<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธัญลักษณ์ วัฒนผลิน, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author481/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author481/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 10 Feb 2021 08:03:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Zero Decibel : ตัวตนที่เติบโตขึ้นจากความเหงาและการใช้ชีวิตในนิวยอร์กของ SUNTUR</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-zero-decibel-suntur/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-zero-decibel-suntur/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธัญลักษณ์ วัฒนผลิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Mar 2018 10:22:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการ]]></category>
		<category><![CDATA[SUNTUR]]></category>
		<category><![CDATA[นักวาดภาพประกอบ]]></category>
		<category><![CDATA[YELO HOUSE]]></category>
		<category><![CDATA[zero decibel]]></category>
		<category><![CDATA[ซันเต๋อ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-zero-decibel-suntur/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ซันเต๋อ-ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล คือศิลปินนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่วัย 28 ปี ผู้โดดเด่นเรื่องการวาดรูปตัวการ์ตูนคาแรกเตอร์สดใสน่ารักในลายเส้นมินิมอล เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เผชิญหน้ากับความเหงาจนหยิบสิ่งนี้ขึ้นมาและรังสรรค์เป็นผลงานศิลปะทั้ง 33 ชิ้น ภายใต้ชื่อนิทรรศการ ‘Zero Decibel’ สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือผลงานชุดนี้ของซันเต๋อดูแตกต่างจากงานชิ้นก่อนๆ เป็นชิ้นงานที่นิ่งเงียบและเหงามากขึ้น เราเลยอยากชวนเขามาเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปและเบื้องหลังของความเงียบเหงาที่สะสมในตัวเขานานถึง 2 ปี ก่อนจะกลั่นกรองออกมาเป็นนิทรรศการผลงานเดี่ยวครั้งนี้ให้เราได้ชมกัน 01 ความเหงาเกิดในสรรพเสียงของนิวยอร์ก ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซันเต๋อตัดสินใจออกจากงานบริษัทโฆษณาที่ทำอยู่ แพ็คเสื้อผ้าลงกระเป๋าแล้วเดินทางออกไปพักผ่อนและใช้ชีวิตในมหานครนิวยอร์กเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่สนใจ แต่ท่ามกลางสีสันและเสียงที่ดังระงมตลอด 24 ชั่วโมงของมหานครแห่งนี้ กลับทำให้เขารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้าง เขาเล่าว่าเคยรู้สึกเฟลอยู่หลายครั้ง เหมือนเป็นลูสเซอร์ที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ ไม่เก่งสักอย่างเหมือนตอนอยู่ที่ประเทศไทย “ช่วงนั้นเราเริ่มเปลี่ยนจากการวาดสีน้ำมาเป็นสีอะคริลิก เริ่มวาดรูปลงแคนวาสเล่นๆ แล้วรู้สึกดีขึ้น กลับมาคิดได้ว่าการวาดรูปคือสิ่งที่เราชอบและเราทำได้ดีที่สุด ช่วงนั้นก็จะระบายความเหงาออกมาผ่านงานศิลปะอยู่บ้างบางที มีประมาณ 3 รูป หนึ่งในนั้นจะเป็นเสี้ยวนึงของเทพีเสรีภาพในนิวยอร์กที่เราอยากจะสื่อว่าความอิสระที่ได้อยู่ตัวคนเดียว ทำอะไรก็ได้เนี่ย พอเราได้มาครอบครองก็ใช่ว่ามันจะดีเสมอไป บางครั้งมันก็ทำให้เราเหงาได้เหมือนกัน” 02 แมวเหมียวผู้เปิดประตูให้เห็นทางออก ปลายปี 2017 YELO House ได้ยื่นข้อเสนอให้ซันเต๋อทำนิทรรศการศิลปะของตัวเองซึ่งเป็นความปรารถนาที่เขาสะสมมานาน แต่ไม่เคยมีโอกาสเพราะคิดว่าฝีมือยังไม่ดีพอ แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ซันเต๋อเลือกที่จะกระโดดรับข้อเสนอในครั้งนี้และเจรจาต่อรองขอยืดระยะเวลารังสรรค์ผลงานเพิ่มขึ้นอีก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-zero-decibel-suntur/">Zero Decibel : ตัวตนที่เติบโตขึ้นจากความเหงาและการใช้ชีวิตในนิวยอร์กของ SUNTUR</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ซันเต๋อ-ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล</strong> คือศิลปินนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่วัย 28 ปี ผู้โดดเด่นเรื่องการวาดรูปตัวการ์ตูนคาแรกเตอร์สดใสน่ารักในลายเส้นมินิมอล เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เผชิญหน้ากับความเหงาจนหยิบสิ่งนี้ขึ้นมาและรังสรรค์เป็นผลงานศิลปะทั้ง 33 ชิ้น ภายใต้ชื่อนิทรรศการ ‘Zero Decibel’</p>
<p>สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือผลงานชุดนี้ของซันเต๋อดูแตกต่างจากงานชิ้นก่อนๆ เป็นชิ้นงานที่นิ่งเงียบและเหงามากขึ้น เราเลยอยากชวนเขามาเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปและเบื้องหลังของความเงียบเหงาที่สะสมในตัวเขานานถึง 2 ปี ก่อนจะกลั่นกรองออกมาเป็นนิทรรศการผลงานเดี่ยวครั้งนี้ให้เราได้ชมกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_04021.jpg"></p>
<p><strong>01 ความเหงาเกิดในสรรพเสียงของนิวยอร์ก</strong></p>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซันเต๋อตัดสินใจออกจากงานบริษัทโฆษณาที่ทำอยู่ แพ็คเสื้อผ้าลงกระเป๋าแล้วเดินทางออกไปพักผ่อนและใช้ชีวิตในมหานครนิวยอร์กเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่สนใจ แต่ท่ามกลางสีสันและเสียงที่ดังระงมตลอด 24 ชั่วโมงของมหานครแห่งนี้ กลับทำให้เขารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้าง เขาเล่าว่าเคยรู้สึกเฟลอยู่หลายครั้ง เหมือนเป็นลูสเซอร์ที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ ไม่เก่งสักอย่างเหมือนตอนอยู่ที่ประเทศไทย</p>
<p>“ช่วงนั้นเราเริ่มเปลี่ยนจากการวาดสีน้ำมาเป็นสีอะคริลิก เริ่มวาดรูปลงแคนวาสเล่นๆ แล้วรู้สึกดีขึ้น กลับมาคิดได้ว่าการวาดรูปคือสิ่งที่เราชอบและเราทำได้ดีที่สุด ช่วงนั้นก็จะระบายความเหงาออกมาผ่านงานศิลปะอยู่บ้างบางที มีประมาณ 3 รูป หนึ่งในนั้นจะเป็นเสี้ยวนึงของเทพีเสรีภาพในนิวยอร์กที่เราอยากจะสื่อว่าความอิสระที่ได้อยู่ตัวคนเดียว ทำอะไรก็ได้เนี่ย พอเราได้มาครอบครองก็ใช่ว่ามันจะดีเสมอไป บางครั้งมันก็ทำให้เราเหงาได้เหมือนกัน”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0392.jpg"></p>
<p><strong>02 แมวเหมียวผู้เปิดประตูให้เห็นทางออก</strong></p>
<p>ปลายปี 2017 YELO House ได้ยื่นข้อเสนอให้ซันเต๋อทำนิทรรศการศิลปะของตัวเองซึ่งเป็นความปรารถนาที่เขาสะสมมานาน แต่ไม่เคยมีโอกาสเพราะคิดว่าฝีมือยังไม่ดีพอ แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ซันเต๋อเลือกที่จะกระโดดรับข้อเสนอในครั้งนี้และเจรจาต่อรองขอยืดระยะเวลารังสรรค์ผลงานเพิ่มขึ้นอีก 4 เดือน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0561.jpg"></p>
<p>“ตอนตกลงรับงานนี้ ไม่รู้ว่าจะนำเสนอคอนเซปต์อะไรที่จะใหญ่พอให้แตกออกมาเป็นหลายๆ รูปและคุมงานเก่ากับงานใหม่ได้ จนวันนึงเราวาดรูปแมวค่อยๆ เดินอยู่ในห้อง เราคิดว่าบางทีการหาทางออกไม่ต้องเร่งวิ่งเสมอไป แค่ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอทางออกได้”</p>
<p>“พอวาดรูปนั้นเสร็จ เราก็นั่งมองและคุยกับงานตัวเองประมาณครึ่งชั่วโมง คิดว่าถ้างานเราเป็นคน จะเป็นคนแบบไหน แล้วรู้สึกว่าจริงๆ แล้วมันเป็นคนที่นิ่งและเงียบ พูดไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกมันล้นอยู่ในใจ เราเลยหยิบคำว่า ‘เงียบ’ มาใช้ในงานเซ็ตนี้ บวกกับงานเก่าที่เราเคยทำตอนปี 2016 มันเข้าคอนเซปต์ได้ด้วย กลายเป็นธีม ‘Zero Decibel’ มันไม่ใช่ความเงียบที่ไม่มีเสียง แต่เป็นความเงียบในใจเรามากกว่า”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20180209_180216_0013.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_05491.jpg"></p>
<p><strong>03 เบื้องหลังฉากแห่งความเหงา</strong></p>
<p>หลังจากได้คอนเซปต์งาน เขาตัดสินใจทำงานเซ็ตนี้ด้วยสีอะคริลิกบนแคนวาส เพราะสนุกกับการเลือกและผสมสีได้อย่างอิสระ เขาเล่าให้ฟังว่าช่วงแรกๆ ยังรู้สึกว่างานนี้ยากและใช้แรงกายเยอะมากกับผลงานแต่ละชิ้น ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่เขาไม่มีรถยนต์ส่วนตัวทำให้ต้องแบกเฟรมจากสตูดิโอในเขตแมนฮัตตันกลับมาที่บ้านในเขตควีนส์ แต่เป็นเพราะโจทย์ของงานที่แตกต่างออกไปด้วย</p>
<p>“เราใช้พลังในงานนี้เยอะมาก ตั้งใจยิ่งกว่าทำทีสิสร้อยเท่า งานนี้เราเอาศิลปะทุกอย่างที่มีในตัวออกมาใส่หมด ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาทำให้เรามีภาพในหัวหรือเป็นภาพถ่ายที่เราไปเห็นแล้วชอบ จะมีความเป็นตัวเราอยู่ในนั้น เราสเกตช์ด้วยมือออกมาก่อนแล้วค่อยๆ ตัดทอนให้แต่ละรูปมีองค์ประกอบที่ง่ายและน้อยที่สุดเพราะโจทย์มันคือความเงียบ ถ้ามีองค์ประกอบเยอะจะมารบกวนงานทำให้มันดูแล้วไม่เงียบ”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0545.jpg"></p>
<p>ถึงแม้แกนหลักอย่างความเงียบจะชวนให้หลายคนคิดไปถึงความเหงาที่มักตามมา แต่จริงๆ แล้วซันเต๋อเล่าว่าผลงานชุดนี้ของเขาไม่ได้มีความเงียบที่มาจากความเหงาอย่างเดียว</p>
<p>“แกนหลักของงานคือความเงียบซึ่งเราเอามาคิดต่อว่ามีความเงียบแบบไหนบ้าง ความเงียบแบบเหงา ความเงียบแบบเศร้าจากการจากลา ความเงียบแบบมีความสุข หรือแม้แต่เงียบแบบหนังอวกาศ เราเปรียบตัวเองเป็นผู้กำกับหนัง เพราะหนังเรื่องนึงมีมากกว่าความรู้สึกเดียว เราคิดว่าฉากนี้จะมีใครเป็นพระเอกนางเอก สถานที่เกิดเหตุคือที่ไหน แล้วค่อยวาดออกมา เหมือนเป็นซีนในหนังเรื่องหนึ่ง”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0348.jpg"></p>
<p><strong>04 ตัวตนที่เติบโต</strong></p>
<p>นิทรรศการนี้เป็นงานแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกของซันเต๋อ เขายอมรับว่ามีความรู้สึกหลายอย่างถาโถมเข้าหาเขาเมื่อตกลงรับงานแสดงครั้งนี้ ด้วยความต้องการให้งานที่ออกมามีคุณภาพและสมบูรณ์แบบมากที่สุด ความกังวลเลยรุมล้อมอยู่บ่อยครั้งเพราะกลัวว่าจะวาดออกมาได้ไม่เหมือนที่คิดไว้</p>
<p>“เราตั้งใจและใส่พลังเต็มที่ตลอดเวลาที่ทำงานเซ็ตนี้ กลัวว่าจะวาดไม่สวยแล้วออกมาไม่ดี กดดันถึงขนาดที่บางภาพเราต้องยกมือไหว้พระพิฆเนศให้ช่วยเราก่อนจะลงมือวาดงานชิ้นนั้น ขอให้ออกมาสวยเหมือนที่คิดไว้ บางทีก็คิดมากจนเก็บเอาไปฝัน งงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมตั้งใจจริงจังขนาดนี้” ศิลปินหนุ่มเล่าแล้วบอกว่าระยะเวลา 2 ปีที่เขาได้ไปใช้ชีวิตในนิวยอร์กส่งผลต่องานของเขาที่เปลี่ยนไปจนหลายคนก็ทักว่างานนี้ไม่ใช่ ‘ซันเต๋อ’ เลย</p>
<p>“เราเห็นอะไรมากขึ้นในเวลา 2 ปี มันทำให้เรานิ่งขึ้น เพื่อนเราไม่ได้เยอะเหมือนตอนอยู่ไทย ทำให้มีเวลากับตัวเองมากขึ้น พอคิดอะไรได้มากขึ้นงานก็เลยเปลี่ยนแนว จากที่เมื่อก่อนเราวาดรูปตาจมูกปากหรือตัวการ์ตูนน่ารักสดใส แต่งานตอนนี้หลายคนอาจจะบอกว่าไม่ใช่ซันเต๋อเลย”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0557.jpg"></p>
<p>“เราไม่ได้รังเกียจงานเซ็ตเก่าของเรานะ เพียงแต่เรารู้สึกว่าเราโตขึ้น งานก็โตขึ้นตามเรา กลายเป็นงานแบบใหม่ที่สัมพันธ์กับสิ่งที่เราชอบและตัวเราในตอนนี้ เราอยากบอกให้คนอื่นรู้ด้วยว่าซันเต๋อไม่ได้ทำเป็นแค่งานน่ารักๆ แต่เราทำงานแนวนิ่งๆ ได้เช่นกัน”</p>
<p>หลังจากงานทุกชิ้นเสร็จสิ้น เขาแพ็คกระเป๋าเตรียมกลับไทยอีกครั้งพร้อมผลงานความเงียบ 32 ชิ้น ที่โหลดอยู่ใต้ท้องเครื่องบิน และอีกหนึ่งชิ้นที่ต้องกลับมาวาดที่ไทยเพราะขนาดใหญ่เกินกว่าจะขนย้ายข้ามประเทศมาได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0550.jpg"></p>
<hr>
<p>นิทรรศการ Zero Decibel จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ยาวไปจนถึง 8 เมษายนที่ YELO House ภายในงานยังมีการเปิดประมูลชิ้นงานของซันเต๋อหนึ่งภาพ โดยรายได้จากการประมูลส่วนหนึ่งจะนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์</p>
<p>“รูปที่เปิดประมูลเป็นรูปคนกระโดดน้ำสีฟ้า เราวาดขึ้นช่วงใกล้เสร็จสิ้นงานเซ็ตนี้แล้ว รูปนี้เป็นรูปต่อจากรูปคนกระโดดน้ำลงบ่อน้ำสีดำที่เราวาดขึ้นมาช่วงที่เริ่มทำเซ็ตนี้ ตอนแรกเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เรากำลังกระโจนลงไปมันดีหรือไม่ดี มองไม่เห็นอนาคต เลยเป็นน้ำสีดำ แต่หลังจากที่เรากระโดดลงไปและวาดไปเรื่อยๆ มันก็ได้ตอบคำถามที่คาในใจ เราได้รู้ว่าความมืดมนที่เราเห็นตอนแรก มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่กลับมีความสดใสเหมือนน้ำสีฟ้า”</p>
<p>“เราชอบงานเซ็ต Zero Decibel ที่สุดตั้งแต่เกิดมา อีกสิบปีเราอาจจะมีงานที่ดีกว่าเซ็ตนี้ก็ได้ แต่ว่า ณ ตอนนี้ อายุ 28 นี่เป็นงานเซ็ตที่เราชอบมากที่สุด เพราะเราทำทุกอย่างเต็มที่ ถ้ามันจะออกมาไม่ดีหรือขายไม่ได้ก็ไม่เสียใจแล้ว”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/zero2-06.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/zero2-04.jpg"></p>
<p><strong>Facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/suntur.studio/" target="_blank">SUNTUR</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-zero-decibel-suntur/">Zero Decibel : ตัวตนที่เติบโตขึ้นจากความเหงาและการใช้ชีวิตในนิวยอร์กของ SUNTUR</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-zero-decibel-suntur/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Flowers for Algernon : จากผู้พิการทางสมอง สู่เส้นทางการเป็นอัจฉริยะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/book-flower-for-algernon/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/book-flower-for-algernon/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธัญลักษณ์ วัฒนผลิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Feb 2018 06:35:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[flowers for algernon]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/book-flower-for-algernon/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรารู้จัก Flowers of Algernon โดยบังเอิญเมื่อตอนไปอยู่ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ระหว่างนั่งเรียนกายวิภาคศาสตร์ เราเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่ในตะกร้าใกล้ๆ ชื่อเรียบๆ บนหน้าปกเชยๆ ทำให้ตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาดู และเริ่มอ่านเรื่องย่อด้านหลังโดยไม่ใส่ใจเท่าไหร่ แต่พออ่านจบพร้อมพลิกไปอ่านประโยคแรกสุด เรากลับสะดุดในไวยากรณ์ภาษาแปลกประหลาดที่ชวนดึงดูดให้เราอ่านตามต่อ “Dr Strauss says I shoud rite down what I think and remembr and evrey thing that happins to me from now on. I dont no why but he says its importint so they will see if they can use me.” รู้ตัวอีกทีก็อ่านมาจนเกือบครึ่งเล่มซะแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-flower-for-algernon/">Flowers for Algernon : จากผู้พิการทางสมอง สู่เส้นทางการเป็นอัจฉริยะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เรารู้จัก <em>Flowers of Algernon</em> โดยบังเอิญเมื่อตอนไปอยู่ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ระหว่างนั่งเรียนกายวิภาคศาสตร์ เราเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่ในตะกร้าใกล้ๆ ชื่อเรียบๆ บนหน้าปกเชยๆ ทำให้ตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาดู และเริ่มอ่านเรื่องย่อด้านหลังโดยไม่ใส่ใจเท่าไหร่ แต่พออ่านจบพร้อมพลิกไปอ่านประโยคแรกสุด เรากลับสะดุดในไวยากรณ์ภาษาแปลกประหลาดที่ชวนดึงดูดให้เราอ่านตามต่อ</p>
<blockquote style="text-align: center"><p>“Dr Strauss says I shoud rite down what I think and remembr and evrey thing that happins to me from now on. I dont no why but he says its importint so they will see if they can use me.”</p></blockquote>
<p>รู้ตัวอีกทีก็อ่านมาจนเกือบครึ่งเล่มซะแล้ว</p>
<p>นี่คือประโยคแรกสุดจากหนังสือเล่มนี้ที่ดึงให้ติดตามต่อได้เป็นชั่วโมง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flower2.jpg"></p>
<p><em>Flowers for Algernon</em> นวนิยายไซไฟแฟนตาซีที่มีชื่อไทยว่า <em>ดอกไม้สำหรับอัลเจอนอน</em> แต่งโดย <strong>ดาเนียล คีย์ส (Daniel Keyes)</strong> นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐฯ เดิมทีเป็นเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ลง The Magazine of Fantasy &amp; Science Fiction พร้อมรับรางวัลฮิวโก้สำหรับเรื่องสั้นขนาดยาวใน ค.ศ. 1960 และใน ค.ศ. 1966 ได้พัฒนาต่อไปเป็นนวนิยาย พร้อมกวาดรางวัลเนบิวลาในปีเดียวกัน <em>Flowers for Algernon</em> ยังได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครบรอดเวย์ และภาพยนตร์โทรทัศน์ในเวลาต่อมา</p>
<p><em>Flowers for Algernon </em>เป็นเรื่องราวของหนุ่มวัย 32 ปีชื่อชาร์ลี กอร์ดอน เขามีระดับไอคิวอยู่ที่ 68 ซึ่งเป็นสติปัญญาที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วไปมาก ทำให้เขากลายเป็นตัวตลกและถูกกลั่นแกล้งอยู่บ่อยๆ เขาได้เข้าร่วมเป็นมนุษย์ทดลองคนแรกในแบบเดียวกับหนูทดลอง ชาร์ลีเข้ารับการผ่าตัดสมองเพื่อพัฒนาระดับสติปัญญาให้มากขึ้นเป็น 3 เท่า จากชายสติไม่ดี เขาก็กลายเป็นอัจฉริยะในเวลาไม่นาน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flower7.jpg"></p>
<p>เนื้อเรื่องอาจจะฟังดูไม่มีอะไรมากเท่าไหร่ แต่รูปแบบการเล่าเรื่องที่ลื่นไหลและน่าสนใจต่างหากที่ทำให้เราร่วมลุ้นและให้กำลังใจชาร์ลีจนจบเล่ม รูปแบบการเล่าเรื่องผ่านสมุดบันทึกของชาร์ลีให้ความรู้สึกเหมือนว่าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการทดลองเขาอยู่ เราจะค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสมองของชาร์ลีตั้งแต่เริ่มต้น เห็นการเขียนและการใช้ภาษาที่พัฒนาขึ้น รู้สึกคุ้นเคยกับชาร์ลีเสมือนเพื่อนคนหนึ่ง ความกระตือรือร้นและใฝ่รู้ของชาร์ลีทำให้เราอยากร่วมเอาใจช่วยเขาให้เอาชนะตัวเองให้ได้ แต่พอถึงจุดที่ชาร์ลีฉลาดขึ้นมา เขาเริ่มรับรู้ถึงความทรงจำที่มืดมนต่างๆ และได้มองย้อนกลับไปยังตัวตนเก่าของเขา จุดนี้กลับทำให้เรารู้สึกสงสารเขามากขึ้นกว่าเดิม</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center">“Only a short time ago, I learned that people laughed at me. Now I can see that unknowingly I joined with them in laughing at myself. That hurts most of all.”</p>
<p style="text-align: center">เมื่อไม่นานมานี้เอง ฉันได้รู้ว่าผู้คนหัวเราะเยาะฉัน เดี๋ยวนี้ฉันได้เห็นว่าฉันได้ร่วมหัวเราะตัวเองไปกับเขาด้วยโดยไม่รู้เรื่อง นี่คือเรื่องที่ฉันเจ็บปวดมากที่สุด”</p>
</blockquote>
<p>บทสรุปของหนังสือเล่มนี้กลับทำให้เราเจ็บปวดมากขึ้นเพิ่มไปอีก ซึ่งคืออะไรนั้นเราอยากให้ทุกคนลองหามาอ่านและติดตามกันเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นจาก <em>Flowers for Algernon </em>คงจะเป็นเรื่องของคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในตัวทุกคน และการไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ที่เราได้เห็นผ่านการต่อสู้ของชาร์ลี กอร์ดอน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/flower5.jpg"></p>
<p><strong>ความยาก-ง่ายในการอ่าน: </strong>ในช่วงแรกของหนังสือจะอ่านได้ง่ายและไหลลื่น เหมือนกำลังอ่านหนังสือที่เด็กประถมเขียน เพราะคำศัพท์ไม่ซับซ้อนมาก แต่ช่วงกลางเล่มจะเพิ่มระดับขึ้นมานิดหน่อย มีศัพท์เฉพาะแต่ยังถือว่าอ่านได้ไม่ยากเท่าไหร่ หนังสือชวนติดตามทำให้เราอ่านได้เพลินและจบในไม่กี่วัน</p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-flower-for-algernon/">Flowers for Algernon : จากผู้พิการทางสมอง สู่เส้นทางการเป็นอัจฉริยะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/book-flower-for-algernon/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หนัง 10 เรื่องในความทรงจำของ เต๋อ นวพล</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-ter-nawapol-favorite/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-ter-nawapol-favorite/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธัญลักษณ์ วัฒนผลิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Feb 2018 01:41:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เต๋อ นวพล]]></category>
		<category><![CDATA[หนังโปรด]]></category>
		<category><![CDATA[หนังโปรด เต๋อ นวพล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-ter-nawapol-favorite/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ใช่แค่แอพ K Plus หรอกที่แมส วันนี้ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับหนุ่มก็กลับมาแมสอีกครั้งด้วยงานโฆษณาชิ้นล่าสุดที่ได้ยอดวิวหลักล้านในช่วงเวลาไม่นาน ก่อนที่เต๋อจะทำงานแบบนี้ได้ เขาเป็นผู้กำกับที่คลุกคลีในวงการหนังนอกกระแสมาก่อน เก็บแต้มประสบการณ์ผ่านการทำงานหลายรูปแบบ ทั้งภาพยนตร์ หนังสือ นิทรรศการ โฆษณา วิธีทำงานเชิงทดลองของเขามีที่มาที่ไป ตกตะกอนมาจากการสัมผัสงานศิลปะหลายแบบ โดยเฉพาะหนัง 10 เรื่องในดวงใจที่ไม่ใช่แค่ดูแล้วชอบ แต่ยังหล่อหลอมตัวตน ส่งผลต่อวิธีทำงานจนถึงทุกวันนี้ เราจะพาไปดูว่าหนังทั้ง 10 เรื่องที่สั่งสมและสร้างให้เต๋อเป็นอย่างทุกวันนี้คือเรื่องอะไรและมันส่งผลต่อความคิดของผู้กำกับหนุ่มคนนี้ยังไงบ้าง 01 Run Lola Run (1998) / Tom Tykwer “เราไปดู Jurassic Park ตอนปี 1994 ช่วงนั้นดูหนังฮอลลีวูดทั้งหลายแหล่ สนุกดี แต่เรารู้สึกว่าการทำหนังมันห่างจากเรามาก จนกระทั่ง 4 ปีต่อมาได้ดู Run Lola Run เรารู้สึกว่าแค่คนวิ่ง 3 รอบมันก็เป็นหนังได้ ไม่ต้องมีไดโนเสาร์หรือเรือไททานิคก็ได้ว่ะ ดูหนังเกี่ยวกับคนวิ่ง 3 รอบในสถานการณ์ที่ต่างกัน วิ่งช้าหรือเร็วไปนิดนึงชีวิตเปลี่ยน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-ter-nawapol-favorite/">หนัง 10 เรื่องในความทรงจำของ เต๋อ นวพล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ใช่แค่แอพ K Plus หรอกที่แมส</p>
<p>วันนี้ <strong>เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์</strong> ผู้กำกับหนุ่มก็กลับมาแมสอีกครั้งด้วยงานโฆษณาชิ้นล่าสุดที่ได้ยอดวิวหลักล้านในช่วงเวลาไม่นาน</p>
<p>ก่อนที่เต๋อจะทำงานแบบนี้ได้ เขาเป็นผู้กำกับที่คลุกคลีในวงการหนังนอกกระแสมาก่อน เก็บแต้มประสบการณ์ผ่านการทำงานหลายรูปแบบ ทั้งภาพยนตร์ หนังสือ นิทรรศการ โฆษณา วิธีทำงานเชิงทดลองของเขามีที่มาที่ไป ตกตะกอนมาจากการสัมผัสงานศิลปะหลายแบบ โดยเฉพาะหนัง 10 เรื่องในดวงใจที่ไม่ใช่แค่ดูแล้วชอบ แต่ยังหล่อหลอมตัวตน ส่งผลต่อวิธีทำงานจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>เราจะพาไปดูว่าหนังทั้ง 10 เรื่องที่สั่งสมและสร้างให้เต๋อเป็นอย่างทุกวันนี้คือเรื่องอะไรและมันส่งผลต่อความคิดของผู้กำกับหนุ่มคนนี้ยังไงบ้าง</p>
<hr>
<h3>01 Run Lola Run (1998) / Tom Tykwer</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Run-Lola-Run1.jpg"></p>
<p>“เราไปดู Jurassic Park ตอนปี 1994 ช่วงนั้นดูหนังฮอลลีวูดทั้งหลายแหล่ สนุกดี แต่เรารู้สึกว่าการทำหนังมันห่างจากเรามาก จนกระทั่ง 4 ปีต่อมาได้ดู <em>Run Lola Run</em> เรารู้สึกว่าแค่คนวิ่ง 3 รอบมันก็เป็นหนังได้ ไม่ต้องมีไดโนเสาร์หรือเรือไททานิคก็ได้ว่ะ ดูหนังเกี่ยวกับคนวิ่ง 3 รอบในสถานการณ์ที่ต่างกัน วิ่งช้าหรือเร็วไปนิดนึงชีวิตเปลี่ยน สนุกดี ตอนดูรู้สึกเหมือนเล่นเกมอยู่เลย”</p>
<p>“การได้รู้จักหนังอย่าง <em>Run Lola Run </em>และชอบมัน ทำให้เราเริ่มมองหนังเป็นเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่เนื้อเรื่องอย่างเดียว โครงสร้างอาจจะแข็งแรงกว่าเนื้อเรื่อง เราสามารถเอนจอยกับการดูหนังเรื่องเดิม 3 รอบ โดยมีสถานการณ์เปลี่ยนไปนิดหน่อยได้ แล้วรู้สึกว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตในเรื่องของเวลาได้ด้วย เช่น เรื่อง <em>Run Lola Run</em> เล่าว่าถ้าเรามาช้ากว่านี้อีกสักนิด ชีวิตเราอาจจะไปอีกทางแล้ว ถ้าเราไปที่นี่เร็วกว่านี้สักนิดนึง อาจจะโดนรถชนก็ได้”</p>
<p>“เราไม่รู้หรอกว่าหนังมันควรจะเป็นยังไง แต่มันดูแล้วก็สนุกเท่ากับ <em>Titanic</em> นี่หว่า อาจจะสนุกกว่าด้วยซ้ำ มันเหมือนปูโครงสร้างไอเดียนี้ไว้ว่าเราสามารถทำงานที่เล่นกับโครงสร้างแล้วมันสนุกได้ <strong><span>เราอยากทำหนังให้เป็นเหมือนเครื่องเล่นของคนดู ไม่ใช่เล่าเรื่องในหนังให้นุ่มนวล แต่เล่าให้สะดุด</span></strong>  มันเหมือนประกอบเลโก้แบบใหม่หรือสร้างบ้านแบบประหลาด ชอบคิดว่าทำไมไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้ มันทำให้เราคิดอะไรได้หลายๆ อย่าง ไอเดียนี้ปูให้กับการมองทุกๆ อย่างในชีวิต สมมติเข้ามาในร้านอาหารต้องมีประตู ทำไมเคาน์เตอร์ต้องอยู่ตรงนั้น มันจะเริ่มมองแบบนี้”</p>
<hr>
<h3>02 Mysterious Objects at Noon ดอกฟ้าในมือมาร (2000) / อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Mysterious-Object-at-Noon-2000.jpg"></p>
<p>“เราดูหนังอภิชาติพงศ์บ่อย มันคือหนังทดลอง ไม่มีเรื่อง หนังจะโชว์ว่า<strong><span>จะเป็นยังไงถ้าภาพพูดอย่างหนึ่ง เสียงมันเป็นอีกอย่าง ไม่ซิงก์กัน เราเกิดความรู้สึกอะไรระหว่างดู</span></strong> เหมือนบิดโครงสร้าง มันก็จะไม่ไปด้วยกัน จะเป็นยังไงถ้าเกิดภาพมันวิ่งทางซ้ายแต่เสียงวิ่งทางขวา เราว่าแบบนี้ก็สนุก เหมือนผสมสารเคมีในห้องทดลอง ถ้าเอา 2 สิ่งนี้มาบวกกันมันจะเป็นยังไง’</p>
<p>“เราดูหนังเขาตั้งแต่ตอนทำหนังสั้น มันสนุกดี ภาพอย่างเสียงอย่าง แล้วเราก็ได้มาดูหนังยาวอย่าง <em>ดอกฟ้าในมือมาร </em>เขาใช้โครงสร้างแบบต่อๆ กันในการเล่าเรื่อง มีความเป็นสารคดี มีตำนานของชาวบ้านที่เอาเรื่องจากวัฒนธรรมมาเล่าต่อกัน คอนเซปต์นี้สนุกและเป็นหนังได้จริง ตอนเด็กดูสนุกๆ ไม่คิดอะไรมาก แต่พอมาดูตอนโตเรารู้สึกว่ามันฮาร์ดคอร์มาก จังหวะหนังมันช้าจริงๆ”</p>
<p>“พอเราได้ดู <em>สุดเสน่หา</em> เรารู้สึกอิมแพกต์สัด หนังเปิดมาแล้วลุยเลย ผ่านไปครึ่งชั่วโมงไตเติลหนังเพิ่งขึ้น มันทำอย่างนี้ได้ด้วยเหรอ หรือหนังมีฉากเป็นป่า แต่ใช้เพลงป๊อปมาประกอบ ซึ่งมันไม่ควรมาอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นเจอแล้วงงเลย อธิบายไม่ได้ว่าเซนส์นี้มันคืออะไร”</p>
<hr>
<h3>03 Songs from the Second Floor (2000) / Roy Andersson</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/songsfrom.jpg"></p>
<p>“เราชอบหนังของรอย แอนเดอร์สัน หนังเขาเกิดจากการประกอบสร้างแน่นอน ปลอมทุกอัน คนหน้าขาว ฉากก็สร้างเอา ที่ชอบเป็นพิเศษเพราะมันมีความ observe คือพอมันเป็นหนังแนวสังเกตการณ์ คนดูเหมือนจะรู้ตัวว่ามองสิ่งนี้อยู่ จะไม่อิน แต่เราจะคิดเอา เหมือนดูภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจุดหนึ่ง ดูว่าเกิดอะไรบ้างในเหตุการณ์นี้ แล้วให้เราคิดเอาเองว่าจะโฟกัสอะไร เราจะคิดยังไงกับมันก็ได้ เหมือนเราเห็นเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าเป็นหนังปกติ เหตุการณ์เกิดขึ้น กล้องต้องไปรับว่าผู้กำกับจะพูดอะไร ดูหน้าไอ้นี่สิ ต่อมาดูเลือดนะ มันรุนแรงมากเลย เหมือนผู้กำกับบังคับให้คนดูเห็นอันนี้และไม่ให้เห็นอันนั้น เห็นอะไรก่อนหรือหลัง”</p>
<p>“หนังของรอย แอนเดอร์สันคือ<strong>การมองภาพกว้างๆ แบบเกิดเหตุ fuckๆ ขึ้นมาแล้วเรารู้สึกยังไงกับมัน </strong><strong>มันมีความเป็นพระเจ้ามองมนุษย์อยู่นิดนึง</strong> พวกยูทำอะไรกัน มนุษย์นี้ช่างวุ่นวายจริงๆ เฝ้าสังเกตชีวิตของมนุษย์ทั้งปวง เป็นหนังประเภทที่ดูได้หลายๆ รอบเพราะไม่บังคับว่าให้ดูอะไร เราจะจำไม่ได้ว่าครั้งที่แล้วได้อะไรจากหนังเรื่องนี้ คล้ายการดูภาพถ่ายที่ในวันนี้เราอาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่พอชีวิตผ่านไปอีกสองปีมาดูใหม่กลับรู้สึกอีกแบบ เพราะเราถูกจัดอยู่ใน observer&#8221;</p>
<p>“อีกอย่างคือมันตลก มันมีสถานการณ์ weird ขึ้นมาให้เราดู เหมือนคนทำถามเราอีกทีว่าคุณคิดยังไงกับเหตุการณ์นี้ โดยที่เขาไม่ได้บอกว่าควรคิดยังไง เป็นอารมณ์ขัน dead pan ที่มาจากแก่นเดียวกัน คือสังเกตการณ์ ไม่แสดงอารมณ์ แต่ขำเพราะไม่แสดงอารมณ์อะไรเลย แล้วพอไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรมันทำให้เหตุการณ์ชัดขึ้น เหมือนคนทะเลาะกันอยู่ ถ้าเรามีอารมณ์ไปกับมัน เราอาจจะโกรธ แต่ถ้าไม่มี เราอาจจะคิดว่าทะเลาะกันทำไม บางทีอาจจะเป็นเรื่องนิดเดียว”</p>
<hr>
<h3>04 Rosetta (1999) / Jean-Pierre &amp; Luc Dardenne</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/rosetta.jpg"></p>
<p>“เรื่องนี้พูดถึงคนเล็กๆ คนหนึ่ง แค่น้องคนนึงตกงาน แล้วมีชายคนนึงจากร้านขนมปังมาช่วย ปรากฏว่าไอ้คนนั้นมันโกง น้องคนนั้นเลยไปบอกเจ้าของร้าน เขาเลยถูกไล่ออก น้องคนนั้นเลยได้ขายขนมปังแทน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็มีดราม่าในตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นเรื่องผจญภัยเพื่อพิชิตใจเธอ ไม่ต้องขนาดนั้น ไม่ต้องมีการไปพิชิตใจ แค่การหาทางออกเล็กๆ น้อยๆ มันก็เป็นเรื่องราวสำหรับเราได้แล้ว”</p>
<p>“เป็นเรื่องของรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า อ่านข่าวสั้นๆ บางทีก็รู้สึกแล้ว ทำไมคนนี้มันตัดสินใจทำแบบนี้ ทำไมคนนั้นถึงทำอีกอย่างนึง การที่คนเราตัดสินใจจะทำอะไรสักอย่างนึงที่ไม่ปกติเลย มันก็เป็นสตอรี่สำหรับเราได้แล้ว”</p>
<p>“การชอบเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มันเชื่อมต่อมาใ<strong><span>ห้เราสนใจหนังชีวิตเล็กๆ น้อยๆ หรือหนังสารคดีมากขึ้น</span></strong> เพราะมันไม่มีพล็อตอะไรมากมาย มันจะมีรายละเอียดว่าทำไมเขาถึงทำอะไรแบบนี้ ใช้ชีวิตแบบนี้ เวลาอ่านหนังสือ จะอ่าน non-fiction มากกว่าเรื่องแต่ง เพราะอ่านแล้วได้ข้อมูลเลยแล้วเอาไปสร้างภาพและเสียงเองในหัว ซึ่งก็คือนิสัยคนทำหนัง พวกหนังหรือหนังสือคือปลายทาง คนทำทำมาให้เสร็จแล้ว ทำซ้ำเขาก็ไม่ได้ มีวิธีเดียวที่จะทำให้ไม่เหมือนคือไปต้นทางแล้วไปคิดเอาเองว่าจะเล่ายังไง ไปหาข้อมูลมา ขโมยจากความจริงไม่ผิด ไม่มีใครว่า เราชอบไปอยู่กับความจริงที่เป็นต้นทางของข้อมูล”</p>
<hr>
<h3>05 Salaam Cinema (1995) / Mohsen Makhmalbaf</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Salaam-Cinema.jpg"></p>
<p>“เราชอบหนังอิหร่าน เพราะมีเรื่องพวกนี้ตลอด จริง-ไม่จริง กล้อง-ไม่กล้อง แล้วชีวิตมันจะเกี่ยวกับคนเล็กๆ น้อยๆ <em>Salaam Cinema</em> คือตัวอย่างเรื่องที่ชอบ จะ<strong><span>เป็นการกลับไปกลับมาระหว่างจริงกับไม่จริง</span></strong> ซึ่งมันจะคล้ายๆ กัน บางทีเราชอบดูโครงสร้างว่ามันสร้างขึ้นมาจริงหรือไม่จริง”</p>
<p>“เนื้อหาคือเป็นการเปิดแคสติ้งหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับ ง่ายสัด โคตรอิหร่าน มันมีทั้งเรื่องจริงและไม่จริง คนที่เราดูอยู่เป็นนักแสดงหรือไม่ใช่นักแสดง เหตุการณ์ในหนังเป็นการเปิดแคสต์หนังจริงๆ ใช่มั้ย ฉากเปิดนี่จริงมาก คนมาสมัครเต็ม หลังๆ ไม่สนใจแล้ว ก็ดูว่าสตอรี่คนเป็นยังไง เหมือน <em>Humans of New York</em> มาก แต่อิหร่านทำก่อน บอกเหตุผลว่าทำไมมาสมัครเรื่องนี้ เขาก็เล่าเรื่องตัวเอง เช่น มีคนนึงบอกว่าที่อยากเล่นหนังคุณ เพราะหนังคุณน่าจะได้ไปคานส์ แล้วจะได้ไปฝรั่งเศส เพราะแฟนอยู่ที่นั่น ง่ายๆ อย่างนี้เลย ตอนหลังๆ เพื่อนทะเลาะกัน เป็นหนังแบบ social experiencement ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันจริงหรือไม่จริง มันผสมกัน แต่มันก็เป็นหนังเรื่องนึง หนังชื่อ <em>Salaam Cinema</em> ไม่รู้จะตรงขนาดไหน หนังมันมีแค่นั้น ชีวิตคนเป็นยังไง คนอื่นคิดยังไง คนทำจะจัดเรียงยังไง อะไรเกิดขึ้นก่อนหรือเกิดหลัง”</p>
<p>“มันคือมุกที่คนยุคนี้คนเล่นจนน่วม อันนี้มาก่อน 20 ปี พอมาถึงยุคนี้เราเลยไม่ตื่นเต้นมาก ดูหนังอิหร่านตลอดจะมีแบบนี้หมด เช่น หนังเรื่อง <em>The Mirror</em> ถ่ายตัวละครน้องผู้หญิงอยู่ แล้วอยู่ดีๆ ตัวละครก็มองกล้องแล้วบอก กูไม่เล่นแล้ว จบ กลับบ้านเลย แล้วมีคนเอากล้องตามถ่ายนักแสดงคนนี้ว่ากลับถึงบ้านจริงหรือเปล่า ซึ่งเราไม่รู้เลยว่ามันสคริปต์หรือไม่สคริปต์”</p>
<hr>
<h3>06 Elephant (2003) / Gus Van Sant</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/elephant-1200-1200-675-675-crop-000000.jpg"></p>
<p>“หนังที่สร้างจากเรื่องจริงจะชอบง่ายอยู่แล้ว แต่ที่ชอบ <em>Elephant </em>คือมันเอาแค่นี้เลย หนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเช้าวันนึงที่มีการยิงกันตายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ภาพจะมีแต่คนเดินไปเดินมา มันคือการ observe โดยแท้จริง เราจะได้สังเกตสถานที่ บรรยากาศ เหมือนเข้าไปเดินเล่นในโรงเรียนวันนั้น มัน<span><strong>เป็นเรื่องของสถานที่และเวลา</strong> </span>คุณต้องอยู่กับมันนานพอที่จะรู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น เรารู้จักตัวละครนี้มาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ก่อนที่ชั่วโมงถัดไปจะมีแต่ความฉิบหาย คุณจะรู้สึกมากขึ้นเมื่อคุณรู้จักคนนี้ ถ้าคุณอยู่กับตัวละครนี้นานพอ”</p>
<p>“หนังมันมินิมอลนิดนึง แล้วเราไม่คิดว่าเราจะดูได้ตอนแรก คนเดินเฉยๆ ทั้งเรื่อง จะดูได้ยังไง ปรากฏว่ามันดูได้ แล้วมันดีด้วย เรารู้สึกว่าของพวกนี้มันทำยาก เพราะมันไม่มีสตอรี่กลางไว้เชื่อมต่อกับคนดู พอเราเจอหนังที่เรารู้สึกกับมันได้ เราเลยชอบ มันไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะรู้สึกแบบนี้ได้”</p>
<p>“หนังมันมีเซนส์การสังเกต ถ้าหนังของรอย แอนเดอร์สันคือการสังเกตโลกผิดๆ หนังเรื่องนี้คือการสังเกตเรื่องจริง เราว่ามนุษย์มีนิสัยการสังเกตการณ์หรือมองเฉยๆ อยู่แล้ว เวลาไปต่างประเทศ บางทีเราก็มองภูเขาไปเรื่อยๆ เวลาไปเที่ยวหัวหินก็ยืนดูวิวเฉยๆ ไม่มีเนื้อเรื่อง เราก็ยังชื่นชมมันได้ เพียงแต่พอมันเป็นหนัง ด้วยกฎของฮอลลีวูดที่ดูมาจนชิน หนังต้องพีค ต้องมีเรื่อง แต่เราโตมาสองแบบก็เลยรู้ว่ามันมีทั้งสองอย่าง”</p>
<hr>
<h3>07 Vanilla Sky (2001) / Cameron Crowe</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vanilla_sky_main.jpg"></p>
<p>“เราชอบ <em>Vanilla Sky</em> เพราะคิดว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนไม่จริงอยู่บ่อยๆ บางครั้งเราอยู่ในสภาพที่ชีวิตจริงเป็นทุกข์ เราต้องสร้างความจริงที่สองขึ้นมาอยู่กับมัน แต่ว่าใน <em>Vanilla Sky</em> มันเป็นรูปธรรม ทำให้ตัวตายไปแล้วเอาความคิดไปอยู่ในอีกโลก อยู่กับความจริงสมมติที่สร้างขึ้น ก็เหมือนที่เราชอบพูดอยู่บ่อยๆ เราจะอยู่กับความจริงจริงๆ หรือความจริงที่สมมติ คนเราจะใช้ชีวิตแบบไหน ความฝันปลอมๆ หรือความจริงที่โหดร้าย เรารู้สึกอินกับอะไรพวกนี้ เรื่องบางเรื่องมันไม่มีวันจะเกิดขึ้นแหละ มันเจ็บปวดประมาณนึง เพราะในชีวิตเราไม่ใช่ว่าฝันแล้วมันจะเป็นจริงเสมอไป”</p>
<p>“พอถึงตอนท้ายๆ มันก็จะบอกว่าไอ้ความฝันที่ถูกสร้างขึ้นมา มันก็มาจากตัวเราเองทั้งนั้น บรรยากาศภาพแบบนี้มันมาจากภาพแบบที่เราชอบ ซึ่งจริงๆ มันคล้ายกับเวลาเราทำหนังพอสมควร <strong><span>แต่ละฉากมันก็จะมาจากความทรงจำของเรา จากสิ่งที่เราเคยเห็น ภาพที่ชอบ เพลงที่ฟัง</span></strong> หนังแต่ละเรื่องที่ทำค่อนข้างส่วนตัว บางเรื่องในหนังเราอาจจะเคยทำผิดในชีวิตจริงแล้วแก้ไขไม่ได้ เราก็ไปแก้ในหนัง หนังที่ทำก็เหมือนความฝันหรือสิ่งที่สร้างขึ้นจากตัวเรา เรื่องในชีวิตเรา รสนิยม ที่ที่เคยไป เรารู้สึกว่ามันค่อนข้างใกล้กัน”</p>
<hr>
<h3>08 Before Sunset (2004) / Richard Linklater</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/before-sunset.jpg"></p>
<p>“เหตุผลที่ชอบจะคล้ายๆ <em>Elephant </em>ที่ไม่ค่อยมีโครงเรื่องเท่าไหร่ แต่อันนี้จะเน้นบทพูดของตัวละคร เราชอบดูคนคุยกัน ดราม่าบางอย่างเกิดจากการตอบผิดไปคำเดียว หลุดคำนี้ออกมาชีวิตเปลี่ยนเลย คนที่ไม่ลงรอยกันเพราะเคยพูดอะไรไว้ เป็นเรื่องนิดๆ หน่อยๆ ในชีวิต” </p>
<p>“อีกข้อที่ชอบหนังชุด <em>Before</em> คือมันเป็นเรื่องเวลา หนังถ่ายตามเวลาจริง หนังชุดนี้มี 3 เรื่อง <em>Before Sunrise, Before Sunset, Before Midnight </em>แต่ละเรื่องห่างกัน 7 ปี เอานักแสดงคนเดิมมาเล่น อายุเปลี่ยนเหมือนในเรื่อง ผู้กำกับชวนเขามาเขียนบทด้วย มันเลยมีเรื่องของเขาเองอยู่ในหนังส่วนหนึ่ง มันครอสกันไปหมด สิ่งที่ตัวละครพูดคงเป็นเรื่องจริงส่วนหนึ่งจากนักแสดง”</p>
<p>“เรารู้สึกว่าเราจะชอบดูอะไรแบบนี้ ก็ชีวิตน่ะ มันทำอะไรไม่ได้ <strong><span>เราสนใจเรื่องเวลา การทำหนังก็สัมพันธ์กับเวลาอยู่แล้ว หนังมันคือการบันทึก หยุดเวลาเอาไว้</span></strong> คนที่ถูกถ่ายทำหนังในปี 2000 ก็จะอยู่ในจุดเวลานั้น ผ่านไป 10 ปี ถ้าไม่มีหนังก็จะเปรียบเทียบไม่ได้ว่าคนนี้เปลี่ยนไปยังไงบ้าง มันสัมพันธ์ไม่มากก็น้อย หรือการตัดต่อหนังมันก็คือการจัดการเวลาว่าคนดูควรจะเห็นภาพนี้นานแค่ไหน เหตุการณ์ในเรื่องผ่านไปกี่วัน”</p>
<hr>
<h3>09 Adaptation (2002) / Spike Jonze</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/adaptation_still4.jpg"></p>
<p>“หนังที่เขียนโดยชาร์ลี คอฟแมน มันจะโครงสร้างมากๆ เป็นฉันซ้อนฉันซ้อนฉันอีกที มีหลายเลเยอร์มาก ดูแล้วสนุก หนังทุกเรื่องที่เขาเขียนจะเป็นตัวเองหมดเลย อย่างใน <em>Adaptation</em> มันเกี่ยวกับตัวเขาเองที่เขียนบทจากหนังสือเล่มนี้ไม่ออก แล้วได้ไอเดียว่าทำไมกูไม่ทำหนังเกี่ยวกับกูที่เขียนบทจากหนังสือเล่มนี้ไม่ออกวะ เราชอบงานของเขา มันดูแจ๋วดี”</p>
<p>“<strong><span>ชอบ<em> Adaptation</em> เพราะว่านี่คือเราตอนเขียนบทแหละ</span></strong> เรารู้สึกว่าอย่างนี้ก็ได้หรอ เขียนบทจากการที่คิดบทไม่ออก ก็เลยรู้สึกว่าถ้าอยากรู้ว่าตอนเขียนบทเป็นยังไง ก็ให้ไปดูหนังเรื่องนี้ มันจะมีช่วงที่คิดงานไม่ออก แล้วภาพตอนคิดงานไม่ออกจะมีเสียงลอยมาในหัวอย่างนี้แหละ ต้องเจอคนที่ทำงานไหลลื่น แล้วต้องเศร้าเพราะคิดไม่ออก แล้วสุดท้ายมันก็ตลกเพื่อที่จะทำให้หนังมันสนุก มีฉากรถชน ไม่ไล่ล่าฆาตกรรม เหมือนล้อตัวเองนิดนึง มันคือชีวิตของคนนี้แหละ ในขณะเดียวกัน โครงสร้างหนังก็ล้อเลียนตัวมันเองอยู่”</p>
<hr>
<h3>10 I’m Not There (2007) / Todd Haynes</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/im-not-there-dylans-reveal-11.jpg"></p>
<p>“<em>I’m Not There</em> เป็นหนังเล่าเรื่อง Bob Dylan ที่ใช้นักแสดงที่ต่างกันหลายคนมารับบทเป็นบ๊อบในแต่ละช่วงเวลา&#8221;</p>
<p>&#8220;อันนี้ก็เป็นเรื่องจริงกับไม่จริง แต่เป็นในระดับชีวิต เกี่ยวกับการที่คนเรามีหลาย persona พอเราดำเนินชีวิตไปสักพัก พอเราทำงานพวกนี้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ปะทะกับคนทั้งโลก เราจะมีตัวตนอยู่ประมาณ 100 เวอร์ชั่นที่มาจากปากคนต่างๆ ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง แต่เราทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่คนอื่นมองเราในมุมที่ไม่เหมือนกัน <strong><span>เวลาใครมองเรา จะไม่ใช่หน้าเราตอนนี้ แต่เราไม่รู้หรอกว่าเขาเห็นอะไร ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสัมพันธ์ของเขาที่มีต่อเรา</span></strong> และมันคงไม่เหมือนเรามองกระจกด้วย เพื่อนเราสมัยก่อนก็คงมองเห็นเราเป็นเราตอน ม.3 เพียงแต่จะผสมกับความเป็นจริงตอนนี้ แต่คนที่รู้จักเรามา 5 &#8211; 6 ปี ก็จะมองไปอีกอย่าง มันจะเป็นอีกแบบนึง&#8221;</p>
<p>“แต่หนังมันสุดกว่านั้น มันเปลี่ยนไปเลย ไม่ใช่แค่เอาคนหน้าคล้ายบ๊อบ ดีแลน แต่เป็นคนละคนไปเลย เพราะสำหรับบางคนที่ไม่ได้ฟังเพลงของบ๊อบ เขาอาจจะเป็นแค่ลุงคนนึง บ๊อบ ดีแลนแล้วไง ก็แค่ลุงคนนึงที่ไม่ค่อยพูดมาก กับอีกคนนึงที่เห็นเขาเป็นพระเจ้าเพราะชอบงานเพลงเขามาก เขาพูดอะไรก็ดีไปหมด กับอีกคนนึงเกลียดบ๊อบ เพราะเคยถูกเขาทิ้ง คนที่เคยถูกเขาพูดไม่ดีใส่ก็จะมองเขาต่างจากคนที่เขาพูดดีด้วย คนก็จะมองเขาต่างกัน”</p>
<p>“หนังมันเหมาะกับดีแลนด้วยแหละ เพราะแนวเพลงเขาเปลี่ยน ยุคแรกๆ ร้องอย่างนี้แต่ยุคหลังร้องอีกอย่าง เราชอบไอเดียเรื่องนี้ แค่ชื่อหนังกับคอนเซปต์ก็ดีแล้ว เราไม่รู้ว่าเขาคิดกับเรายังไง หรือเราเห็นคนนี้ก็ไม่รู้ว่าใช่เขาจริงหรือเปล่า เราจะเห็นเขาแค่เท่าที่เรามีข้อมูลเกี่ยวกับคนนั้น อาจจะแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ หรือ 80 เปอร์เซ็นต์จากตัวเขาทั้งหมดก็ได้ เราคิดว่าเรารู้จักเขาเยอะแล้ว แต่จริงๆ อาจจะน้อยก็ได้”</p>
<p>“แล้วเรารู้สึกว่ามันซิงก์กับในชีวิตจริง ทั้งในมุมที่เรามองคนอื่นและที่คนอื่นมองเรา มันกลับไปเรื่องเดียวคือเรื่องความจริง แล้วอย่างงี้อะไรคือเรา ถูกใจประเด็นนี้มาก เราจะรู้สึกเสียดายที่เขาเอาไอเดียนี้ไปแล้ว เราอยากทำเรื่องนี้มากแต่ทำไม่ได้ เพราะเขาเอาไปแล้ว”</p>
<p>“เวลาเราทำหนัง ตัวละครแต่ละคนก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา ยุ่น หมออิม หรือเจ๋ ใน <em>ฟรีแลนซ์ฯ</em> ก็คงเป็นเราประมาณนึง อาจจะไม่ใช่เราทั้งหมด บางที persona มันถ่ายเทกัน เราเมื่อ 5 ปีที่แล้วอาจจะเหมือนทรายใน <em>36</em> แมรี่ใน <em>Mary Is Happy, Mary Is Happy </em>อาจจะเหมือนเราตอน ม.6 หนังแต่ละเรื่องมันคือแต่ละยุคของเรา” </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-ter-nawapol-favorite/">หนัง 10 เรื่องในความทรงจำของ เต๋อ นวพล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-ter-nawapol-favorite/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TAXIRADIO : ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย กรุงเทพฯ ในวันวานมันหายไปไหนแล้วนะ?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/theatre-taxiradio/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/theatre-taxiradio/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธัญลักษณ์ วัฒนผลิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Feb 2018 05:38:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[theatre]]></category>
		<category><![CDATA[ละครเวที]]></category>
		<category><![CDATA[ละคร]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[taxiradio]]></category>
		<category><![CDATA[fullfat theatre]]></category>
		<category><![CDATA[แท็กซี่เรดิโอ]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพฯ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/theatre-taxiradio/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เขียนบทและกำกับ: นพพันธ์ บุญใหญ่ดนตรี: วทัญญู นิวัติศัยวงศ์, อาภาวี เศตะพราหมณ์ออกแบบแสง: พรพรรณ อารยะวีรสิทธิ์, ประภัสสร สุขเกษตร, ลภนภัทร ดวงพลอยสถานที่: Warehouse 30 นอกจากละครเวทีของคณะตัวเอง 2 เรื่อง เพื่อนต่างคณะ 1 เรื่อง และละครที่เมืองไทยเวทีรัชดาลัยเธียเตอร์ (เมื่อนานมาแล้ว) อีกหนึ่งเรื่อง เราเองก็ไม่เคยไปดูละครเวทีจากที่ไหนอีก ประสบการณ์ที่ผ่านมาในวงการนี้มีค่อนข้างน้อยและไม่ค่อยเข้าถึงแก่นของศาสตร์นี้สักเท่าไหร่ ทำให้การไปชมละครเวทีไม่ว่าจะโรงเล็กโรงใหญ่แต่ละครั้งมักจะมีสัปหงกบ้างเป็นบางจังหวะ สลับกับความตื่นเต้นเมื่อเห็นฉากหรือการจัดไฟสวยๆ แต่แล้วเราก็เดินออกมาจากโรงละครด้วยความว่างเปล่าทุกครั้ง ต่างไปจากค่ำคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เรามีโอกาสพาตัวเองเข้าไปสัมผัสวงการละครเวทีอีกครั้งกับผลงานเรื่อง Taxiradio กำกับโดยกลุ่มละคร FULLFAT Theatre ของอ้น-นพพันธ์ บุญใหญ่ ซึ่งผลงานชิ้นนี้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่เรามีต่อละครเวทีไปอย่างสิ้นเชิง Taxiradio เล่าเรื่องราวของ 4 ตัวละครจากเบาะหลังของรถแท็กซี่ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่ละสถานการณ์ที่ตัวละครถ่ายทอดออกมาล้วนสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตดี๊ดีที่ลงตัวของเมืองกรุงที่ชวนให้เราทั้งขำและขมขื่นไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจราจรติดขัด น้ำท่วม ผลพวงของการบริหารงานโดยรัฐบาล หรือแม้แต่ประเด็นทางการเมือง ภูมิหลังของตัวละครและบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันของตัวละครทั้งสี่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังชมละคร 4 เรื่องในเวลาเดียวกัน ถึงแม้จะชวนสับสนเล็กน้อยในช่วงแรกเพราะแต่ละตัวละครจะสลับการพูดไปมา แต่พอจับทางได้ เราเริ่มรู้สึกสนุกและตื่นเต้นมากเวลาที่ตัวละครหนึ่งดำเนินเรื่องของตนเองอยู่ แล้วมีตัวละครอื่นแทรกขึ้นมา ชวนให้เราคอยลุ้นและเอาใจช่วยว่าใครจะพูดอะไรต่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/theatre-taxiradio/">TAXIRADIO : ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย กรุงเทพฯ ในวันวานมันหายไปไหนแล้วนะ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong><strong>เขียนบทและกำกับ:</strong> นพพันธ์ บุญใหญ่<br /><strong></strong><strong>ดนตรี:</strong> วทัญญู นิวัติศัยวงศ์, อาภาวี เศตะพราหมณ์<br /><strong></strong><strong>ออกแบบแสง:</strong> พรพรรณ อารยะวีรสิทธิ์, ประภัสสร สุขเกษตร, ลภนภัทร ดวงพลอย<br /><strong></strong><strong>สถานที่:</strong> Warehouse 30</p>
<p>นอกจากละครเวทีของคณะตัวเอง 2 เรื่อง เพื่อนต่างคณะ 1 เรื่อง และละครที่เมืองไทยเวทีรัชดาลัยเธียเตอร์ (เมื่อนานมาแล้ว) อีกหนึ่งเรื่อง เราเองก็ไม่เคยไปดูละครเวทีจากที่ไหนอีก ประสบการณ์ที่ผ่านมาในวงการนี้มีค่อนข้างน้อยและไม่ค่อยเข้าถึงแก่นของศาสตร์นี้สักเท่าไหร่ ทำให้การไปชมละครเวทีไม่ว่าจะโรงเล็กโรงใหญ่แต่ละครั้งมักจะมีสัปหงกบ้างเป็นบางจังหวะ สลับกับความตื่นเต้นเมื่อเห็นฉากหรือการจัดไฟสวยๆ แต่แล้วเราก็เดินออกมาจากโรงละครด้วยความว่างเปล่าทุกครั้ง</p>
<p>ต่างไปจากค่ำคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เรามีโอกาสพาตัวเองเข้าไปสัมผัสวงการละครเวทีอีกครั้งกับผลงานเรื่อง<em> Taxiradio</em> กำกับโดยกลุ่มละคร FULLFAT Theatre ของอ้น-นพพันธ์ บุญใหญ่ ซึ่งผลงานชิ้นนี้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่เรามีต่อละครเวทีไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Poster_fin.jpg"></p>
<p><em>Taxiradio</em> เล่าเรื่องราวของ 4 ตัวละครจากเบาะหลังของรถแท็กซี่ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่ละสถานการณ์ที่ตัวละครถ่ายทอดออกมาล้วนสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตดี๊ดีที่ลงตัวของเมืองกรุงที่ชวนให้เราทั้งขำและขมขื่นไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจราจรติดขัด น้ำท่วม ผลพวงของการบริหารงานโดยรัฐบาล หรือแม้แต่ประเด็นทางการเมือง</p>
<p>ภูมิหลังของตัวละครและบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันของตัวละครทั้งสี่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังชมละคร 4 เรื่องในเวลาเดียวกัน ถึงแม้จะชวนสับสนเล็กน้อยในช่วงแรกเพราะแต่ละตัวละครจะสลับการพูดไปมา แต่พอจับทางได้ เราเริ่มรู้สึกสนุกและตื่นเต้นมากเวลาที่ตัวละครหนึ่งดำเนินเรื่องของตนเองอยู่ แล้วมีตัวละครอื่นแทรกขึ้นมา ชวนให้เราคอยลุ้นและเอาใจช่วยว่าใครจะพูดอะไรต่อ และสนใจว่าทำไมในบทพูดต่างเรื่องราวของแต่ละคน กลับมาสอดรับกันอย่างลงตัว คล้ายกับว่าชีวิตของพวกเราคนกรุงเทพฯ ก็เจอปัญหาเดียวกันนี้ซ้ำไปซ้ำมานี่แหละ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/28061443_10155589984297217_4563815418250281623_o.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/28234907_10155589983597217_2920531203896349609_o.jpg"></p>
<p>องค์ประกอบสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เราคล้อยตามไปกับเนื้อเรื่องได้ตลอด 1 ชั่วโมงกว่า คือเสียงดนตรีสดจากกลองชุดที่ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่ากำลังชมคอนเสิร์ตมากกว่าเข้ามาดูละครเพลงธรรมดาๆ เสียงจากกลองชุดทำให้ <em>Taxiradio</em> มีมิติมากขึ้นกว่าแค่การแสดงบนเวทีเหมือนเรื่องอื่นๆ และได้ฉีกภาพจำของละครเวทีแบบเดิมๆ ที่เราเคยดูมา บวกกับเบียร์ที่ขายหน้าโรงละครก็ยิ่งทำให้เราดื่มด่ำไปกับศิลปะชิ้นนี้มากขึ้นไปอีก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/28162027_10155589981392217_259633671050025576_o.jpg"></p>
<p>อีกหนึ่งเอฟเฟกต์ที่ช่วยสร้างสีสันให้งานชิ้นนี้คือการออกแบบแสง ไฟที่ใช้ประกอบการแสดงชิ้นนี้ส่วนมากเป็นไฟนีออนสีต่างๆ ที่เราไม่ค่อยได้เห็น การออกแบบให้ไฟหลากสีเหล่านี้สลับกันเปิดไปตามช่วงอารมณ์และจังหวะของสถานการณ์ในเรื่อง ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในห้วงเวลาพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ใช่ทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต แต่เหมือนกำลังนั่งอยู่ในห้องที่มีมิติเวลาแปลกออกไป</p>
<p>อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ความรู้สึกของเราต่อละครเวทีเปลี่ยนไปคือฉากและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง จากที่เรามักตื่นเต้นกับการแสดงที่ใช้อุปกรณ์เยอะแยะมากมายและฉากอลังการ แต่ <em>Taxiradio </em>กลับดึงดูดให้เราได้ตรึงอยู่กับการแสดงตรงหน้าโดยมีฉากหลังเป็นแค่พระจันทร์กลมโตดวงใหญ่เพียงดวงเดียว และอุปกรณ์ประกอบให้ดูเหมือนเป็นตึกแค่นิดหน่อยเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/28070656_10155589986277217_2618461949982227851_o.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/27993745_10155589981252217_7466448888321877391_o.jpg"></p>
<p><em>Taxiradio</em> หยิบยกประเด็นสังคมและเรื่องราวในชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ ที่เราเจอและมองข้ามขึ้นมาพูดถึงตั้งแต่ช่วงแรกของการแสดง ซัดสาดเข้ามาเป็นระลอกๆ โดยเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูได้ทั้งตลอดทั้งเรื่อง ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เราย้อนกลับมาทบทวนถึงความเป็นอยู่ของเราในมหานครแห่งนี้ และอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เราเริ่มชินชากับคุณภาพของชีวิตเช่นนี้</p>
<p>ส่วนตัวเรารู้สึกว่ากรุงเทพฯ เปลี่ยนไปจากเดิมในหลายๆ ด้าน เราเคยสนุกกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่มากกว่านี้ มหานครที่สนุกและสวยงามในความทรงจำเรา อาหารการกิน กิจกรรม และเทศกาลรื่นเริงต่างๆ ค่อยๆ ถูกกลืนกินไปด้วยหมอกควันปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งด้านการเมือง ศาสนา สิ่งแวดล้อม และสังคม การแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมากลายเป็นเรื่องอ่อนไหว สิทธิเสรีภาพที่เราพึงมีและความถูกต้องต่างๆ ก็ผันแปรไปตามบริบทของสังคมโดยรอบ เรื่องถูกกลายเป็นผิด แต่เรื่องผิดกลับกลายเป็นถูก ประเด็นต่างๆ ที่ต้องเร่งแก้ไขก็ถูกวางกองไว้อยู่ที่เดิมและปล่อยให้เลือนหายไปในความทรงจำตามกาลเวลา ผู้คนคร่ำเครียดใส่กันเพียงเพราะตนเองเสียผลประโยชน์มากกว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เราอดหวนคิดถึงภาพมหานครแห่งสีสันและรอยยิ้มจากในวันวานไม่ได้</p>
<p>“กรุงเทพฯ ในวันวานมันหายไปไหนแล้วนะ” ตัวละครหนึ่งในเรื่องได้เอ่ยสิ่งที่เราคิดวนเวียนอยู่ในหัวตลอดหลายปีนี้แทนเราไปหมดแล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/28235256_10155589981727217_8103767037584197531_o.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>เรื่องราวตลกร้ายของแต่ละตัวละครจะเป็นยังไง อยากให้ไปติดตามชมกัน Taxiradio จะเปิดการแสดงยาวไปถึงวันที่ 2 มีนาคม 2561 สำรองบัตรได้ที่อีเวนต์เพจ ละครเวที <a href="https://www.facebook.com/events/573397426345743/" target="_blank">Taxiradio by FULLFAT Theatre</a></em><em> หรือติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 065-420-8596 บัตรราคา 600 บาท</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> Ben Kosolsak</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/theatre-taxiradio/">TAXIRADIO : ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย กรุงเทพฯ ในวันวานมันหายไปไหนแล้วนะ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/theatre-taxiradio/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเดินทางของ &#8216;มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ&#8217; ห้องเรียนที่สอนให้ไม่กลัวการใช้ชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-college-of-love-and-nature/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-college-of-love-and-nature/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธัญลักษณ์ วัฒนผลิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Feb 2018 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[gap year progam]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-college-of-love-and-nature/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกยุคที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่การแข่งขัน ใครหลายคนต้องซ่อนความเป็นตัวเองเอาไว้แล้วหมุนตามระบอบทุนนิยมที่ใช้ความทะเยอทะยานนำหน้า เกิดความเครียดและคำถามหลายๆ ข้อที่ชวนให้ไม่กล้าใช้ชีวิตต่อไป ‘เรามันไม่ดีพอ’ ‘ทำอะไรก็ไม่ได้เหมือนคนอื่น’ ‘ทำไมคนอื่นที่อายุเท่าฉันประสบความสำเร็จกันเร็วจัง’ ‘กลัวว่าโตไปแล้วจะเลี้ยงดูพ่อแม่ไม่ได้’ ความคิดเหล่านี้มักผุดขึ้นมาในหัวบ่อยๆ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ที่พอเจอโลกความจริงที่ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง ความกลัวก็ถาโถมเข้ามาเป็นเกลียวคลื่น ไม่รู้ว่าจะจมลงเมื่อไหร่ เราทุกคนล้วนผ่านการศึกษามามากมาย ซึมซับความรู้หลายแขนง แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่ไม่เคยถูกบรรจุในหลักสูตรการศึกษาไทยระดับไหน คือวิธีเอาชนะความกลัวพวกนั้น แล้วใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจริงๆ จนกระทั่งเราได้รู้จักกับ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ ซึ่งเป็นมหาลัยทางเลือก เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2558 โดยใช้พื้นที่บริเวณปากช่องเป็นที่บุกเบิก ก่อนจะพัฒนาไปเป็นโครงการมหาลัยเคลื่อนที่อย่าง Gap Year Program ที่นี่ไม่มีการแข่งขันหรือสอบวัดระดับ มีแต่ความจริงใจและหัวใจศรัทธาที่ ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ โดยตั้งใจให้เป็นสถานที่ที่จะมาช่วยเพิ่มศักยภาพของตนเอง มีอิสระในการใช้ชีวิต และสร้างความสุขที่ยั่งยืน เส้นทางที่ป๊อบเลือกเดินนี้เป็นมาอย่างไร แนวความคิดที่เขาเชื่อคืออะไร คงไม่มีใครเล่าได้ดีไปกว่าตัวเขาเอง เส้นทางของนักพัฒนาสังคมกับอุดมการณ์ที่ถูกกดทับ ย้อนกลับไปในชีวิตชั้น ม.2 ของเด็กชายกิตติพงษ์ ในคาบเรียนวิชาภาษาไทยของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง ท่ามกลางหญิงชายวัย 14 ที่กำลังนั่งเขียนเรียงความกันอย่างใจจดใจจ่อและมีความคิดที่หลากหลาย เด็กชายกิตติพงษ์เลือกเขียนเรียงความเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในไทย เขาเสนอทางออกไปว่าควรจะเพิ่มเงินเดือนให้ครูเพื่อกระตุ้นให้คนอยากเป็นครูมากขึ้น นั่นเป็นเพียงความคิด ณ เวลานั้นของป๊อบที่ถูกหยุดไว้ กระทั่ง ม.6 ป๊อบได้แสดงความเห็นอีกครั้งผ่านการเขียนบทความวิพากษ์โรงเรียนตนเองยาว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-college-of-love-and-nature/">การเดินทางของ &#8216;มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ&#8217; ห้องเรียนที่สอนให้ไม่กลัวการใช้ชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในโลกยุคที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่การแข่งขัน ใครหลายคนต้องซ่อนความเป็นตัวเองเอาไว้แล้วหมุนตามระบอบทุนนิยมที่ใช้ความทะเยอทะยานนำหน้า เกิดความเครียดและคำถามหลายๆ ข้อที่ชวนให้ไม่กล้าใช้ชีวิตต่อไป</p>
<p>‘เรามันไม่ดีพอ’ ‘ทำอะไรก็ไม่ได้เหมือนคนอื่น’ ‘ทำไมคนอื่นที่อายุเท่าฉันประสบความสำเร็จกันเร็วจัง’ ‘กลัวว่าโตไปแล้วจะเลี้ยงดูพ่อแม่ไม่ได้’</p>
<p>ความคิดเหล่านี้มักผุดขึ้นมาในหัวบ่อยๆ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ที่พอเจอโลกความจริงที่ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง ความกลัวก็ถาโถมเข้ามาเป็นเกลียวคลื่น ไม่รู้ว่าจะจมลงเมื่อไหร่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c5.jpg" /></p>
<p>เราทุกคนล้วนผ่านการศึกษามามากมาย ซึมซับความรู้หลายแขนง แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่ไม่เคยถูกบรรจุในหลักสูตรการศึกษาไทยระดับไหน คือวิธีเอาชนะความกลัวพวกนั้น แล้วใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจริงๆ จนกระทั่งเราได้รู้จักกับ <a href="https://www.facebook.com/collegeofloveandnature/" target="_blank" rel="noopener"><strong>มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ</strong></a> ซึ่งเป็นมหาลัยทางเลือก เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2558 โดยใช้พื้นที่บริเวณปากช่องเป็นที่บุกเบิก ก่อนจะพัฒนาไปเป็นโครงการมหาลัยเคลื่อนที่อย่าง Gap Year Program ที่นี่ไม่มีการแข่งขันหรือสอบวัดระดับ มีแต่ความจริงใจและหัวใจศรัทธาที่ <strong>ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ </strong>ผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ โดยตั้งใจให้เป็นสถานที่ที่จะมาช่วยเพิ่มศักยภาพของตนเอง มีอิสระในการใช้ชีวิต และสร้างความสุขที่ยั่งยืน</p>
<p>เส้นทางที่ป๊อบเลือกเดินนี้เป็นมาอย่างไร แนวความคิดที่เขาเชื่อคืออะไร คงไม่มีใครเล่าได้ดีไปกว่าตัวเขาเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3288.jpg" /></p>
<h3><strong>เส้นทางของนักพัฒนาสังคมกับอุดมการณ์ที่ถูกกดทับ</strong></h3>
<p>ย้อนกลับไปในชีวิตชั้น ม.2 ของเด็กชายกิตติพงษ์ ในคาบเรียนวิชาภาษาไทยของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง</p>
<p>ท่ามกลางหญิงชายวัย 14 ที่กำลังนั่งเขียนเรียงความกันอย่างใจจดใจจ่อและมีความคิดที่หลากหลาย เด็กชายกิตติพงษ์เลือกเขียนเรียงความเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในไทย เขาเสนอทางออกไปว่าควรจะเพิ่มเงินเดือนให้ครูเพื่อกระตุ้นให้คนอยากเป็นครูมากขึ้น นั่นเป็นเพียงความคิด ณ เวลานั้นของป๊อบที่ถูกหยุดไว้</p>
<p>กระทั่ง ม.6 ป๊อบได้แสดงความเห็นอีกครั้งผ่านการเขียนบทความวิพากษ์โรงเรียนตนเองยาว 12 หน้า โพสต์ลงในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ชื่อดังยุคนั้นอย่าง pramool.com บทความจากเด็กธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็นกระบอกเสียงที่พูดแทนเด็กอีกหลายพันคน เรื่องราวใหญ่โตจนเกิดการล่ารายชื่อผู้ที่เห็นด้วยในห้องและตัดสินใจยื่นเรื่องให้ครูทุกแผนก รวมทั้งผู้อำนวยการโรงเรียน แต่สุดท้าย เสียงของเด็กกลุ่มนี้ก็ไม่ดังพอ ป๊อบและเพื่อนต้องยอมจำนนเซ็นชื่อยอมรับผิดต่อเรื่องที่พวกเขาเชื่อว่าถูก เพียงเพราะผู้ใหญ่คิดว่าพวกเขาทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3294.jpg" /></p>
<p>ป๊อบได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ลึกๆ แต่ถึงจะลึกเท่าไหร่ อุดมการณ์ที่จะพัฒนาสังคมก็ยังคงอยู่ เวลาผ่านมาจนหลังจากป๊อบจบมหาวิทยาลัย เขาได้พบกับ โจน จันได ผู้ริเริ่มชุมชนพันพรรณ ศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ที่เชื่อในการพึ่งพาตนเอง แนวความคิดของโจนที่ว่า ‘ชีวิตเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เราทำให้มันยากเอง’ ทำให้คนที่เคยสนใจโครงสร้างทางการเมืองหลายรูปแบบ เริ่มพุ่งตัวไปที่วิกฤตทางเมล็ดพันธุ์ อาหาร และสิ่งแวดล้อม ป๊อบได้อุทิศตนทำงานที่พันพรรณกว่า 4 ปี</p>
<p>“เรารู้สึกขอบคุณคนรุ่นก่อน เขาอุตส่าห์คัดพันธุ์พืชให้คนรุ่นหลังว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดี มันก็เกิดคำถามจากคุณโจนว่า เราจะส่งต่ออะไรให้คนรุ่นถัดไป เราจะส่งต่อหนี้สินและทรัพยากรที่พังพินาศไปแล้วให้เหรอ เราบอกกับตัวเองว่าอยากเป็นบรรพบุรุษที่ดี ที่คนรุ่นหลังจะไม่มาบ่นตามหลังว่าทิ้งแต่โลกพังๆ ไว้ให้” ป๊อบเล่าให้ฟังถึงการตัดสินใจครั้งนั้น</p>
<h3><strong>จากพันพรรณ ดินแดนแห่งความเรียบง่ายสู่การเป็นครู</strong></h3>
<p>การไปใช้ชีวิตในชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างพันพรรณเป็นเวลา 4 ปี ทำให้ป๊อบซึมซับแนวความคิดการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและการพึ่งพาตนเองมากขึ้น เขาสนใจการเก็บและแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ ได้ชีวิตที่เรียบง่ายกลับคืนมา ในสังคมที่ไม่แบ่งชนชั้น ป๊อบยังได้พบผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกัน อย่าง ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ที่สอนให้เขาให้คุณค่ากับความเมตตา ความรัก และความปรารถนาดีต่อสิ่งต่างๆ โดยไม่แบ่งแยก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3326.jpg" /></p>
<h3><strong>จนกระทั่งในวันธรรมดาวันหนึ่งที่เขาเจอจุดเปลี่ยน</strong></h3>
<p>“วันหนึ่งระหว่างที่เรากำลังฝึกสมาธิ ใช้เวลากับตัวเอง เราได้ยินเสียงเล็กๆ ออกมาจากภายในตัวเราว่าให้ไปเป็นครู ไปกระจายสิ่งดีๆ ที่เราได้รับจากที่นี่ให้คนอื่น เราก็คิดว่าเราเป็นอะไร เป็นโรคจิตเวชหรือเปล่า ทำไมถึงได้ยินเสียงนี้ มันมาจากไหน เกิดขึ้นได้ยังไง”</p>
<p>ป๊อบใช้เวลาทบทวน พิจารณา และหาเหตุผลให้คำเรียกร้องนี้ร่วม 3 เดือน แต่กลายเป็นว่ายิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ เขาก็ไม่เคยหาเหตุผลอะไรมาหักล้างได้เลย ความเงียบจากสมาธิกลับทำให้เสียงนั้นชัดยิ่งขึ้นจนเขาไม่สามารถปล่อยผ่านไป ป๊อบตัดสินใจออกมาจากพันพรรณและทำตามเสียงนั้น โดยไปสมัครเป็นครูมัธยมตามโรงเรียนทางเลือกหลายแห่ง</p>
<p>“ตอนนั้นอยากเป็นครูวัยรุ่น รู้สึกว่ามันสนุก เราติดต่อไปทุกโรงเรียนทางเลือกในประเทศไทย แต่ก็เจอปัญหาเยอะมาก ไม่ได้งานเลย หลายอย่างไม่ลงตัว คิดโทษตัวเองว่าหรือสุดท้ายเราเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ รู้สึกแย่มาก เพราะเราออกมาพร้อมกำลังใจและคำอวยพรจากเพื่อนที่พันพรรณ พี่บางคนบอกว่าใครได้เรียนกับเราถือว่าโชคดีมาก แต่กลายเป็นว่าเราไม่มีที่สอน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3296.jpg" /></p>
<h3><strong>มหาลัยที่สร้างจากความรักและธรรมชาติ</strong></h3>
<p>หลังจากป๊อบลอยอยู่ในทะเลแห่งความผิดหวัง เขาได้เจอกับรุ่นน้องที่เรียนโฮมสคูล (ระบบการศึกษาทางเลือกที่ผู้ปกครองเป็นคนจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตัวเด็กเอง) น้องได้โยนคำถามใส่ว่าทำไมเขาไม่เปิดโรงเรียนของตัวเองเลยล่ะ</p>
<p>“ตอนนั้นเราก็คิดว่ามันชักจะไปกันใหญ่แล้ว ทั้งออกมาจากพันพรรณ มาหาโรงเรียนสอน ตอนนี้เราจะเปิดโรงเรียนเองแล้ว แต่พอเราทบทวนอะไรหลายอย่าง ประกอบกับมีแรงเชียร์จากหลายคนทำให้เราอยากลอง เราเริ่มเขียนรายละเอียดแผนการทำงานและคอนเซปต์ของโรงเรียนยาวสิบกว่าหน้า ตอนนั้นเองที่มหาลัยแห่งนี้เริ่มต้น”</p>
<p><strong>การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะไม่มีทั้งทีมงาน เงินทุน หรือที่ดิน เป็นการทำงานที่ใช้ศรัทธานำปัจจัยอื่นๆ </strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c7.jpg" /></p>
<p>ในความเป็นจริง การจะสร้างโรงเรียนแห่งหนึ่งขึ้นมาได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือที่ดิน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในยุคนี้ เพราะพื้นที่ทุกผืนต่างมีคนจับจองไปเก็งราคากันหมด แต่กลายเป็นว่าปัญหานี้แก้ได้ง่ายกว่าที่คิด</p>
<p>“ประเทศไทยมีที่ว่างๆ ที่คนอยากให้เกิดประโยชน์เยอะมาก สุดท้ายปีนั้นมีคนเสนอที่ให้เราไปสร้างมหาลัยประมาณ 4 ที่ เรารู้สึกขอบคุณเขาที่เชื่อใจเราขนาดนี้ ทรัพยากรที่หายากมากกว่าคือคนที่จะมาทำ คนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมีเยอะนะ แต่คนที่อยากทำมีน้อย”</p>
<p>“สุดท้ายเราตกลงเอาพื้นที่ไร่ข้าวโพดเก่าตรงปากช่อง ที่นั่นไม่มีอะไรเลย บ่อบาดาลเก่าก็พัง เราเริ่มโดยการนอนวัด เดินตามหลวงพี่ไปบิณฑบาต กลางวันไปปรับปรุงพื้นที่ กลางคืนกลับมานอนวัด มันเริ่มด้วยใจโคตรๆ” ป๊อบเล่าถึงความลำบากในการทำงานช่วงแรก</p>
<p>ช่วงเวลาของป๊อบที่ปากช่องนี้เอง เป็นเวลาเดียวกันกับที่ <strong>ฝน-กนกพร ตรีครุธพันธ์</strong> ประชาสัมพันธ์ของโครงการ และหนึ่งในทีมงานมหาลัยแห่งความรักและธรรชาติ ได้มารู้จักโปรเจกต์นี้ เดิมทีฝนชอบทำงานอาสาสมัครพัฒนาชุมชนและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว โดยมองว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยเติมคุณค่าให้ชีวิตจากการทำงานในเมืองหลวง</p>
<p>หลังจากอ่านรายละเอียดโปรเจกต์ทั้งหมด ฝนก็เริ่มมาเป็นอาสาสมัครในช่วงแรก และเป็นทีมงานประจำในเวลาต่อมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c4.jpg" /></p>
<h3><strong>หลักสูตรนี้ไม่มีสอบ แต่สอนให้เข้าใจทุกสิ่งตามจริง</strong></h3>
<p>เริ่มแรก ทีมงานมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติมีด้วยกันทั้งหมด 5 คน ส่วนใหญ่เป็นคนที่รู้จักกันผ่านพันพรรณเพราะมีแนวคิดและเห็นภาพสำเร็จคล้ายกัน แรงศรัทธานี้ทำให้อุปสรรคต่างๆ กลายเป็นเรื่องเล็ก หลายคนอาจจะคิดว่าการร่วมมือสร้างโรงเรียนเช่นนี้ เป็นเรื่องในอุดมคติ แต่ป๊อบบอกเราว่าไม่เลย สิ่งนี้คือความธรรมดา และสำหรับเขา การสร้างคอนโดมิเนียมในเมืองที่เราเห็นจนชินตายังดูเป็นอุดมคติมากกว่า</p>
<p>ป๊อบเริ่มเขียนหลักสูตรออกมาทั้งหมด 27 วิชา บวกกับอีกหนึ่งวิชาที่คิดเองได้ตั้งแต่แรกเริ่ม เขาคิดทั้งการเรียนการสอนและวิธีจบหลักสูตร เช่น ถ้าอยากต่อเรือ ก็สามารถคิดหลักสูตรเองได้ กำหนดว่าจุดประสงค์ของการต่อเรือครั้งนี้คืออะไร การเรียนทั้งหมดจะแบ่งเป็น 4 ปีเหมือนมหาวิทยาลัย ทุกวิชาจะเป็น project based learning ที่ตั้งแค่จุดหมายปลายทางและไม่มีการประเมินการเรียนการสอนระหว่างทาง เช่น วิชาเย็บปักถักชุน มีเป้าหมายคือทุกคนต้องทำเครื่องแบบของตัวเองขึ้นมาให้มีความแตกต่าง แต่ต้องเนียนเข้าไปเป็นธีมเดียวกัน ฝึกทั้งการคิดหลายขั้นตอน ทั้งออกแบบของตัวเองและปรึกษากับคนอื่น</p>
<p>หรืออีกวิชาที่ป๊อบได้แรงบันดาลใจมาจากรายการกบนอกกะลา ซึ่งจะตามไปดูว่ากว่าที่สิ่งหนึ่งจะผลิตขึ้นมาได้ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง เช่น การผลิตสมาร์ตโฟน ก็ตามไปดูตั้งแต่แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมเพื่อทำเป็นพลาสติก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c14.jpg" /></p>
<p>“เป้าหมายของวิชานี้คือเราอยากให้คนได้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งของแต่ละอย่าง พอรู้แล้วว่าผลิตยังไง หลังจากนี้จะใช้อะไรก็จะไม่ใช้กันล้างผลาญแบบนี้อีก ไม่ต้องมานั่งสอนกันแล้ว นี่คืออุดมคติทางการศึกษาที่สามารถทำได้จริง การเรียนรู้มันเกิดขึ้นเยอะมาก ส่วนใครคิดว่าดีแล้วอยากทำตาม ก็เอาไปได้แต่ขอคิดค่าลิขสิทธิ์บาทนึง เผื่อไว้นิดนึง” ป๊อบพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาเล็กๆ</p>
<p>ชื่อมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติที่เห็นหวานๆ แบบนี้ ป๊อบเล่าว่าทีแรกจะให้เป็นแค่คอนเซปต์ แต่มีหลายเสียงสนับสนุนให้ใช้เป็นชื่อเพราะฟังแล้วจริงใจ คำว่า ‘มหาลัย’ นั้นไม่ได้เขียนผิดแต่อย่างใด แต่เพราะที่แห่งนี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยภายใต้ระบบการศึกษาไทยแบบเดิมๆ แต่เป็นพื้นที่การเรียนการสอนที่ยิ่งใหญ่ เท่าเทียม และเปิดกว้างสำหรับทุกคน ทุกคนเป็นกันเอง เหมือนที่คนส่วนใหญ่มักพูดว่า ‘มหาลัย’ มากกว่าจะพูดว่า มหาวิทยาลัย</p>
<p>แต่เพียงนิดเดียวก่อนที่มหาลัยแห่งนี้จะได้ต้อนรับนักศึกษา ป๊อบและทีมงานก็ประสบกับปัญหาใหญ่เข้า จนมีเหตุให้ต้องแขวนโครงการนี้ไว้ก่อน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c18.jpg" /></p>
<h3><strong>การเดินทางสู่ Gap Year Program </strong></h3>
<p>แนวคิดเรื่องมหาลัยธรรมชาติและความรักของป๊อบกับเจ้าของที่ที่ปากช่องเริ่มไม่ตรงกัน ทำให้ป๊อบต้องถอยออกมา เพราะถ้าดื้อดึงอาจจะเกิดปัญหาในระยะยาวที่หนักขึ้น</p>
<p>“ความรู้สึกแรก มันเสียดายมาก เพราะจากที่ไม่มีอะไรเลย เราลงต้นไม้ไปเป็นพันๆ ต้น สร้างสาธารณูปโภค เจาะบ่อบาดาล ติดแผงโซล่าเซลล์ สร้างบ้านดินไป 2 หลัง ปลูกสวนไปเยอะมาก อาคารพื้นที่กิจกรรมหลักก็เกือบเสร็จ เรานอนเต็นท์กันมาเป็นปี แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ทำใจได้มากขึ้น” ฝนเล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่กำลังตัดสินใจออกจากพื้นที่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3325.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3309.jpg" /></p>
<p>เหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาทำใจได้เร็ว คงเป็นเพราะได้เห็นว่าสิ่งที่ลงแรงไปได้สร้างประโยชน์แล้ว ถึงแม้ว่ามหาลัยแห่งนี้จะยังไม่ได้เปิดรับนักศึกษาอย่างจริงจัง แต่ห้องเรียนแห่งการเรียนรู้ก็เกิดขึ้นและส่งต่อให้อาสาสมัครหลายคนตลอดปีที่ผ่านมา ได้เห็นมุมมองและวิธีคิดต่อโลกที่เปลี่ยนไปของหลายคน ประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การสร้างบ้านดิน หรือฝีมือการทำอาหาร แต่รวมไปถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เป็นช่วงเวลาที่ได้ลิ้มลองคุณภาพชีวิตที่ดี และรายล้อมไปด้วยผู้คนที่เปิดกว้างทางความคิดวิถีชีวิตที่ใครหลายคนมองว่าเป็นอุดมคติ แต่ป๊อบได้พิสูจน์แล้วว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริง</p>
<p>ป๊อบเริ่มออกเดินสายหาพื้นที่อีกครั้งนึง แต่การเป็นแผนงานระยะยาวที่ไม่ได้มองว่าจะทำแค่ 5 ปี 10 ปี ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเลือกพื้นที่หลายอย่าง และไม่เจอผืนที่สามารถตอบทุกเงื่อนไขได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c21.jpg" /></p>
<p>แต่ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ ป๊อบก็ยิ่งอยากจะรีบสานต่อสิ่งที่เขาคิดไว้มากเท่านั้น ทำให้ป๊อบตัดสินใจทำสิ่งใหม่ นั่นคือมหาลัยเคลื่อนที่อย่าง Gap Year Program</p>
<p>“ช่วงนั้นเพื่อนหลายคนพูดขึ้นมาว่าอาจจะต้องทำมหาลัยเคลื่อนที่เปล่าวะ เพื่อนเราก็มีศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติเต็มไปหมด แต่ตอนนั้นเรายังไม่อิน เพราะเราไม่ได้ชอบเดินทาง พอไม่อินก็ยังไม่อยากทำ จนช่วงตุลาคมปีที่แล้ว เรากำลังทำสวนในอากาศที่ร้อนมาก อยู่ดีๆ เราเห็นภาพคนกลุ่มนึงที่ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างง่ายๆ ดูหนัง เล่นดนตรี ไปไหนมาด้วยกัน เป็นภาพจากภายในที่เกิดขึ้นเหมือนตอนได้ยินเสียงว่าให้ไปเป็นครู จนเริ่มอินและตัดสินใจเริ่มทำช่วงธันวาคมที่ผ่านมา” ป๊อบเล่าให้เราฟัง</p>
<p>วลี gap year เป็นที่รู้จักกันดีของวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ สื่อถึงการใช้ชีวิตตามใจฉัน ว่างจากทั้งการเรียนและการทำงานเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกันไป ป๊อบจึงใช้คอนเซปต์นี้มาเป็นชื่อโครงการ เพื่อชวนคนที่สมัครเข้ามาออกเดินทางสักปี ผู้ร่วมโครงการ Gap Year จะได้เห็นคุณค่าการเป็นมนุษย์ เติบโตขึ้น และปลดล็อกศักยภาพของแต่ละคน ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความกลัวและการแข่งขันที่เจอในทุกช่วงชีวิต โดยใช้หลักการของการช่วยเหลือกัน</p>
<p>“เราจะได้เดินทางไปกับผู้คนหลากหลาย ไปใช้ชีวิตหลายที่ ซึ่งเขาจะเรียนรู้ได้ว่าโลกทั้งใบและวิถีชีวิตในทุกวันคือการเรียนรู้ หลังจากนี้ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน เขาจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ต้องห่วงว่าต้องมาลงคอร์สเพิ่ม มันเปิดหัวใจและมุมมองที่เปิดกว้างต่อสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ทั้งหมด สุดท้ายชีวิตคนนึงไม่น่าห่วงแล้ว ไม่ต้องมีเราแล้วก็ได้” ฝนพูดขึ้นมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c2.jpg" /></p>
<p>Gap Year Program จะพาเราไปที่ศูนย์การเรียนรู้เพื่อพึ่งตนเองทั่วประเทศ เช่น ค่ายเยาวชนเชียงดาว Farm Behind the Barn และปากบารา ระบบนิเวศชายฝั่ง ทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือของบุคคล 31 ชีวิต ที่พร้อมจะส่งต่อความรู้ที่ผ่านการลงมือทำจริงๆ แก่คนในทริป เจ้าบ้านแต่ละที่จะกำหนดระยะเวลาและกิจกรรมที่จะร่วมกันทำ โดยป๊อบเป็นเพียงผู้วางตารางปฏิทิน</p>
<p>ป๊อบเล่าว่ามีคนที่สนใจอยากแบ่งปันความรู้เยอะมาก ทุกคนเปิดกว้าง ไม่มีอำนาจพีระมิดจากบนลงล่างอย่างที่เคยเจอในทุกโครงสร้าง จะมีเพียงแค่ความเป็นมิตรต่อกัน แต่ก่อนที่ป๊อบจะพาเดินทางไปพบคนน่ารักเหล่านั้น จะมีค่ายตัวอย่างให้เข้าร่วม 2 อาทิตย์จำลองวิถีชีวิตที่จะเกิดขึ้นตลอดหนึ่งปี ถ้าใครรู้สึกว่าไม่ใช่เหมือนที่คิดไว้ก็สามารถถอนตัวได้ ซึ่งแนวคิดนี้ ป๊อบได้ตกตะกอนมาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพราะเขาคิดว่าการศึกษาถือเป็นสินค้าบริการประเภทหนึ่ง ที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างมาก</p>
<p>“การศึกษาในไทยมันต้องจ่ายไปก่อน ไม่มีทางรู้ได้ว่าจะเจอกับอะไร ซึ่งแต่ละอย่างมีผลกับชีวิตเยอะมาก เป็นเรื่องการศึกษาที่เราอยากปฏิรูปมาตั้งแต่เด็ก ครั้งนี้เราเลยจัดเอง อีกประเด็นที่อยากแก้ไข คือการรวมศูนย์ มันทำให้อารยธรรมไม่เจริญ ถ้าใครคิดว่าโมเดล Gap Year นี้ดี สามารถเอาไปทำเป็นของตนเองได้เลย เป็นเรื่องธุรกิจ หรือศิลปะได้หมด อยากให้โมเดลนี้เกิดขึ้นเยอะๆ เพราะมันคือการเรียนรู้ที่หาไม่ได้จากห้องเรียน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c13.jpg" /></p>
<h3><strong>ห้องเรียนที่อิสระทั้งความคิดและการใช้ชีวิต</strong></h3>
<p>สำหรับคนที่ตัดสินใจจับมือร่วมทางไปด้วยกันหนึ่งปี หลังจากจบหลักสูตรนี้ยังสามารถทำโปรเจกต์ส่วนตัวต่อยอดได้ โดยยื่นผลงานไปที่มหาวิทยาลัยโพธิศาสตร์ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ที่ดร. ศักดิ์ ประสานดี ไปจดทะเบียนมหาวิทยาลัยไว้ เพื่อขอรับวุฒิปริญญาตรี โท และเอก เทียบเท่าได้กับใบปริญญาของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ</p>
<p>มาถึงตรงนี้ ค่าเทอม 60,000 กว่าบาท (ไม่รวมค่าเดินทางและอาหาร) ที่เราเคยคิดว่าแพงเกินกำลังของคนอายุ 20 ต้นๆ กลับเล็กน้อยมากถ้าเทียบกับสิ่งที่เราจะได้ ป๊อบมองว่าราคาเป็นเรื่องนานาจิตตัง เขาได้คุยกับหนูดี (วนิษา เรซ) เธอบอกว่าอยากให้เปลี่ยนราคา เพราะราคานี้ต่ำเกินไป ถ้าเกิดอะไรฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินขึ้นมาจะลำบาก แต่เขายังยืนยันที่จะยึดราคานี้ไว้ ป๊อบเล่าว่าถ้าคิดในเชิงธุรกิจก็คงจะให้ลูกค้าเป็นคนรับภาระความเสี่ยง ค่าเทอมก็คงขึ้นเป็นแสน แต่เขาไม่ใช้วิธีคิดอย่างนี้ในการทำงานตั้งแต่ต้น พวกเขาเชื่อในการช่วยเหลือให้ผ่านอุปสรรคไปด้วยกันมากกว่า</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_3320.jpg" /></p>
<p>“ความรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ได้และมีศักยภาพ เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรู้หรือการอ่าน แต่เกิดขึ้นจากการที่เราได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ถ้าเรามีความกล้าที่จะลองแล้ว ความรู้สึกกลัวโลกก็จะหายไป จะรู้สึกว่าถึงไม่มีเงินก็อยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีอิสระมากขึ้น เรารู้สึกว่ามันน่าเสียดายมากที่คนจะอยู่ในความรู้สึกหวาดกลัวต่อโลก ความรู้สึกว่าชีวิตนี้หมดโอกาสงอกงาม”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/c20.jpg" /></p>
<p>ความสุขและชีวิตในอุดมคตินั้น เป็นสิ่งที่ป๊อบได้แสดงให้เราเห็นผ่านการพูดคุยในครั้งนี้ เขาพิสูจน์แล้วว่าความสุขที่เราทุกคนพยายามไขว่คว้าให้ได้มาครอง มันเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่เราคิด กำแพงเดียวที่เราต้องก้าวข้ามไปให้ได้ คือกำแพงแห่งความกลัวที่กั้นระหว่างคอมฟอร์ตโซนกับความสุขที่ยั่งยืน ถึงแม้มันจะดูสูงสักหน่อย แต่ถ้าเราก้ามข้ามไปได้ มันจะช่วยให้เราได้ลองทำในสิ่งที่เราไม่เคยกล้าที่จะลอง ทำให้เราโตขึ้น กล้าใช้ชีวิตและเผชิญหน้ากับโลกเบี้ยวๆ ใบนี้มากขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายแล้วเราก็จะเป็นมนุษย์ที่เข้าใจตนเองและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่าที่เคยเป็นมา</p>
<p><strong>facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/collegeofloveandnature/" target="_blank" rel="noopener">มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p><strong><em>ขอบคุณสถานที่</em></strong> KINN Kaffe &amp; Craft</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end156.png" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-college-of-love-and-nature/">การเดินทางของ &#8216;มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ&#8217; ห้องเรียนที่สอนให้ไม่กลัวการใช้ชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-college-of-love-and-nature/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>BRAIN FREEZE : บาร์ค็อกเทลหลากสีที่เสิร์ฟเครื่องดื่มได้เร็วจี๋จากแท็บและเครื่องปั่น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/place-brain-freeze/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/place-brain-freeze/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธัญลักษณ์ วัฒนผลิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Feb 2018 03:18:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ทองหล่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขุมวิท]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[บาร์]]></category>
		<category><![CDATA[brain freeze]]></category>
		<category><![CDATA[คอกเทล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/place-brain-freeze/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มในประเทศไทย เราอาจไม่ต้องบรรยายให้มากเพราะพี่ไทยเรารื่นเริงกันได้ทุกเทศกาล ยิ่งช่วงหลังเราได้เห็นบาร์หรือร้านคราฟต์เบียร์เปิดใหม่กันแทบทุกสัปดาห์ ชวนให้ชาวบาร์ฮอปปิ้งได้มีตัวเลือกชิมเครื่องดื่มใหม่ๆ แต่ถ้าพูดถึงค็อกเทล เครื่องดื่มนี้อาจยังไม่แพร่หลายมากนัก เพราะค็อกเทลแก้วหนึ่งประกอบไปด้วยวัตถุดิบหลายตัว ต้องอาศัยฝีมือของบาร์เทนเดอร์ในการปรุงออกมาให้ดี หลายคนไม่ค่อยกล้าเปิดใจให้เมนูค็อกเทลหรือเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ๆ สักเท่าไหร่ จนกระทั่งเราได้มาเจอกับ Brain Freeze ค็อกเทลบาร์น้องใหม่ในเวิ้ง Arena 10 ย่านทองหล่อ ที่เปลี่ยนประสบการณ์การดื่มค็อกเทลให้เข้าถึงได้ง่ายและรสชาติอร่อยทุกเมนู จุดเด่นของ Brain Freeze คือการเป็นค็อกเทลบาร์ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว แค่กดจากเครื่องปั่นหรือแท็บได้ง่ายๆ อารมณ์เหมือนเราเลือกชิมรสชาติไอศครีมก่อนได้อย่างไรอย่างนั้น แถมยังเป็นเครื่องดื่มหน้าตาดูดีที่เอาใจหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เสพติดการถ่ายภาพ และอยากขอแค่เติมแอลกอฮอล์ในร่างกายให้พอครึ้มอกครึ้มใจ ส่วนจะไปลุยต่อยาวๆ ในค่ำคืนนี้หรือเปล่านั่นก็อีกเรื่อง โจ๊ะ-ปริศวร์ สงวนกุล หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านนี้เล่าให้ฟังว่าเขาเคยเปิดบาร์มาก่อน เพราะชอบกินดื่มเที่ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับโจ๊ะมักสนใจและตื่นเต้นกับอะไรที่เป็นสิ่งใหม่แหวกแนว จึงได้มาเปิดร้านค็อกเทลบาร์แนวใหม่แห่งนี้ โดยชื่อ Brain Freeze แสดงถึงสภาวะสมองจี๊ดที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ เข้าไปด้วยความรวดเร็ว ถึงแม้ว่า Brain Freeze จะเป็นแค่บาร์เล็กๆ แค่ห้องเดียว แต่ก็ดึงเอาจุดเด่นนี้มาเป็นข้อดีได้ไม่น้อย ออกแบบให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกล่องดำใบยักษ์ ตัดด้วยกระจกใส 2 บานเพื่อให้สีของแสงไฟจากหลอด LED ในร้านทะลุออกมาตัดกับสีดำด้านนอก ดูแล้วล้ำสมัยอยู่หน่อยๆ ในช่วงแรกที่เปิดร้านเราเห็นว่าไฟในร้านเป็นสีฟ้าเหมือนอยู่ในหนังไซไฟโลกอนาคต การตกแต่งร้านภายในก็จะเป็นโทนสีเย็น เก้าอี้สีเขียวมิ้นต์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-brain-freeze/">BRAIN FREEZE : บาร์ค็อกเทลหลากสีที่เสิร์ฟเครื่องดื่มได้เร็วจี๋จากแท็บและเครื่องปั่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มในประเทศไทย เราอาจไม่ต้องบรรยายให้มากเพราะพี่ไทยเรารื่นเริงกันได้ทุกเทศกาล ยิ่งช่วงหลังเราได้เห็นบาร์หรือร้านคราฟต์เบียร์เปิดใหม่กันแทบทุกสัปดาห์ ชวนให้ชาวบาร์ฮอปปิ้งได้มีตัวเลือกชิมเครื่องดื่มใหม่ๆ</p>
<p>แต่ถ้าพูดถึงค็อกเทล เครื่องดื่มนี้อาจยังไม่แพร่หลายมากนัก เพราะค็อกเทลแก้วหนึ่งประกอบไปด้วยวัตถุดิบหลายตัว ต้องอาศัยฝีมือของบาร์เทนเดอร์ในการปรุงออกมาให้ดี หลายคนไม่ค่อยกล้าเปิดใจให้เมนูค็อกเทลหรือเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ๆ สักเท่าไหร่ จนกระทั่งเราได้มาเจอกับ <strong>Brain Freeze</strong> ค็อกเทลบาร์น้องใหม่ในเวิ้ง Arena 10 ย่านทองหล่อ ที่เปลี่ยนประสบการณ์การดื่มค็อกเทลให้เข้าถึงได้ง่ายและรสชาติอร่อยทุกเมนู</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/brain_freeze1.jpg"></p>
<p>จุดเด่นของ Brain Freeze คือการเป็นค็อกเทลบาร์ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว แค่กดจากเครื่องปั่นหรือแท็บได้ง่ายๆ อารมณ์เหมือนเราเลือกชิมรสชาติไอศครีมก่อนได้อย่างไรอย่างนั้น แถมยังเป็นเครื่องดื่มหน้าตาดูดีที่เอาใจหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เสพติดการถ่ายภาพ และอยากขอแค่เติมแอลกอฮอล์ในร่างกายให้พอครึ้มอกครึ้มใจ ส่วนจะไปลุยต่อยาวๆ ในค่ำคืนนี้หรือเปล่านั่นก็อีกเรื่อง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/brain_freeze44.jpg"></p>
<p><strong>โจ๊ะ-ปริศวร์ สงวนกุล</strong> หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านนี้เล่าให้ฟังว่าเขาเคยเปิดบาร์มาก่อน เพราะชอบกินดื่มเที่ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับโจ๊ะมักสนใจและตื่นเต้นกับอะไรที่เป็นสิ่งใหม่แหวกแนว จึงได้มาเปิดร้านค็อกเทลบาร์แนวใหม่แห่งนี้ โดยชื่อ Brain Freeze แสดงถึงสภาวะสมองจี๊ดที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ เข้าไปด้วยความรวดเร็ว</p>
<p>ถึงแม้ว่า Brain Freeze จะเป็นแค่บาร์เล็กๆ แค่ห้องเดียว แต่ก็ดึงเอาจุดเด่นนี้มาเป็นข้อดีได้ไม่น้อย ออกแบบให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกล่องดำใบยักษ์ ตัดด้วยกระจกใส 2 บานเพื่อให้สีของแสงไฟจากหลอด LED ในร้านทะลุออกมาตัดกับสีดำด้านนอก ดูแล้วล้ำสมัยอยู่หน่อยๆ ในช่วงแรกที่เปิดร้านเราเห็นว่าไฟในร้านเป็นสีฟ้าเหมือนอยู่ในหนังไซไฟโลกอนาคต การตกแต่งร้านภายในก็จะเป็นโทนสีเย็น เก้าอี้สีเขียวมิ้นต์ หรือโต๊ะบาร์สีฟ้ารูปทรงเกล็ดหิมะ ให้สอดรับกับเครื่องดื่มเย็นๆ ที่จะทำให้จี๊ดขึ้นสมอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/brain_freeze35.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/brain_freeze36.jpg"></p>
<p>บางวันสีไฟของร้านจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอมม่วง กลืนไปกับสีเฟอร์นิเจอร์โทนฟ้าชิ้นอื่น ให้ความรู้สึกเหมือนหนึ่งในซีนมิวสิกวิดีโอเพลง Hotline Bling ของ Drake เข้ากันดีกับเพลงแนวฮิปฮอปที่เปิดจากแผ่นไวนิลในร้านให้นั่งฟังเพลินๆ โจ๊ะเล่าให้ฟังว่านี่เป็นอีกจุดเด่นที่ตั้งใจให้ร้านสามารถเปลี่ยนสีสันไปได้หลากหลายตามเทศกาล อารมณ์ที่อยากมอบให้ลูกค้าที่เข้ามาดื่มและสนุกกัน</p>
<p>มาว่ากันที่เครื่องดื่มบ้าง ค็อกเทลของ Brain Freeze มีทั้งหมด 3 ชนิดด้วยกัน คือ Fizzy Cocktail ที่ปกติจะเติม sparkling ลงไปเพื่อความซ่า แต่ที่นี่ใช้การอัดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในตัวเครื่องดื่มเลย ทำให้มีความซ่าและรสชาตินุ่มมากขึ้น ส่วน Fluffy Cocktail จะใช้เทคนิคการอัดไนโตรเจนลงไป ทำให้เครื่องดื่มละมุน และชนิดสุดท้ายก็คือ Slushie Cocktail ที่หมุนวนอยู่ในเครื่องปั่นคล้ายที่เราเห็นในร้านสะดวกซื้อ แต่ที่นี่จะเป็นเครื่องที่อึดและทนกว่า สามารถปรับระดับต่างๆ ได้มากกว่า เพราะมีส่วนผสมและข้อจำกัดหลายอย่างที่ต้องคำนึง ทำให้กว่าจะออกมาเป็นเครื่องดื่มหน้าตาน่ารักให้เราได้ลองชิมกันก็ต้องผ่านการทดลองและปรับปรุงร่วม 2 เดือน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/brain_freeze18.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p style="text-align: center">
<p>“มันไม่เหมือนค็อกเทลทั่วไป เราต้องมาปรับให้เข้ากับอุปกรณ์ที่เราอยากใช้ ต้องทำยังไงให้รสชาติของทุกส่วนผสมเด่นขึ้นมา อุณหภูมิของเครื่องปั่น Slushie รวมทั้งปริมาณแอลกอฮอล์ที่จะไม่ทำให้เครื่องดื่มแข็งหรือเหลวเกินไป” โจ๊ะบอกเราและสรุปว่าการทำ Slushie Cocktail เลยถือเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปกับมันที่ต้องใส่ใจเรื่องรสชาติให้ออกมาลงตัวที่สุด</p>
<p>3 เมนูที่เราได้ลองเพื่อพิสูจน์ความลงตัวของรสชาติที่ทีม Brain Freeze ได้พัฒนาขึ้นมา มี Lady Gummy Fizzy Cocktail เครื่องดื่มที่เหมาะกับสาวๆ เพราะความแรงของเหล้าจินจะถูกลดไปด้วยรสแอปเปิลจากสัมผัสแรก เติมเปรี้ยวนิดๆ จากมะนาว และตบท้ายด้วยกลิ่นของ Elderflower แถมยังมีหมีน้อย gummy bear นอนแช่น้ำอยู่ด้านล่างและออนท็อปด้วยวิปครีมราสเบอร์รีด้วยนะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/brain_freeze28.jpg"></p>
<p>แก้วต่อมาคือ Express’ Otini Fluffy Cocktail ที่น่าจะถูกใจคอกาแฟ เพราะมีส่วนผสมของว็อดก้า กาแฟ และซินนามอน ดื่มเข้าไปอึกแรกจะได้รสชาติของกาแฟเข้าไปเต็มๆ ตบด้วยซินนามอนอ่อนๆ ทำให้มีรสชาติคล้ายช็อกโกแลตเข้มๆ และเพิ่มความเป็นช็อกโกแลตให้มากขึ้นด้วยช็อกโกแลตคิทแคทด้านบน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/brain_freeze81.jpg"></p>
<p>แก้วสุดท้ายก็คือ Long Island Slushie Cocktail ที่กดจากเครื่องปั่น ถึงแม้ว่าจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หลากชนิดมากกว่าแก้วอื่น ตั้งแต่เหล้าจิน เหล้ารัม เตกีล่า วอดก้า แต่รสชาติของไซตรัสและโคล่าก็ถูกชูขึ้นมาชัดเจนเช่นกัน การตกแต่งก็ไม่เป็นรองแก้วอื่น มี Cola Gummy เยลลี่รสโคล่าที่เราคุ้นเคยกันดีแซมๆ วางคู่กับมะนาว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/brain_freeze22.jpg"></p>
<p>“ถ้าได้ลองเครื่องดื่มของเราเข้าไปแก้วนึง ดูดเข้าไปเต็มๆ ความรู้สึกจี๊ดสมองจะมาทันที ซึ่งก็คือ Brain Freeze” เรานึกถึงประโยคนี้ที่โจ๊ะบอกกับเราตั้งแต่ตอนสั่งเครื่องดื่ม บอกได้เลยว่าหลังจากลองครบทั้ง 3 แก้วแล้วก็เกิดอาการอย่างที่ว่าขึ้นมาทันที</p>
<p>สำหรับใครที่อยากมาลองความจี๊ดแต่เวลามีจำกัด ต้องรีบไปเต้นต่อที่ไหนก็ตาม สามารถสั่งเป็นแก้ว take away ได้เช่นกัน ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 1 ทุ่มถึงตี 2 นะ</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end156.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-brain-freeze/">BRAIN FREEZE : บาร์ค็อกเทลหลากสีที่เสิร์ฟเครื่องดื่มได้เร็วจี๋จากแท็บและเครื่องปั่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/place-brain-freeze/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Igloo Studio : สตูดิโอผู้สร้างสรรค์ ๙ ศาสตรา ที่เชื่อในการพัฒนาไอเดียโดยทีมงานทุกคน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/founder-nat-igloo-studio/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/founder-nat-igloo-studio/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธัญลักษณ์ วัฒนผลิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Feb 2018 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[อนิเมชัน]]></category>
		<category><![CDATA[the salad]]></category>
		<category><![CDATA[black dust]]></category>
		<category><![CDATA[Animation]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ตูน]]></category>
		<category><![CDATA[9 ศาสตรา]]></category>
		<category><![CDATA[igloo studio]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/founder-nat-igloo-studio/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา วงการแอนิเมชั่นไทยเป็นเหมือนกราฟในตลาดหุ้นช่วงเศรษฐกิจผันผวน มีทั้งช่วงขึ้นสูงและลงต่ำ มีช่วงเฟื่องฟูบ้างแต่สุดท้ายก็กลับมาซบเซาให้คนหงอยอยู่หลายๆ ครั้ง ทำให้ผู้สร้างหลายคนเริ่มขาดศรัทธาและเมินหน้าหนีจากวงการนี้ จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา Igloo Studio ร่วมกับค่าย Exformat Films ได้ปล่อยผลงานแอนิเมชั่น ๙ ศาสตรา ออกมาลงโรง จนสร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจไม่น้อย ๙ ศาสตรา ไม่ใช่แอนิเมชั่นที่เด่นเรื่องการทำเงิน แต่เด่นเรื่องการถูกพูดถึง ผู้คนในโซเชียลมีเดียต่างชื่นชอบงานด้านภาพและการเล่าเรื่องที่ดีกว่าที่คาด แม้ผู้สร้างจะนำศิลปะมวยไทยมาเล่าเรื่องซึ่งไม่ใหม่ แต่วิธีการนำเสนอมีเสน่ห์ ทำให้เราอยากรู้จักตัวตนของ Igloo Studio ให้มากขึ้น โดยมี ณัฐ ยศวัฒนานนท์ ผู้ก่อตั้ง Igloo Studio มาช่วยเล่าเรื่องราวของบ้านหลังนี้ให้เราฟัง ย้อนไปปี 2007 หลังจากที่ณัฐเริ่มอิ่มตัวกับงานสถาปนิกที่ต้องคอยออกแบบให้โดนใจคนอื่น เขาเลยคิดอยากมีผลงานที่เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญาและสามารถถ่ายทอดตัวตนของเขาออกมาได้ ถ้านั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปสักหน่อย เราจะเห็นเด็กชายณัฐนอนอ่านการ์ตูนไซบอร์กเพชรฆาต ไม่ก็นั่งเล่นเกมอย่างดุเดือดอยู่ในบ้าน สิ่งเหล่านี้เป็นแรงกระตุ้นให้ณัฐทำงานศิลปะต่างๆ ที่แสดงถึงตัวตนของเขาในนามของ Igloo Studio ทั้งแอนิเมชั่น มังงะ หรือแม้แต่เกม ทั้งหมดเกิดจากความต้องการของผู้ผลิตล้วนๆ ที่อยากจะเห็นตัวละครของตนเองโลดแล่นอยู่ในทุกช่องทาง การแปลงสิ่งที่เรารักมาเป็นงานประจำนั้น ณัฐบอกเราว่าความสุขที่ได้รับมีมากกว่าเม็ดเงินซะอีก “เวลาชอบอะไรเราอยากตามดูให้หมด มันมีเสน่ห์ที่ต่างกัน เราเลยเอาความชอบนี้มาใส่ในงาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/founder-nat-igloo-studio/">Igloo Studio : สตูดิโอผู้สร้างสรรค์ ๙ ศาสตรา ที่เชื่อในการพัฒนาไอเดียโดยทีมงานทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา วงการแอนิเมชั่นไทยเป็นเหมือนกราฟในตลาดหุ้นช่วงเศรษฐกิจผันผวน มีทั้งช่วงขึ้นสูงและลงต่ำ มีช่วงเฟื่องฟูบ้างแต่สุดท้ายก็กลับมาซบเซาให้คนหงอยอยู่หลายๆ ครั้ง ทำให้ผู้สร้างหลายคนเริ่มขาดศรัทธาและเมินหน้าหนีจากวงการนี้ จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา Igloo Studio ร่วมกับค่าย Exformat Films ได้ปล่อยผลงานแอนิเมชั่น <em>๙ ศาสตรา</em> ออกมาลงโรง จนสร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจไม่น้อย</p>
<p><em>๙ ศาสตรา</em> ไม่ใช่แอนิเมชั่นที่เด่นเรื่องการทำเงิน แต่เด่นเรื่องการถูกพูดถึง ผู้คนในโซเชียลมีเดียต่างชื่นชอบงานด้านภาพและการเล่าเรื่องที่ดีกว่าที่คาด แม้ผู้สร้างจะนำศิลปะมวยไทยมาเล่าเรื่องซึ่งไม่ใหม่ แต่วิธีการนำเสนอมีเสน่ห์ ทำให้เราอยากรู้จักตัวตนของ Igloo Studio ให้มากขึ้น โดยมี <strong>ณัฐ ยศวัฒนานนท์</strong> ผู้ก่อตั้ง Igloo Studio มาช่วยเล่าเรื่องราวของบ้านหลังนี้ให้เราฟัง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_79521.jpg" /></p>
<p>ย้อนไปปี 2007 หลังจากที่ณัฐเริ่มอิ่มตัวกับงานสถาปนิกที่ต้องคอยออกแบบให้โดนใจคนอื่น เขาเลยคิดอยากมีผลงานที่เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญาและสามารถถ่ายทอดตัวตนของเขาออกมาได้</p>
<p>ถ้านั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปสักหน่อย เราจะเห็นเด็กชายณัฐนอนอ่านการ์ตูนไซบอร์กเพชรฆาต ไม่ก็นั่งเล่นเกมอย่างดุเดือดอยู่ในบ้าน สิ่งเหล่านี้เป็นแรงกระตุ้นให้ณัฐทำงานศิลปะต่างๆ ที่แสดงถึงตัวตนของเขาในนามของ Igloo Studio ทั้งแอนิเมชั่น มังงะ หรือแม้แต่เกม ทั้งหมดเกิดจากความต้องการของผู้ผลิตล้วนๆ ที่อยากจะเห็นตัวละครของตนเองโลดแล่นอยู่ในทุกช่องทาง การแปลงสิ่งที่เรารักมาเป็นงานประจำนั้น ณัฐบอกเราว่าความสุขที่ได้รับมีมากกว่าเม็ดเงินซะอีก</p>
<p>“เวลาชอบอะไรเราอยากตามดูให้หมด มันมีเสน่ห์ที่ต่างกัน เราเลยเอาความชอบนี้มาใส่ในงาน อะไรที่อยากดูอยากเห็น ก็ทำเลย เราไม่เคยคิดว่าเราเป็นคนสร้าง CG แอนิเมชั่น เราเป็นคนดูมากกว่า แล้วเราค่อยสร้างสิ่งที่เราอยากดูขึ้นมา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7951.jpg" /></p>
<p>งานชิ้นแรกที่บ้านอิกลูหลังนี้ให้กำเนิดขึ้นมา คือ The Salad ตัวละครที่เป็นดอกทานตะวัน ผัก และผลไม้หลากชนิดน่ารักใสๆ เดิมที ณัฐตั้งใจจะให้งานนี้เป็นแค่ตัวการ์ตูนที่ไปอยู่ในของใช้จุกจิก เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญาที่คนจะมาซื้อไปใช้ได้ แต่เมื่อลองทำงานเป็นภาพนิ่งก็ได้คำแนะนำจาก Dream Express (DEX) บริษัทนำเข้าการ์ตูนจากญี่ปุ่นมาขายในไทยว่าน่าจะได้เห็นตัวละครนี้ทำท่าทางต่างๆ ให้แต่ละตัวได้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีลักษณะเฉพาะที่จะทำให้คนดูเข้าถึงและหลงรักได้ไม่ยาก การ์ตูนแอนิเมชั่นเป็นการเล่าเรื่องที่คนดูย่อยได้ง่ายที่สุด จึงพัฒนา The Salad เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกของ Igloo Studio ที่คว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวด DigiCon6 Thailand ในปี 2008 จนเป็นที่รู้จักและสร้างรายได้ส่วนหนึ่งให้กับ Igloo Studio ต่อมาบริษัทก็สร้างและพัฒนาแอนิเมชั่นที่มีเนื้อหาด้านอื่นๆ เช่น <em>๙ ศาสตรา</em> ที่ปลดปล่อยความเป็นณัฐออกมาได้เต็มๆ</p>
<p>“เนื่องจากเราเป็นนักออกแบบมาก่อน การทำงานก็จะต่างกับคนทำแอนิเมชั่นคนอื่นๆ เราจะเอาคอนเซปต์ไปจับ ต้องมีแนวคิดและที่มาของโปรเจกต์เยอะกว่า แต่ละงานก็มีโจทย์ที่ต่างกันไป เหมือนเราออกแบบโรงแรมและบ้าน ก็ต้องดูว่าเจ้าของบ้านใช้ชีวิตยังไง เขาต้องได้บ้านที่เป็นแบบเขา พอหลังจาก The Salad ส่วนใหญ่คนจะคิดว่าเราทำเป็นแต่การ์ตูนน่ารัก แต่ตัวตนของเราจริงๆ จะชอบการ์ตูนแอคชั่น อย่าง <em>๙ ศาสตรา</em> นี่ตัวเราเลย” ณัฐเล่าถึงรูปแบบการทำงานของแอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์ชิ้นนี้ ถือเป็นภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของ Igloo Studio และได้ไปฉายในโรงภาพยนตร์ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของณัฐ ทีมงานใช้เวลาหมกตัวค้นข้อมูลและสร้างนานถึง 5 ปี เป็นหนังแอนิเมชั่นแอคชั่นผจญภัยแบบไทยๆ ที่คนไทยไม่เคยเห็น</p>
<p>นอกจากผลงานที่เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญาของสตูดิโอที่สร้างขึ้น Igloo Studio ก็ทำงานบริการให้หลายที่ รับออกแบบตัวละครเพื่อการโฆษณาของหลายๆ บริษัท เช่น เด็กผู้ชายหัวหยิกในขวดน้ำเต้าหู้ Tofusan น้ำส้มโมกุโมกุ รวมถึงแอนิเมชั่นสั้นๆ ให้ร้านจักรยาน Life Cycling ซึ่งนอกจากจะเป็นสิ่งที่คอยช่วยอุ้มบริษัทให้สามารถผลิตผลงานอื่นๆ ณัฐถือว่าเป็นโอกาสอย่างหนึ่งที่ลูกทีมในบ้านหลังนี้จะได้ฝึกพัฒนาฝีมือและเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ใหม่ๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_59651.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5969.jpg" /></p>
<p>หลังจากณัฐตัดสินใจเดินตามเส้นทางแห่งความฝันและสร้างบ้าน Igloo Studio ขึ้นมาแล้ว สมาชิกทีมงานในบ้านก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บ้านหลังเล็กๆ หลังนี้เติบโตขึ้น</p>
<p>“ในฐานะที่เราเป็นผู้นำสูงสุดของบริษัท ก็ต้องกำหนดทิศทางเดินของเรือลำนี้ แล้วเรือลำนี้มันแบกความฝันของทุกคน ความฝันของทุกคนก็กลายเป็นความฝันของเราไปแล้ว เราต้องพาทุกคนไปให้ถึงจุดหมาย” น้ำเสียงมุ่งมั่นที่ณัฐพูดทำให้เราอดปลื้มแทนลูกทีมของเขาไม่ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7959.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7964.jpg" /></p>
<p>ในทางกลับกัน บ้านหลังนี้ยังทำให้สมาชิกในบ้านไม่หยุดที่จะอัพเกรดตัวเองเป็นเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น Igloo Studio จะพยายามผลักดันให้สมาชิกแต่ละคนมีความคิดสร้างสรรค์ในแบบที่ตัวเองเป็น มีการจัดประกวดไอเดียภายในบริษัทเพื่อเฟ้นหาเนื้อหาใหม่ๆ คนที่ชนะก็ได้รางวัลไป แล้วยิ่งถ้าได้นำไอเดียมาสร้างจริง ก็จะแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับเจ้าของไอเดียเพราะถือว่าช่วยสนับสนุนคนที่มีความคิดเจ๋งๆ</p>
<p>บริษัทเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์มาก กิจกรรมหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดไอเดียต่างๆ คือชั่วโมงการเรียนรู้ที่จัดขึ้นสัปดาห์ละ 2 วัน โดยให้เหล่าพนักงานออกมาสอนอะไรก็ได้ที่ตัวเองเชี่ยวชาญ เช่น การสอนย้อมผ้าบาติก สอนการปั้น หรือแม้แต่ศิลปะการต่อสู้สองมือของรัสเซีย หลายคนอาจคิดว่าความรู้พวกนี้ไม่เห็นจะเกี่ยวกับการทำแอนิเมชั่นตรงไหน แต่สิ่งพวกนี้ล้วนทำให้สมาชิกในบ้านได้รู้จักตัวตนของกันและกันมากขึ้น ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_59432.jpg" /></p>
<p>“เรายังมีห้องเรียนเสริมสร้างความเป็นผู้นำ โดยจะให้หัวหน้าทีมผลัดกันขึ้นมาสอน เพราะเชื่อว่าการสอนคนจะช่วยให้เราได้เรียงลำดับความคิดใหม่ ได้ทบทวนตัวเอง และสิ่งที่จะสื่อสารกับคนอื่น มันช่วยสร้างตัวเราเองและทำให้เรารู้จักตัวเองได้ดีขึ้น”</p>
<p>ณัฐบอกว่าถึงแม้แต่ละงานของ Igloo Stuido จะมีเอกลักษณ์ต่างกัน เช่น ผลงานชิ้นแรก The Salad ดูน่ารักกุ๊กกิ๊กแตกต่างจาก <em>๙ ศาสตรา</em> แอนิเมชั่นแอคชั่นผจญภัย แต่สิ่งที่ต้องมีเหมือนกันคืออาร์ตไดเรกชั่นที่ดูแล้วไม่เหมือนกับสตูดิโออื่นๆ เป็นงานที่ทำให้คนดูตื่นตะลึงจนเอาไปบอกต่อ</p>
<p>อีกสิ่งที่ Igloo Studio พยายามซ่อนเข้าไปในทุกงานคือเอกลักษณ์และกลิ่นอายความเป็นไทย ที่จะมีน้อยมีมากแตกต่างกันโดยไม่ยัดเยียดให้หนักเกินไปและต้องเข้าถึงได้ทุกคน ไม่ว่าผู้ชมจะเป็นคนชาติใดก็ตาม อย่าง <em>๙ ศาสตรา</em> ที่มีความเป็นไทยสูงมาก แต่ด้วยเนื้อเรื่อง ลำดับการเล่าเรื่อง และลักษณะบางอย่างของตัวละคร ที่บอกได้ว่าฝ่ายไหนดีหรือไม่ดี ก็ทำให้ทุกคนอินไปกับหนังได้</p>
<p>อีกหนึ่งตัวอย่างที่ใกล้จะคลอดออกมาคือ <em>Black Dust</em> (ซึ่งเป็นผลงานจากการแข่งขันประกวดภายในบริษัท) หรือชื่อสวยหรูแบบไทยๆ ว่า ราหู ก็เป็นผลงานแอนิเมชั่นไซไฟแบบไทยๆ ที่ผสมความเชื่อของพราหมณ์ฮินดู แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีตัวละครที่เป็นสากลอย่างจักรกลร่างยักษ์และหุ่นไซบอร์กมวยไทย แฝงความตลกเข้าไป เช่น ตัวกิ้งก่าห้อยพระเครื่องที่พูดภาษาอีสานได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/BlackDust.png" /></p>
<p>สุดท้ายก่อนที่ไอเดียคูลๆ จะกลายเป็น magical moment ให้ทุกคนดู ก็ต้องผ่านขั้นตอนการปั้นงาน ใส่ทั้งความละเมียดละไมและความใส่ใจลงไปในงาน เกิดเป็นงานคราฟต์ที่ทั้งสร้างสรรค์และเท่อยู่ด้วยกัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ Igloo Studio ที่ต้องการให้คนดูได้รู้สึกเพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งเวทย์มนตร์ หนีจากความเป็นจริงแล้วถูกดูดเข้าไปอยู่ในโลกที่สร้างขึ้นมาใหม่ มีวัฒนธรรมใหม่ๆ สถานที่สวยๆ เนื้อเรื่องและตัวละครต้องเป็นเหตุเป็นผล มีความเชื่อมโยงและความเติบโตที่เห็นได้ชัดของแต่ละตัวละคร ซึ่ง <em>๙ ศาสตรา</em> และ <em>Black Dust</em> ถือเป็นผลงานที่ตรงความต้องการของณัฐและทีมมากที่สุด</p>
<p>นอกจาก Igloo Studio จะพัฒนาลูกทีมให้เจ๋งขึ้นผ่านวิธีการต่างๆ ระหว่างการทำงานแล้ว บ้านหลังนี้ยังพยายามช่วยพัฒนาสังคมไทยของเราเช่นกัน</p>
<p>“พอถึงจุดนึงเราต้องทำสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ต้องเป็นสิ่งที่ช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เราได้โอกาสมาแล้วก็ต้องส่งต่อให้คนอื่น แผนในอนาคตที่คาดว่าจะมีคือเปิดสอนแอนิเมชั่นฟรีโดยหัวหน้าทีมเรา เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ที่อยากก้าวเข้าสู่วงการแอนิเมชั่น และเปิดโอกาสให้วงการแอนิเมชั่นไทยด้วย เด็กบางคนอาจกลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ในวงการนี้ แล้ววงการแอนิเมชั่นของประเทศเราอาจกลายเป็นจุดสำคัญในภูมิภาคนี้เลยก็ได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7997.jpg" /></p>
<p>ก่อนบทสนทนาจะจบลง เราเอ่ยถามณัฐว่าคิดเห็นยังไงในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่เลิกคาดหวังกับแอนิเมชั่นไทยแล้ว คำตอบของณัฐย้ำว่าเขายังมีความศรัทธาและความมุ่งมั่นในวงการนี้ที่สูงติดเพดาน</p>
<p>“มันคงไม่ผิดถ้าคนอื่นไม่เชื่อ เพราะเขาไม่เคยเห็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาก่อน สิ่งที่เราพยายามทำคือการสร้างความเชื่อให้คนไทยโดยการผลิตงานที่มีคุณภาพ สร้างศรัทธาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เราเชื่อว่า <em>๙ ศาสตรา</em> ก็ค่อนข้างจะพิสูจน์เรื่องการ์ตูนแอคชั่นในระดับหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงสังคมและความเชื่อนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด สิ่งที่เราต้องทำต่อคือการยกระดับความคิดสร้างสรรค์และรู้จักเคารพลิขสิทธิ์ทางปัญญา เพราะเราถือว่าสิ่งเหล่านี้คือการพัฒนาที่ยั่งยืน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7998.jpg" /></p>
<p>บ้าน Igloo Studio หลังนี้จะมีอะไรให้เราได้ตื่นเต้นอีกคงต้องติดตามกันต่อไป แอนิเมชั่นไทยจะเดินไปทิศทางไหน จะวิ่งทันนานาชาติได้หรือเปล่า ยังเป็นสิ่งที่แม้แต่คนในวงการเองก็ไม่รู้แน่ชัด แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือในขณะที่หลายๆ คนหมดศรัทธากับวงการนี้ ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่พร้อมจะช่วยให้แอนิเมชั่นไทยก้าวกระโดดต่อไปจนทัดเทียมชาติอื่นๆ ได้</p>
<p>“เราอยากให้งานเราประสบความสำเร็จ เพราะมันจะเปิดทางให้คนอื่น ทำให้ต่างประเทศหันกลับมามองเราและจะเกิดโอกาสขึ้นเยอะมากในประเทศไทย เราอาจจะเคยส่งออกข้าว ตอนนี้เราอยากส่งออกแอนิเมชั่นขายทั่วโลกแทน” ณัฐย้ำถึงความมุ่งมั่นอีกครั้งก่อนที่จะจากกัน</p>
<p>Facebook | <a href="https://www.facebook.com/igloostudio/" target="_blank" rel="noopener">Igloo Studio</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong></em> <em style="background-color: initial;">ธนวัฒน์ อัศวชุติพงศ์, Igloo Studio</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/founder-nat-igloo-studio/">Igloo Studio : สตูดิโอผู้สร้างสรรค์ ๙ ศาสตรา ที่เชื่อในการพัฒนาไอเดียโดยทีมงานทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/founder-nat-igloo-studio/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
