การมี ‘ละแวกบ้านที่ดี’ ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น

การมี ‘ละแวกบ้านที่ดี’ ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น

คำว่าละแวกบ้านที่ดีอาจหมายถึง มีของกินเยอะ ใกล้ห้างสรรพสินค้า สงบ ไม่วุ่นวาย ไม่เปลี่ยว และเดินทางเข้าเมืองง่าย หลังๆ มานี้ เราจึงเห็นคนในย่านต่างๆ ออกมารีวิวย่านที่อยู่อาศัยของตัวเองกันเยอะมาก

ส่วนที่บอกว่ามีความสุขเพิ่มขึ้น จริงๆ ควรใช้คำว่าทุกข์น้อยลง 

ลองนึกภาพว่าเราออกจากบ้านมาแล้วขึ้นรถไปทำงานได้สะดวก ไม่ต้องหมดพลังงานไปกับการขึ้นรถหลายต่อ เดี๋ยวบนดิน เดี๋ยวใต้ดิน งานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าแค่ตัดปัญหาเรื่องการเดินทางไปได้ ชีวิตมนุษย์ทำงานก็ถือว่าหมดเรื่องเครียดไปก้อนใหญ่แล้ว

หลายปีมานี้ เมืองต่างๆ ทั่วโลกได้ผลักความหมายของ ‘ละแวกบ้านที่ดี’ ให้ออกไปกว้างไกลขึ้น อย่างเช่นว่าเมือง Todmorden ประเทศอังกฤษที่ผุดโครงการสร้างสวนปลูกผักผลไม้ แล้วให้คนในชุมชนเข้ามาเด็ดได้ฟรี ช่วยให้คนมีบทสนทนาเล็กๆ ร่วมกัน

หรือแม้แต่ไอเดีย Tactical Urbanism ที่คนในชุมชนลุกขึ้นมาช่วยกันทำย่านที่อยู่อาศัย ให้เกิดความสร้างสรรค์ มีชีวิตชีวา และน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ไม่รอโครงการจากหน่วยงานมาลง ยกตัวอย่างเช่น การตบแต่งทาสีทางเท้า สร้างสนามเด็กเล่นขนาดย่อม ฯลฯ

ละแวกบ้านที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัย แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น คอลัมน์ a better day ชวนดูไอเดียการทำละแวกบ้านเจ๋งๆ จากเมืองนอกกัน

ละแวกบ้านปลอดภัยและสร้างสรรค์

เคยตั้งคำถามกันไหมว่าละแวกบ้านของเราควรมีอะไรบ้างถึงทำให้รู้สึกปลอดภัย

แน่นอน, หลายคนนึกถึงเทคโนโลยี (กล้องวงจรปิด) ก่อน 

แต่มีผู้หญิงผมติ่งสวมแว่นหนาคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่าจริงๆ แล้ว ความปลอดภัยเกิดขึ้นได้ง่ายมาก แทบไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเลยด้วยซ้ำ

Jane Jacobs นักคิดนักเขียนชาวอเมริกัน เธอคือผู้เขียนหนังสือผังเมืองเลื่องชื่ออย่าง The Death and Life of Great American Cities (1961) เธอเสนอแนวคิดที่เรียกว่า Eyes on the Street อธิบายอย่างรวบรัด แนวคิดนี้เสนอว่าถนนหรือพื้นที่ที่ปลอดภัยเกิดขึ้นจากวิถีชีวิตสองข้างทาง และสายตาของเพื่อนบ้าน

หมายความว่าถ้าพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมีคนพลุกพล่าน เช่นว่ามีคนเดินจูงหมาออกไปเดินเล่น นั่งกินไอศกรีม อ่านหนังสือ เรามักไม่รู้สึกระแวงกับพื้นที่นั้น Jane Jacobs สรุปว่าการมีสายตาในพื้นที่สาธารณะคือระบบรักษาความปลอดภัยที่ทรงพลังที่สุด

พื้นที่ละแวกบ้านที่เราอยากพูดถึงเป็นพิเศษคือ ตรอกซอย เพราะคนเมืองส่วนใหญ่เช่าอยู่หอพักไม่ก็คอนโด ซึ่งโดยมากตั้งอยู่ในซอย เว้นเสียแต่ว่าคอนโดมีราคาหน่อยก็อาจแนบชิดอยู่กับถนนเส้นหลัก ไม่ก็รถไฟฟ้า ราคาที่แพงย่อมแลกมากับละแวกบ้านที่ปลอดภัยน่าอยู่ และใกล้รถไฟฟ้า

กลับกัน หอพักหรือคอนโดที่ราคาย่อมเยาลงมา มักตั้งอยู่ในซอยที่ต้องใช้เวลานั่งรถเข้าไป หรือบางที เป็นซอยในซอย ไม่รู้ต่อกี่เลี้ยวกว่าจะถึง ถ้าเป็นซอยหลักยังพอมีร้านค้า ร้านอาหาร มองดูยังครึกครื้น แต่ถ้าลึกเข้าไปในซอยหลักอีกที บรรยากาศจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ความแตกต่างที่ว่าอาจเป็นได้ทั้งความแคบ ความมืด ความเปลี่ยว 

ซอยที่มีคาแรกเตอร์แบบที่ว่าไม่เอื้อให้เราออกมาใช้ชีวิต

ซอยที่มีคาแรกเตอร์แบบที่ว่าหลายเมืองทั่วโลกมีเหมือนกัน และที่เราไปค้นหามา นอกจากทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นได้ แล้วยังเติมความครีเอทิฟเข้าไปได้ด้วย เราขอพาผู้อ่านลัดฟ้าไปที่…

Fish Lane ตรอกสุดสร้างสรรค์ของเมือง Brisbane ประเทศออสเตรเลีย นี่คือย่านที่มีทั้งร้านอาหาร งานศิลปะ กราฟิตี้ อีเวนต์ ตลาดนัด และคอนเสิร์ต หารู้ไม่ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน Fish Lane เป็นแค่ตรอกมืดๆ ที่มีไว้แค่ให้รถขยะวิ่งผ่านและเป็นที่วางคอมเพรสเซอร์แอร์

“เมื่อ 10 ปีก่อน Fish Lane เป็นที่ที่ไม่มีใครอยากย่างกรายเข้าไปเลย มันมืดและดูไม่ปลอดภัย แต่เรามองเห็นโอกาส เราเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่าจะทำยังไงให้คนหยุดเดิน” Michael Zaicek ผู้ปลุกปั้น Fish Lane เคยให้สัมภาษณ์ไว้

ออสเตรเลียเป็นตัวอย่างประเทศที่สร้างความปลอดภัยในละแวกบ้านได้เป็นอย่างดี ตรอกซอยของเมลเบิร์นในยุค 80s เรียกได้ว่าเงียบเหงา ต่อเมื่อเข้าสู่ยุค 90s ทางเมืองจึงผุดแนวคิดที่เรียกว่า Postcode 3000 โดยมีเป้าหมายคือดึงคนเข้ามาอยู่ในเขตใจกลางเมือง

สิ่งแรกๆ ที่รัฐบาลท้องถิ่นทำคือแก้กฎหมายเพื่อเอื้อให้คนตัวเล็กๆ ทำธุรกิจได้ เช่น การออกใบอนุญาต Small-bar licenses ที่อนุญาตให้เปิดบาร์จิ๋วในตรอกได้ง่ายขึ้น รวมถึงลดค่าเช่าที่เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการ และออกกฎว่าตึกที่อยู่ในตรอกซอยห้ามเป็นกำแพงทึบ ต้องมีหน้าต่าง มีประตู หรือมีกระจกใสที่คนข้างในและข้างนอกมองเห็นกันได้

เพียงแค่ใส่ไอเดียลงไป Fish Lane จากตรอกซอยที่เงียบเหงาและน่าประหวั่น เมื่อมีคนเข้ามาใช้ชีวิต ก็ครึกครื้นขึ้นมาได้ 

กลับมาที่บ้านเรา บางซอยยังมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ถนนไม่ดี รกร้าง ฯลฯ เรื่องพื้นฐานเหล่านี้ควรทำไม่ให้พร่อง แต่ยิ่งดีใหญ่ ถ้าหากว่าเจ้าของพื้นที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาตรการเชิงสร้างสรรค์และใจกล้าทางกฎหมาย (อย่างที่ออสเตรเลียทำ) เพื่อดึงคนเข้ามาใช้ชีวิตในตรอกซอยมากขึ้น 

เราจึงได้ข้อสรุปว่าละแวกบ้านน่าอยู่และปลอดภัย ต้องเพิ่งหน่วยงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ละแวกบ้านกินได้

เราอยู่ในยุคที่สั่งอาหารผ่านแอปฯ อยู่ที่ห้อง จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มีคนจำนวนไม่น้อยเลิกเดินเตร่ออกไปหาอะไรกิน เสียทั้งเงิน เสียทั้งพลังงาน สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า สั่งผ่านแอปฯ เวิร์กสุด เลือก จ่าย จบ!

แน่นอน, แอปพลิเคชัน หรือเทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวก แต่งานวิจัยหลายชิ้นชวนเราหาคำตอบของคำถามที่ว่า การเติบโตของแอปฯ เดลิเวอรี ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของคนกับละแวกบ้านยังไง

ชิ้นหนึ่งบอกว่า แอปฯ ตัดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ของคนในย่าน ถ้าอยู่ห้อง การกินข้าวก็เป็นกิจกรรมของเราคนเดียว แต่ถ้าไปร้านอาหาร อย่างน้อยเราได้สั่งอาหาร หรือมีบทสนทนาเล็กๆ กับเจ้าของร้าน 

อีกชิ้นชวนมองอีกมุม มีการศึกษาในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน พบว่าการขยายตัวของแอปฯ สั่งอาหารเปลี่ยนถนนในย่านที่อยู่อาศัยแออัดขึ้น เพราะไรเดอร์จำนวนมากต้องมาจอดรอออเดอร์ตามมุมตึกหรือฟุตพาท เกิดการแย่งชิงพื้นที่สาธารณะกับผู้อยู่อาศัยเดิม

อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แอปฯ เดลิเวอรีทำให้ความสัมพันธ์ของคนในย่านเป็นไปในลักษณะ ‘ตัวใครตัวมัน’ หลายเมืองทั่วโลกจึงคิดหาวิธีทำให้คนออกมามีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ที่เรากำลังจะพูดถึงคือการทำสวนผักผลไม้ โดยมีเงื่อนไขว่าใครมาหยิบก็ได้ ฟรี

ลัดฟ้าไปที่เมือง Todmorden ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2008 Pam Warhurst และ Mary Clear ริเริ่มทำโครงการ Incredible Edible อธิบายแบบรวบรัด พวกเธอเปลี่ยนพื้นที่รกร้างในเมืองให้เป็นสวนปลูกผักผลไม้ ชาวเมืองสามารถเด็ดกลับไปทำกับข้าวได้

จุดเริ่มต้นตลกมาก ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำ Incredible Edible พวกเธอลงมือปลูกพืชผักผลไม้ก่อนแล้วค่อยไปขอโทษทีหลัง ประมาณว่า เฮ้ย มาปลูกอะไรกันตรงนี้ พวกเธอจึงค่อยอธิบายว่า อ๋อ เราอยากใช้พื้นที่รกร้างตรงนี้มาทำเป็นสวนนะ ถ้ามันสุกปลั่งแล้วพวกคุณหยิบไปกินได้เลย

ตั้งแต่ปี 2008 จนถึงตอนนี้ พวกเธอปลูกสวนไปแล้วกว่า 60 จุดทั่วเมือง และทุกสวนไม่มีรั้วกั้น คือทุกคนสามารถเดินมาหยิบไปได้เลยฟรีๆ เงินไม่เสีย ท้องอิ่ม ถอยออกมามอง โปรเจกต์ Incredible Edible มีหลายมิติที่น่าสนใจ 

มิติแรก ประหยัดค่าใช้จ่าย 

แน่นอน, ของฟรีใครก็ชอบ ที่ประเทศอังกฤษ มีร้านค้าในท้องถิ่นหลายร้านที่ใช้ผักจาก Incredible Edible มาปรุงอาหาร มีการวิเคราะห์ว่าการที่ชาวเมืองลงมือปลูกผักผลไม้ด้วยตัวเอง พวกเขาจะเกิดความภูมิใจมากถึงขั้นเลิกซื้ออาหารปรุงสำเร็จและหันมาสนับสนุนร้านค้าในท้องถิ่นแทน

มิติสอง สร้างโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์

การมีพื้นที่ตรงกลางให้ได้ใช้เวลาและมีบทสนทนากันสั้นๆ เป็นการทลายกำแพงระหว่างกันลง ยิ่งไปกว่านั้น และการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นสวนผักอาจป็นหน่อเล็กๆ ที่ทำให้คนในชุมชนคิดต่อไปได้ว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งอื่นๆ ในย่านให้ดีขึ้นได้เหมือนกัน

มิติสาม เปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ใช้สอย 

a day เคยสัมภาษณ์ ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง we!park เขาบอกกับเราว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่รกร้างมากกว่าสวนสาธารณะ หลังๆ มานี้ เราเริ่มเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นสวนสีเขียว เราว่าไอเดียการทำสวนผักผลไม้แล้วให้คนมาหยิบได้ กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ น่าสนใจ เป็นละแวกบ้านที่กินได้ (ฟรี)

ละแวกบ้านใกล้ธรรมชาติ

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็อยากมีบ้านใกล้ชิดธรรมชาติ มันเบาสบาย มันเย็น หลายปีมานี้ เมืองต่างๆ ทั่วโลกจึงวางผังเมืองโดยมีพื้นที่สีเขียวเป็นหัวใจ เพื่อรับประกันว่าประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงสวนสีเขียวได้ในละแวกบ้านของตัวเอง
  ข้อดีของพื้นที่สีเขียวมีอยู่นับล้าน หวั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าจะเล่ายังไงให้ครบถ้วนและสนุก เอาแบบนี้แล้วกัน เราพาไปดูตัวอย่างการดีไซน์ละแวกบ้านในแต่ละประเทศดีกว่า อันไหนดี เราจะได้ลอกมาใช้บ้าง

สิงคโปร์ – มีคนเคยนิยามประเทศเล็กๆ แห่งนี้ว่าเป็น ‘เมืองร้อนและคนแก่เหงา’ ดังนั้นจะสร้างเมืองยังไงเพื่อแก้ Pain Point นี้ได้

ย้อนกลับไปปี 2009 สิงคโปร์ ออกกฎว่าตึกที่สร้างใหม่ต้องสร้างพื้นที่สีเขียวทดแทนขนาดของที่ดินที่เสียไป ตึกที่สร้างใหม่จึงแบ่งสักชั้นไปทำเป็นสวน ไม่ก็ไปอยู่บนชั้นดาดฟ้า 

สิงคโปร์ไม่ได้แค่สร้างสวนแล้วจบ ความเจ๋งและช่างคิดของประเทศนี้คือ สวนสีเขียวบนตึกทั่วสิงคโปร์ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างกระฉับกระเฉง ไม่น่าเบื่อ เช่น สร้างพื้นที่พบปะ สถานที่ออกกำลังกาย พวกเขาเชื่อว่าถ้าผู้สูงอายุมีอะไรทำ ชีวิตจะไม่เหี่ยวเฉา
  ปัจจุบันสิงคโปร์มีพื้นที่สีเขียวบนตึกสูงรวมกันมากกว่า 1,000 ไร่
  แม้เป็นประเทศที่มีพื้นที่น้อย (เล็กกว่ากรุงเทพฯ) แต่สิงคโปร์ในตอนนี้แข่งกันสร้างพื้นที่สีเขียวกันสุดลิ่มทิ่มประตู สะท้อนให้เห็นในที่พักเกิดใหม่ ซึ่งมีพื้นที่สีเขียวเป็นจุดขาย เช่น Park royal โรงแรมที่วิวหน้าต่างทุกห้องมีสวนให้ดู หรือ Oasia Hotel Downtown ตึกสีแดงที่ปกคลุมด้วยไม้เลื้อยกว่า 20 ชนิด เป็นที่อยู่ของนกและแมลง

ความเจ๋งยังไม่หมดเท่านี้ ชาวสิงคโปร์ที่อยากปลูกผักทำสวน รัฐบาลมีเงินสนับสนุนค่าทำสวนให้ 50% ผ่านโครงการ Skyrise Greenery Incentive Scheme ของ NParks (หน่วยงานรัฐวิสหกิจภายใต้กระทรวงการพัฒนาแห่งชาติสิงคโปร์)

เดนมาร์ก – เราขอซูมอินไปที่เมืองโคเปนเฮเกน นี่เป็นเมืองที่มีความเชื่อว่าคนสำคัญกว่ารถ หลายปีมานี้ โคเปนเฮเกนจึงมีหลายโปรเจกต์ที่ลดการพึ่งพารถยนต์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาตั้งเป้าว่าจะลดที่จอดรถริมถนนให้ได้ปีละ 2 – 3% เพื่อนำพื้นที่ตรงนั้นไปสร้างพื้นที่สีเขียว

ที่เราอยากแนะนำให้รู้จักคือ Parklet นี่คือโครงการเปลี่ยนพื้นที่จอดรถริมถนนให้เป็นพื้นที่สาธารณะ และเปิดให้คนเข้ามานั่งพักผ่อน โคเปนเฮเกนเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2005 มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสวนสีเขียว, Music Space, พื้นที่เวิร์กช็อป, สนามเด็กเล่น หรือแม้แต่เป็นห้องสมุด


มีสถิติน่าสนใจ คือปัจจุบันประชากรในโคเปนเฮเกนกว่า 96% สามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวหรือสวนสาธารณะได้ในระยะเดินไม่เกิน 15 นาที และในปี 2024 ที่ผ่านมา โคเปนเฮเกนวางแผนจะรื้อถอนที่จอดรถกว่า 600 จุดทั่วเมือง เพื่อเปลี่ยนเป็นที่จอดจักรยาน ทางเดิน และพื้นที่สีเขียว รวมถึง Parklets ด้วย

ลัดฟ้าไปที่ เนเธอร์แลนด์ – ปักหมุดไปที่เมืองอูเทรคต์ เมื่อปี 2019 สภาเมืองอูเทรคต์ตัดสินใจปรับปรุงป้ายรถเมล์ทั่วเมืองให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลังคาทั้งหมดถูกปูด้วยพืชตระกูล Sedum (พืชอวบน้ำ) ซึ่งทนแดด ทนแล้ง และไม่ต้องรดน้ำบ่อย แถมช่วยลดอุณหภูมิใต้ป้ายรถเมล์ได้ถึง 3 – 5 องศาเซลเซียส

ป้ายรถเมล์เหล่านี้ นอกจากทำหน้าที่เป็นจุดพักเหนื่อยของเหล่านักเดินทาง ยังเป็นแหล่งอาหารกลางเมืองให้กับผึ้งป่าและผีเสื้อ ด้วยว่าหลายปีมานี้ เนเธอร์แลนด์เผชิญวิกฤตประชากรผึ้งลดลง การปลูกพืชบนป้ายรถเมล์จึงเป็นบ้านหลังย่อมๆ ของผึ้ง ทั้งยังเป็นสวนให้กับชาวเมืองด้วย

พอมองย้อนกลับมาที่บ้านเรา เราอาจคุ้นชินกับการที่พื้นที่สีเขียวถูกจำกัดอยู่แค่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ต้องขับรถไป หรือเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะคอนโดหรูและหมู่บ้านจัดสรรราคาแพงเท่านั้น

แต่ 3 ประเทศ 3 เมืองที่เราหยิบมาวันนี้ เห็นชัดเลยว่าพื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นของฟุ่มเฟือย การสนับสนุนให้เกิดพื้นที่สีเขียวควรเป็นนโยบายจากส่วนกลางลงมา ประชาชนทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงพื้นที่สีเขียวในละแวกบ้าน

หรือใครอยากปลูกผักปลูกต้นไม้เองที่บ้านตามคำแนะนำของสมาชิกวุฒิสภาก็ได้

เพียงแต่รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนลงมือปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียวที่บ้านหรือยัง และเราไม่แน่ใจว่าคำแนะนำนั้นมลายหายเป็นเนื้อเดียวกับอากาศไปแล้วหรือเปล่า

ละแวกบ้านที่ช่วยกันสร้าง

เคยรู้สึกไหมว่าทำไมหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบขยับทำอะไรช้าจังเลย

ถ้ามัวแต่รอให้มาปรับปรุงย่านที่เราอาศัยอยู่ ไม่รู้ต้องรออีกกี่นาน ไหนจะต้องรอเบิกงบ รอลายเซ็น ระบบการทำงานอันล่าช้าแบบนี้เป็นปัญหาที่หลายเมืองทั่วโลกเจอเหมือนกัน 

จึงเกิดไอเดียทำนองว่าในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราจะช่วยกันปรับปรุงและสร้างสรรค์เมืองได้ยังไงบ้างนะ

นี่คือแนวคิดที่เรียกว่า Tactical Urbanism แทนที่จะรอโครงการมาลง ชาวเมืองหรือคนในชุมชนลงมือปรับปรุงและสร้างสรรค์ย่านที่อยู่อาศัยของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น วาดภาพบนผนัง เติมสีสันบนทางม้าลาย ทำสนามเด็กเล่น สร้างสวนสาธารณะชั่วคราว ฯลฯ

คีย์สำคัญของการช่วยกันสร้างสรรค์ละแวกบ้านคือทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นได้ สร้างสนามเด็กเล่นไว้ตรงนี้เวิร์กไหม สภาพแวดล้อมปลอดภัยต่อเด็กหรือไม่ ถ้าไม่ก็สามารถย้ายไปสร้างที่อื่นได้ อาจเป็นพื้นที่ใต้ร่มเงาไม้ 

ปัจจุบันแนวคิด Tactical Urbanism ขยับขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลก 

หลายเมืองในอินเดียลงมือสร้างสรรค์ย่านกันเอง มีอยู่อันหนึ่งที่ทดสอบขยายทางเท้าและสร้างเลนจักรยาน เพื่อดูว่าเป็นไปได้ไหมและเวิร์กไหม ก่อนลงมือสร้างจริง

นิวยอร์กคือหนึ่งในเคสที่น่าสนใจ ในปี 2009 Janette Sadik-Khan (หัวหน้ากรมขนส่ง NYC สมัยนั้น) ตัดสินใจเอาเก้าอี้พับราคาถูกไปวางบนถนนที่เคยมีรถติดมหาศาล เพื่อกั้นที่ให้คนนั่ง ปรากฏว่าคนชอบมาก จนสุดท้ายทางเมืองต้องยอมเปลี่ยนถนนเส้นนั้นให้กลายเป็นลานคนเดิน Pedestrian Plaza

หากเราเปรียบเทียบระหว่างการที่ชาวเมืองลงมือสร้างสรรค์เมืองด้วยตัวเองกับตั้งหน้ารอคอยโครงการจากผู้มีอำนาจรับผิดชอบ โครงการของเมืองบางครั้งอาจใช้เวลาเป็นปี แต่ Tactical Urbanism ใช้เวลาแค่ 1 – 7 วันเท่านั้น

มีการวิเคราะห์ว่าแนวคิดแบบ Tactical Urbanism นอกจากสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในย่านแล้ว ในแง่หนึ่งมันคือการเรียกร้องและทวงคืนอำนาจ ยกตัวอย่างเช่นในแถบสแกนดิเนเวียมีการใช้เทคนิคนี้เพื่อสร้าง Parklets มากกว่า 1,000 แห่ง เพื่อกดดันให้รัฐบาลเห็นว่าประชาชนต้องการพื้นที่สีเขียวมากกว่าที่จอดรถ

มองย้อนกลับมาในบ้านเรา ไม่แน่ใจว่า Tactical Urbanism จะเกิดขึ้นได้จริงแค่ไหน ชาวเมืองอย่างเรามีภาพอยู่ลางๆ ว่าอยากเห็นละแวกบ้านของตัวเองมีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ อยากทำมุมนี้ให้มีสีสันมากขึ้น บ้างอยากให้มีต้นไม้เพิ่ม มีหลายคนที่พร้อมช่วยกันลงมือทำ  เพียงแต่ทุกตารางนิ้วคล้ายมีเจ้าของจ้องมองอยู่

AUTHOR