<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sisi Wattanagool, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/sisiwatt/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/sisiwatt/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 25 Aug 2024 03:59:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>The Last House on Needless Street บ้านหลอนสุดท้ายที่ปลายถนน นิยายสืบสวนระทึกขวัญที่จะทำให้เราตระหนักว่าไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าจิตใจมนุษย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-last-house-on-needless-street/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sisi Wattanagool]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Aug 2024 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้ายยาหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[the last house on needless street]]></category>
		<category><![CDATA[อาชญากรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายสืบสวน]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายระทึกขวัญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=176917</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนังสือ ‘The Last House on Needless Street’ บ้านหลอนสุดท้ายที่ปลายถนน เขียนโดย Catrina Ward และแปลโดย ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี ของสำนักพิมพ์ Beat ขอสารภาพว่ามันคือหนังสือนิยายแฟนตาซีที่ผมเกือบจะล้มเลิกความตั้งใจในการอ่านหนังสือเล่มนี้หลายรอบ หลังจากอ่านไปแล้วสามสี่บท ความรู้สึกแรกที่อ่านครึ่งแรกของหนังสือ เล่าเรื่องปูพื้นหลังของตัวละครที่เหมือนกับหนังสือลักพาตัวหรือสืบฆาตรกรรมเล่มอื่นๆ ที่เคยอ่านมา โดยแต่ละบท เล่าผ่านความคิดของตัวละครนั้นๆ ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงของเขาคิดเห็นอย่างไรบ้างกับคนในครอบครัว พร้อมกับตัวละครใหม่ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเนื้อเรื่องดำเนินตามความคิดของตัวละครไปเรื่อยๆ ในช่วงที่กำลังอ่านพาร์ตแรกของหนังสืออย่างเนิบช้าต้องเปลี่ยนไป เมื่ออ่านถึงกลางเรื่อง ตัวละครที่แนะนำตัวในพาร์ตแรกเฉลยบางอย่างที่ผูกปมให้กับเรื่องราวที่กล่าวมาข้างต้นจนผมไม่สามารถวางหนังสือเล่มนี้ได้เลย หลังจากนั้นยิ่ง 100 หน้าสุดท้าย ขอสปอยล์ว่าปมทุกอย่างจะผูกมากขึ้นจนคุณรู้สึกตื่นเต้นกับพาร์ตสุดท้ายแน่ๆ เพราะมันพีคจริงๆ ทั้งความโรคจิต ความวิปริตเต็มแม็กซ์ สำหรับใครที่ขวัญอ่อนต้องขอเชิญข้ามเล่มนี้ไปเลย หนังสือ  ‘The Last House on Needless Street’ เล่าเรื่องผ่านตัวละครหลัก 4 ตัว ได้แก่:1) เท็ด : ชายวัยกลางคน เป็นคนซกมกติดเหล้าและมีปมเรื่องแม่ที่ไม่ค่อยดี แต่เขาก็รักแมวกับลูกสาวมาก2) ลอเรน : [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-last-house-on-needless-street/">The Last House on Needless Street บ้านหลอนสุดท้ายที่ปลายถนน นิยายสืบสวนระทึกขวัญที่จะทำให้เราตระหนักว่าไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าจิตใจมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หนังสือ ‘The Last House on Needless Street’ บ้านหลอนสุดท้ายที่ปลายถนน เขียนโดย Catrina Ward และแปลโดย ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี ของสำนักพิมพ์ Beat ขอสารภาพว่ามันคือหนังสือนิยายแฟนตาซีที่ผมเกือบจะล้มเลิกความตั้งใจในการอ่านหนังสือเล่มนี้หลายรอบ หลังจากอ่านไปแล้วสามสี่บท<br><br>ความรู้สึกแรกที่อ่านครึ่งแรกของหนังสือ เล่าเรื่องปูพื้นหลังของตัวละครที่เหมือนกับหนังสือลักพาตัวหรือสืบฆาตรกรรมเล่มอื่นๆ ที่เคยอ่านมา โดยแต่ละบท เล่าผ่านความคิดของตัวละครนั้นๆ ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงของเขาคิดเห็นอย่างไรบ้างกับคนในครอบครัว พร้อมกับตัวละครใหม่ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเนื้อเรื่องดำเนินตามความคิดของตัวละครไปเรื่อยๆ<br><br>ในช่วงที่กำลังอ่านพาร์ตแรกของหนังสืออย่างเนิบช้าต้องเปลี่ยนไป เมื่ออ่านถึงกลางเรื่อง ตัวละครที่แนะนำตัวในพาร์ตแรกเฉลยบางอย่างที่ผูกปมให้กับเรื่องราวที่กล่าวมาข้างต้นจนผมไม่สามารถวางหนังสือเล่มนี้ได้เลย หลังจากนั้นยิ่ง 100 หน้าสุดท้าย ขอสปอยล์ว่าปมทุกอย่างจะผูกมากขึ้นจนคุณรู้สึกตื่นเต้นกับพาร์ตสุดท้ายแน่ๆ เพราะมันพีคจริงๆ ทั้งความโรคจิต ความวิปริตเต็มแม็กซ์ สำหรับใครที่ขวัญอ่อนต้องขอเชิญข้ามเล่มนี้ไปเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176918" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หนังสือ  ‘The Last House on Needless Street’ เล่าเรื่องผ่านตัวละครหลัก 4 ตัว ได้แก่:<br>1) เท็ด : ชายวัยกลางคน เป็นคนซกมกติดเหล้าและมีปมเรื่องแม่ที่ไม่ค่อยดี แต่เขาก็รักแมวกับลูกสาวมาก<br>2) ลอเรน : ลูกสาวโรคจิตอารมณ์ร้าย ผู้ชอบเก็บตัว และเธอเกลียดพ่อของตัวเอง<br>3) โอลิเวีย : แมวเกย์คลั่งศาสนา ผู้สังเกตุการณ์พฤติกรรมของคนในบ้าน<br>4) ดี : พี่สาวของเด็กคนหนึ่งที่ถูกลักพาตัวไปเมื่อ 11 ปีก่อน<br>นอกจากนั้นแล้วในเรื่องยังมีการเล่าเรื่องของตัวละครอื่นๆ ยิบย่อยหลายตัวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ‘แม่จ๋า’ ผู้คลั่งการเย็บแผล ถ้าไม่มีแผล เธอก็จะสร้างแผลขึ้นมาเอง หรือ ‘ราตรีกาล’ แมวกระหายเลือด </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176919" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เรื่องราวในหนังสือเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันครบรอบ 11 ปีหลังจากที่ ‘เด็กหญิงไอติม’ หายตัวไป ครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตในบ้านปิดตายจากโลกภายนอกตกเป็นเป้าสายตาของปริศนาในครั้งนี้ คุณพ่อติดเหล้า คุณลูกใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน และแมวประหลาดหนึ่งตัวที่ชอบเล่าเรื่องแปลกๆ ผ่านมุมมองของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>จนกระทั่งวันหนึ่งมีหญิงสาวปริศนาเล่าว่า น้องสาวของเธอหายตัวไป ซึ่งตรงกับข่าวเด็กหญิงไอติมหายตัวไป และเธอกำลังสงสัยว่าลูกของเท็ดเป็นน้องสาวของเธอหรือไม่ ตัวละครแต่ละตัวพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไป ในมุมมองที่ไม่เหมือนกันและไม่มีใครมาตัดสินว่าใครพูดถูกหรือผิด&nbsp;</p>



<p>ในมุมผู้อ่านมันทำให้เรารู้สึกว่าใครสักคนกำลังโกหกอยู่ จากเนื้อเรื่องสืบสวนเลยค่อยๆ คลี่คลายปมจากแนวอาชญากรรม การทารุณกรรมจนไปถึงเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมด ที่ไม่ได้มาจากความหลอนของสิ่งลี้ลับทางธรรมชาติ หากแต่มันเกิดขึ้นมาจากมนุษย์ที่สร้างปมและรอยแผลจนถึงบทสรุปของเรื่องนี้ ในช่วงครึ่งหลังของเล่มผมได้สัมผัสถึงความน่ากลัวของมนุษย์เอง ผ่านตัวละครทั้ง 4 ตัว ทำให้เราเกิดตั้งคำถาม ใครถูกใครผิด ใครพูดจริงหรือไม่จริง และไม่แน่ว่าในตัวละครเหล่านั้น อาจมีใครมีความสัมพันธ์ที่ต่างออกไปจากที่เราคิดหรือเป็นคนเดียวกันก็ได้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-5-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-176920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-5.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปดำดิ่งในโลกของจิตวิทยา พฤติกรรมแปลกๆ ของตัวละครบางตัวและสาเหตุเบื้องหลังการกระทำนั้นๆ และปมต่างๆ ที่อาจส่งผลไปถึงการดูแลเลี้ยงดูของเด็กคนหนึ่งที่ทำให้เขาเติบโตเป็นคนพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ทำไมเท็ดชอบอัดเสียงตัวเองพูดถึงสูตรอาหาร ทำไมลอเรนชอบปั่นจักรยานสีชมพู ทำไมโอลิเวียถึงชอบอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล คำตอบของคำถามเหล่านี้จะได้รับการเปิดเผยตอนจบถึงที่มาดังกล่าว</p>



<p>อีกทั้งในเรื่องยังมีการพูดถึงโรคหลายบุคลิกและโรคทางจิตที่ทำให้เรื่องราวมันลึกลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่แน่ว่าทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงหรืออาจจะเป็นคำลวงครั้งใหญ่ ความลับบางอย่างที่ถูกกุมไว้ที่คุณคาดไม่ถึงจากที่อ่านมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าคุณจะเดาไว้ว่ามันคืออะไร ความจริงนั้นอยู่เหนือจากสิ่งที่คุณคาดไว้อย่างแน่นอน&nbsp;</p>



<p>ถ้าใครชอบหนังสือสยองขวัญ หักมุม เร้าใจ สายดาร์ก (หรือชอบแมว) ผมขอแนะนำหนังสือเล่มนี้ สนุกมากสมกับที่หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล Best Horror Novel จาก British Fantasy Awards ปี 2022 นั้นไม่เกินจริงเลยทีเดียว และใครที่เริ่มอ่านไปแล้วแต่ยังอ่านไม่จบสักที ขอให้อ่านไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่แอบอ่านข้ามตอนจบไปเสียก่อน เพราะ the more you don’t know, the better the story will be&nbsp;<br></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-last-house-on-needless-street/">The Last House on Needless Street บ้านหลอนสุดท้ายที่ปลายถนน นิยายสืบสวนระทึกขวัญที่จะทำให้เราตระหนักว่าไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าจิตใจมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>What my bones know รอยทรงจำในกระดูก : หนังสือเลี้ยงลูกให้เป็นพิษ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนจำฝังใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/what-my-bones-know/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กรกมล เตี่ยไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Aug 2024 11:26:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[รอยทรงจำในกระดูก]]></category>
		<category><![CDATA[Being]]></category>
		<category><![CDATA[Whatmybonesknow]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=176689</guid>

					<description><![CDATA[<p>*ในบทความนี้มีเนื้อหาที่เปิดเผยเรื่องราวในหนังสือ หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า “Don&#8217;t judge a book by its cover” อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก แต่สำหรับเราคงจะเป็น “I judge book by their covers because I have respect for graphic designer” แต่เราก็เลือกหนังสือจากหน้าปก เพราะเราเข้าใจมันในแง่มุมของกราฟิก หน้าปกหนังสือที่ต้องตาจนอยากจะหยิบขึ้นมาทำความรู้จักมันคือ “What my bones know: รอยทรงจำในกระดูก” ของผู้เขียน Stephanie Foo แปลโดย อรดา ลีลานุช ของสำนักพิมพ์ Be(ing) ที่สวยงามดึงดูดตาตั้งแต่แรกเห็น พื้นหลังหน้าปกสีน้ำเงินสดที่ตัดเข้ากับสีดำและสีเงินได้เป็นอย่างดี ฉากหลังที่ส่งเสริมดอกไม้ที่มีลวดลายแบบเอกซเรย์ เห็นกระดูกและข้อต่อของดอกไม้ที่ก่อให้เกิดความสงสัยจนอยากจะเปิดอ่านทันทีว่าหนังสือเล่มนี้กำลังเล่าเรื่องอะไร ภาพหน้าปกถึงได้สื่อออกมาเช่นนั้น หนังสือ What my bones know: รอยทรงจำในกระดูก คือการบันทึกเรื่องราวการเยียวยาตนเองจากบาดแผลทางใจอันซับซ้อนและขื่นขมของ ‘Stephanie Foo’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/what-my-bones-know/">What my bones know รอยทรงจำในกระดูก : หนังสือเลี้ยงลูกให้เป็นพิษ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนจำฝังใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>*ในบทความนี้มีเนื้อหาที่เปิดเผยเรื่องราวในหนังสือ<br><br>หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า “Don&#8217;t judge a book by its cover” อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก แต่สำหรับเราคงจะเป็น “I judge book by their covers because I have respect for graphic designer” แต่เราก็เลือกหนังสือจากหน้าปก เพราะเราเข้าใจมันในแง่มุมของกราฟิก</p>



<p>หน้าปกหนังสือที่ต้องตาจนอยากจะหยิบขึ้นมาทำความรู้จักมันคือ “What my bones know: รอยทรงจำในกระดูก” ของผู้เขียน Stephanie Foo แปลโดย อรดา ลีลานุช ของสำนักพิมพ์ Be(ing) ที่สวยงามดึงดูดตาตั้งแต่แรกเห็น พื้นหลังหน้าปกสีน้ำเงินสดที่ตัดเข้ากับสีดำและสีเงินได้เป็นอย่างดี ฉากหลังที่ส่งเสริมดอกไม้ที่มีลวดลายแบบเอกซเรย์ เห็นกระดูกและข้อต่อของดอกไม้ที่ก่อให้เกิดความสงสัยจนอยากจะเปิดอ่านทันทีว่าหนังสือเล่มนี้กำลังเล่าเรื่องอะไร ภาพหน้าปกถึงได้สื่อออกมาเช่นนั้น<br><br>หนังสือ What my bones know: รอยทรงจำในกระดูก คือการบันทึกเรื่องราวการเยียวยาตนเองจากบาดแผลทางใจอันซับซ้อนและขื่นขมของ ‘Stephanie Foo’ นักข่าวและโปรดิวเซอร์รายการวิทยุผู้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและความรักบนฉากหน้า แต่เบื้องหลังชีวิตของเธอกลับเป็นผู้ที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ โดยผู้สร้างบาดแผลทางร่างกายและจิตใจสุดหนักหน่วง ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่มาจากคนใกล้ชิดอย่างพ่อและแม่ของเธอเอง</p>



<p>เนื้อเรื่องเล่าถึงเธอโดนกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้แม่พยายามฆ่าตัวตาย แต่เธอกลับปกป้อง ขอร้อง และหาสาเหตุที่แม่ควรมีชีวิตอยู่ เธอโทษตัวเองเสมอว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อกับแม่ไม่มีความสุข เป็นเด็กไม่ดี รวมถึงสวดอธิษฐานกับพระเจ้าให้ตนเองนั้นเป็นเด็กดี และขอให้พ่อแม่ของตนเองมีความสุขเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>“ฉันร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้น หมดแรง พูดซ้ำๆ ออกมาเบาๆ ว่า ‘ไม่ยุติธรรมเลย ไม่ยุติธรรมเลย หนูไม่ได้ทำแบบนี้เพราะว่าหนูไม่ดี หนูทำเพื่อปกป้องพ่อกับแม่ ไม่ยุติธรรมเลย’ ” ในเรื่องจะเห็นว่าเธอเป็นลูกสาวที่โดนกดดันจากครอบครัวอย่างหนัก โดยครอบครัวของเธอเป็นชาวเอเชียที่ต้องอพยพลี้ภัยมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา จากความกดดัน ปัญหามรสุมของครอบครัว และปัญหาสภาพแวดล้อมทางสังคม เธอมักโทษตัวเองเสมอว่า ความผิดทั้งหมดมาจากตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่องที่ทำให้พ่อแม่ของเธอนั้นไม่มีความสุข และนั่นทำให้เธอรู้สึกแย่ในจิตใจจนฝังลึก ปัญหานั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจจนทำให้เธอต้องไปพบจิตแพทย์</p>



<p>เมื่อเวลาผ่านไปเธอโตขึ้นและใช้ชีวิตแยกออกห่างจากพ่อแม่ พร้อมทั้งตามหาจิตแพทย์ที่เข้าใจเธอโดยแท้จริงเพื่อบำบัดบาดแผลลึกในจิตใจดังกล่าว ประกอบกับในช่วงเวลานั้นเธอมีคนรักและครอบครัวของเขาที่พร้อมโอบรับเธอเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเสมอ จึงทำให้ Stephanie รู้สึกปลอดภัยและมีความเข้มแข็งในจิตใจมากยิ่งขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176690" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ต้นตอบาดแผลใจมาจากปัญหาในครอบครัว</h4>



<p>สาเหตุที่ Stephanie มีบาดแผลทางจิตใจ ส่วนสำคัญมาจากพฤติกรรมที่ผู้ปกครองถ่ายทอดส่งต่อไปยังลูก ซึ่งพฤติกรรมของผู้ปกครองเองก็ได้รับมาจากพ่อแม่ของเขาอีกทอดหนึ่งเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>“พ่อแม่ชาวเอเชียไม่ได้ ถูกสอนให้หายใจช้าๆเพื่อสงบสติอารมณ์เมื่อพวกเขาโมโห และพวกเขาหลายคนก็ไม่ได้ถูกสอนให้เลิกใช้ไม้เรียวด้วย” สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสายเลือดราวกับฝังลงสู่กระดูกและถูกส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนกับชื่อหนังสือ &#8216;รอยทรงจำในกระดูก&#8217;<br><br>ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เด็กคนนึงต้องเติบโตพร้อมกับบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ เรื่องสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เด็กคนหนึ่งนั้นจะเติบโตมา หรือพฤติกรรมของตัวเองที่เราอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิต แต่ทุกการกระทำของเรานั้น&nbsp; บางอย่างเราอาจจะสร้างบาดแผลทางใจให้กับคนอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นไปได้</p>



<p>ซึ่งในหนังสือนี้พูดถึงวัฒนธรรมการสอนและการเลี้ยงลูกแบบค่านิยมของชาวเอเชีย (Asian parents) ด้วยระบบโครงสร้างการเลี้ยงดูแบบการยึดถือลำดับชั้นอาวุโส ให้เด็กนั้นต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามและด้วยการที่ครอบครัวของ Stephanie เป็นคนเชื้อสายจีน หนึ่งในชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ และศาสนาที่เผชิญกับการเลือกปฏิบัติในมาเลเซีย ก่อให้เกิดการจลาจลในกัวลาลัมเปอร์  ชาวจีนหลายร้อยคนถูกสังหารหมู่ ถูกฆ่าตายอย่างโหดร้าย ทำให้ครอบครัวของเธอต้องอพยพไปอยู่ที่ซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในประเทศสหรัฐอเมริกา และด้วยภูมิหลังที่ครอบครัวของเธอประสบพบเจอมาอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวต้องเลี้ยงดูเธอให้เผชิญกับความเจ็บปวดดังกล่าว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176691" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>โรค PTSD ความเจ็บฝังใจ บาดแผลฝังลึก</strong></h4>



<p>หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงเล่าถึงชีวิตของเด็กสาวที่น่าสงสาร แต่ยังพาเราไปทำความรู้จักและเข้าใจของผู้ที่เป็น PTSD หรือ Post Traumatic Stress Disorder และ Complex PTSD&nbsp;หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับ PTSD ความเจ็บป่วยจากการเจอเหตุการณ์ร้ายแรงที่กระทบต่อจิตใจ เช่น ทหารผ่านศึก ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุร้ายแรง หรือความรุนแรงจากการถูกทำร้ายร่างกายเพียงครั้งเดียว&nbsp;</p>



<p>แต่ Complex PTSD นั้นจะเจาะจงไปยังความเจ็บป่วยในใจที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และรุนแรง ซึ่งมักจะเกิดในช่วงวัยเด็ก และส่วนใหญ่มักจะเป็นการข่มเหงหรือทารุณกรรม ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้มีการบรรยายลักษณะที่ Stephanie โดนกระทำได้อย่างเจ็บแสบ เมื่อเราอ่านเรื่องราวที่พ่อแม่ของเธอทำร้ายด้วยคำพูดต่างๆ นานา แต่สิ่งที่ทำให้เราเข้าใจและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละคร&nbsp;คือส่วนที่บรรยายว่าเธอโดนกระทำให้เจ็บปวดทางด้านร่างกายอย่างไร&nbsp;</p>



<p>“ ‘แกมันไม่เคารพพ่อแม่ แกมันไม่มีค่าอะไรเลย นังปีศาจน่ารังเกียจ ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงคลอดแกออกมา!’ แม่ตบตีฉันต่อไป ทั้งตามร่างกาย ใบหน้า และศีรษะของฉัน จากนั้นแม่ก็ดึงผมของฉันและลากฉันออกจากห้อง ลงไปข้างล่าง และลากไปตรงมุมห้อง ”</p>



<p>มิติในการเล่าเรื่องของหนังสือเล่มนี้ ดำเนินการเล่าเรื่องโดยมีพาร์ทที่ตัวละครสนทนากันเป็นคำพูด ปะปนกับที่ตัวละครพูดคุยกับคนอ่าน บรรยายเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ ให้ผู้อ่านฟัง และมีการพูดถึงเรื่องทางวิชาการเกี่ยวกับโรคจิตเวชอีกด้วย</p>



<p>“ฉันไม่ใช่ผู้หญิง ฉันคือดาบ”</p>



<p>หญิงสาวผู้ต่อสู้ ฟาดฟันเพื่อปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อเข็มขัดหรือไม้กอล์ฟ หรือคนที่เฝ้าประตูที่บอกว่าเธอต้องมีชีวิตอยู่ ความเจ็บปวดเหล่านั้นกลายเป็นพลังให้เธอลุกขึ้นมาหาหนทางในการเยียวยาตนเอง แต่การเป็นดาบนั้นหมายความว่าเธอไม่สามารถวางอาวุธได้ เธอกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยบาดแผลทางใจ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-176692" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กำลังใจคือส่วนสำคัญของการต่อสู้กับโรค</strong></h4>



<p>แม้เธอจะประสบพบเจอกับความรุนแรงที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจเธอในอดีต แต่เมื่อเธอเติบโตขึ้น เธอสู้กับโรคนี้โดยมีคนรักที่อยู่เคียงข้างเธอ และครอบครัวของเขาที่ยินดีต้อนรับเธอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ทำให้อาการจากโรค Complex PTSD ของเธอนั้น ค่อยๆ ดีขึ้น ยกตัวอย่างประโยคหนึ่งที่น่าสนใจในหนังสือกล่าวว่า</p>



<p>“PTSD บอกฉันอยู่เสมอว่าฉันอยู่ตามลำพัง ว่าไม่มีใครสามารถรักฉันได้ ว่าฉันเป็นพิษ แต่ตอนนี้ทุกอย่างแจ่มแจ้ง ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องโกหก PTSD ของฉันทำให้ฉันมองไม่เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ต่างหาก”&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นสภาพแวดล้อม สังคม หรือคนรอบข้างที่อยู่เคียงข้างผู้ป่วยด้วยความรักและความเข้าใจ มีผลต่อการรักษาโรค ไม่เพียงแต่โรคทางจิตเวชเท่านั้น ยารักษาที่ดีอาจไม่ใช่ยาราคาแพง หรือหมอเก่งๆ แต่อาจจะเป็น &#8216;ยาใจ&#8217; สิ่งสำคัญที่เธอได้รับกำลังใจมาจากคนที่เธอรัก ครอบครัวของเขา และเพื่อนๆของเธอ</p>



<p>การกระทำและคำพูดเพียงเล็กน้อยของเราเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าการกระทำและคำพูดของเราอาจจะไปสร้างความเจ็บปวดให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว<br>หากใครสนใจหนังสือเล่มนี้ ขอแจ้งเตือนว่า ภายในเนื้อหามีบทบรรยายการใช้ความรุนแรงในครอบครัว แม้ในหนังสือเล่มนี้จะมีการบรรยายถึงเหตุการณ์รุนแรงของ Stephanie ที่โดนทำร้ายร่างกายจากพ่อแม่ของเธอ แต่เรื่องราวในหนังสือนั้นมีความน่าติดตามต่อจนอยากที่จะอ่านจนจบเล่มเลยทีเดียว &nbsp; &nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/what-my-bones-know/">What my bones know รอยทรงจำในกระดูก : หนังสือเลี้ยงลูกให้เป็นพิษ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนจำฝังใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;หน่อง ลำยูรโฟโต้&#8217; ความรักในแผ่นฟิล์มตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เด็กจนเปิดโรงเรียนสอนให้คนรักการถ่ายภาพ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/nong-lamyoonphoto/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Darapha Chiraphan]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Aug 2024 05:44:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Young อยู่ในใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Youngอยู่ในใจ]]></category>
		<category><![CDATA[บูมเมอร์แล้วไงใจยังบลูมมิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ลำยูรโฟโต้]]></category>
		<category><![CDATA[aday]]></category>
		<category><![CDATA[Internduction]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=176522</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยสงสัยกันไหมว่าพลังของแพชชัน ความหลงใหล และการเรียนรู้จะผลักดันคนๆ หนึ่งไปในเส้นทางใดบ้าง เราขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ ‘อาจารย์หน่อง ลำยูรโฟโต้’ หรือ จตุรงค์ หิรัญกาญจน์ ชายวัยเกษียณผู้มีใจรักในการถ่ายภาพ และแผ่นฟิลม์จนถึงขั้นเปิดโรงเรียนสอนล้าง อัด ขยายฟิลม์ขาวดำทุกขั้นตอนแบบละเอียดยิบในวัย 60 กว่าปี หน่องชื่นชอบการถ่ายภาพมาตั้งแต่เด็ก และแน่วแน่กับเส้นทางช่างภาพมาตลอดไม่เคยเปลี่ยน ความหลงใหลนั้นก็ได้ผลักดันให้เขาเรียนรู้ศาสตร์ของรูปภาพด้วยตัวเอง การลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน เกิดเป็นสไตล์การถ่ายภาพขาวดำ รวมถึงเทคนิคการซ่อนภาพฟิล์มอันเป็นเอกลักษณ์ ตลอดช่วงเวลาในการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นพาร์ตการเรียน มิตรภาพ และสายอาชีพ ต่างก็มีการถ่ายภาพ และแผ่นฟิล์มเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้น และหล่อหลอมเขาจนกลายเป็น ‘อาจารย์หน่อง’ ผู้ทุ่มเทสอน และส่งต่อคุณค่าในสิ่งที่ตนเองรักให้กับลูกศิษย์มาจนถึงทุกวันนี้ ชวนมาค้นหาคำตอบถึงอิทธิพลของความรัก ความหลงใหลในวัยเยาว์สู่ตัวเขาในวัยเก๋า ผ่านคลิปวิดีโอนี้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nong-lamyoonphoto/">&#8216;หน่อง ลำยูรโฟโต้&#8217; ความรักในแผ่นฟิล์มตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เด็กจนเปิดโรงเรียนสอนให้คนรักการถ่ายภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h4 class="wp-block-heading"><strong>เคยสงสัยกันไหมว่าพลังของแพชชัน ความหลงใหล และการเรียนรู้จะผลักดันคนๆ หนึ่งไปในเส้นทางใดบ้าง</strong></h4>



<p>เราขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ ‘อาจารย์หน่อง ลำยูรโฟโต้’ หรือ จตุรงค์ หิรัญกาญจน์ ชายวัยเกษียณผู้มีใจรักในการถ่ายภาพ และแผ่นฟิลม์จนถึงขั้นเปิดโรงเรียนสอนล้าง อัด ขยายฟิลม์ขาวดำทุกขั้นตอนแบบละเอียดยิบในวัย 60 กว่าปี</p>



<p>หน่องชื่นชอบการถ่ายภาพมาตั้งแต่เด็ก และแน่วแน่กับเส้นทางช่างภาพมาตลอดไม่เคยเปลี่ยน ความหลงใหลนั้นก็ได้ผลักดันให้เขาเรียนรู้ศาสตร์ของรูปภาพด้วยตัวเอง การลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน เกิดเป็นสไตล์การถ่ายภาพขาวดำ รวมถึงเทคนิคการซ่อนภาพฟิล์มอันเป็นเอกลักษณ์ ตลอดช่วงเวลาในการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นพาร์ตการเรียน มิตรภาพ และสายอาชีพ ต่างก็มีการถ่ายภาพ และแผ่นฟิล์มเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้น และหล่อหลอมเขาจนกลายเป็น ‘อาจารย์หน่อง’ ผู้ทุ่มเทสอน และส่งต่อคุณค่าในสิ่งที่ตนเองรักให้กับลูกศิษย์มาจนถึงทุกวันนี้</p>



<p></p>



<p class="has-text-align-center"><strong>ชวนมาค้นหาคำตอบถึงอิทธิพลของความรัก ความหลงใหลในวัยเยาว์สู่ตัวเขาในวัยเก๋า ผ่านคลิปวิดีโอนี้</strong></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Internduction - Youngอยู่ในใจ | &#039;หน่อง ลำยูรโฟโต้&#039; ชายวัยเกษียณผู้มีใจรักในแผ่นฟิล์ม" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/txaCn8l8W_4?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nong-lamyoonphoto/">&#8216;หน่อง ลำยูรโฟโต้&#8217; ความรักในแผ่นฟิล์มตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เด็กจนเปิดโรงเรียนสอนให้คนรักการถ่ายภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตุ๋ย-สุจินต์ เกยสุวรรณ หัวใจที่ยังเป็นเด็กของคนทำเมืองรถไฟจำลอง จากสิ่งที่ชอบเป็นงานที่รัก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sujin-model-railway/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิชญา สังฆ์การีย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Aug 2024 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Young อยู่ในใจ]]></category>
		<category><![CDATA[aday]]></category>
		<category><![CDATA[Internduction]]></category>
		<category><![CDATA[Youngอยู่ในใจ]]></category>
		<category><![CDATA[บูมเมอร์แล้วไงใจยังบลูมมิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[นักประดิษฐ์เมืองรถไฟจำลอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=176582</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ฉึกฉัก ฉึกฉัก’ เสียงของรถไฟและเสียงบีบแตรดังหนึ่งครั้ง สัญญาณที่กำลังบอกว่ายานพาหนะขนาดใหญ่นี้ กำลังเคลื่อนมาจอดที่ชานชาลาในเวลาอีกไม่นาน&#160; รถไฟคือตัวแทนที่ทำให้เรารู้สึกได้ถึงการเดินทาง และเป็นยานพาหนะที่รับส่งผู้คนที่เห็นมาทุกยุคสมัย แม้จะเป็นภาพที่ชินตามานับสิบปีแต่ ‘ตุ๋ย-สุจินต์ เกยสุวรรณ’ กลับค้นพบกับเสน่ห์ของรถไฟที่มากกว่าคนทั่วไปตั้งแต่อายุสิบขวบ ความผูกพันในวัยเยาว์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความหลงใหลในความสวยงามของรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของล้อรถไฟกระทบรางเหล็ก เสียงของเครื่องจักรไอน้ำ หรือแม้กระทั่งผู้คนรอบๆ สถานี สุจินต์หลงรักสิ่งเหล่านั้นมาตลอดหลายสิบปี วัยเด็กของเขาล้วนมีแต่รถไฟ สำหรับสุจินต์รถไฟจำลองจึงพิเศษกว่าของเล่นชิ้นอื่นๆ  แม้บางช่วงชีวิตเขาได้ออกสำรวจสิ่งใหม่ๆ แต่รถไฟไม่เคยห่างหายไปจากใจ ชีวิตใหม่ของสุจินต์ ในวัยเกือบ 60 ปี ได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงแค่สะสมรถไฟของเล่นเหมือนที่ผ่านมา แต่ทำให้พิเศษมากขึ้นด้วยการสร้างเมืองแห่งจินตนาการให้รถไฟที่ถูกย่อส่วนได้เคลื่อนที่ ในฐานะนักประดิษฐ์เมืองรถไฟจำลอง ความคลั่งไคล้รถไฟแบบเด็กๆ นำพาให้เขาได้มาทำงานในฝันได้อย่างไร คือสิ่งที่เราสนใจและพาเรามาเจอกับสุจินต์ในบ่ายวันหนึ่ง ตลอดเวลาที่เราได้เข้ามาในโลกของเมืองจำลองนี้ เราจะเห็นสายตาความมุ่งมั่นของสุจินต์ต่อรถไฟนั้น ยิ่งทำให้เราสงสัยว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขาเลือกที่จะสร้างเมืองนี้ขึ้นมา&#160; เมื่อคำถามเริ่มขึ้นสุจินต์ก็พาเราย้อนกลับไปอดีต ตั้งแต่จุดเริ่มต้นวันแรกที่ได้รู้จัก เส้นทางชีวิตของเขาที่ได้จากความชอบและการทำเมืองรถไฟจนถึงเรื่องราวรวมไปถึงตัวตนของเขาที่ยังคงอยู่กับรถไฟในวันนี้ จนเราค่อยๆ ซึมซับหัวใจของรถไฟผ่านเมืองจำลองที่เขาสร้างขึ้นด้วยความรัก การเติบโตพร้อมคุณพ่อพนักงานของการรถไฟฯ สู่ความชอบที่เกิดขึ้นในวัยเยาว์ สุจินต์ในวัยห้าสิบปลายๆ เล่าถึงความทรงจำแรกของตัวเองในวันวาน ตั้งแต่จำความได้เขาเติบโตมาพร้อมคุณพ่อผู้เป็นพนักงานการรถไฟฯ ซึ่งมักซื้อโมเดลรถไฟของเล่นให้เป็นประจำ จนเวลาผ่านไปเขาก็เริ่มซื้อด้วยตนเองจากเงินค่าขนม และเข้าสู่การเริ่มสะสมโมเดลอย่างจริงจัง เขาเล่าด้วยรอยยิ้มเมื่อได้ย้อนกลับไปในวันที่ได้รู้จักกับรถไฟจำลองครั้งแรก “คุณพ่อทำงานรถไฟและก็จะพาเที่ยว พาไปทำงานด้วย เราเลยมีความผูกพันกับรถไฟมาตลอด เขาจะคอยเล่าระบบการทำงานรถไฟให้ฟัง เช่น ตรงนี้ทำงานยังไง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sujin-model-railway/">ตุ๋ย-สุจินต์ เกยสุวรรณ หัวใจที่ยังเป็นเด็กของคนทำเมืองรถไฟจำลอง จากสิ่งที่ชอบเป็นงานที่รัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘ฉึกฉัก ฉึกฉัก’ เสียงของรถไฟและเสียงบีบแตรดังหนึ่งครั้ง สัญญาณที่กำลังบอกว่ายานพาหนะขนาดใหญ่นี้ กำลังเคลื่อนมาจอดที่ชานชาลาในเวลาอีกไม่นาน&nbsp;</p>



<p>รถไฟคือตัวแทนที่ทำให้เรารู้สึกได้ถึงการเดินทาง และเป็นยานพาหนะที่รับส่งผู้คนที่เห็นมาทุกยุคสมัย แม้จะเป็นภาพที่ชินตามานับสิบปีแต่ ‘ตุ๋ย-สุจินต์ เกยสุวรรณ’ กลับค้นพบกับเสน่ห์ของรถไฟที่มากกว่าคนทั่วไปตั้งแต่อายุสิบขวบ</p>



<p>ความผูกพันในวัยเยาว์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความหลงใหลในความสวยงามของรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของล้อรถไฟกระทบรางเหล็ก เสียงของเครื่องจักรไอน้ำ หรือแม้กระทั่งผู้คนรอบๆ สถานี สุจินต์หลงรักสิ่งเหล่านั้นมาตลอดหลายสิบปี วัยเด็กของเขาล้วนมีแต่รถไฟ สำหรับสุจินต์รถไฟจำลองจึงพิเศษกว่าของเล่นชิ้นอื่นๆ </p>



<p>แม้บางช่วงชีวิตเขาได้ออกสำรวจสิ่งใหม่ๆ แต่รถไฟไม่เคยห่างหายไปจากใจ ชีวิตใหม่ของสุจินต์ ในวัยเกือบ 60 ปี ได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงแค่สะสมรถไฟของเล่นเหมือนที่ผ่านมา แต่ทำให้พิเศษมากขึ้นด้วยการสร้างเมืองแห่งจินตนาการให้รถไฟที่ถูกย่อส่วนได้เคลื่อนที่ ในฐานะนักประดิษฐ์เมืองรถไฟจำลอง</p>



<p>ความคลั่งไคล้รถไฟแบบเด็กๆ นำพาให้เขาได้มาทำงานในฝันได้อย่างไร คือสิ่งที่เราสนใจและพาเรามาเจอกับสุจินต์ในบ่ายวันหนึ่ง</p>



<p>ตลอดเวลาที่เราได้เข้ามาในโลกของเมืองจำลองนี้ เราจะเห็นสายตาความมุ่งมั่นของสุจินต์ต่อรถไฟนั้น ยิ่งทำให้เราสงสัยว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขาเลือกที่จะสร้างเมืองนี้ขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>เมื่อคำถามเริ่มขึ้นสุจินต์ก็พาเราย้อนกลับไปอดีต ตั้งแต่จุดเริ่มต้นวันแรกที่ได้รู้จัก เส้นทางชีวิตของเขาที่ได้จากความชอบและการทำเมืองรถไฟจนถึงเรื่องราวรวมไปถึงตัวตนของเขาที่ยังคงอยู่กับรถไฟในวันนี้ จนเราค่อยๆ ซึมซับหัวใจของรถไฟผ่านเมืองจำลองที่เขาสร้างขึ้นด้วยความรัก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176584" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การเติบโตพร้อมคุณพ่อพนักงานของการรถไฟฯ สู่ความชอบที่เกิดขึ้นในวัยเยาว์</strong></h4>



<p>สุจินต์ในวัยห้าสิบปลายๆ เล่าถึงความทรงจำแรกของตัวเองในวันวาน ตั้งแต่จำความได้เขาเติบโตมาพร้อมคุณพ่อผู้เป็นพนักงานการรถไฟฯ ซึ่งมักซื้อโมเดลรถไฟของเล่นให้เป็นประจำ จนเวลาผ่านไปเขาก็เริ่มซื้อด้วยตนเองจากเงินค่าขนม และเข้าสู่การเริ่มสะสมโมเดลอย่างจริงจัง เขาเล่าด้วยรอยยิ้มเมื่อได้ย้อนกลับไปในวันที่ได้รู้จักกับรถไฟจำลองครั้งแรก</p>



<p>“คุณพ่อทำงานรถไฟและก็จะพาเที่ยว พาไปทำงานด้วย เราเลยมีความผูกพันกับรถไฟมาตลอด เขาจะคอยเล่าระบบการทำงานรถไฟให้ฟัง เช่น ตรงนี้ทำงานยังไง รถจักรคันนี้ของประเทศอะไร ตอนเด็กๆ คุณพ่อก็ซื้อของเล่นมาให้เป็นรถไฟจำลองใส่ถ่านแล้ววิ่งได้ เราก็เลยรู้จักรถไฟและชอบตั้งแต่นั้นมา”&nbsp;</p>



<p>“ซื้อรถไฟจำลองครั้งแรกคือตอนสมัยป.7 ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่ามีรถไฟจำลองแบบนี้ เราชอบแผนกของเล่นอยู่แล้ว จนไปเจอรถไฟจำลองเป็นเรื่องราว ไม่เหมือนที่เราเคยเล่น เรารู้สึกเปิดโลกมาก ทีนี้ไปทุกวันเลย ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรนอกจากซื้อมาเล่นและสะสม เราค่อยๆ เก็บเงินทีละเล็กทีละน้อย จนมีวันหนึ่งพ่อเห็นว่าเราชอบมากเลยพาไปซื้อ Starter Set เป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นรถไฟจำลองนี้เลย” </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176586" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แม้เวลาจะผ่านไปแต่ความชอบรถไฟก็ยังไม่จางหาย</strong></h4>



<p>เมื่อเติบโตขึ้นตลอดช่วงชีวิตวัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน การต้องใช้ชีวิตในโลกกว้างทำให้ได้เจอสิ่งต่างๆ มากมายเข้ามาในชีวิต ผลักดันให้เขาเลือกทำงานฝ่ายศิลป์ในบริษัทสิ่งพิมพ์ อีกหนึ่งงานที่เขาถนัดเช่นกัน ความชื่นชอบรถไฟจำลองจึงกลายเป็นเพียงงานอดิเรกที่ชุบชูใจได้ในเวลาว่างเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ถึงจะเลือกเส้นทางอาชีพการเขียนภาพศิลปะบนนิตยสาร แต่ตลอดเวลาหลายสิบปีไม่ได้ทำให้เขาทิ้งรถไฟไปแต่อย่างใด ในใจนั้นยังคงชอบรถไฟอยู่เสมอ</p>



<p>“เรายังชอบรถไฟอยู่ตลอด แต่พอเราเริ่มเป็นวัยรุ่นมันไม่ได้ห่างเหินหรอก ยังชอบอยู่ เพียงแต่ว่าความเป็นวัยรุ่นก็มีช่วงไปติดเพื่อน ไม่ได้ซื้อรถไฟไปลองใช้ชีวิตทำอย่างอื่น”</p>



<p>จนวันหนึ่งในตลาดนัดจตุจักรท่ามกลางร้านขายหนังสือมากมาย สุจินต์ได้พบนิตยสารรถไฟเล่มนึงที่ชื่อว่า ‘Model Railroader Magazine’ จุดประกายให้เขากลับมาในโลกของรถไฟจำลองนี้อย่างจริงจังมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ถึงแม้ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับรถไฟมาโดยตรง แต่เพราะการได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เขาได้เข้าไปทำความรู้จักกับรถไฟได้มากกว่าเดิม และเปิดโลกใบใหม่ที่ทำให้เขาได้ค้นพบว่าการเล่นรถไฟจำลองนี้มีอะไรมากมายกว่าที่เคยเล่นมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176585" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>รถไฟที่ทำให้ชีวิตเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง</strong></h4>



<p>การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ส่งผลไปถึงการทำงานของคนทำนิตยสาร งานศิลปะไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว สุจินต์ตัดสินใจลาออกจากงาน และกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิต</p>



<p>แม้จะรู้ว่าตัวเองมีสิ่งที่ชอบอย่างการสร้างรถไฟจำลอง แต่การต้องนับหนึ่งใหม่ในวัย 40 ปี ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลายคนเลย หากเราอยากมีพื้นที่ในการทำเมืองรถไฟจำลองอย่างจริงจังจะทำได้ที่ไหน คำถามมากมายเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็หันหลังให้ความกังวล เลือกสร้างพื้นที่นั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง และตัดสินใจเริ่มต้นแนะนำตัวเองว่า ‘นักประดิษฐ์เมืองจำลองรถไฟ’&nbsp;</p>



<p>ผลงานแรกที่สุจินต์ได้ทำเมืองรถไฟจำลองอย่างจริงจังนั่นคือ งานจำลองรถไฟฟ้า BTS เมื่อ 20 ปีก่อน เขาถูกรู้จักในฐานะกลุ่มคนรักรถไฟมากขึ้นหลังจากนั้น มีหลายคนติดต่อมาให้เขาได้ลองทำงานอะไรใหม่ๆ มากกว่าเดิม ประสบการณ์ที่สะสมมาจึงทำให้เขาเชื่อมั่นในตนเองในการทำอาชีพสร้างเมืองจำลองรถไฟในช่วงอายุที่ใครก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้</p>



<p>เส้นทางใหม่ของสุจินต์ไม่ได้ทำให้เขาทิ้งการวาดรูปที่ชื่นชอบ เขายังนำศิลปะตลอดหลายสิบปีมาใช้ในอาชีพใหม่ในครั้งนี้ด้วย</p>



<p>ทุกครั้งในการคิดจะสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ อย่างแรกที่เขาทำ คือการร่างภาพแปลนตามขนาดพื้นที่เจ้าของงานมีแจ้งมา และเมืองที่รถไฟต้องขับผ่าน โดยมีแรงบันดาลใจจากความฝันในวัยเด็ก และวาดออกมาตามในจินตนาการที่อยากให้เป็นและเมืองในต่างประเทศที่ชอบ ภาพในหัวถูกเรียบเรียงออกมาผ่านดินสอและสีน้ำในกระดาษหนึ่งแผ่น </p>



<p>นอกจากนี้เขายังลงมือทำเอง ตั้งแต่การหาอุปกรณ์ จนถึงการสร้างงาน ที่เขาบอกว่า ‘สนุก’ ในทุกขั้นตอน &nbsp; ด้วยความเชื่อว่าตัวเองเป็นเหมือนคนตัวเล็กที่กำลังอาศัยในโลกของเมืองจำลองที่เขากำลังสร้างขึ้น&nbsp;</p>



<p>สิ่งรอบๆ ของเมืองจิ๋วแห่งนี้ไม่ว่าเป็นต้นไม้ น้ำ หรือก้อนหิน สุจินต์ตั้งใจจะถ่ายทอดออกมาให้เราได้รู้สึกถึงสิ่งนั้นอย่างสมจริงที่สุด รวมไปถึงรถไฟที่สามารถขับเคลื่อนด้วยไอน้ำเหมือนจริง ราวกับว่าเราจะกลายเป็นมนุษย์ที่ตัวใหญ่ขึ้นรายล้อมไปด้วยเมืองย่อส่วน</p>



<p>ความลับทำให้เมืองรถไฟจำลองสนุกไปอีกแบบสุจินต์บอกว่าเขาสร้างบทบาทให้ตัวเองไปด้วย</p>



<p>เขามักจินตนาการว่ากำลังใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มและหมวกประจำตัวของพนักงานขับรถไฟ พร้อมที่จะขับไปรับผู้โดยสารตามสถานี แววตาที่เราได้เห็นในตอนนั้น สัมผัสได้เลยว่า สุจินต์กำลังจะพาเราไปไหนสักที่หนึ่งอยู่จริงๆ&nbsp;</p>



<p>“เราต้องเป็นทุกอย่างเลย รับบทบาทเป็นทั้งนายสถานี ผู้โดยสาร นักการภารโรงรถไฟ เป็นคนข้างทางที่เดินอยู่ด้วย”</p>



<p>“เราไม่เคยเบื่อรถไฟเลย เราต้องสร้างภารกิจให้กับตัวเอง เช่น จำลองรถเสีย ทำให้เหมือนจริงทุกอย่าง สวมบทบาทเป็นทุกอย่างทำให้เป็นภารกิจจริงแล้วจะสนุก อยู่ได้ทั้งวันเลย ถ้าจะปล่อยให้วิ่งเฉยๆ สามรอบสี่รอบเดี๋ยวก็เบื่อแล้ว”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176587" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เด็กชายสุจินต์วัยสิบขวบและสุจินต์ในช่วงชีวิตใกล้ 60 ปี</strong></h4>



<p>“ทุกคนมักจะบอกว่ารถไฟก็แค่ของเล่น แต่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ของเล่นมันเป็นอดิเรก มันมีความสันทนาการที่สามารถต่อยอดทำอะไรก็ได้”</p>



<p>ถึงจะเป็นคำถามที่โดนถามอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมอายุเท่านี้แต่ยังเล่นของเล่น คำตอบของสุจินต์ยิ่งทำให้เรารู้ว่าหัวใจของเขายังคงรักรถไฟเหมือนตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักรถไฟจำลอง</p>



<p>เขาตอบกลับมาอย่างหนักแน่นว่า อายุไม่ใช่ตัวจำกัดและเมืองรถไฟตรงหน้าที่เขากำลังสร้างอยู่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ของเล่น แต่เป็นโลกใบหนึ่งของเขาที่ทำให้เขาได้สัมผัสถึงความสุขที่แท้จริงเลยก็ว่าได้</p>



<p>เรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้สึกเสียใจสักนิด เพราะคนเรามีความชอบได้หลายอย่าง ทั้งหมดนั้นหล่อหลอมให้เป็นสุจินต์ในวัย 58 ปีแบบทุกวันนี้</p>



<p>“ทุกครั้งที่นั่งรถไฟเรารู้สึกมีความสุข ตามกาลเวลาก็เปลี่ยนแปลงไปแต่ในใจเรายังเหมือนเดิม เราสบายใจกับรถไฟ”</p>



<p>“การได้เล่นรถไฟนี่แหละ มันยังอยู่ในใจเราเสมอ ทำให้เราย้อนกลับไปตอนเด็กๆ ตอนที่เราอยู่กับพ่อ เห็นรถไฟเข้ามาจอดที่สถานี บรรยากาศรอบสถานี ตอนนี้เราได้ทำเหมือนเราย่อตัวเองเข้าไปอยู่ในงาน เวลาเห็นรถไฟวิ่งแล้วเราอยู่ข้างๆ เห็นรถไฟวิ่งผ่านต่อหน้า อาการเดียวกันกับตอนเด็กๆ เลย”</p>



<p>“ตัวเรายังรักรถไฟเหมือนเดิม มันเข้ากระดูกไปแล้วไม่ได้แค่เข้าเส้นเลือดนะ&nbsp; ไม่มีที่ไหนรักษาได้ด้วย”</p>



<p>หากคนบนโลกมี 100 คน คงจะมีสัก 5 คนที่สามารถทำและรักสิ่งๆ หนึ่งได้หลายสิบปีจนไม่น่าเชื่อ หนึ่งในนั้นก็คงจะมีชื่อของสุจินต์อยู่ด้วย ที่มีใจรักรถไฟเหมือนวันแรกที่ได้ก้าวขาเข้าไปในโลกแห่งนี้ เขาไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยและยังค้นหาเส้นทางใหม่ๆ ในการเล่นเสมอ แม้ในอนาคตจะมีสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นและคาดไม่ถึงมากมาย แต่การใช้เวลาตลอดสิบปีในเส้นทางนี้ก็สามารถตอบได้ชัดเจนว่าเขาให้ใจกับรถไฟไปทั้งหมดแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176588" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176589" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>และถ้าหากโลกนี้มีเครื่องมือย้อนเวลา…</strong></h4>



<p>เมื่อถามถึงคำถามสุดท้ายที่มีช่วงเวลาไหนที่เขาอยากย้อนกลับไปมากที่สุดและอยากบอกอะไรกับตนเอง ถึงแม้ว่าเขาจะเชื่อว่าตนเองใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่มาเสมอ แต่ก็ยังมีที่สุจินต์รู้สึกว่าหากย้อนกลับไปก็คงจะดี</p>



<p>“เราก็อยากกลับไปเป็นหนุ่มนะ (หัวเราะ)”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“อยากบอกให้ใช้ชีวิตให้เต็มที่เพราะตอนช่วงนี้เราเริ่มทำงานสนุกแล้ว ทำงานสนุกแต่ร่างกายตัวเองมันกลับร่วงโรยลงจะปีน ทำนั่นนี่ทีก็ยาก ถ้าเป็นหนุ่มๆ คงปีนข้ามได้สบาย เราก็มองภาพว่าถ้าตอนนั้นมีโอกาสได้ทำรถไฟนี้แบบจริงจัง แล้วเราอายุเท่าตอนนั้นนะคงสนุกกว่านี้เยอะ มีอะไรให้ทำมากกว่านี้”</p>



<p>“ได้ย้อนไปสักสามสิบก็ยังดีเราก็คงยังทำงานได้อีกหน่อย ตอนนี้มีเรื่องราวที่อยากทำอีกเยอะ ยังมีอะไรอยู่ในใจ หลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำเกี่ยวกับการเล่นรถไฟ ยิ่งกว่าร่างกายก็คือเราไม่มีโอกาสทำแล้วเท่านั้นเอง”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176590" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อสุจินต์พาเราเดินทางมาถึงชานชาลาสุดท้าย เขาหยิบรูปฝีมือการเขียนภาพที่เขาได้วาดมาให้เราดูหลากหลายแผ่น นั่นคือจุดเริ่มต้นของผลงานที่อยู่ตรงหน้าเราในตอนนี้ แม้ว่าเมืองจำลองรถไฟจะยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่เราก็รู้สึกรอคอยวันที่ได้เห็นเมืองแห่งนี้ที่เป็นโลกแห่งใหม่ของสุจินต์เช่นกัน&nbsp;</p>



<p>ตลอดบทสนทนาเราสัมผัสได้ว่าการเนรมิตเมืองจินตนาการออกมา ใช้ความรักต่อรถไฟอย่างมาก เขาแทรกความรู้ต่างๆ ของรถไฟให้เราฟังตลอดที่ได้พูดคุยกัน จนเราก็อดรู้สึกหลงใหลในรถไฟไม่ได้เลย และคาดไม่ถึงว่ารถไฟจะค้นพบอะไรได้มากมายเช่นนี้&nbsp;</p>



<p>เส้นทางชีวิตระหว่างสุจินต์และรถไฟที่ยาวนานมา 50 กว่าปีนี้ เดินทางยังไม่สิ้นสุดลง&nbsp;</p>



<p>เขายังยืนหยัดว่าจะไม่ทิ้งรถไฟจำลองและเมืองแห่งจินตนาการนี้ บั้นปลายชีวิตสุดท้ายแค่เพียงได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายและผจญภัยในเมืองจำลองเล็กๆ ของตัวเองพร้อมรถไฟ แค่คิดก็คงจะมีความสุขมากเพียงพอแล้ว&nbsp;</p>



<p>หลังบทสนทนาระหว่างเราและสุจินต์จบลง สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราคิดได้หลังจากเรื่องราวทั้งหมดได้ถูกพูดถึงนั่นก็คือ ในวันที่เรามองว่าอายุเรานั้นแก่เกินไป อาจจะเป็นวันเดียวกับวันที่เราเจอเส้นทางใหม่และสามารถทำไปพร้อมๆ กับความชอบของเราก็ได้ คงไม่มีอะไรที่สายไปหรอกถ้าสิ่งนั้น ‘ยังอยู่ในใจ’ ของเรา</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ช่องทางการติดตามโลกรถไฟจำลอง <br>Facebook : <a href="https://www.facebook.com/SujinModelTrains">The Trains</a> <br><a href="https://www.facebook.com/sujin.keuysuwan">Sujin Keuysuwan</a><br>Youtube : <a href="https://www.youtube.com/channel/UCe_7zxeT6c8qeVxQohv1upA">สุจินต์ เกยสุวรรณ</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sujin-model-railway/">ตุ๋ย-สุจินต์ เกยสุวรรณ หัวใจที่ยังเป็นเด็กของคนทำเมืองรถไฟจำลอง จากสิ่งที่ชอบเป็นงานที่รัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลงเสน่ห์ผู้คน และประวัติศาสตร์ของชุมชนที่ยังมีชีวิต อัมพวา ตลาดน้ำในความทรงจำ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/internduction-amphawa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sisi Wattanagool]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Aug 2024 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Photo Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Young อยู่ในใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อัมพวา]]></category>
		<category><![CDATA[aday]]></category>
		<category><![CDATA[Internduction]]></category>
		<category><![CDATA[Youngอยู่ในใจ]]></category>
		<category><![CDATA[บูมเมอร์แล้วไงใจยังบลูมมิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดน้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=176546</guid>

					<description><![CDATA[<p>อัมพวาในความทรงจำเดียวของผม คือการได้ไปดูหิ่งห้อยตอนอายุ 6-7 ขวบ บรรยากาศของตลาดน้ำที่อบอุ่น ผู้คนพลุกพล่าน มีก๋วยเตี๋ยวและหิ่งห้อยให้ชมในยามเย็น… ผ่านไปหลายปี ผมได้กลับไปที่ตลาดน้ำอัมพวาอีกครั้ง เพราะอยากหลบหนีจากความวุ่นวายของเมืองกรุงเทพฯ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป ผมก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศความเป็นกันเองของผู้คน ถึงแม้จะไม่มีหิ่งห้อยเยอะเท่าเมื่อก่อน แต่ความอัธยาศัยดีของผู้คนเชื้อเชิญให้ผมเข้าไปซื้อของและพูดคุยกับพวกเขาอย่างออกรส ไม่เปลี่ยนไปจากภาพจำเดิมของผมสักเท่าไหร่นัก&#160; กาลเวลาเปลี่ยนไป ตลาดน้ำอัมพวาไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ จนได้ชื่อว่า “อัมพวาก็คือประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” จากเสน่ห์ของบ้านเรือนและผู้คนริมน้ำที่ไม่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แม้ตลาดน้ำแห่งนี้จะผ่านทั้งยุคที่รุ่งเรืองและซบเซา แต่ชาวบ้านก็ยังยืนหยัดที่จะทำสิ่งที่ตัวเองรักและฟื้นฟูตลาดน้ำแห่งนี้ การเดินทางครั้งนี้ผมได้พูดคุยกับชาวบ้านวัยเก๋า ที่รักและผูกพันกับตลาดน้ำอัมพวาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะทั้งคนที่เกิดและโตที่นี่ คนที่มาลงหลักปักฐานที่นี่ หรือคนที่เลือกที่นี่มาเปิดธุรกิจของตนเอง แล้วความประทับใจก็ทำให้ผมอดที่จะถ่ายทอดความรักที่มีต่ออัมพวาของทุกท่านผ่านรูปถ่ายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น คุณลุงนักขับเรือพาทัวร์สุดซิ่ง คุณลุงนักตกกุ้งยิ้มหวาน คุณลุงนักดนตรีเปิดหมวก คุณลุงเจ้าของร้านขนมฟองน้ำ คุณป้าแฟชั่นนิสตาขายผ้าขาวม้าประยุกต์ คุณป้านักเย็บกระทงมือหนึ่ง และคุณลุงขายกะปิผู้มีใจรักภาพยนตร์บอกเล่าชีวิตของพวกเขาในอัมพวาได้อย่างดี อย่างที่เพลง ‘สาวอัมพวา’ ของสุนทราภรณ์ บอกไว้ว่า“โออัมพวานี่หนางามจริง ทุกสิ่งเป็นขวัญตา”&#160; ผมตกหลุมรักผู้คนและตลาดน้ำแห่งนี้ไปแล้ว และอัมพวาจะ ‘ยังอยู่ในใจ’ ของผมไปอีกนานเลย ลุงดำรง อายุ 72 ปี คนขับเรือทัวร์ตลาดน้ำผู้เกิดและโตในอัมพวา เขาเล่าว่าเริ่มขับเรือตั้งแต่อายุ 15 เพราะที่อัมพวาเป็นเมืองท่า การไปไหนมาไหนด้วยเรือสะดวกกว่ามาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/internduction-amphawa/">หลงเสน่ห์ผู้คน และประวัติศาสตร์ของชุมชนที่ยังมีชีวิต อัมพวา ตลาดน้ำในความทรงจำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/1-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176565" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/1-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/1-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/1-2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/1-2-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/1-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อัมพวาในความทรงจำเดียวของผม คือการได้ไปดูหิ่งห้อยตอนอายุ 6-7 ขวบ บรรยากาศของตลาดน้ำที่อบอุ่น ผู้คนพลุกพล่าน มีก๋วยเตี๋ยวและหิ่งห้อยให้ชมในยามเย็น…</p>



<p></p>



<p>ผ่านไปหลายปี ผมได้กลับไปที่ตลาดน้ำอัมพวาอีกครั้ง เพราะอยากหลบหนีจากความวุ่นวายของเมืองกรุงเทพฯ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป ผมก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศความเป็นกันเองของผู้คน ถึงแม้จะไม่มีหิ่งห้อยเยอะเท่าเมื่อก่อน แต่ความอัธยาศัยดีของผู้คนเชื้อเชิญให้ผมเข้าไปซื้อของและพูดคุยกับพวกเขาอย่างออกรส ไม่เปลี่ยนไปจากภาพจำเดิมของผมสักเท่าไหร่นัก&nbsp;</p>



<p>กาลเวลาเปลี่ยนไป ตลาดน้ำอัมพวาไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ จนได้ชื่อว่า “อัมพวาก็คือประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” จากเสน่ห์ของบ้านเรือนและผู้คนริมน้ำที่ไม่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แม้ตลาดน้ำแห่งนี้จะผ่านทั้งยุคที่รุ่งเรืองและซบเซา แต่ชาวบ้านก็ยังยืนหยัดที่จะทำสิ่งที่ตัวเองรักและฟื้นฟูตลาดน้ำแห่งนี้</p>



<p></p>



<p>การเดินทางครั้งนี้ผมได้พูดคุยกับชาวบ้านวัยเก๋า ที่รักและผูกพันกับตลาดน้ำอัมพวาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะทั้งคนที่เกิดและโตที่นี่ คนที่มาลงหลักปักฐานที่นี่ หรือคนที่เลือกที่นี่มาเปิดธุรกิจของตนเอง แล้วความประทับใจก็ทำให้ผมอดที่จะถ่ายทอดความรักที่มีต่ออัมพวาของทุกท่านผ่านรูปถ่ายไม่ได้</p>



<p>ไม่ว่าจะเป็น คุณลุงนักขับเรือพาทัวร์สุดซิ่ง คุณลุงนักตกกุ้งยิ้มหวาน คุณลุงนักดนตรีเปิดหมวก คุณลุงเจ้าของร้านขนมฟองน้ำ คุณป้าแฟชั่นนิสตาขายผ้าขาวม้าประยุกต์ คุณป้านักเย็บกระทงมือหนึ่ง และคุณลุงขายกะปิผู้มีใจรักภาพยนตร์บอกเล่าชีวิตของพวกเขาในอัมพวาได้อย่างดี</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p class="has-text-align-center">อย่างที่เพลง ‘สาวอัมพวา’ ของสุนทราภรณ์ บอกไว้ว่า<br>“โออัมพวานี่หนางามจริง ทุกสิ่งเป็นขวัญตา”&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p class="has-text-align-center"><strong>ผมตกหลุมรักผู้คนและตลาดน้ำแห่งนี้ไปแล้ว และอัมพวาจะ ‘ยังอยู่ในใจ’ ของผมไปอีกนานเลย</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176567" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/3-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/3-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/3-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ลุงดำรง อายุ 72 ปี คนขับเรือทัวร์ตลาดน้ำผู้เกิดและโตในอัมพวา เขาเล่าว่าเริ่มขับเรือตั้งแต่อายุ 15 เพราะที่อัมพวาเป็นเมืองท่า การไปไหนมาไหนด้วยเรือสะดวกกว่ามาก ทุกวันนี้เขายังขับเรือต้อนรับนักท่องเที่ยวและคอยบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนริมน้ำอย่างอัมพวาให้คนผู้มาเยือนฟังระหว่างทางอย่างอารมณ์ดี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/2-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176568" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/2-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/2-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/2-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/2-2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/2-2-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/2-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/2-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/2-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/2-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>คุณลุงนักตกกุ้ง อายุ 70 ปี ที่เจอระหว่างขับเรือผ่าน คุณลุงพูดน้อยแต่ยิ้มเยอะ ลุงโชว์กุ้งที่ใช้เป็นเหยื่อให้เราดู อีกทั้งยังบอกว่า เนื้อกุ้งที่ตกได้ค่อนข้างแน่นและเอาไปทำอาหารอร่อยมาก คนในอัมพวาทำอาชีพตกกุ้งเป็นทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/4-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176569" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/4-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/4-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/4-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/4-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/4-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/4-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/4-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/4-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ลุงชัยรัตน์ นักดนตรีเปิดหมวกในตลาดอัมพวาที่ยังคงร้องเพลงกล่อมคนในตลาดอย่างมีความสุข เขาบอกว่า นอกจากมาเล่นที่อัมพวาแล้ว เขายังมีวงของตัวเอง ชื่อชัยรัตน์แอนด์เอเลเฟ่นด้วย!</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176570" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/5-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/5-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/5-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ลุงโสภณ อายุ 73 ปี เจ้าของร้านขนมฟองน้ำ ขนมเบเกอรีเจ้าดังของอัมพวา ลุงโสภณเป็นเจ้าของร้านขายขนมนุ่มละมุนละลายในปากและขายมาหลายสิบปี แถมได้รับรางวัลหลายรายการ แกบอกอย่างภาคภูมิใจว่า แกสอนให้เด็กของแกแต่ละคนทำด้วยตนเอง จนถึงวันนี้ที่ความรักได้ก่อร่างสร้างตัว มาให้กับขนมแต่ละชิ้นและลูกค้าแต่ละคน ลุงยังบอกอีกว่าขนมแต่ละชิ้นถูกทำขึ้นด้วยความรักล้วนๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/6-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176578" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/6-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/6-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/6-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/6-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/6-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/6-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/6-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/6-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/6-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ป้าแอ๊ด อายุ 70 ปี แม่ค้าผู้ขายผ้าขาวม้ามา 10 กว่าปี ความน่าสนใจคือผ้าขาวม้าของคุณป้า เป็นผ้าขาวม้าประยุกต์ที่เอามาทำเป็นเดรสยาว หรือสร้อยสุดชิก ทำให้เห็นว่าความเป็นไทยนั้นสามารถนำมาปรับใช้กับความเป็นวัยรุ่นได้ คุณป้าบอกว่าตลาดอัมพวามีนักท่องเที่ยวเข้าออกมากขึ้นหลังจากช่วงโควิด ตลาดครึกครื้นมากขึ้นก็ยิ่งดี อย่าลืมแวะไปอุดหนุนป้าแอ๊ดกันล่ะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/7-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176571" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/7-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/7-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/7-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/7-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/7-1-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/7-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/7-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/7-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/7-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ป้านง อายุ 65 ปีที่เย็บกระทงมาหลายสิบปี แกจะออกมาเย็บกระทงริมแม่น้ำอัมพวาทุกเย็น เพราะอากาศเย็นสบาย แต่ละวันเย็บได้หลายร้อยกระทง เอาไปส่งต่อให้ร้านขายขนมในตลาด หรือส่งออกไปขายให้ร้านในกรุงเทพฯ บ้าง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/9-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176573" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/9-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/9-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/9-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/9-2-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/9-2-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/9-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/9-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/9-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/9-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ลุงป้อ อายุ 69 ปี เจ้าของร้านขายกะปิที่ตกแต่งร้านด้วยหนังเก่าชื่อคุ้นหู ทั้งหนังไทย หนังฝรั่ง ซึ่งเริ่มต้นมาจากความชอบดูหนังของตัวเอง จนได้รับความชื่นชอบจากนักท่องเที่ยวอย่างมาก หลังจากนั้นลุงป้อเลยตั้งแผงขายโปสเตอร์หนังเองด้วย </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/10-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176574" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/10-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/10-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/10-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/10-1-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/10-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/10-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/10-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/10-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>พูดคุยกับผู้คนในอัมพวาจนหนำใจ ตกเย็นผมนั่งดูหนังกลางแปลงริมคลอง กิจกรรมที่เกิดขึ้นทุกๆ เดือนที่ตลาดน้ำอัมพวา มีคนทุกเพศทุกวัยมานั่งมุงจอกันที่ฝั่งตรงข้าม การมาดูหนังกลางแปลงไม่ได้เป็นแค่ความบันเทิงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการใช้เวลากับครอบครัวและคนใกล้ชิดในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย หากใครมีโอกาสก็อย่าลืมมาแวะเวียนอัมพวา เชื่อว่าถ้าใครได้ไปแล้วต้องหลงเสน่ห์ตลาดน้ำที่มีชีวิตแบบผมแน่นอน<br></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/internduction-amphawa/">หลงเสน่ห์ผู้คน และประวัติศาสตร์ของชุมชนที่ยังมีชีวิต อัมพวา ตลาดน้ำในความทรงจำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กองหนังสือของเบนซ์ ธนชาติ ที่ทำให้เห็นความหลากหลายของมนุษย์ &#124; บันทึกการอ่าน EP.8</title>
		<link>https://adaymagazine.com/reading-log-benz/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Aug 2024 08:55:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[You Ghost Me Every Sadturday Night]]></category>
		<category><![CDATA[เบนซ์ ธนชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้ายยาหนังสือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=176414</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘เบนซ์–ธนชาติ ศิริภัทราชัย’ ผู้กำกับโฆษณาและนักเขียนลีลายียวนสุดกวนที่โด่งดังมาจากหนังสือบันทึกประสบการณ์เล่มแรกในชีวิตอย่าง 'New York 1st Time’ จนกลายเป็นหนังสือขึ้นแท่น Best seller ตลอดกาลของสำนักพิมพ์แซลมอน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/reading-log-benz/">กองหนังสือของเบนซ์ ธนชาติ ที่ทำให้เห็นความหลากหลายของมนุษย์ | บันทึกการอ่าน EP.8</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“หนังสือทำให้เราสนใจเรื่องที่ต่างไปจากเรา ทำให้สนใจผู้คนที่หลากหลาย ซึ่งบางทีก็ตอบคำถามชีวิตเราได้ เมื่อก่อนในยุคที่มีนิตยสารเยอะ เราจะชอบอ่านนิตยสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับเราที่สุด เหมือนเป็นชาเลนจ์ของตัวเอง”</p>



<p>เชื่อว่านักอ่านหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับชื่อของ ‘เบนซ์–ธนชาติ ศิริภัทราชัย’ ผู้กำกับโฆษณาและนักเขียนลีลายียวนสุดกวนที่โด่งดังมาจากหนังสือบันทึกประสบการณ์เล่มแรกในชีวิตอย่าง &#8216;New York 1st Time’ จนกลายเป็นหนังสือขึ้นแท่น Best seller ตลอดกาลของสำนักพิมพ์แซลมอน <a></a>นอกจากนี้เขายังเขียนหนังสืออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่บอกเล่าการทำงาน ไปจนถึงหนังสือรวมเรื่องสั้นเอาแต่ใจที่ยังคงขนสารพัดมุกตลกและความจิกกัดสังคมมาใส่ในหนังสืออีกหลายเล่ม</p>



<p>เพราะการเป็นนักเขียนเลยทำให้เขากลายเป็นนักอ่านไปด้วย จากวันแรกที่ออกหนังสือเล่มแรก ถึงวันนี้ก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว และในวาระที่เขาออกหนังสือเล่มใหม่อย่าง ‘You Ghost Me Every Sadturday Night’ เราจึงถือโอกาสนี้ชวนเขามาพูดคุยการเติบโตแต่ละช่วงชีวิตผ่านกองหนังสือที่ว่าด้วยความเป็นมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน</p>



<p>The Good Earth – วรรณกรรมที่ทำให้เห็นความต่างของชีวิต</p>



<p>วัยหนุ่ม – แด่หนุ่มสาวที่ต้องการหายใจช้าลงและใคร่ครวญกับชีวิตมากขึ้น</p>



<p>อย่างน้อยที่สุด – ทำให้รู้ว่าบทสัมภาษณ์ที่ดีและโคตรมันส์เป็นยังไง</p>



<p>ดมได – คอมเมเดียนแซดกว่าที่คิด</p>



<p>aday magazine ฉบับที่ 50 (วงการโฆษณา) – เปิดโลกครีเอทีฟและงานโฆษณา</p>



<p>Path of Fujiko F. Fujio – ผู้เขียนโดราเอมอนกับการมองโลกดาร์ก ดำดิ่ง และตลกร้าย</p>



<p>Illuminance – เข้าใจเบื้องหลังของโลก Photobook</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="กองหนังสือของเบนซ์ ธนชาติ ที่ทำให้เห็นความหลากหลายของมนุษย์ | บันทึกการอ่าน EP.8" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/RCMy4tmy2QQ?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><a href="https://open.spotify.com/episode/6y20yiOPsUkUDxakuDKn7T?si=b0d7b351170b4b22&amp;fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR2I1_z3U9wWbLeaRcmgEYR2TrZSCQmhfKg7HzeidkckPHOB3Kgf7xG6734_aem_7RefS9PmHpGa4drO1TuqoA"><img loading="lazy" decoding="async" width="939" height="251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/02-button-spotify-4.jpeg" alt="" class="wp-image-175570" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/02-button-spotify-4.jpeg 939w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/02-button-spotify-4-300x80.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/02-button-spotify-4-768x205.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/02-button-spotify-4-600x160.jpeg 600w" sizes="(max-width: 939px) 100vw, 939px" /></a></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><a href="https://on.soundcloud.com/Nca2gu1Q4ZtP394k9?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR0myMwGKYCFPa9J9awlspXbFCd55Qe-kkGeVtr7zqpi5TqIt_y5zt2-uYk_aem_3ASF3hEHn8Szw8M_Dqa1EQ"><img loading="lazy" decoding="async" width="939" height="251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/03-button-soundcloud-3.jpeg" alt="" class="wp-image-175571" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/03-button-soundcloud-3.jpeg 939w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/03-button-soundcloud-3-300x80.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/03-button-soundcloud-3-768x205.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/03-button-soundcloud-3-600x160.jpeg 600w" sizes="(max-width: 939px) 100vw, 939px" /></a></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/reading-log-benz/">กองหนังสือของเบนซ์ ธนชาติ ที่ทำให้เห็นความหลากหลายของมนุษย์ | บันทึกการอ่าน EP.8</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กองหนังสือที่เปิดโลกครีเอทีฟของ Morvasu &#124; บันทึกการอ่าน EP.9</title>
		<link>https://adaymagazine.com/reading-log-morvasu/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Aug 2024 04:46:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[What The Duck]]></category>
		<category><![CDATA[Morvasu]]></category>
		<category><![CDATA[ป้ายยาหนังสือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=176445</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ความแปลกอย่างหนึ่งคือเราเป็นผู้กำกับที่ชอบอ่านหนังสือมากกว่าดูหนัง เพราะการดูหนังหรือฟังเพลงสมองเรามันอดไม่ได้ที่จะคิดตาม มันทำงานอยู่ตลอด มีคนเคยชวนไปเขียนหนังสือแต่ก็ปฏิเสธ เพราะอยากให้ช่วงเวลาอ่านหนังสือเป็นช่วงเวลาพักผ่อนของเราจริงๆ” เราเชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก มอร์–วสุพล เกรียงประภากิจ หลากหลายบริบทแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำกับสายครีเอทีฟฝีมือดี หรือในฐานะ Morvasu ศิลปินเดี่ยวของค่าย Whattheduck แต่อีกหนึ่งบริบทที่หลายคนอาจไม่รู้ว่าเขาคือนักอ่านตัวยง เริ่มเข้าสู่วงการหนังสือตั้งแต่เด็กจากการอ่านวรรณกรรมคลาสสิกตามพ่อผู้เป็นหนอนหนังสือ แม้ว่าจะไม่เข้าใจก็ตาม ก่อนพัฒนาก้าวเข้าสู่โลกการอ่านฟิคชันเต็มตัวคือหนังสือของ ‘คุ่น-ปราบดา หยุ่น’ ที่เปิดโลกความครีเอทีฟ นอกจากนี้ยังหนังสืออีกหลายๆ เล่มที่ส่งผลทั้งผลงานและตัวตนของเขาจนถึงทุกวันนี้ กองหนังสือที่มอร์เลือกมาป้ายยาจะมีเล่มไหนบ้าง ไปฟังคำตอบในบันทึกการอ่าน EP.9 พร้อมกันได้เลย ชิทแตก! – รวมความครีเอทีฟ กวนตีน ปัญญาชนไว้ในเล่มนี้! The Unbearable Lightness of Being – วิธีการเล่า Realism ที่เศร้าแต่ทรงพลัง Someone Who Will Love You in All Your Damaged Glory – ทำให้รู้ว่า dark [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/reading-log-morvasu/">กองหนังสือที่เปิดโลกครีเอทีฟของ Morvasu | บันทึกการอ่าน EP.9</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“ความแปลกอย่างหนึ่งคือเราเป็นผู้กำกับที่ชอบอ่านหนังสือมากกว่าดูหนัง เพราะการดูหนังหรือฟังเพลงสมองเรามันอดไม่ได้ที่จะคิดตาม มันทำงานอยู่ตลอด มีคนเคยชวนไปเขียนหนังสือแต่ก็ปฏิเสธ เพราะอยากให้ช่วงเวลาอ่านหนังสือเป็นช่วงเวลาพักผ่อนของเราจริงๆ”</p>



<p>เราเชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก มอร์–วสุพล เกรียงประภากิจ หลากหลายบริบทแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำกับสายครีเอทีฟฝีมือดี หรือในฐานะ Morvasu ศิลปินเดี่ยวของค่าย <a href="https://www.facebook.com/whattheduckmusic?__cft__[0]=AZWP92DqnU3az4kVayGTLi0-k4UbZgKKSnB4kuyD-6lsTU4DmVoBKPhyTTmHzNb-roYPxVY_vAi4sBtR6BtZ3BXjTHo77fmv7PKPa5x72MxeoTx79Ll2Ik73wiWVPzMnFpz0hQw9Dqckx1i-M-pSIYUbterOzpys4-9qLZn9Y9zpGv5PkEOHxgJBKVTRnzJwlj6JpqI_8PIa6X4Cl7RME-sp&amp;__tn__=-]K-R">Whattheduck</a> แต่อีกหนึ่งบริบทที่หลายคนอาจไม่รู้ว่าเขาคือนักอ่านตัวยง <a></a>เริ่มเข้าสู่วงการหนังสือตั้งแต่เด็กจากการอ่านวรรณกรรมคลาสสิกตามพ่อผู้เป็นหนอนหนังสือ แม้ว่าจะไม่เข้าใจก็ตาม ก่อนพัฒนาก้าวเข้าสู่โลกการอ่านฟิคชันเต็มตัวคือหนังสือของ ‘คุ่น-ปราบดา หยุ่น’ ที่เปิดโลกความครีเอทีฟ นอกจากนี้ยังหนังสืออีกหลายๆ เล่มที่ส่งผลทั้งผลงานและตัวตนของเขาจนถึงทุกวันนี้</p>



<p>กองหนังสือที่มอร์เลือกมาป้ายยาจะมีเล่มไหนบ้าง ไปฟังคำตอบในบันทึกการอ่าน EP.9 พร้อมกันได้เลย</p>



<p>ชิทแตก! – รวมความครีเอทีฟ กวนตีน ปัญญาชนไว้ในเล่มนี้!</p>



<p>The Unbearable Lightness of Being – วิธีการเล่า Realism ที่เศร้าแต่ทรงพลัง</p>



<p>Someone Who Will Love You in All Your Damaged Glory – ทำให้รู้ว่า dark comedy ก็สามารถเศร้าได้</p>



<p>สวนสัตว์กระดาษและเรื่องสั้นอื่นๆ – ความตะวันออกโบราณกับความดราม่า sci-fi</p>



<p>Akademie X: Lessons in Art + Life – บทเรียนการใช้ชีวิตจากศิลปินระดับโลก</p>



<p>Man&#8217;s Search for Meaning – ในวันที่แย่ ชีวิตเราก็ยังดีอยู่</p>



<p>In Defense of Food – ทำให้เข้าใจการกินอาหารมากขึ้น</p>



<p>ชีวิตเรามีแค่สี่พันสัปดาห์ – หนังสือ Productivity ที่แอนตี้ Productivity อีกที</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="กองหนังสือที่เปิดโลกครีเอทีฟของ Morvasu | บันทึกการอ่าน EP.9" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/qICd-30EeMA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><a href="https://open.spotify.com/episode/0HYo5TCbNPNtIbFQEbB2J5"><img loading="lazy" decoding="async" width="939" height="251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/02-button-spotify-4.jpeg" alt="" class="wp-image-175570" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/02-button-spotify-4.jpeg 939w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/02-button-spotify-4-300x80.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/02-button-spotify-4-768x205.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/02-button-spotify-4-600x160.jpeg 600w" sizes="(max-width: 939px) 100vw, 939px" /></a></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><a href="https://on.soundcloud.com/WAxzt1auG73FBEcu9"><img loading="lazy" decoding="async" width="939" height="251" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/03-button-soundcloud-3.jpeg" alt="" class="wp-image-175571" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/03-button-soundcloud-3.jpeg 939w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/03-button-soundcloud-3-300x80.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/03-button-soundcloud-3-768x205.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/07/03-button-soundcloud-3-600x160.jpeg 600w" sizes="(max-width: 939px) 100vw, 939px" /></a></figure>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/reading-log-morvasu/">กองหนังสือที่เปิดโลกครีเอทีฟของ Morvasu | บันทึกการอ่าน EP.9</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘เพราะเราทุกคนต่างเคยเป็นเด็กมาก่อน’ before 2475 กับบทสนทนาของคนรุ่นใหม่สมัยคณะราษฎร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/before2475/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Aug 2024 12:01:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[q & a day]]></category>
		<category><![CDATA[คณะราษฎร]]></category>
		<category><![CDATA[ปรีดี พนมยงค์]]></category>
		<category><![CDATA[aortafilm]]></category>
		<category><![CDATA[before 2475]]></category>
		<category><![CDATA[ละครเวที]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[coming of age]]></category>
		<category><![CDATA[q and a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=176373</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพโปสเตอร์โปรโมตละครเวที ชายหนุ่มวัยรุ่น 7 คนสวมหมวก ใส่สูท ผูกเนกไท พร้อมกับคำว่า before 2475 หรือช่วงเวลาก่อนปฏิวัติสยามที่พาประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตย ยังไม่ทันไรก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นมากมาย  ความเป็นมาของละครเวทีเรื่องนี้คืออะไร พวกเขามีอุดมการณ์แบบไหน และทำไมต้องเป็น ‘before 2475’</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/before2475/">‘เพราะเราทุกคนต่างเคยเป็นเด็กมาก่อน’ before 2475 กับบทสนทนาของคนรุ่นใหม่สมัยคณะราษฎร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อไม่กี่วันก่อนเราเห็นภาพโปสเตอร์โปรโมตละครเวที ชายหนุ่มวัยรุ่น 7 คนสวมหมวก ใส่สูท ผูกเนกไท พร้อมกับคำว่า before 2475 หรือช่วงเวลาก่อนปฏิวัติสยามที่พาประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตย ยังไม่ทันไรก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นมากมาย&nbsp;</p>



<p>แม้การเปลี่ยนแปลงการปกครองจะผ่านมานานเท่าไหร่ แต่ชื่อของ ‘คณะราษฎร’ ยังถูกยกขึ้นมาถกเถียงในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองอยู่เสมอ สิ่งที่เราสนใจคือทำไมถึงอยากหยิบเรื่องคณะราษฎรมาบอกเล่าในยุคสมัยนี้</p>



<p>เพราะความสงสัยนี้เอง เราจึงติดต่อสัมภาษณ์และนัดหมายกับ ‘เอมอัยย์–เอมอัยย์ พลพิทักษ์’ หญิงสาวผู้รับหน้าที่เป็นทั้งผู้กำกับและคนเขียนบทเจ้าของผลงานหนังสั้นที่กลายเป็นกระแสไวรัลอย่างวลี “นี่ เธอยังเป็นสลิ่มอยู่ปะ” จากเรื่อง Cloud Cuckoo Country (2022) และในครั้งนี้เธอทำละครเวทีเรื่องใหม่ ‘Before 2475’ ขนทีมนักแสดงหนุ่มผู้รับบทบาทเป็นคณะราษฎรทั้ง 7 ได้แก่ ‘เคนจิ–วศิน ภาณุมาภรณ์’, ‘จีน–ธีมา ธาดาประทีป’, ‘ตังโก้–ฐิตินันต์ รัตนฐิตินันต์’, ‘ต้น–ภูธิป สุกกรี’, ‘เตอร์–นวิน พรกุลวัฒน์’, ‘ทู–ธนวิชญ์ วนาสุขพันธ์’ และ ‘จีโน่–แทนปิติ สุภัทรวณิชย์’ มาร่วมตอบคำถามที่เราสงสัยครั้งนี้ด้วยเช่นกัน</p>



<p>ในฐานะคนทำงานศิลปะ–before 2475 คือละครเวทีที่นำเรื่องราวผู้ก่อการคณะราษฎรในภาพขาวดำหนังสือประวัติศาสตร์ มาเล่าเรื่องใหม่ด้วยน้ำเสียงของละคร Coming of age ผสม Comedy Drama ด้วยความตั้งใจที่อยากจะขยายพื้นที่นิยายประวัติศาสตร์ไทยออกไปให้ไกลกว่าเดิม</p>



<p>ในฐานะคนรุ่นใหม่–before 2475 คือเรื่องราวที่จะพาผู้คนมองย้อนกลับไปในอดีต และออกตามหาตัวตนในวัยหนุ่มสาว ด้วยแรงบันดาลใจจากตัวอย่างของผู้คนที่ผลักดันตัวเองขึ้นมาตามฝันที่หวังได้ ตั้งแต่คำถามที่ว่า อะไรทำให้เด็กคนนึงโตมาเป็นกบฏหรือฮีโร่? ไปจนถึงคำถามอย่าง ทำไมวิชาประวัติศาสตร์ไทยไม่ค่อยพูดถึงเรื่องคนธรรมดา?&nbsp;</p>



<p>ความเป็นมาของละครเวทีเรื่องนี้คืออะไร&nbsp;</p>



<p>พวกเขามีอุดมการณ์แบบไหน และทำไมต้องเป็น ‘before 2475’&nbsp;</p>



<p>คำตอบของพวกเขารออยู่ในบรรทัดต่อจากนี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-WEB_-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176389" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-WEB_-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-WEB_-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-WEB_-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-WEB_-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-WEB_-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-WEB_-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-WEB_-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/09-WEB_-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><em><strong>“ไม่ว่าใครจะมองยังไง สิ่งสำคัญคือมันเกิดขึ้นจริง”</strong></em></h3>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">หลังจากโปรโมตเรื่องนี้ออกไปแล้วเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ คุณมีความกังวลบ้างไหม </h4>



<p>เอมอัยย์ : เราไม่ได้กังวลอะไรเป็นพิเศษ เพราะเราทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แล้วมันก็เป็นเรื่องจริง ไม่ได้จะมา สร้างภาพจำว่าพวกเขาเป็นพระเอกในดวงใจอะไรแบบนั้น เราพยายามมองพวกเขาหลายแง่มุมมากๆ&nbsp;</p>



<p>จีน : ก่อนที่จะเข้ามาแสดงเรื่องนี้ก็มีความกังวล เพราะมันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ผมมองว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ใครจะเป็นคนเขียนก็ได้ประมาณหนึ่ง แต่คนที่สามารถเขียนได้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนมีอำนาจในการเคาะประวัติศาสตร์เวลานั้นเหมือนกัน ด้วยความที่ผมเรียนการแสดงเพราะอยากเข้าใจความเป็นมนุษย์ ผมมองว่าการได้มาเล่นเรื่องนี้อาจจะทำให้เราเข้าใจผู้คนในประวัติศาสตร์ที่ถูกวาดให้กลายเป็นบางอย่างได้มากขึ้น เราอาจจะได้เห็น&nbsp; Vision บางอย่างที่น่าสนใจ&nbsp;</p>



<p>ต้น : พอเราเห็นฟีดแบ็กก็มีความกังวลว่าวันแสดงจะมีอะไรเกิดขึ้นไหม แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ มันผิดที่เราหรือผิดที่อะไรกันแน่ เพราะเราแค่มาบอกเล่าเรื่องราว ดังนั้นเรามองว่ามันก็ขึ้นอยู่กับชุดความคิดของแต่ละคนมากกว่า ว่าจะตีความยังไง</p>



<p>เตอร์ : ตอนแรกก็มีความกังวล เพราะเราไม่รู้ว่าผู้กำกับจะเล่าไปทางไหน อยากจะสื่ออะไร มีการเติมแต่งแค่ไหน แต่พอรู้ว่าผู้กำกับอยากจะเล่าความเป็นมนุษย์ของทั้ง 7 คนนี้ ในฐานะนักแสดงเรามองว่าเป็นความท้าทาย เพราะเราไม่ได้เล่นเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ในฐานะนักปฏิวัติ แต่เราเล่นเป็นตัวละครของเด็กคนหนึ่งที่มีความฝันและความหวังกับอะไรบางอย่าง&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ประวัติศาสตร์ 2475 มีการพูดถึงหลายมุมมอง หลายมิติมาก คุณมั่นใจได้ยังไงว่าข้อมูลที่นำมาเขียนบทละครคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง</h4>



<p>เอมอัยย์ : บทที่เขียนเราพยายามอิงจากประวัติศาสตร์เท่าที่หาได้ หลายอย่างก็มาจากบันทึกของแต่ละคน ซึ่งมันก็เป็นความคิดเห็นจริงๆ ของคนนั้น แต่อะไรที่หาไม่ได้ก็ต้องแต่งเติมเพื่อความ Dramatic ของละคร ตามจินตนาการของผู้เขียน ตามยุคสมัย และท้องเรื่องประวัติศาสตร์&nbsp;</p>



<p>อาจารย์ส.ศิวรักษ์เคยพูดว่าเหตุการณ์นี้จะมองว่ามันเป็นเรอเนซองส์ของไทยหรือจะมองเป็นพม่าตีกรุงแตกรอบสองก็ได้ ไม่ว่าใครจะมองยังไง แต่สิ่งที่สำคัญคือมันเกิดขึ้นจริง ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าคณะราษฎรมีอยู่จริง คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองได้จริง เป็นครั้งแรกที่ประเทศชนะ ผู้คนชนะจริง และเริ่มที่ 7 คนนี้จริง แต่ไม่ได้บอกนะว่าดีหรือไม่ดี&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" data-id="176377" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-2-WEB-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176377" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-2-WEB-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-2-WEB-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-2-WEB-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-2-WEB-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-2-WEB-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-2-WEB-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-2-WEB-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-2-WEB.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div></figure>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><em>“ทำทั้งทีก็ต้องเสี่ยงทำอะไรที่เราอยากเห็น”</em></strong></h3>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ถ้ามองว่า 2475 คือชัยชนะของสามัญชน แต่ทำไมในหน้าประวัติศาสตร์ไทยกลับแทบไม่เคยพูดถึงในแง่นั้นเท่าไรเลย</h4>



<p>เอมอัยย์ : ทุกประเทศที่มีหนังอิงประวัติศาสตร์มีพื้นที่กว้างมากๆ มันเล่าเรื่องอะไรก็ได้ แต่พื้นที่ของ Historical Fiction ในประเทศไทยมันค่อนข้างแคบ ทำให้เราไม่ค่อยเห็นมุมมองของผู้คนในเฉดอื่นสักเท่าไหร่ พอเราโปรโมตเรื่องนี้ออกไปมันก็เลยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาก ทำให้เราอยากลองเล่าในมุมของคนธรรมดา เพราะเราก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เราทำกันแบบไม่ได้มีสปอนเซอร์ ทำทั้งทีก็ต้องทำอะไรที่แปลกและแตกต่าง ทำทั้งที ก็ต้องทำอะไรที่เราอยากดู ทำทั้งทีก็ต้องเสี่ยงทำอะไรที่เราอยากเห็น</p>



<p>เรารู้สึกว่าประเด็นเรื่อง 2475 มันน่าตื่นเต้นในตัวเองอยู่แล้ว ถ้าอยู่ในประเทศอื่นเขาคงแย่งกันทำไปหลายรอบแล้ว เพราะมันเป็น Timing Crazy Year ของโลกใบนี้ มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะมากในช่วงเวลานั้น เรารู้จัก ‘Midnight in Paris’ ของ Woody Allen ตอนนั้น Earnest Hemingway กำลังเขียนเขียนหนังสือถึงช่วงเวลาอันงดงามของปารีส เรารู้จัก Sylvia Beach ผ่านร้านหนังสือ Shakespeare and Company และดนตรีแจซแฟชั่นแกสบี้กำลังรุ่งเรือง ซึ่งประเทศเราเองก็มีเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เหมือนกัน มีคนสยามที่อยู่ปารีสในเวลานั้น ในตอนที่โลกนี้ยังจดจำและพูดถึงมันอยู่เรื่อยๆ ทำไมเราไม่ลองเล่าเรื่องของคนกลุ่มนี้ดูบ้างล่ะ&nbsp;</p>



<p>อย่างเรื่อง ‘หอมติดกระดาน’ หรือ ‘ในกำแพงแก้ว’ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองร่วมสมัยใหม่ที่น่าสนใจ ไม่ใช่เรื่องประวัติศาสตร์สงคราม ยิ่งอ่านไปก็ยิ่งรู้สึกว่ามันมีพื้นที่กว้างมากที่ทำให้รู้ว่าสรุปแล้วอะไรกำลังหลอกหลอนคนไทยอยู่กันแน่ ตัวละคร 7 คนในประวัติศาสตร์ที่ตายไปนานแล้ว อาจจะมีมรดกทางประวัติศาสตร์ทางสังคมส่งต่อมา แต่พวกเขาไม่ใช่ผีของสังคมไทยแล้วรึเปล่า หรือจริงๆ แล้วผีก็คือพวกเรากันเองที่กำลังสร้างอะไรบางอย่างมาหลอก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-WEB-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-176379" style="width:840px;height:auto" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-WEB-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-WEB-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-WEB-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-WEB-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-WEB-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/03-WEB.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><em>“ทุกคนในประวัติศาสตร์เคยเป็นเด็กมาก่อน”</em></strong></h3>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">การเลือกนำเสนอ 2475 ด้วยแง่มุม Coming of age เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกเลยไหม</h4>



<p>เอมอัยย์ : เรารู้สึกสนใจแง่มุมทางประวัติศาสตร์เรื่องนี้มานานแล้ว เรามองว่ามันเป็นวัตถุดิบที่ดีมาก เด็กวัย 20 กว่าๆ รวมตัวกันทำอะไรบางอย่างที่เสี่ยง เราก็เลยอยากหยิบเรื่องนี้มาเล่าใหม่ด้วยน้ําเสียงของละคร&nbsp;</p>



<p>Coming of age ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ปรุงรสชาติให้สนุกเหมือนการ์ตูนโชเน็นจัมป์ แต่ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน ด้วยการเล่าผ่านตัวละครที่คนอาจจะยังไม่รู้จักพวกเขา ณ เวลานั้น หรือแม้แต่พวกเขาเองก็ยังไม่ได้รู้จักตัวเองดีพอ</p>



<h4 class="wp-block-heading">คิดว่าอะไรทำให้เด็กคนหนึ่งโตมาเป็นกบฏหรือฮีโร่</h4>



<p>เอมอัยย์ : สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือทุกคนในประวัติศาสตร์เคยเป็นเด็กมาก่อน เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน อย่าง ‘มารี อ็องตัวแน็ต’ ตอนอายุ 14 ก็เคยร้องไห้เพราะพาหมาข้ามประเทศไม่ได้ หรือ ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’ ก็เคยเป็นเด็กที่ชอบศิลปะมากๆ มาก่อน ซึ่งก่อนที่คณะราษฎรจะกลายเป็นฮีโร่หรือกบฏ กลายเป็นคนที่ทุกคนรักหรือเกลียด พวกเขาเองก็เคยเป็นเด็กที่ไม่รู้ประสีประสา เคยเป็นวัยรุ่นที่ไม่แน่ใจว่ากำลังคิดอะไรอยู่ หลักคิดอะไรก็ตามที่เราจำพวกเขาในปลายทางของชีวิต มันก็ยังไม่แข็งแรงพอในช่วงเวลานั้น เราก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้มีเส้นแบ่งขนาดนั้น มันขึ้นอยู่กับใจคนมากกว่าว่าจะมองพวกเขาเป็นแบบไหน&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมถึงอยากหยิบเรื่องคณะราษฎรมาบอกเล่าในยุคสมัยนี้ คุณคิดว่ามันสะท้อนอะไร</h4>



<p>เอมอัยย์ : เราคุยกับอาจารย์กษิดิศ อนันทนาธร ซึ่งเป็นคนที่สนใจประเด็น 2475 และคนอื่นๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประวัติศาสตร์ช่วงนี้ไม่ค่อยมีข้อมูลเท่าไหร่ แล้วมันหายไปไหน หรือการที่พวกเขาไม่ได้บันทึกไว้อาจจะเป็นเพราะพวกเขาเองก็ไม่ได้คิดว่าในอนาคตตัวเองจะเป็นอะไร ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเองด้วยซ้ำว่าจะทำอะไรได้&nbsp;</p>



<p>สำหรับเรา พวกเขาดูเป็นเจเนอเรชันที่มีหวังเมื่อ 90 กว่าปีที่แล้ว เรารู้สึกคอนเนกต์กับประวัติศาสตร์ช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะตอนนี้เราเองก็อยู่ในช่วงอายุเดียวกันกับพวกเขา เราชอบถามตัวเองว่าถ้าได้รู้เรื่องนี้ลึกๆ ตั้งแต่เด็กจะมีความคิดเปลี่ยนไปขนาดไหนนะ ถ้ารู้ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้ารู้ว่าคนอายุ 20 กว่าๆ ก็เปลี่ยนแปลงอะไรได้หลายอย่าง เพราะมันต่างกับโลกทุกวันนี้ที่พยายามกดและบอกเราว่าคนอายุ 20 กว่าๆ ทำอะไรไม่ได้&nbsp;</p>



<p>เราพยายามสำรวจและหาคำตอบว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงเวลาแบบไหน เมื่อเทียบเจเนอเรชันกันมันจะสะท้อนอะไรได้บ้าง ตอนนั้นพวกเขาเป็นวัยรุ่นที่ดูมีความฝันมาก แล้วพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ พวกเขากำลังหวังอะไรอยู่ เราคิดว่าพวกเขาก็น่าจะบอกอะไรบางอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ในเจเนอเรชันนี้ได้เหมือนกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-3-WEB_-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176383" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-3-WEB_-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-3-WEB_-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-3-WEB_-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-3-WEB_-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-3-WEB_-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-3-WEB_-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-3-WEB_-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/02-3-WEB_-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><em>“เราอยากพาพวกเขาออกมาจากภาพขาวดำในหนังสือ”</em></strong></h3>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ทำไมถึงเล่า 2475 ผ่านรูปแบบละครเวที</h4>



<p>เอมอัยย์ : เราอยากลองวิธีการเล่าแบบนี้ว่ามันเวิร์กไหม อยากรู้ว่าคนดูจะรู้จักตัวละครได้ดีแค่ไหน ซึ่งแพลตฟอร์มละครเวทีมีความเป็นมนุษย์สุดๆ เราไม่อยากให้มองคนพวกนี้เป็นแค่ผู้ชายใส่หมวกใส่สูทในภาพขาวดำหนังสือประวัติศาสตร์ แต่อยากให้คุณเดินเข้ามาในโรงละครแล้วรู้จักคนพวกนี้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีตัวตน มีเลือดเนื้อ มีมุกตลกเป็นของตัวเอง มีเรื่องเศร้าเป็นของตัวเอง มีความกลัวเป็นของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>เราคิด Media Direction ตั้งแต่ช่วงที่ทำแรกๆ ว่าอยากให้เขาเป็นวัยรุ่น Photobooth ของยุคนี้ อยากให้เขาเป็นวัยรุ่นที่จับต้องได้ อยากลองพาพวกเขาออกมาจากภาพขาวดำในหนังสือดูบ้าง คณะราษฎรมีสมาชิกอีกเยอะมาก แต่สมาชิก 7 คนที่ปารีสไม่ค่อยมีคนพูดถึงและแทบจะไม่มีคนรู้จักชื่อพวกเขาเลย เรารู้สึกว่าแค่คนดูออกมาจากโรงและจำชื่อพวกเขาได้เราก็ดีใจแล้ว</p>



<p>ตังโก้ : ผมรู้สึกว่าความเจ๋งของละครเวทีเรื่องนี้คือความคิดสร้างสรรค์ของคนทำ ทีมโปรดักชันที่คิดเรื่องการเล่าเรื่อง และความกล้าที่จะทำ ผมไม่ค่อยเห็นแบบนี้ในละครเวทีไทยเท่าไหร่ สำหรับผมมันคือบทละครที่ยากสำหรับคนเล่น แต่ถ้าทำได้มันสนุกสำหรับคนดู&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">พาร์ตที่ยากที่สุดของละครเรื่องนี้คืออะไร</h4>



<p>จีโน่ : ด้วยความที่ละครเรื่องนี้ดำเนินเรื่องผ่านไดอะล็อกทั้งหมด นักแสดงต้องทำงานร่วมกันทั้งซีนไปตลอดทั้งฉากให้ได้โดยที่ทุกคนจะต้องรับส่งกัน ต้องฟังกันจริงๆ เหมือนเป็นซีน Long take เลย ผมว่าพาร์ตนี้คือสิ่งที่ยากที่สุด&nbsp;</p>



<p>เอมอัยย์ : เรานั่งคุยกับอาจารย์กษิดิศ อนันทนาธร เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขาทั้ง 7 คนจะมีความสัมพันธ์ในเลเยอร์แบบไหน มีมิตรภาพเป็นแบบไหน คาแรกเตอร์ทุกคนก็ดูจัดจ้านแตกต่างกันมาก เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าเป็นละครเวทีบทพูดจะเป็นยังไง เราเลยโฟกัสตั้งแต่เขารู้จักกันยังไง เขาเรียกกันว่าอะไร เขาใช้ชีวิตอย่างไร ทำซีนประชุมกัน 4-5 วันในอพาร์ตเม้นที่มักจะถูกเล่าเพียงบรรทัดหรือสองบรรทัดออกมาเลยว่าเขาคุยอะไรกันบ้าง บทสนทนาเริ่มต้นและจบลงยังไง เราพยายามสำรวจวิถีชีวิตของพวกเขาอย่างลึกซึ้งมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวละคร 7 คน เลเยอร์ความรู้สึกและการตัดสินใจของพวกเขาเป็นสิ่งหนึ่งที่เดินเรื่อง ดังนั้นการหานักแสดงสำคัญมาก เพราะต้องใช้ฝีมือนักแสดงและการทำคาแรกเตอร์เยอะ ตอนแคสต์เราก็เลยไม่ได้หาแค่คนที่ตรงคาแรกเตอร์ แต่เราหาคนที่เคมีตรงกันด้วย เรามองว่าการ Improvise มันคือการหาความเป็นมนุษย์บางอย่างที่มากกว่าแค่ตัวละครในประวัติศาสตร์&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-WEB-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176384" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-WEB-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-WEB-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-WEB-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-WEB-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-WEB-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-WEB-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-WEB-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/05-WEB.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><em>“ไม่มีใครเกิดมาแล้วอยากเปลี่ยนแปลงประเทศเลยหรอก”</em></strong></h3>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วในแง่ของนักแสดงล่ะ ต้องทำการบ้านกับตัวละครเยอะไหม ดูมันห่างไกลจากตัวคุณเหมือนกัน</h4>



<p>จีน : ผมรับบทเป็นแปลก เขาเป็นตัวละครที่มีข้อมูลเยอะมาก มีข้อมูลทั้งสองฝั่ง เรารู้สึกว่าแปลกเป็นตัวละครที่ยากและท้าทายมากๆ ด้วยความที่ชั้นการคิดเขาเยอะ เขาดูเป็นคนที่ยิ้มให้นะ แต่เป็นรอยยิ้มที่มีเลศนัย มันมีความซับซ้อนหลายๆ อย่าง การเวิร์กครั้งนี้ทำให้เรามองตัวละครแปลกกลมขึ้นกว่าเดิม&nbsp;</p>



<p>เคนจิ : เรารู้สึกว่าประวัติศาสตร์ช่วงนั้นมันหายาก บันทึกหรือเอกสารต่างๆ ช่วงที่อยู่ปารีสแทบไม่ค่อยมีใครเขียนไว้เลย ส่วนใหญ่จะมีแต่ข้อมูลในอนาคต อย่างตอนที่เขากลายเป็นรัฐบุรุษหรือนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งความสนุกมันอยู่ตรงที่เราต้องสำรวจตัวละครว่าช่วงวัยรุ่นเขาเป็นคนยังไง</p>



<p>ตังโก้ : สิ่งที่ดึงดูดให้เรามาเล่นเรื่องนี้คือตัวละครคุณประยูร ด้วยความที่เขาเติบโตมากับราชวงศ์ มีความรักราชวงศ์ เป็นคนที่ถูกได้รับความเอ็นดูและความเมตตาจากรัชกาลที่ 6 แต่มีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเห็นปัญหาความหวังดีของเจ้าที่อาจจะไม่สามารถควบคุมราษฎรทุกคนได้ เขาเห็นช่องโหว่ตรงนี้และอยากจะเปลี่ยน ทำให้เราเห็นความซับซ้อนของตัวละครและอยากเข้าไปสำรวจมันมากๆ</p>



<p>เราพยายามหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดเท่าที่จะหาได้ เริ่มจากเซิร์ชชื่อคุณประยูรก็จะเห็นว่าเขาเขียนหนังสืออะไรมาบ้าง เราอ่านเพื่อดูมุมมองของเขา อย่าง ‘ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า’, ‘บันทึกเรื่องการเปลี่ยนเเปลงการปกครอง 2475’ จากนั้นก็ลองดูในมุมมองของอาจารย์ปรีดี หนังสือของตั้ว และอีกหลายๆ คน ซึ่งเราจะเวิร์กผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันแล้วก็ไปตามแนวทางของผู้กำกับ&nbsp;</p>



<p>เตอร์ : เราได้อ่านหนังสืองานศพของตั้ว ลภานุกรม มีแต่คนเขียนชมหมดเลย ถึงจะมีคนเขียนชมมากมายขนาดไหน แต่เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เขาก็ต้องมีความรัก ความสุข ความต้องการ ความหิว ความไม่มั่นใจโลเล เขาไม่ได้เพอร์เฟกต์ เราต้องกระเทาะให้ได้ว่าเขามีความกลัวอะไร เขาเจออะไรมาในตอนเด็ก ความอยุติธรรมที่เจอทำให้เขาคิดอะไร บริบทในสยามตอนนั้นเป็นยังไง อะไรที่ทำให้เขาอยากเปลี่ยนแปลงระบบหรือทำอะไรสักอย่าง เรารู้สึกว่าไม่มีใครเกิดมาแล้วอยากเปลี่ยนแปลงประเทศเลยหรอก</p>



<p>ตอนแรกเราก็โฟกัสแค่ว่าก่อนปฏิวัติตั้วเป็นคนยังไง แต่พอเราได้ไปรีเสิร์จชีวิตเขาหลังปฏิวัติเสร็จก็เซอร์ไพรส์เหมือนกันนะ เพราะเราเห็นเป้าหมายชีวิตเขาชัดเจนขึ้นมากเลย เพราะเขาก็ทำสิ่งนั้นไปจนถึงท้ายที่สุดของชีวิต เราก็เลยจับพาร์ต after 2475 มาใช้กับ before 2475 ในแง่ของการมีเป้าหมายในชีวิตด้วยเหมือนกัน</p>



<p>ต้น : เรื่องน่าเศร้าอย่างหนึ่งของคุณทัศนัยคือมีข้อมูลน้อยมาก เขากลับมาสยามปี 2475 พอปี 2476 เขาก็จากไปด้วยโรคปอดบวม แต่เราก็พยายามหาข้อมูลเท่าที่หาได้ และมีวิธีเวิร์กกับชุดความคิดของตัวละครเพื่อให้เข้าใจเขามากขึ้น อย่างเช่น ถ้าคุณทัศนัยซื้อของเซเว่น เขาจะบอกว่ามี all member ไหม อีกวิธีที่ชอบใช้คือการทำเพลย์ลิสต์ขึ้นมา เพราะเรารู้สึกว่าการฟังเพลงที่แสดงความคิดแบบลอจิกของเขาจะทำให้เราอินได้ง่ายขึ้น</p>



<p>เอมอัยย์ : ตัวละครที่มีชีวิตต่อเราจะเวิร์กกับตัวตนอนาคตด้วย อย่างตัวละครแปลก เขาโตมาเป็นจอมพล ป. พิบูลสงคราม เราก็ต้องมาเวิร์กต่อว่าจอมพล ป. ทำอะไร เขาอยู่ข้างไหนของสงคราม เขาน่าจะเป็นคนประมาณไหนในช่วงวัยรุ่น แต่ตัวละครที่ไม่ได้มีเรื่องต่อไปในชีวิตอย่างทัศนัย เราก็ต้องจินตนาการกับสิ่งที่มีอยู่ในอดีตของเขา การเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นยังไง ครอบครัวสนับสนุนทำให้เขากลายเป็นคนแบบไหน เขาโดนกดดันขนาดไหน เขามีภาระอะไรบ้าง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/07-WEB_-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176386" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/07-WEB_-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/07-WEB_-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/07-WEB_-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/07-WEB_-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/07-WEB_-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/07-WEB_-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/07-WEB_-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/07-WEB_.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><em>“วิชาประวัติศาสตร์ไทยไม่ค่อยพูดถึงเรื่องคนธรรมดา”</em></strong></h3>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ก่อนหน้านี้เคยมองว่าประวัติศาสตร์ 2475 เป็นเรื่องไกลตัวไหม </h4>



<p>เคนจิ : ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์ไทยเท่าไหร่ แต่การได้มาเล่นเรื่องนี้ทำให้เรา aware หลายอย่างมากขึ้น ยิ่งเราได้ข้อมูลมากเท่าไหร่ รับรู้ว่าประวัติศาสตร์มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ตัวเราเองก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่เราจะยังนิ่งเฉยได้อยู่อีกเหรอ เรารู้สึกขนาดที่ว่าหลังเล่นละครเรื่องนี้จบ อยากไปเรียนรัฐศาสตร์ต่อ และในฐานะศิลปินที่ทำงานศิลปะ เราอยากทำละครที่เล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าคนที่มาดูเรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้องอินประวัติศาสตร์หรือการเมืองก็ได้ แค่มาดูชีวิตมนุษย์คนหนึ่งที่มีความคิดอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาให้ดีขึ้น&nbsp;</p>



<p>จีน : ผมมองว่าความเป็นไปของโลกมันแอบติดลูปประมาณนึง สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต การที่เรารู้จักประวัติศาสตร์ก็อาจจะทำให้เรารู้จักวิธีการแก้ไขปัญหาที่กำลังจะมาหาในอนาคตได้</p>



<p>เอมอัยย์ : เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวจนไม่สามารถที่จะฟังได้ หรือเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากจนไม่สามารถรู้สึกตามได้ เพราะมันเป็นเรื่องของผู้คนที่พานพบ รู้จักกัน และพยายามจะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมามีความเชื่อของตัวเอง และเคยใช้เวลาไปกับความบ้าคลั่งอะไรบางอย่าง เราอยากพาความเป็นมนุษย์แบบนั้น ความสนุกของช่วงวัยนั้น ความฝันในวัยนั้นมาให้คุณเห็นและลองสัมผัสมันอีกครั้ง&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ในฐานะคนรุ่นใหม่ คุณมีมุมมองยังไงกับการศึกษาวิชาเรียนประวัติศาสตร์ของระบบการศึกษาไทยทุกวันนี้</h4>



<p>เอมอัยย์ : เรารู้สึกว่าประวัติศาสตร์เป็นครูที่สอนความเป็นไปได้ของชีวิตได้ดีมาก แต่เราดันไม่ทำ เราเห็นว่ามีคนที่เคยฝันเหมือนเราเมื่อหลายสิบกว่าปีก่อน เขาเป็นคนธรรมดาเหมือนเราเลย แล้วเขาทำอะไรได้บ้าง ถึงจุดหนึ่งมนุษย์ทุกคนรู้แหละว่าชีวิตเรามีความเป็นไปได้หลากหลายมาก แต่จุดนั้นจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่ พอยิ่งโตมาเราอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เราฟัง Podcast ประวัติศาสตร์ เราสนุกมากเลยนะ แล้วทำไมเราไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้ตอนเรียน?</p>



<p>เคนจิ : ประวัติศาสตร์ในหลักสูตรจะเล่าแค่เรื่องชนชั้นสูง วีรบุรุษ หรือฮีโร่ แต่เรื่องของคนธรรมดา นักคิด หรือศิลปินแทบไม่มีเลย เรารู้สึกว่าสิ่งสำคัญของการศึกษาในยุคนี้ควรจะโฟกัสเรื่องปรัชญาหรือจิตวิทยาด้วย ทุกวันนี้คนที่มีความรู้แต่ไม่รู้ว่าต้องใช้ชีวิตยังไงมันมีอยู่เยอะมากเลยนะ กลายเป็นว่าเรียนเก่งไปแต่ไม่ได้เข้าใจชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจเพื่อนมนุษย์ ถ้าจะมองกลับไปที่รากเหง้าของการศึกษา เรารู้สึกว่าการสอนให้คนรู้ว่าชีวิตคืออะไร ความเป็นมนุษย์คืออะไร มันสำคัญกับเด็กคนนึงมากๆ</p>



<p>ตังโก้ : ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่พูดยากว่าอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเวลานั้น ดังนั้นผมมองว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นปลายเปิดมากกว่า ดังนั้นมันก็เป็นโอกาสที่ดีในระบบการศึกษาที่จะสอนให้คนมี Critical Thinking มากขึ้น ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้คือคีย์สำคัญและมันก็เป็นประโยชน์กับทุกคน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-WEB_-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-176387" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-WEB_-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-WEB_-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-WEB_-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-WEB_-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-WEB_-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-WEB_-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-WEB_-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/08-WEB_.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><em>“ทุกวันนี้มีอาจารย์ปรีดี มีคุณประยูรเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ”</em></strong></h3>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">สุดท้าย คุณได้เรียนรู้อะไรจากการเล่าประวัติศาสตร์ผ่านคนหนุ่มสาวบ้าง </h4>



<p>จีน : ถ้าตามประวัติศาสตร์ที่เราเรียนมาตั้งแต่เด็ก สังคมมองว่าแปลกเป็นคนไม่ดีด้วยความที่เราเป็นเด็กดนตรีไทย ก็มีภาพจำว่าแปลกเป็นคนที่ไม่ให้คนเล่นดนตรีไทยในสมัยก่อน ถ้าใครเล่นคือถูกลงโทษ ภาพนี้ทำให้เรามองเขาในรูปแบบหนึ่ง แต่ในวันนี้เราลองมองด้วยแว่นตาของเขาก็ทำให้เราเข้าใจเขามากขึ้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง การที่เขาเป็นคนแบบนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเป็นเด็กที่โตมาในครอบครัวชาวสวน ทำให้เขามองเห็นหลายๆ อย่างไม่แฟร์ต่อชนชั้นล่าง ไม่แฟร์ต่อประชาชนคนทั่วไป เพราะประโยชน์อยู่กับคนข้างบนเกือบทั้งหมด เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วแปลกมันก็คือเด็กจนๆ คนนึงที่สู้ชีวิตมากๆ จนวันนึงเจอโอกาสที่รู้สึกว่าสามารถทำอะไรให้ประเทศที่เขารักเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และสามารถต่อสู้กับประเทศข้างนอกได้&nbsp;</p>



<p>เคนจิ : การไม่ได้มองว่าเขาจะต้องกลายเป็นใครในอนาคต แต่มองว่าเขาก็เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่เหมือนพวกเราตอนนี้ คนอายุเท่านี้มีความรู้สึกยังไงบ้าง มีกระบวนการความคิดไปได้ไกลขนาดไหน ดังนั้นในยุคสมัยนี้ที่คนมี Empathy กันน้อย เรารู้สึกว่าการรับฟัง การทำความเข้าใจกัน เปิดกว้างรับข้อมูลของฝั่งตรงข้าม มันคือสิ่งจำเป็นมากๆ&nbsp;</p>



<p>ความน่าสนใจคือเรื่องนี้พูดถึงความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ มนุษย์เราไม่ได้เพอร์เฟกต์และเก่งรอบด้านทุกเรื่อง อาจารย์ปรีดีก็เคยออกมาบอกเองว่า ช่วงเวลานั้นเขาก็ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ เขาก็ยังไม่ได้ครอบคลุมร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนั้น บางอย่างเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป แต่บางทีก็เหมือนไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย เรารู้สึกว่าจิตวิญญาณของคณะราษฎรมันยังวนเวียนอยู่ตลอด ทุกวันนี้มีอาจารย์ปรี มีคุณประยูรเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ เราก็เชื่อว่าคงจะมีสักวันที่มันจะเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-WEB-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-176390" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-WEB-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-WEB-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-WEB-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-WEB-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-WEB-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/08/01-WEB-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ทีมนักแสดง</p>



<p>‘เคนจิ–วศิน ภาณุมาภรณ์’ รับบทเป็น ปรีดี พนมยงค์</p>



<p>‘จีน–ธีมา ธาดาประทีป’ รับบทเป็น แปลก ขีตตะสังคะ</p>



<p>‘ตังโก้–ฐิตินันต์ รัตนฐิตินันต์’ รับบทเป็น ประยูร ภมรมนตรี</p>



<p>‘ต้น–ภูธิป สุกกรี’ รับบทเป็น ร.ต. ทัศนัย มิตรภักดี</p>



<p>‘เตอร์–นวิน พรกุลวัฒน์’ รับบทเป็น ตั้ว ลพานุกรม</p>



<p>‘ทู–ธนวิชญ์ วนาสุขพันธ์’ รับบทเป็น จรูญ สิงหเสนี</p>



<p>‘จีโน่–แทนปิติ สุภัทรวณิชย์’ รับบทเป็น แนบ พหลโยธิน</p>



<p>ขอบคุณสถานที่</p>



<p>บ้านขนมปังขิง เสาชิงช้า <a href="http://facebook.com/house2456">facebook.com/house2456</a>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/before2475/">‘เพราะเราทุกคนต่างเคยเป็นเด็กมาก่อน’ before 2475 กับบทสนทนาของคนรุ่นใหม่สมัยคณะราษฎร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศักดิ์ศรีและอีโก้ของ Tattoo Colour กับความฝันที่อยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/on-that-day-tattoo-colour/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jun 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[On That Day]]></category>
		<category><![CDATA[Smallroom]]></category>
		<category><![CDATA[Tattoo Colour]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=174867</guid>

					<description><![CDATA[<p>Tattoo Colour ภายใต้รั้ว Smallroom แบบงงๆ จนถึงทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงแข็งแรงสำหรับพวกเขาเสมอมาคือความฝันที่อยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไป  </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/on-that-day-tattoo-colour/">ศักดิ์ศรีและอีโก้ของ Tattoo Colour กับความฝันที่อยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174881" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/4-22.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“อวดเก่งจริงๆ”</p>



<p>“อีโก้ตัวใหญ่จังเลย”</p>



<p>“ตอบได้น่าหมั่นไส้มาก”</p>



<p>ข้างต้นคือความรู้สึกส่วนหนึ่งของ Tattoo Colour หลังจากที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของตัวเองในอดีตจากนิตยสาร a day ฉบับที่ 112 (2009)&nbsp;</p>



<p>นั่นคือช่วงที่วงโด่งดังอย่างเต็มที่และประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดหลังจากปล่อยอัลบั้มที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นเพลงโกหก, เปิดเพลงไหน เปิดเมื่อไหร่ ก็ยังสวยงาม, โอกาสสุดท้าย, จำทำไม, ขาหมู หรือ Cinderella เราเชื่อว่าหลายคนรู้จักพวกเขาจากเพลงเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่วงเต็มไปด้วยอีโก้และเป็นช่วงที่เหลิงที่สุดในชีวิต</p>



<p>“เราคิดว่าตัวเองแม่งแน่ คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าช่วง 25 คือเบญจเพส เป็นช่วงที่ไม่ดีของชีวิต แต่สำหรับ Tattoo Colour คือจุดพีกของวง เราก็เลยรู้สึกว่า ขนาดดวงชะตายังทำอะไรพวกกูไม่ได้เลย!”&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่ากราฟชีวิตของคนเรามีขึ้น ก็ต้องมีลง เพราะหลังจากอัลบั้มที่ 2 กระแสของวงค่อยๆ เริ่มถดถอยลงมา จนกระทั่ง อัลบั้มล่าสุดและการทำคอนเทนต์ TCTV ใน Youtube ทำให้ผู้คนเริ่มกลับมาเห็นวงอีกครั้งหนึ่ง</p>



<p>ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่พวกเขาโลดแล่นในวงการเพลง ตั้งแต่วงแห่งศักดิ์ศรีของเด็กขอนแก่น ‘I-scream 479’ ที่เริ่มต้นจากเวทีประกวด แต่ไม่เคยชนะเลยสักครั้ง ทำเพลงออกมาขายในโรงเรียน และกลายมาเป็น Tattoo Colour ภายใต้รั้ว Smallroom แบบงงๆ จนถึงทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงแข็งแรงสำหรับพวกเขาเสมอมาคือความฝันที่อยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไป</p>



<p>ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยบอกว่า ความสำเร็จที่เกินความคาดหวัง อาจจะทำให้วงหวั่นๆ อยู่บ้าง ว่าจะรักษามันไว้ได้อีกนานแค่ไหน ตอนนี้พวกเขายังรู้สึกเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า กราฟเส้นทางดนตรีหลังจากนี้จะเป็นยังไงบ้าง ไปฟังคำตอบพร้อมกันได้เลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174882" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<blockquote class="wp-block-quote is-style-default is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>ถ้าเทียบกับนักวิ่งจริงๆ กะว่าจะวิ่งแค่ 100 เมตร แต่ตอนนี้เราวิ่งมา 3 กิโลแล้ว</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ช่วงเวลาที่เหลิงที่สุดในชีวิต</strong></h4>



<p>รัฐ : ตอนนั้นปากดีชิบหาย ใครตอบวะ แต่คำพูดดูจั๊มมาก</p>



<p>ดิม : เปิดหนังสือดูดิ</p>



<p>ตง : ตงตอบว่ะ (หัวเราะ) ก็นี่จะวิ่งแค่ 100 เมตรยังมา 3 กิโลเลย ตอนนี้ก็น่าจะวิ่งไปแข่งมาราธอนที่บอสตันแล้ว&nbsp;</p>



<p>รัฐ : ต้องบอกก่อนว่าตอนนั้นปี 2009 เราเพิ่งออกอัลบั้มสอง กำลังจะเข้าอัลบั้มสาม เป็นช่วงที่ดังมาก ซึมซับความโด่งดังอย่างเต็มที่ จากเด็กขอนแก่นเดินทางมา Smallroom เพื่อจะทำอัลบั้ม จากนั้นชีวิตเราก็ก้าวกระโดดเลย ไม่ได้เป็นขั้นบันได เป็นช่วงที่เราเหลิงที่สุดในชีวิต</p>



<p>ตง : เป็นช่วงที่นิสัยไม่ดีที่สุด อีโก้เยอะที่สุด</p>



<p>รัฐ : อีโก้แต่ละคนในวงอิทธิฤทธิ์ก็จะต่างกันนะ อย่างผมก็จะเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองคิด คือสิ่งที่วิเศษสุดแล้ว ประมาณว่าเชื่อกูดิ เชื่อผมดิพี่ ตอนนั้นเชื่อคนอื่นน้อย แต่ก็มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกละอายใจว่าทำไมเราคิดแบบนั้น หลังจากนั้นก็พลิกตัวเองให้รู้จักฟังคนอื่นมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ดิม : ของรัฐเป็นคนที่ไม่ฟังใคร แต่ของผมคือฟังทุกคน อะไรที่คนบอกว่าดี อะไรที่คนบอกว่าสนุก เราทำหมด ใครชวนไปไหน ไปหมดเลย ตอนนั้นเพิ่งจะรู้จักโลกกว้าง เพิ่งจะรู้จักเงินก้อนแรกที่หามาได้ โดยที่ไม่ต้องโทรไปขอพ่อแม่ว่าเงินหมด เงินไม่มีทางหมด เงินมันอยู่ในกระเป๋าเราอยู่แล้ว เวลาไปเที่ยว คนอื่นไม่ต้องออก เราออกเอง คือเป็นสายปาร์ตี้ เจ้าสำราญสุดเหวี่ยง</p>



<p>ตง : ผมเป็นสายหงุดหงิด ใครพูดอะไรไม่เข้าหูนิดหน่อย ก็โกรธเขา สุดท้ายพอเป็นมากๆ ก็โดนเตือนมา แต่ก็ยังดีที่โดนเตือนแล้ว หันกลับไปมองว่า แม่งจริง ส่วนของพี่จั๊มผมจำได้ว่าจะเป็นคนเอาแต่ใจมากๆ อยากได้อันนี้ต้องได้ ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ กู Tattoo Colour นะเว้ย มึงต้องหาให้กูให้ได้ สมมติไปกองถ่ายอยากกินโค้ก แต่ไม่มี มีแต่เป๊บซี่ ก็ไม่ได้กูจะเอาโค้ก</p>



<p>รัฐ : เราคิดว่าตัวเองแม่งแน่ คนส่วนใหญ่จะบอกว่าช่วง 25 คือเบญจเพส เป็นช่วงที่ไม่ดีของชีวิต แต่สำหรับ Tattoo Colour ช่วงอายุ 25 คือจุดพีกของวง เราก็เลยรู้สึกว่าขนาดดวงชะตายังทำอะไรพวกกูไม่ได้เลย! เราคิดถึงขนาดนั้น ก็เลยทำให้คนอื่นที่ทำงานด้วยลำบากใจอยู่เยอะ&nbsp;</p>



<p>ตง : ถ้าถามว่าตอนนี้เราวิ่งมากี่กิโลแล้ว เราคงนับเป็นกิโลไม่ได้ แต่มันคงเป็นการเดินต่อไปเรื่อยๆ เราไม่ได้หันกลับไปนับแล้วแหละ ว่าเดินมาไกลแค่ไหน เราก็คงไม่ได้วิ่งแล้ว แต่เป็นการเดินแล้วมองบรรยากาศรอบข้าง เดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคงมากกว่า&nbsp;</p>



<p>รัฐ : เหมือนว่าวที่ช่วงแรกกว่าจะให้มันติดลมบนก็ต้องปั่นกันแรงหน่อย พออยู่ในจุดลมบนแล้ว เราก็ต้องประคองให้มันอยู่ในทิศทางที่เราต้องการ พอถึงจุดที่ต้องเอาว่าวลงมาก็ควรจะลงมาสวยๆ ไม่ได้ไปติดต้นไม้หรือเชือกขาดไปซะก่อน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174887" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/5-22-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เรื่องใหญ่ในวันนั้นของเด็กชายแทททู</strong></h4>



<p>ดิม : ผมติดหนี้พนันบอล ตอนนั้นคิดว่าชีวิตคงจบวันนั้น ครั้งนี้กูต้องโดนแล้วแหละ (หัวเราะ) ได้เงินไปโรงเรียนวันละ 100 ติดหนี้ 20,000 ปัญหาคือ เล่าให้แม่ฟังอย่างภาคภูมิใจ ดิมเดินโพยบอลนะแม่ ดิมได้ตังค์แล้วนะ แม่ช็อก แม่ร้องไห้ พอมองกลับไปตอนนั้น มันเป็นเรื่องเล็กสำหรับเรา แต่มันใหญ่สำหรับแม่ เงินอาจจะได้มาง่ายก็จริง แต่ก็อาจจะเดือดร้อนคนอื่นทีหลังเหมือนกัน</p>



<p>จั๊ม : ผมสอบตกครั้งแรกช่วงเรียนมหาลัย ตอนนั้นก็รู้แหละว่า เราไม่ได้สนใจในการเรียนวิชานั้นเท่าไหร่ เราไม่ได้ชอบเท่าที่ควร พอสอบเสร็จผลออกมา ก็ติด F ตอนนั้นก็คิดว่า เชี้ย จะบอกแม่ยังไงดีวะ คือเราไม่เคยติดเลย เราเป็นเด็กที่มีความเนิร์ดๆ หน่อย แต่ยังไงก็ต้องบอกแม่แหละ แม่บอกไม่เป็นไร ก็โชคดีไป</p>



<p>ตง : พอมองย้อนกลับไปเรื่องราวต่างๆ ผมรู้สึกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรที่มันใหญ่ เพียงแต่ว่าเราต้องยอมรับว่ามันมีปัญหา ไม่ใช่วิ่งหนีมัน ยอมรับว่ามีปัญหาเพื่อเราจะได้แก้มัน ซึ่งจริงๆ ปัญหาไม่ต้องแก้ด้วยตัวคนเดียวก็ได้ เมื่อก่อนผมจะติดนิสัยเวลามีปัญหาชอบแก้คนเดียว ซึ่งมันจะทำให้ฟุ้งซ่าน พอแก้ไม่ได้ มันก็ตัน สิ่งที่อยากบอกคือ ทุกปัญหาคุณอาจจะยังแก้มันไม่ได้ในตอนนั้น แต่ให้เวลากับมัน ปรึกษาคนที่รู้ คนที่เราไว้ใจ เรามีเพื่อน เรามีพี่ เรามีคนรอบข้างที่สามารถคุยได้ เราต้องมองให้เห็นความจริง ถอยตัวเองแล้วมองกลับไปที่ปัญหา ดูว่าปัญหาคืออะไร แล้วค่อยๆ แก้ไปทีละอย่าง</p>



<p>รัฐ : ผมเคยทะเลาะกับพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารค่ายเพลง Smallroom) ช่วงที่จะทำอัลบั้ม 3 ตอนนั้นอยู่ในช่วงที่ไม่ฟังใคร ในฐานะมือกีตาร์หรือนักแต่งเพลงผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการมีลายเซ็นมากๆ เพราะถ้ามีลายเซ็นคนก็จะจำเราได้ เรารู้สึกว่ามันสำคัญกว่าสกิลหวือหวาด้วยซ้ำ เราก็มองว่านี่มันคือข้อดีร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ตอนนั้นก็เลยคุยกับพี่รุ่งว่าจะทำอัลบั้ม 3 ยังไง พี่รุ่งก็บอกว่า ‘กลิ่นตัวมึงแรงไป’ ผมก็เลยตอบกลับไปว่า ‘แล้วการเป็นตัวเองมันไม่ดีตรงไหน การเป็นตัวเองมันคือสิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่เหรอครับ’ กวนตีนมากตอนนั้นน่ะ ทะเลาะกันแบบใหญ่โต ตั้งแต่ดึกดื่นถึงเช้าเลย&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่อยากพูดคือมันเป็นการโต้แย้งที่เรามืดบอด เพราะการที่ยึดติดว่าเราประสบความสำเร็จจากการที่คิดว่ามีเอกลักษณ์ มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนมันเป็นแค่ส่วนหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็ต้องพัฒนาและซึมซับจากคนอื่น เพื่อให้ตัวเราเองด้วย สุดท้ายแล้วเราไม่ได้เป็นคนอื่นหรอก แต่เราจะเป็นตัวเองที่มีเรื่องอื่นมาประกอบกันแล้วร่างเราจะเก่งขึ้น เราจะเป็นเซลล์ร่างสอง ร่างสามที่เก่งขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174885" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-27.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<blockquote class="wp-block-quote has-text-align-left is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เราใช้ชีวิตด้วยกันมาตลอด</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ความทรงจำของวงที่ไม่เคยชนะเลยสักครั้ง</strong></h4>



<p>รัฐ : การทำวง I-scream 479 สมัยเรียน เรารู้สึกว่ามันเท่ มีเพลงตัวเอง เล่นดนตรี หล่อด้วยไง มันให้หมดอะ&nbsp;</p>



<p>ดิม : เล่นเพลงแต่งเอง มีแร็ป มีร็อก มันคือความฝันวัยเด็ก</p>



<p>รัฐ : จุดสูงสุดของนักดนตรีที่เป็นเด็กมัธยมในยุคเราคือการได้เล่นดนตรี รอเวลาเลิกเรียนเพื่อจะได้ไปซ้อมดนตรีด้วยกัน ได้เล่นในงานโรงเรียน ได้เล่นในงานประกวด มันคือแพชชันมากๆ กิจกรรมของเด็กมัธยมในเวลานั้นแค่นี้มันก็สนุกมากๆ แล้ว&nbsp;</p>



<p>ดิม : สมัยนั้นมันไม่มีโลกโซเชียลฯ ไม่มีพื้นที่ให้เล่น เราคิดแค่ว่าเวทีประกวดเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่เราสามารถเอาเพลงตัวเองไปโชว์ได้ เราไปประกวดดนตรีต่างๆ เราไม่เคยชนะรางวัลอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นเราผูกพันกับแฟนคลับ เราบอกคนดูว่าวันนี้ไม่ต้องมาเชียร์ให้ชนะหรอก เพราะยังไงเราก็ไม่ชนะ แต่วันนี้มาดู I-scream 479 เล่นเพลงใหม่ได้ที่เวทีนี้นะ ซึ่งกรรมการให้คะแนนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ เพราะเราไม่ได้ต้องการผลว่าแพ้หรือชนะ เราสนใจแค่ว่าจะใช้เวทีนี้ในการที่จะเปิดตัวเพลงใหม่ จ่ายค่าสมัคร หารกันไม่ถึงร้อยได้เล่นเวทีอาชีพ เครื่องเสียงมืออาชีพ เป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมมากๆ</p>



<p>รัฐ : เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องก็มาชมเพลงว่าเพราะนะ เมื่อไหร่จะแต่งเพลงอีก ไม่รู้ว่าเขาพูดด้วยความจริงใจหรือเขาบิวด์เรา แต่มันก็เป็นกำลังใจให้เราแต่งมาเรื่อยๆ จนมันมีเยอะขึ้น ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดถึงค่ายเพลงหรอก เพราะเคยส่งไปก็เงียบ ซึ่งทางเดียวที่จะมีซีดีเป็นของตัวเองได้คือต้องทำเอง พยายามอัดกันเอง ไรต์แผ่นกันเอง ทำอัลบั้มขึ้นมา นั่นเป็นจุดสูงสุดแล้วตอนที่อยู่ขอนแก่น</p>



<p>ทุกวันนี้ผมก็ยังรู้สึกว่าไม่มีอะไรสดใหม่เท่าตอนทำเพลงชุดแรก ทำเพลงช่วงอายุ 18 มันคือ 18 ปี ที่เราใช้เวลาสะสมของ เราตื่นเต้นกับทุกอย่าง เห็นอะไรก็ว้าวไปหมด เราพยายามเอาทุกอย่างมาอัดอยู่ในอัลบั้ม 1 เหมือนเอาความฝันตัวเองมาอัดให้คนได้ฟัง ซึ่งข้อผิดพลาดมันก็มีเยอะ แต่มันคืออัลบั้มที่สดใหม่มาก ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าต้องเป็นมืออาชีพ คิดแค่ว่าสิ่งนี้คือความฝันของเรา</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-4 is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-683x1024.jpg" alt="" data-id="174922" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=174922" class="wp-image-174922" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/12-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-683x1024.jpg" alt="" data-id="174923" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=174923" class="wp-image-174923" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/13-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-683x1024.jpg" alt="" data-id="174924" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=174924" class="wp-image-174924" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/14-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-683x1024.jpg" alt="" data-id="174925" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=174925" class="wp-image-174925" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/15-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li></ul></figure>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ไปด้วยกันไปได้ไกล</strong></h4>



<p>รัฐ : ถ้าสังเกตจะเห็นว่าพวกเรา 4 คนบุคคลิกภาพก็ไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งเราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก ด้วยความเป็นเพื่อนกันมันก็เลยเชื่อมโยงกัน เอาจริงๆ พวกเราก็แทบจะทะเลาะกันวันเว้นวัน เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็เป็นไปได้หมด แต่เราก็รู้ว่าทะเลาะกันเพราะอะไร แล้วเราก็สามารถหยุดมันได้ บางอย่างสามารถยอมให้เพื่อนได้ บางอย่างเข้าใจกันได้ บางอย่างหาจุดกลางได้ เพราะเราอยู่ด้วยกันมานาน ความคาดหวังของเราคืออยากให้วงเรามันไปต่อมากสุดเท่าที่เป็นไปได้</p>



<p>ดิม: ความฝันของเราคืออยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไปไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ มันเลยทำให้เรือของความฝันลำนี้มันแข็งแรงมาก มันไม่รู้จะแตกไปไหน เพราะสุดท้ายหายไปคนหนึ่งก็ไม่ใช่ Tattoo Colour ออกไปคนหนึ่งก็ไม่รู้จะไปทำอะไรกันอยู่ดี สุดท้ายอยู่ 4 คนมันสามารถไปด้วยกันและไปได้ไกล</p>



<p>รัฐ : ขนาดวันก่อนน้าแอ๊ด คาราบาวยังบอกเลยว่าไม่เลิกละ เปลี่ยนใจ (หัวเราะ)</p>



<p>ดิม : แกพูดในคอนเสิร์ตเลยตอนเพลงจะจบ ผมไม่เลิกแล้วนะครับ อ้าว!</p>



<p>รัฐ : แกอาจจะมีแรงอยู่มากกว่าที่คิด ถ้าเลิก แกก็อาจจะเหงา มันคือทั้งชีวิตแกเลยหรือเปล่า พูดถึงคาราบาวขึ้นมา เรามองวงคาราบาวเป็นไอดอลในเรื่องนี้นะ คาราบาวคือวงที่ดูแลกันเอง ดูแลครอบครัวได้หมดทุกคนเลย ทุกตำแหน่ง ยันคนขับรถตู้ สเตจ ซาวนด์เอนจิเนียร์ เราก็อยากให้องค์กร Tattoo Colour เป็นอย่างนั้น สมัยก่อนจะมีคำถามว่าอยากให้วงเป็นแบบวงไหน เราอยากเป็นวงที่เลี้ยงตัวเองได้แบบนี้แหละ</p>



<p>ดิม : เรายิ่งโชคดีเข้าไปอีกตรงที่ทุกวันนี้มันมีโลกโซเชียลฯ อีก เราก็ไม่ต้องง้อสื่อ เราทำ TCTV กันเองอีก สมัยก่อนนักดนตรียังไม่มีช่องทาง ต้องนอนรอเล่นคอนเสิร์ตตอนกลางคืน ทุกวันนี้ มีทั้งกลางวัน กลางคืนเพิ่มเติมเข้ามา รู้สึกว่าสนุกสนานแล้วก็ไม่คิดว่าจะเลิกกันง่ายๆ</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>อัลบั้ม 2 ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ จนน่าตกใจไปแล้ว แต่หลายๆ คนในแวดวงก็ยังมองว่า Tatoo colour เป็นวงเด็กอยู่ อาจจะเป็นเพราะโชคก็ได้</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>โชคหรือตัวจริง</strong></h4>



<p>รัฐ : ผมว่าเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วนะ (หัวเราะ) ตอนนั้นไม่ใช่แค่ผมที่คิด เพื่อนหรือพ่อแม่เราก็คิดเหมือนกัน เพราะมันดังเร็ว มันฟลุกไหม แต่คนทั่วไปอาจจะไม่ได้เห็นพาร์ตตอนเราทำงานว่ามันซีเรียส มันจริงจัง มันจับจด มันเครียด กลับไปกลับมา แก้แล้วแก้อีกกันขนาดไหน&nbsp;</p>



<p>ช่วงแรกเราเห็นวงในค่ายหรือวงในรุ่นเดียวกันมีงานเยอะ กระเป๋ากีตาร์กระเป๋าเดินทางมีแท็กขึ้นสนามบินแปะเต็มเลย หมายความว่ากระเป๋าเดินทางใบนี้มันถูกเดินทางมา มันทัวร์ไปทั่วประเทศแล้ว เรามองว่ามันเท่มาก ตัดภาพมาที่กระเป๋าเราใสๆ มีแต่ฝุ่น เราก็อยากให้กระเป๋ากีตาร์ กระเป๋าเดินทางเราเป็นแบบนั้นบ้าง เราก็เลยพยายามทำเพลง พรีเซนต์ตัวเอง ไปเล่นประจำกลางคืนตามร้านผับต่างๆ เพื่อหาเงิน โปรโมตเพลง โปรโมตตัวเอง คิดในมุมที่เราสามารถพัฒนาและสนุกกับมันได้ด้วย พยายามมีไอเดียสนุกๆ เสมอ&nbsp;</p>



<p>ทุกครั้งเราก็หวังว่าทุกเพลงที่ปล่อยแม่งจะฮิตชิบหายทั้งหมด แต่ความจริงแล้วก็มีบางเพลงที่เงียบ บางเพลงที่ปล่อยไปตั้ง 5 ปีกว่าจะฮิต บางเพลงที่ร้องเองไม่ฮิต คนอื่นเอาไปร้องแม่งฮิตกว่า ถ้าจะมองว่าฟลุกหรือเป็นเพราะโชคเราก็ยอมรับได้นะ แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นความฟลุกหรือเป็นโชคที่เกิดจากความตั้งใจจริงๆ เราก็ยังตั้งใจทำงานเหมือนเดิม หลังจากนี้ถ้าจะมีโชคให้เราพึ่งอีกก็อยากพึ่งนะ&nbsp;</p>



<p>เรามีเป้าหมายว่าอยากให้วงอยู่ไปตลอด สามารถดูแลครอบครัวได้ ซึ่งตอนนี้ก็ทำได้แล้ว หลังจากนี้เป้าหมายก็คือทำยังไงให้มันยังอยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราจะทำอะไรได้บ้างตามยุคสมัย เราต้องทำตัววัยรุ่นขึ้นแบบไหน ไม่ควรทำอะไรแล้วในยุคสมัยนี้ อันนี้เป็นเป้าหมายของวงเพื่อไปอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-174899" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/3-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<blockquote class="wp-block-quote is-style-default is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>ความสำเร็จที่เกินความคาดหวังอาจจะทำให้วงหวั่นๆ อยู่บ้างว่าจะรักษามันไว้ได้อีกนานแค่ไหน</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ถ้าไม่หยุดทำ ยังไงก็สำเร็จ</strong> </h4>



<p>รัฐ : วันนั้น (ที่วงกำลังมีชื่อเสียง) คงหวั่นมากอยู่ที่พูดไปแบบนั้น วันนี้ถ้าตอบว่าไม่หวั่นแล้วก็คงไม่ใช่ แต่วุฒิภาวะเราวันนี้ อาจจะไม่รู้สึกหวั่นไหวหรืออ่อนแอเท่าวันนั้นแล้ว เพราะเราผ่านมาทั้งหมดแล้ว เราเติบโตขึ้นจากประสบการณ์ เรามีแผนที่จะรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ทั้งด้านการทำงาน การแก้ไขตัวเองทั้งภายนอกภายในจิตใจ รู้แล้วว่าถ้าเจอเหตุการณ์ประมาณนี้ต้องรับมือยังไง ไม่ได้เศร้ามาก ไม่กระโตกกระตาก หรือบางเหตุการณ์ที่ดีใจสุดๆ เราก็ไม่ได้ดีใจกับมันขนาดนั้นแล้ว เรานิ่งได้มากขึ้น แต่ภาพลักษณ์คงดูไม่ได้นิ่งมากเพราะเราเป็นคนแบบนี้</p>



<p>ดิม : วันนั้นอาจจะเคว้งอยู่ว่าเราจะทำอะไรกันต่อ แต่วันนี้เราทำมาหมดแล้วก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องหวั่นแล้ว ทำต่อไปทีละขั้น รักษาคุณภาพงาน ทำสิ่งที่เรารัก ถ้าไม่หยุดทำยังไงมันก็สำเร็จ&nbsp;</p>



<p>รัฐ : เวลาใครขอปรึกษาก็จะบอกว่าอย่าท้อ ทำต่อไป ยังไงก็จะถึงวันของเรา ซึ่งคนพูดเองในบางวันมันก็ท้อเอง แต่วันนี้เราผ่านมาแล้ว คำเหล่านั้นมันก็ยังจริงอยู่ ท้อบางทีมันก็เกิดขึ้นแหละ แต่ก็ต้องให้กำลังใจตัวเองว่า สิ่งที่เราบอกคนอื่นไว้ เราก็ต้องบอกตัวเองด้วย&nbsp;</p>



<p>มีคนนิยาม Tattoo Colour ว่าเราไม่ได้เหมือนเป็นพ่อหรอก เพราะเราก็ดูไม่น่าเคารพขนาดนั้น แล้วเราก็ไม่ได้เป็นเพื่อนหรอก เพราะเราก็ไม่ใช่เด็กแล้ว แต่เราเป็นเหมือนพี่ชายใจดีข้างบ้าน เจอผู้ใหญ่เราก็หยอกได้แบบไม่เกินเบอร์ เจอเด็กเราก็เล่นกับเด็กได้ เจอคนกวนตีนเราก็กวนตีนกลับได้ หรือวันไหนที่เศร้าก็หันมาเจอพี่ชายกลุ่มนี้ หันไปแล้วจะรู้สึกมีความสุขหรือมีคอนเทนต์กับบ้านนี้เสมอ</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>ถึงแม้วงจะเก่งมากแค่ไหน ก็ยังอยากจะโตขึ้นไปอีกขั้น อยากจะทำเพลงให้คนยอมรับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเรื่อยๆ</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>18 ปี 64 เพลง 6 อัลบั้ม</strong></h4>



<p>รัฐ : เราอยู่นานนะ แต่ผมแอบคิดว่าเราไม่ใช่วงที่ทำอัลบั้มเยอะ ถ้าเป็น The Beatles น่าจะ 200 กว่าเพลงแล้วนะ เราอัตราส่วนยังน้อยกว่า ผมยอมรับว่าผมเก่ง แต่ไม่ได้เก่งแบบอัจฉริยภาพขนาดนั้น&nbsp;</p>



<p>ดิม : ยอมรับจากใครวะ</p>



<p>รัฐ : เอาใหม่ๆ ผมยอมรับว่าผมเป็นอัจฉริยภาพนะ แต่ผมพยายามจะถ่อมตัวให้ว่าดูแค่เก่งระดับหนึ่งก็พอ เดี๋ยวคนจะหมั่นไส้ (หัวเราะ) เอาดีๆ คือเราก็อยากจะทำงานไปเรื่อยๆ บางทีคนอยากมาทำงานกับเราหรือแต่งเพลงให้ ช่วงหลังๆ ปฏิเสธไปเยอะเลย ผมพูดกับเขาตรงๆ ว่าไอเดียผมก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก ไม่ได้เยอะขนาดนั้น ผมจะเก็บไอเดียเหล่านี้ไว้ทำกับวงตัวเอง ไว้ทำกับ Tattoo Colour ถ้าเกิดจะทำผมมีข้อจำกัดนะ</p>



<p>ดิม : ล้านหนึ่ง</p>



<p>รัฐ : ล้านหนึ่งเนี่ย เอาวันไหน เอาเดโมพรุ่งนี้เลยมั้ยพี่ (หัวเราะ)</p>



<p>ตง : ผมมองว่าวง Tattoo Colour เป็นวงที่ทำงานกับคนอื่นไม่เก่ง พอเราต้องทำงานของเราร่วมกับคนอื่นเหมือนเบลนด์เข้าหากันยาก การทำงานของเราและเพลงของวงเราแม่งประหลาด</p>



<p>รัฐ : เพลง Tattoo Colour เป็นเพลงป็อบที่ประหลาด ประหลาดนี่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดีนะ มันแค่ไม่เหมือนกับคนอื่นหรือวิธีที่คนอื่นทำงานโดยสากลเท่าไหร่ เราจะชอบทำอะไรคิดอะไรแบบแผลงๆ เราก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งที่คนอยากทำงานกับเราเขาต้องการรึเปล่า เห็นอย่างนี้เราก็เกรงใจเขานะ กลัวว่าเขาจะอึดอัดไหมเวลาทำงานกับเรา&nbsp;</p>



<p>จั๊ม : ถ้าจะให้เห็นภาพชัดก็คือจุดเปลี่ยนของ Tattoo Colour มีอยู่สามอย่างหลักๆ ตอนอัลบั้มชุดที่ 8 จงเพราะ คือตอนที่พาวงบินสูงทำให้เราหลงระเริง ช่วงที่สองคือช่วงที่กระแสของวงค่อยๆ เริ่มถดถอยลงมาระหว่างอัลบั้มตรงแนวๆ กับ POP DAD เริ่มเห็นภาพว่าเราไม่ใช่วงที่อยู่ในตลาดหรือเป็นกระแสหลักของวงการเพลงขนาดนั้นแล้ว สุดท้ายที่น่าจะชัดที่สุดคือตอนที่ทำอัลบั้มเรือนแพ ทุกคนเริ่มกลับมาเห็นวงอีกครั้งหนึ่ง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174918" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/7-15-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong><em>เราไม่อยากจะร้องเพลงฟ้าซ้ำๆ จำทำไมซ้ำๆ เพราะเรายังมีไฟที่อยากจะสร้างเพลงใหม่ๆ ให้คนฟังอยู่เสมอ</em></strong></p><cite>Tattoo Colour a day ฉบับที่ 112 (2009)</cite></blockquote>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ทำสิ่งที่รักโดยไม่ฝืนตัวเอง</strong></h4>



<p>รัฐ : ต้องบอกว่าการทำอะไรซ้ำๆ มันน่าเบื่อจริงๆ นั่นแหละ แต่บังเอิญว่ามันเป็นสิ่งที่เรารักก็เลยไม่ได้รู้สึกเบื่อขนาดนั้น ต้องยอมรับความจริงว่าบางครั้งมันก็เบื่อ เคยพูดกันเล่นๆ บนรถตู้ในวันที่เหนื่อยว่า เราไปทำอาชีพที่เรารักกันเถอะ คนเราเกิดมาอีกกี่ชาติ จะได้เป็นนักดนตรีกี่ชาติ ไม่นับชาติที่ได้เกิดเป็นหมูหมากาไก่อะไรอีก แต่พอขึ้นเวทีเห็นคนดู เห็นบรรยากาศคนที่มารอดูเรา ร้องเพลงกับเรา ความเบื่อหายแล้ว มันก็เป็นความสนุกขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>รัฐ : เราผ่านอัลบั้มชุดที่ 8 มันคือที่สุดของเรา หลังจากนั้นมันก็ต้องลง เราก็ผ่านจุดที่ลงมาแล้วด้วย เพราะงั้นเรารู้แล้วว่าช่วงที่ขึ้นต้องรับมือยังไง ช่วงที่ลงต้องรับมือยังไง การทำอัลบั้มใหม่เราก็จะมองว่าเหมาะสมในช่วงไหนที่กราฟเรายังพอเลี้ยงไหว ไม่เหนื่อยเกินไป ต้องทำอะไรกับใครยังไง หรืออย่าง TCTV มีจุดไหนที่ต้องปรับบ้าง แล้วเราจะทำยังไงให้มันเป็นกราฟเคลื่อนไหวไปทั้งชีวิตเราให้วงเรายังอยู่ต่อได้อย่างดีโดยที่ไม่ฝืนธรรมชาติตัวเอง</p>



<p>พอคิดว่าเราจะอยู่ยาว เราก็ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในกราฟของยุคสมัยของเพลงไทย เราอยากจะเห็นว่าในยุค 5 ปี 10 ปีนี้ Tattoo Colour จะอยู่ตำแหน่งไหน ตำแหน่งนี้ไม่ได้หมายความว่าชนะที่ 1 ที่ 2 นะ แต่หมายความว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ วงเป็นยังไง เกิดอะไรขึ้น คนมองเรายังไง ซึ่งเราก็อยากให้ผลประกอบการของวงอยู่ในจุดที่ดี เราก็ค่อยๆ ทำไป ถามตัวเอง เฝ้าดูตัวเองเหมือนกันว่าสุดท้ายจะไปอยู่จุดไหนได้บ้าง แค่อย่างน้อยมีวง Tattoo Colour อยู่ในทำเนียบ เพลงไทยก็คงเป็นสิ่งที่เราภูมิใจแล้ว</p>



<div class="wp-block-columns is-layout-flex wp-container-core-columns-is-layout-1 wp-block-columns-is-layout-flex">
<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174928" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/8-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>
</div>



<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174929" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/9-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>
</div>



<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174931" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/10-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>
</div>



<div class="wp-block-column is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-174933" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/06/11-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>
</div>
</div>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>บทเรียนจากวันนั้นสู่ชาวนัววันนี้</strong></h4>



<p>ดิม : อย่าเล่นพนันบอลนะครับ มันไม่ดี (หัวเราะ) ใครเพิ่งจะมีชื่อเสียงหรือเพิ่งจะมีเงินทองก็เก็บเงินให้เป็น อย่าเป็นแบบผม</p>



<p>ตง : กองทุนลดหย่อนภาษี บริหารการเงินให้ดีนะครับ เรื่องอีโก้ก็สำคัญ ทุกปัญหามีทางออก&nbsp;</p>



<p>จั๊ม : ผมรู้สึกว่าคนเรายิ่งโตยิ่งโง่ ถ้าเราไม่ขวนขวายคำนี้มันก็จะชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะโลกมันกว้างใหญ่มากนะ แต่โลกก็เป็นสถานที่ที่เราแสวงหาโอกาสได้เยอะมากถึงมากที่สุดเช่นกัน ถ้าเราไม่ใช้เวลาให้เกิดความรู้ เราก็จะยิ่งโตและยิ่งโง่ได้ง่ายมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>รัฐ : เมื่อก่อนผมจะกลัวคนอื่นจะมองเราไม่ดี กลัวคนอื่นไม่เข้าใจเรา เราเป็นคนที่ทำอะไรด้วยความตั้งใจแล้วกลัวคนอื่นจะมองเราผิดพลาดไป เหมือนเราสร้างความคาดหวังให้ตัวเองกับคนอื่นมากมาย พอโตขึ้นมาก็เลยรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้น ไม่มีใครจะมาจับจ้องเราขนาดนั้นหรอก&nbsp;</p>



<p>วันนี้แต่งตัวดีพอรึยัง ใส่กางเกงสีแดงเดินออกไปข้างนอกจะอายเขามั้ยเนี่ย คนที่ไปเดินห้างเขามองเราไม่ดีแน่เลย เอาจริงๆ คือไม่มีใครสนใจมึงขนาดนั้น เขาเห็นก็อาจจะแค่คิดแล้วก็ผ่านไป เพราะเขาก็ต้องสนใจแต่เรื่องตัวเอง เพราะฉะนั้นเวลาเราอยากจะทำอะไรก็ทำเลย&nbsp;</p>



<p>หรือถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีมากๆ ก็ไม่ต้องไปคิดหรอกว่าคนอื่นแม่งจะมาดูถูกเรา คนจะชอบพูดว่ามีคนมาเหยียดหยาม มาบุลลีอะไรอย่างนี้ จะบอกว่ามันก็แค่แป๊บเดียวมากๆ สักพักเขาก็ไปสนใจอย่างอื่นแล้ว อาจจะไปด่าคนอื่นต่อ แต่คนที่ติดค้างอยู่มันกลายเป็นเรา ซึ่งเราก็ไม่ต้องไปเสียเวลาไปติดตาม ไปเคียดแค้น ไม่ต้องคิดว่าฉันจะทำไปเพื่อเอาชนะแกในสักวันหนึ่ง เพราะขนาดตอนที่เราเก่งมากๆ มีคนมาชมแป๊บเดียวแล้วเขาก็ไปเหมือนกัน ไม่มีใครสนใจมึงขนาดนั้นหรอก เพราะฉะนั้นโฟกัสแค่สิ่งที่เราทำก็พอแล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/on-that-day-tattoo-colour/">ศักดิ์ศรีและอีโก้ของ Tattoo Colour กับความฝันที่อยากใช้ดนตรีให้เป็นอาชีพตลอดไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
