เปรียบเทียบตัวเองกับใครเยอะแล้ว มาลิ้มชิมรสความสุขระหว่างทางด้วย ‘การเมตตากรุณาต่อตัวเอง’ กันดีกว่า

เปรียบเทียบตัวเองกับใครเยอะแล้ว มาลิ้มชิมรสความสุขระหว่างทางด้วย ‘การเมตตากรุณาต่อตัวเอง’ กันดีกว่า

เคยไหม พอจบหนึ่งวันแสนยาวนานที่เข็ญร่างกายตัวเองให้ทำนั่นทำนี่ กะว่าจะพักสักนิดให้ผ่อนคลายเลยจับโทรศัพท์ไถฟีด จนเวลาล่วงเลยไป เห็นว่าเพื่อนที่ต่างแยกย้ายเติบโตขึ้น ได้ก้าวเข้าสู่วัยทำงานเป็น First Jobber เต็มตัว ต่างก็อวดความสำเร็จกันต่างๆ นานา พอหันไปมองกระจกดันเห็นร่างยืดย้วยนั่งไหล่ตกที่ยังไปไม่ถึงไหน เราที่ตามหลังใครเขาเหมือนโชคชะตาหัวเราะเยาะ ยังไม่มีความสำเร็จให้ได้อวดลงกับเขาหรอก โดนทิ้งให้รั้งท้ายต้องปรายตามองความสำเร็จผ่านโซเชียลมีเดียเพียงเท่านั้น สุดท้ายก็มีแต่เราที่ว้าเหว่คนเดียว

ไม่ต่างกับซีรีส์เกาหลี We Are All Trying Here ที่เพิ่งเริ่มดูได้สองตอน จากที่เคยผ่านวันเวลาแล้วก้าวไปพร้อมกัน เปลี่ยนผันไปเป็นการแข่งขันเสียอย่างนั้น แต่ต่างกันตรงที่ในซีรีส์พบเจอกันเป็นปกติ และในชีวิตจริงหลายคนต่างติดตามความสำเร็จของเพื่อนผ่านหน้าจอ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแข่งเอาความสำเร็จนั่นมาแล้วจะเป็นสุขไหม หรือไม่ได้แวะนึกเลยว่าใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า

เพียงจัดการชีวิตให้เข้าที่เข้าทาง วิ่งวุ่นอยู่กับปัจจุบันทำแต่ละอย่างอย่างแข็งขัน แบกร่างผุพังกับหัวใจห่อเหี่ยวลงกระเป๋า กลับบ้านล้มตัวลงนอนบนเตียงแข็งๆ แค่นี้เราก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องวิ่งไล่ตามความสำเร็จที่ใครเขาก็มีอีก ความสุขที่ฝันใฝ่มันเลยห่างไกลเรื่อยๆ

และไอประโยคที่ว่าไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้นน่ะ ปัดตกไปได้เลย เพราะตัวการอย่างเรานี่แหละ เปรียบเทียบกับคนอื่นจนใจจะพัง บทเรียนราคาแพงที่ต้องแลกเมื่อไถลเข้าไปสู่เวทมนตร์ของโซเชียลมีเดีย มันมาแบบที่ไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ

ยิ่งช่วงนี้เข้าฤดูฝนแล้วเปิดเพลงเศร้าให้เข้ากับมู้ดขณะยืนมองสายฝนโปรยปราย บางจังหวะความเหน็บหนาวก็เข้ามากระทบกายจนทำให้ใจป่วย พอน้ำฝนไหลลงพื้นเหมือนเราเองก็ร่วงหล่นตามไปด้วยเหมือนกัน เพราะคิดว่า ‘ทุกคนกำลังเดินไปเร็วกว่าเราเป็นไหน เหตุใดเราถึงยังอยู่ตรงนี้กันนะ’ คลุกเคล้าอารมณ์สั่นไหวเข้าไปก็รู้สึกเหงาจับใจขึ้นมา

เป้าหมายของเธอคือเป้าหมายของฉัน

ตอนเห็นแทบทุกคนอวดความสำเร็จของตัวเองกัน ในใจก็นึกให้เครดิตเลยว่าเก่งจัง ยิ่งเรียนจบออกมาแล้วหางานทำได้เลยยิ่งน่าชื่นชมเข้าไปใหญ่ พอมองตัวเองที่กำลังแบกความธรรมดา ไม่ได้มีอะไรดีเด่หรือโดดเด่นเรื่องความสามารถอย่างใครอื่น แม้รู้อย่างนั้น แต่ก็พยายามจนสุดความสามารถ เพื่อไต่เต้าเข้าแข่งขันชิงรางวัลจนรอดมาวันนี้เหมือนกันนะ ไม่ใช่ว่าอะไรหรอก ความสำเร็จของคนอื่นที่เห็นนั่นน่ะก็เป็นแรงผลักๆ ดันๆ ให้เราเพิ่มเป้าหมายในชีวิตเหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าจะผลักดันอย่างเดียว มันทั้งกดดัน และรู้สึกไม่ดีพอด้วย จนทำให้รู้สึกตัวเล็กมากๆ ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า ‘การเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า (Upward Social Comparison)’ นั่นเอง

เมื่อหมดแรงจะก้าวเดิน ก็ถามกับตัวเองว่าต้องเลื่อนไปกี่ขั้นถึงจะสำเร็จ ไหนใครๆ ก็สำเร็จกันเมื่อเดินทางนี้ จะได้ยิ้มแฉ่งมีความสุขสมปรารถนา แต่พอไปไม่ถึง ทีนี้ก็ก่นด่าตัวเองว่าต๊อกต๋อย ได้แต่นั่งเศร้าคอตกยกกระป๋องโค้กดื่มไปวันๆ ก็ไปจับเอาเรื่องราวเขามาเปรียบเทียบจนเค้าโครงของตัวเองหลุดหาย ไม่รู้ว่าความมั่นใจที่มาดมั่นก่อนหน้านั้นว่าเราก็ทำได้ เราก็เก่งเหมือนกันนะ อะไรพวกนั้นมันหายไปไหนหมด

พอคิดไปคิดมา

อ้าว! เป้าหมายนั่นมันไม่ใช่ของเรานี่นา อะไรกันเนี่ย (เกาหัวแกรกๆ)

หากเห็นคนอื่นบ่นอุบอิบว่าชีวิตเหนื่อยยาก เช่นว่า ตกงาน หรือหางานมาหลายเดือนแล้วเดือนนี้ก็ยังไม่ได้อีก แต่ตัวเราที่ยื่นเรซูเม่ไปเมื่อต้นเดือนโดนเรียกตัวสัมภาษณ์แล้ว ใจมันเผลอเต้นตุบตับรู้สึกตัวโตขึ้นมา แบบนี้น่ะเรียกว่า ‘การเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า (Downward Social Comparison)’ 

เห็นแบบนี้แล้วก็แอบเครียด ทำไมเรา ‘เปรียบเทียบ (Social Comparison)’  ไม่จบไม่สิ้น ก้อนขยุกขยิกพวกนั้นมันพันตัวพันใจเราเต็มไปหมดแล้ว (อ้ากกก)

พักการเปรียบเทียบมาเติมสุขด้วยการเมตตากันหน่อย

“เวลามีไม่นานเท่าไหร่ โลกที่ยังหมุนไป เธอเดินทางและมีชีวิตอยู่เพื่อใคร” เปิดเพลง มีชีวิต (Alive) ของวง Plastic Plastic เพื่อเพิ่มบรรยากาศให้เราได้ย้อนกลับมาตั้งคำถามถึงชีวิตกันดีกว่าว่า ‘เรามีชีวิตอยู่เพื่อใครกันนะ’

จริงแล้วเราก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง และยังมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองนั่นแหละ พอนานวัน จันทร์เปลี่ยน โฟกัสหลุดลอยไปที่คนอื่น อากาศเริ่มเย็นขึ้นชื้นขึ้น และเหงามากขึ้นเพราะไม่มีใครร่วมกอดคอเคียงบ่าเคียงไหล่อีกแล้ว เห็นความต่างชั้นของชีวิตตัวเองและคนอื่นมากมาย เราเลยแบกความกดดัน ซึ่งกลายมาเป็นภาระทางจิตใจ ให้เริ่มเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วยใจน้อย แล้วก็มาทนทุกข์กับความรู้สึกไม่ดีพอที่หยิบยืมไม้บรรทัดของใครก็ไม่รู้มาวัดตัวเอง แบบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ใครก็ตามที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ หากอาการเหล่านี้กระทบกับการใช้ชีวิต เราขอชวนขยับร่างกายมานั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้เดิมที่คุ้นเคย กลับมาปลอบโยนกันด้วย ‘การเมตตากรุณาต่อตนเอง (Self-Compassion)’ กัน

เริ่มง่ายๆ ด้วยการหายใจเข้าลึกๆ และผ่อนลมหายใจออกยาวๆ บอกตัวเองให้ช้าลงสักนิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร หรือต่อให้จะรู้สึกว่าคนอื่นเขาเร็วกว่าเลยสำเร็จกันแล้ว เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งหยิบมาตรวัดของคนอื่นมาจำกัดตัวเองเอาไว้ เมื่อมีความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมาก็ให้เบาใจได้เลยว่าเดี๋ยวเขาก็ผุดลง เดี๋ยวเขาก็ผ่านไป ถ้าหากฟังเสียงในหัวไม่ไหว ให้ลองหยิบกระดาษกับดินสอมาจดทุกอย่างที่เกิดขึ้นแบบไม่ต้องกังวลว่าจะเขียนผิดหรือถูก ก็แค่ระบายมันออกมา หรือว่าจะกรี๊ดจนสุดเสียง ขีดเขียนรอยหยักไม่ต่อเนื่อง ร้องไห้ให้น้ำตาท่วมหน้าก็เอาเลยเต็มที่

จะอย่างไหนก็ขอให้ปลดปล่อยวางมันลง ไม่ต้องพิธีรีตองว่าต้องจัดโต๊ะตระเตรียมอะไรให้พรั่งพร้อม เพราะเราไม่มีวันพร้อมจนกว่าจะลงมือทำอยู่แล้ว เหมือนที่เราทำไปโดยไม่รู้ตัวว่าเราต้องการสิ่งนั้นจริงไหม อย่างในซีรีส์ We Are All Trying Here ที่พระเอกยังไม่ประสบความสำเร็จกับการเป็นผู้กำกับ แล้วกำลังโดนพี่ชายคาดคั้นถามว่านายต้องการอะไรกันแน่ อยากประสบความสำเร็จเหรอ เขาได้แต่ปฏิเสธตอบเสียงแผ่วเบาเพียงว่า “แค่ไม่ต้องกังวลก็พอแล้ว” ทำให้กลับมาคิดว่าเราอาจอยากใช้ชีวิตอย่างไม่กังวลมากมายก็ได้  เชกเช่นกับประโยคจากหนังสือ ‘อย่าลืมว่าเรามีวันนี้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น’ ที่บอกเอาไว้ “ยิ่งสิ่งที่ต้องแบกเบาแค่ไหนก็จะยิ่งไปได้ไกลเท่านั้น จะปล่อยหรือวางลงก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างเดินไป” บางทีชีวิตก็อาจจะแค่นั้นเอง เพราะเราต่างพยายามสุดใจ เพื่อต่อสู้กับความรู้สึกไร้ค่าของตัวเอง

นั่นสินะ วางลงบ้างก็ได้

ถ้าเหนื่อยก็พัก ถ้าง่วงก็นอน พอวางความคิดให้มันเป็นแค่ความคิด ไม่ต้องไปผูกติดยึดมั่นเอาไว้ เดี๋ยวความเบามันก็คงจะมาเอง

เพราะฉะนั้นก็อย่าดูถูกหรือด้อยค่าความพยายามของตัวเองกันมากมายนักเลย มาใจดีกับตัวเอง (Self Kindness) อย่างที่ชื่นชมความพยายามของคนอื่น มาเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเอง (Common Humanity) ที่กำลังพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างในจังหวะที่ไหวอยู่ตอนนี้ จะผิดพลาดหรือเดินช้ากว่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร และสุดท้ายก็อย่าลืมมีสติกับ

ปัจจุบัน (Mindfulness) เพื่อมีความหวังในวันนี้เถอะ

อาจไม่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ ‘เรา’ ก็น่าภูมิใจเหมือนกันนะ

แม้จะพักแล้วก็ยังรู้สึกไม่เต็มใจ หากแต่ว่าความพยายามอันสั่งสมมายาวนานนั้นไม่เคยได้แกะดู 

เราขอชวนย้อนนึกความสำเร็จเล็กน้อยจนใหญ่โตของคุณและคุณ ตั้งแต่เก็บรองเท้าเข้าชั้น จัดกระเป๋าเรียบร้อย พับที่นอนหลังตื่น ชโลมบำรุงร่างด้วยครีมหอมฟุ้ง หรือจะนึกขอบคุณที่ตกรถเมล์แต่ก็ยังกลับถึงบ้านได้

อย่างเพลง I Wanna Thank Me – Meghan Trainor ก็กำลังบอกให้เราชื่นชมตัวเราเอง ให้เครดิตตัวเองที่ทำเรื่องต่างๆ “Yes, there’s so many I’d like to thank along the way but I gotta say I wanna thank me” และเหมือนคำกล่าวในหนังสือ ‘DAWN ชั่ววูบเข้าใจชีวิตเหมือนแสงที่ริมขอบฟ้า’ ที่ว่า “ปลายทางยังอีกยาวไกล แล้วเหตุใดความสำเร็จของวันนี้จึงไม่ถูกเฉลิมฉลอง ทั้งที่มันคือสิ่งประกอบสร้างเป็นตัวเธอในวันพรุ่งนี้”

ให้มองว่า แม้สิ่งนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหนก็เรียกว่าสำเร็จได้เหมือนกันนะ

ขยับมือวางโทรศัพท์ลงสักหน่อย ไม่ต้องสมบูรณ์พูนพร้อมกับโลกกว้างขนาดนั้นก็ได้ แวะชื่นชมการกระทำเล็กจิ๋วของตัวเองสักนิด ใคร่ครวญว่าเราทำสิ่งเหล่านั้นไปเพื่อใคร อยากทำด้วยความตั้งใจอย่างแท้จริงของเราไหม ขยับเป้าหมายให้ตรงใจมากที่สุด เพื่อจะได้ก้าวต่อไปด้วยจังหวะที่เหมาะสมกับตัวเองกัน

แม้ยากที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด แต่ขอให้ระลึกไว้อยู่เสมอว่า คุณมาไกลกว่าที่คุณคิด เพียงแค่ผ่อนแรงชีวิตไม่ได้ทำให้สิ้นหวัง ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างหรือเป็นทุกอย่างอย่างใครคนใด เพียงแค่เป็นปัจเจกชนคนหนึ่งซึ่งดำรงอยู่ด้วยเจตจำนงเสรีที่เลือกสรรชีวิตเพื่อตัวเอง แค่นั้นก็น่าขอบคุณแล้ว

เราไม่ได้อยู่ในช่วงฤดูกาลแห่งความผิดหวังไปตลอดกาล เชกเช่นเดียวกับฤดูฝนก็ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป วันเวลาจะผันเปลี่ยนเสมอ เพราะอย่างนั้นมันจะมีวันของเราให้ได้เฉลิมฉลองอย่างแน่นอน

ยกแขนสวมกอด ตบบ่าเบาๆ ยกยิ้มน้อยๆ ให้คนในกระจกก่อนเริ่มหรือจบวัน

ไม่ว่าจะดีพอสำหรับใครหรือไม่ เมื่อเราผ่านวันและคืนมาจนวันนี้ได้ ก็โคตรจะเจ๋ง!

ค่อยๆ บรรเลงชีวิตด้วยจังหวะของตัวเองกันนะ

แล้วก็อย่าลืมเติมความสุขและชมตัวเองกันด้วยล่ะ

คุณคนเก่ง : )

AUTHOR