<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อธิวัฒน์ อุต้น, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/atiwat-uton/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/atiwat-uton/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 15 Oct 2021 12:39:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>&#8220;ไว้ถูกหวยเมื่อไหร่ ไปเที่ยวต่างประเทศกัน&#8221; บันทึกการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/film-in-japan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 May 2020 18:04:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[จากทางบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[Japan]]></category>
		<category><![CDATA[กล้องฟิล์ม]]></category>
		<category><![CDATA[journey]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98835</guid>

					<description><![CDATA[<p>1 ผมเริ่มต้นเขียนบันทึกการเดินทางนี้ในวันปีใหม่ไทย เป็นวันที่ได้กลับมาอยู่บ้านและเป็นวันหยุดพักผ่อนชั่วคราวประจำปี สงกรานต์ปีนี้ต่างจากปีก่อนๆ โดยสิ้นเชิง เพราะปีนี้น่าจะหยุดยาวกว่าปีที่แล้วหลายวัน ปกติผมจะตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อกลับมาบ้าน ได้เจอใครต่อใครที่พบหน้ากันเพียงปีละครั้งสองครั้ง สำหรับปีนี้ความตื่นเต้นที่ว่าหมดไปสักพักแล้วเพราะเราเจอกันมาเกือบเดือน ด้วยฤทธิ์ของโรคระบาดชื่อ โควิด-19 ที่เล่นงานจนทั้งโลกหยุดนิ่ง&#160; จึงเหมาะมากกว่าหากจะเรียกเรื่องราวที่กำลังอ่านอยู่นี้ว่า &#8216;บันทึกการหยุดเดินทาง&#8217; ทุกครั้งที่ได้กลับบ้านผมจะอยู่กับความปลอดภัยและความสบายใจ ทั้งสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านบรรยากาศแบบนาเกลือ มีลมทะเลพัดผ่าน มีความปลอดโปร่งให้ได้หายใจและทำกิจกรรมที่ในเมืองไม่สามารถเอื้อได้ทั่วถึง ที่สำคัญคือผมจะได้กินอาหารรสมือของยายวัยเกือบ 90 ปีที่คอยดูแลเรื่องปากท้องของคนในบ้าน&#160; ที่น่าเสียดายคือในสถานการณ์ที่ยังมีโรคระบาดทำให้พวกเราเหล่ามิตรสหายในหมู่บ้านพบกันได้ยากกว่าเดิม ยอมรับผิดไปเลยก็ได้ว่าพวกเราอดใจไม่ไหวหากต้องกักตัวอยู่ในบ้านแล้วไม่ไปพบหน้าเพื่อนบางคนที่ไม่ค่อยได้เจอกัน หมู่บ้านที่เราอยู่มีอาณาเขตเล็กกว่าสวนลุมฯ เกือบเท่าตัว บวกกับความเคยชินในสภาพปกติทำให้ยังไงซะเราก็ต้องออกมานั่งคุยนั่งเล่นแบบเว้นระยะห่าง พกแก้วน้ำส่วนตัวและล้างมือบ่อยๆ ทุกครั้งที่พบกันผมจะได้สาระบางอย่างมาทบทวนชีวิต บางครั้งก็ได้ความไร้สาระมาสร้างความผ่อนคลายในชีวิต&#160; วันนี้ก็เช่นกัน วันที่พวกเรามีเรื่อง&#8230;&#160; 2 “ในชีวิตหนึ่ง สักครั้งเนอะ ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นขณะยุ่งอยู่กับการมวนยาเส้นด้วยใบจาก อย่างที่ผมบอก หมู่บ้านเรามีขนาดเล็ก อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 50-60 กิโลเมตร แต่เชื่อไหมว่าคนบางคนในหมู่บ้านแทบไม่เคยได้ออกจากรั้วของชุมชนตัวเองไปเที่ยวหรือใช้ชีวิตในดินแดนอื่นเลย เนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทับถมกันมาตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์&#160; อย่างเพื่อนผมคนหนึ่งที่เมื่อก่อนเราสนิทกันมาก เรียนเก่ง หัวไว และฉลาดกว่าใครหลายคนในรุ่น ทุกวันนี้กลายเป็นเพื่อนห่างๆ ที่เห็นมันอยู่ในหมู่บ้าน ทุกฤดูร้อนออกทำงานด้วยการเข็นเกลือและใช้ยาบ้าเพิ่มพลัง หมดหน้านาเกลือก็ใช้กัญชาบำเรอชีวิต มันเป็นลูกคนเดียว อาศัยอยู่ในบ้านกับพ่อแม่ที่ทะเลาะกันแบบลงไม้ลงมือ&#160; เพื่อนในกลุ่มอีกหลายคนเคยเล่าว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/film-in-japan/">&#8220;ไว้ถูกหวยเมื่อไหร่ ไปเที่ยวต่างประเทศกัน&#8221; บันทึกการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><b>1</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเริ่มต้นเขียนบันทึกการเดินทางนี้ในวันปีใหม่ไทย เป็นวันที่ได้กลับมาอยู่บ้านและเป็นวันหยุดพักผ่อนชั่วคราวประจำปี สงกรานต์ปีนี้ต่างจากปีก่อนๆ โดยสิ้นเชิง เพราะปีนี้น่าจะหยุดยาวกว่าปีที่แล้วหลายวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปกติผมจะตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อกลับมาบ้าน ได้เจอใครต่อใครที่พบหน้ากันเพียงปีละครั้งสองครั้ง สำหรับปีนี้ความตื่นเต้นที่ว่าหมดไปสักพักแล้วเพราะเราเจอกันมาเกือบเดือน ด้วยฤทธิ์ของโรคระบาดชื่อ โควิด-19 ที่เล่นงานจนทั้งโลกหยุดนิ่ง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จึงเหมาะมากกว่าหากจะเรียกเรื่องราวที่กำลังอ่านอยู่นี้ว่า &#8216;บันทึกการหยุดเดินทาง&#8217;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกครั้งที่ได้กลับบ้านผมจะอยู่กับความปลอดภัยและความสบายใจ ทั้งสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านบรรยากาศแบบนาเกลือ มีลมทะเลพัดผ่าน มีความปลอดโปร่งให้ได้หายใจและทำกิจกรรมที่ในเมืองไม่สามารถเอื้อได้ทั่วถึง ที่สำคัญคือผมจะได้กินอาหารรสมือของยายวัยเกือบ 90 ปีที่คอยดูแลเรื่องปากท้องของคนในบ้าน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่น่าเสียดายคือในสถานการณ์ที่ยังมีโรคระบาดทำให้พวกเราเหล่ามิตรสหายในหมู่บ้านพบกันได้ยากกว่าเดิม ยอมรับผิดไปเลยก็ได้ว่าพวกเราอดใจไม่ไหวหากต้องกักตัวอยู่ในบ้านแล้วไม่ไปพบหน้าเพื่อนบางคนที่ไม่ค่อยได้เจอกัน หมู่บ้านที่เราอยู่มีอาณาเขตเล็กกว่าสวนลุมฯ เกือบเท่าตัว บวกกับความเคยชินในสภาพปกติทำให้ยังไงซะเราก็ต้องออกมานั่งคุยนั่งเล่นแบบเว้นระยะห่าง พกแก้วน้ำส่วนตัวและล้างมือบ่อยๆ ทุกครั้งที่พบกันผมจะได้สาระบางอย่างมาทบทวนชีวิต บางครั้งก็ได้ความไร้สาระมาสร้างความผ่อนคลายในชีวิต&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ก็เช่นกัน วันที่พวกเรามีเรื่อง&#8230;&nbsp;</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99187" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000012.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000012.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000012-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000012-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>2</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในชีวิตหนึ่ง สักครั้งเนอะ ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นขณะยุ่งอยู่กับการมวนยาเส้นด้วยใบจาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่ผมบอก หมู่บ้านเรามีขนาดเล็ก อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 50-60 กิโลเมตร แต่เชื่อไหมว่าคนบางคนในหมู่บ้านแทบไม่เคยได้ออกจากรั้วของชุมชนตัวเองไปเที่ยวหรือใช้ชีวิตในดินแดนอื่นเลย เนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทับถมกันมาตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างเพื่อนผมคนหนึ่งที่เมื่อก่อนเราสนิทกันมาก เรียนเก่ง หัวไว และฉลาดกว่าใครหลายคนในรุ่น ทุกวันนี้กลายเป็นเพื่อนห่างๆ ที่เห็นมันอยู่ในหมู่บ้าน ทุกฤดูร้อนออกทำงานด้วยการเข็นเกลือและใช้ยาบ้าเพิ่มพลัง หมดหน้านาเกลือก็ใช้กัญชาบำเรอชีวิต มันเป็นลูกคนเดียว อาศัยอยู่ในบ้านกับพ่อแม่ที่ทะเลาะกันแบบลงไม้ลงมือ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อนในกลุ่มอีกหลายคนเคยเล่าว่า ชีวิตก็อยากทำอย่างอื่นบ้าง มันบอกว่ามีฝันที่อยากจะออกไปทำ แต่เสี้ยนที่ตำเท้าอยู่อย่างหนี้ก้อนโตที่พ่อแม่เคยกู้ส่งมันเรียนเมื่อก่อนผูกมัดมันไว้กับโรงงานอุตสาหกรรม มีเพื่อนที่ตื่นเช้าไปโรงงาน เย็นกลับมาบ้านกินเบียร์สักขวด บางคืนเลยเถิดเป็นกลม แล้วเข้ามุ้งนอน ต้องดูแลลูกเล็กทั้งสองคน ออกจากบ้านทีไรเมียจะตามด่าเสมอ และมีเพื่อนที่ย้ายถิ่นออกไปใช้ชีวิตที่อื่น ทุกวันนี้ไม่ค่อยเห็นกลับบ้านเพราะแต่งงานมีครอบครัว วิถีชีวิตเลยทำให้มันกลายเป็นหนุ่มออฟฟิศสุดยุ่งที่ต้องขยันทำงานรับเงินเดือนเลี้ยงคนในบ้าน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องเที่ยวต่างประเทศไกลเกินกว่าหวังไปมาก สำรวจจากการส่งต่อคำถามไปหลายๆ บ้านก็พบว่าน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศ คนในครอบครัวผมก็มีแค่พ่อคนเดียวที่ได้ไปต่างประเทศ ไม่ได้ไปเที่ยวหรอก ไปทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่มีวันหรอก ลำพังแค่ในประเทศผมยังเที่ยวไม่ครบเลย” เพื่อนอีกคนในวงสนทนาตอบคำถาม พร้อมยื่นมือไปรับมวนยาจากเพื่อนอีกคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ผมเคยไปต่างประเทศมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่แน่อาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตด้วยมั้ง” ผมพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ มองเห็นควันสีเทาลอยจากปากเพื่อนก่อนจะปลิวไปตามลม ผมยื่นมือรับมวนยาเส้นที่เพื่อนพันแจก&nbsp;</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99189" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000016.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000016.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000016-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000016-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>3</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เกือบปีแล้วที่ผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกผิดหวัง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกเสียดาย และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ควรจะจดจำประสบการณ์ชีวิตต่างแดนได้ดีกว่านี้มาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมโชคดีที่แม้จะไม่ได้เกิดในครอบครัวฐานะดี มีสมบัติก้อนโตส่งต่อให้ลูกหลาน แต่พ่อแม่ไม่เคยสร้างหนี้ไว้ให้ต้องผ่อนส่ง ผมได้ออกจากหมู่บ้านตั้งแต่ช่วงประถมศึกษา เพราะพ่อเปิดร้านตัดผมเลยต้องเช่าห้องและใช้เป็นบ้านอีกหลัง ซึ่งมีระยะทางห่างจากหมู่บ้านเกือบๆ 5 กิโลเมตร ผมได้ไปเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด ต่อยอดไปเรียนมหา&#8217;ลัยในเมืองหลวง แล้วก็ทำงานในเมืองเช่นเดียวกัน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านผมได้เห็นสังคมอื่นที่ต่างไปจากชุมชนที่เคยอยู่ มีโอกาสไปเห็นสิ่งต่างๆ จากที่อื่นๆ ไปใช้ชีวิตที่หลากหลายกว่าในชุมชน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทัศนคติในหลากหลายมุมมอง สภาพแวดล้อมต่างๆ เหมือนจะหล่อหลอมรวมเป็นสีเดียวกับชีวิตประจำวันของผมโดยอัตโนมัติ ทำให้ทุกครั้งเมื่อได้กลับบ้านผมจะเห็นชุมชนที่เปลี่ยนแปลงในความคิดเสมอ ชุมชนที่กลัวว่าวันหนึ่งจะไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยอีกต่อไป&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>4</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โอกาสในการไปต่างประเทศครั้งแรกเกิดขึ้นเพราะผมทำงานในกรุงเทพฯ ณ บริษัทที่ชาวต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้น เป็นบริษัทผู้ผลิตงานสื่อสิ่งพิมพ์และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ที่หลายคนอาจจะเป็นผู้ติดตามอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เพราะเว็บไซต์รวมถึงแฟนเพจที่ผมทำงานนั้นพูดเรื่องไลฟ์สไตล์คนเมือง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้งแรกในดินแดนต่างประเทศของผมคือญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศหนึ่งที่ผมและหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมที่รับมาตั้งแต่เด็กตามช่อง 9 ไอทีวี ของเล่น นิตยสาร หรือแผ่นหนังผู้ใหญ่ที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันกับเพื่อน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แทนที่จะเป็นความตื่นเต้นของชีวิต ผมกลับรู้สึกปอดแหกมากๆ สำหรับการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมถูกมัดมือชกจากพี่ บ.ก. เพราะเขารู้ว่าทักษะภาษาอังกฤษของผมนั้นโหลยโท่ย ทุกครั้งเมื่อมีจดหมายเชิญสื่อให้ไปทำข่าวที่ต่างประเทศผมจึงถูกผลักออกจากตัวเลือกในการส่งคนไปเสมอ แต่ครั้งนี้พี่ บ.ก.บอกผมว่า ถ้ามึงไม่กล้าชาตินี้ก็ไม่ต้องไปไหนแล้ว แกมักจะส่งความหวังดีหักดิบแบบนี้ให้ผมตลอดมา&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนเดินทางผมจัดการพาสปอร์ตเล่มแรกในชีวิต แลกเงินเยนของญี่ปุ่นด้วยจำนวนเงินเก็บที่มีทั้งหมด เพราะวางแผนเงินสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศไม่เป็น และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นกังวลอย่างมากคือเรื่องภาษาอังกฤษและการสื่อสาร นั่นทำให้ผมต้องเรียนรู้ศัพท์เกี่ยวกับสนามบินทุกคืนเพื่อจะได้จดจำไปใช้ตอนเดินทาง มีนึกออกบ้าง จำผิดจำถูกบ้าง ตามประสามนุษย์ผู้มีทักษะภาษาต่างประเทศระดับพอใช้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>5</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นเอกซ์คลูซีฟทริปโดยห้างสรรพสินค้าชื่อดังเป็นคนจัดการทั้งหมด ไม่ว่าจะค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าเที่ยว รวมค่าใช้จ่ายแล้วการท่องเที่ยวรอบนี้รอบเดียวน่าจะแพงกว่าการเที่ยวทั้งชีวิตของผมเสียอีก เที่ยวนี้ผมไปในฐานะผู้ถือชื่อสื่อไว้ในมือ ความกังวล ความตื่นตระหนก ความวิตกต่างๆ นานา จึงเข้าครอบงำ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมสะดุ้งตื่นเมื่อหูได้ยินเสียงแอร์โฮสเทสประกาศว่าอีกไม่นานเครื่องบินจะเดินทางถึงญี่ปุ่น นั่นเท่ากับว่า 8 ชั่วโมงสำหรับการเดินทางบนเครื่องบินที่ยาวนานที่สุดในชีวิตผมกำลังจะจบลง&nbsp;</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99193" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/22-1.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/22-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/22-1-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/22-1-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้างนอกหน้าต่างผมมองเห็นอาณาจักรเมฆสีขาวโพลนค่อยๆ กระจายตัวออก มองลงไปเจอผืนมหาสมุทรที่โอบล้อมเมืองไว้ เครื่องบินตีวงกว้างทำให้ได้เห็นวิวของญี่ปุ่นแบบ 180 องศา จะบ้าตาย แค่ภาพแรกที่ได้เห็นในต่างประเทศก็สะกดวิญญาณได้ขนาดนี้แล้ว&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากรับกระเป๋าเสร็จ ทั้งคณะเดินไปขึ้นมินิบัสที่มารอรับ วินาทีที่ประตูเลื่อนเปิดออก ลมหนาวระลอกแรกก็พัดมาทักทาย ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เคลิ้มไปกับบรรยากาศที่ได้รู้สึก ลืมสิ่งที่กังวลอยู่ไปชั่วขณะ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>6</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่พวกเรายังดีนะ มีทะเลเป็นสถานที่เที่ยวใกล้ๆ บ้าน” เพื่อนคนแรกพูดต่อ รอบนี้มันเอาใบจากห่อยาเส้นเข้าปากตัวเอง เขี่ยไฟสองแช็กจุดปลายมวน&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หมู่บ้านของผมมีทะเลเป็นอวัยวะทั้งหมดของร่างกาย มีลำคลองเป็นเส้นเลือดเล็ก-ใหญ่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต อาชีพของคนในหมู่บ้านคือการทำนาเกลือ วังกุ้ง วังปลา และมีผลพลอยได้เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่หากินได้ทั้งจากในลำคลองและทะเล เพราะฉะนั้นน้ำจึงจำเป็นต่อชีวิตของคนในชุมชน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อก่อนวัยรุ่นหลายคนจะคุ้นเคยกับการทำนาเกลือ บ้างทำเป็นงานประจำ บ้างเป็นงานเสริม บางครอบครัวที่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนก็มีนาเกลือเป็นที่พึ่งของปากท้อง ทุกวันนี้บทบาทของน้ำทะเลเริ่มเจือจางความเค็มลงเรื่อยๆ เนื่องด้วยการมาเยือนของอุตสาหกรรม วัยรุ่นในหมู่บ้านต่างทยอยไปสมัครเข้าโรงงาน รับเงินเดิอนเป็นก้อนๆ แทนงานหนักตากแดดกลางนา&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่เดี๋ยวนี้น้ำก็เริ่มเสีย ไม่มีปลาไม่มีกุ้งกระโดดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทะเลก็มีแต่ขยะ” ผมพูดขณะดูเพื่อนพ่นควัน&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>7</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มินิบัสวิ่งเอื่อยๆ บนถนนโล่งทำให้มองเห็นสองข้างทางได้อย่างชัดเจน ภาพข้างทางค่อยๆ ผ่านไปเรื่อยๆ เป็นเมือง เป็นบ้าน เรียงตัวกันอย่างมีระเบียบ สะอาดสะอ้าน น่าอยู่&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มินิบัสวิ่งข้ามสะพาน มองเห็นท่าน้ำที่มีเรือจอดยาวไปตลอดแนวตลิ่ง สีพื้นน้ำมรกตผสมไพลินมีแสงอาทิตย์สะท้อนประกายวิบวับ&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99201" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000041.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000041.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000041-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000041-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ประเทศญี่ปุ่น” ไกด์สัญชาติไทยที่มาใช้ชีวิตและทำงานในญี่ปุ่นพูดทักทายคนทั้งรถ เธอแนะนำคนขับรถ ตัวเอง สถานที่ รวมถึงกำหนดการเดินทางประจำวัน ต่อด้วยการเล่าประวัติศาสตร์ พร้อมเรื่องราว แถมเรื่องเล่า ของเมืองนั้นๆ ที่มินิบัสวิ่งผ่าน ผมฟังเสียงของเธอด้วยหูและสำรวจฉากนอกหน้าต่างที่เลื่อนไปเรื่อยๆ ด้วยดวงตาของผู้ที่ไม่เคยเห็นภาพตรงหน้ามาก่อนในชีวิต&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มินิบัสพาคณะเดินทางแวะกินข้าวกลางวันที่ภัตตาคารท้องถิ่นชื่อว่า </span><span style="font-weight: 400;">คาวาระโซบะ </span><span style="font-weight: 400;">ในจังหวัดย</span><span style="font-weight: 400;">ามากูจิ</span><span style="font-weight: 400;"> มีอาหารขึ้นชื่ออย่าง&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ชิโมโนะเซกิ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไกด์เล่าว่าภัตตาคารนี้มีต้นกำเนิดตั้งแต่ปี 1961 เป็นยุคที่ทหารเดินทางออกรบ เวลาทำอาหารพวกเขาจะนำหญ้า เนื้อ มาผัดและกินกันบนกระเบื้องร้อนๆ ปัจจุบันคาวาระโซบะจึงเสิร์ฟเมนูชิโมโนะเซกิ จำลองหน้าตาอาหารให้เหมือนได้กินแบบเดียวกันกับทหารในยุคสงคราม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99199" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000038.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000038.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000038-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000038-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99186" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000011.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000011.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000011-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000011-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นวันที่อากาศแจ่มใส แดดของญี่ปุ่นจึงแรง ทำให้เห็นเมฆบนฟ้าเหมือนนุ่นขนาดใหญ่ลอยช้าๆ เส้นทางท่องเที่ยวครั้งนี้ถูกเรียกว่า </span><span style="font-weight: 400;">Inland Sea</span><span style="font-weight: 400;"> ในดินแดนของ</span><span style="font-weight: 400;">เซโตอูจิ</span><span style="font-weight: 400;"> อาณาจักรทะเลสุดยิ่งใหญ่ในญี่ปุ่น ที่นี่มีชายฝั่งที่ยาวไกลถึง 1,500 กิโลเมตร และเป็นที่ตั้งของจังหวัดทั้ง 7 ประกอบไปด้วย</span><span style="font-weight: 400;">ยามากูจิ, ฮิโรชิมะ, เอฮิเมะ, คางาวะ, โอคายามะ, เฮียวโงะ แล</span><span style="font-weight: 400;">ะ</span><span style="font-weight: 400;">โทคูชิมะ</span><span style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอดเส้นทางผมจึงได้เห็นผืนน้ำเวิ้งว้างกว้างไกลสีคราม เห็นท้องฟ้าเต็มๆ ตาสลับกับภูเขาสีเขียวครึ้ม ตลอดชายฝั่งมีเรือเรียงราย ได้เจอธุรกิจประมงที่สะอาดตาและระบบดูแลน้ำที่มองไปไม่เห็นขยะ เป็นการจัดการที่มีประสิทธิภาพเพราะต้องเจอภัยพิบัติบ่อยครั้ง การวางแผนเพื่อรับมือความโชคร้ายในครั้งต่อไปจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกเสมอมา&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเมืองยามากูจิ ผมได้เห็น</span><span style="font-weight: 400;">สะพานสึโนะชิมะ </span><span style="font-weight: 400;">ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น ก่อนถูกทำลายสถิติด้วยสะพาน</span><span style="font-weight: 400;">อากาชิไคเกียว </span><span style="font-weight: 400;">ที่ใครจะข้ามต้องโดนเก็บค่าผ่านทาง ด้วยเหตุนี้สะพานสึโนะชิมะจึงทวงบัลลังก์ความยาวด้วยการเป็นสะพานที่ยาวที่สุด (ที่ไม่เก็บค่าผ่านทาง)&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99195" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000025.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000025.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000025-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000025-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังมี</span><span style="font-weight: 400;">ศาลเจ้าโมโตโนสุมิ อินาริ&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ที่โดดเด่นด้วยเสาโทริอิ 123 ต้น ผู้คนนิยมมาเดินลอดอุโมงค์เพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จ บรรยากาศรอบๆ ศาลคือพื้นทะเลกว้าง ลมเย็นๆ ที่พัดคลื่นกระทบกับก้อนหินใหญ่บนชายฝั่ง คู่รักที่มาขอพรนั่งชมวิว เป็นภาพที่เหมาะกับการถ่ายรูปเป็นอย่างมาก คิดไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ติดกล้องฟิล์มสัญชาติญี่ปุ่นทั้งสองตัวมาเที่ยวด้วยคงจะรู้สึกเสียดายและไม่ให้อภัยตัวเองอย่างยิ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยามากูจิยังมีอีกหนึ่งสะพานชื่อดังอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">สะพานไม้คินไตเคียว </span><span style="font-weight: 400;">ผมและคณะเดินทางมาถึงช่วงบ่ายแก่ๆ พอดี บรรยากาศของที่นี่เป็นชุมชนที่เงียบสงบ มีสิ่งก่อสร้างเป็นสะพานไม้ที่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ สร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านญี่ปุ่น วิธีการก่อสร้างที่ไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว ถึงตอนนี้แม้สะพานไม้เก่าแก่ลงไปมากจนต้องอาศัยโครงเหล็กมาช่วยดามบางส่วน และไม่ว่าจะต้องซ่อมแซมกันอีกกี่ครั้งพวกชาวบ้านยังคงลงทุนลงแรงร่วมกันบูรณะสะพานให้คงอยู่คู่ชุมชนต่อไป ด้านล่างยังมีแม่น้ำนิชิกิไหลผ่านให้ชาวบ้านหาทรัพยากรเลี้ยงชีวิตได้อีกด้วย&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังกลืนควันก้อนโตผมพูดต่อ “เมื่อก่อนนี้นะน้ำสะอาด ตกปลาหมอเทศ หมอไทย อีกง มีหมด คลองก็กว้าง พวกเราเล่นน้ำได้ เวลาเรือเกลือวิ่งในคลองผ่านไปจะมีกุ้งกระโดด ช้อนไปทำแกงส้มกินกับข้าวได้หม้อหนึ่ง ตั้งแต่มีโรงงานมาตั้งใกล้ๆ เดี๋ยวนี้เหรอ…”&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>8</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเย็นมินิบัสพาคณะเดินทางไปพักในโรงแรมแห่งหนึ่งที่</span><span style="font-weight: 400;">ฮิโรชิมะ </span><span style="font-weight: 400;">เมืองที่ดูเงียบสงบ ไม่วุ่นวาย และบางเวลาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่และเงียบเหงา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมรู้จักเมืองนี้แค่ว่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นและโลก จากการถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ที่เล่นเอาทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลอง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเพราะมาญี่ปุ่นครั้งนี้ผมจึงรู้ว่าเมืองแห่งนี้มีโบราณสถานอายุ 1,400 ปีที่นักท่องเที่ยวมากมายนั่งเรือข้ามฟากไปชมความงาม นั่นคือศาลเจ้าลอยน้ำชื่อ</span><span style="font-weight: 400;">อิสึคุชิมะ</span><span style="font-weight: 400;">แห่งเมือง</span><span style="font-weight: 400;">ฮัตสึกาอิจิ </span><span style="font-weight: 400;">แต่วันที่ผมไปเป็นช่วงน้ำลงพอดี ศาลเจ้าจึงไม่ได้ลอยอยู่กลางทะเล </span><span style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรู้จักฮิโรชิมะเพิ่มจากสิ่งที่ตาเห็นก็พบว่าฮิโรชิมะคือเมืองแห่งน้ำ เป็นเมืองที่มีแม่น้ำสะอาดไหลผ่านถึง 6 สาย สารอาหารต่างๆ ที่พัดมารวมกันส่งผลให้วิถีชีวิตของคนในจังหวัดนี้คือการทำประมง&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99184" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000007.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000007.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000007-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000007-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขึ้นชื่อว่าการทำประมง ภาพที่เห็นที่ไทยหลายๆ ที่จะมีบรรยากาศกลิ่นคาวคลุ้ง ขยะเต็มชายตลิ่ง แต่ในฮิโรชิมะสลับขั้วอย่างเห็นได้ชัด เพราะฟาร์มเลี้ยงหอยนางรมขนาดใหญ่ดูจริงจัง มีมาตรฐาน จัดองค์ประกอบได้แบบไม่รบกวนทัศนียภาพระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิต&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ได้อวดอ้างแต่อย่างใด สำหรับทะเลใกล้ๆ บ้านผมและเพื่อนจะขับรถขึ้นไปกะเทาะหอยนางรมกินกันอยู่เสมอ กินกันสดๆ บนคันนา หิ้วใส่กระสอบลงมาแบ่งที่บ้าน และนำไปจัดปาร์ตี้ย่างหอยนางรมกันที่บ้านเพื่อน เอาพริกเขียว พริกแดง กระเทียม มาตำ ใส่น้ำตาล เหยาะน้ำปลา ไว้เป็นน้ำจิ้ม กินกันง่ายๆ แบบนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ที่ฮิโรชิมะมีวัฒนธรรมการกินที่เป็นระเบียบและมากเรื่องกว่ามาก หอยนางรมตัวใหญ่เท่าฝ่ามือมีให้กินตลอดปี เสิร์ฟพร้อมกับมีดเล็กๆ ไว้ใช้งัดเปลือก มีอาหารจานหลักอย่างข้าวหน้าปลาไหล คู่กับซุปมิโซะเข้มข้นอุณหภูมิอุ่นๆ และน้ำชาร้อนๆ ล้างคอ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เชื่อไหม ตอนที่ไปญี่ปุ่นผมเห็นพระอาทิตย์ตกที่นั่น ผมน้ำตาไหลออกมาแบบไม่รู้ตัว อะไรวะเนี่ย เกิดมา 25 ปีเพิ่งเคยเห็นภาพแบบนี้ครั้งแรกในชีวิต” ผมสบตาเพื่อนทั้งสองที่กำลังให้ความสนใจ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>9</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากฮิโรชิมะคณะของเราใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงบนมินิบัสเพื่อไปต่อยังจังหวัด</span><span style="font-weight: 400;">เอฮิเมะ </span><span style="font-weight: 400;">แม้จะแอบมีอาการเพลียแดดอยู่บ้าง แต่ระหว่างเส้นทางไปหาจุดหมายรถจะต้องวิ่งข้ามสะพานน้อย-ใหญ่ ทุกครั้งที่รถแล่นอยู่บนสะพาน วิวสองฟากฝั่งที่มีฉากเป็นภูเขาหลายลูกยืนตระหง่านอยู่บนทะเลผืนใหญ่ก็ทำให้ต้องฝืนตาเอาไว้และนั่งละเลียดไปกับความสวยงามเหล่านั้น&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอฮิเมะที่ผมได้ฟังจากปากไกด์มานั้น เธอบอกว่าเป็นเมืองที่ว่ากันว่าท่อระบายน้ำมีแต่น้ำส้ม เพราะส้มคือของขึ้นชื่อของเมือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมืองที่มีทั้งรถรางท่องเที่ยวและรถไฟสำหรับเดินทาง เมืองที่มีโ</span><span style="font-weight: 400;">ดโกออนเซน </span><span style="font-weight: 400;">โรงอาบน้ำแร่จากธรรมชาติเก่าแก่กว่า 3,000 ปี เป็นเมืองที่มีตลาดขายสินค้าทั้งอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม ที่ทุกอย่างแปรรูปมาจากส้ม ผลผลิตชั้นเยี่ยมของเมือง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการแวะมาที่เมืองแห่งนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการช้อปปิ้ง เดินซื้อของฝาก ลองชิมขนม แวะจิบเครื่องดื่ม อันที่จริงผมเองเป็นคนเห็นแก่กิน แต่ในเวลาต่างบ้านห่างเมืองแบบนี้ผมล้วงเงินเหรียญในกระเป๋า เดินไปเลือกไอศครีมรสส้มยูซุใส่โคนที่คนขายบอกว่าไม่อร่อยยินดีคืนเงิน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดินเล่นตามคนอื่นๆ ไปพร้อมไอศครีมในมือ เลียมันทีละนิด ค่อยๆ ลิ้มรสความเปรี้ยวอ่อน หวานฉ่ำ ค่อยๆ กลืนและจดจำรสชาติของมันไว้ในปาก รู้ตัวอีกทีมินิบัสก็สตาร์ทเครื่อง คนอื่นๆ ได้ของฝากและของกินเล่นมาเต็มมือ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มานั่งคิดถึงแล้วรู้สึกเสียดายกับความประหยัดเกินเหตุ ทำให้ไม่ได้ลองรสสิ่งต่างๆ ที่เห็นในวันนั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99197" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000037.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000037.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000037-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000037-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99196" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-2.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-2-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/35-2-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เดือนพฤษภาคมปีที่แล้วผมอายุ 25 ปี เข้าสู่ตัวเลขที่เรียกว่าเบญจเพส ผมเดินทางในอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน การเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตจึงถือเป็นของขวัญวันเกิดย้อนหลังพอดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มินิบัสกำลังพาคณะเดินทางไปที่โรงแรม</span><span style="font-weight: 400;">โคโตฮิระ</span><span style="font-weight: 400;">ในจังหวัด</span><span style="font-weight: 400;">คางาวะ</span><span style="font-weight: 400;">&nbsp;สถานที่พักของค่ำคืนที่ 2 นอกจากตื่นเต้นเมื่อได้รู้ว่าจะมีบ่อน้ำร้อนออนเซนรอให้ผมไปเปลือยกายนอนแช่แล้ว วิวจากนอกหน้าต่างที่มองเห็นคล้ายจะดึงความสนใจของผมไปจนหมดสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพของหมู่บ้านริมชายฝั่ง ขยับไปอีกเลเยอร์พระอาทิตย์กำลังเปล่งแสงสุดท้ายของวัน สะท้อนผืนน้ำและส่องแสงอร่ามเต็มท้องฟ้า ทั้งสีส้ม ชมพู ม่วง ผสมกัน กระจายไล่ระดับเข้ม-อ่อน ผมหยุดนิ่งมองภาพนั้นผ่านไปพร้อมการเคลื่อนตัวของมินิบัส เผลออีกทีน้ำตาที่ล้นมาก็หยดชนริมฝีปาก พูดในใจคนเดียวอย่างคนบ้าว่า เกิดมา 25 ปีเพิ่งได้เห็นภาพแบบนี้ครั้งแรกในชีวิต&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99182" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000003.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000003.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000003-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000003-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ญี่ปุ่นส่งสัญญาณต้อนรับผมด้วยความงามของดินแดนให้เห็นอย่างเต็มตา สิ่งที่เป็นกังวล ที่เคยคิดมาก ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันผ่อนคลายสุดๆ เมื่อถึงที่พักทุกคนต่างแยกย้ายกันพักผ่อน ผมกับพี่ช่างภาพที่นอนร่วมห้องกันมาตั้งแต่คืนแรกนัดหมายกันแบบลูกผู้ชายว่าจะไปถอดเสื้อผ้าแช่ออนเซนกัน&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คืนนั้นใกล้เวลาที่บ่อน้ำพุร้อนจะปิดทำการ ผมกับพี่ช่างภาพจึงมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นผลพลอยได้ เรานอนแช่น้ำร้อน แหงนหน้ามองฟ้า พูดคุยทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น กิจกรรมก่อนนอนนี้ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ใช้งานด้วยการเดินมาทั้งวัน ช่วยให้ผมกับพี่ช่างภาพสานสัมพันธ์กันมากขึ้น เราเริ่มสนิทกันมากขึ้นเหมือนที่ผมเริ่มคุ้นชินกับญี่ปุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โอกาสที่พวกเราจะไปเที่ยวต่างประเทศมันมีน้อยมาก ถ้าตอนนี้ผมมีเงินสัก 50,000 นะ ผมก็ไม่ไปเที่ยวหรอก ดูดิ (มันชี้วนไปยังพื้นที่รอบๆ ที่ทุกคนนั่งอยู่) บ้านผมก็ยังไม่เสร็จ สร้างบ้านก่อนดีกว่า” เพื่อนผู้เป็นเจ้าของบ้านที่มีแต่โครง ยังไม่ได้สร้างหลังคากับกำแพง พูดขึ้น&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99194" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000024.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000024.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000024-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000024-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99192" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000021.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000021.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000021-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000021-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>10</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เช้าวันที่ 3 ของการเที่ยวญี่ปุ่น ผมตื่นขึ้นมาในเขตของจังหวัด</span><span style="font-weight: 400;">คางาวะ </span><span style="font-weight: 400;">เมืองที่ผมเห็นในหนังสือท่องเที่ยวของนักเขียนไทยหลายเล่ม กิจกรรมแรกของวันน่าจะเป็นการเผาผลาญพลังงานไม่ใช่น้อย เพราะสถานที่ที่กำลังเดินทางไป เลี้ยวซ้ายห่างจากโรงแรมไม่ถึง 500 เมตร ทั้งคณะยืนอยู่หน้าบันไดขั้นแรกของ 1 ใน 88 ศาลเจ้าญี่ปุ่นที่นักแสวงบุญต้องมา ชื่อว่า</span><span style="font-weight: 400;">ศาลเจ้าโคโตฮิรากู</span> <span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่สถิตของเทพเจ้าแห่งทะเล ก่อนออกทะเลชาวเรือต้องเดินขึ้นเขาไปเกือบ 2,000 ขั้น เพื่อขอพรให้การเดินทางสู่ผืนทะเลเป็นไปโดยสวัสดิภาพ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างเดินขึ้นบันได ไกด์สาวเล่าเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ทั้งความเชื่อ ภูมิศาสตร์ เรื่องเฉพาะถิ่น เพื่อช่วยให้การเดินทางของทุกคนคลายความเหนื่อย เพียงไม่นานเสียงจากโทรโข่งของเธอก็เงียบลง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมชอบเรื่องหนึ่งที่เธอเล่า เป็นเรื่องน่ารักๆ ของเจ้าหมาชื่อว่า </span><span style="font-weight: 400;">คอมปิระอินุ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยก่อนยังไม่มีบันไดขึ้นไปสักการะเทพเจ้าได้อย่างสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ คนในเมืองที่สุขภาพไม่แข็งแรง เดินไม่ไหว ก็มักจ้างพ่อค้า เพื่อนบ้าน ตลอดจนสุนัขที่เลี้ยงไว้ของตัวเองนี่แหละ ไปเป็นธุระให้ ใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการห้อยถุงเล็กๆ ไว้ที่คอของเจ้าสุนัข ในถุงบรรจุป้ายชื่อ เงินทำบุญและเงินค่าอาหารระหว่างทาง&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมขึ้นไปถึงศาลเจ้าด้วยแรงขาของตัวเอง แต่ถึงตอนนี้ผมดันลืมไปแล้วว่า หน้าศาลเจ้าผมอธิษฐานเรื่องอะไรไป แต่หากขอพรได้อีกครั้ง ผมอยากกลับไปหาญี่ปุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เก็บเงินยังไงก็ไม่มีวันได้ไปหรอก มีเรื่องจำเป็นต้องใช้ก่อนอยู่ดี สมบัติเก่าก็ไม่มี สำหรับพวกเราจะไปต่างประเทศได้ผมว่าต้องถูกหวยว่ะ ทางเดียวเลย” เพื่อนอีกคนพูดบ้าง&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>11&nbsp;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงบ่ายเรือเฟอร์รีขนาดเขื่องพาเราข้ามไปยังเกาะ</span><span style="font-weight: 400;">นาโอชิมะ </span><span style="font-weight: 400;">หรือที่รู้จักกันในชื่อเกาะศิลปะ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรือเทียบฝั่ง ผมเห็นคนกลุ่มใหญ่ทยอยกันไปขึ้นรถประจำทาง บ้างปั่นจักรยาน บ้างก็ขึ้นรถยนต์โดยสาร มีคนอีกกลุ่มที่รีบวิ่งไปที่ฟักทองลายจุดสีแดง-ดำผลงานของ&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">Yayoi Kusama&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ศิลปินชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ใช่แล้ว กลุ่มนั้นคือคณะทัวร์ไทยที่ผมร่วมเดินทาง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาที่เมืองนี้ผมกำลังจะได้ไปดูศิลปะเลื่องชื่อใน</span><span style="font-weight: 400;">พิพิธภัณฑ์ศิลปะชิชู</span><span style="font-weight: 400;">ของศิลปินญี่ปุ่นนามว่า Tadao Ando</span><span style="font-weight: 400;">&nbsp;ที่นั่นมีแต่ความน่าทึ่งไปซะทั้งหมด มากกว่าศิลปะคือแนวคิดในการสร้างอาคารทั้งหลังด้วยไอเดียที่อยากให้สถาปัตยกรรมกลมกลืนกับภูมิทัศน์มากที่สุดเพื่อแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากได้ชมผลงานศิลปะที่มีความอัจฉริยะเรียบร้อย คืนที่ 3 คณะเดินทางไปพักที่</span><span style="font-weight: 400;">คุราชิกิ&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ตื่นเช้าในวันที่ 4 เดินทางไปที่</span><span style="font-weight: 400;">โอคายามะ</span><span style="font-weight: 400;">ในย่านเมืองเก่าจากยุคเอโดะ ไปถึงในเวลาเช้าเป็นช่วงที่ร้านค้ายังไม่เปิด สถาปัตยกรรมในเมืองเก่านี้มีลักษณะแบบญี่ปุ่นโบราณที่มีส่วนผสมจากซีกโลกตะวันตกออกมาเป็นลักษณะเฉพาะ รัฐบาลญี่ปุ่นขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีภาพของวัฒนธรรมสมัยก่อนให้ได้เยี่ยมชม&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมลองเดินสำรวจท่อระบายน้ำเสีย ไม่พบขยะลอยเกลื่อนใดๆ สีของน้ำเป็นสีเดียวกันและบางใส พวกเขามีระบบจัดการน้ำที่ดีมากๆ คิดถึงคลองในหมู่บ้านของผม ทุกวันนี้หากน้ำยังดี ไม่มีขยะเกลื่อน อากาศร้อนๆ แบบนี้ พวกเราคงได้กระโดดน้ำกันสนุกสนาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานของผมในฐานะสื่อมวลชนที่เดินทางมาเก็บข้อมูลไปเขียนข่าวนั้นจบลงตอนบ่ายวันที่ 4 ในญี่ปุ่น อีกวันที่เหลือคือเวลาของการช้อปปิ้ง!</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>12</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในชีวิตหนึ่ง สักครั้งเนอะ ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ” เพื่อนคนเดิมพูดประโยคเดิม&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากโอคายามะ คณะเดินทางแวะกินเนื้อย่างที่</span><span style="font-weight: 400;">โกเบ</span><span style="font-weight: 400;"> แล้วมินิบัสก็พาเราเดินทางไกลมายัง</span><span style="font-weight: 400;">โอซาก้า </span><span style="font-weight: 400;">ทุกคนบนรถดูกระตือรือร้น มีชีวิตชีวาที่รู้ว่าเวลาแห่งความสุขจะมาถึงแล้ว เมื่อถึงที่พักจัดแจงรับกุญแจห้องแล้วเสร็จ ผมหันไปอีกทีก็ไม่เจอใครแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมอาศัยเดินตามหลังพี่ตากล้องที่เคยมาญี่ปุ่นแล้ว ที่จริงแล้วบนมินิบัสไกด์สาวได้แจกแผนที่ที่มีพิกัดของโรงแรม ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ร้านรองเท้า ฯลฯ ไว้ให้ทุกคน แต่ไม่รู้ล่ะ พี่เขาจะไปไหนผมไปด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99185" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000009.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000009.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000009-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000009-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมาเดินท่ามกลางผู้คนมากมายในโอซาก้าช่วงโพล้เพล้ ความเป็นเมืองทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างกับชนบทที่ไปมาเมื่อ 3 วันที่แล้วอย่างมาก แสง สี ไฟฟ้า รถยนต์ ผู้คน ทุกอย่างทำใจเต้นเพราะมันเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แทนที่จะตามพี่ตากล้อง กลับเป็นผมที่เหมือนจะรบเร้าให้เขาทำตาม ในค่ำคืนแห่งการช้อปปิ้ง พี่ตากล้องถือเป็นผู้มีพระคุณที่สุดในดินแดนญี่ปุ่นของผม เขาพาไปร้านเสื้อผ้าที่ผมซื้อเสื้อแค่ตัวเดียว ซึ่งเอาจริงๆ แล้วที่ไทยก็น่าจะมีขายแหละ พาไปทาวเวอร์เรกคอร์ด เดินดูสินค้ากันเกือบ 2 ชั่วโมง โดยที่ผมหยิบแผ่นเสียงซาวนด์แทร็กของแอนิเมชั่นเรื่อง <em>Castle in the Sky</em> มาแค่แผ่นเดียว&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งในการมาญี่ปุ่นของผมคือ (หยุดคิดถึงเรื่องนั้นเลยนะ) การได้กินราเมนข้างทาง ผมอยากกินแบบนั้นเพราะการ์ตูนหลายๆ เรื่องของญี่ปุ่นชอบมีฉากตัวละครซดราเมนอย่างเอร็ดอร่อย พี่ตากล้องก็เป็นธุระพาไปกิน (จริงๆ แล้วเขาอยากจะกินไหมก็ไม่รู้)&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมใช้เงินประหยัดเพราะเงินไทยที่แลกมาเป็นเงินเยนเกือบทั้งหมด เท่ากับเงินเก็บที่ถ้ายุบมากๆ ก็จะลำบากตอนกลับไปบ้าน ผมพลาดสิ่งของหลายๆ อย่างเพราะกลัวจะถังแตก ผมพลาดยามค่ำคืนที่ควรจะอิ่มเอมกับบรรยากาศในเมืองที่ครั้งแรกของชีวิตเคยมาเหยียบ ผมพลาดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเมืองท่องเที่ยวเช่นนั้นไป สุดท้ายผมไม่ได้ซื้อของฝากใครเพราะไม่กล้าทำอะไรนอกจากเดินตามหลังคนอื่น ของฝากอย่างเดียวที่ได้ติดมือมาคือครีมทาผิวหลอดสีฟ้าๆ ที่น้องสาวฝากหิ้วกลับไทยเพื่อเอาไปขายต่อเพื่อนๆ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ค่ำคืนสุดท้ายของญี่ปุ่นผมไม่ได้ตื่นเต้นกับป้ายไฟกูลิโกะแมน ไม่ได้รู้สึกว้าวกับแสงไฟละลานตา แทบไม่ได้สนใจผู้คนหลากเชื้อชาติที่เดินกันขวักไขว่ ผมหยิบมือถือมาถ่ายรูปน้อยมาก ไม่รู้เพราะอะไร&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างเดินกลับที่พักฝนโปรยเบาๆ สัมผัสศีรษะ ผมรู้สึกเคว้งๆ ท่ามกลางเมืองใหญ่ แต่ใจกลับคิดถึงบรรยากาศของชนบทที่ได้ไปสัมผัสเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา แวะมินิมาร์ต ผมเปิดตู้แช่หยิบเบียร์อาซาฮีติดตัวไป 2 กระป๋อง มันช่วยให้คืนสุดท้ายของญี่ปุ่นที่น่าจะได้เต็มอิ่มกับการไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกผ่านพ้นอย่างรวดเร็ว&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99188" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000014.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000014.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000014-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000014-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช้าวันสุดท้ายในญี่ปุ่นผมใช้เวลาเดินดูผู้คนผ่านไปผ่านมาและขึ้นไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าขนาดกลางข้างโรงแรม ก่อนนั่งมินิบัสออกจากโอซาก้าไปยังสนามบินคันไซเพื่อเดินทางกลับไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอดการเดินทางผมนั่งมองวิวข้างหน้าต่างอย่างตะกละตะกลาม มองสลับสองฟากฝั่งไม่ให้ละสายตา จดจำท้องฟ้าสีฟ้าๆ ที่มีเมฆก้อนขาวขนาดใหญ่ลอยหนาแน่น จดจำภาพของอาณาเขตทะเลที่โอบล้อมตึกเรียงราย มองลึกลงไปถึงกิจกรรมต่างๆ ของชาวญี่ปุ่น เป็นภาพวิวในต่างประเทศครั้งแรกที่เคลื่อนผ่านไปเรื่อยๆ จนมาจบภาพสุดท้ายก่อนเดินเข้าไปยังสนามบิน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>13</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาผ่านมาเกือบปี ญี่ปุ่นที่ผมเคยไปค่อยๆ เลือนหายจากความทรงจำไปทีละนิดๆ เรื่องราวเหล่านั้นเริ่มพร่าเลือน สัมผัสอากาศและความรู้สึกต่อบรรยากาศต่างๆ แทบจำไม่ได้ นึกได้แค่เพียงในจินตนาการ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นการท่องเที่ยวครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกเสียดายโอกาสที่ได้รับมาเพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกลับมานั่งคิดถึงช่วงเวลาในญี่ปุ่นอีกครั้ง ผมรู้สึกโชคดีที่เลือกการงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ให้กับชีวิต พูดอย่างไม่อายก็ต้องบอกว่า ในวัยนี้งานมอบทุกอย่างให้ ทั้งได้เงินมาดำรงชีวิต ไปเที่ยว คุยกับคนที่ชื่นชอบ ใช้ชีวิตร่วมกันกับคนที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาส และอีกมากมายที่ทำให้ได้เห็นคุณค่าและความหมายของตัวเอง อาจดูเกินจริง แต่ทั้งหมดเป็นความจริงที่ผมฝันเอาไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปในวันและวัยที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร ไม่รู้จะเรียนอะไรหรือต้องเป็นอะไร และความไม่รู้ก็ทำให้ไม่เคยรู้จักเลือก ผิดหวังซ้ำๆ เจ็บช้ำไปกับทางที่ไม่ได้เลือก แต่เมื่อได้นั่งมองชีวิตในเวลาปัจจุบัน ผมกลับได้เห็นว่าทางที่ผ่านมานั้นเป็นบทเรียนชั้นยอด และเมื่อมองกลับไปยังจุดเริ่มต้นทุกครั้ง ผมรู้สึกว่าก้าวต่อไปของผมมีค่า เพราะตอนนี้รู้จักเลือกได้บ้างแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมยังคงอยากเดินทางไปประเทศที่ 2 ของชีวิต และหวังอย่างยิ่งว่าหากเป็นไปได้จะกลับไปเติมเต็มความทรงจำครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นให้ดีกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้งแรกสำหรับการได้ไปเที่ยวต่างประเทศในชีวิตสอนให้รู้ว่า โอกาสกับความพร้อมน้อยนักจะเดินทางมาถึงพอดีกัน การเผชิญหน้าฝ่าฟันไปกับความฉิบหายที่ได้เจอเป็นสิ่งที่เราไม่ควรพลาด มันคือความสนุก การเรียนรู้ และอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ความกลัวหายตัวไป สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะถูกหรือผิด ชีวิตคงไม่อ้างว้างสักเท่าไหร่&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมต้องไปทำงานละ” เพื่อนคนข้างซ้ายมือผมพูดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เออ ผมก็จะนอนละ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปทำงาน” เพื่อนอีกคนเห็นด้วย&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไว้ถูกหวยเมื่อไหร่ ไปเที่ยวต่างประเทศกันสักครั้ง” ผมปิดท้ายวงสนทนา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99203" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000048.jpg" alt="" width="675" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000048.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000048-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/000048-600x403.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/film-in-japan/">&#8220;ไว้ถูกหวยเมื่อไหร่ ไปเที่ยวต่างประเทศกัน&#8221; บันทึกการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก ‘ธันวาคม’ สู่ ‘ช่วงเวลา’ การเดินทางตลอด 8 ปีของวงดนตรีที่คอยอยู่เป็นเพื่อนคนเศร้าชื่อ Zweed n’ Roll</title>
		<link>https://adaymagazine.com/zweed-n-roll-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Feb 2020 16:47:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[วงดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[คอนเสิร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[Zweed n’ Roll]]></category>
		<category><![CDATA[PLAY YARD by Studio Bar]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=90709</guid>

					<description><![CDATA[<p>Zweed n’ Roll คือวงดนตรีที่มี 5 เครื่องเล่น ประกอบไปด้วยสมาชิกที่ใช้ชีวิตเป็นเด็กหอ ร่วมเล่นดนตรีกันมาตั้งแต่สมัยเรียนดุริยางคศิลป์ในรั้วศิลปากร มีนักร้องนำคือ พัด–สุทธิภัทร สุทธิวาณิช มือกีตาร์สองคนคือ ปูน–ณัฐพัชร์ สมิตนุกูลกิจ และ มิน–ณัฐกร ศิลวัฒน์ มี นิว–นิติ นิติยารมย์ เล่นเบส และ ทัน–ธรรม์ ดำรงรัตน์ มือกลอง เหตุผลที่ทำวงในช่วงแรกก็เพียงอยากชวนกันมาเล่นดนตรีกลางคืนเพื่อหารายได้ จากการทดลองค้นหาแนวทางการเล่นดนตรีที่ชอบกันมาพักใหญ่ ตระเวนเล่นตามบาร์ต่างๆ มาสักระยะ จนเวียนมาร้าน PLAY YARD by Studio Bar มาพบกับเจ้าของร้านที่ให้คำแนะนำ ทำให้ฉุกคิดได้ว่าวงควรมีแนวเพลงที่ชัดเจน  สุดท้ายความหลงใหลในแนวดนตรีจากเกาะอังกฤษได้แผ่อิทธิพลให้ Zweed n’ Roll มีกลิ่นอายของความเป็นอัลเทอร์เนทีฟ มีส่วนผสมของ บริตป๊อปและร็อกอยู่ในหลายบทเพลง จึงไม่แปลกหากท่วงทำนองของพวกเขาจะทำให้ใครหลายคนนึกถึงวงอย่าง Radiohead, หรือ The Cranberries วงที่เป็นแรงบันดาลใจของพวกเขา นับจากวันรวมตัวเมื่อปี 2012 ถึงตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 8 แล้วสำหรับการเดินทางของวงดนตรีที่เรียกว่าทำเพลงกันช้า ช้าที่หนึ่งคือท่วงทำนองที่ หน่วง เนิบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/zweed-n-roll-interview/">จาก ‘ธันวาคม’ สู่ ‘ช่วงเวลา’ การเดินทางตลอด 8 ปีของวงดนตรีที่คอยอยู่เป็นเพื่อนคนเศร้าชื่อ Zweed n’ Roll</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Zweed n’ Roll คือวง<span style="font-weight: 400;">ดนตรีที่มี 5 เครื่องเล่น ประกอบไปด้วยสมาชิกที่ใช้ชีวิตเป็นเด็กหอ ร่วมเล่นดนตรีกันมาตั้งแต่สมัยเรียนดุริยางคศิลป์ในรั้วศิลปากร มีนักร้องนำคือ </span><span style="font-weight: 400;"><strong>พัด–สุทธิภัทร สุทธิวาณิช</strong> มือกีตาร์สองคนคือ <strong>ปูน–ณัฐพัชร์ สมิตนุกูลกิจ</strong></span> <span style="font-weight: 400;">และ <strong>มิน–ณัฐกร ศิลวัฒน์</strong> มี <strong>นิว–นิติ นิติยารมย์</strong> เล่นเบส และ <strong>ทัน–ธรรม์ ดำรงรัตน์</strong> มือกลอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลที่ทำวงในช่วงแรกก็เพียงอยากชวนกันมาเล่นดนตรีกลางคืนเพื่อหารายได้ จากการทดลองค้นหาแนวทางการเล่นดนตรีที่ชอบกันมาพักใหญ่ ตระเวนเล่นตามบาร์ต่างๆ มาสักระยะ จนเวียนมาร้าน PLAY YARD by Studio Bar มาพบกับเจ้าของร้านที่ให้คำแนะนำ ทำให้ฉุกคิดได้ว่าวงควรมีแนวเพลงที่ชัดเจน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้ายความหลงใหลในแนวดนตรีจากเกาะอังกฤษได้แผ่อิทธิพลให้ </span><span style="font-weight: 400;">Zweed n’ Roll มีกลิ่นอายของความเป็นอัลเทอร์เนทีฟ มีส่วนผสมของ บริตป๊อปและร็อกอยู่ในหลายบทเพลง จึงไม่</span><span style="font-weight: 400;">แปลกหากท่วงทำนองของพวกเขาจะทำให้</span><span style="font-weight: 400;">ใครหลายคนนึกถึงวงอย่าง</span><span style="font-weight: 400;"> Radiohead</span><span style="font-weight: 400;">, หรือ </span><span style="font-weight: 400;">The Cranberries </span><span style="font-weight: 400;">วงที่เป็นแรงบันดาลใจของพวกเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับจากวันรวมตัวเมื่อปี 2012 ถึงตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 8 แล้วสำหรับการเดินทางของวงดนตรีที่เรียกว่าทำเพลงกันช้า ช้าที่หนึ่งคือท่วงทำนองที่ หน่วง เนิบ ชวนจมดิ่งไปในห้วงความรู้สึก และช้าที่สองคือจังหวะในการผลิตผลงานให้แฟนเพลงได้ฟัง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">ไทม์ไลน์น่าจะแปลกกว่าวงอื่นๆ เราเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงปี 2012 และมาดังขึ้นอีกทีในช่วงปี 2018 บางคนเพิ่งเคยได้ฟังก็คิดว่าเราเป็นวงหน้าใหม่ด้วยซ้ำ”</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-91233" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3><b>ธันวาคม</b><b> </b></h3>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ฉันมี มีเธอที่ดีอยู่กับฉันในทุกวัน วันที่เรามีความสุขและบางวันที่เราเศร้า วันเหล่านี้</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Zweed n’ Roll ปล่อยเพลงแรก <em>ธันวาคม</em> ออกมาเมื่อปี  2012 แม้เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองหม่นๆ ชวนเศร้า แต่นี่คือเพลงที่มีจุดเริ่มต้นมาจากวันครบรอบความรักของพัด นักร้องนำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พัดร้องเพลงนี้พร้อมดีดกีตาร์อะคูสติกหนึ่งตัวแล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊ก สมาชิกในวงเห็นจึงตกลงกันว่าเอาเพลงนี้มาต่อยอดเป็นเพลงของวง เราจึงได้ยินเพลงที่มีกีตาร์อะคูสติกนำ มีจังหวะกลองที่เนิบช้า เสียงร้องลากยาวทุ้มต่ำแต่ทว่าแอบแฝงไปด้วยความหวานและมีซาวนด์ดีไซน์จากกีตาร์ไฟฟ้าช่วยสร้างบรรยากาศ <em>ธันวาคม</em> จึงกลายเป็นเพลงแรกที่เสมือนทำออกมาเพื่อยืนยันตัวตนซึ่งเป็นจุดยืนของวงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชื่อของ Zweed n’ Roll เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังจากเพลง <em>ธันวาคม</em> เข้าหูนักฟังเพลง พวกเขาเริ่มมีงานดนตรีมากขึ้นกว่าเล่นตามร้าน และเวลาผ่านไปชื่อของ Zweed n’ Roll ก็ค่อยๆ จางหายไป ถูกพูดถึงขึ้นมาบ้างก็เมื่อเดือนธันวาคมเวียนมาถึง และมีช่วงหนึ่งที่วงถูกพูดถึงขึ้นมาอีกจากครั้งที่พัด นักร้องนำของวงผ่านเข้ารอบ </span><span style="font-weight: 400;">Battle Round ของรายการประกวดร้องเพลงชื่อดัง และได้นามสกุลมาเป็น พัด The Voice ซึ่งเหตุผลที่เข้าประกวดเพียงอยากให้คนรู้จักวง </span><span style="font-weight: 400;">Zweed n’ Roll</span><span style="font-weight: 400;"> ก็เท่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-91216" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงนั้นก็เป็นหลุมดำประมาณหนึ่ง ทำวงตอนปี 2-4 ก็มีเรื่องเรียนแน่นอนอยู่แล้ว เราไม่ได้วางแผนว่าเพลงควรเสร็จเมื่อไหร่ ต่างคนต่างก็ใช้ชีวิต มีงานเล่นประจำ แยกกันไป ปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่ได้กำหนดเดดไลน์อัลบั้มว่าควรจะเสร็จได้แล้ว กว่าจะมาคิดได้ก็ตอนไหนไม่รู้ พอเรียนจบก็คิดกันได้ว่าพวกเราต้องฟูลไทม์กับเรื่องดนตรีกันได้แล้ว เลยกลับมาพร้อมเพลง <em>ช่วงเวลา</em> แต่ก่อนหน้า <em>ช่วงเวลา</em> เราก็มีเพลงอื่นนะ เห็นเราได้ตามงานแสดงสด ประเด็นคือเราไม่ได้เอางานออกมาให้เขาเห็น เราจะไปโทษอะไรได้ คนจะไปฟังเพลงได้ยังไงในเมื่อคุณยังไม่เอาเพลงมาให้ฟัง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือเสียงของวินตัวแทนวงในหมู่สมาชิกวงที่เป็นนักฟังมากกว่านักพูด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3><b>ช่วงเวลา</b></h3>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ถ้าเธอยังรู้สึก เหมือนครั้งแรกที่เจอกัน ทุกอย่างยังเป็นดั่งฝันสวยงามอย่างเคย ช่วยจับมือฉันและมองตาฉันให้นาน โอบกอดกันเหมือนวันวาน</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังหายหน้าหายตาไปกว่า 6 ปีในฐานะวงดนตรีที่เป็นที่รู้จักและควรปล่อยเพลงออกมาให้แฟนเพลงได้ฟัง พวกเขากลับติดกับดักเงื่อนไขที่ต่างคนต่างต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ทั้งการเรียนและการงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลง <em>ช่วงเวลา</em> เรียกได้ว่ามาต่อลมหายใจ สร้างแรงขับเคลื่อน ให้การเดินทางในเส้นทางสายดนตรีของพวกเขาชาว </span><span style="font-weight: 400;">Zweed n’ Roll กลับมาเคลื่อนไหวขึ้นอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้มามือเปล่า แต่โครงร่างของอัลบั้มเต็มชุดแรกในชีวิตก็กำลังสมบูรณ์แบบด้วยเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-91235" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-24.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-24-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลง <em>ช่วงเวลา</em> สร้างความประทับใจให้ผู้ฟัง ทั้งจังหวะที่ขยับเพิ่มขึ้น เนื้อร้องที่มีเนื้อหามาจากเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เดินทางมาถึงจุดอิ่มตัว และใครคนหนึ่งในนั้นมักถูกปล่อยทิ้งไว้อยู่ข้างหลังเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พัดเล่าว่าเพลงนี้แต่งขึ้นเพื่อระบายความรู้สึกที่มีออกไป และไม่ใช่เฉพาะแฟนเพลงเก่าที่ตามฟัง แต่พวกเขายังได้แฟนเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นนักฟังเจเนอเรชั่นใหม่เข้ามาเป็นฐานแฟนคลับอีกมาก ทำให้ทั้ง 5 คนพูดได้เต็มปากแล้วว่ามีอาชีพเป็นนักดนตรี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จากจุดเริ่มต้นที่เล่นร้าน </span><span style="font-weight: 400;">PLAY YARD by Studio Bar</span><span style="font-weight: 400;"> มีแต่ผู้ฟังอายุ 20+ ที่เข้าร้านได้ ตอนนี้ขยายไปหามหาวิทยาลัย ล่าสุดที่ไปเล่นก็มีแฟนเพลงเป็นเด็ก ม.ต้นแล้วเหมือนกัน เราก็ไม่รู้หรอกว่าขยายไปจากเดิมมากเท่าไหร่ แต่พอมาดูสรุปยอดของปีที่แล้ว แฟนเพลงของเรากว้างขึ้นมากๆ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-91222" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3></h3>
<h3><b>I’m 20</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>I’m 20</em> หรือชื่อเต็มคือ <em>I’m 20, It’s all the best I can do.</em> คือชื่ออัลบั้มเต็มชุดแรกในชีวิตของกลุ่มเพื่อนทั้ง 5 คน ที่แบกความฝันเดียวกันชื่อว่า Zweed n’ Roll พวกเขาใช้เวลาบ่มหมักบทเพลงในอัลบั้มทั้ง 10 (รวม Bonus Track 2 เพลง) ด้วยกันร่วม 6 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ละเพลงในอัลบั้มล้วนสะท้อนให้เห็นการเติบโตในภาคของดนตรี และบันทึกเรื่องราวความสัมพันธ์ในช่วงนั้นๆ ของพัด แต่ละเพลงในนั้นเรียกได้ว่าเป็นเพลงไฮบริด คือเป็นเพลงที่มีทั้งเนื้อร้องทั้งไทยและอังกฤษหลากหลายอารมณ์ ลีลาภาษาไม่ได้หวือหวา แต่ทว่าเรียบง่าย ปล่อยหมัดหนัก เข้าถึง ตรงใจตรงความรู้สึกของผู้ฟังแบบไม่ต้องตีความซับซ้อน ในอัลบั้มนี้นอกจาก <em>ช่วงเวลา</em> ก็มีเพลงโดดเด่นหลายๆ เพลงที่น่าจะคุ้นหูกันไม่ว่าจะเป็น </span><i><span style="font-weight: 400;">Always, Lies, Linger,</span></i><span style="font-weight: 400;"> หรือ</span><i><span style="font-weight: 400;"> Diary </span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขาเปรียบเปรยชื่ออัลบั้มว่าเป็นช่วงอายุตอนเริ่มต้นทำเพลงคือ 20 ปี ช่วงชีวิตที่มีแต่ความซ่า ความดิบ ความกล้า วัยที่ยังสามารถลองผิดลองถูกในสิ่งที่พร้อมลงมือทำ วัยที่กำลังมุ่งไปข้างหน้าและเป็นวัยที่ไม่สามารถกลับมาทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เหมือนเช่นวันเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หน้าปกของอัลบั้มเป็นภาพของนักร้องนำกำลังทอดแผ่หราไปบนฝากระโปรงรถพร้อมด้วยมือข้างหนึ่งถือแก้วพลาสติกบรรจุของเหลวที่น่าจะออกฤทธิ์เป็นความมึนเมา สะท้อนช่วงเวลาวัยที่ไม่ว่าจะดีร้ายทุกสิ่งที่ลงมือทำนั้นล้วนเป็นผลส่งไปถึงอนาคต </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-91227" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันมีความไม่รู้เยอะ ความไม่สนโลก อย่าง 6 ปีที่แล้วเราทำเพลงกันช้า กว่าจะมีอัลบั้มก็เลยเถิดมาถึงตอนนี้ ช่วงวัยที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าเราควรทำอะไร เพลงเรามันเนือยมากใช่ไหม ควรปรับจังหวะ หรือเรามีมุมไหนที่อยากนำเสนอมากกว่านี้บ้างก็ทำ ช่วงอายุ 20 ปีเหมือนเป็นช่วงเริ่มเรียนรู้สำหรับทุกอย่าง พอมาถึงวัยนี้เราเหมือนได้เรียนรู้จากกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">แต่ละเพลงมีจังหวะเวลาของมัน ทุกอย่างมีเหตุมีผล ทำให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำไมเพลงใหม่ต้องมีจังหวะ ต้องดูว่าเราขาดอะไร เหมือนเป็นจังหวะที่วงต้องเป็นแบบนี้ หกปีเพิ่งจะมีอัลบั้มแรก เราก็เรียนรู้ว่าควรเร่งนะ แต่บางอย่างเร่งไปก็ไม่ได้อะไร ไม่รู้จะเร่งไปเพื่ออะไรถ้าเรายังไม่พอใจ แต่ตอนนี้สปีดของวงเร็วขึ้น จะทำงานให้เร็วขึ้น เพราะเราเรียนรู้ว่าสิ่งที่พลาดไปแล้วไม่ใช่จะกลับมาง่ายๆ” </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ZWEED &#8216;N ROLL The First Full Concert </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับพวกเขาแล้วอัลบั้มเต็มชุดแรกในรอบ 6 ปีถือเป็นของขวัญชิ้นสำคัญในเส้นทางสายดนตรี แต่ของขวัญอีกชิ้นสำหรับพวกเขาถือว่าใหญ่ขึ้นไปอีกหลายเท่า เพราะนอกจากความใฝ่ฝันที่จะมีผลงานเพลงเป็นของตัวเองแล้ว เชื่อว่าพวกเขาเองก็ต่างมุ่งหวังเป้าเดียวกันว่าจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ของวงดนตรีที่สร้างขึ้นร่วมกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และมันได้เกิดขึ้นจริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่วงดนตรีนี้สุกงอมกำลังดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้พวกเขาจะได้ก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีที่สปอตไลต์ทุกดวงจะฉายแสงส่องมายังพวกเขาในงานคอนเสิร์ตที่ชื่อว่า ‘ZWEED &#8216;N ROLL The First Full Concert’ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-91232" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-21.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-21-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีเรื่องให้น่าตื่นเต้นอยู่หลายเรื่อง หนึ่งคือเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ของ </span><span style="font-weight: 400;">Zweed n’ Roll ครั้งแรก สองงานนี้ได้โปรโมเตอร์ชื่อว่า </span><span style="font-weight: 400;">Be Hear Now โปรโมเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">ผู้จัดงานอีเวนต์อีกเจ้าในไทยที่มักพาวงดนตรีต่างประเทศเข้ามาให้แฟนเพลงในบ้านเราได้ดู ทั้ง </span><span style="font-weight: 400;">Cigarette after sex, </span><span style="font-weight: 400;">Two Door Cinema Club, </span><span style="font-weight: 400;">หรือ</span><span style="font-weight: 400;"> Alvvays</span> <span style="font-weight: 400;">ดังนั้น </span><span style="font-weight: 400;">Zweed n’ Roll ถือเป็นวงไทยวงแรกที่ผู้จัดเจ้านี้เลือกเป็นผู้สนับสนุนในการจัดงานคอนเสิร์ต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในทีมโปรโมเตอร์เล่าว่า พวกเขาคุยกันว่าถ้าจะจัดคอนเสิร์ตวงไทยขึ้นมา วงนั้นจะเป็นวงอะไร สุดท้ายพวกเขาก็เลือก Zweed &#8216;n Roll </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เลือกด้วยความชอบที่ทุกคนมีเหมือนกัน เลือกขึ้นมาด้วยความเข้าใจ เพราะทีมงานล้วนเป็นแฟนคลับของวงอยู่แล้ว และวงเองก็ยังไม่เคยมีคอนเสิร์ตเดี่ยว </span><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของการออกแบบงาน ผู้จัดยกสิทธิให้ทางวงออกแบบสิ่งที่ตัวเองอยากนำเสนอได้เลยเต็มที่และคอยซัพพอร์ตทุกสิ่งให้เกิดขึ้นจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวจากปากของโปรโมเตอร์อย่าง Be Here Now ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Zweed ‘n roll ที่ว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คิดคอนเซปต์ของคอนเสิร์ตไว้ว่าจะจำลองบรรยากาศใต้น้ำที่มีแรงดัน มีอากาศ มีการจมการลอย ที่มาจากบรรยากาศในเพลงของเรา แล้วเราก็จะเล่าเรื่องด้วยเพลงของเราทั้งหมดที่มี ทุกเพลงจะเรียบเรียงใหม่เพื่อให้เห็นว่าแต่ละเพลงนั้นมีเรื่องราวที่เชื่อมต่อกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้ามองวงดนตรีอื่นๆ ที่จัดคอนเสิร์ตกันก็จะมี 2-4 อัลบั้มก่อนค่อยจัด แต่ของเรายู่กับเพลงที่เราสร้างขึ้นมานาน เพราะตอนนี้วงเราก็อายุได้ราว 7 ปี กว่าจะมีอัลบั้มเต็มก็ 6 ปี ระหว่างนั้นเราก็เรียบเรียงเพลงกันมาเรื่อยๆ เราจึงอยากจัดโชว์เต็มๆ ของเพลงเหล่านี้เพื่อสื่อสารข้อความของแต่ละเพลงให้ชัดเจน เลยคิดว่าน่าสนุกและน่าลองทำดู และเพลงต่างๆ จะไม่เหมือนที่ได้ฟังกันในอัลบั้มหรือในรูปแบบที่เคยแสดงสดที่ไหน” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-91229" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-18.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/Zweet-n-Roll-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครที่ติดตามวงดนตรีอย่าง Zweed &#8216;n Roll มาตั้งแต่เริ่มเดิน น่าจะจดจำเสียงร้องอันมีเอกลักษณ์ทุ้มต่ำทรงพลัง จำเสียงของกีตาร์สองตัวที่เด่นด้วยซาวนด์น้อยแต่มากทำงานคู่กัน จำการเดินเบสร่วมกับกลองที่คอยคุมความหนักแน่นแข็งแรงของจังหวะ จำเนื้อหาของเพลงที่ใช้ความเศร้าเล่าผ่านบทเพลง เคยจมดิ่งไปกับกองน้ำตาหรืออยู่ในห้วงเวลาแสนเจ็บปวด และเพลงของพวกเขาเองที่อยู่เป็นเพื่อนคอยเยียวยาให้หัวใจกลับมาแข็งแรง หากทุกสิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในความทรงจำ คอนเสิร์ตใหญ่นัดสำคัญครั้งนี้ไม่ควรพลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“Zweed n&#8217; Roll ก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือเด็ก 5 คนที่ทำวงมาด้วยกันตั้งแต่ปี 2 ทุกวันนี้ก็ยังเป็น 5 คนนี้ที่ทำงานเพลงมาด้วยกัน แล้ววันหนึ่งทำได้ขนาดนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้ว” </span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a2629de0886a" data-id="gx0c0voNwC8" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-gx0c0voNwC8-6a2629de0886a" data-vid="gx0c0voNwC8" data-src="https://www.youtube.com/embed/gx0c0voNwC8?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/gx0c0voNwC8/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a2629de088a7" data-id="gdUSusg25Q0" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-gdUSusg25Q0-6a2629de088a7" data-vid="gdUSusg25Q0" data-src="https://www.youtube.com/embed/gdUSusg25Q0?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/gdUSusg25Q0/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/zweed-n-roll-interview/">จาก ‘ธันวาคม’ สู่ ‘ช่วงเวลา’ การเดินทางตลอด 8 ปีของวงดนตรีที่คอยอยู่เป็นเพื่อนคนเศร้าชื่อ Zweed n’ Roll</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>16 ฝนแห่งความฝันที่มากกว่าฝันของวงดนตรีโฟล์กชื่อ Selina and Sirinya</title>
		<link>https://adaymagazine.com/selina-and-sirinya/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 15 Feb 2020 09:43:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Gathering in the glen]]></category>
		<category><![CDATA[Still Together]]></category>
		<category><![CDATA[วงดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[Selina and Sirinya]]></category>
		<category><![CDATA[โฟล์ก]]></category>
		<category><![CDATA[ราม–เอกศักดิ์ ชานาง]]></category>
		<category><![CDATA[เอ๊ะ–นที ศรีดอกไม้]]></category>
		<category><![CDATA[HAVE YOU HEARD? Folk Series Vol. 2]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=90089</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมเขียนบทความนี้ขึ้นในช่วงสายวันที่ 28 มกราคม 2563 จำได้เพราะเป็นวันที่ ราม–เอกศักดิ์ ชานาง กำลังเดินทางกลับอเมริกา บ้านอีกหลังที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว เกือบหนึ่งเดือนเต็มบนแผ่นดินแม่ เขาใช้เวลาเดินทางทัวร์ขึ้นเหนือล่องใต้ ร่วมเล่นดนตรีกับสหายชื่อ เอ๊ะ–นที ศรีดอกไม้ เพื่อนผู้ร่วมสร้างฝันเดียวกันเป็นวงดนตรีโฟล์กนาม Selina and Sirinya เพียงเวลาไม่ถึงเดือนวงดนตรีนี้เก็บเกี่ยวไปได้ 8 งาน ทั้งงานที่เล่นในสภาพแวดล้อมแบบภูเขา ป่าไม้ ริมทะเล หรือตามบาร์ในป่าคอนกรีต และ 1 ใน 8 งานนั้นมีงานประจำปีที่พวกเขาจัดขึ้นด้วยความใฝ่ฝันที่อยากรวมตัวผู้คนซึ่งหลงใหลแนวดนตรีโฟล์ก Gathering in the glen คืองานที่รวบรวมทั้งศิลปินที่เป็นเจ้าของเพลงและนักฟังเพลงผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวให้มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันท่ามกลางภูเขา ต้นไม้ ลำธาร ส่วนอีกงานที่ทั้งคู่ต่างก็ฝันไว้เช่นกัน และเป็นวันที่จะได้นำบทเพลงที่ร่วมกันสร้างขึ้นไปบรรเลงในโรงภาพยนตร์ ในคืนวันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา พวกเขาก็ทำมันออกมาสำเร็จในนาม HAVE YOU HEARD? Folk Series Vol. 2 คอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบครั้งแรกของ Selina and Sirinya ในวาระครบรอบ 16 ปี วันเกิดที่ได้รับของขวัญเป็นการแสดงดนตรีในโรงหนังเก่าแก่อย่างสกาลา กลายเป็นธรรมเนียมของทุกปีไปแล้วที่ผมจะล็อกวันให้ว่างตรงกับช่วงที่ Selina and [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/selina-and-sirinya/">16 ฝนแห่งความฝันที่มากกว่าฝันของวงดนตรีโฟล์กชื่อ Selina and Sirinya</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="docs-ml-header-id" class="docs-ml-header">ผมเขียนบทความนี้ขึ้นในช่วงสายวันที่ 28 มกราคม 2563 จำได้เพราะเป็นวันที่ <strong>ราม–เอกศักดิ์ ชานาง</strong> กำลังเดินทางกลับอเมริกา บ้านอีกหลังที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว</div>
<div class="app-container">
<div class="doc-container">
<div class="doc">
<p>เกือบหนึ่งเดือนเต็มบนแผ่นดินแม่ เขาใช้เวลาเดินทางทัวร์ขึ้นเหนือล่องใต้ ร่วมเล่นดนตรีกับสหายชื่อ <strong>เอ๊ะ–นที ศรีดอกไม้</strong> เพื่อนผู้ร่วมสร้างฝันเดียวกันเป็นวงดนตรีโฟล์กนาม Selina and Sirinya</p>
<p>เพียงเวลาไม่ถึงเดือนวงดนตรีนี้เก็บเกี่ยวไปได้ 8 งาน ทั้งงานที่เล่นในสภาพแวดล้อมแบบภูเขา ป่าไม้ ริมทะเล หรือตามบาร์ในป่าคอนกรีต และ 1 ใน 8 งานนั้นมีงานประจำปีที่พวกเขาจัดขึ้นด้วยความใฝ่ฝันที่อยากรวมตัวผู้คนซึ่งหลงใหลแนวดนตรีโฟล์ก</p>
<p>Gathering in the glen คืองานที่รวบรวมทั้งศิลปินที่เป็นเจ้าของเพลงและนักฟังเพลงผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวให้มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันท่ามกลางภูเขา ต้นไม้ ลำธาร</p>
<p>ส่วนอีกงานที่ทั้งคู่ต่างก็ฝันไว้เช่นกัน และเป็นวันที่จะได้นำบทเพลงที่ร่วมกันสร้างขึ้นไปบรรเลงในโรงภาพยนตร์ ในคืนวันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา พวกเขาก็ทำมันออกมาสำเร็จในนาม HAVE YOU HEARD? Folk Series Vol. 2 คอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบครั้งแรกของ Selina and Sirinya ในวาระครบรอบ 16 ปี วันเกิดที่ได้รับของขวัญเป็นการแสดงดนตรีในโรงหนังเก่าแก่อย่างสกาลา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90295" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>กลายเป็นธรรมเนียมของทุกปีไปแล้วที่ผมจะล็อกวันให้ว่างตรงกับช่วงที่ Selina and Sirinya กลับมามีงานโชว์ในแต่ละครั้ง ไปดูโชว์จนจำได้ว่าเพลงต่อไปที่พวกเขาจะเล่นคือเพลงอะไร รู้แม้กระทั่งถ้าจับคอร์ดนี้ ทาบคาโปช่องนี้ วงจะเล่นเพลงไหนต่อไป  ร้องตามซ้ำๆ ไปกับบทเพลงที่มี เคลิ้มไปกับท่วงทำนองที่ฟังมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแบบไม่รู้เบื่อ</p>
<p>ผมตาม Selina and Sirinya ตลอดเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อตามหาว่าอะไรทำให้บทเพลงของพวกเขามีผลต่อความรู้สึกเมื่อได้ฟังอยู่เสมอ</p>
<p>งานหนึ่งที่พวกเขาเล่นที่กรุงเทพฯ และมีเวลาเหลือพอระหว่างรอขึ้นเล่นดนตรี วันนั้นเราจึงได้นั่งสนทนากัน</p>
<p>ก่อนอ่านผมอยากชวนคุณเปิดเพลง <em><a href="https://www.youtube.com/watch?v=ao--_cy7IEs">She</a></em>, <em><a href="https://www.youtube.com/watch?v=Ga3kcmf30Kc">if</a></em> และ <a href="https://www.youtube.com/watch?v=j3DigipQ_hQ"><em>Our</em></a> ฟังไปด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90302" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-9.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-9-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-9-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร</h3>
<p>เวลา 5 โมงเย็นผมอยู่ในซอยประดิพัทธ์ 18 เดินตรงเข้าไปในร้านชื่อ Head Over Heels บาร์คราฟต์เบียร์ขนาดกะทัดรัดที่รอบๆ ร้านประดับตกแต่งด้วยของเล่นเก่าในตู้ขายยาหลายขนาด เข้าไปเพื่อรอนัดพบรามและนที พวกเขากำลังเซตอัพซาวนด์และเครื่องดนตรีให้พร้อมสำหรับค่ำคืน ชั้นบนของร้านคราฟต์เบียร์คือ Coffee Model ร้านกาแฟที่ด้านหลังมีระเบียงโล่งเหมาะสำหรับการพูดคุย ผมเลือกรอทั้งคู่ตรงนี้</p>
<p>นั่งนึกไปถึงปีที่แล้วที่ได้คุยกัน ผมจำได้ว่ารามเป็นคนราชบุรีและนทีเป็นคนสุพรรณฯ สมัยเรียนอยู่วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณทั้งคู่สร้างแบนด์ดนตรีร็อกชื่อว่า The College และเมื่อเรียนจบวงดนตรีนี้ก็จบตาม ด้วยสมาชิกทั้งหมดต่างแยกย้ายกันไปเรียนคนละที่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90297" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>รามเรียนลาดกระบัง ส่วนนทีเป็นเด็กศิลปากร วันเวลาล่วงเลยผ่านไป แต่ดูเหมือนความฝันของทั้งคู่ยังคงสว่างไสวร่วมกัน ก่อนเรียนจบราวปี 2545 ทั้งสองจึงจับมือกันอีกครั้งเพื่อร่วมสร้างวงดนตรีที่นำเอาชื่อแฟนสาวของทั้งคู่มาตั้งชื่อวง นั่นคือ Selina and Sirinya และชื่อนี้เองได้กลายเป็นชื่ออัลบั้มแรกในปี 2546</p>
<p>เพราะทำเพลงด้วยความสนุก ไม่ได้คาดหวังผลสำเร็จเป็นชื่อเสียง ในยุคนั้นพวกเขาจึงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในหมู่นักฟังเพลง แต่ใช่ว่าจะเงียบกริบซะทีเดียว เพราะเพลงในอัลบั้มแรกอย่าง <em>She</em>, <em>if</em>, และ <em>Our</em> ก็มีแฟนอยู่จำนวนหนึ่ง</p>
<p>หลังเรียนจบทั้งคู่ต่างแยกกันไปใช้ชีวิต นทีเข้าทำงานประจำเป็นกราฟิกในบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่งในไทย ส่วนรามออกตามหาความหมายของชีวิตด้วยการขึ้นเหนือไปปักหลักเช่าบ้านที่ปายกับเซลิน่า แฟนสาว ชีวิตที่มีความสุขในช่วงเวลานั้นจึงก่อกำเนิดอีกหนึ่งชีวิตเล็กๆ ขึ้นมา หากอยากรู้ว่าชีวิตช่วงนั้นของรามมีความสุขขนาดไหน เขาได้บรรยายฉากแห่งช่วงเวลาสุดพิเศษเป็นเนื้อร้องและทำนองไว้ในบทเพลงชื่อว่า <em>เผลอสุขใจ</em></p>
<p>เมื่อเซลิน่าต้องบินกลับบ้านเกิดเพื่อไปให้กำเนิดบุตรที่อเมริกา พ่อที่ค่อนข้างเห่อลูกจึงทำวีซ่า เก็บเสื้อผ้า และตัดสินใจบินไปใช้ชีวิตดูแลลูกชายคนแรกกับภรรยาที่นั่นด้วย เป็นช่วงนี้เองที่วงดนตรีโฟล์กของรามและนทีต้องหยุดพักอีกครั้ง</p>
<p>ช่วงเวลาที่รามกำลังดูการเติบโตของลูกชายคนแรก พร้อมๆ กับให้กำเนิดลูกสาวคนต่อมา นทีที่ทำงานประจำอยู่ที่ไทยจึงต้องรับบทบาทในการเป็น Selina and Sirinya แต่เพียงผู้เดียว</p>
<p>เวลาผ่านไปพ่อมือใหม่อย่างรามเริ่มคุ้นชินกับชีวิตที่อเมริกา จึงมีเวลาได้กลับบ้านที่ไทยบ้างแล้ว พวกเขาเล่าให้ฟังว่า Selina and Sirinya จัดคอนเสิร์ตครั้งแรกบนดาดฟ้าของปราชญ์เปรียว สตูดิโอ มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 150 คน นั่นทำให้บัตรขายหมดเกลี้ยง ทั้งคู่ได้รู้แล้วว่าบทเพลงที่สร้างขึ้นได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อย</p>
<p>ถึงอย่างนั้นรามก็ยังต้องบินกลับไปทำงานและใช้ชีวิตกับครอบครัวที่อเมริกาเช่นเดิม เพื่อนสนิททั้งสองยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่กันคนละทวีป</p>
<p>พวกเขาทำงานเพลง คิดไอเดีย และส่งผ่านกันไปมาจากบ้านที่อยู่คนละซีกโลกด้วยสัญญาณอินเทอร์เน็ต จนปี 2561 อัลบั้มที่ 2 ของวงชื่อว่า <em>Still Together</em> จึงเกิดขึ้นมา และเป็นอัลบั้มนี้เองที่ทำให้วงดนตรีของรามและนทีได้กลับมามีงานแสดงและทัวร์ร่วมกันปีละครั้ง เงื่อนไขของการอยู่คนละซีกโลกเวลานี้กลายเป็นสิ่งพิเศษที่ทำให้แฟนเพลงของ Selina and Sirinya ต่างรอคอยโอกาสที่จะได้เห็นเพื่อนทั้งสองร่วมเวทีเดียวกัน</p>
<p>ช่วงนี้อยากชวนคุณผู้อ่านเปิดเพลง <em><a href="https://www.youtube.com/watch?v=cPJmrnb029M">Happy Time</a></em>, <em><a href="https://www.youtube.com/watch?v=5ZT58ph060o">ยังอยู่ด้วยกัน</a></em> และ <em><a href="https://www.youtube.com/watch?v=Oy2DAdod-Hs">Live for</a></em> ฟังไปด้วยขณะอ่าน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90308" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-15.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
</div>
<div class="doc">
<h3>ยังอยู่ด้วยกัน</h3>
<p>เกือบ 1 ทุ่มฟ้าสีชมพูพาสเทลจากฟิลเตอร์ครึ้มฝุ่นมืดลง ผม ราม และนที รวมถึงผู้จัดการวง พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว เครื่องดื่มตรงหน้าทุกคนถูกเปิดฝาเรียบร้อย ผมมองหน้าราม เอ่ยทักคำถามแรกว่าทำไมปีนี้กลับอเมริกาเร็วจัง</p>
<p>“เราขอลางานได้แค่เดือนเดียว จริงๆ เต็มที่เราจะมีเวลาแค่ 15 วัน ต่อ 1 ปี สำหรับการลาพักร้อน ส่วนปีนี้เราขอมา 28 วัน เกินไปบ้าง พยายามทำให้ทุกครั้งที่กลับไทยได้อะไรกลับไป หมายถึงทุกๆ เรื่องเลยนะ ต้องจัดการตัวเองให้ดี ไม่งั้นก็จะมาไม่คุ้มเหนื่อย”</p>
<p>“ชีวิตที่อเมริกาเป็นยังไงบ้าง” ผมชวนคุยต่อ</p>
<p>“เราทำงานอยู่ในโรงเพาะพันธ์ุกัญชา คล้ายคนดูแลต้นไม้อยู่ในฟาร์ม ตำแหน่งงานเรียกว่า gardener เป็นงานประจำที่ทำไว้จ่ายค่าเช่าบ้าน เลี้ยงลูก คือทำงาน 8 ชั่วโมง มีเงินเดือน มีการตอกบัตร เป็นระบบระเบียบ ส่วนเวลาว่างจะทำงานอดิเรก รับทำงานศิลปะ เพนต์ลวดลายต่างๆ ทำเฟอร์นิเจอร์ ช่วยรุ่นพี่ตกแต่งร้านอาหารไทย เพราะที่นู่นร้านอาหารไทยเยอะพอสมควร”</p>
<p>“เริ่มต้นเข้าไปทำงานเป็น gardener ได้ยังไง” ผมสงสัย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90305" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“เพื่อนเจ้าของฟาร์มเป็นเพื่อนของแฟนเรา รู้จักกันมานาน เราเองก็ศึกษาและสนใจพืชชนิดนี้อยู่แล้ว เขาคิดว่าเราทำได้ เข้าไปแรกๆ เริ่มตั้งแต่ไปเช่าสถานที่ก่อสร้างโรงเพาะเลี้ยง เราก็ไปทำงานกับเขา เริ่มเซตอัพห้องกันใหม่หมดเลย ใส่ไฟ ใส่แอร์คอนดิชันเนอร์ มีระบบปรับความชื้น ความแห้ง ทำบรรยากาศให้เป็นแบบที่พืชชนิดนี้ชอบ คล้ายๆ เป็นงานทดลองแบบวิทยาศาสตร์เลย มีแผนกที่ดูแลเรื่องปุ๋ย ดูว่าปุ๋ยชนิดไหนเหมาะกับพืชที่เราเลี้ยง</p>
<p>“พันธุ์ของเราเรียกว่าเป็น veganic จะใช้ปุ๋ยน้ำที่หมักจากผัก ไม่ใช่มาจากมูลสัตว์ เพื่อให้ได้กลิ่นเฉพาะตัวที่เราสร้างขึ้น แล้วการใช้ปุ๋ยแบบนี้ทำให้กัญชาสะอาดมาก คนที่พอร์ตแลนด์เป็นมังสวิรัติกันซะส่วนใหญ่ วัยรุ่นแทบไม่กินเนื้อสัตว์กันเลย จึงได้ปุ๋ยหมักจากผักมาเป็นตัวช่วยในการปลูก ซึ่งกัญชาของฟาร์มเราค่อนข้างตอบโจทย์ตลาดที่นั่น ฟาร์มที่เราทำคือ 7 Points Oregon ก็ติดท็อปเชลฟ์ในโอเรกอนเหมือนกัน ค่อนข้างดัง มีคนมารับซื้อที่โรงผลิตของเรา</p>
<p>“ในแต่ละฟาร์มก็จ้างคนทำงานในแล็บมาตรวจคุณภาพ คล้ายๆ อย.บ้านเรา รายงานรายละเอียดต่างๆ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลให้เห็นใน dispennary คนที่มาซื้อก็ดูว่าตัวเองต้องการยาชนิดไหน รายละเอียดเป็นยังไง ในส่วนของ dispennary ก็จะมีแบ่งกันหลายเกรดด้วยนะ เวลามีเทศกาลประกวดนิตยสารแถวๆ นั้นเขาก็จะมีรางวัลมอบให้” ผมยกขวดขึ้นดื่ม ฟังสิ่งที่เขาเล่าอย่างตั้งใจ</p>
<p>“แต่ที่โน่นเขาไม่ได้ใช้เพื่อสันทนาการอย่างเดียว เหมือนพยายามยกระดับให้กัญชาใช้ในการแพทย์ได้ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด แล้วก็มีเงื่อนไขว่าห้ามสูบในที่สาธารณะ ต้องไปสูบในบ้านของตัวเอง หรือที่ที่จัดไว้สูบโดยเฉพาะ บ้านเมืองเขาก็มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ระบบและคนของเขาก็ทำตามกันอย่างดี เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายและพัฒนาระบบกันอย่างจริงจัง มีการแข่งขันอย่างจริงจัง มีหลากหลายสายพันธ์ุ อันไหนหอม อันไหนอร่อย อันไหนทำให้รู้สึกดี อันไหนใช้แล้วนอนหลับ เราเองก็เหมือนได้เข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรม มีโอกาสได้ไปอยู่ในวงการนี้ก็สนุกดี”</p>
<p>“อยู่ที่อเมริกายังได้เล่นดนตรีไหม” ผมถามต่อ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90306" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“โชคดีอย่างหนึ่งที่โน่นมีร้านอาหารไทยเยอะมากแล้วคนไทยเพียบเลย ช่วงแรกๆ เราก็ไปเสิร์ฟร้านอาหารไทย จะมีคนที่เป็นนักดนตรี มีพี่คนหนึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกของวงจ๊อบ บรรจบ เราก็มีโอกาสได้รู้จักและเล่นดนตรีด้วยกัน ที่นั่นมีการจัดงาน Thai Night บางครั้งก็เข้าฟรี บางครั้งก็เก็บตั๋ว</p>
<p>“คนไทยที่นู่นเหงานะ วันๆ ทำงานแล้วก็กลับบ้าน ไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตนั่งที่บาร์แบบเจ้าถิ่น พอมีคอมมิวนิตี้นี้ขึ้นมาจึงเป็นสิ่งพิเศษ เราก็ไปขอเล่นเปิดงานให้ เล่นเพลงตัวเอง และมีช่วงแจมด้วยนะ ส่วนมากตอนอยู่ที่นั่นก็จะเล่นพวกคาราบาวหรือเพลงที่ในเมืองไทยกำลังพูดถึง เพราะส่วนมากคนไทยที่นั่นเขายังติดตามทีวีบ้านเราอยู่ ยังคิดถึงบ้าน อะไรป๊อปที่ไทยคนไทยที่นั่นก็ติดตาม”</p>
<p>“เหตุผลเดียวที่ตัดสินใจไปอยู่อเมริกาเพราะครอบครัวเลยใช่ไหม” ผมตั้งคำถาม</p>
<p>“ใช่ เพราะครอบครัวและมีลูก แม่เขาก็อยากให้ลูกเขาไปเติบโตที่นั่น”</p>
<p>“เวลาไม่ได้เล่นดนตรีด้วยกัน ทำอะไรบ้าง” คราวนี้ผมหันไปหานที</p>
<p>“ตอนแรกทำงานประจำแถวรัชดาฯ ตอนนั้นเป็นบริษัทรับจ้างทำเว็บไซต์ เขากำลังหากราฟิกเราก็สมัครไปทำให้ช่วงแรก ตอนหลังๆ มีปัญหาอะไรกันสักอย่างจึงยกเลิกสัญญา ทางบริษัทที่นิวซีแลนด์เลยติดต่อเราโดยตรง อยากให้ทำงานต่อและให้เราทำงานที่บ้านได้ เลยตัดสินใจออกมาทำเลย</p>
<p>“นั่งทำที่บ้าน เราเป็นกราฟิกเข้างานประมาณ 6 โมงเช้า ตื่นมาเช็กเมล มีงานมาเราก็ทำส่งกลับไป ทำสิ่งพิมพ์ทุกอย่าง เขาอยากได้อะไรก็ทำ ไม่ว่าจะโลโก้ โบรชัวร์ แบนเนอร์ในเว็บไซต์ บริษัทที่ทำอยู่เขาจำหน่ายอุปกรณ์พวกเครื่องออกซ์เหล็ก เครื่องดูดฝุ่น เครื่องฉีดน้ำ เป็นอุปกรณ์ประเภทงานช่าง แล้วก็ทำสื่อในองค์กรเขาด้วย” นทีเล่าให้ฟังถึงหน้าที่การงานของเขา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90294" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-1.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-1-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-1-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
</div>
</div>
<h3>Happy Time</h3>
<div class="doc-container">
<div class="doc">
<p>ช่วงที่รามและนทีต่างแยกกันไปใช้ชีวิต นทีมีผลงานเพลงในโปรเจกต์เดี่ยวของตัวเองชื่อ Uncle Tree เป็นวงโฟล์กที่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อนำเสนอเรื่องราวที่เขาอยากเล่าตอนเพื่อนไม่อยู่ และเพื่อให้เกิดประโยชน์ในช่วงที่รอการกลับมาของ Selina and Sirinya</p>
<p>“รู้สึกยังไงที่เพื่อนอีกคนมีภาระต้องดูแลลูกและหยุดเล่นดนตรี” ผมเอ่ยถามนที</p>
<p>“จริงๆ ก็ดีใจนะ เพราะว่าถ้าไม่มีลูกมันก็จะเที่ยวเล่น (ชี้ไปที่ราม) พอมีลูกมีเมียก็ตื่นเช้ามาทำอาหารได้ จากแต่ก่อนนัดซ้อมเที่ยงยังไม่ตื่นเลย” เขามองหน้าเพื่อนแล้วหัวเราะ</p>
<p>รามแก้ต่างว่า “มีลูกก็ทำให้เป็นคนมีระเบียบขึ้น ส่วนมากคนนี้ (ชี้ไปหานที) จะมีระเบียบกว่าผมมาก เราเป็นคนประเภทซุกซน ไปเล่นก็จะไปนอนที่อื่น ไม่กลับบ้าน อารมณ์แบบวัยรุ่น เมาโต๋เต๋ เที่ยวไปเรื่อย นทีจะเป็นคนคอยดึง”</p>
<p>“ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้างที่จะต้องหยุดพักวง” ผมถามนทีอีกครั้ง</p>
<p>“ไม่ได้รู้สึกว่าจะไม่ได้ทำเพราะยังไงก็ได้ทำอยู่แล้ว แค่อีกคนต้องย้ายไปอยู่ที่โน่นมากกว่า จะไม่ได้เจอกันอีกสักพักหนึ่ง ซึ่งไม่ได้คิดว่าจะหยุด ต่างคนก็แต่งเพลงเล่นกันอยู่แล้วที่บ้าน พอมีเพลงใหม่ก็แชร์กัน ลง SoundCloud ลงยูทูบ ไม่ได้เร่งรัดให้ต้องเกิดขึ้นรวดเร็ว เพราะช่วงนั้นก็ยังไม่มีงานเล่นด้วย”</p>
<p>รามบอกว่า “ตอนนั้นรู้สึกยอมรับโชคชะตาของตัวเอง ถ้ามันเป็นไปแบบนั้นเราก็ต้องทำตามไป แล้วก็ทำให้ดีที่สุด มีลูกก็เห่อลูกด้วย”</p>
<p>“ตอนหยุดพักทำวง ต่างคนต่างใช้ชีวิต ได้เขียนเพลงอะไรกันบ้างไหม”</p>
<p>นทีบอกว่า “น่าจะเป็นเพลง <em>Happy Time</em> เหมือนแต่ละช่วงเวลาที่ตัวเราไปพบเจอแล้วมีความสุข ในเนื้อเพลงจะแบ่งเป็นตอนๆ ช่วงแรกเป็นตอนที่คุยกับวง Free Typewriter แต่ก่อนเขาอยู่ซีแอตเทิล เราก็อีเมลคุยกัน น้องเป็นคนน่ารัก นิสัยดี บางทีมีบทกวีส่งให้อ่าน เลยเกิดเป็นเนื้อเพลงท่อนแรก ท่อนที่ 2 เกิดขึ้นช่วงไปเที่ยวบ้านรามที่ปาย อีกท่อนเป็นช่วงที่ชอบเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปสัมผัสหน้าหนาว อยากตื่นมาแล้วมีความสุขพวกนี้อยู่รอบๆ ตัว”</p>
<p>ส่วนของรามมีเพลง <em>ยังอยู่ด้วยกัน</em> “เพลงนี้แต่งตอนไปอยู่อเมริกาใหม่ๆ รู้สึกว่าต้องมีเพลงใหม่บ้างแล้ว ตอนนั้นอัลบั้มสองเรายังไม่มี ก็เริ่มทำเพลง เลยหยิบเพลงนี้มาตั้งเป็นชื่ออัลบั้ม <em>Still Together</em> ความหมายก็กว้างๆ ว่าด้วยเรื่องวงดนตรี ครอบครัว เพื่อนฝูง คนรัก อะไรหลายๆ อย่าง เหมือนเราห่างกันแต่ก็อยู่ในโลกใบเดียวกัน ยังอยู่ใต้ดวงจันทร์เดียวกัน แค่ระยะทางมันห่างเท่านั้นเอง</p>
<p>“ตอนนั้นรู้สึกเหมือนดีเพรสนิดๆ เหมือนเราขาดหายอะไรไป จากที่เคยมีความสุข มีเสรี เวลาไปอยู่ในระบบมันไม่ค่อยใช่ เกิดคำถามว่าชีวิตต้องการอะไร อยู่ไปเพื่ออะไร เพื่อความสุข เพื่อเสียงดนตรี หรือเพื่อความเป็นอิสระ บวกกับผู้คนที่เราไปพบเจอใหม่ คนละที่ คนละวัฒนธรรม เลยรู้สึกว่าใช้ชีวิตยาก จึงแต่งเพลงเพื่อชีวิตเพลงหนึ่งขึ้นด้วยความสับสน”</p>
<p>“ดูเหมือนว่าเพลงของ Selina and Sirinya จะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมาจากเรื่องจริง” ผมพูดสิ่งที่คิด</p>
<p>รามบอกว่า “จะให้มาแต่งด้วยการนั่งนึกเราก็รู้สึกว่าเป็นอารมณ์ที่ไม่จริง แต่ถ้าเป็นจากความรู้สึกที่เราได้ไปพบไปเจอมันเป็นความจริงที่รู้สึกจริงใจนะ เวลาเล่นได้อารมณ์ เหมือนบทเพลงก็เป็นบันทึกเรื่องเล่าจากชีวิต</p>
<p>“เวลาที่เล่นเพลงตัวเองรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลาไปอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ เพราะทุกเพลงที่เราแต่งมันบันทึกช่วงเวลาตรงนั้นเอาไว้ อย่างเพลง <em>Happy Time</em> เวลาเล่นเราจะเห็นภาพตอนนั่งล้อมกองไฟทุกทีเลย (หันหน้าไปหานที) เวลาเล่นเราจะหลับตา มันจะเห็นภาพ เห็นคำพูด ในช่วงเวลานั้น”</p>
<p>เพราะเหตุผลนี้แน่ๆ ที่ทำให้เพลงของพวกเขามีเสน่ห์ ฟังกี่ครั้งก็จะได้รับรู้ความรู้สึกบางอย่างในท่วงทำนองและเนื้อเพลงที่เล่าออกมา</p>
<p>เพราะเป็นเรื่องชีวิต ชีวิตเป็นเรื่องที่มนุษย์ต่างเชื่อมโยงถึงกันได้ในหลากหลายรูปแบบ</p>
<p>ใช่หรือไม่นะ ผมยังคงหาคำตอบ</p>
<p>ก่อนอ่านต่อไป ผมอยากชวนผู้อ่านเปิดเพลง <em><a href="https://www.youtube.com/watch?v=sKWfJxgwP-k">เผลอสุขใจ</a>, </em><em><a href="https://www.youtube.com/watch?v=e468StMAdIs">ดอกไม้</a></em> และ <em><a href="https://www.youtube.com/watch?v=Cd1ZwyBai_0">ฝัน</a></em> ฟังไปด้วยขณะอ่าน</p>
</div>
</div>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90300" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>เผลอสุขใจ</h3>
<div class="app-container">
<div class="doc-container">
<div class="doc">
<p>ทุกคนในวงสนทนาพักยก ดื่มเครื่องดื่มกันคนละอึกสองอึก</p>
<p>“Gathering in the glen จัดขึ้นมาได้ 2 ปี และดูเหมือนจะได้รับผลตอบรับที่ดีทั้ง 2 ปีเลย รู้สึกยังไงบ้าง” ผมชวนคุยต่อ</p>
<p>“ถือว่าประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้นะ” รามตอบ</p>
<p>“โตขึ้นจากคราวที่แล้ว คนเยอะขึ้น รูปแบบงานก็ลงตัวมากขึ้น เรียบร้อยมากขึ้น” เพื่อนอีกคนเสริมคำตอบให้ชัดยิ่งขึ้น</p>
<p>“ประทับใจอะไรบ้างในงานปีนี้” ผมถาม</p>
<p>“ผู้คนที่มางาน เขาเงียบมาก ตั้งใจฟังเพลง ปกติเฟสติวัลคนเยอะๆ จะต้องเสียงดัง สนุกสนาน แต่งานนี้เงียบ เรารู้ว่าพวกเขาตั้งใจฟัง ไม่ใช่เงียบเพราะไม่ชอบ” เมื่อได้ยินคำตอบจากนที ผมเองที่ได้ไปร่วมงานก็รู้สึกประทับใจสิ่งนี้เหมือนกัน</p>
<p>“ตั้งใจจะจัดในสถานที่ที่เป็นภูเขา ป่าไม้ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เลยใช่ไหม”</p>
<p>รามบอกใบ้ว่า “อาจจะไปทะเลบ้าง เปลี่ยน landscape เปลี่ยนความรู้สึก เหมือนเราเรียกมาชุมนุมกัน แต่ใช้ธรรมชาตินี่แหละเป็นห้องรวมตัวเพื่อเชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกัน”</p>
<p>“เราเลือกที่จัดงาน ดูว่าตรงนั้นทำอะไรได้บ้าง แต่เราจะไม่ไปปรับเปลี่ยนอะไรเยอะหรือทำให้สถานที่ได้รับผลกระทบ ทุกๆ ปีเราตั้งใจทำให้คนมางานเดาไม่ได้ว่าจะจัดงานกันที่ไหนเพื่อเซอร์ไพรส์ แต่ยังคงเป็นบรรยากาศแบบแคมป์ปิ้งที่มีดนตรีฟัง” นทีเสริม</p>
<p>“รวมถึงเปลี่ยนวงที่มาเล่นกับเราด้วย อาจเป็นแนวอื่นที่เข้ามาแจมกัน” รามต่อ</p>
<p>“ในฐานะศิลปินและผู้จัดงานนี้ได้อะไรกลับมาบ้าง” ผมถาม</p>
<p>“เวลาเห็นคนมางานเราก็มีความสุข ส่วนธุรกิจเป็นเรื่องของผลพลอยได้ เพราะตอนที่คิดจะทำเราตื่นเต้น อยากทำ พอทำแล้วคนชอบก็รู้สึกดีมาก” รามให้คำตอบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90298" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“เมื่อก่อนเคยตั้งฝันไว้ไหมว่า Selina and Sirinya จะไปได้ไกลแค่ไหน” ผมชวนทั้งคู่ทบทวน</p>
<p>“ตอนแรกเราฝันนะ ฝันว่าอยากมีคนรู้จัก” “ใช่ๆ” นทีพยักหน้าเห็นด้วย “แต่นี่มันนานเกิน จนเราไม่ฝันแล้ว”</p>
<p>ตอนแรกฝันไว้แบบไหนกันนะ–ผมคิดในใจ แต่เหมือนทั้งคู่จะได้ยิน</p>
<p>นทีบอกว่า “แค่มีคนเอาเพลงเราไปร้องเพลงหนึ่งเราก็ดีใจแล้ว” “เออๆ” เพื่อนอีกคนสมทบ</p>
<p>รามทบทวนให้ฟังอีกว่า “ถ้าพูดว่าฝันอะไร ก็คงเหมือนกับภาพดรอว์อิ้งที่เคยวาดไว้ ภาพนั้นวาดฝันว่าได้ไปเล่นบนเวทีใหญ่ที่มีคนมาฟัง อารมณ์แบบงาน Woodstock งานฮิปปี้ ทำนองนั้น แต่ไปเล่นจริงๆ ก็ไม่ค่อยมีคน เราเลยรู้สึกว่าความฝันไม่เกิดขึ้น แต่พอผ่านมาสิบกว่าปีจึงเริ่มมีคนมาฟัง ตอนนี้เลยกลายเป็นอย่างที่ฝันไว้”</p>
<p>“และเหมือนว่ากำลังจะมีฝันต่อไปแล้ว” นทีพูดเป็นนามธรรม</p>
<p>“แล้วฝันนั้นคืออะไร” ผมสวนทันที</p>
<p>ทั้งคู่มองหน้ากันหัวเราะลั่น ก่อนนทีจะรับผิดชอบตอบว่า “จริงๆ ก็ยังไม่ได้คิด แต่แค่รู้สึกว่ายังอยากทำเพลงอยู่ ยังไม่อยากกลายเป็นวงดนตรีที่หยุดแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว คนฟังได้ฟังแค่เพลงเก่าๆ เราไม่อยากเป็นตำนาน อยากมีอะไรใหม่ๆ อยากทำอะไรเป็นแรงบันดาลใจไปเรื่อยๆ”</p>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90304" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/sirinya-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ผมเตรียมแผ่นเสียงอัลบั้มหนึ่งและสอง รวมถึงแผ่นซีดีอีพีใหม่และซีดีชุดพิเศษของ Selina and Sirinya เพื่อมาขอลายเซ็นทั้งคู่ จะให้สารภาพก็ได้ จริงๆ แล้วผมเป็นติ่งของโฟล์กวงนี้นั่นแหละ</p>
<p>หลังจรดปากกาเซ็นชื่อเรียบร้อย นทีส่งแผ่นเสียงและซีดีทั้งหมดคืนผม วงสนทนาพากันแยกย้าย รามและนทีเตรียมตัวไปเล่นดนตรี ส่วนผมเตรียมตัวไปเป็นผู้ฟัง เวลา 3 ทุ่มเศษ บรรยากาศร้างคนเมื่อตอนเย็นเปลี่ยนเป็นเนืองแน่นด้วยแฟนเพลงที่เข้าร่วมงาน เมื่อพวกเขาเริ่มบรรเลง เสียงคนพูดคุยก็เงียบลง หลายเสียงร้องคลอตามไปกับท่วงทำนอง เมื่อเพลงจบเสียงปรบมือก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เป็นเช่นนี้ทุกเพลงไป</p>
<p>ผมเฝ้าตามหาเหตุผลในทุกงานที่ไปดู Selina and Sirinya แสดง ว่าเพราะอะไรเพลงของพวกเขาจึงมีพลัง</p>
<p>วันนี้ผมได้พบเหตุผลนั้นแล้ว อาจเป็นความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ ก็ได้ใครจะรู้ เพราะเมื่อได้พูดคุย ได้รู้เบื้องหลังของบทเพลง ได้รู้เรื่องราวชีวิตของกันและกัน ทุกครั้งที่ผมได้ยินเพลงที่รามและนทีเล่น เสมือนว่าผมเองก็ได้ร่วมยินดี อิ่มเอม ไปกับความฝันของพวกเขาด้วยยังไงยังงั้น</p>
<p>เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้ คุณน่าจะได้ฟังเพลงของ Selina and Sirinya กันมาหลายเพลงแล้ว หรือยังไม่ได้ฟังก็ไม่เป็นไร และไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ จะบอกว่าหากรามและนทีกลับมาเล่นดนตรีร่วมกันอีกเมื่อไหร่ในนามของ Selina and Sirinya อยากแนะนำให้คุณลองไปฟังดู</p>
</div>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a2629de0a06c" data-id="-p7vtVX15Fw" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp--p7vtVX15Fw-6a2629de0a06c" data-vid="-p7vtVX15Fw" data-src="https://www.youtube.com/embed/-p7vtVX15Fw?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/-p7vtVX15Fw/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
</div>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a2629de0a094" data-id="TVDnxjlPX7c" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-TVDnxjlPX7c-6a2629de0a094" data-vid="TVDnxjlPX7c" data-src="https://www.youtube.com/embed/TVDnxjlPX7c?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/TVDnxjlPX7c/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/selina-and-sirinya/">16 ฝนแห่งความฝันที่มากกว่าฝันของวงดนตรีโฟล์กชื่อ Selina and Sirinya</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อวันที่&#8230;มาถึง บทเรียนครั้งสำคัญในชีวิตของเขียนไขและวานิช</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kiankailaewanich/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jan 2020 10:11:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นักดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[เขียนไขและวานิช]]></category>
		<category><![CDATA[แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=87734</guid>

					<description><![CDATA[<p>2561 ผ่านมาแล้วสองปี แต่ผมยังคงจดจำเช้าวันนั้นได้เป็นอย่างดี เช้าวันที่พวกเขานั่งผิงไฟไล่ลมหนาวบนระเบียงบ้านพาตี่ บ้านไม้สองชั้นของนักดนตรีชาวปกาเกอะญอที่ชื่อ ณัฐวุฒิ ธุระวร หรือในนามศิลปิน คลีโพ สถานที่บนดอยป่าสนตั้งอยู่ในอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่  หลังจากผ่านช่วงเวลาของกาแฟหอมกรุ่น กองไฟอบอุ่น และข้าวเบ๊อะร้อนๆ ทุกคนต่างนั่งเล่นนั่งคุยกระจัดกระจายกันอยู่บนระเบียง ศิลปินคนหนึ่งในกลุ่มที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันอย่าง ต่าย ประกาศิต นักร้องของวงอภิรมย์ เริ่มนั่งเกากีตาร์ เขาเสนอว่าอยากเอาเพลงเสี่ยวๆ ที่เคยเขียนไว้แต่ไม่ได้ใช้งานมาลองเล่นให้ทุกคนที่นั่นได้ฟัง ศิลปินอีกคนคือ โจ้–สาโรจน์ ยอดยิ่ง ที่นั่งตั้งใจฟังอยู่ข้างๆ นึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็มีเพลงเสี่ยวตามโจทย์ที่ว่าเช่นกัน ตอนนี้ถึงคิวของเขา  แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร ใจพี่จมแทบพสุธา ดวงฤทัยหรือดวงแก้วตาดุจดวงดาราดวงดาวดวงไหน วอนให้ชายทุกคนเดินผ่าน วอนให้ใจน้องไม่มีใคร วอนให้ลมพัดพาหัวใจพี่ไปถึง&#8230;     คอร์ดสุดท้ายสิ้นเสียงจางไป เสียงปรบมือดังขึ้นและเสียงของใครอีกคนบอกกับเจ้าของเพลงว่า  “มึงต้องเอาเพลงนี้ไปบันทึกเสียงให้ดีๆ”  “เพลงนี้จะทำให้มึงได้เดินทาง” อีกหนึ่งเสียงช่วยเสริม   อีกหลายคนในวงล้อมของเช้าวันนั้นก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่เพราะ  “เพลงนี้ชื่อแก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร เอามาเล่นก็เขินทุกที” เจ้าของเพลงพูดเช่นนั้น และยิ่งได้ฟังที่มาที่ไปของเพลง แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร ผมยิ่งรู้สึกเขินตาม เขาเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยไปเที่ยวที่น่าน ช่วงนั้นเป็นงานแข่งเรือยาวประจำปีพอดี ตื่นขึ้น เดินไปซื้อของที่ร้านชำแห่งหนึ่งในเมืองน่าน บังเอิญได้ไปเจอใบหน้าไร้การแต่งแต้มของสาวเจ้าถิ่น แต่ทว่าสาวคนนั้นยังแก้มแดงด้วยความเป็นธรรมชาติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kiankailaewanich/">เมื่อวันที่&#8230;มาถึง บทเรียนครั้งสำคัญในชีวิตของเขียนไขและวานิช</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>2561</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผ่านมาแล้วสองปี แต่ผมยังคงจดจำเช้าวันนั้นได้เป็นอย่างดี เช้าวันที่พวกเขานั่งผิงไฟไล่ลมหนาวบนระเบียงบ้านพาตี่ บ้านไม้สองชั้นของนักดนตรีชาวปกาเกอะญอที่ชื่อ </span><span style="font-weight: 400;">ณัฐวุฒิ ธุระวร</span><span style="font-weight: 400;"> หรือในนามศิลปิน </span><i><span style="font-weight: 400;">คลีโพ</span></i><span style="font-weight: 400;"> สถานที่บนดอยป่าสนตั้งอยู่ในอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-87758 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/DSC_0001-1024x680.jpg" alt="" width="1024" height="680" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/DSC_0001-1024x680.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/DSC_0001-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/DSC_0001-768x510.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/DSC_0001-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากผ่านช่วงเวลาของกาแฟหอมกรุ่น กองไฟอบอุ่น และข้าวเบ๊อะร้อนๆ ทุกคนต่างนั่งเล่นนั่งคุยกระจัดกระจายกันอยู่บนระเบียง ศิลปินคนหนึ่งในกลุ่มที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันอย่าง </span><span style="font-weight: 400;">ต่าย ประกาศิต</span><span style="font-weight: 400;"> นักร้องของวงอภิรมย์ เริ่มนั่งเกากีตาร์ เขาเสนอว่าอยากเอาเพลงเสี่ยวๆ ที่เคยเขียนไว้แต่ไม่ได้ใช้งานมาลองเล่นให้ทุกคนที่นั่นได้ฟัง ศิลปินอีกคนคือ </span>โจ้–สาโรจน์ ยอดยิ่ง <span style="font-weight: 400;">ที่นั่งตั้งใจฟังอยู่ข้างๆ นึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็มีเพลงเสี่ยวตามโจทย์ที่ว่าเช่นกัน ตอนนี้ถึงคิวของเขา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร ใจพี่จมแทบพสุธา ดวงฤทัยหรือดวงแก้วตาดุจดวงดาราดวงดาวดวงไหน วอนให้ชายทุกคนเดินผ่าน วอนให้ใจน้องไม่มีใคร วอนให้ลมพัดพาหัวใจพี่ไปถึง&#8230;</em>    </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คอร์ดสุดท้ายสิ้นเสียงจางไป เสียงปรบมือดังขึ้นและเสียงของใครอีกคนบอกกับเจ้าของเพลงว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มึงต้องเอาเพลงนี้ไปบันทึกเสียงให้ดีๆ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพลงนี้จะทำให้มึงได้เดินทาง” อีกหนึ่งเสียงช่วยเสริม  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหลายคนในวงล้อมของเช้าวันนั้นก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่เพราะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพลงนี้ชื่อแก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร เอามาเล่นก็เขินทุกที” เจ้าของเพลงพูดเช่นนั้น และยิ่งได้ฟังที่มาที่ไปของเพลง <em>แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร</em> ผมยิ่งรู้สึกเขินตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยไปเที่ยวที่น่าน ช่วงนั้นเป็นงานแข่งเรือยาวประจำปีพอดี ตื่นขึ้น เดินไปซื้อของที่ร้านชำแห่งหนึ่งในเมืองน่าน บังเอิญได้ไปเจอใบหน้าไร้การแต่งแต้มของสาวเจ้าถิ่น แต่ทว่าสาวคนนั้นยังแก้มแดงด้วยความเป็นธรรมชาติ พร้อมรอยยิ้มที่ทำให้เขาต้องเก็บมานั่งละเมอเพ้อถึง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาเก็บแก้มแดงและรอยยิ้มนั้นไว้ในห้วงความทรงจำ ก่อนลงมือเขียนเพลงนี้ขึ้นแค่ในเวลาไม่ถึง 20 นาที และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เพลงนี้ไม่เคยนำมาเล่นในนามของเขียนไขและวานิช จะมีก็เฉพาะคลังสะสมเพลงใน SoundCloud ของเขาเท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนวันนั้นมาถึง&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเพลง<em> แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร</em> ถูกนำไปบันทึกเสียงและปล่อยออกมาให้ได้ฟัง เป็นจริงอย่างว่า บทเพลงของเขียนไขและวานิชกำลังเดินทาง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87778" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>2562</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเจอเขาอีกครั้งที่กรุงเทพฯ หลังจากยอดวิวของเพลง <em>แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร</em> เกือบจะแตะหลักล้านเห็นจะได้ เรานัดกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเก่าแก่ที่ตอนเย็นจะเป็นร้านนั่งดื่มบนหัวมุมถนนแถวสีลม วันนั้นผมจึงได้รู้จักเขียนไขและวานิชมากยิ่งขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมได้รู้ว่า&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โฟล์กบอยคนนี้เป็นคนเชียงใหม่ เพื่อนๆ เรียกว่า โจ้ เดิมทีเขาใช้ชื่อ </span><b>สาโรจน์ ยอดยิ่ง </b><span style="font-weight: 400;">เป็นชื่อแทนศิลปิน ต่อมาจึงเป็น</span><b>เขียนไขและวานิช</b><span style="font-weight: 400;"> ชื่อที่มาจากเทคนิคหนึ่งในวิชาภาพพิมพ์ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เป็นนามปากกาในวงการเพลงของเขาจนถึงปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โจ้มีเพื่อนสนิทหนึ่งคน เป็นหนุ่มผมยาวนามว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">เล–ประชา หลุยจำวัน</span></i><span style="font-weight: 400;"> เขาคือสมาชิกของ</span><i><span style="font-weight: 400;"> อิสยา </span></i><span style="font-weight: 400;">และมีโปรเจกต์เดี่ยวในชื่อ </span><i><span style="font-weight: 400;">สุขเสมอ</span></i><span style="font-weight: 400;"> เลกลายมาเป็นเป็นคู่หูที่ผ่านทุกข์เจอสุข ร่วมชีวิตกันมากับโจ้ตั้งแต่ครั้งเรียน ปวช. ก็ตั้งแต่สมัยที่เริ่มเล่นดนตรีแต่งเพลงกันช่วงแรกๆ นั่นเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เลหรือจ่าเลของโจ้ เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญในการทำเพลงของเขียนไขและวานิช ทั้งด้านทำนองและเนื้อร้อง ด้วยความสำคัญเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่ภาพจำของเขียนไขและวานิชจะถูกมองว่าวงดนตรีนี้มีสมาชิกสองคน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขียนไขและวานิชเริ่มต้นด้วยการเขียนเพลงแรกเมื่อช่วงปี 2553 กว่า 8 ปีแล้วที่เขาเดินอยู่บนเส้นทางสายดนตรี เขียนเพลงเก็บไว้ในคลังกว่า 40 เพลง แต่ </span><i><span style="font-weight: 400;">แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร</span></i><span style="font-weight: 400;"> คล้ายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ทำให้ชื่อของเขียนไขและวานิชดังเปรี้ยงจนเป็นที่รู้จักของแฟนเพลง เมื่อหนึ่งเพลงดังขึ้น แน่นอนผลงานเพลงเก่าๆ ของเขาอย่าง </span><i><span style="font-weight: 400;">อาจจะเพียง หนีห่าง, ภาพฝันในจักรวาล, ตามกาลเวลา</span></i><span style="font-weight: 400;"> ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลจึงเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเวลาต่อมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87811" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-44.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-44.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-44-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-44-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เขียนไขและวานิชมีแฟนเพลงติดตามอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เพราะเพลงเพลงเดียวจริงๆ ที่เป็นแรงหนุนให้เขียนไขและวานิชได้เดินทางมากขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">เสียงเพลงที่เคยดังจากนักร้องฝ่ายเดียว เริ่มมีอีกหลายเสียงของผู้ฟังร้องตามได้มากขึ้น เมื่อมีการแสดงที่ไหน เป็นอันว่าสถานที่นั้นจะแน่นเอี้ยดไปด้วยแฟนๆ ที่ตามมา หลังโชว์จบยิ่งแล้วใหญ่ จากครั้งที่เคยเล่นเสร็จเก็บข้าวของแล้วหิ้วกระเป๋ากีตาร์กลับ ตอนนี้เขาต้องอยู่รอเซ็นชื่อ รอถ่ายรูป จนถึงคนสุดท้ายของแถวที่ยาวเป็นหางว่าวทุกงานไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่วันที่พบกันบนดอย ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ผมจะติดตามไปดูโชว์ของเขียนไขและวานิชอยู่เสมอ ประสาคนเคยพบพูดคุยกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาจากการพูดคุยถามไถ่ อัพเดตเรื่องราวของกันและกัน ทำให้ผมมองเห็น ชายคนที่เคยติดอยู่กับมรสุมชีวิต ติดอยู่กับปัญหาหนักอกเรื่องเรียนไม่จบ คนที่ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตต่อไป จะหาเงินจากไหนหรือไปทำงานอะไร มาวันนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะคลี่คลาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อผลงานเพลงของเขากลายเป็นที่รู้จัก มีงานทัวร์มากขึ้น ทำให้การเป็นศิลปิน ได้เล่นดนตรีกลายเป็นอาชีพหลักของเขาไปแล้ว อาชีพที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะนำมาซึ่งรายได้มากมายขนาดที่จะกลายมาเป็นทุนในการใช้ชีวิต อาชีพที่ไม่เคยคิดว่าจะพาเขาเดินทางไปพบเจอสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยพบเจอ และก็เป็นอาชีพเดียวกันที่ทำให้เขาเริ่มสับสน อ่อนล้า เริ่มไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ แม้ที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้&#8230;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87805" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-39.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-39.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-39-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-39-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>2563</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมพบเขาอีกครั้งในงาน Gathering in the glen #2 ประจำปี 2563 งานมิวสิกแคมป์ปิ้งที่ถือกำเนิดขึ้นโดยอินดี้โฟล์กรุ่นใหญ่ของเมืองไทยอย่างวง s</span><span style="font-weight: 400;">elina and sirinya</span><span style="font-weight: 400;"> งานรวมกลุ่มนักฟังเพลงที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวพักผ่อนสไตล์ป่าเขามาอยู่ร่วมกัน สำหรับปีนี้ เขียนไขและวานิชถือเป็นวงดนตรีหลักวงหนึ่งที่ทุกคนในงานรอพบเจอ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช้เวลาอยู่สักพัก กว่าผมจะหาเวลานั่งคุยกับเขาได้ เหตุผลก็เพราะแฟนเพลงรวมถึงคนรู้จักต่างเวียนกันมาขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น และแวะมาทักทายพูดคุยกับเขาอยู่ไม่ขาดสาย สุดท้ายช่วงเวลาแห่งการสนทนาของเราก็มาถึง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87780" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-14.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-14-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังลงจากดอยวันนั้น จนถึงตอนนี้ได้หยุดพักบ้างหรือยัง ผมเอ่ยทักทายเขาด้วยคำถามแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาตอบคำถามแบบซื่อๆ ตามสไตล์ “ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ดีๆ มีงานเยอะได้ยังไง” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้สึกยังไงบ้างที่อยู่ดีๆ มีงานเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว–ผมสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“รู้สึกแค่ว่ามีงานก็ต้องไปสิ เอาเงินก่อน ไปหมดทุกที่ ก็ก่อนหน้านี้มันไม่มีเงินไง” หลังสิ้นประโยค เขาหัวเราะเสียงดัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เหมือนตอนนี้ชีวิตลงตัวแล้วใช่ไหม เพลงก็ดัง มีงาน มีเงินใช้” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขานิ่งคิดสักครู่ก่อนบอกว่า “ตอนนี้ถึงจุดอิ่มตัวที่อยากจะกลับ กลับไปหาเวลานั่งคิดทบทวนกับตัวเอง ไม่มีเวลาแต่งเพลงเลยเพราะเรื่องต่างๆ ที่โถมเข้ามา เรารู้สึกว่าตัวเองเริ่มช้ำแล้ว เริ่มอืด ต้องเล่นดนตรีทุกวัน มันเหนื่อยฉิบหายเลยนะ แล้วมันไม่มีเวลาสร้างสรรค์อะไรเลย ไม่มีเวลาคิดอะไร รู้แค่ว่าพรุ่งนี้ต้องไปขึ้นรถตรงไหน ลงที่ไหน เล่นที่ไหน ซาวนด์เช็กกี่โมง เสียบกีตาร์ดีดแล้วก็ร้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เคยคิดจะหยุดมาสักพัก แต่ก็ยังหยุดไม่ได้เพราะคิดว่ามีโอกาสให้ไปได้ เราก็ยังอยากไป ไปเพื่อแตะให้ถึงที่สุด ถึงเวลาได้แค่ไหนก็หยุดแค่นั้น ซึ่งเป็นสภาวะที่เวียนหัว มันเป็นตัวเองที่ซับซ้อนมาก ไปถามใครต่อใครก็ได้คำตอบไม่เหมือนกัน บางคนก็ว่าให้ทนอยู่ไปก่อน บางคนบอกถ้าไม่ไหวก็ให้ถอยกลับมาดูตัวเองก่อน หยุดเถอะมันช้ำหมดแล้ว มีหลายคำตอบไม่รู้จะเลือกยังไง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เมื่อก่อนยังไม่มีงานเล่น เราก็ทะเยอทะยานเพื่อไปหางานเล่น จนวันนี้งานเยอะมากกว่าเดิมหลายเท่า เคยมีความรู้สึกแบบเล่นๆ ให้จบๆ ไปบ้างไหม” ผมแกล้งตั้งคำถามที่ไม่น่าจะเป็นไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เมื่อก่อนเราเคยคิดแบบนั้น โดนพี่ๆ ในวงการที่รู้จักคอยด่าคอยเตือน เขาสั่งสอนเราประมาณว่า ‘มันเป็นหน้าที่ของมึงนะ มึงต้องรับผิดชอบกับเวลาโชว์แค่ชั่วโมงเดียว ทำไมมึงไม่ทำให้มันเต็มที่วะ’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นเราหงุดหงิดมากที่ไม่มีคนฟังเพลงที่เราตั้งใจเล่น บางคนมาก็ฟังแค่สองเพลงหลักที่รู้จัก เพลงที่เหลือก็คุยก็ดื่มกัน เราก็เล่นแบบประชด พอกลับมานั่งทบทวนคำพูดที่พี่ๆ บอกเรา ทำให้รู้สึกตัวและคิดได้ กลับมาทบทวนว่างานของเราทำไมไม่ทำให้เต็มที่ จะหงุดหงิดทำไม ใครจะฟังไม่ฟังก็ช่างเขาเถอะ” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87791" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-25.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-25-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่บ่นว่าไม่มีเวลาเขียนเพลงเลย นอกจากต้องจดจ่ออยู่กับเรื่องเล่นดนตรี อีกเหตุผลหนึ่งเพราะเพลง <em>แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร</em> คือสิ่งที่สร้างความกดดันให้เพลงใหม่ด้วยหรือเปล่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สิ่งนี้ก็น่าคิดนะ แต่ว่าเราไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะมองว่าทุกเพลงของเราล้วนมีความหมายในตัวเพลงอยู่แล้ว ตอนนี้ในใจคิดว่าเราจะทำเพลงใหม่ออกมา เราคาดหวังหรือเปล่า คาดหวังว่าเพลงต่อไปจะต้องติดหูคนฟังให้ได้หรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพลงทุกเพลงของเราเท่าเทียมกันหมด หลายๆ คนชอบถามว่า <em>แก้มน้องนางฯ</em> มาดีแล้วมีโอกาสไหมที่จะทำให้เพลงไหนออกมาดีกว่าเพลงนี้ เหมือนเป็นการบ้านสำหรับเรา แต่ไม่อยากคิดว่าจะต้องทำให้ดีกว่าเพลง<em> แก้มน้องนางฯ</em> เพราะเราบอกอยู่ตลอดว่า เพลงนี้เป็นเพลงเสี่ยว เราไม่ชอบ ตัวเราเลยไม่อยากคาดหวังกับเพลงนี้ว่าจะต้องเป็นเพลงดัง แต่คนอื่นดันคาดหวังแทนเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เมื่อก่อนเราไม่ได้หวังอะไรก็แค่ทำออกมาแค่นั้น เรามานั่งคิดขัดแย้งกับตัวเอง ทุกวันนี้เราพยายามเขียนเพลงอยู่ตลอดแต่ยังไงๆ ก็ไม่ได้สักที เรานั่งถามตัวเองว่า เมื่อก่อนเราทำเพลงเพราะอะไร แล้วตอนนี้เราทำเพลงไปเพื่ออะไร เมื่อก่อนทำด้วยความชอบของตัวเอง แต่มาตอนนี้กลับเป็นว่าต้องทำเพื่อให้คนอื่นชอบ ทำเพลงใหม่เพื่อที่จะอัพเดต พอเป็นแบบนี้ก็ทำให้เราไม่อยากแต่งเพลง ไม่อยากทำเพลง” นับตั้งแต่นั่งคุยกันเขาเปิดเครื่องดื่มกระป๋องที่สอง ก่อนหน้านั้นไม่รู้จำนวน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระหว่างพูดคุยกัน ผมเห็นเขาต้องยกมือรับไหว้ ยิ้มทักทายคนรู้จักและแฟนคลับอยู่เสมอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนถึงทุกวันนี้เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินได้หรือยัง ผมเอ่ยถามหลังจากเขาหันหน้ากลับมาหา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่ชอบถูกเรียกว่าเป็นศิลปิน เรากระดากปากตัวเองถ้าให้มาพูดว่า สวัสดีครับผมเป็นศิลปิน เราไม่กล้าพูดหรอก เราไม่กล้าขนานนามตัวเอง พูดแล้วจะเขินๆ ตลอด เขินแทนคนที่เรียกเราด้วยซ้ำ” คำตอบของเขาที่ได้มา ผมเชื่อแล้วว่าคงเขินจริงๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87797" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-31.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-31.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-31-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-31-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87795" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-29.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-29.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-29-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-29-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีแฟนเพลงมาขอถ่ายรูป ขอลายเซ็นมากมาย ยังเขินอยู่อีกเหรอ ผมแกล้งแซว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก็ได้อยู่ เรายังทนได้ แต่บางทีเราก็มีอารมณ์แบบอยากขอเวลาเป็นส่วนตัวบ้างเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นส่วนตัวอย่างเดียวหมดก็จะไม่ดีกับคนที่เดินทางมาเพื่อเจอเราอีก แล้วพอมาคิดแบบนี้มันดูแย่เลยนะ เหมือนว่าเราไม่เหมือนเดิม” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมได้ข่าวมาเหมือนกัน มีคนพูดกันหลายคนว่าเขียนไขและวานิชไม่เหมือนเดิมแล้ว เป็นยังไงเล่าให้ฟังบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กับคำว่าไม่เหมือนเดิม เราเกลียดมาก ไม่รู้จะต้องทำยังไง เพราะเราก็อยู่แบบปกติ พอได้ยินคำเหล่านี้มาเราก็จุก ทั้งๆ ที่เราก็เหมือนเดิม แต่เพราะเพลงดังขึ้นสภาวะแวดล้อมเราเลยเปลี่ยน ทุกวันนี้เกิดคำถามกับตัวเองเรื่องพวกนี้เยอะทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก เหนื่อยกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้ แต่ทำอะไรไม่ได้ (ทำเสียงสอง) เราก้าวเข้ามา เราถอยหลังไม่ได้แล้ว” สิ้นคำตอบผมได้ยินเสียงจากเวทีใหญ่ของงานเริ่มบรรเลงแล้ว บทเพลงอะคูสติกจากบนเวทีจึงดังเคล้าไปกับการสนทนา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขียนไขและวานิชได้รับผลกระทบมาจากการเป็นที่รู้จักมากขนาดไหน  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราโดนพูดถึงมากทางเพจ แต่เราไม่อยากอ่าน ผู้จัดการเราจะคอยสแกนข้อความพวกนั้นให้ เพราะอย่างบางคอมเมนต์เรามาอ่านแล้วก็ไม่มีความสุข บางทีเราทำเป็นยิ้มนะ แต่เราเก็บมานั่งเครียด ในใจนี่จะร้องไห้ เหมือนมาเจอบางคำพูดที่บั่นทอน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าเป็นแบบนี้ รู้งี้เราไม่ออกมาเสียดีกว่า เคยนั่งร้องไห้กับตัวเองว่าทำไมต้องมาเจอความกดดันอะไรแบบนี้ ไม่น่าออกมาเลย ไม่เอาอะไรแล้วก็ได้ โคตรคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านเลย แต่ศิลปินรุ่นพี่หลายคนเขาก็บอกว่าเหตุการณ์แบบนี้พี่ก็เคยผ่านมา เราก็เกิดคำถามที่ว่า พวกเขาอยู่กันมาได้เพราะอะไรวะ เรายังพยายามหาคำตอบอยู่” เขาขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ผมเบนสายตาไปในงาน แดดร่มลมตกคนเริ่มทยอยกันมาแน่นขึ้น เตนท์หลากสีหลายหลังวางเรียงราย พื้นที่หน้าเวทีถูกจับจอง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87774" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็น someone ที่มีคนรู้จักมากๆ คิดว่า เรามีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองจากการพูดถึงเราแบบที่ไม่เข้าหูบ้างไหม ผมถามเขาหลังจากที่กลับมาพร้อมเครื่องดื่มเต็มกระป๋อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ ก็บ่นนะ เราก็เคยไปใช้คำพูดที่มาจากอารมณ์ ก็มีผู้ใหญ่ฝากคนมาเตือนเราว่า ไม่ควรทำแบบนั้นหรือพูดอะไร เช่น เขาด่ามาแล้วเราตอบโต้กลับไป ถามว่าทำไมต้องโต้กลับไปก็เพราะเราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง หยิกเราเราก็เจ็บ” ผมหัวเราะไปกับน้ำเสียงของเขา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลายคนที่รู้จักมาบอกว่า มันไม่ดีนะ เดี๋ยวเราจะไม่มีงานนะ เราก็เกิดคำถามว่ามันไม่ดียังไงกับการตอบโต้กลับไปยังคำพูดของบางคนที่ฟังแล้วไม่เข้าหู เพื่อนร่วมงานของเราก็จะคอยมากันว่าอย่าเข้ามายุ่ง (ทำเสียงสอง) อย่าไปฟัง เดี๋ยวพวกเขาจะรับทั้งหมดให้เอง แต่ว่าทุกอย่างที่เข้ามา สุดท้ายแล้วมันก็วนมาหาเราไง เพราะเป็นงานของเรา คนของเราถูกกระทำเราก็อยากออกไปปกป้อง อยากจะมีเหตุผลจนบางทีก็ไร้เหตุผล มันเรื่องอะไรกันนักหนาวะ” พูดเสร็จเขายกกระป๋องขึ้นดื่ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราดันไม่คาดหวังสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างทุกวันนี้ พอได้เล่นก็เล่น ได้เดินทางก็ไป จนคำว่าไปก็ไปมันเริ่มมากขึ้น หนักขึ้น มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว กลายเป็นอาชีพไปแล้ว เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าต้องเตรียมตัวอะไร แต่ตอนนี้ยิ่งไปเล่นเรายิ่งอาย เพราะเราไม่เก่งไง แล้วเราก็อยู่กับที่เหมือนเดิม บางคนก็บอกว่าเป็นแบบนี้แหละดีแล้ว แต่ความจริงที่เราเจออยู่คือเราเล่นวนๆ อยู่เหมือนเดิม ทางคอร์ดแบบเดิมๆ เราตันมาก หาทางออกให้ตัวเองไม่ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำในสิ่งที่เป็นตัวเองให้ดีที่สุดก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ผมสงสัยไปกับความสับสนของเขาเหมือนกันในตอนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“นั่นแหละที่กำลังถามตัวเอง เราพยายามให้เกียรติงานตัวเอง เพราะมันหาเงินให้เราได้ จะมานั่งเล่นง้องแง้งแบบเดิมๆ ต่อไปได้เหรอ เราก็ต้องทำอะไรส่งเสริมให้ดีขึ้นมากว่านี้อีกให้ได้ เป็นตัวของตัวเองได้ แต่ควรจะมีระเบียบวินัยหน่อยไหม เราคิดอะไรประมาณนี้ได้จากการที่ได้ไปเจอมืออาชีพ ไปเจอผู้ใหญ่คนที่อยู่ในวงการดนตรีมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ชั่วโมงบินของเราอาจจะเยอะก็จริง แต่เรารู้สึกว่ามันไม่มีคุณภาพ อาจจะต้องทำให้ตัวเองขยับขึ้นมาให้ได้ แต่พยายามอยู่ใบบริบทของความเป็นตัวเองและรักษาให้ตัวเองเป็นเหมือนเดิม คุมตัวเองให้อยู่ ตอนนี้หนามเยอะ ทุกอย่างทิ่มแทงเราหมด เป็นดาบสองคมหมดเลย” คำตอบนี้ของเขาชวนเศร้าไม่น้อย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87796" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-30.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-30.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-30-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-30-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้เพลงดัง มีเงินใช้ ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิม คิดว่าจะกลับไปเขียนเพลงเศร้าเหมือนที่ผ่านมาได้ไหม–ผมชวนเขาทบทวน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ได้นะ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ยังมีผลกระทบจากความเศร้าอยู่ในตัวเอง เราดันเป็นคนชอบคิดเรื่องเศร้าแล้วเอามาเขียนเพลง ทุกวันนี้ก็ยังเขียนเพลงรักแบบแฮปปี้ไม่ได้ หลังๆ ก็เศร้ามาตลอด ที่เขียนจดไว้ก็มีแต่อะไรเศร้าๆ กลายเป็นเสพติดความเศร้าพวกนี้ไปแล้ว ถึงจะเขียนเพลงให้คนอื่นร้องก็ยังมีกลิ่นความเศร้าอยู่ดี แต่เราพยายามจะไม่เศร้าเรื่องชู้สาวหรือเรื่องผู้หญิงอะไรแบบนั้น อยากเศร้าในอีกด้านของชีวิตมากกว่า” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับชีวิตคงมีเรื่องอีกมากมายให้เขาเล่าแน่ๆ ผมนึกในใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่า จนถึงวันนี้พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่แค่ไหน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถามว่าคุ้มไหม มันโคตรคุ้ม ชีวิตคนคนหนึ่งได้มาแตะถึงตรงนี้ ได้มาทำงานที่ตัวเองไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มาเจอสิ่งต่างๆ เยอะมาก เจอศิลปินที่เคารพนับถือ เจอดารา ไม่เคยมีโอกาสได้มาแตะ เพราะปกติก็อยู่ข้างล่างเวทีดูพวกเขา ได้ไปร่วมทำโปรเจกต์กับศิลปินคนนั้นคนนี้ เมื่อก่อนนี้เราปลื้มแบบเป็นติ่งเขา แล้วมาวันนี้เราได้เล่นร่วมเวทีเดียวกัน มันโคตรคุ้มฉิบหายเลย” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาชี้มือไปที่ selina and sirinya วงดนตรีอันเป็นที่รักของเขา “ใครๆ ก็รู้ว่านี่คือไอดอลของเรา เป็นบุญสุดๆ แล้วที่ได้มาเล่นงานเดียวกันกับพี่ๆ เขา เมื่อก่อนคำว่าเรียนไม่จบเป็นปมด้อยมากเลยนะ มีคำถามที่ว่าไม่จบแล้วจะไปทำอะไรต่อ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่รู้นะ ชีวิตต้องมีอะไรสักอย่าง เหมือนมีบางอย่างไม่อยากให้เราอยู่กับที่ ใครจะไปรู้ว่าวันก่อนยังจมอยู่ตรงนั้น วันนี้จะขึ้นมาอยู่ตรงนี้ เหมือนมีอะไรบางอย่างที่รอให้ได้ไปเจอเมื่อถึงเวลา ตอนสุดท้ายเราอาจไม่ได้เป็นนักดนตรีก็ได้ อาจเป็นเจ้าของร้านอาหารก็ได้ ใครจะไปรู้” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อว่าเรื่องของชีวิตมีอะไรบางอย่างกำหนดไว้อย่างนั้นใช่ไหม ผมถามต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่มีใครมากำหนดเราหรอก แค่รู้สึกเหมือนว่ามีอะไรสักอย่างที่ช่วยให้เราไม่จมดิ่งอยู่กับที่ ทุกวันนี้ถ้าเครียดอะไรสักอย่าง เดี๋ยวก็จะมีบางอย่างมาปลดล็อก ทำให้เราไปเครียดเรื่องอื่นๆ แทนต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างเช่น อะไรไม่รู้ดลใจให้ต้องเล่นเพลง <em>แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร</em> ในวันนั้น เป็นเรื่องเล็กๆ ในวงเหล้าที่ใครจะไปรู้ว่าอยู่ดีๆ จะทำให้เพลงดัง มันเริ่มจากตรงนั้นเลย ถ้าพี่ต่ายไม่เล่นเพลงเสี่ยวของตัวเองก่อน เราก็ลืมเพลง<em> แก้มน้องนางฯ</em> ไปเลย แบบขุดออกมาด้วยซ้ำ” เมื่อพูดถึงเพลงนี้ทีไรภาพของทุกคนบนระเบียงบ้านพาตี่มักจะลอยเข้ามาในหัวของผมเสมอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87770" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเพลงเสี่ยวกลายเป็นเพลงที่ดังมากๆ ขนาดไหนแล้ว ผมถามให้แน่ใจ เพราะตามเพลงดังเพลงนี้ไม่ทันแล้ว</span></p>
<p><b>“</b><span style="font-weight: 400;">ไปอยู่ในโฆษณาของสายการบินไทยสมายล์ ไปอยู่ในหนังเรื่อง <em>Low Season สุขสันต์วันโสด</em> ของสหมงคลฟิล์ม แล้วก็กำลังไปอยู่ในงานของ กยศ. เอาไปประกอบกับโฆษณาอะไรสักอย่าง เขาเพิ่งส่งเอกสารมา แล้วก็มีไป cover ในรายการ <em>The Voice</em> ด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คิดยังไงบ้างกับคำพูดที่ว่า คนอื่นเอาไป cover ดีกว่าต้นฉบับ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โอ๊ย สบาย ทำได้เต็มที่เลย เราไม่เคยหวง ดีทั้งกับเขาและกับเราด้วย เราดีใจที่ว่าเขาคิดถึงเรา เอาเพลงเราไปเล่น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าวันนี้ให้กลับไปใช้ชีวิตแบบวันที่ไม่มีงานทำเอาไหม ผมลองแซว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก็คงดี เพราะเรามีทุนแล้วไง (หัวเราะ) กลับไปอยู่บ้านตัวเองได้แล้ว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รอบปีที่ผ่านมา มีเรื่องไหนเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดในชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บทเรียนเหรอ น่าจะเรื่องการมีแฟนเพลงไปพาดพิงเขานั่นแหละ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากแต่งเพลงนี้ให้เธอคนนั้น โจ้ได้มีโอกาสกลับไปงานแข่งเรืออีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว และพบเจอกับเธอคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนเพลง <em>แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร </em>ขึ้นมา ทั้งคนเขียนเพลงและคนที่อยู่ในบทเพลงต่างเติบโตไปมีชีวิตของตัวเอง จนเมื่อมีโอกาสเจอกันอีกครั้ง เจ้าตัวก็เดินมาขอบคุณเขียนไขและวานิชสำหรับบทเพลงและความรู้สึกดีๆ ที่มอบให้กัน จากเรื่องราวนี้สำหรับผมเพลงนี้จึงเป็นเพลงที่จบบริบูรณ์แล้วด้วยองค์ประกอบทั้งมวล </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87782" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-16.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-16.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-16-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่บทเรียนสำคัญที่เขาว่าคือ&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีแฟนเพลงไปโพสต์ว่าอยากเห็นหน้าของคนที่อยู่ในเพลง เธอคนนั้นก็ทักมาหาเรา เจ้าตัวเขาบอกว่าไม่ชอบที่มีคนไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิต เขาต้องการความเป็นส่วนตัวของเขา ซึ่งพอเราได้รู้ก็ไม่โอเคนะ เพราะเราก็ควรเคารพสิทธิ์เขา เขาก็ควรได้ใช้ชีวิตปกติสุขของเขา” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้จะพบเจอปัญหาและอุปสรรคในการเล่นดนตรี อยากถามว่า ตอนนี้ยังเล่นดนตรีอยู่เพื่ออะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อันนี้พูดตรงๆ นะ เพื่อรับผิดชอบ เรารับปากกับเจ้าของงานไว้แล้ว เราจะตามเก็บให้มันจบ ก็คือไม่เพิ่มแล้ว ตอนนี้รับงานเล่นไว้ข้ามปีแล้วนะ จะสะสางให้จบ วงจะได้พัก จะได้เบรกตัวเอง มันมีสัญญาณความเบื่อมาแล้วนะ เราควรจะหยุดได้แล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มานั่งคุยกันในวง เราช้ำแล้ว ควรพอ หายไปสักพัก ไปทำงานอื่นๆ ที่ตัวเองชอบแล้วค่อยกลับมา มันจะเล่นดนตรีไปเรื่อยๆ ทุกวันไม่ได้นะ มันไม่ได้จริงๆ ถ้าจะทำงานอย่างนี้ มันไม่อยู่ไปตลอดหรอก หยุดตัวเองให้ได้ก่อนที่จะไม่มีคนมาฟัง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้คุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวง เราคิดกันแล้วว่าช่วงกลางปี เราจะพักวง พักทัวร์ เดินทางกลับบ้าน กลับไปใช้ชีวิตแบบปกติ ไม่รับงานเล่นที่ไหนเลย จะพักร่างกายตัวเองเพื่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ จะได้มีเวลาสำหรับคิดงาน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่รบกวนเวลาแล้ว นู่น แฟนคลับรอถ่ายรูปขอลายเซ็นอยู่เพียบเลย” ผมพูดหยอกเขาตามประสา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87802" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-36.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-36.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-36-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-36-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน Gathering in the glen #2 ดำเนินมาถึงช่วงท้องฟ้าประกายดาว ถึงคิวของวงดนตรีชื่อเขียนไขและวานิชขึ้นเล่น ผมนั่งชมการแสดงและฟังเสียงกีตาร์อะคูสติกผสานเสียงร้องของเขาอย่างตั้งใจ เหม่อมองไปที่พระจันทร์กลมโต พลันนึกถึงความสูงอันหนาวเหน็บที่เขียนไขและวานิชกำลังพบเจอ เป็นความสูงที่ต้องเรียนรู้รับมือด้วยความลำบากยากเย็น กับความรู้สึกที่เหมือนยืนอยู่บนยอดเขาสูงที่ต้องเผชิญอากาศเหน็บหนาวแต่ไม่ได้เตรียมพร้อมรับความหนาว เจอกับสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนแปลงปรับตัวตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็เป็นความสูงเดียวกันที่ทำให้เขามองเห็นภาพต่างๆ ได้สวยกว่ามุมปกติของชีวิต เป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าแค่ไหน เขาเท่านั้นที่รู้คำตอบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87799" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-33.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-33.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-33-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/เขียนไขและวานิช-33-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kiankailaewanich/">เมื่อวันที่&#8230;มาถึง บทเรียนครั้งสำคัญในชีวิตของเขียนไขและวานิช</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไปเบิ่งคอนเสิร์ตกรุงเทพฯ มันยากหลายเลยจัดเองที่อีสานโลด โสเหล่กับคนจัด &#8216;เต้ย Freshtival&#8217;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/toei-freshtival/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Jan 2020 17:24:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[คอนเสิร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[อีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[เต้ย Freshtival]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=85198</guid>

					<description><![CDATA[<p>เทศกาลดนตรีชื่อว่า ‘เต้ย Freshtival’ เกิดขึ้นด้วยการปลุกปั้นจากชาย 2 คน คนหนึ่งในนั้นหลงใหลการดูคอนเสิร์ตเป็นชีวิตจิตใจ แต่ดันมีภูมิลำเนาไกลถึงอีสาน เมื่อมีวงดนตรีต่างประเทศเข้ามาเล่นที่ไทย เขาต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารถ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เสียค่าที่พัก และค่าบัตร เพื่อไปรอชมคอนเสิร์ตที่อยากดูราว 2-3 ชั่วโมงและเดินทางกลับ จึงเกิดคำถามว่าทำไมถึงต้องเป็นแบบนั้น และคิดว่าบ้านตัวเองทางฝั่งอีสานน่าจะมีเฟสติวัลที่นำวงดนตรีต่างประเทศมาเล่นให้ดูบ้าง เขาจึงนำความคิดที่ว่าไปหาคนที่มีความเชื่อเช่นเดียวกัน และเพื่อนอีกคนที่คลุกคลีอยู่กับวงการคอนเสิร์ตก็เห็นดีงามด้วย ตกลงจับมือสนับสนุนร่วมกันทำความเชื่อที่เป็นดั่งความหวังของกันและกันให้เกิดขึ้น  ก่อนสงสัยว่า เต้ย Freshtival คืองานอะไร ผมอยากชวนไปทำความรู้จัก 2 คนที่ว่ากันก่อน 1 เบ๊นซ์–ภวินท์ อัศวพัฒนากูล เป็นคนขอนแก่นที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แต่เมื่อเรียนจบแล้วเขาเลือกจะไม่กลับบ้าน เพราะรู้ว่าเมื่อกลับไปยังไงก็ต้องสานต่อธุรกิจของที่บ้าน เลยตัดสินใจทำธุรกิจของตัวเองเสียที่นั่น “เราไม่อยากกลับบ้านแค่นั้นเลย คิดแค่นั้นเลย เอารถที่แม่ซื้อให้ไปขายมาใช้เป็นทุน และเปิดร้านเหล้าชื่อว่า มหานิยม”   เริ่มต้นด้วยคำว่าแค่…  จนตอนนี้ร้านมหานิยมนั้นเกินความตั้งใจของเขาไปมาก ผ่านร้อน ฝน หนาว มาแล้ว 10 ปี ได้ชื่อว่าเป็นแลนด์มาร์กแห่งหนึ่งในภาคอีสานที่มีวงดนตรีนอกกระแสจากทั่วฟ้าเมืองไทยไปเล่นมากมาย ทั้งจากเจ้าของร้านเลือกวงที่อยากฟังมาเล่น ทั้งแฟนเพลงเรียกร้องอยากดูโชว์ของวงนอกกระแสที่เริ่มมีชื่อเสียง และเมื่อไหร่ที่วงดนตรีไหนมีทัวร์ภาคอีสานก็ไม่พ้นต้องปักหมุดไปเล่นที่มหานิยม  ไม่ใช่เพียงแต่แฟนเพลงเท่านั้นที่ได้สิ่งที่ดี เพราะนักดนตรีเองก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามหานิยมเป็นพื้นที่ที่ทำให้พวกเขาได้พบปะแฟนเพลงที่ตั้งใจมาฟังเพลง มาชมการแสดง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/toei-freshtival/">ไปเบิ่งคอนเสิร์ตกรุงเทพฯ มันยากหลายเลยจัดเองที่อีสานโลด โสเหล่กับคนจัด &#8216;เต้ย Freshtival&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เทศกาลดนตรีชื่อว่า ‘</span><a href="https://www.facebook.com/TOEYFRESHTIVAL/"><span style="font-weight: 400;">เต้ย Freshtival</span></a><span style="font-weight: 400;">’ เกิดขึ้นด้วยการปลุกปั้นจากชาย 2 คน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนหนึ่งในนั้นหลงใหลการดูคอนเสิร์ตเป็นชีวิตจิตใจ แต่ดันมีภูมิลำเนาไกลถึงอีสาน เมื่อมีวงดนตรีต่างประเทศเข้ามาเล่นที่ไทย เขาต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารถ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เสียค่าที่พัก และค่าบัตร เพื่อไปรอชมคอนเสิร์ตที่อยากดูราว 2-3 ชั่วโมงและเดินทางกลับ จึงเกิดคำถามว่าทำไมถึงต้องเป็นแบบนั้น และคิดว่าบ้านตัวเองทางฝั่งอีสานน่าจะมีเฟสติวัลที่นำวงดนตรีต่างประเทศมาเล่นให้ดูบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาจึงนำความคิดที่ว่าไปหาคนที่มีความเชื่อเช่นเดียวกัน และเพื่อนอีกคนที่คลุกคลีอยู่กับวงการคอนเสิร์ตก็เห็นดีงามด้วย ตกลงจับมือสนับสนุนร่วมกันทำความเชื่อที่เป็นดั่งความหวังของกันและกันให้เกิดขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนสงสัยว่า</span><b> เต้ย Freshtival </b><span style="font-weight: 400;">คืองานอะไร ผมอยากชวนไปทำความรู้จัก 2 คนที่ว่ากันก่อน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85223 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-59.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-59.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-59-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-59-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>1</b></h3>
<p><b>เบ๊นซ์–ภวินท์ อัศวพัฒนากูล</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นคนขอนแก่นที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แต่เมื่อเรียนจบแล้วเขาเลือกจะไม่กลับบ้าน เพราะรู้ว่าเมื่อกลับไปยังไงก็ต้องสานต่อธุรกิจของที่บ้าน เลยตัดสินใจทำธุรกิจของตัวเองเสียที่นั่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่อยากกลับบ้านแค่นั้นเลย คิดแค่นั้นเลย เอารถที่แม่ซื้อให้ไปขายมาใช้เป็นทุน และเปิดร้านเหล้าชื่อว่า มหานิยม”  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นด้วยคำว่าแค่… </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนตอนนี้ร้านมหานิยมนั้นเกินความตั้งใจของเขาไปมาก ผ่านร้อน ฝน หนาว มาแล้ว 10 ปี ได้ชื่อว่าเป็นแลนด์มาร์กแห่งหนึ่งในภาคอีสานที่มีวงดนตรีนอกกระแสจากทั่วฟ้าเมืองไทยไปเล่นมากมาย ทั้งจากเจ้าของร้านเลือกวงที่อยากฟังมาเล่น ทั้งแฟนเพลงเรียกร้องอยากดูโชว์ของวงนอกกระแสที่เริ่มมีชื่อเสียง และเมื่อไหร่ที่วงดนตรีไหนมีทัวร์ภาคอีสานก็ไม่พ้นต้องปักหมุดไปเล่นที่มหานิยม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่เพียงแต่แฟนเพลงเท่านั้นที่ได้สิ่งที่ดี เพราะนักดนตรีเองก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามหานิยมเป็นพื้นที่ที่ทำให้พวกเขาได้พบปะแฟนเพลงที่ตั้งใจมาฟังเพลง มาชมการแสดง อุดหนุนผลงานกันอย่างจริงจัง ร้านของเขาในโซนภาคอีสานจึงกลายเป็นอีกสถานที่ที่รู้จักและค่อนข้างโด่งดังในซีนดนตรีนอกกระแสทั่วประเทศ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85206 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-71.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-71.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-71-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-71-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>2</b></h3>
<p><b>อ้น–อิงกาญจน์ ผลโพธิ์ </b><span style="font-weight: 400;">เป็นคนทำงานด้าน visual merchandiser ออกแบบให้กับหลากหลายแบรนด์ ทำงานอยู่กับอาชีพนี้ราว 10 ปี เขาเป็นคนชอบฟังเพลงและมักนำเสนอเพลงที่ชอบ หยิบยื่นให้คนอื่นๆ ได้ฟังเสมอ ระหว่างช่วงที่ยังทำงานประจำเขาเปิดเพจชื่อว่า </span><a href="https://www.facebook.com/AlterThai/"><span style="font-weight: 400;">Alternative Thai</span></a><span style="font-weight: 400;"> ตั้งใจเอาไว้แชร์เพลงที่ชอบ เพื่อเป็นทางเลือกอื่นๆ ให้กับคนที่ชอบหาเพลงฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเป็นแอดมินเพจ เขาต่อยอดสิ่งที่ทำออกมาเป็นอีเวนต์ที่ชื่อว่า P.A.S.T งานคอนเสิร์ตที่หวังให้วงดนตรีนอกกระแสทั้งหน้าใหม่ น่าสนใจ และน่าฟัง ได้มีพื้นที่ไว้นำเสนอผลงาน มาปล่อยของและเพื่อกระจายทางเลือกสำหรับช่องทางการเสพดนตรีของคนฟังเพลงให้ได้มากยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งาน P.A.S.T จัดขึ้นหลายครั้งที่ </span><span style="font-weight: 400;">PLAY YARD by Studio Bar</span><span style="font-weight: 400;"> สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รู้จักกันดีของกลุ่มนักดนตรีและคนฟังเพลงนอกกระแส งานของเขาได้รับกระแสตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ การจัดงาน ทำให้บรรดาค่ายเพลงและอีเวนต์หลายๆ เจ้าเริ่มมาชวนไปทำงานด้วย และแน่นอนเขาตัดสินใจเปลี่ยนสายงานตัวเองจาก visual merchandiser มาเป็นผู้จัดงานอีเวนต์จนถึงทุกวันนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากงาน P.A.S.T ที่เราจัดจบลง ต่อจากนั้นก็ไปอยู่กับ</span><span style="font-weight: 400;">ฟังใจ </span><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นเป็นช่วงแรกๆ ที่ฟังใจเพิ่งก่อตั้ง เราเข้าไปเป็นอีเวนต์เมเนเจอร์คนแรก ดูแลงานอย่างเช่นเห็ดสดครั้งที่ 1 เรื่อยไปจนถึงครั้งที่ 3 แล้วก็ขอออกมาเพราะเราอยากไปทำอะไรที่เป็นของเราเองมากกว่า” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้นเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงของผู้จัดงานอีเวนต์ และน่าจะเป็นคนที่คุ้นหน้าค่าตาในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังงานดนตรีหลายๆ งานที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ รวมถึงต่างจังหวัดด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85211 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-41.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-41.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-41-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-41-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85212 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-58.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-58.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-58-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-58-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>3 </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหวังของเบ๊นซ์คือการได้ดูวงดนตรีที่อยากดู และได้พาวงดนตรีต่างประเทศไปเล่นที่บ้านเกิดในภาคอีสาน ถูกเติมเต็มด้วยการพบกันกับอ้น ทั้งสองคนกลายเป็นพี่น้อง เป็นคนสนิท และเป็นทีมเดียวกันจนถึงทุกวันนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งสองคนไปรู้จักกันตอนไหน ผมชวนเปิดบทสนทนา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ เรารู้จักกับเบ๊นซ์ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำฟังใจด้วยซ้ำ ตอนนั้นเราเป็นผู้จัดการวงให้กับหลายๆ วง ในกลุ่มที่ชื่อ </span><a href="https://www.facebook.com/octave2/?__xts__%5B0%5D=68.ARCJdu1uOx4YnH7BU4ALwkdHJ4pbWYch3QdYiZG3JO_n2UKzsO1rd1hVweHyav3YYbP31YqN21lvlSshMHfzIa-vv6spyM1t9CuvNbqUAdlU92LArk1CegSiT2ILp_mJjWJDeUXnIbFcFfPE50GA44fgB4iAb_fyTQbKbxw6RCU2n5BEso6AzQIbpgL1OEbhNmnJjzZxTwk5gLDV_d1QNq_oL_aI2X7ROrv_raIhiFZQjsZD5LcwW14z15KMzgizs5CcmAdc76ACc_v04-Kf_gOqf_a4V6InQ7OU-ICkAohci2RN0w7G2BOC-9bqiUVyTFnCCsqoGyoATl7l_uNNsM8aSg"><span style="font-weight: 400;">Octave</span></a><span style="font-weight: 400;"> จะมีศิลปินอย่าง Jelly Rocket, Zweed n&#8217;Roll, Stoondio, Moving and Cut ฯลฯ เริ่มสนิทกับเบ๊นซ์มากขึ้นก็ตอนที่เอาวงไปเล่นที่ร้านมหานิยม” อ้นเท้าความให้ฟัง  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่รู้ด้วยว่าพี่อ้นเป็นผู้จัดการวง” เบ๊นซ์เสริม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85213 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-27.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-27.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-27-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มั่นใจอะไรในกันและกันถึงได้ตัดสินใจทำงานร่วมกัน ผมยิงคำถามต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบ๊นซ์ตอบกลับ “ไม่มีความมั่นใจอะไรเลย อันนี้พูดจริงๆ แค่รู้ว่าเขาเป็น event manager คิดว่าเขาน่าจะช่วยเราได้แน่นอน คุยกันสักระยะจนสนิท จากนั้นจึงตัดสินใจชวนมาทำคอนเสิร์ต ก็คือรู้นิสัย คุยกันรู้เรื่องเพราะพี่อ้นไม่ใช่นักธุรกิจ ส่วนเราแม้จะทำธุรกิจ (ทำร้านมหานิยม) แต่เราก็ไม่ได้ทำแบบนักธุรกิจ เราเป็นนักพนัน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันเป็นแบบไหนนักพนันที่ว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คอนเสิร์ตทุกงานที่ร้านเราจัดขึ้น เราไม่เคยขายบัตรล่วงหน้าเลยนะ ไม่เคยเลยแม้แต่งานเดียว ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนจะเยอะหรือจะน้อย เพราะเราให้เกียรติคนมาเร็ว คือถ้าต้องเปิดจองโต๊ะ พอบางคนรู้ว่าตัวเองมีโต๊ะแล้ว เขาจะไม่ออกมาเร็ว </span><span style="font-weight: 400;">คนมีโต๊ะแล้วส่วนใหญ่มักจะถามว่าวงขึ้นกี่โมง เขาก็ไม่มาดูวงเปิด คอยแต่จะมาดูวงที่ตัวเองอยากดู ส่วนตัวเราอยากให้วงเปิดได้มีโอกาสโชว์ให้คนมางานได้เห็น เราก็เลยตัดปัญหาด้วยการขายบัตรหน้างาน ถ้าถามถึงเรื่องธุรกิจไม่มีใครชอบหรอกที่ทำแบบนี้ แต่มันก็แฟร์กับคนมาฟังและนักดนตรี จนถึงทุกวันนี้ก็ยังทำแบบนี้อยู่”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85214 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-32.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-32.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-32-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ ที่ทำ เต้ย Freshtival ก็เหมือนการพนันชนิดหนึ่งของพวกเรานะ เราสนุกกับการได้พนันมากกว่า” อ้นพูดต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้นเริ่มจุดบุหรี่มวนแรก ส่วนเบ๊นซ์กำลังวุ่นวายอยู่กับการเช็กความเรียบร้อยของที่ร้านผ่านมือถือ</span><i><span style="font-weight: 400;">  </span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนเริ่มพนันกับการจัดงานเต้ย Freshtival ในปีแรก มั่นใจว่าได้หรือเสีย ผมชักเริ่มสงสัยมากขึ้น </span><span style="font-weight: 400;">ไม่ทันจบคำถามอ้นตอบกลับอย่างรวดเร็ว “มั่นใจว่าเสียแน่นอน” คำตอบของเขาปนเสียงหัวเราะของเพื่อนอีกคนไว้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขาเล่าว่าในงาน เต้ย Freshtival ครั้งแรก คืองานที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นงานที่คุยกันเพียงเวลาแค่ 19 วันและเริ่มต้นทำงานกันเลย  </span><span style="font-weight: 400;">“น่าจะบู๊ที่สุดเท่าที่เคยทำ คือความบู๊ที่เป็นไปตามช่วงวัย แต่มองว่าถ้าไม่ทำก็คงไม่ได้ทำสักที” อ้นชวนนึกถึงความหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมลองให้ทั้งคู่ไล่เรียงไลน์อัพวงดนตรีที่ร่วมเล่นในงานครั้งแรก และพบว่ามีวงดนตรีนอกกระแสซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีชนิดที่นักฟังเพลงไม่ควรพลาดอย่าง Desktop Error, Bomb at Track, Solitude is Bliss, Srirajah Rockers, electric.neon.lamp, และ Stoondio  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้งานนี้จะมีไลน์อัพที่น่าชมขนาดไหนก็ตาม แต่อย่าลืมว่าครั้งแรกของงานนี้เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก็พอจะรู้ว่าวงดนตรีเหล่านี้อาจยังไม่ได้รับความนิยมเท่าทุกวันนี้ จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า งานครั้งแรก “เสียแน่นอน” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้างานจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เราคิดว่าขายบัตรหมดชัวร์ๆ และที่สำคัญบัตรถูกมากๆ ด้วย แต่กลับกันงานเราจัดที่ขอนแก่นขายบัตรในราคา 250 บาท มีวงดนตรีทั้งหมด 6 วง แต่ได้ผลตอบรับมาว่า บัตรแพง” อ้นเล่าให้ฟังและผมเชื่อว่าเขาทั้งคู่คงเข้าใจในผลที่เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบ๊นซ์เล่าต่อว่า “คนไม่เข้าใจเรื่องราคาบัตร อย่างเช่นคอนเสิร์ตที่กรุงเทพ บัตรขายแพงกว่าที่เราตั้งอย่างมาก ส่วนมหาสารคามคนก็บ่นว่าแพงเหมือนกัน ทั้งๆ ที่การจ้างวงไปเล่นต่างจังหวัดแพงกว่าที่กรุงเทพฯ จ้าง ที่กรุงเทพฯ จ่ายหลักๆ ก็เป็นเฉพาะค่าตัว ส่วนจ้างไปเล่นต่างจังหวัดต้องมีค่าเดินทาง ค่าโรงแรม ค่ากิน บวกเข้าไป แล้วบางวงมีสมาชิกเป็น 10 คน ซื้อตั๋วไป-กลับ 10 คน แถมรถตู้อีกสองคัน” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85215 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-33.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-33.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-33-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-33-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบื้องหลังที่ต้องพบเจอ แม้บางครั้งให้ผลลัพธ์เป็นความเหนื่อยจากการเลือกทำตามสิ่งที่ชอบจนอยากเลิกทำก็ตาม แต่ความหวังที่อยากจะมีวงดนตรีที่อยากดูและวงดนตรีต่างประเทศไปเล่นในภาคอีสานของพวกเขานั้นยังคงเดินหน้าต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะบอกว่างานครั้งแรกจะเสียมากกว่าได้ แต่พวกเขายังไม่หยุดสานความตั้งใจ สำหรับเต้ย Freshtival ครั้งที่สองดูจะรุกหนักมากยิ่งขึ้น เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจร่วมกันว่า จะเลือกวงดนตรีต่างประเทศหนึ่งวงมาเล่นในงาน และ  The fin. วงดนตรีจากแดนอาทิตย์อุทัยก็เป็นคำตอบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบ๊นซ์บอกว่า “จริงๆ ที่ตัดสินใจเอา The fin. ไปลงครั้งที่สอง เพราะเราอยากให้มีวงเมืองนอกที่ไม่ต้องตีรถมาดูที่กรุงเทพฯ อย่างเดียว เราเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานเลยว่า ส่วนตัวเราเองชอบดูคอนเสิร์ต แล้วเวลามีวงต่างประเทศมา เราก็ทิ้งร้าน ซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อจะมาดูคอนเสิร์ตแค่นี้ แล้วก็บินกลับ ซึ่งโคตรเปลืองเลย ค่าเดินทาง ค่าบัตรรวมเบ็ดเสร็จก็ร่วมหมื่น เราเลยรู้สึกว่าก็คงมีคนที่คิดเหมือนเราว่าทำไมไม่มีใครเอาไปให้ดูใกล้ๆ บ้าง ก็เลยลองเอา The fin. มาในปีที่สอง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85224 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-76.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-76.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-76-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-76-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผ่านการจัดงานมาสองปีได้รับอะไรกลับมาบ้าง ผมถามต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ได้หนี้” และผมได้ยินเสียงหัวเราะรื่นจากทั้งคู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนี้ที่ว่าถูกชำระด้วยรถเก่าจำพวกเวสป้าหรือรถตู้โฟล์กที่เบ๊นซ์สะสม และตอนนี้ไม่เหลือรถแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">พวกเขาบอกว่างานครั้งที่สองนั้นถือว่าเจ๊งไม่เป็นท่า ก็เพราะการนำวงญี่ปุ่นมาร่วมเล่นในงานของพวกเขานั่นแหละ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้นบอกว่า “เหมือนการนำวงนอกมาเล่นก็เป็นการพนันในครั้งที่สองของพวกเรา ครั้งที่สองมี 7 วง และเราเลือกขายบัตรที่ 500 บาท”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ซึ่งที่กรุงเทพ The fin. วงเดียวเขาขายบัตร 1,500 บาท แต่คนที่ขอนแก่นก็มองว่าบัตรแพง เราโดนด่าเรื่องบัตรแพงจนรู้สึกท้อ” เบ๊นซ์เปรียบเทียบให้ฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังควันเทาลอยคลุ้งในอากาศ อ้นพูดต่อ “จริงๆ โดนบ่นทุกปี แต่รู้สึกว่าเราต้องค่อยๆ ปรับพฤติกรรมของคนมางานให้ได้ ถ้าหากใครมองว่าบัตรแพงเราจะรู้แล้วว่านั่นไม่ใช่ลูกค้าเรา เราเริ่มจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลากับคนที่เขาไม่พร้อมจ่ายให้กับสิ่งที่เขาชอบ เหมือนกับพลาดมาสองครั้ง เราจึงกลับมาทบทวนปรับปรุงกัน เริ่มมีกระบวนการคิดใหม่ๆ ที่อยากลองละลายพฤติกรรมคนให้ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเริ่มหาจากกลุ่มที่พร้อมซัพพอร์ตอยู่แล้วเขาก็จะมองว่าบัตรไม่แพง จากนั้นกลุ่มนี้ก็จะกระจายไปหาเพื่อนๆ ถ้าเพื่อนสนใจเห็นเพื่อนไปก็จะตามกันไปด้วย อีกอย่างเราพยายามสร้างงานที่มันค่อนข้างสดใหม่ในทุกๆ ปี ชื่องานเราจึงใช้คำว่า fresh เอามาเล่นกับคำว่าเฟสติวัล เพื่อให้รู้สึกถึงความหมายที่อยากนำเสนอ” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85216 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-73.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-73.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-73-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-73-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขาเรียกงานที่จัดขึ้นว่ามินิเฟส คืองานที่มีวงดนตรีเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 วงและมีเวทีเดียว จุดประสงค์ก็เพราะอยากให้วงดนตรีที่เล่นในงานนั้นได้เล่นอย่างเต็มเวลาและคนฟังจะได้ชมการแสดงของวงดนตรีได้อย่างเต็มที่ไม่ค้างคา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแต่ละปี เต้ย Freshtival จะมีไอคอนประจำงานที่ใช้ผักมาออกแบบ สร้างคอนเซปต์ให้ผักแต่ละชนิด อย่างปีแรกจะใช้เป็นผักกาดล้อไปกับคำว่า ‘ประกาศๆ’ เพื่อให้คนรู้ว่ากำลังมีงานเกิดขึ้น ส่วนปีที่สองเป็นผักคะน้าก็จะเล่นกับคำที่ว่า ‘พร้อมไหมคะน้า’ สำหรับปีที่สามจะเป็นผักสลัด สลัดก็เล่นไปกับ ‘โจรสลัด’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปีที่สามนี้เองที่เกิดธีมชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงได้เห็นเดรสโค้ดของงานที่จะล้อไปกับเรื่องของทะเล งานครั้งนี้ทุกคนที่มาชมคอนเสิร์ตมีโอกาสได้พกห่วงยางส่วนตัวไปคอนเสิร์ตกัน และยังได้ชมภาพเรือยางที่บรรทุกศิลปินลอยล่องไปบนมวลมหาชนในงาน เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับปีล่าสุดครั้งที่ 4 ผักที่นำมาเป็นไอคอนที่พวกเขาเลือกเป็นแคร์รอต เล่นไปกับคำพูดที่ว่า </span><span style="font-weight: 400;">don&#8217;t care&#8230;don&#8217;t carrot และมีเดรสโค้ด</span><span style="font-weight: 400;">เป็นแฟชั่นชุดออกกำลังกายหรือชุดกีฬา และอาจมีการเต้นแอโรบิกแบบตอนเย็นหน้าห้างสรรพสินค้าในระหว่างที่วงกำลังเซตอัพอีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85225 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-80.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-80.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-80-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-80-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลังจากผ่านปีที่สามมา ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น พอรูปงานชัดมากขึ้น สปอนเซอร์ก็เริ่มเห็นถึงคุณภาพ เรามองว่าคนที่ยอมจ่ายราคาบัตรที่เราตั้งขึ้นจะช่วยให้งานเราเป็นอย่างที่เราตั้งใจไว้ด้วย พอคุณภาพคนดี สปอนเซอร์เห็น สปอนเซอร์ก็เริ่มเพิ่มเม็ดเงินให้มากขึ้น พอเรามีเงินมากขึ้น เราก็เริ่มทำงานง่ายขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ เต้ยเป็นงานเน้นสนุกอยู่แล้ว สนุกด้วยความเป็นธรรมชาติของคนอีสาน เวลาดูคอนเสิร์ตเขาจะปล่อยหมดไม่คีปลุค เพราะฉะนั้นวงดนตรีที่ไปเล่นงานนี้ก็จะแฮปปี้ คนที่ไปดูก็แฮปปี้ ใครอยากเต้นก็เต้น อยากแหกปากร้องเพลงด้วยก็ร้อง เต้นก็เต้นกันทั้งงาน เต้นกันเหมือนไปเต้ยกันในงานหมอลำอะไรอย่างนั้น เหมือนเขาอินกับเพลง ในงานทุกคนเหมือนเป็นพวกเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตั้งแต่ปีที่ 3 ก็เริ่มมีกลุ่มคนที่ตีรถจากจังหวัดอื่นๆ มาที่งานบ้างแล้ว จากกรุงเทพฯ จากเชียงใหม่ และเคยมีคนที่มาไกลสุดคือจากเชียงราย ทางใต้จากนราธิวาส แต่ก่อนคนต่างจังหวัดต้องไปดูงานที่กรุงเทพฯ ตอนนี้เราเริ่มกระจายคนจากกรุงเทพฯ กลับไปต่างจังหวัดให้มีตัวเลือกมากยิ่งขึ้นได้บ้างแล้ว” อ้นพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันของการจัดงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่เพียงตั้งใจอยากจะให้มีวงต่างประเทศไปเล่นที่ภาคอีสานเท่านั้น ความตั้งใจของทั้งคู่ยังรวมไปถึงเรื่องระบบนิเวศของวงการดนตรี ที่อยากให้คนมางานได้มาเพื่อดูวงดนตรีที่อาจจะได้กลายเป็นแฟนเพลงกันต่อไปในอนาคต และวงดนตรีเองก็ได้เจอกับแฟนเพลงที่มาชมพวกเขาแสดงด้วยความตั้งใจ และผมมองว่าสิ่งนี้ก็น่าจะเป็นอีกจุดแข็งที่งานเต้ย Freshtival มีมากพอจะทำให้คนตัดสินใจซื้อบัตรเข้าร่วมงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้นพูดถึงความตั้งใจอีกอย่างว่า “เราขายคุณภาพของวงดนตรีเป็นหลัก พยายามให้วงดนตรีได้เชื่อมต่อกับคนมาดูงาน โดยจะให้วงดนตรีแต่ละวงมี limited edition merchandise ที่มีขายเฉพาะงานเต้ยเท่านั้น เหมือนเป็นของสมนาคุณให้คนมางานได้ซื้อติดมือกลับไป แล้วเราวางเงื่อนไขไว้ว่าวงก็จะต้องไปนั่งขายเองด้วยนะ คนดูก็จะไปต่อแถวซื้อกัน ดูแล้วน่ารัก ได้อารมณ์คล้ายๆ Cat Expo ต่อแถว ถ่ายรูป ขอลายเซ็น เกิดประสบการณ์ร่วมกันระหว่างศิลปินและคนที่มาร่วมงาน” </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85217 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะเกิดหน้างาน ในส่วนของเบื้องหลัง แบ่งงานกันทำยังไงบ้าง ผมนึกขึ้นได้ระหว่างบทสนทนาเงียบลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรียกว่าเป็นบริษัทแต่ทั้งบริษัทมีอยู่สองคน” อ้นกลืนควันคำโตก่อนจะปล่อยลอยกลับไปในอากาศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราจะมีหน้าที่เป็นคอนเสิร์ตครีเอทีฟ ตั้งแต่คุยประสานงาน หาวงดนตรีที่จะมาเล่น คิดไอเดียคอนเซปต์แล้วไปเสนอเบ๊นซ์ว่าเห็นด้วยไหม แล้วก็จะนำมาคิดต่อว่าปีนี้จะทำอะไรกับคอนเซปต์ตรงนี้ เสร็จแล้วก็หาแขนขา คือคนทำอาร์ตเวิร์ก คนทำเครื่องเสียงเวที ทำอินสตอลเลชั่น พวกโปรดักชั่นในงานคอนเสิร์ตทั้งหมด รวมถึงการประสานงานสำหรับอุปกรณ์ที่วงดนตรีต้องใช้และอื่นๆ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนเราก็ลงพื้นที่ขอใบอนุญาตทุกอย่าง ขออนุญาตใช้สถานที่ เรื่องห้องน้ำ จองที่พักให้ศิลปิน รายละเอียดต่างๆ ที่ประกอบให้งานเกิดขึ้น เป็นเหมือนเจ้าถิ่นที่ดูแลเรื่องพื้นที่ในบ้าน ทุกอย่างจะมาจากกระบวนการความคิดจากเราสองคนเหมือนเป็นคนชักใย” เบ๊นซ์สรุป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากแดดจ้า จนตอนนี้แสงอาทิตย์เริ่มเบาลง อ้นจุดบุหรี่มวนที่เท่าไหร่ผมจำไม่ได้ ส่วนเบ๊นซ์ยังคงวุ่นวายอยู่กับการเช็กความเรียบร้อยของที่ร้านผ่านมือถือ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้ยังเชื่อไหมว่า เต้ย Freshtival จะเป็นอย่างที่คาดหวัง ผมทำลายความเงียบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้นบอกว่า “เราว่าดีขึ้นเรื่อยๆ มองจากปีนี้ทุกอย่างก็ดีกว่าที่ผ่านมา ถึงมันจะไม่ได้เยอะพอที่ครอบคลุมทั้งหมดได้ แต่สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นก็ช่วยลดอาการขาดทุนไปได้อีก แม้จะเสี่ยงอยู่ดีก็ตาม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบ๊นซ์หลบจากหน้าจอแล้วพูดว่า “เรากล้าพูดเลยว่าคนจัดคอนเสิร์ตเขามองกำไรมาก่อน แต่เรามองว่าเราขาดทุนชัวร์ๆ แต่ก็ยังอยากทำ คิดว่าจะทำยังไงก็ได้ให้ขาดทุนได้น้อยที่สุด เราเคยทะเลาะกับที่บ้าน เขาถามว่าเอาเงินไปทำอะไร ทำไปทำไม ทำไมไม่เอาไปทำอะไรให้มันดีกว่านี้ เราก็ตอบเขาไม่ได้ไง เราก็ตอบได้แค่ว่า คอยดู แล้วก็วนกลับมาว่าคอยดูอะไรวะ เรามีความหวังของเราว่าสักวันจะต้องมีคนเห็นงานที่เราทำ เราเชื่อว่าสักวันมันจะต้องทำได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85218 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-75.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-75.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-75-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-75-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วเป้าหมายสูงสุดในการจัดงาน เต้ย Freshtival คืออะไร ผมฝากคำถามสุดท้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบ๊นซ์บอกว่า “รวมคนอีกกลุ่มที่มีความชอบอีกแบบในภาคอีสาน เหมือนเป็นการนัดปาร์ตี้กันของกลุ่มคนที่เหมือนกัน ฟังเพลงเหมือนกัน ชอบเหมือนกัน มาเจอคนที่ชอบเหมือนๆ กันที่งาน มีเพื่อนก็ชวนมา เปรียบเทียบงานเราก็เป็นโมเดลแบบงานมหรสพแต่เป็นไซส์แบบเด็กน้อย คิดว่าถ้าเราโตขึ้นจัดงานได้ดีขึ้น เราก็น่าจะกลายเป็นโมเดลเดียวกับมหรสพ หมายถึงเรื่องคัดวงดนตรี กับเรื่องของคนที่มางาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ความฝันอยากให้เต้ยโตไปเหมือนงานมหรสพนั่นแหละ แต่แค่ไม่ใช่ที่กรุงเทพฯ อยากเปิดโอกาสให้คนทางภาคอีสาน เพราะเราเป็นคนที่นั่น แล้วเราชอบฟังเพลงแบบนี้ แล้วมันมีแค่กรุงเทพฯ เหรอวะที่จะได้ฟัง คือต้องลางาน เสียค่าเดินทาง เสียค่าโรงแรม เพื่อจะไปดูคอนเสิร์ต สองชั่วโมงแล้วกลับ เราเลยอยากทำที่บ้านเรา นี่คือเป้าหมายของเต้ย Freshtival”       </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85219 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-23.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-23.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เต้ย-fes-23-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้นรับหน้าที่ปิดบทสนทนา เขาบอกว่า “เราตั้งใจทำคอนเสิร์ตที่มีวงต่างประเทศในภาคอีสาน ลึกๆ เราเชื่อว่ามันเป็นไปได้ แต่ต้องให้เวลากับมันหน่อย อาจจะไปดังเปรี้ยงเอาตอนปีที่ 10 ก็ได้ อาจจะเป็นเฟสติวัลไซส์ใหญ่ขึ้น คนดูอยากมาดูมากขึ้น บอกปากต่อปากไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกวันนี้เป็นแบบนี้อยู่ เราก็ยังแฮปปี้กับสิ่งที่ได้รับกลับมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเป็นคนอายุจะ 40 ที่ไม่มีเงินเก็บ เราพร้อมเอาไปละลายไปกับความอยาก เรามองทุกอย่างว่าเป็นเรื่องของการเล่นพนัน พนันต้องมีได้มีเสียซึ่งเป็นเรื่องปกติ และเหมือนเราเสพติดการพนันชนิดนี้ไปแล้ว” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คนเอาแต่ใจสองคนมาทำงานด้วยกัน” เสียงเพื่อนร่วมงานอีกคนสวนขึ้นมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมได้ยินเสียงหัวเราะที่มีความสุขของเพื่อนสองคน</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/toei-freshtival/">ไปเบิ่งคอนเสิร์ตกรุงเทพฯ มันยากหลายเลยจัดเองที่อีสานโลด โสเหล่กับคนจัด &#8216;เต้ย Freshtival&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เชียงดาวและความหวังของม้าเทวดา ในวันที่ธรรมชาติไม่อาจดูแลรักษาตัวเองได้อีกแล้ว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/chiangdao/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 22 Dec 2019 10:06:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[journey]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงดาว]]></category>
		<category><![CDATA[ม้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=84600</guid>

					<description><![CDATA[<p>1        มีเรื่องเล่านานมาแล้ว… ราวปี 2528 มีชายผู้มุ่งมั่นทุ่มเทเอาจริงเอาจังกับการอนุรักษ์ผืนป่า เขาเดินทางไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย พิกัดบนดอยม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำการศึกษาและวิจัยกวางผา สัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่งที่สมัยนั้นยังพบข้อมูลไม่มากนัก รู้เพียงว่าเจ้านั่นเป็นสัตว์สงวนที่หายาก เขาจึงทำการศึกษา วิจัย และสำรวจความเป็นอยู่ ดูอาณาเขต การกินอยู่และการใช้ชีวิต จนพบว่าในพื้นที่มีจำนวนกวางผาเพียง 20 ตัว และไม่มีข้อมูลใดยึดเป็นหลักฐานได้เลยว่า พื้นที่อื่นๆ เหลือจำนวนประชากรกวางผาเท่าไหร่ การศึกษาวิจัยนี้ถือเป็นผลงานชิ้นแรกๆ ของเขาเลยก็ว่าได้ กวางผาถูกเรียกขานในหลายชื่อแล้วแต่พื้นที่ อย่างชนเผ่าม้งจะเรียก ซาย, ชาวมูเซอเรียก อาชิ ที่มีความหมายคือ ม้าเทวดา คำในภาษาเหนือคือ เยืองหม่น ส่วนชื่อสามัญคือ Burmese Goral และชื่อวิทยาศาสตร์คือ Naemorhaedus evansi  กวางผาเป็นสัตว์ตระกูลแพะภูเขา ลักษณะแตกต่างจากเลียงผา ด้วยเลียงผามีขนสีดำ ลำตัวยาว หัวและขาดูใหญ่โตกว่ากวางผาที่มีลำแข้งเรียวงาม กวางผามีชีวิตที่พิเศษ สามารถโลดแล่นไปตามแนวผาได้อย่างคล่องแคล่ว ใช้ชีวิตอยู่ตามผาสูง ยืนสง่าได้บนชะง่อนหินแคบๆ จึงมีความเชื่อว่า กวางผามีคุณสมบัติสำหรับการทำเป็นยารักษาโรคกระดูกได้ ดังนั้นนอกจากการตายเพราะสภาพแวดล้อมโดยธรรมชาติและการโดนล่าไปเป็นอาหารแล้ว กวางผายังต้องเรียนรู้ระวังภัยจากการล่าตามใบสั่งเพื่อค้าขายอีกทาง 5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/chiangdao/">เชียงดาวและความหวังของม้าเทวดา ในวันที่ธรรมชาติไม่อาจดูแลรักษาตัวเองได้อีกแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><b>1   </b><span style="font-weight: 400;">    </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีเรื่องเล่านานมาแล้ว…</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ราวปี 2528 มีชายผู้มุ่งมั่นทุ่มเทเอาจริงเอาจังกับการอนุรักษ์ผืนป่า เขาเดินทางไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย พิกัดบนดอยม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำการศึกษาและวิจัยกวางผา สัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่งที่สมัยนั้นยังพบข้อมูลไม่มากนัก รู้เพียงว่าเจ้านั่นเป็นสัตว์สงวนที่หายาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาจึงทำการศึกษา วิจัย และสำรวจความเป็นอยู่ ดูอาณาเขต การกินอยู่และการใช้ชีวิต จนพบว่าในพื้นที่มีจำนวนกวางผาเพียง 20 ตัว และไม่มีข้อมูลใดยึดเป็นหลักฐานได้เลยว่า พื้นที่อื่นๆ เหลือจำนวนประชากรกวางผาเท่าไหร่ การศึกษาวิจัยนี้ถือเป็นผลงานชิ้นแรกๆ ของเขาเลยก็ว่าได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กวางผาถูกเรียกขานในหลายชื่อแล้วแต่พื้นที่ อย่างชนเผ่าม้งจะเรียก ซาย, ชาวมูเซอเรียก อาชิ ที่มีความหมายคือ ม้าเทวดา คำในภาษาเหนือคือ เยืองหม่น ส่วนชื่อสามัญคือ Burmese Goral และชื่อวิทยาศาสตร์คือ Naemorhaedus evansi </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กวางผาเป็นสัตว์ตระกูลแพะภูเขา ลักษณะแตกต่างจากเลียงผา ด้วยเลียงผามีขนสีดำ ลำตัวยาว หัวและขาดูใหญ่โตกว่ากวางผาที่มีลำแข้งเรียวงาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กวางผามีชีวิตที่พิเศษ สามารถโลดแล่นไปตามแนวผาได้อย่างคล่องแคล่ว ใช้ชีวิตอยู่ตามผาสูง ยืนสง่าได้บนชะง่อนหินแคบๆ จึงมีความเชื่อว่า กวางผามีคุณสมบัติสำหรับการทำเป็นยารักษาโรคกระดูกได้ ดังนั้นนอกจากการตายเพราะสภาพแวดล้อมโดยธรรมชาติและการโดนล่าไปเป็นอาหารแล้ว กวางผายังต้องเรียนรู้ระวังภัยจากการล่าตามใบสั่งเพื่อค้าขายอีกทาง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84605 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5 ปีให้หลัง โครงการติดตามกวางผาดูคล้ายจะสิ้นสุดลง เมื่อเสียงปืนหนึ่งนัดดังขึ้นในป่า เป็นเสียงที่ดังมาจากการลั่นไกเพื่อปลิดชีพตัวเอง ชายผู้มุ่งมั่นทำงานหนักกับการอนุรักษ์ป่าไม้ หวังให้เสียงกระสุนที่ดังก้องในป่าคืนนั้น กังวานพอจะพูดแทนสัตว์ป่าทุกตัวได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการอนุรักษ์กวางผาที่เขาได้เริ่มต้นขึ้นยังคงดำเนินต่อไป เขาจากไปเพียงตัวแต่สิ่งที่ได้ทุ่มเททำไว้ ถูกสืบต่อโดยนักอนุรักษ์รุ่นต่อไปที่ได้รับพลังงานดีๆ จากเขา เดินหน้าทำงานอย่างไม่ย่อท้อ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อย</span><span style="font-weight: 400;">เริ่มการเพาะเลี้ยงกวางผาเรื่อยมา จนในปี 2555 กวางผาที่อยู่ในการเพาะเลี้ยงดูแลถูกปล่อยคืนกลับสู่ธรรมชาติได้สำเร็จ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ เชียงใหม่ แม้จะมีกวางผาบางตัวล้มตายไปเพราะปรับตัวตามสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ไม่ได้ก็ตาม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พื้นที่ต่างๆ น่าจะมีกวางผามากกว่าในปัจจุบัน หากหน้าผาสูงซึ่งเป็นบ้านของพวกมันไม่ถูกถนนตัดผ่าน จนกวางผาถูกจำกัดพื้นที่อยู่อาศัยเหลือแคบลงเหมือนเกาะเล็กๆ ตัดขาดการไปมาหาสู่ของกวางผาต่างตระกูล เกิดปัญหาภาวะเลือดชิด (Inbreeding) ซึ่งเกิดจากการที่กวางผามีทางเลือกที่ผสมพันธุ์ได้แค่พวกเดียวกันเอง ส่งผลให้ทายาทรุ่นต่อไปของพวกมันอ่อนแอลง มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ และส่งผลมากๆ ต่อการสูญพันธุ์ของกวางผาในอนาคต จึงต้องมีการเพาะเลี้ยงเพื่อกระจายความหลากหลายในการผสมพันธุ์ให้ได้มากยิ่งขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84631 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจากไปของเขาในปี 2533 สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกพูดถึงมากยิ่งขึ้น ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ถูกยกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ผู้คนเริ่มมองเห็นความสำคัญของผู้พิทักษ์ป่า สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ได้รับการคุ้มครอง อื่นๆ อีกนานัปการที่เกิดขึ้นหลังการจากไปตลอด 30 ปีของเขา เป็นผลมาจากนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ที่ยังสืบเจตนานั้นต่อมาจนถึงทุกวันนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต่างจากโครงการติดตามกวางผาที่เขาทุ่มเททำงานมาตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปัจจุบัน โครงการนี้ถูกส่งไม้ต่อและยังดำเนินการอยู่ โดย ‘มูลนิธิสืบนาคะเสถียร’ องค์กรที่ตั้งมาจากชื่อของเขา นักอนุรักษ์ป่าไม้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งผืนป่าตะวันตก</span></p>
<h3><b>2</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเคยได้ยินมาบ่อยๆ ว่า ใครที่ได้ไปเดินดอยหลวงเชียงดาว ถ้าโชคเข้าข้างหน่อยอาจได้เจอกวางผาโผล่ออกมายืนสง่า อาบแสงแดดบนชะง่อนหินให้เราได้แชะภาพงามๆ แต่ผมคิดว่าผมน่าจะโชคดีกว่าที่ไม่ต้องลุ้นว่าจะเจอเจ้าตัวที่ว่าหรือไม่ เพราะทริปที่เดินทางร่วมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะพาไปทักทายในโครงการติดตามกวางผา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมาชิกกวางผาที่ถูกเลี้ยงไว้ทั้ง 6 ตัว คือ ภูตะวัน, แตงโม, จริงใจ, ชมพู่, ไชยา และน้ำฝน ซึ่งถูกเบิกตัวจากหน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย เดินทางสู่กรงปรับสภาพบริเวณใกล้ดอยหลวงเชียงดาว ไปดูว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงปัจจุบัน กวางผาทั้ง 6 ตัว อาศัยอยู่ในกรงปรับสภาพมาตลอด 5 เดือน มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84606 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-48.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-48.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-48-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-48-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องขอบคุณน้องนัท ช่างภาพที่ผมชวนเดินทางมาด้วยกัน ระหว่างการเดินทางจาก กรุงเทพฯ ไปเชียงดาว เขาติดหนังสือเล่มหนึ่งที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับกวางผามาให้ผมอ่านแก้เบื่อ ผมเปิดหนังสือเล่มนี้อ่านเรื่อยๆ เผลอแป๊บเดียวก็พบว่าผ่านไปเกินครึ่งเล่ม หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า <em>เงาตนบนรอยซาย</em> เป็นผลงานของ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ หรือ พี่เชน นักเขียนและช่างภาพสัตว์ป่าคนสำคัญของประเทศไทยที่ร่วมเดินทางมาด้วยในทริปนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่เช้าตรู่ เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ-เชียงดาว ระยะทางร่วม 800 กิโลเมตร โดยสารโดยรถตู้ แวะพักรถ พักคน กว่าจะเดินทางมาถึงสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว ก็ถึงเวลาที่พระอาทิตย์เกือบจะหล่นลงภูเขา สภาพอากาศถ้าเทียบกับที่มหานครแล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว ยิ่งเข้าไปในสถานีวิจัยที่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม มีลำธารที่ไหลส่งเสียงเย็นๆ ตลอดเวลา มีภูเขาที่รายล้อม โอบกอดพื้นที่นี้ไว้ ยิ่งทำให้รู้เลยว่า ผมประมาทกับเรื่องสภาพอากาศไปมาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็ว จากฤดู (ไม่) หนาวในกรุงเทพฯ สู่ฤดูหนาวที่เชียงดาว เพียงคืนแรก แผลร้อนในในช่องปากก็เริ่มเล่นงาน ยังดีที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ได้อาบน้ำ และมีถ้วยชาข้าวคั่วอุ่นๆ ในอุ้งมือที่หนึ่งในสมาชิกร่วมทริปชงแจกจ่ายทุกคนรอบวงสนทนา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนนอนผมใส่เสื้อหนาๆ สองชั้น ห่มด้วยถุงนอนและผ้าห่มทับอีกชั้นช่วยบรรเทาความเย็นไปได้บ้าง ก่อนผล็อยหลับ ผมรู้แล้วว่าทำไมกวางผาเพาะเลี้ยงที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติบางตัวถึงไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิต </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84607 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>3</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนตื่นมารับแสงยามเช้า เตรียมตัวเก็บข้าวของ ร่วมวงกันกินข้าว จิบกาแฟร้อนๆ ควันหอมฉุย พร้อมแล้วสำหรับการเดินทางขึ้นไปยังสถานีต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชาวคณะเดินทางกันด้วยรถโฟร์วีลของเจ้าหน้าที่สถานีวิจัยเพื่อขึ้นไปยังที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก ผ่านเส้นทางทั้งคอนกรีต ดินแดง หลุมบ่อ รอบข้างอุดมไปด้วยพรรณไม้ประจำถิ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงกับเส้นทางเดินรถเด่นหญ้าขัด โยกเยกไปตามแรงเหวี่ยงของรถ ทั้งคณะก็เดินทางมาถึงที่หมาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84609 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84632 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-15.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกคนต่างแยกย้ายจับจองพื้นที่พักผ่อน บ้างกางเต็นท์ บ้างในอาคาร แล้วจึงมารวมตัวกินข้าวกลางวันง่ายๆ ที่จ่ายตลาดมาจากข้างล่าง เมื่อจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย ผมหลบไปใช้เวลานั่งอ่านหนังสืออยู่กับลำแสงที่ส่องผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ กะว่าจะให้ร่างกายได้เก็บอุณหภูมิอุ่นๆ ไว้ใช้ในยามค่ำคืน</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">&#8230;ฤดูแล้งราวปี 2532 สืบ นาคะเสถียร พร้อมคณะ มุ่งหน้าสำรวจหากวางผาบริเวณดอยม่อนจอง สำรวจครั้งนั้นพวกเขาเจอกวางผาราว 20 ตัว แม้การสำรวจหนนั้นจะได้ข้อมูลกวางผามากขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงาน</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ขณะที่พวกเขากำลังไต่ลงไปตามทางลาดเพื่อมุ่งไปดูช่องหินที่คาดว่าน่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของกวางผา ไฟป่าที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ลุกลามรวดเร็ว จนทำให้พวกเขาต้องหนีกันจ้าละหวั่น </span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ทุกคนหลบไฟมาได้ เหลือเพียงเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่พลัดตกจากหน้าผาหมดโอกาสที่จะกลับขึ้นมา สืบสั่งให้คนที่ได้รับบาดเจ็บกลับไปรักษาแผลยังแคมป์ และส่วนที่เหลือรุดหน้าช่วยกันออกตามหาร่างของเพื่อนผู้โชคร้าย ตะวันตกดินก็ยังไร้วี่แวว รุ่งเช้าพวกเขายังคงเร่งตามหาจวบจนเข้าบ่ายถึงพบกับร่างไหม้เกรียมของเพื่อนคนนั้น ด้วยความลึกของก้นเหวทำให้ไม่สามารถลงไปกู้ร่างนั้นขึ้นมาได้ ใช้เวลาเกือบ 1 เดือนจึงสามารถนำร่างของเพื่อนร่วมงานมาประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล…</span></i></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-weight: 400;"> (เรื่องเล่าจากหนังสือ <em>เงาตนบนรอยซาย</em> ของ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว” ใครสักคนตะโกนเสียงกังวานเป็นสัญญาณบอกทุกคน  </span></p>
<h3><b>4</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ชาวคณะเดินเรียงแถว เลาะเลียบไปตามไหล่เขาเพื่อมุ่งหน้าไปยังกรงฝึกกวางผา สภาพอากาศด้านบนในช่วงบ่ายมีส่วนผสมระหว่างความเย็นและแสงอาทิตย์ อากาศจึงมีอุณหภูมิที่ลงตัวพอดีมากๆ สำหรับการเดินเขาด้วยระยะทางราว 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินชมวิว ชมพืชพรรณ พูดคุยกันไป ไม่ถึงชั่วโมงทุกคนก็มายืนอยู่หน้ากรงฝึกกวางผาเป็นที่เรียบร้อย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84610 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-17.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-17-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84635 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-21.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-21-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมวาดฝันก่อนมาว่าจะได้เห็นม้าเทวดายืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนหน้าผาสูงที่มีแสงพระอาทิตย์ฉายลงมาชโลมขนปุยๆ สีน้ำตาล และคิดว่าน่าจะได้ถ่ายภาพกวางผาที่มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีครามเข้มตัดกับยอดภูเขาที่ซ้อนทับเป็นชั้นๆ ไล่น้ำหนักเข้มไปอ่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ผิดคาด! </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือ กรง กรงที่ผมไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้ กรงที่นี่คือรั้วล้อมรอบเนินภูเขาลูกเล็กๆ สูงแค่ตึกสองชั้น มีต้นไม้ขนาดกลางถึงเล็กยืนต้นสลับกัน มีโขดหินและหน้าผาสูงต่ำยื่นออกมา หญ้าสีเหลืองเขียวกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ เนินอีกฝั่งเป็นฐานบัญชาการหลังเล็กๆ ของผู้ดูแลที่มีทั้งห้องครัว ห้องนอนในตัวที่สร้างขึ้นแบบง่ายๆ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84612 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-31.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-31.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-31-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-31-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเพ่งตามองเห็นกวางผาอยู่ 2-3 ตัว ต่างใช้ชีวิตปกติ ด้วยการยืนอาบแดด เดินกระดิกหูไปมา นอนเคี้ยวเอื้อง และบางตัวลุกเดินทำท่าทีสงสัยเมื่อเห็นกลุ่มคนเยอะๆ ยืนล้อมรอบบริเวณริมรั้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ้าหน้าที่ 2 คนเดินขึ้นไปด้านบนเพื่อตามเก็บ SD card จากกล้องดักถ่ายภาพที่ใช้จับภาพพฤติกรรมของพวกกวางผา ผมมองตามการเคลื่อนไหวขึ้นเนินคล่องแคล่วของเจ้าหน้าที่ และสังเกตเห็นว่าสมาชิกในกรงมีท่าทีคุ้นเคยกับคนเป็นอย่างมาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้างๆ ผม พี่เชนกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการส่องกวางผาผ่านวิวไฟเดอร์ เป็นภาพที่คุ้นตาเวลาที่ช่างภาพสัตว์ป่าคนนี้ปฏิบัติงาน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84611 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-25.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-25-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากทุกคนชื่นชมสำรวจพฤติกรรมของกวางผาในกรงเป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ที่เดินไปเก็บ SD card กลับมาประจำการ วงสนทนาจึงก่อตัวขึ้น รูปถ่ายกวางผาจากกล้องดักถ่ายภาพฉายให้เห็นกวางผาข้างในกรงตัวหนึ่งกำลังต่อสู้กับกวางผานอกกรง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โครงการเริ่มมาตั้งแต่ 11 กรกฎาคม เราขนกวางผาจากหน่วยเพาะเลี้ยงอมก๋อย เข้ามาอยู่ในกรงปรับสภาพได้ไม่นาน กวางผาก็เริ่มแสดงตัวเป็นเจ้าของพื้นที่ของเขา โดยเฉพาะกรงด้านบนจะมีกวางผาตัวผู้ที่มีพฤติกรรมค่อนข้างก้าวร้าวและแสดงความปกป้องอาณาเขตเป็นอย่างมาก กวางผาตัวนี้ชื่อว่า ไชยา </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84613 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-40.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-40.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-40-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-40-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เจ้าหน้าที่ตรวจดูเหตุการณ์จากกล้องดักถ่ายภาพ พบกวางผาตามธรรมชาติที่อยู่นอกกรงย่างเข้ามาในพื้นที่อยู่หลายวัน หลังจากนั้นเริ่มมีการแข่งขัน เหมือนพยายามป้องกันพื้นที่ ไชยาก็คิดว่ากรงของมันเป็นอาณาเขตของตัวเอง มีการปะทะด้วยการเอาหน้าผากชนกัน ส่วนกรงด้านล่าง กวางผาจะไม่ค่อยก้าวร้าวเท่าไหร่ใช้ชีวิตตามปกติ” มงคล สาฟูวงศ์ หรือหัวหน้าหมู หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว เล่าเรื่องผ่านจอที่ทุกคนกำลังมุงดูอย่างสนใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;จุดประสงค์ของการนำกวางผาเพาะเลี้ยงมาอยู่ในกรงปรับสภาพเช่นนี้ เพราะครั้งหนึ่งเคยปล่อยกวางผาออกสู่ธรรมชาติ พวกมันต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมแบบกะทันหัน กวางผาบางตัวจึงปรับตัวไม่ได้ จนที่สุดก็พบว่ามีบางตัวที่ตาย ดังนั้นการนำกวางผามาผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า  Soft Release จะช่วยให้กวางผาทุกตัวมีประสิทธิภาพกับการใช้ชีวิตในธรรมชาติได้อย่างสูงสุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84633 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-33.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-33.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-33-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-33-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทางหน่วยจะมีการฝึกตั้งแต่การปรับตัวกับอุณหภูมิ ดูแลเรื่องสภาพร่างกาย เราเริ่มฝึกกันมาตั้งแต่ช่วงฤดูฝน ค่อยๆ ปรับ เราคิดว่ากวางผาชุดนี้ไม่น่ามีปัญหาเรื่องภูมิอากาศ เพราะเริ่มกันมาตั้งแต่ช่วงค่อยๆ หนาวจนผ่านช่วงหนาวจัดไปแล้ว สำหรับเรื่องอุณหภูมิคิดว่าไม่น่ามีผลต่อพวกเขาอีกแล้ว โดยสังเกตกวางผาจะมีการออกมาผิงแดดในตอนเช้าซึ่งมีพฤติกรรมใกล้เคียงกับกวางผาในธรรมชาติ เพราะเขาจะรู้ว่าการเพิ่มอุณหภูมิให้อยู่ในธรรมชาตินั้นทำยังไง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงเริ่มแรก เรื่องอาหารจะใช้อาหารจากกรงเพาะเลี้ยง เพราะที่นั่นเขาฝึกมาแบบนั้น เราจะปรับเปลี่ยนทีเดียวเลยก็กลัวว่ากวางผาจะมีปัญหา จึงให้อาหารตามจำนวนที่เพาะเลี้ยงแนะนำมา พอเข้าเดือนที่สองเราเริ่มมีการปรับอาหารให้น้อยลง กวางผาก็เริ่มไปกินพวกหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในกรง เรามุ่งเน้นให้กวางผากินพืชเป็นอาหารหลักของพวกเขา” หัวหน้าหมูเล่าให้คนในวงฟังถึงความตั้งใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากแค่เพาะเลี้ยงและปล่อยสู่ธรรมชาติ โครงการนี้ก้าวข้ามไปอีกขั้นด้วยการที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเป็นแรงสนับสนุนให้มีปลอกคอวิทยุสัญญาณดาวเทียม (collar) ซึ่งจะใช้เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของกวางผา เก็บข้อมูลทุกๆ อย่างหลังจากถูกปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84614 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-36.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-36.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-36-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-36-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปกติกวางผามีอาณาเขตหากินเฉพาะ โดยตัวผู้จะเป็นผู้ครอบครอง ส่วนตัวเมียไม่ค่อยมีปัญหาใดๆ ในเรื่องป้องกันพื้นที่เท่าไหร่ ดูจากลักษณะที่แข็งแรงบวกกับพฤติกรรมที่ค่อนข้างดูดุ กระฉับกระเฉง เราคิดว่าไชยาอาจเป็นตัวที่ต้องไปสู้กับกวางผาตัวผู้นอกกรง เพราะดูจากแนวโน้มไชยาจะก้าวร้าวกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อนาคตอาจเป็นไปได้ที่ไชยาจะสู้ชนะจนได้ครอบครองพื้นที่ตรงนี้ อาจได้เป็นจ่าฝูง ครองตัวเมียทั้งในกรงและในธรรมชาตินอกกรง และอาจยึดครองขยับไปหาพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อให้ตัวเองสามารถไปสร้างฝูงได้มากยิ่งขึ้น เพราะกวางผาในธรรมชาติทุกที่ตอนนี้อาศัยอยู่กับพื้นที่ที่เป็นเกาะ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายด้วยตัวมันเองได้ เราก็ถึงเวลาที่คนต้องเข้าไปช่วยแก้ปัญหาต่างๆ พวกนี้ด้วย ถ้าเรายังปล่อยไม่ทำอะไร ในอนาคตก็จะเจอปัญหา”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเดิมที่ใช้ปลอกคอติดแค่กวางผาที่อยู่ในกรง หัวหน้าหมูบอกว่ามีการปรับเปลี่ยนแผนนิดหน่อย โดยจะทำการจับกวางผานอกกรงตัวที่ปะทะกับไชยาให้ได้ เพื่อติดปลอกคอเก็บข้อมูลเช่นเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าบังเอิญไชยาเก่งแต่ในกรงจะเป็นยังไง” มีความสงสัยจากวงสนทนา  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวหน้าหมูให้ความเห็นว่า “เราต้องให้โอกาส ให้เขาไปฝ่าฟันสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เพราะเราไม่สามารถเลี้ยงเขาได้ตลอดชีวิต เขาก็ต้องไปปรับตัว ถ้าจุดนี้เขาสู้ไม่ได้ก็คิดว่าน่าจะมีจุดอื่นที่เข้าไปยึดครองได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกไม่นานปลอกคอวิทยุสัญญาณดาวเทียมก็จะเดินทางมาถึง และไม่รู้ว่ากวางผาที่ถูกปล่อยคืนสู่ธรรมชาติครั้งนี้จะเป็นยังไง ไขยาจะกล้าแกร่งและยืดครองพื้นที่ได้สำเร็จหรือเปล่า ไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้คือ เรามีหวังว่ากวางผาจะไม่สูญพันธุ์ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84615 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-42.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-42.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-42-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-42-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>5</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พระอาทิตย์ลาลับลงเขาไปแล้ว ความมืดเริ่มทำหน้าที่ ยิ่งมืดยิ่งหนาว…</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลาของอาหารค่ำมาแล้ว มื้อนี้เป็นรสมือจากทีมผู้พิทักษ์ป่า เมนูง่ายๆ ที่พวกเขาทำจากวัตถุดิบที่หาได้บริเวณสถานี มีทั้งน้ำแกงให้ซด ผัดรสจัด น้ำพริกแกล้มผัก เสียดายที่ผมมัวแต่กินจนลืมเงยหน้าถามว่า ในจานข้างหน้ามีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84616 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-39.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-39.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-39-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-39-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถัดมาเป็นช่วงเวลาสรุปงานของหัวหน้าหมู ทุกคนมารวมกันอยู่หน้าโปรเจกเตอร์ ให้อารมณ์คล้ายการดูหนังกลางแปลง มีกองไฟสองกองที่ทุกคนจะเกาะกลุ่มรวมกันอาบความอบอุ่น สำหรับผม กองไฟเหมือนเป็นสิ่งปกป้องอันตรายให้กับทุกคนที่อยู่รายล้อมเงาเพลิง ผมจึงชื่นชอบบรรยากาศรอบกองไฟมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวหน้าหมูสรุปโครงการติดตามกวางผาตั้งแต่เริ่มปล่อยมาจนถึงปัจจุบัน เขาเล่าว่า กวางผาเปรียบดั่งเป็นสัญลักษณ์การอนุรักษ์สัตว์ป่าทางภาคเหนือและเป็นสัญลักษณ์การันตีความสมบูรณ์ในพื้นที่นั้นๆ กวางผายังทำหน้าที่เลือกกินพืช ควบคุมสังคมพืชให้เกิดความหลากหลาย และตัวมันเองก็ทำหน้าที่เป็นเหยื่อให้กับสัตว์ผู้ล่า เป็นวงจรที่สร้างความสมดุลในแบบฉบับของธรรมชาติ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมจำได้ว่า ตราองค์กรของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็เป็นรูปกวางผากระโดดข้ามเปลวเพลิง สัญลักษณ์ที่บอกว่า กวางผานั้นคืองานวิจัยสัตว์ป่าชิ้นแรกๆ ของ สืบ นาคะเสถียร และเปลวเพลิงเปรียบดั่งอุปสรรคต่างๆ ที่ต้องเผชิญ ด้านบนประดับด้วยดวงดาวระยิบระยับ เปรียบเป็นเส้นทางแห่งกาลเวลาที่มีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ส่วนใบไม้ด้านหลังคือธรรมชาติที่เกื้อกูลชีวิตสรรพสัตว์ทั้งหลาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังหัวหน้าหมูสรุปงานของเขาเสร็จ ก็เป็นคิวของช่างภาพสัตว์ป่าชื่อดังอย่างพี่เชน เลือกฉายภาพสัตว์ป่าหลายชนิดที่เขาเดินทางไปถ่ายยังต่างประเทศในหลากหลายพื้นที่ ทุกคนดูตื่นเต้นกับภาพเหล่านั้น ผมเองก็ไม่ต่างกัน ช่างภาพสัตว์ป่าที่ไม่ว่าจะกี่ปีๆ ก็ยังคงเดินหน้าถ่ายภาพสัตว์ป่าตลอดมา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภาพถ่ายของเขาถึงเล่าเรื่องได้ดีเช่นนั้น สิ่งสำคัญของภาพถ่ายอาจไม่ใช่ความสวยงามเสมอไป เพราะหากขาดการเล่าเรื่องที่ดี ภาพทุกภาพย่อมไม่มีความแตกต่าง</span></p>
<h3><b>6</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผ่านความเหน็บหนาวยามค่ำคืนมาได้ แสงยามเช้าจึงมีคุณค่ามากกว่าสิ่งใด” ผมทึ่งในความเป็นกวีของน้องช่างภาพ ซึ่งคุ้นๆ ว่าประโยคนี้เคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยามเช้าพระอาทิตย์สาดส่องมาทั่วบริเวณแคมป์ ลำแสงยังคงลอดผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้อย่างสวยงาม ผมตื่นสายเกินกว่าจะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากเขา กินมื้อเช้าหลังใครเพื่อน กับข้าวตอนเช้าก็ง่ายๆ ไข่เจียวหอมๆ ผัดตับผสมเครื่องใน และแกงอะไรอีกสักอย่าง ซึ่งผมก็ตั้งหน้าตั้งตากินจนลืมถามอีกเช่นเคย  </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84617 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-44.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-44.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-44-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-44-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงสายแม้อุณหภูมิจะสูงขึ้นมานิดหน่อย แต่ยังคงทำให้รู้สึกหนาวเหมือนเก่า โชคดีที่ไฟกองเมื่อวานยังลุกโชน เพราะตรงนั้นมีคาเฟ่เคลื่อนที่ของสมาชิกในทริปที่ชงชาให้ดื่มในคืนแรก ผมเดินดุ่มไปหากองไฟ และรับกาแฟร้อนๆ กลิ่นหอมๆ มาจิบแกล้มความหนาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตรงหน้าผมตอนนี้มีกองไฟควันคลุ้งและตามด้วยบทสนทนาที่กำลังฟุ้ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มูลนิธิสืบฯ ทำงานกับป่าแค่นั้นเหรอครับ ผมเปิดคำถามแรก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84618 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-50.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-50.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-50-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-50-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งานของมูลนิธิสืบฯ หลักๆ เป็นเรื่องของการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า แต่มูลนิธิไม่ได้อนุรักษ์ไปทุกเรื่อง มีเรื่องที่ให้ความสำคัญ เช่น สัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์หรือพื้นที่ป่าที่มีคุณค่าความสำคัญในระดับประเทศ อย่างป่าตะวันตก เป็นต้น” หนึ่งคนในวงสนทนาตอบกลับ คนนั้นคือ พี่บอย–ภาณุเดช เกิดมะลิ ทำงานในตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มูลนิธิสืบฯ แบ่งภารกิจงานคือ หนึ่ง งานเฝ้าระวัง เรามีการติดตามเฝ้าระวัง ติดตามเรื่องของกิจกรรมหรืออะไรที่ทำให้มีผลกระทบต่อผืนป่า สัตว์ป่า สอง เป็นการสื่อสารงานอนุรักษ์ วันนี้ทางมูลนิธิจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เยอะ หาทางทำให้คนเข้าใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มากที่สุด พยายามสื่อสารให้สาธารณชนได้รับรู้และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะเข้ามาช่วย ตั้งแต่สมัยหัวหน้าสืบยังมีชีวิต เขาก็พยายามจะบอกว่า ป่าไม้มันเหลือน้อยเต็มทีแล้วนะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจิบกาแฟเขาเล่าต่อ “สาม คือเรื่องการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น สนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือ ฝึกอบรม ณ วันนี้พยายามสร้างโมเดลการจัดการในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านในพื้นที่ให้มีส่วนร่วมในการดูแลและลดความขัดแย้ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนนี้มีผลไปผลักดันให้กฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการให้สิทธิชุมชน หรือการแก้ปัญหาชุมชนในป่า อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของอาชีพ พอเขามีพื้นที่ชัดเจนแล้ว จะดูกันว่าทำยังไงให้อยู่ด้วยกันได้อย่างเป็นมิตรกับผืนป่า ก็เข้าไปส่งเสริมอาชีพ ทำเรื่องของกาแฟ ผ้าทอ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ถ้าชุมชนปรับในเรื่องของอาชีพก็สามารถมีส่วนในการช่วยดูแลผืนป่าได้และพวกเขาก็มีรายได้กลับมาด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อีกเรื่องก็เป็นเรื่องของผู้พิทักษ์ป่า ซึ่งส่วนนี้เราทำกันมาตั้งแต่หลังหัวหน้าสืบเสีย เพราะเขาให้ความสำคัญกับคนทำงานพิทักษ์ป่าเป็นอย่างมาก มีการตั้งกองทุน พยายามช่วยเหลือ พยายามถ่ายทอดการทำงาน จนวันนี้คนไทยก็น่าจะเข้าใจว่าผู้ทักษ์ป่าเป็นใคร เขามีหน้าที่ทำอะไรในการเฝ้าทรัพยากรให้กับคนไทยทุกคน จนทุกวันนี้ก็มีคนที่เข้ามาช่วยเหลือผืนป่าได้เยอะมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราพยายามผลักดันให้มีนักอนุรักษ์มืออาชีพ คนรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาทำงาน อยากสานต่อการทำงานของนักอนุรักษ์ เราพยายามผลักให้มีนักอนุรักษ์ที่มีชีวิตอยู่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบันคือ มีรายได้มีค่าตอบแทน และก็มีความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองยังคงความคิด ตัวตน และทำให้งานอนุรักษ์คืองานที่มีความหมายสำหรับพวกเขา หลักๆ ประมาณนี้” เขาพูดด้วยสำเนียงรื่นหู </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สรุปคือ ทำงานเพื่อพูดแทนสัตว์ป่า เหมือนคำที่หัวหน้าสืบพูดมาตลอดจนตัวตาย” พี่เชนขมวดให้เข้าใจเพิ่ม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84619 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-54.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-54.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-54-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-54-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้ผู้คนสนใจเรื่องโลกร้อนมากขึ้น มูลนิธิสืบฯ จะพูดเรื่องนี้บ้างไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มูลนิธิสืบฯ อาจไม่ได้พูดถึงเรื่องโลกร้อนอย่างเดียวโดยตรง หลายคนอาจมองว่าไม่เห็นจะพูดเรื่องโลกร้อนเลย จริงๆ สิ่งนั้นคือปลายเหตุ แต่ต้นเหตุที่มูลนิธิสืบฯ กำลังทำเป็นพื้นฐานในการปกป้องไม่ให้เกิดสภาวะโลกร้อนแบบที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะดูไม่เข้าถึงคน เพราะไม่เห็นพูดเรื่องโลกร้อนเลย ไม่เห็นพูดเรื่องพลาสติกเลย แต่จริงๆ แล้ว เรากำลังทำพื้นฐานที่จะยั่งยืนกว่า ไม่ใช่แค่พูดเรื่องในกระแส </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งานที่มูลนิธิสืบฯ พยายามจะบอกนั้นเป็นเรื่องยาก อยู่ๆ ถ้าจะประกาศว่าจะทำเรื่องโลกร้อนอย่างเดียวก็อาจจะมีเงินบริจาคมามากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะว่าทำเรื่องที่กระแสหลักที่คนสนใจ แต่เราอยากจะทำความเข้าใจให้รู้ว่าการช่วยสัตว์ตัวหนึ่งนั้นก็เป็นการช่วยโลกเหมือนกัน จะทำความเข้าใจสิ่งนี้มันยากเหมือนกันนะ” ผมพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่พี่เชนพูด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาเราไปพูดเรื่องการทำงานให้องค์กรหรือใครฟัง เขาจะไม่เข้าใจสิ่งที่เรากำลังพูด แต่พอได้พาไปลงพื้นที่ พวกเขาถึงจะเริ่มเข้าใจว่างานของเราเป็นยังไง บางทีการมาอธิบายหรือเล่าให้ฟังมันยาก อธิบายลำบาก บางคนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาทำเรื่องพวกนี้” พี่บอยเสริม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าไม่เดือดร้อน คงไม่รู้สึกอะไร เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นเช่นนั้น ผมสรุปสิ่งที่ได้ฟัง ทั้งสองต่างพยักหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วคนรุ่นใหม่อย่างพวกผมจะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ยังไงบ้าง ผมสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่เชนชิงตอบ “มันต้องลืมคำว่ารุ่นใหม่รุ่นเก่าไปให้หมด เพราะควรจะคุยกันได้ทุกรุ่น อาจจะไม่ใช่สำเนียงเดียวกัน แต่สามารถทำความเข้าใจกันได้และเป็นเรื่องที่ไม่ควรปฏิเสธ ปัญหาคือวันนี้คนชอบแบ่งเป็นรุ่น อย่างนักการเมืองหน้าใหม่ที่คิดดีๆ ก็มี ไม่ใช่มีแต่นักการเมืองที่ไม่ดี หรือนักการเมืองที่อายุเยอะแล้วแต่คิดดีก็ยังมี มันอยู่ที่ทัศนะไม่ได้อยู่ที่รุ่นหรืออะไรเลย ควรจะสลายเรื่องนี้ให้ได้ก่อน โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นยิ่งไม่ควรมีแดง มีเหลือง มีเขียว ต้องเป็นสีเดียวกัน ไม่ควรแบ่ง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84620 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กองไฟให้ความอุ่น กาแฟให้ความสดชื่น ทุกอย่างกำลังลงตัว ผมถามต่อว่า ในวันนี้ที่ทุกคนหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นดีใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงคิวขอ</span>ง<span style="font-weight: 400;">เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรพูดบ้าง &#8220;วันนี้ดีขึ้นในส่วนของความรู้สึกร่วมต่อสิ่งแวดล้อม คนให้ความสนใจ ให้ความตระหนักมากขึ้น ถ้าสังคมส่วนใหญ่มีความรับรู้ ผมว่าสิ่งนี้จะเป็นพลังที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ว่าสิ่งสำคัญก็คือ ต้องเข้าใจจริงๆ มีข้อมูลที่รับรู้มาอย่างถูกต้อง มันไม่สามารถเปลี่ยนได้ทุกเรื่อง แต่จะปรับยังไงให้มีความสมดุลเกิดขึ้น แต่ละคนก็มีสมดุลที่ต่างกัน ตัวเองจะต้องรู้ว่าอันไหนเหมาะควร ผมคิดว่าต้องค่อยๆ ใช้เวลา”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การสร้างการเปลี่ยนแปลงคือการปรับพฤติกรรมจากตัวเราเอง ในการเลือกใช้อย่างเหมาะสม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้เป็นหัวใจ อย่าไปคาดหวังกับคนอื่นมาก อย่าไปคาดหวังกับโลก สิ่งที่ต้องทำคือเปลี่ยนตัวเอง อย่างที่พระไพศาลเคยพูด ดีมากๆ ท่านบอกว่าการจะเปลี่ยนสังคมได้ มันไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าไม่ได้เปลี่ยนตัวเอง นั่นคือหัวใจ ไม่ต้องไปใส่ใจคนอื่น จะหมดคำถามที่ว่า จะมีส่วนร่วมยังไง จะช่วยได้ยังไงไปเลย เปลี่ยนที่ตัวเราเอง เปลี่ยนให้ได้” พี่เชนตอบปิดท้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วชาวบ้านที่เขาต้องล่าสัตว์เพื่อดำรงชีวิตอยู่ล่ะ จะสร้างสมดุลให้ตัวเองได้ยังไง ผมถามต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่เชนครุ่นคิดก่อนจะตอบ “สิ่งที่มูลนิธิสืบฯ ทำคือการส่งเสริมให้พวกเขามีอาชีพ ไม่มีใครอยากไปลำบากเดินป่า เสี่ยงต่อการถูกจับ ถูกยิงตายในป่าหรอก แต่เขาไม่มีทางเลือก เราต้องเข้าใจตรงส่วนนี้ก่อน เขาไม่ได้เลวโดยสัญชาตญาณ หากเราเข้าไปทำเรื่องพวกนี้ด้วยความเกลียดชังว่ามึงคือพวกเลว พวกยิงสัตว์ ถ้ามองแบบนี้จะไม่มีทางแก้ได้ ต้องมองก่อนว่ามันเกิดจากอะไร ปัจจุบันการเข้าป่าไปยิงเก้งแล้วเอาไปกินกันทั้งหมู่บ้านก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่ปัญหาก็คือ การยิงเก้งไปขายที่ตลาด ยังไงมันก็ไม่พอ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งเสียงพูดขึ้น “เหมือนต้องมองใจเขาใจเรา ไปห้ามโดยที่ไม่มีทางออก มันไม่ได้ จริงๆ ถ้าไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามา ผมว่ามันมีการจัดสมดุลพื้นที่ของเขาอยู่แล้ว เขาก็อยู่ร่วมกันได้ เหมือนบทพิสูจน์ที่ว่า ชาวกะเหรี่ยงอยู่มาหลายร้อยปี แต่ป่าก็ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นปัจจัยที่เขาจัดสมดุลภายในของพวกเขากันเองได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่เพราะวันนี้มีปัจจัยข้างนอกเข้าไปทำให้ข้างในไม่สามารถจัดการได้เหมือนก่อน สิ่งที่มูลนิธิสืบฯ พยายามเข้าไปผลักดันกฎหมาย คล้ายๆ ว่าเป็นการเข้าไปสร้างเกราะเพื่อให้สมดุลตรงนี้ยังมีความเข้มแข็งพอที่จะจัดการภายในของเขาได้ เราก็ป้องกันเรื่องภายนอก ไม่ให้มันเข้าไปทำลายความสมดุล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมไม่ได้คัดค้านที่มีถนนตัดป่าหรือมีอะไรเข้าไปเปลี่ยนแปลง แต่เราจะทำยังไงให้พวกเขาที่อาศัยในพื้นที่เข้าใจว่า ต้องอยู่ยังไง ปฏิบัติยังไงให้มีความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างธรรมชาติกับตัวเขาเองให้ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84621 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-32.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-32.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-32-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างที่เรามาดูกวางผาก็เพราะว่าที่ผ่านมามีจำนวนลดฮวบลงไปอย่างน่าใจหาย และเมื่อโครงการทำสำเร็จจะเป็นบทเรียนที่สำคัญ เป็นตัวอย่างนำเอาไปใช้ดูแลฟื้นฟูสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์อื่นๆ ได้อีก ตอนนี้ก็มีโครงการที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้วคือโครงการดูแลเสือโคร่ง แต่ยังมีสัตว์ชนิดอื่นๆ อีกที่เราต้องให้ความสำคัญและเข้าไปดูแล บางทีธรรมชาติดูแลตัวเองอาจยังไม่พอและไม่ทัน การอยู่ร่วมกันจะสนใจแค่คนก็เป็นไปไม่ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำเพื่อโลก เพื่อสัตว์ป่า สุดท้ายก็วนกลับมาที่ทำเพื่อตัวเราเองอยู่ดี ผมสรุปสิ่งที่ได้ฟัง ไม่ได้ประชดประชันแต่รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เป็นเรื่องที่เราก็รู้กันทั้งหมด แต่บางทีเราไม่ได้ใส่ใจ จริงๆ เราไม่ได้ทำเพื่อใครเลยนะ การทำทุกสิ่งอย่างเหล่านี้ก็เพื่อตัวเราเอง ไม่ให้เกิดผลมาถึงเรา” พี่เชนน่าจะรู้สึกเช่นเดียวกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84622 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/journey-เชียงดาว-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>7</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การมาเที่ยวเชียงดาวครั้งนี้ ผมอาจโชคดีที่ได้เจอม้าเทวดาระยะใกล้ชิด แต่กลับรู้สึกว่าไม่ได้สวยงามอย่างที่นักเดินทางผู้โชคดีหลายๆ คนพบเจอ ม้าเทวดาที่ผมเจอดูไม่ค่อยสูงส่งดั่งชื่อเรียก เพราะมันอาศัยอยู่แค่ในกรง ไม่ได้อยู่ตามธรรมชาติอย่างที่ควรเป็น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้งหน้าหากได้เดินทางอีกครั้ง เชื่อว่าผมน่าจะได้เห็นและได้ภาพถ่ายม้าเทวดาที่ยืนสง่าอาบแสงอาทิตย์บนหน้าผาสูงตามธรรมชาติ ภาพนั้นคงสวยงามและเป็นสิ่งที่ตามหา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธรรมชาติยังต้องมีสัตว์เป็นองค์ประกอบ และโครงการติดตามกวางผาที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและผู้มีส่วนร่วมทุกหน่วยงานกำลังสานต่อ ช่วยสร้างความหวังให้กับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ต่างอาศัยอยู่ร่วมโลกใบเดียวกัน  </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/chiangdao/">เชียงดาวและความหวังของม้าเทวดา ในวันที่ธรรมชาติไม่อาจดูแลรักษาตัวเองได้อีกแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตในปัจจุบันของ เป๋า–กมลศักดิ์ สุนทานนท์ ที่รู้แล้วว่าความฝันมีได้ไม่รู้จบ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pao-kamolsak-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Dec 2019 11:32:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นักแต่งเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[เป๋า กมลศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[กมลศักดิ์ สุนทานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[วงนั่งเล่น]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าสู่กันฟัง]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงฮิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=83339</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมลังเลว่าจะใช้สรรพพนามเรียกเขาว่าอะไรดี จะลุงหรือน้า ตาหรือพี่ ถึงดูเหมาะสม ในเมื่อนักร้องนำของวงนั่งเล่นที่นัดนั่งคุยกันมีอายุ 66 ปี ซึ่งห่างกับผมหลายรอบ  “การเป็นคนแก่ไม่ได้อยู่ที่อายุ มันอยู่ที่ไลฟ์สไตล์ ตราบใดที่เรายังมีคอนเทนต์ใหม่ๆ ตลอดเวลา เราก็จะไม่แก่ ผมแค่อายุมากแต่ไม่แก่ เพราะผมยังไปกับโลก ยังสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้” เขาให้สัมภาษณ์ไว้ใน a day ฉบับที่ 135 ตั้งแต่ปี 2554 ผ่านมาจนถึงวันนี้ผมเชื่อว่าเขายังคงคิดเหมือนเดิม ด้วยภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนี้ ผู้ใหญ่วัยเกษียณใส่แว่นสายตากรอบวินเทจสีน้ำตาลแดง ไว้หนวดเครางามๆ ย้อมสีม่วงอมน้ำตาลแซมสีขาวเช่นสำลี พร้อมหมวกทรงปีกที่เขาใส่จนกลายเป็นคาแร็กเตอร์ประจำตัว สวมกางเกงยีนส์ปะเข่าที่ดูก็รู้ว่าแฟชั่นของเขาค่อนข้างเฉพาะตัว ช่วงบนสวมเสื้อยืดดำมืดไร้ลวดลายและมีสายสร้อยห้อยเครื่องประดับเม็ดเด่นสีไพลิน  ผมคงต้องเรียกเขาว่าพี่ พี่เป๋า–กมลศักดิ์ สุนทานนท์ นอกจากนักร้องนำวงดนตรีชื่อ ‘นั่งเล่น’ เขายังเป็นนักแต่งเพลงอาวุโสที่มีฝีมือเข้าขั้นปรมาจารย์ ฝากผลงานเพลงผ่านปลายปากกากว่า 300 บทเพลง นักแต่งเพลงผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังตลอดกาลของเบิร์ด ธงไชย อย่าง เล่าสู่กันฟัง เพลงฮิตของพลพล อย่าง แค่มี เพลงโด่งดังของไท ธนาวุฒิ ที่ร้องว่า &#8216;ว้าย ว้าย ว้าย นี่ไอ้ประเทืองนี่หว่า&#8217; หรือเพลงเพราะที่ทุกรุ่นต้องเปิดฟังจากวงบูโดกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pao-kamolsak-interview/">ชีวิตในปัจจุบันของ เป๋า–กมลศักดิ์ สุนทานนท์ ที่รู้แล้วว่าความฝันมีได้ไม่รู้จบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ผมลังเลว่าจะใช้สรรพพนามเรียกเขาว่าอะไรดี จะลุงหรือน้า ตาหรือพี่ ถึงดูเหมาะสม ในเมื่อนักร้องนำของวงนั่งเล่นที่นัดนั่งคุยกันมีอายุ 66 ปี ซึ่งห่างกับผมหลายรอบ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>“การเป็นคนแก่ไม่ได้อยู่ที่อายุ มันอยู่ที่ไลฟ์สไตล์ ตราบใดที่เรายังมีคอนเทนต์ใหม่ๆ ตลอดเวลา เราก็จะไม่แก่ ผมแค่อายุมากแต่ไม่แก่ เพราะผมยังไปกับโลก ยังสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้”</em> เขาให้สัมภาษณ์ไว้ใน a day ฉบับที่ 135 ตั้งแต่ปี 2554 ผ่านมาจนถึงวันนี้ผมเชื่อว่าเขายังคงคิดเหมือนเดิม</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83848" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนี้ ผู้ใหญ่วัยเกษียณใส่แว่นสายตากรอบวินเทจสีน้ำตาลแดง ไว้หนวดเครางามๆ ย้อมสีม่วงอมน้ำตาลแซมสีขาวเช่นสำลี พร้อมหมวกทรงปีกที่เขาใส่จนกลายเป็นคาแร็กเตอร์ประจำตัว สวมกางเกงยีนส์ปะเข่าที่ดูก็รู้ว่าแฟชั่นของเขาค่อนข้างเฉพาะตัว ช่วงบนสวมเสื้อยืดดำมืดไร้ลวดลายและมีสายสร้อยห้อยเครื่องประดับเม็ดเด่นสีไพลิน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมคงต้องเรียกเขาว่าพี่</span><b> พี่เป๋า–กมลศักดิ์ สุนทานนท์</b></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83839" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนักร้องนำวงดนตรีชื่อ ‘นั่งเล่น’ เขายังเป็นนักแต่งเพลงอาวุโสที่มีฝีมือเข้าขั้นปรมาจารย์ ฝากผลงานเพลงผ่านปลายปากกากว่า 300 บทเพลง นักแต่งเพลงผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังตลอดกาลของเบิร์ด ธงไชย อย่าง </span><i><span style="font-weight: 400;">เล่าสู่กันฟัง </span></i><span style="font-weight: 400;">เพลงฮิตของพลพล อย่าง </span><i><span style="font-weight: 400;">แค่มี</span></i><span style="font-weight: 400;"> เพลงโด่งดังของไท ธนาวุฒิ ที่ร้องว่า &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">ว้าย ว้าย ว้าย นี่ไอ้ประเทืองนี่หว่า&#8217; หรือเพลงเพราะที่ทุกรุ่นต้องเปิดฟังจากวงบูโดกัน อย่างเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">ขอให้เหมือนเดิม</span></i><span style="font-weight: 400;"> และเพลงอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่ว่าใครฟังก็ต้องคุ้นหู</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ปัจจุบันเขาจะดูเป็นนักแต่งเพลงผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการดนตรีบ้านเรา แต่ในช่วงหนึ่งของชีวิตพี่เป๋าก็เป็นผู้ประสบความล้มเหลวทั้งด้านการเรียนและการดนตรี การออกจากบ้านไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศมากกว่าสิบปีในครั้งนั้นเหมือนเป็นการท้าทายชีวิตตัวเองว่าจะได้เรื่องสักแค่ไหน ไปเพื่อเรียนให้รู้ มุ่งเป้าหาความสำเร็จ และเมื่อได้ทำตามใจทั้งหมดแล้ว เขาบอกผมว่า “น่าเสียดาย ถ้าพี่รู้ตัวเองว่าชอบแบบนี้ จริงๆ พี่ไปเรียนดนตรีเลยดีกว่า” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ชีวิตไม่ได้มีสูตรสำเร็จใดๆ และพี่เป๋าในตอนนี้รู้ว่าตัวเองเป็นใครและต้องการอะไรมากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันแบบฉบับชีวิตของเขาเป็นเช่นไร อยากชวนทุกคนมานั่งเล่นพูดคุยไปด้วยกัน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83849" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-23.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-23.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-23-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>จุดเปลี่ยนหรือเหตุการณ์อะไรที่ทำให้พี่ต้องไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้าไปอยู่ต่างประเทศพี่ใช้ชีวิตเล่นดนตรีกลางคืนในไทย จนถึงวันหนึ่งรู้สึกว่าวงการเพลงเริ่มวิกฤต ตอนนั้นมีเรื่องดิสโกเทคเข้ามา พวกวงดนตรีเริ่มมีปัญหา พี่เริ่มไม่สนุกแล้ว เลยคิดว่าเป็นโอกาสให้เราไปหาอะไรใหม่ๆ พอดีมีคนรู้จักข้างบ้านเขาไปเรียนที่อเมริกา พี่เลยขอไปเที่ยวกับเขาด้วย ตอนไปมีกางเกงยีนส์ตัว กางเกงลายเสือตัว เสื้อแขนยาวตัว เสื้อยืด 2 ตัว รองเท้าผ้าใบคู่หนึ่ง ประมาณนี้แหละ ไว้ใส่เล่นดนตรี ตอนแรกกะจะไปเที่ยว แต่ไปถึงก็เจอคนนั้นคนนี้ อยู่ไปก็สนุก เผลอแป๊บๆ พี่อยู่เกือบสิบปี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทำอะไรบ้างตอนอยู่ต่างประเทศ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงแรกไปทำงานร้านคนไทย จากนั้นก็ไปทำงานกับคนต่างประเทศที่ร้านโดนัท Winchell&#8217;s เป็นพนักงานขายกับพนักงานทำความสะอาด อยู่กะกลางคืนตั้งแต่สี่ทุ่มถึงเช้า ตอนนั้นใช้วิธีเรียนรู้งานอยู่กับคนทำโดนัท เพราะตอนดึกๆ จะไม่มีแขกเลยว่าง พี่ก็ไปอาสาช่วย แล้วเขาก็สอนทำขนมให้ หัดจากสูตรที่เขามีนั่นแหละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนเป็นโอกาสที่พี่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ คิดว่าถ้าไปอยู่อเมริกา ญาติพี่น้องก็ไม่มี เพื่อนก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ดูสิว่าจะทำสำเร็จไหม ไปด้วยความเชื่อเดียวเลยนะว่าคนเราทำดีต้องได้ดี พี่เชื่อ เพราะพระพุทธเจ้าบอก พี่รักพระพุทธเจ้ามาก ด้วยความเชื่อนี้พี่ก็ลุย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83843" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-17.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-17-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่เมืองนอกร้านโดนัทมีอยู่ทุกหัวมุมถนนเยอะแยะไปหมดเหมือนกับเซเว่นฯ บ้านเรา ตอนนั้นพี่อยู่นอร์ทฮอลลีวูด พี่ก็จะถามหาเลยว่าคนที่ทำโดนัทเก่งที่สุดในเมืองอยู่ที่ไหน ด้วยความเชื่อว่าต้องเป็นที่หนึ่ง พี่ก็จะแอบไปดูการทำงานของเขา ทั้งๆ ที่กลางคืนพี่ก็ทำงานมาทั้งคืนแล้วนะ ตอนเช้าไม่นอนหรอกจะแอบไปดู ไปนั่งอยู่ที่ Coffee Room แล้วก็ไปศึกษาการทำงานของเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่อาจจะทำโดนัทไม่เร็วเท่าคนอื่นนะ แต่พี่เป็นคนทำโดนัทสวย พี่เป็นคนรักสวยรักงาม รักศิลปะอยู่แล้ว พี่ทำโดนัทสวยแบบที่คนเขียนตำรามาขอเจอตัว หลังจากนั้นพี่ขยับไปเรื่อยๆ ศึกษาว่ารองผู้จัดการเขาทำงานอะไร พี่ดูแล้วก็ให้เขาสอน พอทำได้ก็ทำแทนเขา ตอนได้เป็นรองผู้จัดการพี่ก็ทำงานเต็มที่ ทำงานมากกว่าคนอื่นหลายเท่า ทำด้วยความไม่รู้ด้วย กลัวโดนไล่ออกด้วย ก็อยากให้มันออกมาดีที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอได้เป็นรองผู้จัดการพี่ก็อยากเป็นผู้จัดการต่อไป พี่พยายามใช้เวลาอยู่หลายปีในที่สุดก็ได้เป็นผู้จัดการ ตอนได้เป็นผู้จัดการก็ใช้สูตรเดิม ผู้จัดการที่เก่งที่สุด ดีที่สุด ต้องทำยังไงบ้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และตอนมี Quest for the Best จัดลำดับพนักงานเพื่อไปลงแม็กกาซีน เชื่อไหมมีอยู่ 7 รางวัล พี่ได้มา 6 ส่วนรางวัลที่ 7 พี่ได้ที่สอง หลังจากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียงในฐานะ good manager</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83841" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-15.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>หลังจากความสำเร็จในการเป็นผู้จัดการแล้ว พี่ตั้งเป้าต่อไปยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นพี่อยู่ Winchell&#8217;s สาขา 1104 เขาก็ถามกันว่าที่สาขา 1104 ผู้จัดการคือใครถึงส่งคนมาเป็นผู้จัดการสาขาอื่นๆ ได้เยอะ พี่ก็ถูกทาบทามให้ไปเป็นอาจารย์ใน training school สำหรับคนจะขึ้นไปเป็นผู้จัดการ พี่จะสอนเปเปอร์เวิร์ก สอนวิธีทำโดนัท สอนวิธีดูแลร้าน แล้วพี่ก็จะเป็นคนบอกเองว่า คนที่มาเรียนพร้อมทำงานแล้วสำหรับร้านใหญ่หรือร้านเล็กมันขึ้นอยู่ที่พี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนวันหนึ่ง headquarter อยากให้พี่ไปอยู่ในห้องแล็บ ใส่ชุดเหมือนหมอ เข้าไปทำโดนัทอย่างเดียว ตอนนั้นเป็นช่วงที่ทะเยอทะยาน พี่อยากดีขึ้นๆ ก็เลยถามเขาตรงๆ ว่า ถ้าหลังจากนี้แล้วจะเป็นอะไรที่สูงขึ้นไปได้อีก เขาก็บอกว่าตันแล้ว จบแค่นี้แหละ พอได้รู้หลังจากนั้นพี่กลับไปบอกแฟนเลยว่าจะกลับเมืองไทย พอออกจากงานก็แสดงว่าเราอยู่แบบผิดกฎหมายแล้ว เพราะตอนนั้นมันเริ่มมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมา สำหรับคนที่อยู่ผิดกฎหมายเขาก็ให้ไปติดต่อ แต่พี่ไม่ไปติดต่อ ตัดสินใจกลับเลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วจากเป็นคนทำโดนัทกลายมาเป็นนักแต่งเพลงได้ยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงก่อนจะกลับจากอเมริกาวันดีคืนดีก็มีโอกาสได้เจอพี่ชาย (สมชาย ขำเลิศกุล) ซึ่งสมัยก่อนเป็นมือโซโลวง Fantasy ในวงการดนตรีบ้านเราจะรู้ว่าพี่ชายไปเล่นดนตรีอยู่อเมริกา ได้ยินชื่อเขามานานแล้ว พี่ชายก็บอกว่าแกลองแต่งเพลงไทย แล้วจะเอามาทำเพลง ออกเทปที่เมืองไทย แกเลยเปิดให้พี่ฟัง เป็นเพลงไทยนะแต่ทำนองเหมือนเพลงฝรั่งเลย arrangement อะไรดีทุกอย่าง เอาเข้าจริงพี่ไม่ได้มีความรู้เรื่องการแต่งเพลงอะไรเลย แกก็อยากให้พี่คอมเมนต์ว่าเพลงเป็นยังไง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่ก็บอกว่าดนตรีดีนะพี่ ดีมากๆ เลย แต่เนื้อไม่ดี แกก็เลยบอกว่าถ้างั้นเป๋าแต่งให้พี่หน่อยสิ เราก็บอกว่าได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่มาเอา ด้วยความที่พี่แต่งเพลงไม่เป็นก็ไม่รู้ไงว่ามันยาก นึกว่าแค่ใส่คำๆ ไปให้ลงโน้ตก็ได้แล้วมั้ง เพลงนั้นเป็นเพลงแรกที่พี่แต่งเลย ชื่อว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">ฉันคอย</span></i><span style="font-weight: 400;"> พี่ชายบอกว่า ดี ลงโน้ตหมด สั้น-ยาวอะไรได้ สุดท้ายตอนกลับมาไทยแกก็เอามาให้เบิร์ดกะฮาร์ท ซึ่งพี่มาฟังวันนี้แล้วพี่อายมากๆ เลย คือมันเชย มันโบราณ ตอนนั้นเพลงไทยเขาไปถึงไหนกันแล้วพี่ก็ไม่ทราบไง พี่ก็ได้แค่นั้นแหละ ห่วงสัมผัสนอก-สัมผัสใน แต่เนื้อไม่ค่อยไปไหนอะ วนๆ เหมือนเพลงสมัยโบราณ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83836" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนพี่กลับมาอยู่ไทย ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย travel agency ขายตั๋วเครื่องบินกับพี่สาว อยู่แถวสุขุมวิทซอย 26 (อารีย์) จำได้ว่าพี่ชายเคยให้เบอร์ไว้ วันหนึ่งคิดยังไงไม่รู้ก็เลยโทรหา เขาถามว่าเป๋าอยู่ไหน ก็บอกว่าผมอยู่อารีย์ ช่วงนั้นแกรมมี่อยู่สุขุมวิทซอย 39 พี่ชายบอกให้ไปหา แกก็พาขึ้นไปหาพี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) แนะนำว่าเราเขียนเพลงได้ พี่เต๋อก็ให้มาลอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นพี่ลองทำงานเขียนเพลงวันเสาร์-อาทิตย์ สมัยนั้นก็เขียนแต่เนื้อเพลงยังต้องปรับตัวเยอะมาก เริ่มใหม่ก็ยังงงๆ เพลงที่พี่ฟังตอนนั้นก็ยังเก่าๆ เป็นพวกสุเทพ, ชรินทร์, สวลี เขียนเพลงสมัยนั้นแกรมมี่เขาให้เขียนลงกระดาษ แล้วให้นักแต่งเพลงด้วยกันคอมเมนต์ ก็มีแต่พวกน้องๆ เขาเรียกพี่ว่าน้า เพราะมาเริ่มเกือบ 40 แล้วค่อนข้างแก่กว่าใครๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขาคอมเมนต์บอกว่า น้า มันไม่ใช่เพลง นี่มันกลอน ได้ยินอย่างนั้นกลับบ้านไปพี่นอนไม่หลับเลย จากที่เคยมั่นใจมากๆ พอไปเจอคอมเมนต์นั้นก็เสียความมั่นใจ พอนัดเจอกันครั้งต่อไปพี่ไม่ส่งเพลงเลย แต่พี่ไปดูว่าเขาทำยังไง แล้วพี่ก็เริ่มศึกษา เริ่มกลับมาฟังเพลงไทยสมัยใหม่ว่าเขาแต่งกันยังไง พอเริ่มเข้าใจ เริ่มมองเห็นว่าต้องทำยังไง ตอนหลังก็ค่อยดีขึ้นมาเรื่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ได้ค่าเขียนเนื้อเพลงเพลงแรก 4,000 บาท ก็ยังไม่พอ ตอนนั้นมีลูกแล้วคนหนึ่ง ต้องเลี้ยงลูก และตอนนั้นพี่ก็ยังต้องทำงานขายตั๋วเครื่องบินอยู่ แต่ก็เขียนเพลงไปเรื่อยๆ จนแม่นขึ้น เริ่มดีขึ้น รายได้ก็ดีตาม เพราะนอกจากได้ค่าเพลงแล้วยังได้เปอร์เซ็นต์ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมมติว่าอัลบั้มนี้แต่งไว้ 3 เพลง ได้ 30 สตางค์ก็จริง แต่ถ้าเขาขายได้ล้านตลับเราก็ได้ 300,000 บาท พอเริ่มทำหลายๆ อัลบั้มรายได้ก็ดีขึ้น พี่ก็ลาออกจากงานอื่น ตอนนั้นพี่เป็นผู้จัดการอยู่ 2 ที่ด้วยซ้ำ ก่อนจะออกพี่ก็มาคุยกับแฟน ขอออกมาทำงานเขียนเพลงได้ไหม ตอนนั้นก็ยากเหมือนกันเพราะลูกยังเรียน ต้องมีรายได้ เสี่ยงเหมือนกันนะ แต่คิดว่าลองลุย แล้วก็ผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เลี้ยงครอบครัวมาได้ ซึ่งก่อนหน้านี้พี่ไม่เคยเชื่อว่าอาชีพนักแต่งเพลงจะเลี้ยงชีพได้ ต่อให้สมัยก่อนมีอาชีพนักแต่งเพลงก็จริง แต่มันลำบาก แต่พี่ก็ทำงานเขียนเพลงมาจนถึงวันนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83833" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ที่ผ่านมาการทำงานของพี่จะมี career path มาโดยตลอด สำหรับอาชีพนักแต่งเพลงคิดว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มี คือจนถึงวินาทีนี้ จนถึงตอนนี้ พี่อายุป่านนี้แล้วยังแต่งเพลงอยู่เลย หายากมากเลยนะคนที่อายุอย่างพี่ เกิน 60 แล้วยังแต่งเพลงอยู่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทำไมถึงบอกว่าไม่มีจุดสูงสุดของการเป็นนักแต่งเพลง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยก่อนต้องเข้าค่ายใช่ไหม พอค่ายไม่จ้างแล้วเขาก็เลิก คนอายุเท่าพี่หรือรุ่นพี่ของพี่ออกจากแกรมมี่มาก่อนอายุ 60 ทั้งนั้น พอออกมาแล้วก็ไม่ได้แต่ง เพราะว่าไม่มีค่าย ไม่มีฝ่ายการตลาดมาบอกว่าจะเอาเพลงแบบนั้นแบบนี้ พอไม่มีคนสั่งก็เลยไม่รู้จะแต่งเพลงอะไร แต่ของพี่ไม่ใช่แบบนั้น พี่ก็จะแต่งของพี่ไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนในประเทศไทยที่อายุเกิน 60 แต่ยังแต่งเพลงอยู่ก็คือพี่ตุ่น (พนเทพ สุวรรณะบุณย์) นอกนั้นพี่ไม่เห็นนะ พี่ก็เลยมีความเชื่อว่าถ้าเราเป็นนักแต่งเพลง เราก็แต่งไปเรื่อยๆ ใครเขาจะเกษียณก็เกษียณไป แต่เราไม่เกษียณ มันเหมือนคนทำงานศิลปะ ทำงานจิตรกรรม วาดรูป มันมีเกษียณด้วยเหรอ ถูกไหม พี่รู้สึกว่างานศิลปะมันไม่ต้องเกษียณ ต่อให้ไม่มีคนจ้างเราก็เขียนไป ถ้าเรารักที่จะเป็นนักแต่งเพลงจริงๆ ก็ต้องเขียนได้เรื่อยๆ ไม่ใช่พอไม่มีคนจ้างก็ไม่เขียน ไม่ใช่แบบนั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แต่งเพลงมานานรู้หรือยังว่าทำเพลงแบบไหนแล้วจะฮิต</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาก็พยายามหาสูตรสำเร็จกันตลอด ว่าต้องทำยังไงให้เพลงดัง แล้วในที่สุดเวลาก็บอกเองว่าไม่จริง มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอก พี่อาจจะเคยแต่งเพลงป๊อปมาก่อน ตั้งสามร้อยกว่าเพลง แม้จะไม่ใช่เพลงดังทั้งหมดแต่ก็พอมีอยู่บ้าง จนถึงวันนี้พี่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้คนชอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่ควบคุมคนฟังไม่ได้ อย่างเด็กวันนี้ไม่เหมือนสิบปีที่แล้ว แล้วอีก 10 ปีข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอะไร เพราะฉะนั้นวันนี้พี่ก็เลยไม่พยายามที่จะไปรู้ พี่ทำอย่างที่คิดดีกว่า ถ้าเขาชอบเขาก็ชอบ เราก็มีความสุข</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83830" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>การมาร่วมทำวงนั่งเล่นในตอนที่เวลาผ่านมาครึ่งชีวิตแล้ว สิ่งนี้เติมเต็มชีวิตพี่ยังไงบ้าง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(หัวเราะ) เดิมทีพี่ก็แค่อยากเล่นดนตรี ได้ทำในสิ่งที่รัก ทำกับพรรคพวกที่รัก ได้กิน ได้นอน ได้เมา ได้อยู่ด้วยกัน เป็นสิ่งที่ดี ก็มีความสุขแล้วนะ สิ่งนี้ถือว่าเป็นโชคดีที่ทำได้ ด้วยวัย ด้วยสังขาร ถ้าวันหนึ่งต้องเลิกเพราะทำไม่ไหวก็ต้องเลิก แต่วันนี้ทำได้ก็ต้องทำ การกลับมาทำวงที่เรามีความเข้าใจดนตรีมากขึ้นสิ่งนี้คือ make a living นั่นแหละ ถือว่าเป็นโอกาสดีของพี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยก่อนเหมือนทำกับข้าวให้เขากิน อยากกินอะไร ชอบอะไร ชอบแบบไหน ทำเอาเงินนั่นแหละ เพราะว่าเจ้านายเขาสั่งมาอย่างนั้น ก็ต้องพยายามศึกษาว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะชอบเป็นใคร ดูไลฟ์สไตล์ว่าเป็นยังไง ชอบอะไร เหมือนพยายามทำอาหารไปเสิร์ฟให้ แต่ตอนนี้ที่ทำวงนั่งเล่น พี่ทำกินเองแล้ว เป็นโฮมเมด ใครอยากกินก็มากิน แต่ไม่ชอบก็ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่อยู่วงนั่งเล่นก็ไม่เห็นต้องเขียนเพลงรักๆ ช้ำๆ เลย พี่ก็แต่งแบบที่เห็น แบบที่คิด วุฒิภาวะขนาดนี้แล้วรับรู้เรื่องอะไรก็ระบายออกมาตามที่คิด ก่อนหน้านี้เขาไม่เชื่อว่าเพลงอย่างวงนั่งเล่นจะมีคนฟัง เพลงของวงนั่งเล่นนี่เขาว่าเป็นเพลง cooperate คือเป็นเพลงเพื่อสิ่งแวดล้อม เพลงเพื่อสังคมอะไรแบบนี้ ไม่มีคนฟังหรอก ไม่มีคนซื้อหรอก ซึ่งพี่ไม่เชื่อ พี่รู้สึกว่าเราไม่มีเพลงแบบนี้ให้เขาฟังมากกว่า ตอนนี้วงนั่งเล่นก็น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้รู้แล้วว่าเราก็อยู่ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83837" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ยุคสมัยเปลี่ยนไป ยอดไลก์ยอดแชร์มีผลต่อการทำวงดนตรีของพี่บ้างหรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่เป็น non-commercial มากๆ คือไม่ได้เอาใจไปคิดพวกนั้นแล้ว เอาใจไปคิดเรื่องอื่นดีกว่า หาคอนเซปต์มาแต่งเพลงดีกว่า ไม่ได้คิดว่าคนจะชอบไหม ขายดีไหม แบบนั้นคิดมาเป็นสิบปีแล้ว เวลาอยู่ค่ายมันต้องทำเพราะเรากินเงินเดือนเขา เบื่อมากๆ เลย ตอนนี้อายุขนาดนี้แล้วต้องมานั่งเอาใจคนอื่นอีกเหรอ ขอมีความสุขบ้าง เล่นดนตรีแบบที่พี่ก็มีความสุข คนฟังก็มีความสุข แล้วเรามีความสุขไปด้วยกันอย่างนี้ดีกว่า สมัยก่อนมีเงินมาจ้างเราก็รับงาน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ ต่อให้มีปัญญาจ้าง แต่ไม่อยากเล่นให้ก็ไม่เล่น วันนี้จะเลือกมากขึ้น พี่เล่นฟรีมากกว่าเล่นได้ตังค์อีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าวงนั่งเล่นไม่ได้ไปทุกรายการ ตอนนี้ขอเลือกบ้าง ไม่ได้รู้สึกว่าหยิ่งยโสหรืออะไร มันเลยจุดนั้นไปแล้ว อายุขนาดนี้แล้วขอทำในสิ่งที่อยากทำ เล่นดนตรีเพื่อความสุข ไม่ได้เล่นเพื่อที่จะให้ได้ตังค์ พี่อยู่ในวัยที่คนอายุเท่ากันเขาก็เกษียณกันแล้ว แต่พี่ไม่อยากอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ไม่อยากปลูกต้นไม้ เลี้ยงนกเขา อะไรอย่างนั้น เราทำสิ่งนี้ได้เราก็ทำไป </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ดูเหมือนชีวิตมีแต่เรื่องประสบความสำเร็จ แล้วที่ล้มเหลวมีบ้างไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ แล้วความเป็นตัวพี่ ไม่ว่าจะทำอะไรจะทำให้ถึงที่สุด พยายามทำให้ดีที่สุด มีอยู่เรื่องสองเรื่องที่รู้สึกว่าพี่เฟล คือหนึ่ง เรื่องเรียน เพราะไม่ได้ไปเรียน ไม่มีโอกาสได้ไปเรียนเลย ต้องเดินสายไปต่างจังหวัดอะไรบ้าง กลับก็ดึก บาร์เลิกตี 1-2 จนไม่ได้ไปเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือเรื่องดนตรีเองก็เถอะ ก็ไม่ได้สำเร็จ ได้เรื่องประมาณหนึ่งแต่ยังไม่ถึงจุดที่รู้สึกว่าสำเร็จ เพราะฉะนั้นจะมี 2 เรื่องนี้ที่ค้างคาใจ ตอนอยู่เมืองนอกก็ทำงานเก็บเงิน แล้วสุดท้ายพี่ก็ไปเรียน hotel management ที่ American College ก็เรียนจบ จบออกมาแบบโอเคด้วย ตอนแรกก็นึกว่าจะกลับไทยแล้วมาทำงานเกี่ยวกับโรงแรม ไปเป็น F&amp;B manager ที่ภูเก็ตไปคุยกับ GM ก็โอเคกันหมดแล้ว ทั้งเรื่องเงินเดือน แต่เขาก็บอกเราว่าถ้าจะทำงาน F&amp;B ต้องโกนหนวดโกนเครา เพราะมันต้องสะอาด  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่กลับมาก็คิดมาก ตอนแรกตอบตกลงไปแล้วด้วยนะ มาคิดมากว่าจริงๆ จะโกนก็ได้ แต่ไม่ใช่มาสั่งกัน จากนั้นก็เลยตัดสินใจไม่เอา จนถึงวันนี้ที่เรียนมาก็ยังไม่ได้ใช้ แต่จริงๆ แล้ว วันนี้ วินาทีนี้ พี่รู้ว่าที่เราเรียนตั้งแต่ประถมถึงมัธยมนั่นเป็นความรู้พื้นฐาน ตอนเรียนอุดมศึกษาถึงจะแยกอาชีพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วเราก็เรียนกันแทบตายเพราะอยากมีชีวิตที่ดี ประสบความสำเร็จในชีวิต ดูแลครอบครัวได้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี make a living ได้ ทำในสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรารัก แต่เราต้องไปติดอยู่กับกระดาษแผ่นนี้ อย่างพี่เรียนจบมาก็ไม่ได้ใช้ แล้วมันมีคนไปติดอยู่กับกระดาษแผ่นนี้มหาศาลเลยนะ คนจำนวนมหาศาล เสียเวลาไปอยู่ในคอลเลจ อยู่ในระบบการศึกษา จริงๆ แล้วการเรียนรู้มันอยู่ได้ทุกที่ ไม่ได้อยู่เฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยหรอก วงนั่งเล่นทั้งหมดนี่ก็จบปริญญากันทั้งนั้น แต่ไม่ได้ใช้เลย </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83838" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-12.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-12.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-12-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>ระหว่างทำสิ่งเดียวให้เก่งกับรอบรู้หลายอย่างพี่เลือกแบบไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่ว่าไม่ว่ายุคไหนก็อยู่ได้ทั้งสองฝั่ง จะเป็นคนรอบรู้ก็ได้ ชอบศึกษา ชอบอ่าน แต่รู้ไม่ลึก รู้ประมาณหนึ่ง คือรู้มากกว่าคนอื่น แต่กับอีกพวกหนึ่งที่รู้แจ้งแทงตลอด รู้อย่างเดียว แต่รู้ลึก จะเป็นแบบไหนถ้า make a living ได้ ก็มีสิทธิที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่พี่รู้สึกว่ามาถึงโลกสมัยใหม่มันเป็นโลกของ specialist เป็นโลกของ content provider คือมีคนอยู่ 2 พวกที่จะสำเร็จในวันนี้ พวกหนึ่งคือเจ้าของสนามที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม แล้วก็ให้คนนำคอนเทนต์มาใส่ อีกพวกหนึ่งก็คือเจ้าของคอนเทนต์ที่จะเข้ามาเล่นสนามนี้ได้ นอกนั้นก็เป็นผู้เสพ ผู้รับสาร อะไรก็ว่าไป พี่เชื่อแบบนั้น คือยุคนี้เป็นโลกของคอนเทนต์ ถ้าเราไม่มีคอนเทนต์ ไม่มีอะไรเป็นของเรา ก็จะเป็นแค่ผู้บริโภคไปอย่างนั้น </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เหมือนพี่เรียนรู้ชีวิตคนอื่นอยู่เสมอ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรียน ถึงทุกวันนี้ก็ยังเรียน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เรียนยังไงบ้าง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แรกๆ ก็ฟังพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ แต่พอวันหนึ่งที่อายุมากขนาดนี้แล้วพี่เคยถามตัวเองว่า เราจะฟังใคร ใครจะเป็นอาจารย์ของเราได้นะ พระพุทธเจ้าก็ไม่อยู่แล้ว คิดอยู่หลายวันว่าต่อไปนี้จะดูใครเป็นแบบอย่างของเรา ในที่สุดพี่คิดได้ว่าสิ่งนั้นคือธรรมชาติ พี่ว่าธรรมชาตินี่แหละเป็นอาจารย์ใหญ่ พอพี่คิดได้เช่นนี้โล่งเลย สบายใจ มีอะไรเราก็ปรึกษากันได้ตลอด (มองไปรอบๆ) นี่แหละอาจารย์ใหญ่ของเรา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทำไมจึงเข้าใจได้แบบที่ว่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยผิด เคยถูก เคยผิดหวัง เคยสมหวัง เคยทำอะไรต่ออะไรมามากมาย ค่อยๆ ทบทวน ค่อยๆ ลองผิดลองถูกจนหาสิ่งที่เข้าใจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83850" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>เคยผิดหวังกับเรื่องอะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจจะเคยผิดหวังในประเทศชาติ ผิดหวังผู้หลักผู้ใหญ่ในแผ่นดิน คนที่วางกฎเกณฑ์ วางกฎหมายอะไรต่างๆ ทำไมผู้ใหญ่บ้านเราถึงเป็นแบบนี้ มีอะไรหลายๆ อย่างที่รู้สึกผิดหวัง แต่พอนานๆ เข้าก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ให้อะไร ยิ่งเราคิดลบ คิดอะไรแย่ๆ ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น จากประสบการณ์จึงทำให้รู้ว่า ก็แค่เข้าใจมันซะเลยดีกว่า เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าเป็นอย่างนั้นเพราะอะไร สุดท้ายทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ใจ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ชีวิตนอกจากตัวเรากำหนดมีสิ่งอื่นมากำหนดด้วยไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับพี่มันมีหลายระดับ ถ้าเรายังอยู่ในขั้นแรกจะยังมีเรื่องโชคชะตาที่มากำหนดเรา แต่ถ้าเลยไปอีกขั้นได้พรหมก็มาลิขิตเราไม่ได้แล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่เป็นคนเขียนเพลง <em>ชีวิตลิขิตเอง</em> (ขับร้องโดยเบิร์ด ธงไชย) เพราะพี่คิดอย่างนั้นจริงๆ (ท่องเนื้อเพลง) <em>&#8216;ก่อนเคยเชื่อในลิขิตฟ้าดิน ปล่อยชีวิตไปตามโชคชะตา แต่ฝันไม่เคยถึงฝั่ง ผิดหวังในใจเรื่อยมา เพราะฟ้าไม่มีหัวใจ จะเลวหรือดีมันอยู่ที่คน จะดีหรือจนมันอยู่ที่ใจ&#8217;</em> ถูกไหม คนเราจะรวยจะจนมันอยู่ที่ใจนะ บางทีคนเรามีน้อยก็รวยได้นะ แต่บางคนมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ (ท่องเนื้อเพลง) <em>&#8216;ดินฟ้าไม่เคยลิขิต ชีวิตจะเป็นเช่นไร อย่าเลยอย่าไปถามฟ้า&#8217;</em> คือไม่ต้องไปถาม ถ้าคิดได้แล้วก็ไม่มีใครมาลิขิตหรอก </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คำว่าจังหวะชีวิตมีผลอะไรกับพี่ไหม </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องจังหวะชีวิตสมัยก่อนพี่ก็เชื่อ เมื่อก่อนมีเพลง <em>จังหวะชีวิต</em> แม่พี่ร้องให้ฟัง (ท่องเนื้อเพลง) <em>&#8216;ชีพคือชีวิต ชีวิตก็คืองาน กิจการจะดีต้องอาศัยจังหวะดีช่วยกัน ชีวิตระวัง จังหวะสำคัญ ชีวิตและเพลงก็เปรียบเหมือนกัน หากใครเดินตามทางแนวนั้นเป็นสุขเอย&#8217;</em></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่บอกเรายังเชื่อเรื่องโชคชะตา เรื่องจังหวะอย่างแน่นอน จนถึงวันนี้พี่ก็ยังคิดว่ามีอยู่นะ อย่างสมมติว่าพี่ทำเพลงอยู่ในวงการบางทีมันมีเรื่องจังหวะเหมือนกัน เราเชื่อว่าเพลงดีต้องเนื้อดี ทำนองดี ร้องดี โปรโมตดี และต่อให้มีครบหมดเลยนะ แต่จังหวะไม่ดี เราไปปล่อยเพลงตรงช่วงที่เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง ความสนใจของคนในชาติไปสนใจตรงนั้นหมดเลย อันนี้จังหวะไม่ดีซึ่งก็เป็นไปได้ในบางเรื่อง จังหวะก็ยังมีผลอยู่ในการชี้เป็นชี้ตาย แต่จะไม่ใช่ทั้งหมดแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83845" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-19.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-19-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ที่เคยพูดว่า &#8216;การใช้ชีวิตคือศิลปะ&#8217; ประโยคนี้มีความหมายยังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้ชีวิตคือศิลปะ ทุกอย่างมีศิลปะของมัน ศิลปะในการดื่ม ศิลปะในการพูด ศิลปะในการเดิน ขับรถก็ต้องมีศิลปะ ถ้าขับรถไม่มีศิลปะ เบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวาไปโน่นไปนี่ ก็จะมีอุบัติเหตุ คนที่มีศิลปะจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ทำยังไงให้ดูดี ให้ถูก ให้ควร ทุกอย่างมีศิลปะหมด ถ้าจะมองให้ดี ศิลปะคือความพอดี ความลงตัว ความสวยงาม </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เพราะศิลปะไม่ใช่แค่การวาดภาพ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ คืออะไรก็ได้ที่ทำให้ใจกระเพื่อม เคยได้ยินเรื่องเล่าที่มีลูกศิษย์ไปถามอาจารย์ศิลปะว่า ผมไม่มีหัวศิลปะเลย ผมดูภาพอะไรก็ไม่สวยเลย อาจารย์ตอบกลับว่านั่นแหละ แสดงว่าเธอมีศิลปะแล้ว เพราะว่าสิ่งนั้นทำให้เธอรู้สึก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ แสดงว่ารูปนั้นมีผลต่อจิตใจใช่ไหม แสดงว่าก็ appreciate กับสิ่งนั้น เพียงแต่เป็นไปในทางลบ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ในวัยนี้มีความสุขกับการใช้ชีวิตแค่ไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่มีความสุขเท่าที่คนอายุ 66 ควรจะมีได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เป็นความสุขแบบไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อยู่กับปัจจุบัน ยิ่งแก่ยิ่งอยู่กับปัจจุบันมาก อดีตที่เคยผ่านมาไม่ใช่พี่นะ แค่พี่เคยเป็นเท่านั้น ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วเรื่องทุกข์ตอนนี้มีบ้างไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่ยังไม่บรรลุ ต้องมีทุกข์อยู่ตลอดเวลา ต้องหนาว ต้องร้อน ต้องหิว ต้องอยาก ยังมีกิเลสอยู่ ก็ทุกข์ไปเรื่อยๆ เพียงแต่ตอนนี้อาจจะเบาบางลงไป มาถึงจุดที่เริ่ม settle down แล้ว ความอยากเริ่มลดลง เรามีประสบการณ์มากขึ้นจะรู้ว่าอยากได้แค่ไหน พี่รู้สึกว่าถ้าพยายามเต็มที่แล้วได้แค่ไหนก็แค่นั้น </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เมื่อต้องพบเจอเรื่องไม่ดีสามารถเพิกเฉยกับมัน ให้เวลาเป็นตัวจัดการได้ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำได้นะก็เข้าใจมันซะ รู้ว่าต้องเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้น ไม่ว่าเราจะสุขหรือทุกข์ อยู่กับเราสักพักเดี๋ยวก็ไป ทุกอย่างก็เป็นอย่างนั้น อย่างชีวิตพี่ผ่านสุขมากี่ที ผ่านทุกข์มากี่ครั้ง นับไม่ถ้วน จนถึงวันนี้ก็หายไปหมดแล้ว และแน่นอนว่าเราก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของมันด้วย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่างที่พระพุทธเจ้าบอก เป็นเช่นนั้นจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาใครมาขอความเห็น มาขอคำปรึกษา พี่จะบอกเท่าที่รู้ ว่าอะไรเป็นอะไร จะบอกธรรมชาติของมันให้ฟังแล้วก็ให้เขาไปตัดสินใจเอาเอง แต่จะไม่สั่งว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ จะบอกให้หาสิ่งที่รักสิ่งที่ชอบให้เจอ ยิ่งเจอเร็วยิ่งได้เปรียบ มุ่งไปเลย หนึ่ง ทำสิ่งที่รักที่ชอบ สอง make a living สาม มีเกียรติมีศักดิ์ศรีพอสมควร ตอบสามเรื่องนี้ให้ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83832" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>มาถึงท้ายปีมีผลอะไรกับความรู้สึกของพี่บ้างไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น้อยกว่าสมัยเด็กมากๆ เพราะเคยผ่านมาหลายทีแล้วไง จนรู้สึกว่าชีวิตก็ไม่ได้ต่างอะไร ถึงวันเกิดพี่ก็รู้สึกไม่ได้พิเศษอะไรหรอก เป็นแค่อีกวัน พี่แทบไม่เคยเลี้ยงวันเกิดเลย ไม่ได้พิเศษ ไม่ใช่ว่าวันเกิดต้องทำบุญ ต้องปาร์ตี้ ต้องกินเหล้ากัน ผ่านสิ่งนี้มาหลายปีแล้วและไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ย้อนมองกลับไปพี่ชอบชีวิตในวัยหนุ่มของตัวเองไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางอย่างก็ชอบ บางอย่างก็ไม่ชอบ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ถ้าย้อนกลับไปในวัยหนุ่มได้ อยากกลับไปไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(ตอบทันที) ถ้ากลับไปเป็นวัยหนุ่มสาวแล้วคิดได้เท่านี้ เอา เพราะวันนี้บางอย่างพี่คิดได้แต่พี่ทำไม่ได้แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้ายพี่ก็ต้องเข้าใจมัน แล้วก็ทำเท่าที่ทำได้ มีความสุขกับมัน แต่ถ้าพี่หวังจะให้แข็งแรงเท่าตอนวัยหนุ่มมันก็เป็นไปไม่ได้ เป็นแค่ความคิดโง่ๆ ดังนั้นพี่ก็ต้องเข้าใจว่าอายุเท่านี้ ทำอะไรได้ดีที่สุด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>มีอะไรในตอนนี้ที่ยังอยากจะทำให้สำเร็จไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกเรื่อง ทุกอย่างแหละ สมัยก่อนตอนเด็กๆ พี่คิดว่าชีวิตมีเพียงฝันเดียว แต่วันนี้พี่รู้แล้วว่าความฝันมีได้ไม่รู้จบ วันนี้พี่ก็ฝันอีก ฝันเหมือนคนอายุ 66 เดี๋ยวตอนที่พี่อายุ 67 พี่ก็จะฝันเหมือนคนอายุ 67 ตอนพี่ 68 พี่ก็จะฝันเหมือนคนอายุ 68 เพราะฉะนั้นก็คงฝันกันได้เรื่อยๆ เปลี่ยนไปตามแต่ละวัย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้ววันนี้ฝันอะไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฝันแค่ว่าจะได้มาเจอ มาสัมภาษณ์ให้เรียบร้อย ไม่เรียกว่าฝันด้วยซ้ำ เรียกว่าอะไรก็ไม่รู้ เพราะอยู่กับปัจจุบัน อย่างพี่ขับรถมาวันนี้คิดแค่ว่าทำยังไงให้เดินทางมาโดยปลอดภัย ไม่ให้มีอุบัติเหตุ ให้ถึงโดยสวัสดิภาพ ให้ตรงเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่ไม่คิดถึงอนาคต ไม่คิดถึงวันข้างหน้า ไม่คิดว่าอีกสิบปีจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าพี่เดินอยู่ก็จะโฟกัสกับการเดิน เดินยังไงให้มันตรง เดินยังไงไม่ให้สะดุด จะต้องรวยเป็นเศรษฐี พี่ไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นมานานมากแล้ว คนอื่นอาจจะมองว่าไอ้นี่มึงไม่มีความฝันหรือยังไง ซึ่งเราอาจจะไม่มีก็ได้ พี่ขออยู่ในโลกความเป็นจริงนี่แหละ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83831" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/เป๋า-นั่งเล่น-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<div id="erdyt-6a2629de112dd" data-id="E8iX-og2-po" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-E8iX-og2-po-6a2629de112dd" data-vid="E8iX-og2-po" data-src="https://www.youtube.com/embed/E8iX-og2-po?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/E8iX-og2-po/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pao-kamolsak-interview/">ชีวิตในปัจจุบันของ เป๋า–กมลศักดิ์ สุนทานนท์ ที่รู้แล้วว่าความฝันมีได้ไม่รู้จบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ความสัมพันธ์ดี งานออกมาดี’ 22 ปี FRIDAY วงดนตรีอารมณ์ดีที่ไม่ว่าจะฟังวันไหนก็มีความสุข</title>
		<link>https://adaymagazine.com/friday-band/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Nov 2019 11:00:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Spicy Discs]]></category>
		<category><![CDATA[บอย ตรัย ภูมิรัตน]]></category>
		<category><![CDATA[friday]]></category>
		<category><![CDATA[q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[FRIDAY 22 ปียินดีที่ได้รู้จัก]]></category>
		<category><![CDATA[ดุลย์–อดุลย์ รัชดาภิสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[หนึ่ง–เกรียงไกร วงษ์วานิช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=79826</guid>

					<description><![CDATA[<p>รู้สึกเหมือนกันไหม เมื่อการทำงานวันสุดท้ายของสัปดาห์อย่างวันศุกร์เดินทางมาถึง หลายครั้งเราจะรู้สึกมีความสุข ซึ่ง &#8216;สุขแห่งชาติ&#8217; ที่ใครๆ ต่างเฝ้ารอเป็นเหตุผลให้ 3 สหายนำมาตั้งชื่อวง FRIDAY สหายทั้ง 3 คนที่ว่าประกอบไปด้วยนักร้องนำคือ บอย–ตรัย ภูมิรัตน พร้อมมือกีตาร์สองคนชื่อ ดุลย์–อดุลย์ รัชดาภิสิทธิ์ และ หนึ่ง–เกรียงไกร วงษ์วานิช นับตั้งแต่พบหน้าทำความรู้จักกันพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชีวิตกันมาแล้วราว 30 ปี  แต่หากนับเวลาในการเป็นเพื่อนร่วมวง ตอนนี้ FRIDAY เข้าสู่ขวบปีที่ 22 ตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันวงดนตรีป๊อปวงนี้มีผลงานทั้งหมด 4 อัลบั้มคือ Friday I&#8216;m In Love, Magic Moment, Song For Tomorrow และ Colorfication รวมทุกอัลบั้มแล้วเฉลี่ยเพลงฮิตติดหูได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ชั่วโมงต้องมนต์, เปลี่ยนไปทุกอย่าง, หนาวนี้, อยู่คนเดียวอีกแล้ว, ใกล้ไป, ไม่ว่าเธอจะรักฉันหรือไม่, นาฬิกา รวมถึง เพลงรักเก่า  นอกจากทำงานร่วมกันในชื่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/friday-band/">‘ความสัมพันธ์ดี งานออกมาดี’ 22 ปี FRIDAY วงดนตรีอารมณ์ดีที่ไม่ว่าจะฟังวันไหนก็มีความสุข</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">รู้สึกเหมือนกันไหม เมื่อการทำงานวันสุดท้ายของสัปดาห์อย่างวันศุกร์เดินทางมาถึง หลายครั้งเราจะรู้สึกมีความสุข ซึ่ง &#8216;สุขแห่งชาติ&#8217; ที่ใครๆ ต่างเฝ้ารอเป็นเหตุผลให้ 3 สหายนำมาตั้งชื่อวง <strong>FRIDAY </strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สหายทั้ง 3 คนที่ว่าประกอบไปด้วยนักร้องนำคือ </span><b>บอย–ตรัย ภูมิรัตน </b>พร้อม<span style="font-weight: 400;">มือกีตาร์สองคนชื่อ </span><b>ดุลย์–อดุลย์ รัชดาภิสิทธิ์ </b><span style="font-weight: 400;">และ</span><b> หนึ่ง–เกรียงไกร วงษ์วานิช </b><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่พบหน้าทำความรู้จักกันพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชีวิตกันมาแล้วราว 30 ปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากนับเวลาในการเป็นเพื่อนร่วมวง ตอนนี้ FRIDAY เข้าสู่ขวบปีที่ 22 ตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันวงดนตรีป๊อปวงนี้มีผลงานทั้งหมด 4 อัลบั้มคือ <em>Friday</em></span><i><span style="font-weight: 400;"><em> I</em>&#8216;m In Love</span></i><span style="font-weight: 400;">, </span><i><span style="font-weight: 400;">Magic Moment</span></i><span style="font-weight: 400;">, </span><i><span style="font-weight: 400;">Song For Tomorrow</span></i><span style="font-weight: 400;"> และ </span><i><span style="font-weight: 400;">Colorfication</span></i><span style="font-weight: 400;"> รวมทุกอัลบั้มแล้วเฉลี่ยเพลงฮิตติดหูได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น </span><i><span style="font-weight: 400;">ชั่วโมงต้องมนต์, เปลี่ยนไปทุกอย่าง, หนาวนี้, อยู่คนเดียวอีกแล้ว, ใกล้ไป, ไม่ว่าเธอจะรักฉันหรือไม่, นาฬิกา </span></i><span style="font-weight: 400;">รวมถึง</span><i><span style="font-weight: 400;"> เพลงรักเก่า </span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากทำงานร่วมกันในชื่อ FRIDAY สมาชิกทั้ง 3 ยังมีงานดนตรีที่เป็นโปรเจกต์ส่วนตัวกันอีกด้วย อย่างบอยทำเพลงเดี่ยวในชื่อ บอย ตรัย และเป็นนักแต่งเพลงเลื่องชื่อ นามปากกาว่า </span><span style="font-weight: 400;">Zentrady</span><span style="font-weight: 400;"> ส่วนหนึ่งมีวงชื่อ </span><span style="font-weight: 400;">Sleeper 1</span><span style="font-weight: 400;"> อดุลย์เองก็ผลิตงานในชื่อ </span><span style="font-weight: 400;">DUNE TUNE </span><span style="font-weight: 400;">และยังมี 2 Days Ago Kid วงดนตรีโปรเจกต์พิเศษที่รวมเพื่อนพ้องศิลปินชื่อดังไว้มากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรานัดพบเจอในวาระที่ FRIDAY กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ ‘</span><span style="font-weight: 400;">FRIDAY 22 ปียินดีที่ได้รู้จัก’ </span><span style="font-weight: 400;">ครบรอบ 22 ขวบ ในวันที่ 14-15 ธันวาคมนี้ ซึ่งถือเป็นนัดหมายสำคัญหลังจากไม่ได้เห็นพวกเขาทั้ง 3 คนครบวงบนเวทีมาเนิ่นนาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานนี้พวกเขาบอกว่าจะพาผู้ฟังทุกคนย้อนกลับไปในบรรยากาศช่วงเริ่มต้นทำวง ส่วนทำไมถึงต้องมองกลับไปยังจุดเริ่มต้น สิ่งนี้สำคัญกับพวกเขามาก-น้อยขนาดไหน ก่อนคืนสู่เหย้าชาว FRIDAY จะมาถึง ผมอยากชวนทุกคนมานั่งล้อมวงคุยฟังคำตอบจากพวกเขาไปพร้อมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าวันนี้จะเป็นวันอะไร ผมขอให้ทุกคนได้นั่งฟังพวกเขาคุยกันอย่างมีความสุข   </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-79915 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-14.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-14-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทุกวันนี้แต่ละคนทำอะไรกันอยู่บ้างในวันศุกร์</b></p>
<p><b>บอย : </b><span style="font-weight: 400;">ยังมีบางศุกร์ที่เหมือนเดิมคือเล่นดนตรี แต่ว่าก็มีศุกร์ใหม่ๆ ที่ได้อยู่บ้าน เลี้ยงลูก และมีศุกร์ที่ต้องมาประชุม เราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เล่นดนตรีต่อ หมายถึงทำงานรับจ้าง (หัวเราะ) ทั้งทำเพลงโฆษณา เป็นอาจารย์สอนพิเศษ เป็นโค้ชประกวดร้องเพลง อะไรที่ทำเพื่อต่อลมหายใจของการแต่งเพลง เกี่ยวกับการทำดนตรี รับหมด</span></p>
<p><b>หนึ่ง : </b><span style="font-weight: 400;">เราจะแตกต่างหน่อยเพราะย้ายออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัดนานมากแล้ว หลักๆ ทำฟาร์มเกษตรอยู่ที่เชียงใหม่ ทำไปสักพักเริ่มสนุก ตอนนี้เริ่มทำสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับการเกษตรอีก และเป็นผู้รับเหมาทำโรงเรือน กลางวันจะอยู่กับเรื่องต่างๆ พวกนี้ กลางคืนจะทำเพลง ฟังเพลงบ้าง ยังรักที่จะทำเพลงอยู่ แต่ว่าทำได้ไม่เยอะ ส่วนใหญ่วันศุกร์จะเป็นวันที่เคลียร์เรื่องฟาร์ม อาจจะได้นั่งคุยกับคนงาน ได้คุยกับเพื่อนๆ แถวบ้าน แล้วก็เลี้ยงลูก</span></p>
<p><b>อดุลย์ :</b><span style="font-weight: 400;"> เหมือนกันเลยคือดูแลธุรกิจที่บ้าน แต่เล่นดนตรีเหมือนเดิม เพราะเดินทางมาถึงตรงนี้การเล่นดนตรีเป็นความถนัดและทำได้ดีที่สุด มีบางเสียงบอกว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ มีความสุขที่ได้ทำและได้ยินมัน </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>พออยู่ห่างกัน ทุกวันนี้การทำงานเปลี่ยนไปยังไงบ้าง</b></p>
<p><b>อดุลย์ :</b><span style="font-weight: 400;"> ใช้การส่งไลน์ผ่านมือถือ ส่งไอเดียที่สร้างขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้วก็เหมือนการทำงานที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าต่างสถานที่ อาจถาม-ตอบช้าลง แต่ได้เวลาคิดเยอะขึ้นกว่าการเจอหน้า อยู่บ้านมีเวลาให้คิดนิดหนึ่ง มีวิธีตอบว่าจะเอาไม่เอา ตกเย็นมาก็ไลน์หาเพื่อน ทำเพลงกัน ส่งเพลงให้ฟัง คนนี้คิดยังไง อัพเดตกัน อัดกีตาร์ให้ฟัง บอยแต่งเนื้อ เขียนเมโลดี้มา พี่หนึ่งนี่เช็กไลน์ทีหนึ่งเวลาห้าทุ่มก่อนนอน วันหนึ่งติดต่อได้ครั้งเดียวเพราะเวลามีแค่นั้น (หัวเราะ) </span></p>
<p><b>หนึ่ง : </b><span style="font-weight: 400;">ถ้าเช็กข้อความที่เพื่อนส่งมาในไลน์ก็จะได้ทำเพลง เพราะเราอยู่แบบเกษตรกร (หัวเราะ) </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>การอยู่ห่างกันเป็นเหตุผลให้การทำอัลบั้มล่าช้าด้วยไหม</b></p>
<p><b>อดุลย์ : </b><span style="font-weight: 400;">มีส่วนเหมือนกัน หลังๆ พวกเราชอบทำเพลงยากขึ้น เพราะพวกเราทำเพลงมาหลายแบบ เหมือนต้องทำงานแข่งกับเพลงของตัวเองและยังต้องแข่งกับความฮิต ทำให้ออกเพลงยากมากยิ่งขึ้น ถามว่าอยากให้ฮิตไหม เราก็อยาก ฮิตก็ดีแต่เราต้องถูกใจผลงานของตัวเองด้วย</span></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> เพราะยิ่งโต เหมือนเรามีเหตุผลในการชอบสิ่งที่เราทำมากขึ้น เรามีคำถามกับตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่วัยที่ทำอะไรออกมาแล้วตัดสินใจง่ายเหมือนเมื่อก่อน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>หาก FRIDAY มีอัลบั้มใหม่จะแตกต่างจากเดิมไหม</b></p>
<p><b>บอย : </b><span style="font-weight: 400;">ถ้าลองไล่ไปตามอัลบั้มที่เราเคยทำ จะเห็นว่ามีความตั้งใจ มีระยะเวลาในแต่ละยุคที่เป็นตัวตนของพวกเรา อย่างยุคแรกเรามีพี่เลี้ยงเป็นโปรดิวเซอร์เหมือนช่วงฝึกหัดทำสตูดิโอ ชุดที่สองเหมือนช่วงเดบิวต์ เราได้ทำเองทุกอย่าง ใส่ความเบิกบาน ความเป็นวัยรุ่น ของเราเข้าไปได้ </span><span style="font-weight: 400;">ชุดที่สามเป็นการชาเลนจ์ตัวเอง ลงไปในพื้นที่ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยทำ ชุดที่สี่จึงวนกลับมาทำสิ่งที่เรานิยม ที่เราชอบ มีความเป็นพวกเรามากขึ้น และสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นการทำเพลงสะสม เอาความชอบมาเกลี่ยกัน ยังไม่รู้เหมือนกันว่าชุดที่ห้าจะออกมาเป็นยังไง </span></p>
<p><b>อดุลย์ : </b><span style="font-weight: 400;">ตอนเด็กอาจเล่าเรื่องพร่ำเพ้อได้อินมากๆ อยู่ในช่วงฮอร์โมนทำงานเช่นนั้น พอเราโตขึ้นมาจนถึงตอนนี้ แม้จะเล่าเรื่องแบบเมื่อก่อนได้อยู่ แต่ตอนนี้เราทำเพลงที่มีบางมุมเกี่ยวกับเรื่องจริง ความเป็นไปของชีวิต การลาจาก อาจจะอินแบบนี้มากกว่าการพร่ำเพ้อเรื่องอกหัก </span></p>
<p><b>หนึ่ง :</b><span style="font-weight: 400;"> ผ่านประสบการณ์ ผ่านการเติบโตมา พยายามพูดสิ่งที่อยู่ในยุคเรามากขึ้น </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-79916 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>พอเติบโตขึ้น เวลากลับไปเล่นเพลงเก่าๆ ความรู้สึกเปลี่ยนไปไหม</b></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> ถ้าในแง่ของคนร้อง อย่างเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">กลับมา </span></i><span style="font-weight: 400;">บางทีผมไม่ได้ร้องเพราะอยากให้ใครกลับมา แต่เป็นความสุขที่ได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างวงดนตรีกับคนฟัง เราสื่อสารกันด้วยเพลงนี้</span></p>
<p><b>อดุลย์ :</b><span style="font-weight: 400;"> ถ้าให้เสริมก็คือทุกอย่างกลับมาหมดแหละ เวลาที่เราเล่นเพลงที่เคยทำไว้ 17-18 ปีที่แล้ว ประเด็นคือเพลงมันไม่ใช่เพลงเราอีกต่อไป ทุกคนมีความเป็นเจ้าของเพลงเหล่านั้น เขาถึงมาอยู่ตรงนั้น เขาอยากจะฟัง เราเป็นตัวกลางในการบรรเลงสิ่งที่เขาอยากฟังแค่นั้นเอง</span></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> ในความคิดของผมคืออดีตเก็บไว้ได้แค่ในเนื้อเพลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>อะไรที่ทำให้ความเป็นเพื่อนยังอยู่ได้นานขนาดนี้</b></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> ระยะห่างที่พอดี ความเป็นเรา 3 คน ไม่มากหรือน้อยกว่านี้ เหมือนระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก ห่างพอดีจึงเกิดต้นไม้และสิ่งมีชีวิต (หัวเราะ)</span></p>
<p><b>หนึ่ง :</b><span style="font-weight: 400;"> เรื่องพื้นที่ ระยะ ทำให้ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป </span></p>
<p><b>อดุลย์ : </b><span style="font-weight: 400;">บอยกับผมมีโปรเจกต์ </span><span style="font-weight: 400;">2 Days Ago Kids</span><span style="font-weight: 400;"> ทำอะไรแชร์กันอยู่แค่ 2 คน แต่ชิ้นงานที่ออกมาในแบบ 3 คนจะมีลักษณะที่ต่างกันไปเลย เพราะการทำงานร่วมกัน 3 คนมีความพิเศษที่อยู่ภายใต้วิธีคิดแบบพวกเราเช่นนี้</span></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> โปรเจกต์ส่วนตัวเหมือนเป็นการบำรุงจิตวิญญาณ เราต้องมีสิ่งที่เป็นตัวตนหล่อเลี้ยงให้มีชีวิตอยู่ เราอาจจะคิดอะไรที่สุดขอบของเราอยู่คนเดียวจะได้พูดเต็มที่ แต่ว่า FRIDAY เหมือนเป็นคู่สมรส เรารู้สึกลึกๆ ว่าเป็นสิ่งที่ต้องประคับประคองไปด้วยกันให้นานที่สุด ไกลที่สุด ไม่ว่าจะยาก จะกระท่อนกระแท่น ยังไม่รู้อนาคต หรืออะไรก็ตาม แต่เรารู้สึกว่าควรเป็นพื้นที่หนึ่งที่สงวนไว้ ถนอมไว้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>กลัวไหมหากวันหนึ่งอาจไม่ได้ทำวงร่วมกัน พวกคุณจะต้องสูญเสียสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ</b></p>
<p><b>อดุลย์ :</b><span style="font-weight: 400;"> เอาจริงๆ เคยคิดมุมนี้เหมือนกันว่าวันไหนที่คนหนึ่งตายไปเราจะทำยังไง แต่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าใครก็เป็นได้ อาจจะเสียดายมากเพราะอุตส่าห์ทำวงมาด้วยกัน ดังนั้นเราควรให้คุณค่า ความสำคัญ กับทุกครั้งที่เจอกัน เพราะไม่รู้ว่าจะเจอกันอีกเมื่อไหร่ </span></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ได้คิดเลยนะ แต่พูดแล้วก็คิดเลย</span></p>
<p><b>อดุลย์ : </b><span style="font-weight: 400;">เดี๋ยวจะหาเงาเสียงเหมือนๆ มาเล่นแทน </span></p>
<p><b>ทุกคน :</b><span style="font-weight: 400;"> (หัวเราะ)</span></p>
<p><b>อดุลย์ : </b><span style="font-weight: 400;">กลัวนะ จริงๆ แล้วกลัวทุกเรื่องเลย ยิ่งมีลูก เราต้องกลัวสิ่งนี้อยู่แล้ว</span></p>
<p><b>บอย : </b><span style="font-weight: 400;">ส่วนหนึ่งของชีวิตหายไปเลย สิ่งที่เราเว้นที่ไว้ให้</span></p>
<p><b>อดุลย์ </b><span style="font-weight: 400;">: (นั่งคิด) มันตอบยากเพราะเป็นเรื่องอนาคต เกิดขึ้นในทุกๆ วันกับทุกคน ยิ่งให้มันมากเท่าไหร่เรายิ่งนับถอยหลังกับมันมากเท่านั้น คิดตลอดว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง</span></p>
<p><b>บอย : </b><span style="font-weight: 400;">เราคาดหวังให้อยู่กับเราตลอดไปไม่ได้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-79917 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วอะไรทำให้ FRIDAY จัดคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี</b></p>
<p><b>อดุลย์ : </b><span style="font-weight: 400;">ช่วงก่อนหน้านี้ย้อนไป 7 ปี ตอนออกอัลบั้มชุดที่สี่เป็นช่วงที่หมิ่นเหม่ที่สุดเลย สมมติ FRIDAY เป็นคนคนหนึ่ง ตอนนั้นเป็นช่วงที่ยืนอยู่ตรงขอบที่สุดแล้ว น่าเป็นห่วง แล้วจังหวะนั้นมีงานหนึ่งที่กลับมารวมตัวเล่นดนตรีด้วยกันคือ งานคอนเสิร์ตของบอย &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">ขุนเขาแห่งหมี&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> แล้ว FRIDAY ไปเล่น เราถึงได้รู้ว่าแฟนเพลงมองเราเหมือนเป็นซูเปอร์สตาร์ แล้วความรู้สึกในการได้กลับมาเล่นร่วมกัน ได้สัมผัสสิ่งนั้น เรารู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดเลย ทำให้คิดได้ว่าควรให้คุณค่ากับสิ่งนี้ กอดมันไว้ให้ดี</span></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> ก่อนหน้าจะเป็นคอนเสิร์ต</span><span style="font-weight: 400;">ขุนเขาแห่งหมี</span><span style="font-weight: 400;"> พวกเราเว้นวรรคไป 2 ปี ได้เล่นดนตรีร่วมกันน้อยมาก ต่อให้เล่นเป็นชื่อ FRIDAY </span><span style="font-weight: 400;">แต่ยังไงก็ไม่ครบ 3 คนสักที พวกเราพยายามประคองกันไป แต่ไม่ได้พยายามหาคำตอบชี้ชัดว่าเราจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยังไง มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายใน 7 ปีทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง มีหลายเหตุการณ์ เหมือนจะนานก็นาน จะว่าไม่นานก็ไม่นาน คิดดูว่า 7 ปีที่แล้วผมยังไม่มีลูก </span></p>
<p><b>อดุลย์ : </b><span style="font-weight: 400;">เราไม่ได้จะปล่อยมือจากมันนะ แต่อย่างที่เล่าให้ฟัง วันหนึ่งมีคำตอบให้เราเห็นเองว่าควรจะดูแลให้ดีกว่านี้ ดีกว่าที่เคยทำมา ทั้งหมดนี้สอนและเตือนให้เรารู้ค่าในสิ่งที่ทำตรงหน้ามากยิ่งขึ้น ผมเชื่ออย่างนั้น</span></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> ตอนที่มีทัวร์กับวงช่วง 10-15 ปีที่แล้ว เราอยากไปทำโปรเจกต์อื่นๆ ทำให้ลืมโฟกัสโมเมนต์ช่วงที่ได้ทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกัน มันเป็นความรู้สึกที่ดี บางทีเราไม่ได้ใช้เวลาเก็บเกี่ยวความรู้สึกนั้นให้เต็มที่ พูดได้ว่าตอนที่อยู่ด้วยกันสนุกที่สุดแล้ว</span></p>
<p><b>หนึ่ง :</b><span style="font-weight: 400;"> พอเราทัวร์เยอะๆ มันเกิดความรู้สึกว่าทำอะไรซ้ำๆ เลยหลงลืมละเลยอะไรเหล่านี้ไป </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>รู้สึกผิดหรือพลาดอะไรไหม</b></p>
<p><b>อดุลย์ :</b><span style="font-weight: 400;"> เกือบๆ นะ แต่เราไม่รู้จะไปโทษใคร ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง เราต้องลงทุนทำทุกอย่างที่ทำได้ให้ FRIDAY เคลื่อนต่อไป</span></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ใช่ความผิดแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น เราต้องกลับไปให้ความสำคัญ หลังจากทุกคนรู้จึงเริ่มกลับมาเขียนเพลงกันใหม่ คุยกันว่ามีเพลงอะไร หรือช่วงนี้ฟังเพลงอะไรกันอยู่ กลับไปทำเหมือนตอนเด็กๆ อีกครั้งหนึ่ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คอนเสิร์ตครั้งนี้จะมีความพิเศษอะไรบ้าง</b></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> เราไม่กล้ารับประกันความสนุก แต่เรากล้ารับประกันความรู้สึก (หัวเราะ) ต้องเต็มล้นไปด้วยความรู้สึกแน่นอน เราอยากจะพาย้อนกลับไปในความรู้สึกตอนที่เริ่มเล่นดนตรีด้วยกัน ตอนแรกสุดเป็นยังไงโมเมนต์ที่มีกันอยู่แค่ 3 คน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะดึงโมเมนต์แบบนั้นกลับมาในคอนเสิร์ตครั้งนี้ พาย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของ FRIDAY เลยอยากทำรูปแบบคอนเสิร์ตเป็นอะคูสติก เหมือนเรานั่งเล่นกัน 3 คน แต่อาจจะไม่ใช่อะคูสติกอย่างเดียว จะมีเครื่องดนตรีอื่นๆ ด้วย รวมถึงมีความหลากหลายในคอนเสิร์ตที่ค่อยๆ เพิ่มเติมมา เราเลือกเล่นในสถานที่ที่กระชับ เห็นหน้าเห็นตากัน อบอุ่น เป็นมิตร เล่นด้วยความรู้สึกเดิม ตอนแรกจะจัดคอนเสิร์ตครบรอบ 20 ปี แต่ตอนนี้มันเลยไป 22 ปีแล้ว พวกเราไหวตัวช้าไปหน่อย ความรู้สึกของคอนเสิร์ตนี้คืออยากจะขอบคุณที่รู้จักกันมา</span></p>
<p><b>หนึ่ง :</b><span style="font-weight: 400;"> เหมือนเป็นการเดินทางกลับไปเจอเรื่องราวระหว่างพวกเราและคนฟังที่ผ่านอะไรมาด้วยกัน อาจจะไม่ยิ่งใหญ่มากแต่อบอุ่น เพราะจะได้อยู่ในระยะที่ใกล้กัน</span></p>
<p><b>อดุลย์ :</b><span style="font-weight: 400;"> ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้งานออกมาดี เพราะยังไงคนดูที่เดินทางมาถึงตรงนี้ ซื้อบัตรมาดู เป็นตัวจริงทุกคน เราต้องอยู่ตรงนั้นเพื่อที่จะให้เขารู้สึกอย่างที่เรารู้สึกเหมือนกัน เราจะทำให้ดูว่าวันนั้นที่เริ่มต้นมาเป็นยังไง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-79919 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-18.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/friday-18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เพราะอะไรทุกคนถึงยังเล่นดนตรีมาจนถึงทุกวันนี้</b></p>
<p><b>บอย : </b><span style="font-weight: 400;">ผมยังรู้สึกสดชื่นเมื่อมีเรื่องราวมากระทบใจและอยากพูดออกไป แต่ในมุมของวงดนตรี พอห่างกันผมรู้สึกเหงา อยากเห็นหน้าเห็นตา เพราะเป็นช่วงที่เราผ่อนคลาย ตอนอยู่กับเพื่อนไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังเสแสร้งและเราได้เป็นตัวเอง ทุกครั้งที่เล่นดนตรีเหมือนได้กลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง กลับไปเป็นเด็กนัยน์ตาใสคนนั้นอีกครั้งหนึ่ง</span></p>
<p><b>หนึ่ง :</b><span style="font-weight: 400;"> ส่วนผมน่าจะเพราะว่าอยู่ไกล หลังๆ การได้เล่นดนตรีคือการได้มาเจอเพื่อนๆ มากกว่าการคุยกันออนไลน์ ระหว่างที่ได้พูดคุย นั่งเล่นดนตรี เราได้รับรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของกันและกัน ซึ่งถ้าผมยังเล่นดนตรีได้บ่อยๆ ผมจะพยายามทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้กลับมาเจอครอบครัวที่เรามี</span></p>
<p><b>อดุลย์ : </b><span style="font-weight: 400;">สำหรับผมเป็นความสามารถติดตัวที่ทำแล้วรู้สึกว่าสิ่งนี้แหละที่ทำแล้วถนัดที่สุด พอทำแล้วมีความสุขก็อยากทำให้นานที่สุด เหมือนที่ซูเปอร์ฮีโร่ส่วนใหญ่มีอาชีพเสริม เขาไม่ได้มากู้โลกอย่างเดียว โทนี สตาร์ก ก็มีธุรกิจ สไปเดอร์แมนเรียนหนังสือ ฮัลก์เป็นนักวิทยาศาสตร์ ทุกคนมีสิ่งอื่นที่ต้องทำเสมอ การทำอะไรเสริมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สุดท้ายแล้วเราต้องกู้โลกเพราะเป็นงานที่ตอบสนองเสียงข้างในของซูเปอร์ฮีโร่ตัวนั้น  </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>สุดท้ายแล้วเหตุผลอะไรทำให้ทุกคนยังอยากเล่นดนตรีร่วมกัน</b></p>
<p><b>หนึ่ง :</b><span style="font-weight: 400;"> สำหรับผมวง FRIDAY </span><span style="font-weight: 400;">เหมือนการแต่งงาน ทั้งชีวิตเรามีอยู่วงเดียว แล้วทำวงนี้มาโดยตลอด จบสมบูรณ์ในคำนี้ ต่อให้มีโปรเจกต์เดี่ยวแต่นั่นจะเป็นการเฉพาะกิจ พอผ่านระยะเวลามาเกิน 20 ปี FRIDAY เป็นเหมือนพื้นที่ที่พอรู้ว่าว่างเมื่อไหร่ เราจะเรียกรวมเพื่อนหรือสุดท้ายเพื่อนมันก็มาตาม</span></p>
<p><b>อดุลย์ :</b><span style="font-weight: 400;"> สำหรับผมเราเดบิวต์มากับ FRIDAY </span><span style="font-weight: 400;">วงนี้ให้ทุกอย่างในชีวิตเลย ทั้งประสบการณ์ที่ดี การที่เราได้ไปเล่นดนตรีแล้วมีคนตอบรับ มีคนชอบชิ้นงานที่เราทำ</span></p>
<p><b>บอย :</b><span style="font-weight: 400;"> เราสร้างความสมดุลของชีวิตด้วยการทำทุกอย่าง ทำสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป แต่สำหรับ FRIDAY เราจะไม่ไปปรับเปลี่ยนตัวตนของวง เป็นยังไงก็ให้มันเป็นแบบนั้น</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/friday-band/">‘ความสัมพันธ์ดี งานออกมาดี’ 22 ปี FRIDAY วงดนตรีอารมณ์ดีที่ไม่ว่าจะฟังวันไหนก็มีความสุข</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้&#8217; โครงการดีๆ ที่ทำให้เราเห็นความสำคัญของการแยกขยะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/tetrapak-becare/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Oct 2019 10:30:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ธุรกรีน]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้]]></category>
		<category><![CDATA[อักษรเบรลล์]]></category>
		<category><![CDATA[eco]]></category>
		<category><![CDATA[แยกขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[BEverage CArton REcycling Project]]></category>
		<category><![CDATA[BECARE]]></category>
		<category><![CDATA[เต็ดตรา แพ้ค]]></category>
		<category><![CDATA[สุภนัฐ รัตนทิพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=77562</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันหากใครติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องย่อมเห็นตรงกันว่า การสื่อสารถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ณ ตอนนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นความจริงที่พวกเรากำลังเผชิญ เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกที่เราทุกคนต้องตระหนักถึงปัญหาและมองเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ร่วมกัน “เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง” สุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด เกริ่นกับเราเมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นโครงการ &#8216;กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้&#8217; (BEverage CArton REcycling Project) “ท้ายที่สุดแล้วบรรจุภัณฑ์พวกนี้จะต้องผ่านมือตั้งแต่ผู้ผลิต ห้างร้าน ไปจนถึงผู้บริโภค ก่อนกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายที่อยู่บน value chain นี้มีความรับผิดชอบร่วมกัน อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันตระหนักถึงความสำคัญในการตั้งใจแยกขยะจริงๆ เริ่มจากทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทางก่อน เพราะปัญหาที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นในบ้านเราหรือที่ต่างประเทศ เริ่มมาจากการทิ้งขยะทั้งหมด ขยะไปกองอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ เพราะฉะนั้นต้องเริ่มจากการทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทางก่อน” เต็ดตรา แพ้คเป็นบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มประเภทกล่อง เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตที่สามารถบรรจุแบบปลอดเชื้อ ทั้งยังรักษากลิ่น สี เนื้อสัมผัส รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไว้ได้นานหลายเดือน โดยไม่ใช้วัตถุกันเสียหรือแช่เย็น ทำให้สามารถขนส่งอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีคุณสมบัติเป็นเอกลักษณ์และตอบสนองความต้องการอย่างครบวงจร แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไมได้นั่นคือปริมาณขยะที่มากขึ้นตามความนิยมไปด้วย เต็ดตรา แพ้คจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการลดขยะตั้งแต่เริ่มต้นการผลิต เน้นการใช้ทรัพยากรทดแทนและนำไปรีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ โดยให้กำเนิดโครงการต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tetrapak-becare/">&#8216;กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้&#8217; โครงการดีๆ ที่ทำให้เราเห็นความสำคัญของการแยกขยะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันหากใครติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องย่อมเห็นตรงกันว่า การสื่อสารถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ณ ตอนนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นความจริงที่พวกเรากำลังเผชิญ เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกที่เราทุกคนต้องตระหนักถึงปัญหาและมองเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ร่วมกัน</p>
<p>“เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง” <b>สุภนัฐ รัตนทิพ </b>ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด เกริ่นกับเราเมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นโครงการ &#8216;กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้&#8217; (BEverage CArton REcycling Project)</p>
<p>“ท้ายที่สุดแล้วบรรจุภัณฑ์พวกนี้จะต้องผ่านมือตั้งแต่ผู้ผลิต ห้างร้าน ไปจนถึงผู้บริโภค ก่อนกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายที่อยู่บน value chain นี้มีความรับผิดชอบร่วมกัน อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันตระหนักถึงความสำคัญในการตั้งใจแยกขยะจริงๆ เริ่มจากทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทางก่อน เพราะปัญหาที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นในบ้านเราหรือที่ต่างประเทศ เริ่มมาจากการทิ้งขยะทั้งหมด ขยะไปกองอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ เพราะฉะนั้นต้องเริ่มจากการทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทางก่อน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_5.jpg" alt="" width="450" height="674" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_5.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_5-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>เต็ดตรา แพ้คเป็นบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มประเภทกล่อง เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตที่สามารถบรรจุแบบปลอดเชื้อ ทั้งยังรักษากลิ่น สี เนื้อสัมผัส รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไว้ได้นานหลายเดือน โดยไม่ใช้วัตถุกันเสียหรือแช่เย็น ทำให้สามารถขนส่งอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>แม้จะมีคุณสมบัติเป็นเอกลักษณ์และตอบสนองความต้องการอย่างครบวงจร แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไมได้นั่นคือปริมาณขยะที่มากขึ้นตามความนิยมไปด้วย เต็ดตรา แพ้คจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการลดขยะตั้งแต่เริ่มต้นการผลิต เน้นการใช้ทรัพยากรทดแทนและนำไปรีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ โดยให้กำเนิดโครงการต่างๆ มากมายที่สร้างการรับรู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับสังคม ทั้งยังรับบทบาทสำคัญนำทีมจัดทำโครงการจัดเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วนำกลับมารีไซเคิล เริ่มตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ภายใต้โครงการที่ใช้ชื่อว่า กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้ (BEverage CArton REcycling Project)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77577" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_21.jpg" alt="" width="674" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_21.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_21-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 674px) 100vw, 674px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77572" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_24.jpg" alt="" width="674" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_24.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_24-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 674px) 100vw, 674px" /></p>
<p>“สิ่งที่เต็ดตรา แพ้คยึดมั่นอยู่ตลอดเวลาคือ สโลแกนของเรา &#8216;Protects What’s Good&#8217; หมายถึง ปกป้องทุกคุณค่า ประกอบไปด้วย 3 อย่าง ปกป้องอาหาร ปกป้องผู้คน และปกป้องอนาคต เพราะสิ่งแวดล้อมคืออนาคต เราพยายามทำกิจกรรมหลายอย่าง ริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อตอบรับสิ่งที่เราให้คำมั่นสัญญา เพื่อให้ทุกคนได้เล็งเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เราได้ริเริ่มโครงการร่วมกับหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน อย่างเช่นบริษัทผู้ผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ ภาครัฐ ภาคชุมชน ผู้ประกอบการรีไซเคิล ผู้ผลิตเครื่องดื่ม รวมไปถึงผู้บริโภค เพื่อให้ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน เห็นความสำคัญของการจัดเก็บและการนำบรรจุภัณฑ์นี้ไปรีไซเคิล”</p>
<p>ความจริงหนึ่งที่ต้องยอมรับคือบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ไม่สามารถย่อยสลายเองได้ และหากย่อยได้ย่อมใช้เวลานานเกินไป ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดจึงบอกว่า นี่คือสาเหตุที่ต้องชวนใครต่อใครมาทำความเข้าใจร่วมกันถึงความสำคัญของการแยกขยะ รวมถึงประชาสัมพันธ์โครงการ ลงพื้นที่ให้ข้อมูลกับผู้บริโภค ผ่านเทศบาล โรงเรียน หน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเดียวกันว่า การคัดแยกขยะนั้นเป็นต้นทางที่ดีของการรีไซเคิลและมีความสำคัญเช่นใด มุ่งหวังเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้สิ่งนี้กลายเป็นพลังงานใหญ่มากยิ่งขึ้นเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77569" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_14.jpg" alt="" width="674" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_14.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_14-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 674px) 100vw, 674px" /></p>
<p>จากวันที่โครงการเริ่มต้นเมื่อปี 2559 ที่ทำได้เพียงครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ก่อนที่ปีที่ 2 จะเพิ่มมาเป็น 8 จังหวัด ปีล่าสุดโครงการได้ขยายจนครอบคลุมพื้นที่ถึง 13 จังหวัด รวมยอดเก็บกล่องกลับมารีไซเคิลตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเป็นตัวเลขกลมๆ กว่า 1,700 ตัน หรือ 170 ล้านกล่อง</p>
<p>หากมีคำถามว่ากล่องที่เป็นขยะจะนำกลับไปทำอะไรได้บ้าง ก่อนอื่นต้องขอให้ทุกคนนึกภาพตามว่าในหนึ่งกล่องประกอบด้วย 3 วัสดุหลักคือ เยื่อกระดาษ 75 เปอร์เซ็นต์ และอีก 25 เปอร์เซ็นต์เป็นพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์ ผนึกกันเป็นชั้นๆ ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้เมื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้อีก เช่น เยื่อกระดาษสามารถนำไปผลิตเป็นกระดาษเขียนยี่ห้อ eco papers แบบ A4 หนา 80 แกรมที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ลดการสูญเสียต้นไม้ได้เป็นจำนวนมาก หรือนำไปทำเป็นสมุด กระดาษโน้ต และซองจดหมาย ได้อีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77574" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_32.jpg" alt="" width="674" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_32.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_32-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 674px) 100vw, 674px" /></p>
<p>ส่วนพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์ เมื่อแยกจากเยื่อกระดาษแล้วสามารถนำไปทำเป็นแผ่นหลังคา eco roof ที่ให้ความแข็งแรงเฉพาะตัว กันน้ำ ไม่ลามไฟ และปลวกไม่กินแน่นอนหรือจะนำ 2 วัสดุส่วนนี้ไปขึ้นรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลให้กำเนิดผลิตภัณฑ์พลาสติกทั่วไปได้อีก และกล่องเครื่องดื่มยังสามารถนำไปสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างแผ่นไม้กรีนบอร์ด ใช้เป็นวัสดุแทนไม้ นำไปสร้างเป็นเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ ตู้ เก้าอี้ ฯลฯ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77570" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_15.jpg" alt="" width="450" height="674" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_15.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_15-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_35.jpg" alt="" width="674" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_35.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_35-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_35-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 674px) 100vw, 674px" /></p>
<p>“สำหรับโครงการของปีนี้อยู่ภายใต้กิจกรรม ‘พี่มีกล่อง น้องขอนะ BeCare Be Kind Book for the Blind’ เปลี่ยนกล่องยูเอชทีในมือให้เป็นสื่ออักษรเบรลล์ โดยเป็นการนำกล่องที่เก็บได้ไปผลิตเป็นกระดาษรีไซเคิลคุณภาพดี เนื้อกระดาษมีความหนาแน่นสูง ทนทาน เหมาะแก่การนำไปใช้ทำสื่ออักษรเบรลล์เพื่อการสัมผัสที่ดี เป็นอุปกรณ์ทางการศึกษาให้แก่น้องๆ ผู้พิการทางสายตา มอบให้โรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศทั้ง 13 แห่ง ที่สำคัญเราคิดว่าน้องๆ คงดีใจที่รู้ว่า สิ่งที่ได้รับมาจากน้ำใจของคนไทยด้วยกัน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77571" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_20.jpg" alt="" width="674" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_20.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_20-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_20-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 674px) 100vw, 674px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77579" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_28.jpg" alt="" width="674" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_28.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_28-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 674px) 100vw, 674px" /></p>
<p>แต่ก่อนที่ขยะจะสามารถนำไปรีไซเคิลจนเกิดประโยชน์เช่นนี้ ต้องย้อนกลับไปถึงต้นทางคือความสำคัญในการแยกขยะแต่ละประเภทให้ชัดเจน เพราะหากผู้บริโภคไม่แยกขยะให้ดี เมื่อขยะนั้นถูกส่งต่อมาที่รถเก็บขยะก็จะต้องจ้างคนเพิ่มเพื่อจัดการ สูญเสียทั้งพลังงานคน ทรัพยากร และอาจจะเลยเถิดไปถึงการเพิ่มกำลังเครื่องจักรหรือรถที่ใช้ในการขนส่ง บวกกันต่อไปเป็นทอดๆ</p>
<p>อาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยากหากจะบอกว่า กล่องที่ดื่มแล้วควรล้างทำความสะอาด ตัด พับ และจัดส่งไปรีไซเคิลต่อ แต่ถ้ามองถึงประโยชน์ที่จะได้มากกว่าการทิ้งลงถัง การเริ่มต้นลงมือทำสิ่งง่ายๆ เช่นนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ไม่น้อย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77573" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_29.jpg" alt="" width="674" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_29.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_29-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/TP_BECARE_29-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 674px) 100vw, 674px" /></p>
<p>ใครบางคนอาจคิดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่และไกลตัวเกินกว่าจะแก้มันได้เพียงลำพัง แต่อย่างที่มีคนว่าไว้ “Every action has a big impact. ทุกอย่างอยู่ที่การเริ่มต้นและลงมือทำ” การกระทำบางอย่างที่อาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและมีคนร่วมกันมากพอ วันหนึ่งมันจะส่งแรงกระเพื่อมอย่างไม่อาจคาดเดาได้</p>
<p>ทีนี้ลองมองดูกล่องนม กล่องน้ำผลไม้ หรือกล่องกะทิรอบตัวคุณ รู้หรือยังว่าจะทำยังไงต่อไปดี</p>
<hr />
<p><em>ติดตามโครงการ &#8216;กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้&#8217; ที่ </em><a href="http://facebook.com/UHTBECARE"><em>facebook.com/UHTBECARE</em></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tetrapak-becare/">&#8216;กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้&#8217; โครงการดีๆ ที่ทำให้เราเห็นความสำคัญของการแยกขยะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘เสียใจดีกว่าเสียดาย’ เจมส์ ธีรดนย์ กับบทบาทครั้งใหม่ของชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/james-teeradon/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ อุต้น]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Oct 2019 11:51:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[นักแสดง]]></category>
		<category><![CDATA[TRINITY]]></category>
		<category><![CDATA[homestay]]></category>
		<category><![CDATA[9x9]]></category>
		<category><![CDATA[ดารา]]></category>
		<category><![CDATA[q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เจมส์-ธีรดนย์]]></category>
		<category><![CDATA[Jammy James]]></category>
		<category><![CDATA[ธีรดนย์ ศุภพันธ์ุภิญโญ]]></category>
		<category><![CDATA[เลือดข้นคนจาง]]></category>
		<category><![CDATA[Nine By Nine]]></category>
		<category><![CDATA[เจมมี่เจมส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=76821</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากใครเคยติดตามผลงานของ เจมส์–ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ จะรู้ว่าเขาผ่านการแสดงมามากมาย ทั้งบทบาทกวนๆ ในซีรีส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น, บทบาทลูกคนรวยใน ฉลาดเกมส์โกง, บทวัยรุ่นซึมเศร้าในเรื่อง SOS skate ซึม ซ่าส์, บทหนุ่มแว่นชื่อเวกัสในซีรีส์ เลือดข้นคนจาง หรือ ภาพยนตร์ Homestay ที่ต้องเล่นเป็นวิญญาณและคนเป็น “ผมเกลียดการร้องเพลงมาก” ระหว่างการพูดคุยเขาบอกเช่นนั้น แต่กับวง NINE BY NINE (9&#215;9) โปรเจกต์พิเศษที่รวม 9 ไอดอลสุดฮอตมาปลุกปั้นการร้อง การเต้น และการแสดง ที่ได้รับการตอบรับจากแฟนๆ ล้นหลาม เขาคือหัวหน้าวง ยิ่งไปกว่านั้นเจมส์เพิ่งถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตกับบทบาทใหม่คือ การเป็นหนึ่งในสมาชิกของวง TRINITY ร่วมทีมกับ เติร์ด ลภัส, ปอร์เช่ ศิวกร และ แจ๊คกี้ จักริน ถือเป็นการเดบิวต์ศิลปินกลุ่มวงแรกของสังกัด 4NOLOGUE ที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะได้ฟังเพลงของพวกเขาและได้ชมลวดลายการเต้นกันแล้ว การได้รับโอกาสเข้าสู่บทบาทนักแสดงตั้งแต่อายุ 17 ปีทำให้ทุกคนเห็นภาพแล้วว่าเขาประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด แต่แล้วทำไมในวัย 22 ปี เจมส์ถึงตัดสินใจลาจากความสำเร็จนั้น และกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เขากำลังคิดอะไร นั่นคือสิ่งที่เราสงสัย ในวันนี้เจมส์รับบทบาทใหม่ที่ไม่มีผู้กำกับและไม่ต้องอยู่ในเงาของตัวละครใด แต่เป็นตัวเอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/james-teeradon/">‘เสียใจดีกว่าเสียดาย’ เจมส์ ธีรดนย์ กับบทบาทครั้งใหม่ของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากใครเคยติดตามผลงานของ </span><b>เจมส์–ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ </b><span style="font-weight: 400;">จะรู้ว่าเขาผ่านการแสดงมามากมาย ทั้งบทบาทกวนๆ ในซีรีส์ </span><i><span style="font-weight: 400;">ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น</span></i><span style="font-weight: 400;">, </span><span style="font-weight: 400;">บทบาทลูกคนรวยใน </span><i><span style="font-weight: 400;">ฉลาดเกมส์โกง,</span></i><span style="font-weight: 400;"> บท</span><span style="font-weight: 400;">วัยรุ่นซึมเศร้าในเรื่อง </span><i><span style="font-weight: 400;">SOS skate ซึม ซ่าส์, </span></i><span style="font-weight: 400;">บทหนุ่มแว่น</span><span style="font-weight: 400;">ชื่อ</span><span style="font-weight: 400;">เวกัสใน</span><span style="font-weight: 400;">ซีรีส์ </span><i><span style="font-weight: 400;">เลือดข้นคนจาง</span></i><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><span style="font-weight: 400;">ภาพยนตร์ </span><i><span style="font-weight: 400;">Homestay</span></i><span style="font-weight: 400;"> ที่ต้องเล่นเป็นวิญญาณและคนเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเกลียดการร้องเพลงมาก” ระหว่างการพูดคุย</span><span style="font-weight: 400;">เขาบอกเช่นนั้น</span> <span style="font-weight: 400;">แต่กับวง </span><span style="font-weight: 400;">NINE BY NINE (9&#215;9)</span> <span style="font-weight: 400;">โปรเจกต์พิเศษที่รวม 9 ไอดอลสุดฮอตมาปลุกปั้นการร้อง การเต้น และการแสดง ที่ได้รับการตอบรับจากแฟนๆ ล้นหลาม เขาคือหัวหน้าวง ยิ่งไปกว่านั้นเจมส์เพิ่งถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตกับบทบาทใหม่คือ การเป็นหนึ่งในสมาชิกของวง </span><span style="font-weight: 400;">TRINITY </span><span style="font-weight: 400;">ร่วมทีมกับ เ</span><span style="font-weight: 400;">ติร์ด ลภัส, ปอร์เช่ ศิวกร และ แจ๊คกี้ จักริน</span> <span style="font-weight: 400;">ถือเป็นการเดบิวต์</span><span style="font-weight: 400;">ศิลปินกลุ่มวงแรกของสังกัด </span><span style="font-weight: 400;"><a href="https://www.facebook.com/4NOLOGUE/">4NOLOGUE</a></span><i><span style="font-weight: 400;"> </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะได้ฟังเพลงของพวกเขาและได้ชมลวดลายการเต้นกันแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76956" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/1-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การได้รับโอกาสเข้าสู่บทบาทนักแสดงตั้งแต่อายุ 17 ปีทำให้ทุกคนเห็นภาพแล้วว่าเขาประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด แต่แล้วทำไมในวัย 22 ปี เจมส์ถึงตัดสินใจลาจากความสำเร็จนั้น และกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เขากำลังคิดอะไร นั่นคือสิ่งที่เราสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันนี้เจมส์รับบทบาทใหม่ที่ไม่มีผู้กำกับและไม่ต้องอยู่ในเงาของตัวละครใด แต่เป็นตัวเอง เขาใช้ชื่อใหม่ในวงการว่า </span><b>เจมส์ TRINITY</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการสนทนา ผมได้ฟังคำตอบจากปากของเขา ถ้าอยากรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้เป็นเช่นใด มาร่วมวงไปด้วยกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76977" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/22-2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/22-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/22-2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>ทำไมถึงบอกว่าเกลียดการร้องเพลง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่เกลียดเพราะว่าไม่ชอบร้อง แต่ผมร้องได้ไม่ดีเลย ก่อนที่จะเข้ามาเป็นนักแสดง ผมมีความฝันว่าอยากเป็นศิลปิน แต่รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะเสียงอย่างผมจะร้องเพลงได้เหรอ เหมือนคนมีปม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้เคยมีฉากใน <em>ฮอร์โมนส์ฯ</em> ที่ต้องร้องเพลง ผมยอมรับว่าเป็นคลิปที่ทุกวันนี้ยังไม่กล้าเปิดดู ขอบคุณผลงานวันนั้นที่ทำให้คนรู้จักผม แต่ผมกลับกลัวการร้องเพลงมาตลอด</span> <span style="font-weight: 400;">จนมีโอกาสมาอยู่กับ NINE BY NINE</span><i><span style="font-weight: 400;"> </span></i><span style="font-weight: 400;">ได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจัง แล้วเห็นว่าดีขึ้น จากวันแรกตอนที่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ผมเห็นการพัฒนา เลยรู้สึกว่ามีทางไปได้ถ้าผมพยายาม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทำไมถึงตัดสินใจเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของ TRINITY</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อช่วงต้นปีผมหายไปอเมริกาสองอาทิตย์ ได้ไปเที่ยว ไปเจอสิ่งใหม่ เหมือนได้อยู่กับตัวเองและคิดว่าตอนนี้เราอยากทำอะไรกันแน่ เราอินกับสิ่งไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นผมได้ดูคอนเสิร์ตที่งาน </span><span style="font-weight: 400;">Coachella</span><span style="font-weight: 400;"> งานนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากๆ ทำไมเพลงของ </span>BLACKPINK<span style="font-weight: 400;"> คนถึงร้องตามได้ แล้วคนที่มาดูก็ไม่ใช่คนเอเชียอย่างเดียวนะ มีทั้งคนอเมริกัน คนยุโรป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76974" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/19-3.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/19-3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/19-3-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมรู้สึกว่าการจะดังในระดับอินเตอร์มีหลายแบบ อุตสาหกรรมเพลงของประเทศไทยมีเพลงเพราะๆ ศิลปินหลายๆ คนเก่งมาก แต่จะโกอินเตอร์ด้วยแนว T-p</span><span style="font-weight: 400;">op นั้นไม่มี ผมรู้สึกว่าต้องทุ่ม ต้องมีความบ้า ต้องกล้าฉีกออกจากกรอบเดิมๆ ซึ่งผมอยากทำ ถ้าไม่ทำคงจะรู้สึกติดอยู่ในใจมาก เลย</span><span style="font-weight: 400;">ตัดสินใจว่าเอาวะ ตอนเข้าวงการการแสดงวันแรก ผมก็ไม่ได้มีอะไรเหมือนกัน วันนี้มาลองเริ่มใหม่อีกทีจะเป็นอะไรไป วันนี้อายุ 22 ยังลุยได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกสาเหตุหนึ่งที่ย้ายมา ฟังแล้วอาจจะดูโง่ คือเป็นคนชอบแต่งตัวมาก แล้วเรารู้สึกว่าเวลาอยู่บนสเตจ เราจะแต่งอะไรก็ได้</span> <span style="font-weight: 400;">เวลาเขาให้แต่งอะไรแต่งหมดเลยนะ (หัวเราะ) </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76960" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-8.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-8.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/5-8-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>เสี่ยงไหม ทิ้งงานแสดงมาเป็นศิลปิน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เสี่ยง ตอนแรกผมมีคำถามนี้กับตัวเองเหมือนกัน ช่วงที่เพิ่งเริ่มใหม่หลายๆ คนทักมาหาผมตลอดเวลา เขาบอกว่า ถ้าไปเป็นศิลปินมึงไม่ได้แข็งแกร่ง ไม่ได้แข็งแรง มึงเป็นนักแสดง มึงมาทางนี้ได้ดีแล้ว เวลาไปอ่านคอมเมนต์ก็จะเห็นทุกคนพูดแนวนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเข้าใจว่าเวลาย้ายที่ทำงานจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งผมก็ lost นะ lost อยู่นานมาก เพราะพอย้ายไปอยู่ในทีม ผมไม่ได้เก่งแบบที่เข้าไปแล้วทำได้เลย เป๋อยู่ช่วงหนึ่ง มีคำถามกับตัวเองตลอดว่ารู้สึกอะไร อยากทำจริงๆ หรือเปล่า แล้วจะมีความสุขไหม เราเลือกถูกแล้วจริงๆ เหรอวะ คือเครียดนั่นแหละ </span><span style="font-weight: 400;">ตลอดชีวิต ไม่เคยมีเลย การทำงานที่เครียดจนต้องไปปรึกษาพ่อแม่ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76961" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-6.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-6.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/6-6-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>พ่อแม่ว่ายังไงบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม่พูดประโยคหนึ่งกับผมว่า ‘เสียใจดีกว่าเสียดาย’ ในเมื่อเลือกแล้วต้องทำให้ดีที่สุด ผมเห็นด้วยกับแม่ เพราะวันนั้นที่เลือกก็รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน ต่อให้ทำแล้วไม่สำเร็จหรืออะไรก็แล้วแต่นั่นคือตัวเรา แต่ถ้าในวันนั้นผมต้องเลือกชีวิตด้วยการที่คนอื่นมานั่งกำหนดว่าควรทำแบบไหน ผมคงจะอยู่ในกรอบไปตลอด คงเสียดาย และคงติดอยู่ในใจมากๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>การเลือกครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำคัญมาก นี่คือโอกาสสำคัญ เหมือนชีวิตของผมมีจุดเปลี่ยนชีวิตเป็นงานตลอด อย่างตอนแสดง </span><i><span style="font-weight: 400;">SOS skate ซึม ซ่าส์ </span></i><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">เป็นผลงานสำคัญที่ทำให้คนเชื่อว่าผมเป็นนักแสดง เพราะวันแรกที่ผมเข้ามาเล่น <i>ฮอร์โมนส์ฯ</i> คนบอกว่าผมเล่นห่วยเหมือนกันนะ หรือว่าวันที่เล่น <i>ฉลาดเกมส์โกง</i> คนก็บอกว่าเล่นได้แต่บทเดิมๆ ผมจะเจอคำที่ทำให้ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ ไม่ใช่ว่าคนพูดแบบนั้นผิด เพราะบทที่ผมแสดงออกไปมีแต่แบบนั้น วันหนึ่งพอได้เรื่องที่ผมต้องเปลี่ยนจริงๆ ก็ต้องทำให้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ซื้อใจคนได้คือความสามารถ ถ้าเขาดูงานเราแล้วเขาเชื่อ เขาจะเชื่อ รู้สึกว่าการที่ผมมาทำเพลง วันนี้ผมอาจจะยังทำไม่ได้ แต่วันหนึ่งผมจะทำได้แน่ๆ ผมจะทำให้เขาเชื่อว่าผมมาทางนี้ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76972" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/17-4.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/17-4.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/17-4-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>การตัดสินใจเลือกครั้งนี้ทำให้คุณเสียอะไรไปบ้างไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนจะรู้สึกว่าผมเสียใช่ไหม คนภายนอกรู้สึกว่าผมจะไม่มีงานแสดง แต่ผมไม่ได้เป็นคนที่รับทุกเรื่องอยู่แล้ว ผมเป็นคนเลือกงาน แต่ไม่ได้เรื่องเยอะนะ แค่ต้องเลือกอะไรที่ดี เพราะเวลาทำงานผมไม่ได้อยากแค่ทำไปตามหน้าที่ ได้เงิน จบ ซึ่งมันแฟร์กับทั้งสองฝ่ายนะ ทั้งคนจ้างเรา ทั้งเราเองด้วย ถ้าไม่อินจะทำทำไม ไม่มีแพสชั่นหรือทำไปแล้วงานนั้นออกมาไม่สุดจะเสียทั้งคู่ ดังนั้นเวลาไปงานอะไรก็ตามที่ผมเลือก ผมจะรู้สึกอินมาก ยิ่งได้พูดยิ่งสนุก </span><span style="font-weight: 400;">แล้วเอาจริงๆ ถ้าผมไม่เลือกมาทำเพลงตรงนี้ ผมอาจจะยังไม่มีงานแสดงก็ได้ ดังนั้นผมรู้สึกว่าผมไม่ได้เสียอะไร</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วทำไมถึงเลือกมาเป็นศิลปินกลุ่มทั้งๆ ที่เป็นศิลปินเดี่ยวน่าจะทำงานง่ายกว่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมรู้สึกว่าถ้าทำงานคนเดียวจะมีข้อผิดพลาดที่ดูแลได้ไม่หมด แล้วกลุ่มที่ผมร่วมงานด้วยคือ NINE BY NINE เก่า แต่ละคนมีแพสชั่น มีเป้าหมายเดียวกัน แล้วการที่จะทำเพลงในแบบศิลปินกลุ่มอย่างนี้ เต้นคนเดียวไม่รู้ว่าเราจะพร้อมกับใคร ด้วยความเหมาะสม การมี 4 คนจะช่วยอุดช่องโหว่ของแต่ละคนได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76969" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/14-5.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/14-5.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/14-5-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>การเป็นนักแสดงมาก่อนมีส่วนช่วยในการเป็นศิลปินแค่ไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นศิลปินแทบจะเรียกว่าคนละเรื่องกันเลย ผมรู้สึกว่าการโฟกัสชีวิตเป็นคนละอย่าง ปกติดูหนังจะคอยดูพวกโปรดักชั่นแล้ววิเคราะห์ รู้สึกว่าซีนนี้น่าเล่นก็จะจำเก็บไว้เพื่อใช้ตอนแสดง ผมทำอย่างนี้บ่อยมากตอนเป็นนักแสดง แต่พอเริ่มเป็นศิลปิน ทุกวันนี้ตอนฟังเพลงจะฟังบีต ฟังซาวนด์ ฟังคอร์ด มองเห็นภาพบนเวที ความคิดจะต่างกัน รู้สึกว่าคนละโฟกัสกัน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>พอได้เข้ามาอยู่จริงๆ เป็นภาพแบบที่เราคิดไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนนะ เพราะผมรู้ว่าจะต้องเจออะไร รู้ว่าต้องมีช่วงที่เป๋ รู้ว่าต้องยากแน่ๆ เป็นสิ่งที่พร้อมจะเจอ มีความสุขกับการที่ต้องไปซ้อม ทำทุกอย่างให้ดี </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76964" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-4.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-4.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/9-4-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>คุณดูเป็นคนชอบทำงาน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนใหญ่แผนในชีวิตผมคืองานทั้งนั้น จะจมอยู่กับงาน รู้สึกว่าวันนี้ยังสนุกกับสิ่งนี้  </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>นอกจากเรื่องศิลปิน ช่วงนี้ให้น้ำหนักกับเรื่องอะไรมากที่สุด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรียน เพราะตอนนี้ผมเรียนปี 5 แล้ว ไม่อยากให้ถึงปี 6 อยากจบแล้ว (หัวเราะ) เทอมนี้ต้องอัด 7 วิชา ยังถามตัวเองอยู่ว่าไหวเหรอ พรุ่งนี้ก็ต้องไปสอบอีก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ต้องซ้อมหนัก เรียนหนัก คุณจัดการเวลายังไง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซ้อมหลังเรียน ต้องจัดการเวลาด้วย ค่อนข้างชินแล้วเหมือนกัน ในเดือนหนึ่งนานๆ ทีจะมีวันที่ว่าง แต่ผมเลือกแล้ว ดีกว่าไม่มีงานทำแล้วต้องเคว้ง ผมรู้สึกว่าเราต้องพัฒนาตัวเอง เวลาซ้อมแล้วรู้สึกว่าได้พัฒนาตัวเอง เวลาเราทำงานเราก็แฮปปี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76975" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/20-2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/20-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/20-2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>ที่ว่าตัวเองต้องพัฒนา เป็นเพราะคุณกลัวการย่ำอยู่กับที่หรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลัว ชีวิตผมเป็นอย่างนั้นจริงๆ เวลาได้อะไรใหม่มาเราจะทำให้มันว้าว ให้รู้สึกเหมือนตัวเองมีพัฒนาการจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งให้ได้ ผมรู้สึกไม่ชอบตัวเองเวลาซ้อมแล้วทำไมเหนื่อยล้า จะรู้สึกว่าไม่ควรเป็นแบบนั้น ทำไมมึงไม่สู้กว่านี้อีกหน่อย ทำไมไม่สู้วะ จะเป็นแบบนี้ตีกันอยู่ข้างใน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ในความเป็นวัยรุ่นรู้สึกว่าเสียเวลากับงานมากไปไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้สึกดีกว่าว่างนะ แล้วไม่ใช่ว่าผมมีประสบการณ์เยอะกว่าคนอื่น คนอื่นเขาก็ไปทำอย่างอื่น หมายถึงว่าบางคนเขาเรียนอย่างเดียวเขาก็ได้ประสบการณ์จากการเรียน บางคนเขาทำอินเทิร์นหรือว่าทำงานไปด้วยเขาก็เสียเวลาไปเท่าๆ กับเรา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทุกวันนี้เคยถามตัวเองไหมว่าสิ่งที่ทำมาถือว่าเราใช้ชีวิตคุ้มหรือยัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(นั่งคิด) ถามเหมือนแม่ผมเลย วันที่ผมได้เป็นนักแสดง <em>ฮอร์โมนส์</em> ตอนนั้นผมตอบแม่ว่าชีวิตคุ้มแล้ว แล้วดูตอนนี้สิ ชีวิตก็สร้างเป้าหมายใหม่เรื่อยๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76970" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/15-4.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/15-4.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/15-4-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>ตอนนั้นอายุเท่าไหร่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อายุ 17 ผมรู้สึกว่าชีวิตคุ้มแล้วนะ แต่ผมอยากได้กำไร ตอนนี้ได้เข้ามาตรงนี้ถือเป็นกำไรแล้ว ตัวเลขแดงคือคำด่าจากสังคม สนุกไปอีกแบบ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คิดอย่างนี้ตั้งแต่เข้าวงการไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันมาจากอะไรหลายๆ อย่าง ยิ่งเราโตขึ้น ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้น ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต้องจัดการตัวเองในจุดที่ไม่ใช่แค่ตัวคุณ ยิ่งโตขึ้นมันทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เชื่อในทางที่เลือกขนาดไหน คิดไหมว่ามันอาจจะไม่สำเร็จ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อ ผมเชื่อมาก อย่าคิดว่าตัดสินใจผิดพลาด ‘เสียใจดีกว่าเสียดาย’ วันนี้สมมติทำแล้วไม่ดังก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นสิ่งที่ผมอยากทำอยู่แล้ว ไม่ดังเพราะปัจจัยอะไรค่อยมาแก้ปัญหาตรงนั้นให้มันดีขึ้น แต่ถ้าดูที่ปัญหาแล้วพบว่ามึงไม่เต็มที่ ผมจะรู้สึกผิดหวังกับตัวเองมาก เป็นทัศนคติที่ใช้ถ่ายหนังเหมือนกัน ต้องเต็มที่ ถ้าเต็มที่แล้วเราจะไม่มีจุดที่ต้องเสียดาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-76958" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/3-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/james-teeradon/">‘เสียใจดีกว่าเสียดาย’ เจมส์ ธีรดนย์ กับบทบาทครั้งใหม่ของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
