้วเล่าให้ฟังว่าเคยดูละครที่โรงละครที่เก่าแล้วชอบมาก เลยตัดสินใจเรียนละคร กลายเป็นอาจารย์สอนละคร<br />
มีเด็กหลายคนที่ดูละครเราแล้วมาเจอตอนโต บอกว่าเคยดูละครที่ไปเล่นในโรงเรียน<br />
มันเปลี่ยนชีวิตเขาในเรื่องการบริโภคอาหารกรุบกรอบ และผู้ชมก็ยังมาดูอย่างสม่ำเสมอ<br />
กลับไปแล้วก็ยังมาอีก แสดงว่าละครที่เราทำก็ต้องมีอะไรแหละนะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong>Facebook l </strong><a style="font-size: 1em; font-weight: bold;" href="https://www.facebook.com/mayariththeatre/?hc_ref=PAGES_TIMELINE&amp;fref=nf">Mayarith Theatre โรงละคร มายาฤทธิ์</a></p>
<p><strong><em>ภาพ</em></strong><em> ช่อไพลิน ไพรบึง</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-20/">มายาฤทธิ์ : แหวกม่านคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังโรงละครสำหรับเด็กและเยาวชนแห่งแรกของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-20/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Bangkok Bold  Cooking Studio : สตูดิโอสอนทำอาหารไทยที่น่าตื่นตาตื่นใจในตึกแถวเก่า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-11/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-11/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[แพรวนภางค์ กัปตัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Sep 2016 05:45:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Work]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[shop]]></category>
		<category><![CDATA[bangkok bold cooking studio]]></category>
		<category><![CDATA[cooking]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสอนทำอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-11/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในตึกแถวอายุนับร้อยปีริมถนนพระสุเมรุ ย่านพระนคร ที่ตกแต่งแบบยังคงความเก่าไว้ คือที่ตั้งของสตูดิโอสอนทำอาหารเล็กๆ ชื่อว่า Bangkok Bold Cooking Studio โรงเรียนแห่งนี้เป็นกิจการในฝันของหุ้นส่วน 3 คน คือ หน่อย-ช่อทิพย์ อวยพรชัยสกุล ตะปู-ปิยะ ชยาภัม และแอน-ศุภณัฐ คณารักษ์ พวกเขาเล่าว่าตั้งใจเปิดห้องเรียนสอนทำอาหารไทยแท้ที่สอนตั้งแต่การโขลกเครื่องแกง แต่ไม่ยึดติดกับกรอบแบบเดิมๆ ของคำว่าอาหารไทย เราจึงอยากชวนคุณมาชิมและชมกรรมวิธีปรุงความฝันของพวกเขาที่รสชาติแสนจะอร่อยกลมกล่อม จากการทำสู่การสอน ศุภณัฐ: “ย้อนไปราว 2 ปีก่อน เราทุกคนล้วนคลุกคลีและทำงานในวงการอาหารกันอยู่แล้ว อย่างเราเป็นเชฟโรงแรมมานานจนเริ่มเบื่อ เลยคิดอยากทดลองทำอะไรสนุกๆ ในแบบของเรา พอมาเจอกับเพื่อนๆ ที่มีความคิดตรงกัน เลยลงตัวเป็นการเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารไทย จุดเด่นของโรงเรียนนี้คือเราเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เรามั่นใจว่าเป็นตัวจริงและมืออาชีพในการทำอาหารไทย จุดเริ่มต้นของกิจการก็มาจากความชอบไม่ได้เริ่มต้นจากความคิดว่าทำยังไงธุรกิจถึงเติบโต เลยลงตัวที่สเกลเล็กๆ เอาตามกำลังที่เราดูแลได้ทั่วถึง เน้นการสอนแบบละเอียด” ช่อทิพย์: “ชื่อของโรงเรียนเป็นชื่อเดียวกับ Bangkok Bold บล็อกอาหารที่เรา หน่อย และตะปูตั้งกันมา คือเราได้ศึกษาเรื่องอาหารอย่างจริงจังและมีประสบการณ์ไปต่างประเทศบ่อยๆ เลยอยากเขียนเผยแพร่เกี่ยวกับอาหาร วัฒนธรรมการกิน พอตั้งโรงเรียนก็คิดว่าใช้ชื่อนี้ไปเลย” สถานที่ดี ทำเลเหมาะ ศุภณัฐ: [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-11/">Bangkok Bold  Cooking Studio : สตูดิโอสอนทำอาหารไทยที่น่าตื่นตาตื่นใจในตึกแถวเก่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในตึกแถวอายุนับร้อยปีริมถนนพระสุเมรุ ย่านพระนคร ที่ตกแต่งแบบยังคงความเก่าไว้<br />
คือที่ตั้งของสตูดิโอสอนทำอาหารเล็กๆ ชื่อว่า<br />
Bangkok Bold Cooking Studio โรงเรียนแห่งนี้เป็นกิจการในฝันของหุ้นส่วน<br />
3 คน คือ หน่อย-ช่อทิพย์<br />
อวยพรชัยสกุล ตะปู-ปิยะ ชยาภัม และแอน-ศุภณัฐ<br />
คณารักษ์ พวกเขาเล่าว่าตั้งใจเปิดห้องเรียนสอนทำอาหารไทยแท้ที่สอนตั้งแต่การโขลกเครื่องแกง<br />
แต่ไม่ยึดติดกับกรอบแบบเดิมๆ ของคำว่าอาหารไทย เราจึงอยากชวนคุณมาชิมและชมกรรมวิธีปรุงความฝันของพวกเขาที่รสชาติแสนจะอร่อยกลมกล่อม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-51.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-82.jpg" /></p>
<p><strong>จากการทำสู่การสอน<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">ศุภณัฐ</strong><strong style="background-color: initial;">: </strong>“ย้อนไปราว 2 ปีก่อน เราทุกคนล้วนคลุกคลีและทำงานในวงการอาหารกันอยู่แล้ว<br />
อย่างเราเป็นเชฟโรงแรมมานานจนเริ่มเบื่อ เลยคิดอยากทดลองทำอะไรสนุกๆ ในแบบของเรา พอมาเจอกับเพื่อนๆ ที่มีความคิดตรงกัน เลยลงตัวเป็นการเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารไทย<br />
จุดเด่นของโรงเรียนนี้คือเราเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เรามั่นใจว่าเป็นตัวจริงและมืออาชีพในการทำอาหารไทย<br />
จุดเริ่มต้นของกิจการก็มาจากความชอบไม่ได้เริ่มต้นจากความคิดว่าทำยังไงธุรกิจถึงเติบโต<br />
เลยลงตัวที่สเกลเล็กๆ เอาตามกำลังที่เราดูแลได้ทั่วถึง เน้นการสอนแบบละเอียด”</p>
<p><strong>ช่อทิพย์</strong><strong>:</strong> “ชื่อของโรงเรียนเป็นชื่อเดียวกับ Bangkok Bold บล็อกอาหารที่เรา หน่อย และตะปูตั้งกันมา คือเราได้ศึกษาเรื่องอาหารอย่างจริงจังและมีประสบการณ์ไปต่างประเทศบ่อยๆ<br />
เลยอยากเขียนเผยแพร่เกี่ยวกับอาหาร วัฒนธรรมการกิน พอตั้งโรงเรียนก็คิดว่าใช้ชื่อนี้ไปเลย”</p>
<p><strong>สถานที่ดี ทำเลเหมาะ<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">ศุภณัฐ</strong><strong style="background-color: initial;">:</strong> “เราเจอตึกแถวที่เคยเป็นร้านกาแฟเก่าๆ ว่างพอดี เลยเข้าไปตกแต่งแบบคงสไตล์ของร้านเดิมเอาไว้<br />
เรามองว่าความเก่าของมันมีเสน่ห์ เข้ากับการสอนทำอาหารไทยมาก”</p>
<p><strong>ปิยะ</strong><strong>:</strong> “ที่ตั้งของโรงเรียนเราจะได้เปรียบคนอื่น เพราะใกล้ตลาดเทวราช แยกเทเวศน์<br />
บางครั้งถ้าลูกค้าสนใจ เราอาจจะไปสอนกันตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกวัตถุดิบเลย ซึ่งก็จะเน้นให้ได้ของสดและมาจากในท้องถิ่นจริงๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-21.jpg" /></p>
<p><strong>สอนทำอาหารไทยในแบบของตัวเอง<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">ช่อทิพย์</strong><strong style="background-color: initial;">:</strong> “เราโชคดีที่ทีมงานแต่ละคนก็อยู่ในแวดวงของคนทำร้านอาหาร โรงแรมอยู่แล้ว ก่อนมาเปิด เราก็สำรวจตลาดมาแล้ว กลุ่มลูกค้าเป็นคนต่างชาติและคนวัยทำงานด้วย<br />
เมนูที่สอนก็เลยออกมาเป็นเมนูที่คนไทยก็ยังอยากมาเรียน ไม่ใช่แค่เมนูยอดฮิตไว้ขายฝรั่ง<br />
เช่น น้ำพริกและแกงเปรอะ”</p>
<p>“เราเคยเป็นเชฟมาก่อน ทำให้เกิดคำถามว่าบางอย่าง บางขั้นตอน จำเป็นต้องเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ<br />
เลยกลับมามองอาหารอย่างที่มันเป็นจริงๆ ในสายตาเรา อาหารคืออาหาร ถ้ามันอร่อยคือใช้ได้<br />
ไม่มีใครผิดใครถูก เรามีอาชีพรับปรึกษาเกี่ยวกับอาหาร ต้องคิดเมนูใหม่ตลอดเวลาด้วย<br />
เลยยิ่งไม่มีกรอบไปอีก ดังนั้น เวลาสอน<br />
เราจะสอนให้ผู้เรียนเข้าใจอาหาร ไม่ใช่มาเรียนแล้วได้สูตรไปอย่างเดียว เช่น สอนให้เข้าใจว่าวัตถุดิบแต่ละอย่างที่ใส่ไปเพื่ออะไร<br />
บางอย่างแพงมากโดยที่ไม่ได้จำเป็นก็อาจจะลดไปก็ได้ แล้วเวลาสอน เราจะทำรสชาติแบบดั้งเดิมเป็นเหมือนเดโมให้ชิมก่อน<br />
ถ้าชิมแล้วชอบรสชาติแบบไหนก็ดัดแปลงไปอย่างที่ชอบ มันไม่มีประโยชน์ที่จะทำแบบถูกตามหลักเป๊ะ<br />
แต่เขาไม่ได้เอาไปทำจริง”</p>
<p><strong>ฟังคนเรียนมากกว่าฟังเสียงตัวเอง<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">ช่อทิพย์: </strong>“พอทำงานจุดนี้มากๆ<br />
เราได้เรียนรู้และรู้จักผ่อนปรน ทำตามที่ลูกค้าต้องการบ้าง<br />
เราเป็นเชฟมืออาชีพมักจะมองว่าอาหารที่ยากยิ่งท้าทาย ตอนแรกออกแบบคลาสสอนเป็นเมนูยากๆ<br />
คุ้มกับราคาที่ลูกค้าจ่ายและหาไม่ได้จากที่ไหน แต่จริงๆ เราลืมคิดถึงคนที่เขาทำอาหารไม่เป็น<br />
เขาอยากเรียนทำอาหารง่ายๆ อย่างแกงเขียวหวาน ผัดกะเพรา ข้าวซอย<br />
สรุปคือเราต้องมองว่าลูกค้าอยากได้อะไร มากกว่ายึดว่าอะไรที่อยากให้เขา บางทีเขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรที่ซับซ้อน<br />
เขาแค่อยากทำอะไรที่ตัวเองเข้าถึงได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-111.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-3.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-4.jpg" /></p>
<p><strong>สอนทำอาหารไม่ใช่งานง่าย<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">ช่อทิพย์</strong><strong style="background-color: initial;">:</strong> “ถ้าอยากสอนทำอาหาร ต้องมองภาพรวมว่าการสอนทำอาหารเป็นงานที่ไม่ได้ทำอาหารสวยๆ<br />
เราต้องทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่เตรียมของเอามาล้าง จัดเป็นชุดสำหรับผู้เรียนแต่ละคน จนถึงจัดตารางเรียน แล้วไหนจะเรื่องเจ็บป่วยเราก็ต้องฝ่าฟัน เรารับสอนไปแล้ว<br />
ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องทำให้มันเกิดขึ้น แล้วเรามองว่า ถ้าอยากสอนทำอาหารก็ต้องใจกว้าง<br />
จะให้วิชาเขาก็ควรอธิบายให้รอบด้าน ไม่ได้เก็บไว้แล้วเอามาเปิดเป็นอีกคอร์สนึง<br />
นอกจากนั้นก็ต้องเป็นคนใจเย็น มีบางคนมาคนแกงจนไหม้กระทะมา 3 รอบแล้ว<br />
เราก็ต้องเข้าใจเขาว่าเขาไม่เคยทำ แล้วเราก็ต้องเป็นคนอดทนด้วย ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรก็ตาม<br />
คนเรียนไม่จำเป็นต้องรับรู้กับเรา มันจะมีปัญหาหน้างานตลอด ก็ต้องคุมสติ<br />
เขาไม่ต้องรู้ว่าวันนี้แก๊ซหมด เราสั่งแล้วเขาไม่มาส่ง เขารู้เพียงแต่ความอร่อย<br />
รสชาติเหมือนเดิม แม้ว่าเบื้องหลังจะมีอุปสรรคมากมายก็ตาม”</p>
<p><strong>เป็นมากกว่าโรงเรียน<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">ช่อทิพย์: </strong>“จากตอนแรกที่เป็นแค่คลาสสอนทำอาหาร<br />
แต่ตัวพวกเราทุกคนเป็นเชฟ การทำอาหารคือสิ่งที่เราถนัด เลยคิดว่าช่วงว่างๆ น่าจะมาทำ<br />
Chef’s Table โดย Chef’s Table ของเราจัดตอนเย็น<br />
รับอย่างต่ำ 8 คน ราคาคนละ 1,500 บาท เป็นการทำสำรับอาหารมื้อเย็นให้ลูกค้าที่เราเป็นคนคิดเมนูเองทั้งหมด<br />
และบางเมนูจะทำให้เขาดูที่โต๊ะเลย ทำไปเล่าเรื่องราวของอาหารไป เป็นสิ่งที่แทบไม่มีที่ไหนทำ<br />
แล้วกลายเป็นว่าลูกค้าที่มาเรียนทำอาหาร ส่วนมากก็ต่อยอดมาจากสิ่งนี้ คือพอเขามาแล้วได้ลองทาน เขาชอบ อยากได้รสแบบนี้ เขาก็บอกต่อๆ กัน มาทั้งเรียนทั้งกิน<br />
นอกจากนี้ เรายังเปิดชั้นบนเป็นสตูดิโอ ให้เช่าสถานที่สำหรับจัดงานต่างๆ ด้วย ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-6.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-10.jpg" /></p>
<p><strong style="background-color: initial;">ให้งานเป็นคนพูด<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">ช่อทิพย์</strong><strong style="background-color: initial;">:</strong> “ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากการบอกต่อกัน และจากคนรู้จักของแต่ละคนที่เราทำงานด้านอาหารกันมา<br />
อย่างเพื่อนต่างชาติเวลามาเที่ยวที่ไทย จากเดิมเราก็เป็นคนพาเที่ยว พอเรามีร้าน เขาก็อยากมาที่ร้าน<br />
แล้วนอกจากคลาสสอนทำอาหาร เรายังมีเวิร์กช็อปนอกที่ชวนคนรู้จักที่มีฝีมือทำอาหารแบบต่างๆ<br />
แต่ไม่มีโอกาสที่จะเปิดสอนทำอาหาร มาร่วมเปิดสอนกับเราเป็นครั้งๆ ไป ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะทำให้มีคนติดตามงานส่วนหนึ่ง<br />
ทำให้รู้จักเราเพิ่มมากขึ้น ส่วนชั้นบนที่เป็นสตูดิโอสำหรับเช่าสถานที่จัดงาน เราก็ได้เครดิตไปด้วย<br />
และเป็นการกระจายชื่อเราให้คนรู้จักมากขึ้นไปเอง”</p>
<p><strong>ปิยะ</strong><strong>:</strong> “เราไม่ได้พยายามทำการตลาดหรือประชาสัมพันธ์มาก แต่ที่จริงแล้ว เราก็พอใจในความเติบโตระดับนี้นะ เราไม่ได้อยากเติบโตแบบปริมาณ แต่อยากโตแบบลงลึก อยากเป็นมืออาชีพที่ตัวผลงานมากกว่า อย่างไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราเป็นหนึ่งในตัวแทนประเทศไทยรับหน้าที่ทำอาหารเสิร์ฟในงาน Thai Food Festival ณ สำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่นิวยอร์ก ซึ่งเขาก็รู้จักเรามาจากห้องเรียนสอนทำอาหารและชอบเราตรงที่อาหารมีความแปลกใหม่ ไม่ใช่แบบทัวริสต์”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-13.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/bkk-12.jpg" /></p>
<p><em>“เราดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนที่สืบสานอาหารไทยในรูปแบบซึ่งไม่ยึดติดกับของดั้งเดิม<br />
ปีนี้คือปี 2016 แล้ว เราอยากให้อาหารไทยเข้ากับปัจจุบัน เพราะมันไม่มีประโยชน์ ถ้าเราจะสอนทำอาหารจานหนึ่งที่ผ่าน<br />
50 ขั้นตอน ออกมารสชาติอร่อยเลิศ แต่คนที่เรียนไม่ได้เอาไปทำต่อ ไม่มีใครได้กิน”</em></p>
<p><em>&#8211;ช่อทิพย์ อวยพรชัยสกุล</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>Bangkok Bold Cooking<br />
Studio</strong></p>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> โรงเรียนสอนทำอาหาร<br />
<strong>คอนเซปต์:</strong> ที่รวบรวมศิลปะทุกแขนงเกี่ยวกับการทำอาหาร<br />
<strong>เจ้าของ:</strong> แอน-ศุภณัฐ คณารักษ์ (44 ปี) หน่อย-ช่อทิพย์ อวยพรชัยสกุล (34 ปี) ตะปู-ปิยะ ชยาภัม (31 ปี)<br />
<strong style="background-color: initial;">เว็บไซต์ :</strong> <a href="https://bangkokbold.com/">https://bangkokbold.com/<br />
</a><b style="background-color: initial;">Facebook | </b><a href="https://www.facebook.com/BangkokBoldCookingStudio/?fref=ts">Bangkok Bold Cooking Studio</a></p>
<p><strong style="background-color: initial;"><em>ภาพ </em></strong><em style="background-color: initial;">ช่อไพลิน ไพรบึง</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-11/">Bangkok Bold  Cooking Studio : สตูดิโอสอนทำอาหารไทยที่น่าตื่นตาตื่นใจในตึกแถวเก่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-11/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิ่งสบายๆ ริมทะเลที่เกาะลอย ศรีราชา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/run-27/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/run-27/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ช่อไพลิน ไพรบึง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Aug 2016 02:26:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[million ways to run]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทางวิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[Human Run]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะลอย]]></category>
		<category><![CDATA[ศรีราชา]]></category>
		<category><![CDATA[ชลบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/run-27/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เส้นทาง: สวนสาธารณะเกาะลอย ศรีราชาจังหวัด: ชลบุรีประเทศ: ไทยระยะทาง: 1 กิโลเมตร/รอบ หากถามชาวศรีราชาถึงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในศรีราชาว่าที่ไหนน่าไปที่สุด ทุกคนคงให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไปนั่งเล่นที่สวนสุขภาพเกาะลอยสิ เกาะลอย เป็นเกาะเล็กๆ ที่ถูกเชื่อมโดยสะพานคอนกรีตจากตัวเมืองศรีราชา ทอดยาวไปในทะเล นอกจากมีวัดที่อยู่บนเนินเขาสูงแล้ว เกาะลอยยังมีสถานเพาะพันธุ์เต่าทะเลและท่าเรือข้ามฟากไปเกาะสีชังอีกด้วย สวนสาธารณะเกาะลอยตั้งอยู่ริมทะเล ติดกับสะพานเชื่อมเกาะลอย เมื่อเลี้ยวตรงเข้ามาจากแยกวัดวังหิน จะเห็นวงเวียนหอนาฬิกาตั้งตระหง่านอยู่ทางเข้าใกล้กับสะพานเชื่อมเกาะนี้ ทางวิ่งในสวนมีระยะทาง 1 กิโลเมตรต่อรอบ ถนนมีขนาดกว้างถึง 6 เมตร แบ่งเป็น 3 ช่องให้สำหรับคนพิการที่ใช้รถเข็น คนเดิน และคนวิ่ง เพื่อที่จะได้ไม่ชนกัน ระหว่างวิ่งเราทอดสายตาชมวิวเกาะลอยและพระอาทิตย์ตกริมทะเลได้ ด้วยบรรยากาศที่เย็นสบายติดทะเล ทำให้มีผู้คนหลากหลายวัยตั้งแต่นักวิ่งตัวจิ๋วถึงตัวโตมาพักผ่อนที่นี่เป็นจำนวนมากทั้งในวันธรรมดาและวันหยุด โดยสวนได้จัดให้มีโซนของเครื่องเล่นเด็ก คาราโอเกะผู้สูงวัย ลานเปตอง ลานสเกตบอร์ด ลานแอโรบิก ร้านขายเครื่องดื่มและอาหารว่าง จุดปล่อยสัญญาณ Wi-Fi รวมไปถึงเครื่องออกกำลังกายชนิดต่างๆ กระจายตามจุดรอบๆ สวน ซึ่งมีจำนวนมากพอสำหรับผู้ที่ต้องการมาออกกำลังกายและพักผ่อน บางครอบครัวนำอาหารมาปูเสื่อปิกนิกรับประทานอาหาร นอนเล่นตากอากาศในช่วงเย็นในบริเวณสนามหญ้า ถือว่ามาสวนเดียวชิลล์ได้ทั้งครอบครัว Note: &#8211; หากมาวิ่งในช่วงเช้าตรู่ทุกวันเสาร์จะมีแจกน้ำเต้าหู้ฟรีบริเวณทางเข้า ใกล้กับโซนเครื่องเล่นเด็ก โซนเครื่องเล่นเด็กมีเด็กเล่นเป็นจำนวนมาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-27/">วิ่งสบายๆ ริมทะเลที่เกาะลอย ศรีราชา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong><strong>เส้นทาง: </strong>สวนสาธารณะเกาะลอย<br />
ศรีราชา<br /><b style="background-color: initial">จังหวัด: </b>ชลบุรี<br /><b style="background-color: initial">ประเทศ:</b> ไทย<br /><b style="background-color: initial">ระยะทาง:</b> 1 กิโลเมตร/รอบ</p>
<p>หากถามชาวศรีราชาถึงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในศรีราชาว่าที่ไหนน่าไปที่สุด ทุกคนคงให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า<br />
ไปนั่งเล่นที่สวนสุขภาพเกาะลอยสิ</p>
<p>เกาะลอย เป็นเกาะเล็กๆ ที่ถูกเชื่อมโดยสะพานคอนกรีตจากตัวเมืองศรีราชา<br />
ทอดยาวไปในทะเล นอกจากมีวัดที่อยู่บนเนินเขาสูงแล้ว<br />
เกาะลอยยังมีสถานเพาะพันธุ์เต่าทะเลและท่าเรือข้ามฟากไปเกาะสีชังอีกด้วย </p>
<p>สวนสาธารณะเกาะลอยตั้งอยู่ริมทะเล<br />
ติดกับสะพานเชื่อมเกาะลอย เมื่อเลี้ยวตรงเข้ามาจากแยกวัดวังหิน จะเห็นวงเวียนหอนาฬิกาตั้งตระหง่านอยู่ทางเข้าใกล้กับสะพานเชื่อมเกาะนี้ ทางวิ่งในสวนมีระยะทาง 1 กิโลเมตรต่อรอบ<br />
ถนนมีขนาดกว้างถึง 6 เมตร แบ่งเป็น 3 ช่องให้สำหรับคนพิการที่ใช้รถเข็น คนเดิน และคนวิ่ง<br />
เพื่อที่จะได้ไม่ชนกัน ระหว่างวิ่งเราทอดสายตาชมวิวเกาะลอยและพระอาทิตย์ตกริมทะเลได้<br />
 ด้วยบรรยากาศที่เย็นสบายติดทะเล ทำให้มีผู้คนหลากหลายวัยตั้งแต่นักวิ่งตัวจิ๋วถึงตัวโตมาพักผ่อนที่นี่เป็นจำนวนมากทั้งในวันธรรมดาและวันหยุด<br />
โดยสวนได้จัดให้มีโซนของเครื่องเล่นเด็ก คาราโอเกะผู้สูงวัย ลานเปตอง ลานสเกตบอร์ด ลานแอโรบิก ร้านขายเครื่องดื่มและอาหารว่าง จุดปล่อยสัญญาณ Wi-Fi รวมไปถึงเครื่องออกกำลังกายชนิดต่างๆ กระจายตามจุดรอบๆ<br />
สวน ซึ่งมีจำนวนมากพอสำหรับผู้ที่ต้องการมาออกกำลังกายและพักผ่อน<br />
บางครอบครัวนำอาหารมาปูเสื่อปิกนิกรับประทานอาหาร<br />
นอนเล่นตากอากาศในช่วงเย็นในบริเวณสนามหญ้า ถือว่ามาสวนเดียวชิลล์ได้ทั้งครอบครัว</p>
<p><strong>Note:</strong></p>
<p>&#8211; หากมาวิ่งในช่วงเช้าตรู่ทุกวันเสาร์จะมีแจกน้ำเต้าหู้ฟรีบริเวณทางเข้า<br />
ใกล้กับโซนเครื่องเล่นเด็ก</p>
<ul>
<li>โซนเครื่องเล่นเด็กมีเด็กเล่นเป็นจำนวนมาก<br />
     อาจพลัดหลงหรือเกิดอุบัติเหตุได้ ผู้ปกครองควรดูแลใกล้ชิด</li>
<li>วิ่งเสร็จสามารถเดินออกกำลังกายไปหาของกินต่อแถวบริเวณหน้าเทศบาลได้<br />
     เป็นอีกหนึ่งย่านอาหารที่ขึ้นชื่อของศรีราชา</li>
</ul>
<p><strong>Best </strong><strong>time to run:</strong> เช้าตรู่ ตี 5 &#8211; 7 โมง และช่วงเย็น<br />
4 &#8211; 6 โมง </p>
<p><strong>Map:</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-121.jpg"></p>
<p><strong>Gallery:</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-18.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-25.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-37.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-46.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-56.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-66.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-75.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-85.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-93.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-103.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run-112.jpg"></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากเล่าเรื่องเส้นทางน่าวิ่งบ้าง คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-27/">วิ่งสบายๆ ริมทะเลที่เกาะลอย ศรีราชา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/run-27/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อรรถ บุนนาค : จิบชานั่งสนทนากับชายผู้ฟื้นวรรณกรรมญี่ปุ่นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-15/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-15/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุพันธ์ วีรวภูษิต]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2016 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[สูญสิ้นความเป็นคน]]></category>
		<category><![CDATA[ดะไซ โอซามุ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝันสิบราตรี]]></category>
		<category><![CDATA[JLIT]]></category>
		<category><![CDATA[อรรถ บุนนาค]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรมญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[นัตสึเมะ โซเซกิ]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[แดนสนทนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-15/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงวรรณกรรม การวิจารณ์ รวมไปถึงค่อนข้างคลั่งไคล้วัฒนธรรมป๊อปๆ สไตล์ญี่ปุ่นอยู่บ้าง ก็น่าจะพอคุ้นชื่อของอรรถ บุนนาค ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นใส่กรอบแว่นสี่เหลี่ยมคนนี้ ผู้เป็นทั้งพิธีกรฝีปากกล้าและนักเขียนลีลาจัดจ้านจากผลงานความเรียงเล่ามุมมองวิพากษ์วัฒนธรรมทั้งไทยและญี่ปุ่น แต่สำหรับบทบาทหนึ่งซึ่งเราอาจไม่ค่อยคุ้นนักคือการทำหน้าที่บรรณาธิการต้นฉบับ ที่อรรถใช้ความผูกพันกับญี่ปุ่นตั้งแต่เด็ก ลงมือคัดสรรวรรณกรรมคลาสสิกร่วมกับเพื่อนพ้องคนทำหนังสือมานำเสนอให้นักอ่านชาวไทยในนามของสำนักพิมพ์ JLIT ซึ่งจัดพิมพ์ออกมาให้เราอ่านกันแล้ว 2 เล่มในวาระเทศกาล Bangkok Book Festival 2016 เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คือ ‘สูญสิ้นความเป็นคน (人間失格)’ วรรณกรรมเลื่องชื่อของดะไซ โอซามุ และ ‘ฝันสิบราตรี (夢十夜)’ รวมเรื่องสั้นของนัตสึเมะ โซเซกิ ซึ่งนี่เองเป็นเหตุผลที่เราชวนเขามานั่งคุยกันในวันนี้ ว่าด้วยความตั้งใจของคนทำหนังสือตัวเล็กๆ ที่อยากปูให้ที่ทางของวรรณกรรมญี่ปุ่นในสังคมไทยกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รวมพลคนทำหนังสือญี่ปุ่น “ต้องเล่าก่อนว่าเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว นิตยสาร IMAGE ตั้งสำนักพิมพ์อิมเมจขึ้นมาและทำเลเบลหนังสือแปลภาษาญี่ปุ่นโดยเฉพาะในชื่อ ‘JBOOK’ ที่ผมเป็นบรรณาธิการตอนนั้น มีหนังสือที่ดังมากๆ อย่าง คิทเช่น ของโยชิโมโต บานานา หรือซีรี่ส์ ริง คำสาปมรณะ ของซุสุกิ โคจิ สักพักก็แยกออกมาและเปลี่ยนเป็นสำนักพิมพ์ ‘Bliss Publishing’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-15/">อรรถ บุนนาค : จิบชานั่งสนทนากับชายผู้ฟื้นวรรณกรรมญี่ปุ่นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงวรรณกรรม<br />
การวิจารณ์ รวมไปถึงค่อนข้างคลั่งไคล้วัฒนธรรมป๊อปๆ สไตล์ญี่ปุ่นอยู่บ้าง ก็น่าจะพอคุ้นชื่อของ<strong>อรรถ<br />
บุนนาค</strong> ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นใส่กรอบแว่นสี่เหลี่ยมคนนี้ ผู้เป็นทั้งพิธีกรฝีปากกล้าและนักเขียนลีลาจัดจ้านจากผลงานความเรียงเล่ามุมมองวิพากษ์วัฒนธรรมทั้งไทยและญี่ปุ่น</p>
<p>แต่สำหรับบทบาทหนึ่งซึ่งเราอาจไม่ค่อยคุ้นนักคือการทำหน้าที่บรรณาธิการต้นฉบับ<br />
ที่อรรถใช้ความผูกพันกับญี่ปุ่นตั้งแต่เด็ก ลงมือคัดสรรวรรณกรรมคลาสสิกร่วมกับเพื่อนพ้องคนทำหนังสือมานำเสนอให้นักอ่านชาวไทยในนามของสำนักพิมพ์<br />
<strong>JLIT</strong><br />
ซึ่งจัดพิมพ์ออกมาให้เราอ่านกันแล้ว 2 เล่มในวาระเทศกาล Bangkok<br />
Book Festival 2016 เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คือ <em>‘สูญสิ้นความเป็นคน (人間失格)’</em> วรรณกรรมเลื่องชื่อของดะไซ โอซามุ และ <em>‘ฝันสิบราตรี<br />
(夢十夜)’ </em>รวมเรื่องสั้นของนัตสึเมะ<br />
โซเซกิ ซึ่งนี่เองเป็นเหตุผลที่เราชวนเขามานั่งคุยกันในวันนี้ ว่าด้วยความตั้งใจของคนทำหนังสือตัวเล็กๆ<br />
ที่อยากปูให้ที่ทางของวรรณกรรมญี่ปุ่นในสังคมไทยกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม </p>
<p><strong>รวมพลคนทำหนังสือญี่ปุ่น</strong><strong></strong></p>
<p>“ต้องเล่าก่อนว่าเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว นิตยสาร <em>IMAGE</em><br />
ตั้งสำนักพิมพ์อิมเมจขึ้นมาและทำเลเบลหนังสือแปลภาษาญี่ปุ่นโดยเฉพาะในชื่อ<br />
‘JBOOK’ ที่ผมเป็นบรรณาธิการตอนนั้น มีหนังสือที่ดังมากๆ<br />
อย่าง <em>คิทเช่น</em> ของโยชิโมโต บานานา หรือซีรี่ส์ <em>ริง คำสาปมรณะ</em><br />
ของซุสุกิ โคจิ สักพักก็แยกออกมาและเปลี่ยนเป็นสำนักพิมพ์ ‘Bliss Publishing’<br />
ซึ่งมีเบียร์-พรพิรุณ กิจสมเจตน์ มาดูแลต่อ รวมถึงอาจารย์น้ำทิพย์<br />
เมธเศรษฐก็เป็นนักแปลของสำนักพิมพ์มาแต่ไหนแต่ไร ก็รู้จักและพูดคุยกันในแวดวงคนทำหนังสือญี่ปุ่นกันมาตลอด”</p>
<p>“วันหนึ่งพี่เบียร์มีต้นฉบับเรื่อง <em>‘สูญสิ้นความเป็นคน’</em> ที่แปลออกมาแล้วและนำไปเสนอสำนักพิมพ์ แต่มีเหตุขลุกขลักบางอย่างทำให้พิมพ์ออกมาไม่ได้<br />
พวกเราเลยคุยกันว่าตั้งสำนักพิมพ์กันเองไหม ตัดสินใจง่ายๆ อย่างนั้นเลยด้วยเหตุผลว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ก็คงไม่ได้ทำแล้ว<br />
เป็นความฝันของทุกคนด้วยว่าก็อยากทำสำนักพิมพ์กัน ซึ่ง JLIT มีหมุดหมายว่าจะเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ<br />
ที่พิมพ์วรรณกรรมคลาสสิกของญี่ปุ่นซึ่งหมดลิขสิทธิ์แล้วและแปลจากภาษาญี่ปุ่นโดยตรง<br />
เพราะเรายังเห็นหนังสือญี่ปุ่นในไทยที่แปลจากภาษาอังกฤษ จากภาษาจีนก็มี เริ่มจากที่มีต้นฉบับอยู่แล้วคือ<br />
<em>‘สูญสิ้นความเป็นคน’</em> และชวนพ่ง-ภาวนา แก้วแสงธรรม มาเป็นบรรณาธิการให้ รวมกันเป็น 4 คน”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P7209337.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P7209340.jpg"></p>
<p><strong>เสียงตอบรับจากกลุ่มนักอ่านที่หลากหลาย</strong><strong></strong></p>
<p>“วรรณกรรมสร้างสรรค์เคยบูมมากๆ<br />
ช่วงยุค 70 ด้วยบรรยากาศของบ้านเมืองที่ขบวนการนักศึกษาเบ่งบาน<br />
หนุ่มสาวกระหายตัวอักษร ทำให้งานเขียนของมิเชล ฟูโกต์ หรืองานวรรณกรรมของนักเขียนคนอื่นๆ<br />
ถูกแปลและอ่านกันมาก ถ้าถามว่าทำไมถึงตัดสินใจทำสำนักพิมพ์กันตอนนี้<br />
เรามองว่าคนอ่านสมัยนี้มีพื้นฐานการอ่านที่ดีขึ้นมากและภาษาอังกฤษก็แข็งแรงทำให้เลือกอ่านต้นฉบับกันได้เยอะ<br />
แต่กลับกัน วรรณกรรมญี่ปุ่นยังหาคนที่อ่านจากต้นฉบับได้น้อย แต่มันมีฐานของกลุ่มคนที่อยากอ่านอยู่<br />
อาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่แมส แต่เราเชื่อว่าขายได้แน่นอน” </p>
<p>“กลุ่มคนอ่านที่มองไว้คือวัยรุ่นมัธยมปลายที่กำลังค้นหาตัวเอง<br />
มีความคิด สนใจการอ่าน ไปจนถึงวัยทำงานอายุ 30<br />
ปี รวมไปถึงแฟนๆ หนังสือญี่ปุ่น เราโชคดีตรงที่มีฐานแฟนคลับจาก JBOOK<br />
อยู่แล้วด้วย เขาคุ้นเคยกับชื่อพี่เอง ชื่ออาจารย์น้ำทิพย์<br />
ทำให้มั่นใจว่างานของเราไม่ได้ทำกันอย่างลวกๆ มีการตรวจแก้ต้นฉบับกันอย่างจริงจัง<br />
แต่พอวางขายไป เรากลับตกใจที่พบว่ามีผู้อ่านอีกกลุ่มค่อนข้างใหญ่เลยคือกลุ่มโอตาคุที่เสพมังงะ<br />
ดูอนิเมะ อาจเพราะเขารู้จักหนังสือเรื่อง <em>‘สูญสิ้นความเป็นคน’</em> กันอยู่แล้ว มีเพลงที่แต่งและร้องโดยไอดอลของพวกเขาที่ชื่อว่า <em>Dazai<br />
Osamu yonda ka? (เธอเคยอ่านดะไซ โอซามุ แล้วหรือยัง)</em> ออกมาด้วย เลยทำให้เกิดผู้อ่านกลุ่มนี้ค่อนข้างใหญ่”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P7209357.jpg"></p>
<p><strong>ทำสิ่งไม่ป๊อปให้ป๊อป</strong><strong></strong></p>
<p>“เราตั้งเป้าไว้ว่าควรมีหนังสือออกต่อเนื่องตลอดทั้งปี<br />
อีก 3 เล่มที่จะพิมพ์ในปีนี้ก็ยังเป็นงานของดะไซ<br />
โอซามุ และนัตสึเมะ โซเซกิ อยู่ แต่ปีหน้าเราก็เลือกวรรณกรรมป๊อปๆ อย่างนวนิยายสืบสวนสอบสวนสยองขวัญของเอโดงาวะ<br />
รัมโป มาด้วย ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีอิทธิพลในวงการวรรณกรรมและซับคัลเจอร์ของญี่ปุ่นมาก<br />
วิธีการเลือกหนังสือมาแปลคือต้องเป็นเล่มที่นิยมในญี่ปุ่น และตัวพวกเราเองคิดว่าอยากให้คนไทยได้อ่านกัน<br />
ซึ่งจุดแข็งของเราคือความหลากหลายนี่แหละ ทุกคนไม่ใช่คนที่อ่านแต่วรรณกรรมสายแข็งอย่างเดียว<br />
หรือไลต์โนเวลอย่างเดียว แต่เราอ่านได้หมดและรอบด้าน อย่างผมเองก็อ่านทั้งนวนิยายและ<br />
non-fiction เป็นบ้าเป็นหลัง ไปญี่ปุ่นเห็นอะไรก็หยิบกลับมาอ่านหมด”</p>
<p><strong></strong></p>
<p>“ที่เราตั้งใจทำสำนักพิมพ์ JLIT ขึ้นมาก็เพราะอยากให้เกิดกระแสการอ่านงานเขียนญี่ปุ่น<br />
ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ วรรณกรรมป๊อป รวมไปถึงนิตยสาร การ์ตูน หรือแม้แต่หนังสือ non-fiction ให้ขยายวงกว้าง เกิดเป็นแฟนคลับของหนังสือญี่ปุ่น<br />
โดยมีสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกันทั้งหมด<br />
ซึ่งก็มีแนวโน้มมากที่วรรณกรรมญี่ปุ่นจะกลับมานิยมในไทยอีกครั้งนะ เพราะก็มีหลายสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานวรรณกรรมญี่ปุ่นออกมา<br />
อย่างสำนักพิมพ์กำมะหยี่ สำนักพิมพ์ Sunday Afternoon หรือสำนักพิมพ์เล็กๆ<br />
อย่าง Hummingbooks ที่พิมพ์เรื่อง <em>กุหลาบเลือด (</em><em>ブラディ・ローズ</em><em>)</em> ของอิมะมุระ<br />
อายะ ออกมา ก็ช่วยส่งเสริมกัน”</p>
<p>“ที่ญี่ปุ่น ทุกสิ่งอันจะถูกแปลให้อ่านหมดไม่ว่าจะเป็นปรัชญายากๆ<br />
อย่างนวนิยายไทยก็ถูกแปลไปมากมาย เช่น งานของปราบดา หยุ่น หรือวรรณกรรมในประเทศพม่า<br />
เวียดนาม เราเป็นเพื่อนบ้าน เรายังไม่เคยอ่านงานของเขาเลย เราอยากให้สังคมการอ่านไทยเป็นอย่างนั้น<br />
สิ่งที่เรากำลังทำก็คือใช้ความเชี่ยวชาญ ส่งผ่านวรรณกรรมดีๆ<br />
ของญี่ปุ่นให้คนไทยได้อ่านกัน ซึ่งน่าจะกระตุ้นให้สำนักพิมพ์อื่นๆ<br />
หรือคนที่เชี่ยวชาญภาษาอื่นๆ ได้ผลักดันให้มีวรรณกรรมของชาตินั้นๆ<br />
ออกมาอย่างคึกคัก” </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P7209352.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P7209341.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>วรรณกรรมเชื่อมสัมพันธ์ไทย</strong><strong>-ญี่ปุ่น</strong></p>
<p>“ยุคนี้การเข้าถึงงานวรรณกรรมญี่ปุ่นสำหรับคนไทยเริ่มง่ายขึ้นนะ<br />
เพราะคนไทยมีภูมิหลังเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นพอสมควร ตรงนี้ก็ช่วยนักแปลได้มาก<br />
อย่างเวลาเราพูดถึงเสื่อทาทามิ หรือฉากการกินข้าวบนโต๊ะอาหารของชาวญี่ปุ่น คนไทยจะเข้าใจเลยเพราะเคยเห็นในการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก<br />
คนญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในเมืองไทยเยอะจนเราเจอกันจนชิน รวมไปถึงการเดินทางไปญี่ปุ่นที่ง่ายขึ้นมาก<br />
เราได้ไปเห็นของจริงมาแล้ว เวลาอ่านเรื่องราวก็จินตนาการได้ชัดเจนและทำให้การอ่านมีอรรถรสขึ้น<br />
สนุกสนานมากขึ้น และทำให้การอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่นมันแพร่หลาย สารภาพว่าผมเองก็ชอบอ่านงานของ<br />
Sophie Kinsella แต่เวลาอ่าน<br />
เราก็ยังจินตนาการได้ไม่ชัด ยังมีภาพเบลอๆ คลุมอยู่เหมือนอ่านเป็นตัวอักษรมากกว่าภาพที่มีในหัว”</p>
<p><strong>เพื่อนกันทางวรรณกรรม</strong><strong></strong></p>
<p>“งานเขียนญี่ปุ่นไม่ว่าจะนวนิยายหรือการ์ตูน<br />
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการทำการบ้านมาอย่างดีของนักเขียน ศึกษาภูมิหลังของวงการนั้นๆ<br />
ไปสัมภาษณ์ และเขียนออกมาได้ดีให้คนอ่านเชื่อได้ อย่างหลังๆ มานี้<br />
นวนิยายสืบสวนสอบสวนก็พูดถึงประเด็นปัญหาสังคมมากขึ้น ในขณะที่วรรณกรรมสร้างสรรค์จะเล่าไปถึงเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน<br />
ตัวละครพูดกับตัวเอง มีความฮิปสเตอร์ขึ้น แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจซึ่งคนไทยเราอาจมีประสบการณ์ร่วมก็ได้”</p>
<p>“อย่าง ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ ก็พูดถึงการค้นหาตัวตน เป็นไบเบิลของวัยรุ่นญี่ปุ่นที่จะก้าวผ่านช่วงวัยนี้ไปได้<br />
ซึ่งผมเองก็เคยแปลกใจว่าเรื่องความเหงา ความโดดเดี่ยวที่อยู่ในงานเขียนของฮารุกิ<br />
มูราคามิ คนไทยจะเข้าใจเหรอ เพราะบริบทของสังคมไทยเราอยู่ในสังคมที่ไม่เคยเหงา<br />
เราต่างรู้เรื่องของกันและกัน ทั้งพ่อแม่พี่น้อง คนข้างบ้าน<br />
แต่พอสังคมเริ่มเปลี่ยนมาสู่สังคมเมือง การเป็นครอบครัวเดี่ยว และคนเราไม่ได้คิดเหมือนกันทั้งหมด<br />
ความรู้สึกแปลกแยกก็เกิดขึ้นมาได้ ซึ่งก็คงมีบางคนเข้าใจได้กับสภาวะนี้  หรือบางคนก็แค่ดูว่ามันเป็นกระแสอย่างหนึ่งของสังคมนะ<br />
การอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่นเลยมีสาระให้จับได้เยอะมาก หรือแค่จะอ่านเอาอรรถรส<br />
ความสนุกเฉยๆ ก็ได้”<strong></strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P7209361.jpg"></p>
<p>facebook | <a href="https://www.facebook.com/JLIT-105948546469264/?fref=ts">JLIT</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ช่อไพลิน ไพรบึง</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-15/">อรรถ บุนนาค : จิบชานั่งสนทนากับชายผู้ฟื้นวรรณกรรมญี่ปุ่นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-15/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไข่เจียว : แมวจรตัวผอมที่กลายมาเป็นเพื่อนรักตัวอวบของสาวนักทำเซรามิก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cat-20/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/cat-20/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนิตา โยธาวงษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Aug 2016 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[คนอวดแมว]]></category>
		<category><![CDATA[แมว]]></category>
		<category><![CDATA[ทาสแมว]]></category>
		<category><![CDATA[ชามเริญ สตูดิโอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/cat-20/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราเป็นเพื่อนกันเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน เจ้าแมวสีส้มอมเหลืองลายจุด จมูกสีชมพูอ่อนที่รับกับสีของเท้าทั้งสี่ซึ่งจะเข้มจัดก็ต่อเมื่ออากาศเริ่มร้อน ดวงตากลมโตที่นานๆ จะกระพริบที ทำให้อดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นการสะกดจิตเราหรือเปล่า แมวจรสีส้มที่ใครๆ ต่างก็เรียกว่า &#8216;บุญทิ้ง&#8217; ตัวนี้ช่างมีชื่อเสียงเหลือเกิน ด้วยท่าทีประจบประแจงของมันที่ชอบเดินไปมา เอาตัวไถกับขาคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างอ่อนโยนและเป็นมิตร ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน มีคณะอุปรากรจีนมาจัดแสดงที่ศาลเจ้าซึ่งอยู่ไม่ไกลนักราวหนึ่งสัปดาห์ มีลูกแมวสีส้มตัวน้อยใส่ปลอกคอติดสอยห้อยตามมาด้วย แต่ภายหลังการแสดงเสร็จสิ้นและคณะอุปรากรจีนเดินทางกลับ ปลอกคอก็ถูกปลดออกและเหลือทิ้งเพียงแต่แมวตัวน้อยไว้ที่นี่ บุญของมันที่มีนิสัยขี้ประจบจนชาวบ้านสงสารเลยหาข้าวมาให้ แถมมันยังเป็นเพื่อนเล่นกับเด็กๆ แถวนี้ด้วย เจ้าลูกแมวชอบเดินผ่านหน้าสตูดิโอช่วงเช้า มานอนกลิ้งต้อนรับลูกค้าและจะหายไปช่วงเย็นทุกทีเหมือนมาทำงานเป็นพนักงานต้อนรับโดยได้ค่าตอบแทนเป็นอาหารเม็ด ไม่แปลกใจที่เราจะถูกชะตาและตัดสินใจเป็นเพื่อนกันในวันที่มันลำบาก วันนั้นเพื่อนตัวน้อยไม่แวะมาทักทายเราเช่นเคย แต่ดันไปนอนตัวสั่นไม่ไกลจากที่จอดรถ พอเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าสะโพกและขาหลังเต็มไปด้วยเลือดและแผลเหวอะเป็นโพรง ร่างน้อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นและล้มลงไป ฟังจากที่คุณน้าร้านขายของชำเล่าให้ฟังคือเพิ่งมีรถยนต์ทับมันและขับหนีไปแล้ว ความจริงวันนั้นเราต้องรีบไปจัดแสดงงาน ยังเตรียมของไม่เสร็จ แถมข้าวก็ยังไม่ตกถึงท้อง มองดูเวลาเห็นว่าเหลือเวลาอีกชั่วโมงนึง เลยตัดสินใจยืมตะกร้าแมวจากเพื่อนบ้านและตรงไปยังคลินิกใกล้ๆ แต่คุณหมอแจ้งว่าไม่รับรักษาและให้ไปโรงพยาบาล เราจึงอุ้มแมวลงตะกร้าอีกรอบและหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด พนักงานต้อนรับของโรงพยาบาลสะอาดสะอ้านส่งยิ้มและทักทายเราพร้อมยื่นเอกสารให้กรอกประวัติ คุณหมอและเจ้าหน้าที่มารับแมวน้อย บอกให้รีบนำไปเอ็กซเรย์และทำแผลกันการติดเชื้อ เอกสารช่องสุดท้ายที่ให้ระบุชื่อแมวถูกเว้นว่างไว้ เจ้าหน้าที่ถามเราว่าแมวชื่ออะไร? นั่นสิ แมวชื่ออะไรล่ะ&#8230;เจอกันก็ไม่เคยถาม คิดไม่ออก เครียดเลย จะให้มาคิดอะไรตอนนี้ รีบก็รีบ หิวก็หิว ชื่อมันต้องพิถีพิถันสิ พนักงานต้อนรับถามซ้ำ &#8216;แมวชื่ออะไรคะ?&#8217; “ไข่เจียวค่ะ “ เราตอบไป พร้อมเขียนลงบนเส้นประช่องสุดท้าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cat-20/">ไข่เจียว : แมวจรตัวผอมที่กลายมาเป็นเพื่อนรักตัวอวบของสาวนักทำเซรามิก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราเป็นเพื่อนกันเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน เจ้าแมวสีส้มอมเหลืองลายจุด จมูกสีชมพูอ่อนที่รับกับสีของเท้าทั้งสี่ซึ่งจะเข้มจัดก็ต่อเมื่ออากาศเริ่มร้อน<br />
ดวงตากลมโตที่นานๆ จะกระพริบที ทำให้อดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นการสะกดจิตเราหรือเปล่า<br />
แมวจรสีส้มที่ใครๆ ต่างก็เรียกว่า &#8216;บุญทิ้ง&#8217; ตัวนี้ช่างมีชื่อเสียงเหลือเกิน<br />
ด้วยท่าทีประจบประแจงของมันที่ชอบเดินไปมา เอาตัวไถกับขาคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างอ่อนโยนและเป็นมิตร</p>
<p>ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน<br />
มีคณะอุปรากรจีนมาจัดแสดงที่ศาลเจ้าซึ่งอยู่ไม่ไกลนักราวหนึ่งสัปดาห์ มีลูกแมวสีส้มตัวน้อยใส่ปลอกคอติดสอยห้อยตามมาด้วย แต่ภายหลังการแสดงเสร็จสิ้นและคณะอุปรากรจีนเดินทางกลับ ปลอกคอก็ถูกปลดออกและเหลือทิ้งเพียงแต่แมวตัวน้อยไว้ที่นี่ บุญของมันที่มีนิสัยขี้ประจบจนชาวบ้านสงสารเลยหาข้าวมาให้ แถมมันยังเป็นเพื่อนเล่นกับเด็กๆ<br />
แถวนี้ด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/cat-43.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/cat-33.jpg"></p>
<p>เจ้าลูกแมวชอบเดินผ่านหน้าสตูดิโอช่วงเช้า มานอนกลิ้งต้อนรับลูกค้าและจะหายไปช่วงเย็นทุกทีเหมือนมาทำงานเป็นพนักงานต้อนรับโดยได้ค่าตอบแทนเป็นอาหารเม็ด ไม่แปลกใจที่เราจะถูกชะตาและตัดสินใจเป็นเพื่อนกันในวันที่มันลำบาก วันนั้นเพื่อนตัวน้อยไม่แวะมาทักทายเราเช่นเคย แต่ดันไปนอนตัวสั่นไม่ไกลจากที่จอดรถ พอเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าสะโพกและขาหลังเต็มไปด้วยเลือดและแผลเหวอะเป็นโพรง<br />
ร่างน้อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นและล้มลงไป ฟังจากที่คุณน้าร้านขายของชำเล่าให้ฟังคือเพิ่งมีรถยนต์ทับมันและขับหนีไปแล้ว ความจริงวันนั้นเราต้องรีบไปจัดแสดงงาน ยังเตรียมของไม่เสร็จ แถมข้าวก็ยังไม่ตกถึงท้อง มองดูเวลาเห็นว่าเหลือเวลาอีกชั่วโมงนึง เลยตัดสินใจยืมตะกร้าแมวจากเพื่อนบ้านและตรงไปยังคลินิกใกล้ๆ แต่คุณหมอแจ้งว่าไม่รับรักษาและให้ไปโรงพยาบาล เราจึงอุ้มแมวลงตะกร้าอีกรอบและหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/cat-14.jpg"></p>
<p>พนักงานต้อนรับของโรงพยาบาลสะอาดสะอ้านส่งยิ้มและทักทายเราพร้อมยื่นเอกสารให้กรอกประวัติ<br />
คุณหมอและเจ้าหน้าที่มารับแมวน้อย บอกให้รีบนำไปเอ็กซเรย์และทำแผลกันการติดเชื้อ<br />
เอกสารช่องสุดท้ายที่ให้ระบุชื่อแมวถูกเว้นว่างไว้ เจ้าหน้าที่ถามเราว่าแมวชื่ออะไร?<br />
นั่นสิ แมวชื่ออะไรล่ะ&#8230;เจอกันก็ไม่เคยถาม คิดไม่ออก เครียดเลย จะให้มาคิดอะไรตอนนี้<br />
รีบก็รีบ หิวก็หิว ชื่อมันต้องพิถีพิถันสิ </p>
<p>พนักงานต้อนรับถามซ้ำ &#8216;แมวชื่ออะไรคะ?&#8217; </p>
<p>“ไข่เจียวค่ะ “ เราตอบไป พร้อมเขียนลงบนเส้นประช่องสุดท้าย<br />
นี่ตกลงเราหิวหรือสีมันเหมือนไข่เจียว หรือทั้งสองอย่าง </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/cat-52.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/cat-72.jpg"></p>
<p>ไข่เจียวพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจนปลอดภัยดีก็ได้เวลารับมันกลับมาที่สตูดิโอ<br />
เราสัญญากับเพื่อนสีส้มว่าจะให้อยู่ด้วยกันที่นี่ ไม่ต้องออกไปอยู่ข้างถนนแล้ว กิจวัตรประจำวันหลังจากนั้นคือพาไข่เจียวไปล้างแผลทุกวัน ป้อนยา<br />
จนขาที่เดินไม่ได้ค่อยๆ มีแรงทรงตัวยืน และเริ่มฝึกเดินแบบกะเพลก เทียวไปเทียวมาโรงพยาบาลร่วมสองเดือนจนสนิทกับคุณหมอทุกคน<br />
ไข่เจียวก็แปลงร่างจากแมวผอมกลายเป็นแมวส้มเนื้อแน่น ขาก็เริ่มเดินดีขึ้นทุกวันจนวิ่งและกระโดดสูงได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/cat-131.jpg"></p>
<p>ด้วยตอนที่ไข่เจียวไม่สบาย เราเฝ้ามันทั้งวันจนสนิทกัน ไปไหนต้องเดินตามตลอด แม้เวลาทำงานไข่เจียวก็คอยมาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้งานช้าลง ฮ่าฮ่า เพราะคอยจะเล่นตลอด<br />
แม้แต่เวลาเตรียมดินเซรามิกไว้ทำงาน ไข่เจียวก็มาช่วยเตรียมดินด้วย ทั้งมือเท้าคอยตะปบดินตลอด<br />
จนต้องขยำให้หนึ่งก้อนไว้ให้เล่น รอยบนดินก้อนแรกของไข่เจียวมีรอยเท้าเล็กๆ ขนาดแมววัยหกเดือน<br />
ถูกนำไปเผาและเคลือบตามกระบวนการเซรามิก จากชิ้นที่หนึ่ง เป็นชิ้นที่ 2 และ 3 ไข่เจียวเป็นที่รักของลูกค้าและพวกเราที่สตูดิโอ หลายคนพอทราบเรื่องไข่เจียวเดินไม่ได้ต่างก็เสนอช่วยค่ารักษา<br />
ค่าอาหาร<br />
เราปฏิเสธแทนไข่เจียวเพราะไม่อยากให้เป็นภาระของคนอื่น<br />
แต่ถ้าผู้ที่เสนอจะช่วยเหลือต้องการทำให้ไข่เจียวจริงๆ ก็จะได้รอยเท้าเซรามิกของแมวส้มตัวน้อยนี้เป็นของตอบแทนสำหรับมิตรภาพนั้นกลับไป</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/cat-10.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/cat-81.jpg"></p>
<p>ทุกวันนี้เจ้าแมวตัวส้มยังมาช่วยงานที่นอกเหนือจากการทำเซรามิกโดยเราไม่ได้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ อย่างการวิ่งไปมาทับข้าวของที่ถูกจัดวางเพื่อถ่ายภาพไว้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสตูดิโอ<br />
จนบางครั้งก็ยากที่จะนำไข่เจียวเราออกจากเฟรมภาพเลยต้องปล่อยให้มันโชว์ร่างอวบอั๋นสีส้มไป ถ่าย 10 ภาพ ใช้ได้ภาพเดียว นอกนั้นมีทั้งมือทั้งหางร่วมเฟรมตลอด<br />
ไม่เฉพาะเท่านั้น ไข่เจียวยังพาร่างส้มนุ่มนิ่มขี้ประจบของมันวิ่งไปตามห้องเรียนต่างๆ ที่มีลูกค้ามาเรียน เดินทักทายตั้งแต่ดาดฟ้าจนถึงร้านเครื่องดื่มชั้นล่าง<br />
ช่างมีมนุษยสัมพันธ์ดีจริงๆ </p>
<p>ดูเหมือนว่าเราจะอยู่ด้วยกันมานานมากแล้วเพราะใช้เวลาด้วยกันทั้งวันทุกวัน<br />
แต่จริงๆ แล้ว เราเพิ่งรู้จักกันมาแค่ 4 เดือนเอง เป็น 4 เดือนที่เรามีเพื่อนเพิ่ม เพื่อนที่เล่นตลอด เดินตามตลอด นอนเก่ง และตื่นเช้ามากที่สุด ทุกวันนี้เราได้เจ้าแมวศิลปินสี่ส้มมาช่วยเติมเต็มให้บ้านหลังนี้อบอุ่นขึ้นเยอะเลย<br />
จะหนาวช่วงเดียวก็ตอนที่ไข่เจียวแย่งเราเอาตัวไปนอนทับผ้าห่มเกินครึ่งผืนนั่นแหละ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/cat-112.jpg"></p>
<p><strong>Owner’s name: </strong><strong></strong>ธนิตา โยธาวงษ์<br /><strong></strong><strong>Occupation:</strong> นักทำเซรามิก<br /><strong style="background-color: initial">Cat&#8217;s name: </strong><strong style="background-color: initial"></strong>ไข่เจียว<br /><strong style="background-color: initial">Breed: </strong>&#8211;</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธนิตา โยธาวงษ์ และช่อไพลิน ไพรบึง</em></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากอวดแมวในเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cat-20/">ไข่เจียว : แมวจรตัวผอมที่กลายมาเป็นเพื่อนรักตัวอวบของสาวนักทำเซรามิก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/cat-20/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
