<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นวลตา วงศ์เจริญ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author42/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 25 Feb 2021 04:12:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>นกก้อนหินที่บินทีละหลา : การโบยบินของ บินหลา สันกาลาคีรี หลังปีกชำรุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/binlah-sonkalagiri/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2020 10:09:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[บินหลา สันกาลาคีรี]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[ต้อ บินหลา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=116239</guid>

					<description><![CDATA[<p>หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ a day with a view นิตยสาร&#160; a day 189 พฤษภาคม 2559 บินหลา คือชื่อนก สันกาลาคีรี คือชื่อเทือกเขา ส่วน บินหลา สันกาลาคีรี คือนามปากกาของวุฒิชาติ ชุ่มสนิท ไม่แน่ใจว่าเป็นความจงใจหรือบังเอิญ ที่นิสัยของเขาพ้องพานกับลักษณะเฉพาะของที่มา คล้ายนก–เขารักอิสระ ชอบเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ใครสนิทสนมกับเขาดีย่อมรับรู้ถึงนิสัยอยู่ไม่ติดรัง ใครเคยอ่าน หลังอาน ซึ่งเล่าวีรกรรมการปั่นจักรยานจากเชียงใหม่มาเมืองหลวง คงสัมผัสได้ถึงวิญญาณรักการผจญภัย และแม้ในวันนี้ที่ร่างกายบอบช้ำจากโรคภัย เขาก็ยังเฝ้าฝันถึงจุดหมายปลายทางที่เป็นไปได้ คล้ายภูเขา–เขาหนักแน่นในสิ่งที่เชื่อที่ชอบ เมื่อชายผู้ปักหลักลงลึกในสิ่งใด เขาถวายทั้งตัวทั้งหัวใจ อยากเป็นนักหนังสือพิมพ์เขาก็มุ่งมั่นจนได้เป็น อยากเป็นนักเขียนก็ยอมลาออกจากการงานมั่นคงมาอยู่บ้านเสกสร้างตัวอักษร สนใจประวัติศาสตร์เขาก็ศึกษาจนอ่านศิลาจารึกได้ สนใจในความงามศิลปะเขาก็ยอมผ่อนซื้อกับศิลปินจนได้เป็นเจ้าของภาพเขียนของศิลปินแห่งชาติ เชื่อในงานนิตยสารวรรณกรรมเขาก็ยอมหยุดเขียนหนังสือ–ซึ่งเป็นลมหายใจของเขา มารับหน้าที่บรรณาธิการนิตยสาร ไรท์เตอร์ แม้รู้ทั้งรู้ว่านิตยสารที่ทำนั้นนับถอยหลังสู่วันปิดตัว ในวาระครบรอบ 25 ปี ในวงการวรรณกรรมของชายผู้นี้ เราอยากชวนเขามารำลึกถึงแต่ละหลาที่โบยบินผ่านมา &#160;แต่จะคุยกับนกอย่างเขา เราอาจต้องออกบินตามหา &#160; 0. เราพบกันเพราะหนังสือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/binlah-sonkalagiri/">นกก้อนหินที่บินทีละหลา : การโบยบินของ บินหลา สันกาลาคีรี หลังปีกชำรุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ a day with a view นิตยสาร&nbsp; a day 189 พฤษภาคม 2559</em></p>
<p><b><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-116255 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-6.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-6.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-6-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บินหลา คือชื่อนก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สันกาลาคีรี คือชื่อเทือกเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน บินหลา สันกาลาคีรี คือนามปากกาของวุฒิชาติ ชุ่มสนิท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แน่ใจว่าเป็นความจงใจหรือบังเอิญ ที่นิสัยของเขาพ้องพานกับลักษณะเฉพาะของที่มา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คล้ายนก–เขารักอิสระ ชอบเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ใครสนิทสนมกับเขาดีย่อมรับรู้ถึงนิสัยอยู่ไม่ติดรัง ใครเคยอ่าน </span><i><span style="font-weight: 400;">หลังอาน</span></i><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเล่าวีรกรรมการปั่นจักรยานจากเชียงใหม่มาเมืองหลวง คงสัมผัสได้ถึงวิญญาณรักการผจญภัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และแม้ในวันนี้ที่ร่างกายบอบช้ำจากโรคภัย เขาก็ยังเฝ้าฝันถึงจุดหมายปลายทางที่เป็นไปได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คล้ายภูเขา–เขาหนักแน่นในสิ่งที่เชื่อที่ชอบ เมื่อชายผู้ปักหลักลงลึกในสิ่งใด เขาถวายทั้งตัวทั้งหัวใจ อยากเป็นนักหนังสือพิมพ์เขาก็มุ่งมั่นจนได้เป็น อยากเป็นนักเขียนก็ยอมลาออกจากการงานมั่นคงมาอยู่บ้านเสกสร้างตัวอักษร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สนใจประวัติศาสตร์เขาก็ศึกษาจนอ่านศิลาจารึกได้ สนใจในความงามศิลปะเขาก็ยอมผ่อนซื้อกับศิลปินจนได้เป็นเจ้าของภาพเขียนของศิลปินแห่งชาติ เชื่อในงานนิตยสารวรรณกรรมเขาก็ยอมหยุดเขียนหนังสือ–ซึ่งเป็นลมหายใจของเขา มารับหน้าที่บรรณาธิการนิตยสาร </span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์</span></i><span style="font-weight: 400;"> แม้รู้ทั้งรู้ว่านิตยสารที่ทำนั้นนับถอยหลังสู่วันปิดตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวาระครบรอบ 25 ปี ในวงการวรรณกรรมของชายผู้นี้ เราอยากชวนเขามารำลึกถึงแต่ละหลาที่โบยบินผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">แต่จะคุยกับนกอย่างเขา เราอาจต้องออกบินตามหา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b>0.</b></h3>
<p><i><span style="font-weight: 400;">เราพบกันเพราะหนังสือ<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">ในสถานการณ์ปีกขวาชำรุด ฤดูฝน 2014</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในงานหนังสือปี 2557 บินหลา สันกาลาคีรี หยิบตราประทับที่มีข้อความข้างต้นมากดทับบนหน้าแรกของหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">คิดถึงทุกปี </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่มีชื่อของเขาอยู่บนปก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมมารู้เอานาทีนั้นว่ามือขวาของเขายังใช้การไม่ได้ หรือใช้การได้ก็ยังไม่เหมือนเดิม ขนาดเซ็นลายเซ็นง่ายๆ ข้อความสั้นๆ เขายังต้องพึ่งตราประทับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เป็นเรื่องดีที่จะบันทึกว่าปีนี้ผมทำอะไรไม่ได้ ผมใช้คำว่า ‘ปีกชำรุด’ เป็นตัวปั๊มที่ผมลงปีไว้ด้วย ตั้งใจว่าจะใช้แค่ปีเดียว แล้วผมจะเก็บมันไว้” บินหลาอธิบายที่มาของตราประทับนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่บินหลาขยับปีกขวาไม่ได้มีที่มาจากบ่ายวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนั้นเขาไปปั่นจักรยานตามคำชวนของเพื่อน ระยะทางราว 30-40 กิโลเมตร ถ้าเป็นสมัยหนุ่มๆ ระยะทางแค่นี้ถือเป็นขนมสำหรับเขา อย่าลืมว่าเขาปั่นจากเชียงใหม่ลงมากรุงเทพฯ จนเขียนหนังสือได้หนึ่งเล่มชื่อ </span><i><span style="font-weight: 400;">หลังอาน </span></i><span style="font-weight: 400;">แต่เขาในวัยปลายเลขสี่ ไม่ได้ออกกำลังกายมาสี่ห้าปี แถมยังดื่มหนัก แค่สิบกิโลฯ ก็ถือเป็นอุปสรรคสำหรับเขาแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังปั่นจักรยานถึงจุดหมายด้วยร่างกายบอบช้ำ วันรุ่งขึ้นตื่นเช้ามาบินหลาก็พบว่าร่างกายซีกขวาอ่อนแรง ช้อนหลุดร่วงจากมือในมื้อเช้าจนต้องใช้มือซ้ายตักอาหาร ก่อนจะล้มลงเมื่อลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ หลังนอนพัก เขาลองลุกขึ้นอีกครั้ง และก็ล้มอีกที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้านับจากเวลาที่เริ่มเกิดเหตุ ผมไปถึงโรงพยาบาลที่จังหวัดกาญจนบุรีตอน 2 ทุ่ม ถ้าผมรู้เร็วกว่านี้ ไปโรงพยาบาลเร็วกว่านี้ คงไม่หนักเท่านี้” บินหลาย้อนเล่าให้ผมฟังในวันหนึ่งหลังเหตุการณ์นั้นล่วงเลยมาแล้ว 2 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ร่างกายซีกขวาของเขาขยับไม่ได้ หมอวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นตกใจว่า เราเป็นอย่างนี้แล้วเหรอ อายุเรายังไม่ถึงห้าสิบเลยนะ แล้วก็กลัวว่าถ้าผมหาย ผมจะทำยังไงกับชีวิตดี แล้วถ้าผมไม่หาย ผมจะทำยังไงกับชีวิตดี”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นไม่ได้กลัวความตายใช่ไหม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมจะตายนะ ไม่ได้คิดเลย ผมรู้ว่าผมจะมีชีวิตอยู่อีกนาน แต่ถ้าผมทำอะไรไม่ได้เลย ผมจะมีชีวิตอยู่อีกนานไปทำไม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;<img decoding="async" class="size-full wp-image-116254 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-5.jpg" alt="" width="800" height="1200" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-5.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-5-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-5-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-5-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-5-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b>1.</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">950 กิโลเมตร คือระยะห่างระหว่างกรุงเทพฯ กับสงขลา และระยะห่างระหว่างบินหลากับผม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้เรานัดหมายกันผ่านทางสัญญาณโทรศัพท์ เสียงจากปลายสายบอกว่า ตอนนี้เขาอยู่สงขลา ก่อนที่อีกสองสามวันอาจจะเดินทางต่อไปที่มะละกา ประเทศมาเลเซีย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อยากลองดูว่ายังเดินทางคนเดียวไหวไหม–บินหลาว่าอย่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้งล่าสุดที่ผมพบกับเขาคือในงานเสวนา ‘บินทีละหลาจนกว่าจะถึงดวงอาทิตย์’</span> <span style="font-weight: 400;">ที่จัดในวาระครบรอบ 25 ปี ในวงการน้ำหมึกของเขา ณ ร้านหนังสือ The Writer’s Secret วันนั้นมิตรรักและนักอ่านมาเยือนกันแน่นร้าน บ่งบอกได้ว่าชื่อของเขายังคงไม่ถูกลืมเลือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คุณบินสายการบินอะไร ไฟลต์ไหน เดี๋ยวผมขับรถไปรับ” บินหลาเอ่ยประโยคที่ผมเองไม่กล้าเรียกร้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘ขับรถไปรับ’ ในที่นี้คือขับจากตัวเมืองสงขลามาสนามบินหาดใหญ่ ไม่ไกลหรอกสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับบินหลาในวันนี้ ยอมรับว่าอดเกรงใจไม่ได้ แต่นั่นแหละ เมื่อเขาเอ่ยปาก ใครจะกล้าทำลายน้ำใจที่เขาหยิบยื่นให้ได้ลงคอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ณ สนามบินหาดใหญ่, นิสสัน มาร์ช สีขาว เคลื่อนมาจอดตรงหน้า โดยมีบินหลานั่งอยู่หลังพวงมาลัยคนขับ หลังเอ่ยคำขอบคุณและทักทาย ผมก้าวขึ้นรถ ก่อนที่ยานพาหนะสี่ล้อจะพาเรามุ่งหน้าสู่ตัวเมืองสงขลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากบทสนทนาทำให้ผมรู้ว่าที่เขามาสงขลาครั้งนี้เพราะมีนัดตรวจอาการหัวใจและดวงตา เขาว่าต้องมาพบแพทย์ทุกๆ 3 เดือน แม้ร่างกายจะเริ่มดีขึ้น แต่แพทย์ทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันคือ หากยังอยากรักษาลมหายใจเอาไว้ เขาต้องหันมาออกกำลังกาย งดเหล้า งดบุหรี่ และงดอาหารที่เป็นแหล่งคอเลสเตอรอลทั้งหลาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำเตือนนี้สร้างความอึดอัดทรมานให้นักดื่ม นักชิม อย่างเขาไม่น้อย ดื่มหนักมาทั้งชีวิต รื่นรมย์กับรสชาติอาหารมาแต่ไหนแต่ไร จะให้มาหักดิบกันง่ายๆ ได้ยังไงคุณหมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ก่อนผมรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างต้องมีจุดจบ ตอนอายุ 30-40 ผมเชื่อว่า มนุษย์เราตอนเกิดพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่า เอาขาหมูไปร้อยขา เอาเหล้าไปร้อยขวด เอาบุหรี่ไปพันคอตต้อน หรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกคนได้มาตามนี้ บางคนใช้จนหมด บางคนใช้ไม่หมดแล้วก็ตายไป ซึ่งน่าเสียดาย ส่วนผมใช้จนหมดแล้วยังไม่ตาย แต่ปัญหาคือมึงใช้หมดแล้วนะ ขอให้รู้ว่ามึงหมดแล้ว ขาหมูที่มึงได้กินหมดแล้ว บุหรี่ที่มึงได้สูบหมดแล้ว ขอใครไม่ได้แล้ว ต้องอยู่โดยไม่มีแล้ว เราต้องปรับตัวให้ได้ ถ้าไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องเศร้าเรื่องทุกข์ ถ้าเข้าใจก็จะผ่านชีวิตโดยปราศจากของพวกนี้ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาวะจริงๆ ตอนนี้คือเราไม่มีทางเหมือนเดิม–บินหลาย้ำในห้องโดยสาร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรถเริ่มเข้าเขตอำเภอเมืองสงขลา บินหลาเริ่มสวมวิญญาณนักเล่าอย่างที่เขาถนัด มิตรสหายต่างรู้ดีว่าเขาคือนักเล่าชั้นยอด ทั้งรอบรู้และมีชั้นเชิง รู้ว่าเล่ายังไงแล้วผู้ฟังจะหัวใจเต้นผิดจังหวะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บินหลาเกิดที่ชุมพร แต่ช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นเติบโตที่สงขลา เมื่อมีความทรงจำมากมาย เรื่องเล่าจึงมากตาม ขับรถผ่านร้านอาหาร ผ่านโรงเรียน ผ่านภูเขา ผ่านทะเล เขาขุดความรู้และความทรงจำเมื่อวันเก่ามาเล่าได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลานึกนาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คุณเป็นคนคิดถึงอดีตหรืออนาคตมากกว่ากัน” ผมถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชายผู้ควบคุมพวงมาลัยนิ่งเงียบไม่นานก่อนตอบ “ผมเป็นคนไม่ลืมอดีตนะ ไม่คิดว่าอดีตเป็นเรื่องอดีต ผมคิดว่าอดีตมีไว้สำหรับทบทวน ถ้าถามผมว่าอะไรสำคัญกว่า สำหรับผมอนาคตสำคัญกว่าอดีต แต่อดีตมีส่วนช่วยในการไตร่ตรอง ในการสำรวจ ในการเลือกสรร เวลาที่เราต้องตัดสิน เราใช้อดีตตัดสินใจ อดีตคือประสบการณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วหลายอย่างคำตอบมันอยู่ที่อดีตนะ ไม่ได้อยู่ที่อนาคต”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b>2</b><span style="font-weight: 400;">.</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“นี่คือบ้านเก่าผม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พร้อมกับเสียง บินหลาชี้ไปที่ห้องแถวหลังหนึ่งทางซ้ายมือ วันนี้ประตูสีเทาปิดสนิท ไม่บ่งบอกว่ามีใครอยู่อาศัยหรือถูกทิ้งร้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นประตูเป็นสีเขียว” เขาให้รายละเอียดเพิ่มเติม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บินหลาเติบโตในครอบครับชนชั้นกลางค่อนมาทางล่าง คุณพ่อรับราชการครู แม่เป็นแม่บ้าน มีรายได้ไม่มากจากการรับจ้างตัดเย็บและขายของเล็กๆ น้อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมยังจำบทกลอนที่คุณพ่อเขียนให้ตัวเขาเองในวันเกิดได้ เขาเขียนในสมุดบันทึกแล้วผมบังเอิญไปเปิดอ่าน” เขานั่งนึกนิ่งๆ ไม่กี่วินาทีก่อนจะกล่าวกลอนบทนั้นอย่างไหลลื่น คำต่อคำ วรรคต่อวรรค</span><i><span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">อายุเราวันนี้ย่างสี่สิบห้า มีภรรยาหนึ่งนุชบุตรอีกสี่<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">รับราชการมาประมาณสิบเจ็ดปี คิดพีซีเต็มขั้นยศชั้นโท<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">เงินเดือนสามพันหกเศษแปดสิบ ไว้พอหยิบจับจ่ายไม่อักโข<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">พอเลี้ยงลูกเมียได้ไม่อดโซ สุนัขโตอีกตัวไม่อดตาย</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เงินเดือน 3,600 ของพ่อต้องแบ่งใช้ทั้งบ้าน เราไม่ใช่คนรวย ต้องมีงานการทำในบ้าน พี่สาวผมก็จะคอยซักผ้า ผมมีหน้าที่จ่ายกับข้าว วันไหนที่แม่ต้องดูแลน้องๆ แม่ไม่มีเวลาทำกับข้าว เราก็ต้องทำกับข้าวเอง เป็นหน้าที่เราที่ติดตัวมาตลอด เพราะฉะนั้นผมก็จะคุ้นกับการจ่ายตลาด คุ้นกับราคาของ คุ้นกับการเลือกซื้อปลา ซื้อวัตถุดิบ รู้ว่าของดีเป็นยังไง ของไม่ดีเป็นยังไง คือต้องรู้กระทั่งของไม่ดี เพราะบางวันเราไม่มีสตางค์พอเราก็ต้องซื้อของดีในกลุ่มที่ไม่ดี”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะไม่ร่ำรวยเงินทอง แต่บินหลาร่ำรวยหนังสือตั้งแต่เด็ก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวัยเยาว์ บ้านเขามีหนังสือเป็นพันเล่ม และการได้อ่านงานของศรีบูรพา, ยาขอบ, มนัส จรรยงค์, คึกฤทธ์ ปราโมช และ มาลัย ชูพินิจ ในวัยนั้นทำให้เขาฝันอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอน มศ.3 ผมเริ่มขบถ ตอนนั้นผมไม่อยากเรียนแผนกวิทย์ เพราะผมรู้ว่าผมอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ แต่คุณพ่อผมซึ่งเป็นครูสอนภาษาไทยเขาเชื่อว่าเด็กที่เรียนเก่งจะทำมาหาเงินได้ ต้องเรียนแผนกวิทย์ เพราะฉะนั้นเลยไม่ยอมให้ผมย้ายไปแผนกศิลป์ ย้ายชื่อผมกลับไปเรียนแผนกวิทย์โดยที่ผมไม่รู้ พอผมรู้ก็โกรธ แต่บ้านผมแย้งพ่อไม่ได้อยู่แล้ว เพราะพ่อเลี้ยงทุกคนในครอบครัว ถ้าเถียงกับพ่อคือมีเสียงเดียว สู้ไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเลยเป็นนักเรียนแผนกวิทย์ที่ไม่เก่ง แล้วผมก็ไม่อยากเก่งด้วย เคมี ชีวะ ตกหมดเลย แต่ภาษาไทยผมได้เอตลอด&nbsp; มีอยู่ปีหนึ่งไม่ได้เอเพราะว่าผมทะเลาะกับครู คือครูให้เขียนกาพย์ยานี 11 ซึ่งผมเขียนเป็นตั้งแต่ตอน ป.3 แล้ว ตอนผม มศ.4 อีก 10 ปีต่อมาครูให้ผมเขียนเรื่องเดิม ผมก็เบื่อ ไม่อยากเขียน ผมเขียนกาพย์ยานี 11 ให้เพื่อนทุกคนในห้องนะ ส่วนของตัวผม ผมเขียนอินทรวิเชียรฉันท์ 11 พูดง่ายๆ คืออวดดี แล้วพอครูอ่านก็หาว่าพ่อผมเขียนให้ ผมโกรธมาก รู้สึกว่าเป็นคำสบประมาท เป็นคำดูถูก ปีนั้นผมเลยร้องไห้เดินออกจากห้อง ไม่สอบ ซึ่งขนาดไม่สอบผมยังได้เกรดบี นั่นเป็นเทอมเดียวที่ผมไม่ได้เอ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังเรียนจบชั้นอุดมศึกษา เขาต้องเลือกคณะและมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาต่อ ความฝันที่จะเป็นนักหนังสือพิมพ์ยังคงเข้มข้น คณะนิเทศศาสตร์จึงเป็นเป้าหมายแรกและเป้าหมายเดียว แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับมนุษย์เสมอ บินหลาก็ไม่ถูกยกเว้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์มาก แต่ว่า มอ. (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่) ไม่มีวิชาหนังสือพิมพ์ ผมเลยต้องสอบบริหารธุรกิจ แล้วสอบได้ ผมก็สละสิทธิเพื่อที่จะไปเรียนหนังสือพิมพ์ แต่ที่บ้านไม่ยอมให้สละสิทธิเพราะสอบติดแล้ว พ่อก็จ้างผมโดยจ่ายเงินให้ 10,000 บาท ถือว่าสูงมากสมัยนั้น ผมใช้เงิน 10,000 บาทภายในเดือนเดียว เอาเงินไปเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อน กลับมาเหลือเงินไม่กี่พัน แล้วก็ไปอยู่ มอ. ผมรู้สึกไม่มีความสุขแต่ไม่รู้จะทำยังไง ผมก็เลยไม่เรียนหนังสือเลย ไม่เข้าเรียนและไม่เข้าสอบด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องเดาว่าผลการเรียนจะเป็นยังไง เขาบอกว่าตัวเองคือคนที่ได้เกรดน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ก่อตั้งคณะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">0.00–มีใครน้อยกว่านี้ไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จดหมายแจ้งผลการเรียนถูกส่งไปที่บ้าน และเมื่อพ่อเปิดซองเขาก็ถูกพ่อโบยตีด้วยความเงียบ ใครเคยโดนคงรู้ว่ามันเจ็บปวดยิ่งกว่าไม้หน้าสาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พ่อผมโกรธผมมาก ไม่คุยกับผม ไม่คิดว่ามีผมอยู่ในบ้าน ผมเป็นอากาศธาตุ เมื่อไหร่ผมนั่งกินข้าวอยู่ พ่อก็จะเดินขึ้นข้างบนไป ถ้าผมอยู่ข้างบน พ่อก็จะเดินลงข้างล่าง เป็นเรื่องที่ผ่านมา 30 กว่าปี วันนี้ผมไม่ได้โกรธเขาแล้วนะ แต่ผมไม่มีวันลืมภาพนั้นเลย พ่อแม่ที่ลงโทษลูกขอให้รู้ว่าลูกมันจำนะ แล้วภาพนี้เป็นภาพที่เป็นรอยร้าว ประสานยังไงก็เป็นรอยอยู่ ทุกวันนี้ผมคุยกับพ่อ พ่อคุยกับผม แต่ภาพนี้ผมก็ยังไม่ลืม สำหรับผมเป็นการลงโทษที่แย่มาก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเงียบระหว่างพ่อลูกถูกทำลายเมื่อชื่อ วุฒิชาติ ชุ่มสนิท อยู่ในรายชื่อผู้สอบติดคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากเขาเอนทรานซ์ใหม่อีกครั้งในปีถัดมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พ่อผมมีเครื่องพิมพ์ดีดอยู่เครื่องหนึ่ง ด้วยอาชีพ มันเป็นเรื่องเกินฐานะที่จะมีพิมพ์ดีดใช้ แต่พ่อก็เก็บเงิน ผ่อนซื้อพิมพ์ดีดเครื่องนี้มา เป็นเครื่องพิมพ์ดีดที่พ่อรักมาก แล้วตอนที่ผมสอบได้ สิ่งที่พ่อทำคือยกเครื่องพิมพ์ดีดเครื่องนั้นให้ผม แล้วพี่สาวผมมีกล้องถ่ายรูปอยู่ตัวหนึ่ง ก็ยกให้ผม”&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่เข้ากรุงเทพฯ มาศึกษาต่อ นอกจากกระเป๋าเสื้อผ้าและกล่องหนังสือ บินหลาจึงมีสัมภาระเพิ่มเติมมาเป็นเครื่องพิมพ์ดีดและกล้องถ่ายรูป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสองสิ่งหลังได้เสกสร้างอะไรไว้บ้าง วันนี้ใครๆ คงพอเดาได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;<img decoding="async" class="size-full wp-image-116256 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b>3.</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บินหลาเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนสาเหตุที่ทำให้เขาเรียนไม่จบนั้นไม่ใช่ว่าสติปัญญาไม่ดี–บินหลาฉลาดแค่ไหนลองถามคนรู้จักเขาดู ไม่ใช่ว่าไม่ชอบสิ่งที่เรียน–อย่างที่บอก อาชีพนักหนังสือพิมพ์คือความใฝ่ฝันของเขา และยิ่งไม่ใช่ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา–การเรียนรู้แทบจะเป็นลมหายใจของเขาด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ที่เรียนไม่จบเป็นเพราะเขามัวเรียนรู้นอกห้องเรียน ตั้งแต่เข้าปีหนึ่งเขาเริ่มทำกิจกรรมอย่างบ้าคลั่ง ชั่วโมงเรียนในห้องเรียนแต่ละเทอมแทบนับนิ้วได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทำไมไม่สามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน ทั้งทำกิจกรรมไปด้วย เรียนไปด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมอาจจะเรียนอ่อนอยู่แล้ว อีกอย่างตอนอยู่ปี 1 ผมไม่รู้สึกอะไรเลยกับการลอกข้อสอบ คือผมลอกตั้งแต่มัธยมแล้ว ตอนปี 1 ผมก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอปี 2 มีอยู่วันหนึ่งอาจารย์ก็เดินเข้ามาในห้อง บอกว่าพวกคุณนี่ลอกกันจริงๆ เลยนะ ผมอยากรู้ว่าวันนึงพอพวกคุณจบไป คุณจะไปจับทุจริตใครได้ ในเมื่อพวกคุณก็ทุจริตทุกคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมตื่นเลย คือผมตั้งใจอยู่แล้วไงว่าผมจะไปเป็นนักหนังสือพิมพ์ จะไปจับทุจริตคน แล้วผมก็ทำทุจริตเอง ผมเลยรู้สึกว่าผมไม่ลอกอีกแล้ว และผมไม่ให้ใครลอกด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อไม่ลอกและไม่เข้าเรียน ก็สอบไม่ผ่าน เขาเรียนมหาวิทยาลัยจนถึงปี 6 ก่อนจะถูกรีไทร์ แต่เรื่องตลกร้ายคือ คนที่ไม่จบปริญญาอย่างเขากลับได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หลังจากคว้ารางวัลซีไรต์ประจำปี </span><span style="font-weight: 400;">2548</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมถูกรีไทร์จาก 2 มหาวิทยาลัย คือ ม.สงขลานครินทร์ และจุฬาฯ แต่เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา ม.สงขลานครินทร์ ครบรอบ 40 ปี มหาวิทยาลัยจะทำหอจดหมายเหตุ จะบันทึกเรื่องศิษย์เก่าที่สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย เขาก็ขอประวัติผมไป มหาวิทยาลัยไล่ผมออกทั้งคู่ แล้วก็ชื่นชมทั้งคู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมรู้สึกว่าสังคมมันอย่างนี้แหละ พอคุณได้รับการยอมรับจากที่หนึ่ง คุณก็ได้รับการยอมรับจากอีกที่ตามมาด้วย เหมือนเวลาคนต่างประเทศชื่นชมคุณ คนไทยก็จะรู้สึกว่าคุณเด่นคุณดัง ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นแค่เรื่องที่คนต่างชาติหรือรางวัลเขาเห็นเราในมุมหนึ่ง คุณก็เลยต้องมองเราในมุมนั้นแล้วชื่นชมเราไปด้วย”</span></p>
<p><b>“</b><span style="font-weight: 400;">คุณเห็นด้วยไหมกับประโยคที่ว่าใบปริญญาไม่สำคัญ” ผมถามศิษย์เก่าดีเด่น</span></p>
<p><b>“</b><span style="font-weight: 400;">ผมว่าพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าคนอย่างผม ถ้าเรียนจบ ผมจะทำอะไรได้มากกว่าไม่จบ และผมก็เชื่อว่าคนอย่างพี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) คนอย่างคุณสุทธิชัย หยุ่น ก็คล้ายๆ กัน คือไม่จบก็เพียงพอ แต่ถ้าจบ เขาจะมีอีกบางส่วน อีกมิติมากกว่าด้านที่คุณได้เห็น เช่น เมืองไทยคุณไม่รับคนที่ไม่จบปริญญาไปเป็นอาจารย์&nbsp; แต่ถ้าผมได้เป็นอาจารย์ คุณจะได้เห็นความเก่งของผมในสาขาที่ผมสอนเด็ก ผมสร้างเด็กขึ้นมา แต่ผมไม่มีโอกาส</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมไม่ได้โหยหานะ โอเค ถ้าผมได้ปริญญาผมอาจจะได้ทำงานหลายอย่างที่ผมไม่ได้ทำทุกวันนี้ แต่เป็นเรื่องที่ผมว่าประสาทพอๆ กับเป็นเรื่องไร้ค่าที่จะมานั่งคิดว่า ถ้าจบจะได้อะไร เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเราจะเสียอะไร”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเรียนไม่จบ แต่ชีวิตในช่วงมหาวิทยาลัยเขาได้พบและเรียนรู้อะไรหลายอย่าง ไม่ได้ว่างโหวงอย่างคนไร้การศึกษา และหนึ่งในการค้นพบครั้งสำคัญคือตอนที่ได้ทำงานที่ </span><i><span style="font-weight: 400;">ไปยาลใหญ่</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่ </span><i><span style="font-weight: 400;">ไปยาลใหญ่ </span></i><span style="font-weight: 400;">มีแต่คนฉลาด คนมีปฏิภาณ ไหวพริบดี อำเก่ง ผมเป็นคนที่ไม่มีคุณสมบัติทุกอย่างเลย ปฏิภาณช้า ไหวพริบช้า อำไม่เก่ง ผมเป็นคนตลกน้อยที่สุด ผมเลยได้เรียนรู้จากพวกเขา เรื่องอารมณ์ขันผมก็พยายามสร้างขึ้นมา สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง นั่นคือประโยชน์ที่ผมได้รับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือผมได้รู้ว่า ต่อให้ผมสร้างขึ้นมาได้ มันก็ไม่ใช่ธาตุแท้ของผม ความตลกมันเป็นสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมา ไม่ใช่ธาตุแท้ ไม่ใช่จิตวิญญาณ ไม่ได้หลั่งไหลออกมาเหมือนพวกเขา ในที่สุดผมเลยเลิกสร้าง หันไปหาสิ่งที่ผมมีความสามารถแล้วพัฒนา ผมว่าเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ผมชัดเจนในตัวเองจนถึงทุกวันนี้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วธาตุแท้ของคุณคืออะไร”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดราม่า” บินหลาตอบทันที “เวลาผมมองอะไรผมจะมองไปถึงจุดจบ มองแล้วจินตนาการว่าจะจบยังไง ส่วนธาตุแท้อีกอย่างที่ผมมีคือธาตุแท้ของคนหนังสือพิมพ์ ผมคิดว่าผมคือคนหนังสือพิมพ์ก่อนจะทำงานหนังสือพิมพ์อีกนะ เพราะผมอ่านงานของนักหนังสือพิมพ์มาเยอะ ผมเห็นชีวิตเขาอยู่เคียงข้างคนจน ผมเลยรู้สึกว่านักหนังสือพิมพ์ต้องอยู่เคียงข้างจน หนังสือพิมพ์ถึงมีคุณค่าที่จะอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอผมเป็นนักหนังสือพิมพ์ผมเลยรู้สึกว่าผมทำงานง่ายมาก เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b>4.</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ชีวิตนักหนังสือพิมพ์ของบินหลาเริ่มต้นที่หนังสือพิมพ์มติชน ด้วยฝีไม้ลายมือและแพสชั่น ทำให้เขาได้งานในทันทีหลังจากฝึกงานจบตอนปี 4</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ได้งานทั้งที่ยังไม่มีใบปริญญา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มติชน 3 ปี เหมือนฝันไหม” ผมชวนเขาย้อนมองวันวาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่มีอะไรที่เลวร้าย เป็นชีวิตที่มีความสุขกับการได้ทำงานมาก ความสุขก็มาจากการเดินทาง จากการเป็นนักข่าว ได้รู้ได้เห็นอะไรเยอะ ในช่วงนั้นมีข่าวที่ยุโรป เป็นทริปที่ไปเบลเยียม ฮอลแลนด์ เยอรมนี และฝรั่งเศส เขาก็ส่งผมไป จนกระทั่งทำข่าวเสร็จผมยังไม่อยากกลับ เลยแฟกซ์ใบลาพักร้อนมา แต่เขาบอกว่าไม่ได้ คุณไปเที่ยว เอาเปรียบคนอื่นเขา ผมเลยแฟกซ์ใบลาออกมา ตอนที่ลาออกผมกะว่าเดี๋ยวกลับไปจะเป็นนักเขียน เราจะอยู่ได้ด้วยการเขียนหนังสือ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลาออกโดยฉับพลัน ไร้การวางแผน ทำให้เขาค้นพบว่าตัวเองเขียนหนังสือขณะท้องหิวและต้องกังวลกับจำนวนธนบัตรในกระเป๋าสตางค์ไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นผมเช่าห้องเขียนหนังสืออยู่แถวบางกรวย เขียนไปด้วยคิดไปด้วยว่าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่าบ้าน ไม่ง่ายเลย ทำไม่ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บินหลากลับมาทำงานประจำอีกครั้ง เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร </span><i><span style="font-weight: 400;">ไปยาลใหญ่</span></i><span style="font-weight: 400;"> อยู่ 1 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่ช่วงปลายปี 2533 จะกลับสู่มติชนอีกครั้งในฐานะหนึ่งในทีมผู้บุกเบิกหนังสือพิมพ์ </span><i><span style="font-weight: 400;">ข่าวสด</span></i><span style="font-weight: 400;"> เขาว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่พลังชีวิตเยอะมาก ได้เป็นหัวหน้าข่าวหลากหลายโต๊ะ ชนิดที่เราเดาไม่ออกว่าคนอย่างบินหลารู้เรื่องเหล่านั้นด้วยหรือ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าข่าวสายพระเครื่อง หัวหน้าข่าวภูมิภาค หัวหน้าข่าวสืบสวน หัวหน้าข่าวสตรี หรือหัวหน้าข่าวบันเทิง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ข่าวสดตอนนั้นมีอยู่ 4 คน มีพี่สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน บรรณาธิการ </span><i><span style="font-weight: 400;">ข่าวสด </span></i><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้ แกคือเหยี่ยว มองไกล ตาแหลม เห็นว่าอะไรคือประเด็นข่าว จิกแล้วอยู่เลย สองคือ พี่</span><span style="font-weight: 400;">วรศักดิ์ ประยูรศุข เหมือนนกฮูก เป็นขุมความรู้ เขารู้ทุกเรื่อง เป็นคนที่รอบรู้ ถ้าไม่รู้ก็บอกได้ว่าต้องไปหาข้อมูลที่ไหน แล้วก็มีพี่ฐากูร บุนปาน</span><span style="font-weight: 400;"> เหมือนม้า ขยัน ควบได้ไม่หยุด ทำแล้วก็ไม่บ่น สนุกกับงาน บ้าคลั่งมาก สามคนคือ เหยี่ยว นกฮูก ม้า จำเป็นต้องมีในองค์กร แล้วคนที่ 4 คืออะไหล่ ผมคิดว่าผมคือหมี คือไม่เหมือนเสือนะ แต่ก็มีเขี้ยวเหมือนกัน ไม่เหมือนคนแต่ก็เดินได้สองขา พูดง่ายๆ คือทำได้ทุกอย่าง อาจจะไม่ดีเท่าเสือ ไม่ดีเท่าลิง ไม่ดีเท่าหมา แต่ทำแทนได้หมด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานหนึ่งที่สร้างชื่อและแสดงให้เห็นถึงกึ๋นของเขาคือเมื่อครั้งราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ล้มป่วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สำหรับผม นักข่าวบันเทิงเป็นนักข่าวที่ไม่ได้ถูกฝึกให้คิด จ่อไมค์ถามแล้วก็เอาไปลง แต่ปัญหาคือผมต้องไปคุมข่าวบันเทิง ผมก็ต้องพยายามกระตุ้นให้นักข่าวรู้สึกว่า ถ้าเรามุ่งมั่นจะพัฒนา เราทำได้ ผมต้องการให้นักข่าวมีมุมมองที่พัฒนา นักข่าวบันเทิงต้องเขียนหนังสือได้ ต้องเข้าใจประเด็น ไม่ใช่จ่อไมค์แล้วให้เขาพูด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวหน้าอย่างเขาใช้โอกาสนี้พัฒนาทักษะนักข่าวสายบันเทิงในมือ โดยมอบหมายให้ไปคิดประเด็น และลงพื้นที่สัมภาษณ์แหล่งข่าวรอบด้าน ทั้งตัวพุ่มพวงเองและผู้คนที่เกี่ยวข้อง จนได้เทปมาราวสิบม้วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากพุ่มพวง ดวงจันทร์ จากไป เขาจึงกดปุ่มเพลย์ฟังเทปทั้งหมด ก่อนจะนำมาเรียบเรียงเป็นสกู๊ปเรื่องเบื้องหลังการเสียชีวิตลงหนังสือพิมพ์ </span><i><span style="font-weight: 400;">ข่าวสด</span></i><span style="font-weight: 400;"> และเขียนเป็นนิยายลง </span><i><span style="font-weight: 400;">มติชนสุดสัปดาห์ </span></i><span style="font-weight: 400;">ซึ่งภายหลังได้รับการรวมเล่ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นิยายเล่มนั้นชื่อ </span><i><span style="font-weight: 400;">ดวงจันทร์ที่จากไป</span></i><span style="font-weight: 400;"> และนั่นคือครั้งแรกที่เขาใช้นามปากกา บินหลา สันกาลาคีรี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่ข่าวสดผมได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การใช้งานคน การเชื่อใจคน สนุกกับงานแนวใหม่ วิธีคิดแบบใหม่ เป็นโลกใหม่ ผจญภัยมาก ตอนนั้นเรากลับดึกทุกวัน เพราะเราสนุก เราเมา หลังจากเที่ยงคืนหนังสือพิมพ์ออก เราก็ดื่มกับพี่ๆ นักข่าว จนเหนื่อยก็กลับไปนอน เช้ามาก็ทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่ได้ทำงานเพราะเราบ้างาน แต่เราทำงานเพราะเราบ้าชีวิต ชอบชีวิตอย่างนั้น”</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-116252 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-3.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-3.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></span><b>5.</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้เริ่มหัดเขียนหนังสือแล้ว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บินหลาตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายเมื่อผมถามถึงชีวิตประจำวันปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังดูคล้ายเรื่องล้อเล่น เหมือนเป็นอารมณ์ขันของเขามากกว่า นักเขียนรางวัลซีไรต์อย่างเขาน่ะหรือต้องเริ่มหัดเขียนหนังสือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ต้องหัด หัดให้พร้อม ทำตัวให้พร้อม ผมเคยนอนสี่ทุ่ม ตื่นตีสี่ เขียนหนังสือทุกวัน แล้วผมหยุดเขียนไปทำนิตยสาร </span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์</span></i><span style="font-weight: 400;"> ตอนนี้เริ่มเหลวไหล นอนดึก ตื่นสาย ไม่เหมาะกับการเขียนหนังสือ ต้องกลับไปทำตัวเองใหม่ ตอนนี้ส่วนใหญ่อยู่กับการแอ็กติ้งมากกว่า ลองดูว่าแสงไฟได้ไหม อาหารเช้าได้ไหม หุงข้าวยังไง การเขียนยังไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่เป็นการเตรียมเพื่อกลับไปอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะเขียน ต้องทำให้เป็นชีวิตประจำวันให้ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ลาออกจากหนังสือพิมพ์ </span><i><span style="font-weight: 400;">ข่าวสด</span></i><span style="font-weight: 400;"> เมื่อปี 2538 บินหลาก็บอกลาวิถีชีวิตมนุษย์เงินเดือน ใช้ชีวิตเป็นนักเขียนอย่างที่ฝันเต็มตัว โดยครั้งนี้มีการเตรียมการณ์อย่างดี เขานำเงินจากการขายหุ้นที่ได้มาเมื่อครั้งทำหนังสือสือพิมพ์ </span><i><span style="font-weight: 400;">ข่าวสด</span></i><span style="font-weight: 400;"> ไปซื้อที่ดินที่เชียงใหม่ และทาวน์เฮาส์หลังเล็กๆ ไว้อยู่อาศัย เขียนหนังสือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การย้ายไปอยู่เชียงใหม่ทำให้บินหลามีโอกาสได้ใกล้ชิดพญาอินทรีแห่งสวนอักษร เขาคือคนที่ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไว้ใจให้เป็นผู้ขับรถรับ-ส่งจากสวนทูนอินไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แกแนะนำตลอด แต่ไม่ได้แนะนำว่าเขียนอย่างนี้สิ เขียนแบบนี้สิ สำหรับผมการเขียนอาศัยทักษะ 2 ทักษะ คือทักษะการเขียน และทักษะการใช้ชีวิต ทักษะการเขียนเป็นเรื่องแนะนำได้ แต่ทักษะการใช้ชีวิตคุณต้องไปลุยด้วยชีวิตจริง ถ้าไม่ใช้ชีวิต มันสอนกันไม่ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากวันนั้นจนถึงวันนี้ จากเล่มแรก–</span><i><span style="font-weight: 400;">ฉันดื่มดวงอาทิตย์</span></i><span style="font-weight: 400;"> จนถึงเล่มล่าสุด–</span><i><span style="font-weight: 400;">คนรู้จัก</span></i><span style="font-weight: 400;"> บินหลาเขียนหนังสือไปแล้ว 24 เล่ม และคว้ารางวัลที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในวงการวรรณกรรมไทยอย่างซีไรต์มาครองเมื่อปี 2548 จากหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อ </span><i><span style="font-weight: 400;">เจ้าหงิญ</span></i><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิตเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คุณคาดหวังก่อนไหมว่าจะได้รางวัลซีไรต์”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเขียน </span><i><span style="font-weight: 400;">เจ้าหงิญ </span></i><span style="font-weight: 400;">ก่อนประกาศซีไรต์ 2 ปี และใช้เวลา 6 ปีในการเขียน ถ้าผมใช้เวลา 6 ปีเพื่อคาดหวังรางวัลซีไรต์ ผมว่าเป็นบ้าแล้ว ผมใช้เวลา 6 ปีคาดหวังว่าผมจะทำงานที่ดีที่คนรู้จักเล่มหนึ่ง แล้วที่เหลือก็เรื่องของมัน การได้ซีไรต์ผมรู้สึกดี ภูมิใจ เป็นเกียรติ แต่มันก็แค่นั้นแหละ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ผ่านมารายได้หลักที่หล่อเลี้ยงปากท้องและลมหายใจของบินหลามาจากการเขียนหนังสือและตระเวนบรรยาย แต่ก็ไม่ได้มากมายจนถึงขั้นเป็นเศรษฐี แม้ </span><i><span style="font-weight: 400;">เจ้าหงิญ</span></i><span style="font-weight: 400;"> หนังสือของเขาที่ได้รางวัลซีไรต์ประจำปี 2548 จะพิมพ์กว่า 200,000 เล่มก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนเป็นนักศึกษาผมคิดว่าผมเป็นคนเก่งที่สุด ผมได้งานตั้งแต่ผมยังเรียนไม่จบ ได้เงินเดือน 3,000 บาท ซึ่งมากพอสำหรับผม แต่ในสิ้นปีนั้น นิสิตรุ่นเดียวกับผมที่เรียนโฆษณา ไม่ต้องเก่งมาก เงินเดือนเขาประมาณ 30,000 สำหรับผม ผมก็อยากได้ 30,000 ไม่ได้อยากได้แค่ 3,000 แต่ว่าค่าตอบแทนที่เขามีให้ในโลกหนังสือพิมพ์นั้นได้แค่นี้ ซึ่งช่วยไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;“ทุกวันนี้เพื่อนผมที่เป็นข้าราชการหรือเป็นอะไรก็ตามก็มีรายได้ค่อนข้างสูง บางคนอาจจะเกินครึ่งแสนไปแล้ว หลายคนอาจจะถึงแสน หรือมากกว่านั้น แต่ผมก็มีความสุขกับจำนวนเงินที่ผมได้รับในวันนี้ เพราะมันเป็นอาชีพที่ผมเลือกเอง แล้วผมก็มีความสุขกับอาชีพ และรายได้ที่ผมได้รับก็เพียงพอที่จะทำให้ผมไม่ลำบากมากนัก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เงินน้อยทำไมยังทำ–ผมนึกสงสัยในใจ และคล้ายบินหลาได้ยิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าเทียบกับคนอื่นมันก็น้อยเกินไป แต่ผมว่าสิ่งที่โลกหนังสือให้กับคนทำหนังสือบางทีมันก็มากกว่าเงิน บางทีมันก็เป็นสิ่งที่อาชีพอื่นไม่ได้ให้ และให้ไม่ได้ ทั้งความเคารพนับถือ เกียรติยศ ทั้งความเชื่อมั่นที่คนในสังคมมีต่อเรา บวกกันหลายๆ อย่าง เป็นสิ่งที่เราชอบทั้งหมด”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วันก่อนคุณบอกว่าชีวิตเราเกิดมาถูกกำหนดไว้แล้วว่า กินขาหมูได้ร้อยขา ดื่มเหล้าได้ร้อยขวด สูบบุหรี่ได้พันคอตต้อน แล้วคุณว่าชีวิตตัวเองถูกลิขิตมาให้เขียนหนังสือได้กี่เล่ม” ผมถามนักเขียนตรงหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บินหลานิ่งคิดก่อนตอบ “ตอนผมเด็กๆ ผมคิดอยากเขียนหนังสือสักร้อยเล่ม พอโตขึ้นก็ลดเหลือห้าสิบเล่ม จนมานาทีนี้ ผมอยากเขียนหนังสือแค่สองเล่ม สองเล่มที่ผมได้ดั่งใจ สองเล่มที่ดีจริงๆ หนังสือทุกเล่มที่ผ่านมาเป็นงานฝึกหัด ไม่ใช่งานที่เขียนได้ดั่งใจจริงๆ สำหรับผมมันคือการฝึก ทั้งหมดที่ผมเขียนมาเพื่อจะเขียนสองเล่มนี้ ตอนนี้มีพล็อตหมดแล้ว อยากเขียนออกมาให้เสร็จเร็วๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ไม่ใช่ผมเขียนสองเล่มแล้วผมจะตายนะ ผมจะเขียนสองเล่มแล้วผมพอใจกับมัน ส่วนผมจะเขียนหรือไม่เขียนอะไรอีกต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องแล้ว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b>6.</b></h3>
<p><i><span style="font-weight: 400;">ข้าพเจ้า “รัก” คำว่า “คิดถึง”<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">และมักจะ “คิดถึง” คำว่า “รัก”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประโยคนี้ปรากฏเห็นเด่นชัดบนหน้าปกหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">คิดถึงทุกปี</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครตามอ่านงานนวนิยายของเขาเสมอมาจะพบว่าเขาเขียนถึงความรักได้อย่างละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง ราวกับเข้าใจมันเป็นอย่างดี จัดการสิ่งนามธรรมนี้ได้อยู่มือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บินหลาบอกว่าเรื่องที่เขาสนใจ หยิบจับมาเป็นประเด็นหลักในนวนิยายมีอยู่ 2 เรื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่ง–ความรัก สอง–คือความยุติธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีแค่สองเรื่องนี้เท่านั้นแหละ แต่ปัญหาคือสองอย่างนี้เป็นขั้วตรงข้ามกัน คือในความรักไม่มีความยุติธรรม ถ้าคุณชอบคนนี้คุณก็ชอบคนนี้ ไม่ใช่คนนี้ดีกว่าคุณจึงชอบ ไม่เกี่ยวกับความดีเลย เกี่ยวกับความรักอย่างเดียว แล้วตรงกันข้าม ในความยุติธรรมก็ไม่มีความรัก ถ้าคุณจะเลือกว่านาย ข ผิด คุณก็เลือกที่ความผิด ไม่ได้เลือกเพราะคุณรักนาย ก นาย ข จึงผิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่คนชอบเอาสองเรื่องนี้มาปนกัน มาผสมกัน เรื่องที่คุณต้องใช้ความยุติธรรมเป็นตัวตัดสินคุณเอาความรักเป็นตัวตัดสิน เรื่องที่คุณต้องเอาความรักเป็นตัวตัดสิน คุณเอาความยุติธรรมมาเป็นตัวตัดสิน คุณก็เลยเจอทุกอย่างที่มันผิดเพี้ยนไปหมด สำหรับผม สองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วนักเขียนที่เขียนเรื่องความรักอย่างคุณเคยอกหักจนทำงานไม่ได้ เขียนหนังสือไม่ไหวบ้างไหม” ผมถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เคยมี ตอนที่ผมไปอินเดีย ตอนนั้นผมมีแฟนอยู่แล้ว แต่ผมไม่ได้คิดถึงเขาเลย ช่วงนั้นผมเขียนเรื่อง </span><i><span style="font-weight: 400;">คิดถึงทุกปี</span></i><span style="font-weight: 400;"> แต่ไม่เกี่ยวกับแฟนที่อยู่ในภาวะนั้นเลย ผมกลับคิดถึงหญิงสาวอีกคนหนึ่งมาก ผมเลยตั้งใจว่ากลับไปจะขอเลิกกับแฟน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอกลับมาไทย ยังไม่ทันบอกเลิกกับแฟน ผมก็พบว่าแฟนผมมีผู้ชายอีกคนหนึ่งอยู่แล้ว จากผมที่ควรจะสบายใจ ไม่ต้องบอกเลิก ไม่ต้องรู้สึกผิด กลายเป็นคนอกหักเลย กลายเป็นว่าผมรักเขามากเลย นี่อาจจะเป็นความเลวของผมก็ได้ ช่วงนั้นผมขึ้นไปอยู่เชียงใหม่แล้ว แต่ผมทำอะไรไม่ได้เลย มันแย่มากๆ ลงมากรุงเทพฯ เขาก็ไม่ไปไหนกับผม ไปไหนก็ไม่มีเพื่อนไปด้วย ช่วงนั้นผมเฟลมาก ผมจำได้ว่าผมต้องโทรศัพท์ทางไกลไปคุยกับเพื่อนบางคน คุยแบบไม่รู้เรื่องเลย เดือนนั้นค่าโทรศัพท์ผมเป็นหมื่น ผมโทรแบบไร้สติ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมคุยอะไรไปบ้าง แต่จำได้ว่าไม่น่าจะมีอะไรที่สำคัญ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วรรณกรรม บทกวี เกี่ยวกับความรักที่อ่านมาทั้งชีวิตเยียวยาเราไม่ได้เลยหรือ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเองเขียนเรื่อง </span><i><span style="font-weight: 400;">คิดถึงทุกปี </span></i><span style="font-weight: 400;">เข้าใจว่าผมเขียนเรื่องความรักดีที่สุดแล้ว คนอ่าน </span><i><span style="font-weight: 400;">คิดถึงทุกปี</span></i><span style="font-weight: 400;"> เขาก็คงรู้สึกว่า ผมเข้าใจความรักดีฉิบหาย แต่ผมพบว่าพอมีความรักที่มันซ้อนขึ้นมา ผมหงายหลังเลย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ แล้วคุณแตกฉานในเรื่องความรักหรือเปล่า” ผมถามชายโสดวัย 51</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมไม่แน่ใจหรอก ผมก็ไม่รู้ว่าผมแตกฉานหรือไม่แตกฉาน แต่ผมเข้าใจว่าความรักกับการแต่งงานเป็นคนละเรื่องกัน คุณมีความรักคุณก็มีไป คุณจะแต่งงานคุณก็แต่งไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกวันนี้เวลาเจอเพื่อนสมัยมัธยม ทุกคนก็จะมีลูกแล้ว เขาก็จะงงว่า ผมอยู่ยังไง ถ้าหาแฟนไม่ได้เดี๋ยวช่วยหาให้ ซึ่งมีเยอะมาก แล้วเป็นเรื่องยากที่จะไปอธิบายกับคนพวกนั้นว่า การเป็นคนโสดไม่ใช่เป็นคนไม่มีความรัก โสดกับมีความรักเป็นคนละเรื่องกัน และการแต่งงานกับมีความรักก็คนละเรื่องกัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะไม่ได้แต่งงาน แต่บินหลาบอกว่าตัวเองไม่ได้ปราศจากความรักและคนรัก ตรงกันข้าม เขามีคนรักต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงตอนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมรักคนเร็ว มีรักที่เร็ว แต่ผมเป็นคนที่ตระหนักค่อนข้างมากเรื่องความรักและการแต่งงานกับผู้หญิงสักคน เป็นเรื่องที่ผมเถียงกับตัวเองว่าใช่ไม่ใช่ คือใช้เวลาตรวจสอบ แล้วก็ให้เขาตรวจสอบผมด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การรักคนง่ายเป็นปัญหากับการใช้ชีวิตไหม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมก็ตั้งคำถามว่ามันมีปัญหากับชีวิตหรือเปล่า เอาเป็นว่า ถ้ามันมีปัญหาผมก็ไม่รู้ล่ะ ผมขี้เกียจรับรู้” สิ้นคำตอบเขาหัวเราะเสียงดัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;<img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-116251 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-2.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b>7.</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมขออะไรคุณอย่างเดียว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บินหลาเอ่ยประโยคนี้ตั้งแต่เมื่อวันแรกที่เราพบหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทันทีที่ได้ยินยอมรับว่าเดาไม่ถูก คนอย่างบินหลาจะเรียกร้องเอาอะไร และผมจะให้ในสิ่งนั้นได้ไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าผมเลี้ยง คุณห้ามปฏิเสธ” บินหลาเฉลยคำขอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คุณยังมีเวลาจ่ายอีกเยอะ ผมมีเวลาจ่ายน้อย” เขาอธิบาย “ตอนนี้ผมอยู่คนเดียว ลูกไม่ต้องเลี้ยง เมียไม่ต้องเลี้ยง พ่อแม่ไม่ต้องเลี้ยง ไม่มีใครที่ผมต้องเลี้ยงเลยจริงๆ คุณเก็บเงินเอาไปจ่าย เอาไปเลี้ยงคนอื่นต่อ แล้วบอกว่า ให้เขาเลี้ยงรุ่นต่อไป นั่นสำคัญที่สุด ตอนเด็กๆ เคยมีรุ่นพี่เลี้ยงผม ตอนนั้นผมไม่มีเงินกินข้าวเลย เขาบอกว่ามึงไม่ต้องตอบแทนกู แต่ถ้ามึงมีตังค์กินข้าว มีตังค์ซื้อกับข้าว มึงก็เลี้ยงน้องบ้าง แล้วก็สอนให้น้องเลี้ยงรุ่นต่อไป”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสัตย์ซื่อต่อถ้อยคำที่ได้รับการส่งต่อมาอย่างเขาหรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘</span><i><span style="font-weight: 400;">ทุกครั้ง ทุกขวด ทุกวง ทุกที่ ทุกบาททุกสตางค์ เขาเป็นคนจ่าย’ </span></i><span style="font-weight: 400;">วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เขียนถึงเพื่อนไว้ในคำนำหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">คนรู้จัก </span></i><span style="font-weight: 400;">ว่าอย่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เงินมีไว้ใช้ ไม่ได้มีไว้ชื่นชม–บินหลายืนยันคำนี้หนักแน่น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจไม่ถูกต้องนักในมุมมองของนักออมเงิน และหากย้อนมองผมก็รู้สึกว่าถ้าเขาเห็นแก่ตัวกว่านี้ ไม่เลี้ยงดูน้องนุ่งมากมายขนาดนี้ รู้จักเก็บออมมากกว่านี้ วันนี้เขาอาจสบายกว่านี้ แต่นั่นแหละ เขาชอบแบบนี้ เขาเชื่อแบบนี้ และมีความสุขดีกับวิถีเช่นนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราเอารายจ่ายตลอดชีวิตของบินหลามาแผ่กาง จะพบว่ารายจ่ายส่วนหนึ่ง–ซึ่งอาจเป็นส่วนใหญ่หมดไปกับของสะสมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมีดโบราณ หนังสือโบราณ จักรยานโบราณ ไปจนกระทั่งงานศิลปะที่ทุกชิ้นเขาซื้อด้วยเงินผ่อน เขาเชื่อว่า ไม่ได้มีแต่เศรษฐีหรอกที่มีโอกาสเข้าถึงความงาม นักเขียนอย่างเขาก็เข้าถึงได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในวันสุดท้ายที่ผมอยู่ที่สงขลา บินหลาก็เล่าบางเรื่องราวที่เขาบอกว่า “ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเคยมีจักรยานรุ่นเก่าๆ เกือบร้อยคัน ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าเหลือกี่คัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมสนใจจักรยานมาก พอมีความรู้ก็มีความสนุก พอมีความสนุกผมก็เริ่มมีความโลภ มันเป็นเส้นบางๆ มากระหว่างความรักกับความโลภ พอมีความโลภก็เริ่มไม่สบาย ไม่มีความสุขกับการสะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีวันหนึ่งเมื่อราวสิบปีที่แล้วผมไม่อยู่บ้าน บ้านผมที่เชียงใหม่ถูกงัด บ้านผมติดกับโรงเรียนสอนคนหูหนวก มีคนมาแจ้งผมว่าเห็นเด็กหูหนวกเข้าไปในบ้านผมหลายสิบคน นาทีนั้นผมใจหายวูบ ผมไม่กล้าไปดูบ้านเลย เพราะผมเข้าใจว่ามันคงถูกรื้อค้นมากมาย แล้วของที่ผมหาซื้อมาด้วยความยากลำบากคงหายหมด จนสัปดาห์ต่อมา ครูที่โรงเรียนคนหูหนวกต้องมาเตือนให้ผมไปดูบ้าน เพราะตำรวจให้มาแจ้งความ ไม่อย่างนั้นจะเอาผิดไม่ได้ ผมเลยเข้าไปดูบ้าน ไปด้วยความทุกข์”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกลับไปถึงบ้าน บินหลาพบว่าของที่คาดว่าจะหายกลับยังอยู่ครบถ้วน วงล้อ โครงรถ ยังวางอยู่ที่เดิม ที่หายไปมีเพียงดวงไฟแต่งรถราคา 5 บาท 10 บาท เครื่องฉายสไลด์ และกระเป๋าเดินทาง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขารู้สึกเสียดายอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมถอนหายใจโล่ง แล้วผมก็บอกว่าโชคดีที่คนงัดบ้านผมเป็นแค่คนบ้าใบ้ถึงไม่เอาของดีไป เอาของไร้สาระไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่หลังจากนั้น วันนึงผมก็กลับมานั่งคิดว่า ใครกันแน่ที่บ้าใบ้ ใครกันแน่เอาของไร้สาระ หรือว่าเป็นเราที่แบกของไร้สาระ หรือว่าเป็นเราต่างหากเป็นคนบ้าใบ้ แบกอะไรก็ไม่รู้ จักรยานคันเดียวก็เพียงพอที่จะใช้กับชีวิตประจำวัน คุณจะมีทำไมตั้งหลายสิบคัน คุณกลายเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ คุณกลายเป็นคนที่ครั้งหนึ่งคุณเคยเกลียด ทุกวันนี้มึงเป็นเองไม่ใช่เหรอ คนที่พยายามเก็บ พยายามโชว์ พยายามบอกว่ากูมีคนเดียวในประเทศไทย ผมตาสว่างเลย หลังจากนั้นผมก็ไม่สนใจเลย ผมก็เอาจักรยานที่ผมมีไปฝากเพื่อนเก็บไว้ในโกดัง ตอนแรกที่คิดว่าจะทำพิพิธภัณฑ์ ผมก็ไม่สนใจอีกเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ครูที่โรงเรียนหูหนวกเขาก็เครียด เพราะว่ามีตำรวจเข้าไปสอบสวน ผมกลับไปที่โรงเรียน เขาหาของมาคืนผมเท่าที่จะคืนได้ ผมบอกครูว่า ผมยกให้โรงเรียนหมดเลย เด็กอยากได้เครื่องฉายสไลด์ ก็เอาเครื่องฉายสไลด์ไป เดี๋ยวผมหาสไลด์มาให้ฉายดูด้วย และผมไม่แจ้งความ ไม่เอาผิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เด็กๆ ทำให้ผมเห็นภาพบางภาพ ผมขอบคุณนะครับ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b>8.</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากเราแยกย้ายกันที่สงขลา เขาเปลี่ยนเป้าหมายจากมะละกาเป็นปีนัง และทดลองออกเดินทางอีกครั้ง ส่วนผมเดินทางกลับกรุงเทพฯ มาสะสางงานการที่คั่งค้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คล้อยหลังไม่ถึงสัปดาห์ ผมพบเขาอีกครั้งที่ร้าน The Writer’s Secret กรุงเทพฯ โดยไม่ได้นัดหมาย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้านบนของร้านหนังสือแห่งนี้เคยเป็นสำนักงานของนิตยสาร <em>ไรท์เตอร์</em> นิตยสารว่าด้วยแวดวงวรรณกรรมที่เขาชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเป็นรุ่นที่ 3 ถัดจาก ยุคของ ขจรฤทธิ์ รักษา และ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานแถลงข่าวเปิดตัวการกลับมาของนิตยสาร </span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์</span></i><span style="font-weight: 400;"> เมื่อปลายมีนาคม 5 ปีที่แล้ว ผมเป็นหนึ่งในสักขีพยาน จำได้ว่าวันนั้นสีหน้าและแววตาของบินหลาเปี่ยมไปด้วยพลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกัน ในวันที่แถลงข่าวปิดตัวนิตยสาร </span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์</span></i><span style="font-weight: 400;"> เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมก็อยู่ในเหตุการณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นน้ำตาของชายชื่อบินหลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ได้เสียใจกับการปิดตัวของนิตยสารแต่อย่างใด เขาเพียงเล่าบางเรื่องราวที่กระทบหัวใจแล้วกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์</span></i><span style="font-weight: 400;"> มีอุปสรรคตั้งแต่เริ่มทำเลยนะ” บินหลาบอกความในใจ “ที่ผิดพลาดอย่างหนึ่งคือผมมีความพร้อมน้อยกว่าที่ควร พูดง่ายๆ คือมันไม่ได้เกิดมาเพราะผมตั้งใจให้มันเกิด ผมแค่เรียกร้องอยากให้มันเกิดโดยใครก็ได้ แต่ไม่มีใครทำ ผมเลยเข้ามาทำเอง ทำไป สู้ไป คิดไป ตลอดเวลา”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลงทุนไปกับมันแค่ไหน เอาอะไรไปแลกมาบ้าง–ผมสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ก่อนทำ </span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์</span></i><span style="font-weight: 400;"> ผมมีเงินสดในบัญชี 100,000 บาท ตอนปิด </span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์</span></i><span style="font-weight: 400;"> ผมไม่มีเงิน ถ้าพูดให้ง่ายๆ สบายๆ คือผมเสียเงินไปแสนนึงสำหรับการทำ </span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์ </span></i><span style="font-weight: 400;">4 ปี แต่เงินในการทำ </span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์</span></i><span style="font-weight: 400;"> เยอะนะ มีเงินที่พ่อให้ผมมาแสนนึง เป็นเงินที่อากู๋ (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม) ให้มาล้านนึง แต่ส่วนของผม มันก็หมดไปแค่แสนนึง ซึ่งผมหาใหม่ได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เสียดายเงินแสนไหม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โคตรคุ้มเลยคุณ จะมีอะไรคุ้มกว่านี้อีก ผมโคตรจะพอใจ ผมรู้สึกว่าสี่ห้าปีที่ผ่านมาในการทำ </span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์</span></i><span style="font-weight: 400;"> เป็นสี่ห้าปีที่มีความหมายกับชีวิตผมมาก มีความฝันหลายอย่างที่ผมยังทำไม่ได้ แต่มันช่วยไม่ได้ที่ผมทำไม่หมด ผมมีฝีมือแค่นี้ แต่ผมก็มีความสุขที่ได้ทำ ได้แสดงให้สังคมเห็นว่า มันเกิดมาอย่างมีคุณค่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมพูดตลอดว่าหนังสือเกิดมาเพื่อจะต้องตาย การตายเป็นเรื่องธรรมดาและวันหนึ่งหนังสือก็จะพบกับเรื่องธรรมดา เหมือนชีวิต วันหนึ่งต้องตาย สิ่งสำคัญคือทำยังไงให้ชีวิตมีคุณค่า”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมนึกถึงคำถามในวันนั้นที่เขาว่า–ถ้าผมทำอะไรไม่ได้เลย จะมีชีวิตอยู่อีกนานไปทำไม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันทำให้ผมพอสรุปได้ว่า ชีวิตของชายผู้นี้ไม่ได้ให้ค่ากับคำถามที่ว่า ‘อยู่นานแค่ไหน’ มากนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาสนใจว่า ‘อยู่อย่างไร’ มากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วันที่ </span><i><span style="font-weight: 400;">ไรท์เตอร์</span></i><span style="font-weight: 400;"> ตายจากไป คนในสังคมจำนวนไม่น้อยอาลัยและคิดถึง โหยหามัน เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่ามันมีความหมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ชีวิตที่เกิดมามีความหมายเป็นชีวิตที่น่าดีใจนะ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-116253 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-4.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-4.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/บินหลา-4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/binlah-sonkalagiri/">นกก้อนหินที่บินทีละหลา : การโบยบินของ บินหลา สันกาลาคีรี หลังปีกชำรุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ชีวิตมันยังยืนยันที่จะไป’ ศรัทธา ความฝัน และก้าวย่างที่ยิ่งใหญ่ของ ‘อาทิวราห์ คงมาลัย’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/nike-toon-bodyslam/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Mar 2019 10:00:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[go bigger]]></category>
		<category><![CDATA[bodyslam]]></category>
		<category><![CDATA[Nike]]></category>
		<category><![CDATA[ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[BODYSLAM LIVE IN คราม]]></category>
		<category><![CDATA[ตูน Bodyslam]]></category>
		<category><![CDATA[คราม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=57820</guid>

					<description><![CDATA[<p>คงไม่ใช่การพูดเกินจริงเลยหากจะกล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ของตูน–อาทิวราห์ คงมาลัย ในด้านของนักดนตรี ไม่เพียงแต่ วิชาตัวเบา อัลบั้มล่าสุดของ Bodyslam จะกวาดคำชื่นชมถล่มทลายเท่านั้น แต่คอนเสิร์ตใหญ่ของวงที่สนามราชมังคลากีฬาสถานยังขายบัตรหมดเกลี้ยงในพริบตา ในด้านของนักวิ่ง ทั้งการวิ่งมาราธอนและวิ่งในรายการต่างๆ แต่ช่วงปลายปี 2559 ตูนได้ยกระดับการวิ่งของตัวเองสู่อีกขั้น เมื่อเขาได้ริเริ่มโครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’ การวิ่งการกุศลระยะทาง 400 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ถึงอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อระดมทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ ก่อนที่ในอีกหนึ่งปีให้หลังตูนจะสานต่อโครงการนี้ด้วยการออกวิ่งอีกครั้งจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา สู่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อหาเงินช่วยเหลือ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ก้าวคนละก้าวทั้งสองครั้งประสบความสำเร็จถล่มทลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยอดเงินบริจาคที่พุ่งสูงเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ หรือการที่โครงการนี้ได้ส่งต่อรอยยิ้ม ความหวัง และพลังชีวิต ให้กับคนไทยที่ร่วมลุ้นให้ร็อกเกอร์หนุ่มวิ่งถึงเส้นชัยได้สำเร็จ ตูน บอดี้สแลม ไม่ได้ถูกจดจำแค่ในฐานะของนักร้องนำวงบอดี้สแลมอีกต่อไป แต่เขาคือชายหนุ่มผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นที่รักของคนทั้งประเทศ แต่อะไรกันที่ทำให้ตูนกลายเป็นตูนอย่างในทุกวันนี้? อะไรกันที่ทำให้เขากลายเป็นชายหนุ่มที่ทั้งคนใกล้ชิดและคนแปลกหน้าต่างพากันยกย่อง? ไม่กี่ปีก่อนหน้า ในบ่ายวันหนึ่งที่อุณหภูมิไม่ถึงกับร้อนนัก เราได้มีโอกาสสนทนาเป็นการส่วนตัวกับเขาบนโต๊ะไม้เก่าๆ ในบ้านของนักร้องหนุ่ม แลกเปลี่ยนกันถึงมุมมองชีวิต ทั้งกับตัวตนในอดีต ปัจจุบัน และความฝันต่ออนาคตของเขา เราขอถือโอกาสนี้พาย้อนกลับไปยังบ่ายวันนั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nike-toon-bodyslam/">‘ชีวิตมันยังยืนยันที่จะไป’ ศรัทธา ความฝัน และก้าวย่างที่ยิ่งใหญ่ของ ‘อาทิวราห์ คงมาลัย’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คงไม่ใช่การพูดเกินจริงเลยหากจะกล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ของตูน–อาทิวราห์ คงมาลัย</p>
<p>ในด้านของนักดนตรี ไม่เพียงแต่ <em>วิชาตัวเบา</em> อัลบั้มล่าสุดของ Bodyslam จะกวาดคำชื่นชมถล่มทลายเท่านั้น แต่คอนเสิร์ตใหญ่ของวงที่สนามราชมังคลากีฬาสถานยังขายบัตรหมดเกลี้ยงในพริบตา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57876 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ในด้านของนักวิ่ง ทั้งการวิ่งมาราธอนและวิ่งในรายการต่างๆ แต่ช่วงปลายปี 2559 ตูนได้ยกระดับการวิ่งของตัวเองสู่อีกขั้น เมื่อเขาได้ริเริ่มโครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’ การวิ่งการกุศลระยะทาง 400 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ถึงอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อระดมทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ ก่อนที่ในอีกหนึ่งปีให้หลังตูนจะสานต่อโครงการนี้ด้วยการออกวิ่งอีกครั้งจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา สู่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อหาเงินช่วยเหลือ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ</p>
<p>ก้าวคนละก้าวทั้งสองครั้งประสบความสำเร็จถล่มทลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยอดเงินบริจาคที่พุ่งสูงเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ หรือการที่โครงการนี้ได้ส่งต่อรอยยิ้ม ความหวัง และพลังชีวิต ให้กับคนไทยที่ร่วมลุ้นให้ร็อกเกอร์หนุ่มวิ่งถึงเส้นชัยได้สำเร็จ ตูน บอดี้สแลม ไม่ได้ถูกจดจำแค่ในฐานะของนักร้องนำวงบอดี้สแลมอีกต่อไป แต่เขาคือชายหนุ่มผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นที่รักของคนทั้งประเทศ</p>
<p>แต่อะไรกันที่ทำให้ตูนกลายเป็นตูนอย่างในทุกวันนี้? อะไรกันที่ทำให้เขากลายเป็นชายหนุ่มที่ทั้งคนใกล้ชิดและคนแปลกหน้าต่างพากันยกย่อง?</p>
<p>ไม่กี่ปีก่อนหน้า ในบ่ายวันหนึ่งที่อุณหภูมิไม่ถึงกับร้อนนัก เราได้มีโอกาสสนทนาเป็นการส่วนตัวกับเขาบนโต๊ะไม้เก่าๆ ในบ้านของนักร้องหนุ่ม แลกเปลี่ยนกันถึงมุมมองชีวิต ทั้งกับตัวตนในอดีต ปัจจุบัน และความฝันต่ออนาคตของเขา</p>
<p>เราขอถือโอกาสนี้พาย้อนกลับไปยังบ่ายวันนั้น บ่ายวันที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ ตูน บอดี้สแลม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>Go</strong></p>
<p>“คนไม่รู้ไม่เห็นนึกว่าผมไม่เคยล้ม ไม่เคยพลาด แต่ความจริงมันสะบักสะบอมนะ”</p>
<p>ตูนเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา ก่อนจะเริ่มต้นเล่าถึงชีวิตวัยละอ่อนที่เขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มหน้าละอ่อนจากจังหวัดสุพรรณบุรี เขาเกิดที่นั่น โตที่นั่น แต่แล้วอยู่ๆ ก็จับพลัดจับผลูต้องมาเรียนต่อชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ</p>
<p>เพราะหลงใหลในเสียงเพลง ตูนได้จับกลุ่มกับเพื่อนๆ ฟอร์มวงดนตรีเล็กๆ ขึ้นมา แน่นอนว่าเขายึดตำแหน่งร้องนำ</p>
<p>เมื่อเริ่มมีกลุ่มเพื่อนห้อมล้อม มีก๊วนเด็กผู้ชายที่มักจะชวนกันไปซ้อมดนตรีอยู่เป็นประจำ ชีวิตในเมืองกรุงของเขาจึงเปลี่ยวเหงาเพียงไม่นานนัก แต่แม้ว่าตูนกับเพื่อนๆ จะซ้อมดนตรีกันอย่างจริงจัง ไม่รู้คืนรู้วัน แต่เขาก็บอกกับเราว่า ความฝันในเส้นทางดนตรีกลับเป็นเรื่องที่ไกลตัวเสียเหลือเกิน</p>
<p>“เหมือนพักเที่ยงลงไปเตะบอล ก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะเป็นนักบอลทีมชาติ” ตูนเปรียบเปรยให้เห็นภาพ</p>
<p>แต่แล้วโดยไม่ทันจะรู้ตัวด้วยซ้ำ ภาพฝันซึ่งครั้งหนึ่งเคยเลือนพร่าและห่างไกล กลับขยับเข้ามาใกล้ตัวตูนในชั่วพริบตา เมื่อ ‘ละอ่อน’ วงของตูนและเพื่อนๆ จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในวันนั้น ได้คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวที Hotwave Music Awards ครั้งที่ 1 ในฐานะนักร้องนำวงละอ่อน จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย</p>
<p>“การชนะการประกวดครั้งนั้นทำให้เราได้ก้าวขาเข้ามาในดินแดนของคนที่ทำงานดนตรีจริงๆ เปิดประตูให้เราได้เข้ามาอยู่ค่าย Music Bugs ได้เจอพี่เอก (ธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ได้เข้ามาเจอรุ่นพี่วงดนตรีที่เก่งๆ ใน Music Bugs ตอนนั้น อย่างเช่น Friday, Big Ass เป็นประตูให้เราได้เข้ามาเจอคนเหล่านี้และทำให้เรามีวันนี้”</p>
<p>แม้ว่าวงละอ่อนจะได้ออกอัลบั้มเพียงชุดเดียว ก่อนที่สมาชิกในวงจะแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของแต่ละคน แต่ด้วยหัวใจที่ยังหลงใหลการร้องเพลง ตูนจึงได้ชักชวนสมาชิกวงละอ่อน อย่าง เภา–รัฐพล พรรณเชษฐ์ (มือกีตาร์) และปิ๊ด–ธนดล ช้างเสวก (มือเบส) มาปลูกปั้นวงดนตรีด้วยกัน ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปี กระทั่งในที่สุด อัลบั้มแรกของบอดี้สแลมก็ได้คลอดออกมา ตูนนึกย้อนถึงช่วงเวลานั้นก่อนจะเล่าให้เราฟังด้วยรอยยิ้ม</p>
<p>“ความสำเร็จของอัลบั้มแรกที่คิดไว้คือให้ออกมาเป็นแผ่นซีดี มีหน้าปกที่สวยงาม ข้างในมีชื่อเรา มีเครดิต มีรูปเราอยู่ มีเพลงเพราะๆ ที่เราตั้งใจนำเสนอ กลับไปบ้านให้พ่อแม่เห็นว่า 2 ปีที่เราไม่ได้ทำงานประจำ นี่แหละ มันอยู่ในนี้ มันไม่ใช่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มีอะไรให้เขาจับต้องได้ มีสตางค์ซื้อข้าวแล้ว มีสตางค์ให้พ่อให้แม่แล้ว นี่แหละคือความสำเร็จของผมในการทำบอดี้สแลมชุดแรก”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>Go Big</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57878 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon-.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon-.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon--300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon--600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>บอดี้สแลมมีผลงานกับ Music Bugs 2 อัลบั้มด้วยกัน หลังจากหมดสัญญากับค่าย ตูนได้ตัดสินใจพาวงไปอยู่ใต้ชายคาของ Genie Records ในเครือแกรมมี่ ภายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน บอดี้สแลมเองก็มีการปรับเปลี่ยนสมาชิกใหม่ ได้มือกีตาร์อย่าง ยอด–ธนชัย ตันตระกูล และมือกลองอย่าง ชัช–สุชัฒติ จั่นอี๊ด เข้ามาเสริมทัพหลังจากที่เภา มือกีตาร์คนเดิมโบกมือลาจากวงไป</p>
<p><strong>“</strong>เป็นจังหวะที่ดีที่เราได้มาอยู่ในค่ายใหญ่ในช่วงเวลานั้น วงได้ทำงานหนักใน 2 อัลบั้มแรก ได้เข้ามาในแบบที่พอมีเครดิตติดตัวมาบ้าง ถ้าอัลบั้มแรกเราได้มาอยู่ค่ายใหญ่เลยผมว่าอาจไม่ดีเท่าเราได้ทำจากค่ายเล็กๆ มาทีละเล็กทีละน้อย สะสมประสบกาณ์ในตัวเองมาก่อน จาก 1 มา 2 เราได้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาอัลบั้มที่ 3 เหมือนเราสุกงอมพอดี”</p>
<p><strong>“</strong>ชื่อเสียงที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตไปไหม” เราถาม</p>
<p>“ก็เห็นโลกเยอะ ได้ไปเล่นในที่ที่เราไม่คิดว่าจะได้ไป ได้เล่นในเวทีที่มันใหญ่มากขึ้น ได้มีคอนเสิร์ตที่ชื่อ Bodyslam Believe Concert ที่ขายบัตรเป็นของตัวเอง บัตรขายหมดเกลี้ยง ทำให้รู้ว่าเราก็ทำแบบนี้ได้ด้วยนะ มีแฟนเพลงเราเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57884 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/article-toon-4.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/article-toon-4.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/article-toon-4-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>หากยังจำกันได้ Bodyslam Believe Concert จัดขึ้นที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี สำหรับตูน การได้เปิดคอนเสิร์ตในฮอลล์แห่งนี้ซึ่งจุคนได้นับพัน คือเรื่องเหนือจริงเสียยิ่งกว่าที่เขาเคยจะคิดฝันไว้ ทว่ากาลเวลาก็ได้ยืนยันแล้วว่า คอนเสิร์ตนี้เป็นเพียงปฐมบทของวงดนตรีที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งวงร็อกอันดับหนึ่งของประเทศไทย ตูนไม่รู้เลยว่าในระยะเวลาแค่ 5 ปีหลังจากที่เขาก้าวลงจากเวทีธันเดอร์โดมในวันนั้น บอดี้สแลมจะกลายเป็นวงที่แม้แต่เวทีที่ใหญ่ที่สุดในเมืองทองธานีก็ไม่อาจรองรับแฟนๆ ของวงที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลได้อีกต่อไป</p>
<p>27 พฤศจิกายน 2553 วันที่ประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีไทยต้องจารึกไว้ เมื่อตูน ปิ๊ด ยอด และชัช ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีสนามราชมังคลากีฬาสถานกับคอนเสิร์ต BODYSLAM LIVE IN คราม ท่ามกลางผู้ชมเต็มความจุสนามกว่า 65,000 คน กับเพลงที่อัดแน่นกว่า 29 เพลง และระยะเวลาการแสดงที่ยาวนานถึง 4 ชั่วโมง</p>
<p>ถ้าไม่เรียกว่าบ้า ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57885 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/Article-Toon-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>แต่อย่าเพิ่งคิดว่านี่คือความบ้าทั้งหมดของคอนเสิร์ตนี้ เพราะไม่กี่เดือนก่อนหน้า BODYSLAM LIVE IN คราม ในผับแห่งหนึ่งขณะที่ตูนกำลังยืนโยกหัวร้องเพลง <em>อกหัก </em>อยู่บนเวที อยู่ๆ เขารู้สึกเจ็บที่สะบักหลังจนต้องล้มลงไปนอนร้องกับพื้นเวทีด้วยความทรมาน แฟนเพลงข้างล่างเวทียังคงตะโกนโห่ร้อง คิดว่านั่นเป็นท่วงท่าในการแสดงของเขา คงไม่เป็นปัญหาถ้านั่นเป็นเพลงสุดท้ายในการโชว์คืนนั้น หากแต่เขาต้องฝืนยืนขึ้นร้องต่ออีกเกือบชั่วโมง เขารู้ถึงอาการผิดปกติของร่างกายเมื่อโยกคอเขารู้สึกชาที่ปลายเท้า แต่ก็ฝืนร้องจนจบโชว์</p>
<p>คืนนั้นเขาถูกหามส่งโรงพยาบาลและพบว่าตัวเองป่วยด้วยโรคกระดูกคอทับเส้นประสาท</p>
<p>“พอรู้ตัวว่าเรามีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้ มันเป็นช่วงที่ดาวน์สุดของชีวิตเลย ในช่วงนั้นของชีวิตมันหนักมากนะ เราไม่มีทางอยู่กับรถเข็น กับเตียงนอนได้แน่ๆ แล้วมันเป็นช่วงที่กำลังจะมีคอนเสิร์ต BODYSLAM LIVE IN คราม พอดี ต้องตัดสินใจว่าจะเล่นมันไหม หรือจะแคนเซิล หรือจะเลื่อนมันไปก่อน คือตอนนั้นค่ายเขาลงทุนไปหลายล้านแล้ว เราต้องตัดสินใจ</p>
<p>“ในช่วงที่ผมดาวน์สุดๆ แล้วยังตัดสินใจไม่ได้ว่าเดินหน้าคอนเสิร์ตต่อไปหรือจะแคนเซิลดี ก็มีสายจากคุณไพบูลย์โทรมาหาผม บอกว่า ตูนไม่ต้องสนใจเลยนะว่าแกรมมี่จะเสียหายเท่าไหร่หรือจะขาดทุน ดูแลตัวเองให้ดีที่สุดก่อน ตัดสินใจเอาจากตัวเอง ไม่ต้องตัดสินใจในมุมของบริษัท มุมของกำไร-ขาดทุน ไม่ต้องเป็นกังวลหรือกดดันในมุมนี้ เอาสุขภาพตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่สุดท้ายด้วยความเป็นผม อย่างที่บอกว่าผมตายบนเวทีได้น่ะ ผมไม่สนใจ ผมตัดสินใจขึ้นเวที</p>
<p>“เรามี 50-60 เปอร์เซ็นต์ เราก็ใส่มันหมดนะครับ ตอนนั้นไม่คิดอะไร คิดแค่คอนเสิร์ตวันนั้นเราอยากเต็มที่กับมัน มันใหญ่ที่สุดในชีวิตเราแล้ว เป็นอีกหลักไมล์ของเรา เราไม่ยอมที่จะทำมันครึ่งๆ กลางๆ เราก็มีแค่นี้ในตอนนั้น แต่เราก็ให้หมด”</p>
<p>นับแต่วินาทีแรก จนนาทีสุดท้ายของ BODYSLAM LIVE IN คราม ตูนกระโดดโลดเต้นอย่างไม่รู้เหนื่อยโดยไม่ได้ล้มพับไประหว่างทาง รถพยาบาลที่สแตนด์บายอยู่ข้างเวทีไม่เคยได้ใช้งาน</p>
<p>ไม่มีเสียงหวีดร้องอย่างเจ็บปวดของตูนในค่ำนั้น มีเพียงเสียงของเขาที่ร้องเพลงบอดี้สแลมดังสนั่นราชมังคลากีฬาสถาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>Go Bigger</strong></p>
<p>แม้จะรู้ว่าตูนจริงจังกับการวิ่งมาราธอน แต่สารภาพตรงๆ ครั้งแรกที่เราได้ยินว่าเขาจะวิ่งจากกรุงเทพฯ ไปอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เราเองก็นึกปรามาสอยู่ในใจ</p>
<p>แต่อย่างที่เราต่างก็รู้กันดีว่าลูกอึดและลูกบ้าของตูนไม่เพียงจะส่งให้เขาพิชิตระยะทางกว่า 400 กิโลเมตรภายในระยะเวลา 10 วันเท่านั้น เพราะในหนึ่งปีให้หลัง ตูนก็ได้ท้าทายขีดจำกัดของตัวเองด้วยการวิ่งจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา สู่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ชัยชนะของเขาในครั้งนี้ไม่เพียงจะส่งให้ตูนกลายเป็นที่รักของคนทั้งประเทศเท่านั้น แต่ยอดบริจาคเงินให้โครงการก้าวคนละก้าวยังพุ่งทะลุเป้าไปอย่างถล่มทลาย</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการเปิดคอนเสิร์ตในสนามราชมังคลากีฬาสถาน หรือการพิชิตระยะทางกว่า 2,215 จากใต้ขึ้นเหนือ ก้าวแต่ละก้าวของตูนมักจะใหญ่ขึ้นเสมอ เราอดสงสัยไม่ได้ว่า การทำอะไรใหญ่ๆ อยู่เรื่อยๆ นี้ เขามีวิธีจัดการกับความคิดตัวเองอย่างไร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-57879 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/article-toon-3.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/article-toon-3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/article-toon-3-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>“วิธีจัดการตัวเองเมื่อเราตัดสินใจทำอะไรที่มันใหญ่ขึ้น คือการกลับมาย้อนดูตัวเองก่อนว่า ถ้าจะไปในทางนั้นเราจะยังมีความสุขอยู่ไหม เราไม่ได้อยากจะใหญ่ขึ้นแต่มีความสุขน้อยลง ในตอนแรกที่คิดว่าเราจะทำสิ่งนี้ เราต้องย้อนกลับมาดูตัวเองก่อนว่า เราทำแล้วมันยังสนุกอยู่ไหม กดดันเกินไปไหม หรือทำไปเพื่ออะไร พอตอบตัวเองได้ว่าเรายังสนุกอยู่ แม้แต่ตอนคิดถึงมันยังมีรอยยิ้ม เราก็จะทำ และทำอย่างเต็มที่”</p>
<p>“แล้วกับโปรเจกต์ต่อไปที่คิดไว้ล่ะ จะยังทำอะไรที่ใหญ่ขึ้นอยู่ไหม” เราถามทิ้งท้าย</p>
<p>“มีโปรเจกต์หนึ่งที่อยากทำให้สำเร็จ และอาจจะใช้คำว่าใหญ่ขึ้นได้ คือการทำอัลบั้มโซโล่ดีๆ เป็นไซด์โปรเจกต์ที่เราได้เขียนเพลงเอง เรียบเรียงเองทุกอย่าง ทำอาร์ตเวิร์กดีๆ เก็บไว้เป็นอนุสรณ์กับตัวเองว่าเราเคยมีตัวตนเป็นแบบนี้ ฟังดนตรีแบบนี้ ร้องเพลงแบบนี้ คิดแบบนี้ ชอบท่วงทำนองแบบนี้ เป็นเหมือนบทสรุปของคนคนนี้ เราไม่ได้อยากจะเอาไปทัวร์หรือเอาไปทำอะไร แค่อยากทำเพื่อเป็นสมุดบันทึก อย่างนักเขียนเขาก็จะมีหนังสือรวมเล่มดีๆ ว่าที่ผ่านมาเคยเขียนเรื่องอะไรดีๆ ไว้บ้าง อันนี้อาจจะเป็นรวมชีวิตของเราในหนึ่งอัลบั้ม เขียนออกมาเป็นเพลง”</p>
<p>หันกลับไปมองความเปลี่ยนแปลงของตูนนับจากวันนั้นที่เราสนทนากัน ในแง่ของนักดนตรี บอดี้สแลมยังคงเป็นสุดยอดวงร็อกที่ในทุกๆ การแสดงสด พวกเขาจะยังคอยส่งต่อพลังงานให้กับคนดูอยู่เสมอ และตูนจะยังคงเต็มที่ในทุกครั้งที่เขาอยู่บนเวที ราวกับว่าการกระโดดขึ้นไปในแต่ละที คือการเล่นคอนเสิร์ตครั้งแรกของเขา</p>
<p>เพียงแต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ แต่ตูนซึ่งเราพูดคุยด้วยในวันนั้นอาจไม่ได้วาดฝันถึง คือสถานะของตัวเขาเองที่ได้กลายเป็นมากกว่านักร้องวงร็อกไปแล้ว</p>
<p>3 ปีก่อน ไม่ใช่ทุกคนที่เมื่อได้ยินชื่อตูน บอดี้สแลมแล้วจะพยักหน้ารู้จัก</p>
<p>หากในวันนี้ เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่ตระหนักว่าชายคนนี้เป็นใคร</p>
<p>ถ้าลองถามวัยรุ่น พวกเขาอาจตอบว่า อ๋อ นักร้องนำวงบอดี้สแลมน่ะครับ</p>
<p>ถ้าลองถามผู้ใหญ่ พวกเขาอาจตอบว่า อ๋อ ไอ้หนุ่มที่วิ่งระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลทั่วประเทศนั่นไง</p>
<p>แต่ถ้าถามเราว่า ตูน บอดี้สแลม คือใคร นิยามสั้นๆ ที่นึกออกในทันใดคือ ชายหนุ่มยิ้มง่าย ผู้มุ่งมั่น และมีฝันที่ยิ่งใหญ่อยู่เสมอ</p>
<hr />
<p>เชิญพบกับความสนุกที่มากกว่าเคยพร้อมเปิดโลกจินตนาการที่กว้างกว่าเดิมใน 5 เวิร์คช็อปจาก Nike AirMax ที่คุณไม่ควรพลาด ที่ WAREHOUSE26 ซอยสุขุมวิท26 วันที่ 30 มีนาคม 2561</p>
<p>หากใครสนใจทั้ง 5 เวิร์กช็อป ดูข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ <a href="https://www.nike.com/events-registration/event?id=115781">nike.com </a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nike-toon-bodyslam/">‘ชีวิตมันยังยืนยันที่จะไป’ ศรัทธา ความฝัน และก้าวย่างที่ยิ่งใหญ่ของ ‘อาทิวราห์ คงมาลัย’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธรรมชาติชีวิตในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของ ตูน Bodyslam</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-toon-bodyslam-1/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-toon-bodyslam-1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Nov 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[bodyslam]]></category>
		<category><![CDATA[อาทิวราห์ คงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ก้าวคนละก้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ตูน บอดี้สแลม]]></category>
		<category><![CDATA[ก้าว]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์ ตูน บอดี้สแลม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-toon-bodyslam-1/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ a day with a view นิตยสาร a day 166 มิถุนายน 2557 “มันเป็นธรรมชาติ” อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน Bodyslam มักเอ่ยประโยคนี้ปิดท้ายประโยคเมื่ออธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสุข ความทุกข์ ความผิดหวัง สมหวัง สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือจะกล่าวว่า เขาใช้ประโยคนี้กับทุกเรื่องในชีวิตก็ไม่ผิดนัก จากนักเรียนชั้นมัธยมที่ชื่นชอบในการร้องเพลง ทะเลดนตรีได้นำพาเรือเล็กอย่างเขาล่องลอยมาไกลเกินกว่าจะจินตนาการถึง จากวงดนตรีในค่ายเล็กที่จับใจคนเฉพาะกลุ่ม เติบโตกลายเป็นหนึ่งในศิลปินวงร็อกที่มีคนรู้จักมากที่สุดในประเทศ ซึ่งชื่อเสียงและการยอมรับที่ได้มาหาได้เกิดจากโชคชะตาหรือจับพลัดจับผลู ผลงานเพลงที่บรรจุความตั้งใจไว้ในทุกๆ คำร้อง ทำนอง ไล่เรียงตั้งแต่อัลบั้ม Bodyslam, Drive, Believe, Save My Life และ คราม รวมถึงทัศนคติส่วนตัวต่างหากที่ทำให้เขาก้าวมายังจุดจุดนี้-จุดที่ใช่ว่าศิลปินทุกวงจะมาถึง รางวัลศิลปินกลุ่มร็อกยอดเยี่ยม, เพลงร็อกยอดเยี่ยม และอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม จากหลากเวที โดยเฉพาะเวทีสีสันอวอร์ด ซึ่งตัดสินโดยคณะกรรมการที่เป็นกลุ่มคนฟังเพลงชนิดเข้มข้นยืนยันถึงคุณภาพผลงานของเขาได้เป็นอย่างดี บทสนทนาหลายครั้งรวมเวลาหลายชั่วโมงระหว่างเราบอกว่าความคิดและทัศนคติของเขาในวันนี้มีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ก็มีบางอย่างที่ยืนหยัดไม่สั่นคลอน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-toon-bodyslam-1/">ธรรมชาติชีวิตในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของ ตูน Bodyslam</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ a day with a view นิตยสาร a day 166 มิถุนายน 2557</em></p>
<p>“มันเป็นธรรมชาติ”</p>
<p><strong>อาทิวราห์ คงมาลัย</strong> หรือ <strong>ตูน Bodyslam</strong> มักเอ่ยประโยคนี้ปิดท้ายประโยคเมื่ออธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสุข ความทุกข์ ความผิดหวัง สมหวัง สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือจะกล่าวว่า เขาใช้ประโยคนี้กับทุกเรื่องในชีวิตก็ไม่ผิดนัก</p>
<p>จากนักเรียนชั้นมัธยมที่ชื่นชอบในการร้องเพลง ทะเลดนตรีได้นำพาเรือเล็กอย่างเขาล่องลอยมาไกลเกินกว่าจะจินตนาการถึง จากวงดนตรีในค่ายเล็กที่จับใจคนเฉพาะกลุ่ม เติบโตกลายเป็นหนึ่งในศิลปินวงร็อกที่มีคนรู้จักมากที่สุดในประเทศ</p>
<p>ซึ่งชื่อเสียงและการยอมรับที่ได้มาหาได้เกิดจากโชคชะตาหรือจับพลัดจับผลู ผลงานเพลงที่บรรจุความตั้งใจไว้ในทุกๆ คำร้อง ทำนอง ไล่เรียงตั้งแต่อัลบั้ม <em>Bodyslam</em>, <em>Drive</em>, <em>Believe</em>, <em>Save My Life</em> และ <em>คราม</em> รวมถึงทัศนคติส่วนตัวต่างหากที่ทำให้เขาก้าวมายังจุดจุดนี้-จุดที่ใช่ว่าศิลปินทุกวงจะมาถึง</p>
<p>รางวัลศิลปินกลุ่มร็อกยอดเยี่ยม, เพลงร็อกยอดเยี่ยม และอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม จากหลากเวที โดยเฉพาะเวทีสีสันอวอร์ด ซึ่งตัดสินโดยคณะกรรมการที่เป็นกลุ่มคนฟังเพลงชนิดเข้มข้นยืนยันถึงคุณภาพผลงานของเขาได้เป็นอย่างดี</p>
<p>บทสนทนาหลายครั้งรวมเวลาหลายชั่วโมงระหว่างเราบอกว่าความคิดและทัศนคติของเขาในวันนี้มีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ก็มีบางอย่างที่ยืนหยัดไม่สั่นคลอน แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน เขาก็อธิบายเหตุผลด้วยประโยคทำนองเดียวกัน</p>
<p>“มันเป็นธรรมชาติ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99213" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง3.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง3-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>1</strong></h3>
<p>“ขึ้นมาเลยครับ เดี๋ยวพาเข้าไป”</p>
<p>เจ้าของมอเตอร์ไซค์เอ่ยเมื่อผมบอกชื่อบุคคลที่นัดหมายไว้</p>
<p>ผมวาดขาขึ้นยานพาหนะสองล้อตามคำชวน ช่างเป็นระบบการรักษาความปลอดภัยที่น่ารัก เป็นมิตร เพียงถามสั้นๆ ว่ามาหาใครก็ยอมเปิดทาง แถมอาสาขี่รถพาไปส่ง</p>
<p>ระหว่างที่ยานพาหนะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ผมคิดถึงวันที่พบเจอเขาครั้งแรกเมื่อกว่า 12 ปีก่อน ที่สถานศึกษาแห่งหนึ่ง เขายืนอยู่บนเวทีในฐานะศิลปินอินดี้หน้าใหม่ ส่วนผมยืนอยู่ด้านล่างในฐานะผู้ชื่นชม เฝ้ามอง วันนั้นหากเอ่ยชื่อเดียวกันนี้ออกไปให้ใครได้ยินอาจต้องเสียเวลามานั่งอธิบายกันหลายนาทีว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน ตรงกันข้ามกับวันนี้ นาทีนี้</p>
<p>มีใครบ้างไม่รู้จัก ตูน บอดี้แสลม</p>
<p>วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ก่อนที่ &#8216;genie fest 16 ปีแห่งความร็อก&#8217; คอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 16 ปี ค่าย genie records จะระเบิดความมันในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเขา-ในฐานะศิลปินเบอร์หลักของค่าย ย่อมเป็นหนึ่งในไฮไลต์อย่างไม่ต้องสงสัย</p>
<p>เมื่อถึงที่หมาย สองล้อหยุดนิ่ง ผมกล่าวขอบคุณผู้มาส่งด้วยรอยยิ้มและก้าวเท้าไปยังจุดหมาย ท่ามกลางเหล่าศิลปินร่วมค่าย ผมมองเห็นเขาในอิริยาบถผ่อนคลายรอเวลาขึ้นเวที</p>
<p>“ตามสบายเลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ” ตูนเอ่ยอย่างป็นกันเองด้วยน้ำเสียงสุภาพเมื่อพบเจอ</p>
<p>นี่เป็นนิสัยส่วนตัวของเขาที่ใครหลายคน ไล่ตั้งแต่รุ่นพี่ที่เขาเคารพ พีอาร์ค่ายที่สังกัด คนขับรถ หรือแฟนเพลง ต่างระบุตรงกัน นั่นคือเขาเป็นคนนอบน้อม ถ่อมตัว ทั้งที่โดยโปรไฟล์แล้วเขาสามารถวางตัวมีเกราะมีกรอบโดยที่ทุกคนเข้าใจ</p>
<p>ระหว่างที่นั่งคุยกันหลังเวที เขายกมือไหว้ผู้อาวุโสที่เดินผ่านไปมาอย่างเป็นปกติสลับกับการลุกไปถ่ายรูปกับกลุ่มแฟนเพลงที่บังเอิญผ่านมาพบ ไม่ใช่เพียงครั้งนี้ ทุกครั้งเมื่อมีใครเข้ามาขอถ่ายรูป เขาไม่ลังเลที่จะโผเข้าหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีทีท่ารำคาญ ไร้อัตตาในแบบที่ร็อกสตาร์หลายคนมีติดตัว</p>
<p>สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกอบรมมาจากโรงเรียนสอนศิลปินที่ไหน และเหนืออื่นใด ผมไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะบอกสอนกันได้หากคนคนนั้นไม่ได้มีพื้นฐานความเชื่อเช่นนั้น</p>
<p>“ผมคิดอย่างนี้ เราชอบที่ได้ทำเพลง ทำดนตรี และเมื่อเราทำเสร็จ แล้วเปิดให้คนฟังเพื่อให้เขาชอบ ให้เขารัก สมมติเขารักเพลงเรา รวมถึงเขารักตัวเรา แต่สุดท้ายเรากลับเลือกที่จะปลอมตัว เดินหนีเขา หรือไม่ยินดีที่เขาเข้ามาหาเรา ผมว่ามันเป็นตรรกะที่ผิด</p>
<p>“ผมพยายามไม่ใช้ชีวิตเหมือนที่คนเขาคิดว่าเราต้องเป็นอย่างนั้น ผมก็ยังใช้ชีวิตปกติ ทุกวันนี้แถวบ้านทุกคนจะเห็นผมใส่กางเกงบอลไปซื้อของในเซเว่นฯ ไปอุ่นเกี๊ยวน้ำ ซื้อ <em>สตาร์ซอคเก้อร์</em>”</p>
<p>ในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักเป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น</p>
<p>หลังบทสนทนาสั้นๆ เรานัดหมายพบเจอกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้าที่บ้านของเขา เมื่อถึงเวลา ตูนก้าวขึ้นเวทีพร้อมกับศิลปินร่วมค่ายโดยที่ผมเฝ้ามองเขาผ่านจอมอนิเตอร์ด้านล่าง</p>
<p>เพลงแรกที่ศิลปินทุกคนร่วมร้องเป็นเพลงของเขา เครื่องเสียงทำให้เพลงเพลงเดิมดูเข้มขลังขึ้น เพลงนั้นมีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า</p>
<p><em>&#8216;ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง&#8217;</em></p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>2</strong></h3>
<p>“คนไม่รู้ไม่เห็นนึกว่าผมไม่เคยล้ม ไม่เคยพลาด แต่ความจริงมันสะบักสะบอมนะ”</p>
<p>เขาเอ่ยประโยคนี้ระหว่างที่เราพูดคุยถึงชีวิตที่ผ่านมาในบ้านของเขา</p>
<p>ตูนอยู่บ้านหลังนี้มากว่า 5 ปี โดยพื้นเพเขาเป็นคนสุพรรณบุรี เกิดที่นั่น โตที่นั่น ก่อนชีวิตจะหักเหต้องย้ายมาเรียนต่อชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ และปักหลักลากยาวจนถึงตอนนี้</p>
<p>“ตอนนั้นร้องไห้ตลอดเพราะคิดถึงบ้าน เราไม่เคยต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตคนเดียวแบบนี้ ขึ้นรถเมล์กลับบ้านคนเดียวก็มีเหงาบ้าง”</p>
<p>แทบจะเป็นบทบัญญัติของลูกผู้ชายในช่วงวัยมัธยมที่หากหลงรักดนตรีต้องจับกลุ่มฟอร์มวง เขาเองก็เช่นกัน ด้วยความที่ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กจากการปลูกฝังอ้อมๆ ของพ่อซึ่งชอบฟังเพลงและอ่านหนังสือดนตรี เขาจึงยึดตำแหน่งร้องนำประจำวง พอมีวงดนตรีโลกการฟังของเขาก็กว้างและลึกขึ้น จากที่ฟังเพียงเพลงป๊อปง่ายๆ เขาเริ่มฟังเพลงมากขึ้นและยากขึ้นโดยการแนะนำของเพื่อนร่วมวง</p>
<p>“มันทำให้เราก้าวเข้าไปอีกขั้นหนึ่งในความหลงใหล รักมันโดยค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปไม่รู้ตัว”</p>
<p>เมื่อได้ยืนร้องเพลงที่ชอบโดยมีเพื่อนและเครื่องดนตรีห้อมล้อม ช่วงชีวิตที่โดดเดี่ยวในเมืองกรุงสำหรับเขาจึงกินเวลาไม่นานนัก</p>
<p>แม้จะจับสามล้อกับเพื่อนไปห้องซ้อมดนตรีสม่ำเสมอ อัดกันอยู่ในห้องแคบๆ 7-8 คน อย่างไม่รู้วันคืน แต่เมื่อถามถึงความฝันในเส้นทางสายดนตรีเขากลับปฏิเสธรวดเร็วคล้ายมันเป็นเรื่องเหลวไหล-เพ้อฝัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99215" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง6.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง6.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง6-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>“มันเป็นไปไม่ได้เลย ความฝันที่จะออกอัลบั้มในตอนนั้นมันไกลมาก ตอนนั้นเราไม่เก่งด้วย ในจังหวะแรกที่พวกผมเริ่มเล่นดนตรีกันมันไม่มีความคิดว่าจะต้องไปออกเทป จะต้องดัง จะต้องเป็นนักดนตรีมืออาชีพต่อไปในอนาคต มันไม่มีเลย เราแค่สนุกกับดนตรีของเราเท่านั้น</p>
<p>“เหมือนพักเที่ยงลงไปเตะบอล ก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะเป็นนักบอลทีมชาติ” เขาเปรียบเปรยเห็นภาพ</p>
<p>ในบ่ายวันหนึ่งขณะที่สวมเครื่องแบบนักเรียน โรงเรียนได้จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมขึ้นโดยมีศิลปินที่เป็นศิษย์เก่ามาเล่นบนเวที ศิลปินวงนั้นมีนามว่า โมเดิร์นด็อก</p>
<p>ไม่ต้องถามว่าเขาอยู่นั่งอยู่ในห้องเรียนหรือยืนอยู่หน้าเวที-เป็นอันรู้กัน</p>
<p>“ตอนนั้นพี่ป๊อดก็สุดของเขา ลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายร้องเพลงบนพื้น อยู่ดีๆ ก็ปีนเสาเวที ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเปิดโลกการแสดงบนเวทีของผม ที่เคยดูในทีวีแต่ก่อนนักร้องต้องยืนร้องด้วยแอคชั่นน้อยๆ โยกได้นิดหน่อย แต่พอได้เห็นพี่ป๊อดเล่นวันนั้นแล้วมันพาเราไปไกลเลยนะ ตั้งแต่วันนั้นมาเรารู้สึกว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการแสดงสดของโมเดิร์นด็อก”</p>
<p>การแสดงสดที่ทำให้คนในวงกว้างได้ยินชื่อ อาทิวราห์ คงมาลัย เป็นครั้งแรก คือเวที Hotwave Music Awards ครั้งที่ 1 ในฐานะนักร้องนำวงละอ่อน จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย</p>
<p>“ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรเยอะ แค่หวังประสบการณ์จากการประกวด อยากทำอะไรสนุกๆ ก็ทำ ผมว่ามันเป็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่จะใช้พลังงานล้นเหลือในตัวเองก่อนที่จะคิดอะไรเสมอ ไม่ได้วางแผนอะไรยาวๆ รู้แค่เดี๋ยวก็ต้องเอนทรานซ์ เรียบจบแล้วสมัครงาน”</p>
<p>สิ้นคำประกาศผลของพิธีกรบนเวทีชีวิตเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อละอ่อนคว้ารางวัลชนะเลิศในปีนั้นไปครอง</p>
<p>“การประกวดชนะครั้งนั้นทำให้เราได้ก้าวขาเข้ามาในดินแดนของคนที่ทำงานดนตรีจริงๆ เปิดประตูให้เราได้เข้ามาอยู่ค่าย Music Bugs ได้เจอพี่เอก (ธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ได้เข้ามาเจอรุ่นพี่วงดนตรีที่เก่งๆ ในมิวสิคบั๊กส์ตอนนั้นอย่างเช่น Friday, Big Ass เป็นประตูให้เราได้เข้ามาเจอคนเหล่านี้และทำให้เรามีวันนี้”</p>
<p><em>ละอ่อน</em> คืออัลบั้มที่ต่อยอดมาจากการประกวดครั้งนั้น อัลบั้มนี้ทำให้เขาได้รู้จักการทำเพลงแบบมืออาชีพ ได้เข้าห้องอัด ได้ไปแคมปัสทัวร์ ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเล็กๆ-ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ</p>
<p>“ตอนนั้นเหมือนเข้าห้องเรียนไปเรียนรู้ ทำด้วยความไม่รู้ เราต้องขอบคุณช่วงเวลาที่ได้ทำละอ่อน ถึงมันไม่ได้ประสบความสำเร็จในตัวมันเอง แต่ก็เป็นงานที่สอนเราในการทำงานชิ้นใหญ่ขึ้นในวันหน้า เรารู้แล้วว่าถ้าเราได้มีโอกาสทำอัลบั้มอีกครั้งหนึ่ง เราจะต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง เราจะล้อเล่นกับมันไม่ได้แล้ว เราจะไม่มีทางเปลี่ยนชื่อวงได้เป็นครั้งที่ 2”</p>
<p>“ทุกวันนี้พอกลับไปฟังอัลบั้มละอ่อนแล้วรู้สึกยังไง” ผมถาม</p>
<p>“ผมจะไม่เปิดฟังเอง ผมเขิน” เขาตอบแล้วนั่งอมยิ้ม “เขินเหมือนเราเปิดอัลบั้มรูปเก่าๆ ของตัวเองแล้ว เห็นตัวเองแต่งชุดโดราเอมอนนั่นแหละ นึกออกไหม ตอนนั้นเราเป็นเด็กอายุ 18-19 ปี พูดเรื่องอะไรประมาณนั้น เสียงเราประมาณนั้น ดนตรีประมาณนั้น คงคล้ายๆ กับการใส่เสื้อผ้า ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเราคิดว่ามันเท่ที่สุด เราแต่งตัวได้ดีที่สุดตอนนั้นแล้ว แต่กลับไปดูอัลบั้มรูปเมื่อ 20 ปีที่แล้วเราก็หัวเราะกับตัวเองอยู่เสมอ เหมือนเป็นธรรมชาติของคนที่โตขึ้นนั่นแหละ</p>
<p>“เขินอายแต่ไม่ได้ละอายนะ มันภูมิใจด้วยซ้ำ”</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">3</strong></h3>
<p>แม้จะเรียนคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แต่เขากลับรู้สึกมีความสุขยามยืนร้องเพลงมากกว่ายืนว่าความบนบัลลังก์</p>
<p>หลังตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะแยกย้ายจากวงละอ่อนซึ่งรวมตัวเฉพาะกิจเพื่อประกวดตอนเรียนปี 2 เขาจึงคิดโปรเจกต์วงดนตรีใหม่เพื่อรองรับความฝันบนเส้นทางดนตรีที่เริ่มก่อตัวอย่างหนาแน่นโดยได้ เภา-รัฐพล พรรณเชษฐ์ มือกีตาร์จากวงละอ่อนมาร่วมกันตั้งต้นปลุกปั้น ก่อนที่ ปิ๊ด-ธนดล ช้างเสวก มือเบสวงเดียวกันจะมาสมทบภายหลัง</p>
<p>เขาแบ่งเวลาในชีวิตช่วงที่ยังศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยทำเพลงสะสมไว้หวังผลักดันให้โปรเจกต์นี้เสร็จสิ้นเป็นอัลบั้ม เมื่อเรียนจบเขาปฏิเสธที่จะหางานเพื่อมุ่งมั่นกับงานนี้เต็มตัว</p>
<p>เป็นเวลา 2 ปีเต็มหลังเรียนจบที่เขาไม่มีรายได้จากงานประจำ</p>
<p>“ปีแรกที่จบจากมหาวิทยาลัยเราไม่มีงานประจำทำ ต้องทำทุกอย่างเพื่อหล่อเลี้ยงให้ก้อนความฝันในการทำอัลบั้มแรกไปสุดทางให้ได้ แล้วมีรุ่นพี่ทำงานเป็นสจ๊วตอยู่เขาก็ต้องการคนด่วนก็เลยมาถามเราว่าอยากไปมั้ย เราก็โอเค เป็นสัญญาระยะสั้น 3-6 เดือน ไม่ใช่พนักงานประจำ มันเป็นไฟลต์ต้องไปประจำที่อินเดีย”</p>
<p>พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินคนอื่นอาจมีเพียงกระเป๋าสัมภาระ แต่เขาต้องแบกกีตาร์ไปที่ต่างๆ ด้วยเพื่อไม่ให้การทำเพลงต้องสะดุด</p>
<p>หลังจากหมดสัญญาระยะสั้นกับสายการบินเขากลับมาทำเพลงเต็มตัว โดยอาศัยเล่นดนตรีกลางคืนเพื่อหารายได้หล่อเลี้ยง จนแล้วจนรอดอัลบั้มก็ไม่คลอดสักที เนื่องจากค่ายต้นสังกัดยังไม่เคาะอนุมัติให้เดินหน้าเข้าห้องอัด ทำให้เขาต้องรอต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99211" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง1-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>“ตอนนั้นเรากดดันมาก คือเราจบนิติฯ จุฬาฯ ถ้าเลือกทำงานออฟฟิศคงได้เงินเดือน คงเลี้ยงพ่อแม่ได้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ความกดดันมันยิ่งเยอะขึ้น ในบางทีเราก็รู้สึกไร้สาระกับตัวเองจริงๆ ว่าทำไมวะเขาส่งให้เราเรียนเพื่อที่เรียนจบก็ทำงานส่งเงินกลับไป ไปช่วยดูแล ซัพพอร์ตบ้าง แล้วในช่วงนั้นเศรษฐกิจที่บ้านแย่มากอยู่แล้วด้วย ไม่ได้จะมาใช้ชีวิตลอยลมอย่างนี้ได้ สิ่งที่เราทำมันยิ่งเห็นแก่ตัวเข้าไปใหญ่</p>
<p>“ช่วงที่เรียนแล้วทำเพลงไปด้วยยังไม่เป็นไร เพราะเรารู้สึกว่ายังมีหลักคือการเรียนให้เรายึด แต่พอช่วง 2 ปีที่เราออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เรียนจบแล้วไม่ได้ทำงานประจำ ดนตรีคือหลักยึดของเรา เราทุ่มเทไปกับมันมาก แล้วเรารู้สึกว่าเดโม่ที่เรามีในมือน่าจะเพียงพอให้เราได้ต่อยอด เข้าห้องอัด ออกอัลบั้มได้แล้วแต่ก็ไม่ได้ออกสักที” เดโม่ที่เขามีอยู่ตอนนั้นไล่เรียงรายชื่อได้ประมาณนี้</p>
<p><em>ทางของฉันฝันของเธอ</em><em>, อากาศ, ย้ำ</em> และ <em>งมงาย</em></p>
<p>“ตอนนั้นคิดไหมว่าจะทนถึงเมื่อไหร่” เขานิ่งคิดหลังได้ยินคำถาม</p>
<p>“มีอยู่วันหนึ่งเราตัดสินใจว่าจะยอมแล้ว ถ้าหลังจากวันนี้เขาไม่ให้เราออกอัลบั้มเราจะยอมแพ้แล้วไปหางานทำ มันหมดไฟ ท้อแท้ ผมว่าผมทำทุกอย่างแล้วจริงๆ เท่าที่ทำได้ในตอนนั้น” เขาเล่าทิ้งจังหวะ คล้ายกำลังเรียบเรียงความทรงจำเป็นประโยค</p>
<p>“วันนั้นเรานัดประชุมที่มิวสิคบั๊กส์ก่อนเข้าประชุมเราจะไปนั่งร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ออฟฟิศกัน มีผม มีพี่อ๊อฟ (พูนศักดิ์ จตุระบุล) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้บอดี้สแลม มีทีมเขียนเนื้อเพลงที่คอยช่วยกัน ก็คุยหาทางออกว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ สุดท้ายมันไม่มีทางออกในโต๊ะประชุมนั้น ผมเลยเดินจากร้านกาแฟกลับมาที่ออฟฟิศแล้วเคาะประตูห้องเพื่อขอคุยกับพี่เอกธเนศซึ่งเป็นผู้บริหารค่าย</p>
<p>“จำได้ตอนนั้นประมาณห้าโมงเย็น ไม่ได้เข้าไปด้วยอารมณ์เดือดดาลนะ เพราะว่าพี่เอกก็เป็นพี่ชายที่แสนดี ให้โอกาสให้กับเรา ซึ่งในมุมของการดูแลค่ายเราก็ต้องเข้าใจว่าเขาต้องคิดถึงในแง่ของตัวเลขต่างๆ แต่วันนั้นคือเราไม่ไหวแล้ว เราแค่ตั้งใจจะเข้าไปเล่าว่ามันเกิดอะไรกับชีวิตเราบ้าง อยากไปพูดให้พี่เขาฟังว่าชีวิตเราเป็นยังไง เราเล่าทุกเรื่อง ประมาณ 3 ชั่วโมง ที่บ้านผมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมไม่ไหวแล้วครับ แค่อยากให้ทำเป็นอัลบั้มแค่นั้นเอง เล่าจนตัวเองร้องไห้ จากที่พี่เอกนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ สุดท้ายพี่เขาก็มานั่งข้างๆ มาปลอบเรา</p>
<p>“พี่ขอโทษ พี่ให้ตูนทำอัลบั้ม”</p>
<p>ประโยคนี้ในวันนั้นของธเนศ วรากุลนุเคราะห์ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนรู้จัก Bodyslam</p>
<p>“ความสำเร็จของอัลบั้มแรกที่คิดไว้คือให้ออกมาเป็นแผ่นซีดี มีหน้าปกที่สวยงาม ข้างในมีชื่อเรา มีเครดิต มีรูปเราอยู่ มีเพลงเพราะๆ ที่เราตั้งใจนำเสนอ กลับไปบ้านให้พ่อแม่เห็นว่า 2 ปีที่เราไม่ได้ทำงานประจำ นี่แหละ มันอยู่ในนี้ มันไม่ใช่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มีอะไรให้เขาจับต้องได้ มีสตางค์ซื้อข้าว มีสตางค์ให้พ่อให้แม่ นี่แหละคือความสำเร็จของผมในการทำบอดี้สแลมชุดแรก แค่นี้จริงๆ เพราะมันเหนื่อยมามากแล้วกับการผลักดันทำจนเสร็จได้”</p>
<p>ภายใต้สังกัดมิวสิคบั๊กส์ เขามีผลงานทั้งหมด 2 อัลบั้ม คือ <em>Bodyslam </em>และ <em>Drive</em> มีเพลงฮิตที่แฟนเพลงยังคงจดจำและร้องตามได้เมื่อเขาเล่นบนเวทีแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน</p>
<p>“ย้อนกลับไปมองตัวเองในวันนั้น วันที่ไม่ได้ออกอัลบั้มสักที คุณชอบอะไรที่สุด” ผมถามชายตรงหน้าในวัย 35</p>
<p>“ชอบเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ใส่กางเกงบอล เสื้อยืดซ้ำๆ สวมรองเท้าผ้าใบแบกเป้ นั่งรถเมล์ มองลงมาที่ถนน มีความฝันว่าถ้าเรามีรถมือสองสักคันไปไหนมาไหนคงดีนะ เดินขึ้นเรือด่วน ใส่หูฟัง เดินฮัมเพลง อยู่กับเพลงได้ทั้งวันทั้งคืน หน้าสิวๆ มันๆ หน่อย ไปนอนบ้านพี่ๆ วงบิ๊กแอสบ้าง กลับไปนอนบ้านป้าบ้าง นอนบนพื้นห้องประชุมที่มิวสิคบั๊กส์บ้าง มีสตางค์กินข้าวบ้าง ไม่มีบ้าง แต่มีความสุขกับมัน นี่พูดแล้วขนลุกเลย ถ้าเป็นตอนนี้อาจจะทนอะไรไม่ได้นานขนาดนั้นก็เป็นได้ มันอยู่ในวัยที่กล้าได้กล้าเสีย มุทะลุมาก อยากกลับไปตอนนั้นมาก อยากกลับไปเป็นคนนั้น คิดแล้วไฟลุกท่วมเลย</p>
<p>“ผมชอบชีวิตในช่วงนั้นมาก บางวันผมชอบมากกว่าตอนที่หลายๆ คนบอกว่าผมประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้อีก”</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>4</strong></h3>
<p>วันที่เราคุยกัน ช่วงค่ำเขามีคิวจะต้องเข้าไปซ้อมดนตรีกับเพื่อนร่วมวงที่ตึกแกรมมี่ ย่านอโศก</p>
<p>เปรียบเทียบวันนี้กับวันแรกที่เดินเข้าตึกเขาเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน จากที่ใฝ่ฝันอยากมีรถมือสอง วันนี้เขามีรถคันโตเป็นของตัวเองพร้อมคนขับคอยรับส่ง จากนักร้องที่เป็นที่ชื่นชอบของคนเฉพาะกลุ่ม วันนี้เขากลายเป็นนักร้องที่เดินไปไหนก็มีแต่คนตะโกนเรียกชื่อ ผลงานของเขาจับใจกลุ่มคนได้อย่างกว้างขวาง ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มคน</p>
<p>ที่เห็นกับตาในช่วงไม่กี่วันที่เราพบกันนั้นมีตั้งแต่เด็กนักเรียนไปจนถึงผู้สูงวัยที่ดูภายนอกคงเดาไม่ออกว่าติดตามผลงานของเขาเช่นเดียวกัน</p>
<p>หลังหมดสัญญากับมิวสิคบั๊กส์ วงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 ประการ</p>
<p>หนึ่ง-มีการปรับเปลี่ยนสมาชิกภายในวงโดยได้มือกีตาร์อย่าง ยอด-ธนชัย ตันตระกูล และมือกลองอย่าง ชัช-สุชัฒติ จั่นอี๊ด เข้ามาเสริมหลังจากที่เภา มือกีตาร์คนเดิมเดินจากวงไป สอง-เขาตัดสินใจพาวงเดินตามรอยเท้ารุ่นพี่อย่างบิ๊กแอสเข้ามาอยู่ใต้ชายคาจีนี่เร็คคอร์ดสในเครือแกรมมี่ และอยู่ยาวมาจนถึงตอนนี้ มีผลงานด้วยกัน 3 อัลบั้ม คือ <em>Believe, Save My Life </em>และ<em> คราม</em></p>
<p>จากค่ายเล็กมาสู่ค่ายยักษ์ใหญ่ ใครหลายคนคงคิดว่าเขาต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล ไม่ว่าจะทั้งจากค่ายหรือแม้กระทั่งจากความคาดหวังส่วนตัว แต่เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-99212" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง2.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง2-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>“ไม่มีความเครียดเลย ไม่ได้เก๋าอะไรด้วยนะ แค่เราไม่คิดกดดันแค่นั้นเอง แล้ววิธีการทำงานหรือแม้กระทั่งทัศนคติก็ยังเหมือนตอนอยู่ค่ายเดิมคือเราทำด้วยตัวเอง ตัดสินใจหลายๆ อย่างด้วยทีมเล็กๆ ของเรา แต่งเพลงจากความสนุก เลือกที่จะร้องแต่เรื่องที่เรารู้สึก เรื่องข้างในเราในขวบปีนั้นๆ ที่เราเชื่อ ที่เปลี่ยนไปคงเป็นวิธีการโปรโมต เพลงของเราได้ไปอยู่ในช่องทางที่มันหลากหลายขึ้น จากเราไม่เคยออกทีวีเลยก็ได้ไปออกทีวี จากคนที่มีแต่คนฟังเพลงเราไม่เคยเห็นหน้า ในอัลบั้ม <em>B</em><em>elieve </em>ก็มีคนเห็นหน้าเรา</p>
<p><strong>“</strong>เป็นจังหวะที่ดีที่เราได้มาอยู่ในค่ายใหญ่ในช่วงเวลานั้น วงได้ทำงานหนักใน 2 อัลบั้มแรก ได้เข้ามาในแบบที่พอมีเครดิตติดตัวมาบ้าง ถ้าอัลบั้มแรกเราได้มาอยู่ค่ายใหญ่เลยผมว่าอาจไม่ดีเท่าเราได้ทำจากค่ายเล็กๆ มาทีละเล็กทีละน้อย สะสมประสบกาณ์ในตัวเองมาก่อน จาก 1 มา 2 เราได้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาอัลบั้มที่ 3 เหมือนเราสุกงอมพอดี”</p>
<p>แม้อัลบั้มแรกภายใต้สังกัดใหม่จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีแต่ใช่ว่าจะมีเพียงเสียงชื่นชม ระหว่างทางเขาต้องพบเจอกับคำสบประมาทไม่น้อย ซึ่งเขาชาชินเสียแล้วกับถ้อยคำเหล่านี้-ถ้อยคำที่เขาได้ยินมาตั้งแต่ก่อนจะมีอัลบั้มด้วยซ้ำ</p>
<p>“ผมชอบนะ แรงลบ แรงดูถูกถากถาง คำติฉินนินทา คำว่าร้ายที่มากระทบกับใจเรา จงใจทำให้เราเจ็บปวด ผมไม่ได้โต้ตอบกลับคำเหล่านั้นทันที ผมเก็บ แล้วกดไว้ ที่ผ่านมามีคนดูถูกว่าผมทำไม่ได้หรอก มาร้องเพลง มาอยู่แกรมมี่ ไม่มีทางสำเร็จหรอก เอาเลย ผมไม่เถียงอยู่แล้ว แต่ผมจำ</p>
<p>“ได้ครับ เจอกู (หัวเราะ) คือเราไม่ได้มีความคิดก้าวร้าว เราเพียงใช้มันเป็นพลัง เหมือนน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากซากพืชซากสัตว์เน่าเปื่อยที่ทับถม ผ่านกาลเวลา ในตอนแรกเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้หรอก มันเน่าเหม็น อีกล้านปีถึงจะเอามาใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนโลกใบนี้ คงคล้ายๆ กัน เรื่องเน่าเสียที่เข้ามากระทบตัวเรา คำดูถูกถากถาง ความเศร้าหมอง ความพ่ายแพ้ ความหดหู่ พอเราเก็บไว้จนเวลาทำหน้าที่ของมัน บ่มเพาะ สุดท้ายสิ่งนั้นมันกลายเป็นพลังงานให้เรา จนเป็นเราทุกวันนี้”</p>
<p>แล้วชื่อเสียงที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตไปไหม-ผมสงสัย</p>
<p>“ก็เห็นโลกเยอะ ได้ไปเล่นในที่ที่เราไม่คิดว่าจะได้ไป ได้เล่นในเวทีที่ใหญ่ขึ้น ได้มีคอนเสิร์ตที่ชื่อ Bodyslam Believe Concert ที่ขายบัตรเป็นของตัวเอง บัตรขายหมดเกลี้ยง ทำให้รู้ว่าเราก็ทำแบบนี้ได้ด้วยนะ มีแฟนเพลงเราเยอะขนาดนี้เลยเหรอ</p>
<p>“มีโมเมนต์หนึ่งที่ผมรู้สึกมีความสุขคือ ตอนลงจากเวทีแม่ก็เข้ามากอดแล้วบอกว่า แม่เชื่อแล้วว่าลูกทำได้”</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">5</strong></h3>
<p>หนวดเคราบนใบหน้าเขาในวันนี้ขับให้เขาดูต่างจากศิลปินป๊อปร็อกวัยใสเมื่อครั้งวันวานคล้ายกับเป็นคนละคน หากนำปกอัลบั้มแรกของบอดี้สแลมมาวางเทียบกับปกซิงเกิลล่าสุด เราอาจสงสัยว่า ใช่นักร้องนำคนเดียวกันจริงหรือเปล่า</p>
<p>นอกเหนือจากเรื่องของกายภาพ เขาว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือเรี่ยวแรงที่เริ่มถดถอยสวนทางกับวันและวัยที่เพิ่มขึ้น ที่เคยกระโดดโลดเต้นบนเวทีได้เป็นชั่วโมงโดยที่ยังรู้สึกสนุกอยู่ ตอนนี้ผ่านไปเพียงครึ่งโชว์ก็มีเหนื่อยหอบ</p>
<p>“ผมเคยกระโดดข้ามกลองชุด จากข้างหลังกระโดดข้ามหัวพี่ชัชลงมาข้างล่างได้นะ แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าผมจะทำได้หรือเปล่า”</p>
<p>ไม่ใช่เตรียมตัวมาไม่ดีหรืออ่อนซ้อม จากสิ่งที่เพียรทำยืนยันว่าเขาคือหนึ่งในศิลปินที่ดูแลตัวเองได้ดีที่สุดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งทุกวันเป็นกิจวัตร ขับรถไปตีปิงปองที่ยิมใกล้บ้านในวันที่ช่วงเช้าพอมีเวลา เตะฟุตบอลในอาทิตย์ที่ไม่มีคิวงาน หากแต่เรี่ยวแรงที่หดหายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครหลบเลี่ยงได้</p>
<p>มันเป็นธรรมชาติ-เขาว่าอย่างนั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-99214" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง5.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง5.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง5-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>“เรารู้สึกว่าเวลานั้นมาถึงเราแล้วนะ ที่เราเคยเห็นนักกีฬาหรือนักดนตรีที่พออายุเยอะขึ้นเขาจะบาลานซ์ชีวิตอีกแบบ ด้วยพลังที่น้อยลง แต่ในพลังที่น้อยลงของคนเหล่านั้นที่ผมเฝ้ามอง มันก็มีอะไรมาแทนที่ ด้วยเรื่องของมันสมองก็ตาม นิ่งขึ้น ไม่ได้มุทะลุเหมือนเดิม ได้ใช้แรงสมองมากขึ้น แทนที่เราจะไปข้างหน้าด้วยพลังกายอย่างเดียว เป็นเรื่องที่เราจะออกแบบชีวิตเราต่อไปยังไงกับสิ่งที่ธรรมชาติให้กับเรามากกว่า”</p>
<p>“แล้วที่เคยบอกว่ายอมตายบนเวทีได้ ยังคิดยังเชื่ออย่างนั้นอยู่ไหม” ผมถามเพื่อทบทวนความเชื่อเมื่อครั้งก่อน</p>
<p><strong> “</strong>ใช่ ผมเชื่อแบบนั้นอยู่ ผมเป็นคนชอบพูดคำว่าตายบ่อยมาก ซึ่งไม่ดีเลย คนรอบข้างก็รู้สึกกับมันว่าทำไมผมเป็นแบบนี้ แต่ไม่รู้สิ ผมรู้สึกว่ามันเป็นความสุขนะ ที่เราได้เต็มที่กับอะไรสักอย่างหนึ่งในชีวิตจนเรายอมที่จะให้ชีวิตกับมันได้”</p>
<p>เหตุการณ์ที่ยืนยันคำพูดนั้นเกิดขึ้นที่ผับแห่งหนึ่ง ในขณะที่กำลังยืนโยกหัวร้องเพลง<em> อกหัก </em>อยู่บนเวที อยู่ๆ เขารู้สึกเจ็บที่สะบักหลัง จนต้องล้มลงไปนอนร้องกับพื้นเวทีด้วยความทรมาน แฟนเพลงข้างล่างเวทียังคงตะโกนโห่ร้อง คิดว่านั่นเป็นท่วงท่าในการแสดงของเขา คงไม่เป็นปัญหาถ้านั่นเป็นเพลงสุดท้ายในการโชว์คืนนั้น หากแต่เขาต้องฝืนยืนขึ้นร้องต่ออีกเกือบชั่วโมง เขารู้ถึงอาการผิดปกติของร่างกายเมื่อโยกคอแล้วรู้สึกชาที่ปลายเท้า แต่ก็ฝืนร้องจนจบโชว์</p>
<p>คืนนั้นเขาถูกหามส่งโรงพยาบาลและพบว่าตัวเองป่วยด้วยโรคกระดูกคอทับเส้นประสาท</p>
<p>“พอรู้ตัวว่าเรามีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาต มันเป็นช่วงที่ดาวน์สุดของชีวิตเลย ในช่วงนั้นของชีวิตมันหนักมากนะ เราไม่มีทางอยู่กับรถเข็น กับเตียงนอนได้แน่ๆ แล้วมันเป็นช่วงที่ผมกำลังจะมีคอนเสิร์ต BODYSLAM LIVE IN คราม พอดี ต้องตัดสินใจว่าจะเล่นไหม หรือจะแคนเซิล หรือจะเลื่อนมันไปก่อน คือค่ายเขาลงทุนไปหลายล้านแล้ว เราต้องตัดสินใจ ในช่วงเวลานั้นมีคนให้กำลังใจผมเยอะมาก แล้วมีคนคนหนึ่งที่ผมจำสิ่งที่เขาสอนผมในวันนั้นได้</p>
<p>“ในช่วงที่ผมยังตัดสินใจไม่ได้ว่าเดินหน้าคอนเสิร์ตต่อไปหรือแคนเซิลดี ก็มีสายจากคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม โทรมาหาผม บอกว่า ตูนไม่ต้องสนใจเลยนะว่าแกรมมี่จะเสียหายเท่าไหร่หรือจะขาดทุน ดูแลตัวเองให้ดีที่สุดก่อน เอาสุขภาพตัวเองเป็นตัวตั้ง เขาสอนผมว่าชีวิตคนเราก็เหมือนเลขหนึ่ง มีแรง มีพลัง มีความสามารถ จะต่อท้ายเลขศูนย์ไปอีกกี่ตัวก็ได้ แต่ตราบใดก็ตามถ้าเลขหนึ่งตัวนี้ไม่แข็งแรง ถ้าเลขหนึ่งวันใดวันหนึ่งมันล้มลง เลขศูนย์ที่เราตั้งใจทำมามันก็จะไม่มีค่า ไม่มีความหมายเลย ผมรู้สึกว่าเราโชคดีจังที่เราได้อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ที่ดีๆ อย่างเขา จากวันนั้นก็สอนอะไรผมเยอะเหมือนกัน แต่สุดท้ายด้วยความเป็นผม อย่างที่บอกว่าผมตายบนเวทีได้น่ะ ผมไม่มายด์ ผมตัดสินใจขึ้นเวที</p>
<p>“เรามีห้าหกสิบเราก็ใส่หมด ตอนนั้นไม่คิดอะไร คิดแค่คอนเสิร์ตวันนั้น มันใหญ่ที่สุดในชีวิตเราแล้ว เป็นอีกหลักไมล์ของเรา เราอยากเต็มที่กับมัน เราก็มีแค่นี้ในตอนนั้น เราก็ให้หมด”</p>
<p>วันที่ 27 พฤศจิกายน 2553 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน BODYSLAM LIVE IN คราม คอนเสิร์ตใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาดำเนินไป ท่ามกลางผู้ชมเต็มความจุสนามกว่า 65,000 คน นอกจากทีมงานหลังเวทีแล้วไม่มีใครรู้ว่ามีรถพยาบาลแสตนบายด์พร้อมปฏิบัติการทุกนาที</p>
<p>จนเพลงสุดท้ายจบลง</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">6</strong></h3>
<p>เรานั่งคุยกันที่โต๊ะไม้นอกตัวบ้านซึ่งเป็นโต๊ะตัวเดียวกับที่เขาใช้นั่งประชุมตั้งต้นอัลบั้มใหม่</p>
<p>อัลบั้มที่มีชื่อว่า <em>ดัม</em><em>-มะ-ชา-ติ</em></p>
<p><strong>“</strong>ผมเป็นคนชอบเขียน จดบันทึก เขียนไดอารี่ หรือว่ามีไอเดียก็จะจดใส่สมุด กระดาษโน้ต แล้วพอย้อนกลับมาอ่าน จะสังเกตว่าในช่วงขวบปีหลังๆ ไม่ว่าผมจะเขียนเรื่องอะไรก็แล้วแต่ จะบ่น จะชม จะเล่า แต่บรรทัดสุดท้ายผมชอบลงท้ายด้วยประโยคว่า <em>‘</em><em>เรื่องราวเหล่านี้คง</em><em>เป็นเรื่องธรรมดา</em><em>’ </em>หรือ <em>‘</em><em>เป็นเรื่องธรรมชาติ</em>’ อยู่เสมอเลย แล้วเรารู้สึกว่าเราชอบคำนี้ คำว่าธรรมดา กับคำว่าธรรมชาติ พอไปต่อยอดกับทีมแล้วมีน้องคนหนึ่งเขามีความรู้เรื่องภาษาสันสกฤต เขาเลยถามว่าทำไมไม่ใช้คำ ดัม-มะ-ชา-ติ เรารู้สึกว่าฟังดูดี ฟังดูแล้วให้ความหมายที่มันไม่ใช่คำว่าธรรมชาติที่ทุกคนนึกถึงอย่างป่าเขาลำเนาไพร เราเลยเลือกคำนี้เพื่อแทนสิ่งที่ผมรู้สึกในช่วงเวลาของชีวิต ทุกอย่างมันเป็นเรื่องธรรมชาติ</p>
<p>“เนื้อหาในอัลบั้มจะวนเวียนอยู่กับชีวิตของคนอายุ 35 คนหนึ่ง พูดเรื่องความรักบ้าง ชีวิตบ้าง เรื่องนามธรรมบ้าง เรื่องบ้านเมืองบ้างนิดหน่อยแต่ไม่ได้ลงลึกไปด้านใดด้านหนึ่ง คล้ายๆ เวลาเราอ่านนิตยสารรายสัปดาห์สักเล่มที่สนุก มีหลายๆ คอลัมน์ มีการเมือง มีเศรษฐกิจ มีฟีลกู๊ด มีทำอาหาร แต่รวมๆ มันก็เป็นหนังสือที่บอกความเป็นวงดนตรีวงนี้ ในแง่ของดนตรี ในแง่ของความรู้สึกนึกคิด”</p>
<p>ตอนนี้อัลบั้มได้เคลื่อนที่จากโต๊ะประชุมไปสู่ห้องอัดและผ่านกระบวนการมิกซ์เสียงจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย รอเพียงวันที่เสียงเพลงจะเดินทางไปให้ผู้คนที่สนับสนุนพวกเขามาตลอดได้ยิน ได้ฟัง</p>
<p>“ผมมีความสุขมากที่อัลบั้มนี้สำเร็จ ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการภูมิใจกับมันมาก จะเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดที่พวกเราจะทำได้ในชีวิตการเป็นนักดนตรีของพวกเรา 5 คน”</p>
<p>ในแง่คุณภาพ อัลบั้มนี้ถือเป็นอัลบั้มแรกที่พวกเขาเลือกที่จะมิกซ์เพลงในต่างแดน โดยได้ Mix Engineer ระดับโลกอย่าง Mike Fraser ที่ผ่านการมิกซ์ให้วงดนตรีชื่อดังอย่าง Metallica หรือ Aerosmith มาร่วมงาน</p>
<p>“เราอยากทำให้ดีที่สุดการมิกซ์เสียงเป็นในกระบวนการที่สำคัญมากของการทำเพลงแต่ละอัลบั้ม เราคิดว่าอยากทำให้เต็มที่ทุกกระบวนการ เลยเลือกคนมิกซ์ที่มีฝีมือจริงๆ ถึงจะใช้ทุนสูงหน่อย แต่เราอธิบายกับค่ายได้ว่าเราทำไปด้วยเหตุผลอะไร ซึ่งมันก็ออกมาดีกว่าที่คิดจริงๆ”</p>
<p>เป็นที่รู้กันในวงการว่ามือมิกซ์คิวทองอย่าง Mike Fraser นั้นไม่ได้ตอบรับร่วมงานกับทุกศิลปิน ก่อนที่จะตกลงกันได้วงจึงต้องส่งโปรไฟล์ผลงานที่ผ่านมา โชว์ที่ผ่าน ไปทางอีเมลเพื่อประกอบการพิจารณา</p>
<p>ใช่ว่ามีเงินอย่างเดียวแล้วเขาจะทำให้-ตูนว่าอย่างนั้น</p>
<p>หลังจากพิจารณาจากผลงาน มิกซ์ เอนจิเนียร์ชาวแคนาเดียนคอมเมนต์กลับมาสั้นๆ-ได้ใจความ</p>
<p><em>‘</em><em>Good band</em><em>’</em></p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>7</strong></h3>
<p>หากมองมองเพียงภายนอก, ตอนนี้เขามีแทบทุกอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง รางวัล เงินทอง บ้าน รถ คนที่เขารัก คนที่รักเขา</p>
<p>“แล้วทุกวันนี้ยังหลงเหลือความฝันอะไรอีกไหม” ผมถามถึงความต้องการภายใน</p>
<p>“ผมมีความฝันอย่างหนึ่ง คือผมฝันอยากเป็นวัยรุ่นตลอดเวลา อยากอายุ 60 &#8211; 70 แล้วยังมีวงบอดี้สแลมอย่างนี้อยู่ ยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ยังมีแรงหัวเราะ นั่งยิ้ม คุยกัน นั่งกินข้าว ถึงวันเกิดใครก็มากินเค้กเป่าเทียนกัน สุขบ้าง เศร้าบ้าง มีปัญหาก็ช่วยกันแก้ไข เดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตแล้วยังมีแรงกระโดดโลดเต้น และไม่ใช่แค่ออกทัวร์แล้วเล่นเพลงเก่า อยากให้ 60 -70 แล้วทำงานใหม่ที่มีคนอายุ 18 &#8211; 19 อินอยู่ ยังได้พลังงานจากลุงๆ พวกนี้ น่าจะดีที่เรายังสื่อสารกันได้ไม่ใช่กลายเป็นคนแก่ขี้บ่นในสายตาเขา ผมไม่ชอบเลยเคยเห็นคนแก่ขี้บ่นในทีวีที่พออายุประมาณหนึ่งแล้วจะมีทัศนคติอีกแบบ สำเร็จมาเยอะไงครับ เขาก็มีสิทธิ์แหละ แต่บางทีมันไม่สื่อสารกับวัยรุ่นแล้ว ไม่ได้พูดเรื่องเดียวกันแล้ว ไม่ได้ส่งพลังงานให้กันแล้ว”</p>
<p>“แต่อายุ 60 &#8211; 70 ยังอยู่บนเวทีมันฝืนธรรมชาตินะ<strong>” </strong>ผมแย้ง</p>
<p>“มันเป็นธรรมชาติ เพราะการฝืนธรรมชาตินั้นเป็นธรรมชาติของคนส่วนน้อย คนแก่ที่อายุ 100 ปีมาวิ่งมาราธอนเราก็เห็นอยู่เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ Rolling Stones อายุ 60 &#8211; 70 แก่ๆ เหี่ยวๆ เขายังดูมีพลังอยู่เลย นั่นก็เป็นธรรมชาติ ตอนเช้าๆ ไปวิ่งกับผมสิ คนแก่วิ่งแซงผมนะ นี่เป็นธรรมดาเลย เราต่างหากที่มองของคนหมู่มากแล้วเรียกว่าธรรมชาติ เราผลักตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่มนั้น เรามีกรอบความคิดว่า 60 ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่บ้านแต่ผมมองเห็นธรรมชาติของคนกลุ่มเล็กๆที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรมชาติ ทำไมเราไม่ไปอยู่ตรงนั้น”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-99216" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง7.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง7.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2017/11/แนวตั้ง7-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำบอกผมว่าใกล้เวลาที่เขาต้องออกไปซ้อมกับเพื่อนร่วมวง ผมถามคำถามสุดท้ายก่อนเราแยกย้าย-จากกัน</p>
<p>“คิดว่าทุกวันนี้ดนตรีตอบแทนคุณอย่างสมน้ำสมเนื้อหรือยังกับที่ทุ่มเทชีวิตไป”</p>
<p>หลังคำถามเขาเหม่อมองไปยังนอกบ้าน นั่งนิ่ง ครุ่นคิด</p>
<p>“ทุกวันนี้ถ้าคิดเป็นตัวเงิน ผมไม่ได้รวยอะไร แต่มันมากกว่าที่ผมคิด หรือแม้แต่กระทั่งจะจินตนาการถึง ในวันที่เราเริ่มต้นตอน ม.3 ม.4 ไม่มีวันไหนหรอกที่คิดว่าดนตรีจะตอบแทนเราขนาดซื้อบ้านได้ ใช้หนี้ที่บ้านได้ อาจเนื่องด้วยเราไม่เคยตั้งโจทย์เป็นเงินมาก่อน เราเลยคิดว่ามันมากเกิน เราคิดแค่ว่าอยากใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีไปได้ตลอดรอดฝั่ง มีเงินพอที่จะมาเจือจุนซื้อปัจจัย 4 ให้เราก็พอ</p>
<p>“ในแง่ของตัวเลขมันเกินจริงไปเยอะ แต่ในแง่ของชีวิตดนตรีพาสิ่งที่มีค่ากว่าตัวชื่อเสียง เงินทอง มาให้เรา คือการได้รู้จักใครหลายคนในชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดเท่าที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะพาเข้ามาในชีวิตเราได้ คนดีๆ สักคนสองคนที่เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกัน พร้อมที่จะอยู่ด้วยกันในวันที่ลำบาก นี่มันดีกว่าชื่อเสียงเงินทองอีกนะ เรารู้แล้วว่าในวันที่เราป่วยใครจะพาเราไปหาหมอ สมมติเรามีเงินมากมายแต่ไม่มีตรงนี้ผมก็ไม่เอา มีเงินพอใช้ อยากกินอะไรก็ได้กิน ได้เดินทาง มีพี่ๆ อยู่ใกล้ๆ รู้ใจ เจอกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เตะฟุตบอล กินข้าวกัน</p>
<p>“มีความสุขจะตาย ไม่ต้องโดดเดี่ยว”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-toon-bodyslam-1/">ธรรมชาติชีวิตในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของ ตูน Bodyslam</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-toon-bodyslam-1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ไม่เข้าใจบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก&#8217; ธเนศ วรากุลนุเคราะห์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-84/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-84/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 May 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ธเนศ วรากุลนุเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-84/</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ เพลงฮิตของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเคยทำให้เรานึกสงสัยว่า &#8216;อีกหน่อย&#8217; ที่ว่าคือเมื่อไหร่ เวลาผ่านไป (อีกค่อนข้างหลายหน่อย) เราเพิ่งได้โอกาสหยิบคำถามนี้ขึ้นมาทำความ &#8216;เข้าใจ&#8217; อีกครั้ง ในวันที่เจ้าของบทเพลงมีความคิดต่างไปจากวันวาน &#8220;แต่ละช่วงอายุ ความเข้าใจก็จะไม่เหมือนกัน วันนี้เข้าใจอย่างหนึ่ง วันข้างหน้าก็อาจจะเข้าใจอีกอย่างหนึ่ง วันนี้ยังไม่เข้าใจ ไม่ได้แปลว่าวันข้างหน้าจะไม่เข้าใจ เมื่อเข้าใจได้อย่างนี้ ชีวิตก็มีความสุขขึ้นเยอะ&#8221; คนดนตรีผู้หวนกลับมาทำเพลงอีกครั้งในวัย 57 ปี วิเคราะห์ความสุขให้เราฟัง &#8220;เมื่อต้องการสิ่งไหน ก็จะมองว่าสิ่งนั้นจะทำให้เรามีความสุข แต่ความต้องการคนเราไม่สิ้นสุด ส่วนใหญ่จะมากขึ้นเรื่อยๆ น้อยลงในสิ่งหนึ่ง แต่ก็ไปมากขึ้นในอีกสิ่งหนึ่ง&#8221; ช่วงวัยหนุ่ม ธเนศสร้างงานสำคัญหลายชิ้นให้วงการดนตรี เบื้องหน้าคือการเป็นศิลปินเจ้าของอัลบั้มในตำนานอย่าง แดนศิวิไลซ์ และ คนเขียนเพลง บรรเลงชีวิต ส่วนเบื้องหลังคือการก่อตั้งค่ายเพลง Music Bugs สร้างวงดนตรีคุณภาพอย่างลาบานูน บิ๊กแอส บอดี้สแลม ฯลฯ แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง เขากลับเลือกที่จะทิ้งความสุข วางมือจากอาชีพที่ตนเองรักเพื่อไปดูแลครอบครัวและศึกษาธรรมะ ซึ่งทำให้เขาได้ &#8216;เข้าใจ&#8217; และได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น &#8220;ผมเรียนรู้ว่า หลายครั้งสิ่งที่ได้มาไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเราต้องการมาก่อน สิ่งที่คิดที่ต้องการส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ สุดท้าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-84/">&#8216;ไม่เข้าใจบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก&#8217; ธเนศ วรากุลนุเคราะห์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ</em></p>
<p>เพลงฮิตของ <strong>ธเนศ วรากุลนุเคราะห์</strong><br />
เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเคยทำให้เรานึกสงสัยว่า &#8216;อีกหน่อย&#8217;<br />
ที่ว่าคือเมื่อไหร่<br />
เวลาผ่านไป (อีกค่อนข้างหลายหน่อย) เราเพิ่งได้โอกาสหยิบคำถามนี้ขึ้นมาทำความ &#8216;เข้าใจ&#8217;<br />
อีกครั้ง<br />
ในวันที่เจ้าของบทเพลงมีความคิดต่างไปจากวันวาน</p>
<p>&#8220;แต่ละช่วงอายุ ความเข้าใจก็จะไม่เหมือนกัน<br />
วันนี้เข้าใจอย่างหนึ่ง วันข้างหน้าก็อาจจะเข้าใจอีกอย่างหนึ่ง วันนี้ยังไม่เข้าใจ<br />
ไม่ได้แปลว่าวันข้างหน้าจะไม่เข้าใจ เมื่อเข้าใจได้อย่างนี้ ชีวิตก็มีความสุขขึ้นเยอะ&#8221;<br />
คนดนตรีผู้หวนกลับมาทำเพลงอีกครั้งในวัย 57 ปี วิเคราะห์ความสุขให้เราฟัง</p>
<p>&#8220;เมื่อต้องการสิ่งไหน ก็จะมองว่าสิ่งนั้นจะทำให้เรามีความสุข<br />
แต่ความต้องการคนเราไม่สิ้นสุด ส่วนใหญ่จะมากขึ้นเรื่อยๆ น้อยลงในสิ่งหนึ่ง<br />
แต่ก็ไปมากขึ้นในอีกสิ่งหนึ่ง&#8221;</p>
<p>ช่วงวัยหนุ่ม ธเนศสร้างงานสำคัญหลายชิ้นให้วงการดนตรี<br />
เบื้องหน้าคือการเป็นศิลปินเจ้าของอัลบั้มในตำนานอย่าง <em>แดนศิวิไลซ์</em> และ<br />
<em>คนเขียนเพลง บรรเลงชีวิต</em> ส่วนเบื้องหลังคือการก่อตั้งค่ายเพลง Music Bugs สร้างวงดนตรีคุณภาพอย่างลาบานูน<br />
บิ๊กแอส บอดี้สแลม ฯลฯ แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง เขากลับเลือกที่จะทิ้งความสุข<br />
วางมือจากอาชีพที่ตนเองรักเพื่อไปดูแลครอบครัวและศึกษาธรรมะ ซึ่งทำให้เขาได้ &#8216;เข้าใจ&#8217;<br />
และได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น</p>
<p>&#8220;ผมเรียนรู้ว่า<br />
หลายครั้งสิ่งที่ได้มาไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเราต้องการมาก่อน<br />
สิ่งที่คิดที่ต้องการส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ สุดท้าย สิ่งที่ได้กลับเป็นความเข้าใจ<br />
พอเข้าใจก็ยอมรับได้ เรื่องต่างๆ ก็ง่ายขึ้นเยอะ<br />
จากที่เคยคิดว่าเรื่องนี้ยอมไม่ได้ เรื่องนั้นก็ยอมไม่ได้ เพราะจะทำให้สูญเสียความเป็นตัวเอง<br />
สูญเสียอิสรภาพ ไม่พอใจ เป็นทุกข์ สุดท้าย พอยอมรับ เรากลับได้มาทั้งหมดเลย<br />
คือความสุข&#8221;</p>
<p>ธเนศบอกว่า เขาคือนักซึมซับมาตั้งแต่เด็ก เหตุผลที่นิยามตนเองอย่างนี้<br />
เพราะแทบทุกเรื่องที่เป็นคำถามในชีวิต เขามักไม่ค่อยเอ่ยปากถาม<br />
ไม่ค่อยขอให้ใครสอนหรือให้คำตอบ แต่เก็บมาพิจารณา ซึมซับไปเรื่อยๆ<br />
จนตกตะกอนออกมาเป็นคำตอบ</p>
<p>&#8220;ตอนเด็กๆ เคยถามตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม<br />
สมบัติอันล้ำค่าที่เราควรจะไปหาคืออะไร หลายคนอาจจะคิดว่าเงินทอง รถ บ้าน ผู้หญิง<br />
ผู้ชาย ความสำเร็จ สุดท้ายมีสิ่งเหล่านั้นเพื่ออะไร<br />
มีบ้านเพื่อให้อยู่สบายมีความสุข มีรถจะได้ไปไหนสบายมีความสุข มีแฟนสวยแฟนหล่อภูมิใจมีความสุข<br />
มีงานการดีมีความสำเร็จมีความสุข ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าเราโดนหลอก<br />
สมบัติล้ำค่าที่แท้จริงคือความสุขต่างหาก<br />
สุดท้ายชีวิตทั้งชีวิตเป็นไปเพื่อหาสิ่งเหล่านั้นเพื่อฉันจะได้มีความสุข<br />
ทั้งชีวิตเลยมีแต่ความทุกข์ บางคนตายไปทั้งที่ยังไม่ได้ความสุขจากสิ่งเหล่านั้นเลย<br />
ผมคิดว่านั้นคือชีวิตที่เสียเวลามาก จะเรียกว่าเสียชาติเกิดเลยก็ยังได้ ฉะนั้น<br />
พอรู้อย่างนี้ก็มีความสุขซะเลยสิ แม้ยังไม่มีสิ่งเหล่านั้น&#8221;</p>
<p>การกลับมาเปิดค่ายเพลง Rock Opera House Records ทำเพลงของตัวเองในฐานะศิลปิน<br />
แต่งเพลงใหม่ที่ได้จากบันทึกประสบการณ์ชีวิต ร่วมงานกับศิลปินรุ่นใหม่มากมาย<br />
แถมจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ : เผลอ the<br />
concert ก็ได้รับเสียงตอบรับล้นหลาม<br />
ทั้งหมดทั้งมวลคือสิ่งไม่คาดคิดที่เขาได้จากการสนับสนุนของคนรอบข้าง</p>
<p>และคือความสุขในปัจจุบันของเขา</p>
<p>&#8220;ความสุขคือสิ่งที่ชีวิตทุกชีวิตล้วนปรารถนา<br />
แต่เราจะมีความสุขไม่ได้เลย ถ้าเราไม่เข้าใจชีวิต แต่ใครจะไปเข้าใจชีวิตได้ทั้งหมด<br />
เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก แต่ต้องเข้าใจด้วยนะว่าไม่เข้าใจ<br />
เคยไหม<br />
เวลาอยู่กับใครสักคนที่พูดไม่รู้เรื่องเลยแต่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก<br />
ไม่ต้องเข้าใจเลยว่าเขาพูดอะไร แต่รู้สึกได้ว่าเขาปรารถนาดี หวังดี<br />
อยากให้สิ่งที่ดีกับเรา เป็นต้น ทุกคนมีประสบการณ์แบบนี้ แต่ถูกปลูกฝังมาว่าเราต้องทำความเข้าใจในทุกๆ<br />
เรื่องมากไปเลยไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดอยู่ตรงหน้า&#8221;</p>
<p>นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนบอกให้เราเห็นความสำคัญของการ &#8216;ไม่เข้าใจ&#8217;</p>
<p>&#8216;ความรู้สึก&#8217; คือสิ่งที่ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ได้ฝากเอาไว้</p>
<p>&#8220;ความรู้สึก มีค่ามากกว่าความเข้าใจเยอะ&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN-142.jpg" /></p>
<p><em>(จากคอลัมน์ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า </em><em>&#8211; a day 188 เมษายน </em><em>2559)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นวลตา วงศ์เจริญ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-84/">&#8216;ไม่เข้าใจบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก&#8217; ธเนศ วรากุลนุเคราะห์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-84/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 4/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-74/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-74/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Jan 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรณาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[a day 170]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์ผีเสื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[มกุฏ อรฤดี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-74/</guid>

					<description><![CDATA[<p>06 หนังสือเล่มแรก ทุ่งดอกไม้ คือวรรณกรรมเยาวชนเล่มแรกในชีวิตของนิพพานฯ ตีพิมพ์ในนิตยสาร สตรีสาร ปี 2517 ก่อนจะรวมเล่มในปี 2519 เป็นงานที่เจ้าตัวไม่พอใจนัก เมื่อพิมพ์ซ้ำใหม่ต้องแก้ตอนจบ เพราะการให้ตัวละครเด็ก 2 ตัวตายพร้อมกัน แล้วยังมีงานศพ นับว่าโหดร้ายเกินไปตามทฤษฎีวรรณกรรมเยาวชน เขาจึงต้องเปลี่ยนให้ตัวละครฟื้นคืนชีพ พอเขียนเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เขาแม่นยำศาสตร์วรรณกรรมเยาวชนมากขึ้น “เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน ผีเสื้อและดอกไม้ คือชีวิตของผม&#8221; อาจารย์มกุฏอธิบายว่าทำไมเขาถึงเขียนได้เร็วขนาดนั้น &#8220;ผมรู้จักตัวละครทุกตัว ตัวละครเด็กก็เป็นเพื่อนที่โตมากับผม ตัวละครผู้ใหญ่ ผมก็เคยยกมือไหว้เขา เคยคุยเคยเล่นกับเขา ตัวละครพ่อก็เป็นกรรมกรแบกหามที่ผมเคารพ เขามาร้องเพลงให้ฟังทุกคืน ฉะนั้นพอวางโครงเสร็จผมก็เขียนได้ไม่ติดขัด&#8221; หนังสือเกี่ยวกับเด็กทุกเล่มเขาก็เขียนด้วยวิธีการเดียวกัน และในอัตราเร็วเช่นนี้เหมือนกัน &#8220;หนังสือที่ผมเขียนไม่ใช่เรื่องสูงส่ง ไม่ได้มีปรัชญามากมาย ไม่ใช่เรื่องตามหลักวิชาการ ผมเขียนถึงธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของความเป็นเด็ก ธรรมชาติของชีวิต ตัวละครทั้งหมดที่เขียนมีตัวผมและใจผมอยู่ในนั้น ผมเป็นแค่คนเล่าเรื่องให้คนอื่นๆ ฟัง ส่วนเขาจะได้อะไรจากเรื่องเหล่านี้ก็แล้วแต่เขา” &#8216;ผีเสื้อและดอกไม้&#8217; เริ่มตีพิมพ์ในนิตยสาร สตรีสาร ปี 2519 ก่อนจะรวมเล่มในปี 2521 หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลจากการประกวดหนังสือแห่งชาติ แปลเป็นภาษาญี่ปุ่น จีน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-74/">ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">06</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>หนังสือเล่มแรก</strong></h3>
<p><em>ทุ่งดอกไม้</em> คือวรรณกรรมเยาวชนเล่มแรกในชีวิตของนิพพานฯ<br />
ตีพิมพ์ในนิตยสาร <em>สตรีสาร</em> ปี 2517 ก่อนจะรวมเล่มในปี 2519<br />
เป็นงานที่เจ้าตัวไม่พอใจนัก เมื่อพิมพ์ซ้ำใหม่ต้องแก้ตอนจบ<br />
เพราะการให้ตัวละครเด็ก 2 ตัวตายพร้อมกัน แล้วยังมีงานศพ นับว่าโหดร้ายเกินไปตามทฤษฎีวรรณกรรมเยาวชน<br />
เขาจึงต้องเปลี่ยนให้ตัวละครฟื้นคืนชีพ</p>
<p>พอเขียนเรื่อง <em>ผีเสื้อและดอกไม้</em><br />
เขาแม่นยำศาสตร์วรรณกรรมเยาวชนมากขึ้น</p>
<p>“เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน<em> ผีเสื้อและดอกไม้</em><br />
คือชีวิตของผม&#8221; อาจารย์มกุฏอธิบายว่าทำไมเขาถึงเขียนได้เร็วขนาดนั้น<br />
&#8220;ผมรู้จักตัวละครทุกตัว ตัวละครเด็กก็เป็นเพื่อนที่โตมากับผม ตัวละครผู้ใหญ่<br />
ผมก็เคยยกมือไหว้เขา เคยคุยเคยเล่นกับเขา ตัวละครพ่อก็เป็นกรรมกรแบกหามที่ผมเคารพ เขามาร้องเพลงให้ฟังทุกคืน<br />
ฉะนั้นพอวางโครงเสร็จผมก็เขียนได้ไม่ติดขัด&#8221;</p>
<p>หนังสือเกี่ยวกับเด็กทุกเล่มเขาก็เขียนด้วยวิธีการเดียวกัน<br />
และในอัตราเร็วเช่นนี้เหมือนกัน</p>
<p>&#8220;หนังสือที่ผมเขียนไม่ใช่เรื่องสูงส่ง<br />
ไม่ได้มีปรัชญามากมาย ไม่ใช่เรื่องตามหลักวิชาการ ผมเขียนถึงธรรมชาติของมนุษย์<br />
ธรรมชาติของความเป็นเด็ก ธรรมชาติของชีวิต ตัวละครทั้งหมดที่เขียนมีตัวผมและใจผมอยู่ในนั้น<br />
ผมเป็นแค่คนเล่าเรื่องให้คนอื่นๆ ฟัง ส่วนเขาจะได้อะไรจากเรื่องเหล่านี้ก็แล้วแต่เขา”</p>
<p>&#8216;<em>ผีเสื้อและดอกไม้&#8217;</em> เริ่มตีพิมพ์ในนิตยสาร<em><br />
สตรีสาร</em> ปี 2519 ก่อนจะรวมเล่มในปี 2521 หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลจากการประกวดหนังสือแห่งชาติ<br />
แปลเป็นภาษาญี่ปุ่น จีน อังกฤษ และมลายู ติด 1 ใน 100 หนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน กลายเป็นภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์<br />
ถึงตอนนี้มียอดพิมพ์รวมทั้งหมดกว่าสองแสนเล่ม</p>
<p>หลังจากเขียนต้นฉบับ<em> ผีเสื้อและดอกไม้</em> เสร็จ<br />
ปี 2518 อาจารย์มกุฏได้รับคำชวนให้กลับมาทำงานนิตยสารอีกครั้งในตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร<em><br />
บีอาร์</em> และได้เป็นบรรณาธิการบริหารในปีถัดมา แล้วย้ายไปเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร<br />
<em>กะรัต </em>นิตยสารที่บนหน้าปกมีสติกเกอร์ใสพิมพ์ข้อความสองภาษาติดไว้ว่า</p>
<p><em>โปรดทราบ &#8212;- นิตยสารกะรัตฉบับนี้<br />
พิมพ์ด้วยกระดาษคุณภาพพิเศษ สำหรับจำหน่ายต่างประเทศ</em></p>
<p>แม้นิตยสาร<em> กะรัต</em> จะปิดไปแล้ว แต่วิธีการสื่อสารกับผู้อ่านและความใส่ใจเรื่องกระดาษเช่นนี้ยังคงปรากฏเด่นชัดอยู่ในหนังสือทุกเล่มของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ</p>
<p>เมื่ออาจารย์มกุฏออกจากนิตยสาร<em> บีอาร์</em> มาตั้งสำนักพิมพ์ผีเสื้อร่วมกับอาจารย์ผกาวดี<br />
อุตตโมทย์ และอาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต<br />
คณะบรรณาธิการอยากได้ต้นฉบับวรรณกรรมเยาวชนจากนักเขียนไทยบ้าง<br />
อาจารย์มกุฏจึงปลอมตัวเป็นนักเขียนใหม่นามว่า &#8216;วาวแพร&#8217;<br />
เขียนด้วยสำนวนภาษาอย่างผู้หญิง ซึ่งเขาคุ้นเคยมาตั้งแต่ทำ <em>ลลนา</em><br />
ส่งต้นฉบับเรื่อง <em>พราวแสงรุ้ง</em> ซึ่งเขียนจบในเวลา 7<br />
วัน ให้อาจารย์ผุสดีพิจารณาทางไปรษณีย์<br />
ด้วยความคิดว่าถ้านักเขียนหน้าใหม่มีผลงานรวมเล่มได้ นักเขียนอื่นๆ ทั้งเก่าและใหม่คงอยากส่งต้นฉบับให้พิจารณาบ้าง</p>
<p>หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลวรรณกรรมเยาวชน<br />
จากการประกวดหนังสือแห่งชาติ ปี 2530</p>
<p><em>เด็กน้อย</em><br />
หนังสือเล่มที่สองของ ‘วาวแพร’ ได้รับรางวัลกวีนิพนธ์เยาวชนดีเด่นปีเดียวกัน</p>
<p><em>เพลงดวงดาว</em><br />
หนังสือเล่มที่สาม ก็ได้รับรางวัลเดิมในปี 2531</p>
<p><em>เด็กชายจากดาวอื่น</em><br />
หนังสือเล่มที่สี่ ได้รับรางวัลชมเชยจากเวทีเดิม ในปี 2532</p>
<p>สถิติ 3 ปี 4 รางวัล ทำให้ชื่อของ ‘วาวแพร’<br />
ถูกพูดถึงดังขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>แต่นั่นยังไม่เท่ากับการพูดถึงในแง่ที่ว่า<br />
วาวแพรเป็นใคร ทำไมจึงไม่เคยมารับรางวัล ไม่เคยปรากฏตัว ไม่เคยออกสื่อ<br />
ไม่เคยติดต่อรับค่าเรื่อง ขนาดบรรณาธิการยังไม่รู้ว่าเป็นใคร<br />
คนในวงการวรรณกรรมต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานาว่า น่าจะเป็นนักเขียนดังคนนั้นคนนี้ กระทั่งหลายเสียงเดาว่าหรือจะเป็นนามปากกาจากในรั้วในวัง<br />
เจ้าของนามปากกาตัวจริงจึงต้องออกมาเฉลยผ่านนิตยสาร<em> ไรท์เตอร์</em> เมื่อปี 2537</p>
<p>ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของ วาวแพร และให้สัมภาษณ์สื่อครั้งแรกของนิพพานฯ<br />
ในรอบ 15 ปี เป็นจังหวะพอเหมาะพอดีที่ <em>ปีกความฝัน</em> นวนิยายเรื่องใหม่ของ<br />
นิพพานฯ ได้เข้าชิงรางวัลซีไรต์ และเป็นตัวเต็งจ๋า ก่อนที่เรื่อง <em>เวลา</em> ของ ชาติ<br />
กอบจิตติ จะพลิกโผคว้าซีไรต์ไปครอง</p>
<p>หนังสือเรื่องไหนก็ตาม ตัวละครหลักมักเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ<br />
เว้าแหว่ง ไม่สมประกอบ แต่มีความฝันเด่นชัด</p>
<p>&#8220;ผมรู้จักคนเหล่านี้<br />
พวกเขามีความฝันมากกว่าคนปกติธรรมดา เพราะเขามีส่วนขาดไป&#8221; อาจารย์มกุฏอธิบาย</p>
<p>&#8220;สมมุติเรามีเงิน<br />
10 บาท ถ้าเราจะต้องจ่าย 1 บาทเราไม่เดือดร้อนเลย แต่ถ้าเขามีเงิน 1<br />
บาทแล้วต้องจ่าย 1 บาท เขาจะขาดทันที สิ่งที่ผมอยากทำก็คือ จะถ่ายทอดให้คนที่มี 10<br />
บาทรู้สึกว่า คนที่ขาดตกบกพร่องมีตัวตนอยู่จริงๆ นะ อย่าได้มองข้ามคนเหล่านี้ไป<br />
นึกถึงเขาบ้าง&#8221;</p>
<p>การสื่อสารเรื่องของคนด้อยโอกาสเหล่านี้จำเป็นต้องรู้จักวิธีหีบห่อให้ดี<br />
เหมือนตอนที่เขาทำนิตยสาร <em>หนุ่มสาว</em> ร่วมกับปกรณ์ พงศ์วราภา<br />
(ที่นั่นเขาเคยทำหน้าที่ถ่ายนู้ดด้วย) คนหนุ่ม 2 คนคุยกันว่า<br />
ต้องเอาวิตามินมาใส่ในขวดเหล้าที่ยื่นให้คนดื่ม ใส่ครั้งละหยดสองหยด<br />
แล้ววันหนึ่งพวกเขาจะยื่นขวดเหล้าที่มีวิตามินเต็มขวดให้ดื่มแทน</p>
<p>&#8220;เราเริ่มหาทางเอาตัวรอดกันมากขึ้น<br />
เหมือนเราว่ายน้ำไม่ค่อยแข็ง พอว่ายออกไปแล้วมีคนมาเกาะเราก็พยายามปัดออก&#8221;<br />
อาจารย์มกุฏพูดถึงสังคมที่เปลี่ยนไป<br />
ยุคนั้นเขียนเรื่องคนเป็นโรคเรื้อนเกือบได้ซีไรต์ แต่ถ้าเขียนในวันนี้ไม่รู้จะมีคนอ่านหรือเปล่า<br />
&#8220;แต่ถ้าเราจับมือกันคนละข้าง เราอาจถึงฝั่งได้แม้ไม่ต้องว่ายน้ำเลย<br />
ผมอยากให้คนคิดแบบนั้น&#8221;</p>
<p>จากประสบการณ์ที่เขียนวรรณกรรมเยาวชนมาทั้งหมด 8 เรื่อง และที่เกี่ยวกับเด็กอีกหลายเรื่อง<br />
เขาพบแล้วว่าหนังสือที่ดีสำหรับเด็กควรจะเป็นอย่างไร</p>
<p>“ไม่ต้องไปสั่งสอนอะไรเขามากหรอก<br />
ให้เขาสนุกที่จะอ่าน<br />
บางทีการตั้งใจจับความดียัดใส่เข้าไปทำให้อ่านแล้วไม่สนุกตั้งแต่ต้น<br />
แต่ถ้าทำให้เขาเห็นว่าตัวสนุกมาแล้ว ให้ไปเล่นกับตัวสนุกก่อน แล้วค่อยบอกว่า<br />
แบ่งตัวสนุกให้เพื่อนเล่นบ้างสิ คุณเล่นมาตั้งนานแล้ว เท่านั้นเอง<br />
เราไม่ต้องบอกเขาว่า แบ่งปัน เห็นแก่คนอื่น หรือ ทำความดี มันเป็นสิ่งที่เขาจะรู้ได้เอง</p>
<p>“หนังสือที่ดีคือ หนังสือที่จรรโลงชีวิตมนุษย์<br />
ตัวสนุกจรรโลงชีวิตเด็ก เพราะเด็กชอบสนุก<br />
คนเศร้าก็ควรจะมีหนังสืออะไรสักเล่มที่จรรโลงความเศร้าของเขาให้หายไป จรรโลงชีวิตให้ดีขึ้น<br />
นั่นแหละคือหนังสือที่ดีที่สุดในแต่ละขณะของแต่ละคน<br />
เราไปบอกไม่ได้หรอกว่าหนังสือคลาสสิกคือหนังสือที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน บางทีเราอาจจะหลงไปกับการกำหนดคำนิยามแต่ไม่ดูความแตกต่างของผู้คน&#8221;<br />
ชายผู้เชื่อว่าการทำหนังสือดีก็เสมือนสร้างโบสถ์วิหารอธิบาย</p>
<p>มกุฏ อรฤดี นิพพานฯ และ วาวแพร คือ<br />
นักเขียนที่เขียนหนังสือดี เขียนหนังสือขายดี และเขียนหนังสือเร็วมาก<br />
แต่เขากลับไม่ได้เขียนงานใหม่มา 26 ปีแล้ว</p>
<p>เขาเคยตั้งใจจะเขียนหนังสือประวัติชีวิตถวัลย์<br />
ดัชนี เช่นเดียวกับระวี ภาวิไล หลังจากตามเก็บประวัติชีวิตมาหลายสิบปี<br />
สุดท้ายเขาก็ล้มเลิกโครงการทั้งสองไปเพราะติดขัดเรื่องเวลา</p>
<p>แล้วเขาเอาเวลาไปทำอะไรหมด</p>
<p>“ทำหนังสือให้คนอื่น&#8221; เขาตอบทันที<br />
&#8220;เพราะงานของคนอื่นมีสัญญาบังคับอยู่ว่าต้องเสร็จเมื่อไหร่ ไหนจะงานจัดการ วันหนึ่งข้างหน้าถ้างานไม่เยอะขนาดนี้<br />
จัดการภาระที่ค้างเสร็จ หรือมีใครมาช่วย แล้วมีเวลาสัก 11 คืน<br />
ผมก็อาจจะเขียนหนังสือได้อีก&#8221;</p>
<p>วันนี้ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์จึงมีงานเขียนให้เราติดตามเพียงบันทึกความคิดในเฟซบุ๊ก<br />
เป็นการฝึกเขียนบันทึกยาวๆ ให้สั้นที่สุด จบภายในหนึ่งถึงสองประโยค<br />
เมื่อสะสมสิ่งเหล่านี้ได้มากพอ อาจได้นำไปใช้ในการเขียนเรื่องยาวคราวต่อไป</p>
<p>ด้วยสถานะนักเขียนระดับรางวัลล้นตู้ และครูผู้พร่ำสอนคนมากมายเรื่องหนังสือ<br />
เขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความกดดันอะไรกับงานเขียนชิ้นต่อไปเลย</p>
<p>“ถ้าผมจะพิมพ์งานชิ้นใหม่ มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับงานชิ้นเก่า<br />
ถ้ามันจะเลวลงก็เพราะฝีมือของเราไม่ได้ดีขึ้น วิจารณ์ผมได้ ผมรับได้<br />
ยิ่งเป็นคำวิจารณ์ที่ดีก็ยิ่งมีประโยชน์&#8221;</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>07</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>หนังสือทุกเล่มคือชีวิตของผม</strong></h3>
<p>บทสนทนาของเราหยุดลงชั่วคราว เพื่อหลีกทางให้จาน &#8216;เปาะเปี๊ยะดอนฯ&#8217; อาหารว่างยามบ่าย</p>
<p>ร้านขายเปาะเปี๊ยะเคลื่อนที่เจ้านี้เริ่มมาขายช่วงที่ชาวผีเสื้อปิดสำนักพิมพ์<br />
2 ปี ไม่ทำงานอื่นใดนอกจากหนังสือเรื่อง <em>ดอนกิโฆเต้ฯ</em><br />
พวกเขากินเปาะเปี๊ยะเจ้านี้ทุกบ่ายจนตั้งชื่อให้ตามหนังสือที่กำลังง่วนทำ</p>
<p>พอท้องอิ่มเราก็ทำงานต่อ “อาจารย์ทำงานหนักไหมครับ”</p>
<p>&#8220;หนัก&#8221;<br />
ผู้ทำหนังสือจนได้รับอิสริยาภรณ์ศิลปศาสตร์และอักษรศาสตร์ชั้นอัศวินจากรัฐบาลฝรั่งเศส<br />
ตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด &#8220;ผมทำงานหนักตลอดทั้งชีวิต<br />
ผมทำงานหนักมากมาตั้งแต่เด็ก ตอนทำสำนักพิมพ์บางช่วงเราไม่มีสตางค์จ้างคนมากนัก<br />
ผมต้องทำงานวันละ 15 ชั่วโมง&#8221;</p>
<p>ชีวิตประจำวันของเขาในวันปกติไม่หนีจากนี้สักเท่าไหร่<br />
เขาพักอยู่ชั้นบนของสำนักงาน ตื่นนอนราวสิบโมง เริ่มทำงานบ่ายโมง<br />
เลิกงานประมาณตีสามตีสี่ เขาบอกว่าตอนนี้บ้างานน้อยลง เมื่อก่อนเลิกงานราวแปดโมง<br />
ทักทายพนักงานที่เข้ามาทำงานตอนเช้าก่อนเข้านอน พักนอนสัก 5<br />
ชั่วโมง ตอนบ่ายก็กลับมาทำงานต่อ</p>
<p>เขาไม่มีเวลาหลังเลิกงาน</p>
<p>วันธรรมดาหรือเสาร์อาทิตย์ไม่แตกต่าง<br />
เขาหยุดงานเพราะป่วยปีละครั้ง นอกนั้นทุกวันคือวันทำงาน เขาทำงาน จนนึกภาพตัวเองตอนไม่ได้ทำงานไม่ออก</p>
<p>“โห ผมกลัวมาก<br />
ผมเข้าใจเลยว่าทำไมนักเขียนหลายคนถึงฆ่าตัวตายเมื่อทำงานไม่ได้<br />
หรือดูถูกงานที่ตัวเองกำลังทำ อยู่ไปก็เสียชื่อ แต่ผมโชคดีตรงที่ผมไม่ได้เก่งมาก<br />
จึงไม่กลัวว่างานที่ทำจะไม่ดีเท่าของเดิม แล้วก็คงไม่ฆ่าตัวตาย” เจ้าของรางวัลช่อการะเกดเกียรติยศจากสำนักช่างวรรณกรรม หัวเราะ &#8220;ผมนึกไม่ออกจริงๆ<br />
ว่า ถ้าถึงวันที่ไม่ได้ทำงานจะอยู่ยังไง สาบานได้ว่า ผมไม่เคยคิดที่จะเลิกทำงาน”</p>
<p>อาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักของลูกศิษย์ลูกหาบอกว่า<br />
คนที่เขาเคารพนับถือที่สุดคือ คนที่ทำงาน</p>
<p>“การทำงานมันมากกว่าแค่ทำงาน<br />
ถ้าใครสักคนทำงานได้ดี ทำอย่างรับผิดชอบ อย่างรอบคอบ อย่างประณีต<br />
มันไม่ใช่ยานพาหนะที่สักแต่แล่นได้ แต่มีวิญญาณบางอย่างอยู่ในการทำงานด้วย<br />
และงานนั้นต้องเป็นงานซึ่งไม่หวังประโยชน์ให้ตัวเองไปเสียทั้งหมด<br />
มีบางส่วนที่เจือจานไปหาผู้อื่นด้วย นั่นคือคนทำงานที่ผมเคารพ เขาจะอายุน้อยแค่ไหนก็ตาม&#8221;<br />
ชายผู้ทำหนังสือจนได้รับยศเป็นอัศวินอธิบาย</p>
<p>“เวลาที่เราประสบปัญหายุ่งยากเรื่องงานนี่มันเศร้านะ<br />
ตอนทำนิตยสารผมเคยนั่งร้องไห้ น้ำตาไหลเลย ถามตัวเองว่าเราทำสิ่งนี้ไปทำไม<br />
พอวันรุ่งขึ้นได้รับจดหมายจากคนอ่าน ความรู้สึกนั้นหายไปหมดเลย ช่วงนี้สิ่งที่ผมทำยิ่งชัดเจน<br />
ผมไม่มีคำถามนั้นอีกแล้ว</p>
<p>“ตั้งแต่เมื่อก่อนจนถึงตอนนี้ พอได้หนังสือเล่มแรกจากโรงพิมพ์<br />
คืนนั้นผมต้องนอนอ่านจนหลับ เอามานอนกอด หนังสือที่ผมทำทุกเล่มคือชีวิตของผม มีวิญญาณของผมอยู่ในนั้นทุกเล่ม<br />
วันข้างหน้าถ้าผมตายไป ผมไม่จำเป็นต้องทำหนังสือบอกเล่าชีวิตของตัวเองแล้ว&#8221;<br />
รอยยิ้มของชายวัย 64 บอกว่า<br />
เขามีความสุขกับการทำหนังสือจริงๆ</p>
<p>เขาอยากให้โลกจดจำชายชื่อมกุฏอย่างไร</p>
<p>“ปรัชญาในการดำเนินชีวิตของผมง่ายนิดเดียว<br />
ผมแค่ปรารถนาให้ทุกคนในประเทศนี้มีโอกาสได้อ่านหนังสือดีเสมอกัน<br />
ผมรู้สึกอย่างนี้มาตั้งแต่อายุสิบสาม บัดนี้เป็นเวลาห้าสิบปี นั่นคือสิ่งสูงที่สุดเป็นยอดเจดีย์<br />
แต่รากฐานของเจดีย์ที่ผมสร้างอยู่คือ ผมพยายามทำหนังสือให้ดี ไม่ใช่เพื่อให้มีหนังสือดีสำหรับคนมีปัญญาอ่านหนังสือดี<br />
แต่ทำเพื่อให้เป็นแบบอย่างของหนังสือดี จะได้มีคนทำหนังสือดีเยอะๆ &#8221; นักทำหนังสือตอบ</p>
<p>หลายคนคงสงสัยว่า<br />
การทุ่มเทพลังและเวลาทั้งชีวิตเพื่อทำหนังสือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าแล้วหรือ</p>
<p>&#8220;ผมคิดว่าคุ้มค่านะครับ&#8221;<br />
อาจารย์มกุฏเว้นจังหวะเพื่อเรียบเรียงความคิด<br />
&#8220;เหมือนผมมีเมล็ดพันธุ์อยู่หนึ่งกระสอบ แล้วผมแบกมันมา<br />
ขณะเดินแต่ละก้าวผมก็หยิบหนึ่งเมล็ดโยนลงไป มันอาจจะเกือบหมดกระสอบแล้ว<br />
กระสอบรั่วหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ถ้าผมหันหลังกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในรายทาง<br />
ผมเห็นบางเมล็ดงอกและบางต้นโต บางต้นมีดอกมีผล ผมไม่มีโอกาสเก็บกิน<br />
ไม่มีโอกาสอาศัยร่มเงา ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงร้องเพลงของนกที่มาอาศํยต้นเหล่านี้<br />
แต่อย่างน้อยที่สุดเมื่อหันหลังกลับไปมอง ผมเห็นครับ มันยิ่งกว่าคำว่าคุ้ม เช่น <em>ลลนา<br />
</em>ประกาศว่านิตยสารทุกเล่มที่คุณได้ไปแล้วชำรุดเราจะเปลี่ยนให้ฟรี<br />
ขณะนั้นและหลายสิบปีหลังจากนั้นไม่เคยมีคนทำ<br />
แต่วันนี้แทบทุกสำนักพิมพ์รับเปลี่ยนหมด<br />
หรือสิบกว่าปีก่อนเราพูดเรื่องกระดาษถนอมสายตา มีคนบอกว่าบ้า<br />
แต่ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่ากระดาษสีแบบนี้ดีต่อสายตา<br />
ผมไม่รู้นะว่ามันคือเมล็ดที่หล่นจากถุงเองหรือผมเป็นคนหย่อน<br />
แต่เมื่อผมหันหลังกลับไปมอง มันงอกแล้ว&#8221;</p>
<p>ชายผู้มีความทรงจำเป็นสมบัติ มีงานเป็นเพื่อนสนิท<br />
และนับว่าหนังสือคือชีวิต ยิ้มอีกครั้ง</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 170 </em><em>ตุลาคม </em><em>2557)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-71">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-72">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-73">ตอนที่ 3</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นวลตา วงศ์เจริญ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-74/">ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 4/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-74/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 3/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-73/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-73/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์ผีเสื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[มกุฏ อรฤดี]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรณาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[a day 170]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-73/</guid>

					<description><![CDATA[<p>04 หนังสือเด็ก มกุฏ อรฤดี เป็นคนที่จดจำภาพชีวิตในวัยเด็กของตัวเองได้ชัดมาก นั่นคือคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่เขานำมาใช้เขียนหนังสือ “ผมนอนดึกมากตั้งแต่เด็ก ตอนไปอยู่โรงเรียนประจำนี่ลำบากมาก&#8221; เขาหมายถึงการย้ายจากโรงเรียนแถวบ้านที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ไปที่โรงเรียนแสงทอง อำเภอหาดใหญ่ โรงเรียนชื่อดังที่โดดเด่นเรื่องภาษาอังกฤษ เขาได้เปิดโลกผ่านการสนทนากับบาทหลวงชาวอิตาลี สเปน และฝรั่งเศส ได้เล่นละครเวที เป็นนักร้องประจำโบสถ์ รวมถึงเป็นนักดนตรีในวงโยธวาทิตของโรงเรียน “ที่นั่นบังคับให้เข้านอนตามเวลา สามทุ่มต้องเข้านอนแล้ว แต่ผมยังนอนไม่ได้ บาทหลวงเขาก็ตั้งให้ผมเป็นคนปิดสวิตช์ไฟตามที่ต่างๆ ในโรงเรียน ผมมีสิทธิ์เข้าตึกช้ากว่าคนอื่น กลัวผีก็กลัว แต่ก็ยินดีทำหน้าที่นี้ เวลาพิมพ์ข้อสอบตอนกลางคืนผมก็ได้เข้าไปช่วยใช้เครื่องโรเนียว เปิดไฟสลัวๆ เราก็ไม่เห็นข้อสอบ จนบัดนี้ผมก็นอนหัวค่ำไม่ได้&#8221; ที่โรงเรียนแห่งนี้ เขาเริ่มอ่าน วีรธรรม และ กองหน้าร่าเริง นิตยสารในเครือคาทอลิก มีการ์ตูนฝรั่งชื่อดังอย่าง แตง แตง (Tin Tin) แฟลชกอร์ดอน และเริ่มเขียนวรรณกรรมเป็นครั้งแรกบนบอร์ดที่ติดตามเสาในโรงเรียน นักเรียนคนไหนอยากเขียนอะไรก็เอามาแปะไว้ได้บนบอร์ด ทั้งบทความ เรียงความ และกลอน พอกลับมาเรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนมัธยมเทพา อำเภอเทพา เขาก็เอาความคิดนี้มาทำที่โรงเรียนบ้าง เขาเรียกด้วยชื่อที่สวยหรูว่า magazine board จากนั้นเขาก็ทำหนังสือเล่มตั้งแต่อายุสิบสาม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-73/">ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">04</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>หนังสือเด็ก</strong></h3>
<p>มกุฏ อรฤดี<br />
เป็นคนที่จดจำภาพชีวิตในวัยเด็กของตัวเองได้ชัดมาก นั่นคือคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่เขานำมาใช้เขียนหนังสือ</p>
<p>“ผมนอนดึกมากตั้งแต่เด็ก<br />
ตอนไปอยู่โรงเรียนประจำนี่ลำบากมาก&#8221;<br />
เขาหมายถึงการย้ายจากโรงเรียนแถวบ้านที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา<br />
ไปที่โรงเรียนแสงทอง อำเภอหาดใหญ่ โรงเรียนชื่อดังที่โดดเด่นเรื่องภาษาอังกฤษ เขาได้เปิดโลกผ่านการสนทนากับบาทหลวงชาวอิตาลี<br />
สเปน และฝรั่งเศส ได้เล่นละครเวที เป็นนักร้องประจำโบสถ์<br />
รวมถึงเป็นนักดนตรีในวงโยธวาทิตของโรงเรียน</p>
<p>“ที่นั่นบังคับให้เข้านอนตามเวลา<br />
สามทุ่มต้องเข้านอนแล้ว แต่ผมยังนอนไม่ได้ บาทหลวงเขาก็ตั้งให้ผมเป็นคนปิดสวิตช์ไฟตามที่ต่างๆ<br />
ในโรงเรียน ผมมีสิทธิ์เข้าตึกช้ากว่าคนอื่น กลัวผีก็กลัว แต่ก็ยินดีทำหน้าที่นี้<br />
เวลาพิมพ์ข้อสอบตอนกลางคืนผมก็ได้เข้าไปช่วยใช้เครื่องโรเนียว เปิดไฟสลัวๆ<br />
เราก็ไม่เห็นข้อสอบ จนบัดนี้ผมก็นอนหัวค่ำไม่ได้&#8221;</p>
<p>ที่โรงเรียนแห่งนี้ เขาเริ่มอ่าน<em> วีรธรรม</em><br />
และ <em>กองหน้าร่าเริง</em> นิตยสารในเครือคาทอลิก มีการ์ตูนฝรั่งชื่อดังอย่าง <em>แตง<br />
แตง (</em><em>Tin Tin)</em> <em>แฟลชกอร์ดอน</em> และเริ่มเขียนวรรณกรรมเป็นครั้งแรกบนบอร์ดที่ติดตามเสาในโรงเรียน<br />
นักเรียนคนไหนอยากเขียนอะไรก็เอามาแปะไว้ได้บนบอร์ด ทั้งบทความ เรียงความ และกลอน</p>
<p>พอกลับมาเรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนมัธยมเทพา<br />
อำเภอเทพา เขาก็เอาความคิดนี้มาทำที่โรงเรียนบ้าง เขาเรียกด้วยชื่อที่สวยหรูว่า magazine<br />
board จากนั้นเขาก็ทำหนังสือเล่มตั้งแต่อายุสิบสาม เริ่มต้นด้วยการเขียนลายมือ<br />
ตอนหลังจึงไปตีสนิทเสมียนที่ที่ว่าการอำเภอเพื่อขอใช้พิมพ์ดีดทำหนังสือ</p>
<p>พอทำหนังสือเป็นเล่มสำเร็จ<br />
เขาก็ข้ามขั้นไปทำห้องสมุด</p>
<p>ที่นี่แม้เป็นโรงเรียนมัธยมก็ยังไม่มีห้องสมุด เขาจึงเรี่ยไร่เงินเพื่อนคนละบาทเพื่อซื้อหนังสือทำห้องสมุดของตัวเอง<br />
ได้มา 13 บาท ก็เอาไปซื้อนิตยสาร 3<br />
เล่ม คือ <em>อสท. แม่บ้านการเรือน</em> และ <em>สตรีสาร</em><br />
แล้วเข้าไปจัดระเบียบห้องเก็บอุปกรณ์เกษตร เอาเถาวัลย์จากป่ามาผูกกับไม้แขวนเป็นชั้นวางหนังสือ<br />
เพื่อนๆ ก็มาเวียนกันอ่านจนหนังสือฉ่ำมือไปหมด<br />
ทำไปสักพักเขาก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสร้างสรรค์ เพราะมีแต่จ่ายเงิน<br />
เด็กชายมกุฏเลยคิดหาเงินทำห้องสมุดด้วยการตั้งทีมบาสเกตบอล</p>
<p>ยุคนั้นบาสเกตบอลเป็นกีฬาที่ใหม่มาก<br />
เขาคิดว่าถ้าจัดแข่งขันต้องขายบัตรได้แน่ แต่โรงเรียนเพิ่งเปิดมาได้ 2 ปี ยังไม่มีสนามบาสฯ<br />
เขาจึงชวนเพื่อนชวนภารโรงเอาจอบมาปรับพื้นดินให้เป็นสนาม แล้วหาไม้มาทำแป้น<br />
เอาเงินไปซื้อลูกบาสฯ ราคา 75 บาท<br />
ในยุคที่ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 5 บาท ซ้อมได้สักพักพวกเขาก็นั่งรถไฟไปแข่งกับโรงเรียนต่างอำเภอ<br />
พอเจอสนามปูนมาตรฐานพวกเขาก็แพ้ยับจนถอดใจไม่อยากกลับมาซ้อมกับสนามดินอีกแล้ว</p>
<p>เด็กชายมกุฏเกิดความคิดใหม่ว่าวิชาเกษตรแทนที่จะให้นักเรียนปลูกผักบุ้ง<br />
น่าจะเปลี่ยนมาปลูกถั่วลิสงเพราะขายได้ราคากว่า แต่สุดท้ายรายได้จากการขายถั่วก็ไม่มากนัก<br />
เขาจึงเสนอให้ครูใหญ่ตั้งวงดนตรีของโรงเรียน จะได้จัดแสดงดนตรีเก็บเงินค่าตั๋วได้<br />
ซึ่งความคิดนี้ลุล่วงก็เมื่อเขาเรียนจบไปแล้ว</p>
<p>ครั้นเข้าสู่วงการวรรณกรรม<br />
ศิษย์เก่าคนนี้ก็ทยอยส่งหนังสือดีๆ มาให้โรงเรียนไม่ขาด และช่วยหาเงินมาสร้างห้องสมุด<br />
กว่าจะสำเร็จได้ต้องใช้เวลาถึง 25 ปี</p>
<p>นักเขียนที่เคยเข้าชิงรางวัลซีไรต์ในหมวดนวนิยายคนนี้<br />
เริ่มเข้าสู่สถานะนักเขียนตั้งแต่อายุ 13-14 ปี<br />
เขาเขียนกลอนส่งสถานีวิทยุท้องถิ่น และนิตยสารรายเดือนของสถานีโทรทัศน์ที่หาดใหญ่<br />
เมื่อเรียนวิทยาลัยครูเรื่องสั้นของเขาก็ได้ลงพิมพ์ใน <em>สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์</em><br />
บทความวิจารณ์เรื่องคอร์รัปชันก็ได้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์<em> ไทยรัฐ</em></p>
<p>“มันไม่ง่ายหรอก ผมมีผลงานตีพิมพ์สัปดาห์ละชิ้น<br />
แต่ที่เขียนแล้วทิ้งน่ะมีเป็นร้อย&#8221; ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ยืนยันว่า<br />
ไม่มีความสำเร็จใดได้มาง่ายๆ หากไม่พยายาม &#8220;ผมไม่เก่งเรื่องการใช้ภาษา<br />
ผมไม่ใช่นักประดิดประดอยถ้อยคำ ผมเขียนด้วยภาษาง่ายๆ<br />
ด้วยความรู้สึกว่ามนุษย์ธรรมดาเขาก็พูดกันง่ายๆ ทำไมต้องเขียนให้ตัวละครพูดยากๆ<br />
ด้วย เมื่อผมไม่เก่ง ก็ต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่นเขา&#8221;</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>05</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>โรงเรียนหนังสือ</strong></h3>
<p>มกุฏ อรฤดี เรียนจบประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง<br />
วิชาเอกภาษาอังกฤษ จากวิทยาลัยครูสงขลา</p>
<p>แต่เขาเรียนการทำหนังสือจากการโดดเรียนวิชาขับร้องไปขอฝึกงานกับโรงพิมพ์<br />
ฝึกทำตัวเรียงพิมพ์ ดูเขาจัดหน้า ดูเขาพิมพ์ เจ้าของโรงพิมพ์บอกว่าไม่มีเงินให้นะ<br />
เขาตอบว่า ไม่เป็นไร เขาอยู่ใกล้ๆ นี่เอง<br />
นั่งรถจากสงขลามาหาดใหญ่หนึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว</p>
<p>เขาได้วิชาการพิมพ์ แลกกับการสอบตกวิชาขับร้อง</p>
<p>เมื่อเรียนจบ เขาอยากทำหนังสือ<br />
และสนใจเรื่องการเมือง หนุ่มใต้คนนี้จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ<br />
มาทำงานกับนิตยสารของพรรคการเมืองใหญ่ และยังคงเขียนเรื่องสั้นส่งไปตามที่ต่างๆ<br />
งานแรกทำให้เขามีรายได้เลี้ยงชีพ งานหลังเขาใช้คำว่า &#8216;เป็นการประดับประดาชีวิตอย่างหนึ่งในวัยหนุ่ม&#8217;</p>
<p>พอคลุกคลีกับวงการการเมืองมากเข้า<br />
เขาก็เริ่มเบื่อหน่าย เมื่อจอมพลถนอม-ประภาส ปฏิวัติ ปี 2514<br />
นิตยสารที่เขาทำงานถูกสั่งปิด เขาจึงออกเดินทาง แล้วเขียนต้นฉบับวรรณกรรมที่มีฉากหลังเป็นการปฏิวัติในประเทศไม่ปรากฏชื่อ<br />
แต่มีฉากเป็นหิมะและตัวละครมีชื่อรัสเซีย เขาใช้นามปากกา ‘นิพพานฯ’ ชื่อที่ใช้ตั้งแต่สมัยเป็นบรรณาธิการ ทำวรสารที่วิทยาลัยครู<br />
เขาต้องเขียนต้นฉบับครึ่งเล่มแทนเพื่อนที่ไม่ส่งงานตามกำหนด ก็เปลี่ยนนามปากกาไปเรื่อย<br />
จนนึกชื่อไม่ออกเลยเปิดพจนานุกรม เขาชอบคำว่า ‘นิพพาน’ เพราะจังหวะคำสวย แต่ความหมายยิ่งใหญ่เกินไป<br />
เขาคิดว่าตัวเองยังไม่ถึงขนาดนั้น จึงใส่ ‘ฯ’ ต่อท้าย หมายความว่า ‘ยังไม่จบ ยังมีต่อจากนี้อีก’</p>
<p>เขาส่งต้นฉบับเรื่องนี้ไปที่<em> ลลนา</em> สัปดาห์ต่อมาเขาได้รับโทรศัพท์ให้ไปพบบรรณาธิการ<br />
สุวรรณี สุคนธา ทุกคนใน <em>ลลนา</em> เข้าใจผิดว่านี่คือต้นฉบับของเพื่อนคุณสุวรรณี<br />
ซึ่งไปเป็นผู้ประกาศวิทยุที่มอสโคว์ พอรู้ว่าเข้าใจผิดก็เลยชวนคุยไปเรื่อย<br />
เมื่อรู้ว่านักเขียนหนุ่มกำลังว่างงาน บรรณาธิการเลยถามว่าช่วยปรู๊ฟได้ไหม เพราะตอนนี้กำลังเร่งปิดต้นฉบับ<br />
เขาตอบตกลง ทีมงานก็เอาปรู๊ฟรอบสุดท้ายมาให้อ่าน เขาพบคำผิดพอสมควร คุณสุวรรณีถูกใจจึงชวนมาปรู๊ฟอีก<br />
จ่ายค่าแรงให้วันละ 30 บาท<br />
ทำไปได้หนึ่งสัปดาห์ก็ชวนมาทำประจำ ได้เงินเดือน 950 บาท</p>
<p>นักเขียนหนุ่มทำงานสารพัดทั้งตรวจทานต้นฉบับ<br />
เขียนคอลัมน์ คัดเรื่องสั้น ทำไปได้ 4-5 เดือน<br />
บรรณาธิการก็มอบหมายให้ดูแลคอลัมน์ตอบจดหมาย เขาทำได้ไร้ปัญหา<br />
เพราะว่าใช้สำนวนภาษาแบบผู้หญิงได้ดีอยู่แล้ว</p>
<p>เมื่อทำงานถึงเดือนที่หก<br />
ชีวิตของเขาก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อคุณสุวรรณีแก้วหูหลุด ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล<br />
เธอโทรตามเขาให้มาพบที่โรงพยาบาล เพื่อมอบหมายให้รับผิดชอบงานทั้งหมดแทนบรรณาธิการ<br />
รวมถึงเขียนบทบรรณาธิการ และต้องปิดเล่มให้ได้ในระยะเวลา 3-4<br />
วัน</p>
<p>ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่น<br />
เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ</p>
<p>นิตยสาร<em> ลลนา</em>ฉบับนั้น<br />
มกุฏ อรฤดี เป็นคนเสนอให้สัมภาษณ์ผู้กำกับหนังที่ชื่อ ยุทธนา มุกดาสนิท<br />
หลายปีผ่านไป ผู้กำกับคนนี้ได้ติดต่อขอนำหนังสือเรื่อง <em>ผีเสื้อและดอกไม้</em><br />
ของเขาไปสร้างภาพยนตร์ซึ่งคว้ารางวัลตุ๊กตาทองมาได้ถึง 7<br />
สาขา แล้วยังไปคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังที่อเมริกาด้วย</p>
<p><em>ลลนา</em> เปรียบเหมือนโรงเรียนสอนทำหนังสืออีกแห่งของอาจารย์มกุฏ</p>
<p>ที่นี่เขาได้ทำงานกับบุคคลสำคัญในวงการวรรณกรรมมากมาย<br />
เช่นนักเขียนอย่างสุวรรณี สุคนธา, ทมยันตี, กฤษณา อโศกสิน หรืออังคาร กัลยาณพงศ์<br />
ซึ่งเขามีหน้าที่รับต้นฉบับจากกวีซีไรต์ท่านนี้มาพิมพ์และตรวจทานให้ถูกต้อง<br />
นักวาดภาพประกอบดังๆ ที่เขาต้องทำงานด้วยก็มี จักรพันธุ์ โปษยกฤต เทพศิริ สุขโสภา<br />
ช่วง มูลพินิจ และศิริสวัสดิ์ พันธุมสุต<br />
ส่วนเพื่อนพ้องรุ่นราวคราวเดียวที่เติบโตมาด้วยกันก็มี ปกรณ์ พงศ์วราภา พิบูลศักดิ์<br />
ละครพล และนิเวศน์ กันไทยราษฎร์</p>
<p>ยุคนั้น พันศักดิ์ วิญญรัตน์ คือนักวิชาการที่เชี่ยวชาญเรื่องอินโดจีนมาก<br />
ซึ่งสมัยนั้นไม่มีใครเดินทางไป เขาแอบหาทางเข้าไปแล้วเขียนต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษส่ง<em><br />
ลลนา </em>เพราะเขาเขียนภาษาไทยไม่ถนัด กองบรรณาธิการต้องแปลเป็นภาษาไทยเสร็จแล้วก็ยกโขยงไปอ่านให้เจ้าตัวฟัง<br />
พันศักดิ์ได้ฟังมักจะหัวเราะ เพราะตอนที่เขาเขียนเป็นภาษาอังกฤษ<br />
สำนวนไม่ได้นุ่มนวลอ่อนหวานอย่างนี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนแปลเป็นผู้หญิง</p>
<p>“ผมเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้แหละ&#8221;<br />
อาจารย์มกุฏเล่าถึงบทเรียนสำคัญ &#8220;ก่อนแปลเราต้องรู้ว่าคนเขียนเป็นใคร คิดอะไรอยู่<br />
แปลออกมาแล้วเราใช้ถ้อยคำเหมือนที่เขาคิดหรือเปล่า นี่คือวิธีการเป็นบรรณาธิการต้นฉบับ<br />
ผมเก็บสิ่งเหล่านี้มาทีละนิดทีละหน่อย&#8221;</p>
<p>อาจารย์มกุฏเล่าว่า ชีวิตในช่วงนั้นสนุกมาก<br />
ทำเองทุกอย่าง ช่วยทำอะไรได้ก็ช่วย ทักษะการเรียงตัวพิมพ์ตัวตะกั่วที่เคยฝึกงานจากโรงพิมพ์ก็ได้นำมาใช้ที่นี่<br />
นั่นทำให้เขาสนใจจำนวนตัวอักษรในแต่ละคำ<br />
และระยะห่างของช่องว่างในประโยคจนถึงปัจจุบัน<br />
อย่างที่คนซึ่งเคยแต่จัดหน้าด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีระบบตัดคำ บีบคำ ถ่างคำให้<br />
คงงงว่าจะสนใจไปทำไม</p>
<p>“ช่วงนั้นผมทำอะไรได้มากทีเดียว<br />
ยุคนั้นนิตยสารไม่ค่อยเน้นเรื่องสมาชิก เพราะพอส่งหนังสือไปแล้วมีคนบอกว่าชำรุด หน้าหาย<br />
ผมจึงเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าการสั่งซื้อทางไปรษณีย์ไม่อันตรายหรอก<br />
เพราะถ้าคุณได้รับฉบับที่ชำรุด คุณส่งกลับมา เราจะส่งกลับไปเปลี่ยนให้<br />
ไม่ว่าจะชำรุดตรงไหนก็ตาม เรารับผิดชอบหมด คนบอกว่าจะบ้าเหรอ<br />
เพราะเราต้องเสียเงินค่าหนังสือ ค่าแสตมป์ แต่ผมบอกว่า ไม่หรอก<br />
ถ้าเราทำงานเป็นวงจรมากขึ้นก็เอาเงื่อนไขนี้ไปพูดกับโรงพิมพ์ว่า<br />
คุณต้องรับผิดชอบด้วย เขาก็ระมัดระวังมากขึ้น&#8221;<br />
อาจารย์มกุฏเริ่มแนวคิดนี้เป็นคนแรกตั้งแต่ปี 2516<br />
และเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักพิมพ์ผีเสื้อตลอดมา</p>
<p>อาจารย์มกุฏเริ่มทำ<em> ลลนา</em> ปี 2516 พอถึงปี 2518 เขาก็ลาออกกลับไปอยู่บ้านที่สงขลา<br />
สร้างกระต๊อบริมทะเล ทำตัวเป็นไอ้บ้า หมกตัวเขียนหนังสือ</p>
<p>11 คืนผ่านไป เขาได้ต้นฉบับ <em>ผีเสื้อและดอกไม้</em><br />
หนังสือที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขามากมายเหลือเกิน</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 170 </em><em>ตุลาคม </em><em>2557)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-71">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-72">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-74">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นวลตา วงศ์เจริญ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-73/">ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 3/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-73/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 2/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-72/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-72/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Dec 2016 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์ผีเสื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[มกุฏ อรฤดี]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรณาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[a day 170]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-72/</guid>

					<description><![CDATA[<p>02 หนังสือของไดโนเสาร์ ออกจากห้องเรียน ผมชวนอาจารย์มกุฏเข้าร้านหนังสือที่อยู่ไม่ห่างมหาวิทยาลัย ชายผมขาวเล่าถึงวัยเยาว์ระหว่างเดิน &#8220;ผมซื้อหนังสือปกแข็งครั้งแรกตอนอายุสิบเอ็ด เรื่อง ศรีธนญชัย ราคา 7 บาท ขณะนั้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 5 บาท ผมได้ค่าขนมวันละ 6 สลึง ต้องเก็บเงินเป็นเดือนกว่าจะได้ 7 บาท แบบปกอ่อนก็มี แต่ใจมันชอบหนังสือปกแข็งตั้งแต่ตอนนั้น ช่วงนั้นผมไปร้านหนังสือทุกสัปดาห์ ไปเปิดหนังสือดู เปลี่ยนที่ยืนไปเรื่อย เกรงใจเจ้าของร้าน พอกัดฟันเก็บเงินได้ ผมซื้อเลย เจ้าของร้านเขาดีใจมาก มีความสุขไปกับเราด้วย เขาคงคิดในใจว่า ขอบคุณนะที่ซื้อซะที อ่านฟรีมาตั้งปีนึงแล้ว&#8221; อาจารย์หัวเราะ &#8220;ผมจึงพยายามบอกร้านหนังสือเล็กๆ ว่า เปิดโอกาสให้เด็กเข้ามายืนอ่าน ผมพูดแทนเด็กได้เลยว่า ถ้าวันหนึ่งเขาซื้อได้ เขาจะซื้อ เชื่อเถอะ&#8221; จบเรื่องร้านหนังสือในวัยเด็ก เราก็เดินเข้าร้านหนังสือพื้นที่กว้างขวางในห้างสรรพสินค้า ร้านนี้ขายหนังสือภาษาไทย “เมื่อก่อนผมเข้าร้านหนังสือเพื่อดูเรื่องการตลาดว่า หนังสือเราขายได้ไหม แต่ตอนนี้พ้นจุดที่สนใจไปแล้ว เพราะจะขายได้หรือไม่ได้ อยู่เหนือการควบคุมของเราแล้ว&#8221; นักเขียนดังพูดพลางกวาดสายตาสำรวจชั้นหนังสือขายดี แน่นอนว่าไม่มีหนังสือจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และที่หนักหนากว่านั้นก็คือ ทั้งร้านไม่มีหนังสือจากสำนักพิมพ์ของเขาวางขาย “ผมไม่ได้สนใจแล้ว&#8221; บรรณาธิการสำนักพิมพ์ยิ้ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-72/">ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">02</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>หนังสือของไดโนเสาร์</strong></h3>
<p>ออกจากห้องเรียน<br />
ผมชวนอาจารย์มกุฏเข้าร้านหนังสือที่อยู่ไม่ห่างมหาวิทยาลัย</p>
<p>ชายผมขาวเล่าถึงวัยเยาว์ระหว่างเดิน &#8220;ผมซื้อหนังสือปกแข็งครั้งแรกตอนอายุสิบเอ็ด เรื่อง <em>ศรีธนญชัย</em> ราคา<br />
7 บาท ขณะนั้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 5 บาท ผมได้ค่าขนมวันละ 6 สลึง ต้องเก็บเงินเป็นเดือนกว่าจะได้<br />
7 บาท แบบปกอ่อนก็มี แต่ใจมันชอบหนังสือปกแข็งตั้งแต่ตอนนั้น<br />
ช่วงนั้นผมไปร้านหนังสือทุกสัปดาห์ ไปเปิดหนังสือดู เปลี่ยนที่ยืนไปเรื่อย<br />
เกรงใจเจ้าของร้าน พอกัดฟันเก็บเงินได้ ผมซื้อเลย เจ้าของร้านเขาดีใจมาก<br />
มีความสุขไปกับเราด้วย เขาคงคิดในใจว่า ขอบคุณนะที่ซื้อซะที อ่านฟรีมาตั้งปีนึงแล้ว&#8221;<br />
อาจารย์หัวเราะ &#8220;ผมจึงพยายามบอกร้านหนังสือเล็กๆ ว่า เปิดโอกาสให้เด็กเข้ามายืนอ่าน<br />
ผมพูดแทนเด็กได้เลยว่า ถ้าวันหนึ่งเขาซื้อได้ เขาจะซื้อ เชื่อเถอะ&#8221;</p>
<p>จบเรื่องร้านหนังสือในวัยเด็ก<br />
เราก็เดินเข้าร้านหนังสือพื้นที่กว้างขวางในห้างสรรพสินค้า<br />
ร้านนี้ขายหนังสือภาษาไทย</p>
<p>“เมื่อก่อนผมเข้าร้านหนังสือเพื่อดูเรื่องการตลาดว่า<br />
หนังสือเราขายได้ไหม แต่ตอนนี้พ้นจุดที่สนใจไปแล้ว เพราะจะขายได้หรือไม่ได้ อยู่เหนือการควบคุมของเราแล้ว&#8221;<br />
นักเขียนดังพูดพลางกวาดสายตาสำรวจชั้นหนังสือขายดี<br />
แน่นอนว่าไม่มีหนังสือจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และที่หนักหนากว่านั้นก็คือ<br />
ทั้งร้านไม่มีหนังสือจากสำนักพิมพ์ของเขาวางขาย</p>
<p>“ผมไม่ได้สนใจแล้ว&#8221;<br />
บรรณาธิการสำนักพิมพ์ยิ้ม</p>
<p>นักเขียนเจ้ารางวัลช่อการะเกดเกียรติยศ จากสำนักช่างวรรณกรรม<br />
เดินมุ่งหน้าไปที่ชั้นวางหนังสือหมวดวรรณกรรม เขาหยิบหนังสือจากชั้นขึ้นมาดูปก<br />
ขยับหนังสือในมือขึ้นลงคะเนน้ำหนักกระดาษ แล้วกรีดหน้ากระดาษใกล้จมูกเพื่อสูดกลิ่น<br />
นักทำหนังสือคนนี้ดมกลิ่นหนังสือทุกเล่ม</p>
<p>&#8220;กลิ่นบอกอายุกระดาษ<br />
เยื่อกระดาษคือไม้ที่ตายแล้ว กระดาษปีนี้กับห้าปีที่แล้วกลิ่นไม่เหมือนกัน<br />
ยิ่งใหม่ยิ่งหอม กระดาษเก่าจะเหม็นสาบ เพราะเริ่มมีละอองกระดาษแล้ว<br />
เล่มนี้เป็นกระดาษไทย ใช้เยื่อใหม่ หอม ลองดมดู&#8221; อาจารย์มกุฏส่งหนังสือมาให้<br />
แล้วหยิบหนังสือเล่มใหม่ขึ้นมาดม &#8220;นี่ใช้เยื่อเก่าผสมด้วย เป็นกระดาษนำเข้า<br />
พออายุสักสามปีจะเริ่มเหลือง เยื่อไม่ดี ตอนเปิดอ่านจะมีละอองฝุ่นฟุ้ง<br />
คนที่เป็นภูมิแพ้จะอ่านไม่ได้แล้ว แต่กระดาษที่ใช้เยื่อใหม่ทั้งหมดอย่างเล่มเมื่อกี้จะอยู่ไปได้อีกสักห้าสิบปี&#8221;</p>
<p>ความเชื่อที่ว่ากระดาษรีไซเคิลดีกว่ากระดาษใหม่ถูกสั่นคลอนอย่างแรง</p>
<p>&#8220;ถ้าเป็นหนังสือที่อ่านแล้วทิ้งเหมือนญี่ปุ่น<br />
หรือที่แบ็กแพ็กเกอร์พกใส่กระเป๋ามาอ่านแล้วขายต่อที่ถนนข้าวสารเล่มละสิบบาท<br />
ใช้กระดาษแบบไหนก็ได้ แต่ถ้าเป็นหนังสือดีที่ควรเก็บให้อยู่ได้สักห้าสิบปีร้อยปี<br />
หรือส่งต่อให้ลูกหลาน ก็ควรเลือกใช้กระดาษดี&#8221; ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระดาษอธิบาย</p>
<p>เราย้ายไปเดินในร้านหนังสือภาษาอังกฤษที่อยู่ติดกัน</p>
<p>“ส่วนใหญ่ผมดูรูปแบบ ไม่ดูเนื้อหาแล้ว<br />
เนื้อหามันกองอยู่ในหัวเราเต็มไปหมด ผมเข้าร้านหนังสือมาดูรูปแบบว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง<br />
พัฒนาไปบ้าง เรื่องการออกแบบ กราฟิก สี&#8221; นักดมหนังสือหยิบหนังสือปกแข็งเล่มหนาบนชั้นขึ้นมาดู<br />
บ่นเสียดายว่าห่อพลาสติกไว้ เลยดมกระดาษไม่ได้</p>
<p>เขาไม่ได้ร่ำเรียนทางด้านงานออกแบบหรือการทำหนังสือ<br />
แต่ก็ได้หนังสือและนิตยสารจากต่างประเทศเป็นครูตั้งแต่สมัยทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร<br />
<em>ลลนา</em> สื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้ชื่อว่าหวือหวาและเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดเมื่อ 40 ปีก่อน และต่อมาเมื่อเป็นบรรณาธิการนิตยสาร บีอาร์<br />
ครั้งนั้นเขาต้องสั่งซื้อนิตยสารมาจากฮ่องกง แต่วันนี้มีตัวอย่างดีๆ<br />
มากมายอยู่ในร้านหนังสือ เยอะจนเขาบอกว่า ดูไม่ทัน</p>
<p>“เล่มนี้เคยมาสัมภาษณ์ผม&#8221;<br />
อาจารย์มกุฏหยิบนิตยสาร <em>Monocle</em> ขึ้นมาพลิกดู<br />
&#8220;เขาถามผมเรื่องอีบุ๊ก ผมบอกผมไม่สนอีบุ๊ก&#8221; นักทำหนังสือเล่มหัวเราะ</p>
<p>“มีหลายคนบอกว่า<br />
วันหนึ่งหนังสือกระดาษจะหมดความหมายเพราะมีสื่ออื่นเข้ามา นั่นแหละยิ่งท้าทาย<br />
ยิ่งบอกว่าจะหายไป ผมจะยิ่งทำ ถ้าไม่มีกระดาษแล้ว ผมก็จะทำกระดาษเอง&#8221;<br />
ชายผู้เคยทดลองทำกระดาษใช้เองมาแล้ว ยกนิตยสารในมือขึ้นสูดกลิ่นกระดาษ สีหน้าเขาดูพึงพอใจ</p>
<p>&#8220;ผมจะเป็นไดโนเสาร์ตัวสุดท้ายที่ทำหนังสือกระดาษ&#8221;</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>03</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>หนังสือส่วนตัว</strong></h3>
<p>สำนักงานของสำนักพิมพ์ผีเสื้อเป็นบ้านขนาดย่อมในซอยสุขุมวิท<br />
24</p>
<p>ภายนอกไม่มีป้ายและสัญลักษณ์ใดๆ ระบุเลยว่าที่นี่คือสถานทำหนังสือ<br />
แต่บรรยากาศภายในดูยังไงก็รู้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับหนังสือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง<br />
เพราะพื้นที่เกือบทั้งหมดภายในบ้านเป็นที่ตั้งของโต๊ะและตู้ไม้เก่าสวยจับใจ<br />
บนเครื่องเรือนโบราณเต็มไปด้วยกองหนังสือของสำนักพิมพ์ที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ</p>
<p>ชาวผีเสื้อส่วนใหญ่กำลังนั่งพักผ่อนหลังกินอาหารกลางวันร่วมกัน<br />
ทีมงานคนหนึ่งแจ้งว่าวันนี้มีจดหมายส่งมา 9 ฉบับ จดหมาย 8 ฉบับเป็นลายมือโย้ไปเย้มาของเด็กๆ<br />
บางฉบับก็มีภาพวาดประกอบ พวกเขาเขียนมาขอสมุดจากโครงการ &#8216;มอบสมุดให้เด็กเขียนบันทึกแต่วัยเยาว์&#8217;<br />
ซึ่งอาจารย์มกุฏตั้งใจมอบสมุดบันทึกให้เด็กอายุ 5-11 ปี ที่เขียนจดหมายด้วยลายมือมาขอพร้อมคำสัญญาว่าจะเขียนบันทึก<br />
โครงการนี้ประกาศในเฟซบุ๊ก &#8216;มกุฏ อรฤดี&#8217; มาแล้วราว 2 เดือน มีเด็กน้อยเด็กเล็กส่งจดหมายมาแล้วกว่า<br />
870 ฉบับ</p>
<p>คนแจกสมุดบอกว่า<br />
เขาสนใจสมุดตั้งแต่เรียนชั้นประถมสี่</p>
<p>เสน่ห์ของหน้ากระดาษเปล่าๆ ที่พร้อมให้เราแต่งเติมเรื่องราวเองนั่นก็เรื่องหนึ่ง<br />
เหตุผลอีกอย่าง เขาบอกว่า &#8220;เวลาอ่านหนังสือ<br />
เรามักอ่านเรื่องราวที่สนุกจนไม่ได้สนใจดูรูปเล่มว่าเป็นยังไง ไม่เหมือนสมุดที่มีแต่หน้าว่าง<br />
เราจึงสนใจรูปเล่ม ลองแบะดูสิ มีเชือกด้วย<br />
มันทำให้ผมเริ่มสนใจเทคนิคการพิมพ์&#8221;</p>
<p>เขาชอบชวนคนเขียนบันทึก</p>
<p>เกือบทุกวิชาที่เขาสอน ผู้เรียนต้องเขียนบันทึกประจำวันมาส่งเป็นการบ้าน<br />
ต้นชั่วโมงอาจารย์มกุฏจะนั่งอ่านสมุดบันทึกของแต่ละคนแบบเดียวกับที่บรรณาธิการตรวจต้นฉบับ<br />
หากพบการใช้ภาษาผิดพลาดก็จะเขียนแก้ และถ้ารู้ว่าลูกศิษย์ใช้ชีวิตไม่ถูกทางก็จะให้คำแนะนำ<br />
เขาเคยอ่านบันทึกแล้วรู้สึกว่านักเรียนมีปัญหา จึงเรียกมาคุย มาช่วยแก้ปัญหา<br />
ก่อนที่เด็กจะสารภาพว่าคิดอยากฆ่าตัวตาย</p>
<p>“ความคิดของเด็กกับผู้ใหญ่ต่างกัน<br />
ความประณีตละเอียดอ่อนก็ต่างกัน เราคิดว่าการเป็นนักเขียนจะสร้างอะไรก็ได้<br />
แต่บางเรื่องเกิดขึ้นเฉพาะวัยนั้นจริงๆ ถ้าเราไม่ได้บันทึกความคิดนั้นไว้ เรียกยังไงก็ไม่มา&#8221;<br />
อาจารย์พูดถึงข้อดีของการเขียนบันทึก “ถ้าเด็กทุกคนในประเทศนี้เขียนบันทึก<br />
เราจะมีข้อมูลไว้ใช้มากมายมหาศาลขนาดไหน<br />
นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำอยู่ทุกวันนี้&#8221;</p>
<p>จดหมายอีกฉบับที่มาถึงในวันนี้เป็นจดหมายจากผู้อ่านชาวไทยส่งมาจากฝรั่งเศส<br />
เพราะชื่นชอบโครงการแจกสมุดบันทึกที่เห็นในเฟซบุ๊ก<br />
จึงอยากเขียนจดหมายด้วยลายมือมาแสดงความชื่นชม อาจารย์มกุฏเล่าว่า เมื่อก่อนได้รับจดหมายจำนวนมากจากผู้อ่าน<br />
แต่ยุคสมัยทำให้ผู้คนย้ายไปสื่อสารด้วยวิธีอื่น จนกระทั่งมีโครงการนี้<br />
เขาจึงได้อ่านจดหมายลายมืออีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่ต่างไป</p>
<p>“เวลาอ่านจดหมายของคนที่เป็นผู้ใหญ่<br />
เราจะระมัดระวังว่าเราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า<br />
ถ้าเป็นจดหมายชมก็ต้องระวังว่าจะลืมข้อบกพร่องของตัวเอง<br />
จดหมายทั้งหลายไม่ว่าจะติหรือชมทำให้เรามีพลังทำงานมากขึ้น<br />
แต่อ่านแล้วเราจะคิดหวังเฉพาะเรื่องงานของเรา พออ่านจดหมายเด็กทำให้ผมคิดไปไกลกว่านั้นเยอะเลย<br />
ผมคิดไปถึงอนาคตข้างหน้า ถ้าเด็กพวกนี้เริ่มคิดและบันทึก ฝึกคิดฝึกเขียนทุกวัน<br />
จะเกิดอะไรขึ้นในอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า บ้านเมืองนี้จะเจริญแค่ไหน&#8221;<br />
อาจารย์ยื่นจดหมายลายมือเส้นดินสอตัวเท่าหม้อแกงให้ผมดู</p>
<p>นอกจากจะส่งสมุดบันทึกกลับไปให้เด็กแล้ว<br />
อาจารย์ยังแนบจดหมายแผ่นน้อยที่เขียนด้วยลายมือไปด้วย<br />
ข้อความในกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนว่า</p>
<p><em>จดบันทึกไว้นะครับ</em></p>
<p><em> โตขึ้นจะได้รู้ว่า</em></p>
<p><em> ความทรงจำในวัยเด็กนั้นมีค่า</em></p>
<p>ชายผู้ใช้ปากกาหมึกเขียวเป็นนิจใส่ใจการเขียนจดหมายด้วยลายมือมาก<br />
เมื่อก่อนเขาจ่าหน้าซองจดหมายและพัสดุทุกชิ้นด้วยลายมือตัวเอง แม้แต่จดหมายฉบับสำคัญที่คนส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์<br />
เขาก็เลือกเขียนด้วยลายมือ</p>
<p>“ความรู้สึกมันต่างกัน<br />
ลายมือบอกอะไรบางอย่างนอกจากข้อความในจดหมายฉบับนั้น ถ้าใครพิมพ์จดหมายให้ผม<br />
แล้วแค่เซ็นชื่อส่งให้ ผมไม่รู้หรอกว่าเขาให้คนอื่นร่างหรือเปล่า<br />
แต่ที่ผมเขียนด้วยลายมือ เพราะผมอยากบอกว่าผมตั้งใจส่งจดหมายให้จริงๆ นะ<br />
ไม่ได้ส่งตามธรรมเนียมประเพณี ถ้าเป็นจดหมายเรื่องสลักสำคัญ<br />
ยิ่งต้องเขียนด้วยลายมือ&#8221;</p>
<p>นักเขียนจดหมายด้วยลายมือบอกว่าเสียดายที่จดหมายสำคัญหลายฉบับเขาเก็บดีเกินไปจนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน<br />
ไม่ว่าจะเป็นจดหมายตอบรับต้นฉบับเรื่อง <em>ปีกผีเสื้อ</em> จากคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง<br />
บรรณาธิการนิตยสาร <em>สตรีสาร</em> ก่อนที่เธอจะเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น <em>ผีเสื้อและดอกไม้</em><br />
หรือ จดหมายตอบกลับด้วยลายมือจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลินดอน บี จอห์นสัน<br />
ที่เขาเขียนไปขอหนังสือสมัยเรียนประถม</p>
<p>&#8220;เขาตอบอะไรกลับมาก็ไม่รู้ จำไม่ได้<br />
จำได้แค่เป็นลายมือสั้นๆ ตอนเด็กๆ ผมตื่นเต้นมาก เอาไปอวดครูเลย&#8221;<br />
เขาปิดท้ายประโยคด้วยรอยยิ้ม</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 170 </em><em>ตุลาคม </em><em>2557)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-71">ตอนที่ 1</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-73">ตอนที่ 3</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-74">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นวลตา วงศ์เจริญ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-72/">ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 2/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-72/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 1/4</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-71/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-71/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด บางยี่ขัน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Dec 2016 12:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์ผีเสื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[มกุฏ อรฤดี]]></category>
		<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[บรรณาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[a day 170]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-71/</guid>

					<description><![CDATA[<p>01 หนังสือเรียน “ถ้าใครสักคนเพียงแค่สามารถจดจำสิ่งที่เคยเห็น เขาจะไม่มีวันขาดแคลน อาหารสำหรับความคิด หรือรู้สึกว้าเหว่เลย ไม่โดดเดี่ยวเลย&#8221; จดหมายบันทึกความของ Vincent van Gogh ถึง Theodorus &#8216;Theo&#8217; van Gogh ผมอ่านข้อความสำนวนแปร่งปร่าในกระดาษที่ได้รับซ้ำไปซ้ำมา อ่านไปคิดไปว่าประโยคนี้หมายความว่าอะไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับวิชา &#8216;วิชาชีพบรรณาธิการ&#8217; ที่ผมขออนุญาตเข้ามานั่งสังเกตการณ์ด้วย มกุฏ อรฤดี คือผู้สอนวิชานี้ และเป็นผู้ร่วมก่อร่างสร้างหลักสูตรวิชาโทบรรณาธิการศึกษา ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว มกุฏ อรฤดี คือใคร คนที่คลุกคลีกับวงการวรรณกรรมมาเนิ่นนาน รู้จักเขาในฐานะนักเขียนชื่อดังเจ้าของนามปากกา นิพพานฯ และ วาวแพร ออกหนังสือมาแล้ว 17 เล่ม ทั้งรวมเรื่องสั้น นวนิยาย และวรรณกรรมเยาวชน มีผลงานขึ้นหิ้งอย่าง ผีเสื้อและดอกไม้ ปีกความฝัน พราวแสงรุ้ง เพลงดวงดาว และ เด็กชายจากดาวอื่น หนังสือของเขาได้รับรางวัลวรรณกรรมระดับประเทศมากมาย แปลไปแล้ว 4 ภาษา ติด 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-71/">ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong style="background-color: initial;">01</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>หนังสือเรียน</strong></h3>
<blockquote><p><em>“ถ้าใครสักคนเพียงแค่สามารถจดจำสิ่งที่เคยเห็น<br />
เขาจะไม่มีวันขาดแคลน อาหารสำหรับความคิด หรือรู้สึกว้าเหว่เลย ไม่โดดเดี่ยวเลย&#8221;</em></p>
<p><em>จดหมายบันทึกความของ<br />
Vincent van Gogh ถึง Theodorus &#8216;Theo&#8217; van Gogh</em></p></blockquote>
<p>ผมอ่านข้อความสำนวนแปร่งปร่าในกระดาษที่ได้รับซ้ำไปซ้ำมา<br />
อ่านไปคิดไปว่าประโยคนี้หมายความว่าอะไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับวิชา &#8216;วิชาชีพบรรณาธิการ&#8217; ที่ผมขออนุญาตเข้ามานั่งสังเกตการณ์ด้วย</p>
<p><strong> มกุฏ อรฤดี</strong> คือผู้สอนวิชานี้ และเป็นผู้ร่วมก่อร่างสร้างหลักสูตรวิชาโทบรรณาธิการศึกษา<br />
ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ</p>
<p>แล้ว มกุฏ อรฤดี คือใคร</p>
<p>คนที่คลุกคลีกับวงการวรรณกรรมมาเนิ่นนาน<br />
รู้จักเขาในฐานะนักเขียนชื่อดังเจ้าของนามปากกา นิพพานฯ และ วาวแพร<br />
ออกหนังสือมาแล้ว 17 เล่ม ทั้งรวมเรื่องสั้น นวนิยาย<br />
และวรรณกรรมเยาวชน มีผลงานขึ้นหิ้งอย่าง <em>ผีเสื้อและดอกไม้ ปีกความฝัน<br />
พราวแสงรุ้ง เพลงดวงดาว</em> และ<em> เด็กชายจากดาวอื่น</em><br />
หนังสือของเขาได้รับรางวัลวรรณกรรมระดับประเทศมากมาย แปลไปแล้ว 4 ภาษา ติด 1 ใน 100<br />
หนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา<br />
รวมถึงมีคนนำไปแปรรูปเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายต่อหลายครั้ง</p>
<p>คนที่เพิ่งเข้าสู่วงการวรรณกรรม<br />
รู้จักเขาในฐานะบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ<br />
ผู้ผลักดันสุดตัวให้รัฐบาลตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติเพื่อพัฒนาวงการหนังสืออย่างเป็นระบบ<br />
และบทบาทเด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นการลงแรงจนเกิด &#8216;วิชาบรรณาธิการ&#8217;<br />
ในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เขายินดีรับเป็นครูผู้สอนวิชาที่เกี่ยวกับบรรณาธิการ การตรวจแก้ต้นฉบับ รวมถึงการประเมินและตรวจแก้งานแปล ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา<br />
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง</p>
<p>เขาสอนหนังสือมาราว 10<br />
ปี ขับรถไปกลับกรุงเทพฯ &#8211; บางแสน อย่างน้อยๆ<br />
ก็หนึ่งแสนกิโลเมตร และทำงานสอนไม่น้อยไปกว่างานสำนักพิมพ์<br />
จนสังคมเรียกขานเขาโดยมีคำนำหน้าว่า &#8216;ครู&#8217; หรือไม่ก็ &#8216;อาจารย์&#8217;</p>
<p>คนในแวดวงหนังสือและนิตยสารจำนวนไม่น้อยเป็นลูกศิษย์ของเขา<br />
ผู้ที่นั่งเรียนพร้อมผมขณะนี้กว่าครึ่งเป็นคนที่อยู่ในแวดวงหนังสือ ทั้งบรรณาธิการ<br />
นักเขียน นักแปล คนทำสำนักพิมพ์ และกองบรรณาธิการนิตยสาร ที่อยากเรียนกับครูผู้ทำหนังสือมาทั้งชีวิต</p>
<p>“อ่านประโยคนี้พร้อมกัน&#8221; ศิลปินแห่งชาติ<br />
สาขาวรรณศิลป์ ปี 2555 บอกทุกคนให้อ่านข้อความในกระดาษที่แจก<br />
เมื่อสิ้นเสียงนักเรียน เขาก็พูดต่อ &#8220;ลองดูสิว่า ถ้าตรวจทานต้นฉบับจะแก้เรื่องเคาะวรรคยังไง&#8221;</p>
<p>นี่คือวิธีที่เขาสอนหนังสือ<br />
เอาตัวอย่างมาวางให้ผู้เรียนลองคิด ลองแก้ ใครคิดอย่างไรก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน<br />
ถ้าในห้องเรียนไม่มีคำตอบน่าพอใจ เขาก็เอาประสบการณ์ที่ได้อ่าน ได้เห็น ได้ทำ<br />
มาบอกกล่าว</p>
<p>“แล้วถ้ามองในมุมบรรณาธิการต้นฉบับล่ะ<br />
จะปรับแก้ต้นฉบับนี้ยังไง” บรรณาธิการใหญ่ชวนทุกคนคิดอีกครั้ง</p>
<p>วิธีตรวจต้นฉบับของเขาหลากหลาย ไร้กระบวนท่า<br />
แต่น่าสนใจ อย่างการตรวจโดย &#8216;ฟัง&#8217; เสียงของคำว่าให้ความรู้สึกอย่างที่ต้องการไหม<br />
หรือดูว่าคำนั้นให้ &#8216;ภาพ&#8217; อย่างที่อยากให้เห็นหรือเปล่า</p>
<p>“คำว่า &#8216;พุ่งมาที่เรา&#8217; กับ &#8216;พุ่งมาหาเรา&#8217; ต่างกันอย่างไร&#8221; นี่คือตัวอย่างคำถามง่ายๆ ที่อาจารย์มกุฏชวนคิด</p>
<p>“อย่าใช้ความเคยชินในการตรวจแก้ต้นฉบับ<br />
และไม่มีทฤษฎีตายตัว” เจ้าของรางวัลบรรณาธิการดีเด่น ปี 2555 จากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ พูดประโยคนี้อยู่หลายครั้ง</p>
<p>&#8230;</p>
<p>มกุฏ อรฤดี<br />
เติบโตในครอบครัวที่รับซื้อขายยางพารา ในจังหวัดสงขลา เขาเคยอยากเรียนแพทย์<br />
แต่แม่ห้ามไว้ด้วยเห็นตัวอย่างคนในตำบลที่อยากเป็นหมอแล้วเรียนหนักจนกลายเป็นบ้า<br />
ลูกชายคนสุดท้องของบ้านจึงเลือกเรียนครูแทน<br />
แต่เขาไม่เคยเห็นภาพตัวเองยืนสอนหนังสือ<br />
เพราะเป้าหมายชีวิตเพียงอย่างเดียวในตอนนั้นคือ ทำหนังสือ</p>
<p>“ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้สอนนะ<br />
ผมแค่ถ่ายทอดประสบการณ์ สิ่งที่ตัวเองรู้มา” ประธานรุ่นผู้จบจากวิทยาลัยครูสงขลาด้วยเกรด<br />
2.08 พูดถึงการสอนที่เพิ่งจบลงไปเมื่อสักครู่</p>
<p>เจ้าของรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น<br />
จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เล่าที่มาของการรับบทบาทครูว่า<br />
เดิมทีเขาแค่จัดอบรมวิชานี้ให้ผู้สนใจและอาจารย์ที่จุฬาฯ<br />
ด้วยความหวังว่าจะให้อาจารย์และบุคคลเหล่านั้นนำไปถ่ายทอดต่อ<br />
แต่อาจารย์ทั้งหลายบอกว่ายังรับช่วงสอนต่อไม่ได้<br />
เพราะเนื้อหาเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยจากประสบการณ์การทำหนังสืออย่างยาวนานในทุกมิติ<br />
ด้วยความที่อยากเห็นวิชาที่ว่าด้วยทุกเรื่องเกี่ยวกับการทำหนังสือเกิดขึ้น<br />
เขาจึงต้องรับหน้าที่สอนเอง</p>
<p>“หนังสือคือสิ่งที่จรรโลงมนุษย์ให้พัฒนาขึ้น<br />
ทำไมเราจึงละเลยคนที่จะมารับผิดชอบหนังสือ ประเทศอื่นมีหลักสูตรสอนคนทำหนังสือ<br />
เน้นให้เห็นว่าคุณต้องรู้อะไรบ้าง เข้าใจอะไรบ้าง นึกถึงอะไรบ้าง<br />
ที่จีนเป็นถึงหลักสูตรปริญญาเอกนะ&#8221; ชายผู้ทำหนังสือเรื่อง <em>ดอนกิโฆเต้ฯ</em> ฉบับภาษาไทยงดงามจนทางสเปนยกย่องให้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดในรอบ 400 ปี เล่าถึงหัวใจของวิชานี้</p>
<p>นอกจากหลักสูตรในมหาวิทยาลัยแล้ว ชายวัย 64 ปีคนนี้ยังตั้งใจจะเปิด &#8216;โรงเรียนสอนวิชาหนังสือ&#8217;<br />
สอนทุกเรื่องเกี่ยวกับหนังสือ สำหรับทุกคน</p>
<p>&#8220;เห็นพ่อแม่พาลูกไปเรียนบัลเลต์<br />
เราก็อยากเปิดวิชาหนังสือให้เด็กห้าหกขวบเรียนบ้าง สอนว่าหนังสือคืออะไร ทำไมต้องมีหนังสือ<br />
ถ้าต้องทำหนังสือเองจะทำอย่างไร<br />
โรงเรียนที่อังกฤษสอนให้เด็กทำหนังสือเองเรื่องอะไรก็ได้ เขียนอะไรก็ได้<br />
แล้วสอนเย็บเล่ม สอนให้เด็กรักหนังสือก่อน โตขึ้นมาค่อยสอนทฤษฎี&#8221;<br />
อาจารย์มกุฏเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย</p>
<p>“คนส่วนใหญ่จบไปไม่ได้ทำหนังสือหรอก&#8221;<br />
เขาพูดถึงลูกศิษย์ &#8220;แต่อย่างน้อยทุกคนก็ได้รู้ว่าหนังสือคืออะไร<br />
ประกอบด้วยอะไร ดีหรือไม่ดีด้วยอะไรได้บ้าง<br />
ส่วนคนที่จบออกไปทำอาชีพนี้จะได้รู้ว่าเขาจะทำหนังสือดีๆ ออกมาได้อย่างไร<br />
ถ้ามีสักคนในรุ่นออกไปทำหนังสือจริงๆ ผมว่าคุ้มแล้ว สร้างคนหนึ่งคนไปทำหนังสือดีๆ<br />
ให้คนเป็นหมื่นเป็นแสนอ่าน</p>
<p>“ผมอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า<br />
เราเป็นเฟืองอันหนึ่งที่ไม่ใช่แค่หมุนอยู่กับที่ตลอดเวลา แต่เราคือเฟืองตัวเล็กๆ<br />
ที่อยู่ในนาฬิกาเรือนหนึ่ง เฟืองนาฬิกาไม่ได้หมุนบ้าหมุนบอไปเรื่อยๆ<br />
แต่มันกำลังทำหน้าที่บอกเวลา&#8221;</p>
<p>วิชาที่เขาสอนไม่ใช้ตำราขณะบรรยาย แต่ตำราที่สำคัญคือหนังสือภาษาต่างๆ จำนวนนับพันนับหมื่นเล่มในห้องเรียนวิชาบรรณาธิการศึกษาที่จะหยิบขึ้นมาสอนเรื่องอะไรก็ได้เกี่ยวกับหนังสือ เนื้อหาหลักๆ มาจากคำถามของผู้เรียน บรรยากาศในห้องจึงเป็นการพูดคุยกันระหว่างครูกับศิษย์<br />
อาจารย์มกุฏบอกว่า เขาจดจำสิ่งนี้มาจากครูสมัยเรียนวิทยาลัยครู</p>
<p>“อาจารย์ของผมแต่ละคนสอนหนังสือได้น่าทึ่งมาก<br />
มีสักสองสามคนที่ไม่ใช้ตำราในการสอนเลย เดินเข้ามาก็คุยกัน สิ่งที่เราคุยกันนั้นวิเศษมาก<br />
หลังจากพูดคุยกันแล้วเรารักสิ่งที่เราเคยไม่ชอบเลย เขาเก่งมาก&#8221;<br />
อดีตนักศึกษาเจ้าของเกรดเอวิชาฝึกสอน 2 ครั้งบอก</p>
<p>ผมนึกถึงข้อความบนกระดาษที่อาจารย์หยิบยกมาสอนเมื่อต้นชั่วโมง และลงท้ายผมก็ได้ประโยคใหม่มาว่า</p>
<p><em>ผู้ใดจดจำสิ่งที่เคยได้เห็น เขาย่อมไม่ขาดแคลนอาหารของความคิด ไม่ว้าเหว่เป็นแน่ และมิอ้างว้างเลย</em></p>
<p>อาจารย์มกุฏจดจำอะไรได้มากมาย<br />
ทั้งที่บันทึกไว้ในสมุดและสมอง นั่นคงเป็นหนึ่งในแหล่งอาหารทางความคิดของเขา</p>
<p>“คนเรียนและคนสอนต้องเคารพซึ่งกันและกัน&#8221;<br />
อาจารย์มกุฏเล่าถึงอีกสิ่งที่เขาเรียนรู้จากครูบาอาจารย์<br />
&#8220;ผมต้องเคารพนักเรียน เด็กไม่ใช่คนเล็กๆ<br />
แต่เป็นคนซึ่งกำลังเติบโตและจะเติบใหญ่ เราต้องให้เกียรติเขาเสมือนคนคนหนึ่ง<br />
เพราะคนเหล่านี้แหละที่จะมาทำงานแทนเราในอนาคต เราต้องฟังสิ่งที่เขาคิด<br />
อย่าไปสบประมาทว่าเขาด้อยกว่าเรา ถ้าเขาแย่ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้เขาดีขึ้น&#8221;</p>
<p>แล้วผู้เรียนจำเป็นต้องเคารพผู้สอนไหม</p>
<p>“เวลาไม่เคารพกัน<br />
สิ่งที่ตามมาคือความก้าวร้าว อยากสำแดง ก็เกิดความไม่สงบ การสอนก็ชะงัก<br />
ครูต้องคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้เด็กที่ตั้งใจเรียนได้ความรู้โดยไม่ถูกพวกนี้รบกวน<br />
ต้องแยกสมองไปคิด แต่ถ้าเคารพกัน ก็เกิดความสงบ มันก็ได้วิชาความรู้&#8221;<br />
อาจารย์มกุฏยกแก้วน้ำขึ้นจิบแก้กระหาย</p>
<p>หลายคนสงสัยว่าทำไมเขาจึงทุ่มเทกับการสอนมากเพียงนี้<br />
สอนหลายครั้งต่อสัปดาห์ และแต่ละครั้งก็ใช้พลังชีวิตหนักหน่วงเหลือเกิน<br />
ทั้งที่ภาระงานสำนักพิมพ์ก็หนักหนาอยู่แล้ว</p>
<p>“เหมือนกับการปลูกต้นไม้&#8221;<br />
อาจารย์มกุฏเปรียบเทียบ</p>
<p>&#8220;เอาเมล็ดใส่ลงไปในดิน ใส่ปุ๋ย ช่วงเวลา หนึ่งปี<br />
สองปี สามปี ที่เริ่มปลูกเราไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาเลย<br />
สิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่ผลตอบแทนในช่วงสั้นๆ แต่ผมอยากให้เกิดวิชาที่ไม่เคยมี<br />
ถ้าวิชานี้อยู่ได้ในระยะยาวก็เหมือนต้นไม้ใหญ่ จะมีดอกผลให้เก็บกินได้ตลอด&#8221;</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>a day with a view &#8211; a day 170 </em><em>ตุลาคม </em><em>2557)</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-72">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-73">ตอนที่ 3<br />
</a><a href="http://www.adaymagazine.com/admin/preview/topic_interview/yesterday-74">ตอนที่ 4</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นวลตา วงศ์เจริญ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-71/">ชีวิตคนทำหนังสือชื่อ มกุฏ อรฤดี 1/4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-71/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The ROCK RUNNER : ชีวิต-การวิ่งของตูน Bodyslam</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-065/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-065/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Dec 2016 02:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[อาทิวราห์ คงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ก้าวคนละก้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ก้าว]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[การวิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[bodyslam]]></category>
		<category><![CDATA[ตูน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-065/</guid>

					<description><![CDATA[<p>มนุษย์เป็นนักแสวงหาพลังงาน เพื่อให้ชีวิตเคลื่อนไปข้างหน้า หลายคนเลือกที่จะหยิบเรื่องราวของบุคคลหรือสิ่งรอบตัวมาเป็นเชื้อเพลิง ขณะที่บางคนสนใจพลังงานจากสองขาของตัวเองเท่านั้น “เจ็บแต่ก็ยังมีความสุขนะ” ไม่ใช่ครั้งแรกที่ อาทิวราห์ คงมาลัย ลงแข่งวิ่ง นับจากครั้งยังเยาว์ที่เคยติดตามคุณพ่อไปแข่งมินิมาราธอนที่จังหวัดสุพรรณบุรีบ้านเกิด สิบกว่าปีถัดมา ตูน บอดี้สแลม ถอดชุดร็อกเกอร์มาใส่ชุดวิ่งเต็มยศ ติดหมายเลขที่หน้าอก ออกตัววิ่งไปในสนามแข่งท่ามกลางนักวิ่งจากทุกสารทิศ โดยมีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่ออกวิ่งด้วยกันในนาม ‘แก๊งเต่าน้อย’ ไฟทุกดวงอาจสาดส่องมาที่ร็อกสตาร์บนเวทีคอนเสิร์ต แต่ในสนามแข่งขันวิ่งตูนไม่ใช่อันดับหนึ่ง ในการลงแข่งระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตรที่จอมบึงมาราธอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดไม่ใช่อาการทางร่างกาย แต่เป็นความเจ็บใจที่ไม่อาจวิ่งเข้าเส้นชัยได้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่การวิ่งทำให้เขาเจ็บปวด “กิโลเมตรที่ 10 ผมเริ่มปวดเข่า กิโลเมตรที่ 15 ยังไหวอยู่ กิโลเมตรที่ 17 ไม่ไหวแล้ว หลายคนบอกว่าอย่าฝืน ถ้าฝืนต่อไปอาจจะเจ็บหนักกว่านี้ ไม่คุ้มกัน แต่การออกจากสนามกลางคันทำให้ผมรู้สึกแย่มาก รู้สึกว่าไม่สำเร็จอะไรบางอย่าง มันแพ้นะ แพ้โดยที่ใจเราได้ แต่ร่างกายเราไม่ได้” การก้าวขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตเป็นเวลาหลายชั่วโมง คนทั่วไปอาจคิดไม่ถึงว่าเป็นงานที่ต้องใช้พลังงานสูงมาก ศิลปินต้องมีร่างกายที่ฟิตและพร้อมอยู่เสมอ เพื่อนำพลังเหล่านั้นไปปล่อยบนเวทีโดยที่แรงไม่ตก โดยปกติสองเท้าของตูนต้องออกวิ่งอย่างหนักบนลู่วิ่งเป็นเวลา 45 นาทีแทบทุกวัน เพื่อเป็นการฟิตร่างกายสำหรับแสดงคอนเสิร์ต แต่การลงแข่งขันวิ่งนั้นมอบพลังในรูปแบบที่ต่างออกไป “การทำงานกับการวิ่งใช้ตรรกะเดียวกัน ทุกคนมีเส้นชัยต่างกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-065/">The ROCK RUNNER : ชีวิต-การวิ่งของตูน Bodyslam</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มนุษย์เป็นนักแสวงหาพลังงาน เพื่อให้ชีวิตเคลื่อนไปข้างหน้า<br />
หลายคนเลือกที่จะหยิบเรื่องราวของบุคคลหรือสิ่งรอบตัวมาเป็นเชื้อเพลิง<br />
ขณะที่บางคนสนใจพลังงานจากสองขาของตัวเองเท่านั้น</p>
<p>“เจ็บแต่ก็ยังมีความสุขนะ”</p>
<p>ไม่ใช่ครั้งแรกที่ <strong>อาทิวราห์ คงมาลัย</strong> ลงแข่งวิ่ง<br />
นับจากครั้งยังเยาว์ที่เคยติดตามคุณพ่อไปแข่งมินิมาราธอนที่จังหวัดสุพรรณบุรีบ้านเกิด<br />
สิบกว่าปีถัดมา ตูน บอดี้สแลม ถอดชุดร็อกเกอร์มาใส่ชุดวิ่งเต็มยศ ติดหมายเลขที่หน้าอก<br />
ออกตัววิ่งไปในสนามแข่งท่ามกลางนักวิ่งจากทุกสารทิศ โดยมีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ<br />
ที่ออกวิ่งด้วยกันในนาม ‘แก๊งเต่าน้อย’</p>
<p>ไฟทุกดวงอาจสาดส่องมาที่ร็อกสตาร์บนเวทีคอนเสิร์ต<br />
แต่ในสนามแข่งขันวิ่งตูนไม่ใช่อันดับหนึ่ง ในการลงแข่งระยะมาราธอน 42.195<br />
กิโลเมตรที่จอมบึงมาราธอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา<br />
สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดไม่ใช่อาการทางร่างกาย<br />
แต่เป็นความเจ็บใจที่ไม่อาจวิ่งเข้าเส้นชัยได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4293.jpg" /></p>
<p>ไม่ใช่ครั้งแรกที่การวิ่งทำให้เขาเจ็บปวด</p>
<p>“กิโลเมตรที่ 10 ผมเริ่มปวดเข่า กิโลเมตรที่ 15 ยังไหวอยู่<br />
กิโลเมตรที่ 17 ไม่ไหวแล้ว หลายคนบอกว่าอย่าฝืน ถ้าฝืนต่อไปอาจจะเจ็บหนักกว่านี้<br />
ไม่คุ้มกัน แต่การออกจากสนามกลางคันทำให้ผมรู้สึกแย่มาก<br />
รู้สึกว่าไม่สำเร็จอะไรบางอย่าง มันแพ้นะ แพ้โดยที่ใจเราได้ แต่ร่างกายเราไม่ได้”</p>
<p>การก้าวขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตเป็นเวลาหลายชั่วโมง<br />
คนทั่วไปอาจคิดไม่ถึงว่าเป็นงานที่ต้องใช้พลังงานสูงมาก<br />
ศิลปินต้องมีร่างกายที่ฟิตและพร้อมอยู่เสมอ เพื่อนำพลังเหล่านั้นไปปล่อยบนเวทีโดยที่แรงไม่ตก<br />
โดยปกติสองเท้าของตูนต้องออกวิ่งอย่างหนักบนลู่วิ่งเป็นเวลา 45 นาทีแทบทุกวัน<br />
เพื่อเป็นการฟิตร่างกายสำหรับแสดงคอนเสิร์ต แต่การลงแข่งขันวิ่งนั้นมอบพลังในรูปแบบที่ต่างออกไป</p>
<p>“การทำงานกับการวิ่งใช้ตรรกะเดียวกัน ทุกคนมีเส้นชัยต่างกัน<br />
แรงขับเคลื่อนต่างกัน เราท้อแท้ได้ หยุดบ้าง เดินบ้าง พักชมวิวข้างทางบ้าง<br />
แล้ววิ่งต่อไปอย่างมีความสุข ทำงานอย่างมีความสุขในแต่ละวัน<br />
สุดท้ายเส้นชัยก็มาถึงเอง ไม่ช้าก็เร็ว แล้วแต่แรงของแต่ละคน บางคนยังหนุ่มทำได้ 2<br />
ชั่วโมงครึ่ง บางคนอายุมากแล้วทำได้เกินเวลาที่กำหนด<br />
แต่ถ้าไม่ล้มเลิกยังไงก็ไปถึงเส้นชัย</p>
<p>“เส้นชัยของผมคืองาน ผมทุ่มเทให้อัลบั้ม<em> ดัม-มะ-ชา-ติ </em>อย่างเต็มที่เหมือนลงแข่งวิ่งฟูลมาราธอน<br />
แค่คิดก็หนักแล้ว ต้องวางแผน เตรียมตัวและหัวใจให้ดี ผ่อนหนักผ่อนเบา มีหยุดบ้าง ระหว่างทางมีเรื่องมาสะกิดใจให้เราเลิก<br />
ให้ยอมแพ้ เหมือนการวิ่งที่มีความสุขแต่ทรมานทุกภาคส่วนเลย ทั้งขา หัวใจ หัวสมอง<br />
แต่พอเสร็จอัลบั้ม เหมือนเข้าเส้นชัย ดีใจมากที่อัลบั้มนี้เสร็จลงได้”<br />
ขณะที่ตูนเล่า แววตาคู่นั้นสะท้อนความมุ่งมั่น หยาดเหงื่อ และรอยยิ้ม<br />
ประสบการณ์จากการวิ่งและการทำงานถ่ายทอดพลังงานซึ่งกันและกัน</p>
<p>หากเจอชายหนุ่มผมยาว ใส่เสื้อกล้ามนักกีฬาและกางเกงขายาวสีดำ<br />
สปีดตัวออกวิ่งอย่างแรงในงานแข่งวิ่งมาราธอน<br />
ไม่ต้องสงสัยว่าเขาเอาพลังงานเหล่านั้นมาจากที่ไหน</p>
<p>เพราะมันเป็นพลังงานชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในตัวทุกคนนั่นแหละ</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>main course &#8211; a day </em><em>166 กุมภาพันธ์<br />
2557)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นวลตา วงศ์เจริญ</em></p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><em>ให้กำลังใจตูนพิชิตเป้าหมายการวิ่งครั้งใหม่บนระยะทาง 2,191 กม. เบตง &#8211; แม่สาย <span style="background-color: initial;">ในโครงการ &#8216;ก้าว&#8217; และสามารถร่วมบริจาคเงินได้ที่ </span>ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารัชโยธิน ชื่</em><em style="background-color: initial;">อบัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์ฯ (โครงการก้าวคนละก้าว) เลขที่บัญชี 111-393-5263 (กระแสรายวัน)</em></p>
<p style="text-align: center;"><em>ติดตามรายละเอียดของโครงการได้ที่ facebook | </em><a href="https://www.facebook.com/kaokonlakao/" target="_blank" rel="noopener">ก้าว</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-065/">The ROCK RUNNER : ชีวิต-การวิ่งของตูน Bodyslam</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-065/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บันทึกถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 : โครงการเขียนบันทึกถวายในหลวงจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-23/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-23/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Oct 2016 01:37:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[แดนสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว]]></category>
		<category><![CDATA[ในหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[รัชกาลที่ 9]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์ผีเสื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[มกุฏ อรฤดี]]></category>
		<category><![CDATA[สมุดบันทึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-23/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักพิมพ์ผีเสื้อ คือสำนักพิมพ์วรรณกรรมที่บรรจงผลิตหนังสือดีออกสู่วงการหนังสือไทยอย่างสม่ำเสมอ เช่น บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์ และโรงงานช็อคโกแลต ที่คงอยู่ในความทรงจำใครหลายคน หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต เราทราบมาว่าสำนักพิมพ์ผีเสื้อกำลังริเริ่มโครงการดีๆ เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 มีทั้งการชวนอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ริมทะเล และการชวนคนมาเขียนบันทึกถวายในหลวง เราจึงเดินทางไปพูดคุยกับมกุฏ อรฤดี เจ้าสำนักพิมพ์ผีเสื้อถึงโครงการดีๆ ที่สำนักพิมพ์คุณภาพแห่งนี้กำลังริเริ่มทำ มกุฏเริ่มต้นเล่าว่า จุดกำเนิดโครงการชวนอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ริมทะเล เริ่มต้นจากการอยากปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านในเมืองชายทะเลของไทย “เรามีโครงการ ‘อ่านหนังสือริมทะเลที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน’ จุดเริ่มต้นคือ เราคิดว่าจะทำโครงการต้นแบบสำหรับเมืองชายทะเลที่ประเทศไทยมีอยู่เยอะ แต่เราไม่เคยเห็นว่าเมืองชายทะเลที่ไหนทำกิจกรรมชนิดที่เห็นคนมานั่งอ่านหนังสือ นอนอ่านหนังสือ หรือมาทำอะไรที่เกี่ยวกับหนังสือ เพราะฉะนั้น เราเลยคิดว่าน่าจะทำที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวันให้เป็นต้นแบบ สถานที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เอาซุ้มไปวางไว้ มีโครงการที่ดีให้คนมายืมหนังสืออ่าน มีเวทีเสวนา สนทนาตรงใต้ถุน คุณไม่ต้องมีประสงค์ที่จะมาอ่านหนังสือก็ได้ แต่ถ้ามาเที่ยวชายทะเล แล้วก็มีหนังสืออยู่ตามที่ต่างๆ ที่ให้ยืมกลับบ้านได้ หรือนั่งอ่านตรงนั้นก็ได้ ไม่มีใครว่า ถ้าทำให้กิจกรรมอย่างนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ต่างๆ ท้ายที่สุด แทนที่จะมานั่งคุยกันเฉยๆ ก็ลองมานั่งอ่านหนังสือและถกเถียงกัน พูดคุยกัน หรือวงเสวนา แทนที่จะพูดถึงเรื่องอื่นก็พูดถึงเรื่องหนังสือสิ ทำได้มั้ย” แต่หลังตระเตรียมโครงการเรียบร้อย ก็เกิดเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทำให้ทั้งประเทศตกอยู่ในความโศกเศร้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-23/">บันทึกถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 : โครงการเขียนบันทึกถวายในหลวงจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักพิมพ์ผีเสื้อ<br />
คือสำนักพิมพ์วรรณกรรมที่บรรจงผลิตหนังสือดีออกสู่วงการหนังสือไทยอย่างสม่ำเสมอ<br />
เช่น <em style="background-color: initial;">บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์</em> และ<em style="background-color: initial;">โรงงานช็อคโกแลต</em> ที่คงอยู่ในความทรงจำใครหลายคน</p>
<p>หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต<br />
เราทราบมาว่าสำนักพิมพ์ผีเสื้อกำลังริเริ่มโครงการดีๆ เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9<br />
มีทั้งการชวนอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ริมทะเล และการชวนคนมาเขียนบันทึกถวายในหลวง เราจึงเดินทางไปพูดคุยกับ<strong>มกุฏ<br />
อรฤดี</strong> เจ้าสำนักพิมพ์ผีเสื้อถึงโครงการดีๆ<br />
ที่สำนักพิมพ์คุณภาพแห่งนี้กำลังริเริ่มทำ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/portrait.jpg" /></p>
<p>มกุฏเริ่มต้นเล่าว่า จุดกำเนิดโครงการชวนอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ริมทะเล<br />
เริ่มต้นจากการอยากปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านในเมืองชายทะเลของไทย</p>
<p>“เรามีโครงการ ‘อ่านหนังสือริมทะเลที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน’ จุดเริ่มต้นคือ เราคิดว่าจะทำโครงการต้นแบบสำหรับเมืองชายทะเลที่ประเทศไทยมีอยู่เยอะ<br />
แต่เราไม่เคยเห็นว่าเมืองชายทะเลที่ไหนทำกิจกรรมชนิดที่เห็นคนมานั่งอ่านหนังสือ<br />
นอนอ่านหนังสือ หรือมาทำอะไรที่เกี่ยวกับหนังสือ เพราะฉะนั้น เราเลยคิดว่าน่าจะทำที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวันให้เป็นต้นแบบ<br />
สถานที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เอาซุ้มไปวางไว้ มีโครงการที่ดีให้คนมายืมหนังสืออ่าน<br />
มีเวทีเสวนา สนทนาตรงใต้ถุน คุณไม่ต้องมีประสงค์ที่จะมาอ่านหนังสือก็ได้<br />
แต่ถ้ามาเที่ยวชายทะเล แล้วก็มีหนังสืออยู่ตามที่ต่างๆ ที่ให้ยืมกลับบ้านได้<br />
หรือนั่งอ่านตรงนั้นก็ได้ ไม่มีใครว่า ถ้าทำให้กิจกรรมอย่างนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ<br />
ตามที่ต่างๆ ท้ายที่สุด แทนที่จะมานั่งคุยกันเฉยๆ<br />
ก็ลองมานั่งอ่านหนังสือและถกเถียงกัน พูดคุยกัน หรือวงเสวนา<br />
แทนที่จะพูดถึงเรื่องอื่นก็พูดถึงเรื่องหนังสือสิ ทำได้มั้ย”</p>
<p>แต่หลังตระเตรียมโครงการเรียบร้อย ก็เกิดเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทำให้ทั้งประเทศตกอยู่ในความโศกเศร้า สำนักพิมพ์ผีเสื้อจึงเปลี่ยนแผนจากโครงการเดิมที่ตั้งใจไว้</p>
<p>“เราเปลี่ยนโครงการเดิมให้เป็นโครงการ ‘อ่านหนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน’” มกุฏเล่า “โครงการนี้จะเริ่มเดือนมกราคม<br />
ปี 2560 เพียงแต่ยังไม่ทราบวันที่แน่นอน เราจะมีโครงการเดือนละครั้ง ตั้งแต่มกราคมจนถึงกันยายน<br />
รวมทั้งหมด 9 ครั้ง ในแต่ละครั้งก็เป็นแต่ละหัวข้อไป อาจเป็นหนังสือเล่มหนึ่งหรือหลายเล่มก็ได้<br />
อย่างเมื่อวานนี้เราไปคุยกับคณะอักษรศาสตร์<br />
มีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยที่ทำวิทยานิพนธ์<br />
วิจัยเรื่องเกี่ยวกับหนังสือของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในด้านต่างๆ<br />
แล้วก็มีคนที่เกี่ยวข้องกับหนังสือของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านต่างๆ เราก็อาจเชิญคนเหล่านี้มาพูดคุยกัน<br />
ส่วนวิธีการก็ยังทำเหมือนเดิมคือให้เป็นที่อ่านหนังสือที่คนอยากเข้ามานั่งใช้เวลา<br />
แล้วก็ยืมหนังสือกลับบ้านได้”</p>
<p>ต้นปีหน้า ใครที่แวะเวียนไปหัวหินจึงไปร่วมอ่านและเรียนรู้หนังสือพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่<br />
9 ได้ในสถานที่งดงามใกล้ทะเลอย่างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน แต่นอกจากนี้ สำนักพิมพ์ผีเสื้อยังมีโครงการดีๆ ชักชวนคนไทยมาถ่ายทอด<br />
เรียบเรียงความคิด ความรู้สึก เป็นบันทึกถวายในหลวงรัชกาลที่ 9</p>
<p>“ก่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะสวรรคตได้สักประมาณ<br />
4 วัน ผมรู้สึกไม่สบายใจ ผมเลยโทรหาเด็กๆ ที่เขียนบันทึกอยู่กับผีเสื้อ<br />
บอกว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่สบายมากนะ ในฐานะที่เราเป็นนักบันทึก เราเขียนอะไรได้มั้ย พอเขาเขียนมา<br />
ผมอ่านทีละคน บันทึกเหล่านั้นบอกผมทันทีเลยว่า<br />
เด็กซึ่งมีอยู่อีกหลายสิบล้านคนในประเทศนี้<br />
ถ้าเราปล่อยให้โอกาสนี้ของเด็กเหล่านั้นสูญไป มันน่าเสียดายมาก<br />
ต้องมีใครสักคนเก็บความรู้สึกของเด็กในช่วงเวลานี้เอาไว้ให้เป็นที่เป็นทางและเก็บอย่างจริงจัง เพื่อว่าวันหนึ่งเขาจะย้อนกลับมาอ่านสิ่งซึ่งเขาคิดในขณะนั้น เป็นเรื่องสำคัญมาก</p>
<p>สิ่งที่เราประกาศไปคือขอเชิญชวนเด็กทุกคนในประเทศนี้<br />
ไม่จำกัดอายุ ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณเป็นเด็ก คุณมาร่วมโครงการนี้ เรียกว่า ‘บันทึกถวายในหลวงรัชกาลที่ 9’ เพราะเด็กมักจะเรียกในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าในหลวง เราจึงใช้คำนี้<br />
เราต้องการบันทึกเพียง 1 หน้าของความรู้สึกทั้งหลาย จะวาดรูปด้วยก็ได้ เขียนข้อความก็ได้<br />
แต่ให้อยู่ใน 1 หน้า A4 ส่วนใครที่รู้สึกว่าคุณเป็นผู้ใหญ่ มีอีกโครงการหนึ่ง เรียกว่า ‘บันทึกถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช’ เขียนอะไรก็ได้เหมือนกันใน 1<br />
หน้า A4 โดยทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ เราต้องการต้นฉบับของจริง<br />
ต้องการกระดาษ ต้องการลายมือ ใส่กระดาษ A4 เว้นขอบด้านละ 4 เซนติเมตร” บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อกล่าว</p>
<p>เมื่อพูดถึงการเขียนบันทึกเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่<br />
9 หลายคนอาจนึกถึงการเล่าถึงสิ่งที่พระองค์เคยทรงสั่งสอนไว้ แต่สำนักพิมพ์ผีเสื้ออยากชวนให้คนไทยมาร่วมบันทึกเนื้อหาในอีกรูปแบบหนึ่ง</p>
<p>“เราไม่ได้ต้องการว่าคุณได้อะไรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ไม่ได้ต้องการคำอธิบายว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชสอนอะไร” มกุฏอธิบาย “แต่สิ่งที่เราอยากได้คือ<br />
คุณคิดอะไรบ้างในวาระนี้ ในขณะนี้ แล้วก็ในอนาคตที่เกิดขึ้นเนื่องจากเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต<br />
เมื่อกี้ผมคุยกับทีวีว่า ผมได้ยินมาเยอะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชสอนอะไร<br />
เพราะอย่างนั้นไม่ต้องพูดถึงอีกก็ได้<br />
เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาในช่วงสั้นและนับจากนี้ไป เราคิดอะไรกันบ้าง การที่พระเจ้าแผ่นดินของประเทศสวรรคตไป เราคิดอะไรได้บ้าง และไม่ใช่คิดสั้นๆ<br />
คิดไปให้ไกล มันสำคัญนะ”</p>
<p>บันทึกทั้งในโครงการสำหรับเด็กและสำหรับผู้ใหญ่จะได้รับอ่าน<br />
คัดกรอง แล้วนำมาจัดทำเป็นรูปเล่ม เรียงตามตัวอักษรตั้งแต่ ก-ฮ รวมทั้งหมดโครงการละ 9 เล่ม<br />
ในแต่ละเล่มจะมีบันทึกของคนไทยประมาณ 1000 คน บรรจุอยู่<br />
แต่ใครที่งานของตัวเองไม่ปรากฏเป็นรูปเล่มก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะมกุฏบอกไว้ว่าแต่ละโครงการจะมีการรวมผลงานทั้งหมดมาจัดทำเป็นรูปแบบ<br />
e-book ที่ค้นหางานแต่ละชิ้นได้ง่ายเพียงกรอกชื่อ-นามสกุลของผู้เขียนลงไป</p>
<p>นับเป็นอีกหนึ่งความคิดดีๆ ที่น่าชักชวนเด็กๆ<br />
และผู้ใหญ่รอบตัวให้เข้าร่วม เพื่อทบทวนและจดจำเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของไทยเอาไว้<br />
ใครสนใจเป็นส่วนหนึ่งในโครงการสำคัญนี้ รอติดตามรายละเอียด เช่น ช่องทางการส่ง ได้ที่ <a href="https://www.facebook.com/makutonrudee?fref=ts">facebook l Makut Onrudee</a></p>
<p>และลองอ่านตัวอย่างบันทึกใสสะอาด งดงามถึงในหลวงรัชกาลที่<br />
9 ของเด็กๆ นักบันทึกได้ที่ด้านล่างนี้เลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_0643.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_0644.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_0646.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_0655.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_0657.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_0659.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_0661.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ: </strong>นวลตา วงศ์เจริญ และ อภิชัย วิจิตรปิยกุล</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-23/">บันทึกถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 : โครงการเขียนบันทึกถวายในหลวงจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-23/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
