Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

“ความรักเหมือนการบานของดอกไม้ มีฤดูกาล มีเวลาที่เหมาะสม” – ตินกานต์ ผู้เขียน ดอก รัก

Highlights

  • ดอก รัก คือหนังสือเล่มใหม่จากปลายปากกาของ ตินกานต์ นักเขียนสาวที่เคยกลั่นประสบการณ์การเดินทางลัดเลาะเทือกเขาหิมาลัยกับคนรักออกมาเป็นหนังสือเรื่อง มะนาลีแอนด์จูลเลย์
  • ดอก รัก ว่าด้วยเรื่องราวความรักหลากรสของ 10 สตรีที่มีนามเป็นดอกไม้ ซึ่งตินกานต์ตั้งใจเล่นกับภาพจำที่เรามีต่อดอกไม้เหล่านั้น ดอกไม้บางชนิดอาจดูน่าทะนุถนอม แต่หญิงสาวเจ้าของชื่ออาจไม่ได้มีชีวิตที่บอบบางเช่นนั้นก็ได้
  • แม้ความรักจะเป็นประเด็นที่เหล่านักเขียนหยิบยกมาบอกเล่าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ตินกานต์เชื่อว่าไม่มีชีวิตใดหรือความรักใดในโลกที่จะทับซ้อนกัน เช่นว่า ต่อให้เป็นเรื่องราวการแอบรักเหมือนกัน แต่โดยรายละเอียดไม่มีทางเหมือนกัน
  • ความรักมีเวลาของมัน เหมือนการบานของดอกไม้ที่มีฤดูกาลและระยะเวลาของมัน ตินกานต์เชื่ออย่างนั้น

ดอก คือคำแรกที่เราเห็นบนหน้าปก

ไล่สายตาอีกหนึ่งปราดถึงจะเจอคำว่า รัก

ตินกานต์ ดอกรัก

เว้นวรรคที่กว้างเป็นบรรทัดคล้ายบอกใบ้ว่าเนื้อในของ ดอก รัก ไม่ได้หวานหยดเหมือนหน้าปกสีชมพูที่เบ่งบานด้วยหมู่มวลดอกไม้

เช้าวันหนึ่งในคาเฟ่ที่ประดับประดาด้วยกลีบใบหลากสีสัน ตินกานต์ยืนยันความคิดนั้น

“ถ้าหวังว่ามันจะโรแมนติกไปเลยก็ขอโทษด้วย”

ที่เธอออกตัวเช่นนี้เพราะหลายคนรู้จักตินกานต์ (และพจชพล) จาก มะนาลีแอนด์จูลเลย์ บันทึกการเดินทางลัดเลาะเทือกเขาหิมาลัยด้วยรอยัล เอนด์ฟิลด์ ของคู่รัก ซึ่งแม้เขาและเธอจะพากันไปลุยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศแสนหฤโหด แต่บรรยากาศโดยรวมกลับโรแมนติกสมเป็นการผจญภัยของหนุ่มสาวในภวังค์รัก

ดอก รัก ไม่ใช่อย่างนั้น

หน้ากระดาษหลักร้อยบรรจุ 10 เรื่องราวความรักของสตรีผู้มีนามเป็นดอกไม้ ไม่แปลกที่เรื่องเล่าหวานหยดจะจับจองพื้นที่ไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่เคียงคู่กันนั้นก็มีเรื่องเล่ารสแปร่งปร่า บ้างขมด้วยความเจ็บปวด บ้างเค็มด้วยหยาดน้ำตา

แม้หลากรส แต่ทุกเรื่องล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกันที่ว่า เมื่อมีรัก ย่อมมีหมดรัก เช่นเดียวกับเมื่อดอกไม้บาน วันหนึ่งก็ย่อมโรยรา

ตินกานต์ ดอกรัก

หนังสือเล่มนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

มันยากมากที่จะบอกว่าเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะวันหนึ่งมันแค่ผุดขึ้นมาว่าอยากเขียนเรื่องสั้น แล้วประเด็นที่ใกล้คนวัยเรามากที่สุดคือเรื่องการงาน การเงิน ความรัก สุขภาพ ครอบครัว วนอยู่แค่นี้ แต่ถ้าอยากจะเขียนให้มันลึกลงไป อินกับความรู้สึกลงไป เราก็อยากเขียนเรื่องความรัก เพราะมันหลากหลายมาก ด้วยวัยของเราเนอะ เลข 3 แล้ว เคยผ่านความรักในหลายแง่มุมมา อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมดเท่าที่มี แต่เราก็คิดว่าเราจับต้องมันได้

คอนเซปต์เรื่องผู้หญิงที่มีชื่อเป็นดอกไม้มาจากไหน

เราชอบดอกไม้และชอบชื่อของมัน รู้สึกว่าชื่อดอกไม้แต่ละชื่อเพราะมาก ชื่อโบตั๋นก็เพราะ แม้กระทั่งคำว่าแก้วในดอกแก้วก็ยังเพราะเลย และในแง่ความหมายของดอกไม้ เรามักมีภาพจำของดอกไม้แต่ละดอก อย่างแก้วก็จะถูกมองว่าเป็นดอกสีขาว ใสๆ น่าทะนุถนอม แต่เราพลิกกลับมาว่า เฮ้ย จริงๆ แล้วผู้หญิงที่ชื่อแก้วอาจมีชีวิตที่ไม่สวยเหมือนดอกแก้วก็ได้ หรืออย่างบัว บัวในภาพจำของคนไทยคือความบริสุทธิ์ ความดี ความงาม แต่ว่าผู้หญิงที่ชื่อบัวในโลกนี้ มันจะมีกี่คนที่มีชีวิตแบบบัวบั๊วบัวจริงๆ เราก็เลยโยงเอาชื่อของดอกไม้มาใส่ในเรื่อง

บางเรื่องมันก็ผุดขึ้นมาพร้อมกันทุกอย่าง ทั้งชื่อ พล็อต ตัวละคร สถานที่ อย่าง เฟื่องฟ้า เฟื่องฟ้าเป็นดอกไม้ที่ชอบแดดมาก เราเลยใส่ฤดูร้อนเข้าไป ส่วนผีเสื้อก็เป็นสัตว์ที่ชอบแดด เราเลยจับมาโยงกัน แต่บางเรื่องชื่อมาก่อน อย่าง ดาหลา เราชอบชื่อดอกดาหลามาก แล้วถึงคิดต่อว่าคุณสมบัติของดาหลาเป็นยังไง มันบานในหน้าฝน ดังนั้นต้องเกี่ยวกับฝนสักอย่าง ส่วนดอกดาหลารสชาติมันจะออกเปรี้ยว มันจะสดชื่น ดังนั้นคาแร็กเตอร์ของดาหลาต้องมีอะไรสักนิดนึงที่ เฮ้ย อีนี่ (เน้นเสียง)

ตินกานต์ ดอกรัก

ตัวละครแรกที่มีชีวิตขึ้นมาในหัวของคุณคือใคร

เรื่องแรกที่เขียนคือ พุดพิชญา แต่ในหนังสือไม่ได้อยู่ลำดับแรก เราชอบชื่อพุดพิชญา มันก็คือดอกพุดที่คนชอบปลูกตามหน้าบ้าน ตามรั้วนี่แหละ แต่เรารู้สึกว่าชื่อและดอกของมันสวย เรื่องนี้ไม่ได้โยงซับซ้อนมาก พอมันเป็นเรื่องแรกเราก็นึกถึงคำว่ารักแรกขึ้นมา แค่นั้นเอง จากนั้นพอเราขึ้นพล็อตว่า เมื่อรักแรกของพุดพิชญากลับมา ตัวละครก็พาเราไปต่อเรื่อยๆ

ตัวละครดอกไม้ทั้งสิบเป็นเศษเสี้ยวชีวิตของคุณที่กระจายออกมาหรือเปล่า

ถ้าเราไม่เคยไปแตะบางจุด เราก็เขียนไม่ได้ นักเขียนบางคนเขาอาจจะสร้างโลกขึ้นมาใหม่ได้ แต่สำหรับเรา เราจะต้องมีบางจุดที่รู้สึกว่าเราเข้าใจตัวละคร อย่างเรื่องความรัก เราอาจไม่ได้เข้าใจความรักทั้งหมด แต่เราก็ต้องเคยแอบรัก เราก็ต้องเคยมีรักแรก เราก็ต้องเคยอกหัก เราก็ต้องเคยชั่งน้ำหนักระหว่างความถูกต้องและความปรารถนา บางทีเราก็หยิบจากเพื่อนมานิดนึง หยิบจากพ่อแม่มานิดนึง หยิบจากละครที่เคยดูนิดนึง แล้วมันเกิดการผสมผสาน แต่ถามว่าเราเข้าใจหมดไหม เราเข้าใจไม่หมดหรอก แต่เราต้องเคยไปแตะบางส่วน

แต่ก็มีบางเรื่องที่เราไม่เคยแตะไปถึง อย่างเรื่อง โรส แต่เรื่องนั้นก็เป็นความเชื่อและมุมมองส่วนตัวของเราที่ว่า สุดท้ายแล้วคนเราต้องจากกันในทางใดทางหนึ่ง ต่อให้รักกัน ต่อให้สมหวัง แต่สุดท้ายเราก็ต้องจากกันด้วยวิธีนี้ ธรรมชาติมันพาเราไปเอง

คุณเขียนออกมาทั้งที่ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด

เราเข้าใจตัวละครของเราเท่านั้น อย่างเรื่อง โบตั๋น หลายคนคงเคยอยู่ในสถานการณ์แบบโบตั๋นที่ต้องเลือกระหว่างความถูกต้องและความปรารถนา แต่คน 10 คนในสถานการณ์เดียวกันไม่มีทางตัดสินใจเหมือนกัน เลือกแก้ปัญหาเหมือนกัน เราไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่ามันมีทางออกยังไงบ้าง แต่เราเข้าใจตัวละครของเรา เราเข้าใจโบตั๋นว่ามันต้องทางนี้แหละ หรือถ้าเราเป็นโบตั๋น เราคงต้องทำแบบนี้แหละ

เท่ากับว่ามันมีความเป็นส่วนตัวที่คุณเปิดเปลือยออกมาอยู่ในเรื่องสั้น

เราว่ามันจำเป็นนะ ต่อให้ไม่ใช่เรื่องสั้น ต่อให้เป็นการเขียนบทความ เราก็ต้องเปลือยความคิด เปลือยมุมมองของเราออกมา เราเชื่อว่าทุกเรื่องบนโลกนี้ต้องใส่มุมมองคนเขียนลงไป ยกเว้นงานวิชาการจ๋าๆ ที่ต้องเป็นข้อเท็จจริง เรื่องสั้นมันอาจจะเนียนนิดนึงเพราะมีตัวละครมาเล่าแทน เราคงไม่สามารถมานั่งเล่าได้ว่าตรงไหนเป็นส่วนตัวเรามากๆ เพราะเราก็อยากให้คนอ่านไหลไปกับตัวละคร อยากให้เป็นเรื่องของสิบดอกมากกว่า

ตินกานต์ ดอกรัก

ตินกานต์ ดอกรัก

ว่ากันตามตรง ประเด็นเรื่องความรักก็มีอยู่ไม่กี่ประเด็นที่เรามักพูดถึงกันซ้ำๆ ทำไมคุณถึงอยากหยิบยกมันมาเขียนมาเล่าอีก

ใช่ ความรักจริงๆ มีไม่กี่แบบเลย ในภาพรวมใหญ่ๆ นะ แอบรักเขา เขารักเรา เราไม่รัก รักสามเส้า เลิกกัน นอกใจ อะไรแบบนี้ แต่ว่าในแง่ของรายละเอียด เราเชื่อว่าชีวิตไม่มีทางทับซ้อน ต่อให้เราเป็นคู่รักคู่หนึ่งเหมือนๆ กัน แต่พอลงลึกในรายละเอียดมันก็แตกต่างกันจนบางทีเซอร์ไพรส์เลยก็มี พ่อแม่เราแบบหนึ่ง พ่อแม่คนอื่นก็อีกแบบหนึ่ง หรือตัวเราเอง คบคนนี้เป็นแบบหนึ่ง คบคนใหม่ก็อีกแบบหนึ่ง ต่อให้มีแพตเทิร์นซ้ำ สมมติว่าเรานอกใจแฟนมาแล้ว 3 คน แต่เมื่อลงรายละเอียดมันก็ไม่มีทางเหมือนกันได้เลย

เรารู้สึกว่าความรักไม่มีทางหมดไปจากโลก เราหยิบมาเขียนกันได้อีกจนโลกสลายเลยมั้ง อย่างเราอ่านหนังสือของนักเขียนคนอื่น ยกตัวอย่างงานของ พี่แหม่ม–วีรพร นิติประภา ที่เราชอบมาก จริงๆ เรื่องราวใน ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต มันก็คือรักสามเส้า แต่พี่แหม่มสามารถลงรายละเอียดได้แบบที่มันไม่มีทางที่รักสามเส้ากลุ่มอื่นจะเป็นเหมือนกลุ่มนี้ เราเลยรู้สึกว่าเราเขียนถึงความรักได้อีกแหละ

ตินกานต์ ดอกรัก

จากเล่มที่แล้วเขียน non-fiction มาเล่มนี้เขียน fiction ถือว่าออกนอกคอมฟอร์ตโซนของคุณเยอะไหม

เยอะนะคะ ถ้าไม่นับตอนเด็กที่เคยเขียนเรื่องสั้นบ้าง เราก็ไม่ได้กลับมาหาการเขียนแบบนี้เลย 20 ปีที่ผ่านมาเราอยู่กับการสัมภาษณ์ อยู่กับการเขียนบทความ ทีนี้พอเริ่มเขียนก็มีความกลัวอยู่ตลอดว่างานจะออกมาเป็นยังไง ผลตอบรับจะเป็นยังไง

ตอนที่เขียนเล่มนี้เราหายไปจากสังคมพักหนึ่งเลย ไม่รับงานอื่นแล้วโยกย้ายตัวเองไปตามคาเฟ่ต่างๆ ที่ต่างๆ หรือกระทั่งไปอยู่ในสถานที่นั้นจริงๆ อย่างตอนเขียน เฟื่องฟ้า เราก็ไปอยู่ที่น้ำตกที่แก่งกระจาน แล้วเริ่มต้นประโยคแรกในเต็นท์ที่กางอยู่ตรงนั้นจริงๆ ในแง่ของกายภาพ เราออกจากโต๊ะที่เรานั่งเขียนไปสู่ที่ที่เรื่องราวเกิดขึ้นจริง ส่วนในแง่ความรู้สึกส่วนตัว เรารู้สึกว่าถ้าไม่เขียนวันนี้จะเขียนเมื่อไหร่ เราดีใจที่ตัวเองกล้าทลายคอมฟอร์ตโซนออกมา

คุณทลายคอมฟอร์ตโซนออกมาได้อย่างไร

เล่ายากมากเลย มันเป็นความรู้สึกลึกๆ ข้างใน อาจเป็นวัยด้วย เพราะเราเลข 3 แล้ว พออยู่ก้ำกึ่งระหว่างเลข 3 และ 4 มันเหมือนอยู่ก้ำกึ่งระหว่าง ‘เออ ทำ’ กับ ‘ไม่เป็นไร’ ซึ่งอัน ‘ไม่เป็นไร’ ก็ง่ายใช่ไหม อยู่ไปสบายๆ ตื่นมาอบขนม ตอนบ่ายออกไปรับงาน แต่ถ้าไม่ทำมันก็จะคาใจ

ซึ่งคุณก็ไม่ได้ถึงกับต้องบังคับตัวเอง แต่แค่ทำตามความรู้สึกที่พุ่งขึ้นมาว่าอยากเขียน

ใช่ เวลาทำงาน เขียนต้นฉบับ ปิดเล่ม ต้องบังคับตัวเองยิ่งกว่าอีกนะ แต่กับอันนี้เราไม่มีเดดไลน์ เราไม่ต้องมี บ.ก.มาอ่าน อาจจะมี บ.ก.ตอนจบ แต่ระหว่างทางเราไม่ต้องมีใครเลย มีแค่เรากับตัวละคร เพราะฉะนั้นมันง่ายกว่าเยอะเลย

ตินกานต์ ดอกรัก

นอกจากความรู้สึกอยากเขียน คุณมีจุดมุ่งหมายอะไรในการเขียนหนังสือเล่มนี้ไหม

หนังสือเล่มนี้มันเยียวยาเราในบางจุด อย่างที่บอกว่าเราต้องมีบางอย่าง บางมุม บางรักที่เราเคยไปแตะต้อง แล้วการเขียนออกมาก็เหมือนที่รุ่นพี่นักเขียนเขาพูดเลยว่า เวลาคุณเขียน คุณเยียวยาตัวเองก่อนเบื้องต้นเลยนะ คือเราได้ทำความเข้าใจว่า ทำไมเราถึงเคยไม่กล้าสารภาพรัก ทำไมเราถึงเคยรู้สึกกับครอบครัวเราแบบนี้ มันเหมือนเราได้นั่งทบทวนแล้วเขียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นไดอารี่ออกมา ซึ่งพอเราเขียนเราก็จะได้คลี่คลายและหาคำตอบให้ตัวเองว่า อ๋อ ตอนเกิดเหตุการณ์นั้นเรารู้สึกแบบนั้นเพราะอะไร แต่ก็ไม่ได้คำตอบชัดเจนในทุกเรื่องหรอก แต่อย่างน้อยก็ได้เล่าออกไป บางเรื่องที่เราไม่เคยเล่าให้ใครฟังก็เล่าเนียนๆ ไปในเล่มเสียเลย

ดังนั้นจุดมุ่งหมายแรกมันก็คือการคุยกับตัวเองแหละ ทีนี้ถ้ามันจะสามารถส่งต่อไปถึงคนอ่านได้ ทำให้เขาหันมามองตัวเองมันก็คงดี หรือในบางจุดที่เขาเคยไม่เข้าใจผู้หญิงแบบนี้ เขาอาจจะเข้าใจมากขึ้นว่าทางออกนั้นมันดีที่สุดแล้วสำหรับสถานการณ์ตอนนั้น มันดีที่สุดแล้วสำหรับโบตั๋น สำหรับบัว หรือสำหรับโรส ซึ่งเราเอาไว้ปิดท้ายเล่มเพราะรู้สึกว่าการที่โรสเผชิญหน้าอยู่ตรงนั้นคือดีที่สุดแล้ว

สำหรับคุณเอง หลังจากเขียนเสร็จมีอะไรในใจที่คลี่คลายออกมาบ้างไหม

เราเคยตั้งคำถามว่าทำไมบางสิ่งต้องเกิดขึ้นกับเรา ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมสิ่งนี้เป็นแบบนี้ ทำไมแก้ปัญหาแบบนี้ สมมติอย่างเรื่องครอบครัวที่เล่าผ่านเรื่อง บัว มันก็คลี่คลายในแง่ที่เราเข้าใจแม่มากขึ้น แม่เราไม่ใช่แม่ของบัวนะ คนละคนกัน เราแค่ใส่บุคลิกของแม่เข้าไป แม่เราเป็นคนนิ่ง เงียบ ซึ่งเราในตอนเด็กจะถามตลอดว่า เวลาเจอปัญหาทำไมแม่ถึงนิ่งขนาดนี้ ถ้าเป็นเรานะ โอ๊ย บ้านวอดวายไปแล้ว พอมาเขียนเราก็ไม่ได้เขียนลงไปหรอกว่าทำไมแม่ของบัวถึงนิ่ง แต่ระหว่างที่เขียนถึงแม่ของบัว เราก็ย้อนคิดถึงแม่ตัวเองว่าทำไมแม่ถึงนิ่ง เลยได้คลี่คลายว่า อ๋อ ในคืนที่เราได้ยินเสียงพ่อแม่ทะเลาะกัน ถ้าแม่ไม่นิ่งมันอาจจะร้อนมาถึงลูกมากกว่านี้ก็ได้นะ บ้านอาจจะไม่เหลือแล้วนะ เรารู้สึกว่าเราเข้าใจแม่ในแบบที่เราพอจะเข้าใจได้ในตอนนี้ ซึ่งสำหรับบัวเอง เขาเคยถามแม่ว่า ทำไมแม่ไม่ทำอะไรสักอย่าง แล้วพอมาถึงตอนที่เขาแก้ปัญหาด้วยวิธีของตัวเอง เขาอาจเข้าใจขึ้นมาก็ได้ว่า ถ้าแม่ไม่นิ่งแบบนั้น มันอาจจะแย่กว่านั้นก็ได้

ตินกานต์ ดอกรัก

ตินกานต์ ดอกรัก

ดูเหมือนจะมีประเด็นเกี่ยวกับการทำความเข้าใจคนอื่นแฝงอยู่ในหลายๆ เรื่อง

ถามว่าเราเคยผิดพลาดเรื่องความรักกันมากี่ครั้งล่ะ ในวัยเลข 3 วัยเลข 2 อย่างนี้ สมมติว่าเราชอบรุ่นพี่คนหนึ่ง แต่รุ่นพี่ดันมีแฟนแล้ว เราก็เลยเกลียดแฟนรุ่นพี่ ทำไมไม่เป็นฉันล่ะ เราเคยตัดสิน เราเคยมีอารมณ์ ซึ่งถ้าไปเล่าให้คนอื่นฟังเราจะดูน่าเกลียดเลยเนอะ เขาเป็นแฟนกัน เรามีสิทธิ์อะไรไปเกลียด แต่ถ้าคุณลองมายืนอยู่ข้างเราก็จะเข้าใจ เฮ้ย มันก็อารมณ์มนุษย์อะ เราชอบเขาก็เลยรู้สึกอยากครอบครองเขา แล้วก็รู้สึกอิจฉาคนที่ได้ครอบครองเขา มันคืออารมณ์มนุษย์ ขอแค่เราไม่ได้วิ่งไปจิกหัวแฟนรุ่นพี่มาตบ เราไม่ทำแบบนั้น

ดังนั้นลองขยับมายืนข้างคนที่เคยนอกใจหน่อย คนที่เคยไม่ไหวแล้วกับชีวิตคู่ เคยได้ยินข่าวเมียฆ่าผัวไหม มันรุนแรง แต่ถ้าเราขยับมายืนข้างผู้หญิง เราจะเห็นว่าก่อนหน้านี้เขาเผชิญอะไรมาบ้าง ผัวไม่ทำงาน กินเหล้า ตีลูกตีเมีย เขาก็ต้องปกป้องลูก เขาก็ต้องทำอะไรสักอย่าง

ลองคิดดูว่าถ้าเราทำผิดเรื่องความรักสักอย่างแล้วมีเพื่อนสักคนมาเข้าใจ มาแตะไหล่บอกว่า ฉันเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ฉันเข้าใจที่เธอเผลอใจไป เฮ้ย มันเป็นโมเมนต์ที่ดีมากเลยนะ ยกเว้นแต่ถ้าเราไปทำอะไรที่มันกระทบคนอื่นร้ายแรง อันนี้เพื่อนมาด่าเราได้

แต่เหมือนว่าเราจะอยู่ในสังคมที่พร้อมตัดสินมากกว่าพร้อมเข้าใจ อย่างข่าวความรักของดาราที่มักมีคนไปรุมตัดสินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ

เขาอยู่ในที่สว่าง เป็นปกติที่คนจะเห็นชัด แล้วมีคนในที่มืดอีกกี่คนที่พร้อมจะตัดสิน มันก็ไม่แปลก แต่ใช่ว่าเราจะไปอยู่ใต้เตียงเขาจริงๆ สักหน่อย เราไม่มีทางรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

จริงๆ ข่าวดาราบางข่าวเรารู้สึกว่ามันไม่แปลกเลย อย่างข่าวการเลิกกันกับคนหนึ่งแล้วไปคบกับเพื่อนในกลุ่มเดียวกันของคนนั้น มันไม่แปลกเลย ก็มันหมดรักกับคนนี้แล้ว ทำไมถึงจะไปกับคนนี้ไม่ได้ ต่อให้เขาเป็นเพื่อนกัน ทำไมมันจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเราเชื่อเหมือนในเรื่อง โรส ว่าคนเราไม่ได้มี soulmate แค่คนเดียวตลอดชีวิต เหมือนกับที่เราไม่สามารถให้ครูคนเดียวสอนเราทุกวิชาได้ คนที่ผ่านเข้ามาเขาอาจสอนเราได้แค่เรื่องนี้ แล้วพอเราผ่านเรื่องนี้แล้วเราต้องขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง

คำว่า soulmate ของเราคือคนที่เข้ามาทำให้ข้างในเราเติบโตหรือเรียนรู้อะไรบางอย่าง ไม่จำเป็นว่าต้องแต่งงาน ไม่จำเป็นเลย คุณอาจจะเจอกันแค่โมเมนต์หนึ่ง เคยดูเรื่อง Once ไหม เราเชื่อว่านั่นแหละโมเมนต์ที่ soulmate เข้ามาทำให้เราเติบโต ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความหมายด้วยอะไรบางอย่าง แล้วพอหมดเวลาต่อกันก็แยกจากกันไปเพื่อไปเรียนรู้จากคนอื่น ผู้ชายก็อาจจะไปทำดนตรีกับผู้หญิงอีกคนที่ทำให้เขาเติบโตภายในได้มากกว่าก็ได้ ผู้หญิงก็อาจจะกลับไปที่บ้านเพื่อเรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วหน้าที่แม่มันยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้น เลิกคนนี้มาคบคนนี้ ถ้าเราเข้าใจ เราก็รู้สึกแค่ว่าก็หมดเวลาของคนนี้แล้วเท่านั้นเอง ถึงเวลาก็ต้องเรียนรู้กับคนใหม่

เหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ

ใช่ มันเป็นเรื่องธรรมชาติมากเลย แต่นี่ก็เป็นแค่ความเชื่อในมุมมองของเรานะ บางคนเขาอาจเชื่อว่า คนที่เป็นคู่กันต้องอยู่ด้วยกันจนตาย แต่สำหรับเราไม่จำเป็น ถ้าเราอยู่ด้วยกันแล้วไม่ได้เติบโตอะไรเลย อยู่ด้วยกันแล้วทะเลาะกันทุกวัน พากันไปในเรื่องที่ไม่ดี ไม่มีการพัฒนาข้างในหรือไม่ได้เกิดการตื่นรู้อะไรบางอย่างในความสัมพันธ์ เราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันไปจนตาย เพราะเราเชื่อว่าเราจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อเรามีความสัมพันธ์ระหว่างกัน แม้กระทั่งเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง แฟน ก็ตาม ถ้าไม่มีความสัมพันธ์มันจะไม่เกิดการพัฒนาหรือเติบโตข้างใน

ตินกานต์ ดอกรัก

คุณเชื่อในความรัก

ถามว่าความรักคืออะไรก่อนยังไม่รู้เลย มันคือความสัมพันธ์หรือเปล่า ถ้าถามว่าเชื่อในความรักไหม ก็เชื่อว่ามันมีอยู่ในทุกอารมณ์ที่ผสมเป็นความรัก มันมีทั้งหลง ทั้งใคร่ ทั้งรัก ทั้งห่วงใย ทั้งเข้าใจ ทั้งเมตตา ทั้งกรุณา และบางทีความรักก็มาพร้อมความเกลียด ความแค้น ความเสียใจ เราเชื่อว่าความรู้สึกพวกนี้มีอยู่จริง ในทุกคนมันมีอยู่จริง แค่ว่าสถานการณ์ไหนจะดึงอะไรออกมา สังเกตไหมว่าทุกคนเป็นคนที่มีทั้งด้านดีและไม่ดี แต่ทำไมกับคนนี้เวลาคบกันเขาดึงด้านแย่ของเราออกมา แต่พอเราเลิกกับเขามาคบกับอีกคน ทำไมคนนี้ถึงดึงด้านดีของเราออกมาได้ เราเลยเชื่อว่าทุกอารมณ์ที่มันประกอบขึ้นเป็นความรัก ความสัมพันธ์ คงมีอยู่จริงแหละ ไม่งั้นเราคงไม่ร้ายกับคนนี้ได้ แต่ดีกับอีกคนได้ สรุปฉันเป็นคนดีหรือคนร้ายวะ (หัวเราะ) เราเชื่อว่ามันอยู่ที่เราไปเจอถูกคู่หรือเปล่า คู่บางคู่ดึงด้านดีมาหากัน คู่บางคู่ดึงด้านร้ายออกมาใส่กัน ขอให้เจอคนที่ดึงด้านดีมาเจอกันแล้วชีวิตจะดีขึ้น พอถึงเวลา หมดเวลาแล้ว จบก็คือจบ แล้วเราก็ไปเรียนรู้คนใหม่

ความรักมันสำคัญกับชีวิตของคุณในระดับไหน

เราไม่เคยไม่มีความรักเลย เราบอกไม่ได้ว่ามันสำคัญในระดับไหน เรารู้สึกว่ามันมีเข้ามาตลอด โอ๊ย ไม่ได้บอกว่าตัวเองสวยเลยนะ (หัวเราะ) เราแอบรักเขาก็มี เขามาชอบเราก็มี มีแฟนก็มี ช่วงอกหักก็มี โสดๆ ก็มี แต่ช่วงโสดก็ยังมีความรู้สึกคิดถึงคนเก่าๆ ซึ่งเราก็รวมไปอยู่ในความรักนะ เราเลยไม่เคยหายไปจากอารมณ์ที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในความสัมพันธ์ เหมือนเรามีความสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา และในแง่การทำงาน เวลาเรามีความรัก ไม่จำเป็นต้องสมหวัง อกหักก็ได้ แอบรักก็ได้ เราจะทำงานได้ดี ไม่ว่าจะเขียนบทความหรือไปสัมภาษณ์ใคร คำมันจะออกมา ถ้าเราอินเลิฟอยู่ คำมันก็จะออกมาเหมือนโลกสวย แต่ต่อให้อกหัก โลกเศร้า มันก็จะมีชุดคำของความเศร้าออกมา

ไม่ว่ารักนั้นจะสมหวังหรือไม่ มันจะเป็นพลังให้คุณทำสิ่งต่างๆ

เราจะคิดออก คิดคำออก เหมือนมันอยู่ได้ คือใครที่โสดเราเชียร์นะ โสดอย่างมีความสุขไปเลย แต่ถ้าให้เลือกทีม เราเลือกทีมมีความรัก เพราะเวลามีความรักแล้วเรามีพลังในการไปในแง่มุมอื่นที่เราทำไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว อย่างในเล่ม มะนาลีแอนด์จูลเลย์ เราไปขี่มอเตอร์ไซค์กับแฟน คือถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่สามารถจะไปอยู่ที่หิมาลัยได้เลย เพราะเราขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็น เราต้องมีคนขับมอไซค์ให้ ถามว่าความรักสำคัญไหม มันก็สำคัญกับคนแบบเราแหละ คนเพ้อๆ ฝันๆ ชอบดูหนังรัก (ยิ้ม)

ตินกานต์ ดอกรัก

นอกจากไปหิมาลัยแล้ว ความรักพาคุณไปที่ไหนอีก

เราโตขึ้นในทุกๆ ความสัมพันธ์ที่เราเคยมี ไม่ว่าจะสมหวังหรือไม่ ดีต่อกันหรือไม่ ตอนเด็กๆ เราอาจเคยทำผิดพลาด พอเราผ่านมันมาได้ พอเราโตขึ้น เราก็รู้แล้วว่าจะอยู่กับความรักได้อย่างมีความสุข ความสงบได้อย่างไร แต่เราอาจรู้ไม่หมดร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เพราะทุกวันนี้เราก็ยังพลาดอยู่บ้างเหมือนกัน

ในความสัมพันธ์เราสอนซึ่งกันและกัน เขาสอนเราบางอย่าง เราก็สอนเขาบางอย่าง อย่างเขาสอนให้เรากล้าออกไปมากขึ้น เพราะจริงๆ เราไม่ใช่คนที่ท่องโลก คือเราอยากไปเที่ยวแต่เราไม่ใช่สายลำบาก เราอยากไปสบาย เตียงนอนใหญ่ๆ มีคนเสิร์ฟอาหาร แต่เขาพาเราไปอีกแง่มุมหนึ่ง มันก็มีบางอย่างที่ลำบาก แต่ก็ได้อะไรตอบแทนมานะ อย่างไปขับมอเตอร์ไซค์เราก็ได้เห็นความอดทนของตัวเอง จริงๆ ฉันก็อดทนได้เหมือนกันนะ ก่อนไปไม่คิดว่าจะอดทนจนจบเส้นทางได้ อันนี้คือสิ่งที่เห็นภาพชัดเจน แต่ภายในที่เติบโตขึ้นมันไม่สามารถเล่าได้เลย ไม่สามารถพูดออกมาได้ว่าเติบโตยังไง มันค่อยๆ สงบขึ้น เป็นสุขขึ้น แล้วก็รู้ว่าถ้าวันหนึ่งเราจะต้องเลิกกันกับคนปัจจุบันขึ้นมาก็คือมันมีเหตุให้เลิกกัน แค่นั้น ไม่ต้องฟูมฟายอะไร

ตินกานต์ ดอกรัก

ความรักในแง่มุมไหนที่คุณอยากถ่ายทอดให้คนอ่าน

เราเชื่อว่าความรักมันบังคับกันไม่ได้ เราไม่สามารถตั้งมั่นว่าวันนี้ฉันจะเดินออกไปแล้วเจอความรัก บทมันจะมามันก็มา บทเราจะเจอคนที่เรารู้สึกชอบเราก็ชอบ บทเราจะคุยกับคนนี้แล้วรู้สึกว่าคอนเนกต์กันได้มันก็เกิดขึ้น หรือวันดีคืนดีเขาก็เดินมาบอกเลิกเรา วันดีคืนดีเราก็รู้สึกว่าไม่รักคนนี้แล้ว

ความรักเหมือนการบานของดอกไม้ มีฤดูกาล มีเวลาที่เหมาะสม หรือกระทั่งการจากกันของคนสองคนโดยธรรมชาติแยกจากกัน ตายจากกัน เราก็ควบคุมมันไม่ได้ ถ้าเราอยากใช้คำว่าสงบกับความรัก เราต้องทำใจว่าถ้ามันถึงเวลามันก็ถึงเวลา

เวลาที่ความรักดี ความสัมพันธ์ดี เราจะกลัวว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่มีคนนี้เราจะเป็นยังไง ถ้าวันหนึ่งพ่อแม่ตายไปจะทำยังไง ถ้าวันหนึ่งเพื่อนที่เราสนิทมากๆ ไม่อยู่แล้วจะเป็นยังไง แต่ก็นั่นแหละ คิดไปก็เท่านั้น เราควบคุมมันไม่ได้ ดังนั้นสงบกับปัจจุบันเถอะ รู้ว่ามันยาก เราเองก็ทำไม่ได้ตลอดเวลา แต่ถ้าทำได้มันก็จะดีมาก เวลามีสติเราจะรู้ว่าช่างมันเถอะ ถ้าวันนี้เขาจะขอเดินทางไปคนเดียวแล้วจะไม่กลับมาอีกแล้วก็ขอให้เป็นกาลเวลาของมันเถอะ ถ้าวันนี้เราจะไปแล้วจะไม่กลับมาหาเขาแล้วก็ขอให้เป็นกาลเวลาของมันเถอะ ให้มันเป็นเรื่องของฤดูกาล เหมือนดอกไม้บานนั่นแหละ

ตินกานต์ ดอกรัก

*ขอบคุณสถานที่ Flower in hand by P.


วันที่ 19 มกราคม เวลา 16:30-17:30 น. มีงานเปิดตัวหนังสือ ดอก รัก ที่มิวเซียมสยาม โดยพบกับนักเขียน ตินกานต์, นักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นดอกไม้ในหนังสือ WHITE HAT. และแขกรับเชิญพิเศษ ปอนด์ ยาคอปเซ่น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ In Relationship with ดอก รัก (กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในงาน a book Glass House @ Lit Fest)

Author

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร a day magazine ที่ตั้งใจทำงานหาเงินไปซื้อกระเป๋ามารีเมกโกะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อย รวบรวมผลงานไว้ที่ pathipolr.myportfolio.com

Related Posts


x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)