Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

พอร์ตโฟลิโอของ Broccolily กราฟิกดีไซเนอร์มือซนที่ใช้อาร์ตบุ๊กเป็นห้องทดลองจนได้รางวัล

Highlights

  • ลิลลี่–เนตรดาว องอาจถาวร คือกราฟิกดีไซเนอร์จบใหม่ผู้หลงใหลในหนังสือ ประเทศญี่ปุ่น และนิยายสืบสวนสอบสวน อย่างถอนตัวไม่ขึ้น จนเธอหยิบเอาสิ่งที่รักเหล่านั้นมาทำเป็นหนังสืออาร์ตบุ๊ก รวมแล้วตอนนี้มีถึง 5 เล่ม
  • เมื่อต้องทำทีสิส ลิลลี่จึงทำหนังสือชื่อ Committing Graphics, Designing Crimes ที่หยิบเอานิยายสืบสวนกว่า 380 เรื่อง มาจัดหมวดหมู่อุบายฆาตกรรมคลาสสิก 14 ประเภท และนำไปใช้เป็นเคล็ดลับการออกแบบกราฟิกแสนสนุกชนิดที่ไม่ต้องมีความรู้ด้านดีไซน์ก็เพลิดเพลินได้
  • ความเฉียบคมของหนังสือเล่มนี้ทำให้เธอได้รับรางวัล Best of Graphic และ Best of the Shows จากเวทีประกวด Degree Shows 2019 ที่ผ่านมา

คดีวางเพลิงต่อเนื่องปริศนา, ร่างไร้วิญญาณของอาจารย์มหาวิทยาลัยในโรงอาหาร, ผู้บุกรุกบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในเก้าอี้

จะแปลกใจไหมถ้าคดีสืบสวนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในนิยายเล่มไหน แต่บรรจุอยู่ในทีสิสของเด็กมหาวิทยาลัยสาขากราฟิกดีไซน์

Committing Graphics, Designing Crimes คือชื่อของหนังสือเล่มที่ว่าโดย ‘Broccolily’ หรือ ลิลลี่–เนตรดาว องอาจถาวร บัณฑิตภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้หยิบจับนิยายสืบสวนญี่ปุ่นถึง 380 เรื่องมาตีความและจัดหมวดหมู่ออกมาเป็น 14 ทริกฆาตกรรมสุดเบสิก ซึ่งเธอดัดแปลงเป็นเคล็ดลับน่ารักน่าหยิกในการสร้างงานออกแบบอีกที (แต่อย่านำไปใช้ฆ่าใครล่ะ!)

Broccolily

ความบ้าคลั่งในการอ่านนิยายสืบสวนเป็นร้อยๆ เรื่องบวกกับการเชื่อมโยงกับงานดีไซน์อย่างเฉียบคม คาดไม่ถึง และสนุกสุดๆ ไม่ได้ทำให้เราประทับใจเพียงแค่คนเดียว แต่ยังเตะตากรรมการโครงการประกวดศิลปนิพนธ์ Degree Shows จนทำให้ลิลลี่ได้รางวัล Best of Graphic Design และรางวัลใหญ่ Best of the Shows ประจำปี 2019 ไปครอง

นอกจาก Commiting Graphics, Designing Crimes แล้ว ลิลลี่ยังมีอาร์ตบุ๊กของตัวเองอีก 4 เล่มที่แม้จะต่างหัวข้อ แต่ก็สวยและสนุกแบบกินกันไม่ลง จนเราต้องชวนเธอหอบผลงานมาพลิกดูและคุยกันถึงเบื้องหลังว่าต้องคิดและทำยังไงถึงได้ผลงานที่น่าสนใจขนาดนี้

ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว และลิลลี่เท่านั้นที่รู้คำตอบ

Broccolily

 

คดีกลิ่นอายญี่ปุ่นปริศนา

หากคุณเคยอ่านหนังสือของลิลลี่สักเล่มละก็ สิ่งหนึ่งที่คุณจะพบคืออิทธิพลหนังสือญี่ปุ่นที่ปกคลุม ทั้งความเวียร์ดแต่น่าเอ็นดู ความกวนโอ๊ยแบบหน้าตาเฉย และความขี้เล่นที่ซุกซ่อนอยู่ในเลย์เอาต์เรียบ สะอาดตา

“มากกว่าความชอบมันน่าจะเป็นวัฒนธรรมในบ้าน” ลิลลี่พูดอย่างรวดเร็วเมื่อเราเอ่ยถึงอิทธิพลญี่ปุ่นที่รู้สึก

“พ่อเราไปเรียนที่ญี่ปุ่นตั้งแต่มัธยมปลายจนจบปริญญาโท ส่วนแม่เราเรียนปริญญาโทกับปริญญาเอกที่นั่นก็เลยเจอกัน พี่สาวเราก็ไปอยู่ญี่ปุ่นได้ 7 ปี เพิ่งย้ายไปอยู่ที่อื่น ตั้งแต่เด็กๆ เราเห็นพ่อแม่คุยภาษาญี่ปุ่นมาตลอด มีข้าวของญี่ปุ่นให้เห็นในบ้าน พอ ป.1 แม่เราเป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นก็เลยสอนภาษาเราด้วย แล้วเราก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อยๆ เพื่อเยี่ยมพี่สาว ก็เลยเก็บเรื่องนู้นเรื่องนี้ของญี่ปุ่นมาใช้ในผลงาน

Broccolily

“นอกจากภาษาญี่ปุ่นเราก็ชอบวาดรูปตั้งแต่เด็กๆ ไปเรียนวาดรูปก็ทำได้ดีเมื่อเทียบกับการเรียนพิเศษอื่นๆ เลยรู้สึกว่าการวาดรูปกับภาษาคือจุดแข็งของเรา ตอนประถมเราชอบเขียนการ์ตูนแจกเพื่อน เขียนเกมที่ต้องเปลี่ยนชุด ทำเควสต์ลงในกระดาษ วนกันเล่นกับเพื่อนในห้อง แต่ตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจว่าวาดรูปจะเอาไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ เลยตั้งใจว่าจะเรียนทางด้านภาษาญี่ปุ่น พอช่วง ม.ปลาย เราได้อ่านงานของนักวาดหลายคน อ่านคอมิกบุ๊ก หรืออย่างงานของพี่อัพ ทรงศีล (ทรงศีล ทิวสมบุญ) เราก็ซื้อมาอ่านเยอะมาก เลยเริ่มหาว่าคณะที่เรียนด้านนี้มีคณะอะไรบ้าง เริ่มไปติว สักพักก็เบนมาทางกราฟิกดีไซน์”

จากการวาดรูปทำไมถึงเบนมาทางด้านกราฟิกได้ เราโยนคำถาม

ลิลลี่นิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนตอบ

“เราคิดว่าเป็นเพราะเราไม่ได้วาดการ์ตูนที่มีคาแร็กเตอร์ชัดเจนขนาดนั้น แล้วเราก็ชอบงานดีไซน์ของญี่ปุ่น พวกเครื่องเขียน ของจุกจิก เลยคิดว่าถ้าเราทำของพวกนี้ใช้เองได้คงจะดีเนอะ ยิ่งมาเรียนมหาวิทยาลัยเรายิ่งรู้สึกว่างานกราฟิกดีไซน์ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องด้วยภาพหรือกระดาษ แต่คือการดีไซน์ข้าวของที่เราใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งก็คล้ายๆ การดีไซน์ประสบการณ์ในชีวิต

“เรามองว่าทุกอย่างเป็นวัตถุ เป็นประสบการณ์ ต่อให้ออกแบบวิดีโอหรือหนังสือเราก็ยังใช้วิธีคิดแบบวัตถุนะ เช่น เราจะมองหนังสือว่าเป็นวัตถุที่ให้ประสบการณ์ทั้งเล่ม มองวิธีการจับ ไม่ใช่แค่คิดถึงคอนเทนต์อย่างเดียว แต่เราพยายามคิดถึงขั้นตอนของการเล่าว่าจะหลอกล่อคนอ่านยังไงได้บ้าง เราชอบเซอร์ไพรส์คน”

และเซอร์ไพรส์แรกที่ลิลลี่เปิดให้เราดูคือหนังสือทรงกระบอกหน้าตาเรียบง่าย ซึ่งเธอเฉลยว่าเป็นหนังสือสวดมนต์

“ตอนเรียน มีวิชาหนึ่งให้โจทย์เป็นการดีไซน์หนังสือสวดมนต์ศาสนาใดก็ได้ ดีไซน์ให้คนทาร์เก็ตไหนก็ได้ เราก็เลือกหนังสือสวดมนต์ของศาสนาพุทธ เลือกทาร์เก็ตเป็นคนที่นอนไม่หลับเพราะเราเองนอนไม่หลับ เราตีโจทย์ว่าคนนอนไม่หลับมันจะชอบเกา ชอบแกะอะไรซ้ำๆ ก็เลยทำเป็นหนังสือที่หน้าแคบเพื่อบังคับให้เขาเปิดซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ แล้วเราก็ทำให้ตัวอักษรมันขึ้นๆ ลงๆ ทำให้ตาต้องกวาดเยอะจนเหมือนจะง่วงเพราะทุกอย่างมันซ้ำไปซ้ำมา เนื้อหาข้างในเราแยกพยางค์ ตัวไหนต้องอ่านยานคางเราจะทำเลือนไว้ให้ คนก็ต้องเปิดหนังสือไปเรื่อยๆ เพราะหน้ากระดาษมันแคบมากเหมือนเป็นการสร้างความถี่แห่งธรรมะ พอเปิดไปนานๆ ก็จะเข้าสู่ธรรมะและเริ่มหลับ”

โชคดีที่ลิลลี่เพียงแค่เปิดรูปหนังสือเล่มนี้ให้ดู เราจึงยังตาสว่างพร้อมฟังเรื่องหนังสือเล่มอื่นๆ ของเธอกันต่อ

Broccolily

 

สิ่งพิมพ์จริงจังครั้งที่หนึ่ง

ซองจดหมายสีขาววางสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าเรา บริเวณมุมซ้ายของซองแต่งแต้มด้วยแสตมป์ลายแปลกตา ส่วนพื้นที่สำหรับจ่าหน้าซองไร้ชื่อที่อยู่ แต่ปรากฏคำว่า POST-AGE POSTAGE แทน

นี่คือ POST-AGE POSTAGE Stamp Collection ผลงานเล่มแรกของลิลลี่ที่วางขายจริงในงาน BANGKOK ART BOOK FAIR 2018 ที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY และตามประสาคนช่างเซอร์ไพรส์ ซองจดหมายนั้นจึงเปิดออกมาได้เป็นหนังสือ และแทนที่หนังสือจะบรรจุตัวอักษร มันกลับเต็มไปด้วยแสตมป์ลวดลายต่างๆ ที่ควรติดอยู่นอกซองแทน

Broccolily

Broccolily

“เราชอบสิ่งพิมพ์มากๆ” ลิลลี่ตาพูดอย่างกระตือรือร้นพร้อมอธิบายเหตุผลที่เธอลองออกแบบหนังสือไปขายในงานอาร์ตบุ๊กแฟร์ครั้งนั้น

“เราชอบอ่านหนังสือ ชอบทำเปเปอร์คราฟต์ตั้งแต่เด็กๆ เลยรู้สึกสนิทกับกระดาษที่สุด อีกอย่างหนังสือก็เป็นสิ่งที่กราฟิกดีไซเนอร์ดีลได้ง่ายที่สุดด้วย เพราะเราไม่ได้เรียนด้านออกแบบอุตสาหกรรมหรือโปรดักต์มาเลยไม่รู้ข้อจำกัดของวัสดุอื่น อย่างมากก็รู้แค่เรื่องการพิมพ์ การเย็บกระดาษ แต่ว่าตอนช่วงปี 2-3 เขาบังคับให้เด็กกราฟิกไปฝึกงานกับกราฟิก เราก็ไม่ฝึกนะ”

เทกซ์ไทล์และงานแฟชั่นคืองานที่เธอเลือกฝึกฝน และเป็นช่วงปี 3 ที่ได้ฝึกงานกับแบรนด์แฟชั่น Cuscus the Cuckoos นี่เองที่ทำให้เกิดหนังสือทำมือเล่มแรกขึ้นมา

“ตอนนั้นพี่ที่รู้จักกันเขาจะไปออกบูทที่ BANGKOK ART BOOK FAIR เราอิจฉาที่เขาได้ขายหนังสือเลยไปถามเขาว่าทำเรื่องอะไรดี เขาก็บอกว่าทำอะไรก็ทำไปเถอะ ประกอบกับตอนนั้นเป็นช่วงที่ฝึกงานกับพี่กุ๊ก (ชนิดา วรพิทักษ์) ที่ Cuscus the Cuckoos เขามีความเป็นศิลปินสูงมาก จะชอบบอกเราว่าบางทีแกไม่ต้องคิด ทำไปก่อนแล้วค่อยมาคิดตามหลังก็ได้นะ เราก็เลยไม่คิดอะไรจริงๆ คิดแค่ว่าเราชอบแสตมป์แต่ไม่มีโอกาสได้สะสม เพราะยุคที่เราโตมาเขาก็ไม่ใช้กันแล้ว เราเลยได้ไอเดียว่าจะทำแสตมป์เอง ก็วาดรูปตังเมที่มีหน้า ถังขยะที่มีไฟพุ่ง ไม่ได้มีเนื้อหาอะไรเป็นพิเศษ แต่เหมือนเป็นแบบฝึกหัดให้เราเข้าใจระบบการพิมพ์ในโรงพิมพ์มากกว่า

“พอย้อนกลับไปมอง จริงๆ เราได้เห็นว่าเรามีความพยายามทำให้มันเป็นวัตถุอะไรบางอย่าง และงานนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำหนังสือทำมือ ทำให้รู้ว่าเราสนุกกับการทำหนังสือนะ”

 

ขี้อายใช่ไหม ใช้แคตาล็อกนี้สิ!

นอกจากคอลเลกชั่นแสตมป์ส่วนตัวแล้ว ไหนๆ จะไปออกบูทที่ BANGKOK ART BOOK FAIR ทั้งที ลิลลี่จึงตัดสินใจทำหนังสือไปขายถึง 2 เล่ม โดยอีกเล่มมีชื่อว่า In-Sekyo Product Catalogue (เล่นกับคำว่า insecure ที่แปลว่าไม่มั่นใจ) ซึ่งพัฒนามาจากงานในวิชาเรียนที่คณะนั่นเอง

“เล่มนี้เราเริ่มคิดมาจากโจทย์ของอาจารย์ว่าให้ทำงานเกี่ยวกับ insecurity หรือความไม่มั่นใจในตนเอง เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่หนักพอสมควรนะ เช่น อ้วนแล้วมีคนมาล้อ เป็นสิว เพื่อนที่หน้าอกใหญ่ไม่กล้าใส่ชุดรัดรูป หรืออยู่ในสังคมที่ความจนกับความรวยไม่เท่ากัน แต่เราเป็นสายที่ไม่ชอบพูดเรื่องจริงจังด้วยวิธีที่จริงจัง ประกอบกับเรามีความคิดแบบมิวเซียมและนิทรรศการในรูปแบบกราฟิก ก็เลยนำเสนอเป็นแคตาล็อกขายของออนไลน์ที่ไม่มีอยู่จริงที่จะแก้เรื่องความไม่มั่นใจ เช่น คนนี้อยากสูงแต่ใส่รองเท้าเสริมส้นแล้วเจ็บเท้า งั้นเพิ่มความสูงที่หัวแทนดีไหม มันมีความประชดประชันเสียดสีสูง แต่เราถ่ายทอดแบบ naive คนจะตีความยังไงก็ได้

“เราเอนจอยกับการทำอะไรที่ positive ถึงเป็นเรื่องลบๆ เราก็พยายามทำให้มันเป็นบวกให้ได้ เวลาดูงานก็จะพยายามหาพลังงานแบบนี้จากงานคนอื่น สมมติไปพิพิธภัณฑ์ที่พูดเรื่องสงครามโลก ส่วนที่เราสนใจก็จะเป็นเรื่องเขากินอะไรกัน หรือการจัดชุดอาหารที่เกิดจากข้อจำกัด เราจะชอบความครีเอทีฟที่มาจากความยากลำบากตรงนั้นมากกว่า”

 

ฆาตกรรมกราฟิก

“พูดถึงตอนเรียนแล้วเราเล่าถึงทีสิสของเราเลยดีกว่า” ลิลลี่ออกปากพร้อมหยิบเอา Committing Graphics, Designing Crime ขึ้นมาวางบนโต๊ะ ตามด้วยหนังสือเล่มหนาปกแข็งที่บรรจุขั้นตอนการทำทีสิสอย่างละเอียดยิบ ชนิดที่ถ้านำไปทุ่มใส่หัวใครก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการก่ออาชญากรรมเช่นกัน

“จริงๆ เราชอบเรื่องผี เรื่องลึกลับ เรื่องสืบสวน อ่านการ์ตูนเรื่อง หนูหิ่นฯ เราก็อ่านพวกตอนผี ชอบอ่าน ต่วย’ตูน อ่าน โคนัน มาตั้งแต่เด็กๆ พอเราเข้าสู่โลกของการสืบสวน เราก็คิดสถานการณ์สมมติในหัวตลอดเวลา เหมือนพยายามจะไขความลับอยู่ตลอด แต่มันไม่มีอะไรให้ไขอะแหละ” เธอหัวเราะ

“พออ่านหนังสือสืบสวนสอบสวนเยอะเข้า เราก็เลยเลือกทำทีสิสจากสิ่งที่เราชอบมาตั้งแต่เด็กคือการดีไซน์วิธีฆ่าคนในนิยาย ซึ่งมันก็เป็นการออกแบบชนิดหนึ่งที่ยากมากด้วยเพราะมันมีตัวแปรหลายอย่างมาก เพียงแต่การออกแบบชนิดนี้อาจจะไม่ได้คำนึงถึงวิชวลที่ออกมา มันเป็นเหมือนการทดลองวิทยาศาสตร์ผสมกับความครีเอทีฟซึ่งเรามองว่ามันน่าสนใจมากเลยเอามาทำงานนี้ สมมติฐานแรกของเราคือจะแปลงทริกหรือวิธีฆ่าคนในนิยายที่เจอได้บ่อยๆ ออกมาเป็นวิธีการทำงานออกแบบ ซึ่งด้วยความที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเขาก็จะบอกให้เราไปคิดหัวข้ออื่นมาด้วยดีไหม เราก็ไปคิดสมมติฐานมาเยอะมากเลย แต่สุดท้ายก็มาจบที่อันนี้อยู่ดี”

ฟังดูซับซ้อนแต่หนังสือที่ออกมานั้นเรียบง่าย โดยลิลลี่จัดหมวดหมู่ทริกในนิยายสืบสวนออกมาเป็น 14 ชนิด แต่ละตอนเริ่มต้นด้วยคดีสืบสวนสนุกๆ ให้เราได้ลับสมอง ก่อนเฉลยว่าทริกที่ใช้คืออะไร และยกตัวอย่างการนำไปใช้ในงานดีไซน์ เช่น ทริกการซ่อนของมีค่าไว้ท่ามกลางของที่คล้ายกัน เธอก็ตีความเป็นการออกแบบที่ใช้ของที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันสื่อความหมาย

“เราคิดว่าอุบายในนิยายสืบสวนมันมีชุดที่ซ้ำกันอยู่ซึ่งนิยายแต่ละเรื่องนำมาใช้ แค่เปลี่ยนบริบทโดยรอบ เราเลยไปหาว่ามีหนังสืออะไรที่เคยจัดประเภทอุบายของนิยายสืบสวนไว้บ้างไหม ปรากฏว่าไม่มีเลย เราเลยต้องมาอ่านทีละเรื่อง แล้วแปะโพสต์อิทไว้ เช่น เล่มที่ 69 คดีกัปปะ เทคนิคคือการซ่อนอาวุธให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก็เริ่มจับไอเดียได้แล้วว่ามันคือการทำลายหลักฐานโดยการแยกส่วน เหมือนกับเรื่องนั้นเลยนี่นาที่ใช้เหรียญ 5 เยน มาประกอบเป็นแท่งทองแดง 

“ทั้งหมดมี 380 เรื่อง ขนาดเราเคยอ่านทั้งหมดแล้วแต่พอต้องมาอ่านใหม่และวิเคราะห์ไปด้วย แค่พาร์ตนี้ก็กินเวลาไป 2 เดือนแล้ว เราแปะโพสต์อิทบนกระดานไปเรื่อยๆ ตอนแรกได้อุบายประมาณ 57 อย่าง”

จาก 57 ลิลลี่ลองนำอุบายที่จัดหมวดหมู่ได้ไปเสนอกับเพื่อนที่เรียนกราฟิกด้วยกัน ก่อนจะเก็บฟีดแบ็ก เช่น อุบายบางอย่างเข้าใจยากเกินไป หรืออุบายบางอย่างคล้ายกันเกินไป กลับมาจัดหมวดหมู่ต่อ และลดทอนเป็น 14 อุบายที่แปลงเป็นทริกในงานออกแบบ

ที่สนุกคือแทนที่จะจัดหมวดหมู่อุบายและเชื่อมกับวิธีการออกแบบโดยใช้พื้นฐานทฤษฎีออกแบบ ลิลลี่กลับเลือกที่จะสร้างทฤษฎีใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง

“ปกติการทำทีสิสเขาจะอยากให้เอาทฤษฎีที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด เหมือนใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วมาสร้างผลงาน แต่เราไม่เชื่อในจุดนั้น เราเลยไม่ได้ใช้ทฤษฎีอะไรมาอิงกับหนังสือเล่มนี้เลยแต่ต้องคิดทฤษฎีขึ้นมาเอง เรามีข้อมูลอยู่ 300 กว่าก้อนแล้วพยายามจัดระบบมันให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันจนเหลือ 14 หมวด มันเลยทำให้มีแนวคิดใหม่เกิดขึ้นมา เช่น ทฤษฏีอาจจะบอกให้เราจับคู่ชมพู่กับหัวใจเพราะมันมีสีแดงเหมือนกัน แต่พอเราลองคิดด้วยเกณฑ์อื่น เช่นความเป็นดารา จริงๆ ชมพู่อาจจะไปอยู่กับมิน พีชญา ก็ได้ ฉะนั้นทริกในหนังสือเล่มนี้มันเลยไม่ซ้ำกับหนังสือเล่มไหนในโลกเพราะมันเกิดจากการผสมของเราเอง”

 

ถ้วย โถ โอ้! ชาม

จาก 2 เล่มที่วางขายใน BANGKOK ART BOOK FAIR 2018 ในงานปีที่ผ่านมา ลิลลี่กลับกระโดดไปอีกขั้นด้วยการวางขายมันถึง 3 เล่ม หนึ่งคือทีสิสเล่มโต สองคือหนังสือจากโปรเจกต์ของ BANGKOK ART BOOK FAIR เอง และสามคือ Plates, Bowls, and Cups ที่เกิดจากแพสชั่นในถ้วยโถโอชามล้วนๆ

คล้ายกับ In-Sekyo หนังสือเล่มใหม่นี้ก็มีคอนเซปต์เป็นแคตาล็อกเช่นกัน โดยลิลลี่วาดจานชามขึ้นมาอย่างบรรจง แต่งแต้มด้วยสีสันนุ่มนวลให้พอดูออกว่าเป็นจานชามแบบญี่ปุ่นไม่ผิดแน่ และเขียนเรื่องสั้นๆ ไว้ด้านล่าง เช่นเรื่องถ้วยพี่น้องที่กระทบกระทั่งกันอยู่ในถาด หรือเจ้าม้าที่แข่งกันยืนเฉยๆ ให้เก่งที่สุด

“เรื่องคือเราบ้าซื้อจานในอินเทอร์เน็ตก็เลยอยากสนองนี้ดตัวเอง คือต้องเล่าว่าคนญี่ปุ่นเป็นพวกที่ชอบให้ของขวัญคนอื่น แต่บ้านญี่ปุ่นเล็กมากเขาเลยต้องโละของทิ้งเป็นพักๆ แล้วระบบการทิ้งของเขามันดี มีเซนเตอร์การรับของคืน ซึ่งของที่ตกสต็อกขายไม่ออกเขาก็จะเอามาขายที่เมืองไทยในราคาถูกมาก ชามที่เคยขาย 9,000 บาท ก็เอามาขาย 90 บาท เราเลยคิดว่ามาออกแบบเองบ้างดีกว่า

ในเล่มนี้มีทั้งส่วนที่เราวาดจานที่มีอยู่แล้วที่เราชอบ และวาดขึ้นใหม่โดยพยายามวาดให้เป็นจานเซรามิกที่ใช้เทคนิค majolica มันเป็นเทคนิคที่เขาทำเซรามิกนูนขึ้นมา ลงสี แล้วก็เคลือบ วาดเสร็จแล้วค่อยให้จานเล่าเรื่องให้เราฟัง แล้วเราก็เขียนเป็นเรื่องสั้นๆ ออกมาอีกที ตอนนั้นทำเสร็จแล้วก็เลิกซื้อจานเลย”

จริงเหรอ สมาชิกขาช้อปอย่างเราถามกลับ

“ไม่จริงอะ” เธอตอบทันควันพร้อมรอยยิ้มกว้าง “เดี๋ยวอีก 3 เดือนก็ cf ใหม่แล้ว”

 

จู่โจมด้วยความรู้สึกใหม่

เป็นความบังเอิญที่น่ารักที่หนังสือเล่มล่าสุดของลิลลี่มีชื่อว่า The Book of New Feelings พอดิบพอดี

นี่คือหนังสือที่เป็นผลลัพธ์ของเวิร์กช็อป DATA / STORYTELLING & BOOK WORKSHOP ของ BANGKOK ART BOOK FAIR 2019 เป็นเล่มที่ลิลลี่ออกปากว่าอาจจะเข้าใจยากที่สุดและติงต๊องที่สุด (แต่เขาก็ยอมให้ทำ–เธอว่าอย่างนั้น)

ตามชื่อเล่ม The Book of New Feelings เล่าถึงการทดลองของลิลลี่ที่จะสร้างความรู้สึกใหม่ๆ ในการใช้สิ่งของเดิมๆ เช่น นำหิมะไปเคลือบลูกบิดประตูแล้วให้เพื่อนทดลองเปิด ลองนำกระดาษไปห่อผลส้มแทนเปลือก หรือนำกุญแจไปชุบแป้งเทมปุระ (!) แล้วทอดก่อนให้เพื่อนลองไขดู ผลการทดลองทั้งหมดบันทึกไว้ด้วยภาพถ่าย ข้อความบทสนทนา และภาพวาดที่แสดงวิธีใช้ข้าวของที่เปลี่ยนไปเพราะโดนความรู้สึกใหม่ๆ จู่โจม

“ตอนนั้นเรามีความสนใจเรื่องการทักทาย การสัมผัส แล้วก็ยังสนใจวัตถุเหมือนเดิม บวกกับเราชอบช้อปปิ้งออนไลน์ ชอบดูของแล้วจินตนาการว่าถ้าใช้จานนี้คงฟินมากตอนล้างเพราะมันคงสากๆ จากการที่เขาใช้ทรายที่ละเอียดมากเคลือบ เห็นลูกบิดประตูรูปไข่เราก็คิดว่าจะไม่เจ็บมือเหรอ หรือประตูบ้านในอะแลสกาจะมีหิมะเคลือบไหม ถ้ามี ความรู้สึกตอนเปิดประตูบ้านจะเป็นยังไง เราคิดว่าถ้าจินตนาการไปได้ขนาดนี้เราจะดีไซน์กิจกรรมอื่นให้เกิดความรู้สึกอื่นได้ไหม

“สิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามสังเกตคือ ช่วงเวลาเสี้ยววินาทีที่ความรู้สึกและแอ็กชั่นเกิดขึ้น พอทดลองให้คนได้ใช้สิ่งของด้วยความรู้สึกใหม่ๆ เราก็ถอดรูปแบบการเคลื่อนไหวและความรู้สึกออกมา เราพยายามวาดออกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง พอทำเสร็จเราก็ได้เรื่องเซนส์ที่ละเอียดอ่อนที่เอาไปทำงานอื่นได้ เช่น สมมติเราต้องทำนามบัตรให้คนอื่น เราจะเลือกใช้กระดาษที่ทำให้รู้สึกถึงตัวเราได้ไหม เป็นจุดเริ่มต้นในการใช้เซนส์อื่นๆ สร้างงาน

“หลังจากนี้เราก็ยังอยากทำงานที่สร้างประสบการณ์ให้คนอยู่นะ อาจไม่ใช่สิ่งพิมพ์ก็ได้ ซึ่งตอนนี้เรารู้สึกว่ายังไม่มีความรู้เรื่องงานคราฟต์มากกว่า แต่สมมติเราไปเจอเพื่อนที่เป็นเด็กสายออกแบบอุตสาหกรรม เขาอาจจะช่วยสานฝันเรื่องนี้ของเราก็ได้”

ถ้านี่คือตอนจบการ์ตูนญี่ปุ่น ลิลลี่คงพูดด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ ส่วนคนอ่านอย่างเราก็ได้แต่ลุ้นให้ผลงานใหม่ของเธอเกิดขึ้นไวๆ จะได้รู้ว่าคราวนี้เธอจะสร้างความรู้สึกแบบไหนให้เราอีก

ที่แน่ๆ มันต้องไม่เหมือนเดิมแน่นอน

Author

น้ำปาย ไชยฤทธิ์

Art & Culture Editor / ชื่นชอบสารพัดของกุ๊กกิ๊ก สิ่งสวยงาม ความสุนทรี และมีแพสชั่นกับเรื่องผีเป็นพิเศษ

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

นักเรียนฟิล์มที่มาฝึกงานช่างภาพ รักการถ่ายรูป ชอบกินของอร่อย และชอบใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนสนิท คนรัก

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)