<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>A Better Day &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/a-better-day/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/a-better-day/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 19 Jun 2026 09:04:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ดีกว่าไหมนะ ถ้าจะหาแง่งามของ ชอยซ์ที่เลือกแล้ว ดีกว่านั่งเสียดายชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/decision-made/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187417</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่มีวันไหนที่เราไม่ต้อง ‘ตัดสินใจ’ หรือ ‘เลือก’ ทำอะไรบางอย่าง เพียงแต่สถานการณ์ที่เราต้องเลือกในชีวิตประจำวัน โดยมากเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เกิดซ้ำจนเป็นรูทีน ตอนเที่ยงจะกินอะไร กินกับใคร จะกลับบ้านด้วยวิธีไหน แวะไปเจอเพื่อนก่อนดีไหม ฯลฯ การเลือกแบบที่ว่าเป็นการเลือกแบบง่ายๆ ใช้เวลาคิดไม่ถึง 5 นาที ก็ได้คำตอบ เป็นไปได้ไหมว่า เรื่องง่ายๆ อย่างการเลือกร้านอาหารไม่ได้มีผลกระทบกับชีวิตมากมายถึงขั้นเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ไม่ได้มีเดิมพันสูง ร้านอาหารที่ไม่ได้เลือกไปกินวันนี้ ค่อยไปกินวันพรุ่งนี้ก็ยังได้ หลายครั้งหลายคราว การตัดสินใจเรื่องง่ายๆ แบบที่ว่าจึงไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกเสียดาย และใช่หรือไม่ว่า ในบางครั้ง ถ้าการเลือกมีเดิมพันสูง กระทบกับชีวิตมากมายถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยน บรรดาชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือกจะเวียนกลับมาหลอกหลอนและกัดกินใจเราอยู่เสมอ“ถ้าวันนั้นไม่ลาออกจากงาน ชีวิตคงดีกว่านี้” “ถ้าวันนั้นยอมเป็นหนี้เพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ ในระยะยาว การเงินที่บ้านคงดีกว่านี้” ยิ่งเดิมพันสูงมากเท่าไร ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่มากแค่ไหน เราจะยิ่งรู้สึกเสียดาย-ที่เราไม่ได้เลือก มากเท่านั้น โดยเฉพาะถ้าชอยซ์ที่เราเลือกไม่ได้ดีงามเหมือนที่วาดภาพไว้ ความรู้สึกเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้เลือกจะวิ่งตามเรา คล้ายเป็นเงาไม่มีผิด หากใครกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะทำนองนี้ คอลัมน์ a better day ชวนมองอีกหลายๆ มุม ถ้าไม่ไบแอสจนเกินไป แล้วมองลงรายละเอียดกันแบบจริงจัง ชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือกใช่ว่าจะดีงามไปเสียทั้งหมด และใช่ว่าจะไม่สร้างความทุกข์ให้กับเราเลย ทุกอย่างมีแพ็กเกจของมัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/decision-made/">ดีกว่าไหมนะ ถ้าจะหาแง่งามของ ชอยซ์ที่เลือกแล้ว ดีกว่านั่งเสียดายชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ไม่มีวันไหนที่เราไม่ต้อง ‘ตัดสินใจ’ หรือ ‘เลือก’ ทำอะไรบางอย่าง</p>



<p>เพียงแต่สถานการณ์ที่เราต้องเลือกในชีวิตประจำวัน โดยมากเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เกิดซ้ำจนเป็นรูทีน ตอนเที่ยงจะกินอะไร กินกับใคร จะกลับบ้านด้วยวิธีไหน แวะไปเจอเพื่อนก่อนดีไหม ฯลฯ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187440" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>การเลือกแบบที่ว่าเป็นการเลือกแบบง่ายๆ ใช้เวลาคิดไม่ถึง 5 นาที ก็ได้คำตอบ</p>



<p>เป็นไปได้ไหมว่า เรื่องง่ายๆ อย่างการเลือกร้านอาหารไม่ได้มีผลกระทบกับชีวิตมากมายถึงขั้นเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ไม่ได้มีเดิมพันสูง ร้านอาหารที่ไม่ได้เลือกไปกินวันนี้ ค่อยไปกินวันพรุ่งนี้ก็ยังได้</p>



<p>หลายครั้งหลายคราว การตัดสินใจเรื่องง่ายๆ แบบที่ว่าจึงไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกเสียดาย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187439" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>และใช่หรือไม่ว่า ในบางครั้ง ถ้าการเลือกมีเดิมพันสูง กระทบกับชีวิตมากมายถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยน บรรดาชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือกจะเวียนกลับมาหลอกหลอนและกัดกินใจเราอยู่เสมอ<br>“ถ้าวันนั้นไม่ลาออกจากงาน ชีวิตคงดีกว่านี้”</p>



<p>“ถ้าวันนั้นยอมเป็นหนี้เพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ ในระยะยาว การเงินที่บ้านคงดีกว่านี้”</p>



<p>ยิ่งเดิมพันสูงมากเท่าไร ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่มากแค่ไหน เราจะยิ่งรู้สึกเสียดาย-ที่เราไม่ได้เลือก มากเท่านั้น โดยเฉพาะถ้าชอยซ์ที่เราเลือกไม่ได้ดีงามเหมือนที่วาดภาพไว้ ความรู้สึกเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้เลือกจะวิ่งตามเรา คล้ายเป็นเงาไม่มีผิด</p>



<p>หากใครกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะทำนองนี้ คอลัมน์ a better day ชวนมองอีกหลายๆ มุม ถ้าไม่ไบแอสจนเกินไป แล้วมองลงรายละเอียดกันแบบจริงจัง ชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือกใช่ว่าจะดีงามไปเสียทั้งหมด และใช่ว่าจะไม่สร้างความทุกข์ให้กับเราเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187441" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ทุกอย่างมีแพ็กเกจของมัน</strong></h2>



<p>มันหักห้ามใจยาก เมื่อต้องไม่คิดว่าถ้าวันนั้นเลือกที่จะไม่ลาออก ชีวิตในวันนี้คงดีกว่านี้&nbsp;</p>



<p>คล้ายว่าเราเลือกมองแต่แง่มุมที่ดีของสิ่งที่เราไม่ได้เลือก แต่มองไม่เห็นหรือเลือกที่จะมองข้ามบางแง่มุมที่ก็กัดกินใจเราเหมือนกัน เหมือนกันกับชอยซ์ที่เราเลือก เราก็เลือกมองแต่แง่มุมดีๆ โดยไม่คิดถึงความทุกข์ที่มันพ่วงมากับสิ่งที่เราเลือก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187442" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ถ้ายังทำงานอยู่ที่เก่า เรามีเพื่อนฝูงที่สนิทใจเป็นเซฟโซน แถมตอนจะออก เจ้านายก็เพิ่มเงินเดือนเพื่อรั้งตัวไว้ด้วย เพียงแต่ในวันและวัยนั้น งานที่ทำไม่มีความท้าทาย ไม่มีโอกาสได้ลับคมฝีมือ เราในวันนั้นจึงเลือกเดินออกมา</p>



<p>กลับกัน ชอยซ์ที่เราเลือกอาจมอบความท้าทายในหน้าที่การงาน ได้ลับฝีมือ ได้อยู่ท่ามกลางคนเก่งๆ มีโจทย์ยากๆ วิ่งเข้ามาท้าทายให้แก้ปัญหา แต่แลกมากับการไม่มีระบบ เงินเดือนอาจจะไม่สูง ซึ่งก็นำมาซึ่งการมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ฯลฯ</p>



<p>ความรู้สึกเสียดายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามองแต่แง่มุมดีๆ ของสิ่งที่เราไม่ได้เลือก จนเราลืมนึกถึงอีกแง่มุมที่ในวันและวัยนั้นเราถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และกัดกินใจในหน้าที่การงานอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>ขอเพียงเข้าใจว่า สิ่งที่เราไม่ได้เลือกหรือแม้แต่สิ่งที่เราเป็นคนเลือกเอง ทุกอย่างมีความสุขและความทุกข์เป็นของมันเองเสมอ ไม่มีชีวิตแบบไหนที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีงานไหนไม่มีปัญหา ทุกอย่างมีแพ็กเกจของมัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187443" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-768x769.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-600x601.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>และอย่าลืมว่าเราจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเลือกแล้วเท่านั้น ชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือก-ยิ่งถ้าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เราอาจไม่มีโอกาสได้กลับไปเลือกชอยซ์นั้นอีกแล้ว</p>



<p>ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ ‘เลือกแล้ว’ ดีที่สุด แต่ควรหาแง่งามของมันแล้วใช้ชีวิตต่อ</p>



<p>เพราะนั่นคือชอยซ์ที่เราเลือกแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สวัสดิการที่เอื้อต่อความผิดพลาด</strong></h2>



<p>อันที่จริง ร่องรอยวัฒนธรรมแบบจารีตของสังคมไทยยังมีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตของผู้คนอยู่ไม่น้อย สังเกตหรือไม่ว่า ค่านิยมของคนรุ่นก่อนมักจะบอกให้เราเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ หางานที่มั่นคง (ข้าราชการ วิศวกร แพทย์ ฯลฯ) เสร็จแล้วก็ต้องแต่งงาน ซื้อบ้าน และผลิตทายาทสืบทอดต่อไป</p>



<p>แม้ไม่ได้เขม่นกันออกมาซึ่งๆ หน้า แต่ถ้าผิดแผกไปจากนี้ก็ถือว่าใช้ชีวิตมาผิด ไม่ฉลาดเลือก หรือกระทั่งว่าย้อนให้บรรพบุรุษว่าเลี้ยงดูลูกหลานกันมาอย่างไร</p>



<p>คล้ายว่าเอเชียจะมีวัฒนธรรมนี้ร่วมกัน ต่างจากยุโรปที่มองว่ารัฐควรจะมีสวัสดิการที่พร้อมจะซัปพอร์ตทุกความผิดพลาดของพลเมืองในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น สวีเดน เมื่อประชากรลาออกจากงานเพื่อไปลองทำตามฝันแล้วเกิดข้อผิดพลาด รัฐจะจ่ายเงินซัปพอร์ตให้ 80%<strong> </strong>ของเงินเดือนเดิมในช่วง 200 วันแรก ในขณะที่สำนักงานประกันสังคมของบางประเทศยังมุมมิบจ่าย ‘เงินว่างงาน’ ช้าเหมือนเต่าคลาน กระทั่งสวัสดิการรัฐด้านอื่นๆ ยิ่งมองไม่เห็นว่ามีความพยายามที่จะซัปพอร์ตประชาชนที่พบเจอกับความผิดพลาดในชีวิต<br>เมื่อรัฐไม่มีฟูกมาคอยซัปตอนล้ม เราจึงได้ยินเสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่ที่พยายามแหกออกจากกติกาแบบเดิมๆ เช่น ไม่เทิดทูนความลำบาก หรือเลือกที่จะไม่ทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ความยืดหยุ่นกลายเป็นแว่นในการมองหางานของคนยุคใหม่</p>



<p>เลือกที่จะไม่ผูกมัดตัวเองไว้กับอาชีพเดียวและกระจายความเสี่ยงออกไปในแนวราบ เราจึงเห็นการดิ้นร้นในการทำจ็อบเสริมเยอะมาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจมาจากความเชื่อลึกๆ ว่าถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เลือกทำแล้วล้ม ยังพอมีอีกสิ่งที่ประคับประครองให้ไปต่อได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187444" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นี่เท่ากับว่าประชาชนดิ้นรนกันเองตามยถากรรม สังคมไทยดูเหมือนยังห่างไกลเหลือเกินกับการซัปพอร์ตความผิดพลาดของประชาชนในการดำเนินชีวิต แต่เป็นเรื่องน่ายินดีที่คนจำนวนไม่น้อยมองว่าไม่จำเป็นต้องผ่านด่านที่ครั้งหนึ่งสังคมกำหนดให้ต้องข้าม แต่เลือกใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้ แบบที่คิดมาถี่ถ้วนแล้ว</p>



<p>เพียงแต่มันน่าเสียดายที่เราน่าจะมีสังคมที่ออกแบบมาให้เราผิดพลาดได้ และคอยโอบอุ้มเราไม่ให้บาดเจ็บล้มตาย ให้สามารถลืมตาอ้าปากและใช้ชีวิตต่อไปได้</p>



<p>เพราะไม่ว่ายังไง เราทุกคนก็ต้องตัดสินใจบางเรื่องในชีวิตผิดพลาดกันแน่ๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187445" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เลือก (ผิด) ดีกว่าไม่เลือก</strong></h2>



<p>ผู้เขียนได้อ่านหนังสือ ‘ครึ่งจริง ครึ่งฝัน และพระจันทร์ของคนหนุ่ม’ เขียนโดย วิรัตน์ โตอารีย์มิตร นักเขียนนามปากกา ญามิลา ใจความหนึ่งมีการกล่าวถึงการเลือกทำบางสิ่งบางอย่างในชีวิตเอาไว้แบบนี้</p>



<p>“เลือกกันเถอะ เมื่อยังมีเวลาและโอกาสให้ตัดสินใจ ไม่มีอะไรผิดถูกอย่างแท้จริง วันนี้ผิดพรุ่งนี้ถูก หรือวันนี้ถูกพรุ่งนี้อาจผิด บางทีก็แล้วแต่ว่าใครเป็นผู้พิจารณาด้วย ตรงนี้ไม่สำคัญ สำคัญกว่าคือเมื่อเลือกแล้วหัวใจเราเป็นอย่างไรบ้าง บางคนยอมถูกเลือก เพราะตรงนั้นมีหลายด้านที่เป็นความหมายของชีวิต”</p>



<p>ในวันและวัยที่ยังลองผิดลองถูกได้ ความหมายของชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมาก เราให้ค่ากับสิ่งไหนเป็นพิเศษ หมกมุ่น หลงใหล อยากปะทะ หรือพร้อมกระโจนเข้าใส่ โดยมาก เราก็มักจะเลือกทำสิ่งนั้น-สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย แม้อย่างที่กล่าวไปว่ามันจะพ่วงมาด้วยแพ็กเกจความทุกข์อีกนับไม่ถ้วน</p>



<p>ไม่ใช่แค่ผู้เขียน ครึ่งจริงครึ่งฝันฯ ผู้มากประสบการณ์ชีวิตหลายคนพูดในทำนองเดียวกันว่า ‘เลือกดีกว่าไม่เลือก’ ซึ่งทุกคนทราบดีว่าการเลือกทำสิ่งหนึ่ง หมายถึงต้องละทิ้งอีกสิ่งหนึ่ง นั่นเป็นเรื่องที่ต้องรับให้ได้</p>



<p>แก่นแกนของหนังสือเล่มนี้ครั้งหนึ่งเคยทำให้ NGO หนุ่มด้านสิ่งแวดล้อมลาออกแล้วเดินตามความฝันในการเป็นนักเขียน จนกระทั่งเติบโตขึ้นมาเป็นบรรณาธิการที่สร้างคุณค่าให้กับวงการนิตยสารและสื่อสารมวลชน</p>



<p>แน่ล่ะว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมจำนนและละทิ้งความฝัน คนเหล่านี้มีอยู่จริง และค่อนข้างมั่นใจว่ามีอยู่มากด้วยซ้ำไปในบ้านเรา แต่เหมือนอย่างที่วิรัตน์ว่าไว้ในหนังสือ การละทิ้งความฝันไม่ใช่ความผิด เพราะนั่นคือการเลือกที่ได้ตัดสินใจแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187446" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หลายเดือนก่อน ผู้เขียนมีโอกาสได้ฟัง ฟาโรส-ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี เจ้าของช่อง Farose กล่าวในรายการสัมภาษณ์ ขอบคุณคุณแม่ที่บอกให้ลูกเป็นคนเลือกเองว่าจะเข้าคณะอักษรฯ จุฬาฯ ดีหรือไม่ คำพูดอาจไม่ถูกต้อง 100% แต่กล่าวประมาณว่า</p>



<p>“เลือกเอง ถ้าเลือกผิดจะได้ไม่ต้องโทษใคร แต่ถ้าเลือกถูก หนูจะได้ภูมิใจไปตลอดชีวิต”</p>



<p>เลือกผิดเลือกถูกอาจดีกว่ามานั่งเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้เลือก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/decision-made/">ดีกว่าไหมนะ ถ้าจะหาแง่งามของ ชอยซ์ที่เลือกแล้ว ดีกว่านั่งเสียดายชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปรียบเทียบตัวเองกับใครเยอะแล้ว มาลิ้มชิมรสความสุขระหว่างทางด้วย ‘การเมตตากรุณาต่อตัวเอง’ กันดีกว่า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/social-comparison/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<category><![CDATA[SelfCompassion]]></category>
		<category><![CDATA[SocialComparison]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187052</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยไหม พอจบหนึ่งวันแสนยาวนานที่เข็ญร่างกายตัวเองให้ทำนั่นทำนี่ กะว่าจะพักสักนิดให้ผ่อนคลายเลยจับโทรศัพท์ไถฟีด จนเวลาล่วงเลยไป เห็นว่าเพื่อนที่ต่างแยกย้ายเติบโตขึ้น ได้ก้าวเข้าสู่วัยทำงานเป็น First Jobber เต็มตัว ต่างก็อวดความสำเร็จกันต่างๆ นานา พอหันไปมองกระจกดันเห็นร่างยืดย้วยนั่งไหล่ตกที่ยังไปไม่ถึงไหน เราที่ตามหลังใครเขาเหมือนโชคชะตาหัวเราะเยาะ ยังไม่มีความสำเร็จให้ได้อวดลงกับเขาหรอก โดนทิ้งให้รั้งท้ายต้องปรายตามองความสำเร็จผ่านโซเชียลมีเดียเพียงเท่านั้น สุดท้ายก็มีแต่เราที่ว้าเหว่คนเดียว ไม่ต่างกับซีรีส์เกาหลี We Are All Trying Here ที่เพิ่งเริ่มดูได้สองตอน จากที่เคยผ่านวันเวลาแล้วก้าวไปพร้อมกัน เปลี่ยนผันไปเป็นการแข่งขันเสียอย่างนั้น แต่ต่างกันตรงที่ในซีรีส์พบเจอกันเป็นปกติ และในชีวิตจริงหลายคนต่างติดตามความสำเร็จของเพื่อนผ่านหน้าจอ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแข่งเอาความสำเร็จนั่นมาแล้วจะเป็นสุขไหม หรือไม่ได้แวะนึกเลยว่าใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า เพียงจัดการชีวิตให้เข้าที่เข้าทาง วิ่งวุ่นอยู่กับปัจจุบันทำแต่ละอย่างอย่างแข็งขัน แบกร่างผุพังกับหัวใจห่อเหี่ยวลงกระเป๋า กลับบ้านล้มตัวลงนอนบนเตียงแข็งๆ แค่นี้เราก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องวิ่งไล่ตามความสำเร็จที่ใครเขาก็มีอีก ความสุขที่ฝันใฝ่มันเลยห่างไกลเรื่อยๆ และไอประโยคที่ว่าไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้นน่ะ ปัดตกไปได้เลย เพราะตัวการอย่างเรานี่แหละ เปรียบเทียบกับคนอื่นจนใจจะพัง บทเรียนราคาแพงที่ต้องแลกเมื่อไถลเข้าไปสู่เวทมนตร์ของโซเชียลมีเดีย มันมาแบบที่ไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ ยิ่งช่วงนี้เข้าฤดูฝนแล้วเปิดเพลงเศร้าให้เข้ากับมู้ดขณะยืนมองสายฝนโปรยปราย บางจังหวะความเหน็บหนาวก็เข้ามากระทบกายจนทำให้ใจป่วย พอน้ำฝนไหลลงพื้นเหมือนเราเองก็ร่วงหล่นตามไปด้วยเหมือนกัน เพราะคิดว่า ‘ทุกคนกำลังเดินไปเร็วกว่าเราเป็นไหน เหตุใดเราถึงยังอยู่ตรงนี้กันนะ’ คลุกเคล้าอารมณ์สั่นไหวเข้าไปก็รู้สึกเหงาจับใจขึ้นมา เป้าหมายของเธอคือเป้าหมายของฉัน ตอนเห็นแทบทุกคนอวดความสำเร็จของตัวเองกัน ในใจก็นึกให้เครดิตเลยว่าเก่งจัง ยิ่งเรียนจบออกมาแล้วหางานทำได้เลยยิ่งน่าชื่นชมเข้าไปใหญ่ พอมองตัวเองที่กำลังแบกความธรรมดา ไม่ได้มีอะไรดีเด่หรือโดดเด่นเรื่องความสามารถอย่างใครอื่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/social-comparison/">เปรียบเทียบตัวเองกับใครเยอะแล้ว มาลิ้มชิมรสความสุขระหว่างทางด้วย ‘การเมตตากรุณาต่อตัวเอง’ กันดีกว่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เคยไหม พอจบหนึ่งวันแสนยาวนานที่เข็ญร่างกายตัวเองให้ทำนั่นทำนี่ กะว่าจะพักสักนิดให้ผ่อนคลายเลยจับโทรศัพท์ไถฟีด จนเวลาล่วงเลยไป เห็นว่าเพื่อนที่ต่างแยกย้ายเติบโตขึ้น ได้ก้าวเข้าสู่วัยทำงานเป็น First Jobber เต็มตัว ต่างก็อวดความสำเร็จกันต่างๆ นานา พอหันไปมองกระจกดันเห็นร่างยืดย้วยนั่งไหล่ตกที่ยังไปไม่ถึงไหน เราที่ตามหลังใครเขาเหมือนโชคชะตาหัวเราะเยาะ ยังไม่มีความสำเร็จให้ได้อวดลงกับเขาหรอก โดนทิ้งให้รั้งท้ายต้องปรายตามองความสำเร็จผ่านโซเชียลมีเดียเพียงเท่านั้น สุดท้ายก็มีแต่เราที่ว้าเหว่คนเดียว</p>



<p>ไม่ต่างกับซีรีส์เกาหลี We Are All Trying Here ที่เพิ่งเริ่มดูได้สองตอน จากที่เคยผ่านวันเวลาแล้วก้าวไปพร้อมกัน เปลี่ยนผันไปเป็นการแข่งขันเสียอย่างนั้น แต่ต่างกันตรงที่ในซีรีส์พบเจอกันเป็นปกติ และในชีวิตจริงหลายคนต่างติดตามความสำเร็จของเพื่อนผ่านหน้าจอ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแข่งเอาความสำเร็จนั่นมาแล้วจะเป็นสุขไหม หรือไม่ได้แวะนึกเลยว่าใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า</p>



<p>เพียงจัดการชีวิตให้เข้าที่เข้าทาง วิ่งวุ่นอยู่กับปัจจุบันทำแต่ละอย่างอย่างแข็งขัน แบกร่างผุพังกับหัวใจห่อเหี่ยวลงกระเป๋า กลับบ้านล้มตัวลงนอนบนเตียงแข็งๆ แค่นี้เราก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องวิ่งไล่ตามความสำเร็จที่ใครเขาก็มีอีก ความสุขที่ฝันใฝ่มันเลยห่างไกลเรื่อยๆ</p>



<p>และไอประโยคที่ว่าไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้นน่ะ ปัดตกไปได้เลย เพราะตัวการอย่างเรานี่แหละ เปรียบเทียบกับคนอื่นจนใจจะพัง บทเรียนราคาแพงที่ต้องแลกเมื่อไถลเข้าไปสู่เวทมนตร์ของโซเชียลมีเดีย มันมาแบบที่ไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ</p>



<p>ยิ่งช่วงนี้เข้าฤดูฝนแล้วเปิดเพลงเศร้าให้เข้ากับมู้ดขณะยืนมองสายฝนโปรยปราย บางจังหวะความเหน็บหนาวก็เข้ามากระทบกายจนทำให้ใจป่วย พอน้ำฝนไหลลงพื้นเหมือนเราเองก็ร่วงหล่นตามไปด้วยเหมือนกัน เพราะคิดว่า ‘ทุกคนกำลังเดินไปเร็วกว่าเราเป็นไหน เหตุใดเราถึงยังอยู่ตรงนี้กันนะ’ คลุกเคล้าอารมณ์สั่นไหวเข้าไปก็รู้สึกเหงาจับใจขึ้นมา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-7-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187056" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-7-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-7-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-7-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-7-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-7.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เป้าหมายของเธอคือเป้าหมายของฉัน</strong></h2>



<p>ตอนเห็นแทบทุกคนอวดความสำเร็จของตัวเองกัน ในใจก็นึกให้เครดิตเลยว่าเก่งจัง ยิ่งเรียนจบออกมาแล้วหางานทำได้เลยยิ่งน่าชื่นชมเข้าไปใหญ่ พอมองตัวเองที่กำลังแบกความธรรมดา ไม่ได้มีอะไรดีเด่หรือโดดเด่นเรื่องความสามารถอย่างใครอื่น แม้รู้อย่างนั้น แต่ก็พยายามจนสุดความสามารถ เพื่อไต่เต้าเข้าแข่งขันชิงรางวัลจนรอดมาวันนี้เหมือนกันนะ ไม่ใช่ว่าอะไรหรอก ความสำเร็จของคนอื่นที่เห็นนั่นน่ะก็เป็นแรงผลักๆ ดันๆ ให้เราเพิ่มเป้าหมายในชีวิตเหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าจะผลักดันอย่างเดียว มันทั้งกดดัน และรู้สึกไม่ดีพอด้วย จนทำให้รู้สึกตัวเล็กมากๆ ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า <strong>‘การเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า (Upward Social Comparison)’ </strong>นั่นเอง</p>



<p>เมื่อหมดแรงจะก้าวเดิน ก็ถามกับตัวเองว่าต้องเลื่อนไปกี่ขั้นถึงจะสำเร็จ ไหนใครๆ ก็สำเร็จกันเมื่อเดินทางนี้ จะได้ยิ้มแฉ่งมีความสุขสมปรารถนา แต่พอไปไม่ถึง ทีนี้ก็ก่นด่าตัวเองว่าต๊อกต๋อย ได้แต่นั่งเศร้าคอตกยกกระป๋องโค้กดื่มไปวันๆ ก็ไปจับเอาเรื่องราวเขามาเปรียบเทียบจนเค้าโครงของตัวเองหลุดหาย ไม่รู้ว่าความมั่นใจที่มาดมั่นก่อนหน้านั้นว่าเราก็ทำได้ เราก็เก่งเหมือนกันนะ อะไรพวกนั้นมันหายไปไหนหมด</p>



<p>พอคิดไปคิดมา</p>



<p>อ้าว! เป้าหมายนั่นมันไม่ใช่ของเรานี่นา อะไรกันเนี่ย (เกาหัวแกรกๆ)</p>



<p>หากเห็นคนอื่นบ่นอุบอิบว่าชีวิตเหนื่อยยาก เช่นว่า ตกงาน หรือหางานมาหลายเดือนแล้วเดือนนี้ก็ยังไม่ได้อีก แต่ตัวเราที่ยื่นเรซูเม่ไปเมื่อต้นเดือนโดนเรียกตัวสัมภาษณ์แล้ว ใจมันเผลอเต้นตุบตับรู้สึกตัวโตขึ้นมา แบบนี้น่ะเรียกว่า <strong>‘การเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า (Downward Social Comparison)’&nbsp;</strong></p>



<p>เห็นแบบนี้แล้วก็แอบเครียด ทำไมเรา ‘เปรียบเทียบ (Social Comparison)’&nbsp; ไม่จบไม่สิ้น ก้อนขยุกขยิกพวกนั้นมันพันตัวพันใจเราเต็มไปหมดแล้ว (อ้ากกก)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-6-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187058" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-6-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-6-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-6.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พักการเปรียบเทียบมาเติมสุขด้วยการเมตตากันหน่อย</strong></h2>



<p>“เวลามีไม่นานเท่าไหร่ โลกที่ยังหมุนไป เธอเดินทางและมีชีวิตอยู่เพื่อใคร” เปิดเพลง มีชีวิต (Alive) ของวง Plastic Plastic เพื่อเพิ่มบรรยากาศให้เราได้ย้อนกลับมาตั้งคำถามถึงชีวิตกันดีกว่าว่า ‘เรามีชีวิตอยู่เพื่อใครกันนะ’</p>



<p>จริงแล้วเราก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง และยังมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองนั่นแหละ พอนานวัน จันทร์เปลี่ยน โฟกัสหลุดลอยไปที่คนอื่น อากาศเริ่มเย็นขึ้นชื้นขึ้น และเหงามากขึ้นเพราะไม่มีใครร่วมกอดคอเคียงบ่าเคียงไหล่อีกแล้ว เห็นความต่างชั้นของชีวิตตัวเองและคนอื่นมากมาย เราเลยแบกความกดดัน ซึ่งกลายมาเป็นภาระทางจิตใจ ให้เริ่มเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วยใจน้อย แล้วก็มาทนทุกข์กับความรู้สึกไม่ดีพอที่หยิบยืมไม้บรรทัดของใครก็ไม่รู้มาวัดตัวเอง แบบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ</p>



<p>ใครก็ตามที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ หากอาการเหล่านี้กระทบกับการใช้ชีวิต เราขอชวนขยับร่างกายมานั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้เดิมที่คุ้นเคย กลับมาปลอบโยนกันด้วย <strong>‘การเมตตากรุณาต่อตนเอง (Self-Compassion)’ </strong>กัน</p>



<p>เริ่มง่ายๆ ด้วยการหายใจเข้าลึกๆ และผ่อนลมหายใจออกยาวๆ บอกตัวเองให้ช้าลงสักนิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร หรือต่อให้จะรู้สึกว่าคนอื่นเขาเร็วกว่าเลยสำเร็จกันแล้ว เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งหยิบมาตรวัดของคนอื่นมาจำกัดตัวเองเอาไว้ เมื่อมีความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมาก็ให้เบาใจได้เลยว่าเดี๋ยวเขาก็ผุดลง เดี๋ยวเขาก็ผ่านไป ถ้าหากฟังเสียงในหัวไม่ไหว ให้ลองหยิบกระดาษกับดินสอมาจดทุกอย่างที่เกิดขึ้นแบบไม่ต้องกังวลว่าจะเขียนผิดหรือถูก ก็แค่ระบายมันออกมา หรือว่าจะกรี๊ดจนสุดเสียง ขีดเขียนรอยหยักไม่ต่อเนื่อง ร้องไห้ให้น้ำตาท่วมหน้าก็เอาเลยเต็มที่</p>



<p>จะอย่างไหนก็ขอให้ปลดปล่อยวางมันลง ไม่ต้องพิธีรีตองว่าต้องจัดโต๊ะตระเตรียมอะไรให้พรั่งพร้อม เพราะเราไม่มีวันพร้อมจนกว่าจะลงมือทำอยู่แล้ว เหมือนที่เราทำไปโดยไม่รู้ตัวว่าเราต้องการสิ่งนั้นจริงไหม อย่างในซีรีส์ We Are All Trying Here ที่พระเอกยังไม่ประสบความสำเร็จกับการเป็นผู้กำกับ แล้วกำลังโดนพี่ชายคาดคั้นถามว่านายต้องการอะไรกันแน่ อยากประสบความสำเร็จเหรอ เขาได้แต่ปฏิเสธตอบเสียงแผ่วเบาเพียงว่า “แค่ไม่ต้องกังวลก็พอแล้ว” ทำให้กลับมาคิดว่าเราอาจอยากใช้ชีวิตอย่างไม่กังวลมากมายก็ได้&nbsp; เชกเช่นกับประโยคจากหนังสือ ‘อย่าลืมว่าเรามีวันนี้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น’ ที่บอกเอาไว้ “ยิ่งสิ่งที่ต้องแบกเบาแค่ไหนก็จะยิ่งไปได้ไกลเท่านั้น จะปล่อยหรือวางลงก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างเดินไป” บางทีชีวิตก็อาจจะแค่นั้นเอง เพราะเราต่างพยายามสุดใจ เพื่อต่อสู้กับความรู้สึกไร้ค่าของตัวเอง</p>



<p>นั่นสินะ วางลงบ้างก็ได้</p>



<p>ถ้าเหนื่อยก็พัก ถ้าง่วงก็นอน พอวางความคิดให้มันเป็นแค่ความคิด ไม่ต้องไปผูกติดยึดมั่นเอาไว้ <strong>เดี๋ยวความเบามันก็คงจะมาเอง</strong></p>



<p>เพราะฉะนั้นก็อย่าดูถูกหรือด้อยค่าความพยายามของตัวเองกันมากมายนักเลย มาใจดีกับตัวเอง (Self Kindness) อย่างที่ชื่นชมความพยายามของคนอื่น มาเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเอง (Common Humanity) ที่กำลังพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างในจังหวะที่ไหวอยู่ตอนนี้ จะผิดพลาดหรือเดินช้ากว่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร และสุดท้ายก็อย่าลืมมีสติกับ</p>



<p>ปัจจุบัน (Mindfulness) เพื่อมีความหวังในวันนี้เถอะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/4-4-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187060" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/4-4-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/4-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/4-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/4-4-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/4-4-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/4-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/4-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/4-4-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/4-4.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อาจไม่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ ‘เรา’ ก็น่าภูมิใจเหมือนกันนะ</strong></h2>



<p>แม้จะพักแล้วก็ยังรู้สึกไม่เต็มใจ หากแต่ว่าความพยายามอันสั่งสมมายาวนานนั้นไม่เคยได้แกะดู&nbsp;</p>



<p>เราขอชวนย้อนนึกความสำเร็จเล็กน้อยจนใหญ่โตของคุณและคุณ ตั้งแต่เก็บรองเท้าเข้าชั้น จัดกระเป๋าเรียบร้อย พับที่นอนหลังตื่น ชโลมบำรุงร่างด้วยครีมหอมฟุ้ง หรือจะนึกขอบคุณที่ตกรถเมล์แต่ก็ยังกลับถึงบ้านได้</p>



<p>อย่างเพลง I Wanna Thank Me &#8211; Meghan Trainor ก็กำลังบอกให้เราชื่นชมตัวเราเอง ให้เครดิตตัวเองที่ทำเรื่องต่างๆ “Yes, there’s so many I’d like to thank along the way but I gotta say I wanna thank me” และเหมือนคำกล่าวในหนังสือ ‘DAWN ชั่ววูบเข้าใจชีวิตเหมือนแสงที่ริมขอบฟ้า’ ที่ว่า “ปลายทางยังอีกยาวไกล แล้วเหตุใดความสำเร็จของวันนี้จึงไม่ถูกเฉลิมฉลอง ทั้งที่มันคือสิ่งประกอบสร้างเป็นตัวเธอในวันพรุ่งนี้”</p>



<p>ให้มองว่า <strong>แม้สิ่งนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหนก็เรียกว่าสำเร็จได้เหมือนกันนะ</strong></p>



<p>ขยับมือวางโทรศัพท์ลงสักหน่อย ไม่ต้องสมบูรณ์พูนพร้อมกับโลกกว้างขนาดนั้นก็ได้ แวะชื่นชมการกระทำเล็กจิ๋วของตัวเองสักนิด ใคร่ครวญว่าเราทำสิ่งเหล่านั้นไปเพื่อใคร อยากทำด้วยความตั้งใจอย่างแท้จริงของเราไหม ขยับเป้าหมายให้ตรงใจมากที่สุด เพื่อจะได้ก้าวต่อไปด้วยจังหวะที่เหมาะสมกับตัวเองกัน</p>



<p>แม้ยากที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด แต่ขอให้ระลึกไว้อยู่เสมอว่า <strong>คุณมาไกลกว่าที่คุณคิด เพียงแค่ผ่อนแรงชีวิตไม่ได้ทำให้สิ้นหวัง </strong>ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างหรือเป็นทุกอย่างอย่างใครคนใด เพียงแค่เป็นปัจเจกชนคนหนึ่งซึ่งดำรงอยู่ด้วยเจตจำนงเสรีที่เลือกสรรชีวิตเพื่อตัวเอง แค่นั้นก็น่าขอบคุณแล้ว</p>



<p>เราไม่ได้อยู่ในช่วงฤดูกาลแห่งความผิดหวังไปตลอดกาล เชกเช่นเดียวกับฤดูฝนก็ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป วันเวลาจะผันเปลี่ยนเสมอ เพราะอย่างนั้นมันจะมีวันของเราให้ได้เฉลิมฉลองอย่างแน่นอน</p>



<p>ยกแขนสวมกอด ตบบ่าเบาๆ ยกยิ้มน้อยๆ ให้คนในกระจกก่อนเริ่มหรือจบวัน</p>



<p>ไม่ว่าจะดีพอสำหรับใครหรือไม่ เมื่อเราผ่านวันและคืนมาจนวันนี้ได้ ก็โคตรจะเจ๋ง!</p>



<p>ค่อยๆ บรรเลงชีวิตด้วยจังหวะของตัวเองกันนะ</p>



<p>แล้วก็อย่าลืมเติมความสุขและชมตัวเองกันด้วยล่ะ</p>



<p>คุณคนเก่ง : )</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/social-comparison/">เปรียบเทียบตัวเองกับใครเยอะแล้ว มาลิ้มชิมรสความสุขระหว่างทางด้วย ‘การเมตตากรุณาต่อตัวเอง’ กันดีกว่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทริกออกแบบการเข้า ‘ร้านหนังสือ’ ให้สนุกและเยียวยาใจได้มากกว่าที่เคย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/healing-bookstore-guide/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 May 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[bookstore]]></category>
		<category><![CDATA[abetterday]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งพักพิงทางใจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186859</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฟ้าครึ้มเย็นวันอาทิตย์ ฝนโปรยลงมาอีกแล้ว หนังสือฤกษ์งามยามปารีส หรือในชื่อภาษาอังกฤษ A Moveable Feast เขียนโดย เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่วางอยู่บนชั้นกวักมือคล้ายเชื้อเชิญให้เปิดอ่านหลังจากถูกเพิกเฉยมานาน หนังสือเล่มนี้เล่าถึงช่วง 6 ปีแรกในการพยายามเป็นนักเขียนของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ มีประโยคหนึ่งที่เราชอบมากๆ คือ “บนถนนที่เย็นเยือกและเงียบเหงา ร้านของเธอเปรียบเสมือนจุดหมายเดียวที่มีแสงสว่างลอดออกมา” ประโยคเมื่อครู่ตานักเขียนเครางามแกพูดถึงร้านหนังสือ Shakespeare and Company ของ Sylvia Beach ซึ่งเป็นคนละที่กับร้านหนังสือสีเขียวริมแม่น้ำแซนของ George Whitman หรือที่เราเห็นในหนังเรื่อง Before Sunset นั่นแหละ (ข่าวว่าตาจอร์จแกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้กับซิลเวีย บีช) ชีวิตในช่วงนั้นเฮมิงเวย์ต้องบอกว่าแทบไม่มีเงินซื้อหนังสือ กระทั่งแม้จะซื้อข้าวกิน แต่แล้วในฤดูหนาวปีหนึ่งที่กรุงปารีส เฮมิงเวย์คนขัดสนเดินเข้าในร้านหนังสือนี้เพื่อนั่งรับไออุ่นจากเตาผิง และมีบ่อยครั้งที่ซิลเวียอนุญาตให้เฮมิงเวย์ยืมหนังสือไปอ่านก่อนได้ทั้งที่เขายังไม่มีเงินจ่ายค่าสมาชิกด้วยซ้ำ “คุณจ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณพร้อม” ซิลเวียว่าอย่างนั้น “แต่ผมต้องจ่ายตอนนี้เลยหรือเปล่า” “ไม่หรอก จ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ตามสะดวก ที่นี่คือห้องสมุดให้ยืมนะ” “ครับ” ผมตอบ “เดี๋ยวผมจะเอาเงินมาให้” “อย่าทำตัวงี่เง่าน่า” เธอพูด “คุณต้องอ่านหนังสือไม่ใช่หรือไงล่ะ” เห็นว่าไม่ใช่แค่เฮมิงเวย์ที่ลากก้นมาพักกายคลายใจที่ร้านหนังสือแห่งนี้ นักเขียนในยุค Lost [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/healing-bookstore-guide/">ทริกออกแบบการเข้า ‘ร้านหนังสือ’ ให้สนุกและเยียวยาใจได้มากกว่าที่เคย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ฟ้าครึ้มเย็นวันอาทิตย์ ฝนโปรยลงมาอีกแล้ว</p>



<p>หนังสือฤกษ์งามยามปารีส หรือในชื่อภาษาอังกฤษ A Moveable Feast เขียนโดย เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่วางอยู่บนชั้นกวักมือคล้ายเชื้อเชิญให้เปิดอ่านหลังจากถูกเพิกเฉยมานาน</p>



<p>หนังสือเล่มนี้เล่าถึงช่วง 6 ปีแรกในการพยายามเป็นนักเขียนของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์</p>



<p>มีประโยคหนึ่งที่เราชอบมากๆ คือ “บนถนนที่เย็นเยือกและเงียบเหงา ร้านของเธอเปรียบเสมือนจุดหมายเดียวที่มีแสงสว่างลอดออกมา”</p>



<p>ประโยคเมื่อครู่ตานักเขียนเครางามแกพูดถึงร้านหนังสือ Shakespeare and Company ของ Sylvia Beach ซึ่งเป็นคนละที่กับร้านหนังสือสีเขียวริมแม่น้ำแซนของ George Whitman หรือที่เราเห็นในหนังเรื่อง Before Sunset นั่นแหละ (ข่าวว่าตาจอร์จแกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้กับซิลเวีย บีช)</p>



<p>ชีวิตในช่วงนั้นเฮมิงเวย์ต้องบอกว่าแทบไม่มีเงินซื้อหนังสือ กระทั่งแม้จะซื้อข้าวกิน</p>



<p>แต่แล้วในฤดูหนาวปีหนึ่งที่กรุงปารีส เฮมิงเวย์คนขัดสนเดินเข้าในร้านหนังสือนี้เพื่อนั่งรับไออุ่นจากเตาผิง และมีบ่อยครั้งที่ซิลเวียอนุญาตให้เฮมิงเวย์ยืมหนังสือไปอ่านก่อนได้ทั้งที่เขายังไม่มีเงินจ่ายค่าสมาชิกด้วยซ้ำ</p>



<p>“คุณจ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณพร้อม” ซิลเวียว่าอย่างนั้น</p>



<p>“แต่ผมต้องจ่ายตอนนี้เลยหรือเปล่า”</p>



<p>“ไม่หรอก จ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ตามสะดวก ที่นี่คือห้องสมุดให้ยืมนะ”</p>



<p>“ครับ” ผมตอบ “เดี๋ยวผมจะเอาเงินมาให้”</p>



<p>“อย่าทำตัวงี่เง่าน่า” เธอพูด “คุณต้องอ่านหนังสือไม่ใช่หรือไงล่ะ”</p>



<p>เห็นว่าไม่ใช่แค่เฮมิงเวย์ที่ลากก้นมาพักกายคลายใจที่ร้านหนังสือแห่งนี้ นักเขียนในยุค Lost Generation หลายคนก็มีร้านหนังสือ Shakespeare and Company ของ Sylvia Beach เป็นแหล่งพักพิงเช่นเดียวกัน</p>



<p>หากมองในเชิงพื้นที่ ร้านหนังสือเป็นที่พักพิงยามพายุโหม เป็นมาตั้งแต่ยุคกระโน้นจนถึงยุคกระนี้ นักอ่านหลายคนก็ยังเดินดุ่มเข้าร้านหนังสือที่นอกจากจะโกยหนังสือกลับไปพร้อมกันแล้วยังรับพลังดีๆ ติดตัวกลับไปด้วย</p>



<p>แม้ชีวิตประจำวันของเราจะ xหยkv[w_กด_13! แค่ไหนก็ตาม</p>



<p>ใครๆ ก็อยากมีร้านหนังสือเป็นแหล่งพักพิง คอลัมน์ a better day มีทริกเล็กๆ ที่อยากชวนคุณมาออกแบบการเข้าร้านหนังสือให้สนุกขึ้นและเยียวยาใจได้มากกว่าที่เคย เพราะเราไม่มีอากาศหนาวและเตาผิงแบบเฮมิงเวย์นี่นา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186864" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ตัดขาดจากโลกตั้งแต่ประตูทางเข้า</strong></h2>



<p>มีการศึกษาที่บอกว่ามือถือนี่เปลี่ยนพฤติกรรมเราไปมาก</p>



<p>อย่างเช่นว่าเราไม่รู้ว่าเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นจะเป็นเรื่องสำคัญอย่างเรื่อง ‘งาน’ หรือเป็นเรื่องไร้สาระอย่าง ‘โปรดีบอกต่อ’ ผลที่ตามมาคือร่างกายจะกระตุ้นให้สมองหลั่งโดพามีนทำให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น (ในมือถือ) จนไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันได้เต็มที่</p>



<p>มีผลสำรวจหนึ่งน่าสนใจมาก เขาบอกว่าหลังจากถูกขัดจังหวะด้วยการแจ้งเตือน 1 ครั้ง มนุษย์ต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 23 นาที 15 วินาที เพื่อดึงสมาธิกลับมาจดจ่อกับงานเดิมให้ได้ 100%</p>



<p>ก่อนหน้านั้นจะแวะไปซื้อของช็อปปิงอะไรมาไม่รู้ ขอให้นึกล่วงหน้าว่าถ้าอีกไม่นานนี้จะเข้าร้านหนังสือให้ปิดแจ้งเตือนหรือเปิดแอร์ Airplane Mode เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก แล้วก็ใช้เวลาอยู่กับร้านหนังสือให้เต็มที่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186865" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Best Seller ไว้ก่อน ลองหันมองสันหนังสือกันนะ</strong></h2>



<p>หนังสือ Best Seller ไม่ได้ผิดอะไรเลย เดี๋ยวจะเข้าใจผิด เพราะอย่างน้อยหนังสือขายดีเหล่านี้ก็การันตีว่าสามารถเข้าหมู่มากได้ เพียงแต่ถ้ามองแล้วรู้สึกว่าเนื้อหาที่หนังสือเหล่านั้นกำลังพูดยังไม่ใช่เรื่องที่อยากอ่านก็แวะไปดูโซนอื่นๆ ก่อน</p>



<p>แล้วทำไมต้องมองสันหนังสือ</p>



<p>คำตอบในแง่เทคนิคก็คือ เมื่อเราเจอหนังสือในหมวดที่อยากอ่านแล้ว ควรกวาดสายตาดูทีละชื่อเรื่อง ทีละผู้เขียน มีชื่อไหน นักเขียนคนใด สะดุดตาจนอยากหยิบขึ้นมาอ่านบ้าง</p>



<p>แต่ถ้าเป็นคำตอบในแง่จิตวิทยาอาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือกับการเดินไปดูหนังสือในหมวดอื่นๆ ที่เรายังไม่เคยอ่าน ซึ่งนั่นเท่ากับการเจอโลกใบใหม่ เนื้อหาใหม่ ภาษาเขียนใหม่ และการไล่สายตาดูหนังสือช้าๆ ทีละเล่มยังช่วยให้เราจดจ่อกับชื่อเรื่องหรือชื่อผู้เขียน</p>



<p>การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือการทำ Micro-meditation หรือสมาธิบำบัดชั้นดี มันช่วยดึงสติที่ฟุ้งซ่านให้กลับมานิ่งอีกครั้ง สารพัดเรื่องราวในชีวิตประจำวันก็พอจะเบาบางลงบ้างเมื่อได้โฟกัสอยู่กับหนังสือในพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้</p>



<p>มันจะดียิ่งขึ้นถ้าอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้วชอบมาก เพราะคุณค้นพบหนังสือเล่มนั้นด้วยตัวเอง<br>อันที่จริง วิธีจัดวางหนังสือในร้านของแต่ละประเทศก็สะท้อนวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน</p>



<p>ร้านหนังสือ <strong>BUNKITSU</strong> กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ในร้านมีหนังสือกว่า 30,000 เล่ม แต่ไม่มีเล่มไหนซ้ำกันเลย หนังสือหนึ่งปก หนึ่งเล่ม จะมีเจ้าของเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง วิธีการจัดวางก็น่าสนใจ คือวางเป็นกองรวม คละกันไปหมดทั้งปกอ่อนปกแข็ง หนังสือภาษาญี่ปุ่น หนังสือต่างประเทศ</p>



<p>และที่สำคัญ BUNKITSU เก็บค่าเข้า 1,500 เยน หรือประมาณ 500 บาท &nbsp;ด้วยเชื่อที่ว่าช่วงเวลาในการบรรจงเลือกหนังสือนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า เงินที่เสียไปแลกมากับสิทธิในการเลือกหนังสือ กินกาแฟกี่แก้วก็ได้ อยู่นานเท่าไรก็ได้<br><strong>Books Upstairs</strong> ร้านหนังสืออิสระ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงดับลิน ไอร์แลนด์ โด่งดังจากการทำ Blind Date with a Book คือพนักงานจะหุ้มหนังสือปกปิดตัวเล่มทั้งหมด แล้วให้ผู้อ่านไปลุ้นเอาเองว่าจะได้อ่านหนังสือเล่มไหน แต่จะมีคำโปรยสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือพนักงานในร้าน เช่น ‘จะพาคุณไปทัวร์ลอนดอนยุค 60s’ หรือ ‘เล่มนี้ทำฉันร้องไห้กลางรถไฟ’</p>



<p>กล่าวคือ หน้าปก ชื่อผู้เขียน ไม่มีส่วนในการประกอบการตัดสินใจซื้อทั้งสิ้น แต่ก็มีหลายครั้งที่พออ่านเล่มที่พนักงานแนะนำมาแล้วไม่ถูกใจ รสนิยมของพนักงานกับผู้ซื้อไม่ตรงกัน นั่นคือความเสี่ยงอย่างหนึ่งของคอนเซปต์นี้ ซึ่งผู้ซื้อน่าจะทำใจไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว<br>The Last Bookstore ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา มีหนังสือมากกว่า 100,000 เล่ม ความช่างคิดของร้านนี้คือจัดเรียงหนังสีตามสี หนังสือท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ นิตยสารผู้ชาย สยองขวัญ ถ้ามีสีเดียวกันก็สามารถวางอยู่ด้วยกันได้</p>



<p>มีโซนหนึ่งของร้านที่จะมีหนังสือวางเรียงเป็นอุโมงค์ให้เดินทะลุเข้าไปได้</p>



<p>ซึ่งกลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยม ท่ามกลางความงุนงงว่า เอ แล้วถ้าอยากได้ไอ้เล่มตรงกลางจะหยิบออกมายังไง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186866" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถามตัวเอง ตอบตัวเอง</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร อยากได้พลังแบบไหนกลับมา</strong></h2>



<p>ความรู้สึกช่วงนี้เป็นอย่างไร ต้องการพลังแบบไหน ให้หาหนังสือที่มีสิ่งนั้นมาอ่าน</p>



<p>หญิงแท้ห่างรักแต่ไม่อยากมีแฟน อยากอ่านนิยายเกย์ให้ยิ้มเมื่อยแก้มก็ไปหาหนังสือเกย์มาอ่า</p>



<p>ชีวิตราบเรียบ อยากอ่านนิยายสยองขวัญชวนขนหัวลุกก็ไปหาหนังสือฆาตกรรมมาอ่าน</p>



<p>กำลังมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หาทางแก้ไม่ได้ก็ไปหาหนังสือแนวเวิร์กไลฟ์มาอ่าน</p>



<p>หมายความว่าให้ลองถามตัวเองก่อนว่าชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร สุขกับเรื่องอะไร ทุกข์ตรมกับเรื่องอะไร ในเมื่อถ้าลองวิธีอื่นมาแล้วยังไม่เวิร์กหนังสือก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยปลอบประโลมในสิ่งที่เราขาดได้</p>



<p>เมื่อได้หนังสือในหมวดและเรื่องที่ต้องการแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่า เอ นักเขียนคนนี้จะถูกจริตกับเราสักกี่มากน้อย ผายมือให้รู้จักกับกฎ 10 หน้า คือหมายถึงว่าเราลองเปิดอ่านหนังสือสัก 10 หน้าแล้วเช็กดูว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร</p>



<p>ใจเต้นตึกตักไหม เมื่ออ่านฉากเปิดเรื่องนิยายสืบสวนสอบสวน ออกลูกเขินหรือเปล่ากับการบรรยายคาแรกเตอร์ของพระเอกในหนังสือรักประโลมโลก</p>



<p>ช่วงเวลานี้แหละที่เราจะได้จดจ่อกับหนังสือที่เลือกเอง อยู่กับตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคำแนะนำจากใครเลย ต่อเมื่ออ่านจบพลังที่เราอยากได้รับ เราก็จะได้รับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186867" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>1 สัปดาห์ควรมีสักวันแวะไปร้านหนังสือ</strong></h2>



<p>แน่นอนว่าทุกวันจันทร์ เหล่ามนุษย์ทำงานต่างมุ่งหน้าสู่สถานที่ที่เรารักที่สุด, ออฟฟิศ</p>



<p>ตกเย็นเราแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง วันไหนมีนัดก็อาจจะแวะไปสถานที่อื่นๆ บ้าง เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสุรา กระทั่งร้านนวดคอ บ่า ไหล่</p>



<p>บ้านแตกต่างจากออฟฟิศตรงที่บ้านเป็นเหมือนเซฟโซนของเรา กลับถึงห้องเมื่อไหร่ โอ ปลอดมนุษย์ ปลอดเรื่อง สบายใจเป็นบ้า</p>



<p>กับร้านหนังสือ ลองกำหนดให้มีสักวันหนึ่งของสัปดาห์ว่าต้องไปร้านหนังสือ เพื่อเข้าไปพักใจจากการทำงาน อาจจะเป็นเย็นวันศุกร์ที่ทุกคนไปจอดรถแน่นิ่งเบียดเสียดกันอยู่บนถนน ถ้าทำเป็นประจำสมองเราจะจดจำว่าพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้คืออีกหนึ่งเซฟโซนของเรา</p>



<p>ดูเหมือนว่าชีวิตทุกวันนี้ไม่ได้มีสถานที่ปลอดภัยให้เรามากนัก เราเชื่อว่าร้านหนังสือเป็นอีกหนึ่งแหล่งพักพิงของคนเมืองได้ บางคนพูดถึงขั้นว่าร้านหนังสือหยุดเวลาได้</p>



<p>และถ้ามองไปรอบๆ เราจะเห็นคนที่กำลังเลือกซื้อหนังสือแบบเรา แต่ละคนสนใจหนังสือแตกต่างกันไป คือในบางวันที่เราอาจรู้สึกโดดเดี่ยว มองไปดูคนรอบๆ ตัวแล้วก็ทำให้รู้อย่างหนึ่งว่าเราไม่ได้เจอเรื่องแย่ๆ อยู่คนเดียว มีคนอีกมากที่ต้องการอ่านเรื่องรักประโลมโลก และมีนักเขียนเก่งๆ มากมายที่เขียนเอาไว้แล้วอย่างดี บทเรียนอะไรบางอย่างแอบซ่อนอยู่ในหนังสือแล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/healing-bookstore-guide/">ทริกออกแบบการเข้า ‘ร้านหนังสือ’ ให้สนุกและเยียวยาใจได้มากกว่าที่เคย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หากเวลาเป็นเงินเป็นทอง ช่วงเวลาอดหลับอดนอนคงเป็นขุมทรัพย์ของชาว Revenge Bedtime Procrastination</title>
		<link>https://adaymagazine.com/revenge-bedtime-procrastination/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อารยา อุตอามาต]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 May 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[RevengeBedtimeProcrastination]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186740</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตามองนาฬิกา เวลาเดินช้าจนอยากหยิบมาเขย่าว่ามันตายหรือเปล่า ร่างกายเริ่มไหลล้าไปกองบนโต๊ะทำงาน ฝันเฟื่องถึงเวลานอนกลางวันเมื่อวัยเด็ก ผู้คนที่ผ่านไปมาเริ่มสังเกตเห็นหลักฐานของความเหนื่อยล้าโชว์หราอยู่บนหน้า เหตุนี้เลยโดนมัดตัวจนดิ้นไม่หลุด สังคมเดินมาหยุดตรงหน้าพร้อมรุมประนามสภาพการใช้ชีวิตราวกับสวมวิญญาณพ่อคนแม่คน “เมื่อคืนไปทำอะไรมา” “บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่านอนดึก” “กลางค่ำกลางคืนไม่รู้จักนอน” แม้แรงสู้จะเหลือไม่มาก แต่พวกเราขอประกาศจุดยืนว่า “เมื่อคืนเราไปแก้แค้นการนอนหลับมาต่างหาก!” หนึ่ง ถอนหายใจ สอง เกาหัว สาม งง ไอนี่มันไม่มีอะไรแก้ตัวแล้วหรอ “ติดซีรีส์ก็สารภาพมาตามตรง เดี๋ยวพี่จะลดโทษให้หนึ่งขั้น” นี่เป็นสถานการณ์ที่ชาว ‘Revenge Bedtime Procrastination’ หรือที่เรียกกันว่า ‘การแก้แค้นการนอนหลับ’ คงเจอจนชิน แต่สำหรับคุณๆ คนไหนที่เพิ่งได้ยินอาจจะเป็นจำพวกประเภทหนึ่ง สอง สามด้านบน งั้นเราขอนำเสนอตัวตนของสมาคมแก้แค้นการนอนหลับให้ทุกคนรู้จักกัน ใครบอกล่ะว่าเหนื่อยแล้วต้องนอน? หลายคนเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าหากกลับจากเรียนหรือทำงานเหนื่อยๆ ในแต่ละวันก็อยากจะกระโดดจมเตียงกอดหมอนนอนฝันกันให้เต็มอิ่ม แต่สำหรับแก๊ง Revenge Bedtime Procrastination ก็กระโดดเหมือนกัน แต่เป็นกระโดดโลดเต้นทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำจนรู้ตัวอีกทีฟ้าเกือบสว่าง กลุ่มก้อนของพวกที่หัวถึงหมอนแล้วทะลุเข้าฝันถึงกับเอ๊ะว่าพฤติกรรมพวกสมาคมชาวแก้แค้นการนอนหลับมันเกิดจากอะไร แล้วทำไมพวกนั้นถึงได้กลายร่างเป็นมนุษย์กลางคืนกันไปได้ บันทึกการแก้แค้นของมนุษย์ค้างคาว ตัวเลขนาฬิกาที่เปลี่ยน เข็มนาฬิกาที่ขยับ เวลากลางวันเหมือนเบียดเสียดไปด้วย ‘สิ่งที่ต้องทำ’ เต็มไปหมด กรอบของหน้าที่การงานมันรัดแน่นจนเกือบหายใจไม่ออก ตารางชีวิตล้นจนไม่เหลือช่องให้กรอกเวลาว่างของตัวเอง&#160; ดังนั้นหลังฟ้ามืดก็ได้เวลาเอาคืนความเหน็ดเหนื่อยที่รุมกระทืบเรามาทั้งวันด้วยการเอาเวลานอนไปใช้ชีวิต โบยบินสู่อิสระในยามค่ำคืน&#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/revenge-bedtime-procrastination/">หากเวลาเป็นเงินเป็นทอง ช่วงเวลาอดหลับอดนอนคงเป็นขุมทรัพย์ของชาว Revenge Bedtime Procrastination</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตามองนาฬิกา เวลาเดินช้าจนอยากหยิบมาเขย่าว่ามันตายหรือเปล่า</p>



<p>ร่างกายเริ่มไหลล้าไปกองบนโต๊ะทำงาน ฝันเฟื่องถึงเวลานอนกลางวันเมื่อวัยเด็ก</p>



<p>ผู้คนที่ผ่านไปมาเริ่มสังเกตเห็นหลักฐานของความเหนื่อยล้าโชว์หราอยู่บนหน้า เหตุนี้เลยโดนมัดตัวจนดิ้นไม่หลุด สังคมเดินมาหยุดตรงหน้าพร้อมรุมประนามสภาพการใช้ชีวิตราวกับสวมวิญญาณพ่อคนแม่คน</p>



<p>“เมื่อคืนไปทำอะไรมา”</p>



<p>“บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่านอนดึก”</p>



<p>“กลางค่ำกลางคืนไม่รู้จักนอน”</p>



<p>แม้แรงสู้จะเหลือไม่มาก แต่พวกเราขอประกาศจุดยืนว่า “เมื่อคืนเราไปแก้แค้นการนอนหลับมาต่างหาก!”</p>



<p>หนึ่ง ถอนหายใจ</p>



<p>สอง เกาหัว</p>



<p>สาม งง ไอนี่มันไม่มีอะไรแก้ตัวแล้วหรอ “ติดซีรีส์ก็สารภาพมาตามตรง เดี๋ยวพี่จะลดโทษให้หนึ่งขั้น”</p>



<p>นี่เป็นสถานการณ์ที่ชาว ‘Revenge Bedtime Procrastination’ หรือที่เรียกกันว่า ‘การแก้แค้นการนอนหลับ’ คงเจอจนชิน แต่สำหรับคุณๆ คนไหนที่เพิ่งได้ยินอาจจะเป็นจำพวกประเภทหนึ่ง สอง สามด้านบน งั้นเราขอนำเสนอตัวตนของสมาคมแก้แค้นการนอนหลับให้ทุกคนรู้จักกัน</p>



<p>ใครบอกล่ะว่าเหนื่อยแล้วต้องนอน? หลายคนเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าหากกลับจากเรียนหรือทำงานเหนื่อยๆ ในแต่ละวันก็อยากจะกระโดดจมเตียงกอดหมอนนอนฝันกันให้เต็มอิ่ม แต่สำหรับแก๊ง Revenge Bedtime Procrastination ก็กระโดดเหมือนกัน แต่เป็นกระโดดโลดเต้นทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำจนรู้ตัวอีกทีฟ้าเกือบสว่าง</p>



<p>กลุ่มก้อนของพวกที่หัวถึงหมอนแล้วทะลุเข้าฝันถึงกับเอ๊ะว่าพฤติกรรมพวกสมาคมชาวแก้แค้นการนอนหลับมันเกิดจากอะไร แล้วทำไมพวกนั้นถึงได้กลายร่างเป็นมนุษย์กลางคืนกันไปได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186746" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บันทึกการแก้แค้นของมนุษย์ค้างคาว</strong></h2>



<p>ตัวเลขนาฬิกาที่เปลี่ยน เข็มนาฬิกาที่ขยับ เวลากลางวันเหมือนเบียดเสียดไปด้วย ‘สิ่งที่ต้องทำ’ เต็มไปหมด กรอบของหน้าที่การงานมันรัดแน่นจนเกือบหายใจไม่ออก ตารางชีวิตล้นจนไม่เหลือช่องให้กรอกเวลาว่างของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นหลังฟ้ามืดก็ได้เวลาเอาคืนความเหน็ดเหนื่อยที่รุมกระทืบเรามาทั้งวันด้วยการเอาเวลานอนไปใช้ชีวิต โบยบินสู่อิสระในยามค่ำคืน&nbsp; โลดแล่นไร้กังวลไม่มีคำว่าเสียดายเวลาเพราะการอดหลับอดนอนกลับกลายเป็นกำไรไว้ให้รางวัลตัวเองไปซะแล้ว</p>



<p>“อยากให้กลางคืนมีเวลา 48 ชั่วโมง” คำพูดตัวอย่างของบุคคลที่อาจเข้าข่าย ‘Revenge Bedtime Procrastination’ บุคคลประเภทที่ขอแลกเวลาพักผ่อนและสุขภาพกับการที่ตัวเองจะได้มีเวลาทำในสิ่งที่อยากเพิ่มขึ้นเช่น ดูซีรีส์ ไถโซเชียล หรือแม้กระทั่งถูบ้าน ขอแค่เป็นสิ่งที่ต้องการก็พร้อมแลกแบบไม่สนไม่แคร์ว่าพรุ่งนี้จะสัปปะหงกบนโต๊ะทำงานหรือเปล่า หากถูกถามเข้าจริงคงได้คำตอบพร้อมท่ายักไหล่ว่า “ให้มันเป็นปัญหาของวันพรุ่งนี้แทนแล้วกัน”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186747" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถึงตาร่างกายเอาคืน</strong></h2>



<p>บิลย้อนหลังถูกส่งตรงมาจากร่างกายราคาที่ต้องจ่ายสุดแสนจะ overprice หลายคนอาจจะแอบเยาะเย้ยในใจพร้อมเหน็บห้อยท้ายว่าสมควร เชื่อว่าเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการนอนไม่เพียงพอต้องมีปัญหาสุขภาพตามมารบกวนเป็นขบวนแน่นอน แต่สมาคมแก้แค้นการนอนหลับก็พร้อมพลีกายสมยอมแต่โดยดี</p>



<p>ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนอยากจับตัวคนประเภทนี้มามัดรวมกันแล้วเขย่าให้กลายเป็นเซียมซี เพราะพฤติกรรมนี้ไม่ควรอย่างรุนแรง การล้างแค้นมีราคาที่ต้องจ่าย เช่น ‘ภาวะนอนหลับไม่เต็มอิ่ม (Insufficient Sleep)’ ซึ่งจะส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันมีประสิทธิภาพลดลง จนอาจทวีคูณไปสู่ ‘โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)’ ได้ด้วยในภายหลัง ยังไม่รวมโรคต่างๆ ที่อาจจะเดินขบวนตามมาในไม่ช้า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186749" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>วิธีสมานฉันท์</strong></h2>



<p>แล้วจะทำยังไงให้ร่างกายและจิตใจปรองดองกัน การคับแค้นอาจต้องเริ่มจากการปล่อยวาง พฤติกรรมการนำเวลานอนมาใช้ชีวิตสืบเนื่องจากช่วงเวลาที่เราควรได้ใช้ชีวิตถูกกดดันและตีกรอบมากเกินไป ดังนั้นเราจึงขอนำทฤษฎีโครงการคนละครึ่งมาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน หารครึ่งด้วยการใช้ชีวิตเดินอยู่บนกรอบไม่ออกนอก แต่ก็ไม่ถูกขัง มองปัญหาให้ทะลุปรุโปร่งไม่ต้องแบกรับความเครียดแบบเต็มกำลังแต่อาจหารแบ่งรับทีละครึ่งในแต่ละวันแทน</p>



<p>หากิจกรรมทำในช่วงเวลาอื่นที่ว่างเพื่อตอบโจทย์ปัญหาขาดแคลนใช้ชีวิตส่วนตัว วันไหนหยุด ช่วงไหนว่าง รีบทำสิ่งที่ต้องการให้หนำใจเพื่อให้วันที่เราต้องออกไปทำงานไม่มานั่งเสียดายหรือโหยหาในสิ่งที่อยากทำ อาจไม่สามารถทดแทนได้เต็มร้อยแต่ถือว่าเป็นทริกที่คอยดัดพฤติกรรมให้เข้ารูปเข้าร่างมากขึ้น<br>การเลือกความสุขมาก่อนแต่เลือกผลักการนอนไปอยู่ท้ายแถว วิธีปรับพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วต้องเริ่มจากตัวเราเองเป็นหลัก เริ่มจากปรับแนวคิดและเห็นคุณค่าของสุขภาพตัวเองให้มากขึ้นจะรู้สึกว่าการแก้แค้นครั้งนี้ไม่สมศักดิ์ศรีเอาซะเลยเพราะหากสังเกตดีๆ จะรู้ว่าคู่อริในสมการนี้ไม่ใช่ใครอื่นเลยแต่คือ ‘ตัวเราเอง’</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/revenge-bedtime-procrastination/">หากเวลาเป็นเงินเป็นทอง ช่วงเวลาอดหลับอดนอนคงเป็นขุมทรัพย์ของชาว Revenge Bedtime Procrastination</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วยปรากฏการณ์ Rosy Retrospection นึกถึงอดีตในแง่บวก แม้ปัจจุบันชีวิตโคตรจะบัดซบ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rosy-retrospection/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 12:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<category><![CDATA[RosyRetrospection]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[ความทรงจำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186606</guid>

					<description><![CDATA[<p>จริงๆ ตอนนั้นก็ดีนะ เย็นย่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะรถติดอยู่บนท้องถนนท่ามกลางรถยนต์นับร้อยพันที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองกรุงหลังวันหยุดยาวในวาระสงกรานต์ เราเปิดเพลงคลอ แอร์เย็นวาบผิว หันไปดูรถบางคันยังมีคราบแป้งติด นึกถึงวันพรุ่งนี้ โอย มีประชุม มีงานต้องส่ง จิตใจมันช่างห่อเหี่ยวเสียจริง “ตอนไปเล่นน้ำสงกรานต์กับมิตรเก่า ดีจัง” “ตอนนอนเปลอ่านหนังสืออยู่ข้างบ้านแล้วเผลอหลับไป ดีจัง” “ตอนไปเที่ยวพัทยากับเพื่อนมัธยม แล้วกินอะไรอร่อยๆ ดีจัง” ชั่วขณะที่กำลังออกลูกเซ็งกับวันพรุ่งนี้ แวบนึงเลยเผลอนึกไปถึงวันเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 วันที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือหลายปีมาแล้ว อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด หากลองมองผ่านเลนส์ในเชิงจิตวิทยา มีคำเรียกว่ามันคือ Rosy Retrospection หรือปรากฏการณ์มองอดีตในแง่ดี พูดง่ายๆ คือเรามักเลือกเก็บแต่ความทรงจำที่ดีและมีคุณค่า จนเราเผลอประเมินเหตุการณ์ในวันวานว่าวิเศษสุดๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันอาจเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น นั่นชวนให้นึกถึงสำนวนที่ฝรั่งมักพูดกันคือ rose-colored glasses สำนวนนี้ถ้าถูกใส่ไปในประโยคจะมีความหมายทำนองว่าเราสวมแว่นสีชมพูมองโลก คือเป็นการเปรียบเปรยว่ามองอะไรก็ดูสดใส เห็นแต่ด้านดี ด้านบวกไปเสียหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วจะมีเรื่องราวแย่ๆ เจือปนอยู่บ้างก็ตาม ทำไมเราถึงรู้สึกดีเวลามองย้อนวันเก่าๆ ถึงขั้นกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่เราอ่อนแอเป็นพิเศษได้ เพิ่งผ่านพ้นวันหยุดยาวมาหมาดๆ หลายคนอาจกำลังเจอสภาวะทำนองนี้อยู่ ตามไปดูเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้กัน กรองความทุกข์ เพิ่มความสุข หลายพันปีที่ผ่านมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rosy-retrospection/">ว่าด้วยปรากฏการณ์ Rosy Retrospection นึกถึงอดีตในแง่บวก แม้ปัจจุบันชีวิตโคตรจะบัดซบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จริงๆ ตอนนั้นก็ดีนะ</strong></h2>



<p>เย็นย่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะรถติดอยู่บนท้องถนนท่ามกลางรถยนต์นับร้อยพันที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองกรุงหลังวันหยุดยาวในวาระสงกรานต์ เราเปิดเพลงคลอ แอร์เย็นวาบผิว หันไปดูรถบางคันยังมีคราบแป้งติด นึกถึงวันพรุ่งนี้ โอย มีประชุม มีงานต้องส่ง จิตใจมันช่างห่อเหี่ยวเสียจริง</p>



<p>“ตอนไปเล่นน้ำสงกรานต์กับมิตรเก่า ดีจัง”</p>



<p>“ตอนนอนเปลอ่านหนังสืออยู่ข้างบ้านแล้วเผลอหลับไป ดีจัง”</p>



<p>“ตอนไปเที่ยวพัทยากับเพื่อนมัธยม แล้วกินอะไรอร่อยๆ ดีจัง”</p>



<p>ชั่วขณะที่กำลังออกลูกเซ็งกับวันพรุ่งนี้ แวบนึงเลยเผลอนึกไปถึงวันเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 วันที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือหลายปีมาแล้ว อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด</p>



<p>หากลองมองผ่านเลนส์ในเชิงจิตวิทยา มีคำเรียกว่ามันคือ Rosy Retrospection หรือปรากฏการณ์มองอดีตในแง่ดี พูดง่ายๆ คือเรามักเลือกเก็บแต่ความทรงจำที่ดีและมีคุณค่า จนเราเผลอประเมินเหตุการณ์ในวันวานว่าวิเศษสุดๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันอาจเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น</p>



<p>นั่นชวนให้นึกถึงสำนวนที่ฝรั่งมักพูดกันคือ rose-colored glasses สำนวนนี้ถ้าถูกใส่ไปในประโยคจะมีความหมายทำนองว่าเราสวมแว่นสีชมพูมองโลก คือเป็นการเปรียบเปรยว่ามองอะไรก็ดูสดใส เห็นแต่ด้านดี ด้านบวกไปเสียหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วจะมีเรื่องราวแย่ๆ เจือปนอยู่บ้างก็ตาม</p>



<p>ทำไมเราถึงรู้สึกดีเวลามองย้อนวันเก่าๆ ถึงขั้นกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่เราอ่อนแอเป็นพิเศษได้ เพิ่งผ่านพ้นวันหยุดยาวมาหมาดๆ หลายคนอาจกำลังเจอสภาวะทำนองนี้อยู่ ตามไปดูเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้กัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-186621" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1.jpeg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>กรองความทุกข์ เพิ่มความสุข</strong></h2>



<p>หลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์วิวัฒนาการมาให้จดจำประสบการณ์เชิงลบได้ชัดเจนกว่าประสบการณ์เชิงบวก</p>



<p>สมัยเรายังพูดว่า อุ๊บะ อุ๊บะ วิถีดั้งเดิมของมนุษย์คือการเอาชีวิตรอด นั่นหมายถึงต้องใส่ใจกับทุกสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น เสียงปริศนาในพุ่มไม้ ซึ่งอาจเป็นสัตว์ร้ายที่ซุ่มโจมตีเราถึงตายได้ เราจะไม่จำเสียงน้ำไหล หรือนกร้อง</p>



<p>สำหรับคนยุคนี้ ภาระงานที่ต้องรับผิดชอบถือเป็นภัยคุกคามไม่ต่างจากสัตว์ร้าย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงเวลาที่ยมสุดๆ เรามักคิดถึงเรื่องราวในอดีต (แต่ด้านที่ดี)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-186623" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-768x767.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-600x599.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2.jpeg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยิ่งปัจจุบันแย่ อดีตยิ่งดูดี</strong></h2>



<p>สัปดาห์ไหนว่างๆ งานไม่เยอะ ไม่เคยคิดถึงวันหยุด แต่เมื่อสัปดาห์นรกเมื่อไหร่ โอยย เมื่อไหร่จะถึงวันหยุดสักที ไอ้ปรากฏการณ์ Rosy Retrospection มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระดับความเครียดในปัจจุบันมีสูง แหม แค่ได้นั่งอ่านหนังสือ ฟังเสียงลมพัดก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว ทั้งที่ตอนนั้นเบื่อจะแย่</p>



<p>จุดที่น่าคิด คือเมื่อเกิดภาวะนี้ เราควรตั้งคำถามต่อไปว่าทำไมถึงเครียดกับงาน งานไม่เสร็จ งานยังไม่ถูกใจเจ้านาย หรือแค่เบื่อการทำงานเฉยๆ ถ้าหาต้นตอว่าทำไมถึงเครียดเจอ ขั้นตอนถัดมาอาจเป็นการค่อยๆ สะสางไปทีละเรื่อง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-186624" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-768x767.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-600x599.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3.jpeg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เราคือพระเอกในเรื่องที่ตัวเองเล่า</strong></h2>



<p>มีการอธิบายว่าสาเหตุที่สมองเลือกจำแต่ประสบการณ์ดีๆ ในอดีต เพราะมนุษย์มีแนวโน้มที่จะสร้างเรื่องเล่าขึ้นมา เพื่อประคับประคอง self-esteem ของตัวเองเอาไว้ ช่วงสงกรานต์ที่เรากลับบ้าน มีช่วงหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ตากแดดออกไปแขนขาดำ นั่นเราไม่จำ เราจำแค่ว่าเราเล่นน้ำสนุกกับมิตรเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน<br><br>ต่อเมื่อปัจจุบันที่เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก สมองจะไปค้นหาความทรงจำดีๆ ในลิ้นชักออกมา เพื่อย้ำเตือนว่า เฮ้ย จริงๆ เอ็งมีชีวิตที่ดีนะ เอ็งเคยเป็นคนที่มีความสุขขนาดนั้นเชียวนะ อย่างน้อยไม่ให้แหลกเหลวไปกับความระยำตำบอนในปัจจุบันมากเกินไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1081" height="1080" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-186625" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-768x767.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-600x599.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4.jpeg 1081w" sizes="(max-width: 1081px) 100vw, 1081px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>คอร์ติซอล vs โดพามีน ศึกฮอร์โมนวันว้าวุ่น</strong></h2>



<p>ถ้าพูดให้จริงจังขึ้น สาเหตุที่เรารู้สึกแบบนั้นแบบนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของฮอร์โมน เมื่อเครียดใกล้จะบ้าแล้ว คอร์ติซอลจะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง คล้ายเป็นสัญญาณให้เตรียมรับมือต่อภัยคุกคามที่กำลังมาถึง เราอาจตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว</p>



<p>เมื่อเครียดใกล้จะบ้าแล้ว กลไกป้องกันตัวเองก็ชวนให้เรานึกถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านมา ถึงตอนนั้น ฮอร์โมนอีกตัวจะทำงานทันที นั่นคือ โดพามีน อะไรดีๆ เรียงคิวกันมาหมด กับข้าวที่แม่ทำมันก็อร่อยเนอะ ได้ขับรถออกไปหาอะไรกินกับแม่กับน้องนี่ดีจัง</p>



<p>ในที่สุดแล้ว คนอาจจะมองปรากฏการณ์ Rosy Retrospection ว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน อาจถึงขั้นเพ้อเจ้อ ไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่งานวิจัยหลายชิ้นพิสูจน์มาแล้วว่า เมื่อถึงคราวที่มนุษย์สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่ต้องไปเจอหรือทำในวันถัดไป สมองจะนึกถึงประสบการณ์ดีๆ ขึ้นมาทันที</p>



<p>เพราะอย่างที่บอก ยิ่งปัจจุบันแย่ เรื่องธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตก็ดูดีขึ้นมาได้ โดยเฉพาะบรรดาโมเมนต์ที่สุดแสนจะธรรมดาที่เราไม่ทันนึกถึง บอกเลยว่าดาเมจหนักมาก<br><br>การมองเรื่องราวดีๆ ที่ผ่านไปแล้วเป็นเรื่องที่ทำได้ เพียงแต่อย่าลืมว่าชีวิตไปข้างหน้าเสมอ การเผชิญหน้ากับวันพรุ่งนี้อาจเป็นเรื่องกล้าหาญที่สุดที่เราอาจทำได้ในฐานะมนุษย์ก็ได้&nbsp;</p>



<p>หมดวันหยุดแล้ว ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกการทำงานที่เรารัก (ไม่ได้กัดฟันพูดเลยยยยยย)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rosy-retrospection/">ว่าด้วยปรากฏการณ์ Rosy Retrospection นึกถึงอดีตในแง่บวก แม้ปัจจุบันชีวิตโคตรจะบัดซบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การมี ‘ละแวกบ้านที่ดี’ ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/neighbourhood-unit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<category><![CDATA[ละแวกบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[สำรวจเมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186448</guid>

					<description><![CDATA[<p>การมี ‘ละแวกบ้านที่ดี’ ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น คำว่าละแวกบ้านที่ดีอาจหมายถึง มีของกินเยอะ ใกล้ห้างสรรพสินค้า สงบ ไม่วุ่นวาย ไม่เปลี่ยว และเดินทางเข้าเมืองง่าย หลังๆ มานี้ เราจึงเห็นคนในย่านต่างๆ ออกมารีวิวย่านที่อยู่อาศัยของตัวเองกันเยอะมาก ส่วนที่บอกว่ามีความสุขเพิ่มขึ้น จริงๆ ควรใช้คำว่าทุกข์น้อยลง&#160; ลองนึกภาพว่าเราออกจากบ้านมาแล้วขึ้นรถไปทำงานได้สะดวก ไม่ต้องหมดพลังงานไปกับการขึ้นรถหลายต่อ เดี๋ยวบนดิน เดี๋ยวใต้ดิน งานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าแค่ตัดปัญหาเรื่องการเดินทางไปได้ ชีวิตมนุษย์ทำงานก็ถือว่าหมดเรื่องเครียดไปก้อนใหญ่แล้ว หลายปีมานี้ เมืองต่างๆ ทั่วโลกได้ผลักความหมายของ ‘ละแวกบ้านที่ดี’ ให้ออกไปกว้างไกลขึ้น อย่างเช่นว่าเมือง Todmorden ประเทศอังกฤษที่ผุดโครงการสร้างสวนปลูกผักผลไม้ แล้วให้คนในชุมชนเข้ามาเด็ดได้ฟรี ช่วยให้คนมีบทสนทนาเล็กๆ ร่วมกัน หรือแม้แต่ไอเดีย Tactical Urbanism ที่คนในชุมชนลุกขึ้นมาช่วยกันทำย่านที่อยู่อาศัย ให้เกิดความสร้างสรรค์ มีชีวิตชีวา และน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ไม่รอโครงการจากหน่วยงานมาลง ยกตัวอย่างเช่น การตบแต่งทาสีทางเท้า สร้างสนามเด็กเล่นขนาดย่อม ฯลฯ ละแวกบ้านที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัย แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น คอลัมน์ a better day ชวนดูไอเดียการทำละแวกบ้านเจ๋งๆ จากเมืองนอกกัน ละแวกบ้านปลอดภัยและสร้างสรรค์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/neighbourhood-unit/">การมี ‘ละแวกบ้านที่ดี’ ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การมี ‘ละแวกบ้านที่ดี’ ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น</p>



<p>คำว่าละแวกบ้านที่ดีอาจหมายถึง มีของกินเยอะ ใกล้ห้างสรรพสินค้า สงบ ไม่วุ่นวาย ไม่เปลี่ยว และเดินทางเข้าเมืองง่าย หลังๆ มานี้ เราจึงเห็นคนในย่านต่างๆ ออกมารีวิวย่านที่อยู่อาศัยของตัวเองกันเยอะมาก</p>



<p>ส่วนที่บอกว่ามีความสุขเพิ่มขึ้น จริงๆ ควรใช้คำว่าทุกข์น้อยลง&nbsp;</p>



<p>ลองนึกภาพว่าเราออกจากบ้านมาแล้วขึ้นรถไปทำงานได้สะดวก ไม่ต้องหมดพลังงานไปกับการขึ้นรถหลายต่อ เดี๋ยวบนดิน เดี๋ยวใต้ดิน งานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าแค่ตัดปัญหาเรื่องการเดินทางไปได้ ชีวิตมนุษย์ทำงานก็ถือว่าหมดเรื่องเครียดไปก้อนใหญ่แล้ว</p>



<p>หลายปีมานี้ เมืองต่างๆ ทั่วโลกได้ผลักความหมายของ ‘ละแวกบ้านที่ดี’ ให้ออกไปกว้างไกลขึ้น อย่างเช่นว่าเมือง Todmorden ประเทศอังกฤษที่ผุดโครงการสร้างสวนปลูกผักผลไม้ แล้วให้คนในชุมชนเข้ามาเด็ดได้ฟรี ช่วยให้คนมีบทสนทนาเล็กๆ ร่วมกัน</p>



<p>หรือแม้แต่ไอเดีย Tactical Urbanism ที่คนในชุมชนลุกขึ้นมาช่วยกันทำย่านที่อยู่อาศัย ให้เกิดความสร้างสรรค์ มีชีวิตชีวา และน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ไม่รอโครงการจากหน่วยงานมาลง ยกตัวอย่างเช่น การตบแต่งทาสีทางเท้า สร้างสนามเด็กเล่นขนาดย่อม ฯลฯ</p>



<p>ละแวกบ้านที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัย แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น คอลัมน์ a better day ชวนดูไอเดียการทำละแวกบ้านเจ๋งๆ จากเมืองนอกกัน<br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ละแวกบ้านปลอดภัยและสร้างสรรค์</strong></h2>



<p>เคยตั้งคำถามกันไหมว่าละแวกบ้านของเราควรมีอะไรบ้างถึงทำให้รู้สึกปลอดภัย</p>



<p>แน่นอน, หลายคนนึกถึงเทคโนโลยี (กล้องวงจรปิด) ก่อน&nbsp;</p>



<p>แต่มีผู้หญิงผมติ่งสวมแว่นหนาคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่าจริงๆ แล้ว ความปลอดภัยเกิดขึ้นได้ง่ายมาก แทบไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเลยด้วยซ้ำ</p>



<p><strong>Jane Jacobs</strong> นักคิดนักเขียนชาวอเมริกัน เธอคือผู้เขียนหนังสือผังเมืองเลื่องชื่ออย่าง The Death and Life of Great American Cities (1961) เธอเสนอแนวคิดที่เรียกว่า Eyes on the Street อธิบายอย่างรวบรัด แนวคิดนี้เสนอว่าถนนหรือพื้นที่ที่ปลอดภัยเกิดขึ้นจากวิถีชีวิตสองข้างทาง และสายตาของเพื่อนบ้าน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186450" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หมายความว่าถ้าพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมีคนพลุกพล่าน เช่นว่ามีคนเดินจูงหมาออกไปเดินเล่น นั่งกินไอศกรีม อ่านหนังสือ เรามักไม่รู้สึกระแวงกับพื้นที่นั้น Jane Jacobs สรุปว่าการมีสายตาในพื้นที่สาธารณะคือระบบรักษาความปลอดภัยที่ทรงพลังที่สุด</p>



<p>พื้นที่ละแวกบ้านที่เราอยากพูดถึงเป็นพิเศษคือ ตรอกซอย เพราะคนเมืองส่วนใหญ่เช่าอยู่หอพักไม่ก็คอนโด ซึ่งโดยมากตั้งอยู่ในซอย เว้นเสียแต่ว่าคอนโดมีราคาหน่อยก็อาจแนบชิดอยู่กับถนนเส้นหลัก ไม่ก็รถไฟฟ้า ราคาที่แพงย่อมแลกมากับละแวกบ้านที่ปลอดภัยน่าอยู่ และใกล้รถไฟฟ้า</p>



<p>กลับกัน หอพักหรือคอนโดที่ราคาย่อมเยาลงมา มักตั้งอยู่ในซอยที่ต้องใช้เวลานั่งรถเข้าไป หรือบางที เป็นซอยในซอย ไม่รู้ต่อกี่เลี้ยวกว่าจะถึง ถ้าเป็นซอยหลักยังพอมีร้านค้า ร้านอาหาร มองดูยังครึกครื้น แต่ถ้าลึกเข้าไปในซอยหลักอีกที บรรยากาศจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง</p>



<p>ความแตกต่างที่ว่าอาจเป็นได้ทั้งความแคบ ความมืด ความเปลี่ยว&nbsp;</p>



<p>ซอยที่มีคาแรกเตอร์แบบที่ว่าไม่เอื้อให้เราออกมาใช้ชีวิต</p>



<p>ซอยที่มีคาแรกเตอร์แบบที่ว่าหลายเมืองทั่วโลกมีเหมือนกัน และที่เราไปค้นหามา นอกจากทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นได้ แล้วยังเติมความครีเอทิฟเข้าไปได้ด้วย เราขอพาผู้อ่านลัดฟ้าไปที่…</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186451" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>Fish Lane</strong> ตรอกสุดสร้างสรรค์ของเมือง Brisbane ประเทศออสเตรเลีย นี่คือย่านที่มีทั้งร้านอาหาร งานศิลปะ กราฟิตี้ อีเวนต์ ตลาดนัด และคอนเสิร์ต หารู้ไม่ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน Fish Lane เป็นแค่ตรอกมืดๆ ที่มีไว้แค่ให้รถขยะวิ่งผ่านและเป็นที่วางคอมเพรสเซอร์แอร์</p>



<p>“เมื่อ 10 ปีก่อน Fish Lane เป็นที่ที่ไม่มีใครอยากย่างกรายเข้าไปเลย มันมืดและดูไม่ปลอดภัย แต่เรามองเห็นโอกาส เราเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่าจะทำยังไงให้คนหยุดเดิน” Michael Zaicek ผู้ปลุกปั้น Fish Lane เคยให้สัมภาษณ์ไว้</p>



<p>ออสเตรเลียเป็นตัวอย่างประเทศที่สร้างความปลอดภัยในละแวกบ้านได้เป็นอย่างดี ตรอกซอยของเมลเบิร์นในยุค 80s เรียกได้ว่าเงียบเหงา ต่อเมื่อเข้าสู่ยุค 90s ทางเมืองจึงผุดแนวคิดที่เรียกว่า Postcode 3000 โดยมีเป้าหมายคือดึงคนเข้ามาอยู่ในเขตใจกลางเมือง</p>



<p>สิ่งแรกๆ ที่รัฐบาลท้องถิ่นทำคือแก้กฎหมายเพื่อเอื้อให้คนตัวเล็กๆ ทำธุรกิจได้ เช่น การออกใบอนุญาต Small-bar licenses ที่อนุญาตให้เปิดบาร์จิ๋วในตรอกได้ง่ายขึ้น รวมถึงลดค่าเช่าที่เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการ และออกกฎว่าตึกที่อยู่ในตรอกซอยห้ามเป็นกำแพงทึบ ต้องมีหน้าต่าง มีประตู หรือมีกระจกใสที่คนข้างในและข้างนอกมองเห็นกันได้</p>



<p>เพียงแค่ใส่ไอเดียลงไป Fish Lane จากตรอกซอยที่เงียบเหงาและน่าประหวั่น เมื่อมีคนเข้ามาใช้ชีวิต ก็ครึกครื้นขึ้นมาได้&nbsp;</p>



<p>กลับมาที่บ้านเรา บางซอยยังมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ถนนไม่ดี รกร้าง ฯลฯ เรื่องพื้นฐานเหล่านี้ควรทำไม่ให้พร่อง แต่ยิ่งดีใหญ่ ถ้าหากว่าเจ้าของพื้นที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาตรการเชิงสร้างสรรค์และใจกล้าทางกฎหมาย (อย่างที่ออสเตรเลียทำ) เพื่อดึงคนเข้ามาใช้ชีวิตในตรอกซอยมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>เราจึงได้ข้อสรุปว่าละแวกบ้านน่าอยู่และปลอดภัย ต้องเพิ่งหน่วยงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ละแวกบ้านกินได้</strong></h2>



<p>เราอยู่ในยุคที่สั่งอาหารผ่านแอปฯ อยู่ที่ห้อง จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มีคนจำนวนไม่น้อยเลิกเดินเตร่ออกไปหาอะไรกิน เสียทั้งเงิน เสียทั้งพลังงาน สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า สั่งผ่านแอปฯ เวิร์กสุด เลือก จ่าย จบ!</p>



<p>แน่นอน, แอปพลิเคชัน หรือเทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวก แต่งานวิจัยหลายชิ้นชวนเราหาคำตอบของคำถามที่ว่า การเติบโตของแอปฯ เดลิเวอรี ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของคนกับละแวกบ้านยังไง</p>



<p>ชิ้นหนึ่งบอกว่า แอปฯ ตัดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ของคนในย่าน ถ้าอยู่ห้อง การกินข้าวก็เป็นกิจกรรมของเราคนเดียว แต่ถ้าไปร้านอาหาร อย่างน้อยเราได้สั่งอาหาร หรือมีบทสนทนาเล็กๆ กับเจ้าของร้าน&nbsp;</p>



<p>อีกชิ้นชวนมองอีกมุม มีการศึกษาในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน พบว่าการขยายตัวของแอปฯ สั่งอาหารเปลี่ยนถนนในย่านที่อยู่อาศัยแออัดขึ้น เพราะไรเดอร์จำนวนมากต้องมาจอดรอออเดอร์ตามมุมตึกหรือฟุตพาท เกิดการแย่งชิงพื้นที่สาธารณะกับผู้อยู่อาศัยเดิม</p>



<p>อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แอปฯ เดลิเวอรีทำให้ความสัมพันธ์ของคนในย่านเป็นไปในลักษณะ ‘ตัวใครตัวมัน’ หลายเมืองทั่วโลกจึงคิดหาวิธีทำให้คนออกมามีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ที่เรากำลังจะพูดถึงคือการทำสวนผักผลไม้ โดยมีเงื่อนไขว่าใครมาหยิบก็ได้ ฟรี</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186452" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ลัดฟ้าไปที่เมือง Todmorden ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2008 Pam Warhurst และ Mary Clear ริเริ่มทำโครงการ Incredible Edible อธิบายแบบรวบรัด พวกเธอเปลี่ยนพื้นที่รกร้างในเมืองให้เป็นสวนปลูกผักผลไม้ ชาวเมืองสามารถเด็ดกลับไปทำกับข้าวได้</p>



<p>จุดเริ่มต้นตลกมาก ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำ Incredible Edible พวกเธอลงมือปลูกพืชผักผลไม้ก่อนแล้วค่อยไปขอโทษทีหลัง ประมาณว่า <em>เฮ้ย มาปลูกอะไรกันตรงนี้</em> พวกเธอจึงค่อยอธิบายว่า <em>อ๋อ เราอยากใช้พื้นที่รกร้างตรงนี้มาทำเป็นสวนนะ</em> ถ้ามันสุกปลั่งแล้วพวกคุณหยิบไปกินได้เลย</p>



<p>ตั้งแต่ปี 2008 จนถึงตอนนี้ พวกเธอปลูกสวนไปแล้วกว่า 60 จุดทั่วเมือง และทุกสวนไม่มีรั้วกั้น คือทุกคนสามารถเดินมาหยิบไปได้เลยฟรีๆ เงินไม่เสีย ท้องอิ่ม ถอยออกมามอง โปรเจกต์ Incredible Edible มีหลายมิติที่น่าสนใจ&nbsp;</p>



<p>มิติแรก ประหยัดค่าใช้จ่าย&nbsp;</p>



<p>แน่นอน, ของฟรีใครก็ชอบ ที่ประเทศอังกฤษ มีร้านค้าในท้องถิ่นหลายร้านที่ใช้ผักจาก Incredible Edible มาปรุงอาหาร มีการวิเคราะห์ว่าการที่ชาวเมืองลงมือปลูกผักผลไม้ด้วยตัวเอง พวกเขาจะเกิดความภูมิใจมากถึงขั้นเลิกซื้ออาหารปรุงสำเร็จและหันมาสนับสนุนร้านค้าในท้องถิ่นแทน</p>



<p>มิติสอง สร้างโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์</p>



<p>การมีพื้นที่ตรงกลางให้ได้ใช้เวลาและมีบทสนทนากันสั้นๆ เป็นการทลายกำแพงระหว่างกันลง ยิ่งไปกว่านั้น และการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นสวนผักอาจป็นหน่อเล็กๆ ที่ทำให้คนในชุมชนคิดต่อไปได้ว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งอื่นๆ ในย่านให้ดีขึ้นได้เหมือนกัน</p>



<p>มิติสาม เปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ใช้สอย&nbsp;</p>



<p>a day เคยสัมภาษณ์ ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง we!park เขาบอกกับเราว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่รกร้างมากกว่าสวนสาธารณะ หลังๆ มานี้ เราเริ่มเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นสวนสีเขียว เราว่าไอเดียการทำสวนผักผลไม้แล้วให้คนมาหยิบได้ กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ น่าสนใจ เป็นละแวกบ้านที่กินได้ (ฟรี)</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ละแวกบ้านใกล้ธรรมชาติ</strong></h2>



<p>เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็อยากมีบ้านใกล้ชิดธรรมชาติ มันเบาสบาย มันเย็น หลายปีมานี้ เมืองต่างๆ ทั่วโลกจึงวางผังเมืองโดยมีพื้นที่สีเขียวเป็นหัวใจ เพื่อรับประกันว่าประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงสวนสีเขียวได้ในละแวกบ้านของตัวเอง<br>&nbsp; ข้อดีของพื้นที่สีเขียวมีอยู่นับล้าน หวั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าจะเล่ายังไงให้ครบถ้วนและสนุก เอาแบบนี้แล้วกัน เราพาไปดูตัวอย่างการดีไซน์ละแวกบ้านในแต่ละประเทศดีกว่า อันไหนดี เราจะได้ลอกมาใช้บ้าง</p>



<p>สิงคโปร์ &#8211; มีคนเคยนิยามประเทศเล็กๆ แห่งนี้ว่าเป็น ‘เมืองร้อนและคนแก่เหงา’ ดังนั้นจะสร้างเมืองยังไงเพื่อแก้ Pain Point นี้ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-1-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186453" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-1-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-1-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-1-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<p>ย้อนกลับไปปี 2009 สิงคโปร์ ออกกฎว่าตึกที่สร้างใหม่ต้องสร้างพื้นที่สีเขียวทดแทนขนาดของที่ดินที่เสียไป ตึกที่สร้างใหม่จึงแบ่งสักชั้นไปทำเป็นสวน ไม่ก็ไปอยู่บนชั้นดาดฟ้า </p>



<p>สิงคโปร์ไม่ได้แค่สร้างสวนแล้วจบ ความเจ๋งและช่างคิดของประเทศนี้คือ สวนสีเขียวบนตึกทั่วสิงคโปร์ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างกระฉับกระเฉง ไม่น่าเบื่อ เช่น สร้างพื้นที่พบปะ สถานที่ออกกำลังกาย พวกเขาเชื่อว่าถ้าผู้สูงอายุมีอะไรทำ ชีวิตจะไม่เหี่ยวเฉา<br>  ปัจจุบันสิงคโปร์มีพื้นที่สีเขียวบนตึกสูงรวมกันมากกว่า 1,000 ไร่<br>  แม้เป็นประเทศที่มีพื้นที่น้อย (เล็กกว่ากรุงเทพฯ) แต่สิงคโปร์ในตอนนี้แข่งกันสร้างพื้นที่สีเขียวกันสุดลิ่มทิ่มประตู สะท้อนให้เห็นในที่พักเกิดใหม่ ซึ่งมีพื้นที่สีเขียวเป็นจุดขาย เช่น Park royal โรงแรมที่วิวหน้าต่างทุกห้องมีสวนให้ดู หรือ Oasia Hotel Downtown<strong> </strong>ตึกสีแดงที่ปกคลุมด้วยไม้เลื้อยกว่า 20 ชนิด เป็นที่อยู่ของนกและแมลง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186454" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ความเจ๋งยังไม่หมดเท่านี้ ชาวสิงคโปร์ที่อยากปลูกผักทำสวน รัฐบาลมีเงินสนับสนุนค่าทำสวนให้ 50% ผ่านโครงการ Skyrise Greenery Incentive Scheme ของ NParks (หน่วยงานรัฐวิสหกิจภายใต้กระทรวงการพัฒนาแห่งชาติสิงคโปร์)</p>



<p>เดนมาร์ก &#8211; เราขอซูมอินไปที่เมืองโคเปนเฮเกน นี่เป็นเมืองที่มีความเชื่อว่าคนสำคัญกว่ารถ หลายปีมานี้ โคเปนเฮเกนจึงมีหลายโปรเจกต์ที่ลดการพึ่งพารถยนต์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาตั้งเป้าว่าจะลดที่จอดรถริมถนนให้ได้ปีละ 2 &#8211; 3% เพื่อนำพื้นที่ตรงนั้นไปสร้างพื้นที่สีเขียว</p>



<p>ที่เราอยากแนะนำให้รู้จักคือ Parklet นี่คือโครงการเปลี่ยนพื้นที่จอดรถริมถนนให้เป็นพื้นที่สาธารณะ และเปิดให้คนเข้ามานั่งพักผ่อน โคเปนเฮเกนเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2005 มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสวนสีเขียว, Music Space, พื้นที่เวิร์กช็อป, สนามเด็กเล่น หรือแม้แต่เป็นห้องสมุด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186456" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186458" style="width:750px;height:auto" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><br>มีสถิติน่าสนใจ คือปัจจุบันประชากรในโคเปนเฮเกนกว่า 96% สามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวหรือสวนสาธารณะได้ในระยะเดินไม่เกิน 15 นาที และในปี 2024 ที่ผ่านมา โคเปนเฮเกนวางแผนจะรื้อถอนที่จอดรถกว่า 600 จุดทั่วเมือง เพื่อเปลี่ยนเป็นที่จอดจักรยาน ทางเดิน และพื้นที่สีเขียว รวมถึง Parklets ด้วย</p>



<p>ลัดฟ้าไปที่ เนเธอร์แลนด์ &#8211; ปักหมุดไปที่เมืองอูเทรคต์ เมื่อปี 2019 สภาเมืองอูเทรคต์ตัดสินใจปรับปรุงป้ายรถเมล์ทั่วเมืองให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลังคาทั้งหมดถูกปูด้วยพืชตระกูล Sedum (พืชอวบน้ำ) ซึ่งทนแดด ทนแล้ง และไม่ต้องรดน้ำบ่อย แถมช่วยลดอุณหภูมิใต้ป้ายรถเมล์ได้ถึง 3 &#8211; 5 องศาเซลเซียส</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/08-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186459" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/08-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/08-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/08-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/08-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/08-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/08-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/08-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/08-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ป้ายรถเมล์เหล่านี้ นอกจากทำหน้าที่เป็นจุดพักเหนื่อยของเหล่านักเดินทาง ยังเป็นแหล่งอาหารกลางเมืองให้กับผึ้งป่าและผีเสื้อ ด้วยว่าหลายปีมานี้ เนเธอร์แลนด์เผชิญวิกฤตประชากรผึ้งลดลง การปลูกพืชบนป้ายรถเมล์จึงเป็นบ้านหลังย่อมๆ ของผึ้ง ทั้งยังเป็นสวนให้กับชาวเมืองด้วย</p>



<p>พอมองย้อนกลับมาที่บ้านเรา เราอาจคุ้นชินกับการที่พื้นที่สีเขียวถูกจำกัดอยู่แค่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ต้องขับรถไป หรือเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะคอนโดหรูและหมู่บ้านจัดสรรราคาแพงเท่านั้น</p>



<p>แต่ 3 ประเทศ 3 เมืองที่เราหยิบมาวันนี้ เห็นชัดเลยว่าพื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นของฟุ่มเฟือย การสนับสนุนให้เกิดพื้นที่สีเขียวควรเป็นนโยบายจากส่วนกลางลงมา ประชาชนทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงพื้นที่สีเขียวในละแวกบ้าน</p>



<p>หรือใครอยากปลูกผักปลูกต้นไม้เองที่บ้านตามคำแนะนำของสมาชิกวุฒิสภาก็ได้</p>



<p>เพียงแต่รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนลงมือปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียวที่บ้านหรือยัง และเราไม่แน่ใจว่าคำแนะนำนั้นมลายหายเป็นเนื้อเดียวกับอากาศไปแล้วหรือเปล่า</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ละแวกบ้านที่ช่วยกันสร้าง</strong></h2>



<p>เคยรู้สึกไหมว่าทำไมหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบขยับทำอะไรช้าจังเลย</p>



<p>ถ้ามัวแต่รอให้มาปรับปรุงย่านที่เราอาศัยอยู่ ไม่รู้ต้องรออีกกี่นาน ไหนจะต้องรอเบิกงบ รอลายเซ็น ระบบการทำงานอันล่าช้าแบบนี้เป็นปัญหาที่หลายเมืองทั่วโลกเจอเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>จึงเกิดไอเดียทำนองว่าในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราจะช่วยกันปรับปรุงและสร้างสรรค์เมืองได้ยังไงบ้างนะ</p>



<p>นี่คือแนวคิดที่เรียกว่า Tactical Urbanism แทนที่จะรอโครงการมาลง ชาวเมืองหรือคนในชุมชนลงมือปรับปรุงและสร้างสรรค์ย่านที่อยู่อาศัยของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น วาดภาพบนผนัง เติมสีสันบนทางม้าลาย ทำสนามเด็กเล่น สร้างสวนสาธารณะชั่วคราว ฯลฯ</p>



<p>คีย์สำคัญของการช่วยกันสร้างสรรค์ละแวกบ้านคือทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นได้ สร้างสนามเด็กเล่นไว้ตรงนี้เวิร์กไหม สภาพแวดล้อมปลอดภัยต่อเด็กหรือไม่ ถ้าไม่ก็สามารถย้ายไปสร้างที่อื่นได้ อาจเป็นพื้นที่ใต้ร่มเงาไม้&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันแนวคิด Tactical Urbanism ขยับขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลก&nbsp;</p>



<p>หลายเมืองในอินเดียลงมือสร้างสรรค์ย่านกันเอง มีอยู่อันหนึ่งที่ทดสอบขยายทางเท้าและสร้างเลนจักรยาน เพื่อดูว่าเป็นไปได้ไหมและเวิร์กไหม ก่อนลงมือสร้างจริง</p>



<p>นิวยอร์กคือหนึ่งในเคสที่น่าสนใจ ในปี 2009 Janette Sadik-Khan (หัวหน้ากรมขนส่ง NYC สมัยนั้น) ตัดสินใจเอาเก้าอี้พับราคาถูกไปวางบนถนนที่เคยมีรถติดมหาศาล เพื่อกั้นที่ให้คนนั่ง ปรากฏว่าคนชอบมาก จนสุดท้ายทางเมืองต้องยอมเปลี่ยนถนนเส้นนั้นให้กลายเป็นลานคนเดิน Pedestrian Plaza</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186461" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186462" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หากเราเปรียบเทียบระหว่างการที่ชาวเมืองลงมือสร้างสรรค์เมืองด้วยตัวเองกับตั้งหน้ารอคอยโครงการจากผู้มีอำนาจรับผิดชอบ โครงการของเมืองบางครั้งอาจใช้เวลาเป็นปี แต่ Tactical Urbanism ใช้เวลาแค่ 1 &#8211; 7 วันเท่านั้น</p>



<p>มีการวิเคราะห์ว่าแนวคิดแบบ Tactical Urbanism นอกจากสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในย่านแล้ว ในแง่หนึ่งมันคือการเรียกร้องและทวงคืนอำนาจ ยกตัวอย่างเช่นในแถบสแกนดิเนเวียมีการใช้เทคนิคนี้เพื่อสร้าง Parklets มากกว่า 1,000 แห่ง เพื่อกดดันให้รัฐบาลเห็นว่าประชาชนต้องการพื้นที่สีเขียวมากกว่าที่จอดรถ</p>



<p>มองย้อนกลับมาในบ้านเรา ไม่แน่ใจว่า Tactical Urbanism จะเกิดขึ้นได้จริงแค่ไหน ชาวเมืองอย่างเรามีภาพอยู่ลางๆ ว่าอยากเห็นละแวกบ้านของตัวเองมีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ อยากทำมุมนี้ให้มีสีสันมากขึ้น บ้างอยากให้มีต้นไม้เพิ่ม มีหลายคนที่พร้อมช่วยกันลงมือทำ&nbsp; เพียงแต่ทุกตารางนิ้วคล้ายมีเจ้าของจ้องมองอยู่</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/neighbourhood-unit/">การมี ‘ละแวกบ้านที่ดี’ ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อออนไลน์ป้อนความจริงให้เราแค่ครึ่งเดียว มาเข้าคลาส ‘วิชาเอ๊ะ’ กันดีกว่า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/selective-truth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 Mar 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[SelectiveTruth]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[ความจริง]]></category>
		<category><![CDATA[abetterday]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186328</guid>

					<description><![CDATA[<p>คอลัมน์ a better day โค้งคำนับสวัสดีผู้อ่านหลังจากหายหน้าหายตากันไปพักใหญ่ เรากลับมาอีกครั้งพร้อมกับเรื่องราวสนุกๆ ที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย วันนี้เราขอเสนอคำว่า Selective Truth หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ความจริงที่ถูกเลือก ลองมองไปยังสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคุณที่สุด บางคนอาจจะเห็นโปสเตอร์บนผนัง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือหวานใจที่กำลังยืนทำกับข้าว เป็นมุมมองเดิมที่เราเคยเห็นอยู่ทุกวัน เคยสงสัยไหมว่าอีกด้านของโปสเตอร์มีอะไรอยู่ หรือแม้แต่หลังคอมมีสายไฟโยงใยมากแค่ไหน ถ้าสงสัยเราก็แค่เดินไปแกะโปสเตอร์ออก หรือขยับคอมออกจากกำแพงแล้วก็ดูความจริงอีกด้าน อ้าว หลังคอมพิวเตอร์มีแมลงสาปอยู่นี่นา แล้วก็ลงมือทำความสะอาด เพราะกลัวว่าคอมตัวโปรดของเราจะพัง การตรวจสอบความจริงเป็นเรื่องที่เราทำได้ ถ้าความจริงนั้นเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าของเรา แต่ถ้าเป็นความจริงที่เผยแพร่กันในโซเชียลมีเดีย มันออกจะอยากอยู่เล็กน้อยกับการตามหาความจริงจริงๆ ตอนสายลมเย็นๆ พัดผ่านใบหน้า เราที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ริมถนน มือเลื่อนอินสตาแกรมไปเจอกับรูปของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังกำลังนั่งดื่มค็อกเทลอยู่ริมหาด โดยมีแสงพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าอยู่เบื้องหลัง ยอดกดไลก์หลักแสน พร้อมกับคำชมในช่องคอมเมนต์ว่า เริ่ดค่า สวยค่า น่าไปมากๆ ค่า หารู้ไม่ว่านั่นอาจเป็น 1 ใน 100 รูปที่ใช้ได้ และถูกคิดมาแล้วว่าดีที่สุด แม้ในความเป็นจริง อีก 99 รูปอาจมีคนเดินผ่านบ้างล่ะ ตาปรือบ้างล่ะ มุมไม่ได้บ้างล่ะ รูปที่ใช้การไม่ได้จะไม่ถูกนำมาโพสต์ให้เห็นหรอก แต่มันก็ถือเป็นความจริงใช่ไหม เพราะถ้าไปสถานที่เดียวกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/selective-truth/">เมื่อออนไลน์ป้อนความจริงให้เราแค่ครึ่งเดียว มาเข้าคลาส ‘วิชาเอ๊ะ’ กันดีกว่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คอลัมน์ a better day โค้งคำนับสวัสดีผู้อ่านหลังจากหายหน้าหายตากันไปพักใหญ่ เรากลับมาอีกครั้งพร้อมกับเรื่องราวสนุกๆ ที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย วันนี้เราขอเสนอคำว่า <strong>Selective Truth</strong> หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ความจริงที่ถูกเลือก</p>



<p>ลองมองไปยังสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคุณที่สุด บางคนอาจจะเห็นโปสเตอร์บนผนัง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือหวานใจที่กำลังยืนทำกับข้าว เป็นมุมมองเดิมที่เราเคยเห็นอยู่ทุกวัน เคยสงสัยไหมว่าอีกด้านของโปสเตอร์มีอะไรอยู่ หรือแม้แต่หลังคอมมีสายไฟโยงใยมากแค่ไหน</p>



<p>ถ้าสงสัยเราก็แค่เดินไปแกะโปสเตอร์ออก หรือขยับคอมออกจากกำแพงแล้วก็ดูความจริงอีกด้าน อ้าว หลังคอมพิวเตอร์มีแมลงสาปอยู่นี่นา แล้วก็ลงมือทำความสะอาด เพราะกลัวว่าคอมตัวโปรดของเราจะพัง</p>



<p>การตรวจสอบความจริงเป็นเรื่องที่เราทำได้ ถ้าความจริงนั้นเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าของเรา แต่ถ้าเป็นความจริงที่เผยแพร่กันในโซเชียลมีเดีย มันออกจะอยากอยู่เล็กน้อยกับการตามหาความจริงจริงๆ</p>



<p>ตอนสายลมเย็นๆ พัดผ่านใบหน้า เราที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ริมถนน มือเลื่อนอินสตาแกรมไปเจอกับรูปของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังกำลังนั่งดื่มค็อกเทลอยู่ริมหาด โดยมีแสงพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าอยู่เบื้องหลัง</p>



<p>ยอดกดไลก์หลักแสน พร้อมกับคำชมในช่องคอมเมนต์ว่า <em>เริ่ดค่า สวยค่า น่าไปมากๆ ค่า</em> หารู้ไม่ว่านั่นอาจเป็น 1 ใน 100 รูปที่ใช้ได้ และถูกคิดมาแล้วว่าดีที่สุด แม้ในความเป็นจริง อีก 99 รูปอาจมีคนเดินผ่านบ้างล่ะ ตาปรือบ้างล่ะ มุมไม่ได้บ้างล่ะ รูปที่ใช้การไม่ได้จะไม่ถูกนำมาโพสต์ให้เห็นหรอก</p>



<p>แต่มันก็ถือเป็นความจริงใช่ไหม เพราะถ้าไปสถานที่เดียวกัน เราก็อาจเจอกับผู้คนพลุกพล่าน ลมพัดแรงจะใบหน้าเหยเก กว่าจะได้รูปที่สมบูรณ์ก็ใช้เวลาอยู่นาน ทันใดนั้น เราก็จะตระหนักว่า อ๋อ เบื้องหลังมันเป็นอย่างนี้ แต่ผลลัพธ์มันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรใช่ไหม เราก็ยังมีรูปสวยๆ ไปลงอินสตาแกรม</p>



<p>คำถามคือ Selective Truth ในโซเชียลมีเดียสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นได้หรือไม่ เราไม่ได้จะบอกว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี หากแต่อยากชวนผู้อ่านรู้เท่าทันความจริงที่ถูกเลือกมาแล้ว มาสร้างภูมิคุ้มกันให้กับต่อมเอ๊ะของเรากันดีกว่า</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ก็ให้เห็นความจริงนะ แต่ไม่ทั้งหมด</strong></h2>



<p>ยักคิ้วสวัสดี เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับมือระวิง เจ้าของผลงาน 36, Freelance, ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ และ Human Resource สมัยที่เขาอายุน้อยกว่านี้ 10 ปี เต๋อเคยจับไมค์พูดบนเวที TEDxBangkok ไว้อย่างน่าขันและน่าคิด</p>



<p>“อาชีพคนทำหนังจะเรียกว่าเป็นนักโกหกมืออาชีพก็ได้”</p>



<p>นวพลหมายความว่าแต่ละซีนในหนัง ผู้กำกับเป็นคนตัดสินใจว่าอยากให้คนดูเห็นอะไร หรือไม่เห็นอะไร คือจะอวดแหละว่าตำแหน่งผู้กำกับนั้นมีอำนาจกำหนดได้ว่าวินาทีนี้ให้คนดูรู้สึกแบบนี้ ช่างเป็นอาชีพที่วิเศษ คนทำอาชีพพวกนี้เขาควบคุมเสียงหัวเราะและคราบน้ำตาบนแก้มเราได้</p>



<p>แต่เห็นด้วยไหมครับเต๋อ เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เป็นนักโกหกมืออาชีพได้แล้ว</p>



<p>ถ้าเราจำกันได้เมื่อปลายปี 68 หลายจังหวัดทั่วไทยเกิดน้ำท่วมครั้งรุนแรง สำนักข่าวไทยหลายสำนักตั้งโต๊ะรายงาน หนึ่งในนั้นคือข่าวนายกฯ สั่งการให้ข้าราชการติดตามดูแลและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่</p>



<p>สำนักข่าวแรกเลือกใช้ภาพบ้านในภาคใต้ที่กำลังจมน้ำ</p>



<p>สำนักข่าวที่สองเลือกใช้ภาพน้องหมากำลังตะกายหนีน้ำ</p>



<p>สำนักข่าวที่สามเลือกใช้ภาพนายกฯ นั่งเรือลุยน้ำท่วม</p>



<p>ในเมื่อแต่ละภาพให้อารมณ์ ความรู้สึก และความหมายแตกต่างกัน อยากชวนเต๋อในฐานะผู้กำกับมานั่งวิเคราะห์แต่ละภาพด้วยกันหน่อย</p>



<p>สำนักข่าวแรกฉายภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น คือเห็นบ้านเรือนพัง รถลอยไปตามน้ำ</p>



<p>สำนักข่าวที่สองความสะเทือนอารมณ์ เจ้าของหมาดูแล้วใจสลาย</p>



<p>สำนักข่าวที่สามเอาตัวละครในข่าวมาขึ้น</p>



<p>ทีนี้ลองจินตนาการว่าผู้อ่านกำลังโหนรถไฟฟ้าในที่แคบๆ ปะปนในหมู่ชาวออฟฟิศในช่วงพระอาทิตย์ตอกบัตรออกเวรไปแล้ว ระหว่างเท้าจิกพื้น มือก็เลื่อนอ่านข่าวไปด้วย</p>



<p>นายสมชายอ่านข่าวจากสำนักแรก เสร็จแล้วโทรไปไถ่ถามญาติที่รู้จักว่าเป็นไงบ้าง นางสมหญิงเบะปาก (เศร้า) และจะกลับไปกอดหมาที่คอนโดให้แน่นๆ นายอัครเดชผู้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ปลายด้ามขวานเห็นข่าวนั้นแล้วก็ หมายมั่นเลยว่าสมัยหน้าจะกาเลือกคนนี้อีกครั้ง</p>



<p>แต่เต๋อครับ ภาพนิ่งมันบอกอะไรเราน้อยเกินไป ภาพแรกเป็นคนละจังหวัดกับที่เกิดน้ำท่วม ภาพที่สองเป็นหมาที่ไหนก็ไม่รู้ และภาพที่สามเป็นภาพนายกฯ ลงพื้นที่น้ำท่วมเมื่อปี 2566 แต่ถูกนำมาใช้อีกครั้งในปี 2568</p>



<p>เอาล่ะ ใครกันคือนักโกหกมืออาชีพ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เรามักเชื่อความจริงที่ถูกเลือก </strong><strong><br></strong><strong>มากกว่าความจริงจริงๆ</strong></h2>



<p>ผายมือชวนอ่านงานวิจัยชื่อ The spread of true and false news online การศึกษาจาก MIT ที่ศึกษาเรื่องราวหรือข่าวที่ถูกทวิตบน Twitter (X) ตลอด 11 ปี (2009 &#8211; 2017) กว่า 126,000 เรื่อง จากบัญชีผู้ใช้ประมาณ 3 ล้านคน</p>



<p>งานชิ้นนี้บอกกับเราว่าข่าวเท็จแพร่กระจายไปไกลกว่า เร็วกว่า และกว้างกว่าข่าวจริงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเท็จหรือรูปที่เกี่ยวกับการก่อการร้าย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ตำนานปรัมปรา หรือข้อมูลทางการเงิน</p>



<p>นั่นคือในยุคไม่มี AI ต่อเมื่อเจ้าปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นขาโจ๋ในโลกออนไลน์แล้ว การศึกษาจาก MIT พบว่า AI สามารถนำเรื่องราวจากหลากหลายแห่ง หลายๆ บริบทมาปั้นแต่งใหม่ และคนก็เชื่อ ยิ่งเมื่อได้แรงผลักจากอัลกอริทึม ความจริงที่ถูกเลือกเหล่านั้นยิ่งถูกส่งไปยังหาที่พร้อมจะเชื่อได้ง่ายๆ</p>



<p>การบิดเบือนความจริงเคยถูกใช้หวังผลทางการเมืองมาแล้ว การเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2024 สำนักข่าว BBC รายงานว่า กลุ่มผู้สนับสนุนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เจนภาพ AI ของทรัมป์กำลังยืนกอดกับคนดำด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพื่อสร้างกระแสว่าทรัมป์ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวแอฟริกัน-อเมริกัน แม้รูปมันจะดูหลอกตามากก็ตาม</p>



<p>สำนักข่าว AP วิเคราะห์ว่าภาพเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างโดยทีมงานแคมเปญของทรัมป์โดยตรง (ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง) แต่ถูกสร้างโดยกลุ่มผู้สนับสนุน ซึ่งน่ากลัวกว่า เพราะมันขจรขจายไปทั่วออนไลน์ และควบคุมยาก</p>



<p>หลังการเลือกตั้งจบลง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะและกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย Pew Research Center เปิดเผยข้อมูลว่า ทรัมป์ได้คะแนนจากคนดำประมาณ 15 &#8211; 16% ซึ่ง เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2020 ที่เขาได้ไปเพียง 8%</p>



<p>ลองเม้มปากแล้วคิดกันดูว่าใน 1 วัน เราท่องโลกโซเชียลกันบ่อยแค่ไหน แน่นอน เราไม่ได้หวังว่าผู้อ่านจะตามหาหรือตรวจสอบความจริงในระดับเข้มข้น ใครจะไปมีเวลาขนาดนั้น เพียงแต่อยากให้ฉุกคิดเล็กๆ ว่าทุกคอนเทนต์ที่เราเห็นนั้นล้วนถูกเลือกมาแล้ว</p>



<p>อย่างหัวข้อที่หยิบมาคุยกันในวันนี้ก็เป็นความจริงที่เราเลือกมาแล้ว ผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ก็ลองหาข้อเท็จจริงกันดู เพราะเรามีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าคุณจะยังไม่เชื่อ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/selective-truth/">เมื่อออนไลน์ป้อนความจริงให้เราแค่ครึ่งเดียว มาเข้าคลาส ‘วิชาเอ๊ะ’ กันดีกว่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ดูดีเบตการเมืองทีไรอารมณ์พังตลอด’ เมื่อคนมันอินจนคิด ว่าอยู่บนเวทีซะเอง ทำยังไงให้การดูดีเบตไม่จบลงด้วยการพังทีวี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/political-debate/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชยพล ทองสวัสดิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Jan 2026 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<category><![CDATA[ดีเบต]]></category>
		<category><![CDATA[Debate]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185501</guid>

					<description><![CDATA[<p>อุณหภูมิกำลังระอุขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากฤดูร้อนที่กำลังเดินทางมา และจากระยะเวลาที่คืบใกล้ของศึกเลือกตั้ง 2569 ที่เรากำลังจะได้รู้ว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง มีอีกสถานที่ที่ร้อนไม่แพ้กัน นั่นคือ ‘เวทีดีเบต’ ของสื่อหลายสำนักที่งัดทุกโจทย์ ทุกกระบวนท่า พาเหล่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้ช่วยหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองมาร่วมโต้วาทีกัน ซึ่งหลายคนก็น่าจะได้ดู ได้ฟังกันแล้วว่าแต่ละพรรคมีนโยบาย วิสัยทัศน์ มีจุดยืน หรือมีความคิดเห็น เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และจะนำพาประเทศไปยังไง แน่นอนว่าประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ได้ดูดีเบตก็ต้องมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ชื่นชอบและเชียร์ในใจอยู่แล้ว ว่าอยากให้ใครมาบริหารประเทศ จากสิ่งที่นำเสนอบนเวที และต้องใช้วิจารญาณวิเคราะห์กันไปว่าใครใช่ ไม่ใช่&#160; แต่มีคนที่เชียร์ ก็ต้องมีคนที่ไม่ได้เชียร์ หลายครั้งเวลาดูดีเบต เราก็มัก ‘หัวร้อน’ กับบางคน บางพรรค บนเวที ที่มีความคิดเห็นที่ฟังแล้วต้อง ‘หาาาาาาาา’ จนหลายครั้งต้องส่ายหน้า หรืออยากปารีโมตใส่ทีวีให้พังๆ ไป เพราะหงุดหงิดกับ ‘มุมมอง’ และ ‘ตรรกะ’ ที่ไม่ตรงกัน แต่ในเมื่อคนมันอยากดูนี่นา แถมหลายเวทีก็น่าฟังจริงๆ แล้วจะทำยังไงดี ให้การดูดีเบตมีประโยชน์มากกว่าจบลงด้วยอาการหัวร้อนจนต้องพังทีวีล่ะ? ใจเย็นก่อน ดีเบตไม่ใช่การคุยจริง ดีเบตหลายเวทีถูกออกแบบมาเพื่อให้แคนดิเดตแต่ละพรรคมาร่วมแสดงนโยบายและวิสัยทัศน์ก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคแห่งยอดวิว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/political-debate/">‘ดูดีเบตการเมืองทีไรอารมณ์พังตลอด’ เมื่อคนมันอินจนคิด ว่าอยู่บนเวทีซะเอง ทำยังไงให้การดูดีเบตไม่จบลงด้วยการพังทีวี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>อุณหภูมิกำลังระอุขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากฤดูร้อนที่กำลังเดินทางมา และจากระยะเวลาที่คืบใกล้ของศึกเลือกตั้ง 2569 ที่เรากำลังจะได้รู้ว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย</p>



<p>ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง มีอีกสถานที่ที่ร้อนไม่แพ้กัน นั่นคือ ‘เวทีดีเบต’ ของสื่อหลายสำนักที่งัดทุกโจทย์ ทุกกระบวนท่า พาเหล่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้ช่วยหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองมาร่วมโต้วาทีกัน ซึ่งหลายคนก็น่าจะได้ดู ได้ฟังกันแล้วว่าแต่ละพรรคมีนโยบาย วิสัยทัศน์ มีจุดยืน หรือมีความคิดเห็น เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และจะนำพาประเทศไปยังไง</p>



<p>แน่นอนว่าประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ได้ดูดีเบตก็ต้องมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ชื่นชอบและเชียร์ในใจอยู่แล้ว ว่าอยากให้ใครมาบริหารประเทศ จากสิ่งที่นำเสนอบนเวที และต้องใช้วิจารญาณวิเคราะห์กันไปว่าใครใช่ ไม่ใช่&nbsp;</p>



<p>แต่มีคนที่เชียร์ ก็ต้องมีคนที่ไม่ได้เชียร์ หลายครั้งเวลาดูดีเบต เราก็มัก ‘หัวร้อน’ กับบางคน บางพรรค บนเวที ที่มีความคิดเห็นที่ฟังแล้วต้อง ‘หาาาาาาาา’ จนหลายครั้งต้องส่ายหน้า หรืออยากปารีโมตใส่ทีวีให้พังๆ ไป เพราะหงุดหงิดกับ ‘มุมมอง’ และ ‘ตรรกะ’ ที่ไม่ตรงกัน</p>



<p>แต่ในเมื่อคนมันอยากดูนี่นา แถมหลายเวทีก็น่าฟังจริงๆ แล้วจะทำยังไงดี ให้การดูดีเบตมีประโยชน์มากกว่าจบลงด้วยอาการหัวร้อนจนต้องพังทีวีล่ะ?</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-8-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185502" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-8-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-8-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-8-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-8-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-8-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-8-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-8-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-8-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-8.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>ใจเย็นก่อน ดีเบตไม่ใช่การคุยจริง</strong></h2>



<p>ดีเบตหลายเวทีถูกออกแบบมาเพื่อให้แคนดิเดตแต่ละพรรคมาร่วมแสดงนโยบายและวิสัยทัศน์ก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคแห่งยอดวิว ยอดแชร์ ในปัจจุบัน ดีเบตหลายเวทีก็ถูกออกแบบทั้งโจทย์ คำถาม และการเชิญแขก มาเพื่อ ‘ให้เกิดภาพขัดแย้ง’ เมื่อแคนดิเดตแต่ละคนที่มีบุคลิกต่างกันและมีจุดยืนต่างกันในแต่ละประเด็น เกิดการโต้เถียง ขัดจังหวะ หรือใช้น้ำเสียงกันรุนแรงในจอ สมองคนเราซึ่งถูกตั้งค่าให้จริงจังกับการทะเลาะ จึงคิดว่านี่คือการขัดแย้งกันจริงและดึงอารมณ์ออกมาร่วม ยิ่งเป็นเรื่องการเมืองที่คนส่วนใหญ่ ‘เลือกข้าง’ แล้ว ก็ย่อมต้องหัวร้อนกับพรรคคู่แข่ง&nbsp;</p>



<p>ดังนั้น ก่อนดูดีเบต ลองเตือนตัวเองว่า นี่คือเวทีประชันที่มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่การพูดคุยกันจริงๆ เพื่อหาทางออกของประเทศ (ซึ่งการคุยดีลต่างๆ ล้วนอยู่เบื้องหลังเวทีทั้งสิ้น)&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-9-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185503" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-9-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-9-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-9-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-9-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-9-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-9-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-9-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-9-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-9.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>เชียร์ดีเบตไม่ใช่เชียร์กีฬา</strong></h2>



<p><strong></strong>นึกถึงเวลาเชียร์กีฬา เราอินกับมันแค่ไหน นั่นแหละ เมื่อเรา ‘เชียร์’ สมองเราจะมองโลกแบบ ‘แพ้ &#8211; ชนะ’ และมีโอกาสที่จะเกิด ‘In &#8211; Group และ Out &#8211; Group Bias’ หรือการเลือกปฏิบัติแบบ ‘พวกแก &#8211; พวกฉัน’ จนตีความทุกคำพูดและการกระทำของฝั่งที่เราเชียร์ว่าดี ส่วนอีกฝั่งน่าหงุดหงิด ซึ่งทำให้เราโกรธง่ายโดยอัตโนมัติ เพราะสมองจะเชื่อมเราเข้ากับคนที่เราเชียร์ หากเขาพูดแย่เท่ากับเราแพ้ เหมือนทีมที่เชียร์แพ้แล้วเรารู้สึกแพ้ตาม ทั้งที่จริงเราไม่ได้ลงแข่งสักหน่อย</p>



<p>ดังนั้นเวลาดูดีเบตลองเปลี่ยนบทบาทจากคนเชียร์เป็นกรรมการสักครั้ง เพื่อดูว่าคนที่เราเชียร์ตอบตรงคำถามมั้ย ใช้เหตุผลหรือหลบประเด็น ใช้อารมณ์แทนข้อมูลหรือเปล่า เหมือนเป็นการเปิดสมองส่วนเหตุผลมากกว่าวงจรอารมณ์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-7-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185504" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-7-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-7-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-7-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-7-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-7.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>อย่ารับมาเป็นเรื่องของเรา</strong></h2>



<p><strong></strong>อย่างที่บอกว่าแคนดิเดตหรือนักการเมืองหลายคนมีบุคลิก เจตนารมณ์ หรือจุดยืนที่แตกต่างกันไป ขณะที่เราคุ้นชินกับคำว่า ‘การเมืองน้ำเน่า’ ก็เพราะเหตุผลจากนักการเมืองหลายคนที่มักใช้การเหมารวม การสร้างศัตรู การสร้างวาทกรรม หรือภาษาเพื่อแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พอเป็นเช่นนี้ สมองเรามักแปลความหมายว่า ‘นักการเมืองกำลังพูดถึงเรา’ ซึ่งเกิดจาก Personalization bias หรืออคติจากการปรับให้เป็นส่วนตัว ทำให้เรารู้สึกถูกดูถูกไปด้วย โมโหแทนกลุ่ม และอยากปกป้องตัวตนโดยอัตโนมัติ&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ควรทำคือตั้งสติเวลาดูดีเบต และบอกกับตัวเองว่า มันคือภาษาการหาเสียง ไม่ใช่คำพูดถึงตัวเรา เพื่อสร้างระยะห่างทางอารมณ์เข้าไว้ แม้มันจะยากก็ตาม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-6-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185505" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-6-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-6-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-6.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>ไม่ต้องดูทุกเวทีก็ได้</strong></h2>



<p><strong></strong>ตอนนี้สื่อใหญ่หลายเจ้าทำเวทีดีเบตแข่งขันกันแทบไม่เว้นวัน ผลคือมีดีเบตให้ดูทางออนไลน์ทุกวัน บางวันก็สองสามเวที แต่ละพรรคก็ต้องส่งคนไปร่วมให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนเห็นหน้าค่าตา เห็นนโยบาย ทัศนคติ หลายคนที่ติดตามการเมืองมากๆ ก็ย่อมอยากดูการประชันวิสัยทัศน์ แต่ประเด็นคือบางคนก็เลือกดูมันให้หมดเลยทุกเวที ถามว่าผิดไหม ก็ไม่ผิด แต่อย่าลืมว่าการดูดีเบตก็ส่งผลต่อกลไกทางอารมณ์ เพราะแต่ละเวทีก็คงมีสิ่งที่ให้หงุดหงิดต่างกันไป พอยิ่งดูเยอะ อารมณ์โกรธก็ยิ่งสะสม เพราะระบบประสาทไม่มีเวลาพัก กลายเป็นความเหนื่อยล้าทวีคูณไปอีก ทางที่ดี เลือกดูบางเวทีที่สนใจจริงๆ ก็พอ หรือเลือกดูจากประเด็นการดีเบตที่น่าสนใจก็ได้ จะได้ไม่เกินปริมาณที่สมองรับไหว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-7-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185506" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-7-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-7-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-7-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-7-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-7.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>ดูจบก็จบไม่ต้องเลื่อนฟีดต่อ</strong></h2>



<p>หลายครั้งดีเบตจบ แต่คนไม่จบ เพราะหลังดูดีเบตเสร็จ ไม่ง่ายเลยที่เราจะไม่ไปเปิดเช็กฟีดแบ็กตามหน้าสื่อโซเชียลว่าเป็นยังไงบ้าง ซึ่งนั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้เรามีอารมณ์หงุดหงิดรอบสอง รอบสาม เพราะระบบประสาทเรายังคงเปิดค้างอยู่ ยิ่งเผลอไปอ่านคอมเมนต์เห็นต่าง ก็อาจยิ่งโมโหเข้าไปอีก ดังนั้นเป็นไปได้หลังดูดีเบตจบ ลองปิดจอ ลุกเดิน ยืด ฟังเพลง หรือทำอะไรที่ผ่อนคลายดู เพื่อให้ร่างกายบอกสมองว่า ‘ปลอดภัยแล้วนะ’</p>



<p>แน่นอนว่าการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเกี่ยวพันกับชีวิตทุกคน และการเลือกผู้แทนที่จะมาทำหน้าที่บริหารประเทศเป็นสิ่งที่ต้อง ‘คิด’ และ ‘เลือก’ ให้ดี ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่เราสามารถตามดู ‘ว่าที่’ ผู้แทนเหล่านี้ในช่วงบรรยากาศเลือกตั้งได้ก็จากเวทีดีเบตนี่แหละ เพราะมันคือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยน ถกถาม และหาคำตอบร่วมกัน</p>



<p>แต่อย่าลืมว่าในมุมหนึ่ง ดีเบตก็คือเวทีทองที่ให้นักการเมืองมาประชาสัมพันธ์ตัวเอง เราแค่ต้องรู้เท่าทันมัน และไม่ปล่อยให้การประชันกันบนเวทีของนักการเมืองมาควบคุมอารมณ์เราได้ แต่ใช้โอกาสนี้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินอย่างมีสติและมีเหตุผลว่า ใครที่เราควรเลือกและใครที่ไม่ควรให้ประเทศไปตกอยู่ในมือ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/political-debate/">‘ดูดีเบตการเมืองทีไรอารมณ์พังตลอด’ เมื่อคนมันอินจนคิด ว่าอยู่บนเวทีซะเอง ทำยังไงให้การดูดีเบตไม่จบลงด้วยการพังทีวี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ทำไมเห็นเด็กกับคนแก่แล้วรู้สึกสงสาร’ จิตวิทยาว่าด้วยความเห็นใจ ‘ความมโน’ ที่อาจลดทอนคุณค่าผู้อื่นแบบไม่รู้ตัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/why-we-pity-elderly-and-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชยพล ทองสวัสดิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Jan 2026 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<category><![CDATA[ความสงสาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185439</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘อุ๊ย สงสารคุณตาคนนั้นจัง’ ประโยคนี้อาจฟังดูปกติ แต่มันอาจแปลกๆ หากภาพตรงหน้านั้น คุณตาที่ว่าไม่ได้สะดุดล้มหรือนั่งปูผ้าขายของแบกะดิน แต่เป็นคุณตาที่กำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้าริมถนนคนเดียว หากคุณตารับรู้ อาจคิดในใจว่า ‘กูเดินปกติ มาสงสารอะไร’ แต่นั่นแหละ เชื่อว่าในบางครั้งหลายคนอาจเคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้ คือสงสาร เห็นอกเห็นใจ ห่วงใยในความเดือดร้อนของผู้อื่น และเกิดอยากช่วยเหลือขึ้นมา โดยเฉพาะคนชราและเด็ก ทั้งที่บุคคลที่เราเห็นนั้น อาจไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย แท้จริงแล้ว ความรู้เช่นนี้เป็นจิตวิทยาในเชิงลึกของมนุษย์ เพราะความสงสารเกิดจากความเห็นอกเห็นใจและความรู้สึกไร้ทางช่วย จึงทำให้เราเศร้า หนักใจ อารมณ์หม่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่หลายคนมักเหนื่อยล้าจากความรู้สึกสงสารที่เกิดขึ้นมาบ่อยๆ อย่างไรก็ตาม แม้ความรู้สึกสงสารจะเกิดจากความหวังดี แต่หลายครั้งมันก็เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ และทำให้เผลอมองอีกฝ่ายเป็น ‘คนที่น่าสงสาร’ มากกว่ามนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนที่ถูกมองว่าน่าสงสารรู้สึกไม่สบายใจ&#160; เช่นนั้นแล้ว มาลองทำความเข้าใจกันสักหน่อยว่า ความสงสารมาจากไหน แล้วทำไมมันเกิดบ่อยเวลาเห็นคนแก่และเด็ก สมองกระตุ้นอัตโนมัติ หากมองผ่านเลนส์ของจิตวิทยาในการวิวัฒนาการ มนุษย์เราอยู่รอดมาได้เพราะดูแลและปกป้องผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อเห็นเด็กอันเป็นภาพของผู้ที่ยังไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ด้วยตัวเอง หรือผู้สูงอายุที่อาจสูญเสียความแข็งแรง ความคล่องตัว สุขภาพที่ถดถอย จึงอาจไปกระตุ้นระบบลิมบิก (Limbic System) ซึ่งเป็นกลุ่มโครงสร้างในสมองส่วนลึกที่ทำงานร่วมกันในการควบคุมอารมณ์ แรงจูงใจ ความจำ และพฤติกรรมที่จำเป็นต่อการอยู่รอด ที่มีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว และคอยตรวจจับความเปราะบาง การพึ่งพาผู้อื่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/why-we-pity-elderly-and-children/">‘ทำไมเห็นเด็กกับคนแก่แล้วรู้สึกสงสาร’ จิตวิทยาว่าด้วยความเห็นใจ ‘ความมโน’ ที่อาจลดทอนคุณค่าผู้อื่นแบบไม่รู้ตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘อุ๊ย สงสารคุณตาคนนั้นจัง’</p>



<p>ประโยคนี้อาจฟังดูปกติ แต่มันอาจแปลกๆ หากภาพตรงหน้านั้น คุณตาที่ว่าไม่ได้สะดุดล้มหรือนั่งปูผ้าขายของแบกะดิน แต่เป็นคุณตาที่กำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้าริมถนนคนเดียว</p>



<p>หากคุณตารับรู้ อาจคิดในใจว่า ‘กูเดินปกติ มาสงสารอะไร’</p>



<p>แต่นั่นแหละ เชื่อว่าในบางครั้งหลายคนอาจเคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้ คือสงสาร เห็นอกเห็นใจ ห่วงใยในความเดือดร้อนของผู้อื่น และเกิดอยากช่วยเหลือขึ้นมา โดยเฉพาะคนชราและเด็ก ทั้งที่บุคคลที่เราเห็นนั้น อาจไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย</p>



<p>แท้จริงแล้ว ความรู้เช่นนี้เป็นจิตวิทยาในเชิงลึกของมนุษย์ เพราะความสงสารเกิดจากความเห็นอกเห็นใจและความรู้สึกไร้ทางช่วย จึงทำให้เราเศร้า หนักใจ อารมณ์หม่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่หลายคนมักเหนื่อยล้าจากความรู้สึกสงสารที่เกิดขึ้นมาบ่อยๆ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม แม้ความรู้สึกสงสารจะเกิดจากความหวังดี แต่หลายครั้งมันก็เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ และทำให้เผลอมองอีกฝ่ายเป็น ‘คนที่น่าสงสาร’ มากกว่ามนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนที่ถูกมองว่าน่าสงสารรู้สึกไม่สบายใจ&nbsp;</p>



<p>เช่นนั้นแล้ว มาลองทำความเข้าใจกันสักหน่อยว่า ความสงสารมาจากไหน แล้วทำไมมันเกิดบ่อยเวลาเห็นคนแก่และเด็ก</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สมองกระตุ้นอัตโนมัติ</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185442" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-5-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-5-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-5.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หากมองผ่านเลนส์ของจิตวิทยาในการวิวัฒนาการ มนุษย์เราอยู่รอดมาได้เพราะดูแลและปกป้องผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อเห็นเด็กอันเป็นภาพของผู้ที่ยังไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ด้วยตัวเอง หรือผู้สูงอายุที่อาจสูญเสียความแข็งแรง ความคล่องตัว สุขภาพที่ถดถอย จึงอาจไปกระตุ้นระบบลิมบิก (Limbic System) ซึ่งเป็นกลุ่มโครงสร้างในสมองส่วนลึกที่ทำงานร่วมกันในการควบคุมอารมณ์ แรงจูงใจ ความจำ และพฤติกรรมที่จำเป็นต่อการอยู่รอด ที่มีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว และคอยตรวจจับความเปราะบาง การพึ่งพาผู้อื่น และความเสี่ยง ทำให้เกิดความรู้สึกอัตโนมัติ เช่น ความห่วงใยและสัญชาตญาณในการช่วยเหลือ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นก่อนที่เราจะทันคิดอย่างมีเหตุและผล</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Baby Schema และความเอ็นดู</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-6-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185443" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-6-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-6-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-6.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แนวคิด Baby Schema หรือ Kindchenschema เกิดขึ้นโดยนักจิตวิทยาและนักชาติพันธุ์วิทยา คอนราด ลอเรนซ์ (Konrad Lorenz) ที่อธิบายว่าลักษณะทางกายภาพบางอย่างจะกระตุ้นสัญชาตญาณการดูแล เช่น ดวงตากลมที่สื่อถึงความไร้เดียงสา ขนาดตัวที่เล็กสื่อถึงความอ่อนแอทางร่างกาย หรือใบหน้ากลมสื่อถึงวัยเยาว์และการพึ่งพา ซึ่งแทบจะเป็นลักษณะของเด็ก โดยลักษณะเหล่านี้จะกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเอ็นดูและการดูแล ทำให้เราให้ความสนใจ รู้สึกอบอุ่นทางอารมณ์ และอยากปกป้องโดยไม่รู้ตัว นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงชอบสงสารเด็ก แม้จะไม่รู้จักกันมาก่อนเลยก็ตาม (ยกเว้นเด็กในอีกความหมายนะ)</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระจกสะท้อนอดีตและอนาคต</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-4-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185444" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-4-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-4-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-4-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-4-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-4.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ความสงสารมักมาพร้อมกับการสะท้อนตัวตนของเราเอง เด็กสะท้อนอดีตของเรา ช่วงเวลาที่เคยเปราะบาง ต้องพึ่งพาคนอื่น หรืออาจเคยไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ควร ขณะที่คนแก่สะท้อนอนาคตของเรา ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องความชรา ความอ่อนแรง และความไม่แน่นอนของชีวิต หลายครั้งเมื่อเห็นคนแก่หรือเด็ก ความสงสารที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่มีต่อพวกเขา แต่เป็นความรู้สึกต่อตัวเราเองในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิตที่ซ้อนทับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความไม่เท่าเทียมของอำนาจ</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185445" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong>การรับรู้ถึงความไม่สมดุลของอำนาจก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกสงสาร เด็กและคนแก่ส่วนใหญ่มักมีทางเลือกน้อยกว่า ควบคุมชีวิตได้น้อยกว่า และต้องพึ่งพาการตัดสินใจของคนอื่น ขณะที่มนุษย์ก็มี ‘ความไว’ ต่อความไม่ยุติธรรม เมื่อเราเห็นใครบางคนที่อำนาจในการกำหนดชีวิตน้อยกว่าเรา ความสงสารจึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แน่นอนว่าในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เด็กหรือคนแก่ แต่อาจหมายรวมถึงทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เท่าเทียม อันอาจก่อให้เกิดความรู้สึกสงสารคนเหล่านั้นตามมา</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วัฒนธรรมที่ตอกย้ำความสงสาร</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185446" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ไม่ใช่แค่เรื่องในเชิงชีววิทยาเท่านั้น แต่ ‘สังคม’ ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลของอารมณ์สงสาร เพราะหลายวัฒนธรรมปลูกฝังแนวคิดที่ว่าเด็กต้องได้รับการปกป้อง ผู้สูงอายุควรได้รับความเคารพ และการเพิกเฉยต่อคนเหล่านี้เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เหมือนที่เราได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ต้องใจดีกับเด็กและช่วยเหลือผู้สูงอายุ ดังนั้น เมื่อโตมาในสังคมที่ให้ค่านิยมเช่นนี้ และเห็นเด็กกับคนแก่ นอกจากเชิงจิตวิทยาหรือระบบในสมอง ความรู้สึกผิดและความรู้สึกรับผิดชอบทางศีลธรรมจึงผสมเข้ากับความสงสาร จนทำให้อารมณ์เช่นนี้ชัดเจนขึ้น</p>



<p><strong></strong>แท้จริงแล้ว การรู้สึกสงสารคนแก่และเด็ก (หรือคนทั่วไป) ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะนั่นหมายถึงว่าเรามีความอ่อนไหวทางอารมณ์ รับรู้ถึงความเปราะบางของมนุษย์ และระบบความเห็นอกเห็นใจยังไม่ผิดเพี้ยน</p>



<p>หากแต่สิ่งสำคัญคือไม่ใช่การกำจัดความสงสารออกไป แต่คือการเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความเมตตา เพราะนั่นคือหนทางของการมองเห็นศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมที่มีต่ออีกฝ่าย ไม่ใช่การลดคุณค่าโดยมองว่าพวกเขาอ่อนแอ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/why-we-pity-elderly-and-children/">‘ทำไมเห็นเด็กกับคนแก่แล้วรู้สึกสงสาร’ จิตวิทยาว่าด้วยความเห็นใจ ‘ความมโน’ ที่อาจลดทอนคุณค่าผู้อื่นแบบไม่รู้ตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปีใหม่ต้องดีกว่าเดิม…แบบไม่ต้องฝืน ‘Soft Resolution’ ความตั้งใจเปลี่ยนชีวิตโดยไม่ใช้แรงกดดันเป็นเครื่องมือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/soft-resolution/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชยพล ทองสวัสดิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[SoftResolution]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185270</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ปีใหม่แล้ว ชีวิตต้องเปลี่ยน’ เมื่อถึงปีใหม่ หลายคนวาดฝันความตั้งใจว่าทุกอย่างต้องดีขึ้น แม้การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและหนักแน่นจะเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าลืมว่าเราเองก็เพิ่งผ่านพ้นหนึ่งปีที่หนักหน่วงด้วยความพยายามมานาน ในมุมหนึ่ง ปีใหม่จึงเป็นจุดประกาศตัวของการเติบโต และเต็มไปด้วยเสียงดังจากรอบข้างที่บอกว่าต้องดีกว่าเดิม หรือไปให้เร็วกว่าเดิม&#160; แต่ในยุคสมัยที่ทุกอย่างถูกแชร์ได้ง่ายผ่านโลกโซเชียล จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายในการโฟกัสแค่ความตั้งใจของตัวเอง โดยไม่เปรียบเทียบกับคนอื่นๆ&#160; นั่นอาจนำมาซึ่งความตั้งใจที่มากเกินไป จนกลายเป็น ‘น้ำหนัก’ ที่มากดทับ แปรสภาพเป็นความกดดันว่า ‘ต้อง’ ทำให้ได้แทน เพราะไม่เช่นนั้นจะเติบโตแข่งกับคนอื่นๆ ไม่ทัน ทุกวันนี้หลายคนจึงเลือกต้อนรับปีใหม่ด้วยความเรียบง่ายกว่า จึงมีศัพท์เรียกว่า ‘Soft Resolution’ อธิบายคือความตั้งใจเปลี่ยนชีวิตแบบไม่ต้องฝืน Soft Resolution อาจไม่ใช่คำสัญญาว่าจะกลายเป็นคนใหม่ แต่มันคือการตัดสินใจเลิกใช้แรงกดดันเป็นเครื่องมือในการผลักดัน เป็นความตั้งใจที่ไม่บังคับตัวเอง ไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่ลิสต์ที่ต้องทำให้สำเร็จแต่คือ ‘ท่าที’ ที่เรามีต่อตัวเอง ซึ่งจะเป็นความแข็งแรงที่อยู่ได้นานกว่า แล้วคำอธิบายของ Soft Resolution มีอะไรบ้าง? เปลี่ยนจาก ‘ต้อง’ เป็น ‘อยาก’ ในทางจิตวิทยาบอกว่ามนุษย์จะเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า เมื่อแรงจูงใจมาจากภายใน อย่าลืมว่าเราเพิ่งผ่านความเหนื่อยล้าในปีที่ผ่านมา ทรัพยากรทางจิตใจของเราอาจลดลงมาก การตั้งเป้าใหญ่แบบ ‘แข็ง’ เช่น ต้องตื่นเช้า ต้องเก่งขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soft-resolution/">ปีใหม่ต้องดีกว่าเดิม…แบบไม่ต้องฝืน ‘Soft Resolution’ ความตั้งใจเปลี่ยนชีวิตโดยไม่ใช้แรงกดดันเป็นเครื่องมือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘ปีใหม่แล้ว ชีวิตต้องเปลี่ยน’</p>



<p>เมื่อถึงปีใหม่ หลายคนวาดฝันความตั้งใจว่าทุกอย่างต้องดีขึ้น แม้การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและหนักแน่นจะเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าลืมว่าเราเองก็เพิ่งผ่านพ้นหนึ่งปีที่หนักหน่วงด้วยความพยายามมานาน ในมุมหนึ่ง ปีใหม่จึงเป็นจุดประกาศตัวของการเติบโต และเต็มไปด้วยเสียงดังจากรอบข้างที่บอกว่าต้องดีกว่าเดิม หรือไปให้เร็วกว่าเดิม&nbsp;</p>



<p>แต่ในยุคสมัยที่ทุกอย่างถูกแชร์ได้ง่ายผ่านโลกโซเชียล จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายในการโฟกัสแค่ความตั้งใจของตัวเอง โดยไม่เปรียบเทียบกับคนอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>นั่นอาจนำมาซึ่งความตั้งใจที่มากเกินไป จนกลายเป็น ‘น้ำหนัก’ ที่มากดทับ แปรสภาพเป็นความกดดันว่า ‘ต้อง’ ทำให้ได้แทน เพราะไม่เช่นนั้นจะเติบโตแข่งกับคนอื่นๆ ไม่ทัน</p>



<p>ทุกวันนี้หลายคนจึงเลือกต้อนรับปีใหม่ด้วยความเรียบง่ายกว่า จึงมีศัพท์เรียกว่า ‘Soft Resolution’ อธิบายคือความตั้งใจเปลี่ยนชีวิตแบบไม่ต้องฝืน</p>



<p>Soft Resolution อาจไม่ใช่คำสัญญาว่าจะกลายเป็นคนใหม่ แต่มันคือการตัดสินใจเลิกใช้แรงกดดันเป็นเครื่องมือในการผลักดัน เป็นความตั้งใจที่ไม่บังคับตัวเอง ไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่ลิสต์ที่ต้องทำให้สำเร็จแต่คือ ‘ท่าที’ ที่เรามีต่อตัวเอง ซึ่งจะเป็นความแข็งแรงที่อยู่ได้นานกว่า</p>



<p>แล้วคำอธิบายของ Soft Resolution มีอะไรบ้าง?</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เปลี่ยนจาก ‘ต้อง’ เป็น ‘อยาก’</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-100-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185307" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-100-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-100-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-100-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-100-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-100-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-100-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-100-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-100-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-100.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ในทางจิตวิทยาบอกว่ามนุษย์จะเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า เมื่อแรงจูงใจมาจากภายใน อย่าลืมว่าเราเพิ่งผ่านความเหนื่อยล้าในปีที่ผ่านมา ทรัพยากรทางจิตใจของเราอาจลดลงมาก การตั้งเป้าใหญ่แบบ ‘แข็ง’ เช่น ต้องตื่นเช้า ต้องเก่งขึ้น ต้องดีพอ ต้องใช้พลังควบคุมตัวเองอย่างมาก แต่ Soft Resolution คือการทำงานสอดคล้องกับพลังที่เหลืออยู่โดยไม่ต้องฝืน และเปลี่ยนคำว่า ‘ต้อง’ เป็น ‘อยาก’ เช่น อยากรู้สึกแบบไหนมากขึ้น อะไรที่อยากรักษาไว้ อะไรที่อยากปรับ เมื่อสมองรู้สึกว่ามีอิสระ การเปลี่ยนแปลงจะไม่ต่อต้านเรา</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อารมณ์นำพฤติกรรม</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-100-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185308" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-100-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-100-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-100-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-100-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-100-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-100-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-100-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-100-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-100.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong>สิ่งที่เรียกว่าพฤติกรรมไม่เคยเกิดขึ้นแบบลอยๆ แต่มักตามมาหลัง ‘อารมณ์’ เสมอ เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกถูกบังคับ สมองจะคิดต่อต้านทันที แต่หากว่ารู้สึกถูกเข้าใจ สมองจะให้ความร่วมมือ ดังนั้นปณิธาณแบบ Soft Resolution ที่ทำให้ไม่รู้สึกถูกบังคับ เช่น อยากทำงานโดยไม่เกลียดตัวเอง หรืออยากพักโดยไม่รู้สึกผิด จะให้ความรู้สึกที่อิสระมากกว่า และเมื่ออารมณ์เปลี่ยน พฤติกรรมที่ตามมาก็จะค่อยๆ เปลี่ยนตามเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เติบโตโดยปราศจากจากการถูกคุกคาม</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-100-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185309" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-100-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-100-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-100-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-100-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-100-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-100-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-100-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-100-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-100.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong>New Year’s Resolution แบบเดิมมักกระตุ้นระบบสมองให้เกิดการตอบสนองแบบ ‘สู้หรือหนี’ (Fight or Flight) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายและจิตใจเมื่อรับรู้ถึงภัยคุกคาม ทำให้ร่างกายเตรียมพร้อมจะต่อสู้หรือหนีเพื่อเอาชีวิตรอด เช่น ถ้าไม่ทำจะล้มเหลว ถ้าไม่ทำจะตามคนอื่นไม่ทัน ถ้าไม่ทำจะรู้สึกไม่ดีพอ หากแต่มนุษย์ไม่ได้เติบโตได้ดีในสภาวะถูกคุกคาม แม้จะเป็นการคุกคามจากความคาดหวังจากตัวเองก็ตาม Soft Resolution จึงเป็นสิ่งตรงกันข้ามที่ทำให้ระบบประสาทเข้าสู่โหมดปลอดภัย เหมือนเปิดโหมดการเรียนรู้และปรับตัว เมื่อระบบประสาทสงบ การเปลี่ยนแปลงที่ตามมาจะยั่งยืนกว่า</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระบวนการสำคัญกว่าผลลัพธ์</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-100-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185312" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-100-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-100-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-100-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-100-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-100-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-100-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-100-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-100-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-100.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong>คนที่เติบโตระยะยาวหลายคนไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับเส้นชัย แต่เลือกใส่ใจกับวิธีเดิน หากการตั้งเป้าหมายแบบเดิมเป็นการมอง ‘ผลลัพธ์’ ว่าสำเร็จหรือยัง Soft Resolution คือการเปลี่ยนคำถามเป็น ‘รู้สึกกับสิ่งนี้อย่างไร’ ไม่ใช่การติ๊กเช็กลิสต์ว่าทำสำเร็จไปแล้วกี่อย่าง แต่คือการครุ่นคิดว่าสิ่งนั้นทำให้เรารู้สึกกับมันไหม ซึ่งสามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตได้ สิ่งนี้สำคัญเพราะการเปลี่ยนความสัมพันธ์มักยั่งยืนกว่าการเปลี่ยนผลลัพธ์</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตั้งขอบเขตทางใจไม่ให้เหนื่อยล้า</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-100-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185310" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-100-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-100-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-100-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-100-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-100-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-100-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-100-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-100-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-100.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หลายคนที่เหนื่อยล้าอาจไม่ใช่เพราะทำมากแต่เพราะ ‘ฝืน’ มากต่างหาก ซึ่งการตั้งเป้าหมายแบบ ‘บังคับ’ นี่เองทำให้ร่างกายและสมองตีความการขาดการควบคุมและความเครียดที่เกิดขึ้นว่าเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอด และกระตุ้นให้สมองตอบสนองอย่างต่อเนื่องจนทำให้พลังงานทางกายและจิตใจค่อยๆ หมดไป ดังนั้น Soft Resolution คือการตั้งขอบเขตทางใจ เป็นการบอกตัวเองว่าอะไรไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ อะไรไม่ต้องรีบ และอะไรไม่ต้องอธิบาย ซึ่งขอบเขตที่ไม่กดดันนี้ก็คือรูปแบบหนึ่งของการดูแลตัวเอง</p>



<p>บางทีชีวิตอาจไม่ได้ตัดสินกันแค่ที่ผลลัพธ์หรือคำถามว่าไปไกลแค่ไหน แต่มันหมายถึงว่าเราจะอยู่กับชีวิตอย่างไรระหว่างทาง Soft Resolution จึงไม่ได้หมายถึงการลดความคาดหวัง แต่คือการเลือกความแข็งแรงอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นความแข็งแรงที่ยั่งยืนและอยู่ได้นานกว่า</p>



<p>การเติบโตไม่จำเป็นต้องประกาศตัวเสมอไป มันอาจค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งที่เงียบงันและไม่เร่งรีบก็เป็นได้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soft-resolution/">ปีใหม่ต้องดีกว่าเดิม…แบบไม่ต้องฝืน ‘Soft Resolution’ ความตั้งใจเปลี่ยนชีวิตโดยไม่ใช้แรงกดดันเป็นเครื่องมือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
