<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คณพศ แสงไชย, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/khanaphot/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/khanaphot/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 18 Feb 2025 10:50:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Flow แอนิเมชันไร้บทพูดที่ทำให้รู้ว่า ‘ถึงน้ำจะท่วมโลกและเรือจะลำเล็ก แต่ถ้าเรายังมีกันแค่นั้นก็พอ’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/flow-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คณพศ แสงไชย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Feb 2025 10:50:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Home Theater]]></category>
		<category><![CDATA[Flow (2024)]]></category>
		<category><![CDATA[Gints Zilbalodis]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=178851</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘นี่คือหนังแอ็กชันที่น่ารักที่สุดแห่งปี’ เป็นสิ่งที่คิดขึ้นมาระหว่างดูแอนิเมชันเรื่องนี้ Flow (2024) เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่เล่าเรื่องผ่านน้องแมวดำอินโทรเวิร์ตที่ไม่เชื่อใจใคร วันหนึ่งป่าที่เจ้าแมวอยู่ก็ประสบกับมหันตภัย ซึ่งจะมีมหันตภัยใดเลวร้ายไปกว่ามหันตภัยน้ำท่วมโลกสำหรับแมวกลัวน้ำ เหตุการณ์นี้ทำให้น้องแมวและสัตว์อื่นที่ลงเรือลำเดียวกัน (ลงเรือลำเดียวกันจริงๆ) ต้องเรียนรู้ที่จะเอาชีวิตรอดไปด้วยกัน&#160; ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของผู้กำกับชาวลัตเวีย กินต์ส ซิลบาโลดิส (Gints Zilbalodis) การันตีความดีงามด้วยรางวัลชนะเลิศจากรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมปี 2024 นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ประจำปี 2025 ในสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมและสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม ความใจฟูบนเรือลำเล็ก คิดว่าน่าจะเอะใจอยู่บ้างตอนที่บอกว่านี่คือภาพยนตร์แอ็กชัน แอนิเมชันเรื่องนี้ไม่ได้มีฉากระเบิดตูมตามหรือการสาดกระสุนกันไปมาอะไรแบบนั้น กลับกันเสน่ห์ของ Flow คือเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับสัตว์ที่ไม่มีบทพูดเลยแม้แต่คำเดียว การดำเนินเรื่องไปจนถึงนิสัยและแรงจูงใจของสัตว์แต่ละตัวจะถูกเล่าผ่าน ‘การกระทำ’ (Action) ของตัวละครเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง หรือเสียงร้อง นี่จึงเป็นภาพยนตร์ที่เน้นแอ็กชันของตัวละครมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่ง Flow ก็เปลี่ยนสิ่งที่ดูเหมือนข้อจำกัดให้กลายมาเป็นจุดแข็งของตัวเอง ในยุคที่การมีบทพูดในภาพยนตร์เป็นเรื่องปกติไปแล้ว ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงครึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถดึงดูดคนดูได้อยู่หมัดโดยไม่ต้องมีคำพูดแม้แต่คำเดียว การกระทำต่างๆ ของเหล่าสัตว์ตัวหลักตอกย้ำลักษณะนิสัยตัวละครได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็น เจ้าแมวที่เวลาเจอใครก็จะตั้งท่าขู่ไว้ก่อน ชี้ถึงความไม่เข้าสังคม เจ้าลีเมอร์อยู่ไม่สุขที่คอยสะสมของตลอดเวลา เจ้าคาปิบาราที่เอาแต่จะนอนแต่พอเวลาเกิดเรื่องขึ้นก็ช่วยพวกพ้องเต็มที่ หรือเจ้าหมาร่าเริงขี้เล่นตามสไตล์ลาบราดอร์ สีสันหนึ่งของแอนิเมชันเรื่องนี้อยู่ระหว่างปฏิสัมพันธ์ชวนอมยิ้มระหว่างตัวละครสัตว์ต่างๆ เช่น หมาลาบราดอร์ที่พยายามจะตีซี้กับแมว ในขณะที่เจ้าแมวพยายามจะไปอยู่เงียบๆ หรือตอนที่นกยืนคุมหางเรือแล้วเจ้าแมวพยายามจะยืน 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/flow-2024/">Flow แอนิเมชันไร้บทพูดที่ทำให้รู้ว่า ‘ถึงน้ำจะท่วมโลกและเรือจะลำเล็ก แต่ถ้าเรายังมีกันแค่นั้นก็พอ’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘นี่คือหนังแอ็กชันที่น่ารักที่สุดแห่งปี’ เป็นสิ่งที่คิดขึ้นมาระหว่างดูแอนิเมชันเรื่องนี้</p>



<p><em>Flow (2024)</em> เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่เล่าเรื่องผ่านน้องแมวดำอินโทรเวิร์ตที่ไม่เชื่อใจใคร วันหนึ่งป่าที่เจ้าแมวอยู่ก็ประสบกับมหันตภัย ซึ่งจะมีมหันตภัยใดเลวร้ายไปกว่ามหันตภัยน้ำท่วมโลกสำหรับแมวกลัวน้ำ เหตุการณ์นี้ทำให้น้องแมวและสัตว์อื่นที่ลงเรือลำเดียวกัน (ลงเรือลำเดียวกันจริงๆ) ต้องเรียนรู้ที่จะเอาชีวิตรอดไปด้วยกัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178853" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-01-2-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของผู้กำกับชาวลัตเวีย <strong>กินต์ส ซิลบาโลดิส (Gints Zilbalodis)</strong> การันตีความดีงามด้วยรางวัลชนะเลิศจากรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมปี 2024 นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ประจำปี 2025 ในสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมและสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178854" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-02-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความใจฟูบนเรือลำเล็ก</strong></h2>



<p>คิดว่าน่าจะเอะใจอยู่บ้างตอนที่บอกว่านี่คือภาพยนตร์แอ็กชัน แอนิเมชันเรื่องนี้ไม่ได้มีฉากระเบิดตูมตามหรือการสาดกระสุนกันไปมาอะไรแบบนั้น กลับกันเสน่ห์ของ <em>Flow</em> คือเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับสัตว์ที่ไม่มีบทพูดเลยแม้แต่คำเดียว การดำเนินเรื่องไปจนถึงนิสัยและแรงจูงใจของสัตว์แต่ละตัวจะถูกเล่าผ่าน ‘การกระทำ’ (Action) ของตัวละครเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง หรือเสียงร้อง นี่จึงเป็นภาพยนตร์ที่เน้นแอ็กชันของตัวละครมากที่สุดเรื่องหนึ่ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178855" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-03.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ซึ่ง <em>Flow</em> ก็เปลี่ยนสิ่งที่ดูเหมือนข้อจำกัดให้กลายมาเป็นจุดแข็งของตัวเอง ในยุคที่การมีบทพูดในภาพยนตร์เป็นเรื่องปกติไปแล้ว ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงครึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถดึงดูดคนดูได้อยู่หมัดโดยไม่ต้องมีคำพูดแม้แต่คำเดียว</p>



<p>การกระทำต่างๆ ของเหล่าสัตว์ตัวหลักตอกย้ำลักษณะนิสัยตัวละครได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็น เจ้าแมวที่เวลาเจอใครก็จะตั้งท่าขู่ไว้ก่อน ชี้ถึงความไม่เข้าสังคม เจ้าลีเมอร์อยู่ไม่สุขที่คอยสะสมของตลอดเวลา เจ้าคาปิบาราที่เอาแต่จะนอนแต่พอเวลาเกิดเรื่องขึ้นก็ช่วยพวกพ้องเต็มที่ หรือเจ้าหมาร่าเริงขี้เล่นตามสไตล์ลาบราดอร์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178856" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-04-2-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สีสันหนึ่งของแอนิเมชันเรื่องนี้อยู่ระหว่างปฏิสัมพันธ์ชวนอมยิ้มระหว่างตัวละครสัตว์ต่างๆ เช่น หมาลาบราดอร์ที่พยายามจะตีซี้กับแมว ในขณะที่เจ้าแมวพยายามจะไปอยู่เงียบๆ หรือตอนที่นกยืนคุมหางเรือแล้วเจ้าแมวพยายามจะยืน 2 ขาตาม เป็นต้น พฤติกรรมต่างๆ ของสัตว์ในเรื่องนั้นได้รับการใส่ใจ เรียกได้ว่าถ้าใครเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวจะคุ้นเคยกับพฤติกรรมและรายละเอียดต่างๆ ที่ทีมงานใส่มาเป็นอย่างดี (หรือใครเลี้ยงตัวลีเมอร์ หรือคาปิบาราก็แชร์กันได้ว่าสมจริงไหม)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178857" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-05-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178858" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-06-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กฎข้อเดียวคือเอาชีวิตให้รอด</strong></h2>



<p>ช่างเป็นความบังเอิญที่ปีนี้มีแอนิเมชัน 2 เรื่องทั้ง <em>Flow </em>และ <em>The Wild Robot (2024)</em> ที่เข้าชิงออสการ์สาขาแอนิเมชันยอดเยี่ยม ทั้งสองเรื่องมีคณะสรรพสัตว์เป็นตัวละครหลักและพูดถึงประเด็นของการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมอันไร้กฎเกณฑ์อย่างผืนป่าทั้งคู่&nbsp;</p>



<p>ฉากเปิดของเรื่องได้แสดงถึงประเด็นนี้ไว้เป็นอย่างดี หมาฝูงหนึ่งจับปลามาจากแม่น้ำ ปลาพยายามดิ้นหนีแต่ไปเจอแมว เจ้าแมวจึงคาบปลามา หมาจึงไล่แมวอีกทีเพื่อเอาปลาคืน เป็นภาพของวัฏจักรการพยายามเอาชีวิตรอดวนเวียนไป ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ถ่ายทอดให้กลุ่มหมาหรือสัตว์นักล่าทั้งหลายเป็นตัวร้าย กลับกัน ทุกชีวิตต่างดิ้นรนให้ตัวเองอยู่รอดโดยไม่มีผู้ใดผิดผู้ใดถูก จะมีก็แค่ใครจะได้อาหารไปต่อชีวิตตัวเองก็เท่านั้น จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่เจ้าแมวของเราจะคอยระแวงสัตว์ทุกตัวที่พบเจอ เพราะมันไม่เคยมีเพื่อนที่คอยให้ความช่วยเหลือ&nbsp;</p>



<p>แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมขึ้น เจ้าแมวก็ต้องร่วมเดินทางไปพร้อมสัตว์อื่นๆ และได้รับการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะจากปลาวาฬที่มาช่วยตอนจะจมน้ำหรือนกที่มาช่วยไม่ให้นกตัวอื่นมาทำร้าย จากแมวขี้ระแวงที่ได้รับการช่วยเหลือกลายมาเป็นแมวที่ยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่น อย่างการหัดว่ายน้ำทั้งที่กลัวเพื่อไปจับปลาให้เพื่อน หรือการเสี่ยงชีวิตช่วยเพื่อนที่อยู่ในสถานการณ์คับขันแม้ตัวเจ้าแมวเองจะรอดแล้ว พัฒนาการของเจ้าแมวทำให้เห็นว่าการยอมรับและส่งมอบความช่วยเหลือคือสิ่งสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรคขนาดใหญ่ไปได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178859" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-07-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทลงโทษจากผู้เป็นเจ้า</strong></h2>



<p>แฝงไว้ภายใต้สีสันและความขบขันคือสัญญะทางศาสนาที่ชวนตีความไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวคือการที่เหล่าสัตว์เอาชีวิตรอดจากน้ำท่วมโลกบนเรือก็เหมือนกับเรื่องของเรือโนอาห์จากพระคัมภีร์ไบเบิล หนังสือปฐมกาล</p>



<p>ตามตำนาน พระเจ้าต้องการชำระล้างโลกจากความชั่วร้ายที่มนุษย์ก่อขึ้น จึงบันดาลให้เกิดฝนตกหนักส่งผลให้น้ำท่วมโลกจนสิ่งมีชีวิตทั่วโลกสูญพันธุ์ อย่างไรก็ดี โนอาห์ ครอบครัวของเขา และสัตว์พันธุ์ละคู่ได้รับการยกเว้นจากพระเจ้าและรอดชีวิตมาได้ด้วยการขึ้นไปอยู่บนเรือโนอาห์ระหว่างที่น้ำท่วมโลก</p>



<p>ปัจจุบันนี้ สิ่งใกล้เคียงที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมโลกได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของภาวะโลกร้อน ในโลกของ<em> Flow </em>นั้นไม่มีมนุษย์อยู่ แต่เราสามารถเดาถึงการมีอยู่ของมนุษย์ในอดีตได้จากร่องรอยของอารยธรรมต่างๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เล่าความเป็นมาอย่างชัดเจนว่ามนุษย์หายไปไหน แต่หากตีความตามตำนานของโนอาห์ ก็อาจมองได้ว่านี่คือโลกของเราในอนาคตที่ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเลวร้ายจนเกินแก้แล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178860" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-08-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ตัวภาพยนตร์ไม่ได้สื่อไปทางเชิญชวนให้ร่วมมือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด เน้นไปทางร่วมมือเอาชีวิตรอดมากกว่า อย่างไรก็ดี <em>Flow</em> ก็แสดงถึงผลที่ตามมาได้อย่างชัดเจน เฉกเช่นในตอนจบที่ถึงแม้เหล่าก๊วนสัตว์บนเรือจะรอดมาได้เมื่อน้ำที่เคยท่วมโลกลดลง แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่รุนแรงก็ยังมีสัตว์ที่ได้รับผลกระทบอยู่ดี เหมือนเจ้าวาฬที่คอยช่วยเจ้าแมวเวลาจมน้ำ แต่เมื่อน้ำที่เคยท่วมเหือดหายไป เจ้าแมวน้อยก็ไม่สามารถช่วยวาฬตัวใหญ่จากการเกยตื้นได้&nbsp;</p>



<p>หากมองในมุมที่กว้างกว่าบริบทของภาพยนตร์ ใจความของเรื่องว่าด้วยการร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอดก็อาจปรับใช้ได้กับสถานการณ์โลกร้อนของเรา ทำให้เห็นว่าหากเราร่วมมือกันก็อาจช่วยกันแก้ปัญหาและฝ่าวิกฤตนี้ไปได้เช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178863" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/02/Web-inside-09.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไม่ว่าจะจากการผจญภัยของเจ้าแมวเองที่ได้รับและมอบความช่วยเหลือต่อสัตว์อื่น หรือจากสัญญะที่แฝงมาถึงการล่มสลายของมนุษยชาติเพราะภัยสิ่งแวดล้อม <em>Flow</em> ได้แสดงให้เห็นว่าในโลกที่ทุกชีวิตล้วนดิ้นรนเอาตัวรอด การหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กันก็เป็นหนทางในการเอาชีวิตรอดเมื่อเผชิญกับอุปสรรคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อทางรอดมีเพียงน้อยนิดเหมือนเรือเล็กท่ามกลางโลกที่มีแต่ทะเล</p>



<p>ท้ายที่สุดแล้ว แอนิเมชันเรื่องนี้ทำให้นึกถึงคำพูดที่แม้จะจำเจแต่ก็ยังควรค่าที่จะจดจำว่า ‘เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้’</p>



<p>อ้างอิง:</p>



<p><a href="https://scienceandfilm.org/articles/3662/director-interview-gints-zilbalodis-on-flow">https://scienceandfilm.org/articles/3662/director-interview-gints-zilbalodis-on-flow</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/flow-2024/">Flow แอนิเมชันไร้บทพูดที่ทำให้รู้ว่า ‘ถึงน้ำจะท่วมโลกและเรือจะลำเล็ก แต่ถ้าเรายังมีกันแค่นั้นก็พอ’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Power of Regret ก้าวไปข้างหน้าสู่ทิศทางที่ถูกต้องด้วย ‘พลังแห่งความเสียดาย’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-power-of-regret-book/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คณพศ แสงไชย]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Jul 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[THE POWER OF REGRET]]></category>
		<category><![CDATA[พลังแห่งความเสียดาย]]></category>
		<category><![CDATA[Daniel H. Pink]]></category>
		<category><![CDATA[แดเนียล เอช. พิงก์]]></category>
		<category><![CDATA[วีเลิร์น (WeLearn)]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์วีเลิร์น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=169390</guid>

					<description><![CDATA[<p>แฮร์รี เอส. ทรูแมน ประธานาธิบดีคนที่ 33 แห่งสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวไว้ว่า “Never, never waste a minute on regret. It’s a waste of time.”&#160; หรือแปลเป็นไทยว่า “อย่าเด็ดขาด อย่านึกเสียดายแม้แต่นาทีเดียว มันเสียเวลา” ‘ความเสียดาย’ มักถูกมองว่าเป็นความรู้สึกเชิงลบที่ฉุดรั้งเราไว้ไม่ให้ก้าวเดินต่อไป ทุกคนคงเคยมองย้อนกลับไปและรู้สึกเสียดายกับบางสิ่ง ทั้งสิ่งที่ได้ทำหรือสิ่งที่ไม่ได้ทำ (แต่ส่วนมากเรามักเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้ทำ) สิ่งเหล่านั้นตามหลอกหลอนเรา นำพาความเจ็บปวดมาให้เรา เราโทษตัวเองและได้แต่หวังอยากแก้ไขสิ่งต่างๆ นั้น แม้ความจริงเราจะไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ก็ตาม ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งมีเรื่องให้เสียดายมากขึ้นตาม ทั้งเรื่องเพื่อนที่เคยสนิทแต่ปัจจุบันหายจากกันเพราะขาดการติดต่อ เรื่องที่เคยทำไม่ดีใส่คนใกล้ตัว เรื่องการใช้เวลาไปกับเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ และอีกหลายๆ เรื่องผิดพลาดที่อยากจะลืมเพื่อจะได้ใช้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องรู้สึกเสียดายสักที แต่วันหนึ่งระหว่างที่ผมเตร็ดเตร่ท่ามกลางดงหนังสือในห้องสมุด ไล่ดูหนังสือไปเรื่อยๆ ในแต่ละชั้น หนังสือหลายเล่มที่สายตาผมกวาดผ่านก็จุดความคิดในหัวเรื่องของความผิดพลาดของตัวเองสมัยก่อนขึ้นมา และผมก็คิดว่าจะมีหนังสือเล่มไหนบ้างที่จะช่วยหาคำตอบบางอย่างที่ตัวเองกำลังสงสัยอยู่ จนสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่หนังสือเล่มหนึ่ง ด้วยปกสีฟ้าอมเขียวสะดุดตาตัดกับคำสีเหลืองคำหนึ่งที่ใหญ่แบบตะโกนอยู่บนหน้าปก คำนั้นคือ ‘Regret’ หรือ ‘ความเสียดาย’ ผมจึงใช้เวลาแค่หลักวินาทีตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มนั้น และไปเช็กเอาต์ที่เคาน์เตอร์ทันที&#160; “เมื่ออารมณ์ด้านลบที่เราพยายามหลีกหนี มอบพลังที่ช่วยสร้างอนาคตที่เราต้องการ” คำโปรยบนปกหนังสือ The [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-power-of-regret-book/">The Power of Regret ก้าวไปข้างหน้าสู่ทิศทางที่ถูกต้องด้วย ‘พลังแห่งความเสียดาย’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>แฮร์รี เอส. ทรูแมน ประธานาธิบดีคนที่ 33 แห่งสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวไว้ว่า</p>



<p><em>“Never, never waste a minute on regret. It’s a waste of time.”</em>&nbsp;</p>



<p>หรือแปลเป็นไทยว่า “อย่าเด็ดขาด อย่านึกเสียดายแม้แต่นาทีเดียว มันเสียเวลา”</p>



<p>‘ความเสียดาย’ มักถูกมองว่าเป็นความรู้สึกเชิงลบที่ฉุดรั้งเราไว้ไม่ให้ก้าวเดินต่อไป ทุกคนคงเคยมองย้อนกลับไปและรู้สึกเสียดายกับบางสิ่ง ทั้งสิ่งที่ได้ทำหรือสิ่งที่ไม่ได้ทำ (แต่ส่วนมากเรามักเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้ทำ) สิ่งเหล่านั้นตามหลอกหลอนเรา นำพาความเจ็บปวดมาให้เรา เราโทษตัวเองและได้แต่หวังอยากแก้ไขสิ่งต่างๆ นั้น แม้ความจริงเราจะไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ก็ตาม</p>



<p>ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งมีเรื่องให้เสียดายมากขึ้นตาม ทั้งเรื่องเพื่อนที่เคยสนิทแต่ปัจจุบันหายจากกันเพราะขาดการติดต่อ เรื่องที่เคยทำไม่ดีใส่คนใกล้ตัว เรื่องการใช้เวลาไปกับเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ และอีกหลายๆ เรื่องผิดพลาดที่อยากจะลืมเพื่อจะได้ใช้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องรู้สึกเสียดายสักที</p>



<p>แต่วันหนึ่งระหว่างที่ผมเตร็ดเตร่ท่ามกลางดงหนังสือในห้องสมุด ไล่ดูหนังสือไปเรื่อยๆ ในแต่ละชั้น หนังสือหลายเล่มที่สายตาผมกวาดผ่านก็จุดความคิดในหัวเรื่องของความผิดพลาดของตัวเองสมัยก่อนขึ้นมา และผมก็คิดว่าจะมีหนังสือเล่มไหนบ้างที่จะช่วยหาคำตอบบางอย่างที่ตัวเองกำลังสงสัยอยู่ จนสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่หนังสือเล่มหนึ่ง ด้วยปกสีฟ้าอมเขียวสะดุดตาตัดกับคำสีเหลืองคำหนึ่งที่ใหญ่แบบตะโกนอยู่บนหน้าปก คำนั้นคือ ‘Regret’ หรือ ‘ความเสียดาย’ ผมจึงใช้เวลาแค่หลักวินาทีตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มนั้น และไปเช็กเอาต์ที่เคาน์เตอร์ทันที&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>“เมื่ออารมณ์ด้านลบที่เราพยายามหลีกหนี มอบพลังที่ช่วยสร้างอนาคตที่เราต้องการ”</strong></h3>



<p>คำโปรยบนปกหนังสือ The Power of Regret หรือ ‘พลังแห่งความเสียดาย’ โดย แดเนียล เอช. พิงก์ สื่อสารอย่างชัดเจนว่า ความเสียดายที่ถูกมองว่าเป็นพลังลบสามารถนำมาใช้ในฐานะพลังด้านบวกได้ ซึ่งหลังจากการเดินทางผ่านหน้ากระดาษกว่า 200 หน้า หนังสือเล่มนี้ก็นำพาผมไปสู่ความเข้าใจว่า ความเสียดายไม่ได้ลดทอนคุณค่าเราแต่เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ในตัวเรา ความเสียดายไม่ได้ฉุดรั้งเราแต่เป็นสิ่งที่ผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างถูกทาง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรกำจัดหรือแม้แต่จมอยู่กับความเสียดาย แต่ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างถูกวิธี</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เพราะเป็นมนุษย์จึงรู้สึกเสียดาย</strong></h3>



<p>ความเสียดายเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ของเรา เพราะมนุษย์เราสามารถนึกย้อนไปในอดีตหรือจินตนาการถึงอนาคตได้ ต่างกับสัตว์ที่อยู่กับปัจจุบันตลอดเวลา นอกจากนี้มนุษย์ยังสามารถสร้างเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้ ทำให้เราสามารถจินตนาการถึงทางเลือกที่ต่างออกไปจากสิ่งที่ได้เลือกไว้ และเกิดเป็นการเปรียบเทียบว่าถ้าเราทำสิ่งนี้ต่างออกไป ชีวิตเราในปัจจุบันนี้จะดีขึ้นแค่ไหนกัน เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราในฐานะมนุษย์ถึงมีความเสียดาย</p>



<p>ในเมื่อความเสียดายเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากระบบความคิดที่พัฒนาแล้วของมนุษย์ มันก็น่าจะมีเป้าหมายบางอย่างต่อการใช้ชีวิตของเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งพิงก์ได้กล่าวไว้ว่าความเสียดายสามารถพัฒนาให้เราดีขึ้นได้ 3 ประการ ดังนี้&nbsp;</p>



<p><strong>1)</strong> <strong>ความเสียดายทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น</strong> เพราะเมื่อเราตัดสินใจทำในสิ่งที่ผิดพลาดและเราเสียใจกับมัน เราจะใช้เวลาไตร่ตรองการกระทำของเรามากขึ้นและเลือกหนทางที่ดีกว่าในอนาคต</p>



<p><strong>2) ความเสียดายพัฒนาศักยภาพเรา</strong> เพราะเมื่อเราทำไม่ได้ตามผลลัพธ์ที่ตั้งไว้และเราเสียใจกับมัน เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาด และใช้มันเป็นเชื้อไฟในการผลักดันตัวเองให้ไปสู่ที่ที่ดีขึ้น</p>



<p><strong>3) ความเสียดายสร้างความหมายที่ลึกซึ้ง </strong>เพราะเมื่อเราไตร่ตรองถึงเหตุการณ์อื่นที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตที่อาจทำให้เราเสียใจ เราจะซาบซึ้งถึงสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้มากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>4 เรื่องเสียดายหลัก</strong></h3>



<p>หลังจากได้เรียนรู้ถึงข้อดีของความเสียดาย ในบทที่สองของหนังสือเล่มนี้ พิงก์พาเราไปสำรวจความเสียดายรูปแบบต่างๆ&nbsp;แน่นอนว่าคนเรามีหลายเรื่องให้เสียดาย ไม่ว่าจะเป็นความเสียดายเล็กๆ ที่ไม่นานก็ลืม ความเสียดายแบบนี้ไม่ส่งผลต่อเรามากนัก แต่ถ้าเป็นความเสียดายใหญ่ๆ ก็อาจสร้างบาดแผลทางใจที่ฝังลึกและทิ้งรอยแผลเป็นไว้เด่นชัด แม้ความเสียดายประเภทนี้จะเจ็บลึกแต่พวกมันก็สอนให้เรารู้จักตัวเองและมอบบทเรียนให้เราได้</p>



<p>จากแบบสำรวจความเสียใจที่มีผู้เข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์ความเสียดายกว่าพันเรื่องราว พิงก์ได้จำแนก ‘ความเสียดาย’ ออกเป็น 4 เรื่องหลักๆ ได้แก่</p>



<p><strong>1) ความเสียดายด้านความมั่นคง</strong> ความเสียดายในเรื่องนี้เกิดจากความล้มเหลวในการมองการณ์ไกลและมีสติรอบคอบ เช่น เสียดายที่ใช้จ่ายไปกับสิ่งของฟุ่มเฟือยหรือสิ่งของเล็กน้อยที่ค่อยๆ สะสมจนท้ายที่สุดไม่มีเงินเก็บเหลือ เสียดายที่ไม่ดูแลสุขภาพแต่เนิ่นๆ จนสะสมเป็นปัญหารุนแรง หรือเสียดายที่ไม่ตั้งใจเรียนแต่แรกเพื่อให้ได้งานที่ดี</p>



<p>ความเสียดายด้านความมั่นคงทำให้เห็นว่ามนุษย์เราโหยหาความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางการเงิน ทางสุขภาพ หรือทางการศึกษา ความเสียดายนี้ยังสอนให้เรารู้ว่าเราควรวางแผนในชีวิตให้รอบคอบ และเริ่มลงมือทำในสิ่งที่จำเป็น</p>



<p><strong>2) ความเสียดายด้านความกล้าหาญ</strong> ความเสียดายในเรื่องนี้เกิดจากการที่เรามีโอกาส แต่เราไม่อยากเสี่ยงจึงไม่ได้คว้าโอกาสนั้นไว้ เช่น เสียดายที่ไม่ได้สารภาพกับคนที่ชอบ เสียดายที่ตอนอายุน้อยไม่ออกไปผจญภัยเปิดโลก เสียดายที่ไม่กล้าย้ายงานเพราะแคร์สายตาคนอื่น หรือเสียดายที่ไม่เปิดตัวว่าเป็นเพศทางเลือกแต่แรกจนไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่</p>



<p>ความเสียดายด้านความกล้าหาญทำให้เห็นว่ามนุษย์เราโหยหาการเติบโตในชีวิต ซึ่งความเสียดายนี้สอนเราให้กล้าพูดกล้าทำก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป</p>



<p><strong></strong><strong>3) ความเสียดายด้านศีลธรรม </strong>ความเสียดายด้านศีลธรรมเป็นความเสียดายอยากแก้ไขในสิ่งที่ผิด เช่น เสียดายที่นอกใจคู่รักของตน เสียดายที่เคยกลั่นแกล้งเด็กคนอื่นในโรงเรียน เสียดายที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมา หรือแม้แต่เสียดายที่ไม่ปฏิบัติต่อผู้อาวุโสอย่างเหมาะสม</p>



<p>พิงก์เสริมว่าความเสียดายด้านศีลธรรมถือว่าพบได้น้อยกว่าความเสียดายประเภทอื่นแต่เป็นความเสียดายที่ฝังลึกที่สุด ความเสียดายในเรื่องนี้เผยให้เห็นว่ามนุษย์เราโหยหา ‘ความดี’ และสอนให้เรารู้ว่า เมื่อแคลงใจให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง</p>



<p><strong>4) ความเสียดายด้านความสัมพันธ์ </strong>ความเสียดายด้านความสัมพันธ์เกิดขึ้นเมื่อความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบตัวห่างเหินกัน แต่เราไม่ได้หรือไม่มีโอกาสเชื่อมต่อความสัมพันธ์นั้นกลับคืนมา เช่น เสียดายที่ไม่รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนจนตอนนี้ห่างเหินกันหรืออีกฝ่ายเสียไปแล้ว เสียดายที่ไม่บอกรักพ่อแม่ให้มากกว่านี้ เสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับคนรอบตัวให้มากขึ้น หรือเสียดายที่ปล่อยให้การทะเลาะเล็กๆ ทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหิน</p>



<p>อย่างไรก็ดี พิงก์ได้เสริมว่า การเชื่อมต่อกลับไปหาใครสักคนเป็นเรื่องที่ง่ายมาก คนเรามักคิดไปเองว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกแปลกหากวันดีคืนดีเราติดต่อไปหลังจากหายไปนาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนเราเปิดรับและตอบรับในเชิงบวกมากกว่าที่คิด</p>



<p>ความเสียดายด้านความสัมพันธ์สอนให้รู้ว่ามนุษย์เราโหยหาความรักจากคนรอบตัว ในขณะเดียวกันความเสียดายนี้ก็สอนให้เรารู้ว่า ถ้าเรายังมีคนให้เชื่อมต่อความสัมพันธ์ก็จงติดต่อไปหาคนๆ นั้น แต่ถ้าคนที่เราละเลยไม่อยู่กับเราแล้ว ก็จงประคับประคองความสัมพันธ์ที่ยังมีอยู่ให้ดีเพื่อไม่ให้เสียดายในภายหลัง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวผ่านความเสียดาย</strong></h3>



<p>แม้ The Power of Regret จะบอกถึงข้อดีของความเสียดายมาตลอดในสองบทที่ผ่านมา แต่ในบทสุดท้ายพิงก์ก็ย้ำเตือนว่า แม้ความเสียดายจะเปรียบเสมือนยาที่ให้คุณ แต่ก็อย่าลืมว่ายาทุกชนิดล้วนมีข้อควรระวัง การติดอยู่กับอดีตและนึกเสียดายสิ่งที่ทำไปบ่อยๆ ก็เป็นอันตรายได้ พิงก์จึงให้วิธีรับมือกับความเสียดายให้เกิดโทษน้อยสุดพร้อมผลักดันให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>



<p><strong>สำหรับความเสียดายต่อสิ่งที่กระทำลงไป</strong> เราสามารถรับมือกับความเสียดายประเภทนี้ได้สองทาง </p>



<p><strong>1) แก้ไขสิ่งที่ทำลงไป</strong> เช่น การขอโทษคนเราเคยทำไม่ดีไว้ หรือติดต่อกลับไปหาคนที่ห่างหาย </p>



<p><strong>2) ปรับมุมมอง</strong> <strong>‘ดีแค่ไหนแล้ว’ ต่อสิ่งที่เราทำไป</strong> เช่น เสียดายเวลาเรียนในสายที่ไม่ชอบไปหลายปี แต่ ‘ดีแค่ไหนแล้ว’ ที่ได้เจอเพื่อนดีๆ หรือเสียดายที่แต่งงานกับคนที่ไม่ใช่ แต่ ‘ดีแค่ไหนแล้ว’ ที่มีลูกๆ ที่น่ารัก และจำไว้ว่าทุกอย่างล้วนมีโอกาสออกมาแย่กว่าที่เป็นอยู่</p>



<p><strong>สำหรับความเสียดายต่อสิ่งที่เราไม่ได้ทำและต่อสิ่งที่กระทำลงไป </strong>เราสามารถรับมือกับความเสียดายทั้งสองประเภทได้ในสามขั้นตอน ได้แก่</p>



<p><strong>1) เปิดเผยตัวเอง (Self-disclosure)</strong> เพราะการที่เราแชร์ความเสียดายของเราผ่านการเขียนบันทึก การอัดเสียงตัวเอง หรือการเล่าให้คนอื่นได้ฟังจะช่วยลดภาระที่เราแบกรับ ช่วยเราจัดระเบียบการคิด และยังช่วยเพิ่มความสนิทสนมระหว่างผู้พูดและผู้ฟังอีกด้วยในกรณีที่เราเล่าให้คนอื่นฟัง</p>



<p><strong>2) เมตตาตัวเอง (Self-compassion)</strong> เพราะการยอมรับว่าความผิดพลาดในชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์จะช่วยให้เรามองอารมณ์ลบอย่างเป็นกลาง โดยที่เราไม่มองความผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่โตแต่ก็ไม่ลืมความผิดพลาดจนหลงตัวเอง (สามารถอ่านเรื่องการเมตตาตัวเองเพิ่มได้<a href="https://adaymagazine.com/self-compassion/">ที่นี่</a>)</p>



<p><strong>3) ออกห่างจากตัวเอง (Self-distancing)</strong> เพราะการที่เราถอยห่างออกมาและตัดสินตัวเองอยู่ห่างๆ จะช่วยให้เราวิเคราะห์ความผิดพลาดโดยไม่รู้สึกละอายใจต่อตัวเอง และหาทางออกไปสู่ทางที่ดีกว่าได้อย่างเป็นกลาง ซึ่งการออกห่างจากตัวเองก็ทำได้หลายแบบไม่ว่าจะเป็น ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นคนอื่นที่มองเข้ามาในสถานการณ์นี้อีกที ลองจินตนาการว่าในอีกสิบปีข้างหน้าจะรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์นี้ หรือลองแทนตัวเองด้วยสรรพนามบุรุษที่สามแทนสรรพนามบุรุษที่หนึ่งเวลาเล่าถึงสถานการณ์นี้</p>



<p>แม้เราจะรับมือกับความเสียดายที่เกิดขึ้นแต่ก็ควรตระหนักไว้ว่าความเสียดายย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เราจึงควร<strong>คาดหวังความเสียดาย</strong>ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากสิ่งที่เราเผชิญอยู่ไม่ใช่หนึ่งในสี่ความเสียดายหลักก็ให้ตัดสินใจไปเลยโดยไม่ต้องย้อนมองมา แต่หากเราเผชิญหน้ากับความเสียดายหลักทั้งสี่อยู่ ให้ลองจินตนาการถึงตัวเองในอนาคต และมองย้อนกลับมาว่าทางเลือกไหนจะนำพาเราไปสู่ ไม่ใช่หนทางที่เราจะไม่เสียดาย แต่เป็นหนทางที่เราจะเสียดายน้อยที่สุด&nbsp;</p>



<p>เพราะถึงแม้แฮร์รี เอส. ทรูแมน จะเคยกล่าวไว้ว่า</p>



<p><em>“อย่าเด็ดขาด อย่านึกเสียดายแม้แต่นาทีเดียว มันเสียเวลา”&nbsp;</em></p>



<p>แต่หนังสือ <em>The Power of Regret </em>ก็ทำให้ผมรู้ว่า ความเสียดายนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเป็นมนุษย์ที่ทุกคนต้องเจออย่างเลี่ยงไม่ได้ และหากใช้มันให้ถูกวิธี โดยการมองย้อนกลับไปอย่างไตร่ตรอง เรียนรู้จากมัน และพยายามชดเชยในสิ่งที่ทำไป ความรู้สึกเชิงลบนี้ก็สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานบวกที่ขับเคลื่อนเราไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องได้</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://shorturl.asia/FLqSn">https://shorturl.asia/FLqSn</a></p>



<p><a href="https://shorturl.asia/Pev3p">https://shorturl.asia/Pev3p</a></p>



<p><a href="https://shorturl.asia/cmBfI">https://shorturl.asia/cmBfI</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-power-of-regret-book/">The Power of Regret ก้าวไปข้างหน้าสู่ทิศทางที่ถูกต้องด้วย ‘พลังแห่งความเสียดาย’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Oppenheimer จิตใจที่แตกสลายของผู้ทำลายโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/oppenheimer-movie/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คณพศ แสงไชย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jul 2023 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[See Saw Scene]]></category>
		<category><![CDATA[Oppenheimer]]></category>
		<category><![CDATA[ออปเพนไฮเมอร์]]></category>
		<category><![CDATA[Christopher Nolan]]></category>
		<category><![CDATA[J. Robert Oppenheimer]]></category>
		<category><![CDATA[เจ. โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์]]></category>
		<category><![CDATA[คริสโตเฟอร์ โนแลน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=169316</guid>

					<description><![CDATA[<p>*มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์* หากใครติดตามผลงานของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) มาบ้าง อาจไม่แปลกใจที่ผู้กำกับชาวอังกฤษท่านนี้เลือกเล่าเรื่องของนักฟิสิกส์ทฤษฎี เจ. โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer) ผู้ได้รับฉายาบิดาแห่งระเบิดนิวเคลียร์  เพราะประเด็นว่าด้วย ‘หายนะจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์’ ก็ปรากฏให้เห็นบ่อยในหนังของโนแลน ตั้งแต่ใน Batman Begins (2005) ที่เครื่องปล่อยพลังคลื่นไมโครเวฟถูกวายร้ายนำไปใช้ทำลายเมือง หรือใน Tenet (2020) ที่เทคโนโลยีการย้อนเวลานำพาสงครามโลกครั้งที่สามมาสู่มนุษย์ โดย Oppenheimer (2023) ดัดแปลงจาก American Prometheus หนังสือชีวประวัติของ ออปเพนไฮเมอร์ ที่ตีพิพม์ในปี 2005 ตัวหนังพาเราย้อนเวลาไปยุคสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อสำรวจชีวิตของนักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้นี้ตั้งแต่ตอนที่เขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำ ‘โปรเจกต์แมนแฮตตัน’ ในการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับพรรคนาซี จนถึงเหตุการณ์หลังการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้ที่สร้างมันต่อการเมืองระหว่างประเทศ และต่ออนาคตของมนุษยชาติ “บัดนี้ข้าคือความตาย คือผู้ทำลายล้างโลก” หนึ่งในนักแสดงหลัก แมตต์ เดมอน (Matt Damon) ได้ออกมาบอกว่าสคริปต์ของ Oppenheimer นั้นไม่เหมือนสคริปต์ไหนที่เขาเคยอ่าน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่โนแลนเขียนสคริปต์หนังในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งโนแลนได้ให้เหตุผลไว้ว่า เขาต้องการให้ใครก็ตามที่อ่านบทนี้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าหนังพยายามเข้าไปสำรวจจิตใจของออปเพนไฮเมอร์อย่างเต็มที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/oppenheimer-movie/">Oppenheimer จิตใจที่แตกสลายของผู้ทำลายโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-center"><strong>*มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*</strong></p>



<p>หากใครติดตามผลงานของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) มาบ้าง อาจไม่แปลกใจที่ผู้กำกับชาวอังกฤษท่านนี้เลือกเล่าเรื่องของนักฟิสิกส์ทฤษฎี เจ. โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer) ผู้ได้รับฉายาบิดาแห่งระเบิดนิวเคลียร์ </p>



<p>เพราะประเด็นว่าด้วย ‘หายนะจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์’ ก็ปรากฏให้เห็นบ่อยในหนังของโนแลน ตั้งแต่ใน <em>Batman Begins (2005) </em>ที่เครื่องปล่อยพลังคลื่นไมโครเวฟถูกวายร้ายนำไปใช้ทำลายเมือง หรือใน <em>Tenet (2020)</em> ที่เทคโนโลยีการย้อนเวลานำพาสงครามโลกครั้งที่สามมาสู่มนุษย์</p>



<p>โดย <em>Oppenheimer (2023) </em>ดัดแปลงจาก <em>American Prometheus </em>หนังสือชีวประวัติของ ออปเพนไฮเมอร์ ที่ตีพิพม์ในปี 2005 ตัวหนังพาเราย้อนเวลาไปยุคสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อสำรวจชีวิตของนักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้นี้ตั้งแต่ตอนที่เขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำ ‘โปรเจกต์แมนแฮตตัน’ ในการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับพรรคนาซี จนถึงเหตุการณ์หลังการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้ที่สร้างมันต่อการเมืองระหว่างประเทศ และต่ออนาคตของมนุษยชาติ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C04-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169317" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C04-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C04-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C04-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“บัดนี้ข้าคือความตาย คือผู้ทำลายล้างโลก”</strong></h4>



<p>หนึ่งในนักแสดงหลัก แมตต์ เดมอน (Matt Damon) ได้ออกมาบอกว่าสคริปต์ของ <em>Oppenheimer</em> นั้นไม่เหมือนสคริปต์ไหนที่เขาเคยอ่าน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่โนแลนเขียนสคริปต์หนังในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งโนแลนได้ให้เหตุผลไว้ว่า เขาต้องการให้ใครก็ตามที่อ่านบทนี้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าหนังพยายามเข้าไปสำรวจจิตใจของออปเพนไฮเมอร์อย่างเต็มที่</p>



<p>และหน้าที่ในการทำความเข้าใจและถ่ายทอดตัวละครนี้ก็ตกเป็นของ คิลเลียน เมอร์ฟีย์ (Cillian Murphy) ผู้ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่านี่เป็นหนึ่งในบทที่ยากที่สุดที่เขาเคยแสดงมา ซึ่งคิลเลียนก็สามารถถ่ายทอดความแตกสลายของตัวละครนี้ออกมาอย่างน่าเชื่อถือ ตั้งแต่การลดน้ำหนักเพื่อให้มีรูปร่างผอมบางใกล้เคียงออปเพนไฮเมอร์ที่สุด หรือการใช้แววตาแบบ ‘Thousand-yard stare’ อันเป็นแววตาของคนที่ประสบกับบาดแผลทางใจจากการที่อาวุธของตนถูกใช้คร่าชีวิตคนนับแสนและตระหนักถึงความน่ากลัวของสิ่งที่ตัวเองสร้าง&nbsp;</p>



<p>ความสำเร็จและความเจ็บปวดของออปเพนไฮเมอร์ยังถูกเปรียบเปรยผ่านเรื่องราวของเทพเจ้ากรีก ‘โพรมีธีอุส’ ผู้ขโมยไฟจากพระเจ้ามาให้มนุษย์ ซึ่งการกระทำนี้ส่งผลให้โพรมีธีอุสถูกพระเจ้าลงโทษ โดนนกอินทรีกินตับจนตายและเกิดใหม่วนไปอย่างนี้ตลอดกาล ‘ไฟ’ ของโพรมีธีอุสยังเป็นสัญญะของอาวุธนิวเคลียร์ เพราะด้วย ‘ไฟ’ นั้น มนุษย์ก็ได้พัฒนาเทคโนโลยีและสร้างอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ แต่ด้วย ‘ไฟ’ นั้น มนุษย์ก็ได้สร้างอาวุธอันร้ายแรงขึ้นมาด้วยเช่นกัน และด้วย ‘ไฟ’ นั้น โพรมีธีอุสและออปเพนไฮเมอร์ก็ต้องทุกข์ทรมานไปจนตาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C05-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169318" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C05-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C05-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C05-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C05-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C05-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C05-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C05-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C05-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“พวกเขาจะไม่กลัวมันจนกว่าจะเข้าใจมัน </strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>และพวกเขาจะไม่เข้าใจมันจนกว่าจะได้ใช้มัน”</strong></h4>



<p>เมื่อ ‘เสด็จพ่อ’ แห่งวงการภาพยนตร์ผู้โด่งดังจากการเน้นใช้เอฟเฟ็กต์จริงตั้งแต่สร้างห้องจำลองความฝันที่หมุน 360 องศาได้ จนถึงเอาเครื่องบินมาวิ่งชนสนามบินจริงๆ ประกาศสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับผู้คิดค้นระเบิดนิวเคลียร์ และยังยืนยันว่าฉากระเบิดที่สำคัญที่สุดในเรื่องอย่าง ‘Trinity Test’ หรือฉากการจุดระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกของโลกจะไม่ใช้ซีจี เพราะโนแลนต้องการสร้างฉากระเบิดให้ออกมาน่ากลัวที่สุด ข่าวนี้ก็ได้กลายเป็นมุกตลกบนอินเทอร์เน็ตถึงกาลอวสานของโลกไปเรียบร้อย</p>



<p>แต่เอาจริงๆ มุกนี้ก็ทำให้เราสงสัยว่า ทางทีมงานจะจำลองการระเบิดระดับนั้นโดยไม่ใช้ซีจีได้อย่างไร ซึ่งคำตอบก็คือเทคนิคการถ่ายภาพแบบสร้างมุมมองลวงตา (Forced Perspective) โดยทางทีมงานสร้างระเบิดขึ้นมาจริง แต่เป็นเวอร์ชันที่เล็กกว่าและใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันปิโตรเลียมแทนพลังงานอะตอม และถ่ายการระเบิดแบบใกล้ๆ เพื่อให้ออกมาดูใหญ่ในจอ</p>



<p>ต้องบอกว่าผลตอบแทนนั้นคุ้มค่ามาก ซึ่งถ้าจะมีอะไรทำให้เราไม่กลับไปดูหนังเรื่องนี้ซ้ำก็คงเป็นฉากระเบิดนี่แหละ เพราะตลอดระยะเวลาสามชั่วโมง ด้วยการผสมผสานระหว่างภาพและเสียง ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกถึงความน่ากลัวของระเบิดนิวเคลียร์จริงๆ</p>



<p>เท้าความก่อนว่าก่อนการระเบิด ‘Trinity Test’ ตัวหนังได้หย่อนช็อตสั้นๆ เป็นน้ำจิ้มที่ทำให้คนดูพอเห็นถึงพลังของระเบิดดังกล่าวไว้ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งแค่ช็อตเหล่านั้นก็สะเทือนเก้าอี้ในโรงได้ จนเมื่อถึงฉากที่เป็นอาหารจานหลักอย่าง ‘Trinity Test’ คนดูอย่างเราได้คาดหวังถึงแรงระเบิดไว้แล้ว ทำให้ตั้งแต่ฉากนับถอยหลังก่อนการระเบิด ทั่วทั้งโรงหนังก็หายใจได้ไม่ทั่วท้อง และในชั่วพริบตาที่การระเบิดเกิดขึ้น เราก็กลายเป็นตัวละครในจอที่ได้ประจักษ์ถึงความน่ากลัวที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน และทำให้เราเข้าใจว่าทำไมออปเพนไฮเมอร์ถึงพยายามต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์นับแต่นั้นมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169319" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“พวกเราคิดว่ามันอาจเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่อาจทำลายโลกได้…&nbsp;</strong></h4>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>…ผมเชื่อว่ามันเกิดขึ้นแล้ว”</strong></h4>



<p>และสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เมื่อพูดถึงหนังของผู้กำกับคนนี้ก็คือ ‘เวลา’ โนแลนเป็นผู้กำกับ ‘Auteur’ ที่มีลายเซ็นเด่นชัดในเรื่องของ ‘เวลา’ มาแต่ไหนแต่ไร อย่าง <em>Memento (2000)</em> ที่เล่าเรื่องตัดสลับอดีตและปัจจุบันเพื่อจำลองสภาวะความจำเสื่อมของตัวเอก <em>Inception (2010)</em> ที่เวลาเดินช้าเร็วต่างกันไปตามห้วงความฝัน <em>Dunkirk (2017)</em> ที่เล่าผ่านสามเส้นเรื่องซึ่งเกิดในระยะเวลาก่อนหลังต่างกัน หรือในภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้า <em>Tenet (2020)</em> ที่เวลาสามารถไหลย้อนกลับได้</p>



<p>ภาพยนตร์ <em>Oppenheimer</em> เองก็หนีไม่พ้น ‘ความไม่เป็นเส้นตรงของเวลา’ เพราะในครึ่งแรก นอกจากตัวหนังจะเล่าถึงการสร้างระเบิดปรมาณูในปี 1942-1945 แล้ว ยังมีการแทรกเหตุการณ์หลัง ‘Trinity Test’ ในปี 1954 มาเป็นช่วงๆ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการไต่สวนออปเพนไฮเมอร์ถึงความภักดีต่อประเทศ และการสืบพยานของ ลูอิส สเตราส์ (Lewis Strauss) หนึ่งในคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณู เพื่อขจัดอิทธิพลทางการเมืองของออปเพนไฮเมอร์เพราะจุดนั้นเขาพยายามผลักดันให้ยุติการพัฒนาของอาวุธนิวเคลียร์ </p>



<p>ในตอนแรกเราจะไม่เข้าใจเหตุการณ์หลัง ‘Trinity Test’ เหล่านี้มากนัก เพราะตัวหนังยังไม่ให้ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่มากพอจนสามารถนำมาประกอบเพื่อเห็นภาพรวมได้ แต่เราจะเริ่มเห็นภาพใหญ่มากขึ้นก็หลังผ่านกลางเรื่องไปแล้ว ซึ่งการเล่าเรื่องดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เพราะเราเห็นมาแล้วว่าจะเกิดอะไรต่อหลังการระเบิด และทำให้คนดูตั้งตัวได้ว่าหนังจะไม่จบหลังระเบิดถูกสร้างเสร็จและเฝ้ารอเหตุการณ์หลังจากนั้น&nbsp;</p>



<p>ในแง่หนึ่งการเล่าเรื่องแบบนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับตัวระเบิดนิวเคลียร์ ที่ในครึ่งแรกตัวหนังมีการหย่อนปมต่างๆ ไว้อย่างช้าๆ เหมือนกับการค่อยๆ เก็บสะสมธาตุพลูโทเนียมเพื่อรอวันประกอบกลายเป็นอาวุธสมบูรณ์ จนถึงในช่วงครึ่งหลังของเรื่องหลังจากการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ ที่แม้ฉากส่วนมากจะเป็นการพูดคุยในห้อง แต่ก็อัดแน่นไปด้วยดราม่าและความตรึงเครียดเสมือนปฏิกิริยาลูกโซ่หลังการระเบิดที่ทำเอาคนดูแทบไม่ได้พักหายใจ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169320" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“นี่ไม่ใช่อาวุธแบบใหม่ มันคือโลกใบใหม่”</strong></h4>



<p>และดังที่ได้กล่าวไป <em>Oppenheimer</em> ยังพาเราไปสำรวจสภาวะการเมืองในปี 1954 หลังการพัฒนาของระเบิดนิวเคลียร์ ซึ่งหลังจากออปเพนไฮเมอร์ได้เห็นถึงอานุภาพของอาวุธนิวเคลียร์ที่เขาสร้าง เขาจึงพยายามผลักดันผ่านช่องทางสาธารณะให้ยุติการใช้อาวุธเหล่านี้ซึ่งขัดกับสิ่งที่รัฐบาลอเมริกาต้องการ เพราะทางรัฐบาลต้องการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ต่อเพื่อรับมือกับสงครามนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นกับฝั่งโซเวียต</p>



<p>แน่นอนว่า <em>Oppenheimer</em> สนับสนุนแนวคิดของออปเพนไฮเมอร์ในการยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์ เพราะตัวหนังมีการวิจารณ์กลุ่มผู้มีอำนาจอย่างหนักหน่วงในช่วงครึ่งหลัง</p>



<p>ในพาร์ตหนึ่ง ออปเพนไฮเมอร์ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากรัฐบาลที่พยายามดึงอดีตที่เคยยุ่งเกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์มาใช้เล่นงานและกำจัดอิทธิพลของเขา โดยบทสรุปของนักฟิสิกส์ผู้นี้ได้ถูกทางรัฐบาลกำหนดไว้อยู่แล้ว การไต่สวนต่างๆ จึงเป็นเพียงแค่ฉากที่ทำไปตามพิธี ซึ่งพาร์ตนี้ก็ทำเอาจุกอยู่ไม่น้อยเพราะมันสะท้อนความเป็นการเมืองที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ในหลายๆ สังคมในปัจจุบัน </p>



<p>หรือในฉากหนึ่งที่เหล่าผู้นำในรัฐบาลสหรัฐกำลังเลือกสถานที่ทิ้งระเบิดในญี่ปุ่น ผู้นำคนหนึ่งได้กล่าวว่า ไม่อยากให้ระเบิดลงที่โตเกียวเพราะเป็นแหล่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น ก่อนจะเสริมว่าตนกับภรรยาเคยไปฮันนีมูนและชอบที่นั่นมาก ฉากนี้ก็แสดงถึงความตลกร้ายของเหล่าผู้มีสิทธิ์เลือกให้ใครอยู่ใครตายด้วยเหตุผลอันไร้สาระ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169321" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/Oppenheimer-C08.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>และในฉากสุดท้ายที่ออปเพนไฮเมอร์คุยกับไอน์สไตน์ จะเห็นได้ตั้งแต่ตัวอย่างแล้วว่า <em>Oppenheimer</em> จะมีทั้งภาพสีและภาพขาวดำ (ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ภาพยนตร์ IMAX ถ่ายในภาพขาวดำ พูดได้ว่าหากออปเพนไฮเมอร์เป็นบิดาแห่งระเบิดนิวเคลียร์ โนแลนก็เป็นบิดาแห่งกล้อง IMAX ภาพขาวดำ) ซึ่งภาพขาวดำแทนมุมมองของสเตราส์ผู้หมกมุ่นว่าพระเอกคุยเรื่องอะไรกับไอน์สไตน์ สเตราส์กลัวว่าออปเพนไฮเมอร์ไปเป่าหูไอน์สไตน์ให้เกลียดเขา ในขณะที่ภาพสีแทนมุมมองของออปเพนไฮเมอร์ที่ในตอนสุดท้ายเฉลยว่า พวกเขาไม่ได้พูดถึงสเตราส์เลยแต่พูดถึงเรื่องที่น่ากลัวกว่านั้นมาก นั่นคือปฏิกิริยาลูกโซ่จากการกดระเบิดที่อาจทำให้เกิดการระเบิดต่อไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุดและทำลายโลกลงทั้งใบ</p>



<p>ฉากดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสเตราส์นั้นมัวแต่หมกมุ่นกับเกมการเมืองของตัวเอง ในขณะที่ออปเพนไฮเมอร์ผู้รู้ถึงอำนาจของอาวุธที่ตนสร้างกลับกังวลในถึงชะตากรรมของมนุษยชาติต่อจากนี้ และถึงแม้ปฏิกริยาลูกโซ่ดังกล่าวจะไม่ได้เกิดขึ้น แต่ออปเพนไฮเมอร์ก็ตระหนักว่าตั้งแต่วินาทีที่ระเบิดนิวเคลียร์ถูกใช้งานครั้งแรก มนุษยชาติก็ไม่เพียงแต่ได้ประจักษ์กับอาวุธชนิดใหม่ แต่ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ พวกเขาก็ได้ก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่เป็นที่เรียบร้อย</p>



<p>และสุดท้ายก็ไม่มีอะไรที่บิดาแห่งอาวุธนิวเคลียร์ผู้นี้จะสามารถทำเพื่อหยุดยั้งมันได้</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://collider.com/christopher-nolan-movies-science-destruction-oppenheimer/">https://collider.com/christopher-nolan-movies-science-destruction-oppenheimer/</a></p>



<p><a href="https://www.businessinsider.com/how-christopher-nolan-oppenheimer-atomic-bomb-trinity-test-no-cgi-2023-7">https://www.businessinsider.com/how-christopher-nolan-oppenheimer-atomic-bomb-trinity-test-no-cgi-2023-7</a></p>



<p><a href="https://time.com/6296257/oppenheimer-nuclear-nonproliferation/">https://time.com/6296257/oppenheimer-nuclear-nonproliferation/</a></p>



<p><a href="https://movieweb.com/christopher-nolan-oppenheimer-script-first-person-reason/">https://movieweb.com/christopher-nolan-oppenheimer-script-first-person-reason/</a></p>



<p><a href="https://metrophiladelphia.com/christopher-nolan-breaks-down-the-best-ways-to-watch-a-movie/">https://metrophiladelphia.com/christopher-nolan-breaks-down-the-best-ways-to-watch-a-movie/</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/oppenheimer-movie/">Oppenheimer จิตใจที่แตกสลายของผู้ทำลายโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>20 ปีแห่ง ‘อภินิหารแหวนครองพิภพ’ การเดินทางที่หนักหน่วงของเหล่าผู้กล้าตัวเล็กๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-fellowship-of-the-rings-movie/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คณพศ แสงไชย]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 15 Jul 2023 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[See Saw Scene]]></category>
		<category><![CDATA[The Lord of the Rings]]></category>
		<category><![CDATA[The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring]]></category>
		<category><![CDATA[The Fellowship of the Ring]]></category>
		<category><![CDATA[อภินิหารแหวนครองพิภพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=169003</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกวันนี้ชื่อ The Lord of the Rings คงมีความหมายแตกต่างกันไปสำหรับหลายๆ คน สำหรับบางคนอาจรู้จักตัวละครอย่างกอลลัมผ่านๆ บางคนอาจเคยเห็นมีม “มันไม่ง่ายเลย” (ใจเย็น คุณไม่ได้แก่ขนาดนั้น) บางคนอาจไม่รู้จักเรื่องนี้แต่เคยได้ยินมาบ้าง บางคนอาจเคยดูหรือเคยอ่านไตรภาคนี้มาก่อน และสำหรับบางคนชื่อนี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตไปแล้ว&#160; เพราะนับตั้งแต่ปี 1954 ที่นวนิยาย The Fellowship of the Ring ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกในไตรภาค The Lord of the Rings ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก (โอเค ถ้าคุณทันอันนี้ก็อาจจะอายุเยอะอยู่) ซีรีส์แฟนตาซีนี้ก็กลายเป็นส่วนสำคัญต่อวัฒนธรรมป็อปคัลเจอร์อย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลต่อนวนิยายแฟนตาซีชื่อดังอย่าง Game of Thrones อิทธิพลต่อวงดนตรีร็อกอย่าง Led Zeppelin หรือแม้แต่อิทธิพลต่อวงการเกมอย่าง Dungeons and Dragons และ Warhammer และผมก็เป็นคนหนึ่งที่ The Lord of the Rings เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตตั้งแต่ยังหัวเกรียน ซึ่งภาพยนตร์ชุดนี้ก็มีความหมายต่อชีวิตผมต่างไปตามช่วงวัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-fellowship-of-the-rings-movie/">20 ปีแห่ง ‘อภินิหารแหวนครองพิภพ’ การเดินทางที่หนักหน่วงของเหล่าผู้กล้าตัวเล็กๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ทุกวันนี้ชื่อ <em>The Lord of the Rings</em> คงมีความหมายแตกต่างกันไปสำหรับหลายๆ คน สำหรับบางคนอาจรู้จักตัวละครอย่างกอลลัมผ่านๆ บางคนอาจเคยเห็นมีม “มันไม่ง่ายเลย” (ใจเย็น คุณไม่ได้แก่ขนาดนั้น) บางคนอาจไม่รู้จักเรื่องนี้แต่เคยได้ยินมาบ้าง บางคนอาจเคยดูหรือเคยอ่านไตรภาคนี้มาก่อน และสำหรับบางคนชื่อนี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตไปแล้ว&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169006" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เพราะนับตั้งแต่ปี 1954 ที่นวนิยาย <em>The Fellowship of the Ring</em> ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกในไตรภาค <em>The Lord of the Rings</em> ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก (โอเค ถ้าคุณทันอันนี้ก็อาจจะอายุเยอะอยู่) ซีรีส์แฟนตาซีนี้ก็กลายเป็นส่วนสำคัญต่อวัฒนธรรมป็อปคัลเจอร์อย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลต่อนวนิยายแฟนตาซีชื่อดังอย่าง <em>Game of Thrones</em> อิทธิพลต่อวงดนตรีร็อกอย่าง <em>Led Zeppelin</em> หรือแม้แต่อิทธิพลต่อวงการเกมอย่าง <em>Dungeons and Dragons และ Warhammer</em></p>



<p>และผมก็เป็นคนหนึ่งที่ <em>The Lord of the Rings</em> เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตตั้งแต่ยังหัวเกรียน ซึ่งภาพยนตร์ชุดนี้ก็มีความหมายต่อชีวิตผมต่างไปตามช่วงวัย ไม่ว่าจะตั้งแต่วัยเด็กที่ชอบในเรื่องราวการผจญภัยไปสู่สถานที่ต่างๆ ของเหล่าตัวเอก ชอบความเท่ของโลกแฟนตาซีมิดเดิลเอิร์ธ พอโตขึ้นมาหน่อยก็ชอบในความมีมิติต่างๆ ของตัวละคร การใช้ภาษาอันสละสลวย และความลุ่มลึกของโลกที่ผู้เขียนรังสรรค์ขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169007" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จนถึงในขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ ก็เป็นช่วงเหมาะเจาะครบรอบ 100 ปีของค่าย Warner Bros. ทางค่ายจึงได้นำภาพยนตร์ <em>The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring </em>(2001) กลับมาฉายใหม่ และด้วยความที่เป็นแฟนคลับของโลกมิดเดิลเอิร์ธอยู่แล้ว ผมเลยไม่รีรอขอไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นรอบแรกในโรง&nbsp;</p>



<p>และในการดูใหม่รอบนี้ ผมก็ได้พบความหมายใหม่ในภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169008" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อทั่วทั้งมิดเดิลเอิร์ธกำลังจะถูกครอบงำด้วยอำนาจมืด…</strong></h4>



<p><em>ดัดแปลงจากหนังสือชื่อเดียวกันโดย </em>เจ.อาร์.อาร์. โทลคีน <em>The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring </em>(2001) เล่าถึงฮอบบิท สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ตัวเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง นามว่า โฟรโด แบ็กกินส์ ผู้ได้รับ ‘แหวนแห่งอำนาจ’ มาจากลุงของเขา แต่โฟรโดหารู้ไม่ว่าแหวนดังกล่าวถูกสร้างขึ้นในอดีตกาลโดยจอมมาร เซารอน ผู้หวังปกครองแผ่นดินมิดเดิลเอิร์ธด้วยพลังของแหวน แต่ด้วยการรวมพลังของมนุษย์และเอล์ฟ สุดท้ายเซารอนก็พ่ายแพ้ไป อย่างไรก็ตาม 2,500 ปีต่อมา เซารอนกลับมาอีกครั้ง สิ่งเดียวที่จอมมารต้องการในการกลับคืนสู่อำนาจอย่างสมบูรณ์ก็คือ แหวนแห่งอำนาจ เพราะฉะนั้นชะตากรรมของมิดเดิลเอิร์ธจึงตกอยู่ในมือของโฟรโดและเหล่าคณะพันธมิตรแห่งแหวน ที่ต้องออกเดินทางนำแหวนไปทำลาย ณ มอร์ดอร์ ดินแดนของจอมมาร ซึ่งเป็นสถานที่เดียวที่สามารถทำลายแหวนได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169010" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>พล็อตเรื่องของ <em>The Lord of the Rings </em>ไม่มีอะไรมาก โฟรโดและผองเพื่อนต้องออกเดินทางไปทำลายแหวนที่มอร์ดอร์ แต่สิ่งที่ทำให้ไตรภาคนี้โดดเด่นคือความรวยในรายละเอียดที่ผู้เขียนบรรจงประดิษฐ์ขึ้นมา ซึ่งตัวภาพยนตร์ <em>The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring</em> ก็ถ่ายทอดบรรยากาศของโลกมิดเดิลเอิร์ธจากตัวหนังสือออกมาสู่จอภาพยนตร์ได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามในวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของ เดอะ ไชร์ หมู่บ้านบนเนินเขียวขจีของเหล่าฮอบบิท ความสวยงามในความหรูหราเปล่งออร่าของ ริเวนเดลล์ ดินแดนมหัศจรรย์ท่ามกลางหุบเขาของเหล่าเอลฟ์ ไปจนถึงความสวยงามในความน่าหวาดระแวงของ เหมืองแห่งมอเรีย อาณาจักรอันล่มสลายของเหล่าคนแคระ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169011" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169012" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความหวังทั้งหมดที่ถูกแบกรับไว้โดยคนตัวเล็กคนเดียว…</strong></h4>



<p>และอย่างที่ได้เกริ่นไว้ ผมได้ค้นพบความหมายใหม่ใน <em>The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring</em> จากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงรอบล่าสุด เพราะด้วยอายุที่มากขึ้น ด้วยขาข้างหนึ่งที่ก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงาน และด้วยภาระมากมายที่ตามมา ปัญหาที่ดูรายล้อมจนไร้ทางออกเหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจในตัวโฟรโดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน</p>



<p>ถ้าใครตาม <em>The Lord of the Rings</em> มาบ้างอาจจะเคยได้ยินที่คนทั่วโลกแซวกันว่า “จริงๆ แล้วแซมคือตัวเอกของเรื่องต่างหาก” เพราะตลอดทั้งการผจญภัย เป็นแซมนี่แหละที่จัดการอะไรหลายๆ อย่างให้โฟรโด ตั้งแต่ตามไปช่วยตอนโฟรโดจมน้ำ หรือคอยเตือนสติโฟรโดตอนจะโดนแหวนครอบงำ ในขณะที่พระเอกของเรานั้นได้แต่เดินไปเดินมา ถูกภูตปีศาจแทง ถูกหมึกยักษ์ลากลงน้ำ แล้วก็ถูกโทรลล์แทงอีกที เห้ย…แล้วตกลงเรามีพระเอกไว้ทำอะไรนะ…</p>



<p>ซึ่งจริงๆ แล้วตัวพระเอกที่ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรนอกจากเดินถือแหวนไปวัน ๆ กำลังต่อสู้กับศัตรูตลอดเวลา เพราะการต่อสู้ของโฟรโดนั้นไม่ใช่การต่อสู้กับศัตรูภายนอก แต่เป็นการต่อสู้กับศัตรูภายในต่างหาก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169013" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C07.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>พลังของแหวนแห่งอำนาจในการครอบงำจิตใจผู้คนนั้นเด่นชัดตลอดทั้งเรื่อง เราเห็น อิซิลดูร์ กษัตริย์แห่งกอนดอร์ถูกความโลภกลืนกิน ไม่ยอมทำลายแหวนแห่งพลังหลังจากพิชิตเซารอนได้ และเลือกเก็บแหวนเอาไว้ใช้เอง นำไปสู่จุดจบของอิซิลดูร์ในที่สุด จากนั้นแหวนก็ตกไปสู่การครอบครองและครอบงำจิตใจของ กอลลัม ทำให้มันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเป้าหมายเดียวในชีวิตคือการดูแลแหวน จนถึงขั้นเรียกแหวนวงนี้ว่า “ของรักของข้า” หรือแม้แต่หนึ่งในคณะพันธมิตรแห่งแหวนอย่าง โบโรเมียร์ เองก็ถูกพลังของแหวนดึงดูดจนหันมาทำร้ายโฟรโดเพื่อแย่งชิงแหวนมาครอบครอง</p>



<p>จากฉากเหล่านี้เราสามารถมองได้ว่าแหวนแห่งอำนาจนั้นเป็นตัวแทนของแนวคิดเชิงนามธรรมของ ‘สิ่งล่อใจ’ ที่ถูกทำให้เป็นรูปธรรมในรูปแบบของสิ่งของ ตัวละครอย่างอิซิลดูร์และกอลลัมต่างถูกแหวนดึงดูดไว้ให้เสพติดต่อสิ่งล่อใจนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเสพติดต่ออำนาจที่แหวนมอบให้หรือการเสพติดต่อวัตถุที่เป็นตัวแหวน และถ้าใครเคยเสพติดอะไรสักอย่าง เป็นต้นว่าอาหาร อินเทอร์เน็ต หรือสารเสพติด จะรู้ว่าการหลุดจากวังวนนั้นมันยากแค่ไหน ซึ่งหากมองในมุมโฟรโด ฮอบบิทตัวนี้ต้องคอยต่อต้าน ‘สิ่งล่อใจ’ ที่แขวนอยู่รอบคอตลอดการเดินทาง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169014" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C08.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สิ่งที่โฟรโดต้องแบกรับไม่ใช่แค่แหวนวงหนึ่ง เพราะหากพูดกันตามจริง ถ้าภารกิจทำลายแหวนนี้ไม่สำเร็จก็หมายถึงจุดจบของโลกทั้งใบ ประกอบกับการที่ทั้งเรื่องตัวละครต่างๆ ซ้ำเติมนักหนาว่าภารกิจทำลายแหวนนี้ช่างดูไร้ความหวังสุดๆ การถือครองแหวนแห่งอำนาจจึงเปรียบเสมือนการแบกโลกทั้งใบที่ถาโถมใส่ในทุกฝีก้าวที่โฟรโดออกเดิน</p>



<p>หนึ่งในการตีความที่เราชอบมากของการเป็นผู้แบกรับแหวนแห่งอำนาจคือ การแทนภาระนี้กับภาวะโรคซึมเศร้า การเป็นผู้ถือครองแหวนแห่งอำนาจเปลี่ยนพฤติกรรมของโฟรโดจากที่เป็นคนร่าเริง โหยหาการผจญภัย และเต็มไปด้วยความมั่นใจ ไปสู่คนที่กังวลและหวาดระแวงถึงภัยอันตรายที่รายล้อมรอบตัวตลอดเวลา นอกจากนี้ภาระของแหวนยังกีดกันโฟรโดจากคนอื่นๆ เพราะถึงแม้จะมีผู้ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน แต่คงไม่มีใครรอบตัวโฟรโดที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเข้าใจในสิ่งที่เขาเผชิญอยู่&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169015" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C09.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่ท่ามกลางความมืดมิดก็ยังมีแสงสว่างอยู่ ตลอดการเดินทางโฟรโดได้รับการช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะจากเหล่าฮอบบิทที่สนิทกันมานานและไม่ทอดทิ้งกัน หรือจากคณะพันธมิตรแห่งแหวนที่เพิ่งเจอกันแต่ก็เต็มใจช่วย ซึ่งโทลคีนเน้นย้ำถึงความสำคัญของมิตรภาพมากถึงขนาดเอาไปตั้งเป็นชื่อภาค (The Fellowship of the Ring แปลว่า คณะพันธมิตรแห่งแหวน)&nbsp;</p>



<p>และถึงแม้โฟรโดต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งโดยไม่มีใครเข้าใจถึงน้ำหนักของภาระนั้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าในชีวิตจริงนั้นไม่มีใครที่จะเข้าใจคนอื่นได้เต็มร้อย แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหากไร้ความช่วยเหลือจากแซมและคนอื่นๆ ภารกิจของโฟรโดคงจบลงตั้งแต่ออกจากเดอะไชร์ด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนว่าบางทีเราอาจเป็นโฟรโดที่ต้องการความช่วยเหลือและบางทีเราอาจเป็นแซมที่ยื่นมือออกไปช่วยเหลือคนอื่นก็ได้เช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-169016" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/LOTR-C10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ <em>The Lord of the Rings</em> เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตและมอบแสงสว่างชี้ทางให้รู้ว่า หากคุณคิดว่าน้ำหนักของโลกทั้งใบกำลังถาโถมมาใส่คุณและรู้สึกว่ารอบตัวไม่เหลือใคร เหมือนที่โฟรโดกล่าวกับแซมหลังแยกจากคณะพันธมิตรแห่งแหวนว่า</p>



<p>“ข้าไม่คิดว่าเราจะได้เจอพวกเขาอีก”&nbsp;</p>



<p>ลองเงยหน้าและมองรอบตัวดู เพราะบางทีคุณอาจพบแซมของตัวเองที่พร้อมเดินเคียงข้างท่ามกลางกาลอวสานของโลกนี้ไปสู่แสงสว่างและกระซิบคำปลอบประโลมกับคุณว่า</p>



<p>“ก็ไม่แน่หรอกท่านโฟรโด ก็ไม่แน่”</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p><a href="https://www.huffingtonpost.co.uk/maria-senise/how-the-lord-of-the-rings_b_5534013.html#:~:text=While%20watching%20The%20world%20of,ring%20acts%20as%20depression%20does.">https://www.huffingtonpost.co.uk/maria-senise/how-the-lord-of-the-rings_b_5534013.html#:~:text=While%20watching%20The%20world%20of,ring%20acts%20as%20depression%20does.</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-fellowship-of-the-rings-movie/">20 ปีแห่ง ‘อภินิหารแหวนครองพิภพ’ การเดินทางที่หนักหน่วงของเหล่าผู้กล้าตัวเล็กๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SoFun Club เสียงเฮฮา น้ำตา และมิตรภาพ กับร้าน ‘เกมแนวสคริปต์’ แห่งแรกของไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/script-murder-sofun-club/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คณพศ แสงไชย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jul 2023 10:30:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[SoFun Club]]></category>
		<category><![CDATA[Script Murder]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=168712</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่มีฝนตกปรอยๆ ผมและเพื่อนๆ มายืนอยู่หน้าตึกสีแดงแห่งหนึ่งในย่าน RCA โดยที่หารู้ไม่ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พวกเราจะกลายเป็นมิจฉาชีพกัน… แต่พวกเราไม่ได้จะมาเป็นมิจฉาชีพจริงๆ หรอกครับ ขอให้สบายใจได้ ที่จริงแล้วเรามาเล่นเกมแนวสคริปต์ที่ให้จำลองบทเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชื่อเกมว่า ‘สายเรียกเข้า’ ที่ร้าน SoFun Club ต่างหาก SoFun Club ตั้งอยู่ในย่าน RCA มีสีแดงโดดเด่น เป็นร้านเกมแห่งแรกในไทยที่ให้บริการเกมแนวสคริปต์ (aka ‘Script Murder’) ซึ่งเป็น ‘เกมเทเบิลท็อป’ (เกมจำพวกที่เล่นบนโต๊ะ) ที่ให้ผู้เล่นจำลองสวมบทบาทเล่นตามตัวละครที่ได้รับและทำการสืบสวนคดีในเรื่อง ซึ่งแต่ละเกมก็จะมีกิมมิกและวิธีเล่นที่แตกต่างกันไปตามเนื้อเรื่อง โดยสิ่งที่ดึงดูดพวกเราให้มาที่ร้านนี้ก็คือ คลิปไวรัลที่ผู้คนมากหน้าหลายตามาเล่นเกมที่ร้านนี้แล้วต่างร้องไห้ไปตามๆ กัน พวกเราจึงเกิดความสงสัยว่าทำไมคนที่ไปต่างปล่อยน้ำตากันออกมาขนาดนั้น&#160; นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เราสืบเสาะถึงที่ตั้งของสถานที่ดังกล่าว และนั่งพูดคุยกับ อาร์ม-เจตนิพัทธ์ พัฒนพีระกุล Brand Director ของทางร้าน และ ชิบะ-ณัฐศิษฏ์ ชูอำนาจ หนึ่งในผู้ดำเนินเกม หรือที่เราเรียกว่า DM (Dungeon Master) ของ SoFun Club เพื่อขุดคุ้ยเบื้องหลังของเสียงหัวเราะและหยาดน้ำตาในร้านเกมแนวสคริปต์นี้ บทที่ 1: [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/script-murder-sofun-club/">SoFun Club เสียงเฮฮา น้ำตา และมิตรภาพ กับร้าน ‘เกมแนวสคริปต์’ แห่งแรกของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C00-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168732" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C00-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C00-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C00-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C00-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C00-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C00-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C00-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C00.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>บรรยากาศหน้าร้าน SoFun Club</figcaption></figure>



<p>ในวันที่มีฝนตกปรอยๆ ผมและเพื่อนๆ มายืนอยู่หน้าตึกสีแดงแห่งหนึ่งในย่าน RCA โดยที่หารู้ไม่ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พวกเราจะกลายเป็นมิจฉาชีพกัน…</p>



<p>แต่พวกเราไม่ได้จะมาเป็นมิจฉาชีพจริงๆ หรอกครับ ขอให้สบายใจได้ ที่จริงแล้วเรามาเล่นเกมแนวสคริปต์ที่ให้จำลองบทเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชื่อเกมว่า ‘สายเรียกเข้า’ ที่ร้าน SoFun Club ต่างหาก</p>



<p>SoFun Club ตั้งอยู่ในย่าน RCA มีสีแดงโดดเด่น เป็น<strong>ร้านเกมแห่งแรกในไทยที่ให้บริการเกมแนวสคริปต์</strong> (aka ‘Script Murder’) ซึ่งเป็น ‘เกมเทเบิลท็อป’ (เกมจำพวกที่เล่นบนโต๊ะ) ที่ให้ผู้เล่นจำลองสวมบทบาทเล่นตามตัวละครที่ได้รับและทำการสืบสวนคดีในเรื่อง ซึ่งแต่ละเกมก็จะมีกิมมิกและวิธีเล่นที่แตกต่างกันไปตามเนื้อเรื่อง</p>



<p>โดยสิ่งที่ดึงดูดพวกเราให้มาที่ร้านนี้ก็คือ คลิปไวรัลที่ผู้คนมากหน้าหลายตามาเล่นเกมที่ร้านนี้แล้วต่างร้องไห้ไปตามๆ กัน พวกเราจึงเกิดความสงสัยว่าทำไมคนที่ไปต่างปล่อยน้ำตากันออกมาขนาดนั้น&nbsp;</p>



<p>นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เราสืบเสาะถึงที่ตั้งของสถานที่ดังกล่าว และนั่งพูดคุยกับ อาร์ม-เจตนิพัทธ์ พัฒนพีระกุล Brand Director ของทางร้าน และ ชิบะ-ณัฐศิษฏ์ ชูอำนาจ หนึ่งในผู้ดำเนินเกม หรือที่เราเรียกว่า DM (Dungeon Master) ของ SoFun Club เพื่อขุดคุ้ยเบื้องหลังของเสียงหัวเราะและหยาดน้ำตาในร้านเกมแนวสคริปต์นี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168733" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>เกม ‘สายเรียกเข้า’ ที่ให้ผู้เล่นรับบทเป็นมิจฉาชีพ</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทที่ 1: ประกอบร่างสร้าง SoFun Club</strong></h3>



<p>SoFun Club เริ่มมาจากเกมแนวสคริปต์ หรือ Script Murder ซึ่งเป็นเกมที่มีต้นกำเนิดมาจากทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นจึงได้เข้ามาในประเทศจีนและกลายเป็นกระแสโด่งดังขึ้นมา โดยทาง SoFun Club เล็งเห็นโอกาสจึงนำ Script Murder เข้ามาในไทย โดยเกมในร้านก็มีตั้งแต่แนวแฟนตาซี แนวสยองขวัญ แนวระทึกขวัญ และแนวสืบสวน&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ Script Murder ยังถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับคนไทย ถึงแม้ในไทยจะมีเกมอย่าง Dungeons &amp; Dragons ที่ให้สวมบทเป็นอาชีพต่างๆ แต่เกมที่ต้องสวมบทบาทเป็นตัวละครนั้นๆ เลยในไทยยังไม่ค่อยมี</p>



<p><strong>“เชื่อว่าตอนเด็กๆ เวลาเราอ่านการ์ตูนหรือนิยาย เราก็อยากสวมบทเป็นตัวละครต่างๆ กันทั้งนั้น พอมีเกมแนวนี้ขึ้นมา เราก็อยากสวมบทเป็นตัวละครต่างๆ บ้าง”</strong> ชิบะกล่าว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C16-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168748" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C16-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C16-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C16-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C16-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C16-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C16-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C16.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>อาร์ม-เจตนิพัทธ์ พัฒนพีระกุล (ซ้าย) และชิบะ-ณัฐศิษฏ์ ชูอำนาจ (ขวา)</figcaption></figure>



<p>วิธีคัดเลือกเกมหลักๆ ของ SoFun Club คือ </p>



<p>1. เกมต้องมีเนื้อเรื่องที่ดีและแปลกใหม่ อย่างแนวแฟนตาซีต้องล้ำไปเลย หรือแนวสืบสวนก็อาจอิงมาจากเรื่องจริง เป็นต้น </p>



<p>2. กลไกการเล่นของเกมที่โดดเด่น ซึ่งวิธีการเล่นของแต่ละตัวละครต้องต่างออกไป เช่น บางคนต้องทำแอ็กชันบางอย่างเพื่อให้ได้ของบางอย่าง </p>



<p>พอเลือกเกมได้แล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการแปลเกมเพื่อมา Localized (การแปลพร้อมปรับเนื้อหาของตัวต้นฉบับให้เข้ากับสังคมผู้รับสาร) ให้เข้าบริบทสังคมไทย ซึ่งการ Localized เกมต้นฉบับภาษาจีนมาไทย หลักๆ จะเป็นการเปลี่ยนชื่อตัวละครหรือชื่อสถานที่ให้มีความเป็นไทย และอาจมีการปรับทัศนคติบางอย่างให้เหมาะกับสังคมไทยมากขึ้น ในจุดนี้ถ้าเกมนั้นๆ มีเนื้อหาประวัติศาสตร์หรือสังคมที่คนไทยอาจไม่เข้าใจและยากต่อการ Localized ก็อาจต้องทิ้งเกมนั้นไป</p>



<p>เมื่อแปลแล้วจะเป็นการเทสต์เกมเพื่อนทดสอบว่าเล่นแล้วสนุกหรือไม่ ซึ่งถ้าเทสต์แล้วเกมไม่สนุกก็อาจเสียการแปลไป หรือไม่ถ้าเกมยังพอใช้ได้ก็อาจนำมา Localized ใหม่ให้ดีขึ้น โดยเกมบางเกมอย่าง ‘บทกวีอำลา’ ที่คนคาดหวังมาก ก็อาจใช้เวลาถึงสี่ห้าเดือนในการทำเกมให้สมบูรณ์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168749" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C15.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>บรรยากาศภายในร้าน SoFun Club</figcaption></figure>



<p>SoFun Club มีทีมงานแบ่งเป็นสองพาร์ตหลักๆ คือ พาร์ตหน้าบ้านและพาร์ตหลังบ้าน พาร์ตหน้าบ้านจะเป็น DM ที่รับลูกค้า ในขณะที่พาร์ตหลังบ้านจะมีหน้าที่ทำคอนเทนต์ ทำสคริปต์ และคุยกับลูกค้าในช่องทางออนไลน์</p>



<p>โดยพาร์ตที่ยากที่สุดในการจัดการร้าน SoFun Club ตามความเห็นของชิบะก็คือพาร์ตของงานบัญชี ด้วยค่าใช้จ่ายเบื้องหลังที่ค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า หรือค่าทำเกมที่รวมไปถึงการแปล การทำกล่อง ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นส่วนที่ลูกค้าไม่เห็น ทางร้านจึงพยายามหาจุดกึ่งกลางที่ผู้เล่นรับได้และทางร้านไม่เจ็บหนักเกินไป</p>



<p>ถึงแม้การทำร้าน SoFun Club จะมีอุปสรรคและความท้าทายสูง แต่คุณชิบะก็บอกว่าสิ่งที่ทำให้ยังคงทำต่อคือความสนุกและแพสชัน</p>



<p><strong>“ความสุขล้วนๆ แพสชันล้วนๆ เพราะเราสนุกกับมันจริงๆ ผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ตรงนี้นี่เหนื่อยนะ เบื้องหลังเราเหนื่อยมากๆ แต่เวลาผู้เล่นเขาเล่นเสร็จแล้วมาบอกกับเราว่า ‘เฮ้ยคุณ โคตรสนุกเลยว่ะ อยากซ้ำต่อ’ มันดีใจ ตรงนี้มันเป็นแรงดันให้เราทำต่อ ว่าผู้เล่นเขาชอบ แล้วเราก็อยากที่จะทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ”</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C02-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-168736" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C02-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C02-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C02-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C02.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทที่ 2: สืบสาว(เล่า)เรื่อง</strong></h3>



<p>หลังจากชิบะปิดท้ายด้วยคำพูดที่ใครได้ยินก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘โคตรหล่อ’ พวกเราก็พบว่า เราได้ขุดคุ้ยความเป็นมาของ SoFun Club ได้ระดับหนึ่งแล้ว จึงเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะเรียนรู้กระบวนการในการเล่นเกมของร้านต่อ โดยเริ่มจากบทบาทที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ DM หรือ Dungeon Master</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168737" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>บรรยากาศการเล่นเกม ‘สายเรียกเข้า’ โดยมี DM (บุคคลตรงกลาง) เป็นผู้ดำเนินเกม</figcaption></figure>



<p>DM มีหน้าที่ดำเนินเกม ซึ่ง DM ก็สวมบทบาทเป็นหนึ่งในตัวละครเหมือนกัน โดยคนที่จะเป็น DM ได้ ต้องมีคุณสมบัติรอบด้าน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความกล้าแสดงออก นอกจากนั้น DM ต้องสามารถอธิบายเกมให้ผู้เล่นเข้าใจได้ง่าย ต้องมีความเป็นผู้นำสามารถควบคุมผู้เล่นได้ และต้องมีทักษะด้านการแสดงอีกด้วย&nbsp;</p>



<p>หากเกมยากเกินไปหรือผู้เล่นไม่สามารถไปต่อได้ DM จะคอยไกด์ผู้เล่นให้ไปตามเนื้อเรื่องที่วางไว้ ดังนั้นจึงไม่เคยมีกรณีที่ผู้เล่นไม่สามารถจบเกมได้เพราะปัจจัยภายในเกม อย่างไรก็ตามชิบะได้กล่าวว่า ในกรณีที่เกมต้องตัดจบจริงๆ จะมาจากปัจจัยภายนอกมากกว่า อย่างผู้เล่นเล่นเกมสยองขวัญแล้วกลัวมากทำให้ไม่สามารถไปต่อได้ หรือเกมดราม่าที่ต้องอ่านเยอะแต่ผู้เล่นอ่านไม่เก่งทำให้ไม่สามารถตีความตัวละครได้ โดย DM จะพยายามหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด และหากผู้เล่นไม่ไหวจริงๆ ถึงตัดจบ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C07-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168738" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C07-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C07-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C07-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C07-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C07-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C07-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C07-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C07-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168739" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ห้องสำหรับการเล่น Script Murder ในธีมต่างๆ</figcaption></figure>



<p>ในส่วนของตัวเกม Script Murder นั้น หากใครต่ำกว่าอายุ 16 และกำลังอ่านบทความนี้อยู่ ต้องขอเบรกไว้ก่อน (แต่อ่านต่อไปได้นะครับ อย่าเพิ่งปิดหนี) เพราะผู้ที่จะมาเล่น Script Murder ได้ต้อง<em>มีอายุขั้นต่ำ 16 ปี </em>เนื่องจาก Script Murder มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม ซึ่งบางช่วงอาจมีความรุนแรง แม้ผู้เล่นอาจมีวุฒิภาวะที่มากพอ แต่ทางร้านก็อยากป้องกันไว้ก่อน นอกจากนี้ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจไม่เหมาะสมกับเด็กเท่าไหร่</p>



<p>พูดถึงเรื่องค่าใช้จ่าย ทาง SoFun Club ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า การตั้งราคาของแต่ละเกมนั้นขึ้นอยู่กับความยากของเกม เกมง่ายที่เหมาะกับผู้เล่นใหม่ราคาก็จะต่ำลงมา เกมที่มีความยากปานกลางราคาก็จะมากขึ้น ส่วนเกมที่ใช้เวลาเล่นเยอะ อ่านเยอะ มีการสวมบทเป็นตัวละครมากขึ้น ราคาก็จะขยับขึ้นไปอีก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C17-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-168740" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C17-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C17-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C17-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C17.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>ส่วนผู้ที่สนใจเล่น Script Murder และมีอายุขั้นต่ำถึงเกณฑ์ ทางร้านก็เปิดให้จองคิวเล่นเกมและตรวจเช็กตารางว่างได้ทางเว็บไซต์ <a href="https://www.sofunclub.co">https://www.sofunclub.co</a> อย่างไรก็ตามทางร้านขอไม่รับ Walk-in เนื่องจากจะไม่สามารถจัดหา DM ให้ได้ </p>



<p>ในหนึ่งวัน SoFun Club สามารถจัดรอบเกมได้เต็มที่ประมาณ 12 โต๊ะ โดยทางร้านมี 6 ห้องเล่นเกม แบ่งเป็น 2 ช่วงคือหลังบ่ายโมงและหลังหนึ่งทุ่ม แต่บางเกมอาจมีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น เกมที่ยาวหน่อยอย่าง ‘บทกวีอำลา’ ก็อาจจะกินเวลาทั้งวัน ทำให้ไม่สามารถเปิดสองรอบได้ และด้วยความฮิตของเกม ทำให้ในบางครั้งก็มีการจองกันข้ามเดือนกันเลยทีเดียว&nbsp;</p>



<p><strong>“ต้องเข้าใจว่าคอนดิชันเกมเราเยอะหน่อย ไม่ว่าจะเรื่องผู้เล่นต้องครบ เรื่องระยะเวลาเอย เรื่องจำนวนห้องเอย แต่เราก็พยายามดูแลผู้เล่นให้ได้เล่นอย่างเท่าเทียม” </strong>ชิบะเสริม </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168741" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ห้องสำหรับการเล่น Script Murder ในธีมยุโรป</figcaption></figure>



<p>นอกจากนี้ทางร้านยังแนะนำเกมมา 2 เกม ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 พาร์ต คือ</p>



<p>1) พาร์ตเกมดราม่า กับเกม ‘บทกวีอำลา’ (aka ‘ด้ายแดง’) ที่ชิบะบอกว่า อยากให้เล่นให้ได้เพราะเกมดีมาก แต่อาจไม่เหมาะกับมือใหม่เพราะมีจำนวนหน้าเยอะ ผู้เล่นใหม่จึงอาจเริ่มจากเกมง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยพัฒนามาเป็นเกมนี้ </p>



<p>2) พาร์ตเกมสืบสวน กับเกม ‘นักโทษเจ็ดวัน’ ที่ชิบะบอกว่าชอบมาก เป็นเกมที่เล่นแล้วว้าวมากทั้งในเรื่องคดีหรือตัวเนื้อเรื่อง จึงอยากให้ทุกคนได้สัมผัสเกมนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทที่ 3: ตกตะกอนหลังการเล่น</strong></h3>



<p>หลังจากขุดคุ้ยเบื้องหลังกระบวนการดำเนินการเกมกันไปแล้ว ในพาร์ตนี้เราจะมาพูดถึงความรู้สึกและสิ่งที่ได้จากการเล่นเกมแนวสคริปต์ ไม่ว่าจะทั้งในมุมมองของผู้เล่นหรือมุมมองของทาง SoFun Club เองก็ตาม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C09-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168742" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C09-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C09-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C09-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C09-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C09-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C09-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C09-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C09-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แน่นอนว่าหลังเล่นเกมจบไปแล้ว ลูกค้าหลายคนก็กลับมาเล่นซ้ำอีก พวกเราจึงเกิดความสงสัยว่าอะไรใน Script Murder ที่ทำให้ผู้คนต่างติดใจพากันกลับมาเล่นตลอด ซึ่งชิบะตอบว่า เป็นเพราะเนื้อเรื่องของตัวเกมที่หลากหลาย และระดับความยากที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>ผู้เล่นที่เข้าใจคอนเซ็ปต์และเนื้อหาของเกม ก็จะอินกับเกมมากขึ้นและอยากกลับมาเล่นเกมที่ยากขึ้น เหมือนเป็นการท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ</p>



<p>ผมถามคุณชิบะว่าสิ่งที่อยากให้คนมาเล่นได้กลับไปคืออะไร คุณชิบะตอบทันทีแทบไม่ต้องคิดว่า ประสบการณ์และการได้หาเพื่อนใหม่&nbsp;</p>



<p><strong>“หลายๆ ครั้งมีผู้เล่นหลายๆ คนที่อายุ 30 เกือบ 40 ที่อยู่ที่ทำงานไม่มีเพื่อน แต่เขาถือว่าที่นี่เป็นบ้านของเขา ร้านเราเหมือนเป็นคอมมูนิตี้แห่งหนึ่ง มีคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน อยากทำอะไรเหมือนกัน มารวมกันที่นี่” </strong>ชิบะเสริม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168743" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C08-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ห้องสำหรับการเล่นเกม ‘สายเรียกเข้า’</figcaption></figure>



<p>ซึ่งจุดนี้อาร์มและชิบะบอกว่าเป็นความประทับใจในการทำร้าน SoFun Club เพราะลูกค้าบางคนได้เจอเพื่อนที่ร้านนี้ที่สนิทกว่าเพื่อนที่ทำงานเสียอีก หรือบางครั้งลูกค้ามาเล่นเกมแล้วกลับไปคิดต่อว่าถ้าเป็นตัวละครนั้นจริงๆ ชีวิตจะเป็นแบบไหน นอกจากนี้ลูกค้าบางคนยังบอกว่าการเล่นเกม Script Murder ที่ชีวิตตัวละครตรงกับชีวิตเขา ก็ทำให้เขาได้ระบายความในใจออกมา และทำให้เข้าใจมุมมองคนอื่นมากขึ้น</p>



<p>ชิบะเสริมว่าสิ่งที่สนุกในการทำ SoFun Club นอกจากความสนุกของเนื้อหาเกมแล้ว หลักๆ คือการได้เจอผู้คนที่หลากหลาย ผู้คนที่ชอบอะไรคล้ายกันและมีประเด็นมาคุยกัน หรือเวลาที่ลูกค้าเล่นเกมแล้วประทับใจ อยากกลับมาซ้ำ อยากลองเกมแนวอื่นๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168744" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>การทำ SoFun Club ได้เปลี่ยนมุมมองต่อคนของทั้งสองอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาได้เห็นความจริงมากขึ้น ได้รู้จักมนุษย์คนอื่นเยอะขึ้น รู้สึกเข้าใจโลก เข้าใจมนุษย์ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์มากขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>“จริงๆ เรารู้สึกอยากเป็นเพื่อนกับทุกคนที่ไม่รู้จัก อยากให้ที่นี่เป็นแหล่งพักพิงของพวกเขา เพราะที่เราได้ฟังจากเพื่อนหลายๆ คน เขารู้สึกว่าบางทีที่ทำงานหรือที่บ้านเขาไม่ได้แฮปปี้ แต่เขามาอยู่ที่นี่รู้สึกว่าที่นี่เหมือนกันบ้านเขาจริงๆ มีคนที่รู้จักเขา มีคนที่เขาอยากแบ่งปันอะไรหลายๆ อย่างให้ ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นงานที่เราได้ประสบการณ์หลายๆ อย่างที่น่าจะหาได้ยาก”</strong></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทที่ 4: อนาคตของ SoFun Club และวงการเกมเทเบิลท็อป</strong></h3>



<p>งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ปาร์ตี้ Script Murder ก็เช่นกัน พวกเราได้สอบถามเพิ่มเติมถึงกรณีที่ถ้าลูกค้ามาเล่นเกมในร้านจนหมดแล้ว ทาง SoFun Club จะมีแผนการรับมืออย่างไร ซึ่งทางร้านก็บอกว่า พยายามจะจัดตารางให้มีการนำเกมใหม่เข้ามาทุกๆ เดือน แต่ด้วยงานหลังบ้านที่ค่อนข้างหนัก อาจจะทำให้มีล่าช้าไปบ้าง </p>



<p>นอกจากนี้ ทางร้านยังมีแผนพัฒนา Script Murder ที่เป็นของคนไทยโดยเฉพาะ โดยให้ข้อมูลไว้ว่า ลูกค้าที่มาเล่นหลายๆ ท่านมีอาชีพเป็นนักเขียนหรืออยู่แวดวงใกล้เคียง ซึ่งสนใจอยากทำสคริปต์ของตัวเอง โดยทางร้านจะนำตัวสคริปต์มาทดลองเล่นกันก่อน ถ้าออกมาดีทางร้านก็อยากสร้าง Script murder ที่เป็นของคนไทยจริงๆ โดยชิบะให้ความเห็นว่า การที่มีสคริปต์ที่เป็นของคนไทยจริงๆ มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนไทยมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มความอินในตัวเกมไปอีกระดับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C11-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-168745" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C11-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C11-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C11-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C11.jpg 900w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<p>มาถึงคำถามสุดท้ายที่ท้ายที่สุดของการสัมภาษณ์ในวันนี้ เราเลือกปิดการสัมภาษณ์ด้วยความเห็นของทาง SoFun Club ต่ออุตสาหกรรมของวงการเทเบิลท็อปในไทยตอนนี้</p>



<p>ชิบะกล่าวว่า แม้ตอนนี้วงการเทเบิลท็อปในไทยจะเริ่มเติบโต แต่โดยรวมยังเป็นตลาดที่ Niche อยู่ เพราะยังมีเกมเทเบิลท็อปอีกหลายประเภทที่คนไทยไม่เคยสัมผัส โดยชิบะได้ให้เหตุผลที่วงการเทเบิลท็อปยังไม่เติบโตในไทยเป็นเพราะ ผู้เล่นใหม่ยังไม่กล้าที่จะก้าวเข้ามาเล่น เพราะอาจจะรู้สึกว่าขอแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มได้ยาก แต่ที่จริง ผู้เล่นที่อยู่ในวงการก็พร้อมจะต้อนรับผู้เล่นใหม่ๆ อยู่แล้ว สามารถเข้าไปเล่นได้เลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168746" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C14.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>บรรยากาศภายในร้าน SoFun Club</figcaption></figure>



<p>“ผมเชื่อว่าทุกคนในห้องนี้น่าจะรู้จักบอร์ดเกมล่ามนุษย์หมาป่าที่ชื่อว่า <em>แวร์วูฟ </em>ซึ่งมันเป็นเกมที่เล่นง่ายและทุกคนรู้จักกันดี แต่มันมีเกมอีกมากมายที่ดีกว่าและเจ๋งกว่านั้นเยอะแยะมากๆ และเราเชื่อว่าเกมเทเบิลท็อปเหล่านี้จะทำให้รู้จักผู้คนมากขึ้น” ชิบะพูดต่อก่อนจะปิดท้ายว่า</p>



<p><strong><em></em></strong><strong><em>“ผมยังคิดว่าอนาคตวงการเทเบิลท็อปอาจจะแมสกว่านี้ คิดว่ามันจะพัฒนาต่อไปได้ ผมเชื่อว่าตอนนี้คนอาจจะเริ่มเบื่อกับการอยู่หน้าจอคอมและอยากจะมาหากิจกรรมทำ ‘เทเบิลท็อป’ ก็อาจจะเป็นหนึ่งในกิจกรรมนั้นที่เขาอยากลองก็ได้”&nbsp;</em></strong></p>



<p>หลังการสัมภาษณ์จบ พร้อมกับการตอบคำถามอย่างเต็มแพสชันของอาร์มและชิบะ พวกเราก็เนื้อเต้นแทบรอไปสัมผัสกับเกมสคริปต์ของจริงไม่ไหวแล้ว จึงทำการขอบคุณพร้อมกล่าวลาทั้งสองคน และยกขบวนกันไปสู่ชั้นบนเพื่อเล่นเกม ‘สายเรียกเข้า’ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168747" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/07/sofun-club-C13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลังจากผ่านไปกว่า 5 ชั่วโมง เกมก็จบลง อารมณ์และความรู้สึกของพวกเราพรั่งพรูออกมาอย่างมากมาย บางคนรู้สึกตราตรึงกับ DM ที่อินกับบทจนพวกเราคล้อยตาม บางคนประทับใจในการตกแต่งห้องและของประกอบฉากอันจัดเต็มที่สร้างบรรยากาศให้กับการเล่น บางคนตื่นตาตื่นใจกับความคิดสร้างสรรค์ของระบบการเล่นและการเล่าเรื่องอย่างชาญฉลาดของตัวเกม บางคนได้เห็นตัวเองสะท้อนในตัวละครและได้เรียนรู้ไปพร้อมกับตัวละครที่สวมบทบาท แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเกม Script Murder นั้นเป็นประสบการณ์การเล่นเกมเทเบิลท็อปที่ดีที่สุดที่เคยเจอมา</p>



<p>พวกเรากล่าวลาทุกคนที่ร้าน SoFun Club และออกมาจากร้าน ข้างนอกเป็นเวลาหกโมงกว่าๆ ร่องรอยฝนจางหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงท้องฟ้าเปิดที่สาดแสงยามเย็นแผดจ้าไปทั่วย่าน RCA สมองพวกเรายังประมวลผลถึงประสบการณ์การเล่นเกมสคริปต์ครั้งแรกนี้ ด้วยการเล่าเรื่องอันแปลกใหม่ของเกมแนวสคริปต์ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ไม่ว่าจะหนังหรือนิยาย ที่ออกมาสนุกเกินที่คาด ว้าวเกินที่คิด และถ้าคิดว่าสิ่งที่ผมพูดมานั้นดูเกินจริง ก็อยากชวนให้ทุกคนมาสัมผัสด้วยตัวเอง กับประสบการณ์เกม Script Murder ที่อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ เคล้าไปด้วยหยดน้ำตา และเต็มไปด้วยมิตรภาพ ในร้านสีแดงย่าน RCA นาม ‘SoFun Club’ แห่งนี้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/script-murder-sofun-club/">SoFun Club เสียงเฮฮา น้ำตา และมิตรภาพ กับร้าน ‘เกมแนวสคริปต์’ แห่งแรกของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Danish Girl ทลายกำแพงแห่งกายเพื่อให้ใจได้โผบิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-danish-girl-2015/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คณพศ แสงไชย]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Jun 2023 06:00:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[See Saw Scene]]></category>
		<category><![CDATA[The Danish Girl]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=168410</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรามีโอกาสไปดูหนังกลางแปลงในกิจกรรม Pride Film Fest ที่ทาง Samyan Mitrtown จัดขึ้น การได้ดูหนังกลางแจ้งบนเสื่อกับเบาะบีนแบ็ก ชิตแชตกับคนรอบตัว อีกทั้งยังมีขนมแจกให้เคี้ยวเพลินๆ ระหว่างดู นับเป็นประสบการณ์การดูหนังที่แปลกใหม่สำหรับคนที่ดูแต่หนังโรงอย่างเรา โดยกิจกรรมนี้ทางผู้จัดเลือกหนังมา 6 เรื่องที่เล่าเรื่องราวของ LGBTQIAN+ และหนึ่งในภาพยนตร์ทั้ง 6 เรื่องที่เรามีโอกาสได้ดูคือ The Danish Girl (2015) สารภาพว่าตอนแรกเราเล็งรีวิวเรื่อง Call Me By Your Name (2018) ซึ่งเป็นเรื่องแรกที่ฉายในกิจกรรมนี้ จนพบว่า a day ได้รีวิวภาพยนตร์ภาพสวยสุดซึ้งนี้ไปแล้ว (หากใครสนใจสามารถตามอ่านได้ที่: https://adaymagazine.com/movie-call-me-by-your-name/) เราเลยหันไปเล็งภาพยนตร์เรื่อง The Danish Girl ทันที เนื่องจากเสียงชมอันหนาหูถึงการแสดงของนักแสดงหลักทั้งสองอย่าง เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne) ในบทของ ‘ลิลี่’ และ อลิเซีย วิกันเดอร์ (Alicia Vikander) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-danish-girl-2015/">The Danish Girl ทลายกำแพงแห่งกายเพื่อให้ใจได้โผบิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เรามีโอกาสไปดูหนังกลางแปลงในกิจกรรม Pride Film Fest ที่ทาง Samyan Mitrtown จัดขึ้น การได้ดูหนังกลางแจ้งบนเสื่อกับเบาะบีนแบ็ก ชิตแชตกับคนรอบตัว อีกทั้งยังมีขนมแจกให้เคี้ยวเพลินๆ ระหว่างดู นับเป็นประสบการณ์การดูหนังที่แปลกใหม่สำหรับคนที่ดูแต่หนังโรงอย่างเรา โดยกิจกรรมนี้ทางผู้จัดเลือกหนังมา 6 เรื่องที่เล่าเรื่องราวของ LGBTQIAN+ และหนึ่งในภาพยนตร์ทั้ง 6 เรื่องที่เรามีโอกาสได้ดูคือ <em>The Danish Girl (2015)</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168411" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สารภาพว่าตอนแรกเราเล็งรีวิวเรื่อง <em>Call Me By Your Name (2018)</em> ซึ่งเป็นเรื่องแรกที่ฉายในกิจกรรมนี้ จนพบว่า a day ได้รีวิวภาพยนตร์ภาพสวยสุดซึ้งนี้ไปแล้ว (หากใครสนใจสามารถตามอ่านได้ที่: <a href="https://adaymagazine.com/movie-call-me-by-your-name/">https://adaymagazine.com/movie-call-me-by-your-name/</a>) เราเลยหันไปเล็งภาพยนตร์เรื่อง <em>The Danish Girl </em>ทันที เนื่องจากเสียงชมอันหนาหูถึงการแสดงของนักแสดงหลักทั้งสองอย่าง เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne) ในบทของ ‘ลิลี่’ และ อลิเซีย วิกันเดอร์ (Alicia Vikander) ในบทของ ‘เกอร์ดา’ ที่ทำให้คนหนึ่งได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยม และอีกคนชนะรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168412" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><em>The Danish Girl </em>ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันโดย เดวิด อีเบอร์ชอฟฟ์ (David Ebershoff) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงของ ลิลี่ เอลเบอ (Lili Elbe) ชาวเดนมาร์กผู้เป็นหญิงข้ามเพศคนแรกของโลก ซึ่งแต่เดิมเธอเป็นจิตรกรหนุ่มที่แต่งงานแล้วนามว่า ไอนาร์ เวเกเนอร์ (Einar Wegener)โดยไอนาร์พบความหลงใหลในเสื้อผ้าสตรี และจากความหลงใหลนั้นก็นำไปสู่การค้นพบเพศสภาพที่แท้จริงของตน อย่างไรก็ตาม การเดินทางสู่การค้นพบตัวตนของไอนาร์ก็ไม่ง่ายดาย เพราะจิตใจอันเป็นผู้หญิงนั้นถูกกักขังไว้ในร่างกายที่เป็นผู้ชาย&nbsp;</p>



<p><em>The Danish Girl </em>เผยให้เห็นความยากลำบากของการเป็นเพศทางเลือก (LGBTQIAN+) ในยุโรปช่วง 1920 ที่สังคมยังไม่ตระหนักถึงความหลากหลายทางเพศ และเพศสภาพยังถูกจำกัดอยู่ในกรอบของเพศหญิงและเพศชาย สิ่งนี้ส่งผลให้ไอนาร์สับสนกับสภาวะที่ตนเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าจะนิยามตัวเองว่าอย่างไร ท้ายที่สุด ไอนาร์จึงพยายามทำความเข้าใจเพศสภาพตัวเองโดยการตีตราตัวเองออกเป็น 2 ตัวตนที่แยกจากกันสิ้นเชิง ได้แก่ ‘ไอนาร์’ ที่เป็นตัวตนเพศชาย และ ‘ลิลี่’ ที่เป็นตัวตนเพศหญิง นอกจากนี้ เราจะเห็นว่าสังคมพยายามอธิบายการตัวตน ‘ลิลี่’ ว่าเป็นอาการป่วยทางจิตที่ต้องการการรักษา อย่างไรก็ดี แม้สังคมสมัยนั้นจะไม่เปิดกว้างในประเด็นทางเพศ แต่ทุกวันนี้เดนมาร์กเป็นประเทศแรกที่เลิกนิยามเพศทางเลือกว่าเป็นอาการป่วยทางจิต ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจเมื่อมองเทียบกลับไปช่วง 1920</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C03-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168413" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C03-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C03.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อได้ชม <em>The Danish Girl</em> นักแสดงหลักทั้งสองก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เอ็ดดี้ เรดเมนย์ สามารถถ่ายทอดการเปลี่ยนแปลงละเอียดอ่อนจาก ไอนาร์ สู่ ลิลี่ ได้อย่างน่าเชื่อ ไม่ว่าจะในด้านน้ำเสียง สีหน้า หรือภาษากาย ที่พอถึงตอนจบแล้วเราแทบไม่เห็นความเป็นไอนาร์หลงเหลืออยู่เลย นอกจากนี้ อลิเซีย วิกันเดอร์ ในบท เกอร์ดา เวเกเนอร์ ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอมุมมองของ เกอร์ดา ผู้เป็นภรรยาของไอนาร์ กับสิ่งที่เธอต้องเผชิญเมื่อสามีเธอค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นคนที่เธอไม่รู้จัก อลิเซียถ่ายทอดบทบาทภรรยาผู้สับสนกับการเปลี่ยนแปลงของสามีเธอออกมาได้อย่างมีมิติ การแสดงของอลิเซียทำให้เราเข้าใจถึงความยากลำบากที่เกอร์ดาต้องเผชิญ และความขัดแย้งภายในตัวละครนี้ที่ทั้งไม่อยากให้ไอนาร์กลายเป็นคนอื่นกับความต้องการซัพพอร์ตทางที่เขาเลือก</p>



<p>สำหรับเรา ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดูง่าย ด้วยความเร็วการดำเนินเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไปและความตึงเครียดที่ค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้นในแต่ละฉากระหว่างตัวละครหลักทั้งสอง <em>The Danish Girl </em>จึงเป็นภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกค่อนข้างอึดอัดในขณะที่นั่งชม แต่ผลตอบแทนที่แลกมากับความค่อยเป็นค่อยไปของเนื้อเรื่องคืองานภาพอันสวยงามที่ให้ผู้ชมได้เก็บดีเทลอันประณีตของโปรดักชันในแต่ละช็อต และซึมซาบบรรยากาศของยุโรปในช่วง 1920 เป็นความตึงเครียดที่คลุกเคล้ากับความสวยงามของภาพนี้เองที่สร้างความโดดเด่นให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168414" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นอกจากงานภาพแล้ว <em>The Danish Girl </em>ยังฉลาดในการเล่าเรื่องผ่านสัญญะต่าง ๆ ในเทคนิคแบบ ‘Show Don’t Tell’ ที่สะท้อนอารมณ์ภายในของตัวละครให้คนดูเห็นโดยไม่ต้องให้ตัวละครเล่าออกมา ซึ่งหากใครเคยดูจะพบว่าสัญญะที่ใช้มากในเรื่องคือ ‘กระจก’ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการใช้ ‘กระจก’ เพื่อสะท้อนความต้องการภายในของไอนาร์ ที่ต้องการจะปลดปล่อยความเป็นผู้หญิงในตัวออกมา อย่างในฉากหนึ่งที่ ไอนาร์ส่องกระจกด้วยร่างกายเปลือยเปล่า เขาพยายามซ่อนอวัยวะเพศชายของตัวเอง และโพสต์ท่าที่มีความเป็นผู้หญิง เป็นการสะท้อนความปรารถนาของไอนาร์ที่ต้องการกลายเป็นลิลี่ แต่ถูกขวางกั้นด้วยร่างกายที่เป็นเพศชาย ทำให้ความปรารถนาของไอนาร์เป็นได้เพียงภาพสะท้อนเท่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168415" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อีกหนึ่งสัญญะที่สะท้อนความรู้สึกของตัวเอกและไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ‘รูปภาพ’ ซึ่งตลอดทั้งเรื่องไอนาร์วาดแค่ภาพทิวทัศน์บึงเอลเบอ ที่มีต้นไม้ตายเป็นจุดโฟกัส เรามองเห็นความหมายสองแบบในภาพนี้ แบบที่หนึ่งคือ บึงเอลเบอเป็นสถานที่ที่ไอนาร์บังเอิญจูบกับเพื่อนผู้ชายในสมัยเด็กและค้นพบเพศสภาพของตัวเองเป็นครั้งแรก (หรือก็คือเป็นครั้งแรกที่ไอนาร์ค้นพบ ‘ลิลี่’ ในตัวเอง) ไอนาร์ยังโหยหาความรู้สึกที่ได้เป็นตัวตนนั้น จึงวาดภาพบึงเอลบีมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงท้ายในตอนที่ไอนาร์เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นลิลี่โดยสมบูรณ์ ลิลี่ก็เลือกใช้นามสกุล เอลเบอ ที่เป็นสถานที่แห่งแรกที่ลิลี่เกิดขึ้นเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>ส่วนที่สองเรามองว่าการที่ไอนาร์วาดภาพต้นไม้ตายเป็นจุดโฟกัสของภาพนั้น เป็นการล้อไปการไอเดียของ ‘การเกิด’ และ ‘การตาย’ ของตัวไอนาร์และลิลี่เอง ในตอนท้ายของเรื่อง หลังไอนาร์ผ่าตัดแปลงเพศสำเร็จและกลายเป็นลิลี่โดยสมบูรณ์ทั้งกายและใจ ลิลี่ก็ได้เอ่ยกับเกอร์ดาว่า “เมื่อคืน ฉันฝันดีงดงามมากๆ ฝันว่าเป็นทารกตัวน้อยอยู่ในอ้อมกอดแม่ แม่ก้มมองมา แล้วเรียกฉันว่าลิลี่” ซึ่งเราตีความได้ว่าช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่ไอนาร์ (ผู้ได้กลายเป็นลิลี่) รู้สึก ‘มีชีวิต’ จริงๆ เป็นครั้งแรก ในขณะที่ก่อนหน้านี้ไอนาร์ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเอง ‘มีชีวิต’ เลย ทำให้เขาสะท้อนความรู้สึกตัวเองผ่านการวาดต้นไม้ตาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-168427" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2023/06/the-danish-girl-C06.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เนื่องจากฉากส่วนใหญ่ในเรื่องอยู่ในอาคาร ‘กรอบ’ จึงเป็นอีกสัญญะหนึ่งที่เห็นได้บ่อย ตัวละครในเรื่องนี้มักถูกรายล้อมด้วย ‘กรอบ’ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกรอบหน้าต่าง กรอบประตู หรือกรอบรูปภาพ (เราลองท้าให้เปิดหนังเรื่องนี้แล้วกดข้ามไปฉากในอาคารสักฉาก มีโอกาสสูงที่จะเจอกรอบอะไรบางอย่างอยู่) ซึ่งในแง่ของภาษาภาพแล้ว เนื่องจากไม่ว่าตัวละครจะไปที่ไหนก็จะพบ ‘กรอบ’ ตลอดเวลา กรอบเป็นสัญญะสะท้อนความรู้สึกถูกกักขังของตัวเอก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกถูกกักขังในร่างกายที่ไม่ใช่ของตน อย่างการที่ไอนาร์คอยย้ำว่า “นี่ไม่ใช่ร่างกายของฉัน” หรือถูกกักขังในกรอบของสังคมที่บังคับให้เขาต้องเป็นผู้ชายตามเพศสรีระ อย่างการที่แพทย์นิยามว่าเขามี ‘อาการวิปริต’ หรือเป็น ‘ผู้ป่วยโรคจิตเภท’&nbsp;</p>



<p>ท้ายที่สุด ไอนาร์ก็ได้ทำลายกรอบแห่งร่างกายด้วยการผ่าตัดแปลงเพศเพื่อปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงออกมา และทำลายกรอบสังคมที่ตีตราว่าเขาเป็นผู้ป่วยด้วยการสร้างวาทกรรมในแบบของเขาเอง ดั่งประโยคที่ว่า “พระเจ้าทำให้ฉันเป็นผู้หญิง แต่หมอคนนี้เยียวยารักษาอาการป่วยที่ร่างของฉัน” ซึ่งเป็นการพลิกวาทกรรม ‘ความป่วย’ จากเดิมที่สังคมมองว่า ‘จิตใจของเขา’ ผิดปกติ มาเป็น ‘ร่างกายของฉัน’ ต่างหากที่ผิดปกติ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-danish-girl-2015/">The Danish Girl ทลายกำแพงแห่งกายเพื่อให้ใจได้โผบิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
