<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อาจวรงค์ จันทมาศ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author274/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author274/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 01 Jul 2019 08:05:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>พระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่?  เมื่อนักคิดทุกยุคสมัยต่างสงสัยที่มาของพระเจ้า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/when-was-god-born/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 28 Apr 2019 18:24:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[science]]></category>
		<category><![CDATA[god]]></category>
		<category><![CDATA[พระเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=60596</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักคิดทุกยุคสมัย ต่างฉงนสงสัยอยู่ลึกๆ ว่า &#8216;พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่?&#8217; บ้างก็เชื่อถือศรัทธา บ้างก็หาหนทางปฏิเสธหักล้าง แต่โดยทั่วไป การวิเคราะห์เรื่องนี้มักเกิดขึ้นในขอบเขตของวิชาปรัชญาที่อาศัยตรรกะเป็นหลัก ส่วนการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบแล้ววิเคราะห์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์นั้นมีน้อยกว่ากันมาก ความพิเศษสำคัญประการหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์เราคือ การเข้าถึงสิ่งที่ไม่มีจริง คำว่า &#8216;สิ่งที่ไม่มีจริง&#8217; ในที่นี้หมายถึง สิ่งที่ไม่ใช่วัตถุหรือพลังงานในเอกภพ ที่ประสาทสัมผัสและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวจวัดได้ ความพิเศษนี้ทำให้เราสนุกไปกับตำนาน นิทาน และภาพยนตร์ ได้โดยที่เรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง ที่สำคัญคือ มันทำให้เราจินตนาการถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นและวางแผนชีวิตได้ ซึ่งการนึกถึงอนาคตอาจทำให้มนุษย์คิดไปไกลถึงโลกหลังการมีชีวิตอยู่ ซึ่งไม่มีใครแน่ใจได้เลยว่าโลกใบนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ คำว่า &#8216;พระเจ้า&#8217; ที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้จึงมีความหมายเน้นไปที่ผู้คอยตัดสินลงทัณฑ์ดวงวิญญาณที่ทำผิด (บาป) หรือส่งวิญญาณดีให้ไปสวรรค์ แน่นอนว่าในแต่ละความเชื่อ พระเจ้าผู้ทำหน้าที่นี้อาจมีเพียงองค์เดียว หรือหลายองค์ และอาจมีความแตกต่างกันไปในรายละเอียด แต่โดยรวมแล้วมีหน้าที่ไม่ต่างกัน ซึ่งจะย้ำอีกครั้งว่า พระเจ้าในที่นี้คือ ผู้พิพากษาวิญญาณในโลกหลังความตายนั่นเอง &#160; เดิมที นักวิทยาศาสตร์และนักสังคมวิทยา เชื่อว่าแนวคิดเรื่องพระเจ้าในบริบทนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้มนุษย์เรารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่มหึมาและสามารถสร้างเมือง จนถึงสร้างระบบรัฐที่มีความซับซ้อนและบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเกินกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ จะทำได้ ฝูงสัตว์นั้นจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่สามารถรวมกลุ่มประสานกันจนเป็นระบบประเทศได้อย่างมนุษย์ หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าพระเจ้าช่วยให้เราสร้างสังคมใหญ่โตได้อย่างไร คำตอบที่แฝงไว้คือ กลุ่มมนุษย์ที่มารวมกันอยู่มากๆ มีแนวโน้มจะทำงานด้วยกัน ร่วมมือกันได้ ถ้ามีการลงโทษผู้ที่คดโกง หรือเอาเปรียบกลุ่มซึ่งกฎดังกล่าวแสดงออกมาในรูปของกฎหมาย แนวคิดเรื่องพระเจ้านั้นจะคอยช่วยกฎหมายสอดส่องการกระทำของเราอีกทอดหนึ่ง ในกรณีที่กฎหมายไม่ครอบคลุม หรือเมื่อเราไม่ได้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของสังคม แต่งานวิจัยล่าสุด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/when-was-god-born/">พระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่?  เมื่อนักคิดทุกยุคสมัยต่างสงสัยที่มาของพระเจ้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นักคิดทุกยุคสมัย ต่างฉงนสงสัยอยู่ลึกๆ ว่า &#8216;พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่?&#8217;</p>
<p>บ้างก็เชื่อถือศรัทธา บ้างก็หาหนทางปฏิเสธหักล้าง แต่โดยทั่วไป การวิเคราะห์เรื่องนี้มักเกิดขึ้นในขอบเขตของวิชาปรัชญาที่อาศัยตรรกะเป็นหลัก ส่วนการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบแล้ววิเคราะห์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์นั้นมีน้อยกว่ากันมาก</p>
<p>ความพิเศษสำคัญประการหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์เราคือ การเข้าถึงสิ่งที่ไม่มีจริง</p>
<p>คำว่า &#8216;สิ่งที่ไม่มีจริง&#8217; ในที่นี้หมายถึง สิ่งที่ไม่ใช่วัตถุหรือพลังงานในเอกภพ ที่ประสาทสัมผัสและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวจวัดได้</p>
<p>ความพิเศษนี้ทำให้เราสนุกไปกับตำนาน นิทาน และภาพยนตร์ ได้โดยที่เรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง</p>
<p>ที่สำคัญคือ มันทำให้เราจินตนาการถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นและวางแผนชีวิตได้ ซึ่งการนึกถึงอนาคตอาจทำให้มนุษย์คิดไปไกลถึงโลกหลังการมีชีวิตอยู่ ซึ่งไม่มีใครแน่ใจได้เลยว่าโลกใบนั้นมีอยู่จริงหรือไม่</p>
<p>คำว่า &#8216;พระเจ้า&#8217; ที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้จึงมีความหมายเน้นไปที่ผู้คอยตัดสินลงทัณฑ์ดวงวิญญาณที่ทำผิด (บาป) หรือส่งวิญญาณดีให้ไปสวรรค์ แน่นอนว่าในแต่ละความเชื่อ พระเจ้าผู้ทำหน้าที่นี้อาจมีเพียงองค์เดียว หรือหลายองค์ และอาจมีความแตกต่างกันไปในรายละเอียด</p>
<p>แต่โดยรวมแล้วมีหน้าที่ไม่ต่างกัน ซึ่งจะย้ำอีกครั้งว่า พระเจ้าในที่นี้คือ ผู้พิพากษาวิญญาณในโลกหลังความตายนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เดิมที นักวิทยาศาสตร์และนักสังคมวิทยา เชื่อว่าแนวคิดเรื่องพระเจ้าในบริบทนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้มนุษย์เรารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่มหึมาและสามารถสร้างเมือง จนถึงสร้างระบบรัฐที่มีความซับซ้อนและบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเกินกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ จะทำได้</p>
<p>ฝูงสัตว์นั้นจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่สามารถรวมกลุ่มประสานกันจนเป็นระบบประเทศได้อย่างมนุษย์</p>
<p>หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าพระเจ้าช่วยให้เราสร้างสังคมใหญ่โตได้อย่างไร</p>
<p>คำตอบที่แฝงไว้คือ กลุ่มมนุษย์ที่มารวมกันอยู่มากๆ มีแนวโน้มจะทำงานด้วยกัน ร่วมมือกันได้ ถ้ามีการลงโทษผู้ที่คดโกง หรือเอาเปรียบกลุ่มซึ่งกฎดังกล่าวแสดงออกมาในรูปของกฎหมาย แนวคิดเรื่องพระเจ้านั้นจะคอยช่วยกฎหมายสอดส่องการกระทำของเราอีกทอดหนึ่ง ในกรณีที่กฎหมายไม่ครอบคลุม หรือเมื่อเราไม่ได้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของสังคม</p>
<p>แต่งานวิจัยล่าสุด ในปี ค.ศ. 2019 ที่เพิ่งเผยแพร่ผ่านวารสาร <em>Nature</em> ซึ่งเป็นวารสารที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก กลับพบข้อเท็จจริงหนึ่งที่แตกต่างออกไป</p>
<p>นักวิจัยจากหลายประเทศนำข้อมูลจาก Seshat: Global History Databank ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทั้งในประวัติศาสตร์และก่อนประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เชิงสถิติ โดยปัจจุบันฐานข้อมูลดังกล่าวกระจายอยู่ในช่วงเวลา 10,000 ปี โดยมีคุณลักษณะเชิงสังคมของสังคมต่างๆ ถึง 500 สังคม</p>
<p>ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์บ่งชี้ว่า แนวคิดเรื่องพระเจ้านั้นเกิดขึ้นหลังจากมนุษย์มีสังคมขนาดใหญ่โตและซับซ้อนแล้ว (คำว่าสังคมที่มีความซับซ้อนนั้นวัดได้จากจำนวนประชากร ความใหญ่โตของดินแดน ลักษณะของระบบรัฐ ฯลฯ)</p>
<p>พูดง่ายๆ คือ ตามงานวิจัยนี้ แนวคิดเรื่องพระเจ้าไม่ได้เป็นปัจจัยที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานเป็นกลุ่มก้อนได้ดี เพราะเราทำงานเป็นกลุ่มก้อนได้ดีอยู่แล้ว พระเจ้าจึงเกิดขึ้น ส่วนแนวคิดที่มีมาก่อนแนวคิดเรื่องพระเจ้าเป็นร้อยปีคือ พิธีกรรมทางความเชื่อที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มต่างหาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>งานวิจัยนี้อาจยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าเหตุใดแนวคิดเรื่องพระเจ้าจึงถือกำเนิดขึ้น และเกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>แต่พลังของฐานข้อมูลการวิเคราะห์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์นั้นอาจเข้ามามีบทบาทต่องานวิจัยเรื่องนี้ และทำให้ในอนาคตมนุษย์เราเข้าถึงความจริงอันยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติ</p>
<p>ซึ่งนั่นอาจเป็นพระเจ้าที่แท้จริงก็เป็นได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p><u>phys.org/news</u></p>
<p><u>nature.com</u></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/when-was-god-born/">พระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่?  เมื่อนักคิดทุกยุคสมัยต่างสงสัยที่มาของพระเจ้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การติดตามสัตว์ด้วยจีพีเอสสำคัญอย่างไร? ว่าด้วยปริศนาสังคมสัตว์และเทคโนโลยีการแกะรอย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/animals-tracing-technology/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 24 Mar 2019 17:47:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[ร่องรอย]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[the birds of america]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[แกะรอย]]></category>
		<category><![CDATA[รอยเท้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=57506</guid>

					<description><![CDATA[<p>มนุษย์เรารู้จักการแกะรอยสัตว์ป่ามาตั้งแต่สมัยโบราณด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันออกไป นายพรานตามรอยสัตว์ป่าเพื่อการล่า ส่วนนักอนุรักษ์ รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ พยายามตามหาสัตว์ป่าที่สนใจเพื่อศึกษาพฤติกรรมและถิ่นที่อยู่ วิธีการแกะรอยก็มีหลากหลาย ตั้งแต่การตามรอยเท้า มองหาขนที่หลุดร่วง ร่องรอยตามต้นไม้ ไปจนถึงมูลของสัตว์ ใน ค.ศ. 1803 John James Audubon นักปักษีวิทยาผู้มีชื่อเสียงจากการเขียนหนังสือ The Birds of America รวมทั้งวาดภาพประกอบที่มีรายละเอียดระดับเหนือมนุษย์ พยายามพิสูจน์ว่าฝูงนกที่บินมายังฟาร์มของเขาในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นนกฝูงเดิมด้วยการจับนกเหล่านั้นมาผูกข้อเท้าของพวกมันด้วยเส้นด้าย หลังจากนั้นนับร้อยปี นักวิทยาศาสตร์เริ่มใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นในการติดตามสัตว์ป่า ทั้งการทดลองใช้กล้องขนาดเล็กเพื่อถ่ายทำการเดินทางของพวกมัน รวมทั้งเครื่องส่งสัญญาณวิทยุเพื่อติดตามตำแหน่ง ในยุคปัจจุบัน นักวิจัยด้านสัตว์ป่าเริ่มทำงานกับวิศวกรมากขึ้นเพื่อพัฒนาการติดตามสัตว์ด้วยระบบดาวเทียม จีพีเอส เรดาร์ โดรน เครื่องวัดความเร่ง จนถึง การถอดรหัสดีเอ็นเอ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้มนุษย์เรามองเห็นสัตว์ป่า สัตว์ปีก รวมทั้งสัตว์ทะเลอย่างฉลาม เต่า ไปจนถึงวาฬ ได้ในระดับทะลุปรุโปร่งกว่าสมัยก่อนมาก คำถามคือ การติดตามสัตว์ด้วยจีพีเอสมีความสำคัญอย่างไร? คำตอบคือ มันสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์สัตว์เหล่านั้น นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษากายวิภาครวมทั้งพฤติกรรมของสัตว์แต่ละชนิดได้ด้วยการสังเกตพวกมันในสวนสัตว์หรือห้องทดลอง แต่พฤติกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อพวกมันรวมกลุ่ม การสื่อสารติดต่อกันในฝูง จนถึงถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาในสภาวะธรรมชาติเท่านั้น ยกตัวอย่าง เช่น ยีราฟ Dr.Julian Fennessy ผู้คร่ำหวอดและหัวหอกด้านการอนุรักษ์ยีราฟ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/animals-tracing-technology/">การติดตามสัตว์ด้วยจีพีเอสสำคัญอย่างไร? ว่าด้วยปริศนาสังคมสัตว์และเทคโนโลยีการแกะรอย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์เรารู้จักการแกะรอยสัตว์ป่ามาตั้งแต่สมัยโบราณด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันออกไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายพรานตามรอยสัตว์ป่าเพื่อการล่า ส่วนนักอนุรักษ์ รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ พยายามตามหาสัตว์ป่าที่สนใจเพื่อศึกษาพฤติกรรมและถิ่นที่อยู่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีการแกะรอยก็มีหลากหลาย ตั้งแต่การตามรอยเท้า มองหาขนที่หลุดร่วง ร่องรอยตามต้นไม้ ไปจนถึงมูลของสัตว์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใน ค.ศ. 1803 John James Audubon นักปักษีวิทยาผู้มีชื่อเสียงจากการเขียนหนังสือ <em>The Birds of America</em> รวมทั้งวาดภาพประกอบที่มีรายละเอียดระดับเหนือมนุษย์ พยายามพิสูจน์ว่าฝูงนกที่บินมายังฟาร์มของเขาในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นนกฝูงเดิมด้วยการจับนกเหล่านั้นมาผูกข้อเท้าของพวกมันด้วยเส้นด้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนั้นนับร้อยปี นักวิทยาศาสตร์เริ่มใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นในการติดตามสัตว์ป่า ทั้งการทดลองใช้กล้องขนาดเล็กเพื่อถ่ายทำการเดินทางของพวกมัน รวมทั้งเครื่องส่งสัญญาณวิทยุเพื่อติดตามตำแหน่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคปัจจุบัน นักวิจัยด้านสัตว์ป่าเริ่มทำงานกับวิศวกรมากขึ้นเพื่อพัฒนาการติดตามสัตว์ด้วยระบบดาวเทียม จีพีเอส เรดาร์ โดรน เครื่องวัดความเร่ง จนถึง การถอดรหัสดีเอ็นเอ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้มนุษย์เรามองเห็นสัตว์ป่า สัตว์ปีก รวมทั้งสัตว์ทะเลอย่างฉลาม เต่า ไปจนถึงวาฬ ได้ในระดับทะลุปรุโปร่งกว่าสมัยก่อนมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามคือ การติดตามสัตว์ด้วยจีพีเอสมีความสำคัญอย่างไร?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบคือ มันสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์สัตว์เหล่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษากายวิภาครวมทั้งพฤติกรรมของสัตว์แต่ละชนิดได้ด้วยการสังเกตพวกมันในสวนสัตว์หรือห้องทดลอง แต่พฤติกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อพวกมันรวมกลุ่ม การสื่อสารติดต่อกันในฝูง จนถึงถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาในสภาวะธรรมชาติเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่าง เช่น ยีราฟ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Dr.</span><span style="font-weight: 400;">Julian Fennessy ผู้คร่ำหวอดและหัวหอกด้านการอนุรักษ์ยีราฟ พบว่าสัตว์อย่างยีราฟที่เห็นได้ทั่วไปในแอฟริกานั้นกำลังค่อยๆ สูญพันธ์ุอย่างเงียบๆ เขาพบว่ามันลดจำนวนลงเรื่อยๆ โดย ค.ศ. 1986 ถึงปัจจุบัน พวกมันลดจำนวนลงจาก 153,000 ตัว เป็น 100,000 ตัว และยีราฟใน 7 ประเทศหายไปอย่างไร้ร่องรอย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า ดร.จูเลียน</span><span style="font-weight: 400;">เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามสัตว์ด้วยระบบจีพีเอส ได้ทำการศึกษายีราฟร่วมกับทีมงานจนใน ค.ศ. 2016 พวกเขาพบว่ายีราฟบนโลกแบ่งเป็นชนิดหลักๆ ได้ 4 ชนิด (จากเดิมที่เคยเชื่อกันว่ายีราฟบนโลกหลงเหลือเพียงชนิดเดียว) งานวิจัยนี้เริ่มต้นจากการศึกษากระจายตัวของยีราฟ แล้วนำกลุ่มตัวอย่างมาศึกษาดีเอ็นเอเพื่อแยกแยะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หลังจากงานวิจัยของดร.จูเลียน</span><span style="font-weight: 400;">ได้รบการตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology ได้เพียง 1 ปีก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์แสดงความเคลือบแคลงออกมาผ่านงานวิจัยในวารสารเดียวกัน โดยนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่างานวิจัยของเขามีช่องโหว่ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าความจริงเรื่องยีราฟจะยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ เทคนิคการติดตามรอยสัตว์ด้วยดาวเทียมนั้นทรงพลังมาก แต่วิธีนี้ก็มีความท้าทายหลายอย่าง เช่น การออกแบบวิธีการนำเครื่องติดตามไปติดบนตัวสัตว์ที่สนใจ</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57909" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-3.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-3-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิทยาศาสตร์พบว่าวาฬเป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เสียงของสังคมมนุษย์ ทั้งเสียงจากเมืองและการประมง แต่มันส่งผลต่อการอพยพและพฤติกรรมแค่ไหนยังเป็นคำถามปลายเปิด นักวิจัยจึงใช้ฉมวกยิงเพื่อฝังเครื่องติดตามไว้ใต้ผิวหนังของพวกมันเพื่อศึกษารูปแบบการเดินทางของพวกมัน ซึ่งอาจแสดงให้เห็นการตอบสนองต่อการใช้เสียงของมนุษย์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วอย่างแพลงก์ตอนสัตว์นั้นมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทรอย่างยิ่ง แต่การจะนำเครื่องติดตามไปติดพวกมันเป็นโจทย์ที่โหดหิน ใน ค.ศ. 2013 ทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยลันด์ ประเทศสวีเดน ได้ออกแบบการทดลองติดตามแพลก์ตอน </span><i><span style="font-weight: 400;">daphnia magna </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่มีขนาดเล็กในระดับมิลลิเมตร (ตัวโตมากๆ ยังยาวแค่ 5 มม.เท่านั้น) ซึ่งเล็กเกินกว่าจะติดเซนเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ลงไป พวกเขาจึงเคลือบมันด้วยอนุภาคนาโนเรืองแสง (ที่แพทย์ใช้อาจมันระบุตำแหน่งเซลล์มะเร็ง) เมื่อนักวิจัยส่องแสงบางอย่างใส่ สารดังกล่าวจะเรืองแสงออกมาทำให้พวกเขาใช้กล้องติดตามการเคลื่อนที่ของมันได้ โดยเบื้องต้นการทดลองนี้ยังเกิดขึ้นในระบบปิดอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอนาคต หากเราสามารถติดตามสัตว์ต่างๆ ได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น ย่อมนำมาซึ่งความเข้าใจธรรมชาติของพวกมันยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งน่าจะช่วยให้มนุษย์เรารักษาพวกมันได้ดียิ่งๆ ขึ้นไปเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าทุกสิ่งอย่างย่อมเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน ในทางกลับกัน ความรู้เรื่องตำแหน่งสัตว์อาจนำมาซึ่งการล่าและกวาดล้างเผ่าพันธุ์สัตว์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์เราไม่ใช่เหรียญ เราอยากให้เทคโนโลยีสร้างอนาคตแบบไหนให้กับเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเท่านั้นที่ให้คำตอบได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>อ้างอิง</b></p>
<p><a href="https://www.cell.com/current-biology/fulltext/S0960-9822(16)30787-4"><span style="font-weight: 400;">cell.com/current-biology/fulltex</span></a></p>
<p><a href="https://www.cell.com/current-biology/fulltext/S0960-9822(16)31520-2?_returnURL=https%3A%2F%2Flinkinghub.elsevier.com%2Fretrieve%2Fpii%2FS0960982216315202%3Fshowall%3Dtrue"><span style="font-weight: 400;">cell.com/current-biology</span></a></p>
<p><a href="https://giraffeconservation.org/our-team/"><span style="font-weight: 400;">giraffeconservation.org/our-team</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือ <em>Where the animal go</em></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/animals-tracing-technology/">การติดตามสัตว์ด้วยจีพีเอสสำคัญอย่างไร? ว่าด้วยปริศนาสังคมสัตว์และเทคโนโลยีการแกะรอย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สร้างใบไม้เทียมและเปลือกหุ้มระบบสุริยะ เมื่อมนุษย์มองหาแหล่งพลังงานใหม่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/how-to-collect-solar-energy-ep2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Feb 2019 16:41:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ดวงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[solar]]></category>
		<category><![CDATA[พระอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[แสงอาทิตย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=53853</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรารู้กันดีว่าโมเลกุลของน้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนสองอะตอม เกาะกับออกซิเจนหนึ่งอะตอม หากแยกมันออกมา เราจะได้แก๊สไฮโดรเจนซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการสร้างพลังงาน แต่การจะแยกมันออกมาก็ต้องใช้พลังงาน แหล่งพลังงานที่เหมาะสมสำหรับการแยกน้ำจึงต้องเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ได้ฟรีซึ่งก็คือ แสงอาทิตย์ แต่ต้องมีตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) มาช่วยให้การแยกน้ำเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งตัวเร่งปฏิกิริยานี้เรียกว่า ใบไม้เทียม (Artificial leaf) เพราะการทำงานของมันคล้ายกับสิ่งที่ใบไม้จริงๆ ทำ ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาใบไม้เทียม นักวิทยาศาสตร์พบว่า ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ได้เป็นโลหะหายาก มีราคาแพงมาก อีกทั้งยิ่งมันสามารถแยกน้ำได้ดีเท่าไหร่ มันก็ยิ่งผุกร่อนได้ง่ายเท่านั้น ใบไม้เทียมจึงเป็นเหมือนเทคโนโลยีในฝันที่ยังไม่หลุดมายังโลกความจริง การปฏิวัติครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Daniel G. Nocera นักเคมีชาวอเมริกันแห่งสถาบัน MIT และคณะนักวิจัยทดลองใช้ตัวเร่งปฏิกิริยามาแยกน้ำ โดยตัวเร่งปฏิกิริยาดังกล่าวมีส่วนประกอบเป็นโคบอลต์ (cobalt) ซึ่งมีราคาถูกกว่าโลหะที่เคยใช้กันมา นอกจากนี้วัสดุดังกล่าวยังสามารถซ่อมแซมตัวเองได้หลังจากมันทำการแยกน้ำไปแล้วอีกด้วย! การทดลองเพื่อสาธิตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2011 เมื่อ Nocera นำแผ่นโลหะบางๆ เรียบๆ หน้าตาเหมือนไพ่ใบหนึ่ง แต่เมื่อใส่ลงไปในน้ำแล้วปล่อยให้สัมผัสแสงอาทิตย์ ที่ปลายทั้งสองด้านของแผ่นโลหะนั้นเกิดฟองผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นคือแก๊สไฮโดรเจนและออกซิเจน โดยมันสามารถทำงานได้นานราว 45 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราสม่ำเสมอ การทดลองนี้สร้างความความสั่นสะเทือนไปทั้งวงการพลังงาน ล่าสุดในปี ค.ศ. 2015 นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย สร้างใบไม้เทียมที่มีประสิทธิภาพสูงถึง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/how-to-collect-solar-energy-ep2/">สร้างใบไม้เทียมและเปลือกหุ้มระบบสุริยะ เมื่อมนุษย์มองหาแหล่งพลังงานใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เรารู้กันดีว่าโมเลกุลของน้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนสองอะตอม เกาะกับออกซิเจนหนึ่งอะตอม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากแยกมันออกมา เราจะได้แก๊สไฮโดรเจนซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการสร้างพลังงาน แต่การจะแยกมันออกมาก็ต้องใช้พลังงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แหล่งพลังงานที่เหมาะสมสำหรับการแยกน้ำจึงต้องเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ได้ฟรีซึ่งก็คือ แสงอาทิตย์ แต่ต้องมีตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) มาช่วยให้การแยกน้ำเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งตัวเร่งปฏิกิริยานี้เรียกว่า ใบไม้เทียม (Artificial leaf) เพราะการทำงานของมันคล้ายกับสิ่งที่ใบไม้จริงๆ ทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาใบไม้เทียม นักวิทยาศาสตร์พบว่า ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ได้เป็นโลหะหายาก มีราคาแพงมาก อีกทั้งยิ่งมันสามารถแยกน้ำได้ดีเท่าไหร่ มันก็ยิ่งผุกร่อนได้ง่ายเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใบไม้เทียมจึงเป็นเหมือนเทคโนโลยีในฝันที่ยังไม่หลุดมายังโลกความจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปฏิวัติครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Daniel G. Nocera นักเคมีชาวอเมริกันแห่งสถาบัน MIT และคณะนักวิจัยทดลองใช้ตัวเร่งปฏิกิริยามาแยกน้ำ โดยตัวเร่งปฏิกิริยาดังกล่าวมีส่วนประกอบเป็นโคบอลต์</span><span style="font-weight: 400;"> (</span><span style="font-weight: 400;">cobalt) ซึ่งมีราคาถูกกว่าโลหะที่เคยใช้กันมา นอกจากนี้วัสดุดังกล่าวยังสามารถซ่อมแซมตัวเองได้หลังจากมันทำการแยกน้ำไปแล้วอีกด้วย! </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทดลองเพื่อสาธิตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2011 เมื่อ Nocera นำแผ่นโลหะบางๆ เรียบๆ หน้าตาเหมือนไพ่ใบหนึ่ง แต่เมื่อใส่ลงไปในน้ำแล้วปล่อยให้สัมผัสแสงอาทิตย์ ที่ปลายทั้งสองด้านของแผ่นโลหะนั้นเกิดฟองผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นคือแก๊สไฮโดรเจนและออกซิเจน โดยมันสามารถทำงานได้นานราว 45 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราสม่ำเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทดลองนี้สร้างความความสั่นสะเทือนไปทั้งวงการพลังงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ล่าสุดในปี ค.ศ. 2015 นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย สร้างใบไม้เทียมที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 22 เปอร์เซ็นต์ ได้สำเร็จ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการสร้างใบไม้เทียมยังไม่ได้มีราคาถูกพอจะเข้ามาแข่งขันในตลาดพลังงานได้ ซึ่งหัวใจสำคัญของการสร้างใบไม้เทียมอยู่ที่การออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปพร้อมๆ กับการมีเสถียรภาพให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Elon Musk นักธุรกิจและวิศวกร หนึ่งในบุคคลผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา มองว่าเทคโนโลยีการใช้แก๊สไฮโดรเจนเป็นแหล่งพลังงานนั้นไม่มีอนาคต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นักลงทุนและนักวิจัยยังคงมุ่งพัฒนาการเก็บเกี่ยวแสงอาทิตย์ทุกทาง ทั้งโซลาร์เซลล์ และใบไม้เทียม รวมทั้งอีกทางหนึ่งที่ค่อนข้างอลังการและดูห่างไกลความเป็นจริงที่สุด นั่นคือ เตาปฏิกรณ์ฟิวชั่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิกิริยาฟิวชั่นเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นที่ใจกลางดวงอาทิตย์ การพยายามสร้างเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่นจึงไม่ใช่การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ แต่เป็นเหมือนการสร้างดวงอาทิตย์ขึ้นมาเอง!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วัตถุดิบที่ใช้ในปฏิกิริยาฟิวชั่นนั้นคือ ไฮโดรเจน ซึ่งเป็นแก๊สที่หาได้ไม่ยาก แต่ความยากคือปฏิกิริยาฟิวชั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราทำให้ไฮโดรเจนมีอุณหภูมิสูงกว่าใจกลางของดวงอาทิตย์ เพราะการสร้างความดันให้เท่ากับใจกลางดวงอาทิตย์นั้นยากมากจึงต้องชดเชยความดันที่ขาดหายไปด้วยอุณหภูมินั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่นบางรูปแบบให้พลังงานมากกว่าที่มันรับเข้าไปแล้ว แต่เรื่องการเก็บเกี่ยวพลังงานที่ปลดปล่อยออกมา รวมทั้งการพยายามลดต้นทุนให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจนั้นยังต้องวิจัยกันอีกยาว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">หากมองในแง่การเก็บเกี่ยวพลังงานจากดาวฤกษ์ </span><span style="font-weight: 400;">เราจะพบว่าอารยธรรมของมนุษย์เรายังอยู่ในระยะแรกเริ่มเท่านั้นเพราะบนโลกของเรามีพื้นที่มากมายที่แสงอาทิตย์ตกกระทบลงไปเปล่าๆ โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด</span></p>
</blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักฟิสิกส์อัจฉริยะ Freeman Dyson ผู้เก่งกาจและส่งผลต่อการพัฒนาฟิสิกส์ทั้งในด้านพลศาสตร์ไฟฟ้าทางควอนตัม (quantum electrodynamics) ฟิสิกส์สถานะของแข็ง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ รวมทั้งดาราศาสตร์ ได้จินตนาการถึงอภิมหาโครงสร้างว่าในอนาคตอันไกลโพ้น มนุษย์เราอาจสร้างเปลือกที่มีลักษณะเหมือนผิวลูกบอลห่อหุ้มทั้งระบบสุริยะเอาไว้เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวพลังงานจากแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักฟิสิกส์เรียกโครงสร้างดังกล่าวว่า ทรงกลมของไดสัน (Dyson sphere)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดนี้อาจจะฟังดูบ้าบอ แต่หลังจากที่ไดสันเสนอแนวคิดนี้ขึ้นมา นักฟิสิกส์คนอื่นๆ มีการเสนอแนวคิดในลักษณะเดียวกับไดสัน แต่ปรับเปลี่ยนลักษณะไปเป็นวงแหวนบ้างหรือกระจายตัวอยู่รอบดวงอาทิตย์แบบไม่ต่อเนื่องในลักษณะเหมือนดาวเทียมจำนวนมาก บางคนจินตนาการถึงขั้นที่ว่าอาจมีการสร้างทรงกลมไดสันครอบทั้งกาแล็กซีเพื่อจะตักตวงพลังงานจากทั้งกาแล็กซีมาใช้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้นักดาราศาสตร์จำนวนหนึ่งถึงขั้นพยายามมองหาโครงสร้างอย่างทรงกลมไดสันในระบบดาวฤกษ์อื่นๆ ที่สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาสร้างไว้ แต่ก็ยังไม่มีใครพบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาเรื่องแหล่งพลังงานเป็นปัญหาใหญ่เหนือการเมืองและเศรษฐกิจทั้งหมดทั้งปวง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตราบใดที่มนุษย์เราไม่รีบมองหาแหล่งพลังงานใหม่แทนที่น้ำมัน ถ่านหิน และแก๊สธรรมชาติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยุคใหม่ของมนุษย์โลกอนาคตอาจมีสภาพไม่ต่างจากเมื่อแสนปีที่แล้ว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>อ้างอิง</b></p>
<p><a href="https://pubs.rsc.org/en/Content/ArticleLanding/2015/EE/C5EE02214B#!divAbstract"><span style="font-weight: 400;">pubs.rsc.org</span></a></p>
<p><a href="http://science.sciencemag.org/content/334/6056/645"><span style="font-weight: 400;">science.sciencemag.org</span></a></p>
<p><a href="https://science.howstuffworks.com/environmental/green-tech/energy-production/artificial-photosynthesis1.htm"><span style="font-weight: 400;">science.howstuffworks.com</span></a></p>
<p><a href="https://science.howstuffworks.com/environmental/green-tech/energy-production/artificial-photosynthesis3.htm"><span style="font-weight: 400;">science.howstuffworks.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/how-to-collect-solar-energy-ep2/">สร้างใบไม้เทียมและเปลือกหุ้มระบบสุริยะ เมื่อมนุษย์มองหาแหล่งพลังงานใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง เราจะเก็บเกี่ยวพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้นได้อย่างไร?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/how-to-collect-solar-energy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Jan 2019 23:43:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[พระอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[แสงอาทิตย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=51399</guid>

					<description><![CDATA[<p>พลังงานที่เราใช้ในชีวิตประจำวันมาจากไหน? หากพูดถึงพลังงานที่มนุษย์เราใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกาย แน่นอนว่ามาจากอาหารที่เรากินเข้าไป ทั้งเนื้อสัตว์และพืช แต่เมื่อสืบสาวแหล่งพลังงานของสัตว์ทุกชนิดไปจนสุดทางจะพบว่า มาจากพืชหรือสาหร่าย ซึ่งพืชและสาหร่ายทุกชนิดล้วนใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์มาใช้ในการสร้างอาหารเก็บสะสมไว้ในตัวเอง สรุปได้ว่าพลังงานที่แผ่ออกจากดวงอาทิตย์นั้นกลายมาเป็นพลังงานในร่างกายของสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดบนโลกนับตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ไม่เพียงเท่านั้น ซากพืชซากสัตว์จำนวนมากในสมัยดึกดำบรรพ์นี้เองเมื่อทับถมนานเข้าก็กลายเป็นน้ำมัน ถ่านหิน และแก๊สธรรมชาติ ที่มนุษย์เราขุดมาขับเคลื่อนโลก ไฟฟ้าที่ประเทศไทยเราใช้งานกว่าร้อยละ 80 มาจากการนำแก๊สธรรมชาติและถ่านหินมาเผาเพื่อให้ปลดปล่อยพลังงานความร้อนออกมาใช้ต้มน้ำ แล้วนำไอน้ำไปขับดันกังหันเพื่อปั่นไฟฟ้าอีกที อาจกล่าวได้ว่าไฟฟ้าเหล่านี้คือพลังแสงอาทิตย์ในยุคดึกดำบรรพ์ที่สะสมไว้ภายในแก๊สธรรมชาติและถ่านหิน ส่วนการใช้น้ำจากเขื่อนมาผลิตไฟฟ้านั้นเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 3 หลักการผลิตไฟฟ้าด้วยเขื่อนนั้นเรียบง่าย นั่นคือให้น้ำในเขื่อนไหลจากที่สูงลงมาสู่ที่ต่ำเพื่อปั่นกังหัน ซึ่งดวงอาทิตย์ทำหน้าที่ยกน้ำขึ้นไปบนเขื่อน ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทำให้น้ำจากแหล่งน้ำทั่วโลกระเหยแล้วลอยสูงขึ้นไปกลายเป็นเมฆ แล้วเมฆก็กลายเป็นฝนตกลงมาแล้วไหลเข้าสู่เขื่อน กล่าวได้ว่าพลังงาน &#8216;แทบ&#8217; ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราล้วนมีต้นกำเนิดมาจากดวงอาทิตย์ จึงไม่น่าแปลกใจที่มนุษย์เรามุ่งหวังจะสร้างเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อตักตวงพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะน้ำมัน ถ่านหิน และแก๊สธรรมชาติย่อมมีวันหมดลงในอนาคต หนึ่งในทางออกสำคัญที่เรารู้จักกันดีคือ โซลาร์เซลล์ แต่โซลาร์เซลล์แบบซิลิคอนซึ่งเป็นแบบที่ฮิตที่สุดที่ขายกันในท้องตลาดนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็ราวๆ 20% เท่านั้น ส่วนโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในห้องปฏิบัติการคือ โซลาร์เซลล์แบบหลายชั้น (multi-junction solar cell) ซึ่งยิ่งมีหลายชั้นก็ยิ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ นักฟิสิกส์สามารถสร้างโซลาร์เซลล์แบบ 4 ชั้นให้มีประสิทธิภาพถึง 44.7% ได้ในห้องทดลอง แต่มันย่อมแลกมาด้วยความซับซ้อนและยุ่งยากในการผลิต ปัญหาของโซลาร์เซลล์นอกจากจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพที่ (ยัง) ต่ำแล้ว ไฟฟ้าที่ผลิตได้นั้นเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้งานได้จำกัดในหลายๆ สถานการณ์ ยานยนต์อย่างเครื่องบินนั้นแม้จะมีรุ่นที่ใช้ไฟฟ้าเต็มร้อยได้แล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/how-to-collect-solar-energy/">ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง เราจะเก็บเกี่ยวพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้นได้อย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><i>พลังงานที่เราใช้ในชีวิตประจำวันมาจากไหน?</i></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากพูดถึงพลังงานที่มนุษย์เราใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่ามาจากอาหารที่เรากินเข้าไป ทั้งเนื้อสัตว์และพืช แต่เมื่อสืบสาวแหล่งพลังงานของสัตว์ทุกชนิดไปจนสุดทางจะพบว่า มาจากพืชหรือสาหร่าย ซึ่งพืชและสาหร่ายทุกชนิดล้วนใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์มาใช้ในการสร้างอาหารเก็บสะสมไว้ในตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปได้ว่าพลังงานที่แผ่ออกจากดวงอาทิตย์นั้นกลายมาเป็นพลังงานในร่างกายของสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดบนโลกนับตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงเท่านั้น ซากพืชซากสัตว์จำนวนมากในสมัยดึกดำบรรพ์นี้เองเมื่อทับถมนานเข้าก็กลายเป็นน้ำมัน ถ่านหิน และแก๊สธรรมชาติ ที่มนุษย์เราขุดมาขับเคลื่อนโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไฟฟ้าที่ประเทศไทยเราใช้งานกว่าร้อยละ 80 มาจากการนำแก๊สธรรมชาติและถ่านหินมาเผาเพื่อให้ปลดปล่อยพลังงานความร้อนออกมาใช้ต้มน้ำ แล้วนำไอน้ำไปขับดันกังหันเพื่อปั่นไฟฟ้าอีกที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจกล่าวได้ว่าไฟฟ้าเหล่านี้คือพลังแสงอาทิตย์ในยุคดึกดำบรรพ์ที่สะสมไว้ภายในแก๊สธรรมชาติและถ่านหิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนการใช้น้ำจากเขื่อนมาผลิตไฟฟ้านั้นเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 3 หลักการผลิตไฟฟ้าด้วยเขื่อนนั้นเรียบง่าย นั่นคือให้น้ำในเขื่อนไหลจากที่สูงลงมาสู่ที่ต่ำเพื่อปั่นกังหัน ซึ่งดวงอาทิตย์ทำหน้าที่ยกน้ำขึ้นไปบนเขื่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทำให้น้ำจากแหล่งน้ำทั่วโลกระเหยแล้วลอยสูงขึ้นไปกลายเป็นเมฆ แล้วเมฆก็กลายเป็นฝนตกลงมาแล้วไหลเข้าสู่เขื่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวได้ว่าพลังงาน &#8216;แทบ&#8217; ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราล้วนมีต้นกำเนิดมาจากดวงอาทิตย์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จึงไม่น่าแปลกใจที่มนุษย์เรามุ่งหวังจะสร้างเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อตักตวงพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะน้ำมัน ถ่านหิน และแก๊สธรรมชาติย่อมมีวันหมดลงในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในทางออกสำคัญที่เรารู้จักกันดีคือ โซลาร์เซลล์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่โซลาร์เซลล์แบบซิลิคอนซึ่งเป็นแบบที่ฮิตที่สุดที่ขายกันในท้องตลาดนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็ราวๆ 20% เท่านั้น ส่วนโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในห้องปฏิบัติการคือ โซลาร์เซลล์แบบหลายชั้น (multi-junction solar cell) ซึ่งยิ่งมีหลายชั้นก็ยิ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ นักฟิสิกส์สามารถสร้างโซลาร์เซลล์แบบ 4 ชั้นให้มีประสิทธิภาพถึง 44.7% ได้ในห้องทดลอง แต่มันย่อมแลกมาด้วยความซับซ้อนและยุ่งยากในการผลิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาของโซลาร์เซลล์นอกจากจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพที่ (ยัง) ต่ำแล้ว ไฟฟ้าที่ผลิตได้นั้นเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้งานได้จำกัดในหลายๆ สถานการณ์ ยานยนต์อย่างเครื่องบินนั้นแม้จะมีรุ่นที่ใช้ไฟฟ้าเต็มร้อยได้แล้ว แต่ก็ยังเป็นเครื่องบินขนาดเล็ก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนทางในการดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้อาจมุ่งไปที่เชื้อเพลิงไฮโดรเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ หากเรามีแก๊สไฮโดรเจนมากพอ แล้วจัดการเผาอย่างเป็นระบบร่วมกับออกซิเจน (หรือเผาให้มันมอดไหม้ไปกับแก๊สออกซิเจนในอากาศอย่างเหมาะสม) จะเกิดการคายพลังงานออกมา โดยมีน้ำบริสุทธิ์เป็นของเสียที่เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยวิธีนี้เราไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับน้ำมันให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์เลย แต่ปัญหาใหญ่ของวิธีนี้คือ เราจะไปหาแก๊สไฮโดรเจนมาจากไหน?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ราวๆ ค.ศ. 1789-1790 Johann Rudolph Deiman แพทย์ชาวดัตช์ และ Adriaan Paets van Troostwijk เพื่อนผู้เป็นพ่อค้าได้ตีพิมพ์เผยแพร่การทดลองแยกน้ำด้วยกระแสไฟฟ้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แก๊สที่ได้จากการแยกน้ำ แน่นอนว่าเป็นออกซิเจนและไฮโดรเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการนี้กลายเป็นการทดลองเคมีที่เด็กมัธยมสายวิทย์ทุกคนต้องเรียน แต่น่าเสียดายที่เราใช้วิธีนี้ในการสร้างเชื้อเพลิงไฮโดรเจนไม่ได้ เพราะสุดท้ายแหล่งพลังงานที่ใช้สร้างกระแสไฟฟ้าในตอนนี้ก็มาจากถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิทยาศาสตร์บางส่วนจึงมองไปที่พืช</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการสังเคราะห์แสงของพืชนั้น พืชจะแยกน้ำโดยดูดซึมมาจากรากออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน แล้วคายออกซิเจนทิ้งไป ส่วนไฮโดรเจนจะถูกส่งผ่านไปยังกระบวนการอื่นๆ ต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวทางหนึ่งของการสร้างเชื้อเพลิงไฮโดรเจนคือ การสร้างใบไม้เทียม (artificial leaf)  เพื่อแยกน้ำออกเป็นแก๊สไฮโดรเจนและออกซิเจนให้ได้</span></p>
<p><strong>ครั้งหน้าจะเล่าเรื่องใบไม้เทียมซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนให้ฟังครับ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>อ้างอิง</b></p>
<p><span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://news.energysage.com/what-are-the-most-efficient-solar-panels-on-the-market/"><span style="font-weight: 400;">news.energysage.com</span></a></span><br />
<span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://www.pveducation.org/pvcdrom/appendices/solar-cell-efficiency-results2"><span style="font-weight: 400;">www.pveducation.org</span></a></span><br />
<span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1002/pip.2475"><span style="font-weight: 400;">onlinelibrary.wiley.com</span></a></span><br />
<span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://www.nature.com/articles/nenergy2017144"><span style="font-weight: 400;">www.nature.com</span></a></span><br />
<span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://www.elsevier.com/books/science-and-engineering-of-hydrogen-based-energy-technologies/miranda/978-0-12-814251-6"><span style="font-weight: 400;">www.elsevier.com</span></a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/how-to-collect-solar-energy/">ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง เราจะเก็บเกี่ยวพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้นได้อย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมม้าลายถึงมีลาย? 3 ทฤษฎีว่าด้วยความสำคัญของลายทางขาว-ดำบนตัวม้าลาย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/zebra-stripe/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Dec 2018 11:26:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[science]]></category>
		<category><![CDATA[zebra]]></category>
		<category><![CDATA[biology]]></category>
		<category><![CDATA[africa]]></category>
		<category><![CDATA[mammals]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=48497</guid>

					<description><![CDATA[<p>สิ่งมีชีวิตในธรรมชาตินั้นเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งในแง่ของรูปร่าง ลักษณะ และพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป  ความแตกต่างอย่างเป็นเอกลักษณ์สร้างความพิศวงงงงวยและตื่นตะลึงให้กับมนุษย์มาทุกยุคสมัย จึงไม่แปลกที่นักวิทยาศาสตร์จะพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดพวกมันจึงมีลักษณะเช่นนี้ และหนึ่งในสัตว์ที่มีลักษณะโดดเด่นที่สุดชนิดหนึ่งคือ ม้าลาย   ลวดลายขาวสลับดำบนตัวของม้าลายนั้นแสนโดดเด่นและแตกต่างจากม้าและลาทั่วไปอย่างยิ่ง ส่งผลให้นักชีววิทยาฉงนมานานแล้วว่า ทำไมม้าลายถึงมีลาย?   นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่ 1. ลายของม้าลายมีไว้พรางตัว ถ้าเราใส่ชุดที่มีลายเหมือนม้าลายไปเดินห้างหรือตลาด เราคงจะเด่นมาก แต่สำหรับสัตว์ผู้ล่าของมันอย่างสิงโตที่ตาบอดสีแล้ว ลายของม้าลายช่วยให้มันดูกลมกลืนไปกับต้นหญ้ารอบๆ ที่ใบเรียงเป็นเส้นๆ ตั้งตรงคล้ายกับลายม้าลาย ยิ่งไปกว่านั้น ม้าลายมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลวดลายบนตัวจะช่วยให้พวกมันดูกลมกลืนกันไปหมดจนผู้ล่ามองแล้วแยกไม่ออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ยิ่งเมื่อพวกมันเคลื่อนไหว สัตว์ผู้ล่าก็ยิ่งมึน ซึ่งการแยกม้าลายแต่ละตัวไม่ออกนั้นยากต่อการวางแผนเคลื่อนไหวและไล่ล่า หรือแม้แต่การพยายามมองหาม้าลายที่ดูอ่อนแอ 2. ลายของม้าลายมีไว้กันแมลง Tim Caro นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทำการทดลองกับพื้นผิวที่มีลายอย่างม้าลายด้วยความกว้างของลายที่แตกต่างกันจนพบว่าแมลงที่มาดูดเลือดสัตว์มักจะไม่ชอบพื้นผิวที่เป็นแถบสีสลับกัน แต่พวกมันจะชอบเกาะตามพื้นผิวสีเข้มหรือสีอ่อนเพียงอย่างเดียวมากกว่า แมลงดูดเลือดหลายชนิดมีโรคที่ทำให้ถึงตายแถมมาด้วย ลวดลายที่ช่วยลดโอกาสในการถูกดูดเลือดย่อมช่วยให้ม้าลายมีโอกาสรอดเพิ่มขึ้นอย่างมาก คำถามที่ยังค้างคาอยู่คือ แล้วทำไมแมลงจึงไม่ชอบพื้นผิวลายบาร์โค้ดของม้าลาย  งานวิจัยบางชิ้นอธิบายว่า สีขาวและสีดำส่งผลต่อสภาพการโพลาไรซ์ของแสงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการมองเห็นของแมลง ส่งผลให้แมลงไม่ชอบร่อนลงมาเกาะนั่นเอง 3. ลายของม้าลายมีไว้เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกาย นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าบริเวณลายสีดำจะมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณสีขาวเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดกระแสอากาศไหลเล็กๆ ทำให้ร่างกายของม้าลายเย็นลง  นักวิทยาศาสตร์ทำการเก็บข้อมูลอุณหภูมิร่างกายของม้าลายในธรรมชาติด้วย thermometer gun จึงไม่ต้องไปสัมผัสกับร่างกายของม้าลายโดยตรง จนพบว่าร่างกายของมันมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยแล้วต่ำกว่าสัตว์กินพืชที่มีขนาดใกล้เคียงกันในบริเวณนั้น (แต่ลายตรงอวัยวะอย่างขาที่ไม่ได้โดนแสงแดดโดยตรงอาจไม่ได้ช่วยในการปรับอุณหภูมิร่างกาย แต่อาจมีหน้าที่หรือประโยชน์อย่างอื่น) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/zebra-stripe/">ทำไมม้าลายถึงมีลาย? 3 ทฤษฎีว่าด้วยความสำคัญของลายทางขาว-ดำบนตัวม้าลาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สิ่งมีชีวิตในธรรมชาตินั้นเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งในแง่ของรูปร่าง ลักษณะ และพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ความแตกต่างอย่างเป็นเอกลักษณ์สร้างความพิศวงงงงวยและตื่นตะลึงให้กับมนุษย์มาทุกยุคสมัย จึงไม่แปลกที่นักวิทยาศาสตร์จะพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดพวกมันจึงมีลักษณะเช่นนี้</p>
<p>และหนึ่งในสัตว์ที่มีลักษณะโดดเด่นที่สุดชนิดหนึ่งคือ ม้าลาย<span class="Apple-converted-space">  </span></p>
<p>ลวดลายขาวสลับดำบนตัวของม้าลายนั้นแสนโดดเด่นและแตกต่างจากม้าและลาทั่วไปอย่างยิ่ง ส่งผลให้นักชีววิทยาฉงนมานานแล้วว่า ทำไมม้าลายถึงมีลาย? <span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่</p>
<h4><strong>1. ลายของม้าลายมีไว้พรางตัว</strong></h4>
<p>ถ้าเราใส่ชุดที่มีลายเหมือนม้าลายไปเดินห้างหรือตลาด เราคงจะเด่นมาก แต่สำหรับสัตว์ผู้ล่าของมันอย่างสิงโตที่ตาบอดสีแล้ว ลายของม้าลายช่วยให้มันดูกลมกลืนไปกับต้นหญ้ารอบๆ ที่ใบเรียงเป็นเส้นๆ ตั้งตรงคล้ายกับลายม้าลาย</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น ม้าลายมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลวดลายบนตัวจะช่วยให้พวกมันดูกลมกลืนกันไปหมดจนผู้ล่ามองแล้วแยกไม่ออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ยิ่งเมื่อพวกมันเคลื่อนไหว สัตว์ผู้ล่าก็ยิ่งมึน ซึ่งการแยกม้าลายแต่ละตัวไม่ออกนั้นยากต่อการวางแผนเคลื่อนไหวและไล่ล่า หรือแม้แต่การพยายามมองหาม้าลายที่ดูอ่อนแอ</p>
<h4><strong>2. ลายของม้าลายมีไว้กันแมลง</strong></h4>
<p>Tim Caro นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทำการทดลองกับพื้นผิวที่มีลายอย่างม้าลายด้วยความกว้างของลายที่แตกต่างกันจนพบว่าแมลงที่มาดูดเลือดสัตว์มักจะไม่ชอบพื้นผิวที่เป็นแถบสีสลับกัน แต่พวกมันจะชอบเกาะตามพื้นผิวสีเข้มหรือสีอ่อนเพียงอย่างเดียวมากกว่า</p>
<p>แมลงดูดเลือดหลายชนิดมีโรคที่ทำให้ถึงตายแถมมาด้วย ลวดลายที่ช่วยลดโอกาสในการถูกดูดเลือดย่อมช่วยให้ม้าลายมีโอกาสรอดเพิ่มขึ้นอย่างมาก</p>
<p>คำถามที่ยังค้างคาอยู่คือ แล้วทำไมแมลงจึงไม่ชอบพื้นผิวลายบาร์โค้ดของม้าลาย<span class="Apple-converted-space">  </span></p>
<p>งานวิจัยบางชิ้นอธิบายว่า สีขาวและสีดำส่งผลต่อสภาพการโพลาไรซ์ของแสงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการมองเห็นของแมลง ส่งผลให้แมลงไม่ชอบร่อนลงมาเกาะนั่นเอง</p>
<h4><strong>3. ลายของม้าลายมีไว้เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกาย</strong></h4>
<p>นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าบริเวณลายสีดำจะมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณสีขาวเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดกระแสอากาศไหลเล็กๆ ทำให้ร่างกายของม้าลายเย็นลง<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ทำการเก็บข้อมูลอุณหภูมิร่างกายของม้าลายในธรรมชาติด้วย thermometer gun จึงไม่ต้องไปสัมผัสกับร่างกายของม้าลายโดยตรง จนพบว่าร่างกายของมันมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยแล้วต่ำกว่าสัตว์กินพืชที่มีขนาดใกล้เคียงกันในบริเวณนั้น (แต่ลายตรงอวัยวะอย่างขาที่ไม่ได้โดนแสงแดดโดยตรงอาจไม่ได้ช่วยในการปรับอุณหภูมิร่างกาย แต่อาจมีหน้าที่หรือประโยชน์อย่างอื่น)</p>
<h4><b> </b><b>แล้วทฤษฎีไหนถูกต้อง</b><b>?</b></h4>
<p>ปัจจุบันโลกของวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ฟันธงลงไปอย่างชัดเจน คำตอบที่ถูกต้องอาจมีมากกว่าหนึ่ง และที่น่าสนใจคือ ทุกทฤษฎีที่กล่าวมานี้ล้วนมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ปฏิเสธคัดง้าง</p>
<p>มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าลายของม้าลายมีประโยชน์จริงๆ อย่างที่ทฤษฎีต่างๆ ว่ามา (หรืออาจจะด้วยเหตุผลอื่น) แล้วทำไมม้าทุกตัวถึงไม่มีลายอย่างม้าลาย? คำตอบอาจเป็นเพราะม้าลายนั้นดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและแตกต่างไปจากม้าพันธ์ุอื่นๆ</p>
<h4><b>เกร็ดแถมท้าย</b></h4>
<p>แม้ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จะยังไม่มีความชัดเจนว่าลายของม้าลายเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร แต่สิ่งที่มนุษย์เรารู้แน่ๆ คือ ม้าลายนั้นไม่เหมาะต่อการนำมาขี่</p>
<p>การพยายามฝึกม้าลายให้เชื่องนั้นยากมาก มันเป็นสัตว์ที่อารมณ์แปรปรวน ถิ่นกำเนิดและที่อยู่อาศัยของมันคือแอฟริกาซึ่งศัตรูโดยธรรมชาติคือสิงโต เสือชีตาร์ และพวกหมาไน ม้าลายจึงมีสัญชาติญาณสัตว์ป่าที่พยายามเอาตัวรอดสูง ส่งผลให้มันมีความระแวดระวัง จนถึงโต้ตอบด้วยการถีบหรือกัดอย่างรุนแรงหากใครพยายามจะไปจับมันเข้า<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>เราจึงไม่เห็นใครขี่ม้าลายกันเป็นเรื่องปกติเหมือนการขี่ม้านั่นเอง</p>
<p><b>อ้างอิง</b></p>
<p><span style="color: #808080;"><a style="color: #808080;" href="https://www.businessinsider.com/why-humans-couldnt-domesticate-zebras-2016-9">businessinsider.com</a><br />
</span><span style="color: #808080;"><a style="color: #808080;" href="https://animals.howstuffworks.com/mammals/question454.htm">animals.howstuffworks.com</a><br />
</span><span style="color: #808080;"><a style="color: #808080;" href="https://theconversation.com/why-zebra-refused-to-be-saddled-with-domesticity-65018?fbclid=IwAR1jRT68p_If52rlo70iCZ2INNrI6E7WWIpL1jAe8dTlJ0rcUNTnO4KDpaQ">theconservation.com</a><br />
</span><span style="color: #808080;"><a style="color: #808080;" href="https://www.nature.com/articles/ncomms4535">nature.com</a><br />
</span><span style="color: #808080;"><a style="color: #808080;" href="https://www.nature.com/articles/s41598-018-27637-1">nature.com</a><br />
</span><span style="color: #808080;"><a style="color: #808080;" href="https://www.theguardian.com/science/animal-magic/2014/apr/02/why-do-zebras-have-stripes-scientists-have-the-answer?fbclid=IwAR2oYiwZwnq0xEhKTu0rMz2xTskwQdFMflJfFGT49US0ngPZRSuip7VNIo8">theguardian.com</a><br />
</span><span style="color: #808080;"><a style="color: #808080;" href="https://www.theguardian.com/science/animal-magic/2015/jan/15/zebra-stripes-function">theguardian.com</a><br />
</span><span style="color: #808080;"><a style="color: #808080;" href="http://rsos.royalsocietypublishing.org/content/2/1/140452">rsos.royalsocietypublishing.org</a><br />
</span><span style="color: #808080;"><a style="color: #808080;" href="https://news.nationalgeographic.com/news/2015/01/150113-zebras-stripes-evolution-animals-science-africa/?fbclid=IwAR0k1AQPpiujtvtXXOs5dHGvvKQGn6jsXtvPCOSMCO-B6jfpLy9rut-cHK0">news.nationalgeographic.com</a><br />
</span><span style="color: #808080;"><a style="color: #808080;" href="https://news.nationalgeographic.com/news/2012/120209-zebra-stripes-horseflies-bugs-akesson-science/">news.nationalgeographic.com</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/zebra-stripe/">ทำไมม้าลายถึงมีลาย? 3 ทฤษฎีว่าด้วยความสำคัญของลายทางขาว-ดำบนตัวม้าลาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ว่ายน้ำในน้ำเชื่อมกับว่ายน้ำในน้ำเปล่า อย่างไหนจะเร็วกว่ากัน?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/swimming-syrup-water/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/swimming-syrup-water/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Nov 2018 23:20:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[ว่ายน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[swimming]]></category>
		<category><![CDATA[syrup]]></category>
		<category><![CDATA[water]]></category>
		<category><![CDATA[science]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=45093</guid>

					<description><![CDATA[<p>เชื่อไหมว่า คำถามสำคัญๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเรา หลายคำถามฟังดูบ้าบอ หลุดโลก และเพี้ยนสุดๆ อาจเป็นเพราะความบ้าบอนั้นมีข้อได้เปรียบตรงที่มันไร้กฎเกณฑ์และกรอบกรง ตัวอย่างเช่น ในสมัยกรีกโบราณเมื่อสองพันปีก่อน ชายคนหนึ่งถามขึ้นว่า “เป็นไปได้ไหมที่โลกจะมีลักษณะกลม?” แล้วเขาก็คิดหาหลักฐานมาสนับสนุนว่าโลกกลมจริงๆ ทั้งที่ในยุคนั้นใครๆ ก็คิดว่าโลกมีลักษณะเป็นแผ่นแบน เพราะมันชัดเจนในแบบที่เห็นๆ กันอยู่ และต่อให้โลกกลมจริงมันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ชายผู้นั้นมีชื่อว่า อริสโตเติล อีกหนึ่งตัวอย่างคือ นักตั้งคำถามเพี้ยนๆ ผู้มีนามว่า Richard Feynman เขาเป็นนักฟิสิกส์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและอาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟิสิกส์มากมายมาจนถึงทุกวันนี้ เคยตั้งคำถามว่า ถ้าสปริงเคิลที่ถูกเปิดให้รดน้ำสนามหญ้าหมุนตามเข็มนาฬิกา แล้วมีคนนำมันไปวางไว้ก้นสระว่ายน้ำแล้วปลายสายยางต่อเข้ากับเครื่องสูบน้ำ มันจะหมุนทวนเข็มหรือตามเข็ม? คำถามบ้าๆ แบบนี้แม้จะไม่มีประโยชน์ในทางการประยุกต์ใช้ แต่มันเป็นแบบฝึกหัดชั้นดีสำหรับผู้ที่ต้องการขบคิดเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในฟิสิกส์หัวข้อกลศาสตร์และของไหล นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่า การว่ายน้ำในน้ำเกลือนั้นจะทำให้ว่ายได้เร็วขึ้น เพราะน้ำเกลือมีความหนาแน่นสูงกว่าน้ำปกติ ทำให้มีแรงลอยตัวที่คอยพยุงร่างกายของนักว่ายน้ำมากกว่าน้ำปกติ (แต่การว่ายน้ำในทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นนั้นเป็นอีกเรื่อง) คำถามคือ แล้วถ้าว่ายในน้ำเชื่อมที่มีความหนืดมากกว่าน้ำปกติล่ะ เราจะว่ายได้เร็วขึ้นหรือช้าลง? นักฟิสิกส์ถกเถียงเรื่องนี้มานานแต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ บ้างก็ว่าช้าลงเพราะความหนืดย่อมทำให้นักว่ายน้ำเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ยากขึ้น บ้างก็ว่าเร็วขึ้นเพราะมือจะพุ้ยน้ำได้ง่ายขึ้นส่งผลให้ร่างกายนักว่ายน้ำถูกดันให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น บ้างก็ว่าไม่ต่างกัน ความสงสัยนี้ส่งผลให้สองนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตาและมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน พยายามทำการทดลองเพื่อหาคำตอบ การทดลองใหญ่ๆ แบบนี้ ไม่ใช่แค่ต้องมีความสามารถด้านวิชาการ แต่ต้องมีทักษะการบริหารจัดการที่ดีร่วมด้วย พวกเขาเริ่มต้นจากการเลือกใช้สารกัวกัม (guar gum) ซึ่งเป็นสารลักษณะเหมือนแป้งที่ใช้เพิ่มความหนืดของอาหาร รวมทั้งทำให้โลชั่น แชมพู หรือยาสีฟัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/swimming-syrup-water/">ว่ายน้ำในน้ำเชื่อมกับว่ายน้ำในน้ำเปล่า อย่างไหนจะเร็วกว่ากัน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เชื่อไหมว่า คำถามสำคัญๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเรา หลายคำถามฟังดูบ้าบอ หลุดโลก และเพี้ยนสุดๆ</p>
<p>อาจเป็นเพราะความบ้าบอนั้นมีข้อได้เปรียบตรงที่มันไร้กฎเกณฑ์และกรอบกรง</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ในสมัยกรีกโบราณเมื่อสองพันปีก่อน ชายคนหนึ่งถามขึ้นว่า “เป็นไปได้ไหมที่โลกจะมีลักษณะกลม?” แล้วเขาก็คิดหาหลักฐานมาสนับสนุนว่าโลกกลมจริงๆ</p>
<p>ทั้งที่ในยุคนั้นใครๆ ก็คิดว่าโลกมีลักษณะเป็นแผ่นแบน เพราะมันชัดเจนในแบบที่เห็นๆ กันอยู่ และต่อให้โลกกลมจริงมันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย</p>
<p>ชายผู้นั้นมีชื่อว่า อริสโตเติล</p>
<p>อีกหนึ่งตัวอย่างคือ นักตั้งคำถามเพี้ยนๆ ผู้มีนามว่า Richard Feynman เขาเป็นนักฟิสิกส์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและอาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟิสิกส์มากมายมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>เคยตั้งคำถามว่า ถ้าสปริงเคิลที่ถูกเปิดให้รดน้ำสนามหญ้าหมุนตามเข็มนาฬิกา แล้วมีคนนำมันไปวางไว้ก้นสระว่ายน้ำแล้วปลายสายยางต่อเข้ากับเครื่องสูบน้ำ</p>
<p>มันจะหมุนทวนเข็มหรือตามเข็ม?</p>
<p>คำถามบ้าๆ แบบนี้แม้จะไม่มีประโยชน์ในทางการประยุกต์ใช้ แต่มันเป็นแบบฝึกหัดชั้นดีสำหรับผู้ที่ต้องการขบคิดเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในฟิสิกส์หัวข้อกลศาสตร์และของไหล</p>
<hr />
<p>นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่า การว่ายน้ำในน้ำเกลือนั้นจะทำให้ว่ายได้เร็วขึ้น เพราะน้ำเกลือมีความหนาแน่นสูงกว่าน้ำปกติ ทำให้มีแรงลอยตัวที่คอยพยุงร่างกายของนักว่ายน้ำมากกว่าน้ำปกติ (แต่การว่ายน้ำในทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นนั้นเป็นอีกเรื่อง)</p>
<p><strong>คำถามคือ แล้วถ้าว่ายในน้ำเชื่อมที่มีความหนืดมากกว่าน้ำปกติล่ะ เราจะว่ายได้เร็วขึ้นหรือช้าลง?</strong></p>
<p>นักฟิสิกส์ถกเถียงเรื่องนี้มานานแต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้</p>
<p>บ้างก็ว่าช้าลงเพราะความหนืดย่อมทำให้นักว่ายน้ำเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ยากขึ้น บ้างก็ว่าเร็วขึ้นเพราะมือจะพุ้ยน้ำได้ง่ายขึ้นส่งผลให้ร่างกายนักว่ายน้ำถูกดันให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น บ้างก็ว่าไม่ต่างกัน</p>
<p>ความสงสัยนี้ส่งผลให้สองนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตาและมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน พยายามทำการทดลองเพื่อหาคำตอบ</p>
<p>การทดลองใหญ่ๆ แบบนี้ ไม่ใช่แค่ต้องมีความสามารถด้านวิชาการ แต่ต้องมีทักษะการบริหารจัดการที่ดีร่วมด้วย</p>
<p>พวกเขาเริ่มต้นจากการเลือกใช้สารกัวกัม (guar gum) ซึ่งเป็นสารลักษณะเหมือนแป้งที่ใช้เพิ่มความหนืดของอาหาร รวมทั้งทำให้โลชั่น แชมพู หรือยาสีฟัน หนืดขึ้น ในการเพิ่มความหนืดให้กับน้ำในสระแทนที่จะใช้น้ำเชื่อมเพราะมันปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์เรา</p>
<p>สารกัวกัม 310 กิโลกรัม ถูกเติมลงในสระน้ำโดยมีมอเตอร์และระบบปั๊มคอยปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งสระ ใช้เวลาไป 36 ชั่วโมง จึงได้ของเหลวที่หนืดกว่าน้ำเปล่าสองเท่า แต่มีความหนาแน่นไม่ต่างจากน้ำเปล่านัก</p>
<p>จากนั้นนำนักว่ายน้ำอาสาสมัครหลายคนมาทดลองว่าย โดยเริ่มจาก</p>
<ul>
<li>ว่ายน้ำในสระน้ำปกติ (ระยะทาง 23 เมตร)</li>
<li>แล้วมาว่ายในสระหนืดด้วยระยะทางเท่าเดิม</li>
<li>ว่ายสระหนืดเสร็จแล้วไปล้างตัว</li>
<li>จากนั้นกลับมาว่ายในสระปกติอีกครั้งด้วยระยะทางเดิม</li>
</ul>
<p>เมื่อว่ายเสร็จจากแต่ละสระ นักว่ายน้ำจะได้พัก 3 นาที ซึ่งนักว่ายน้ำบางคนต้องว่ายหลายเซตเพื่อนำเวลามาเปรียบเทียบ รวมทั้งทดสอบด้วยการว่ายทุกท่า ทั้งท่าผีเสื้อ กรรเชียง ฟรีสไตล์ และท่ากบ</p>
<p><strong>หลังจากการวิเคราะห์ผลพบว่า &#8216;การว่ายในน้ำหนืดนั้นไม่ได้ช้าลงหรือเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ&#8217;</strong></p>
<p><strong>พูดง่ายๆ ว่า จะว่ายน้ำเปล่าหรือน้ำเชื่อมก็แทบไม่ต่างกัน</strong></p>
<p>นักวิจัยยังคำนวณดูจนพบว่าต้องเพิ่มความหนืดขึ้นไปในหลักพันเท่าของน้ำเปล่าจึงจะเริ่มส่งผลต่อการว่ายน้ำอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมีหลายจุดที่ไม่ได้ควบคุมตัวแปรไว้สมบูรณ์แบบ เช่น นักว่ายน้ำแต่ละคนมีรูปร่างและส่วนสูงไม่เท่ากัน อัตราการเผาผลาญของแต่ละคนก็แตกต่างกัน และต่างกันไปตามช่วงเวลาในการทดลอง แต่ถึงอย่างไร ตัวแปรอื่นๆ ที่สำคัญมากๆ ได้ถูกควบคุมไว้อย่างรัดกุมทีเดียว ส่งผลให้งานวิจัยนี้ได้รับรางวัล Ig Nobel สาขาเคมี ใน ค.ศ. 2005</p>
<p>เพราะคอนเซปต์ของรางวัล Ig Nobel คือ</p>
<p>&#8216;ฮาก่อน แล้วค่อยเกิดความคิด&#8217;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><a href="https://www.nature.com/news/2004/040920/full/040920-2.html?fbclid=IwAR2T39vhJzekF9Kfia70_rVPtqjqX5opEkKvo9bkIi1uUtCVYo_mcKjDvvs">nature.com</a></p>
<p><a href="https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1002/aic.10389?fbclid=IwAR1sVtbG0V_YpUXSLe3bz3Y4ZDcCdnLC0kQDLJYIWcbJy3zbPh-AO7WsoEo">onlinelibrary.wiley.com</a></p>
<p><a href="https://web.archive.org/web/20081231080433/http://www1.umn.edu/umnnews/Feature_Stories/Swimming_in_goop_nets_researchers_an_Ig_Nobel_Prize.html">web.archive.org</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/swimming-syrup-water/">ว่ายน้ำในน้ำเชื่อมกับว่ายน้ำในน้ำเปล่า อย่างไหนจะเร็วกว่ากัน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/swimming-syrup-water/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่ามนุษย์จะถูกสร้างขึ้นเมื่อไหร่?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/when-ai-becomes-smarter-than-human/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/when-ai-becomes-smarter-than-human/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 21 Oct 2018 09:43:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[ai]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=42967</guid>

					<description><![CDATA[<p>Ray Kurzweil นักเขียน นักนวัตกรรม และนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ ผู้มีชื่อเสียง ได้ประมาณการไว้ว่า หากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนาด้วยอัตราในปัจจุบันต่อไปเรื่อยๆ ภายในช่วง 30 ปีนับจากนี้ เราอาจได้เห็นปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่ามนุษย์จนเข้ามาเปลี่ยนแปลงอารยธรรมทั้งหมดของมนุษย์ครั้งใหญ่ ความฉลาดกว่ามนุษย์นั้นมีหลากหลายและยากต่อการนิยาม ดังนั้นคำว่า &#8216;ฉลาดกว่ามนุษย์&#8217; ในที่นี้จึงหมายถึงฉลาดกว่าในแทบทุกมิติ ทั้งความสามารถเชิงการแก้ปัญหา ภาษา จนถึงการใช้เหตุผลและการเรียนรู้ แนวคิดของเขาอาจฟังดูเพ้อฝันและไกลตัวมาก แต่หากมองให้ดีจะพบว่าสปีดการพัฒนาของเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์นั้นสูงมากจริงๆ เมื่อ 30 ปีก่อน คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์เป็นของที่ดูห่างไกลตัวเรามาก จนยากจะเชื่อว่าสักวันหนึ่งบ้านแทบทุกหลังจะมีคอมพิวเตอร์อย่างทุกวันนี้ และทุกวันนี้ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราหลายทาง หนึ่งในนั้นคือ เรียนรู้การใช้งานเว็บไซต์ของเราเพื่อจะได้แนะนำภาพยนตร์หรือเพลงที่เหมาะสมให้กับเรา หรือแม้แต่ส่งโฆษณาที่เราน่าจะสนใจมาที่หน้าจอของเรา โกะนั้นเป็นเกมกระดานที่ถือกำเนิดขึ้นมานานกว่าหลายร้อยปีก่อนคริสตกาลและมีรูปแบบการเดินที่เป็นไปได้มากมายมหาศาลจนหลายคนเชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่ชนะมนุษย์ได้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่ปัญญาประดิษฐ์ AlphaGo ก็เอาชนะนักเล่นโกะอันดับหนึ่งของโลกได้ เมื่อ ค.ศ. 2017 ที่ผ่านมา แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่คอยผลักดันให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็คือ แรงขับทางเศรษฐกิจ ปัญญาประดิษฐ์นั้นเรียนรู้และทำการประมวลผลได้รวดเร็ว ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรืออิดออดอย่างมนุษย์ รวมทั้งยังทำงานด้วยความเที่ยงตรงสม่ำเสมอ ไม่สะเพร่า ไม่รู้จักลืม จึงไม่น่าแปลกใจที่สักวันมันจะเข้ามาแทนที่มนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าเทคโนโลยีด้านกลไกสร้างแขนกลหรือเครื่องจักรอื่นๆ ที่มีระบบการเคลื่อนไหวละเอียดอ่อนได้ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะยิ่งถูกเร่งด้วยสปีดที่มากกว่านี้หลายเท่า หากเราก้าวข้ามคำถามที่ว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่ามนุษย์จะถูกสร้างขึ้นเมื่อไหร่? กล่าวคือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/when-ai-becomes-smarter-than-human/">ปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่ามนุษย์จะถูกสร้างขึ้นเมื่อไหร่?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">Ray Kurzweil นักเขียน นักนวัตกรรม และนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ ผู้มีชื่อเสียง ได้ประมาณการไว้ว่า หากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนาด้วยอัตราในปัจจุบันต่อไปเรื่อยๆ ภายในช่วง 30 ปีนับจากนี้ เราอาจได้เห็นปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่ามนุษย์จนเข้ามาเปลี่ยนแปลงอารยธรรมทั้งหมดของมนุษย์ครั้งใหญ่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความฉลาดกว่ามนุษย์นั้นมีหลากหลายและยากต่อการนิยาม ดังนั้นคำว่า &#8216;ฉลาดกว่ามนุษย์&#8217; ในที่นี้จึงหมายถึงฉลาดกว่าในแทบทุกมิติ ทั้งความสามารถเชิงการแก้ปัญหา ภาษา จนถึงการใช้เหตุผลและการเรียนรู้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดของเขาอาจฟังดูเพ้อฝันและไกลตัวมาก แต่หากมองให้ดีจะพบว่าสปีดการพัฒนาของเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์นั้นสูงมากจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ 30 ปีก่อน คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์เป็นของที่ดูห่างไกลตัวเรามาก จนยากจะเชื่อว่าสักวันหนึ่งบ้านแทบทุกหลังจะมีคอมพิวเตอร์อย่างทุกวันนี้ และทุกวันนี้ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราหลายทาง หนึ่งในนั้นคือ เรียนรู้การใช้งานเว็บไซต์ของเราเพื่อจะได้แนะนำภาพยนตร์หรือเพลงที่เหมาะสมให้กับเรา หรือแม้แต่ส่งโฆษณาที่เราน่าจะสนใจมาที่หน้าจอของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โกะนั้นเป็นเกมกระดานที่ถือกำเนิดขึ้นมานานกว่าหลายร้อยปีก่อนคริสตกาลและมีรูปแบบการเดินที่เป็นไปได้มากมายมหาศาลจนหลายคนเชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่ชนะมนุษย์ได้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่ปัญญาประดิษฐ์ </span><span style="font-weight: 400;">AlphaGo </span><span style="font-weight: 400;">ก็เอาชนะนักเล่นโกะอันดับหนึ่งของโลกได้ เมื่อ ค.ศ. 2017 ที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่คอยผลักดันให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็คือ แรงขับทางเศรษฐกิจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญญาประดิษฐ์นั้นเรียนรู้และทำการประมวลผลได้รวดเร็ว ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรืออิดออดอย่างมนุษย์ รวมทั้งยังทำงานด้วยความเที่ยงตรงสม่ำเสมอ ไม่สะเพร่า ไม่รู้จักลืม จึงไม่น่าแปลกใจที่สักวันมันจะเข้ามาแทนที่มนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าเทคโนโลยีด้านกลไกสร้างแขนกลหรือเครื่องจักรอื่นๆ ที่มีระบบการเคลื่อนไหวละเอียดอ่อนได้ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะยิ่งถูกเร่งด้วยสปีดที่มากกว่านี้หลายเท่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราก้าวข้ามคำถามที่ว่า </span><b>ปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่ามนุษย์จะถูกสร้างขึ้นเมื่อไหร่</b><b>?</b><b> </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวคือ หากมันถูกสร้างขึ้นมาแล้ว ปัญญาประดิษฐ์นั้นจะมีความรู้สึกตัวและมีความต้องการของตนเองอย่างที่มนุษย์เราเป็นได้หรือไม่</span><span style="font-weight: 400;">?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะตอบคำถามนี้ ขอแนะนำให้รู้จักกับคุณแฟรงก์ สมิธ ก่อน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แฟรงก์ สมิธ เป็นชายผู้มีอาการทางจิตโดยหลงผิดไปว่าเขากำลังเป็นที่หมายหัวของแก๊งมาเฟียทรงอิทธิพล และนี่เป็นบางส่วนของบทสนทนาระหว่างแฟรงก์ สมิธ กับจิตแพทย์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">จิตแพทย์ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> ทำไมคุณมาอยู่ในโรงพยาบาลนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แฟรงก์ สมิธ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> ผมไม่ควรมาอยู่ที่นี่เลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จิตแพทย์ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> แล้วใครพาคุณมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แฟรงก์ สมิธ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> ตำรวจครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จิตแพทย์ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> คุณทำอะไรผิดมาเหรอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แฟรงก์ สมิธ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> ตำรวจไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จิตแพทย์ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> แล้วพวกตำรวจทำอะไรล่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แฟรงก์ สมิธ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> พวกเขาจับคนไม่มีความผิดน่ะสิ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จิตแพทย์ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> เขาอาจจับคนทำผิดจริงก็ได้นะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แฟรงก์ สมิธ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> พวกเขาควรไปจับไอ้พวกโจรอิตาเลียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จิตแพทย์ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> คุณเป็นคนอิตาเลียนหรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แฟรงก์ สมิธ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> ผมเกิดที่นี่ แต่ไปโตที่อังกฤษ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จิตแพทย์ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> คุณรู้จักแก๊งโจรอิตาเลียนบ้างไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แฟรงก์ สมิธ </span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;"> ผมไม่อยากไปยุ่งกับพวกใต้ดินเหล่านั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นบทสนทนาบางส่วนของคุณแฟรงก์ สมิธ  กับจิตแพทย์ ในช่วง ค.ศ. 1970</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วคุณแฟรงก์ สมิธ ไม่ได้รับการรักษาจริงๆ เพราะเขาเป็นโปรแกรมแชตอัตโนมัติชื่อ </span><span style="font-weight: 400;">PARRY</span><span style="font-weight: 400;"> ที่ถูกสร้างขึ้นโดย </span><span style="font-weight: 400;">Kenneth Colby</span><span style="font-weight: 400;"> จิตแพทย์ชาวอเมริกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทดลองคือ ให้อาสาสมัครจิตแพทย์มาพิมพ์คุยกับคนไข้จริงๆ หลายคนผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์โดยมี </span><span style="font-weight: 400;">PARRY</span><span style="font-weight: 400;"> ปะปนอยู่ แล้วให้จิตแพทย์วิเคราะห์ว่าใครคือปัญญาประดิษฐ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลการทดลองพบว่า จิตแพทย์ตอบถูกเพียง 48 เปอร์เซ็นต์</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งในทางสถิติถือว่าใกล้เคียงกับการเดาสุ่ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ </span><span style="font-weight: 400;">PARRY </span><span style="font-weight: 400;">จะเอ๋อไปเวลาเจอคำถามที่กว้างมากๆ แต่การทดลองนี้นับได้ว่าเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์ที่โต้ตอบกับคนได้จนคนแยกไม่ออกอาจถูกสร้างขึ้นได้จริงๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปใน ค.ศ. 1950 อัจฉริยะหนึ่งในผู้บุกเบิกวิทยาการคอมพิวเตอร์ </span><span style="font-weight: 400;">Alan Turing</span><span style="font-weight: 400;"> ตั้งคำถามว่าคอมพิวเตอร์สามารถคิดได้หรือไม่</span><span style="font-weight: 400;">?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาเชื่อว่าหากปัญญาประดิษฐ์สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์จนมนุษย์แยกไม่ออกว่าสิ่งที่คุยด้วยเป็นปัญญาประดิษฐ์หรือมนุษย์จริงๆ ก็แปลว่า ปัญญาประดิษฐ์นั้นผ่านการทดสอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันการทดสอบนี้เรียกว่า การทดสอบของทัวริง</span> <span style="font-weight: 400;">(</span><span style="font-weight: 400;">Turing</span> <span style="font-weight: 400;">test)</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งยังไม่มีโปรแกรมไหนที่ผ่านการทดสอบนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อลัน ทัวริง เชื่อว่าหากคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ฉลาดขึ้นถึงจุดหนึ่ง มันจะผ่านการทดสอบ และในที่สุดมันจะคิดได้ไม่ต่างจากมนุษย์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใน ค.ศ. 1980 </span><span style="font-weight: 400;">John Searle </span><span style="font-weight: 400;">นักปรัชญาชาวอเมริกันประกาศแนวคิดที่ตรงข้ามกับทัวริง โดยเขาเชื่อว่าต่อให้คอมพิวเตอร์ผ่านการทดสอบของทัวริง ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีความคิดแบบมนุษย์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาอธิบายขยายความเรื่องนี้ด้วยการทดลองในจินตนาการอันโด่งดังที่มีชื่อว่า </span><span style="font-weight: 400;">Chinese room</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมมติว่ามีชายคนหนึ่งที่ไม่รู้ภาษาจีนเลยอยู่ในห้องปิดล็อก แล้วมีคนสอดกระดาษเขียนด้วยภาษาจีนลอดประตูเข้ามา ชายคนนั้นจะสามารถเขียนภาษาจีนโต้ตอบได้ หากในห้องนั้นมีหนังสือที่อธิบายเป็นภาษาอังกฤษอย่างละเอียดว่าต้องเขียนอักษรจีนแบบไหนและโต้ตอบอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การโต้ตอบจะไหลลื่นมาก เพียงแค่ชายที่อยู่ภายในห้องสามารถมองหาวิธีการโต้ตอบได้เร็วจนคนที่อยู่นอกห้องคิดว่าชายในห้องเก่งภาษาจีนมากๆ ทั้งที่จริงๆ เขาไม่รู้ภาษาจีนเลยแม้แต่น้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จอห์น เซิร์ล</span> <span style="font-weight: 400;">เชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ก็ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่ตนเองโต้ตอบเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นักปรัชญาสายพฤติกรรมนิยมมองต่างออกไปเพราะพวกเขาเชื่อว่าทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในใจของมนุษย์สามารถอธิบายได้ด้วยสิ่งที่แสดงออกมาเชิงพฤติกรรมหรือผลลัพธ์ทางร่างกายอื่นๆ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปควานหาจิตใจเลยว่าเป็นอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางทีจิตใจเราอาจเป็นเพียงซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนก็เป็นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่นี้ หากปัญญาประดิษฐ์สามารถแสดงพฤติกรรมเหมือนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ใครเล่าจะกล้าฟันธงได้ว่าภายในจิตใจของมันแตกต่างจากเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สุดท้าย แม้ปัญญาประดิษฐ์จะถูกพัฒนาขนาดไหนก็คงไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะงานหลายๆ อย่างยังต้องการ &#8216;ความเป็นมนุษย์&#8217; อยู่กระมัง </span></p>
<p><b>อ้างอิง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://www.csee.umbc.edu/courses/471/papers/turing.pdf">https://www.csee.umbc.edu/courses/471/papers/turing.pdf</a> </span></p>
<p><a href="https://web.stanford.edu/group/SHR/4-2/text/dialogues.html"><span style="font-weight: 400;">https://web.stanford.edu/group/SHR/</span><span style="font-weight: 400;">4-2/</span><span style="font-weight: 400;">text/dialogues.html</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/when-ai-becomes-smarter-than-human/">ปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่ามนุษย์จะถูกสร้างขึ้นเมื่อไหร่?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/when-ai-becomes-smarter-than-human/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มนุษย์สำรวจจุดลึกสุดของทะเลน้อยกว่าเหยียบดวงจันทร์ แต่นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ocean-secret/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/ocean-secret/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Sep 2018 07:38:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดำน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาสมุทร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=40496</guid>

					<description><![CDATA[<p>มนุษย์ในยุคนี้ผู้เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ดาวเทียม จีพีเอส และการเดินทางด้วยการคมนาคมอันสะดวกสบาย คงมีความรู้สึกว่าโลกของเรานั้นถูกสำรวจจนพรุนและไม่มีความลับใดๆ หลงเหลืออีกแล้ว แต่หากคิดให้ดีจะพบว่า ผิวโลกเราปกคลุมด้วยน้ำมากถึง 3/4 ส่วน และใต้ท้องทะเลนั้นเต็มไปด้วยความลับที่ยังรอให้เราไปสำรวจอีกมาก บริเวณที่ลึกที่สุดของมหาสมุทรคือแชลเลนเจอร์ดีป (challenger deep) ที่ระดับความลึกเกือบ 11 กิโลเมตรจากผิวน้ำ บริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้กับหมู่เกาะมาเรียนาซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ระยะทาง 11 กิโลเมตรอาจฟังดูไม่ได้ไกลมาก มันเป็นเส้นตรงที่ลากจากเซ็นทรัลลาดพร้าวมายังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สำหรับมหาสมุทรแล้ว ความลึก 11 กิโลเมตรนั้นไม่ใช่ระยะทางน้อยๆ เลยสำหรับมนุษย์ ที่ร่างกายของเราไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับการดำรงชีวิตใต้น้ำ ขณะที่เราลงไปอยู่ใต้น้ำ หัวใจจะเริ่มเต้นช้าลง และเมื่ออยู่ที่ระดับลึกเกินกว่า 5 เมตร สมองอาจหยุดทำงานจนสลบได้ นอกจากนี้อวัยวะภายในอย่างปอดจะถูกบีบอัดจากแรงดันน้ำรอบๆ จนหดเล็กลง กีฬาดำน้ำแบบ freediving ซึ่งไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจนั้นมีหลายประเภท หนึ่งในนักกีฬาระดับโลกด้านนี้คือ Herbert Nitsch ชาวออสเตรีย สามารถดำน้ำแบบ no-limits apnea ได้ลึกถึง 214 เมตรจนเป็นสถิติโลก การดำน้ำประเภทนี้จะไม่จำกัดวิธีดำน้ำและวิธีขึ้นสู่ผิวน้ำ ผู้ดำน้ำมักจะใช้อุปกรณ์ช่วยในการดำลงไปและลอยตัวขึ้นมา แต่ที่เหลือก็คือใช้ร่างกายตัวเองล้วนๆ กีฬาประเภทนี้เป็นกิจกรรมที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีความเสี่ยงสูงมาก ที่ระดับความลึก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ocean-secret/">มนุษย์สำรวจจุดลึกสุดของทะเลน้อยกว่าเหยียบดวงจันทร์ แต่นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มนุษย์ในยุคนี้ผู้เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ดาวเทียม จีพีเอส และการเดินทางด้วยการคมนาคมอันสะดวกสบาย คงมีความรู้สึกว่าโลกของเรานั้นถูกสำรวจจนพรุนและไม่มีความลับใดๆ หลงเหลืออีกแล้ว</p>
<p>แต่หากคิดให้ดีจะพบว่า ผิวโลกเราปกคลุมด้วยน้ำมากถึง 3/4 ส่วน และใต้ท้องทะเลนั้นเต็มไปด้วยความลับที่ยังรอให้เราไปสำรวจอีกมาก</p>
<p>บริเวณที่ลึกที่สุดของมหาสมุทรคือแชลเลนเจอร์ดีป (challenger deep) ที่ระดับความลึกเกือบ 11 กิโลเมตรจากผิวน้ำ บริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้กับหมู่เกาะมาเรียนาซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก</p>
<p>ระยะทาง 11 กิโลเมตรอาจฟังดูไม่ได้ไกลมาก มันเป็นเส้นตรงที่ลากจากเซ็นทรัลลาดพร้าวมายังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สำหรับมหาสมุทรแล้ว ความลึก 11 กิโลเมตรนั้นไม่ใช่ระยะทางน้อยๆ เลยสำหรับมนุษย์ ที่ร่างกายของเราไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับการดำรงชีวิตใต้น้ำ</p>
<p>ขณะที่เราลงไปอยู่ใต้น้ำ หัวใจจะเริ่มเต้นช้าลง และเมื่ออยู่ที่ระดับลึกเกินกว่า 5 เมตร สมองอาจหยุดทำงานจนสลบได้ นอกจากนี้อวัยวะภายในอย่างปอดจะถูกบีบอัดจากแรงดันน้ำรอบๆ จนหดเล็กลง</p>
<p>กีฬาดำน้ำแบบ freediving ซึ่งไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจนั้นมีหลายประเภท หนึ่งในนักกีฬาระดับโลกด้านนี้คือ Herbert Nitsch ชาวออสเตรีย สามารถดำน้ำแบบ no-limits apnea ได้ลึกถึง 214 เมตรจนเป็นสถิติโลก</p>
<p>การดำน้ำประเภทนี้จะไม่จำกัดวิธีดำน้ำและวิธีขึ้นสู่ผิวน้ำ ผู้ดำน้ำมักจะใช้อุปกรณ์ช่วยในการดำลงไปและลอยตัวขึ้นมา แต่ที่เหลือก็คือใช้ร่างกายตัวเองล้วนๆ กีฬาประเภทนี้เป็นกิจกรรมที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีความเสี่ยงสูงมาก</p>
<p>ที่ระดับความลึก 11 กิโลเมตร แรงดันน้ำบีบอัด 1.2 ตันในทุกๆ พื้นที่ตารางเซนติเมตร ทำให้ยานพาหนะที่จะลงมาอยู่ที่ระดับความลึกนี้ได้ต้องแข็งแรงและได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี</p>
<p>ใน ค.ศ. 1960 เรือดำน้ำสำรวจที่มีชื่อว่า Bathyscaphe Trieste ได้พาวิศวกรและนักสมุทรศาสตร์สองคนดำดิ่งลงสู่แชลเลนเจอร์ดีปเป็นครั้งแรก จากนั้นในปี ค.ศ. 2012 ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง James Cameron ได้เดินทางลงสู่แชลเลนเจอร์ดีปอีกครั้ง ครั้งนี้มาพร้อมการติดตั้งกล้องเพื่อบันทึกภาพรวมทั้งเก็บตัวอย่างโคลนมาให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาด้วย</p>
<p>กล่าวได้ว่ามีคนเดินทางสู่แชลเลนเจอร์ดีปน้อยกว่าเดินทางไปยังดวงจันทร์เสียอีก และยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่เดินทางไปยังแชลเลนเจอร์ดีปก็ไม่ได้ก้าวเท้าออกนอกยานพาหนะ มาเหยียบบนพื้นผิวมหาสมุทรเหมือนนักบินอวกาศยืนบนดวงจันทร์ด้วย</p>
<p>ปัจจุบันยังมีพื้นที่อีกมากมายในแชลเลนเจอร์ดีปและก้นมหาสมุทรที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ</p>
<p>โครงการ Census of Marine Life ที่ทำการสำรวจมหาสมุทรอย่างเป็นระบบโดยนักวิจัยนานาชาติ เริ่มดำเนินการใน ค.ศ. 2000 มาจนถึง ค.ศ. 2010 ค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆ ร่วม 20,000 ชนิด แต่กระนั้นการศึกษาตลอดระยะเวลาสิบปีดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของพื้นที่มหาศาลของมหาสมุทร</p>
<p>นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่ามหาสมุทรที่ระดับความลึก 2-3 กิโลเมตร ไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้เนื่องจากแสงอาทิตย์ส่องลงมาไม่ถึง แต่การสำรวจอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นในช่วง ค.ศ. 1977 โดยเรือดำน้ำ DSV Alvin ได้เดินทางดำดิ่งลงไปสำรวจปล่องความร้อนใต้มหาสมุทร (hydrothermal vent) ซึ่งเป็นบริเวณที่พื้นมหาสมุทรเกิดรอยแยก ทำให้ความร้อนใต้โลกส่งผ่านมายังน้ำในมหาสมุทรจนดูเหมือนเป็นควันพวยพุ่งออกมา</p>
<p>วิทยาศาสตร์ได้พบว่าบริเวณนั้นมีสิ่งมีชีวิตมากมาย ทั้งกุ้ง ปู ดอกไม้ทะเล ปลาดาว หมึก ฯลฯ รวมกันอยู่จนเป็นระบบนิเวศทะเลลึก โดยมีแบคทีเรียที่สามารถเปลี่ยนสารเคมีให้กลายเป็นสารอาหารอย่างน้ำตาลได้ จากนั้นสัตว์เล็กๆ อย่างกุ้งจะมากินน้ำตาลและแบคทีเรีย แล้วสัตว์ที่ใหญ่ขึ้นอย่างปลาหรือหมึกจะมากินต่อเป็นทอดๆ</p>
<p>มันเหมือนเป็นโลกในความมืดที่ซ้อนอยู่ในโลกของเรา คำถามคือ ทำไมเราต้องสนใจทะเลลึกขนาดนี้ด้วย ในเมื่อการสำรวจแต่ละครั้งใช้งบประมาณมากมาย</p>
<p>คำตอบที่นอกเหนือจากความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์คงเป็นการพยายามมองหาแหล่งทรัพยากรใหม่ๆ ประวัติศาสตร์ด้านการแพทย์บอกเราว่า สารเคมีที่มาจากสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติสามารถนำมาใช้ในการสกัดเป็นยาได้มากมายหลายขนาน</p>
<p>สารเคมีชื่อว่า scyllo-inositol ซึ่งเป็นหนึ่งในสารที่ช่วยในการรักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้นพบได้ทั่วไปในพืชประเภทมะพร้าว แต่การสำรวจทะเลลึกทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าสารประเภทนี้มีอยู่ในสัตว์ทะเลลึกประเภทปลาดาวและหอยด้วย!</p>
<p>ใครเล่าจะรู้&#8230;โอสถวิเศษที่ปรุงสำเร็จแล้วหลายขนานอาจไม่ได้อยู่ในป่าดงดิบ แต่ซ่อนตัวอยู่ใต้มหาสมุทรแล้วรอให้ใครบางคนเดินทางไปค้นพบก็ได้</p>
<p><em><strong>อ้างอิง</strong></em><br />
<em><a href="http://www.herbertnitsch.com/herbert/biography.html">http://www.herbertnitsch.com/herbert/biography.html</a></em><br />
<em><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12443924">https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12443924</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ocean-secret/">มนุษย์สำรวจจุดลึกสุดของทะเลน้อยกว่าเหยียบดวงจันทร์ แต่นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/ocean-secret/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิทยาศาสตร์ของ ‘การรู้ตัว’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/science-of-consciousness/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/science-of-consciousness/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Aug 2018 08:07:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ปริศนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=38703</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำว่า consciousness แปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า การมีสติ การรู้ตัว ซึ่งเป็นคำที่เราใช้กันอยู่บ่อยๆ และมนุษย์เราก็รู้ตัวอยู่ทุกวันในขณะที่ตื่นนอน แต่เชื่อไหมว่าการศึกษาเรื่องนี้เป็นเรื่องยากมากทางวิทยาศาสตร์ เพราะถึงแม้ว่าการรู้ตัวจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นตามปกติ แต่มันไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้เชิงกายภาพ และไม่ใช่อาการที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน นักคิดทั้งหลายสงสัยมานานแล้วว่า การรู้ตัวนั้นเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนไหนในร่างกาย? ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าการรู้ตัวเกิดขึ้นที่หัวใจ ช่วงศตวรรษที่ 17 นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ผู้มีนามว่า René Descartes เชื่อว่าการรู้ตัวเกิดขึ้นที่ต่อมไพเนียลซึ่งเป็นต่อมเล็กๆ ขนาดพอๆ กับเมล็ดถั่วเขียวอยู่ตรงกลางของสมอง ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าอวัยวะที่รับผิดชอบการรู้ตัวของเราคือสมอง แต่ไม่ได้เกิดจากสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง การรู้ตัวเป็นผลมาจากการทำงานประสานกันระหว่างสมองส่วนต่างๆ สมองนั้นเป็นอวัยวะที่หนักราว 1.3 กิโลกรัม แต่กลับเต็มไปด้วยปริศนา เมื่อศึกษาอย่างละเอียด นักวิทยาศาสตร์พบว่าสมองส่วนคอร์เทกซ์ซึ่งเป็นสมองส่วนนอก (ที่เราเห็นเป็นรอยหยักๆ ในภาพสมอง) หลายส่วนทำงานสอดประสานจนก่อให้เกิดการรู้ตัว  โดยมีสมองส่วนทาลามัส ทำหน้าที่คอยควบคุมระดับการรู้ตัว ถ้าสมองส่วนทาลามัสเสียหายโดยเฉพาะส่วนสำคัญที่เรียกว่า centromedian nucleus อาจส่งผลให้คนๆ นั้นสูญเสียการรู้ตัวจนเกิดอาการสภาพผักเรื้อรัง (persistent vegetative state) ซึ่งผู้ป่วยจะนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลาเหมือนเจ้าหญิง (ชาย) นิทราโดยไม่รู้สึกตัวเลย ผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพผักเรื้อรังอาจจะกลอกตาไปมา ครางเบาๆ ในคอ ยิ้มที่มุมปาก แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดแบบสุ่มๆ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองใดๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/science-of-consciousness/">วิทยาศาสตร์ของ ‘การรู้ตัว’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า consciousness แปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า การมีสติ การรู้ตัว ซึ่งเป็นคำที่เราใช้กันอยู่บ่อยๆ และมนุษย์เราก็รู้ตัวอยู่ทุกวันในขณะที่ตื่นนอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เชื่อไหมว่าการศึกษาเรื่องนี้เป็นเรื่องยากมากทางวิทยาศาสตร์ เพราะถึงแม้ว่าการรู้ตัวจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นตามปกติ แต่มันไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้เชิงกายภาพ และไม่ใช่อาการที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักคิดทั้งหลายสงสัยมานานแล้วว่า </span><b>การรู้ตัวนั้นเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนไหนในร่างกาย?</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าการรู้ตัวเกิดขึ้นที่หัวใจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงศตวรรษที่ 17 นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ผู้มีนามว่า René Descartes เชื่อว่าการรู้ตัวเกิดขึ้นที่ต่อมไพเนียลซึ่งเป็นต่อมเล็กๆ ขนาดพอๆ กับเมล็ดถั่วเขียวอยู่ตรงกลางของสมอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าอวัยวะที่รับผิดชอบการรู้ตัวของเราคือสมอง แต่ไม่ได้เกิดจากสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง การรู้ตัวเป็นผลมาจากการทำงานประสานกันระหว่างสมองส่วนต่างๆ</span></p>
<p><b>สมองนั้นเป็นอวัยวะที่หนักราว 1.3 กิโลกรัม แต่กลับเต็มไปด้วยปริศนา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อศึกษาอย่างละเอียด นักวิทยาศาสตร์พบว่าสมองส่วนคอร์เทกซ์ซึ่งเป็นสมองส่วนนอก (ที่เราเห็นเป็นรอยหยักๆ ในภาพสมอง) หลายส่วนทำงานสอดประสานจนก่อให้เกิดการรู้ตัว  โดยมีสมองส่วนทาลามัส</span> <span style="font-weight: 400;">ทำหน้าที่คอยควบคุมระดับการรู้ตัว ถ้าสมองส่วนทาลามัสเสียหายโดยเฉพาะส่วนสำคัญที่เรียกว่า centromedian nucleus อาจส่งผลให้คนๆ นั้นสูญเสียการรู้ตัวจนเกิดอาการสภาพผักเรื้อรัง (persistent vegetative state) ซึ่งผู้ป่วยจะนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลาเหมือนเจ้าหญิง (ชาย) นิทราโดยไม่รู้สึกตัวเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพผักเรื้อรังอาจจะกลอกตาไปมา ครางเบาๆ ในคอ ยิ้มที่มุมปาก แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดแบบสุ่มๆ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองใดๆ ต่อสิ่งเร้าภายนอกอย่างแท้จริงเลย และน่าเศร้าที่ผู้ป่วยน้อยคนนักที่จะตื่นขึ้นมาจากสภาพนี้ได้</span></p>
<p><b>โลกแห่งการรู้ตัวจึงเป็นเรื่องลึกลับมากสำหรับผู้ป่วยในลักษณะนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี ค.ศ. 2006 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Adrian Owen ทำการศึกษาหญิงอายุ 26 ปีที่อยู่ในสภาพผักจากอุบัติเหตุรถยนต์ เขาสแกนสมองของเธอด้วยเครื่อง fMRI เพื่อดูว่าสมองส่วนใดยังแอ็กทีฟหรือมีการทำงานมากขึ้น เขาลองพูดกับเธอโดยขอให้เธอจินตนาการว่ากำลังเล่นเทนนิส จากนั้นให้จินตนาการว่ากำลังเดินไปรอบๆ บ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลจากการสแกนสมองนั้นสร้างความตื่นตะลึงไปทั่ววงการวิทยาศาสตร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้าการทดลองนี้ นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่าการทำงานของสมองขณะเล่นเทนนิสนั้นแตกต่างจากการเดินรอบบ้านอย่างมาก กล่าวคือขณะเล่นเทนนิสนั้น เราต้องวางแผนการเคลื่อนไหวด้วยสมองส่วน motor cortex ส่วนการเดินไปรอบบ้านนั้นต้องใช้สมองส่วน parahippocampal gyrus ที่เกี่ยวข้องกับการระบุทิศทางและความจำด้านสถานที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลการทดลองพบว่าสมอง motor cortex ทำงานแบบแอ็กทีฟขณะที่เธอถูกขอให้จินตนาการถึงการเล่นเทนนิส และ parahippocampal gyrus ทำงานขณะที่เธอถูกขอให้จินตนาการว่ากำลังเดินรอบบ้าน!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่น่าสนใจคือสมองของเธอมีรูปแบบการทำงานแทบไม่ต่างจากสมองมนุษย์ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในสภาพผักเรื้อรังเลย ยิ่งไปกว่านั้นรูปแบบการทำงานของสมองยังค้างอยู่นานถึง 30 วินาทีจนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์เอ่ยขอให้เธอหยุดจินตนาการ รูปแบบการทำงานของสมองจึงกลับมาอยู่ในสภาพเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นหมายความว่าการทำงานของสมองทั้งสองส่วนนี้เป็นผลมาจากการร้องขอของนักวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน ไม่ใช่การส่งสัญญาณมั่วๆ ขึ้นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก้าวต่อไป โอเวนทำการทดลองกับผู้ป่วยในสภาพผัก 54 คน แต่คราวนี้ทดลองถามโดยคำตอบมีแค่ ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่’</span> <span style="font-weight: 400;">แล้วดูคำตอบจากการสแกนสมอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลปรากฏว่ามีผู้ป่วย 5 คนที่ตอบคำถามต่างๆ ได้ถูกต้อง โดยหลายๆ คำถามเป็นคำถามเฉพาะที่มีเพียงแค่ผู้ป่วย เพื่อนสนิท หรือครอบครัวผู้ป่วยเท่านั้นที่รู้คำตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่อาจเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์เข้าใจสมองของผู้ป่วยในสภาพผักได้ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันนำไปสู่คำถามมากมายทั้งในแง่การรักษา เช่น แพทย์อาจทดลองถามผู้ป่วยว่าต้องการอะไรบ้าง เจ็บปวดตรงไหนหรือไม่ และในแง่จริยศาสตร์ที่ว่าผู้ป่วยต้องการเครื่องช่วยพยุงชีพต่างๆ อยู่หรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ป่วยในสภาพผักรับรู้ความเป็นไปของโลกอย่างไร เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน ในเมื่อเราไม่ได้เป็นผู้ป่วยนั้นโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักปรัชญาชาวออสเตรเลียน David Chalmers กล่าวว่าการศึกษาการรู้ตัวนั้นแบ่งเป็นสองส่วนคือ ปัญหาอย่างง่ายและปัญหาอย่างยาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาระบุว่าการรู้ตัวนั้นเป็นคำที่มีความกำกวมพอสมควร เพราะมันประกอบไปด้วยการแสดงออกของอาการต่างๆ หลายอย่างมารวมกัน เช่น การรับสัมผัส การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม การคิดรวบรวมข้อมูลเป็นข้อสรุป การเข้าใจสภาพอารมณ์ของตนเอง การสื่อสาร การจดจ่อสนใจบางสิ่งบางอย่าง และการพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามเหล่านี้สามารถแยกตอบและศึกษาได้ไม่ยากเย็นนักในเชิงการศึกษาพฤติกรรมและชีววิทยา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนปัญหาอย่างยากนั้นค่อนข้างจะเป็นคำถามเชิงปรัชญาคือ เราจะวัดและเข้าใจการระลึกรู้ตัวของคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนนั้นเท่านั้น (เช่น คนที่เกลียดทุเรียนเข้าไส้จะพยายามทำความเข้าใจว่าคนชอบกินทุเรียนมีความรู้สึกอย่างไรย่อมเป็นเรื่องยากจนไม่น่าเป็นไปได้ เพราะคนที่เกลียดทุเรียนไม่สามารถเข้าไปในหัวคนชอบกินทุเรียนได้)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมทั้งคำถามที่ว่าการระลึกรู้ตัวเกิดขึ้นครั้งแรกบนโลกเมื่อใดและเกิดขึ้นได้อย่างไร ?</span></p>
<p>บางที นักวิทยาศาสตร์อาจยังไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนในช่วงชีวิตของเรา แต่อย่างน้อยๆ เราควรตอบตัวเองได้ว่าตอนนี้เรารู้สึกตัวอย่างลึกซึ้งแค่ไหน หรือเพียงแค่ใช้ชีวิตอย่างอัตโนมัติไปวันๆ</p>
<p>ถ้าคำตอบเป็นอย่างหลัง นั่นน่าจะเป็นปัญหาที่ใหญ่จริงของชีวิต</p>
<p><em><b>อ้างอิง</b></em></p>
<p><em><a href="https://www.sciencedirect.com/topics/neuroscience/parahippocampal-gyrus"><span style="font-weight: 400;">https://www.sciencedirect.com/topics/neuroscience/parahippocampal-gyrus</span></a></em></p>
<p><em><a href="https://www.nature.com/news/neuroscience-the-mind-reader-1.10816"><span style="font-weight: 400;">https://www.nature.com/news/neuroscience-the-mind-reader-1.10816</span></a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/science-of-consciousness/">วิทยาศาสตร์ของ ‘การรู้ตัว’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/science-of-consciousness/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญหาใหญ่ในกองส้มที่ทำเอานักคณิตศาสตร์ปวดหัวมากว่า 400 ปี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/puzzle-orange-pile-mathematics/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/puzzle-orange-pile-mathematics/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Aug 2018 19:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ปรมัตถ์ puzzle]]></category>
		<category><![CDATA[คณิตศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ปริศนา]]></category>
		<category><![CDATA[คำถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/puzzle-orange-pile-mathematics/</guid>

					<description><![CDATA[<p>400 ปีก่อนที่ประเทศเยอรมนี อัจฉริยะผู้มีนามว่า Johannes Kepler ใช้เวลาหลายปีขบคิดและวิเคราะห์ข้อมูลตำแหน่งดาวอังคารที่เพื่อนร่วมงานของเขาได้ศึกษาไว้ก่อนตาย จนค้นพบกฎการโคจรของดาวเคราะห์ที่ทุกวันนี้เราเรียกกันว่า ‘กฎของเคปเลอร์’ ซึ่งเด็กสายวิทย์ทุกคนต้องเคยเรียน การวิเคราะห์ด้วยมันสมองเพียวๆ อย่างที่เคปเลอร์ทำนั้นเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเอาการ สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ช่วงหนึ่งของชีวิต เคปเลอร์เคยเผชิญกับปัญหาข้อหนึ่งที่ยากเย็นอย่างยิ่ง มันคือปัญหาที่ว่าจะจัดเรียงลูกกระสุนปืนใหญ่ทรงกลมในลังอย่างไร จึงจะสามารถบรรจุลูกปืนใหญ่ได้จำนวนมากที่สุด? หากคิดโดยสามัญสำนึก คำตอบน่าจะเป็นการนำทรงกลมสามลูกมาเรียงชิดกัน แล้วนำลูกที่สี่มาไว้ซ้อนไว้ด้านบน จากนั้นเรียงในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆเหมือนกับที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเรียงผลไม้อย่างส้มเขียวหวานหรือแอปเปิลให้กองเป็นทรงพีระมิด การจัดเรียงในลักษณะนี้มีชื่อว่า ‘Hexagonal Close Packing’ ซึ่งเป็นการจัดเรียงที่มีประสิทธิภาพถึง 74.048 เปอร์เซ็นต์ (พูดอีกอย่างว่ามีที่ว่างเกิดจากการจัดเรียงนี้เกือบ 26 เปอร์เซ็นต์) แต่เนื่องจากเคปเลอร์เป็นนักคณิตศาสตร์ เขาคิดว่าคำตอบที่ได้มาจากการคาดการณ์แบบนี้อาจไม่ถูกต้องก็ได้ เพราะการจัดเรียงทรงกลมนั้นมีวิธีการเรียงนับอนันต์ วิธีที่จะมั่นใจได้อย่างสมบูรณ์แบบว่าวิธีการเรียงแบบพ่อค้าขายส้มเป็นวิธีที่ดีที่สุดจริง ต้องทำการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์! ปัญหาข้อนี้มีชื่อว่า ‘ข้อคาดการณ์ของเคปเลอร์ (Kepler Conjecture)’ เคปเลอร์เขียนถึงปัญหาข้อนี้ไว้ในหนังสือของเขาเมื่อ ค.ศ. 1611 ทว่าปัญหาที่ฟังดูเข้าใจได้ง่ายนี้กลับไม่สามารถแก้ได้โดยง่ายเลย เพราะหลังจากที่เคปเลอร์เสียชีวิต นักคณิตศาสตร์จำนวนมากพยายามแก้ปัญหานี้มาโดยตลอดแต่ไม่เคยมีใครแก้ได้ จนกระทั่งใน ค.ศ. 1900 David Hilbert นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะจับปัญหาข้อนี้รวบรวมไว้ในชุดปัญหา 24 ข้อที่ท้าทายนักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ให้มาขบคิด ต่อมาใน ค.ศ. [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-orange-pile-mathematics/">ปัญหาใหญ่ในกองส้มที่ทำเอานักคณิตศาสตร์ปวดหัวมากว่า 400 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>400 ปีก่อนที่ประเทศเยอรมนี อัจฉริยะผู้มีนามว่า Johannes Kepler ใช้เวลาหลายปีขบคิดและวิเคราะห์ข้อมูลตำแหน่งดาวอังคารที่เพื่อนร่วมงานของเขาได้ศึกษาไว้ก่อนตาย จนค้นพบกฎการโคจรของดาวเคราะห์ที่ทุกวันนี้เราเรียกกันว่า ‘กฎของเคปเลอร์’ ซึ่งเด็กสายวิทย์ทุกคนต้องเคยเรียน</p>
<p>การวิเคราะห์ด้วยมันสมองเพียวๆ อย่างที่เคปเลอร์ทำนั้นเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเอาการ</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ช่วงหนึ่งของชีวิต เคปเลอร์เคยเผชิญกับปัญหาข้อหนึ่งที่ยากเย็นอย่างยิ่ง มันคือปัญหาที่ว่าจะจัดเรียงลูกกระสุนปืนใหญ่ทรงกลมในลังอย่างไร จึงจะสามารถบรรจุลูกปืนใหญ่ได้จำนวนมากที่สุด?</p>
<p>หากคิดโดยสามัญสำนึก คำตอบน่าจะเป็นการนำทรงกลมสามลูกมาเรียงชิดกัน แล้วนำลูกที่สี่มาไว้ซ้อนไว้ด้านบน จากนั้นเรียงในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆเหมือนกับที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเรียงผลไม้อย่างส้มเขียวหวานหรือแอปเปิลให้กองเป็นทรงพีระมิด การจัดเรียงในลักษณะนี้มีชื่อว่า ‘Hexagonal Close Packing’ ซึ่งเป็นการจัดเรียงที่มีประสิทธิภาพถึง 74.048 เปอร์เซ็นต์ (พูดอีกอย่างว่ามีที่ว่างเกิดจากการจัดเรียงนี้เกือบ 26 เปอร์เซ็นต์)</p>
<p>แต่เนื่องจากเคปเลอร์เป็นนักคณิตศาสตร์ เขาคิดว่าคำตอบที่ได้มาจากการคาดการณ์แบบนี้อาจไม่ถูกต้องก็ได้ เพราะการจัดเรียงทรงกลมนั้นมีวิธีการเรียงนับอนันต์</p>
<p>วิธีที่จะมั่นใจได้อย่างสมบูรณ์แบบว่าวิธีการเรียงแบบพ่อค้าขายส้มเป็นวิธีที่ดีที่สุดจริง ต้องทำการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์!</p>
<p>ปัญหาข้อนี้มีชื่อว่า ‘ข้อคาดการณ์ของเคปเลอร์ (Kepler Conjecture)’ เคปเลอร์เขียนถึงปัญหาข้อนี้ไว้ในหนังสือของเขาเมื่อ ค.ศ. 1611</p>
<p>ทว่าปัญหาที่ฟังดูเข้าใจได้ง่ายนี้กลับไม่สามารถแก้ได้โดยง่ายเลย เพราะหลังจากที่เคปเลอร์เสียชีวิต นักคณิตศาสตร์จำนวนมากพยายามแก้ปัญหานี้มาโดยตลอดแต่ไม่เคยมีใครแก้ได้ จนกระทั่งใน ค.ศ. 1900 David Hilbert นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะจับปัญหาข้อนี้รวบรวมไว้ในชุดปัญหา 24 ข้อที่ท้าทายนักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ให้มาขบคิด</p>
<p>ต่อมาใน ค.ศ. 1998 นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน Thomas Callister Hales ประกาศว่าสามารถพิสูจน์ข้อคาดการณ์ของเคปเลอร์ได้ ด้วยบทพิสูจน์ที่ยาวกว่า 250 หน้า แต่การพิสูจน์ของเขาทำให้เกิดประเด็นดราม่าที่น่าสนใจขึ้น</p>
<p>เขาใช้วิธีพิสูจน์แบบที่ต้องพิสูจน์ไปทีละส่วน ซึ่งเป็นงานที่หนักหนามากๆ เขาจึงนำคอมพิวเตอร์มาช่วย แล้วส่งบทพิสูจน์นั้นไปยังวารสารวิชาการเพื่อรอรับการตีพิมพ์ คณะกรรมการจำนวน 12 คนได้ตรวจสอบความถูกต้องโดยใช้เวลานานกว่า 4 ปี จึงทำการประกาศผลว่า การพิสูจน์ของเขานั้นถูกต้องแน่ๆ 99 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่คณะกรรมการไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้</p>
<p>บทพิสูจน์ของเขาได้รับการตีพิมพ์ใน ค.ศ. 2005 ในวารสาร Annals of Mathematics ซึ่งมีชื่อเสียงมากในโลกคณิตศาสตร์</p>
<p>เมื่อเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น โทมัส เฮลส์ ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ย่อมไม่พอใจและไม่สบายใจที่การพิสูจน์ของเขาไม่ได้รับการยอมรับสมบูรณ์แบบ เขาได้รวมทีมงานจำนวนหนึ่งมาทำโครงการที่มีชื่อว่า Flyspeck Project ซึ่งจะคอยตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้พิสูจน์ข้อคาดการณ์ของเคปเลอร์ทุกขั้นตอนอย่างละเอียด จนกระทั่ง ค.ศ. 2014 ทีมของเขาได้ประกาศว่าผลของความพยายามอันยาวนานได้สำเร็จ และเมื่อ ค.ศ. 2017 วารสารวิชาการด้านคณิตศาสตร์ Forum of Mathematics, Pi ได้มีการตีพิมพ์ผลงานการพิสูจน์ของเขาอีกครั้ง</p>
<p>ปัจจุบันนักคณิตศาสตร์จำนวนมากยอมรับว่าโทมัส เฮลส์ ได้พิสูจน์ข้อคาดการณ์ของเคปเลอร์แล้ว แต่บางส่วนก็อาจจะยังคลางแคลงใจ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักคณิตศาสตร์พยายามนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการคิดและพิสูจน์ทฤษฎีบททางคณิตศาสตร์ ก่อนหน้านี้ใน ค.ศ. 1976 มีการใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยพิสูจน์ปัญหาทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการระบายสีในแผนที่มาแล้ว และการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการพิสูจน์ก็ไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย</p>
<p>คำถามจริงๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปัญหานี้คงเป็นคำถามที่ว่า ‘เราจะไว้ใจและเชื่อใจความคิดของคอมพิวเตอร์ได้แค่ไหน’ จนถึง ‘คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจแนวคิดเชิงนามธรรมทางคณิตศาสตร์ได้แค่ไหน’</p>
<p>นี่อาจเป็นปัญหาแท้จริงที่มนุษย์ต้องตอบให้ได้ก่อนที่คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรามากกว่านี้มากๆ ในอนาคตอันใกล้</p>
<p><strong><em>อ้างอิง</em></strong></p>
<p><a href="https://arxiv.org/pdf/1501.02155.pdf"><em>https://arxiv.org/pdf/1501.02155.pdf</em></a></p>
<p><em><a href="https://www.newscientist.com/article/dn26041-proof-confirmed-of-400-year-old-fruit-stacking-problem/" target="_blank" rel="noopener">https://www.newscientist.com/article/dn26041-proof-confirmed-of-400-year-old-fruit-stacking-problem/</a></em></p>
<p><em><a href="http://mathworld.wolfram.com/KeplerConjecture.html" target="_blank" rel="noopener">http://mathworld.wolfram.com/KeplerConjecture.html</a></em></p>
<p><em><a href="https://www.cambridge.org/core/journals/forum-of-mathematics-pi/article/formal-proof-of-the-kepler-conjecture/78FBD5E1A3D1BCCB8E0D5B0C463C9FBC" target="_blank" rel="noopener">https://www.cambridge.org/core/journals/forum-of-mathematics-pi/article/formal-proof-of-the-kepler-conjecture/78FBD5E1A3D1BCCB8E0D5B0C463C9FBC</a></em></p>
<p><em><a href="https://www.cambridge.org/core/services/aop-cambridge-core/content/view/78FBD5E1A3D1BCCB8E0D5B0C463C9FBC/S2050508617000014a.pdf/formal_proof_of_the_kepler_conjecture.pdf" target="_blank" rel="noopener">https://www.cambridge.org/core/services/aop-cambridge-core/content/view/78FBD5E1A3D1BCCB8E0D5B0C463C9FBC/S2050508617000014a.pdf/formal_proof_of_the_kepler_conjecture.pdf</a><br />
</em></p>
<p><a href="http://mathworld.wolfram.com/Four-ColorTheorem.html"><em>http://mathworld.wolfram.com/Four-ColorTheorem.html</em></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/puzzle-orange-pile-mathematics/">ปัญหาใหญ่ในกองส้มที่ทำเอานักคณิตศาสตร์ปวดหัวมากว่า 400 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/puzzle-orange-pile-mathematics/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
