อยากเห็นสิ่งไหนเกิดขึ้น ก็ลงมือทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น ขยับเข้าใกล้ฝันทีละนิด ไปกับโอดิสเซียส เอ้ย! แมตต์ เดมอน

อยากเห็นสิ่งไหนเกิดขึ้น ก็ลงมือทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น ขยับเข้าใกล้ฝันทีละนิด ไปกับโอดิสเซียส เอ้ย! แมตต์ เดมอน

ภายใน 2-3 วันนี้ ผมวางแผนจะใช้เวลาช่วงวันหยุดไปดูหนังเรื่อง ‘The Odyssey’ มหากาพย์อายุ 3,000 ปี ที่ถูกตีความผ่านสายตาของ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ พูดก็พูดเถอะ แม้มี Trailer ฉายในโรงหนังมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ดูซ้ำทีไรก็ตื่นตะลึงไปกับการเดินทางอันยิ่งใหญ่ของ ‘โอดิสเซียส’ ที่รับบทโดย ‘แมตต์ เดมอน’

The Odyssey เล่าเรื่องราวการกลับบ้านอันแสนยากลำบากของโอดิสเซียส กษัตริย์ผู้จากบ้านเพื่อไปทำศึกสงครามที่กรุงทรอย คาดการณ์ในเบื้องต้นว่า แมตต์ต้องเป็นคนแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง ซึ่งผมเดาว่าเขาเอาอยู่

เราเคยชิมฝีมือการแสดงของเขาในบทนำมาหลายเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Good Will Hunting (1997), The Talented Mr. Ripley (1999), The Martian (2015), Ford v Ferrari (2019) และ The Last Duel (2021) ฉะนั้น ฝีไม้ลายมือการแสดงไว้ใจได้หายห่วง

แต่สิ่งที่ผมสนใจคือ อะไรทำให้ ‘แมตต์ เดมอน’ นักแสดงวัยรุ่นที่วิ่งแคสต์งานและถูกปฏิเสธมาครั้งไม่ถ้วน กลายมาเป็นนักแสดงระดับ A List ของฮอลลีวูดได้แบบทุกวันนี้ การคว้ารางวัลออสการ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (27 ปี) เปลี่ยนนิยามความสำเร็จของเขาไปอย่างไร

แม้ว่าในวันและวัยนี้ เขาอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่ามั่งคั่ง เลือกงาน และปฏิเสธงานที่เข้ามาได้ตามใจต้องการ แต่ผมคิดว่าแก่นของปัญหาที่เราในฐานะมนุษย์เจอ มันไม่ได้หนีกันมาก และเราสามารถเรียนรู้ได้

คอลัมน์ a better day สัปดาห์นี้ จะพาไปสำรวจวิธีคิดดีๆ ของกษัตริย์โอดิสเซียส เอ้ย! แมตต์ เดมอน กันครับ

อยากเห็นสิ่งไหนเกิดขึ้นก็หาทางทำให้เกิดขึ้น

มีนักเขียนที่ผมเคารพคนหนึ่งเคยพูดทำนองว่า เบื่อกับคนมีความฝันแต่ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อเข้าใกล้ความฝันนั้น ได้ยินแบบนั้นแล้วผมก็พยักเห็นด้วย

หลายคนอาจพอทราบว่า ‘แมตต์ เดมอน’ตั้งแต่ปลายยุค 80s ไปจนถึงกลางยุค 90s  สมัยที่เขายังวิ่งแคสต์งานกับเพื่อนรักอย่างเบน แอฟเฟล็ก และถูกปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วน สองเกลอจึงตัดสินใจเปิดบัญชีธนาคารร่วมกัน ใครได้เงินจากการแคสต์งานก็เอามาใส่ไว้บัญชีไว้ เพื่อทุนรอนสำหรับการไปแคสต์งาน

แมตต์และเบนถูกเรียกตัวกลับไปแคสต์อีกครั้งเสมอ แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการชวดบททุกครั้งไป เขาบอกว่า ถ้าเจอเหตุการณ์ทำนองนี้แปลว่ามาถูกทางแล้ว ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ คำปฏิเสธไม่ได้แปลว่าใครคนหนึ่งห่วยแตก แต่คล้ายบอกให้พยายามทำต่อไป

จุดเปลี่ยนที่ทำให้พวกเขาหยุดวิ่งแคสติงคือหนังเรื่อง Primal Fear (1996) ซึ่งแมตต์ไปแคสติงบทนำ เขาว่าตัวเองทำได้ดีมาก แต่สุดท้ายสตูดีโอก็เลือก เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน แมตต์หงุดหงิดกับฮอลลีวูดมากจนเกิดไอเดียกับเบนว่า เรามาเขียนบทหนังของเราเองเถอะ

เล่าย้อนนิดหนึ่งว่า สมัยเรียนการแสดงที่ Havard University แมตต์พัฒนาบทหนัง Good Will Hunting จำนวน 40 หน้า ส่งเป็นโปรเจกต์จบของตนเอง แมตต์จึงนำบทเรื่องนี้มาพัฒนาต่ออีกครั้งร่วมกับเบน
พอตกลงขายบทหนังให้กับ Castle Rock Entertainment สตูดีโอของ Rob Reiner ในราคา 675,000 เหรียญ แมตต์และเบนเสนอตัวเองเป็นนักแสดงนำ แต่กลับถูกปฏิเสธ เพราะสตูดีโออยากได้ Brad Pitt มาแสดงคู่กับ Leonardo DiCaprio มากกว่า

แมตต์และเบนจึงเร่ขายบทหนังให้กับสตูดีโอหนัง ซึ่งก็ถูกปฏิเสธซะเป็นส่วนใหญ่ จนมาลงเอยที่สตูดีโอ Miramax ของ Harvey Weinstein ที่จ่ายเงินซื้อบทหนังเรื่องนี้ในราคา 1 ล้านเหรียญ และไฟเขียวให้ทั้งคู่เป็นนักแสดงนำ แล้วหนังเรื่อง Good Will Hunting ก็เกิดขึ้น

ความพยายามและไม่ย่อท้อนั่นก็เรื่องหนึ่งนะครับ แต่คนทำงานอย่างเราๆ บางที คนซื้อไอเดียของเราแต่ไม่ซื้อตัวเราก็มี ถ้าต้องปล่อยงานชิ้นนั้นไปเป็นของคนอื่น เรายอมรับได้ไหม 

ถ้าฝันอยากจะเป็นเจ้าของงานตัวเอง มีอยู่สองทางคือ เราจะยอมสละสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามที่คนอื่นบอก เพื่อให้งานนั้นเกิดขึ้นจริง หรือจะวิ่งเตร่หาคนที่เข้าใจและเปิดพื้นที่ให้แสดงฝีมือ ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่า
แต่ผมว่า ไม่ว่าเราจะเลือกแบบไหน มันก็เข้าใกล้ฝันเข้าไปทีละนิดแล้วล่ะครับ เหมือนอย่างแมตต์และเบน ที่เดินขึ้นไปรับรางวัลออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง Good Will Hunting ในค่ำคืนของวันที่ 23 มีนาคม 1998 ด้วยอาการประหม่าขั้นสุด (ฮา)

ถึงที่สุดแล้ว ตุ๊กตาทองก็เป็นแค่ตุ๊กตา

หลังจากค่ำคืนที่คว้ารางวัลออสการ์มาครอง ชีวิตของแมตต์พลิกเป็นคนละเรื่องเลยนะครับ

“เป็นประสบการณ์ที่แทบจะบรรยายไม่ได้เลย จากคนที่ไม่มีใครรู้จักเลยกลายเป็นคนที่เดินอยู่บนถนนในนิวยอร์กแล้วทุกคนหันมามอง” แมตต์ เดมอน ว่าไว้

เครดิตในการคว้ารางวัลออสการ์คล้ายเป็นใบเบิกทางให้โอกาสในฮอลลีวูดเดินตรงมาหาเขามากขึ้น แต่ก็อย่างที่หัวข้อว่าไว้ ภายหลังแมตต์ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Off Camera with Sam Jones ว่า

“ผมนั่งอยู่คนเดียวในห้องตอนกลางคืน มองไปที่รูปปั้นออสการ์สีทองตัวนั้น แล้วอยู่ๆ ผมก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้าจริงๆ ที่ผมได้มันมาตอนที่อายุแค่ 27 ปี เพราะถ้าผมต้องใช้เวลาทั้งชีวิต วิ่งไล่ตามไอ้ตุ๊กตาตัวนี้ โดยคิดว่าถ้าได้มันมาแล้วมันจะช่วยเติมเต็มรูโหว่ในใจของผม หรือคิดว่ามันจะเปลี่ยนตัวตนของผมล่ะก็ พอมันได้มาจริงๆ ตอนอายุ 60 ผมคงจะช็อกและใจสลายแน่ๆ ที่พบว่า อ้าว มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยนี่หว่า มันไม่ได้ช่วยเติมเต็มผมเลย”

แวดวงฮอลลีวูด รางวัลออสการ์คือยอดพีระมิดที่ผู้คนในวงการใฝ่ฝันจะคว้ามาให้ได้ คล้ายที่นักดนตรีฝันจะคว้ารางวัล Grammy ประเด็นก็คือ เมื่อเดินไปถึงจุดที่ฝันไว้แล้วจะเป็นยังไงต่อ

อย่างที่เขาบอก รางวัลเป็นแค่ไมล์สไตน์ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตเท่านั้น และมีแต่คนที่เคยไปถึงจุดนั้นแล้วเท่านั้นถึงพูดแบบนี้ได้ นั่นคือ “รางวัลไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น” ในฐานะนักแสดง เขาก็ยังต้องฝึกฝีมือต่อไป แม้แต่หนังที่เขาเขียนบท หลายๆ เรื่องก็ล้มหน้าฟาด โดนด่าเปิง ไม่มีใครแคร์เลยนะครับว่านี่คือ มือเขียนบทระดับออสการ์!

ผมนึกถึงคำพูดของนักเขียนซีไรต์คนหนึ่ง เธอพูดทำนองว่า ถ้าจะให้รางวัลที่เคยได้มากดดันงานใหม่ๆ ที่กำลังทำมันก็ลำบากชีวิตมากเหมือนกัน บางทีแมตต์อาจรู้สึกไม่ต่างกันก็ได้นะครับ

“ตื่นมาวันรุ่งขึ้น คุณก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีข้อบกพร่องเหมือนเดิม มีความกลัวเหมือนเดิม แต่คนบนท้องถนนกลับมองคุณเปลี่ยนไปราวกับว่าคุณมีแสงออร่าบางอย่างงอกออกมา รางวัลนั้นมันเปลี่ยนสถานะทางอาชีพของผมจริง มันทำให้ผมมีงานทำไปอีก 25 ปี แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผมไม่ได้เก่งขึ้นหรือมีความสุขมากขึ้นเพราะไอ้ตุ๊กตาตัวนั้นเลย”

อย่าเอาคุณค่าของชีวิตไปผูกไว้กับผลลัพธ์หรือรางวัล มิเช่นนั้น เราอาจตกเป็นทาสของมันตลอดไป การชนะออสการ์ไม่ได้บอกว่าใครคือยอดมนุษย์ การทำหนังเจ๊งก็ไม่ได้หมายความว่าคุณห่วยแตก สิ่งที่ควรทำคือรักงานของคุณ รักเพื่อนร่วมงานของคุณ นั่นคือสิ่งเดียวที่จะอยู่กับคุณเมื่อไฟในงานปาร์ตีดับลง แมตต์ว่าไว้อย่างนั้น

ชีวิตที่น่าเบื่อแต่มั่นคงเป็นชีวิตที่ดี

ระหว่างที่คุณกำลังไล่สายตาอ่านบทความนี้ หนังมหากาพย์สุดยิ่งใหญ่อย่าง The Odyssey กำลังฉายอยู่ในโรงแล้ว แต่ระหว่างที่เขียนบทความนี้ ผมกำลังไล่ดูบทสัมภาษณ์ของ ‘แมตต์ เดมอน’ อย่างสนุกสนาน

“ทุกอย่างถ่ายทำด้วยกล้องจริง ถ้าคุณเห็นคนพันคน ก็คือมีคนพันคนอยู่ตรงนั้นจริงๆ เรือเหล่านั้นเป็นเรือจริง” แมตต์ เดมอนให้สัมภาษณ์ถึงความยิ่งใหญ่ของ The Odyssey ที่นิวยอร์กเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา

The Odyssey เป็นหนังเรื่องแรกของโลกที่ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ทั้งเรื่อง กองถ่ายพากันระหกระเหินไปถ่ายทำใน 6 ประเทศ นักแสดงหลัก สมทบ ทีมงาน รวมถึงตัวประกอบทุกคน ต้องทำงานท่ามกลางบรรยากาศที่เลวร้ายมาก 

อย่างฉากพายเรือท่ามกลางสมุทรคลั่งนั้น แมตต์ก็เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ที่เห็นนักแสดงบนเรือทำหน้าซังกะตายกันขนาดนั้น เพราะพวกเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ บางคนถึงขั้นอ้วกออกมา สมจริงถึงขั้นโนแลนต้องขออนุญาตเก็บฟุตเทจเอาไว้

“นี่เป็นภาพยนตร์ที่ยากที่สุดและท้าทายที่สุดในชีวิตผมเลย”

แมตต์ เดมอน ในฐานะดาราฮอลลีวูดเขาไม่ต้องพิสูจน์ฝีมืออะไรอีกแล้ว มีเงินมากมาย มีชื่อเสียง มีบทดีๆ หยิบยื่นมาให้เล่นอยู่เสมอ ช่วงโปรโมต Oppenheimer แมตต์เคยให้สัมภาษณ์กับ Entertainment Weekly ว่า สัญญากับ ลูเซียนา บาร์โรโซ ผู้เป็นภรรยาไว้ว่าจะหยุดรับงานแสดงสักพัก เพื่อใช้ชีวิตเงียบๆ เลี้ยงลูกสาวทั้ง 4 คน 

“ผมตกลงกับภรรยาไว้ว่าจะพักงานแสดง เพื่ออยู่กับครอบครัว คือผมเคยเล่น Interstellar แล้วหลังจากนั้นคริสก็แช่แข็งผมไปสองสามเรื่อง ผมเลยไม่ได้อยู่ในรายชื่อนักแสดงของเขา แต่ผมได้ตกลงเงื่อนไขนี้กับภรรยาว่า ข้อยกเว้นเพียงข้อเดียวที่ผมจะยอมผิดสัญญาพักงานคือ ถ้าคริสโตเฟอร์ โนแลน โทรมา”

แล้วโนแลนก็โทรหาแมตต์ให้มาร่วมแสดงในหนังเรื่อง Oppenheimer

ท่ามกลางสิ่งเร้ามากมายในอุตสาหกรรมฮอลลีวูด แมตต์มีครอบครัวที่รักไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ หากใครเคยตามข่าวมาบ้างก็พอจะทราบว่าแมตต์แทบไม่มีข่าวเสียๆ หายๆ ชีวิตเขาถ้าไม่พูดเรื่องหนัง ก็เป็นเรื่องครอบครัวนี่แหละที่เขาพูดถึงบ่อย

เรื่องราวของแมตต์ชวนเราย้อนมองถึงชีวิตตัวเอง ในวันและวัยที่ยังกลัดมัน ใครก็อยากสร้างงานที่ดี อยากเปลี่ยนโลก ซึ่งก็ควรอยากนะครับ แต่บางทีเราต้องห่างงานให้เป็นเหมือนกัน ถ้าวันหนึ่ง เกิดความรู้สึกอยากอยู่บ้าน หรือหลบหายไปอ่านหนังสือในห้องเงียบๆ ขอให้เข้าใจว่านั่นคือเรื่องปกติ

การละจากงานมาอยู่กับครอบครัว หรืออยู่กับตัวเอง หลายคนอาจจะมองว่าชีวิตแบบนี้น่าเบื่อ แต่แมตต์คล้ายสปอยล์ให้ฟังแล้วว่า ถึงที่สุด พวกเราจะต้องการชีวิตแบบนั้นในสักวันหนึ่ง วันที่แค่อยากใช้ชีวิตน่าเบื่อๆ ของเราแบบนี้ ท่ามกลางคนที่เรารักและสบายใจ

“ผมรักงานของผมนะ แต่ผมรักชีวิตนอกเหนืองานมากกว่า การได้เป็นแค่พ่อคน ได้ขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ได้มีกิจวัตรประจำวันที่คาดเดาได้ทั้งหมด นั่นแหละคือความหรูหราที่แท้จริงในฮอลลีวูด” กษัตริย์โอดิสเซียส เอ้ย! แมตต์ เดมอน ว่าไว้

AUTHOR