ฟ้าครึ้มเย็นวันอาทิตย์ ฝนโปรยลงมาอีกแล้ว
หนังสือฤกษ์งามยามปารีส หรือในชื่อภาษาอังกฤษ A Moveable Feast เขียนโดย เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่วางอยู่บนชั้นกวักมือคล้ายเชื้อเชิญให้เปิดอ่านหลังจากถูกเพิกเฉยมานาน
หนังสือเล่มนี้เล่าถึงช่วง 6 ปีแรกในการพยายามเป็นนักเขียนของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์
มีประโยคหนึ่งที่เราชอบมากๆ คือ “บนถนนที่เย็นเยือกและเงียบเหงา ร้านของเธอเปรียบเสมือนจุดหมายเดียวที่มีแสงสว่างลอดออกมา”
ประโยคเมื่อครู่ตานักเขียนเครางามแกพูดถึงร้านหนังสือ Shakespeare and Company ของ Sylvia Beach ซึ่งเป็นคนละที่กับร้านหนังสือสีเขียวริมแม่น้ำแซนของ George Whitman หรือที่เราเห็นในหนังเรื่อง Before Sunset นั่นแหละ (ข่าวว่าตาจอร์จแกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้กับซิลเวีย บีช)
ชีวิตในช่วงนั้นเฮมิงเวย์ต้องบอกว่าแทบไม่มีเงินซื้อหนังสือ กระทั่งแม้จะซื้อข้าวกิน
แต่แล้วในฤดูหนาวปีหนึ่งที่กรุงปารีส เฮมิงเวย์คนขัดสนเดินเข้าในร้านหนังสือนี้เพื่อนั่งรับไออุ่นจากเตาผิง และมีบ่อยครั้งที่ซิลเวียอนุญาตให้เฮมิงเวย์ยืมหนังสือไปอ่านก่อนได้ทั้งที่เขายังไม่มีเงินจ่ายค่าสมาชิกด้วยซ้ำ
“คุณจ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณพร้อม” ซิลเวียว่าอย่างนั้น
“แต่ผมต้องจ่ายตอนนี้เลยหรือเปล่า”
“ไม่หรอก จ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ตามสะดวก ที่นี่คือห้องสมุดให้ยืมนะ”
“ครับ” ผมตอบ “เดี๋ยวผมจะเอาเงินมาให้”
“อย่าทำตัวงี่เง่าน่า” เธอพูด “คุณต้องอ่านหนังสือไม่ใช่หรือไงล่ะ”
เห็นว่าไม่ใช่แค่เฮมิงเวย์ที่ลากก้นมาพักกายคลายใจที่ร้านหนังสือแห่งนี้ นักเขียนในยุค Lost Generation หลายคนก็มีร้านหนังสือ Shakespeare and Company ของ Sylvia Beach เป็นแหล่งพักพิงเช่นเดียวกัน
หากมองในเชิงพื้นที่ ร้านหนังสือเป็นที่พักพิงยามพายุโหม เป็นมาตั้งแต่ยุคกระโน้นจนถึงยุคกระนี้ นักอ่านหลายคนก็ยังเดินดุ่มเข้าร้านหนังสือที่นอกจากจะโกยหนังสือกลับไปพร้อมกันแล้วยังรับพลังดีๆ ติดตัวกลับไปด้วย
แม้ชีวิตประจำวันของเราจะ xหยkv[w_กด_13! แค่ไหนก็ตาม
ใครๆ ก็อยากมีร้านหนังสือเป็นแหล่งพักพิง คอลัมน์ a better day มีทริกเล็กๆ ที่อยากชวนคุณมาออกแบบการเข้าร้านหนังสือให้สนุกขึ้นและเยียวยาใจได้มากกว่าที่เคย เพราะเราไม่มีอากาศหนาวและเตาผิงแบบเฮมิงเวย์นี่นา

ตัดขาดจากโลกตั้งแต่ประตูทางเข้า
มีการศึกษาที่บอกว่ามือถือนี่เปลี่ยนพฤติกรรมเราไปมาก
อย่างเช่นว่าเราไม่รู้ว่าเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นจะเป็นเรื่องสำคัญอย่างเรื่อง ‘งาน’ หรือเป็นเรื่องไร้สาระอย่าง ‘โปรดีบอกต่อ’ ผลที่ตามมาคือร่างกายจะกระตุ้นให้สมองหลั่งโดพามีนทำให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น (ในมือถือ) จนไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันได้เต็มที่
มีผลสำรวจหนึ่งน่าสนใจมาก เขาบอกว่าหลังจากถูกขัดจังหวะด้วยการแจ้งเตือน 1 ครั้ง มนุษย์ต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 23 นาที 15 วินาที เพื่อดึงสมาธิกลับมาจดจ่อกับงานเดิมให้ได้ 100%
ก่อนหน้านั้นจะแวะไปซื้อของช็อปปิงอะไรมาไม่รู้ ขอให้นึกล่วงหน้าว่าถ้าอีกไม่นานนี้จะเข้าร้านหนังสือให้ปิดแจ้งเตือนหรือเปิดแอร์ Airplane Mode เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก แล้วก็ใช้เวลาอยู่กับร้านหนังสือให้เต็มที่

Best Seller ไว้ก่อน ลองหันมองสันหนังสือกันนะ
หนังสือ Best Seller ไม่ได้ผิดอะไรเลย เดี๋ยวจะเข้าใจผิด เพราะอย่างน้อยหนังสือขายดีเหล่านี้ก็การันตีว่าสามารถเข้าหมู่มากได้ เพียงแต่ถ้ามองแล้วรู้สึกว่าเนื้อหาที่หนังสือเหล่านั้นกำลังพูดยังไม่ใช่เรื่องที่อยากอ่านก็แวะไปดูโซนอื่นๆ ก่อน
แล้วทำไมต้องมองสันหนังสือ
คำตอบในแง่เทคนิคก็คือ เมื่อเราเจอหนังสือในหมวดที่อยากอ่านแล้ว ควรกวาดสายตาดูทีละชื่อเรื่อง ทีละผู้เขียน มีชื่อไหน นักเขียนคนใด สะดุดตาจนอยากหยิบขึ้นมาอ่านบ้าง
แต่ถ้าเป็นคำตอบในแง่จิตวิทยาอาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือกับการเดินไปดูหนังสือในหมวดอื่นๆ ที่เรายังไม่เคยอ่าน ซึ่งนั่นเท่ากับการเจอโลกใบใหม่ เนื้อหาใหม่ ภาษาเขียนใหม่ และการไล่สายตาดูหนังสือช้าๆ ทีละเล่มยังช่วยให้เราจดจ่อกับชื่อเรื่องหรือชื่อผู้เขียน
การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือการทำ Micro-meditation หรือสมาธิบำบัดชั้นดี มันช่วยดึงสติที่ฟุ้งซ่านให้กลับมานิ่งอีกครั้ง สารพัดเรื่องราวในชีวิตประจำวันก็พอจะเบาบางลงบ้างเมื่อได้โฟกัสอยู่กับหนังสือในพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้
มันจะดียิ่งขึ้นถ้าอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้วชอบมาก เพราะคุณค้นพบหนังสือเล่มนั้นด้วยตัวเอง
อันที่จริง วิธีจัดวางหนังสือในร้านของแต่ละประเทศก็สะท้อนวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน
ร้านหนังสือ BUNKITSU กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ในร้านมีหนังสือกว่า 30,000 เล่ม แต่ไม่มีเล่มไหนซ้ำกันเลย หนังสือหนึ่งปก หนึ่งเล่ม จะมีเจ้าของเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง วิธีการจัดวางก็น่าสนใจ คือวางเป็นกองรวม คละกันไปหมดทั้งปกอ่อนปกแข็ง หนังสือภาษาญี่ปุ่น หนังสือต่างประเทศ
และที่สำคัญ BUNKITSU เก็บค่าเข้า 1,500 เยน หรือประมาณ 500 บาท ด้วยเชื่อที่ว่าช่วงเวลาในการบรรจงเลือกหนังสือนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า เงินที่เสียไปแลกมากับสิทธิในการเลือกหนังสือ กินกาแฟกี่แก้วก็ได้ อยู่นานเท่าไรก็ได้
Books Upstairs ร้านหนังสืออิสระ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงดับลิน ไอร์แลนด์ โด่งดังจากการทำ Blind Date with a Book คือพนักงานจะหุ้มหนังสือปกปิดตัวเล่มทั้งหมด แล้วให้ผู้อ่านไปลุ้นเอาเองว่าจะได้อ่านหนังสือเล่มไหน แต่จะมีคำโปรยสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือพนักงานในร้าน เช่น ‘จะพาคุณไปทัวร์ลอนดอนยุค 60s’ หรือ ‘เล่มนี้ทำฉันร้องไห้กลางรถไฟ’
กล่าวคือ หน้าปก ชื่อผู้เขียน ไม่มีส่วนในการประกอบการตัดสินใจซื้อทั้งสิ้น แต่ก็มีหลายครั้งที่พออ่านเล่มที่พนักงานแนะนำมาแล้วไม่ถูกใจ รสนิยมของพนักงานกับผู้ซื้อไม่ตรงกัน นั่นคือความเสี่ยงอย่างหนึ่งของคอนเซปต์นี้ ซึ่งผู้ซื้อน่าจะทำใจไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
The Last Bookstore ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา มีหนังสือมากกว่า 100,000 เล่ม ความช่างคิดของร้านนี้คือจัดเรียงหนังสีตามสี หนังสือท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ นิตยสารผู้ชาย สยองขวัญ ถ้ามีสีเดียวกันก็สามารถวางอยู่ด้วยกันได้
มีโซนหนึ่งของร้านที่จะมีหนังสือวางเรียงเป็นอุโมงค์ให้เดินทะลุเข้าไปได้
ซึ่งกลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยม ท่ามกลางความงุนงงว่า เอ แล้วถ้าอยากได้ไอ้เล่มตรงกลางจะหยิบออกมายังไง

ถามตัวเอง ตอบตัวเอง
ชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร อยากได้พลังแบบไหนกลับมา
ความรู้สึกช่วงนี้เป็นอย่างไร ต้องการพลังแบบไหน ให้หาหนังสือที่มีสิ่งนั้นมาอ่าน
หญิงแท้ห่างรักแต่ไม่อยากมีแฟน อยากอ่านนิยายเกย์ให้ยิ้มเมื่อยแก้มก็ไปหาหนังสือเกย์มาอ่า
ชีวิตราบเรียบ อยากอ่านนิยายสยองขวัญชวนขนหัวลุกก็ไปหาหนังสือฆาตกรรมมาอ่าน
กำลังมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หาทางแก้ไม่ได้ก็ไปหาหนังสือแนวเวิร์กไลฟ์มาอ่าน
หมายความว่าให้ลองถามตัวเองก่อนว่าชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร สุขกับเรื่องอะไร ทุกข์ตรมกับเรื่องอะไร ในเมื่อถ้าลองวิธีอื่นมาแล้วยังไม่เวิร์กหนังสือก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยปลอบประโลมในสิ่งที่เราขาดได้
เมื่อได้หนังสือในหมวดและเรื่องที่ต้องการแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่า เอ นักเขียนคนนี้จะถูกจริตกับเราสักกี่มากน้อย ผายมือให้รู้จักกับกฎ 10 หน้า คือหมายถึงว่าเราลองเปิดอ่านหนังสือสัก 10 หน้าแล้วเช็กดูว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร
ใจเต้นตึกตักไหม เมื่ออ่านฉากเปิดเรื่องนิยายสืบสวนสอบสวน ออกลูกเขินหรือเปล่ากับการบรรยายคาแรกเตอร์ของพระเอกในหนังสือรักประโลมโลก
ช่วงเวลานี้แหละที่เราจะได้จดจ่อกับหนังสือที่เลือกเอง อยู่กับตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคำแนะนำจากใครเลย ต่อเมื่ออ่านจบพลังที่เราอยากได้รับ เราก็จะได้รับ

1 สัปดาห์ควรมีสักวันแวะไปร้านหนังสือ
แน่นอนว่าทุกวันจันทร์ เหล่ามนุษย์ทำงานต่างมุ่งหน้าสู่สถานที่ที่เรารักที่สุด, ออฟฟิศ
ตกเย็นเราแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง วันไหนมีนัดก็อาจจะแวะไปสถานที่อื่นๆ บ้าง เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสุรา กระทั่งร้านนวดคอ บ่า ไหล่
บ้านแตกต่างจากออฟฟิศตรงที่บ้านเป็นเหมือนเซฟโซนของเรา กลับถึงห้องเมื่อไหร่ โอ ปลอดมนุษย์ ปลอดเรื่อง สบายใจเป็นบ้า
กับร้านหนังสือ ลองกำหนดให้มีสักวันหนึ่งของสัปดาห์ว่าต้องไปร้านหนังสือ เพื่อเข้าไปพักใจจากการทำงาน อาจจะเป็นเย็นวันศุกร์ที่ทุกคนไปจอดรถแน่นิ่งเบียดเสียดกันอยู่บนถนน ถ้าทำเป็นประจำสมองเราจะจดจำว่าพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้คืออีกหนึ่งเซฟโซนของเรา
ดูเหมือนว่าชีวิตทุกวันนี้ไม่ได้มีสถานที่ปลอดภัยให้เรามากนัก เราเชื่อว่าร้านหนังสือเป็นอีกหนึ่งแหล่งพักพิงของคนเมืองได้ บางคนพูดถึงขั้นว่าร้านหนังสือหยุดเวลาได้
และถ้ามองไปรอบๆ เราจะเห็นคนที่กำลังเลือกซื้อหนังสือแบบเรา แต่ละคนสนใจหนังสือแตกต่างกันไป คือในบางวันที่เราอาจรู้สึกโดดเดี่ยว มองไปดูคนรอบๆ ตัวแล้วก็ทำให้รู้อย่างหนึ่งว่าเราไม่ได้เจอเรื่องแย่ๆ อยู่คนเดียว มีคนอีกมากที่ต้องการอ่านเรื่องรักประโลมโลก และมีนักเขียนเก่งๆ มากมายที่เขียนเอาไว้แล้วอย่างดี บทเรียนอะไรบางอย่างแอบซ่อนอยู่ในหนังสือแล้ว




