<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คชรักษ์ แก้วสุราช, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author531/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author531/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 15:24:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>&#8220;ปลุกผู้คน ปลูกฝันสู่วันของเรา&#8221; บันทึกประวัติศาสตร์เพลงการเมืองคนธรรมดาของวงสามัญชน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/commonerthailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คชรักษ์ แก้วสุราช]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Sep 2020 12:03:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Art is not a crime]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[วงสามัญชน]]></category>
		<category><![CDATA[การชุมนุม]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มประชาชนปลดแอก]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงเพื่อชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[วงดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[บทเพลง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=106746</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 16 สิงหาคม 2563 ทั่วท้องถนนราชดำเนินสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งโบกไปมาตามจังหวะ บทเพลงของสามัญชน บนเวทีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอกบนสามข้อเรียกร้องหลักคือ หยุดคุกคามประชาชน, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยุบสภา ก่อนการมาถึงของปี 2563 ปีแห่งการตื่นตัวทางการเมืองของคนวัยรุ่นวัยหนุ่มสาว ย้อนกลับไปปี 2557 ในวันที่หลายคนบอกว่ามืดมน โดยเฉพาะนักคิด นักกิจกรรมทางการเมืองทั้งหลายที่ถูกจับกุมและคุมขัง บทเพลงของสามัญชน คือเพลงที่วงสามัญชนอธิบายว่าเริ่มต้นจากการต้องการโอบกอด ปลอบขวัญ และให้กำลังใจในวันที่พ่ายแพ้ กี่ลมฝันที่พัดละอองโปรยอ่อนมาในกรงขัง คงเหน็บหนาวเงียบเหงาลำพังโปรดฟังเพลงที่เราร้องอยู่ บทเพลงของสามัญชน คือเสียงที่กล่อมเกลาอยู่หน้าศาลทหาร สถานีตำรวจ ปลอบประโลมและโอบกอดมวลชนในช่วงที่พวกเขารู้สึกสิ้นหวัง  ย้อนกลับไป วงสามัญชน เกิดขึ้นจากการรวมตัวของสองนักกิจกรรม ‘ชูเวช-แก้วใส’ จากกลุ่มที่เริ่มเล่นเพลงมหา’ลัย ไปสู่วงดนตรีของนักกิจกรรม ขับเคลื่อนประเด็นสังคม สิ่งแวดล้อม พื้นที่ทำกิน สิทธิมนุษยชน และเปิดม่านวงดนตรีการเมืองอย่างเป็นทางการในวันที่ความฝันประชาธิปไตยปิดม่านลงหลังรัฐประหาร 2557  จนถึงวันนี้ สองเดือนของการชุมนุมทั่วประเทศ วงสามัญชนออกทัวร์มาแล้ว 19 วัน 24 การชุมนุม บทเพลงของสามัญชน, เราคือเพื่อนกัน, คนที่คุณก็รู้ว่าใคร น่าจะกลายเป็นเพลงที่คุ้นชินสำหรับคนที่เคยไปม็อบต่างๆ ในปีนี้ ในช่วงเวลาที่แสงไฟในประเทศเริ่มถูกจุด เรานัดพบพวกเขาซึ่งประกอบไปด้วย เจ–ชูเวช [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/commonerthailand/">&#8220;ปลุกผู้คน ปลูกฝันสู่วันของเรา&#8221; บันทึกประวัติศาสตร์เพลงการเมืองคนธรรมดาของวงสามัญชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ 16 สิงหาคม 2563 ทั่วท้องถนนราชดำเนินสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งโบกไปมาตามจังหวะ </span><i><span style="font-weight: 400;">บทเพลงของสามัญชน </span></i><span style="font-weight: 400;">บนเวทีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอกบนสามข้อเรียกร้องหลักคือ หยุดคุกคามประชาชน, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยุบสภา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนการมาถึงของปี 2563 ปีแห่งการตื่นตัวทางการเมืองของคนวัยรุ่นวัยหนุ่มสาว ย้อนกลับไปปี 2557 ในวันที่หลายคนบอกว่ามืดมน โดยเฉพาะนักคิด นักกิจกรรมทางการเมืองทั้งหลายที่ถูกจับกุมและคุมขัง </span><i><span style="font-weight: 400;">บทเพลงของสามัญชน </span></i><span style="font-weight: 400;">คือเพลงที่วงสามัญชนอธิบายว่าเริ่มต้นจากการต้องการโอบกอด ปลอบขวัญ และให้กำลังใจในวันที่พ่ายแพ้</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">กี่ลมฝันที่พัดละอองโปรยอ่อนมาในกรงขัง คงเหน็บหนาวเงียบเหงาลำพังโปรดฟังเพลงที่เราร้องอยู่</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">บทเพลงของสามัญชน</span></i><span style="font-weight: 400;"> คือเสียงที่กล่อมเกลาอยู่หน้าศาลทหาร สถานีตำรวจ ปลอบประโลมและโอบกอดมวลชนในช่วงที่พวกเขารู้สึกสิ้นหวัง</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไป</span><a href="https://web.facebook.com/CommonerThailand/"> <span style="font-weight: 400;">วงสามัญชน</span></a><span style="font-weight: 400;"> เกิดขึ้นจากการรวมตัวของสองนักกิจกรรม ‘ชูเวช-แก้วใส’ จากกลุ่มที่เริ่มเล่นเพลงมหา’ลัย ไปสู่วงดนตรีของนักกิจกรรม ขับเคลื่อนประเด็นสังคม สิ่งแวดล้อม พื้นที่ทำกิน สิทธิมนุษยชน และเปิดม่านวงดนตรีการเมืองอย่างเป็นทางการในวันที่ความฝันประชาธิปไตยปิดม่านลงหลังรัฐประหาร 2557 </span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-107759" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-24-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-24-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-24-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-24-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-24-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-24-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-24-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-24.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนถึงวันนี้ สองเดือนของการชุมนุมทั่วประเทศ วงสามัญชนออกทัวร์มาแล้ว 19 วัน 24 การชุมนุม </span><i><span style="font-weight: 400;">บทเพลงของสามัญชน</span></i><span style="font-weight: 400;">, </span><i><span style="font-weight: 400;">เราคือเพื่อนกัน</span></i><span style="font-weight: 400;">, </span><i><span style="font-weight: 400;">คนที่คุณก็รู้ว่าใคร </span></i><span style="font-weight: 400;">น่าจะกลายเป็นเพลงที่คุ้นชินสำหรับคนที่เคยไปม็อบต่างๆ ในปีนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลาที่แสงไฟในประเทศเริ่มถูกจุด เรานัดพบพวกเขาซึ่งประกอบไปด้วย เจ–ชูเวช เดชดิษฐรักษ์, แก้วใส–ณัฐพงษ์ ภูแก้ว, อาร์ม–ธนัญชัย ไกรเทพ, และ ฟิน–วิศรุต  ตันนพรัตน์ 4 จาก 7 สมาชิกวงสามัญชนเพื่อพูดคุยถึงบทเพลง ดนตรี ความฝัน ผู้ลี้ภัย รัฐสวัสดิการ และประชาธิปไตย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>นิยามแนวเพลงวงสามัญชนเป็นแบบไหน</b></p>
<p><b>แก้วใส :</b><span style="font-weight: 400;"> สำหรับเราไม่ได้คิดเลย แค่อยากทำเพลงให้เข้ากับเหตุการณ์ก็เท่านั้น</span></p>
<p><b>อาร์ม :</b><span style="font-weight: 400;"> เรานิยามว่าเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเพื่อชีวิตตรงกับศตวรรษที่ 21 ก่อนหน้านี้เราคุยกันเยอะมากว่าเพื่อชีวิตคืออะไร เป็นแนวดนตรีหรือแนวเพลงกันแน่ เราถกเถียงกันเยอะ พอถอดบทเรียนออกมาแล้วพบว่า เพื่อชีวิตคือเนื้อหา ไม่ใช่แนวดนตรี คือเพลงที่เกี่ยวข้องกับการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ที่นี้แนวเพลงเราก็ปล่อย เป็นแนวไหนก็ได้ เป็นทั้งร็อก โฟล์ก เป็นป๊อปปูลาร์มิวสิก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้เรามีวงส่วนตัวที่ชื่อ ‘อมตะ’ เป็นวง Progressive Metal ดนตรีหนักและซับซ้อน เราเติบโตจากการเรียนดนตรี และการแข่งขันมาตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย เราทำวงสามัญชนเพราะรู้สึกว่าเรามีจุดร่วมร่วมกันคืออุดมการณ์ เราอยากบันทึกยุคสมัยด้วยเสียงเพลง เราเห็นความอยุติธรรมในสังคมเราจึงอยากต่อต้าน และส่งเสียงด้วยเสียงเพลง นี่เป็นจุดที่ทำให้เรามารวมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถามว่าเพลงของวงสามัญชนกลมกล่อมและลงตัวไหม เรายังไม่แน่ใจเพราะเป็นการทดลอง เราลองมาตลอด ทำเพลงเพื่อชีวิตแต่ใช้ดนตรีเมทัลสมัยใหม่ หรือดนตรีร็อกสมัยใหม่ ฟังดูอาจทำให้นึกถึงเพลงของ ‘พี่ซัน–มาโนช พุฒตาล’ เราเอาสิ่งที่เติบโตมาผสมกับสิ่งที่เราเจอ จึงออกมาเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-107748" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-13-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /> </span></p>
<p><b>ทำเพลงให้สอดคล้องระหว่างอุดมการณ์และตลาดได้ยังไง</b></p>
<p><b>อาร์ม : </b><span style="font-weight: 400;">เราถกเถียงเรื่องนี้กันอยู่ตลอดถึงบทบาทเพลงในการชุมนุมกับเพลงในตลาด ซึ่งส่วนมากเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก ความฝัน ซึ่งไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงในการชุมนุมถูกแต่งมาเพื่ออุดมการณ์หรือเป้าหมายบางอย่างโดยเฉพาะ ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนี้ แต่ปรากฏการณ์การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันก็ทำให้เราเห็นว่าตลาดทั้ง 2 แบบ กำลังใกล้เคียงกันมากขึ้น มีเด็กนักศึกษาเอาเพลงของ ‘พี่ตูน บอดี้แสลม’ ไปร้องบนเวที ซึ่งที่มาของเพลงเราก็ไม่แน่ใจว่าสอดคล้องกับเป้าหมายของน้องนักศึกษาที่ร้องไหม นี่เป็นโจทย์ที่ทำให้เราต้องดูเรื่องน้ำหนัก เราอยากทำดนตรีให้ป๊อปมากขึ้น แต่ก็ยังต้องตั้งอยู่บนเรื่องที่อยากเล่า</span></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">ช่วงแรกเราร้องเพลงไป พร้อมกับอธิบายเนื้อหาไป เพราะเพลงซ่อนนัยบางอย่าง บางทีก็ซ่อนเยอะเกินไป เราเลยต้องอธิบายบริบทของเพลงให้คนฟังอยู่เสมอ</span></p>
<p><b>เจ :</b><span style="font-weight: 400;"> เพลงยุคแรกๆ ของวงสามัญชนได้เรฟเฟอเรนซ์มาจากเพลงยุค 40 ปีก่อน เพราะตอนแรกกลุ่มเป้าหมายก็มีแต่ป้าเสื้อแดงที่มาม็อบ มีเยาวชนน้อยมาก มันไม่ได้ป๊อปเหมือนตอนนี้ พวกเรายังเป็นตัวประหลาดอยู่เลยตอนนั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>อะไรทำให้วงสามัญชนสามารถพูดอุดมการณ์ของตัวเองได้</b></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">ผมมองว่าตัวเองเป็นนักกิจกรรมที่เล่นกีตาร์ได้ร้องเพลงได้ก็แค่นั้น ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน เพราะคำว่าศิลปิน ฟังดูแล้วเป็นคำใหญ่ สูงส่ง เราคงไม่ถึงขั้นนั้น</span></p>
<p><b>อาร์ม : </b><span style="font-weight: 400;">เราไม่ได้วางตัวเองเป็นศิลปินด้วยซ้ำ เรามองตัวเองเป็นนักกิจกรรม เป็นนักดนตรี คำว่าศิลปินมักถูกนิยามว่าเป็นนักปราชญ์ เป็นอาชีพซึ่งสูงส่ง แต่สำหรับเรามองว่าศิลปินคือชนชั้นกรรมาชีพ เพราะไม่มีสวัสดิการอะไรจากรัฐที่ได้เลย มองว่าเป็นคนธรรมดาที่ผลิตงานศิลปะและอยากถ่ายทอดเรื่องราว ที่สำคัญคือศิลปะควรรับใช้ประชาชน</span></p>
<p><b>ฟิน :</b><span style="font-weight: 400;"> คำว่าศิลปินขึ้นอยู่กับคำนิยามของแต่ละคนว่ามองภาพนั้นเป็นแบบไหน ศิลปินควรทำอะไร ศิลปินบางคนเกิดขึ้นได้ด้วยกีตาร์แค่ 2 คอร์ด กับเนื้อเพลงที่กินใจ สำหรับผมมองว่าพี่แก้วใสก็สามารถเป็นศิลปินได้ ใครก็สามารถเป็นศิลปินได้ </span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-107758" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-23-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-23-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-23-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-23-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-23-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-23-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-23-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-23-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-23.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>พวกคุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นที่ศิลปินแสดงออกทางการเมือง</b></p>
<p><b>อาร์ม : </b><span style="font-weight: 400;">ถ้าถามว่าศิลปินมีปัญหาไหมกับการแสดงออกทางการเมือง เราคิดว่ามีเยอะมาก พูดอย่างตรงไปตรงมา วงการศิลปินวงการดนตรียังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบบอุปถัมภ์’ คนที่ใหญ่โตกว่าไปทางไหน คนตัวเล็กกว่าก็ไหลไปทางนั้น ขัดแย้งไม่ได้</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>ฟิน : </b><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนที่ดังแล้วมีปัญหาแน่นอน เพราะเขามีวงมีสังกัดมีนายทุนนายจ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการมาถึงของความนิยมทางการเมืองแบบก้าวหน้าที่แมสมากขึ้น มีศิลปินที่ขายภาพลักษณ์ความก้าวหน้ามากขึ้น จะเป็นเนื้อหาหรือแนวเพลงอะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องคอยดูและคอยพิสูจน์กันต่อไปในอนาคต หรือต่อให้เชื่อแบบนั้นจริงๆ แต่ถ้าติดอยู่ภายใต้โครงสร้างแบบอุปถัมภ์ เขาก็ยังลำบากในระยะยาว</span></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">ศิลปินนักร้องที่แมสมีข้อจำกัดแน่นอน เขาถูกบังคับด้วยตลาดซึ่งเป็นฐานคนฟัง การทำเพลงเพื่อแสดงออกซึ่งอุดมการณ์ทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีผลกับฐานเงินและผลงานแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่อยากมา ก็มีศิลปินนักร้องที่เขาอยากมาร้องมาร่วมกับเรา แต่ติดสัญญาจากค่าย ติดข้อผูกพันอื่นๆ เขาบอกเราว่าอยากเป็นกำลังใจให้ วันก่อนก็มีศิลปินที่เขาโพสต์เรื่องการเมือง เรื่องสังคม ถึงขั้นให้คนจ้างยกเลิกงานได้ถ้าไม่เห็นด้วย สิ่งเหล่านี้กำลังขยับมากขึ้น ในขณะที่ศิลปินบางคนที่หากินกับเพลงแนวนี้ อุดมการณ์แนวนี้ตรงๆ แต่ถึงเวลาไม่ขยับเลยก็มี </span></p>
<p><b>อาร์ม : </b><span style="font-weight: 400;">ผมไม่ได้มองว่าทุนนิยมเป็นเรื่องเลวร้าย นี่เป็นเรื่องพื้นฐานของการทำงานดนตรี คือคนต้องอยู่ได้ อย่างเราไปเล่นส่วนมากได้แค่ค่ารถ บางงานค่ารถไม่มีเราก็ไปหาระดมทุนเอง ขายเสื้อ ขายของก็ว่ากันไป เราหาเงินเพื่อจะได้ผลิตเพลง และสื่อสารสิ่งที่เราอยากบอก แต่ขณะที่ทั่วไปกลับกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-107760" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-25-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-25-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-25-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-25-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-25-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-25-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-25-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-25.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ในเชิงดนตรี เราจะนำเสนอเรื่องยากๆ ได้ยังไง อย่างเรื่องรัฐสวัสดิการ สิทธิมนุษยชน ใส่เข้าไปในเพลงยังไง เพราะเท่าที่เห็นบางคนก็ทำเพลงเหมือนกัน แต่เล่าไปไม่ถึงโครงสร้างปัญหา</b></p>
<p><b>แก้วใส :</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่แปลก เพราะไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสลงลึกและสัมผัสปัญหา บางคนเห็นปัญหาผ่านหน้าข่าว หน้าหนังสือพิมพ์ แต่พวกเราเริ่มต้นจากการเป็นนักกิจกรรม เราอยู่ในชุมชน อยู่ในม็อบ ถ้าผมเห็นประเด็นเหล่านี้ผ่านข่าว ผมก็แต่งได้ประมาณนั้นเหมือนกัน แต่จะดีกว่านั้นไหม ถ้าเขาลงมาในพื้นที่จริง ลงมาเห็นปัญหากับตาตัวเอง เขาจะเล่าเรื่องได้ลึกมากกว่านั้น</span></p>
<p><b>อาร์ม : </b><span style="font-weight: 400;">อย่างชูเวชเป็นนักกิจกรรมมาก่อนนักดนตรี ส่วนผมเป็นนักดนตรีก่อน ฉะนั้นชูเวชจึงมีฐานไอเดียและความรู้เรื่องสังคมมากกว่า แต่ผมมีศัพท์ทางดนตรีมากกว่า เวลาทำเพลงเราจึงต้องมารวมตัวกันคิด เมโลดี้ของภาษาต่างกันระหว่างไทยกับอังกฤษ รัฐสวัสดิการภาษาอังกฤษคือ </span><span style="font-weight: 400;">welfare state </span><span style="font-weight: 400;">เวลาฟังทำนองจึงยาก เราทดลองกันไปเรื่อยๆ แต่หลักๆ คือพยายามทำให้คำพวกนี้เป็นเรื่องปกติ ผมเติบโตจากวง Pink Floyd หรือ Roger Waters เขาทำเพลงเรื่องการศึกษา เพลงสังคม ในคอนเสิร์ตเพลงแบบนี้ฮิตมากในประเทศเขา แต่เอาเพลงแบบนี้มาร้องในไทยถามว่าสาวจะกรี๊ดไหม นั่นเพราะเราไม่คุ้นเพลงแนวนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีของผมคือแต่งเนื้อก่อนทำนอง หรือแต่งเนื้อพร้อมทำนอง ถ้าเป็นวิธีการทั่วไปคือ เขาจะแต่งทำนองเพลงให้เพราะก่อน แล้วจึงหาเนื้อมาใส่ แต่สำหรับเราทำยากมาก คำไม่ได้เข้าปากในทันที จึงใช้การเปลี่ยนคีย์ หรือทำเนื้อไปพร้อมทำนอง อุปสรรคคือไม่คุ้นชินกับภาษาแบบนี้ในเพลงมากกว่า เราก็ต้องทำงานในทางดนตรีมากขึ้น  </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>แล้วทำยังไงถึงจะฟังเพลงที่มีเนื้อหาการเมืองให้สนุก เข้าถึงง่าย</b></p>
<p><b>ฟิน :</b><span style="font-weight: 400;"> ง่ายที่สุดคือเราต้องไปอยู่กับมัน ผมก็เริ่มต้นจากการเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่สนใจการเมืองมาก่อน แต่พอได้เริ่มเห็นปัญหา เราก็รู้ว่าบางเรื่องจัดการแบบปัจเจกไม่ได้ ต้องทำเป็นภาพรวม ทำในระดับรัฐ</span></p>
<p><b>อาร์ม : </b><span style="font-weight: 400;">ที่เราสัมผัสได้ว่าบ้านเราเพลงส่วนใหญ่เป็นเรื่องความรัก เพราะคนมองว่าเข้าถึงง่าย ไม่ได้เป็นแต่วงการเพลงนะ ละครก็เป็น ภาพยนตร์ก็เป็น อย่างแม่ผม ถ้าเปิดเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคม เขาบอกว่าไม่ใช่เพลง เพลงของแม่คือเพลงละคร ท้ายสุดเราไม่ได้ปฏิเสธเพลงรัก แต่คิดว่าควรมีโอกาสให้เพลงแบบอื่นเติบโตขึ้นในสังคมบ้าง   </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-107752" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-17-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-17-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-17-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-17-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-17-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-17-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-17-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-17.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>เวลาคนพูดว่าดนตรีเปลี่ยนโลกหรือเปลี่ยนสังคม คุณเชื่อในคำนี้ไหม</b></p>
<p><b>อาร์ม : </b>ผมไม่ฟันธง <span style="font-weight: 400;">ตอนหัดฟังเพลงแรกๆ เราเชื่อ แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว เพลงไม่สามารถทำงานในเชิงรูปธรรมได้ ยิ่งเป็นเนื้อหาลอย สันติภาพ ความฝัน แต่ไม่ได้พูดถึงนโยบาย เส้นทางและปัญหาก็ไม่มีทางเปลี่ยนได้ เราจึงอยากเอาวิธีการไปใส่ในเพลง ผมชอบบทสัมภาษณ์ของ ‘พี่โต ซิลลี่ฟูลส์’ เรื่องเพลงที่เปลี่ยนโลก พี่โตตอบว่าไหนหลักฐาน ไม่เห็นเปลี่ยนได้เลย “ถ้าเพลงดีทำไมร้องแล้ววัยรุ่นยังตีกัน”</span></p>
<p><b>ฟิน : </b><span style="font-weight: 400;">ผมว่าถ้าช่วยกันคงเปลี่ยนได้ เพลงเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ศาสนาใด ชนชั้นนำ ใช้เพลงรณรงค์ความเชื่อของตน เพลงจึงมีเป้าหมายปลายทาง เราเป็นนักรณรงค์ที่ใช้เพลงเป็นเครื่องมือมากกว่า</span></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">ผมเชื่อ ผมจึงทำการเปลี่ยนแปลง เพลงของผมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เคยใช้คำใหญ่ว่า “คนเปลี่ยนโลก” ผมไม่รู้ว่าจริงไหม ผมไม่เคยเห็นปลายทาง นั่นจึงเป็นความฝัน ซึ่งความฝันนั้นจะเกิดขึ้นจริงในสักวันแต่อาจไม่ใช่รุ่นผม แต่เราต้องไม่แค่ฝัน เราต้องทำด้วย นิยามว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง แต่จะเป็นจริงได้ไหมคงต้องทำ ทุกคนต้องออกมาช่วยกัน ศิลปินต้องออกมาช่วยกัน</span></p>
<p><b>เจ : </b><span style="font-weight: 400;">เพลงเปลี่ยนได้ เพลงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของผู้มีอำนาจมาตลอด ศาสนาทุกศาสนามีบทสวด มีอุปกรณ์ประกอบเสียง กษัตริย์ทุกพระองค์มีเพลงประจำตัว ชาติต้องมีเพลงประจำชาติ การหล่อหลอมระบบคุณค่าทางสังคมโดยไอเดียของการ propaganda คือการทำซ้ำ แรกๆ คุณอาจไม่ชอบ พอเริ่มฟังซ้ำๆ ซ้ำจนชินชา เริ่มเกิดความคุ้นเคย ยินยอม และยอมรับ เพราะฉะนั้นการทำซ้ำมันทำให้คนยอมรับ ถ้าคุณอยากขายไอเดียเรื่องคนเท่ากัน การเคารพความแตกต่าง คุณก็สามารถส่งเนื้อหานี้ซ้ำๆ ได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมบางคนถึงสบายใจกับการเปิดบทสวดระหว่างติดไฟแดง ทำไมถึงเปิดได้เรื่อยๆ โดยไม่ได้รู้สึกเหมือนกับว่าถูกสั่งสอน หรือถูกเลกเชอร์ เพราะเพลงก็มีความสามารถที่จะสอดแทรกอยู่ในจังหวะชีวิตทั่วๆ ไปได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>คิดว่าเพลงที่เกี่ยวกับสังคม การเมือง ไปอยู่ในบริบทอื่นได้ไหม ที่ไม่ใช่ม็อบ เอาไปฟังตอนรถติดได้ไหม</b></p>
<p><b>เจ :</b><span style="font-weight: 400;"> ควรเป็นแบบนั้น อย่างเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">Zombie </span></i><span style="font-weight: 400;">ของ The Cranberries ยังพูดถึงสงครามในไอร์แลนด์ เป็นเพลงสังคมที่พูดถึงคนที่ห้ำหั่นกันราวกับว่าเป็นซอมบี้ไม่มีจิตวิญญาณ ฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง หรือเพลง</span><i><span style="font-weight: 400;"> Another Brick in The Wall</span></i><span style="font-weight: 400;"> ของ Pink Floyd พูดถึงระบบการศึกษา ผมคิดว่าควรเป็นแบบนั้น อย่างเพลง</span><i><span style="font-weight: 400;"> วังวน </span></i><span style="font-weight: 400;">ตอนแรกตั้งใจว่าจะแกล้งทำเป็นเหมือนเพลงรักด้วยซ้ำ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-107741" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-6-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ในลิสต์เพลงการเมืองในอดีต มีเพลงไหนที่รู้สึกประทับใจบ้างไหม</b></p>
<p><b>เจ :</b> เพลง<i><span style="font-weight: 400;"> สหาย </span></i><span style="font-weight: 400;">ของพี่จิ้น กรรมาชน อีกเพลงคือ </span><i><span style="font-weight: 400;">รักน้อง</span></i><span style="font-weight: 400;"> มันไม่ได้เป็นเพลงที่มีแต่อุดมการณ์ มันคือเพลงที่ผู้ชายคนหนึ่งแต่งให้กับผู้หญิงที่รัก แต่ต้องไปเรียนต่อเมืองนอกเพราะชีวิตการต่อสู้ทางการเมืองแล้วเลิกรากันไป  มันมีมิติเรื่องส่วนตัว เรื่องความสัมพันธ์ ผมคิดว่าสำคัญคือเรายังรู้ว่าเรายังเป็นมนุษย์ธรรมดาที่อ่อนแอได้ บอบบางได้ มันสำคัญกับการต่อสู้ เพราะว่าการที่เราคาดหวังจะให้เพื่อนๆ เข้มแข็งตลอดเวลาในการต่อสู้มันทำให้ขบวนพัง เพราะว่าไม่มีใครตอบสนองความคาดหวังระดับนั้นได้ตลอดเวลา การรับรู้ว่าเพื่อนๆ อ่อนแอได้มันจะมีจังหวะที่เราดูแลกันไง เพราะว่าการเมืองมันไม่ใช่แค่การต่อสู้รุ่นเดียวจบ ปีสองปีก็ตั้งม็อบมาใหม่ มันคือการต่อสู้ทั้งชีวิต</span></p>
<p><b>แก้วใส :</b><span style="font-weight: 400;"> อย่างผมชอบหลายเพลง ผมโตมากับเพลงเพื่อชีวิต อย่าวคาราบาว คาราวาน ถึงแม้ว่าตัวบุคคลจะเปลี่ยนไป แต่หลายเพลงก็ยังอยู่</span></p>
<p><b>เจ :</b><span style="font-weight: 400;"> หากศิลปินที่มีอุดมการณ์อีกแบบมาอ่านบทความนี้ ผมก็คิดว่าเขามีโอกาสที่จะเปลี่ยน ผมเองก็เคยคิดเห็นอีกแบบ เคยเป็นเด็กใต้ เด็กภูเก็ตที่โพกผ้าเหลือง อยู่ในม็อบ 5,000 คน และเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ภูเก็ต ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งผมจะกลับไปที่ภูเก็ตแล้วก็ไปเป็นคนนำม็อบในตอนนี้ เราเคยเป็นคนที่คุกคามมาก่อน ผมเคยไปต่อยเพื่อนที่ความเห็นทางการเมืองไม่เหมือนกัน ไผ่ยังเคยไปต่อยเพื่อนที่เป็นเสื้อแดงมาก่อนเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>มีอะไรอยากแนะนำคนรุ่นใหม่หรือใครก็ตามที่อยากทำดนตรีการเมืองเหมือนสามัญชนแต่ยังไม่มั่นใจในวิธีการที่จะเลือกและกังวลว่าการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่ดี</b></p>
<p><b>เจ :</b><span style="font-weight: 400;"> การพูดถึงความรักก็ยังเป็นเรื่องของการเมืองได้ เพราะการเมืองคือนิยามการตัดสินใจของสมาชิกในกลุ่มหนึ่ง คนเป็นแฟนกันทะเลาะกันว่าจะไปกินข้าวร้านไหนก็เป็นเรื่องของการเมือง วิธีการคุยให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็ทำได้หลายวิธี ถ้าเป็นในแนวดิ่งก็จะเป็นเรื่องของการรวมอำนาจ กระจายอำนาจ อย่างเช่นเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">เผด็จเกิร์ล</span></i><span style="font-weight: 400;"> (วง Tattoo Colour) ก็นำเสนอเรื่องนี้ บอกว่าอีกฝ่ายพูดอะไรไม่ได้เลย </span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือถ้าเป็นในแนวราบก็จะเป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง อย่างเพลง</span><i><span style="font-weight: 400;"> สวัสดีวันจันทร์ </span></i><span style="font-weight: 400;">(ฟักกลิ้ง ฮีโร่) หรือ</span><i><span style="font-weight: 400;"> ยาใจคนจน</span></i><span style="font-weight: 400;"> (ไมค์ ภิรมย์พร) ก็เป็นเพลงแนวแกน z ที่เป็นแนวทางเลือกที่จะพูดถึงประเด็นสังคมอื่นๆ อย่างเรื่องคนพิการ เรื่อง authority เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความเชื่อ มีทางเลือกเยอะถ้าจะพูดเรื่องการเมืองจากชีวิตประจำวันที่เจอจริงๆ ไม่จำเป็นว่าจะต้องพูดเรื่องระบอบศักดินาก็ได้ ผมว่าเริ่มจากการสำรวจชีวิตตัวเองว่าเจอเรื่องแย่ๆ อะไร จะมีพลังมากถ้าหากเราได้พูดเรื่องตัวเอง </span></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">ผมมองว่าเป็นเรื่องของการยืนยันความคิดผ่านการกระทำ อาจจะติดกรอบคนรอบข้าง เราก็ติด แต่เราต้องทะลุกรอบนั้นออกมา ก็ลองทำดูก่อนว่ามันจะเป็นยังไง เราก็ไม่ปฏิเสธว่ามันมีเงื่อนไข แต่ว่ามันก็ไม่ได้บังคับคุณจนต้องเกิดผลร้ายกับตัวเองขนาดนั้น เราแค่ชวนคุณตั้งคำถามแล้วก็ลองทดลองทำดู ค่อยๆ ขยับ ไม่จำเป็นต้องทันทีก็ได้ คนเราสามารถค่อยๆ เติบโตเรียนรู้ที่จะปฏิบัติได้ แล้ววันหนึ่งเราก็จะรู้วิธีการของมัน อย่างในสังคมทุกวันนี้เราก็เห็นแล้วว่าคนกล้าออกมาพูดมากขึ้นแค่ไหน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเชิงของดนตรีมันจะต้องใช้ศิลปะด้วย มันก็เป็นมุมหนึ่งที่คุณสามารถแสดงออกได้ด้วยการใส่สัญลักษณ์ อาจจะช่วยให้กรอบที่ล้อมคุณอยู่มันเบาบางลง ผมคิดว่าทุกคนสามารถทำได้และเห็นด้วย เราต้องการให้ทุกคนออกมามากๆ ค่อยขยับจากเรื่องใกล้ตัวเรื่องประเด็นการศึกษา ครอบครัว สังคม ผมเองก็ไม่ได้เริ่มมาจากการเมืองโดยตรง ผมก็เริ่มมาจากการถ่ายภาพธรรมชาติ แต่งเพลงเกี่ยวกับธรรมชาติมาก่อนที่จะเป็นเพลงการเมือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-107746" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-11-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p><b>เพลงของสามัญชนเป็นเพลงที่บอกถึงปัญหา ทำให้เกิดข้อพิพาท แบบนี้จะถือเป็นเพลงที่ทำให้เกิดความไม่สงบหรือเปล่า</b></p>
<p><b>แก้วใส :</b><span style="font-weight: 400;"> ถ้าเป็นสังคมประชาธิปไตยมันจะทำได้ครับ มันมีการเห็นต่างอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีวิธีอยู่ร่วมกันที่ไม่ข้ามเส้นแค่นั้นเอง ถ้าความสงบจะเกิดขึ้น ผมว่ามันต้องเกิดจากความพอใจของทุกคน ไม่ใช่บอกให้พอใจว่าต้องอยู่แบบนี้ หรือพอใจแบบนี้ แล้วจงมีความสุข</span></p>
<p><b>เจ :</b><span style="font-weight: 400;"> ผมเห็นด้วยกับพี่แก้ว ความรุนแรงมันจะเกิดขึ้นเมื่อไม่มีพื้นที่ให้พูดคุย ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ การได้ถกเถียงกัน ได้ทะเลาะกับแฟน แต่เมื่อไหร่ที่มีคนหนึ่งบอกว่า “เออ อะไรก็ได้ เธอก็แบบนี้แหละ” บทสนทนาที่ทำให้คนไม่คุยกัน ก็นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มันแย่ลง ถ้ามองในภาพใหญ่ขึ้นเมื่อประชาชนบอกว่าหิว แล้วรัฐบาลบอกว่าให้ทำมาหากินเองสิ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลก็จะแย่ลง อาจจะเกิดอาชญากรรม การปล้นการจี้ตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราไม่มีพื้นที่ให้พูดคุย มันก็จะทำให้เกิดความรุนแรงในสังคม เกิดการใช้กำลังของรัฐ เพราะอีกฝ่ายจะถูกมองว่าไม่เชื่อฟัง คนที่ไม่เห็นด้วยกับวงสามัญชนก็สามารถทำเพลงมาได้ว่าไม่เห็นด้วยยังไง อย่างน้อยก็มีพื้นที่ที่ไม่ใช่เป็นความขัดแย้งทางกายภาพหรือมาต่อยกันให้เกิดความรุนแรง ความขัดแย้งไม่ใช่ปัญหาและมันอาจนำเราไปสู่ข้อเสนอใหม่ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คุณคิดเห็นยังไงกับการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้</b></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">ดีแล้วครับ เขาก็ทำตามสิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ ทำต่อไป</span></p>
<p><b>อาร์ม : </b><span style="font-weight: 400;">ผมสนับสนุนเต็มที่ เราเห็นเด็กๆ รุ่นใหม่ปราศรัยกันด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจ มองจากมุมผู้ใหญ่อาจจะคิดว่าเด็กๆ เหล่านี้ก้าวร้าว แต่ถ้าลองดูที่เนื้อหาจริงๆ เราจะพบว่าสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ไกลเกินกว่าประชาธิปไตย น้องทั้งประถมและมัธยมที่ออกมาพวกเขาต่างมีเป้าหมาย ทั้งๆ ที่รู้ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองมันเสี่ยง</span></p>
<p><b>เจ : </b><span style="font-weight: 400;">ผมเป็นแฟนคลับของการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ เรายินดีที่จะสนับสนุนทุกๆ การเคลื่อนไหว ถ้าเป็นเกม ROV เราจะเป็นโรมมิ่งให้คุณเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-107747" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-12-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>สุดท้ายถ้าวันหนึ่งการเมืองดี ปลายทางจะยังมีวงสามัญชนไหม</b></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">คิดว่าไม่ต้องมีวงก็ได้ คิดว่าจบแล้วก็จบ แต่หลังจากนั้นจะกลายเป็นอะไรเราก็เดาไม่ออก แต่ภารกิจของเราที่เป็นงานวัฒนธรรมเพื่อรับใช้ขบวน เราจะปลดลง ผมไม่ได้อยากสถาปนาว่าต้องค้ำฟ้า เพลงมันมาแล้วก็หายไป เป็นเรื่องธรรมดา แต่คงอีกนานเลย (หัวเราะ)</span></p>
<p><b>อาร์ม : </b><span style="font-weight: 400;">ส่วนเราคงกลับไปทำสิ่งที่รัก สิ่งที่อยากทำอย่างอื่น ถ้าโครงสร้างสังคมดี มีชีวิตและรัฐสวัสดิการที่มั่นคงเราคงหันไปดูเรื่องอื่น เรื่องชีวิต เรื่องความตาย</span></p>
<p><b>ฟิน : </b><span style="font-weight: 400;">พี่แก้วใสเป็นคนที่มีเพลงรักเยอะมาก น่าสนใจมาก ไม่ใช่แค่การเมือง ผมรอฟังวันนั้นอยู่ วันที่พี่แก้วใสทำเพลงรัก</span></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">แต่วันนี้เราคิดว่ายังคงต้องทำงานต่อ วงสามัญชนยังไม่หายไปไหน ถ้าจะหายไปก็มีอยู่สองสามเหตุผล ไม่ตาย ก็โดนจับ หรือหมดแรง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-107761" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-26-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-26-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-26-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-26-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-26-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-26-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-26-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/สามัญชน-26.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ถ้าวันหนึ่งถูกจับขึ้นมาจริงๆ พวกคุณคิดว่าสิ่งที่ทำมันคุ้มค่าหรือเปล่า แล้วกังวลบ้างไหม</b></p>
<p><b>อาร์ม : </b><span style="font-weight: 400;">บอกเลยว่ากลัวครับ กลัวมาก แต่มันผิดปกติ ถ้าการแสดงออก เล่นดนตรี ถูกห้ามในยุคที่เขาบอกว่าเป็นประชาธิปไตย เราไม่รู้ว่าคนอื่นในสังคมจะรับรู้ถึงความผิดปกติเหล่านี้ไหมกับการที่เราต้องกลัวเพียงแค่เล่นดนตรี ผิดปกติหรือเปล่าถ้าต้องติดคุกในสังคมที่พยายามบอกและสอนเราว่านี่คือประชาธิปไตย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเรื่องติดคุกส่วนตัวคิดว่าไม่คุ้ม ไม่มีใครอยากไปอยู่ในคุกหรอก แต่ถ้ามองแบบภาพรวมก็อาจจะนับว่าคุ้มก็ได้ ถ้าติดแล้วมีคนเห็นว่าสังคมไม่ยุติธรรม แต่การเล่นดนตรีแค่นี้เอาถึงคุกเลยเหรอ มันไม่ควรมีใครต้องติดคุกเพราะเรียกร้องประชาธิปไตยโดยสันติ </span></p>
<p><b>เจ : </b><span style="font-weight: 400;">ไม่มีใครแฮปปี้อยู่แล้วที่จะโดน แต่ถ้าถามว่ากังวลไหม ผมคิดว่ามันเลยจุดนั้นมาแล้ว เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าสักวันเราต้องโดน แต่ความเป็นจริงไม่มีใครสมควรโดนจับ มันแปลกๆ เวลาที่เราไม่ได้ทำผิดแต่ต้องโดนจับ ไม่มีความคุ้มค่าในการถูกลิดรอนสิทธิ เราอยากถามกลับไปยังคนที่ทำเรื่องเหล่านี้ว่าคุ้มค่าไหมกับโอกาสประเทศที่เสียไป</span></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">จับไม่กลัว กลัวไม่จับ จับเราไปทำไม แค่ร้องเพลง ผมโกรธมากกว่า และรำคาญด้วย เบื่อ บ้าบอ ผู้ใหญ่แบบไหนกันชอบไล่จับเด็ก ตลก ส่วนเรื่องคุก ถ้าต้องติดผมคิดว่าไม่คุ้มหรอกครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีใครควรจะติดคุกเพราะออกมาเรียกร้องให้บ้านเมืองนี้ก้าวหน้า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>วงสามัญชน’s Playlist</b></h3>
<p><b>บทเพลงของสามัญชน</b></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a5070d51bd50" data-id="5RLULPRg3lI" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-5RLULPRg3lI-6a5070d51bd50" data-vid="5RLULPRg3lI" data-src="https://www.youtube.com/embed/5RLULPRg3lI?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/5RLULPRg3lI/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">เพลงนี้เกิดขึ้นหลังช่วงรัฐประหาร เพื่อนเราถูกเรียกเข้าไปปรับทัศนคติในค่ายทหารตามประกาศคำสั่งของ คสช. เราซึ่งไม่รู้จะทำอย่างไร จึงร่วมกันแต่งและร้องเพลง หลังจากนั้นก็มีอีกหลายเหตุการณ์ทั้ง คดีเจ้าสาวหมาป่า, ดาวดิน และ 14 นักศึกษาชุมนุมต้านรัฐประหาร 57’ ที่ถูกจับหน้าหอศิลป์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงเกิดจากความรู้สึกอึดอัด อยากระบายอยากให้กำลังใจ ชูเวชเป็นคนเขียนเพลง ผมช่วยเกลาเนื้อ อัดลงยูทูปและเฟซบุ๊กเพื่อให้กำลังใจเพื่อนๆ นักกิจกรรม ตอนนั้นเพื่อนๆ เชียร์ให้ใช้ชื่อ </span><i><span style="font-weight: 400;">บทเพลงของสามัญชน</span></i><span style="font-weight: 400;"> เราเลยใช้ชื่อนั้น พอเพลงออกไปก็มีกระแสของกลุ่มนักกิจกรรมที่ออกมาร้องเพลงนี้กันหลายกลุ่ม</span></p>
<p><b>เจ :</b><span style="font-weight: 400;"> ตอนที่แต่งเรานึกภาพของคนที่อยู่ในกรงขัง จิตใจคงตุ้มๆ ต่อมๆ เต็มไปด้วยความรู้สึกกังวล ช่วงนั้นดู</span><i><span style="font-weight: 400;"> 12 Years a Slave</span></i><span style="font-weight: 400;"> ทำให้เห็นว่าคนผิวสีตอนที่ถูกขังพวกเขามีบทสวดที่ขอให้ผ่านเรื่องแย่ๆ ผมเลยคิดว่าน่าจะมีเพลงที่นักกิจกรรมนึกถึงเพื่อผ่านช่วงเวลาย่ำแย่ไปให้ได้  กลายเป็นท่อน </span><i><span style="font-weight: 400;">“กี่ลมฝันที่พัดละออง โปรยอ่อนมาในกรงขัง”</span></i><span style="font-weight: 400;"> คิดว่าความย่ำแย่นั้นไม่ได้อยู่แค่ในกรงขัง คุณก็มี ผมก็มี เราทุกคนมีหมด</span></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">เรารู้สึกดีที่เพลงออกมาช่วงนั้นเพราะหลังจากปี 53 เสียงของพวกเขาหายไปเลย ทั้งโดนปราบ โดนสลาย แถมถูกย้ำด้วยรัฐประหาร เราหวังให้เพลงเป็นเครื่องปลอบประโลมใจ ในจังหวะช่วงเวลานั้น เราไม่รู้ว่าจะสามารถทำอะไรได้ เครื่องมือที่เรามีและสิ่งที่เราทำได้ก็คือเพลง</span></p>
<p><b>เจ : </b><span style="font-weight: 400;">ผมดีใจที่เพลงมันทำงาน   </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>เราคือเพื่อนกัน</b></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a5070d51bd7c" data-id="HBbdTl-smc8" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-HBbdTl-smc8-6a5070d51bd7c" data-vid="HBbdTl-smc8" data-src="https://www.youtube.com/embed/HBbdTl-smc8?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/HBbdTl-smc8/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><b>เจ : </b><span style="font-weight: 400;">ไอเดียเพลงนี้เราหยิบมาจากเพลง</span><i><span style="font-weight: 400;"> สามัญชนคนแม่กลอง </span></i><span style="font-weight: 400;">เพลงที่พูดถึงปัญหาคนแม่กลองที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายผังเมืองและการจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในขณะนั้น </span><i><span style="font-weight: 400;">“เธอได้ยินเสียงกลองบรรเลงเธอจงกลับไปเรียกไพร่พล นี่คือห้วงทำนองคนสามัญชนคนแม่กลองอย่างเรา” </span></i><span style="font-weight: 400;"> หลังเหตุการณ์ ‘14 นักศึกษาต้านรัฐประหาร’ ถูกจับ พี่แก้วใสหยิบมาปรับเนื้อใหม่</span> <span style="font-weight: 400;">ตอนนั้น</span><b> นิ้วกลม–สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ </b><span style="font-weight: 400;">เขียนบทความถึงดาวดินที่ชื่อ ‘เราคือเพื่อนกัน’ และนักกิจกรรมก็ใช้กันมากกลายเป็นแฮชแท็ก เราจึงหยิบคำนี้มาใช้เป็นชื่อเพลง</span></p>
<p><b>แก้วใส : </b><i><span style="font-weight: 400;">เราคือเพื่อนกัน</span></i><span style="font-weight: 400;"> เกิดหลังเหตุการณ์ที่ 14 นักศึกษาถูกจับที่หน้าหอศิลป์ เราเอาไปเล่นครั้งแรก ณ กำแพงประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เราอยากให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกอยากขับเคลื่อน ดนตรีจึงมีความไวมากขึ้น ให้ทำนองปลุกใจและปลุกเร้าคน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>ดอก</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a5070d51bd91" data-id="LdieWW_gD3o" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-LdieWW_gD3o-6a5070d51bd91" data-vid="LdieWW_gD3o" data-src="https://www.youtube.com/embed/LdieWW_gD3o?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/LdieWW_gD3o/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><b>เจ : </b><span style="font-weight: 400;">ผมแต่งเพลงนี้ให้กับลูก หลังการแพ้ในประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฯ 2560</span> <i><span style="font-weight: 400;">“คงไม่มีคำขอโทษใดที่เธอจะให้อภัย กับสิ่งที่ฉันพลาดไปในวันที่เธอต้องการ”</span></i><span style="font-weight: 400;"> เรามองว่ารัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจไปอีก 20 ปี ยังไงพวกเขาก็ได้รับผลกระทบ เรารู้ว่าจะมีคนมีอำนาจไปอีกยาวนาน จนถึงวันที่ลูกเราเติบโตเป็นวัยรุ่น จนวันที่เขาทำงานเขาก็ยังต้องเจอ เรารู้สึกแย่ เนื้อหาของเพลงพูดถึงพ่อที่ทำดอกไม้ที่กำลังจะให้ลูกหายไป เราเปรียบสิ่งนั้นคือประชาธิปไตย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>วังวน</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a5070d51bda0" data-id="YEmfjbLYtBw" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-YEmfjbLYtBw-6a5070d51bda0" data-vid="YEmfjbLYtBw" data-src="https://www.youtube.com/embed/YEmfjbLYtBw?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/YEmfjbLYtBw/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><b>เจ : </b><span style="font-weight: 400;">เราทำเพลงนี้เพราะอยากบรรยายถึงความรู้สึกของญาติและคนรักของคนที่ถูกอุ้มหาย โดยเฉพาะเรื่องราวของครอบครัว ‘นีละไพจิตร’ ที่สูญเสีย ‘ทนายสมชาย’ ไป เขาถูกอุ้มหายไปจากถนนใจกลางกรุงเทพฯ  มีรถวิ่ง มีคนเห็น แต่คนที่ยอมมาเป็นพยานคนเดียวคือสาวโรงงาน กลายมาเป็นท่อน </span><i><span style="font-weight: 400;">“แด่ความลับที่ซ่อนเก็บไว้ในความทรงจำ แด่ทุกเสียงตะโกนในนั้นที่ต้องเงียบงัน” </span></i><span style="font-weight: 400;">ความรู้สึกของญาติและเพื่อนของคนที่ถูกอุ้มหาย พวกเขาต้องทำเป็นไม่พูดอยู่นานแค่ไหน สิ่งเหล่านี้เป็นวังวน</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่ </span><b>แบ๋น–ประทับจิต นีละไพจิตร</b><span style="font-weight: 400;"> ลูกสาวทนายสมชายเคยเล่าว่า เขาคิดว่าพ่อจะเป็นอย่างไร จะถูกจับใส่ถังไหม ถูกทำร้ายหรือเปล่า จินตนาการเกิดไม่มีที่สิ้นสุด วังวนความรู้สึกเหล่านั้นเกิดขึ้นกับญาติและคนรักของคนที่ถูกอุ้มหาย หรือคนในเหตุการณ์ 6 ตุลาก็ตาม พวกเขายังตกอยู่ในวังวนเหล่านี้ ลุงคนนึงที่รู้จักเล่าว่าจนถึงปัจจุบันเขายังไม่กล้ามองต้นมะขามสนามหลวง เพราะมองทุกครั้งก็นึกถึงวันที่เพื่อนของเขาถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ถูกแขวนแล้วฟาด  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนชื่อ </span><i><span style="font-weight: 400;">วังวน </span></i><span style="font-weight: 400;">ผมได้มาจากการดูหนังเรื่อง</span><i><span style="font-weight: 400;"> Miss Peregrine&#8217;s Home for Peculiar Children</span></i><span style="font-weight: 400;"> หนังที่เล่าเรื่องเด็กที่มีพลังวิเศษในบ้านหลังหนึ่ง พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในวนลูปเวลาก่อนเผชิญสงคราม ผมคิดว่าเขาพยายามเปรียบเทียบกับเหยื่อจากสงครามโลก ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตามแต่ พวกเขายังคงเจอสงครามในทุกๆ วัน ‘</span><b>ธงชัย วินิจจะกุล’</b><span style="font-weight: 400;"> ยังคงเป็นเด็กคนนั้นที่เห็นเหตุการณ์ที่เพื่อนถูกยิงในธรรมศาสตร์  เหมือนกันกับเรื่องอุ้มหาย เวลาหยุดนิ่งสำหรับเหยื่อ สำหรับญาติ และคนที่รัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>ฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ</b></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a5070d51bdae" data-id="svCN4ZUtcpQ" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-svCN4ZUtcpQ-6a5070d51bdae" data-vid="svCN4ZUtcpQ" data-src="https://www.youtube.com/embed/svCN4ZUtcpQ?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/svCN4ZUtcpQ/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><b>เจ : </b><span style="font-weight: 400;">เพลงนี้เป็นเพลงที่เราทำให้เพื่อนที่ต้องโทษเนื่องจากแชร์บทความหนึ่ง ซึ่งทั้งที่บทความนั้นถูกแชร์ไปหลายพัน แต่มีสองคนที่เป็นเพื่อนเราโดน &#8216;112&#8217; คือ การ์ตูนและไผ่ ส่วนหนึ่งเราคิดว่าสองคนนี้เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองที่โดดเด่น คนนึงต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย อีกคนกลายเป็นนักโทษ เราใส่ท่อน </span><i><span style="font-weight: 400;">“สักวันหนึ่งเราจะกลับมาพบกับเพื่อนรัก”</span></i><span style="font-weight: 400;"> ตอนที่ร้องเราก็คาดหวังจะได้กลับมาเจอพวกเขาอีกครั้ง   </span></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">จริงๆ เป็นเพลงที่เราแต่งไว้ก่อนหน้านั้นมานาน ก่อนที่จะหยิบมาใช้ ต้นแบบเพลงนี้คือเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">เดือนเพ็ญ</span></i><span style="font-weight: 400;"> ลองนึกถึงภาพบรรยากาศที่คนอยู่กันคนละฝั่งโขง คนที่มองอยู่ฝั่งตรงข้ามและคิดถึงกันและกัน คิดถึงลูกคิดถึงเมียและญาติพี่น้อง คิดถึงมิตรสหายแต่ข้ามมาไม่ได้ ทำได้เพียงมองพระจันทร์และดวงดาว คิดถึงเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศ อยู่ลาว อยู่เขมร และอีกหลายๆ ที่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพลงนี้เราแต่งมาเป็นปีจนมาเจอไผ่ ดาวดิน เราจึงหยิบขึ้นมาใช้ เวลาไปเล่นในคอนเสิร์ต เพลงนี้เราร้องไม่ค่อยจบ ร้องไห้ตลอด เพราะตอนนั้นเพื่อนเราอยู่ในคุก</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;"> </span></i></p>
<p><b>Can&#8217;t go back</b></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a5070d51bdba" data-id="9LJ0bpStAhs" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-9LJ0bpStAhs-6a5070d51bdba" data-vid="9LJ0bpStAhs" data-src="https://www.youtube.com/embed/9LJ0bpStAhs?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/9LJ0bpStAhs/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><b>แก้วใส : </b><span style="font-weight: 400;">เราสนใจกระแสที่ UN ตัดความช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ช่วงนั้นเรามีโอกาสได้ฟังผู้ลี้ภัยทางการเมืองพูด บริบทโลกตอนนั้นมีทั้งผู้ลี้ภัยในซีเรีย โรฮิงญา รวมถึงนักโทษการเมืองไทยด้วยที่ต้องลี้ภัย ทั้งสยาม ธีรวุฒิ, สุรชัย แซ่ด่าน จึงเกิดเป็นเพลงนี้ ยิ่งเกิดเหตุกรณีคุณวันเฉลิม ยิ่งย้ำให้เราอยากทำเพลงนี้ให้ทันกับสถานกาณ์ </span></p>
<p><b>เจ : </b><span style="font-weight: 400;">มันเกิดจากภาพของชาวโรฮิงญา พวกเขาอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่  ถูกคุกคาม ไล่ฆ่า ข่มขืน เผาบ้าน เลยต้องขึ้นเรือหนี บางคนมาที่ไทยก็ถูกกระแสโจมตี ไม่ต้อนรับ เกิดคำพูดที่บอกว่าน่าจะปล่อยให้ตายกลางทะเล เอาไปอยู่บ้านไหมล่ะ ทั้งที่จริงๆ แล้วงบประมาณการดูแลพวกเขาไม่ได้มาจากรัฐไทยเลย แถมยังเจอเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ซ้ำ</span> <span style="font-weight: 400;">เพลง</span><i><span style="font-weight: 400;"> Can&#8217;t go back</span></i><span style="font-weight: 400;"> จึงสะท้อนคนที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย แต่จะไปที่อื่นก็ไม่ได้ การได้ขึ้นฝั่งมันไม่ได้หมายความว่าจะรอด คุณอาจถูกขายเป็นแรงงานทาส โดนฆ่าเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง น่าเศร้าที่บางคนในสังคมไทยตอนนั้นพูดว่าอยากกำจัดคนเหล่านี้ ความเชื่อความศรัทธาแบบไหนที่ทำให้เราเกลียดพวกเขา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>คนที่คุณก็รู้ว่าใคร</b></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a5070d51bdc5" data-id="82hySr6mQ40" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-82hySr6mQ40-6a5070d51bdc5" data-vid="82hySr6mQ40" data-src="https://www.youtube.com/embed/82hySr6mQ40?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/82hySr6mQ40/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><b>เจ : </b><span style="font-weight: 400;">ตอนเด็กๆ ผมเป็นแฟนคลับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แล้วผมสงสัยว่าทำไมคนถึงไม่เรียกชื่อของ ทอม มาร์โวโล่ ริดเดิ้ล ตรงๆ เราเองก็ไม่เคยเรียกชื่อผู้มีอำนาจตรงๆ เหมือนกัน เราก็เลยคิดว่าเงื่อนไขการกำหนดคำเรียกมันก็เป็นภาพสะท้อนอำนาจทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นมา และยังเป็นเพลงที่ด่าตัวเองตอนเด็กๆ ด้วยว่า เราก็มีความเชื่อจนไปล่าคนที่เห็นต่างเหมือนกัน</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/commonerthailand/">&#8220;ปลุกผู้คน ปลูกฝันสู่วันของเรา&#8221; บันทึกประวัติศาสตร์เพลงการเมืองคนธรรมดาของวงสามัญชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จะออกไปจับปูสีฟ้าและเหมือนทะเลปัตตานีเข้าใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/blues-crab-pattani/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คชรักษ์ แก้วสุราช]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 27 Jan 2019 09:57:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[ปูม้า]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[journey]]></category>
		<category><![CDATA[ปัตตานี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=52130</guid>

					<description><![CDATA[<p>1. ไม่รู้ว่าความรู้สึกมันคืออะไรกันแน่ ดีใจ กังวล หรือตื่นเต้นปนขี้ขลาด การนั่งเรือออกไปดูการจับปูม้าคงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอะไร ถ้าเราเองว่ายน้ำเป็น ถ้าไม่ใช่การออกทะเลครั้งแรก เรารับปากกับแบอย่างดิบดีว่าจะออกไปด้วยเพราะคิดว่าไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ทั้งที่ในใจไม่มั่นใจเอาซะเลย “ถ้าไม่มีพายุจะให้ออกไปด้วย” แบบอกเราประมาณนี้ในคืนสุดท้ายก่อนออกทะเล แต่นั่นยิ่งทำให้คนปอดแหกคิดไปกันใหญ่ ถ้าออกทะเลแล้วมีพายุล่ะ เรือล่มล่ะ จะทำอย่างไร “วัยรุ่นมีครั้งเดียวนะโว้ย” เราบอกตัวเอง “แต่ตายเพราะคำนี้ก็เยอะนะโว้ย” เราบอกตัวเองอีกที จำได้ว่าคืนนั้นหลับไปแบบพะวง ในใจลึกๆ ก็แอบอยากให้ตื่นมาแล้วฝนตกหนัก จะได้ไม่ต้องไป แต่อีกใจก็เสียดาย เราคิดถึงเพลง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง ของบอดี้สแลม เรารู้ดีว่าความกล้ากับบ้าบิ่นมีเส้นบางๆ คั่นไว้ แต่ในเพลงเขาก็ไม่ได้ออกทะเลจริงๆ หรือเปล่าวะ! 2. เราตื่นจากการนอนแบบครึ่งหลับครึ่งตื่นด้วยความกังวล ไม่มีเสียงฝนหรือเสียงพายุที่ไหน แต่มีเสียงคนลุกมาต้มกาแฟดื่มตอนเช้า แบลุกขึ้นมาเตรียมสิ่งของสำหรับออกเรือในครั้งนี้ น้ำมัน เนื้อปลา และถังปลาถูกเตรียมไว้เรียบร้อยหน้าบ้าน แบเอากางเกงลูกฟูกหนาตัวหนึ่งโยนให้เราใส่ แกบอกว่าตัวที่เราใส่อยู่เอาไว้ใส่กลับดีกว่า ก่อนจะเดินหายไปและกลับมาพร้อมถุงโรตีที่กำลังจะกลายเป็นมื้อแรกของเราบนเรือ เวลาตีห้าพระอาทิตย์ยังไม่ออกมา เห็นเพียงปลายแสงสีส้มอ่อน เราเดินตามแบไปยังท่าจอดเรือ พร้อมกันนั้นยังมีชายอีก 3-4 คนประจำอยู่ที่เรือของตนเองเรียบร้อย ทุกคนเช็กสภาพเรือครั้งสุดท้ายก่อนออก ส่วนเราเองก็ยังสะบัดความประหม่าไม่พ้นแม้ถึงคราวต้องลงเรือ เรือมุ่งหน้าออกจากอ่าวขณะที่ฟ้าส่วนใหญ่ยังมืดพร้อมกับเรือพลพรรคอีก 4-5 ลำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/blues-crab-pattani/">จะออกไปจับปูสีฟ้าและเหมือนทะเลปัตตานีเข้าใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52368 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-5.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-5-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-5-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">1.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่รู้ว่าความรู้สึกมันคืออะไรกันแน่ ดีใจ กังวล หรือตื่นเต้นปนขี้ขลาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การนั่งเรือออกไปดูการจับปูม้าคงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอะไร ถ้าเราเองว่ายน้ำเป็น ถ้าไม่ใช่การออกทะเลครั้งแรก เรารับปากกับแบอย่างดิบดีว่าจะออกไปด้วยเพราะคิดว่าไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ทั้งที่ในใจไม่มั่นใจเอาซะเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าไม่มีพายุจะให้ออกไปด้วย” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แบบอกเราประมาณนี้ในคืนสุดท้ายก่อนออกทะเล แต่นั่นยิ่งทำให้คนปอดแหกคิดไปกันใหญ่ ถ้าออกทะเลแล้วมีพายุล่ะ เรือล่มล่ะ จะทำอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วัยรุ่นมีครั้งเดียวนะโว้ย” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราบอกตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ตายเพราะคำนี้ก็เยอะนะโว้ย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราบอกตัวเองอีกที </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จำได้ว่าคืนนั้นหลับไปแบบพะวง ในใจลึกๆ ก็แอบอยากให้ตื่นมาแล้วฝนตกหนัก จะได้ไม่ต้องไป แต่อีกใจก็เสียดาย เราคิดถึงเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">เรือเล็กควรออกจากฝั่ง</span></i><span style="font-weight: 400;"> ของบอดี้สแลม เรารู้ดีว่าความกล้ากับบ้าบิ่นมีเส้นบางๆ คั่นไว้ แต่ในเพลงเขาก็ไม่ได้ออกทะเลจริงๆ หรือเปล่าวะ! </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52376 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-13.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-13-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-13-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">2.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราตื่นจากการนอนแบบครึ่งหลับครึ่งตื่นด้วยความกังวล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีเสียงฝนหรือเสียงพายุที่ไหน แต่มีเสียงคนลุกมาต้มกาแฟดื่มตอนเช้า แบลุกขึ้นมาเตรียมสิ่งของสำหรับออกเรือในครั้งนี้ น้ำมัน เนื้อปลา และถังปลาถูกเตรียมไว้เรียบร้อยหน้าบ้าน แบเอากางเกงลูกฟูกหนาตัวหนึ่งโยนให้เราใส่ แกบอกว่าตัวที่เราใส่อยู่เอาไว้ใส่กลับดีกว่า ก่อนจะเดินหายไปและกลับมาพร้อมถุงโรตีที่กำลังจะกลายเป็นมื้อแรกของเราบนเรือ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาตีห้าพระอาทิตย์ยังไม่ออกมา เห็นเพียงปลายแสงสีส้มอ่อน เราเดินตามแบไปยังท่าจอดเรือ พร้อมกันนั้นยังมีชายอีก 3-4 คนประจำอยู่ที่เรือของตนเองเรียบร้อย ทุกคนเช็กสภาพเรือครั้งสุดท้ายก่อนออก ส่วนเราเองก็ยังสะบัดความประหม่าไม่พ้นแม้ถึงคราวต้องลงเรือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรือมุ่งหน้าออกจากอ่าวขณะที่ฟ้าส่วนใหญ่ยังมืดพร้อมกับเรือพลพรรคอีก 4-5 ลำ ด้านหลังของแบแสงจันทร์ยังคงแจ่มชัด ทางด้านหน้าคือตือโละ (อ่าว) ปัตตานีที่แสงสีส้มจากพระอาทิตย์กำลังเริ่มมาทวงคืนท้องฟ้า คลื่นที่กระแทกเรือ น้ำทะเลกระเซ็นมาโดนหน้า ตอกย้ำกับเราว่านี่ไม่ใช่ความฝัน และแกกำลังจะออกทะเลจริงๆ เรือกำลังขับออกจากอ่าวตันหยงเปาว์ออกไปไกลเรื่อยๆ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52384 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-21.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-21-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-21-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52380 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-17.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-17-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-17-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรานั่งเรือออกมากว่าชั่วโมงแล้ว แต่น่าแปลกใจที่เทือกเขาสันกาลาคีรีไม่ได้ดูเล็กลงเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความยิ่งใหญ่ของเขาทำให้เราอุ่นใจขึ้น แดดเริ่มฉายแสงอย่างจริงจัง ทะเลจากที่มืดๆ ก็กลับมีประกาย ราวกับหญิงสาวที่เพิ่งตื่น ทุกอย่างกำลังแจ่มชัดในความมืด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอขับไปได้สักพักแบก็เริ่มชะลอเรือ พร้อมมองหาอะไรบางอย่าง แบเลี้ยวหัวเรือไปยังจุดที่แกเชื่อว่าจะไปได้ เราไม่มีจอเรดาร์ ไม่มีเครื่องติดตาม มีขวดน้ำมัน เนื้อปลาที่ใช้เป็นเหยื่อ กับถุงโรตี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แกชะลอเรือเข้าไปใกล้ทุ่นโฟมพลาสติก ก่อนจะสาวเชือกดึงลอบขึ้นมา ในนั้นมีเจ้าปูสีฟ้า (ปูม้า) เป็นประกาย แทบจะคล้ายกับสีทะเล แกเทปูจากลอบลงในถังก่อนจะหยิบชิ้นเนื้อปลาเอาไว้เป็นเหยื่อล่อปูในครั้งต่อไป แบเช็กร่องรอยความเสียหายของลอบก่อนจับโยนลงทะเลอย่างเชี่ยวชาญ และหวังให้ครั้งหน้ามีปูตัวต่อไปมาอยู่ในลอบนี้อีกครั้ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52373 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-10.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-10-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-10-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเรามีทั้งโชคดีและโชคร้าย เหมือนลอบปูที่แบสาวขึ้นมาจากทะเล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลอบอันเดียวบางทีก็ได้ปูสี่ตัว บางอันก็ได้ตัวเดียว หลายอันว่างเปล่า แต่ที่แย่สุดคือลอบหายไปทั้งอัน เพราะถูกอวนลากของชาวประมงผิดกฎหมายลากไปหมดทั้งปู ลูกปู ปะการัง หน้าดินใต้ทะเล ลากความสมบูรณ์ที่เคยมีหายไปในพริบตา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แบเล่าว่า นับวันแบยิ่งต้องออกทะเลไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ความสมบูรณ์ที่เคยมีเริ่มหมดไป การทำประมงแบบผิดกฎหมายเกิดขึ้นเพราะความต้องการที่มากขึ้น ปูที่เคยว่ากันว่าเดินหาจับได้ง่ายๆ ในแนวใกล้ๆ ถึงวันนี้ต้องออกเรือไปเกือบชั่วโมงถึงจะเริ่มจับตัวแรกได้ และตนก็มั่นใจว่าอนาคตอาจต้องออกไปไกลกว่านี้แน่ๆ แต่ก็ยังดีที่ชาวบ้านในพื้นที่พยายามรักษาฐานที่มั่นสุดท้ายของพวกเขาคือการอนุรักษ์สิ่งที่พอมีอยู่ให้เติบโต ในทุกๆ ปีชาวบ้านจะรวมตัวกันทำซังปลาไว้เป็นสถานอนุบาลลูกปลาเล็กๆ พยายามกันไม่ให้ใครเข้าไปยุ่มย่ามก่อนเวลาอันควร</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52374 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-11.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-11-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-11-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52381 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-18.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-18-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-18-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตะวันลอยสูง ทำมุมองศาได้เข้าตาพอดี แบหยิบหมวกใบเก่งของตัวเองออกมาใส่บังแดด พอเริ่มสาย แดดแรง ทำให้มองเห็นทุ่นโฟมได้ยากขึ้น แบยังดูแข็งขัน เพราะตั้งใจมาเอาปูตามที่มีคนสั่งเอาไว้ ซึ่งดูเหมือนว่าการทำประมงของแบจะทำตามสั่ง คือสั่งเท่าไหนก็จับไปเท่านั้น จำนวนที่จับแต่ละครั้งจึงไม่ได้มาก ทำเท่าที่กำลังตัวเองมี  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอขับไปสักพัก แบก็ชวนหยุดพักกินโรตีที่ซื้อมาเมื่อเช้า พร้อมกับแบ่งให้เราอันหนึ่ง นั่นเป็นโรตีมื้อแรกของเรากลางทะเล สำหรับเราเองอาหารธรรมดาๆ ในบรรยากาศแบบนี้มันทำให้เราจำช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี เสียงที่ขับกล่อมเรามีเพียงเสียงทะเล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอกินเสร็จแบก็หยิบน้ำมันในขวดออกมาเติมใส่เครื่อง ตรวจดูสภาพเครื่องยนต์ก่อนจะทำหน้าที่อีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนตัวเราเองตอนนี้ไม่ได้กลัวทะเลเหมือนก่อนหน้าอีกแล้ว </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52372 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-9.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-9-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-9-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52370 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-7.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-7-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-7-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อันสุดท้ายแล้ว” แบกล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่เราตามลอบปูหลายสิบอัน มาจนถึงอันสุดท้าย สังเกตได้จากทุ่นลอยติดธง เป็นสัญลักษณ์ว่าเรามาไกลสุดอาณาเขตที่แบวางลอบปูม้าไว้ แบเลี้ยวหัวเรือกลับ แบบอกว่าวันนี้ต้องรีบหน่อย เนื่องด้วยเป็นวันสุดท้ายที่เรา (ผู้เขียน) จะได้อยู่ที่นี่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขากลับแบเปลี่ยนท่าขับเรือจากยืนมานั่งแบบสบายๆ ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว มีแต่ปูม้าเกือบเต็มถัง เราเห็นเรือประมงของเพื่อนๆ แบมากขึ้น ราวนัดกันกลับเวลาเดียวกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แบส่งเราขึ้นฝั่ง นัดแนะว่าให้เราไปอาบน้ำและเก็บของเพื่อรอรถตู้มารับ ส่วนแกจะเอาปูไปจัดการต่อเอง </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52365 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-2.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-2-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-2-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">7.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนเราจะขึ้นรถกลับ แบเดินถือถุงใบใหญ่มาหา ข้างในมีปูม้าที่เคยเป็นสีฟ้าแต่บัดนี้ถูกนึ่งจนสุกกลายเป็นสีส้ม แบยื่นให้เรา พอเห็นสีหน้างงๆ แกเลยบอกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ของลูกน้อง ค่าจ้างที่มาช่วยงาน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แบถือปูนึ่งถุงใหญ่ไปวางไว้ท้ายรถ ก่อนช่วยเราและคณะขนของขึ้นรถ เราจับมือลากันเล็กน้อย ก่อนรถเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน มองจากท้ายรถจะเห็นแบกำลังห่างไปเรื่อยๆ จนสุดสายตา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ที่อยู่ข้างๆ เราคือปูม้าหนึ่งถุงที่ยังคงอยู่ในความทรงจำ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52386 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-23.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-23.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-23-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-23-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-52371 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-8.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-8-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/ตือโละปาตานี-8-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ขอขอบคุณ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล</span></i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/blues-crab-pattani/">จะออกไปจับปูสีฟ้าและเหมือนทะเลปัตตานีเข้าใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้วัฒนธรรมหลากหลายของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านบอร์ดเกม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/who-is-who-boardgame/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/who-is-who-boardgame/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[คชรักษ์ แก้วสุราช]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Oct 2018 09:11:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[good projects]]></category>
		<category><![CDATA[whoiswho]]></category>
		<category><![CDATA[boardgame]]></category>
		<category><![CDATA[สามจังหวัดชายแดนภาคใต้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=43096</guid>

					<description><![CDATA[<p>เกมคือการแข่งขัน เวลาเกมเกิดขึ้น นั่นคือช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ แข่งขัน เอาชนะให้ได้ในเกม แต่จะมีสักกี่เกมที่ไม่ได้ให้ฆ่า หรือแข่งขัน แต่เลือกที่จะไปทำความรู้จักคนอื่นมากกว่า   แล้วจะสนุกได้ยังไง ในเมื่อไม่ได้แข่ง ? WHO is WHO เป็นบอร์ดเกมที่เราได้มีโอกาสเล่นเมื่อตอนได้ไปเข้าค่ายที่จังหวัดปัตตานี บอร์ดเกมนี้อยู่ภายใต้โครงการทักษะวัฒนธรรมโดยได้รับความร่วมมือระหว่างศูนย์ข่าวสารสันติภาพและศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จุดมุ่งหมายของโครงการคือเพื่อช่วยให้ประชาชนได้เรียนรู้เรื่องพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้มากขึ้น เราได้เจอกับ นิค–นิศาชล ชัยมงคล และ มด–ณัฐวดี สัตนันท์ หญิงสาวสองคนเป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาบอร์ดเกมชิ้นนี้ พวกเธอเล่าให้ฟังว่าแรงบันดาลใจตั้งต้นของเกมนี้คือการที่พวกเธอได้ไปเห็น ‘ความแตกต่างทางวัฒนธรรม’ ของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเธอเลยลองชักชวนเพื่อนๆ ที่เคยเรียนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มารวมกลุ่มกันทำในชื่อกลุ่ม &#8216;สนใจ&#8217; และเริ่มโครงการบอร์ดเกม WHO is WHO ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความไม่เข้าใจนี้และเพื่อให้คนทั่วไปได้ทำความ ‘รู้จัก’ ผู้อื่นให้มากขึ้น ส่วนคำถามที่ว่าบอร์ดเกมเพื่อทำความรู้จัก แถมยังไม่มีการแข่งขัน จะสนุกยังไง ลองนั่งลงเล่น และฟังพวกเธอเล่าไปพร้อมๆ กับเราดีกว่า บอร์ดเกมที่สร้างจากเรื่องจริง นิค : สามจังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายมากๆ มีทั้งคนจีน คนพุทธ คนมุสลิม ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันมายาวนาน รวมกันเป็นวัฒนธรรมมลายู [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/who-is-who-boardgame/">เรียนรู้วัฒนธรรมหลากหลายของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านบอร์ดเกม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เกมคือการแข่งขัน เวลาเกมเกิดขึ้น นั่นคือช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ แข่งขัน เอาชนะให้ได้ในเกม แต่จะมีสักกี่เกมที่ไม่ได้ให้ฆ่า หรือแข่งขัน แต่เลือกที่จะไปทำความรู้จักคนอื่นมากกว่า  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วจะสนุกได้ยังไง ในเมื่อไม่ได้แข่ง ? </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43103 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_07.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_07.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_07-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">WHO is WHO เป็นบอร์ดเกมที่เราได้มีโอกาสเล่นเมื่อตอนได้ไปเข้าค่ายที่จังหวัดปัตตานี บอร์ดเกมนี้อยู่ภายใต้โครงการทักษะวัฒนธรรมโดยได้รับความร่วมมือระหว่างศูนย์ข่าวสารสันติภาพและศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จุดมุ่งหมายของโครงการคือเพื่อช่วยให้ประชาชนได้เรียนรู้เรื่องพหุวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราได้เจอกับ นิค–นิศาชล ชัยมงคล และ มด–ณัฐวดี สัตนันท์ หญิงสาวสองคนเป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาบอร์ดเกมชิ้นนี้ พวกเธอเล่าให้ฟังว่าแรงบันดาลใจตั้งต้นของเกมนี้คือการที่พวกเธอได้ไปเห็น ‘ความแตกต่างทางวัฒนธรรม’ ของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเธอเลยลองชักชวนเพื่อนๆ ที่เคยเรียนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มารวมกลุ่มกันทำในชื่อกลุ่ม &#8216;สนใจ&#8217; และเริ่มโครงการบอร์ดเกม WHO is WHO ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความไม่เข้าใจนี้และเพื่อให้คนทั่วไปได้ทำความ ‘รู้จัก’ ผู้อื่นให้มากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนคำถามที่ว่าบอร์ดเกมเพื่อทำความรู้จัก แถมยังไม่มีการแข่งขัน จะสนุกยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองนั่งลงเล่น และฟังพวกเธอเล่าไปพร้อมๆ กับเราดีกว่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43100 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_04.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_04.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_04-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>บอร์ดเกมที่สร้างจากเรื่องจริง</b></p>
<p><b>นิค :</b><span style="font-weight: 400;"> สามจังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายมากๆ มีทั้งคนจีน คนพุทธ คนมุสลิม ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันมายาวนาน รวมกันเป็นวัฒนธรรมมลายู จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ก็ทำให้คนที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันค่อยๆ ห่างกันไปเรื่อยๆ โรงเรียนก็แยกศาสนากันเรียน ตลาดคนก็ไม่ไปเพราะกลัว พื้นที่ที่เคยทำกิจกรรมร่วมกันก็หายไป เราสร้างเกมขึ้นเพื่อสร้างพื้นที่ให้กลับมาอีกครั้ง ให้กลับมานั่งคุยกัน เราเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะสร้างสังคมที่ดี จากที่เราทำงานกับคนที่อยู่ในพื้นที่นั่นคือเจ้าหน้าที่หรือองค์กร เราก็ขยับมาทำกับคนในพื้นที่โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้มีพื้นที่ในการคุยกัน เช่น ลองจัดกระบวนการขึ้นมา เพื่อให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันยังไง ใช้วิธีการอะไร ออกแบบการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างให้เกิดขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43102 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_06.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_06.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_06-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>แม้เราจะอยู่ด้วยกัน แต่เรากลับไม่ค่อยรู้จักกัน</b></p>
<p><b>นิค :</b><span style="font-weight: 400;"> พอเกิดความรุนแรง ความไม่สงบ ก็ส่งผลถึงความสัมพันธ์ของคนรุ่นต่อมาด้วย รู้สึกว่าไม่ค่อยมั่นใจกัน เพราะความกลัวเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมายาวนานถึง 14 ปี รวมถึงเด็กๆ ด้วย</span> <span style="font-weight: 400;">เรารู้สึกว่าเราไม่มีพื้นที่ให้เด็กมาแลกเปลี่ยนความหลากหลายหรือมาเรียนรู้ เลยเกิดคำถามว่าเราจะทำยังไงดี เพราะสภาพสังคมที่เราเห็นว่าผู้คนไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน ด้วยเงื่อนไขต่างๆ การมีโรงเรียนสอนศาสนาเฉพาะ คนในพื้นที่ไม่ค่อยมีเวทีปฏิสัมพันธ์กันเหมือนสมัยก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกเหตุผลหนึ่งคือเราพบว่าเราอยากทำงานกับเด็ก กับโรงเรียน เพราะเรื่องนี้คือเรื่องความขัดแย้งที่มีมายาวนานถึง 14 ปี ก็ทำให้มีเด็กกลุ่มหนึ่งที่โตมาพร้อมกับความขัดแย้ง เราไม่ค่อยได้ยินเสียงเด็กในพื้นที่ นี่แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่แย่นะที่เด็กๆ คือคนในพื้นที่แต่เรากลับไม่รู้ว่าพวกเขาคิดหรือรู้สึกอะไรต่อเรื่องสถานการณ์ในพื้นที่ พอให้คำถามมาแบบนี้ เราเลยคิดถึงเกม เพราะเกมเข้าถึงเด็ก   </span></p>
<p><b>มด :</b><span style="font-weight: 400;"> จริงๆ พื้นฐานเราไม่เคยเล่นบอร์ดเกมเลยนะ แต่เรารู้สึกว่าเกมนี่แหละ เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เราเข้าถึงเด็กได้จริงๆ เราไม่อยากให้เป็นแค่สื่อการสอน ทำให้รู้สึกเหมือนต้องมานั่งเรียน เราเองก็ไม่ชอบเหมือนกัน แต่พอเป็นเกม เลยรู้สึกว่าน่าลองมากกว่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43104 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_08.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_08.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_08-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>เริ่มเล่นเกม </b></p>
<p><b>นิค :</b><span style="font-weight: 400;"> WHO is WHO มีวิธีเล่นหลายแบบ แต่แบบแรกคือแบบที่เล่นง่ายที่สุด คือเราจะมีการ์ดสองแบบ การ์ดภาพกับการ์ดคำถาม การ์ดภาพก็จะเป็นคอนเซปต์อัตลักษณ์ต่างๆ ทั้งเกี่ยวกับพุทธ มุสลิม คริสต์ มีทั้งศาสนสถาน สิ่งของทางศาสนา วันสำคัญทางศาสนา แล้วก็มีการ์ดคำถามเป็นโจทย์ มีสามเลเวล ง่าย กลาง ยาก เช่นโจทย์ง่ายๆ อย่าง &#8216;คนมุสลิมไปเที่ยว&#8217; แต่ละคนก็เดินไปเลือกการ์ดมาเป็นของตัวเอง สมมติหยิบขึ้นมาสามใบ เราก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าเชื่อมโยงกับโจทย์ยังไง ตรงนี้แหละก็จะเข้าสู่ช่วงเรื่องเล่า แต่ถ้าใครไม่รู้ก็จะกลายเป็นความแถมาแทน ซึ่งถ้าในกลุ่มมีเพื่อนๆ ที่รู้ข้อมูลเรื่องนี้เขาก็จะแย้งว่าถูก-ผิดยังไง </span></p>
<p><b>มด : </b><span style="font-weight: 400;">ยิ่งพอเจอการ์ดคำถามในระดับยากขึ้น ยิ่งต้องอาศัยทักษะประสบการณ์และการเชื่อมโยงที่มากขึ้น เพราะไปแตะศาสนาคนอื่นมากขึ้น เช่น &#8216;คนมุสลิมไปงานบวชคนพุทธ&#8217; หรือ &#8216;คนมุสลิมร้องเพลง&#8217; ก็จะเริ่มคิดแล้วว่าจะทำยังไง เริ่มมีประเด็น โจทย์แบบนี้ส่วนใหญ่เป็นโจทย์จากที่เราเห็นตอนลงทำงานในพื้นที่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43105 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_09.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_09.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_09-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างในระดับยากที่สุดก็จะลงรายละเอียดมากๆ เช่น &#8216;คนมุสลิมไปงานศพเพื่อนร่วมงานที่นับถือศาสนาพุทธ&#8217; เขาก็ต้องไปเลือกการ์ดมาว่า ไปได้หรือไม่ได้ ไปได้เพราะอะไร หรือไม่ไปเพราะอะไร เพราะบางคนไม่ไป แต่ก็เลือกส่งของมาช่วยงานก็มี เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ของผู้เล่น </span></p>
<p><b>นิค : </b><span style="font-weight: 400;">สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือมันเป็นการท้าทายคนเล่นว่า กิจกรรมที่เราตั้งมาเป็นโจทย์ จริงๆ แล้วทำได้ไหม ส่วนการนับคะแนนคือ ใครเล่าได้น่าสนใจที่สุดก็รับไปสามคะแนน จริงๆ เกมนี้กติกาเปิดไว้หลวมมาก ขอแค่มีโจทย์แล้วก็ใช้การ์ดเป็นตัวตอบคำถาม เราต้องเล่าเรื่องตามการ์ดในมือให้ตอบโจทย์ ส่วนใครจะได้แต้มเท่าไหร่ก็จะเป็นมติของวง ถ้าคิดว่าเรื่องนั้นสมเหตุสมผล เราไม่มีการตัดสินว่าใครถูกใครผิด เรามีส่วนของคำอธิบายที่ทำเพิ่มให้เพื่อขยายความเข้าใจว่าสิ่งนั้นหรือเรื่องนั้นแปลว่าอะไร เวลาไม่มีใครในกลุ่มรู้จักจริงๆ อย่างกำไลหยกในความเชื่อของคนจีนเป็นอย่างไร เราก็มีอธิบาย เพราะบางคนอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่านี่ก็คือส่วนหนึ่งของความเชื่อเหมือนกัน สรุปง่ายๆ คอนเซปต์คือการนำบัตรคำมาเล่าเรื่อง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43108 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>วัฒนธรรมไม่ได้มีแค่ศาสนา</b></p>
<p><b>นิค :</b> จากประสบการณ์การเล่น เราได้เห็นร่องรอยความสัมพันธ์ของผู้คน อย่างเคยมีคนมุสลิมหยิบได้การ์ดแต่งงาน ซึ่งปกติเขาจะไปร่วมงานศาสนาอื่นไม่ได้ เขาอธิบายว่าแม้จะไปไม่ได้ เขาก็ยังเอาซองเงินไปช่วยงานแทนได้ หรือไม่ก็ช่วยทำครัวให้แทนการไปวัด ไปแห่นาค นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่จากการทำงานวิจัยของเรา แต่พอเกิดความรุนแรง สิ่งนี้ก็หายไป พอพูดเรื่องนี้ก็ทำให้เราได้รู้สึกว่าเกมเข้าถึงพื้นที่จริงๆ เพราะนำคนที่แตกต่างกันมานั่งเล่นด้วยกัน ภายใต้การ์ดใบเดียวกันแต่เรื่องเล่าต่างกันมากเลยตามประสบการณ์ของแต่ละคน เราไปเล่นกับเด็กเราก็จะได้ยินเรื่องเล่าในชีวิตเขาอีกแบบนึง วิธีคิดอีกแบบนึง พอไปเล่นกับผู้ใหญ่ แม้จะเป็นการ์ดใบเดียวกันแต่พูดไม่เหมือนกัน อาชีพการงาน หน้าที่ หรือแม้แต่กับคนศาสนาเดียวกันยังมีวิธีคิดต่อเรื่องบางอย่างแตกต่างกันเลย เพราะเป็นไปตามผู้เล่น แถมสนุกจากการฟังเรื่องเล่าด้วย</p>
<p><b>มด :</b><span style="font-weight: 400;"> คนเรามีความหลากหลายมากๆ  เล่นกับคนอิสลามแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน คนที่เคร่งกับศาสนามากๆ เขาก็มีวิธีการตอบอีกแบบ ส่วนคนที่เคร่งน้อยกว่าก็จะตอบต่างออกไป แม้กระทั่งคนพุทธเราๆ เองยังมีวิธีคิดที่ต่างกัน เราจะได้เห็นมุมที่ไม่เหมือนกันผ่านเกมนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43110 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_14.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_14-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>เรารู้จักสิ่งที่ตัวเองเชื่อดีแค่ไหน</b></p>
<p><b>มด :</b><span style="font-weight: 400;"> ตอนแรกไอเดียของเราคืออยากให้คนมาเรียนรู้เรื่องศาสนา แต่พอมาถอดบทเรียนจากที่ได้ทำ เราพบว่าก่อนที่เราจะให้คนนอกศาสนามาเรียนรู้ศาสนาอื่น เราควรจะสร้างการเรียนรู้กับคนภายในศาสนาตัวเองก่อน แต่ละคนเขามีวิธีคิด มีความเชื่อยังไง นอกจากจะให้คนทั่วไปรู้จักคนสามจังหวัดแล้ว เราก็รู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่ควรเกิดขึ้นคือคนสามจังหวัดควรจะทำความรู้จักคนอื่นและเข้าใจคนอื่นเช่นกัน เลยทำให้เราพอรู้ว่า เราควรจะเน้นน้ำหนักยังไง อย่างตอนแรกเราก็จะเน้นแต่ความเชื่อ มีความเป็นอิสลามเยอะมาก แต่พอทำมาเรื่อยๆ ก็จะเริ่มมีคนอื่นๆ ศาสนาอื่นๆ เข้ามา ทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งสองฝั่ง</span></p>
<p><b>นิค :</b><span style="font-weight: 400;"> วัฒนธรรมไม่ได้หมายความแค่ศาสนาอย่างเดียว เราตีความวัฒนธรรมไว้กว้าง เพศ วัย วิธีคิดของคน คือทุกอย่าง ไม่ได้มีแค่การฟ้อนรำ ทุกคนคือความหลากหลายของวิถีชีวิต ทุกคนมีวิถีชีวิตเป็นของตัวเอง พุทธเหมือนกันแต่วิธีปฏิบัติก็อาจจะต่างกัน เพราะเราเปิดคำว่าวัฒนธรรมไว้กว้างขนาดนี้ เลยทำให้เนื้อหาไปได้ไกลมากขึ้น </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43106 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>เราใช้ความเชื่อขีดใครออกไปจากชีวิตบ้าง</b></p>
<p><b>นิค : </b><span style="font-weight: 400;">เราไม่รู้จักกัน เราเลยไม่เข้าใจกัน ถ้าเราเข้าใจว่าเขาทำแบบนั้นเพราะอะไร มีความหมายกับชีวิตเขายังไง สมมติว่าเรารู้จักคนคนหนึ่งในที่ทำงานแต่ไม่ได้สนิทกัน มีวันหนึ่งเรายื่นส้มตำปูปลาร้าให้เขาแต่เขาไม่กิน เราก็รู้สึกว่าทำไมคนนั้นเรื่องเยอะ หยิ่ง แต่ถ้าเราเป็นเพื่อนเขา เราก็จะเข้าใจว่าทำไมเขาไม่กินปลาร้า อาจเพราะเขาแพ้ เลยกินไม่ได้ พอเรามีความเข้าใจแบบนี้ เราก็จะไม่หงุดหงิดใส่เขา วันหลังเราอาจจะสั่งตำไทยให้ แล้วเรากินด้วยกัน ที่เหลือจะจกปลาร้ายังไงก็ตาม แต่จะมีเพื่อนอีกคนนึงที่ไม่กินแต่นั่งด้วยได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คือตอนที่ไปทดลองสนุกมาก มีการ์ดคำว่า บ๊ะจ่าง เด็กมุสลิมก็ถามว่ามันคืออะไร เขาเห็นอยู่ตลอดแต่ก็ไม่เข้าใจว่าบ๊ะจ่างคืออะไร ซึ่งก็เป็นไปได้ที่เราเห็นแต่ไม่รู้ความหมาย เราไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเขายังไง มีความหมายยังไง หรืออย่างประทัด เราเห็นมาตลอดในพื้นที่สามจังหวัด เราก็เห็นว่าคนจีนจุด แต่เราเข้าใจหรือเปล่าว่าการจุดประทัดมีความหมายกับคนจีนยังไง ถ้าเราไม่เข้าใจพอเห็นเขาจุดเราก็หงุดหงิดแล้ว คิดว่าเอาอีกแล้ว มาเสียงดังอีกแล้ว  แต่เรารู้หรือเปล่าว่าความหมายของเขาคือยิ่งเสียงดังเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น ดังเหมือนชื่อเสียง มันมีความหมาย </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43107 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ขัดแย้งได้แต่ต้องไม่นำไปสู่ความรุนแรง</b></p>
<p><b>นิค :</b><span style="font-weight: 400;"> เรามองว่าถ้าความหลากหลายเป็นเรื่องปกติ ความขัดแย้งก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่มีใครเหมือนกันหมด ประเด็นสำหรับเราคือเราจัดการความขัดแย้งกันแบบไหนเพื่อไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรง  เราไม่มีพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนความหลากหลายซึ่งกันและกัน อันนี้น่าจะเป็นปัญหามากกว่า เราไม่มีที่ที่จะทำให้ความหลากหลายเบ่งบานออกมา เราเห็นคนพม่าทุกวัน แต่เราเคยคุยกับเขาบางหรือเปล่า เราเห็นว่ามี รู้ว่าเป็นใคร แต่ไม่เข้าใจเมื่อวันนึงเขาทำอะไรที่เราไม่เข้าใจ แล้วเราก็ตัดสินเลย  อาจเพราะด้วยการเมืองหรือวิธีคิดของใครก็แล้วแต่ บ้านเราไม่ได้เปิดรับความหลากหลายขนาดนั้น เลยไม่มีที่ที่ให้ความหลากหลายแสดงตัว จะดีกว่าไหมที่เราจะเลือกเรียนรู้ความหลากหลายเพื่อทำความเข้าใจ ได้เห็นว่าเป็นวิถีชีวิตของเขา ไม่ใช่เรา เราก็ย่อมเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมเขาถึงทำกันแบบนั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43101 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_05.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_05.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_05-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>นิค : </b><span style="font-weight: 400;">เราว่าเป็นเรื่องของการมองคนว่าเท่ากันหรือไม่ ถ้าเรามองเห็นว่าเขามีตัวตน เราก็จะรู้จักเขาเอง ตราบใดที่เรามองไม่เห็น เราก็ไม่รู้จักเขา เพราะเราคิดว่าเขาเป็นส่วนน้อย ไม่ต้องรู้จักเขาก็ได้ ต่างคนต่างอยู่ โลกใบนี้กว้างมาก มีวิธีการทำความรู้จักกันเยอะแยะ หรือแม้กระทั่งแบบเรารู้แล้ว เราเจอเขาจริงๆ การฟัง เป็นเรื่องง่ายที่สุดในการทำความเข้าใจใครสักคน เรารู้จักผ่านการพูดคุย การฟังเรื่องราวชีวิต ได้เห็นชีวิตเขา ได้ใช้ชีวิตแบบเขา ภาษาก็เป็นกำแพงอย่างนึงที่ทำให้เราไม่เข้าใจกัน แต่สำหรับเรานะ ถ้าเรารู้จักกันก็เรียนรู้กันได้ เราฟังกันไม่ออกทางภาษา แต่เราก็จับใจความกันจากอย่างอื่นก็ได้ ประเด็นก็คือ เราเห็นเขาเท่ากันหรือเปล่า เราเห็นเขาเป็นคนหนึ่งที่เราอยากทำความรู้จักกับเขาหรือเปล่า</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43109 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/boardgame_13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>เราเกลียดเขาหรือเป็นเพราะเราไม่รู้จักเขาเลย</b></p>
<p><b>มด :</b><span style="font-weight: 400;"> สุดท้ายแล้วเราว่าคอนเซปต์ของเกมไม่ใช่แค่การเรียนรู้ศาสนาหรอก แต่มันเป็นการเรียนรู้วิถีชีวิตของคนอื่นรวมถึงของตัวเองด้วย เราปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างไร แล้วเราคิดว่ารู้จักสิ่งที่ตัวเองเชื่อดีแค่ไหน ศาสนาเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชีวิตของผู้คนเท่านั้น</span></p>
<p><b>นิค :</b><span style="font-weight: 400;"> เราเลยอยากให้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าความคิดความเชื่อของเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า เรากำลังตัดสินคนอื่นโดยใช้ความคิดตัวเองอย่างเดียวหรือเปล่า แล้วการตัดสินนำไปสู่อะไร เรื่องๆ เล็กๆ น้อยๆ ของเราเหล่านี้ส่งผลไปถึงสังคม เวลาเราไปตั้งคำถามกับความเชื่อของคนอื่นมานั่งเถียงกันยังไงก็ไม่จบ  ชีวิตไม่ได้มีขาวกับดำ ยังมีเฉดอื่นๆ ชีวิตคนจริงๆ ไม่สามารถบอกได้ว่าตรงนั้นคือผิด ตรงนี้คือถูก บางอย่างไม่ตรงกันถึงแม้จะเชื่อเหมือนกันก็ตาม เราคิดว่าเราไม่เหมือนกันได้นะ แต่ไม่จำเป็นต้องบังคับให้เหมือนกันก็ได้นี่ ดังนั้นพยายามรู้จักกันเพิ่มดีกว่า</span></p>
<p><b>ถ่ายภาพโดย ชนากานต์ ตระกูลสุนทรชัย </b></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/who-is-who-boardgame/">เรียนรู้วัฒนธรรมหลากหลายของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านบอร์ดเกม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/who-is-who-boardgame/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครั้งแรกที่บ้านตันหยงเปาว์ ตัวเราและปัตตานี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-baan-tanyongpao-pattani/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-baan-tanyongpao-pattani/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[คชรักษ์ แก้วสุราช]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Aug 2018 19:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-baan-tanyongpao-pattani/</guid>

					<description><![CDATA[<p>1 เราเก็บอะไรใส่กระเป๋าเวลาเดินทาง กรุงเทพฯ เราเก็บอะไรใส่กระเป๋ากันบ้างเวลาเดินทาง เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว บางคนอาจพกหนังสือสักเล่มสองเล่มติดไว้อ่านระหว่างทาง หรือกล้องถ่ายรูปสักตัวเอาไว้ถ่ายสิ่งที่อยากเก็บไว้ในความทรงจำ ผมพกไปด้วยหมด ทั้งหนังสือ กล้อง ทุกอย่างที่คิดว่าจำเป็น มีแม้กระทั่ง ‘ความกังวล’ มันมาอยู่ในกระเป๋าตั้งแต่ตัดสินใจจะไปแล้ว การเดินทางลงปัตตานีครั้งแรกทำให้ผมกังวลใจ ไม่ได้กังวลเพราะต้องลงพื้นที่ที่มีเรื่องราวของความรุนแรงอย่างเดียวเท่านั้น ผมกังวลไปถึงการใช้ชีวิต การกินอยู่ การปรับตัว เรารู้มาว่าคนที่นั่นพูดคนละภาษากับเรา นับถือคนละศาสนากับเรา มองจากภายนอกแล้ว เขาดู ‘ต่าง’ จากเราไปหมด ความไม่คุ้นชินทำให้เรารู้สึกแตกต่าง คนเรากลัวการเปลี่ยนแปลงเสมอ ผมคิดแบบนั้น “ดูแลตัวเองดีๆ นะ” ดูจะเป็นคำที่ได้ยินบ่อยที่สุด หลังจากบอกคนรอบตัวว่าจะไปปัตตานี จากที่ตอนแรกกังวลประมาณหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้กังวลขึ้นไปใหญ่ แม้จะทำการบ้านมาบ้างว่าเหตุการณ์น่าเป็นห่วงไม่ได้เกิดขึ้นกันง่ายๆ เท่าที่ถามมา หลายคนจะบอกว่า “ไม่มีอะไร” แต่พอถูกทักบ่อยๆ ก็อดจะ ‘ฝ่อ’ ไม่ได้ ผมติดตามค่าย Learning To Live Together 6 ของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทุกปีจะจัดค่ายลงพื้นที่เรียนรู้ ปีนี้ค่ายลงพื้นที่ที่ปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง ‘บ้านตันหยงเปาว์’ เป็นพิกัดที่เราจะได้ไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-baan-tanyongpao-pattani/">ครั้งแรกที่บ้านตันหยงเปาว์ ตัวเราและปัตตานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>1</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>เราเก็บอะไรใส่กระเป๋าเวลาเดินทาง</strong></p>
<p><em>กรุงเทพฯ</em></p>
<p>เราเก็บอะไรใส่กระเป๋ากันบ้างเวลาเดินทาง เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว บางคนอาจพกหนังสือสักเล่มสองเล่มติดไว้อ่านระหว่างทาง หรือกล้องถ่ายรูปสักตัวเอาไว้ถ่ายสิ่งที่อยากเก็บไว้ในความทรงจำ ผมพกไปด้วยหมด ทั้งหนังสือ กล้อง ทุกอย่างที่คิดว่าจำเป็น มีแม้กระทั่ง ‘ความกังวล’ มันมาอยู่ในกระเป๋าตั้งแต่ตัดสินใจจะไปแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_00162.jpg" /></p>
<p>การเดินทางลงปัตตานีครั้งแรกทำให้ผมกังวลใจ ไม่ได้กังวลเพราะต้องลงพื้นที่ที่มีเรื่องราวของความรุนแรงอย่างเดียวเท่านั้น ผมกังวลไปถึงการใช้ชีวิต การกินอยู่ การปรับตัว เรารู้มาว่าคนที่นั่นพูดคนละภาษากับเรา นับถือคนละศาสนากับเรา มองจากภายนอกแล้ว เขาดู ‘ต่าง’ จากเราไปหมด ความไม่คุ้นชินทำให้เรารู้สึกแตกต่าง คนเรากลัวการเปลี่ยนแปลงเสมอ ผมคิดแบบนั้น</p>
<p>“ดูแลตัวเองดีๆ นะ” ดูจะเป็นคำที่ได้ยินบ่อยที่สุด หลังจากบอกคนรอบตัวว่าจะไปปัตตานี</p>
<p>จากที่ตอนแรกกังวลประมาณหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้กังวลขึ้นไปใหญ่ แม้จะทำการบ้านมาบ้างว่าเหตุการณ์น่าเป็นห่วงไม่ได้เกิดขึ้นกันง่ายๆ เท่าที่ถามมา หลายคนจะบอกว่า “ไม่มีอะไร” แต่พอถูกทักบ่อยๆ ก็อดจะ ‘ฝ่อ’ ไม่ได้</p>
<p>ผมติดตามค่าย Learning To Live Together 6 ของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทุกปีจะจัดค่ายลงพื้นที่เรียนรู้ ปีนี้ค่ายลงพื้นที่ที่ปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง ‘บ้านตันหยงเปาว์’ เป็นพิกัดที่เราจะได้ไป เราแทบไม่รู้อะไรเลยนอกจากการจัดอันดับว่าแถวนี้คือ ‘พื้นที่สีแดง’ และอยู่ติดทะเล นอกนั้นผมแทบนึกสภาพไม่ออก อย่างไรก็ตาม เมื่อตัดสินใจไปแล้ว ผมยอมเก็บความกังวลใจโหลดใต้เครื่องบิน และเดินทางขึ้นเครื่องลงใต้ในวันเดียวกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/80730_0015.jpg" /></p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>2</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ไม่ใช่วันเด็ก</strong></p>
<p><em>ปัตตานี</em></p>
<p>“ด่านเยอะขนาดนี้เลยเหรอ” ผมถาม</p>
<p>“เดี๋ยวเจอเยอะกว่านี้อีก” พี่คนขับรถตู้บอก</p>
<p>จากสนามบินหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เรามุ่งหน้าสู่ปัตตานีโดยรถตู้ เมื่อเข้าเขตจังหวัดปัตตานี สิ่งหนึ่งที่เห็นได้เด่นชัดคือด่านทหาร พี่เจ้าหน้าที่ยืนนิ่งๆ แต่ดูจริงจัง ด้านหลังเป็นแบริเออร์ปูน บางทีก็มีกระสอบทรายล้อมรอบสูง ดูทนทานแต่ก็เงียบเหงา ภายใต้แววตาดุดันของพี่ๆ ทหารเหล่านั้น เราเดาเองว่าในนั้นอาจมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น อาจเหงา คิดถึงบ้าน แต่ที่แน่ๆ ข้างกายพี่ๆ มีปืนยาวเหน็บติดตัว</p>
<p>ยิ่งเข้าใกล้พื้นที่ตัวเมือง ด่านเริ่มเยอะมากขึ้น แต่บางจุดดูเหมือนไม่มีใครอยู่ มีเพียงที่กั้นรถเพื่อชะลอความเร็ว แต่คนในพื้นที่น่าจะเคยชินแล้วจึงขับรถหลบได้แบบไม่ต้องลดความเร็วมากนัก จากความแปลกประหลาดก็กลายเป็นความเคยชิน สังเกตได้จากที่คนในรถเราเองที่มาจากกรุงเทพฯ หลายคนดูตื่นเต้นกับการซ้อมรบ มีเฮลิคอปเตอร์บินอยู่ใกล้มากราวกับว่านี่เป็นวันเด็ก ฝุ่นตลบอบอวล แต่คนแถวนั้นก็ยังใช้ชีวิตตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดูธรรมดาเหมือนมันเป็นรถกับข้าวคันหนึ่งที่จอดอยู่ ผมเดาว่าเด็กๆ แถวนั้นคงไม่ตื่นเต้นกับรถถังหรือเครื่องบินเหมือนเรา รถขับออกมาไกลพอสมควร แต่คนในรถยังหันไปมองตาม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_00141.jpg" /></p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>3</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ปัตตานีที่คุณคิด</strong></p>
<p><em>ตันหยงเปาว์</em></p>
<p>ภาพจำปัตตานีของคุณเป็นอย่างไร แดนพงดงระเบิด ป่าเขียวสองข้าง ทหารรายล้อม ภาพนั้นหายไปเมื่อรถขับเข้าไปถึงตำบลท่ากำชำ บ้านตันหยงเปาว์ ขวามือเราคือทะเล ซ้ายมือคือป่าชายเลน กลิ่นน้ำทะเลเข้ามาในรถเมื่อมีคนเปิดกระจก รถขับข้ามคลองที่มีชื่อเดียวกับหมู่บ้าน เราตรงเข้าไปในหมู่บ้าน ทรายละเอียดเข้ามาในรองเท้าเหมือนเป็นการทักทายเราทันทีที่ลงจากรถ เรามาถึงบ้านตันหยงเปาว์แล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0013.jpg" /></p>
<p>ผมกล้าพูดว่าความสวยของทะเลทำให้เราลืมว่านี่คือพื้นที่อันตราย ทิวแถวต้นมะพร้าวลู่ลมไปมา มองไกลๆ เห็นทิวมะพร้าว หลังคาบ้าน และมัสยิด ที่นี่คนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาอิสลาม มองลึกออกไปเราเห็นทะเล ไม่มีสุนัข คนที่นี่ไม่นิยมเลี้ยงเพราะมีบทบัญญัติทางศาสนาเรื่องความสะอาดก่อนการปฏิบัติศาสนกิจ เราเลยเห็นว่ามีแต่แกะกับแพะเดินเรียงรายแทน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0012.jpg" /></p>
<p>“ตันหยงเปาว์แปลว่าอะไรครับแบ” เราถาม</p>
<p>“สวนมะม่วง” แบบอก</p>
<p>คำว่าแบ แปลว่า ’พี่’ ในภาษามลายู ‘แบเลาะห์’ คือคนในพื้นที่ที่ดูแลเราในครั้งนี้ แบเป็นชายวัยกลางคนที่ผมสีดำสลับขาว ใกล้เคียงรุ่นพ่อของเรา ดูมีอายุแต่ก็ดูแข็งแรงกำยำดี แบเป็นชาวประมงอยู่ที่นี่ แกเป็นคนประสานงานระหว่างเรากับพื้นที่ และแน่นอนว่าที่นอนของเราก็คือบ้านแบเองนั่นแหละ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0011.jpg" /></p>
<p>ตันหยงเปาว์แปลว่าสวนมะม่วง แต่ที่นี่ตอนนี้ไม่มีสวนมะม่วง พวกเขายึดอาชีพประมง เช่นเดียวกับแบที่เป็นชาวประมงดั้งเดิม แบกับเพื่อนอีกประมาณ 30 คน รวมตัวกันเป็นกลุ่มอนุรักษ์ประมงภายในชุมชน พวกเขาใช้อุปกรณ์จับปลาแบบดั้งเดิม จับแต่พอประมาณ พวกเขาเคารพในอาชีพของตัวเองมากๆ</p>
<p>ปัจจุบันตันหยงเปาว์ยังเป็นพื้นที่สีแดง คือพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงหรือต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับความรุนแรง ซึ่งนั่นหมายถึงยังมีความเสี่ยงเกิดขึ้น แบค้านว่าที่นี่ไม่ค่อยมีอะไร ส่วนผมดีใจตั้งแต่เห็นทะเลแล้ว</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>4</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>“อัสลามูอาลัยกุม” </strong></p>
<p><em>บ้านแบ</em></p>
<p>“อัสลามูอาลัยกุม” เป็นการทักทายอย่างเป็นทางการแบบอิสลามที่ทั้งสองฝ่ายจะสัมผัสมือก่อนที่จะเอามือของตนกลับไปลูบที่อก แปลว่า ‘ขอความสันติสุขหรือความสุขจงเกิดแก่ท่าน’ เราจะทักทายกันแบบนี้เฉพาะผู้ชายกับผู้ชาย ผู้หญิงกับผู้หญิง เว้นแต่จะเป็นพี่น้อง หรือสามีภรรยากัน</p>
<p>ทุกเช้าที่ตื่นมา เราจะเห็นแบหันหน้าไปทางทิศหนึ่งพร้อมกับสวดอะไรสักอย่าง นั่นคือแบกำลังละหมาด ตามหลักการของศาสนาอิสลาม การละหมาดคือการแสดงความเคารพต่อพระเจ้า เป็นการแสดงตนถึงความจงรักภักดี ในแต่ละวันจะมีการละหมาด 5 ครั้ง นั่นคือ ซุบหฺ (ย่ำรุ่ง) ดุฮฺริอฺ (กลางวัน) อะซัร (เย็น) มัฆริบ (พลบค่ำ) อิชาอ์ (กลางคืน) แบว่านอกจากการละหมาดจะเป็นการระลึกถึงพระเจ้าอยู่เสมอแล้ว ยังเป็นการตั้งสติของเราในการทำงานแต่ละเวลา บางครั้งความเหนื่อยล้า ความง่วง ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงาน การละหมาดทำให้จิตใจสงบ และตั้งมั่นในการใช้ชีวิตในช่วงเวลาต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0010.jpg" /></p>
<p>ตันหยงเปาว์ในช่วงเย็นจะเต็มไปด้วยผู้คน สภากาแฟเต็มไปด้วยผู้ใหญ่และบทสนทนา ลานกว้างจะเต็มไปด้วยเด็กๆ และฟุตบอล แต่เมื่อเสียงอาซานดังขึ้น หมายความว่าถึงเวลาละหมาดแล้ว ภายในไม่กี่นาทีหมู่บ้านที่ดูวุ่นวายก็กลายเป็นหมู่บ้านสงบเงียบ พร้อมใจกันเข้าบ้านเพื่อปฏิบัติศาสนกิจของตน</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>5</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>แผ่นดินปัตตานีกำลังหายไป</strong></p>
<p><em>หาดบ้านตันหยงเปาว์ </em></p>
<p>&#8220;ที่นี่มีทะเลนะ แต่ไม่มีหาดทราย&#8221; แบกล่าว</p>
<p>เมื่อเดินไปถึงหาด ถึงได้คำตอบว่าจริงๆ แล้ว มีหาดทรายแต่ถูกหินก้อนใหญ่หลายๆ ก้อนมาเทไว้เต็มไปหมดจนแทบไม่เหลือหาดทรายให้เราวิ่งเล่นเหมือนเวลาไปเที่ยว หินเหล่านั้นมาโดยมีเหตุผล คนใช้มันเป็นด่านกันคลื่นกัดเซาะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0009.jpg" /></p>
<p>ใครบ้างจะรู้ว่านอกจากความรุนแรงในพื้นที่ที่น่ากลัว ปัญหาคลื่นกัดเซาะก็น่ากลัวไม่แพ้กัน แบเล่าว่าคลื่นกินพื้นดินเข้ามาเรื่อยๆ กินพื้นที่ไปแล้วสองหมู่บ้าน ชาวบ้านหลายคนต้องหนีมาสร้างบ้านใหม่เพราะบ้านหลังเดิมถูกทะเลกัดเซาะ มีเรื่องเล่าว่าตันหยงเปาว์เมื่อก่อนเคยมีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่แต่ต้องหนีหายเพราะคลื่น ว่ากันว่าถ้านั่งเรือออกทะเลไป เราอาจได้เห็นสุสานคนจีนบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ในทะเล</p>
<p>แม้แถวนี้จะไม่มีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำเหมือนที่อื่น แต่หินก็ทำให้บรรยากาศของหาดทรายเปลี่ยน แต่เราจะโทษหินก็ไม่ได้ หินก้อนใหญ่เหล่านั้นคือปราการด่านสุดท้ายที่ยังทำให้ตันหยงเปาว์ไม่เหลือแต่ชื่อ แต่ก็ทำได้เพียงชะลอความแรงของคลื่นเท่านั้น วันนี้แผ่นดินปัตตานีกำลังหายไป ด้วยฝีมือธรรมชาติที่กำลังเอาคืนมนุษย์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0008.jpg" /></p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>6</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>วันศุกร์ </strong></p>
<p><em>มัสยิด</em></p>
<p>วันนี้เป็นวันสำคัญ แบไม่ได้กล่าว ผมสังเกตเองจากการแต่งตัวของแก วันนี้แบใส่เสื้อสีฟ้าลายสวยเป็นพิเศษกว่าทุกวัน ก่อนที่แกจะเฉลยว่าวันศุกร์ถือเป็น ‘วันละหมาดใหญ่’ ของชาวมุสลิม ผู้ชายควรจะไปละหมาดที่มัสยิด ส่วนผู้หญิงละหมาดอยู่ที่บ้าน เช่นเดียวกับคนอื่นในหมู่บ้าน ทุกคนใส่เสื้อสีสดใส ใบหน้าแช่มชื่น</p>
<p>พอถึงเวลา ผู้ชายก็เดินหลั่งไหลไปทางเดียวกัน มัสยิดตันหยงเปาว์เหมือนตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน เสียงอาซานเป็นสัญญาณบอกว่าถึงเวลาแล้ว แบถือหมวกกะปิเยาะห์ใบสีขาวออกจากบ้าน และเราก็ขอติดตามไปเก็บภาพแบบสงบๆ ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0007.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0006.jpg" /></p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><b style="background-color: initial;">7</b></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ฟังไม่ออกเท่ากับไม่เข้าใจ </strong></p>
<p><em>บ้านบาบอ</em></p>
<p>ปัญหาหนึ่งของผมเวลาอยู่ที่นี่คือภาษา เราฟังไม่ออกว่าคนที่นี่พูดอะไรกัน เพราะชาวบ้านพูดภาษามลายู แต่ภาษาเขียนคือยาวี เวลาอยากคุยกับใครผมใช้วิธีสะกิดถามแบ ให้แบถามอีกที ก่อนจะได้คำตอบกลับมา ทำให้ค่อนข้างยุ่งยากเวลามีคำถาม แต่ก็ใช่ว่าจะเรียนรู้กันไม่ได้ แบใจดีเป็นล่ามให้โดยไม่บ่นสักคำ แกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนต้องเรียนรู้และปรับตัว</p>
<p>เช่นเดียวกับคนที่นี่เมื่อรู้ว่ามีคนต่างถิ่นมา ก็พยายามสื่อสารด้วยภาษาไทยเท่าที่ตัวเองจะพูดได้ โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่แม้ไม่สามารถคุยภาษาไทยได้เลย แต่ก็พยายามสื่อสารกับเรา ท่าทีที่เป็นมิตรทำให้เรารู้สึกทันทีว่าภาษาไม่ใช่ปัญหาของการอยู่ที่นี่ หากเราเปิดใจมากพอ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0005.jpg" /></p>
<p>เราได้เจอกับ &#8216;บาบอ&#8217; หรือ &#8216;โต๊ะครู&#8217; ผู้มีหน้าที่สอนความรู้ทั้งทางโลกและศาสนา บาบอสะท้อนให้เราฟังว่าการศึกษาคือปัญหาที่แท้จริงของที่นี่ หนุ่มสาวกำลังหายไปจากตันหยงเปาว์ ออกไปทำงานต่างถิ่น อาจเป็นมาเลเซียหรือกรุงเทพฯ แถมที่ออกไปก็ใช่ว่าจะมีการศึกษา เด็กไม่น้อยที่ไปไม่ถึงมหาวิทยาลัย บาบอบอกว่าเด็กที่นี่สู้การศึกษาในระบบไม่ไหว โดยเฉพาะภาษา เด็กหลายคนใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ภาษาหลักที่ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ คือภาษามลายู เมื่อไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการศึกษาพื้นฐานได้ สุดท้ายก็สอบสู้เขาไม่ได้ เด็กที่นี่มีทางเลือกไม่มากนัก บาบอสรุปแบบนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0004.jpg" /></p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>8</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ไม่มีผู้ก่อการร้ายในใจเรา </strong></p>
<p><em>ที่ใดสักแห่งในความรู้สึก </em></p>
<p>ไม่รู้ว่าควรจะบอกว่าโชคร้ายหรือโชคดี ลงมาปัตตานีครั้งนี้ผมไม่เจอเหตุการณ์ไม่สงบ ไม่เจอความรุนแรง ไม่เจอผู้ก่อการร้าย ตันหยงเปาว์และปัตตานีในครั้งนี้เป็นเพียงสถานที่สงบๆ ที่หนึ่ง อย่างที่สถานที่แห่งหนึ่งพึงจะเป็นได้ ไม่มีความวุ่นวาย เราเห็นเพียงทะเลและวิถีชีวิตผู้คนที่นี่</p>
<p>เป็นความจริงที่ว่าพื้นที่นี้ไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ รับประกันไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนในพื้นที่บอกกับเราเอง แต่ขณะเดียวกันก็บอกกับเราว่า เรื่องเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันหรือเกิดตลอดเวลา</p>
<p>“มาจากสามจังหวัดชายแดน เอาระเบิดมาไหม” หรือ “ทำไมไม่ส่งคนเลวพวกนั้นลงสามจังหวัดไปให้หมดล่ะ ”</p>
<p>หากเป็นตัวเราเองจะรู้สึกอย่างไร ถ้ามาจากที่นั่นก็ถูกทักทายบ่อยๆ เช่นนี้ ต้องเจอคำพูดของผู้คนที่จ้องจะส่งสิ่งที่ตัวเองเกลียดเดียดฉันท์ให้มาอยู่บ้านตัวเอง แม้จะมีผู้ก่อการร้ายอยู่ที่นี่ แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีคนอื่นอยู่เหมือนกัน เสียงน้องสาวคนหนึ่งที่อยู่ที่นี่สะท้อนให้เราฟังว่า ที่สุดแล้วก็อยากให้ทุกคนเปิดใจ อยากให้ทุกคนให้โอกาสที่นี่อีกครั้ง</p>
<p>“นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ชวนเพื่อนมาเที่ยวบ้าน”เธออยากให้บรรยากาศแบบนั้นกลับมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0002.jpg" /></p>
<p>เป็นความจริงที่ว่า คนที่นี่ใช้ภาษาต่างจากเรา นับถือศาสนาต่างจากเรา แต่สิ่งที่ผมคิดผิดคือ ผมสามารถอยู่ที่นี่ได้ ความแตกต่างไม่ใช่ข้อจำกัด ต่อให้ไม่มีแบเลาะห์อยู่ช่วยแปล ผมเชื่อว่าผมอยู่ที่นี่ได้ สิ่งที่อยู่เหนือภาษา ศาสนา วัฒนธรรม คือมนุษย์ ตราบใดที่เรายอมเรียนรู้ เราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้</p>
<p>ถ้าเราเชื่อว่าอยู่ด้วยกันได้ เราจะอยู่ได้ &#8211; ผมคิดแบบนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/180730_0001.jpg" /></p>
<p><em><strong>ขอขอบคุณ</strong> สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-baan-tanyongpao-pattani/">ครั้งแรกที่บ้านตันหยงเปาว์ ตัวเราและปัตตานี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-baan-tanyongpao-pattani/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Newground : แก้ปัญหาเด็กไทยด้วยการให้เด็กไทยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-film-newground/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-film-newground/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[คชรักษ์ แก้วสุราช]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 Jul 2018 01:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-film-newground/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวลาที่เรามีคำถามเรื่องการศึกษาว่าใครจะเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เราจะนึกถึงใครก่อน ครู ผู้อำนวยการ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ หรือนายกรัฐมนตรี แต่จะมีสักกี่คนที่นึกถึงเด็ก เด็กผู้เป็นส่วนล่างสุดของห่วงโซ่การศึกษาไทยและแบกรับผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด น่าแปลกเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ค่อยมีคนคิดว่าเด็กจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ใครเล่าจะมั่นใจในเด็กหัวเกรียน โดดเรียนไปเตะบอล ซอยผม หัดเขียนคิ้ว ให้มาทำนโยบายปฏิรูปการศึกษา เปลี่ยนแปลงระบบด้วยนโยบายในแบบที่ตัวเองอยากได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ความคิดเราเปลี่ยนไปก็ตอนที่ไปเจอเพจ Newground เพจที่นำเสนอเรื่องการศึกษาเป็นหลัก ทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิในโรงเรียน ข้อเสนอทางวิชาการ แต่สิ่งที่ทำให้เราสะดุดตาจริงๆ เห็นจะเป็นโครงการให้ทุน ‘เด็ก’ และ ‘เยาวชน’ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แก้ปัญหาที่ตัวเองเจอ เช่น การตั้งสหกรณ์ของหาย หรือการทำนิตยสารที่นำเสนอเรื่องการกลั่นแกล้งในโรงเรียนก็เป็นไอเดียที่ออกมาจากเด็กๆ ภายใต้โครงการ &#8216;กองทุนคนรุ่นใหม่’ กองทุนที่กล้าให้เงินเด็กได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ของ Newground เราติดต่อไปยัง ฟิล์ม-เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ co-founder ของ Newground มีคำถามหลายอย่างที่เราอยากรู้เกี่ยวกับเด็กไทย สงสัยว่าทำไมถึงกล้าให้ทุนเด็กทำอะไรแปลกๆ มีอะไรที่เขาสนใจในตัวเด็ก เขาอยากเห็นและคาดหวังอะไรกับเด็กไทย เด็กไทยเลือกอะไรได้บ้าง ฟิล์มเล่าให้เราฟังว่า สิ่งที่ Newground สนใจเป็นเรื่องของการเข้าถึงทรัพยากรของคนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันแม้จะมีจำนวนถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนคนในประเทศ แต่คนรุ่นนี้เข้าถึงทรัพยากรได้น้อยมากๆ ยิ่งเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-film-newground/">Newground : แก้ปัญหาเด็กไทยด้วยการให้เด็กไทยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาที่เรามีคำถามเรื่องการศึกษาว่าใครจะเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เราจะนึกถึงใครก่อน ครู ผู้อำนวยการ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ หรือนายกรัฐมนตรี แต่จะมีสักกี่คนที่นึกถึงเด็ก เด็กผู้เป็นส่วนล่างสุดของห่วงโซ่การศึกษาไทยและแบกรับผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด</p>
<p>น่าแปลกเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ค่อยมีคนคิดว่าเด็กจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ใครเล่าจะมั่นใจในเด็กหัวเกรียน โดดเรียนไปเตะบอล ซอยผม หัดเขียนคิ้ว ให้มาทำนโยบายปฏิรูปการศึกษา เปลี่ยนแปลงระบบด้วยนโยบายในแบบที่ตัวเองอยากได้</p>
<p>ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ความคิดเราเปลี่ยนไปก็ตอนที่ไปเจอเพจ <a href="https://www.facebook.com/newground.th/">Newground</a> เพจที่นำเสนอเรื่องการศึกษาเป็นหลัก ทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิในโรงเรียน ข้อเสนอทางวิชาการ แต่สิ่งที่ทำให้เราสะดุดตาจริงๆ เห็นจะเป็นโครงการให้ทุน ‘เด็ก’ และ ‘เยาวชน’ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แก้ปัญหาที่ตัวเองเจอ เช่น การตั้งสหกรณ์ของหาย หรือการทำนิตยสารที่นำเสนอเรื่องการกลั่นแกล้งในโรงเรียนก็เป็นไอเดียที่ออกมาจากเด็กๆ ภายใต้โครงการ &#8216;กองทุนคนรุ่นใหม่’ กองทุนที่กล้าให้เงินเด็กได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ของ Newground</p>
<p>เราติดต่อไปยัง <strong>ฟิล์ม-เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์</strong> co-founder ของ <strong>Newground</strong> มีคำถามหลายอย่างที่เราอยากรู้เกี่ยวกับเด็กไทย สงสัยว่าทำไมถึงกล้าให้ทุนเด็กทำอะไรแปลกๆ มีอะไรที่เขาสนใจในตัวเด็ก เขาอยากเห็นและคาดหวังอะไรกับเด็กไทย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/864.jpg" /></p>
<h3><strong>เด็กไทยเลือกอะไรได้บ้าง</strong></h3>
<p>ฟิล์มเล่าให้เราฟังว่า สิ่งที่ Newground สนใจเป็นเรื่องของการเข้าถึงทรัพยากรของคนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันแม้จะมีจำนวนถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนคนในประเทศ แต่คนรุ่นนี้เข้าถึงทรัพยากรได้น้อยมากๆ ยิ่งเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว เราเข้าถึงมันได้น้อยอย่างน่าใจหาย นั่นยิ่งทำให้ทางเลือกของคนรุ่นใหม่น้อยลงไปอีก</p>
<p>“เราไปสำรวจในเว็บบอร์ดหนึ่ง 500 กระทู้ล่าสุด เพื่อดูว่าเด็กคุยอะไรกัน ก็พบว่ามีเด็กที่บอกว่าสายตาสั้นแต่ไม่กล้าบอกพ่อแม่ เพราะกลัวพ่อแม่จะว่าว่าติดเกม มีกระทู้เรื่องรับน้อง หรืออะไรต่างๆ แต่ 47 เปอร์เซ็นต์ของกระทู้ทั้งหมดเป็นเรื่องความขัดแย้ง เช่น การมีปัญหากับครูแต่ไม่รู้จะทำยังไง เพราะเมื่อเวลาเด็กทำผิด มีกฎระเบียบมากมายที่ลงโทษเขา แต่เวลาครูทำผิดเองก็ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะจัดการยังไง เด็กไม่มีทางเลือก การศึกษาทุกวันนี้ สิ่งที่เด็กมีสิทธิ์เลือก คือใช้เสื้อผ้ายี่ห้ออะไร ซื้ออุปกรณ์ยี่ห้ออะไร นอกนั้นจะทัศนศึกษาที่ไหน จะออกแบบการเรียนยังไง เด็กไม่เคยได้ตัดสินใจ แม้แต่องค์กรกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่ภาครัฐ แหล่งทุนต่างๆ ถ้าเขาทำงานเกี่ยวกับเด็กก็ควรให้เด็กเข้าไปมีส่วนร่วม มีอำนาจตัดสินใจ</p>
<p>“พอพูดเรื่องการศึกษา เราพบว่างบประมาณส่วนใหญ่ลงไปกับการพัฒนาครู แต่น้อยมากเลยที่จะเข้าไปอยู่ข้างเยาวชน อีกข้อหนึ่งที่เราพยายามทำคือเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในอนาคต เวลาพูดถึงประชากรก็จะพูดถึงแต่โครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุมีจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงปัญหาข้างหน้าที่หลายคนกำลังจะเจอ สมมติว่าเรื่องประกันสุขภาพ เรากลับต้องไปนั่งฟังประวัติศาสตร์ที่ย้อนไปเป็นร้อยปี แต่ไม่ค่อยมีคนพยายามจะคิดไปข้างหน้าเท่าไหร่ ในมุมของ forward thinking policy”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ten.jpg" /></p>
<h3><strong>ผู้ใหญ่กับเด็กเชื่อต่างกัน</strong></h3>
<p>ผู้ใหญ่เชื่ออย่าง เด็กชอบอีกอย่าง คือสิ่งที่ฟิล์มพยายามเล่าให้เราฟัง ผู้ใหญ่ที่พูดถึงหมายถึงแหล่งทุนที่ให้เงินเด็กในการทำโครงการ ทำกิจกรรมต่างๆ สิ่งที่แหล่งทุนเชื่อคือเรื่องประมาณว่า ความสุขเชิงสุขภาวะ ความดีแบบวัตถุวิสัย ความดีแบบตายตัว และชุมชนทางกายภาพ เช่น ความมีน้ำใจของคนในชุมชน ซึ่งมันขัดกับสิ่งที่เด็กๆ เชื่อ เด็กไม่ได้สนใจมากขนาดนั้น</p>
<p>“อย่างแรก เด็กสนใจเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เขาไม่ได้สนใจข้างบ้าน คอนโดฯ ห้องข้างๆ เป็นใคร เขาไม่ได้สน แต่ถ้าร้านบอร์ดเกมที่รวมตัวเพื่อนๆ แถวบ้านปิด อันนี้ทำให้เด็กเขาสนใจเพราะมันเกี่ยวกับตัวเขา</p>
<p>&#8220;อย่างที่สอง เด็กไทยสนใจเรื่องทุกขภาวะ คือไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตานั่งสมาธิหาความสุข พวกเขาโอเคกับความเหงา ความเศร้า ความกลัว หนังสือ Haruki Murakami เลยเป็นตัวเลือกที่คนรุ่นใหม่สนใจ</p>
<p>“อย่างที่สาม เด็กสนใจเรื่องการรื้อสร้างมายาคติ การตั้งคำถามต่างๆ เช่น เขาตั้งคำถามว่า สามัคคีคือพลังจริงหรือเปล่า บางอย่างเป็นความดีหรือเปล่า มันแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อมันขัดแย้งกันไปหมด นโยบายที่ออกมาจากกลุ่มกับสิ่งที่เด็กอยากทำก็เลยสวนกัน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/six.jpg" /></p>
<h3><strong>เราไม่ได้อยากแก้ปัญหาของคนอื่น</strong></h3>
<p>“เราพบว่า คนที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชนรุ่นหลังๆ มาที่เขามองเห็นปัญหาได้อย่างน่าสนใจมากขึ้น มีเด็กที่รณรงค์เรื่องการทำแท้งอย่างสมัครใจ หรือมีเด็กที่ทำเรื่อง LGBT พวกเขาเหล่านี้เป็นกลุ่มขับเคลื่อนประเด็นที่เราฝันจะเห็น แต่ปัญหาคือเมื่อเขาอยู่ในองค์กรที่มีโครงสร้างเลยมีข้อจำกัด ทำให้ไม่ได้ใช้ความคิดอย่างเต็มที่ ไหนจะเรื่องข้อจำกัดด้านงบประมาณ สุดท้ายก็ต้องทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่สั่ง</p>
<p>“เราเจอแต่โครงการประมาณว่า ต่อต้านยาเสพติด ลูกน้ำยุงลาย จิตอาสาสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่เขาคือคนที่อยู่กับปัญหา เพราะฉะนั้นเขาควรจะเป็นผู้ที่คิดแก้ปัญหา เช่น คนที่อยู่บริเวณที่มีเขื่อนมาสร้าง แล้วเขารู้สึกว่าเขื่อนมันทำลายชีวิตและชุมชนของเขา คนที่ไม่พอใจกับการถูกตัดผม เขาควรเข้าถึงสิทธิ์ในการแก้ปัญหาไม่ใช่เข้าถึงคนกลุ่มเดียว นี่จึงเป็นที่มาของกองทุนคนรุ่นใหม่”</p>
<h3><strong>กองทุนคนรุ่นใหม่ อยากทำอะไรต้องได้ทำ</strong></h3>
<p>“ในปีที่ผ่านมา มีการเขียนข้อเสนอกันมา 40 กว่าทีม เราคัดเหลือ 9 ทีม มาตรฐานของเราคือ Newground คือมันต้องใหม่ แน่นอนว่ามีคนเขียนมาขอไปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไปขอทำผ้ามัดย้อม ซึ่งมันไม่ผิดนะ แต่เรามองว่าคุณสามารถขอที่อื่นได้ เราต้องการให้คนที่มีไอเดียในการแก้ไขปัญหา สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มากขึ้น</p>
<p>“เราเริ่มจากคนที่อยากทำอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้ อยากจะทำสตูดิโอถ่ายภาพ ทำต่างหูขาย รณรงค์เรื่องต่างๆ คุณก็สามารถส่งไอเดียเข้ามา แต่คุณต้องระดมทุน 1 เท่า เช่น ถ้าระดมมาได้ 1,000 บาท เราสมทบให้อีก 2 เท่า อีก 2,000 บาท แล้วปีหน้าหรือรอบต่อไป เราจะถอนออกเท่าหนึ่ง แล้วก็ชวนองค์กรที่เกี่ยวข้องมาร่วมทุนแทน ทำให้องค์กรมีเด็กมาสานงานต่อ ส่วนเด็กก็ได้แก้ไขปัญหาของตัวเอง ส่วนเราก็ได้เด็กมาทำฐานข้อมูลต่อ ทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/765.jpg" /></p>
<h3><strong>ชอบทำของหายก็กลายเป็นโครงการ</strong></h3>
<p>“9 ทีมที่คัดเข้ามา เราจึงคัดทีมที่มีเป้าหมายร่วมกัน มีบางทีมน่าสนใจมาก ยกตัวอย่างทีมหนึ่ง เป็นนักเรียน ม.3 ปัญหาของเขาคือของหายบ่อยมาก เดี๋ยวดินสอหาย ยางลบหาย เขาขอทุนมา 500 บาท ให้เราสมทบอีก 1,000 บาท รวมเป็น 1,500 บาท เงินก้อนนี้เขาเอาไปทำสวัสดิการของหาย ส่วนหนึ่งเอาไปซื้อของเป็นกองกลาง ตั้งเป็นชมรมของหาย ส่วนคนที่มีสิทธิ์คือสมาชิกในชมรมของหาย คือต้องจ่ายค่าสมาชิกเดือนละ 5-10 บาท แล้วคุณก็สามารถใช้ได้ แล้วเมื่อต่อยอดมันก็จะทำหลายๆ ห้องมากขึ้น อะไรแบบนี้ไม่มีทางเลยที่องค์กรเด็กอื่นๆ จะให้ทุน</p>
<p>“มีทีมหนึ่งที่ขอเงินทุนไปเที่ยว เป็นโรงเรียนในจังหวัดศรีสะเกษ รายละเอียดคือเขาไม่ได้เอาเงินที่ได้จากเราไปเที่ยว แต่เอาไปรวมให้เพื่อนทำกองทุนกันวันละบาท ออมเพื่อไปเที่ยวอีกที สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นความเป็นไปได้มากกว่าข้อจำกัด ไม่มีกฎเกณฑ์บังคับว่าจะต้องเอาไปทำอะไร ต้องทำเพื่อพิสูจน์ความจนหรือความดี สามารถเอาไปใช้ได้เต็มที่ตามที่กรอบมันจะเป็นไปได้”</p>
<h3><strong>Overdog Project นิตยสารที่ยืนข้างนักเรียน</strong></h3>
<p>“อีกทีมที่น่าสนใจคือ Overdog Project คนทำหลักๆ คือ น้องมี่-พิมพิศา เชี่ยววารีสัจจะ ประเด็นที่เขาทำคือการบูลลี่ (การกลั่นแกล้ง) แต่ทั่วไปทำคือการบูลลี่กันเองระหว่างเด็ก แต่ทีมนี้เขาทำเรื่องการบูลลี่โดยครู น้องมี่ออกจากโรงเรียนเพราะโดนครูบูลลี่ แต่สิ่งที่เขาทำคือ นิตยสารที่เลือกสื่อสารเรื่องราวของเขากลับไปยังโรงเรียนที่เขาออกมา เอาไปแจกเพื่อนๆ ในโรงเรียน</p>
<p>“มันเกิดปรากฏการณ์หลายๆ อย่าง เพราะนิตยสารของเขาก็ไม่ได้มีผลแค่กับเด็กในโรงเรียน แต่มีผลกับเด็กหลายๆ คนนอกโรงเรียนด้วย มีงานเสวนาหนึ่งจัดขึ้นแล้วน้องมี่ก็ได้ไปพูด เราถึงได้พบว่ามีคนอีกจำนวนมากที่ไม่พอใจสิ่งเหล่านี้ มีประโยคหนึ่งที่น้องมี่พูดในงานเสวนาว่า &#8216;สิ่งที่เยียวยาการเป็นโรคซึมเศร้าจากการถูกบูลลี่ คือการที่ได้พูดเรื่องราวเหล่านี้ออกมา&#8217; มันชัดเจนมากว่า การที่เราสนับสนุนให้เด็กได้แก้ปัญหาด้วยตนเองมันสำคัญขนาดไหน มันชุบชีวิตคนขึ้นมา ทำให้คนลุกขึ้นยืนอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ผู้แพ้ของสังคมอีกต่อไป นิตยสารเขียนคำโปรยได้เท่มาก เขาใช้คำว่า ‘ขอยืนอยู่ข้างนักเรียน ในวันที่โรงเรียนยืนอยู่ข้างครู’”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/two.jpg" /></p>
<h3><strong>ผู้ใหญ่ไม่ได้เข้าใจเด็กขนาดนั้น</strong></h3>
<p>“เวลาคนมองเด็กจะมองเป็นเอเลี่ยน มองเป็นสัตว์ มองเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเข้าใจได้เลย คนอายุ 24 ก็ไม่มีวันที่จะมองคนอายุ 23 แบบที่เข้าใจจริงๆ ได้เลย ผู้ใหญ่มักคิดว่าตนเคยผ่านการเป็นเด็กมาแล้ว ย่อมเข้าใจปัญหาวันนี้ของเด็กได้ ทั้งที่สถานการณ์ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว ปัญหาที่เด็กเจอไม่เหมือนเดิมแล้ว ปีที่แล้วยังไม่มี BNK48 ไม่มีบอลโลก ปรากฏการณ์ต่างๆ มันสร้างอิมแพ็คต่อวิธีคิดมากๆ หลายปีก่อนบางคนยังภูมิใจกับการรับน้องรุนแรง แต่วันนี้เขากลับไม่สามารถพูดว่าภูมิใจได้อย่างเต็มปากเต็มคำแล้ว เพราะคุณค่ามันเปลี่ยนไป เราคิดว่าการสำรวจวัฒนธรรมเด็ก เยาวชน มุมมองวิธีคิด มันควรจะเป็นรูปแบบใหม่ และควรต้องทำเรื่อยๆ ประเทศไทยไม่มีศูนย์วิจัยหรือกองทุนที่ทำงานลักษณะนี้”</p>
<h3><strong>เราควรมีสิทธิ์แก้ปัญหาของตัวเองด้วยตัวเอง</strong></h3>
<p>“เราว่าคนรุ่นพ่อแม่เราก็มีโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว อาจจะโดนกีดกันจากคนรุ่นก่อนหน้านิดหน่อยหรือมากๆ แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ผู้ใหญ่ควรจะมอบโอกาสนั้นให้เรา ให้เราใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เลี้ยงเราอย่างอิสระ รักเราอย่างอิสระ แต่อย่างที่บอกว่า เราจะโยนปัญหาไปให้ปัจเจกอย่างพ่อแม่อย่างเดียวก็ไม่ได้</p>
<p>“เราต้องดูโครงสร้างกฎหมาย นโยบายว่ามันยังมีปัญหามาก อายุ 18 ปี จริงๆ แล้วคุณเลือกตั้งได้ เสียภาษีได้ รับการพิจารณาคดีแบบเดียวกับที่ผู้ใหญ่โดนได้ ติดคุกได้ แต่คุณกลับไม่สามารถกำหนดที่อยู่เองได้ คุณจะไปอยู่หอเองก็ทำไม่ได้ตามกฎหมาย พ่อแม่มีสิทธิ์เอาตำรวจมาลากตัวกลับไปได้เลย จะเข้าผับก็ไม่ได้ หรือทำหนังสือเดินทางไปต่างประเทศเองก็ไม่ได้ เพราะเขาถือว่าบรรลุนิติภาวะตอนอายุ 20 มันดูขัดแย้งมากๆ</p>
<p>“ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันมีเด็กอายุ 18 ที่เริ่มทำธุรกิจจำนวนมาก แต่พอต้องทำธุรกรรมทางการเงินกลับต้องใช้ชื่อพ่อแม่ ใช้ชื่อผู้ใหญ่ แล้วถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับเราล่ะ เขาสามารถขัดขวางเราได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คำถามคือเราจะทำยังไง หนึ่ง คือลดศักยภาพลงให้เด็กอายุ 18 ทำได้ตามกรอบของเด็กอายุ 15 หรือสอง จะใช้วิธีแก้กฎหมายให้เด็กอายุ 18 ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ คุณจะเลือกอะไรระหว่างลดอำนาจพวกเขาหรือแก้กฎหมายให้เขาได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/four.jpg" /></p>
<h3><strong>คำตอบจากความรู้สึกที่ว่า &#8216;โลกนี้ไม่ใช่ที่ของฉันเลย&#8217;</strong></h3>
<p>ทุกอย่างดูอึดอัดไปหมด คับแคบ แสดงความเห็นไม่ได้เลย เราไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้เลย เราควรต้องปรับตัว หรือใช้ชีวิตยังไง ปลายทางของคำถามคือความอยากรู้สำหรับเด็กที่อยู่ไม่เป็น</p>
<p>“เราคิดว่าคำถามมันตอบได้ 2 ทาง ทางแรก คงบอกพ่อแม่หรือครูว่า ถ้าวันหนึ่งคุณรู้สึกว่าคุณควบคุมเขาไม่ได้ สื่อสารไม่รู้เรื่อง อย่างแรกที่คุณควรเลิกคิดคือเลิกมองว่าเด็กเป็นเมล็ดพันธ์ุ เด็กไม่ใช่ลูกไม้ที่จะต้องมาหล่นอยู่ใต้ต้นเราเสมอ เขามีชีวิตของเขาเอง มีสิทธิ์ในการตัดสินใจ เขามีสิทธิ์ที่จะเกลียดเราได้ถ้าเราทำไม่ดี เราต้องยอมรับว่าลูกคือความแตกต่างที่ต้องอยู่ร่วมกัน</p>
<p>“แต่คำตอบที่สองคือ สำหรับเด็กอย่างเราๆ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนอื่นเสมอ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น มีคนอีกจำนวนมากที่รู้สึก แล้วก็ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย มีคนอีกมากที่กำลังขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้อยู่ เคลื่อนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า เคลื่อนเพราะอยากเห็นอนาคตที่ไม่ได้เป็นแบบนี้ มีการรวมกลุ่มของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก มีเด็กที่กำลังเรียกร้องเรื่องโรคซึมเศร้า เรื่องกัญชาถูกกฎหมายอยู่</p>
<p>“ไม่ใช่เราคนเดียวที่กำลังรู้สึกเป็นอื่นจากโลกใบนี้ สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องอยู่และเรียนรู้กันต่อไป อยู่กับความไม่ปกติและไม่ยอมรับมันว่าเป็นความปกติ ไม่ช้าไม่นาน ก็จะมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนความไม่ปกติเหล่านั้นให้มันมีความปกติมากขึ้น แล้วอีกไม่ช้าไม่นาน คนรุ่นเด็กกว่าก็จะมาเปลี่ยนเขาอีกที ให้กลายเป็นความปกติของคนรุ่นต่อไป เพราะฉะนั้นอย่าเศร้าไปเลย สิ่งที่ทำได้คือ คนรุ่นเราควรรวมตัวกันเข้าไว้ ไม่ต้องรอให้แก่ก่อน ไม่ต้องรอให้รวยก่อน ทำอะไรได้ก็ทำ” ฟิล์มทิ้งท้าย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/4442.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-film-newground/">Newground : แก้ปัญหาเด็กไทยด้วยการให้เด็กไทยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-film-newground/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับ Prakammanu เพจแซวการเมืองที่แซวตั้งแต่ป้า (ทุบรถ) ยันลุง (ตู่)</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-prakammanu/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-prakammanu/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[คชรักษ์ แก้วสุราช]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Jun 2018 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[เพจศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Online Media]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ธนวัฒน์ ประกัมมนู]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[prakammanu]]></category>
		<category><![CDATA[แซวการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ตูนการเมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-prakammanu/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพจ Prakammanu โดดเด่นขึ้นมาภายหลังบรรยากาศการเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะซีรีส์เรื่องยาวอย่าง ‘TAVENKER INFINITY นายก’ ที่ถูกแชร์อย่างต่อเนื่องถึงหลักแสนและถูกพูดถึงในวงกว้าง เพราะได้นำบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายฝ่ายมาเป็นตัวละคร บวกกับมุกอันแสบสันที่หลายคนให้ความเห็นตรงกันว่า &#8216;กล้า&#8217; ความสนุกสนานของลายเส้นการ์ตูนดึงเราให้ไปติดต่อขอคุยกับ ธนวัฒน์ ประกัมมนู กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มผู้เป็นแอดมินเบื้องหลังเพจนี้ทันที เราแปลกใจอยู่เล็กน้อย เพราะก่อนจะเข้าสู่การสนทนาเขาออกตัวก่อนว่าไม่ใช่คนที่มีความรู้เรื่องการเมืองอะไร เป็นเพียงคนธรรมดาที่อยากเล่าประเด็นนี้เท่านั้น เขาเลือกใช้คำว่า ‘แซว’ ในการสนทนาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาสนุกกับการใช้ไอเดียหยอกล้อผู้คนมากกว่าที่จะมองการเมืองเป็นเรื่องเคร่งเครียด โดยธนวัฒน์เลือกทำเพจ Prakammanu เป็นงานอดิเรกเพื่อปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง ไม่เร่ง ไม่รีบ ไม่พยายามเค้นมุก ธนวัฒน์เริ่มต้นเล่าเรื่องราวก่อนมาทำเพจให้เราฟัง เขาเป็นเพียงเด็กที่รักการอ่านการ์ตูนคนหนึ่งที่เติบโตมาพร้อมกับความฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน หลังจบมหาวิทยาลัยความรู้สึกเขาก็เปลี่ยนไปและหันเหชีวิตไปสู่งานกราฟิกดีไซน์โฆษณาแทนที่จะเป็นงานสำนักพิมพ์ เขาบอกเราว่าแม้จะรักการเขียนการ์ตูนแค่ไหนก็ไม่อยากให้ความรู้สึกของการทำงานจริงจังมาทำลายบรรยากาศของความคิดสร้างสรรค์และการเขียนการ์ตูนที่เขารักมาก Prakammanu เป็นเพจที่เริ่มต้นมาจากการอยากมีพื้นที่สะสมผลงานที่สามารถเขียนหรือวาดอะไรก็ได้ที่เขาอยากจะทำ เขาตอกย้ำว่านี่คือพื้นที่ของตัวเขาเอง เหมือนกับนามปากกา Prakammanu ที่เขาเลือกมาจากนามสกุลของตัวเอง “เราคิดแค่ว่าอยากทำเพจเอาไว้สะสมผลงานสวยๆ ตอนแรกไม่ได้วาดเป็นเรื่องราวด้วยซ้ำ ทำเป็นดิจิตอลเพนต์ เป็นกราฟิก แต่รู้สึกว่าวาดมาแล้วโพสต์ไปแล้วยังไงต่อ คนดูบอกว่าสวยดีแล้วก็ผ่านไป แต่ภาพไม่ได้บอกอะไรกับคนดูมากมายเท่าไหร่ เลยคิดว่าถ้าเป็นรูปที่ไม่ต้องสวยมาก ไม่ต้องจริงจังมาก แต่เน้นเล่าเรื่องราวได้ น่าจะดีกว่า “เรามาทำเพจเพราะมองว่า Prakammanu เป็นงานอดิเรกที่ทำแล้วมีความสุข เป็นอะไรที่เราคิดเองทำเอง อย่างงานหลักที่ทำทุกวันนี้เราไม่ได้คิดเอง มีคนคิดมาให้ ป้อนให้เราทำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-prakammanu/">คุยกับ Prakammanu เพจแซวการเมืองที่แซวตั้งแต่ป้า (ทุบรถ) ยันลุง (ตู่)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพจ <strong>Prakammanu</strong> โดดเด่นขึ้นมาภายหลังบรรยากาศการเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะซีรีส์เรื่องยาวอย่าง ‘TAVENKER INFINITY นายก’ ที่ถูกแชร์อย่างต่อเนื่องถึงหลักแสนและถูกพูดถึงในวงกว้าง เพราะได้นำบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายฝ่ายมาเป็นตัวละคร บวกกับมุกอันแสบสันที่หลายคนให้ความเห็นตรงกันว่า &#8216;กล้า&#8217; ความสนุกสนานของลายเส้นการ์ตูนดึงเราให้ไปติดต่อขอคุยกับ <strong>ธนวัฒน์ ประกัมมนู</strong> กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มผู้เป็นแอดมินเบื้องหลังเพจนี้ทันที</p>
<p>เราแปลกใจอยู่เล็กน้อย เพราะก่อนจะเข้าสู่การสนทนาเขาออกตัวก่อนว่าไม่ใช่คนที่มีความรู้เรื่องการเมืองอะไร เป็นเพียงคนธรรมดาที่อยากเล่าประเด็นนี้เท่านั้น เขาเลือกใช้คำว่า ‘แซว’ ในการสนทนาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาสนุกกับการใช้ไอเดียหยอกล้อผู้คนมากกว่าที่จะมองการเมืองเป็นเรื่องเคร่งเครียด โดยธนวัฒน์เลือกทำเพจ Prakammanu เป็นงานอดิเรกเพื่อปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF16231.jpg" /></p>
<h3><strong>ไม่เร่ง ไม่รีบ ไม่พยายามเค้นมุก</strong></h3>
<p>ธนวัฒน์เริ่มต้นเล่าเรื่องราวก่อนมาทำเพจให้เราฟัง เขาเป็นเพียงเด็กที่รักการอ่านการ์ตูนคนหนึ่งที่เติบโตมาพร้อมกับความฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน หลังจบมหาวิทยาลัยความรู้สึกเขาก็เปลี่ยนไปและหันเหชีวิตไปสู่งานกราฟิกดีไซน์โฆษณาแทนที่จะเป็นงานสำนักพิมพ์ เขาบอกเราว่าแม้จะรักการเขียนการ์ตูนแค่ไหนก็ไม่อยากให้ความรู้สึกของการทำงานจริงจังมาทำลายบรรยากาศของความคิดสร้างสรรค์และการเขียนการ์ตูนที่เขารักมาก</p>
<p>Prakammanu เป็นเพจที่เริ่มต้นมาจากการอยากมีพื้นที่สะสมผลงานที่สามารถเขียนหรือวาดอะไรก็ได้ที่เขาอยากจะทำ เขาตอกย้ำว่านี่คือพื้นที่ของตัวเขาเอง เหมือนกับนามปากกา Prakammanu ที่เขาเลือกมาจากนามสกุลของตัวเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF16531.jpg" /></p>
<p>“เราคิดแค่ว่าอยากทำเพจเอาไว้สะสมผลงานสวยๆ ตอนแรกไม่ได้วาดเป็นเรื่องราวด้วยซ้ำ ทำเป็นดิจิตอลเพนต์ เป็นกราฟิก แต่รู้สึกว่าวาดมาแล้วโพสต์ไปแล้วยังไงต่อ คนดูบอกว่าสวยดีแล้วก็ผ่านไป แต่ภาพไม่ได้บอกอะไรกับคนดูมากมายเท่าไหร่ เลยคิดว่าถ้าเป็นรูปที่ไม่ต้องสวยมาก ไม่ต้องจริงจังมาก แต่เน้นเล่าเรื่องราวได้ น่าจะดีกว่า</p>
<p>“เรามาทำเพจเพราะมองว่า Prakammanu เป็นงานอดิเรกที่ทำแล้วมีความสุข เป็นอะไรที่เราคิดเองทำเอง อย่างงานหลักที่ทำทุกวันนี้เราไม่ได้คิดเอง มีคนคิดมาให้ ป้อนให้เราทำ มีทั้งความรู้สึกที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่งานในเพจเป็นงานที่เราคิดเองทั้งหมด”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/19222615_970017679807188_4231453638364759365_o2.jpg" /></p>
<p>&#8216;ไม่เร่ง ไม่รีบ ไม่พยายามเค้นมุก&#8217; ดูจะเป็นคำที่ตรงกับวิธีการทำงานของเขาที่สุด แม้เพจจะดูตามสถานการณ์แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเล่าทุกเรื่อง มีหลายเรื่องที่เป็นกระแสสังคมที่น่าสนใจแต่เขาก็ตัดสินใจปล่อยผ่านไป เพราะอยากให้เป็นงานที่อยากทำมากว่าต้องทำ</p>
<p>“เราเคยพยายามคิดให้มันออกมา แต่งานแบบนี้จะไม่น่าสนใจหรือมีคนสนใจน้อยเพราะไม่โดน ทำให้รู้สึกแย่กับตัวเองด้วยว่าเราทำงานแบบนี้ออกมาได้ยังไง เหมือนเป็นงานลวกๆ หลังๆ เลยรู้สึกว่าต้องเป็นงานที่ออกมาจากไอเดียที่ปังจริงๆ ถึงจะเขียน บางทีคิดไม่ออก หายไปเป็นเดือนก็มี” หนุ่มเจ้าของเพจเล่าให้เราฟัง</p>
<p>“ปกติจะต้องมีประเด็นที่อยากวาดก่อน เอามาดูว่าใส่เรื่องไหนได้ แล้วค่อยตีตาราง 3 ช่องจึงจะเริ่มร่าง บางทีร่างแล้วยังไม่โอเคก็ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อาจดูเป็นรูปวาดง่ายๆ แต่ก็ผ่านกระบวนการคิดค่อนข้างเยอะเหมือนกันว่าจะทำยังไงให้คนขำได้ภายใน 3 รูป อย่างเรื่อง ‘TAVENKER INFINITY นายก’ ไม่ได้คิดทีเดียวทั้งหมดทันที คิดแค่ต้นกลางปลายว่าจะเป็นยังไง แต่ระหว่างนั้นก็ต้องหาอะไรมาใส่เพิ่ม”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/33066094_1168916199917334_1400193122708750336_o1.jpg" /></p>
<h3><strong>แซวให้สุดขอบ</strong></h3>
<p>หากคุณเพิ่งมารู้จัก Prakammanu ในช่วงหลังจะพบว่า เพจสนุกกับการเล่นเนื้อหาประเด็นสังคมมากขึ้น ทั้งป้าทุบรถ, เนติวิทย์, วัดพระธรรมกาย, ลุงตู่, นาฬิกา โดยหยิบจับมาแซวอย่างขำขัน บวกกับใส่เนื้อหาภาพยนตร์ที่กำลังอยู่ในกระแสตอนนั้น ผลักดันให้มุกที่คิดเข้าถึงคนอ่านมากขึ้น เขายอมรับว่าไม่ใช่คนที่ถนัดเรื่องการเมืองหรือข่าวสาร แต่จะใช้การถามจากคนรอบตัวเพื่อดูว่าเรื่องไหนที่กำลังมาแรงหรือกำลังเป็นที่สนใจ</p>
<p>“เราชอบดูว่าแต่ละคนแต่ละเพจเล่นมุกอะไร รู้สึกว่าไม่อยากจะไปซ้ำกับคนอื่นเขา เห็นมุมคนอื่นเขาล้อก็อยากล้อในมุมของเราบ้าง พยายามคิดให้แตกต่าง เรื่องของป้าทุบรถ เราก็มาดูว่าหนังเรื่องไหนที่เราชอบและเข้ากันได้แบบลงตัว เลยไปนึกถึงหนังเรื่อง <em>John Wick</em> ที่เอาค้อนไปทุบพื้นเพื่อเอาขวานออกมา รู้สึกว่าน่าจะแปลกดี น่าจะฮา แต่ช่วงหลังมานี้ไม่ค่อยได้พูดถึงประเด็นสังคมมากเพราะเยอะเกินไปจนเราตามไม่ทัน มีอารมณ์ขี้เกียจมานั่งตามเหมือนกัน จะตามเฉพาะเรื่องที่เด่นขึ้นมาจริงๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/28235424_1117319695076985_7466487907068095268_o2.jpg" /></p>
<p>ด้วยยอดแชร์กว่าหนึ่งแสนครั้งทำให้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะบอกว่า ‘TAVENKER INFINITY นายก’ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของ Prakammanu ที่หลายคนต้องรู้จัก มีการหยิบหนังดังอย่าง <em>Avengers: Infinity War </em>มายำรวมกับการเมือง ไอเดียมาจากการที่ตัวละครหลายตัวในชีวิตจริงยังต้องอยู่นอกประเทศ ตระเวนไปมาจนดูรอเก้อ ไม่ก็เป็นคนที่ทหารต้องการตัว เขารู้สึกแบบนั้นเลยหยิบคนเหล่านี้มาเป็นตัวละคร</p>
<p>“อย่างเนเน่ (เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล) เป็นตัวละครที่ใส่นาฬิกาข้อมือเยอะ เพราะเห็นข่าวตอนที่เขาใส่ไปเกณฑ์ทหาร ตัวจริงเขาทักมาด้วยว่าขอใช้รูปที่เราวาด ตอนแรกก็งงว่าเป็นใคร แต่พอไปดูในโปรไฟล์พบว่าเป็นตัวจริงเลยตอบไปว่ายินดีมาก แฮปปี้มากเลยที่ตัวจริงเขามาขอรูป เขาได้อ่านเรื่องของเราด้วย พอรู้ว่าตัวจริงได้อ่านเราก็ดีใจ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/33139025_1168922643250023_4182487471226880000_o1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/33112941_1168923886583232_4024827700056162304_o1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/31958399_1160375464104741_6107488175456780288_o1.jpg" /></p>
<h3><strong>การเมืองเป็นเรื่องโก๊ดดัน</strong></h3>
<p>แต่แล้วอีกด้านก็เริ่มปรากฏ ในฐานะงานการเมืองเป็นธรรมดาที่จะต้องถูกจับตามากขึ้น เขาเล่าให้เราฟังว่ามีบรรยากาศที่กดดันบ้างแต่ก็ไม่ได้รู้สึกเคร่งเครียดอะไร เพจยังมีเนื้อหาอื่นอีก ทั้งเรื่องความรัก ขำขัน ทะลึ่ง แม้แต่เรื่องกราฟิกดีไซเนอร์ขี้เหงาที่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเอง</p>
<p>“ตอนแรกที่ทำรู้สึกว่าไม่ค่อยกลัวมากเพราะเราแซวขำๆ เขาคงไม่ได้มาซีเรียสอะไรกับเรามาก แต่พอมีคนแซวอะไรแบบนี้เยอะๆ เข้าก็เริ่มกลัว ลูกพี่ลูกน้องบอกว่าเขาน่าจะแซวกันขำๆ เพราะมีเพจอื่นเเซวแรงกว่าเราเยอะ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/21543877_1017586801716942_3063787393279071489_o2.jpg" /></p>
<p>“เรามองว่าเป็นอารมณ์ขันของคนธรรมดาที่มองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกว่าต้องแบ่งพรรคแบ่งพวกอะไร หรือมองว่าเป็นเสื้อสีไหน เป็นความรู้สึกที่ยืนดูห่างๆ เห็นส่วนไหนที่ขำก็เอามาแซว เอามาวาดเท่านั้นเอง จริงๆ ถ้าลองย้อนกลับไปดูงานแรกๆ ที่ทำในเพจ ก็จะพบว่ามีแซวเรื่องการเมือง ตอนนั้นรู้สึกเหมือนจะเล่นประเด็นทักษิณ เสื้อแดง เล่นหมดทุกฝ่าย</p>
<p>“มีคนบอกเหมือนกันว่าทำเพจแบบนี้มีเรื่องฝ่ายการเมืองอยู่แล้ว มีคนชอบก็ต้องมีคนเกลียด แต่เราก็ไม่อยากให้ใครเกลียด เราแค่อยากจะแซวเฉยๆ แรกๆ ก็เซ็ง หลังๆ ก็ทำใจได้ เป็นเรื่องธรรมดาของประเด็นแบบนี้ เคยคิดว่าถ้าเพจโดนปิดนั่นคงเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดเท่าที่คนทำเพจคนหนึ่งจะโดน แต่ก็มองว่าตัวเองไม่ได้แซวอะไรแรง มีเพจอื่นๆ ที่เขาแซวแรงกว่า เราแซวแค่ขำๆ อ่านแล้วก็จบไป ถ้าโดนปิดจริงๆ ก็คงเสียดาย แต่ก็ยังจะวาดต่อไป” ธนวัฒน์ทิ้งท้าย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/12194864_652318858243740_9157035837317244397_o1.jpg" /></p>
<p><strong>Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/Prakammanu/" target="_blank" rel="noopener">Prakammanu</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ และ Prakammanu</em></p>
<p><em><strong><br />
ขอบคุณสถานที่</strong> Yell Adversiting</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-prakammanu/">คุยกับ Prakammanu เพจแซวการเมืองที่แซวตั้งแต่ป้า (ทุบรถ) ยันลุง (ตู่)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-prakammanu/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
