<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธนาวดี แทนเพชร, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author142/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author142/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 10 Feb 2021 08:03:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>‘The Beach’ brings me here! : ตามไปตะลุยทะเลบอลสีขาวจาก Snarkitecture Studio</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-34/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-34/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 May 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Benjamin Porto]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นทรัล เอ็มบาสซี]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[open house]]></category>
		<category><![CDATA[central embassy]]></category>
		<category><![CDATA[The Beach]]></category>
		<category><![CDATA[Snarkitecture Studio]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-34/</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ว่าตอนนี้ประเทศไทยจะสิ้นสุดฤดูร้อนและย่างเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัวแล้ว แต่ใครที่ยังโหยหาชายหาดและบรรยากาศของทะเลก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะตอนนี้ Central Embassy ได้ยก ‘The Beach’ ชายหาดจำลองจากนิวยอร์กมาไว้ถึงใจกลางกรุงเทพฯ แล้ว ผลงานนิทรรศการอินเตอร์แอ็กทีฟสุดเท่จาก Snarkitecture Studio ที่จะพาคนไทยไปสัมผัสประสบการณ์ริมหาดได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องออกไปสู้แดด The Beach คืออะไร The Beach คือผลงาน Interactive Installation ที่เนรมิตพื้นที่โล่งธรรมดาให้กลายเป็นชายหาดจำลองด้วยลูกบอลพลาสติกรีไซเคิล ห้องสีขาวที่อัดแน่นด้วยลูกบอลกว่าหนึ่งล้านลูก ถูกออกแบบให้เป็นตัวแทนของน้ำทะเลที่ดึงดูดให้คนทุกเพศทุกวัยเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับงานได้เป็นอย่างดี ผลงานนี้จัดแสดงขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2015 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Summer Block Party ของ National Building Museum พิพิธภัณฑ์ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และถูกนำไปแสดงตามเมืองใหญ่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ฟลอริดา ซิดนีย์ ปารีส และล่าสุดก็มาถึงคิวของเมืองไทยที่จะได้สัมผัสกับชายหาดจำลองเป็นประเทศแรกในเอเชีย Snarkitecture คือใคร Snarkitecture คือสตูดิโอออกแบบจากนิวยอร์กที่ทำงานระหว่างศิลปะกับสถาปัตยกรรม ชื่อของพวกเขาได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวี The Hunting of the Snark [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-34/">‘The Beach’ brings me here! : ตามไปตะลุยทะเลบอลสีขาวจาก Snarkitecture Studio</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ว่าตอนนี้ประเทศไทยจะสิ้นสุดฤดูร้อนและย่างเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัวแล้ว<br />
แต่ใครที่ยังโหยหาชายหาดและบรรยากาศของทะเลก็ไม่ต้องเสียใจไป<br />
เพราะตอนนี้ Central<br />
Embassy ได้ยก ‘The Beach’ ชายหาดจำลองจากนิวยอร์กมาไว้ถึงใจกลางกรุงเทพฯ แล้ว ผลงานนิทรรศการอินเตอร์แอ็กทีฟสุดเท่จาก <strong style="background-color: initial;">Snarkitecture<br />
Studio </strong>ที่จะพาคนไทยไปสัมผัสประสบการณ์ริมหาดได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องออกไปสู้แดด</p>
<h3><strong>The Beach คืออะไร</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1435.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1454.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1491.jpg" /></p>
<p>The<br />
Beach คือผลงาน Interactive Installation ที่เนรมิตพื้นที่โล่งธรรมดาให้กลายเป็นชายหาดจำลองด้วยลูกบอลพลาสติกรีไซเคิล ห้องสีขาวที่อัดแน่นด้วยลูกบอลกว่าหนึ่งล้านลูก ถูกออกแบบให้เป็นตัวแทนของน้ำทะเลที่ดึงดูดให้คนทุกเพศทุกวัยเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับงานได้เป็นอย่างดี<br />
ผลงานนี้จัดแสดงขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2015 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ<br />
Summer Block Party ของ National Building Museum พิพิธภัณฑ์ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และถูกนำไปแสดงตามเมืองใหญ่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ฟลอริดา<br />
ซิดนีย์ ปารีส และล่าสุดก็มาถึงคิวของเมืองไทยที่จะได้สัมผัสกับชายหาดจำลองเป็นประเทศแรกในเอเชีย</p>
<h3><strong>Snarkitecture </strong><strong>คือใคร</strong></h3>
<p>Snarkitecture คือสตูดิโอออกแบบจากนิวยอร์กที่ทำงานระหว่างศิลปะกับสถาปัตยกรรม<br />
ชื่อของพวกเขาได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวี <em>The Hunting of the Snark</em> ของ Lewis Carroll ที่พูดถึงการออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่แปลกใหม่<br />
การเดินทางของลูกเรือก็เหมือนกับงานของ Snarkitecture ที่ค้นหาแนวทางของตัวเองและสร้างสรรค์งานสถาปัตยรรมที่แปลกใหม่อยู่เสมอ<br />
พวกเขาหยิบจับวัสดุรอบตัวที่เราทุกคนคุ้นเคยกันดีในชีวิตประจำวันมาสร้างสรรค์ให้เป็นงานศิลปะ<br />
ผลงานของพวกเขานอกจากจะสร้างมุมมองใหม่ให้กับงานออกแบบแล้ว<br />
ยังเชิญชวนให้ผู้คนมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการใช้พื้นที่และมีส่วนร่วมกับสภาพแวดล้อมได้อย่างน่าทึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>The Beach เกิดขึ้นได้ยังไง</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1364.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_13971.jpg" /></p>
<p>นิทรรศการนี้ไม่ได้นำเข้ามาแค่ผลงานเพียงอย่างเดียว แต่ <strong>Benjamin Porto</strong> หนึ่งในสถาปนิกทีมออกแบบของ Snarkitecture ยังได้มาร่วมบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำงานของเขาในงานเสวนา Design &amp; Architecture Talk<br />
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากหลากหลายเวิร์กช็อปที่ Open House<br />
จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความเสร็จสมบูรณ์ของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เมื่อวันศุกร์ที่<br />
19 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมาอีกด้วย</p>
<p>“ก่อนจะมาเป็นโปรเจกต์นี้ได้ เรามีไอเดียที่อยากทำงานกับพื้นที่และอยากเห็นคนมีประสบการณ์ร่วมกับงานของเรา<br />
ในช่วงที่เราต้องเตรียมงานสำหรับจัดแสดงใน National<br />
Building Museum ที่วอชิงตัน ดี.ซี. เป็นฤดูร้อนพอดี เราก็มาคิดกันว่าฤดูร้อนแบบนี้คนอยากไปแฮงก์เอาต์หรือไปใช้เวลาที่ไหนกันบ้าง<br />
เราเลยนึกถึงชายหาดและเกิดเป็นงาน ‘The Beach’ ขึ้นมา ดึงองค์ประกอบต่างๆ<br />
ที่ทุกคนเคยเห็นบนชายหาดมาไว้ในงาน แทนที่น้ำทะเลให้เป็นลูกบอลพลาสติกและเปลี่ยนทุกอย่างเป็นสีขาวทั้งหมด<br />
เราจำลองทุกอย่างให้เหมือนชายหาดเพื่อดึงทุกคนมาใช้เวลาร่วมกันที่นี่ เสมือนพวกเขาได้ไปชายหาดกันจริงๆ<br />
เป็นการทำงานในแบบที่เราถนัดคือชวนคนออกมาเล่นกับพื้นที่และสนุกไปกับสถาปัตยกรรมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1404.jpg" /></p>
<p>เบนจามินบอกว่า ในฐานะสถาปนิก เขามีความสุขที่ได้สร้างสถาปัตยกรรมที่ผู้คนสามารถสนุกกับมันได้<br />
และชอบที่ได้เห็นผู้คนได้ประสบการณ์ใหม่ๆ จากงานของเขา</p>
<p>“ในแต่ละประเทศที่เรานำ The Beach ไปจัดแสดง ผู้คนมีการตอบสนองกับงานของเราไม่เหมือนกัน<br />
เพราะในแต่ละพื้นที่ก็มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน<br />
เราปรับเปลี่ยนองค์ประกอบเพียงเล็กน้อยให้สอดคล้องกับทุกสถานที่ที่เราไป<br />
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือความสนุกที่เคยใช้เวลาบนชายหาด<br />
มันจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่พวกเขาจะสนุกกับงานของเราได้”</p>
<h3><strong>The Beach สนุกยังไง</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1471.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1479.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1521.jpg" /></p>
<p>นงนภัส วัชโรทยาน อายุ 35 ปี หนึ่งในผู้เข้าร่วมนิทรรศการมาร่วมแชร์ประสบการณ์ที่เธอได้จาก<br />
The Beach “เรารู้จักงานนี้เพราะว่าเพื่อนทำงานอยู่ที่นี่ เห็นเขาโพสต์รูปตั้งแต่เริ่มเตรียมงานแล้ว<br />
พอดีมีเวลาว่างและลูกยังไม่เปิดเทอมก็เลยแวะพาเขามาเล่น เราชอบงานแบบนี้อยู่แล้วและคิดว่าลูกก็น่าจะแฮปปี้ด้วย<br />
ปกติเราจะเคยเห็นแต่นิทรรศการอินเตอร์แอ็กทีฟในพิพิธภัณฑ์ แต่ที่เป็นงานศิลปะแบบนี้ไม่เคยเจอเหมือนกัน<br />
คนส่วนมากเขาเข้ามาก็ถ่ายรูปกัน แต่ถ้าบ้านไหนมากับเด็กๆ จะเห็นว่าอยู่นานเป็นพิเศษ<br />
เราอยู่ในนี้มาเกือบชั่วโมงแล้ว สำหรับเด็กๆ เขาคงคิดว่าที่นี่เป็นบ้านบอลสำหรับเด็ก<br />
มาถึงก็กระโดดลงเลย งานนี้ถึงเราไม่เคยรู้จักศิลปินมาก่อนแต่ก็สนุกกับงานของเขาได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1531.jpg" /></p>
<p>เกตุแก้ว แผ่นทอง และ อนินทิตา แวอาแซ อายุ 18 ปี<br />
คู่หูที่มาด้วยกันบอกว่า ได้เห็นภาพ The<br />
Beach จากรีวิวทางทวิตเตอร์ของคนที่มาตั้งแต่วันแรกที่เปิดนิทรรศการ<br />
วันถัดมาก็อยากมาพิสูจน์ด้วยตัวเองว่างานจะสนุกขนาดไหน<br />
แม้ว่าตัวเองจะไม่ใช่ขาประจำงานศิลปะหรืองานนิทรรศการแต่พอได้ลองมาสัมผัสแล้วก็ทั้งเล่นและถ่ายรูปเพลินจนกินเวลาไปร่วม<br />
2 ชั่วโมง!</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>The Beach อยู่ที่ไหน</strong></h3>
<p>ใครที่อยากหนีร้อนมาทิ้งตัวที่ชายหาด นิทรรศการนี้จัดแสดงอยู่ที่บริเวณชั้น G ศูนย์การค้า Central Embassy งานยังมีอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง<br />
18 มิถุนายน 2560<br />
เปิดให้บริการระหว่าง 10.00 &#8211; 22.00 น. เข้าเล่นรอบสุดท้ายได้ในเวลา 21.00 น.</p>
<p>* อย่าลืมลงทะเบียนที่เคาน์เตอร์<br />
The Beach และชำระเงินค่าถุงเท้าและรับกุญแจล็อกเกอร์มูลค่า 50 บาท ก่อนเข้านิทรรศการด้วยนะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1518.jpg" /></p>
<p>นอกจากนิทรรศการสนุกๆ แล้วที่ Open House ชั้น 6 ยังมีกิจกรรมดีๆ จากงาน Open House &#8211; 7 Weeks Celebrations ให้ติดตามตลอดทั้งเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน มีเวิร์กช็อปศิลปะและการออกแบบเจ๋งๆ<br />
จากศิลปินและนักออกแบบชั้นนำอีกหลายคน เช่น Sundae Kids, ปัณพัท<br />
เตชเมธากุล, Oneday Wallflowers, LikayBindery, ปอม-ธัชมาพรรณ<br />
จันทร์จำรัสแสง และ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ถ้าไม่อยากพลาดงานดีๆ แบบนี้ติดตามกิจกรรมได้ที่ Facebook | <a href="https://www.facebook.com/openhouse.ce/?ref=page_internal">Open House at Central Embassy</a> และ <a href="https://www.facebook.com/centralembassy/">CENTRAL EMBASSY</a> นะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/OH_ADAY_Table-02.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-34/">‘The Beach’ brings me here! : ตามไปตะลุยทะเลบอลสีขาวจาก Snarkitecture Studio</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-34/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซาหมวย &#038; Sons : ร้านอาหารไทยเมืองอุดรที่ใช้ความสร้างสรรค์มาส่งเสริมภูมิปัญญาไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/place-19/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/place-19/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Feb 2017 03:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[อุดรธานี]]></category>
		<category><![CDATA[หนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์]]></category>
		<category><![CDATA[โจ้-วรวุฒิ ตริยเสนวรรธน์]]></category>
		<category><![CDATA[ซาหมวย & sons]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/place-19/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ซาหมวยแอนด์ซันส์ คือร้านอาหารไทยเพื่อสุขภาพของสองพี่น้องชาวอุดรธานี หนุ่ม-วีระวัฒน์ และ โจ้-วรวุฒิ ตริยเสนวรรธน์ ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่คอนเซปต์แต่รสชาติและหน้าตาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยความสนใจในวัตถุดิบออร์แกนิก และสภาพแวดล้อมที่หลากวัฒนธรรมอย่างสหรัฐอเมริกา เป็นแรงบันดาลใจทั้งคู่กลับมาสร้างสรรค์อาหารไทยเพื่อสุขภาพในแบบฉบับของตัวเองที่บ้านเกิด นอกจากตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบตามฤดูกาล ใช้ของในท้องถิ่นให้ได้มากที่สุดแล้ว ยังจำหน่ายในราคาที่คนในพื้นที่จับต้องได้อีกด้วย ปัจจุบันซาหมวยแอนด์ซันส์จึงเป็นร้านอาหารไทยชื่อดังที่ไม่ได้มีแค่คนอุดรเท่านั้นที่อยากชวนไปลิ้มลอง เรียนรู้อาหารจากวัฒนธรรม หนุ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ของการทำอาหารตอนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างการเรียนภาพยนตร์กับเรียนอาหาร เขาตัดสินใจเลือกอย่างหลังเพราะค่าเล่าเรียนที่ถูกกว่า การทำอาหารกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาค้นพบแพสชันที่ตรงกับวิธีคิดและความสนใจของตัวเอง และเป็นแรงผลักให้เขาขวนขวายเพื่อให้ได้มามากกว่าความรู้ที่อยู่ในห้องเรียน “หลังจากเรียนจบผมทำงานในรัฐแคลิฟอร์เนีย วัฒนธรรมการกินที่นั่นเรียกว่า California Cuisine มีทั้งส่วนผสมของวัฒนธรรมจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาลี ฝรั่งเศส ฯลฯ ผมเลยได้เห็นกรรมวิธีการทำอาหารที่หลากหลาย มีโอกาสได้ทำงานในร้านอาหารที่ให้ความสำคัญเรื่องวัตถุดิบและได้ซึมซับแนวคิดเรื่องออร์แกนิกเข้ามาเต็มๆ พอกลับมาเมืองไทยสิ่งที่ได้กลับมาด้วยคือปรัชญาและแนวคิดในการทำอาหารแบบนั้นมาด้วย ผมมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือวัตถุดิบ และพยายามหาวิธีทำให้มันออกมาเป็นตัวเรามากที่สุด” เรียนต่อนอกห้องเรียน หลังจากกลับมาอยู่กับครอบครัวที่ประเทศไทย ความรู้ด้านอาหารไทยของหนุ่มเป็นศูนย์ สิ่งแรกที่เขาทำจึงไม่ใช่การเปิดร้านของตัวเอง แต่เขาเลือกที่จะเรียนรู้จากการเข้าไปศึกษากับผู้มีประสบการณ์ตรง หนุ่มเข้าไปทำงานที่ โบ.ลาน ร้านอาหารไทยพรีเมี่ยมของเชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และเชฟดิลลัน โจนส์ อยู่ประมาณ 4 เดือน นอกจากการลงมือทำ หนุ่มยังหาเวลาว่างมาศึกษาตำราอาหารโบราณ ก่อนจะออกมาก่อร่างสร้างฝันของตัวเอง “พอกลับมาอยู่อุดรว่างๆ ผมก็อยากได้ข้อมูลและรู้จักกรรมวิธีต่างๆ ที่มันอินไซต์มากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-19/">ซาหมวย &amp; Sons : ร้านอาหารไทยเมืองอุดรที่ใช้ความสร้างสรรค์มาส่งเสริมภูมิปัญญาไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	ซาหมวยแอนด์ซันส์<br />
คือร้านอาหารไทยเพื่อสุขภาพของสองพี่น้องชาวอุดรธานี<br />
	<strong style="background-color: initial">หนุ่ม</strong><strong style="background-color: initial">-วีระวัฒน์</strong> และ <strong style="background-color: initial">โจ้</strong><strong style="background-color: initial">-วรวุฒิ ตริยเสนวรรธน์</strong><br />
	ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่คอนเซปต์แต่รสชาติและหน้าตาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน<br />
ด้วยความสนใจในวัตถุดิบออร์แกนิก และสภาพแวดล้อมที่หลากวัฒนธรรมอย่างสหรัฐอเมริกา<br />
เป็นแรงบันดาลใจทั้งคู่กลับมาสร้างสรรค์อาหารไทยเพื่อสุขภาพในแบบฉบับของตัวเองที่บ้านเกิด<br />
นอกจากตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบตามฤดูกาล ใช้ของในท้องถิ่นให้ได้มากที่สุดแล้ว<br />
ยังจำหน่ายในราคาที่คนในพื้นที่จับต้องได้อีกด้วย<br />
ปัจจุบันซาหมวยแอนด์ซันส์จึงเป็นร้านอาหารไทยชื่อดังที่ไม่ได้มีแค่คนอุดรเท่านั้นที่อยากชวนไปลิ้มลอง</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9842.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9844.jpg"></p>
<h3><strong>เรียนรู้อาหารจากวัฒนธรรม</strong></h3>
<p>
	หนุ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ของการทำอาหารตอนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา<br />
ระหว่างการเรียนภาพยนตร์กับเรียนอาหาร เขาตัดสินใจเลือกอย่างหลังเพราะค่าเล่าเรียนที่ถูกกว่า<br />
การทำอาหารกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาค้นพบแพสชันที่ตรงกับวิธีคิดและความสนใจของตัวเอง<br />
และเป็นแรงผลักให้เขาขวนขวายเพื่อให้ได้มามากกว่าความรู้ที่อยู่ในห้องเรียน</p>
<p>
	“หลังจากเรียนจบผมทำงานในรัฐแคลิฟอร์เนีย วัฒนธรรมการกินที่นั่นเรียกว่า California Cuisine มีทั้งส่วนผสมของวัฒนธรรมจีน<br />
ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาลี ฝรั่งเศส ฯลฯ ผมเลยได้เห็นกรรมวิธีการทำอาหารที่หลากหลาย<br />
มีโอกาสได้ทำงานในร้านอาหารที่ให้ความสำคัญเรื่องวัตถุดิบและได้ซึมซับแนวคิดเรื่องออร์แกนิกเข้ามาเต็มๆ<br />
พอกลับมาเมืองไทยสิ่งที่ได้กลับมาด้วยคือปรัชญาและแนวคิดในการทำอาหารแบบนั้นมาด้วย<br />
ผมมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือวัตถุดิบ และพยายามหาวิธีทำให้มันออกมาเป็นตัวเรามากที่สุด”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9690.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9697.jpg"></p>
<h3><strong>เรียนต่อนอกห้องเรียน</strong></h3>
<p>
	หลังจากกลับมาอยู่กับครอบครัวที่ประเทศไทย<br />
ความรู้ด้านอาหารไทยของหนุ่มเป็นศูนย์ สิ่งแรกที่เขาทำจึงไม่ใช่การเปิดร้านของตัวเอง<br />
แต่เขาเลือกที่จะเรียนรู้จากการเข้าไปศึกษากับผู้มีประสบการณ์ตรง  หนุ่มเข้าไปทำงานที่ โบ.ลาน ร้านอาหารไทยพรีเมี่ยมของเชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และเชฟดิลลัน โจนส์ อยู่ประมาณ<br />
4 เดือน นอกจากการลงมือทำ<br />
หนุ่มยังหาเวลาว่างมาศึกษาตำราอาหารโบราณ ก่อนจะออกมาก่อร่างสร้างฝันของตัวเอง</p>
<p>
“พอกลับมาอยู่อุดรว่างๆ ผมก็อยากได้ข้อมูลและรู้จักกรรมวิธีต่างๆ<br />
ที่มันอินไซต์มากขึ้น ผมเข้าป่า เดินตลาด เดินคุยกับชาวบ้านเพื่อทำความรู้จักกับวัตถุดิบในท้องถิ่น<br />
เป็นช่วงเวลาที่ได้เก็บเกี่ยวความรู้ให้ตัวเอง พอถึงวันที่มันตกผลึกก็หยิบจับองค์ความรู้เหล่านั้นมาใช้ประกอบอาหารในแนวทางของตัวเองได้<br />
และได้เป็นคอนเซปต์ของซาหมวยแอนด์ซันส์ขึ้นมา ผมอยากเอาความโมเดิร์นในแบบต่างๆ มาสร้างสรรค์อาหาร<br />
โดยที่ทุกอย่างต้องมาจากวิถีพื้นบ้าน แต่เราทวิสต์ให้มันดีขึ้น และหาจุดเด่นจุดด้อยของมันเพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9675.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9723.jpg"></p>
<h3><strong>รสชาติใหม่จากวัตถุดิบดั้งเดิม<br />
</strong><strong></strong></h3>
<p>
	หนุ่มเชื่อว่าธรรมชาติยังคงคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับมนุษย์เสมอ<br />
ผักที่เป็นส่วนประกอบของอาหารในอาหารไทยในสไตล์ซาหมวยแอนซันส์จึงกลายเป็นพระเอกของจานและสร้างเอกลักษณ์ให้อาหารในแนวทางของตัวเองได้</p>
<p>
	“เวลาออกไปจ่ายตลาดเองเราจะได้คุยกับชาวบ้านที่เขาเอาพืชผักท้องถิ่นมาขาย<br />
เขาอธิบายเสมอว่าผักชนิดนี้กินกับอะไรได้บ้าง ผมคิดว่าคนสมัยนี้มีพฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป<br />
นอกจากจะกินผักน้อยลงกว่าเมื่อก่อนแล้วยังนิยมพืชผักที่มาจากต่างประเทศและผักออร์แกนิกมากขึ้น<br />
คนขายเองก็หยิบเอาคำว่าออร์แกนิกมาปั่นราคาให้มันสูงขึ้น กลายเป็นว่าผักออร์แกนิกเป็นผักที่แพง<br />
ต้องเป็นคนมีฐานะเท่านั้นจึงจะซื้อมากินได้ แต่สำหรับผมผักริมรั้วเราไปเด็ดกินได้เลย<br />
เพราะธรรมชาติเลือกให้ผักเหล่านี้อยู่รอดได้ในระบบนิเวศนั้นแล้ว”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9755.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9738.jpg"></p>
<h3><strong>อาหารที่เดินทางตามยุคสมัย</strong></h3>
<p>
	เมื่อถามถึงแนวทางของอาหาร<br />
เขาปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่อาหารฟิวชันเพราะไม่เชื่อในความเป็นไทยแท้แต่ดั้งเดิม แต่เชื่อว่าอาหารคือการเดินทางและไม่เคยหยุดวิวัฒนาการไปตามยุคสมัย<br />
วัฒนธรรมอาหารต้องวิวัฒนาการไปข้างหน้า หากไม่มีพื้นที่ให้ขยับหรือดิ้นได้<br />
สักวันก็คงต้องตายเช่นเดียวกับวัฒนธรรมโบราณอื่นๆ</p>
<p>
	“ถ้าลองถอดภาพอาหารไทยในหัวออกทีละส่วน<br />
พยายามดูไปให้ถึงรากว่าอะไรมาจากไหน เราจะเห็นว่ามันไม่มีอาหารไทยแท้ๆ เลย<br />
เพราะทุกอย่างมันถูกหล่อหลอมมาจากสิ่งแวดล้อมในแต่ละยุคสมัยทั้งสิ้น<br />
วัฒนธรรมไม่ได้ถูกสร้างภายในระยะเวลาไม่กี่สิบปี แต่มันถูกทับถมกันมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นเรา<br />
สำหรับผมอาหารไทยจึงเป็นเหมือนหม้อหลอมวัฒนธรรม และแทบไม่มีอาหารใดในโลกที่จะผสมผสานได้มากเท่านี้อีกแล้ว”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9801.jpg"></p>
<h3><strong>กินตามฤดูกาล</strong><strong></strong></h3>
<p>
	หนุ่มเชื่อว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ<br />
การกินอาหารที่สอดคล้องกับฤดูกาลจึงให้คุณค่าแก่ร่างกายมากกว่าสารอาหารที่ได้จากการกินตามปกติ<br />
อาหารตามฤดูกาลของซาหมวยแอนซันส์จึงเกิดขึ้นเพื่อให้คนกินอาหารได้ลิ้มรสชาติของความสดใหม่และได้ประโยชน์ที่เป็นยาแก่ร่างกาย<br />
พยายามหาไอเดียจากสิ่งที่ประสบมาและหยิบจับทุกอย่างที่คิดว่าเป็นไอเดียที่ดีในการทำเมนูใหม่มาผสมผสานเข้าด้วยกัน</p>
<p>
	“เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ ร่างกายก็ต้องมีการปรับสภาพ<br />
ธาตุต่างๆ ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ลม อากาศ<br />
เปลี่ยนความสมดุลก็อาจจะต้องเปลี่ยนด้วย คนเราต้องรู้ด้วยว่ากินสิ่งนี้เข้าไปแล้วมันบำรุงร่างกายเราอย่างไร<br />
ตอนนี้อากาศร้อนเราก็ควรกินอาหารที่มีสีเขียว มีรสขมหรือรสเปรี้ยวหน่อยๆ<br />
เพื่อลดความร้อนในร่างกาย หรือจะกินพริกสดเพื่อให้ขับเหงื่อและร่างกายระบาย แต่ถ้าเรากินอาหารที่มันก็จะเข้าไปทำให้ข้างในร่างกายร้อนยิ่งขึ้น<br />
เราต้องเลือกกินให้เหมาะเพื่อปรับสมดุลร่างกายจะได้ไม่ร้อนเกินไป<br />
พอเข้าหน้าฝนมีความชื้นในอากาศสูงก็มีโอกาสเป็นหวัดได้ง่าย เราก็ควรกินอะไรที่สามารถฆ่าเชื้อได้<br />
เช่น ขมิ้น พริกไทยดำ หรือกินสิ่งที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น พอเข้าหน้าหนาวเราก็กินแกงกะทิหรืออาหารที่มีไขมันเพื่อให้ร่างกายเราอบอุ่น<br />
การกินอาหารตามฤดูกาลจึงเป็นการกินเพื่อให้ร่างกายรักษาระบบภูมิคุ้มกันของเขาได้เอง<br />
เรียกง่ายๆ คือกินเป็นยา<br />
เพราะว่าจริงๆ แล้วร่างกายเราถ้าภูมิคุ้มกันดีและแข็งแรงอยู่แล้วเราแทบไม่ต้องไปทำอะไรเลย”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9814.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_98191.jpg"></p>
<h3><strong>3<br />
รสชาติในจานเดียว<br />
</strong></h3>
<p>
	นอกจากพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการทำ<br />
อาหารแต่ละจานของซาหมวยแอนด์ซันส์ยังมีเรื่องราวที่ผ่านการคิดมาอย่างละเอียด หลนกลมกล่อม<br />
หมกหน่อไม้บุ๋มบิ๋ม และหมูดึ๋งเป็นอาหารที่เชฟหนุ่มเสิร์ฟให้เราได้ลอง รสครีมมี่ของหลนที่มีส่วนผสมของกะทิ<br />
กุ้งแชบ๊วยสับ หมูสับและปรุงรสด้วยของหมักดองของอีสานทั้งหมด<br />
ไม่ว่าจะเป็นความนัวของเค็มบักนัด กุ้งจ่อม และปลาร้าสับ กินกับหมูดึ๋งที่ถูกทำเป็นแผ่นคล้ายกับเบอร์เกอร์และวางทับด้วยหมกหน่อไม้ป่าสไตล์ภูไท<br />
กินเคียงผักพื้นบ้านอย่างผักซะแงะและผักหนามเข้ากันดีทีเดียว</p>
<p>
	“ลักษณะเด่นของอาหารไทยคือมีทุกรสชาติในจานเดียว<br />
หลักในการออกแบบเมนูอาหารของผมจะอยากทำให้อาหารหนึ่งจานมีรสชาติเหมือนเป็นหนึ่งสำรับไปเลย<br />
ผมจะพยายามตั้งโจทย์ประมาณนี้เพื่อให้ได้อาหาร 3 รสชาติใน 1<br />
จาน”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9770.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_9765.jpg"></p>
<h3><strong>สื่อสารเรื่องราวของอาหาร</strong><strong></strong></h3>
<p>
	“ผมว่าในการทำอาหารผมเป็นแค่ผู้ส่งสารเท่านั้นนะ คนที่ผมต้องให้เครดิตจริงๆ<br />
คือผู้ผลิต เพราะเขาเหนื่อยกว่าเรา<br />
ผมเห็นคนพูดกันมานานว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ<br />
แต่ผมไม่เคยเห็นใครให้เครดิตหรือพยายามทำให้มันดีขึ้นจริงๆ เลย<br />
ผมไม่ได้มีความคาดหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมหมู่มากได้<br />
แต่ว่าอย่างน้อยเราเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเล็กๆ ที่จะบอกว่าข้าวมาจากไหน<br />
เขาปลูกแบบไหน ใช้น้ำอะไร หรือน้ำปลา กะปิ และวัตถุดิบอื่นๆ<br />
ที่เราคัดสรรมาด้วยตัวเองมาจากที่ไหนบ้าง ผมคิดว่าผมมีความสำคัญเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในการประกอบอาหาร<br />
หรือแทบจะไม่มากขนาดนี้ด้วยซ้ำถ้าเราได้วัตถุดิบมาดีจริงๆ” หนุ่มทิ้งท้ายด้วยความเชื่อที่ทำให้เขายังคงยึดมั่นในความใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบเพื่อให้คนกินอาหารได้รับสิ่งที่ดีมาตลอด</p>
<p>
	<strong>Facebook l </strong><a href="https://www.facebook.com/SamuayNsons/?fref=ts">ซาหมวย &amp; Sons</a></p>
<p>
	<em><strong>ภาพ </strong>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-19/">ซาหมวย &amp; Sons : ร้านอาหารไทยเมืองอุดรที่ใช้ความสร้างสรรค์มาส่งเสริมภูมิปัญญาไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/place-19/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Moreover : ของแต่งบ้านสุดสร้างสรรค์ที่ให้ผู้ใช้ได้ออกแบบการใช้งานได้ด้วยตัวเอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-27/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-27/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Feb 2017 02:46:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[moreover]]></category>
		<category><![CDATA[ของแต่งบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ดีไซน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-27/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงของแต่งบ้าน ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคนคงเป็นวัสดุที่ทำจากไม้ เซรามิก หรือพลาสติก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นวัสดุที่ทั้งหาได้ง่ายและเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน นอกจากราวตากผ้าและอุปกรณ์ทำครัวแล้ว น้อยครั้งนักที่เราจะเห็นใครนำเหล็กมาทำเป็นของใช้ในบ้าน และแทบนึกไม่ออกเลยว่าเหล็กจะทำให้บ้านของเราสวยขึ้นได้อย่างไร แต่สำหรับ Moreover แบรนด์ของตกแต่งบ้านสัญชาติไทยของ ปุ้ม-นวัต ศักดิ์ศิริศิลป์ และ ตี้-กรวุฒิ กาญจนาบุญมาเลิศ พวกเขามองเห็นความอ่อนช้อยที่ซ่อนอยู่ภายใต้สัมผัสที่แข็งกระด้าง ส่วนผสมของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาเปลี่ยนเหล็กให้กลายเป็นของใช้ในบ้านที่ไม่ได้ดูดีแค่หน้าตา แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้ออกแบบฟังก์ชันการใช้งานด้วยตัวเอง แบรนด์ที่เชื่อในความคิดสร้างสรรค์ ปุ้ม: ผมเริ่มทำแบรนด์หลังจากเรียนจบด้านออกแบบมาไม่นาน เพราะผมอยากรู้ว่าไอเดียของตัวเองจะมีคนสนใจมากน้อยแค่ไหน ก็เลยไปจ้างโรงงานผลิตของชิ้นแรกแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย และไปฝากขายตามร้านต่างๆ ที่ขายได้ ฟีดแบ็กที่ได้กลับมาตอนนั้นก็โอเค แต่ผมต้องไปเรียนต่อด้าน Entrepreneur ที่ลอนดอนพอดีเลยต้องหยุดไว้ หลังจากเรียนจบก็เราก็บอกพี่ตี้ว่าเราอยากทำให้มันเต็มที่และคุยกันเรื่องการขาย การส่งออกให้มันจริงจังมากขึ้น ตี้: ในช่วงที่ปุ้มไปเรียนต่อผมก็ไปออสเตรเลียมา ก่อนหน้านี้ผมทำงานด้านครีเอทีฟมาตลอด ไม่ได้เป็นคนที่อยุ่ในอุตสาหกรรม Product Design มาก่อนเลย มีช่วงหนึ่งที่ผมชอบแต่งบ้านมากและไปเรียน Interior Design เพิ่มเติม พอได้คุยกับปุ้มเรื่องทำแบรนด์ของตัวเองก็เกิดไอเดียขึ้นมาอีก เราอยากลองทำให้มันเป็นคอลเลกชัน อยากใช้ความคิดสร้างสรรค์จากงานที่เราเคยทำมาใช้กับงานด้านนี้บ้าง เราก็เลยตัดสินใจร่วมมือกันทำ Moreover ขึ้นมา สินค้าที่ฝึกให้คนได้ปล่อยพลังความสร้างสรรค์ ตี้: แบรนด์ของเราเกิดจากความเชื่อว่า ‘Creative is more’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-27/">Moreover : ของแต่งบ้านสุดสร้างสรรค์ที่ให้ผู้ใช้ได้ออกแบบการใช้งานได้ด้วยตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	เมื่อพูดถึงของแต่งบ้าน ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคนคงเป็นวัสดุที่ทำจากไม้<br />
เซรามิก หรือพลาสติก<br />
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นวัสดุที่ทั้งหาได้ง่ายและเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน นอกจากราวตากผ้าและอุปกรณ์ทำครัวแล้ว<br />
น้อยครั้งนักที่เราจะเห็นใครนำเหล็กมาทำเป็นของใช้ในบ้าน และแทบนึกไม่ออกเลยว่าเหล็กจะทำให้บ้านของเราสวยขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>
	แต่สำหรับ Moreover แบรนด์ของตกแต่งบ้านสัญชาติไทยของ<br />
	<strong>ปุ้ม</strong><strong>-นวัต ศักดิ์ศิริศิลป์ </strong>และ <strong>ตี้</strong><strong>-กรวุฒิ กาญจนาบุญมาเลิศ</strong> พวกเขามองเห็นความอ่อนช้อยที่ซ่อนอยู่ภายใต้สัมผัสที่แข็งกระด้าง ส่วนผสมของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาเปลี่ยนเหล็กให้กลายเป็นของใช้ในบ้านที่ไม่ได้ดูดีแค่หน้าตา<br />
แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้ออกแบบฟังก์ชันการใช้งานด้วยตัวเอง</p>
<h3><strong>แบรนด์ที่เชื่อในความคิดสร้างสรรค์</strong><strong></strong></h3>
<p>
	<strong>ปุ้ม: </strong>ผมเริ่มทำแบรนด์หลังจากเรียนจบด้านออกแบบมาไม่นาน<br />
เพราะผมอยากรู้ว่าไอเดียของตัวเองจะมีคนสนใจมากน้อยแค่ไหน ก็เลยไปจ้างโรงงานผลิตของชิ้นแรกแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย<br />
และไปฝากขายตามร้านต่างๆ ที่ขายได้ ฟีดแบ็กที่ได้กลับมาตอนนั้นก็โอเค แต่ผมต้องไปเรียนต่อด้าน<br />
Entrepreneur ที่ลอนดอนพอดีเลยต้องหยุดไว้<br />
หลังจากเรียนจบก็เราก็บอกพี่ตี้ว่าเราอยากทำให้มันเต็มที่และคุยกันเรื่องการขาย การส่งออกให้มันจริงจังมากขึ้น</p>
<p>
	<strong>ตี้:</strong> ในช่วงที่ปุ้มไปเรียนต่อผมก็ไปออสเตรเลียมา<br />
ก่อนหน้านี้ผมทำงานด้านครีเอทีฟมาตลอด ไม่ได้เป็นคนที่อยุ่ในอุตสาหกรรม Product Design มาก่อนเลย มีช่วงหนึ่งที่ผมชอบแต่งบ้านมากและไปเรียน Interior<br />
Design เพิ่มเติม พอได้คุยกับปุ้มเรื่องทำแบรนด์ของตัวเองก็เกิดไอเดียขึ้นมาอีก<br />
เราอยากลองทำให้มันเป็นคอลเลกชัน อยากใช้ความคิดสร้างสรรค์จากงานที่เราเคยทำมาใช้กับงานด้านนี้บ้าง<br />
เราก็เลยตัดสินใจร่วมมือกันทำ Moreover ขึ้นมา</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/more6.jpg"></p>
<h3><strong>สินค้าที่ฝึกให้คนได้ปล่อยพลังความสร้างสรรค์</strong><strong></strong></h3>
<p>
	<strong>ตี้:<br />
	</strong>แบรนด์ของเราเกิดจากความเชื่อว่า ‘Creative is more’ เพราะเราเชื่อมั่นในพลังของความคิดสร้างสรรค์<br />
คนเราถูกสอนให้คิดว่าความคิดสร้างสรรค์เอาไว้ใช้กับการทำงานเท่านั้น<br />
แต่จริงๆ แล้วความคิดสร้างสรรค์มันอยู่ในทุกวินาทีของชีวิตเลย ตั้งแต่คุณตื่นขึ้นมา<br />
ออกจากบ้านไปทำงาน จนกระทั่งเข้านอน ทุกขั้นตอนในชีวิตเราสามารถเอาความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเติมได้หมด<br />
เราเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตเราสนุกและมีสุนทรียะมากขึ้น มันเลยนำมาสู่แรงบันดาลใจการออกแบบสินค้าของเรา</p>
<p>
	<strong>ปุ้ม:</strong> เราอยากให้เขาฝึกใช้ความคิดสร้างสรรค์ทั้งวันเลย เวลาที่เขาใช้ความคิดสร้างสรรค์จริงๆ<br />
จะได้ง่ายขึ้น อีกอย่างที่เราเห็นคืองานดีไซน์สมัยนี้ส่วนใหญ่จะสวยอย่างเดียวและกำหนดวิธีใช้มาตายตัว<br />
แต่งานของเราจะมีช่องว่างประมาณหนึ่งให้เขาสามารถปรับใช้ได้หลากหลาย เราเรียกงานแบบนี้ว่า<br />
Creative<br />
Function เราตั้งใจให้มันเป็นดีไซน์ปลายเปิด เพื่อให้เขาได้จินตนาการและเอาตัวตนของเขาไปเสริมกับของชิ้นนั้นได้<br />
มีกิมมิกให้เขาทำอะไรกับมันได้เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของตัวเอง</p>
<p>
	<strong>ตี้:</strong> อย่าง Early<br />
bird คอนเซปต์ของมันคือ ‘Ready to begin a new day’ มาจากแนวคิดที่คนเราชอบทิ้งกุญแจบ้าน กุญแจรถ มาถึงก็วางไว้บนโต๊ะ<br />
จะออกไปทีไรก็ลืมทุกทีไม่รู้ว่าวางไว้ไหน เราก็เลยทำเป็นที่แขวนกุญแจ แขวนกระเป๋า<br />
ที่สำคัญตรงปีกมันยังเอาไว้ใส่จดหมาย บิลค่าน้ำไฟต่างๆ ได้ด้วย<br />
นกตัวนี้มันใช้ประโยนชน์ได้หลายอย่าง<br />
นอกจากฟังก์ชันตามที่บอกแล้วยังใช้ตกแต่งผนังได้ด้วย บางคนเขาก็ซื้อไปติดหลายๆ ตัว<br />
ให้มันเหมือนนกบินเป็นฝูง<br />
ลูกค้าบางคนก็ซื้อไปตกแต่งร้านอาหารและใช้เป็นที่แขวนร่มด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/more11.jpg"></p>
<h3><strong>มองเหล็กในมุมใหม่</strong><strong></strong></h3>
<p><strong></strong><strong>ปุ้ม: </strong>ปัจจุบันผู้บริโภคมีความใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และจะมองหาของแต่งบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น คนส่วนใหญ่จะมองข้ามเหล็ก เพราะคิดว่าไม่อีโค แต่จริงๆ แล้วเหล็กถือว่าเป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงเพราะนำมารีไซเคิลได้ 100% เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว กระบวนการรีไซเคิลเหล็กจะทำได้ง่ายที่สุด เพราะมันนำไปหลอมได้ และนำไปขายต่อเพื่อรีไซเคิลได้ราคาดี</p>
<p><strong>ตี้:</strong> อีกข้อดีของเหล็กคือมีอายุเฉลี่ยในการใช้งานนาน ทำให้ของแต่งบ้านที่ทำจากเหล็กอยู่คู่กับบ้านของคุณไปอย่างยาวนานมากกว่าวัสดุชนิดอื่น เราจึงพยายามออกแบบให้ของแต่งบ้านของเรามีความมินิมอล เข้าได้กับทุกยุคทุกสมัย เข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ รวมถึงพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามากลบข้อด้อยของเหล็กที่อาจจะดูไม่เป็นมิตรกับบ้านให้ได้มากที่สุด </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/more2.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/more42.jpg"></p>
<h3><strong>พับเหล็กให้เป็นกระดาษ</strong></h3>
<p>
	<strong>ปุ้ม: </strong> Origami Collection เกิดจากเราสงสัยว่ารูปทรงการพับกระดาษของญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคยมาจากไหน<br />
แล้วก็พบว่าจริงๆ แล้วมันมาจากสิ่งรอบตัว แรงบันดาลใจและวัสดุที่เราใช้ในแต่ละคอลเลกชันจึงไม่ได้ยึดติดกับอะไรเป็นพิเศษ<br />
เราทำความเข้าใจก่อนว่าจุดเด่นมันคืออะไร<br />
เอาแรงบันดาลใจนั้นมาออกแบบให้มันเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เลือกใช้เหล็กเป็นวัสดุ<br />
และแสดงให้ลูกค้าเห็นว่า Creative function ของสินค้าแต่ละชิ้นเป็นอย่างไร</p>
<p><strong>ปุ้ม:</strong> ผมเป็น Product Designer มาก่อน ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับการทำแพกเกจจิ้งและกระดาษให้เป็นรูปทรงแปลกๆ ชำนาญในการทำของสองมิติให้กลายเป็นสามมิติ พอหันมาทำงานเหล็กบ้างก็ไม่ได้คิดว่ามันจำเป็นต้องพับแค่แกน x และแกน y เท่านั้น แต่เราพับให้มันมีมิติอื่นๆ ได้อีก ผมไปหาช่างฝีมือดีๆ แล้วช่วยกันคิดว่าพับแบบไหนใช้เครื่องมืออะไรบ้างมันถึงจะออกมาดี ภายนอกอาจจะดูเหมือนมันพับง่ายนะ แต่ถ้ารู้ว่ามันเป็นเหล็กแล้วจะเห็นว่ามันพับยากมากกว่าจะออกมาเป็นแบบนี้</p>
<p>
	<strong>ตี้: </strong>เราพยายามจะยกระดับงานดีไซน์ในเมืองไทยขึ้นด้วย เราไม่ต้องการให้ทุกคนมองว่าเหล็กมันเอาไปใช้ได้กับแค่อุตสาหกรรมหนักหรือของแต่งบ้านทั่วไปง่ายๆ<br />
เท่านั้น แต่ทำให้ซับซ้อนและเพิ่มมูลค่าให้กับงานของช่างเหล็กได้ มันน่าเสียดายที่ช่างเหล็กหลายคนเก่งมาก<br />
แต่ว่าเขาได้ทำแต่งานพื้นๆ และได้เงินน้อย เมื่อเราเพิ่มดีไซน์เข้าไปคนที่เขามีความสามารถอยู่แล้วเขาก็ทำได้<br />
เขาเกิดการเรียนรู้และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลงานของตัวเองได้มากขึ้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/more5.jpg"></p>
<h3><strong>จาก </strong><strong>London design<br />
week สู่การขายจริง<br />
</strong></h3>
<p>
	<strong>ปุ้ม: </strong>ระหว่างเรียนผมได้เอางานไปโชว์ที่<br />
London Design Week ด้วย เรารับฟีดแบ็กมาแล้วก็เอามาพัฒนาแบรนด์เราเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่ามันเหมาะกับคนต่างชาติด้วย<br />
เพราะของแต่ละประเทศเขาก็ชอบไม่เหมือนกัน กลุ่มเป้าหมายเราคือยุโรปกับเอเชียที่อยู่ในหัวเมืองใหญ่<br />
เราพยายามเก็บฟีดแบ็กจากคนต่างชาติในมหาวิทยาลัย เราอยากรู้ว่าในประเทศเขาใช้งานของแต่งบ้านยังไงแล้วค่อยเอามาพัฒนาแบรนด์ของเราต่อ<br />
เราพยายามทำให้มันเป็น Universal design และครอบคลุมการใช้งานมากที่สุด<br />
ตอนนี้เรามีฝากขายที่ร้าน multi-lifestyle shop ส่วนออนไลน์ก็จะมีขายในแฟนเพจของเรา<br />
มีตัวแทนจำหน่าย<br />
และในอนาคตที่กำลังอยู่ในกระบวนการอยู่คือจะมีเว็บฝากขายที่ส่งออกไปต่างประเทศด้วย</p>
<p>
	<strong>ตี้: </strong>ของแต่งบ้านมันก็เป็นความสุขของคนรักบ้าน บางทีเรามีบ้าน บ้านเราไม่จำเป็นต้องใหญ่ ไม่ว่าคุณจะมีสเปซขนาดไหน บ้านก็เป็นหัวใจของชีวิต ทุกคนอยากกลับบ้านแล้วเจอบ้านสวยๆ อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี การมีของแต่งบ้านดีๆ สักชิ้นมันก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดี ทำให้เราจัดสภาพแวดล้อมในบ้านของเราให้สวยขึ้น และที่สำคัญมันไม่ได้ดีแค่กับเราคนเดียว แต่มันดีกับคนที่อาศัยอยู่ร่วมกับเราในบ้านและในครอบครัวของเราด้วย เราเลยคิดว่าของแต่งบ้านมันก็เป็นหัวใจของบ้านได้เหมือนกัน</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_91081.jpg"></p>
<blockquote><p>
	“ทุกคนอยากกลับบ้านแล้วเจอบ้านสวยๆ<br />
อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี การมีของแต่งบ้านดีๆ สักชิ้นมันก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดี<br />
ทำให้เราจัดสภาพแวดล้อมในบ้านของเราให้สวยขึ้น และที่สำคัญมันไม่ได้ดีแค่กับเราคนเดียว<br />
แต่มันดีกับคนที่อาศัยอยู่ร่วมกับเราในบ้านและในครอบครัวของเราด้วย<br />
เราเลยคิดว่าของแต่งบ้านมันก็เป็นหัวใจของบ้านได้เหมือนกัน” <br />&#8211; กรวุฒิ กาญจนาบุญมาเลิศ
</p></blockquote>
<h3>Moreover</h3>
<p>
	<strong>ประเภทธุรกิจ: </strong>แบรนด์ของตกแต่งบ้าน<br />
	<b style="background-color: initial">คอนเซปต์: </b>แบรนด์ของแต่งบ้านโดยดีไซเนอร์ไทย  เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการพับกระดาษสไตล์ญี่ปุ่น<br />
	<b style="background-color: initial">เจ้าของ: </b>นวัต ศักดิ์ศิริศิลป์ (ปุ้ม) อายุ 27 ปี และ กรวุฒิ กาญจนาบุญมาเลิศ (ตี้) อายุ 30 ปี<br />
	<b style="background-color: initial">เว็บไซต์:</b> <a href="http://www.moreoverdesign.com"> www.moreoverdesign.com<br />
	</a><b style="background-color: initial">Facebook |</b> <a href="http://www.facebook.com/moreoverdesign">Moreover </a></p>
<p>
	<em><strong>ภาพ</strong>  Moreover และ ยศธร เอี่ยมพรชัย </em></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="text-align: center"></p>
<h1></h1>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-27/">Moreover : ของแต่งบ้านสุดสร้างสรรค์ที่ให้ผู้ใช้ได้ออกแบบการใช้งานได้ด้วยตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-27/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามไปดูเวิร์กช็อปถ่ายภาพของช่างภาพมืออาชีพ พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-19/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-19/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2017 02:54:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[TheInspirers]]></category>
		<category><![CDATA[พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Sixtysix Visual]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[SangSom]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-19/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อ พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ แห่งสตูดิโอ Sixtysix Visual ได้ชวนคนรุ่นใหม่ที่รักในการถ่ายภาพ เข้ามาร่วมเวิร์กช็อปกับโครงการ ‘SangSom คนไทย&#8230; ตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก The Inspirers’ กิจกรรม &#8216;แคมป์ภาพที่มีชีวิต&#8217; ที่เกิดบนเกาะสีชังในวันที่ 15 &#8211; 16 ต.ค. ที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก เพราะกิจกรรมดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ในวงการถ่ายภาพของไทย พรพจน์ได้คัดสรร 10 ช่างภาพรุ่นใหม่ที่มีใจรักในการถ่ายภาพโดยดูจากผลงานที่โดดเด่นและความเป็นตัวเองที่อยู่ในงาน เขาอยากเห็นแนวทางใหม่ๆ ในวงการถ่ายภาพและอยากให้ ‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต&#8217; เป็นเวิร์กช็อปที่ให้ช่างภาพรุ่นใหม่ได้ลงมือทำ ได้สัมผัสการทำงานกับช่างภาพมืออาชีพในทุกกระบวนการและที่สำคัญยังได้แรงบันดาลใจกลับไปพัฒนางานของตัวเอง “แคมป์ภาพที่มีชีวิตจะทำให้คุณเห็นอีกโลกที่คุณไม่เคยเห็น และค้นพบตัวตนที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง เราเตรียมวิธีการทำงานทุกสเต็ปให้เห็นว่าจาก 1 &#8211; 100 ต้องทำงานยังไง ทำให้ดูหมดตั้งแต่การเตรียมตัว การถ่ายในโลเคชันจริง การพูดคุยกับนางแบบ รวมถึงการเตรียมพรีเซนเทชันด้วย การเวิร์กช็อปถ่ายภาพควรได้เห็นทุกกระบวนการทำงานจริง ได้ทดลองอยู่ใน work flow แบบนี้มันถึงจะสนุก เราไปเวิร์กช็อปกันถึงเกาะสีชังซึ่งเป็นโลเคชันที่เราเคยมาถ่ายแล้วชอบมาก เพราะที่นี่มีความหลากหลาย มีทั้งทุ่งหญ้า ภูเขา ลานหิน ป่า และทะเล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-19/">ตามไปดูเวิร์กช็อปถ่ายภาพของช่างภาพมืออาชีพ พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อ <strong>พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ</strong> แห่งสตูดิโอ Sixtysix Visual ได้ชวนคนรุ่นใหม่ที่รักในการถ่ายภาพ เข้ามาร่วมเวิร์กช็อปกับโครงการ ‘SangSom คนไทย&#8230; ตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก The Inspirers’ กิจกรรม &#8216;แคมป์ภาพที่มีชีวิต&#8217; ที่เกิดบนเกาะสีชังในวันที่ 15 &#8211; 16 ต.ค. ที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก เพราะกิจกรรมดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ในวงการถ่ายภาพของไทย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5428.jpg"></p>
<p>พรพจน์ได้คัดสรร 10 ช่างภาพรุ่นใหม่ที่มีใจรักในการถ่ายภาพโดยดูจากผลงานที่โดดเด่นและความเป็นตัวเองที่อยู่ในงาน เขาอยากเห็นแนวทางใหม่ๆ ในวงการถ่ายภาพและอยากให้ ‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต&#8217; เป็นเวิร์กช็อปที่ให้ช่างภาพรุ่นใหม่ได้ลงมือทำ ได้สัมผัสการทำงานกับช่างภาพมืออาชีพในทุกกระบวนการและที่สำคัญยังได้แรงบันดาลใจกลับไปพัฒนางานของตัวเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5405.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5397.jpg"></p>
<p>“แคมป์ภาพที่มีชีวิตจะทำให้คุณเห็นอีกโลกที่คุณไม่เคยเห็น<br />
และค้นพบตัวตนที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง เราเตรียมวิธีการทำงานทุกสเต็ปให้เห็นว่าจาก 1 &#8211; 100 ต้องทำงานยังไง ทำให้ดูหมดตั้งแต่การเตรียมตัว การถ่ายในโลเคชันจริง การพูดคุยกับนางแบบ<br />
รวมถึงการเตรียมพรีเซนเทชันด้วย การเวิร์กช็อปถ่ายภาพควรได้เห็นทุกกระบวนการทำงานจริง<br />
ได้ทดลองอยู่ใน work flow แบบนี้มันถึงจะสนุก เราไปเวิร์กช็อปกันถึงเกาะสีชังซึ่งเป็นโลเคชันที่เราเคยมาถ่ายแล้วชอบมาก<br />
เพราะที่นี่มีความหลากหลาย มีทั้งทุ่งหญ้า ภูเขา ลานหิน ป่า และทะเล แต่จะถ่ายยังไงก็แล้วแต่คุณเลย<br />
ค้นหาตัวเองให้มากที่สุด เราอยากเห็นคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจมาร่วมแชร์ประสบการณ์ด้วยกัน”<br />
พรพจน์บอกเล่าถึงความพิเศษของเวิร์กช็อปในครั้งนี้</p>
<p>2<br />
วัน 1 คืน และ 4 โลเคชันบนเกาะสีชัง<br />
จึงเป็นงานที่ท้าทายผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปอยู่ไม่น้อย แต่หลังจากลุยถ่ายภาพกันมาทั้งวันและได้แชร์มุมมองกัน<br />
‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’<br />
ก็ได้จุดประกายความคิดและให้แรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปทั้ง<br />
10 คนได้ดีทีเดียว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5501.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5523.jpg"></p>
<p>ไพลิน<br />
คงพันธ์ศรี เทคนิคอลซัพพอร์ตที่หลงใหลในการถ่ายภาพบอกว่า<br />
เธอเริ่มต้นจับกล้องด้วยความรักและอยากเก็บแสงสวยๆ ในช่วงเวลาที่เธอประทับใจไว้ให้ทัน<br />
เธอจึงฝึกฝนตัวเองอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้ภาพถ่ายคล้ายกับความสวยงามที่ตาเห็นมากที่สุด</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>“</strong>เราติดตามผลงานพี่พจน์อยู่แล้วเพราะชอบอารมณ์และความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ในงานของเขา<br />
เลยอยากลองมางานนี้เพราะเราไม่เคยไปเวิร์กช็อปที่ไหนมาก่อน บวกกับที่เราชอบธีมงามและแนวคิดของแสงโสมอยู่แล้วด้วย<br />
เราไม่เคยเจอช่างภาพมืออาชีพหรือคนที่ทำงานในระดับนี้มาก่อน ไม่คิดว่าพี่พจน์จะลงดีเทลในงานมากขนาดนี้<br />
เราประทับใจมุมมองและวิธีการสอนของเขามาก เพราะเขาเชื่อว่าการถ่ายภาพไม่ได้ให้ยึดติดกับแบรนด์และอุปกรณ์<br />
อยากให้มองเป็นเรื่องของศิลปะ ไม่มีอะไรที่ตายตัว เขาแนะนำได้ตรงจุดว่าทำไมถึงเลือกเอาอุปกรณ์แบบนี้มาใช้<br />
บอกคุณสมบัติว่ามันดีอย่างไร แต่ถ้าเราไม่มีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้<br />
แค่มีเลนส์ที่ถูกกว่านี้ก็ใช้ถ่ายได้เหมือนกัน อีกอย่างคือเวิร์กช็อปนี้ค่อนข้างจะใกล้ชิดกัน<br />
ทำให้เรามีโอกาสได้คำแนะนำและเทคนิคดีๆ จากพี่พจน์อยู่ตลอด<strong>”</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5475.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5513.jpg"></p>
<p>จักรรินทร์<br />
มูลมานัส เล่าถึงแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพของตัวเองว่าเขาเริ่มจากการถ่ายภาพเล่นๆ<br />
ไปเรื่อย ไม่รู้ว่าตัวเองชอบถ่ายอะไร แต่เมื่อมาถึงจุดที่ถ่ายภาพไปสักพักและรู้ตัวเองว่าชอบถ่ายในแนวไหนก็เริ่มพัฒนาตัวเองไปในแนวทางนั้น<br />
เวิร์กช็อปในครั้งนี้จึงเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่ทำให้เขาอยากพัฒนาตัวเองต่อไป</p>
<p>“ผมเคยเข้าเวิร์กช็อปกับที่อื่นเหมือนกันนะ<br />
แต่มันจะเป็นการบรรยายมากกว่า ไม่เคยออกนอกสถานที่ ไม่ได้มีเวิร์กช็อปหรือสอนกันอย่างใกล้ชิดแบบนี้<br />
พอได้มาเห็นการทำงานของพี่พจน์แล้วก็เห็นว่าตัวเองวางแผนก่อนที่จะถ่ายงานน้อยไป ผมได้เห็นมุมมองของเขา<br />
ได้เห็นวิธีการทำงาน การเตรียมตัว และการวางแผนก่อนที่จะมาถ่าย<br />
ไม่ใช่มาถึงที่แล้วจะถ่ายได้เลย สิ่งเหล่านี้ผมเอาไปพัฒนาตัวเองได้หมดเลย<br />
รวมถึงเทคนิคและการเลือกโลเคชันด้วย ผมชอบการใช้ควันของพี่พจน์ที่ทำให้เห็นแสงลอดผ่านต้นไม้<br />
รู้สึกประทับใจเทคนิคนั้นมาก จากทั้งหมด 4 ที่ผมชอบริมทะเลที่มีหน้าผามากที่สุดเลยนะ<br />
เพราะมันเป็นสถานที่สุดท้ายและเป็นเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ผมชอบแสงในช่วงเวลานั้น”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5792.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5784.jpg"></p>
<p>ธนกร<br />
ไกรลลาสสุวรรณ<br />
ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปที่ชื่นชอบการเล่าเรื่องด้วยภาพ เล่าให้เราฟังว่า<br />
สำหรับคนที่พูดไม่เก่งอย่างเขา ภาพคือสารชั้นดีที่ใช้เล่าเรื่องได้แทนคำเป็นพันคำ<br />
เมื่อได้เห็นภาพสวยๆ ของคนอื่นมากขึ้น เขาก็ยิ่งอยากถ่ายภาพให้ได้อย่างนั้น<br />
บวกกับเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนสาขาภาพยนตร์ด้วย เขาจึงอยากเรียนรู้และพัฒนาตัวเองเพื่อให้เล่าเรื่องได้ดีขึ้นและถ่ายภาพได้สวยขึ้นไปพร้อมๆ<br />
กัน<br />
‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’ จึงเป็นจุดหนึ่งที่นำไปต่อยอดกับงานของเขาได้</p>
<p>“เรารู้สึกว่าเวิร์กช็อปถ่ายภาพในประเทศไทยมันไม่ได้เป็นเวิร์กช็อปที่ได้ลงมือทำ<br />
ปกติเขาจะให้มานั่งฟังบรรยาย แต่ครั้งนี้เราได้ลงมือทำในสถานที่จริงเลย<br />
มีการมานั่งคุยมานั่งถกปัญหากัน คุณถ่ายไปแบบนี้แล้วมีปัญหายังไง แก้ไขยังไง<br />
เอาไปต่อยอดยังไงได้บ้าง มันดีกว่าการที่เขาบอกว่าสวยไม่สวยอย่างเดียว เพราะเขาให้แนวทางเราพัฒนาต่อ<br />
ส่วนตัวเราติดตามผลงานพี่พจน์มานานแล้ว เราชอบสไตล์ภาพ ชอบสไตล์การทำงานของเขาด้วย เวิร์กช็อปในครั้งนี้ทำให้เราได้รู้ว่าเขาเห็นอะไร<br />
แล้วเราไม่เห็นอะไรบ้าง แล้วเราก็เลือกเอาไปปรับใช้กับงานของตัวเองได้ รวมถึงได้เห็นมุมมองของคนอื่นๆ<br />
ที่ร่วมเวิร์กช็อปด้วย”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5759.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5609.jpg"></p>
<p>ไหมไท คุณาวงศ์ บัณฑิตจากคณะสถาปัตย์ผู้หลงใหลในการถ่ายภาพขาวดำบอกว่า บทสัมภาษณ์ของพรพจน์ใน<br />
a<br />
day คือส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอได้รู้จักกับ ‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’<br />
และตัดสินใจลองสมัครเข้าร่วมเวิร์กช็อปในครั้งนี้<br />
เธอออกตัวว่าไม่รู้ว่าตัวเองชอบถ่ายภาพเพราะอะไร แต่ที่แน่ๆ การถ่ายภาพทำให้เธอเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นและบางครั้งก็มองข้ามไป<br />
ภาพถ่ายจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเธอเคยเก็บช่วงเวลาสำคัญนั้นไว้</p>
<p>“เราไม่เคยไปเวิร์กช็อปถ่ายภาพมาก่อน<br />
และไม่ได้รู้จักคนในวงการถ่ายภาพเลย ตอนแรกเลยคิดว่าตอนเวิร์กช็อปจะต้องกดดันมากเพราะว่าเราเป็นคนที่ไม่ได้ถ่ายภาพจริงจังและไม่รู้เรื่องเทคนิคมาก<br />
เราแค่ชอบถ่ายสิ่งที่เราสนใจ พอมาทำจริงๆ เวิร์กช็อปนี้กลับเป็นเหมือนอีกส่วนหนึ่งที่มาเติมเต็มสิ่งที่เรามี<br />
พอจบแล้วเราเปิดกว้างกับการถ่ายภาพมาก อยากเรียนรู้อะไรต่ออีกเยอะแยะเพราะว่าเราได้รับพลังจากคนอื่นๆ<br />
ที่มาเวิร์กช็อป อย่างตอนที่พี่พจน์เปิดภาพจากนิตยสารให้ดู เราไม่รู้เลยว่ากระบวนการทำงานก่อนหน้านี้มันเป็นยังไง<br />
เขาก็ทำให้เห็นตั้งแต่เริ่มแรก คุยกับนางแบบจนถึงถ่ายจริงที่โลเคชันและต้องกลับมา<br />
process<br />
รูปต่อ เราประทับใจตรงนี้มาก พอถึงช่วงคอมเมนต์เขาก็สามารถแนะนำลงลึกตามความสนใจของแต่ละคนและชี้ให้เห็นจุดที่ควรพัฒนาได้”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5849.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p>จันทนา พลายมูล เล่าถึงความประทับใน<br />
‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’ ตลอด 2 วัน 1 คืนที่เกาะสีชังว่า<br />
“เวิร์กช็อปนี้ทำให้เราได้แชร์มุมมองการถ่ายภาพกับคนอื่นๆ<br />
และเห็นวิธีการทำงานของช่างภาพมืออาชีพ ปกติเวลาเราถ่ายเล่นอยู่คนเดียวเราก็จะอยู่แต่กับความชอบเดิมของเรา<br />
แต่มาตรงนี้เราได้เห็นการทำงานอีกสเต็ปหนึ่ง นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เรามาถ่ายรูปแบบมีเวลาจำกัด<br />
มีหัวข้อ และไปหลายสถานที่ในวันเดียว แต่เราไม่กดดันเลยนะ เรารู้สึกว่าคุณพจน์เขามีมุมที่คล้ายๆ<br />
เราอยู่ เขาไม่ได้เน้นเรื่องอุปกรณ์มากเพราะทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับความสามารถในการพลิกแพลงของเรา<br />
เขาเองก็มาจากกล้องตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งเหมือนกัน เราเห็นช่างภาพมืออาชีพบางคนแล้วเราก็คิดว่าเราไม่สามารถเป็นแบบเขาได้<br />
แต่คุณพจน์เขาถ่ายเพราะเขาชอบ และเราเองก็สุขจากการถ่ายภาพเช่นกัน เราเลยคิดว่ามุมนี้มันทำให้เราเข้ากันได้<br />
นอกจากจะไม่ใช่ช่างภาพที่เน้นทฤษฎีหรือมีกรอบในการทำงาน เขายังเปิดกว้างให้เราทำงานที่เป็นตัวเราได้อีกด้วย”</p>
<p>‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’ จึงไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจแค่การถ่ายภาพ แต่ใจยังบันดาลแรงให้ทุกๆ<br />
คนได้ทำตามความฝันและสิ่งที่ตัวเองรักต่อไป</p>
<p>ติดตามงาน exhibition<br />
ที่รวบรวมผลงานจากผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปทั้ง 3 กิจกรรม กับ 3 ศิลปินบันดาลใจ ในงาน ‘SangSom คนไทย&#8230;<br />
ตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก The Inspirers’ เพื่อให้ทุกคนที่มีฝันจากทั้ง<br />
3 เส้นทางได้มาบรรจบกันที่ &#8216;แรงบันดาลใจ&#8217; และเดินทางสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5410.jpg"></p>
<p>พบกับนิทรรศการ<strong> Creative<br />
Media</strong><br />
‘แคมป์ภาพที่มีชีวิต’ โดย POJ Sixtysix<br />
Visual,  <strong>Art </strong>งานศิลปะรูปยานอวกาศที่จะพาไปสู่ดวงจันทร์<br />
โดย โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, <strong>Music </strong>บทเพลงแห่งชีวิตที่มีทํานอง<br />
โดย เล็ก-อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร ในงาน Deksaisilp  ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 2560  ณ สนามกีฬาจรัญบุรพรัตน์ พระราม 9 และพบกับแบรนด์ &#8216;ตัวจริง&#8217; ที่สร้างแรงบันดาลใจแบบไม่มีหยุด กับ &#8216;SangSom<br />
คนไทย…ตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก The<br />
Inspirers&#8217; เข้าไปติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.facebook.com/sangsomexperience/?fref=ts">www.facebook.com/sangsomexperience</a>  #SangSomTheInspirers</p>
<p><em><strong>ภาพ:</strong> ลักษิกา แซ่เหงี่ยม</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-19/">ตามไปดูเวิร์กช็อปถ่ายภาพของช่างภาพมืออาชีพ พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-19/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตะลุย 5 ร้านห้ามพลาดในเยาวราชรับตรุษจีน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/soi-17/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/soi-17/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2017 00:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[Projects]]></category>
		<category><![CDATA[indie in soi]]></category>
		<category><![CDATA[กาย ไลย์ มิตรวิจารณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ตรุษจีน]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวราช]]></category>
		<category><![CDATA[ไหว้เจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[นิวซำเอี๊ยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งกวงคี่เฮียง]]></category>
		<category><![CDATA[ก้วงห่างเซ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[แต้เล่าจิ้นเส็ง]]></category>
		<category><![CDATA[LimMiaKee]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/soi-17/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตรุษจีนปีนี้ใครต้องไปจับจ่ายซื้อของที่ย่านชุมชนจีนเก่าแก่อย่างเยาวราช เรามี 5 ร้านดีเด็ดที่ กาย ไล มิตรวิจารณ์ ผู้ก่อตั้ง F.A.C.T Collective ซึ่งแสนจะเชี่ยวชาญเรื่องอาหารและวัฒนธรรมแนะนำมา 3 ร้านแรกคือร้านเด็ดขายของคุณภาพสำหรับตรุษจีน ส่วนอีกสองร้านที่เหลือ คือขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่รอให้คุณไปแวะเที่ยวระหว่างจับจ่าย พร้อมแล้วก็ไปสวัสดีปีใหม่จีนที่เยาวราชกันเลย! 01 ชิมชามีตำนานที่ห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่ ห้องแถวขนาด 1 คูหาต้นซอยเท็กซัสคือที่ตั้งของห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่ เจ้าของต้นตำรับชาตราสิงห์ม้าที่อยู่คู่กับถนนเยาวราชมานานกว่า 102 ปี และครองใจคนรักชาจีนมาอย่างยาวนาน จากห้องแถวขนาดกะทัดรัดในย่านเสือป่าได้ถูกพัฒนามาจนกลายเป็นห้างที่นักดื่มชารู้จักกันเป็นอย่างดี แม้เวลาจะผ่านมานานแต่ชาตราสิงห์ม้าก็ยังคงยึดมั่นในการรักษาคุณภาพให้คงที่และค้นหารสชาติที่ถูกใจคนดื่มชาอยู่เสมอ ชาของที่นี่จึงมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งชาแผ่นสำหรับชงร้อน ชาผงสำหรับชงเย็น และชาจีนอย่างชาสุ่ยเซียนและชาทิกวนอิม อีกทั้งยังมีอุปกรณ์ชงชาหลากชนิดให้นักดื่มได้เลือกสรร สำหรับใครที่หาของฝากในช่วงเทศกาลตรุษจีน ชาคุณภาพดีจากที่นี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ นอกจากจะทำให้สุขภาพดีแล้วก็ยังใช้เป็นตัวแทนของการแสดงความเคารพและความใส่ใจได้อีกด้วย ห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่ เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 &#8211; 19.00 น. / โทร 0-2222-8894 02 ลิ้มรสขนมเปี๊ยะต้นตำรับจากร้านอายุกว่าร้อยปีที่ร้านแต้เล่าจิ้นเส็ง มาถึงย่านเยาวราชในช่วงตรุษจีนทั้งที ถ้าไม่มีขนมเปี๊ยะติดมือกลับไปก็คงเหมือนมาไม่ถึง ที่ร้านแต้เล่าจิ้นเส็ง บริเวณปากซอยเยาวพานิช คือร้านขนมเปี๊ยะชื่อดังต้นตำรับจากเมืองจีน เปิดกิจการมามากกว่า 100 ปี แต่ยังคงความอร่อยไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-17/">ตะลุย 5 ร้านห้ามพลาดในเยาวราชรับตรุษจีน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตรุษจีนปีนี้ใครต้องไปจับจ่ายซื้อของที่ย่านชุมชนจีนเก่าแก่อย่างเยาวราช เรามี 5 ร้านดีเด็ดที่ <strong>กาย ไล มิตรวิจารณ์</strong> ผู้ก่อตั้ง F.A.C.T Collective ซึ่งแสนจะเชี่ยวชาญเรื่องอาหารและวัฒนธรรมแนะนำมา 3 ร้านแรกคือร้านเด็ดขายของคุณภาพสำหรับตรุษจีน ส่วนอีกสองร้านที่เหลือ คือขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่รอให้คุณไปแวะเที่ยวระหว่างจับจ่าย พร้อมแล้วก็ไปสวัสดีปีใหม่จีนที่เยาวราชกันเลย!</p>
<p style="text-align: center;">01</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ชิมชามีตำนานที่ห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5330.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5301.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5303.jpg" /></p>
<p>ห้องแถวขนาด 1 คูหาต้นซอยเท็กซัสคือที่ตั้งของห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่ เจ้าของต้นตำรับชาตราสิงห์ม้าที่อยู่คู่กับถนนเยาวราชมานานกว่า 102 ปี และครองใจคนรักชาจีนมาอย่างยาวนาน จากห้องแถวขนาดกะทัดรัดในย่านเสือป่าได้ถูกพัฒนามาจนกลายเป็นห้างที่นักดื่มชารู้จักกันเป็นอย่างดี แม้เวลาจะผ่านมานานแต่ชาตราสิงห์ม้าก็ยังคงยึดมั่นในการรักษาคุณภาพให้คงที่และค้นหารสชาติที่ถูกใจคนดื่มชาอยู่เสมอ ชาของที่นี่จึงมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งชาแผ่นสำหรับชงร้อน ชาผงสำหรับชงเย็น และชาจีนอย่างชาสุ่ยเซียนและชาทิกวนอิม อีกทั้งยังมีอุปกรณ์ชงชาหลากชนิดให้นักดื่มได้เลือกสรร สำหรับใครที่หาของฝากในช่วงเทศกาลตรุษจีน ชาคุณภาพดีจากที่นี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ นอกจากจะทำให้สุขภาพดีแล้วก็ยังใช้เป็นตัวแทนของการแสดงความเคารพและความใส่ใจได้อีกด้วย</p>
<p><strong>ห้างใบชาลิ้มเมี่ยกี่ </strong>เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 &#8211; 19.00 น. / โทร 0-2222-8894</p>
<hr />
<p style="text-align: center;">02</p>
<p style="text-align: center;"><b>ลิ้มรสขนมเปี๊ยะต้นตำรับจากร้านอายุกว่าร้อยปีที่ร้านแต้เล่าจิ้นเส็ง</b></p>
<h3 style="text-align: center;"></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5286.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5244.jpg" /></p>
<p>มาถึงย่านเยาวราชในช่วงตรุษจีนทั้งที ถ้าไม่มีขนมเปี๊ยะติดมือกลับไปก็คงเหมือนมาไม่ถึง ที่ร้านแต้เล่าจิ้นเส็ง บริเวณปากซอยเยาวพานิช คือร้านขนมเปี๊ยะชื่อดังต้นตำรับจากเมืองจีน เปิดกิจการมามากกว่า 100 ปี แต่ยังคงความอร่อยไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลจะขายดิบขายดีจนลูกค้าแวะเวียนกันมาไม่ขาด ขนมเปี๊ยะสูตรดั้งเดิมของที่นี่มีให้เลือกทั้งไส้ถั่ว ถั่วฟัก ไส้เค็ม ไส้โหงวยิ้ง มีทั้งชิ้นเล็กและชิ้นใหญ่ รับรองว่าราคาที่จ่ายคุ้มค่าเกินคุณภาพและรสชาติที่ได้อย่างแน่นอน นัยนา เมธาเศรษฐ เจ้าของร้านแต้เล่าจิ้นเส็งบอกกับเราว่า สูตรลับความอร่อยของที่นี่คือความสดใหม่และความใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบ ขนมของที่นี่จึงไม่ใส่สารกันบูดและได้รสชาติของไส้ที่อยู่ข้างในมากกว่าที่อื่น นอกจากความอร่อยที่ทุกคนจะลิ้มรสแล้ว ความฟูของขนมเปี๊ยะยังหมายถึงความเจริญรุ่งเรื่องและเฟื่องฟูในชีวิต ไม่ว่าจะซื้อไปเป็นของฝากหรือของไหว้ก็เป็นขนมที่ให้ความหมายดีและเป็นมงคลกับชีวิตในปีใหม่ทั้งนั้น</p>
<p><strong>แต้เล่าจิ้นเส็ง</strong> เปิดทุกวัน เวลา 09.00 &#8211; 19.30 น. / โทร 0-2224-2142</p>
<hr />
<p style="text-align: center;">03</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>เตรียมสำรับอาหารและของไหว้ต้นตำรับกว้างตุ้งที่ร้านก้วงห่างเซ่ง</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5282.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF4307.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF5273.jpg" /></p>
<p>ของไหว้และสำรับอาหารในวันตรุษจีนของคนจีนแต่ละเชื้อสายมีเอกลักษณ์และใช้วัตถุดิบที่ต่างกัน จะทำอาหารให้ถูกต้องตามสูตรของบรรพบุรุษและเป็นมงคลแก่ชีวิตในวันปีใหม่นั้นก็ต้องเลือกวัตถุดิบให้เหมาะสม ก้วงห่างเซ่งคือร้านชำสำหรับครัวจีนที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในตลาดเก่าเยาวราช จำหน่ายวัตถุดิบอาหารตำรับกว้างตุ้ง เจ้าของร้านซึ่งเป็นลูกหลานชาวจีนกวางตุ้งบอกว่าร้านเปิดมาตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลไทยจะเริ่มให้มีการจดทะเบียนการค้าใน พ.ศ. 2489 รับประกันความเชี่ยวชาญเรื่องครัวจีนที่สืบต่อกันมากว่าร้อยปี ที่นี่มีวัตถุดิบทำอาหารจีนให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกุนเชียงสูตรกวางตุ้ง สาหร่ายเส้นผม หอยนางรมสดตากแห้ง ของหวานสำหรับไหว้ 8 อย่าง หรือแม้แต่เครื่องครัวจีนคุณภาพสูงที่นำเข้ามาจากฮ่องกง รับรองว่าของเหล่านี้หาไม่ได้ในห้างสรรพสินค้าอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>ก้วงห่างเซ่ง </strong>เปิดทุกวัน เวลา 08.00 &#8211; 18.00 น. / โทร 0-2224-5241</p>
<hr />
<p style="text-align: center;">04</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรกระดาษที่ร้านนิวซำเอี๊ยะ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P6215967.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P6215971.jpg" /></p>
<p>ตึกแถวเล็กๆ ในซอยแปลงนามที่แน่นขนัดไปด้วยห่อกระดาษสูงหลายชั้นจนเกือบถึงเพดาน พื้นที่ในร้านมีจำกัดและถูกแบ่งให้กระดาษไปหมดแล้ว ภายในร้านนิวซำเอี๊ยะจึงมีพื้นที่เพียงพอแค่สำหรับพนักงาน 1 คนเพื่อทำหน้าที่ในการค้นหากระดาษตามความต้องการของลูกค้า จากประสบการณ์ในการทำงานที่นี่กว่า 16 ปี ไม่ว่าจะเก็บกระดาษไว้ตรงไหนก็หาเจอ ร้านนี้เปิดกิจการมานานกว่าร้อยปี สืบทอดมากันถึงรุ่นที่ 3 ในปัจจุบัน ตึกแถวห้องนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เคยเป็นบ้านเก่าของข้าราชการ เสาต้นหนึ่งที่หน้าร้านยังคงมีตราประทับจากสมัยก่อนจารึกไว้อยู่ นอกจากความแน่นของกระดาษยังมีความนานมาการันตีความเก๋า แม้ว่าความต้องการใช้กระดาษจะน้อยลงกว่าแต่ก่อน แต่นิวซำเอี๊ยะก็ยังมีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะร้านเบเกอรี่และร้านขายกระดาษจีนที่ฝากตัวเป็นลูกค้าขาประจำมาเนิ่นนาน ถ้าผ่านไปแถวซอยแปลงนามก็ลองแวะมาดูให้เห็นกับตานะว่าของจริงแน่นขนาดไหน</p>
<p><strong>นิวซำเอี๊ยะ </strong>เปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.00 &#8211; 17.00 น. / โทร 0-2222-9680, 0-2623-0438</p>
<hr />
<p style="text-align: center;">05</p>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ชิมกุนเชียงสูตรกวางตุ้งที่อร่อยจนภัตตาคารเลือกใช้ที่ร้านตั้งกวงคี่เฮียง </strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P6216014.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P6215992.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/P6216003.jpg" /></p>
<p>ใครมองหาของอร่อยก่อนกลับบ้าน ลองแวะไปที่ตึกแถวหนึ่งคูหาบนถนนเยาวราช ซึ่งมีตู้ไม้โบราณสีน้ำตาลบรรจุกุนเชียงสีแดงเข้มห้อยระย้าคล้ายโมบายต่อเป็นชั้นๆ อย่างโดดเด่นอยู่ข้างกัน ที่นี่คือ ตั้งกวงคี่เฮียง เจ้าของกุนเชียงสูตรกวางตุ้งที่เชฟระดับภัตตาคารเลือกไปทำข้าวอบกุนเชียง ด้วยเอกลักษณ์รสชาติหวานน้อยผสมเค็มหน่อยๆ จึงนิยมนำไปหุงกับข้าวพร้อมผสมเหล้าจีนอีกนิดเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม รอเวลาสุกจะได้ข้าวอบกุนเชียงรสดีกลิ่นหอมมารับประทาน ไม่แนะนำให้เอาไปทอดเพราะเนื้อกุนเชียงจะแข็งและไม่อร่อย ทางที่ดีควรเอาไปนึ่งหรืออบจะเหมาะกว่า ที่สำคัญ กุนเชียงร้านนี้ไม่ผสมแป้งและมีให้เลือกหลายแบบทั้งหมู ตับหมู ตับเป็ด และเป็ดแผ่น คนชอบกุนเชียงผ่านมาแถวเยาวราชก็มองหาร้านที่มีตู้ไม้อยู่ด้านหน้าแล้วแวะเข้ามาซื้อหาไปลิ้มลองกันได้เลย</p>
<p><strong>ตั้งกวงคี่เฮียง</strong> เปิดทุกวันตั้งแต่ 07.00 &#8211; 19.00 / โทร 0-2224-7065</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/soi-17/">ตะลุย 5 ร้านห้ามพลาดในเยาวราชรับตรุษจีน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/soi-17/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีคิดหนังโฆษณาให้วัยรุ่นกดเลิฟของ มอร์ วสุพล นักร้องนำวง Ten To Twelve</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pop-17/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/pop-17/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 14 Jan 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประชานิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ten to twelve]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับโฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[วสุพล เกรียงประภากิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Motel Mist]]></category>
		<category><![CDATA[มอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/pop-17/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาหนุ่มผมยาวในลุคเซอร์ๆ ของ มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ เป็นอย่างดี เพราะเขาปรากฏตัวในสื่ออยู่ไม่ขาดและมีผลงานหลายบทบาทให้เราได้ติดตามอยู่เสมอ ทั้งงานเบื้องหน้าในฐานะนักร้องนำวง Ten To Twelve งานเบื้องหลังในฐานะผู้กำกับมิวสิกวิดีโอ ผู้กำกับโฆษณา และผลงานล่าสุดบนจอเงินในบทบาทนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง Motel Mist ที่เขียนบทและกำกับโดย ปราบดา หยุ่น แม้ว่าจะไม่ใช่คนหนุ่มที่ผลงานโดดเด่นจนเส้นกราฟชีวิตพุ่งจนถึงขีดสุด แต่ผลงานที่กลั่นออกมาจากพลังความสร้างสรรค์ของเขา ทำให้เราสนใจและอยากจับตามองเป็นพิเศษ มอร์ไม่ใช่แค่คนหนุ่มที่ทำงานเก่ง แต่เขายังบ้าพลังทำงานจนเราทึ่งในความขยัน ปีที่ผ่านมามอร์มีผลงานกำกับโฆษณาไปกว่า 20 ชิ้น และยังคงผลิตผลงานเพลงในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลงของวง Ten To Twelve อย่างต่อเนื่อง เมื่อสะสางการงานที่คั่งค้างกันจนหมดปี เราจึงมีโอกาสได้ชวนเขามาพูดคุยกันถึงเส้นทางการทำงานของตัวเอง หลายคนอาจคุ้นกับภาพคุณเป็นนักร้อง เล่าหน่อยว่าเส้นทางสายผู้กำกับของคุณเริ่มต้นตอนไหนเราได้เป็นผู้กำกับแบบงงๆ ตอนเรียนจบ เรามาทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับสองปีครึ่ง แล้วลาออกไปออกเทป (หัวเราะ) พอทำอัลบั้มเสร็จ งบเอ็มวีมันเหลือไม่เยอะแล้วไงเพราะเราเคยปล่อยเอ็มวีไปหลายตัวแล้ว ก็เลยคิดว่าถ้างบเท่านี้ทำเองแล้วกัน เราจะได้เอางบทั้งหมดไปทุ่มกับเอ็มวีเลย เราก็เลยเริ่มกำกับเอ็มวีวงตัวเอง แล้วที่ค่ายดันชอบ ก็เลยได้กำกับเอ็มวี Dancing ของ Musketeers จนลามปามไปกำกับเอ็มวีให้ค่ายอื่น จนเริ่มได้ทำโฆษณาและกำกับเรื่อยมา เห็นไหมครับ ได้เป็นผู้กำกับแบบงงๆ ซึ่งตอนแรกๆ นั้นจนมาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-17/">วิธีคิดหนังโฆษณาให้วัยรุ่นกดเลิฟของ มอร์ วสุพล นักร้องนำวง Ten To Twelve</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาหนุ่มผมยาวในลุคเซอร์ๆ<br />
ของ <strong>มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ</strong> เป็นอย่างดี เพราะเขาปรากฏตัวในสื่ออยู่ไม่ขาดและมีผลงานหลายบทบาทให้เราได้ติดตามอยู่เสมอ<br />
ทั้งงานเบื้องหน้าในฐานะนักร้องนำวง Ten To<br />
Twelve งานเบื้องหลังในฐานะผู้กำกับมิวสิกวิดีโอ<br />
ผู้กำกับโฆษณา และผลงานล่าสุดบนจอเงินในบทบาทนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง <em>Motel Mist</em> ที่เขียนบทและกำกับโดย ปราบดา หยุ่น แม้ว่าจะไม่ใช่คนหนุ่มที่ผลงานโดดเด่นจนเส้นกราฟชีวิตพุ่งจนถึงขีดสุด<br />
แต่ผลงานที่กลั่นออกมาจากพลังความสร้างสรรค์ของเขา<br />
ทำให้เราสนใจและอยากจับตามองเป็นพิเศษ</p>
<p>มอร์ไม่ใช่แค่คนหนุ่มที่ทำงานเก่ง<br />
แต่เขายังบ้าพลังทำงานจนเราทึ่งในความขยัน ปีที่ผ่านมามอร์มีผลงานกำกับโฆษณาไปกว่า<br />
20 ชิ้น<br />
และยังคงผลิตผลงานเพลงในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลงของวง Ten To Twelve อย่างต่อเนื่อง<br />
เมื่อสะสางการงานที่คั่งค้างกันจนหมดปี<br />
เราจึงมีโอกาสได้ชวนเขามาพูดคุยกันถึงเส้นทางการทำงานของตัวเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0500.jpg"></p>
<p><strong>หลายคนอาจคุ้นกับภาพคุณเป็นนักร้อง<br />
เล่าหน่อยว่าเส้นทางสายผู้กำกับของคุณเริ่มต้นตอนไหน<br /></strong>เราได้เป็นผู้กำกับแบบงงๆ ตอนเรียนจบ เรามาทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับสองปีครึ่ง แล้วลาออกไปออกเทป (หัวเราะ) พอทำอัลบั้มเสร็จ งบเอ็มวีมันเหลือไม่เยอะแล้วไงเพราะเราเคยปล่อยเอ็มวีไปหลายตัวแล้ว ก็เลยคิดว่าถ้างบเท่านี้ทำเองแล้วกัน เราจะได้เอางบทั้งหมดไปทุ่มกับเอ็มวีเลย<br />
เราก็เลยเริ่มกำกับเอ็มวีวงตัวเอง แล้วที่ค่ายดันชอบ ก็เลยได้กำกับเอ็มวี <em>Dancing</em> ของ Musketeers จนลามปามไปกำกับเอ็มวีให้ค่ายอื่น จนเริ่มได้ทำโฆษณาและกำกับเรื่อยมา เห็นไหมครับ ได้เป็นผู้กำกับแบบงงๆ ซึ่งตอนแรกๆ นั้นจนมาก เข้าเนื้อเกือบทุกตัว<br />
เป็นช่วงทำงานสนุกและหิวข้าวมากไปพร้อมกัน</p>
<p><strong>ช่วงที่ทำงานฟรีทุกข์ใจบ้างมั้ย<br /></strong>ทุกข์สิ<br />
แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก<br />
แค่อยากทำงานให้มันดีที่สุดเท่าที่ความสามารถเราจะมีในทุกงาน  เราเชื่อว่างานที่ตั้งใจทำถึงแม้จะขาดทุน<br />
มันจะพาเราไปสู่งานต่อๆ ไปที่ดีกว่าเดิม และงบเยอะกว่าเดิมด้วยล่ะมั้ง </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0506.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0494.jpg"></p>
<p><strong>วิธีสร้างสรรค์งานในแบบของมอร์เป็นยังไง<br /></strong>เราได้วิธีคิดมาจากตอนที่เราเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้พี่ต่อ<br />
ธนญชัย นะ</p>
<p>เราจะแบ่งเป็น 2 โหมด<br />
โหมดแรกเรียกว่าช่วง &#8216;กวี&#8217; คือฟุ้งเลย หาความเป็นไปได้ว่า ไอเดียนี้เป็นอะไรได้บ้าง คิดอะไรออก มีอะไรสาดมาเลย เวลาคิดงานกับผู้ช่วยเรา ก็จะพยายามไม่ขัดกัน<br />
โหมดที่ 2 เรียกว่าช่วง &#8216;ผู้พิพากษา&#8217; คือมาดูว่าอันไหนเหมาะกับหนัง อันไหนนอกประเด็น<br />
อันไหนรับใช้ไอเดียสุด เพราะความสนุกที่สุดบางครั้งก็ไม่รับใช้ไอเดีย  อันไหนควรผสมกันอันไหน<br />
ตัดอันไหนเท่าไหร่แล้วงานน่าจะออกมากลมกล่อมมากสุดในทัศนคติและรสนิยมของเรา  </p>
<p><strong>พัฒนาไอเดียออกมาเป็นรูปธรรมได้ยังไง<br /></strong>เวลาทำงาน<br />
เราไม่ได้คิดว่าตัวเองทำงานรับใช้ลูกค้านะ เราทำงานรับใช้ไอเดีย<br />
คือในไอเดียนี้แบบไหนมันสนุกที่สุด แบบไหนที่คนดูน่าจะอินที่สุด และแบบไหนที่ยังไม่ค่อยมีคนทำ<br />
นอกจากนี้ในยุคนี้งานเราต้องเหมาะกับแพลตฟอร์มที่ไปออนแอร์ด้วย<br />
เราจะพยายามพัฒนาโจทย์ให้เป็นแบบที่ตัวเองชอบและยังรับใช้ไอเดียด้วย<br />
แต่ซึ่งบางครั้งลูกค้าบางคนก็ไม่ซื้อ ก็ไม่ได้ทำงานนั้น<br />
แต่นั่นแหละ ดันเลือกทางไม่ง่ายแล้วก็ต้องยอมรับผลลัพธ์ของมันด้วย</p>
<p><strong>ได้คิดถึงเรื่องการพัฒนาตัวเองบ้างหรือเปล่า<br /></strong>ที่คิดอยู่เสมอคือ<br />
ทำยังไงให้งานกูดีกว่านี้วะ ทำยังไงให้งานกูดีกว่านี้วะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0524.jpg"></p>
<p><strong> เวลาดูงานคนอื่นแล้วคิดยังไง<br /></strong>เวลาเจองานที่เจ๋งๆไม่ว่าจะงานเมืองนอก<br />
หรืองานพี่ๆ เพื่อนๆ เราจะขี้อิจฉามาก ไม่ใช่พวกอิจฉาเงียบๆ ด้วย เราอิจฉาดังๆ เลย<br />
โดยเฉพาะกับเพื่อนตัวเองที่แม่งเก่งอย่าง พงศ์-ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี, ไก่-ณฐพล บุญประกอบ, เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย หรือ Eyedropper Fill ทำไมมึงเก่งจังวะ แต่เราไม่ริษยาที่หมายถึงกูจะทำให้มึงไม่ได้ดีเลยนะ ดีใจซะอีกที่มีพวกมันอยู่ใกล้ๆ ทำให้เราต้องพยายามทำให้ตัวเองเก่งขึ้นอีกจะได้ตามทัน เปลี่ยนความอิจฉาให้เป็นพลัง</p>
<p><strong>เรียนรู้อะไรจากการดูงานของคนอื่น<br /></strong>เวลาดูงานชิ้นนึงเราจะชอบเอามาวิเคราะห์<br />
แยกว่าอันไหนคือเนื้อหา อันไหนคือรูปแบบ เช่น เออ อันนี้วิธีพูด ไอเดียมันน่าสนใจ ส่วนอันนี้ช็อตนี้ดีจังกำกับยังไงเนี่ย  อันไหนขโมยมาใช้ในงานเราได้ไหม แล้วนอกเหนือจากงานโฆษณาและหนัง ความสนใจเรายังลามปามไปแขนงอื่นด้วย เช่น เพลงที่ฟังกวาดเกือบทุกแนว<br />
อีกทั้ง Typography, Graphic Design หรือ Contemporary Art สายป๊อบๆ คือเราอยากมีความรู้เรื่องอื่นด้วย<br />
สิ่งที่คนเราเสพจะถูกคัดเลือกโดยรสนิยมของตัวเราแล้วหมักเก็บไว้<br />
ซึ่งเราเชื่อว่าการศึกษาความรู้หลากหลายแขนงจะทำให้งานเรามีกลิ่นเฉพาะตัว<br />
ดูเหม็นเนอะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_05271.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0532.jpg"></p>
<p><strong>งานแบบไหนคืองานที่เราอยากทำ<br />
แต่ยังไม่มีโอกาส<br /></strong>เราอยากทำหนังสั้นที่เล่าเรื่องซึ่งมาจากไอเดียของแบรนด์แต่ไม่ใช่ของสินค้า น่าจะสนุกและตื่นเต้นดี</p>
<p><strong>คิดว่าโฆษณายุคนี้ยังสามารถหลอกให้ผู้บริโภคมาซื้อสินค้าได้จริงหรือเปล่า<br /></strong>เราว่าโฆษณากำลังเข้าสู่ยุคที่สินค้าต้องจริงใจกับผู้บริโภคมากๆ เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดไง<br />
ถ้าทำโฆษณาที่ตั้งใจหลอกลวงผู้บริโภคแต่แรก ไม่นานสินค้าชนิดนั้นก็อาจเจ๊ง<br />
เพราะเมื่อคนเกิดความสงสัยแล้ว อย่าลืมสิว่าเค้าเสิร์ชได้เลย</p>
<p><strong>ในด้านคนทำงานโฆษณาทำงานยากขึ้นไหม<br /></strong>ยากแต่สนุกนะ<br />
เราไม่เคยสนุกเท่านี้มาก่อนด้วยซ้ำ เราว่าการจริงใจต่อคนดูเป็นสิ่งที่ดีออก<br />
เราจะได้ไม่รู้สึกผิดบาปที่ทำโฆษณาตัวนั้นออกไป</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0551.jpg"></p>
<p><strong>ผลงานชิ้นไหนที่ทำแล้วชอบมากที่สุด<br /></strong>ปีที่แล้วงานกำกับที่เราชอบมากที่สุดคือ<br />
Tiger Beer นะ ถ้าดูเผินๆ โฆษณาชิ้นนี้เหมือนเราใช้อารมณ์ทำล้วนๆ แต่ในความเป็นจริงเราวางกระดูกสันหลังของมันโดยใช้เหตุผลมากๆ</p>
<p>Strategy ที่เอเจนซี่ให้มาคือ Risk today เพราะวันนี้มีครั้งเดียว ธีมของเขาคือ ‘Epic night’ ซึ่งเป็นค่ำคืนที่เราจะจดจำไปตลอดชีวิต<br />
เพราะวันนี้มีแค่ครั้งเดียว งานนั้นเราตั้งโจทย์กับตัวเองว่า 1. จะทำยังไงให้คนดูรู้สึกร่วมมากที่สุด 2.  อยากทำหนังวัยรุ่นที่ฝรั่งก็ทำแบบเราไม่ได้<br />
เราเลยพยายามคิดส่วนผสมที่จะกลับไปตอบสองอย่างนี้ให้ได้ มันเลยออกมาเป็น ‘one night, one group’ เรื่องของเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่งที่เริ่มสนุกด้วยกันตั้งแต่เย็นจนมาจบตอนเช้าด้วยกันที่ทะเล<br />
ผ่านค่ำคืนที่สุข เศร้า เหงา ซึ้ง จนทำให้มันเป็นคืนที่เราจะจดจำตลอดไป โดยมีความเวรี่ไทยรวมอยู่ด้วย คือรายละเอียดความเป็นกรุงเทพฯ แบบที่เราเติบโตขึ้นมาจริงๆ  เราเดาว่าสาเหตุที่หนังโฆษณาเรื่องนี้ได้รับความสนใจจากคนดูมากๆ<br />
นอกจากธีมที่แข็งแรงแล้ว ส่วนหนึ่งมันน่าจะมาจากความไทยร่วมสมัยที่แทรกอยู่ในนั้น<br />
เช่น ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าตัวละครเล่นโอฬารเรียกชื่อกันด้วยนะ  หรือฉากจบที่ทะเลตอนเช้า<br />
หลายคนน่าจะมีประสบการณ์ร่วม<br />
เราพยายามคราฟต์ทุกรายละเอียดให้มันมีที่มาที่ไป เราเชื่อว่าถ้ารายละเอียดมันสมจริง<br />
คนดูก็จะรู้สึกว่า โห โดนว่ะ มันโคตรเหมือนพวกเราเลย </p>
<p><strong>ตัวตนของเราที่อยู่ในผลงานเป็นแบบไหน<br /></strong>เราว่ามันก็อยู่ในงานทั้งสองด้านของเราแหละ<br />
เพลงและหนังสะท้อนความคิด ทัศนคติ ความรู้สึกในช่วงเวลานั้นๆ เพลงที่เราเขียนหลังๆ ค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัว <em>โลกยังไม่แตก</em> ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ตลกดีที่คนฟังกลับอินกับมันมากขึ้น<br />
ส่วนหนังโฆษณาโดยมากเราจะทำหนังค่อนข้างวัยรุ่น เราทำอยู่ 2 แบบคือ<br />
หนังวัยรุ่นซีเรียส กำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่างกับชีวิต<br />
หรืออีกแบบคือหนังวัยรุ่นพังๆ กวนตีน ตลกแห้งๆ เดดแอร์ ความพังก็เอาชีวิตจริงของเราและเพื่อนๆ น้องๆ มาล้อเล่นทั้งนั้นแหละ</p>
<p><strong>วางแผนปีนี้ไว้ยังไง<br /></strong>ปีนี้อยากกล้ากว่าเดิมทั้งใน 2 อาชีพของตัวเอง<br />
ด้านเพลงเราก็อยากจะทำอัลบั้มที่ 2 ให้เสร็จ จะขยันซ้อมร้องเพลงมากขึ้น<br />
คิดโชว์ให้แปลกใหม่กว่าเดิม ทัวร์ให้เยอะขึ้น ส่วนทางกำกับ ปีนี้จะลองใช้เซนส์ในการทำงานเยอะๆ<br />
กล้าขึ้น คลั่งขึ้น ขยันขึ้น น่าจะพางานเราไปในที่ที่ไม่เคยไป<br />
ไม่รู้ว่ามันจะก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลังนะ แต่อย่างน้อยจะได้ไม่อยู่ที่เดิม<br />
ตอบหล่อเชียว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0578.jpg"></p>
<p>
	<em><strong>ภาพ </strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p><em><strong>ขอบคุณสถานที่ </strong>ร้าน <a href="https://www.facebook.com/hellostrangerscafe/?fref=ts">Hello strangers cafe </a></em></p>
<p><strong><br />
	Facebook l</strong> <a href="https://www.facebook.com/morvasu/?fref=ts">Morvasu</a></p>
<p style="text-align: center"><a href="https://www.facebook.com/morvasu/?fref=ts"></a><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="background-color: initial;text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pop-17/">วิธีคิดหนังโฆษณาให้วัยรุ่นกดเลิฟของ มอร์ วสุพล นักร้องนำวง Ten To Twelve</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/pop-17/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Hazel’s Ice Cream Parlor and Fine Drinks : ร้านไอศครีมผสมแอลกอฮอล์ในโรงพิมพ์เก่าที่โดดเด่นทั้งคอนเซปต์และสถานที่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shop-25/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/shop-25/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Jan 2017 01:45:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[dream shop]]></category>
		<category><![CDATA[ไอศครีม]]></category>
		<category><![CDATA[ice cream]]></category>
		<category><![CDATA[สมเกียรติ ไพโรจน์มหกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Hazel's Ice Cream Parlor and Fine Drinks]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนจักรพรรดิพงษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/shop-25/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครจะคิดว่าตึกแถวสองชั้นขนาด 1 คูหาที่เคยเป็นโรงพิมพ์เก่าบนถนนจักรพรรดิพงษ์ จะมี Hazel&#8217;s Ice Cream Parlor and Fine Drinks ร้านไอศครีมโฮมเมดและบาร์สไตล์วินเทจขนาดกะทัดรัดซ่อนตัวอยู่ในชั้นแรก เราถูกใจร้านนี้จากกลิ่นอายแปลกตาและความสวยงามของร้านที่ยังคงรักษาความเป็นโรงพิมพ์อายุกว่า 60 ปีไว้ได้อย่างดี ตั้งแต่เครื่องพิมพ์เก่าที่ยังใช้งานได้ด้านหน้าร้าน แท่นพิมพ์เก่าที่ยังถูกเก็บไว้เป็นของแต่งร้าน จนถึงคราบสีบนพื้นถูกละเลงให้เหมือนกับร่องรอยการทำงานพิมพ์ แต่เมื่อได้ลองนั่งคุยกับ โจ๊ก-สมเกียรติ ไพโรจน์มหกิจ เชฟเจ้าของร้านอาหารและร้านไอศครีมแห่งนี้ ก็พบว่าร้านนี้ไม่ใช่แค่สวย แต่เต็มไปด้วยไอเดียสนุกสร้างสรรค์ และทุกอย่างถูกคิดขึ้นอย่างเชื่อมโยงกันทั้งตัวสิ่งของ สถานที่และสินค้า ขอเชิญคุณเปิดประตูโรงพิมพ์ที่กลายเป็นร้านไอศครีมแห่งนี้ รับฟังแนวคิดเบื้องหลังร้านไปพร้อมกัน สร้างคอนเซปต์จากเรื่องราว สมเกียรติ: ก่อนจะมาเป็นเชฟผมเคยขายอะไหล่รถแทรกเตอร์สิบล้อกับครอบครัว สมัยแรกๆ ที่มาจับธุรกิจนี้ ผมเริ่มจากการทำร้านเหล้ามาก่อนและเคยทำผับมาบ้าง แล้วค่อยเปลี่ยนมาทำร้านอาหารที่มีเหล้าขายอย่างร้าน Seven Spoons และ Sheepshank Public House ร้านนี้มันเกิดขึ้นในช่วงที่ผมเบื่อทำอาหารพอดี ผมเดินผ่านตรงนี้ทุกวันก่อนไปร้าน Seven Spoons แล้วเห็นเขาแปะป้ายด้านหน้าตึกว่าขายเครื่องพิมพ์ มีวันหนึ่งเขาเปิดประตูพอดี ผมก็เลยขอดูเครื่องพิมพ์ข้างใน ผมชอบของเก่าอยู่แล้ว กะจะซื้อไปไว้ที่ Seven Spoons แต่พอไปดูแล้วก็ไม่รู้ว่าจะวางไว้ที่ไหนของร้าน เลยกลับไปคุยกับเจ้าของตึกว่าอยากเช่าตึกไปด้วย ถ้าให้เช่าผมจะซื้อเครื่องพิมพ์เลย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-25/">Hazel’s Ice Cream Parlor and Fine Drinks : ร้านไอศครีมผสมแอลกอฮอล์ในโรงพิมพ์เก่าที่โดดเด่นทั้งคอนเซปต์และสถานที่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ใครจะคิดว่าตึกแถวสองชั้นขนาด 1 คูหาที่เคยเป็นโรงพิมพ์เก่าบนถนนจักรพรรดิพงษ์ จะมี Hazel&#8217;s Ice Cream Parlor and Fine Drinks ร้านไอศครีมโฮมเมดและบาร์สไตล์วินเทจขนาดกะทัดรัดซ่อนตัวอยู่ในชั้นแรก เราถูกใจร้านนี้จากกลิ่นอายแปลกตาและความสวยงามของร้านที่ยังคงรักษาความเป็นโรงพิมพ์อายุกว่า 60 ปีไว้ได้อย่างดี ตั้งแต่เครื่องพิมพ์เก่าที่ยังใช้งานได้ด้านหน้าร้าน แท่นพิมพ์เก่าที่ยังถูกเก็บไว้เป็นของแต่งร้าน จนถึงคราบสีบนพื้นถูกละเลงให้เหมือนกับร่องรอยการทำงานพิมพ์ แต่เมื่อได้ลองนั่งคุยกับ <strong style="background-color: initial;">โจ๊ก-สมเกียรติ ไพโรจน์มหกิจ</strong> เชฟเจ้าของร้านอาหารและร้านไอศครีมแห่งนี้ ก็พบว่าร้านนี้ไม่ใช่แค่สวย แต่เต็มไปด้วยไอเดียสนุกสร้างสรรค์ และทุกอย่างถูกคิดขึ้นอย่างเชื่อมโยงกันทั้งตัวสิ่งของ สถานที่และสินค้า</p>
<p>ขอเชิญคุณเปิดประตูโรงพิมพ์ที่กลายเป็นร้านไอศครีมแห่งนี้ รับฟังแนวคิดเบื้องหลังร้านไปพร้อมกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9271.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_92481.jpg" /></p>
<h3><strong>สร้างคอนเซปต์จากเรื่องราว</strong></h3>
<p><strong>สมเกียรติ</strong><strong>: </strong>ก่อนจะมาเป็นเชฟผมเคยขายอะไหล่รถแทรกเตอร์สิบล้อกับครอบครัว สมัยแรกๆ ที่มาจับธุรกิจนี้ ผมเริ่มจากการทำร้านเหล้ามาก่อนและเคยทำผับมาบ้าง แล้วค่อยเปลี่ยนมาทำร้านอาหารที่มีเหล้าขายอย่างร้าน Seven Spoons และ Sheepshank Public House</p>
<p>ร้านนี้มันเกิดขึ้นในช่วงที่ผมเบื่อทำอาหารพอดี ผมเดินผ่านตรงนี้ทุกวันก่อนไปร้าน Seven Spoons แล้วเห็นเขาแปะป้ายด้านหน้าตึกว่าขายเครื่องพิมพ์ มีวันหนึ่งเขาเปิดประตูพอดี ผมก็เลยขอดูเครื่องพิมพ์ข้างใน ผมชอบของเก่าอยู่แล้ว กะจะซื้อไปไว้ที่ Seven Spoons แต่พอไปดูแล้วก็ไม่รู้ว่าจะวางไว้ที่ไหนของร้าน เลยกลับไปคุยกับเจ้าของตึกว่าอยากเช่าตึกไปด้วย ถ้าให้เช่าผมจะซื้อเครื่องพิมพ์เลย เขาก็บอกว่าขอคิดดูก่อน ช่วงที่เขาคิดอยู่ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าถ้าได้ตึกนี้มาจริงๆ จะเอาไปทำอะไรได้บ้าง ผมเลยลองดูว่าเครื่องพิมพ์ Original Heidelberg เครื่องนี้ผลิตปีอะไร พอรู้ว่าเป็นปี 1920 เราก็ไปดูว่าในช่วงนั้นเขาทำอะไรกัน</p>
<p>ช่วงนั้นมันเป็นยุค Prohibition Era ห้ามขายเหล้าเพื่อความบันเทิงเพราะเชื่อว่าเป็นเรื่องบาป แต่อนุญาตให้ขายเป็นยาได้ มันจึงเกิดบาร์เหล้าในร้านขายยา ในยุคนั้นร้านขายยาจึงแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งไว้ขายยาและอีกส่วนหนึ่งขายไอศกรีม เขาขายพวก Soda float ซึ่งคนสมัยนั้นฮิตกันมาก แล้วเผอิญผมก็มีบาร์อยู่หลายที่ เราเลยหาคอนเซปต์ให้ร้านนี้ด้วยการเอาเรื่องราวในยุคนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9253.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_92661.jpg" /></p>
<h3><strong>ไอศครีมผสมแอลกอฮอล์ที่แปลกและแตกต่าง</strong></h3>
<p><strong>สมเกียรติ</strong><strong>: </strong>ผมคิดรสชาติไอศครีมด้วยตัวเองเพราะเคยทำอาหารมาก่อน และเป็นคนชอบทดลองอะไรไปเรื่อยๆ ผมเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับไอศครีมเพื่อดูว่าคนอื่นเขาทำอะไรกันบ้าง แต่รสชาติหลักจะเป็นรสที่ผมชอบอยู่แล้ว และเวลาทำขนมหวานหรือทำอาหาร ผมชอบทำรสที่มันแมตช์กันได้ พอมาทดลองทำไอศครีมก็สนุกมากขึ้นเพราะใช้ของหวานอื่นๆ มาเป็นส่วนประกอบได้เยอะ โดยเฉพาะการใช้สมุนไพรเป็นส่วนผสม ส่วนเรื่องแอลกอฮอล์ในไอศครีม ผมเองก็เป็นคนชอบดื่ม เหล้าที่มีก็มีทั้งหามาดื่มเองและเก็บสะสมไว้บ้าง ความรู้ใหม่ๆ บางครั้งก็ได้มาจากแขกที่มาร้านและจากประสบการณ์ทำร้านที่ผ่านมา หรืออ่านหนังสือหาความรู้เพิ่มเติมดูบ้าง และก่อนจะเลือกวัตถุดิบสักอย่าง เราต้องดูเทรนด์ก่อนด้วย และต้องนำเทรนด์ไปก่อนอีกก้าวหนึ่ง ผมไม่ชอบเป็นผู้ตาม ถ้าเราตามอย่างเดียวทุกอย่างมันก็ไม่สนุก</p>
<p>นอกจากนี้ ถึงเราจะคิดรสชาติใหม่ๆ แต่ก็อยากรักษาประวัติศาสตร์ไอศครีมและความคลาสสิกไว้ ไอศครีมของร้านนี้เลยผสมผสานระหว่างความคลาสสิกกับความเป็นสมัยใหม่ เป็นการ twist หรือบิดเล็กน้อย ไม่ใช่ fusion เช่น เราใช้ไอศครีมรส Vanilla classic เป็นเบสแล้วใส่วิสกี้ Bourbon ให้รสชาติมีจุดเด่นขึ้นมา ใส่ Marmalade หรือแยมส้ม แล้วก็อาจจะใส่ท็อปด้วยส้มโออบแห้งที่เข้ากัน ตอนนี้ไอศครีมที่ผมออกแบบไว้มีประมาณ 3 &#8211; 5 รส แต่ค่อยๆ ผลิตออกมาสัปดาห์ละ 1 รสเพราะเพื่อนเป็นคนช่วยทำไอศครีมให้ ความพิเศษอีกอย่างของไอศครีมของร้านเราคือ เป็น Artisanal Ice Cream หรือไอศครีมโฮมเมดที่ยังใช้วิธีการผลิตแบบคลาสสิก ไม่ได้ใช้เครื่องทำเหมือนร้านอื่นๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9309.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9305.jpg" /></p>
<h3><strong>ไอศครีม &#8216;สำหรับผู้ใหญ่&#8217;</strong></h3>
<p><strong>สมเกียรติ</strong><strong>: </strong>กลุ่มเป้าหมายของร้านคือผู้ใหญ่ ไอศครีมจึงต้องมีหน้าตา รสชาติที่เป็นผู้ใหญ่ไปด้วย ผมต้องมาดูก่อนว่าผู้ใหญ่ชอบกินอะไร เช่น ไม่กินหวานมาก หรือชอบอะไรที่ดูเท่ ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนทำอาหารที่ดีอย่างหนึ่งคือไม่มีจุดยืนตายตัว ผมเป็นคนที่ยืดหยุ่นตามลูกค้า เชฟบางคนบอกว่าต้องกินอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ผมไม่ใช่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9328.jpg" /></p>
<h3><strong>ร้านที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่</strong></h3>
<p><strong>สมเกียรติ</strong><strong>:</strong> ผมคิดว่าสมัยนี้ทำร้านให้เป็นที่รู้จักง่ายกว่าสมัยก่อนนะ สมัยก่อนการทำร้านต้องใช้พลังเยอะมากในการโปรโมต แต่สมัยนี้แค่เราทำร้านให้มีจุดเด่น มีคอนเซปต์ มันก็ขายได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะคนเราชอบถ่ายรูป ถ้าเราทำร้านสวยคนก็เข้า ผมทำมาหลายร้านและอยากทำให้มันสวยทุกร้าน ถึงแม้จะมีแต่คนว่าเราบ้าที่ไปเช่าตึกเขาแล้วปรับให้เขาจนดูดีเลยก็ตาม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9248.jpg" /></p>
<h3><strong>โฟกัสที่ตัวเอง </strong></h3>
<p><strong>สมเกียรติ</strong><strong>:</strong> ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีร้านไอศครีมอยู่เยอะแต่ผมว่าเราไม่ได้แข่งกับเขาเลย เหมือนเรามีจุดยืนที่แข็งแรงอยู่แล้ว ต่อให้เขาขายดีเราก็ไม่ได้ไปสนใจจุดนั้น เราสนใจว่าตัวเองอยู่ได้หรือเปล่า แต่สิ่งที่ยากในการทำงานนี้คือเรื่องคน การทำคอนเซปต์ร้านไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ปัญหาคือเราคุมบุคลากรของเราให้เป็นไปในทางที่ต้องการได้มั้ยมากกว่า</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9288.jpg" /></p>
<blockquote><p><em>ก่อนจะหยิบวัตถุดิบสักอย่างขึ้นมาทำเราจึงต้องดูเทรนด์ก่อนด้วย<br />
และเราต้องนำเทรนด์ไปก่อนอีกก้าวหนึ่ง เราดูว่าปีนี้เขาทำอะไรกันและคิดไปเลยว่าเราจะทำอะไรในปีหน้า<br />
คือเราต้องเป็นผู้นำเสมอ เพราะผมไม่ชอบเป็นผู้ตาม ถ้าเราตามอย่างเดียวทุกอย่างมันก็ไม่สนุก</em></p></blockquote>
<h3><strong>Hazel&#8217;s Ice Cream Parlor and Fine Drinks</strong></h3>
<p><strong>ประเภทธุรกิจ:</strong> ร้านไอศครีม<br />
<strong>คอนเซปต์:</strong> ร้านไอศครีมย้อนยุคในปี 1920 ของสหรัฐอเมริกาในบรรยากาศโรงพิมพ์เก่า<br />
<strong style="background-color: initial;">เจ้าของ: </strong>สมเกียรติ ไพโรจน์มหกิจ (38 ปี)<br />
<strong style="background-color: initial;">Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/HazelsParlor/?fref=ts">Hazel&#8217;s Ice Cream Parlor and Fine Drinks</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shop-25/">Hazel’s Ice Cream Parlor and Fine Drinks : ร้านไอศครีมผสมแอลกอฮอล์ในโรงพิมพ์เก่าที่โดดเด่นทั้งคอนเซปต์และสถานที่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/shop-25/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สะอาดใจ : แบรนด์ที่เปลี่ยนไม้กวาดให้เป็นงานออกแบบที่สวย รักษ์โลก และใส่ใจผู้ใช้ทุกคน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-32/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-32/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Jan 2017 03:41:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[แดนสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[sa-ard jai]]></category>
		<category><![CDATA[สะอาดใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้กวาด]]></category>
		<category><![CDATA[นนทัช ขันธรูป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-32/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม้กวาดสีน้ำตาลคือข้าวของในชีวิตประจำวันที่เราเห็นจนชิน แต่ไม่นานมานี้ เราได้พบกับ ‘สะอาดใจ (sa-ardjai)’ แบรนด์ที่หยิบสิ่งสามัญอย่างไม้กวาดมาปรับรูปลักษณ์จนกลายเป็นงานดีไซน์สวยสะอาดตา เรียกว่าวางไว้เคียงคู่กับข้าวของสวยๆ ชิ้นอื่นในบ้านได้สบาย ความน่าสนใจของสะอาดใจทำให้เราออกสืบเสาะหาตัวคนทำ จนพบว่านี่คือไม้กวาดที่ออกแบบโดย ตูน-นนทัช ขันธรูป สถาปนิกหนุ่มผู้ทำแบรนด์ไม้กวาดควบคู่กับบริษัทออกแบบชื่อ SPACY เรานัดตูนออกมาพูดคุย ณ Peace-Oriental Teahouse ร้านน้ำชาย่านเอกมัยที่เป็นอีกหนึ่งผลงานออกแบบของเขาซึ่งสวยเรียบง่ายไม่แพ้ไม้กวาด แล้วเมื่อบทสนทนาเริ่มต้น เราก็พบว่าสะอาดใจไม่ใช่แค่ไม้กวาดด้ามสวย แต่คืองานออกแบบอย่างใส่ใจโดยสถาปนิกผู้เชื่อในพลังงานออกแบบที่ดีและพลังความสะอาดที่ส่งผลต่อใจมนุษย์ งานออกแบบที่ไร้กาลเวลา ตูนเริ่มต้นเล่าว่า เขาเป็นคนที่ได้รับการหล่อหลอมจากวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ตอนเด็กๆ เขาเรียนโรงเรียนฝรั่งเศสในเมืองไทย พออายุ 14 ปี ก็ย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสอีก 3 ปีเพื่อเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย แล้วก็ตัดสินใจเข้าเรียนต่อที่ University of Michigan ทางด้านสถาปัตยกรรม ที่นั่นทำให้ตูนค้นพบว่าอาชีพเดียวที่เขาอยากทำคือ นักออกแบบ แน่นอนว่าสถาปนิกหนุ่มได้พบแนวคิดเรื่องการออกแบบมากมาย แต่ถ้าถามถึงแนวทางการออกแบบที่ชื่นชอบ คำตอบของเขาคือ งานออกแบบที่ไร้กาลเวลา “ผมไม่ได้อยากสร้างงานที่เป็นแฟชั่นอย่างเดียว ผมอยากให้สิ่งที่ออกแบบมันอยู่ได้นานกว่านั้น ผมชอบงานออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา แม้ว่าจะผ่านไป 50 &#8211; 60 ปี งานออกแบบนั้นก็ยังดูสดใหม่เสมอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-32/">สะอาดใจ : แบรนด์ที่เปลี่ยนไม้กวาดให้เป็นงานออกแบบที่สวย รักษ์โลก และใส่ใจผู้ใช้ทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม้กวาดสีน้ำตาลคือข้าวของในชีวิตประจำวันที่เราเห็นจนชิน แต่ไม่นานมานี้ เราได้พบกับ ‘สะอาดใจ (sa-ardjai)’ แบรนด์ที่หยิบสิ่งสามัญอย่างไม้กวาดมาปรับรูปลักษณ์จนกลายเป็นงานดีไซน์สวยสะอาดตา เรียกว่าวางไว้เคียงคู่กับข้าวของสวยๆ ชิ้นอื่นในบ้านได้สบาย ความน่าสนใจของสะอาดใจทำให้เราออกสืบเสาะหาตัวคนทำ จนพบว่านี่คือไม้กวาดที่ออกแบบโดย ตูน-นนทัช ขันธรูป สถาปนิกหนุ่มผู้ทำแบรนด์ไม้กวาดควบคู่กับบริษัทออกแบบชื่อ SPACY</p>
<p>เรานัดตูนออกมาพูดคุย ณ Peace-Oriental Teahouse ร้านน้ำชาย่านเอกมัยที่เป็นอีกหนึ่งผลงานออกแบบของเขาซึ่งสวยเรียบง่ายไม่แพ้ไม้กวาด แล้วเมื่อบทสนทนาเริ่มต้น เราก็พบว่าสะอาดใจไม่ใช่แค่ไม้กวาดด้ามสวย แต่คืองานออกแบบอย่างใส่ใจโดยสถาปนิกผู้เชื่อในพลังงานออกแบบที่ดีและพลังความสะอาดที่ส่งผลต่อใจมนุษย์</p>
<h3><strong>งานออกแบบที่ไร้กาลเวลา</strong></h3>
<p>ตูนเริ่มต้นเล่าว่า เขาเป็นคนที่ได้รับการหล่อหลอมจากวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ตอนเด็กๆ เขาเรียนโรงเรียนฝรั่งเศสในเมืองไทย พออายุ 14 ปี ก็ย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสอีก 3 ปีเพื่อเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย แล้วก็ตัดสินใจเข้าเรียนต่อที่ University of Michigan ทางด้านสถาปัตยกรรม ที่นั่นทำให้ตูนค้นพบว่าอาชีพเดียวที่เขาอยากทำคือ นักออกแบบ</p>
<p>แน่นอนว่าสถาปนิกหนุ่มได้พบแนวคิดเรื่องการออกแบบมากมาย แต่ถ้าถามถึงแนวทางการออกแบบที่ชื่นชอบ คำตอบของเขาคือ งานออกแบบที่ไร้กาลเวลา</p>
<p>“ผมไม่ได้อยากสร้างงานที่เป็นแฟชั่นอย่างเดียว ผมอยากให้สิ่งที่ออกแบบมันอยู่ได้นานกว่านั้น ผมชอบงานออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา แม้ว่าจะผ่านไป 50 &#8211; 60 ปี งานออกแบบนั้นก็ยังดูสดใหม่เสมอ ผมจึงชอบงานออกแบบแนว Modern และ Mid-century Modern งานสองแนวนี้จะอยู่ได้นาน ไม่ใช่แข็งแรงจนทื่อ แต่หมายถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังดูดีอยู่ ร้านชาหรืองานออกแบบอื่นๆ ของผมก็ใช้แนวคิดนี้” สถาปนิกหนุ่มอธิบาย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9190.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ไม้กวาดที่เริ่มต้นจากศาสนา</strong></h3>
<p>นอกจากงานออกแบบ ตูนบอกว่าสิ่งที่เขาสนใจคือเรื่องของพุทธศาสนาและการพัฒนาจิต ซึ่งส่งผลให้งานออกแบบของเขามักเรียบง่ายมีเอกลักษณ์เสมอ เมื่อสถาปนิกหนุ่มกลับเมืองไทยเพื่อมาสร้างบ้านให้พ่อแม่หลังเรียนจบและทำงานต่างแดนอยู่พักหนึ่ง ความสนใจนี้ก็ยังคงอยู่ หลังสร้างบ้านเสร็จ เขาจึงตัดสินใจบวชที่วัดญาณเวศกวัน สำนักของสมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) เป็นเวลา 3 เดือน นอกจากได้ฝึกตน วัตรปฏิบัติของสงฆ์ที่ต้องกวาดลานวัดทำให้เขาสนใจเรื่องความสะอาด</p>
<p>“แต่เดิมตอนเช้าก็ต้องกวาดวัดอยู่แล้ว แต่ประมาณสักบ่ายสามโมงพระท่านก็จะออกมากวาดลานวัดอีกครั้งหนึ่งจากกุฏิไปถึงศาลาใหญ่ การกวาดมันไม่ได้มีประโยชน์แค่ในวัดอย่างเดียว ถ้าวัดสะอาด ญาติโยมที่เข้ามาก็รู้สึกสดชื่น เหมือนกับที่ถ้าบ้านเราสะอาด แขกที่เข้ามาก็จะรู้สึกดีเหมือนกับเรายินดีต้อนรับ”</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ระหว่างการครองผ้าเหลือง สถาปนิกหนุ่มยังได้เรียนทำไม้กวาดจากคุณลุงประสานซึ่งได้พบกันในวัด และเริ่มมองสิ่งประดิษฐ์ธรรมดาชิ้นนี้ด้วยสายตานักออกแบบ</p>
<p>“ไม้กวาดที่คุณลุงทำในตอนนั้นใช้วัสดุที่เป็นเชิงอุตสาหกรรม เช่น ท่อ PVC และเชือกเอ็น” ตูนย้อนเล่า “สิ่งที่เขาทำเอาไว้มันทำประโยชน์ให้ใครหลายๆ คนได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ไม้กวาดแบบนี้ทำยากมาก คุณลุงบอกว่ากว่าจะได้ไม้กวาด 1 ด้าม การหาเงินล้านอาจจะง่ายกว่า แต่ผมไม่ค่อยเชื่ออย่างนั้นเพราะผมเป็นนักออกแบบ ผมคิดว่าถ้าเห็นภาพของผลิตภัณฑ์แล้วมันก็เหมือนกับการต่อโมเดล เป็นการหาของ หาชิ้นส่วน มาเติมในสัดส่วนที่เหมาะและใช้วัสดุที่เหมาะสม เราเพียงแค่ต้องใช้เวลาทดลองและพัฒนาให้มันเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคน”</p>
<h3><strong>จากไม้กวาดสู่งานออกแบบ</strong></h3>
<p>3 เดือนผ่านไป สถาปนิกหนุ่มก้าวออกจากวัดด้วยใจสะอาด และไอเดียการทำ ‘สะอาดใจ’ แบรนด์ไม้กวาดแฮนด์เมดที่เป็นงานออกแบบดีๆ ซึ่งช่วยให้บ้าน ช่วยให้ใจผู้คนสะอาดขึ้น และจะเป็นธุรกิจครอบครัวได้ เพราะพ่อแม่ของเขาก็อยากทำงานที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น</p>
<p>“ผมอยากทำไม้กวาดให้ดีขึ้นเพราะเชื่อว่าความสะอาดเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิต การทำงานหรือใช้ชีวิตได้ดี เราต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ มันจะช่วยให้จิตใจสบายขึ้น สงบขึ้น และทำงานได้ดีขึ้น ถ้าผมพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้ ก็อาจทำให้คนสนใจเรื่องการทำความสะอาดหรือสนใจสิ่งแวดล้อมของตัวเองมากขึ้น”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/standardgrassbroom1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/smallbroom1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/outdoorbroom1.jpg" /></p>
<p>หลังจากค้นคว้า ทดลองออกแบบ ในที่สุดไม้กวาดสะอาดใจก็ถือกำเนิด เป็นไม้กวาดสวยสะอาดตาที่บรรจงทำด้วยมือทุกด้าม ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมเพราะใช้วัสดุธรรมชาติให้มากที่สุด มีหัวใจหลักคือดอกหญ้า เป็นมิตรกับผู้คนเพราะออกแบบมาให้เหมาะสมกับรูปลักษณ์ของผู้ใช้ ลดท่าก้มและการบิดมือมากเกินความจำเป็นเพื่อลดอาการเมื่อยล้าจากการทำความสะอาดบ้าน นอกจากนี้ ไม้กวาดสะอาดใจยังแข็งแรงทนนาน ใช้ดีๆ อยู่ได้นานเป็นปี ที่สำคัญคือราคาจับต้องได้ เพราะสถาปนิกหนุ่มอยากให้ไม้กวาดของเขาเข้าถึงผู้คน</p>
<p>“ผมพยายามใช้วัสดุที่ต้นทุนไม่สูงเกินไป เพราะอยากทำให้มันเป็นทั้งงานศิลปะที่ดีได้และก็คนทั่วไปใช้ได้ ผมไม่อยากให้มันเป็นงานศิลปะที่แพงเกินกว่าฟังก์ชันของมัน เพราะสุดท้ายแล้วมันก็คือไม้กวาด”</p>
<p>ทุกวันนี้นอกจากไม้กวาดทั่วไป เราจึงยังมีอีกทางเลือกคือแบรนด์สะอาดใจที่ตอนนี้อายุครบ 1 ขวบแล้ว เป็นงานออกแบบสวยและดีซึ่งเป็นมิตรต่อโลก ตัวเรา และต่อใจเรา วางขายอยู่ในสถานที่ธรรมดา เช่น Isetan, โรบินสัน, O.D.S, Index Living Mall, และศูนย์วัสดุแต่งบ้านอย่างบุญถาวร ในราคาหลักร้อยบาทเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_91351.jpg" /></p>
<p>“ผมมองว่าการออกแบบเป็นเรื่องของความใส่ใจ เราไม่ต้องใส่ใจทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้ แต่ถ้ามีบางสิ่งที่ใส่ใจกับมันได้ก็น่าจะดีเหมือนกัน” ตูนเอ่ยทิ้งท้าย</p>
<p>และเชื่อเถอะ-ไม้กวาดของเขาก็บอกกับเราอย่างนั้น</p>
<p><strong>Facebook</strong> l <a href="http://www.facebook.com/saardjaithailand">Sa-ard Jai Household essentials<br />
</a><a href="http://www.sa-ardjai.com/">www.sa-ardjai.com<br />
</a><a href="http://www.spacy.co.th/">www.spacy.co.th</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-32/">สะอาดใจ : แบรนด์ที่เปลี่ยนไม้กวาดให้เป็นงานออกแบบที่สวย รักษ์โลก และใส่ใจผู้ใช้ทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-32/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>em space : ห้องสมุดโฮมเมดที่อยากชวนมาอิ่มเอมใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/place-16/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/place-16/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Dec 2016 03:01:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>
		<category><![CDATA[em space]]></category>
		<category><![CDATA[library]]></category>
		<category><![CDATA[place]]></category>
		<category><![CDATA[ศรรวริศา เมฆไพบูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[รังสิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/place-16/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในบ้านสวนขนาด 2 ไร่ริมคลองสอง ถ.รังสิต-นครนายก มีห้องสมุดเล็กๆ ชื่อ em space (เอมสเปซ) ซ่อนตัวอยู่ด้านในใจกลางของบ้าน ที่นี่เกิดจากความตั้งใจของ ฝน-ศรรวริศา เมฆไพบูลย์ นักแปลและอดีตอาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่หลงใหลในการอ่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เธออยากแชร์หนังสือที่อ่านและพื้นที่ในบ้านให้กับหนอนหนังสือได้มาพบปะกันในช่วงสุดสัปดาห์ บ้าน 2 ชั้นสีขาวหลังใหญ่ที่เธออยู่มาตั้งแต่เด็กจึงเปิดรับคนแปลกหน้าเข้ามาอย่างเป็นมิตร เริ่มแรกฝนไม่ได้คิดถึงเรื่องธุรกิจ เธอแค่อยากทำให้บ้านหลังนี้เป็นพื้นที่แบ่งปันการอ่านและเป็นงานที่ทำหลังเกษียณอายุราชการเท่านั้น แต่เมื่อหน้าที่การงานและสุขภาพเปลี่ยนไป เธอต้องลาออกจากการเป็นอาจารย์มานั่งทำงานแปลอยู่บ้าน ความฝันที่จะทำห้องสมุดให้มีชีวิตขึ้นมาจึงเป็นจริงเร็วกว่าที่คิด เมื่อก้าวพ้นรั้วไม้ที่หน้าบ้านเข้ามาจะเห็นเปลและเก้าอี้หลายขนาดถูกวางไว้ใต้ร่มไม้ระหว่างทางก่อนถึงตัวบ้าน ความร่มรื่นของต้นไม้น้อยใหญ่เชิญชวนให้เอนหลังนอนฟังเสียงธรรมชาติตั้งแต่ก่อนที่จะหยิบหนังสือติดมือมาอ่าน บรรยากาศชวนงีบหลับและพักสมองในวันหยุด แม้แต่สุนัขสีขาวที่แต้มด้วยจุดน้ำตาลก็ยังนอนรับลมหน้าบ้านอย่างสบายใจ ชื่อของ em space มาจากเครื่องหมายเว้นวรรคในการออกแบบสิ่งพิมพ์ และในนิยามของฝน ที่นี่คือพื้นที่เล็กๆ ที่เว้นวรรคจากโลกข้างนอก จากผู้คน และจากปัญหาให้หยุดเร่งเร้าชีวิตคนเมืองชั่วคราว ในภาษาไทยคำว่า เอม ยังแปลว่าหวานหรือชื่นใจ เมื่อนำมาต่อท้ายหรือหน้าคำก็มักจะแปลว่าเป็นที่พึงใจ เธอจึงอยากให้คนที่มาที่นี่ได้อิ่มเอมไปกับบรรยากาศในบ้านหลังนี้ด้วย นอกจากจะมีหนังสือหลากหลายให้อิ่มเอมกับการอ่าน ยังอิ่มท้องด้วยของอร่อยจากสูตรอาหารก้นครัวเมฆไพบูลย์อีกด้วย เมื่อเข้ามาในตัวบ้านจะพบห้องโถงเล็กๆ ที่เป็นศูนย์อำนวยการอาหารท้องก่อนเข้าถึงอาหารสมองในห้องสมุด รายการอาหารถูกเขียนไว้ง่ายๆ ด้วยชอล์กหลากสีบนกระดาษดำ แต่ละอย่างราคากำลังน่ารักน่าอุดหนุนเหมาะที่จะเป็นการแลกเปลี่ยนกับค่าเข้าห้องสมุด แม้ที่นี่จะตั้งตัวเป็นห้องสมุด แต่ฝนก็เห็นว่าหากมีขนมหรืออาหารไว้บริการให้กับแขกที่มานั่งอ่านหนังสือหรือทำงานในบ้านก็จะช่วยอำนวยความสะดวกได้ไม่น้อย หากอ่านหนังสือจนล้าและอยากพักสายตามาหาของกินก็สามารถกินที่นี่แล้วกลับไปอ่านต่อได้ แม้อาหารที่นี่จะมีตัวเลือกเพียงไม่กี่อย่างแต่รับประกันได้ว่าถ้าได้ลองจะต้องติดใจ โดยเฉพาะเค้กอัลมอนด์อบใหม่ๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-16/">em space : ห้องสมุดโฮมเมดที่อยากชวนมาอิ่มเอมใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในบ้านสวนขนาด 2 ไร่ริมคลองสอง<br />
ถ.รังสิต-นครนายก มีห้องสมุดเล็กๆ ชื่อ em space (เอมสเปซ) ซ่อนตัวอยู่ด้านในใจกลางของบ้าน ที่นี่เกิดจากความตั้งใจของ <strong style="background-color: initial">ฝน</strong><strong style="background-color: initial">-ศรรวริศา เมฆไพบูลย์</strong> นักแปลและอดีตอาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน<br />
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่หลงใหลในการอ่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เธออยากแชร์หนังสือที่อ่านและพื้นที่ในบ้านให้กับหนอนหนังสือได้มาพบปะกันในช่วงสุดสัปดาห์<br />
บ้าน 2 <span style="background-color: initial">ชั้นสีขาวหลังใหญ่ที่เธออยู่มาตั้งแต่เด็กจึงเปิดรับคนแปลกหน้าเข้ามาอย่างเป็นมิตร</span></p>
<p>เริ่มแรกฝนไม่ได้คิดถึงเรื่องธุรกิจ<br />
เธอแค่อยากทำให้บ้านหลังนี้เป็นพื้นที่แบ่งปันการอ่านและเป็นงานที่ทำหลังเกษียณอายุราชการเท่านั้น<br />
แต่เมื่อหน้าที่การงานและสุขภาพเปลี่ยนไป<br />
เธอต้องลาออกจากการเป็นอาจารย์มานั่งทำงานแปลอยู่บ้าน<br />
ความฝันที่จะทำห้องสมุดให้มีชีวิตขึ้นมาจึงเป็นจริงเร็วกว่าที่คิด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9621.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_96091.jpg"></p>
<p>เมื่อก้าวพ้นรั้วไม้ที่หน้าบ้านเข้ามาจะเห็นเปลและเก้าอี้หลายขนาดถูกวางไว้ใต้ร่มไม้ระหว่างทางก่อนถึงตัวบ้าน<br />
ความร่มรื่นของต้นไม้น้อยใหญ่เชิญชวนให้เอนหลังนอนฟังเสียงธรรมชาติตั้งแต่ก่อนที่จะหยิบหนังสือติดมือมาอ่าน<br />
บรรยากาศชวนงีบหลับและพักสมองในวันหยุด แม้แต่สุนัขสีขาวที่แต้มด้วยจุดน้ำตาลก็ยังนอนรับลมหน้าบ้านอย่างสบายใจ</p>
<p>ชื่อของ em space มาจากเครื่องหมายเว้นวรรคในการออกแบบสิ่งพิมพ์ และในนิยามของฝน ที่นี่คือพื้นที่เล็กๆ<br />
ที่เว้นวรรคจากโลกข้างนอก จากผู้คน<br />
และจากปัญหาให้หยุดเร่งเร้าชีวิตคนเมืองชั่วคราว ในภาษาไทยคำว่า เอม ยังแปลว่าหวานหรือชื่นใจ<br />
เมื่อนำมาต่อท้ายหรือหน้าคำก็มักจะแปลว่าเป็นที่พึงใจ<br />
เธอจึงอยากให้คนที่มาที่นี่ได้อิ่มเอมไปกับบรรยากาศในบ้านหลังนี้ด้วย นอกจากจะมีหนังสือหลากหลายให้อิ่มเอมกับการอ่าน<br />
ยังอิ่มท้องด้วยของอร่อยจากสูตรอาหารก้นครัวเมฆไพบูลย์อีกด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_95811.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_00331.jpg"></p>
<p>เมื่อเข้ามาในตัวบ้านจะพบห้องโถงเล็กๆ<br />
ที่เป็นศูนย์อำนวยการอาหารท้องก่อนเข้าถึงอาหารสมองในห้องสมุด รายการอาหารถูกเขียนไว้ง่ายๆ<br />
ด้วยชอล์กหลากสีบนกระดาษดำ แต่ละอย่างราคากำลังน่ารักน่าอุดหนุนเหมาะที่จะเป็นการแลกเปลี่ยนกับค่าเข้าห้องสมุด<br />
แม้ที่นี่จะตั้งตัวเป็นห้องสมุด แต่ฝนก็เห็นว่าหากมีขนมหรืออาหารไว้บริการให้กับแขกที่มานั่งอ่านหนังสือหรือทำงานในบ้านก็จะช่วยอำนวยความสะดวกได้ไม่น้อย<br />
หากอ่านหนังสือจนล้าและอยากพักสายตามาหาของกินก็สามารถกินที่นี่แล้วกลับไปอ่านต่อได้<br />
แม้อาหารที่นี่จะมีตัวเลือกเพียงไม่กี่อย่างแต่รับประกันได้ว่าถ้าได้ลองจะต้องติดใจ<br />
โดยเฉพาะเค้กอัลมอนด์อบใหม่ๆ ที่โรยด้วยเม็ดอัลมอนด์จากฝีมือการคั่วและอบเค้กของน้องชาย<br />
และก๋วยเตี๋ยวต้มยำสูตรเข้มข้นที่สมาชิกทุกคนในบ้านโปรดปราน บางวันอาจมีเมนูพิเศษให้ลิ้มลองโดยไม่บอกล่วงหน้า<br />
บรรยากาศจึงเหมือนแวะมาพักผ่อนบ้านเพื่อนในวันหยุดมากกว่ามาร้านอาหารที่บริการแบบปกติ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9546-46.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9539-39.jpg"></p>
<p>ด้านในห้องสมุดเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นเดิมของบ้านที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นที่นั่งอ่านหนังสือ<br />
มีมุมเด็กที่มีของเล่นฝึกทักษะและหมอนใบยักษ์ให้พิงหลังอ่านหนังสือ<br />
และมีมุมนั่งทำงานสำหรับคนที่ต้องการความสงบ ด้วยความรักการอ่านมาตั้งแต่เด็กและการงานที่ต้องข้องเกี่ยวกับวงการสิ่งพิมพ์<br />
ที่นี่จึงเป็นห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือของทุกคนในครอบครัวเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นนิยายแปล Non-fiction ประวัติศาสตร์<br />
หรือหมวดท่องเที่ยวที่ฝนชอบ นิยายไทยของแม่<br />
นิยายจีนของพ่อและน้องชาย หรือหนังสืออื่นๆ<br />
ที่มาจากการฝากเก็บของเพื่อนรักนักอ่านด้วยกัน<br />
แต่เดิมที่เคยมีจำนวนหนึ่งก็ถูกซื้อมาเพิ่มเพื่อเติมความเป็นห้องสมุด ปริมาณและความหลากหลายของหนังสือที่อยู่ข้างในจึงเป็นเหมือนภาพฝันที่นักอ่านหลายๆ<br />
คนอยากมี</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_00093.jpg"></p>
<p>ด้านนอกของห้องสมุดเป็นลานกว้างใต้ร่มมะขามตรงกลางบ้าน<br />
แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นลานไม้ทั้งหมดแต่เมื่อน้ำท่วมปี 2554 ทำให้ไม้ที่มีเคยผุพังไปเกือบหมด น้องสาวของฝนซึ่งเป็นสถาปนิกจึงออกแบบใหม่ให้ยกพื้นไม้ที่เหลืออยู่ให้สูงขึ้นและปูกระเบื้องทดแทนในส่วนที่เสียหาย<br />
พื้นที่ตรงนี้จึงใช้สำหรับนั่งกินอาหารหรือนั่งคุยงานกันได้<br />
แถมยังมีห่วงยางของหลานๆ ไว้ให้เด็กๆ ที่มาได้ห้อยโหนกันเพลินๆ</p>
<p>ที่นี่ไม่ได้โฮมเมดแค่อาหารและการบริการเท่านั้น<br />
แต่ยังอาศัยความร่วมมือของคนในครอบครัวทำข้าวของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์กันด้วยตัวเอง<br />
น้องสาวเป็นคนออกแบบโต๊ะไม้ทุกตัวในลานกลางบ้าน  ส่วนแรงในการขัดไม้และทายูรีเทนต้องยกให้เป็นหน้าที่ของทุกคน<br />
หมอนใบใหญ่และผ้าคลุมโซฟาในห้องสมุดเกิดจากฝีมือของฝน แม้หลายอย่างจะสามารถหาซื้อได้ทั่วไป<br />
แต่เธอก็อยากให้ทุกอย่างในห้องสมุดแห่งนี้เหมาะกับบรรยากาศและการใช้งานจริงๆ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_00603.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9653.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_9547-471.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_96121.jpg"></p>
<p>ความตั้งใจของฝนคืออยากเห็นคอมมูนิตี้ดีๆ<br />
ที่ให้คนได้เข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกันทำกิจกรรมดีๆ บ้าง เพราะร้านกาแฟสวยๆ<br />
ห้องสมุดใหญ่ๆ หรือร้านหนังสือเก๋ๆ เหล่านั้นมักจะอยู่ในเมืองเสมอ em space จึงอยากเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่อยู่ในเขตปริมณฑล (เช่น ดอนเมือง ลำลูกกา<br />
รังสิต คลองหลวง) ได้มีพื้นที่สีเขียวไว้พักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์<br />
จะใช้เวลาไปกับการอ่าน คุยงาน นัดเพื่อน ทำรายงาน หรืออ่านหนังสือสอบก็ได้<br />
ขอเพียงแค่ให้พื้นที่แห่งนี้ได้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศสบายๆ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_00491.jpg"></p>
<p>“สิ่งที่เราไม่เคยคิดเลยคือคนจำนวนหนึ่งโหยหาสถานที่แบบนี้แล้วไม่อยากเข้าเมือง<br />
คนที่อยากพักผ่อน อยากหากิจกรรมทำในวันหยุด ต้องเสียทั้งค่ารถและเสียเวลาเดินทางกว่าจะไปถึงที่หมาย<br />
เราเคยคิดว่าที่แถวบ้านเราไม่มีเพราะมันไม่มีคนมา และมันเป็นเหตุผลที่พลอยทำให้เราไม่กล้าทำไปด้วย<br />
แต่พอดีมันมีคนที่คิดแบบนี้เหมือนกัน แล้วเขามาบอกเราว่าขอบคุณมากที่ทำบ้านแบบนี้<br />
ขอบคุณที่ยอมเปิดบ้านให้เขาเข้ามา เรารู้สึกว่ามันเป็นมุมที่เราไม่เคยเห็นเลย”<br />
ฝนเล่าถึงผลตอบรับเมื่อเธอเปิดให้คนแปลกหน้าเข้ามาเยี่ยมบ้าน  กำลังใจจากคนที่เห็นค่าในสิ่งเดียวกันทำให้เธอมีกำลังใจที่จะทำให้ที่นี่มีลมหายใจต่อไป</p>
<p><strong>Facebook l </strong><a href="https://www.facebook.com/emspacer/?fref=ts">Em space</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-16/">em space : ห้องสมุดโฮมเมดที่อยากชวนมาอิ่มเอมใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/place-16/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>10 เหตุผลที่ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาจะทำลายระบบการเดินเรือในแม่น้ำ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/river-7/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/river-7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนาวดี แทนเพชร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 Dec 2016 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[we need to talk about river]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมเรือไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เรือ]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำเจ้าพระยา]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สุธีย์ สุภาพร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/river-7/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หลายคนอาจเห็นภาพปัญหาชัดเจนเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่จับต้องได้บนชายฝั่งเท่านั้น แต่เมื่อมองลึกลงไปในแม่น้ำเราแทบไม่รู้เลยว่าภายใต้คลื่นลมปกติที่เห็นจากภายนอกจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรที่ส่งผลกระทบกับชีวิตของเราบ้าง จากการพูดคุยกับ สุธีย์ สุภาพร ผู้ช่วยเลขาธิการสมาคมเรือไทย เราพบว่าผลกระทบที่ตามมาจากการรุกล้ำพื้นที่แม่น้ำ คือการทำลายระบบการเดินเรือในแม่น้ำที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบขนส่งและการค้าของประเทศไทย เมื่อแม่น้ำแคบลง ปัญหาจึงกว้างขึ้นและยังส่งผลกระทบไปไกลกว่าระยะทางก่อสร้าง 14 กิโลเมตรตามที่รัฐบาลกำหนด 1. แม่เจ้าพระยากว้างโดยเฉลี่ย 200 เมตร ตลอดเส้นทางมีความคดเคี้ยวและแคบกว้างไม่เท่ากันขึ้นกับการกัดเซาะจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำ การก่อสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยามีความกว้างประมาณ 15 เมตร (รวมระยะห่างจากชายฝั่งและทางเดิน) สองฝั่งแม่น้ำเท่ากับ 30 เมตร ท่าเรือที่สร้างยื่นลงไปในแม่น้ำใช้ระยะอีก 30 เมตร สองฝั่งเท่ากับ 60 เมตร โครงการนี้ทำให้พื้นที่ในการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำลดลง ส่วนการจราจรทางน้ำจากเดิมที่เคยคับคั่งอยู่แล้วก็จะแออัดมากขึ้น 2. เมื่อแม่น้ำแคบลง ระดับน้ำจะยกตัวสูงขึ้น 15 &#8211; 20 เซนติเมตร เนื่องจากการที่น้ำทะเลหนุนและน้ำเหนือที่ปล่อยลงมา เมื่อมีสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ในลำน้ำจะลดความสามารถในการรับน้ำและระบายน้ำโดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก โอกาสที่น้ำจะทะลักตามแนวเขื่อนและล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนก็มีมากขึ้น 3. เมื่อแม่น้ำแคบลงจะทำให้ความเร็วของกระแสน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฤดูน้ำหลาก คนเรือจะต้องเดินเครื่องยนต์แรงขึ้น ความสึกหรอจึงมากขึ้น โดยเฉพาะเรือเล็กที่ต้องรับแรงปะทะจากคลื่นที่แรงขึ้น และรับแรงกระแทกจากเศษวัสดุที่พัดพามากับกระแสน้ำ ส่วนกลุ่มเรือขนส่งหรือเรือโยงปัจจุบันใช้เรือลากจูงมากถึง 5 ลำในฤดูน้ำหลาก หากในอนาคต กระแสน้ำมีความเร็วเพิ่มขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/river-7/">10 เหตุผลที่ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาจะทำลายระบบการเดินเรือในแม่น้ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา<br />
หลายคนอาจเห็นภาพปัญหาชัดเจนเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่จับต้องได้บนชายฝั่งเท่านั้น แต่เมื่อมองลึกลงไปในแม่น้ำเราแทบไม่รู้เลยว่าภายใต้คลื่นลมปกติที่เห็นจากภายนอกจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรที่ส่งผลกระทบกับชีวิตของเราบ้าง<br />
จากการพูดคุยกับ <strong>สุธีย์ สุภาพร</strong> ผู้ช่วยเลขาธิการสมาคมเรือไทย เราพบว่าผลกระทบที่ตามมาจากการรุกล้ำพื้นที่แม่น้ำ<br />
คือการทำลายระบบการเดินเรือในแม่น้ำที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบขนส่งและการค้าของประเทศไทย<br />
เมื่อแม่น้ำแคบลง ปัญหาจึงกว้างขึ้นและยังส่งผลกระทบไปไกลกว่าระยะทางก่อสร้าง 14 กิโลเมตรตามที่รัฐบาลกำหนด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0187.jpg"></p>
<p>1.<br />
แม่เจ้าพระยากว้างโดยเฉลี่ย 200 เมตร<br />
ตลอดเส้นทางมีความคดเคี้ยวและแคบกว้างไม่เท่ากันขึ้นกับการกัดเซาะจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำ<br />
การก่อสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยามีความกว้างประมาณ 15 เมตร<br />
(รวมระยะห่างจากชายฝั่งและทางเดิน) สองฝั่งแม่น้ำเท่ากับ 30 เมตร<br />
ท่าเรือที่สร้างยื่นลงไปในแม่น้ำใช้ระยะอีก 30 เมตร สองฝั่งเท่ากับ 60 เมตร โครงการนี้ทำให้พื้นที่ในการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำลดลง<br />
ส่วนการจราจรทางน้ำจากเดิมที่เคยคับคั่งอยู่แล้วก็จะแออัดมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0289.jpg"></p>
<p>2.<br />
เมื่อแม่น้ำแคบลง ระดับน้ำจะยกตัวสูงขึ้น 15 &#8211; 20 เซนติเมตร เนื่องจากการที่น้ำทะเลหนุนและน้ำเหนือที่ปล่อยลงมา<br />
เมื่อมีสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ในลำน้ำจะลดความสามารถในการรับน้ำและระบายน้ำโดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก<br />
โอกาสที่น้ำจะทะลักตามแนวเขื่อนและล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนก็มีมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0381.jpg"></p>
<p>3. เมื่อแม่น้ำแคบลงจะทำให้ความเร็วของกระแสน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฤดูน้ำหลาก คนเรือจะต้องเดินเครื่องยนต์แรงขึ้น<br />
ความสึกหรอจึงมากขึ้น โดยเฉพาะเรือเล็กที่ต้องรับแรงปะทะจากคลื่นที่แรงขึ้น<br />
และรับแรงกระแทกจากเศษวัสดุที่พัดพามากับกระแสน้ำ ส่วนกลุ่มเรือขนส่งหรือเรือโยงปัจจุบันใช้เรือลากจูงมากถึง<br />
5 ลำในฤดูน้ำหลาก หากในอนาคต กระแสน้ำมีความเร็วเพิ่มขึ้น คนเรือก็จะต้องเพิ่มจำนวนเรือลากจูงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเรือให้แรงขึ้นไปอีก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0472.jpg"></p>
<p>4. การเพิ่มเรือลากจูง 1 ลำ หมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เมื่อบวกเพิ่มในค่าขนส่งสินค้าอาจทำให้ผู้ประกอบการหันไปใช้บริการขนส่งทางบกแทนเนื่องจากต้นทุนต่ำกว่า<br />
ส่วนกลุ่มเรือเล็กอย่างเรือโดยสารหรือเรือด่วนเจ้าพระยาจะมีต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงสูงขึ้นซึ่งจะกระทบกับค่าโดยสาร<br />
หากผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระให้กับผู้บริโภคได้อย่างที่คิดอาจทำให้ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวและเรือหางยาวเลิกกิจการเพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โครงการนี้จึงมีแนวโน้มกีดกันเรือเล็กให้หายไปจากแม่น้ำเจ้าพระยา</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0568.jpg"></p>
<p>5. เรือท่องเที่ยวแต่ละชนิดเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่ต่างกัน กลุ่มเรือเล็กที่อาจหายไปมีผลต่อลมหายใจของการท่องเที่ยววิถีชุมชน<br />
เพราะเรือเล็กเหล่านี้ลัดเลาะเข้าไปได้ทุกคลองที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา<br />
ช่วยเชื่อมโยงชุมชนและแม่น้ำให้รักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเอาไว้ การพัฒนาจึงต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการที่ทำงานร่วมกับชุมชนด้วย<br />
หากเรือเข้าไม่ถึง คลองก็จะกลายเป็นพื้นที่ปิดและแม่น้ำจะเป็นเพียงหลังบ้านที่ถูกทิ้งร้างไม่มีคนสนใจ<br />
กลายเป็นที่ทิ้งขยะหรือคลองระบายน้ำเหมือนคลองอื่นๆ ที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพมหานคร</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0664.jpg"></p>
<p>6.<br />
ความกว้างของแม่น้ำเจ้าพระยาที่แคบลงกระทบการเดินเรือและการกลับเรือโดยตรง<br />
แม้ว่าสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง<br />
(สจล.) ผู้ออกแบบและจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเคยให้คำตอบต่อปัญหานี้ด้วยการกำหนดจุดกลับลำเอาไว้<br />
แต่ในสภาพการจราจรจริงไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะการเดินเรือต้องคำนึงถึงคลื่น<br />
ลม และกระแสน้ำที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา<br />
การตัดสินใจกลับเรือจึงเป็นหน้าที่ของคนเรือที่เผชิญหน้ากับธรรมชาติในขณะนั้น<br />
ซึ่งต่างจากการกลับรถบนท้องถนนที่สามารถกำหนดจุดกลับไว้ได้โดยเบ็ดเสร็จ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0755.jpg"></p>
<p>7. แต่ละวันแม่น้ำเจ้าพระยามีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนกว่า 10,000 คน และมีจำนวนเรือท่องเที่ยวมากถึง<br />
556 เที่ยว<br />
สิ่งที่ดึงดูดให้คนมาเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือวิถีชีวิตและวัฒนธรรมสองฝั่งแม่น้ำ แต่การสร้างทางเดินริมแม่น้ำคือตัวการสำคัญที่ทำลายทัศนียภาพและการท่องเที่ยวทางเรือ<br />
เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำต่ำลงจะมองเห็นเสาตอม่อเรียงรายตลอดระยะทาง 14 กิโลเมตร และมีขยะเข้าไปติดใต้ตอม่อ แม้ว่าทางผู้ดูแลจะเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยการติดตะแกรงกั้นขยะเพิ่มเติม<br />
แต่สิ่งที่ไม่สามารถคืนให้กับแม่น้ำเจ้าพระยาได้คือทัศนียภาพอันสวยงามที่ถูกบดบังจากตอม่อคอนกรีตจากทั้งสองของฝั่งแม่น้ำ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0852.jpg"></p>
<p>8. แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางการค้าหลักของประเทศไทยเพราะเป็นทางผ่านจากทะเลไปยังแม่น้ำสายอื่นๆ<br />
อีกทั้งยังเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องขนส่งวัตถุดิบในปริมาณมาก<br />
เช่น ข้าว ไม้แปรรูป โลหะ หิน ดิน ปูนซีเมนต์ ฯลฯ เรือโยง 1 ลำขนส่งสินค้าได้มากถึง 250 ตัน แต่ละวันมีเรือขนส่งสินค้ามากถึง 1,200 เที่ยว การสร้างทางเดินริมน้ำทำให้เรือขนส่งขนาดใหญ่ที่พ่วงต่อกัน<br />
3 &#8211; 4 ลำต้องเผชิญกับปัญหาแม่น้ำแคบ การจราจรแออัด<br />
และกระแสน้ำที่เร็วขึ้น ทำให้คนเรือควบคุมเรือได้ยาก มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง และกระทบต่อจำนวนเที่ยวในการขนส่งสินค้าอีกด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0939.jpg"></p>
<p>9. เมื่อกายภาพของแม่น้ำเปลี่ยนไป<br />
ต้องรื้อระบบเวลาในการเดินเรือใหม่ทั้งหมดและอาจกระทบไปถึงจำนวนเที่ยวที่เคยวิ่งได้ต่อวัน เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาประกอบด้วยกลุ่มเรือขนส่ง<br />
กลุ่มเรือโดยสาร และกลุ่มเรือเล็กที่ใช้แม่น้ำร่วมกัน เรือแต่ละประเภทมีลักษณะการใช้งานและช่วงเวลาเดินเรือต่างกัน ที่ผ่านมาจึงมีการจัดสรรทั้งเส้นทางและระยะเวลาในการเดินเรือเพื่อให้ทุกกลุ่มได้ใช้แม่น้ำร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาจึงกระทบกับคนเดินเรือทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1059.jpg"></p>
<p>10.<br />
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำเจ้าพระยายังกระทบถึงประชาชนผู้โดยสารเรือซึ่งมากถึง<br />
40,000<br />
คนต่อวัน เพราะรื้อถอนท่าเรือกว่า 36 ท่า ออกทั้งหมด<br />
เพื่อวางตอม่อทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วสร้างท่าเรือใหม่หลังจากทำทางเสร็จ<br />
นอกจากใช้งบประมาณมหาศาลแล้ว ประชาชนจำนวนมากยังได้รับผลกระทบในช่วงก่อสร้างซึ่งเรือจำเป็นต้องหยุดให้บริการแล้ว ในภาพรวม ระบบการขนส่งทางน้ำที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ<br />
ต้องหยุดชะงักลง โครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาจึงเพิ่มปัญหาใหญ่อันแสนยุ่งเหยิงให้กับผู้คนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งทางตรงและทางอ้อม</p>
<p>ร่วมลงชื่อยับยั้งการสร้างโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา : <a href="http://chn.ge/1tlD153">chn.ge/1tlD153</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong><br />
ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/river-7/">10 เหตุผลที่ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาจะทำลายระบบการเดินเรือในแม่น้ำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/river-7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
