<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sound Effect &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/series/sound-effect-series/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/series/sound-effect-series/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 21 Oct 2021 03:01:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>จาก ‘Blowin’ in the Wind’ ถึงความย้อนแย้งของ ‘สู้เข้าไปอย่าได้ถอย’ บทเพลงแห่งการประท้วง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/blowing-in-the-wind/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Apr 2021 08:35:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Sound Effect]]></category>
		<category><![CDATA[blowing in the wind]]></category>
		<category><![CDATA[Peter Paul and marry]]></category>
		<category><![CDATA[1960]]></category>
		<category><![CDATA[oldies]]></category>
		<category><![CDATA[sound]]></category>
		<category><![CDATA[blues]]></category>
		<category><![CDATA[music]]></category>
		<category><![CDATA[folk]]></category>
		<category><![CDATA[bob dylan]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=129052</guid>

					<description><![CDATA[<p>Blowin&#8217; in the Wind ช่วงปี 1960s เป็นห้วงเวลาแห่งความเคลื่อนไหวทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา มีกลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นหัวขบวนเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ทั้งสิทธิพลเมืองให้คนดำและสิทธิสตรี การลอบสังหารประธานาธิบดี John F. Kennedy อันอุกอาจ เรื่อยมาจนการต่อต้านสงครามเวียดนามที่สหรัฐฯ–ภายใต้การนำทัพของ Richard Nixon ที่กินเวลาจากปลายยุค 60s ขยับมาจนถึงยุค 70s อันเดือดดาล Robert Allen Zimmerman เด็กหนุ่มจากย่านมินเนโซต้าเติบโตขึ้นมาโดยมีบรรยากาศเช่นนี้ล้อมรอบ พูดให้ถึงที่สุด เช่นเดียวกับเด็กชาวอเมริกันรุ่นเดียวกันอีกหลายคน เขาใช้เวลาในวัยเด็กแว่วเสียงเครื่องบิน ระเบิด และข่าวคราวผู้บาดเจ็บล้มตายหรือสูญหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสหรัฐฯ เดินหน้าเข้าร่วม และเป็นประจักษ์พยานความบอบช้ำของผู้คนภายหลังจากผ่านสงคราม ความพินาศในนามของความกล้าหาญภักดีที่ชาติมอบให้ ในอีกยี่สิบปีต่อมาเขาเติบโตเป็นชายหนุ่ม คว้ากีตาร์ติดมือมาหนึ่งตัว ออกเดินทางมายังนิวยอร์กแล้วเรียกตัวเองว่า Bob Dylan ออกอัลบั้มแรกในชีวิต Bob Dylan (1962) ที่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก เป็นในปีเดียวกันนี้เอง ในบาร์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่ชายหนุ่มก็ได้ทิ้งตัวนั่งลงแล้วเขียนเนื้อเพลงขยุกขยิกที่นึกได้ใส่กระดาษ คว้ากีตาร์ตัวหนึ่งเดินขึ้นบนเวที ขับร้องเพลงที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้เป็นมั่นเป็นเหมาะด้วยซ้ำไป How many roads [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/blowing-in-the-wind/">จาก ‘Blowin’ in the Wind’ ถึงความย้อนแย้งของ ‘สู้เข้าไปอย่าได้ถอย’ บทเพลงแห่งการประท้วง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h3 class="wp-block-heading"><strong>Blowin&#8217; in the Wind</strong></h3>



<p>ช่วงปี 1960s เป็นห้วงเวลาแห่งความเคลื่อนไหวทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา มีกลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นหัวขบวนเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ทั้งสิทธิพลเมืองให้คนดำและสิทธิสตรี การลอบสังหารประธานาธิบดี John F. Kennedy อันอุกอาจ เรื่อยมาจนการต่อต้านสงครามเวียดนามที่สหรัฐฯ–ภายใต้การนำทัพของ Richard Nixon ที่กินเวลาจากปลายยุค 60s ขยับมาจนถึงยุค 70s อันเดือดดาล</p>



<p>Robert Allen Zimmerman เด็กหนุ่มจากย่านมินเนโซต้าเติบโตขึ้นมาโดยมีบรรยากาศเช่นนี้ล้อมรอบ พูดให้ถึงที่สุด เช่นเดียวกับเด็กชาวอเมริกันรุ่นเดียวกันอีกหลายคน เขาใช้เวลาในวัยเด็กแว่วเสียงเครื่องบิน ระเบิด และข่าวคราวผู้บาดเจ็บล้มตายหรือสูญหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสหรัฐฯ เดินหน้าเข้าร่วม และเป็นประจักษ์พยานความบอบช้ำของผู้คนภายหลังจากผ่านสงคราม ความพินาศในนามของความกล้าหาญภักดีที่ชาติมอบให้ ในอีกยี่สิบปีต่อมาเขาเติบโตเป็นชายหนุ่ม คว้ากีตาร์ติดมือมาหนึ่งตัว ออกเดินทางมายังนิวยอร์กแล้วเรียกตัวเองว่า Bob Dylan ออกอัลบั้มแรกในชีวิต<em> Bob Dylan</em> (1962) ที่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="691" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n-1024x691.jpg" alt="" class="wp-image-129053" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n-1024x691.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n-300x202.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n-768x518.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n-600x405.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/168283520_704153530982157_8399919883795616675_n.jpg 1044w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เป็นในปีเดียวกันนี้เอง ในบาร์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่ชายหนุ่มก็ได้ทิ้งตัวนั่งลงแล้วเขียนเนื้อเพลงขยุกขยิกที่นึกได้ใส่กระดาษ คว้ากีตาร์ตัวหนึ่งเดินขึ้นบนเวที ขับร้องเพลงที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้เป็นมั่นเป็นเหมาะด้วยซ้ำไป</p>



<p><em>How many roads must a man walk down, before you call him a man?</em></p>



<p><em>How many seas must a white dove sail, before she sleeps in the sand?</em></p>



<p><em>Yes, and how many times must the cannonballs fly, before they&#8217;re forever banned?</em></p>



<p><em>The answer, my friend, is blowin&#8217; in the wind. The answer is blowin&#8217; in the wind&#8221;</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Blowing In The Wind (Live On TV, March 1963)" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/vWwgrjjIMXA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>จะเพราะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เนื้อเพลงที่ว่าด้วยการตั้งคำถามถึงสงคราม สันติภาพ และความเป็นมนุษย์เพลงนั้นกลายเป็นที่สนใจในทันที ภายหลังมันถูกตั้งชื่อตามท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงว่า <em>Blowin&#8217; in the Wind</em> และทางสตูดิโอก็ได้หยิบมันมาเป็นซิงเกิลของ The Freewheelin&#8217; Bob Dylan (1963) อัลบั้มลำดับที่สองของดีแลน จนส่งให้มันเป็นเพลงที่สร้างปรากฏการณ์ระดับประเทศ แทรกซึมจนกลายเป็นจิตวิญญาณของคนหนุ่มสาวผู้แสวงหาสันติภาพ ตัวดีแลนเคยร้องเพลงนี้ในการประท้วงเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งให้คนผิวดำในกรีนวูด, มิสซิสซิปปี้ในฤดูใบไม้ผลิปี 1963 และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้น วงดนตรีโฟล์ก Peter, Paul and Mary ก็ได้หยิบเอาเพลงของดีแลนไปขับร้องหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์น ช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่ Martin Luther King, Jr. นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองชาวแอฟริกัน-อเมริกัน จะกล่าววาทะในตำนานอย่าง &#8220;I Have a Dream&#8221;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Peter, Paul and Mary - Blowing in the Wind" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/Ld6fAO4idaI?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><em>Blowin&#8217; in the Wind </em>กลายเป็นเพลงประจำการประท้วงเรียกร้องสิทธิต่างๆ ในเวลานั้น สอดรับกับเจตนารมณ์เดิมของดีแลนซึ่งเคยเล่าที่มาของบทเพลงซึ่งถือกำเนิดขึ้นในบาร์เล็กๆ เพลงนั้นว่า &#8220;ผมเล่าอะไรเกี่ยวกับเพลงนี้ไม่ได้มากนัก เว้นเสียแต่ว่าคำตอบมันอยู่ในสายลม ไม่ได้อยู่ในหนังสือ ไม่ได้อยู่ในหนังหรือในโทรทัศน์หรือในวงเสวนาใดๆ หากแต่มันอยู่ในสายลม และโบยบินจากไปแล้ว พวกคนเท่ๆ มีคำตอบให้ผมหลากหลายอย่างแต่ผมไม่เชื่อเลย ผมยังคงเชื่อว่ามันอยู่ในสายลม มีล่องลอยไปราวกับเศษกระดาษซึ่งคงจะหล่นลงพื้นบ้างเป็นบางคราว แต่ปัญหาคือ เมื่อมันหล่นลงมาแล้วก็ไม่มีใครหยิบฉวยคำตอบนั้นขึ้นมาอีก คนอีกจำนวนมากเลยไม่ได้เห็นว่าคำตอบนั้นเป็นอย่างไร จนมันบินจากไปอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>&#8220;ผมยังยืนกรานว่า อาชญากรรมที่รุนแรงที่สุดคือการที่คนพวกนั้นเบือนหน้าหนีจากสิ่งที่ผิด ซึ่งเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด ผมอายุแค่ 21 ปียังรู้เลยว่าเรามีสงครามมากมายเหลือเกิน คุณอายุมากกว่า 21 คุณก็ควรจะฉลาดกว่าสิ&#8221;</p>



<p>บทเพลงของดีแลนก็ยังทำหน้าที่ปลุกระดมไปจนถึงปลอบโยนเหล่าคนหนุ่มสาวในอเมริกาที่ไขว่คว้าหาสันติภาพและแสวงหาคำตอบของชีวิตตลอดช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวที่กินเวลาลากยาวมาจนถึงยุค 70s จนมันกลายเป็นเพลงแห่งการประท้วง ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการบรรจุในหอเกียรติยศของแกรมมี่ในปี 2004 ในฐานะเพลงที่มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์และเปี่ยมคุณภาพมาอย่างยาวนาน</p>



<p><em>Blowin&#8217; in the Wind</em> ของดีแลนไม่ใช่บทเพลงเดียวที่ทำหน้าที่เป็นน้ำเสียงและเนื้อหาของการประท้วง อันที่จริงก็เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวหรือเจตนาอื่นๆ ที่สร้างความรู้สึกร่วมของผู้คนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นมาแบบ–ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม–คุณสมบัติอันทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของดนตรีคือมันเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ในทุกการประท้วงทั้งเล็กทั้งใหญ่ ด้านหนึ่งมันจึงทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความรู้สึกหรือคำอธิบายห้วงอารมณ์ของผู้คนทางอ้อมในการชุมนุมแต่ละครั้ง อย่างที่เราเคยเห็นผู้ประท้วงจำนวนมากร่วมขับร้อง <em>Do You Hear the People Sing? </em>เพลงชาติแห่งการประท้วงที่ถือกำเนิดขึ้นจากละครเวที <em>Les Misérables</em> ในปี 1980</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-129055" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Les Misérables, 1980</figcaption></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Do You Hear the People Sing?</strong></h3>



<p><em>Les Misérables </em>หรือ <em>เหยื่ออธรรม </em>วรรณกรรมอมตะของ วิกเตอร์ อูโก ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1862 และได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าที่สุดของศตวรรษที่ 19 โดยเล่าถึงชั่วชีวิตคนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงการปกครองของฝรั่งเศส หนึ่งในฉากสำคัญของเรื่องคือการรวมตัวกันลุกฮือขึ้นมาของประชาชนในองก์ที่หนึ่งเมื่อ เอ็นญอร่า และกลุ่มนักศึกษาก่อปฏิวัติขึ้นกลางถนนระหว่างขบวนแห่ศพของนายพล ฌ็อง มักซีมีเลียง ลามาร์ก พร้อมขับร้องเพลง <em>Do You Hear the People Sing?</em> หรือ <em>À la Volonté du Peuple</em> ในภาษาฝรั่งเศส โดยได้ เคลาด์-มิเชล โชนแบร์ก คอมโพเซอร์เพลงให้ ขณะที่เนื้อร้องภาษาฝรั่งเศสได้ อาแล็ง บูบิลล์ และฌ็อง-มาร์ก นาเตล ประพันธ์ให้ ส่วนภาษาอังกฤษเป็นเวอร์ชั่นของแฮร์เบิร์ต เครตซ์เมอร์ และพวกเขาเองไม่อาจนึกฝันเลยว่าในอีกหลายทศวรรษต่อมา มันจะกลายเป็นเพลงชาติในพื้นที่ของการประท้วงนับตั้งแต่โลกตะวันตก ไล่เรื่อยมาจนถึงตะวันออก</p>



<p><em>Do You Hear the People Sing?</em> กลายเป็นบทเพลงในการประท้วงยุคหลังนับตั้งแต่การชุมนุมต่อต้านพระราชบัญญัติวิสคอนซินเมื่อปี 2011 ที่ผู้ประท้วงกว่าแสนคนรวมตัวกันยังที่ว่าการรัฐวิสคอนซิน และการขับร้องบทเพลงนี้ก็เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ต่อต้านการตรากฎหมายโดยมิชอบ, การประท้วงที่สวนสาธารณะทักซิม เกซีในตุรกีปี 2013 ที่ประชาชนรวมตัวกันต่อต้านนโยบายของนายกฯ (ในเวลานั้น) ที่มุ่งมั่นจะเอาพื้นที่สาธารณะไปทำเป็นห้างสรรพสินค้า ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้เกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐใช้การปราบปรามรุนแรงเกินกว่าเหตุ จนการประท้วงบานปลายกินเวลาอีกหลายเดือน ตลอดจนเหตุการณ์ที่ฮ่องกง เมื่อช่วงปลายปี 2019 ในภาวะที่ฮ่องกงพยายามปลดแอกตัวเองจากการปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ เหล่านักเรียนพากันขับร้องบทเพลงนี้กลบเสียงเพลงชาติก่อนเข้าชั้นเรียน จนมันส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปสู่การประท้วงใหญ่ด้านนอกอันส่งผลให้จีนลบเพลงนี้ออกจาก QQ Music บริการสตรีมมิงรายใหญ่ของจีน เช่นเดียวกันกับในไทยซึ่งภายหลังจากการประท้วงในปี 2020 ที่ผ่านมา <em>Do You Hear the People Sing? </em>เป็นเพลงที่ถูกขับร้องเพื่อใช้ต่อต้านรัฐบาลและชนชั้นนำของไทย</p>



<p><em>Do you hear the people sing?</em></p>



<p><em>Singing a song of angry men?</em></p>



<p><em>It is the music of the people</em></p>



<p><em>Who will not be slaves again!</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="26th June 2019 G20 free Hong Kong do you hear the people sing 問誰未發聲" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/It3Ny7IY7jA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>เครตซ์เมอร์ เจ้าของเนื้อเพลงเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ พูดถึงการที่บทเพลงจากปลายปากกาของเขานั้นเป็นศูนย์รวมใจของผู้ถูกกดขี่จากทั่วโลกว่า &#8220;ผมเขียนเนื้อเพลง <em>Do You Hear The People Sing?</em> ตอนอายุได้ 60&#8243; เขาเล่า &#8220;เขียนขึ้นมาก่อนที่ Nelson Mandela จะถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำในปี 1990 และก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะพังทลายลงเสียอีก</p>



<p>&#8220;เวลามีคนมาถามว่า เหตุใดเพลงจึงเป็นที่นิยมมาอย่างยาวนานขนาดนี้ ผมก็จะตอบเสมอว่าผมเพียงแต่พยายามเล่าประเด็นสำคัญตลอดกาลเท่านั้น นั่นคือความอยุติธรรม ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนให้ชายและหญิงทั้งหลายกลายเป็นทาส สร้างความโกรธแค้นและอับอายทั้งยังบดขยี้จิตวิญญาณมนุษย์ หากแต่ทุกสิ่งก็จะสิ้นสุดลงตามท่อนที่ว่า ‘When tomorrow comes&#8217; เพราะผมเชื่อว่าความหวังนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจดับสูญไปได้&#8221; หลังจากนั้นเครตซ์เมอร์เสียชีวิตในปีต่อมาด้วยวัย 95 ปี</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Bye Bye Badman</strong></h3>



<p>หากว่า <em>Do You Hear the People Sing?</em> เป็นบทเพลงที่ถือกำเนิดขึ้นก่อนแล้วจึงถูกหยิบไปใช้ในการประท้วง มุมกลับของมันคือ<em> Bye Bye Badman</em> ของวงจากแมนเชสเตอร์ The Stone Roses ที่ปล่อยออกมาในปี 1989 ท่วงทำนองเรียบเรื่อยทว่าเนื้อเพลงชวนเหวอ พร้อมปกอัลบั้มที่เป็นรูปซีกมะนาวฝานครึ่ง ใครจะไปเชื่อว่ามันได้รับแรงบันดาลใจมาจากการประท้วงอันเดือดดาลที่ฝรั่งเศสในปี 1968</p>



<p><em>I&#8217;m throwing stones at you man</em></p>



<p><em>I want you black and blue and</em></p>



<p><em>I&#8217;m gonna make you bleed</em></p>



<p><em>Gonna bring you down to your knees</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="The Stone Roses - Bye Bye Badman (audio only)" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/UVwLhV1oY1c?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ต้นธารของเพลงที่พูดถึงการขว้างปาอิฐและก้อนหิน สบถสาบานถ่มถุย &#8216;เจ้าคนชั่ว&#8217; เกิดขึ้นในสมัยที่ Ian Brown ฟรอนต์แมนตัวเอ้ของวงไปเจอเข้ากับชายชาวฝรั่งเศสที่โบกรถเพื่ออกเดินทางไปทั่วยุโรป และเริ่มต้นบทสนทนาในรถด้วยการเล่าถึงความเดือดดาลของการประท้วงในบ้านเกิดของตัวเอง&#8221; หมอนี่เพิ่งกลับมาจากการประท้วงแหม็บๆ&#8221; John Squire มือกีตาร์เล่า &#8220;แล้วเขาก็เล่าให้เอียนฟังเป็นฉากๆ เลยว่าในการประท้วงนั่น มะนาวมันถูกเอามาใช้ประโยชน์ในฐานะสารล้างแก๊สน้ำตาได้ยังไงบ้าง&#8221;</p>



<p>ส่วนเอียนผู้ตื่นตาตื่นใจกับเรื่องเล่า พบว่าสหายร่วมทางหน้าใหม่พกมะนาวตลอดจนสารพัดของจุกจิกที่ต้องใช้ในม็อบติดตัวไว้อยู่เกือบตลอดเวลา &#8220;เขาบอกเราว่าน้ำมะนาวมันไปลดความรุนแรงของแก๊สน้ำตา แล้วก็ระแวงว่าสักวันรัฐบาลคงโยนเอาแก๊สน้ำตาใส่ฝูงชนอีกแน่ๆ เลยต้องพกมะนาวติดตัวไว้เสมอ จะได้บุกไปช่วยพวกแนวหน้าในการชุมนุมได้&#8221;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-129056" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/xxParis68May-slide-G91R-videoSixteenByNineJumbo1600.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Paris Revolution, 1968</figcaption></figure>



<p>การประท้วงในปารีสปี 1968 นั้นเป็นหนึ่งในการประท้วงที่ได้รับการจดจำมากที่สุด เช่นเดียวกับอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก ฝรั่งเศสเองก็รับเอาบรรยากาศการเปลี่ยนแปลงและต่อต้านของประชาชนต่อรัฐในช่วงเวลาที่โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่สงครามเย็นอย่างเต็มตัว ประกอบกับความล้มเหลวของรัฐบาลฝรั่งเศสในเวลานั้นที่ไม่อาจรองรับความต้องการหรือคำเรียกร้องของคนหนุ่มสาว จนพวกเขารู้สึกถูกทอดทิ้งและไร้อนาคต นำมาสู่การก่อหวอดประท้วงในเดือนพฤษภาคมที่รั้วมหาวิทยาลัย และพบว่ารัฐโต้ตอบพวกเขาด้วยการพยายามจะปิดมหาวิทยาลัยซึ่งทำให้ฝั่งมวลชนไม่พอใจ จนเกิดการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ ลงท้ายที่เหล่านักศึกษาถูกจับกุมนับร้อยชีวิต&nbsp;</p>



<p>เช่นเดียวกันกับการประท้วงอื่นๆ เพราะการจับกุมนั้นไม่ได้แปลว่าเหล่าผู้ชุมนุมจะสงบยอม ตรงกันข้าม มันเทียบเท่ากับการโหมน้ำมันเข้ากองไฟ สหภาพนักเรียนมัธยมร่วมกันกับคุณครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมการประท้วงนี้ในวันที่ 6 พฤษภาคมบริเวณประตูชัยฝรั่งเศส พร้อมข้อเรียกร้องสามข้อคือ ต้องปล่อยตัวนักศึกษาทุกคนที่ถูกจับกุมในทันที, เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องออกจากมหาวิทยาลัย และให้มีการเปิดมหาวิทยาลัยดังเดิม ซึ่งการเจรจาผ่านไปได้ด้วยดี เจ้าหน้าที่รับปากว่าจะเดินหน้าทำตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ เหล่าผู้ชุมนุมค่อยๆ ทยอยกลับโรงเรียนเพื่อจะพบว่า สิ่งที่ตำรวจรับปากในการประท้วงเมื่อวันที่ 6 นั้นไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย! (ฟังดูคุ้นๆ ยังไงไม่รู้) นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่กว่าเดิมในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยผู้ประท้วงยึดครองฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนใจกลางปารีส ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งกำบังไม่ให้พวกเขาข้ามแม่น้ำมายังอีกฝั่งได้ ฝูงชนจึงเริ่มปาข้าวของใส่กันวุ่นวายและปักหลักค้างคืนแถบนั้น ก่อนจะถูกตำรวจลอบโจมตีกลางดึกตอนตีสอง เกิดเป็นจลาจลนองเลือดครั้งใหญ่ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถูกจับกุมจำนวนมาก</p>



<p>สถานีวิทยุและสื่อมวลชนหลายแห่งรายงานการปะทะกันในครั้งนี้ ทำให้คนดังทั้งนักร้องและกวีหลายคนเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้เพื่อต่อต้านการใช้ความรุนแรงเกินความจำเป็นของตำรวจ บวกกันกับเหล่าแรงงานที่นัดหยุดงานครั้งใหญ่เพื่อมาร่วมลงถนนเดินขบวนในปารีสเรือนแสน ทำเอา จอร์จ ปงปีดู นายกรัฐมนตรีภายใต้การบริหารของชาร์ลส เดอ โกล ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในเวลานั้นประกาศปล่อยตัวประชาชนที่ถูกจับกุมอย่างเร่งด่วน ทั้งยังอนุญาตให้เปิดมหาวิทยาลัยอีกหนหลังปิดมาตั้งแต่ต้นเดือน แต่ปรากฏว่าช้าไปแล้ว มวลชนยิ่งโหมความโกรธเคืองและรู้สึกว่าปงปีดูไม่จริงใจ ทั้งยังทอดทิ้งผู้คนจนเกิดจลาจลครั้งใหญ่ และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ชายฝรั่งเศสที่เอียนเจอในคราวนั้นเข้าร่วมและเรียนรู้จะพกลูกมะนาวติดตัวไว้ตลอดเวลาเผื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะปาแก๊สน้ำตาข้ามมายังฝั่งประชาชน (ทั้งนี้ เหตุการณ์ในปี 1968 ลงเอยที่เดอ โกลขอลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีและจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สู้ไม่ถอย</strong></h3>



<p>ตัดภาพกลับมาที่บริบทประเทศไทย เราอาจต้องพูดกันตรงๆ ว่าเพลงประท้วงในความหมายแบบไทยด้านหนึ่งมันหมายถึงเพลงเพื่อชีวิต เป็นที่น่าสนใจว่ายุคเรืองรองของเพลงเพื่อชีวิตไทยนั้นเกิดขึ้นในยุค 14 ตุลา 2516 ที่ดัดแปลงจากเพลงลูกทุ่ง พูดถึงคนชนชั้นแรงงาน ปากกัดตีนถีบในสังคมอันไม่เป็นธรรม มาสู่เพลงที่เสียดสีรัฐบาล เรียกร้องความเท่าเทียมและการต่อสู้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="615" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Oct.jpg" alt="" class="wp-image-129060" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Oct.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Oct-300x205.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Oct-768x525.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Oct-600x410.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></figure>



<p><em>สู้เข้าไปอย่าได้ถอย</em></p>



<p><em>มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่</em></p>



<p><em>รวมพลังทำลายเหล่าศัตรู</em></p>



<p><em>พวกเราสู้เพื่อความยุติธรรม</em></p>



<p>เพลง <em>สู้ไม่ถอย</em> เขียนขึ้นโดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นับเป็นบทเพลงที่ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ ของยุค 14 ตุลา ภายหลังจากเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี นำมาสู่การขุดคุ้ยหาความจริงว่าเหตุใดเฮลิคอปเตอร์ลำยักษ์พร้อมอาวุธสงครามล่าสัตว์จึงไปตกอยู่กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามมาด้วยการเปิดโปงข้อเท็จจริงครั้งใหญ่ว่าในการออกเดินทางไปยังค่ายพักแรมในทุ่งนเรศวรนั้น เป็นการออกเดินทางไปล่าสัตว์อย่างที่เห็นได้จากซากกระทิงและซากสัตว์ป่าจำนวนมากในเฮลิคอปเตอร์ </p>



<p>เหตุการณ์นี้ทำให้นักศึกษาและประชาชนหลายฝ่ายไม่พอใจจนจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีต้องออกมาให้สัมภาษณ์แก้ต่างว่าเป็นการออกเดินทางเพื่อไปสืบราชการลับ (!!) ของเหล่าเจ้าหน้าที่ชั้นสูงในป่าใหญ่ ค้านกันกับหลักฐานที่นักข่าวและนักศึกษาตามไปขุดคุ้ยถึงท้องที่ และเพื่อจะโต้กลับคำตอบของถนอม นักศึกษาจึงรวมตัวกันพิมพ์หนังสือชื่อ <em>บันทึกลับจากทุ่งใหญ่</em> ออกมาราวกลางปี 2516 ไล่เลี่ยกันกับที่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง 9 คน ตีพิมพ์หนังสือ<em> มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ </em>เพื่อตำหนิรัฐบาลต่อการคอร์รัปชั่นและตั้งคำถามต่อสถาบันการศึกษาที่ไม่อาจให้คำตอบใดๆ ต่อความบิดเบี้ยวของสังคมได้ </p>



<p>ภายหลังตีพิมพ์หนังสือได้ไม่นาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงในเวลานั้นจัดการออกคำสั่งปลดนักศึกษาทั้ง 9 คนออกจากรายชื่อบัญชีนักศึกษาทันที และกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ทำให้เพื่อนนักศึกษาทั้งร่วมสถาบันและต่างสถาบัน ตลอดจนประชาชนหลากหลายฝ่ายไม่พอใจกับท่าทีเช่นนี้ของอธิการบดี ออกมารวมตัวกดดันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยให้รับนักศึกษาทั้ง 9 คนกลับเข้าเรียนอีกครั้ง และช่วงเวลานี้เองที่ก่อกำเนิดบทเพลง<em> สู้ไม่ถอย</em> ขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจมวลชนในการต่อสู้กับอำนาจรัฐอันแสนไม่ชอบธรรม พร้อมกันกับที่การประท้วงนั้นเดินหน้าไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาในอีกหลายเดือนต่อมาในที่สุด</p>



<p>น่าสนใจว่า เพลง <em>สู้ไม่ถอย </em>นั้นถูกนำมาใช้ในบริบทหลากหลายของการประท้วงเสมอ โดยเฉพาะในปี 2557 ที่กลุ่มผู้ประท้วง กปปส.นำมาใช้เป็นเพลงปลุกใจระหว่างเดินขบวนชัตดาวน์กรุงเทพฯ และมันได้เปลี่ยนบริบทของตัวเพลงในทันที กล่าวคือหากว่าเมื่อ 48 ปีก่อน เพลงนี้เคยรับใช้ประชาชนในฐานะการต่อสู้กับเผด็จการ มาสู่การใช้เป็นเครื่องมือในการกวักมือเรียกกองทัพให้เข้าแทรกแซงทางการเมืองในอีกหลายปีต่อมาได้อย่างน่าประหลาด และนับเป็นปรากฏการณ์อันแสนลักลั่นย้อนแย้งที่แสนจะชินตาในหน้าการเมืองไทยไปแล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/blowing-in-the-wind/">จาก ‘Blowin’ in the Wind’ ถึงความย้อนแย้งของ ‘สู้เข้าไปอย่าได้ถอย’ บทเพลงแห่งการประท้วง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก ‘The Style Council’ ถึง ‘Blur’ และ ‘Pulp’ ประวัติศาสตร์ของบทเพลง ชนชั้น และการฟาดฟันของแรงงาน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/class-son/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Apr 2021 13:12:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Sound Effect]]></category>
		<category><![CDATA[british]]></category>
		<category><![CDATA[blur]]></category>
		<category><![CDATA[pulp]]></category>
		<category><![CDATA[class]]></category>
		<category><![CDATA[union]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=128174</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะเป็นสมัยที่เพลงบลูส์ถือกำเนิดมาจากความเศร้าสร้อยของคนดำที่ถูกเกณฑ์มาเป็นทาสทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาในยุคปลายศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อครั้งที่เพลงฮิปฮอประเบิดเอาความข้นแค้นของชาวแอฟริกัน-อเมริกันในย่านแออัดออกมา ตัวอย่างเหล่านี้คือข้อพิสูจน์โดยตัวมันเองว่า ดนตรีไม่ได้แยกขาดจากเรื่องสังคมและชนชั้น ตรงกันข้าม หลายครั้งที่บทเพลงกลายมาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบอกเล่า หรือกระทั่งการต่อสู้ทางชนชั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม Shout To The Top ของวงสัญชาติอังกฤษ The Style Council ปล่อยออกมาในปี 1984 ในยุคสมัยที่สหราชอาณาจักรอยู่ภายใต้การปกครองของมาร์กาเรต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีฝั่งอนุรักษนิยม ก่อนหน้านี้อังกฤษเองกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาแรงงานมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหลังจากที่แทตเชอร์ได้รับเลือกตั้ง การเมืองและสังคมอังกฤษก็ได้เกิดความขัดแย้งแตกขั้วกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากมาตรการจำกัดบทบาทของสหภาพแรงงานอย่างเข้มงวด ลดการให้ความช่วยเหลือแรงงานและสวัสดิการรัฐต่างๆ จนจำนวนคนตกงานพุ่งขึ้นมหาศาล เกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ตามหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะทางตอนเหนือ และถึงที่สุด มันก็ได้ก่อให้เกิดมวลความรู้สึกหนึ่งฝังแน่นอยู่ในชนชั้นแรงงานอังกฤษ นั่นคือความรู้สึกข้นแค้นต่อการถูกรัฐทอดทิ้ง ไม่แยแส จนพวกเขาตั้งฉายาให้แทตเชอร์ว่า &#8216;the witch&#8217; หรือนังแม่มด &#8220;When you&#8217;re down on the bottom there&#8217;s nothing else&#160;But to shout to the topWell, we&#8217;re gonna shout [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/class-son/">จาก ‘The Style Council’ ถึง ‘Blur’ และ ‘Pulp’ ประวัติศาสตร์ของบทเพลง ชนชั้น และการฟาดฟันของแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ไม่ว่าจะเป็นสมัยที่เพลงบลูส์ถือกำเนิดมาจากความเศร้าสร้อยของคนดำที่ถูกเกณฑ์มาเป็นทาสทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาในยุคปลายศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อครั้งที่เพลงฮิปฮอประเบิดเอาความข้นแค้นของชาวแอฟริกัน-อเมริกันในย่านแออัดออกมา ตัวอย่างเหล่านี้คือข้อพิสูจน์โดยตัวมันเองว่า ดนตรีไม่ได้แยกขาดจากเรื่องสังคมและชนชั้น ตรงกันข้าม หลายครั้งที่บทเพลงกลายมาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบอกเล่า หรือกระทั่งการต่อสู้ทางชนชั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม</p>



<p><em>Shout To The Top</em> ของวงสัญชาติอังกฤษ The Style Council ปล่อยออกมาในปี 1984 ในยุคสมัยที่สหราชอาณาจักรอยู่ภายใต้การปกครองของมาร์กาเรต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีฝั่งอนุรักษนิยม ก่อนหน้านี้อังกฤษเองกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาแรงงานมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหลังจากที่แทตเชอร์ได้รับเลือกตั้ง การเมืองและสังคมอังกฤษก็ได้เกิดความขัดแย้งแตกขั้วกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากมาตรการจำกัดบทบาทของสหภาพแรงงานอย่างเข้มงวด ลดการให้ความช่วยเหลือแรงงานและสวัสดิการรัฐต่างๆ จนจำนวนคนตกงานพุ่งขึ้นมหาศาล เกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ตามหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะทางตอนเหนือ และถึงที่สุด มันก็ได้ก่อให้เกิดมวลความรู้สึกหนึ่งฝังแน่นอยู่ในชนชั้นแรงงานอังกฤษ นั่นคือความรู้สึกข้นแค้นต่อการถูกรัฐทอดทิ้ง ไม่แยแส จนพวกเขาตั้งฉายาให้แทตเชอร์ว่า &#8216;the witch&#8217; หรือนังแม่มด</p>



<p class="has-text-align-center"><em>&#8220;When you&#8217;re down on the bottom there&#8217;s nothing else&nbsp;</em><br><em>But to shout to the top</em><br><em>Well, we&#8217;re gonna shout to the top.&#8221;</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="The Style Council - Shout To The Top" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/7m94ip38UKs?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><em>Shout To The Top</em> คือเพลงที่พูดถึงภาวะหลังชนฝาของชนชั้นแรงงานที่รัฐบาลไม่เหลียวแล โดยเฉพาะในปี 1981 ที่เกิดการจลาจลครั้งใหญ่ในอังกฤษ สืบเนื่องมาจากอัตราการว่างงานของชนชั้นแรงงานและชายขอบที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากนโยบายสุดเฮี้ยบของแทตเชอร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดจากย่านแรงงานอย่างบริกซ์ตันในลอนดอน, ท็อกซ์เทธในลิเวอร์พูล และชาเปลทาวน์ในลีดส์ ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ทำให้มีแรงงานอาศัยอยู่เยอะมาก และเป็นแหล่งที่ผู้อพยพหลากเชื้อชาติจากเครือจักรภพตั้งแต่ช่วง 50s-60s ปักหลักอาศัยอยู่ มันจึงเป็นพื้นที่ชายขอบจากการดูแลของแทตเชอร์โดยสมบูรณ์ ยิ่งเหตุการณ์เด็กวัยรุ่นผิวดำ 13 รายเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ในลอนดอนเมื่อเดือนมกราคม 1981 และเจ้าหน้าที่ตำรวจรีบปฏิเสธว่า &#8216;(เหตุการณ์ครั้งนี้) ไม่น่าเกี่ยวข้องใดๆ กับชาติพันธุ์ของผู้ตาย&#8217; ทำให้เหล่าคนดำและคนในพื้นที่เปราะบางนั้นแค้นเคืองยิ่งขึ้น บวกกับความตึงเครียดที่มีคนว่างงานกว่า 2.5 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับที่เคยเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรสมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ปี 1930 ทำให้ผู้คนโดยเฉพาะชนชั้นแรงงานแค้นเคืองแทตเชอร์ จนเกิดการจลาจลครั้งใหญ่ในบริกซ์ตันเดือนเมษายนปีเดียวกัน ก่อนขยายตัวจากบริกซ์ตันไปยังลิเวอร์พูลและลอนดอน&nbsp;</p>



<p>ภายหลังการปราบปรามจลาจลในครั้งนั้น ชื่อของแทตเชอร์กลายเป็นชื่อที่ชาวแรงงานหลายคนในอังกฤษจงเกลียดจงชังทันที เพราะเธอไม่เพียงออกนโยบายอันเย็นชาและแข็งกระด้างเท่านั้น แต่มันยิ่งย้ำเตือนว่าพวกเขาซึ่งเป็นกำลังผลิตสำคัญของเมืองนั้นถูกทอดทิ้งมากแค่ไหน เหตุการณ์เหล่านี้เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้พอล เวลเลอร์ ฟรอนต์แมนแห่งวง The Style Council ที่เติบโตมาจากพ่อซึ่งเป็นคนขับแท็กซี่ กับแม่ที่เป็นพนักงานทำความสะอาด ทั้งยังผูกพันและแค้นเคืองแทตเชอร์ไม่ต่างจากแรงงานคนอื่นๆ ในสหราชอาณาจักร แต่งเพลง <em>Shout To The Top</em> ขึ้นเพื่อสะท้อนความอัดอั้นของชาวแรงงาน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="804" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-804x1024.jpg" alt="" class="wp-image-128175" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-804x1024.jpg 804w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-236x300.jpg 236w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-768x978.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-1207x1536.jpg 1207w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-600x764.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974-460x587.jpg 460w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yousuf-Karsh-Margaret-Thatcher-1974.jpg 1571w" sizes="(max-width: 804px) 100vw, 804px" /><figcaption>Margaret Thatcher</figcaption></figure></div>



<p>&#8220;มันไม่ใช่เวลาจะมาวางตัวเป็นกลางอีกต่อไปแล้ว&#8221; เขาบอก &#8220;ตอนนั้นสถานการณ์มันย่ำแย่สุดขีด ผมอาจไม่ได้โบกธงแรงงานก็จริง แต่ธงแดงของสังคมนิยมนี่แน่นอนเลย ตอนอยู่วง The Jam ผมไม่ได้อยากเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งนั้น แต่นี่มันต่างไปแล้ว แทตเชอร์ครองอำนาจในปี 1979 แล้วเธอก็เถลิงอำนาจมาตั้งแต่สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ (สงครามชิงพื้นที่ระหว่างอาร์เจนตินาและสหราชอาณาจักร) เป็นต้นมา สหภาพแรงงานก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ คนงานประท้วงครั้งใหญ่ มีคนตกงานจำนวนมหาศาล เรื่องมันเยอะขนาดนี้คุณก็ต้องสนใจสิ จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วหนีความจริง หรือไม่สนคนอื่นแล้วเอาแต่ตัวเองได้ยังไงกัน มันไม่ใช่เวลามานั่งทำตัวเป็นกลางไม่เลือกข้างแล้วนะ สถานการณ์มันขาวกับดำมาก แทตเชอร์คือจอมวายร้าย คือเผด็จการเลยล่ะ&#8221;</p>



<p>เวลเลอร์ให้ความสนใจเรื่องการเคลื่อนไหวต่างๆ ในสังคมมาก ภายหลังเข้าร่วมกลุ่ม Red Wedge ซึ่งรวมศิลปินสัญชาติอังกฤษที่ออกมารวมตัวกันกระตุ้นให้เยาวชนออกไปเลือกตั้งพรรคแรงงานในปี 1987 เพื่อเอาแทตเชอร์ออกจากตำแหน่ง แม้ว่าที่สุดแล้วในการเลือกตั้งครั้งนั้นพรรคอนุรักษนิยมจะเป็นฝ่ายชนะอีกครั้งก็ตามที</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Red-Wedge-credit-Steve-Rapport.jpg" alt="" class="wp-image-128177" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Red-Wedge-credit-Steve-Rapport.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Red-Wedge-credit-Steve-Rapport-300x192.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Red-Wedge-credit-Steve-Rapport-768x491.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Red-Wedge-credit-Steve-Rapport-600x383.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /><figcaption>กลุ่ม Red Wedge</figcaption></figure></div>



<p>ศิลปินอีกคนที่มองแทตเชอร์เป็นคู่กรณีคือบิลลี แบรกก์ นักดนตรีที่ครั้งหนึ่งถึงขั้นออกปากว่า &#8220;ก็แทตเชอร์นี่แหละที่ทำให้ผมกลายเป็นพวกสังคมนิยม&#8221; เขาคือผู้ก่อตั้งกลุ่ม Red Wedge ที่นักดนตรียุค 80s เข้าร่วมเพื่อเขี่ยเอาแทตเชอร์ออกจากตำแหน่ง เช่นเดียวกับนักดนตรีอีกหลายคนในรุ่นเดียวกัน แบรกก์เติบโตจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน และทันเห็นเหล่าแรงงานในอังกฤษรวมตัวกันเรียกร้องสวัสดิการเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพหรือการศึกษา ซึ่งทุกอย่างชะงักลงเมื่อแทตเชอร์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1979 แบรกก์อายุได้ 22 ปี และเป็นประจักษ์พยานนโยบายสุดเขี้ยวของนายกฯ หญิงเหล็กของอังกฤษที่จุดชนวนให้เกิดการประท้วงในประเทศหลายต่อหลายครั้ง ไม่เพียงแต่ในปี 1981 หากยังหมายถึงการประท้วงครั้งใหญ่ของชาวแรงงานในปี 1984 และเป็นที่มาของเพลง <em>There Is Power In A Union</em> จากอัลบั้ม Talking with the Taxman About Poetry ในปี 1986</p>



<p>หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวการลุกขึ้นสู้ของเหล่าชนชั้นแรงงานในอังกฤษปี 1984 ผ่านภาพยนตร์อย่าง <em>Billy Elliot</em> (2000) และ <em>Pride</em> (2014) ที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ที่แทตเชอร์ออกนโยบายปิดเหมืองถ่านหินเพื่อลดอำนาจของสหภาพแรงงาน และเพื่อประหยัดงบประมาณต่างๆ ด้วย นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อแรงงานจำนวนมากโดยเฉพาะทางภาคเหนือที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรม หลายครอบครัวเลี้ยงชีพได้ด้วยการรับจ้างเป็นคนงานในเหมือง ทำให้เกิดการประท้วงที่ระเบิดตัวขึ้นในเดือนมีนาคม 1984 ที่เหมืองถ่านหินคอร์ตันวูด, ยอร์กเชอร์ จนกลายเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่กินเวลานานหลายเดือน ทั้งยังเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เป็นระยะ เช่นเหตุการณ์ Battle of Orgreave เดือนมิถุนายน ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บนับร้อยและถูกจับกุมไป 95 คน จนท้ายที่สุดเหตุการณ์ก็ขมวดปมแน่นเข้าจนกลายเป็นความรุนแรงในช่วงปลายปี จนมีผู้เสียชีวิต 6 รายและถูกจับกุมนับหมื่น เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์แรงงานที่สำคัญของอังกฤษในยุคที่แทตเชอร์ดำรงตำแหน่ง และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนยังจงเกลียดจงชังแม้ในวันที่เธอเสียชีวิตเมื่อปี 2013 (และมีผู้คนจำนวนมากออกมาร้องเพลง <em>Ding Dong The Witch Is Dead</em> หรือนังแม่มดตายแล้ว เพลงจากหนังเรื่อง <em>The Wizard of Oz</em> เพื่อแสดงความยินดีต่อการตายของแทตเชอร์ ผู้นำซึ่งครั้งหนึ่งออกนโยบายที่ทอดทิ้งพวกเขา)</p>



<p class="has-text-align-center"><em>&#8220;Now the lessons of the past<br>Were all learned with workers&#8217; blood<br>The mistakes of the bosses we must pay for.&#8221;</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Billy Bragg -There Is Power In A Union" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/DwbzxemJZIc?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><em>There Is Power In A Union</em> ของแบรกก์พูดถึงพลังและความสมัครสมานสามัคคีของชาวแรงงานในการลุกขึ้นสู้ต่อต้านการถูกกดขี่อันไม่เป็นธรรม เขาหยิบยืมชื่อเพลงมาจากเพลงชื่อเดียวกันในปี 1913 ของโจ ฮิลล์ นักเคลื่อนไหวชาวสวีเดน-อเมริกัน เป็นสมาชิกแรงงานอุตสาหกรรมแห่งโลกหรือ Industrial Workers of the World, IWW กลุ่มแรงงานที่มุ่งหมายต่อสู้ทำลายเส้นแบ่งทางชนชั้น เขาถูกประหารชีวิตในยูทาห์หลังจากต้องสงสัยว่าเป็นผู้สังหารพ่อค้าขายของชำรายหนึ่งในปี 1914 เนื้อเพลงเวอร์ชั่นของแบรกก์นั้นพูดถึงความข้นแค้นของแรงงาน รวมถึงเหตุการณ์ประท้วงในปี 1984 ด้วย จนในเวลาต่อมามันได้กลายเป็นเพลงที่ชนชั้นแรงงานในอังกฤษขับร้องเมื่อรวมตัวเรียกร้องสวัสดิการและผลประโยชน์จากภาครัฐอยู่เนืองๆ</p>



<p>ยังไงก็ดี ตัวอย่างการฟาดฟันชนชั้นผ่านบทเพลงนั้นไม่ได้มีแค่ตัวศิลปินกับรัฐหรือสังคม แต่มันยังเคยบอกเล่าผ่านวงดนตรีและบทเพลงด้วย อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสมัยที่บริตป๊อปเรื่องอำนาจ นั่นคือศึกระหว่าง <em>Parklife</em> ของ Blur กับ <em>Common People</em> โดย Pulp สองวงยักษ์แห่งยุคบริตป๊อป ซึ่งแม้ว่าที่ผ่านมาโลกอาจจะจดจำคู่กรณีของยุคนี้จาก Blur ปะทะวงพี่น้องจอมเกรียนอย่าง Oasis แต่หากพูดกันในเชิงการฟาดฟันกันทางวัฒนธรรมและชีวิตของคนต่างชนชั้น เพลง <em>Common People</em> ของวง Pulp ก็มักได้รับการพูดถึงอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะเมื่อมันปล่อยตัวออกมาไล่เลี่ยกับ <em>Parklife</em>&nbsp;</p>



<p>Blur เป็นวงจากลอนดอนที่เกิดจากการรวมตัวของเพื่อนๆ ในวิทยาลัย นำโดยฟรอนต์แมนอย่างดามอน อัลบาร์น เด็กหนุ่มจากย่านเอสเซกซ์ <em>Parklife</em> คืออัลบั้มลำดับที่ 3 ของวง กับซิงเกิลชื่อเดียวกันกับอัลบั้มมีเนื้อหาว่าด้วยชีวิตอันว่างวิเวกของชาวอังกฤษ งานการไม่มีทำกันเลยมาเดินแกร่วไปแกร่วมาในสวนสาธารณะ เอ้อระเหยลอยชายไปวันต่อวันอย่างไร้จุดหมาย พร้อมเสียงบรรยายชีวิตประจำวันอันเรื่อยเฉื่อยนี้ด้วยสำเนียงแสนจะค็อกนีย์โดยฟิล แดเนียลส์ นักแสดงที่มักรับบทเป็นชาวลอนดอนจ๋าในซีรีส์หลายๆ เรื่องทั้ง <em>Quadrophenia</em> และ <em>Scum</em></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-128181" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>วง Blur</figcaption></figure></div>



<p>เกรแฮม ค็อกซอน มือกีตาร์บอกว่ามันเป็นเพลงที่ตั้งใจเขียนมาเพื่อเสียดสีคนอังกฤษ &#8220;มันไม่ได้พูดถึงชนชั้นแรงงาน มันพูดถึงคนที่เราเจออยู่ตามสวนสาธารณะทุกวันอย่างคนเก็บขยะ นกพิราบ แล้วก็คนที่มาวิ่งออกกำลังกาย เพราะเราเดินผ่านพวกเขาทุกวันตอนต้องไปอัดเพลงที่สตูดิโอ (แถบฟูแลม)&#8221; ซึ่งมันดันกลายเป็นเพลงที่ชาวลอนดอนหลายคนรู้สึกว่าเหมือนเอาชีวิตประจำวันของพวกเขาไปเขียน&nbsp;</p>



<p>เก้าเดือนต่อมาหลังจากนั้น Pulp วงที่มีฐานรากมาจากย่านแรงงานในเชฟฟีลด์ ปล่อยเพลง <em>Common People</em> ในปี 1995 กับเนื้อหาแสบคันเล่าถึงคนร่ำรวยที่โอดครวญอยากมีชีวิตแบบคนทั่วไป (common people) จนได้มาทดลองเป็นคนไม่รวยว่ามันสาหัสขนาดไหน ด้านหนึ่งมันสะท้อนความขุ่นเคืองที่คนจนต้องทนเห็นพวกชนชั้นกลางหรือคนรวย &#8216;ทำเป็น&#8217; ลำบากลำบนโดยสวมรอยใช้ชีวิตแบบเดียวกันกับพวกเขา เบื่อหน่ายแล้วจะเลิกเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ (Pretend you never went to school.) เพียงแต่พวกเขาหนีจากชีวิตแบบนี้ไม่ได้เลย กับบทลงท้ายเพลงที่เจ็บแสบเมื่อคนจนมองไปยังคนรวยที่ปรารถนาอยากจะมีชีวิตแบบคนทั่วไป แล้วได้แต่คำนึงในหัวใจว่า คนเหล่านี้จะไม่มีทางได้ &#8216;เป็นคนทั่วไป&#8217; เหมือนคนอื่นๆ เพราะต่อให้พวกเขาล้มเหลว พวกเขาก็ยังล้มลงบนฟูกหนานุ่ม ชีวิตยังมีทางเลือกสำรองมากมายรอให้พวกเขาเลือกเดิน ขณะที่คนอีกจำนวนมากไร้หนทางเช่นนั้น&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-center"><em>&#8220;Never fail like common people<br>You&#8217;ll never watch your life slide out of view.&#8221;</em></p>



<figure class="wp-block-embed aligncenter is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Pulp - Common People" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/yuTMWgOduFM?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ในเวลาต่อมา ซิงเกิลเหล่านี้ของทั้ง Blur และ Pulp จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนของสองชนชั้น ทั้งในแง่หนุ่มสาวคนเมืองที่ใช้ชีวิตเอ้อระเหย ไม่ทำงานทำการ ใช้ชีวิตไปวันๆ ในสวนสาธารณะ คนเก็บขยะ และเหล่าคนออกกำลังกายอย่างว่างเปล่า เช่นเดียวกันกับ <em>Common People</em> ที่เล่าผ่านแง่มุมคนจนที่มองดูคนรวยพยายามจะเป็นอย่างพวกเขา ทั้งสองเพลงเป็นเพลงเสียดสีสังคมเปี่ยมอารมณ์ขันและไหวพริบ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็สะท้อนสภาวะเชิงสังคมบางอย่างผ่านเรื่องเล่าในนั้น ไม่ว่าจะในมุมมองของชนชั้นกลางผู้ว่างงานหรือชาวแรงงานที่ต้องมองดูคนรวยละเล่นเป็นพวกเขาก็ตามที</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/class-son/">จาก ‘The Style Council’ ถึง ‘Blur’ และ ‘Pulp’ ประวัติศาสตร์ของบทเพลง ชนชั้น และการฟาดฟันของแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก &#8216;Pumped up Kicks&#8217; ถึง &#8216;Sunday Bloody Sunday&#8217; ประวัติศาสตร์ของโศกนาฏกรรมและความขมขื่นในบทเพลง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bitter-songs/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Mar 2021 10:03:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Sound Effect]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[sound effect]]></category>
		<category><![CDATA[pumped up kicks]]></category>
		<category><![CDATA[Sunday bloody sunday]]></category>
		<category><![CDATA[foster the people]]></category>
		<category><![CDATA[u2]]></category>
		<category><![CDATA[sting]]></category>
		<category><![CDATA[children&#039;s crusade]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=127326</guid>

					<description><![CDATA[<p>20 เมษายน 1999 ทั้งรัฐโคโลราโดตลอดจนประเทศสหรัฐฯ ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงปืนลูกซองของเด็กเกรด 12 จากโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ เสียงปืนในครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สังหารหมู่ในรั้วโรงเรียนที่รุนแรงที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของอเมริกา ซึ่งทันทีที่รู้ข่าว Cubbie Fink เด็กหนุ่มวัย 16 ที่ย้ายมาอยู่เมืองซานดิเอโกกับครอบครัวตั้งแต่ 9 ขวบ ก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินตรงดิ่งไปยังโคโลราโดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เพื่อไปดูแลญาติซึ่งเป็นเด็กสาวผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นอย่างหวุดหวิด เหตุการณ์นั้นฝังอยู่ในความรู้สึกของฟิงก์และชาวอเมริกันส่วนใหญ่มานับแต่นั้น ในอีกสิบปีต่อมา เมื่อเขากลายมาเป็นมือเบสของวง Foster The People ฟิงก์และเพื่อนร่วมวงอย่าง Mark Foster และ Mark Pontius ร่วมกันแต่งเพลงที่บอกเล่าถึงบาดแผล ความรุนแรง และความเจ็บปวดของวัยรุ่นใน Pumped up Kicks จนกลายเป็นหนึ่งในบทเพลงที่บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ความรุนแรง บอกเล่าความขมขื่นของคนรุ่นใหม่ ทั้งยังไต่ชาร์ตติดอันดับ 3 ของบิลล์บอร์ดอยู่นาน 8 สัปดาห์ กับเสียงวิจารณ์แง่บวกไม่ว่าจะในเชิงดนตรีหรือเนื้อหา ถึงขนาดมีคนบอกว่าเนื้อเพลงที่ว่าด้วยลูกกระสุนและความรุนแรงในเพลง เมื่อผสานกับเสียงซินท์ป๊อปและเสียงผิวปากแล้วให้ความรู้สึกขนลุกอย่างแปลกประหลาด Yeah, he found a six shooter gunIn his dad&#8217;s [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bitter-songs/">จาก &#8216;Pumped up Kicks&#8217; ถึง &#8216;Sunday Bloody Sunday&#8217; ประวัติศาสตร์ของโศกนาฏกรรมและความขมขื่นในบทเพลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>20 เมษายน 1999 ทั้งรัฐโคโลราโดตลอดจนประเทศสหรัฐฯ ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงปืนลูกซองของเด็กเกรด 12 จากโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ เสียงปืนในครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สังหารหมู่ในรั้วโรงเรียนที่รุนแรงที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของอเมริกา ซึ่งทันทีที่รู้ข่าว Cubbie Fink เด็กหนุ่มวัย 16 ที่ย้ายมาอยู่เมืองซานดิเอโกกับครอบครัวตั้งแต่ 9 ขวบ ก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินตรงดิ่งไปยังโคโลราโดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เพื่อไปดูแลญาติซึ่งเป็นเด็กสาวผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นอย่างหวุดหวิด</p>



<p>เหตุการณ์นั้นฝังอยู่ในความรู้สึกของฟิงก์และชาวอเมริกันส่วนใหญ่มานับแต่นั้น ในอีกสิบปีต่อมา เมื่อเขากลายมาเป็นมือเบสของวง Foster The People ฟิงก์และเพื่อนร่วมวงอย่าง Mark Foster และ Mark Pontius ร่วมกันแต่งเพลงที่บอกเล่าถึงบาดแผล ความรุนแรง และความเจ็บปวดของวัยรุ่นใน <em>Pumped up Kicks</em> จนกลายเป็นหนึ่งในบทเพลงที่บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ความรุนแรง บอกเล่าความขมขื่นของคนรุ่นใหม่ ทั้งยังไต่ชาร์ตติดอันดับ 3 ของบิลล์บอร์ดอยู่นาน 8 สัปดาห์ กับเสียงวิจารณ์แง่บวกไม่ว่าจะในเชิงดนตรีหรือเนื้อหา ถึงขนาดมีคนบอกว่าเนื้อเพลงที่ว่าด้วยลูกกระสุนและความรุนแรงในเพลง เมื่อผสานกับเสียงซินท์ป๊อปและเสียงผิวปากแล้วให้ความรู้สึกขนลุกอย่างแปลกประหลาด</p>



<p class="has-text-align-center"><em>Yeah, he found a six shooter gun<br>In his dad&#8217;s closet, in a box of fun things.<br>And I don&#8217;t even know what<br>But he&#8217;s coming for you, yeah, he&#8217;s coming for you.</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Foster The People - Pumped Up Kicks (Official Video)" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/SDTZ7iX4vTQ?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ฟิงก์เล่าถึงที่มาของบทเพลงนี้สั้นๆ ว่ามันกลายเป็นเพลงที่ช่วยเยียวยาเขาและญาติที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อปี 1999 ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง &#8220;เธอสนิทกับผมมากจนเหมือนเป็นน้องสาวแท้ๆ เพราะงั้นมันเลยกระทบต่อผมด้วยเช่นกัน การมีเพลงแบบนี้มันเลยดีต่อเราทั้งสองนั่นแหละ&#8221; ส่วนฟอสเตอร์ ฟรอนต์แมนของวงและเป็นหัวเรือใหญ่ในการเขียนเพลงบอกว่า &#8220;ตอนนั้นผมเพิ่งอ่านบทความที่เล่าถึงกระแสความป่วยไข้ทางจิตใจของกลุ่มวัยรุ่นแล้วอยากเข้าใจเรื่องทางจิตวิทยาพวกนี้มากเพราะผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย มันน่าตระหนกจริงๆ นะที่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมามีสถิติวัยรุ่นป่วยไข้ทางจิตใจพุ่งขึ้นสูงมาก หากเราไม่ลงมือเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง โลกที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปมันคงน่ากลัวมากๆ</p>



<p>&#8220;เพลงนี้เหมือนเป็นข้อสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเยาวชนในทุกวันนี้ ผมอยากเล่าถึงเด็กที่หมดทางจะไปสักคน และพบว่าเพลงได้ทำหน้าที่นี้แล้วในตอนที่คนเริ่มพูดถึงมันจนกลายเป็นประเด็นขึ้นมา ซึ่งผมว่ามันดีมากเลย&#8221;</p>



<p>&#8216;Pumped up&#8217; หมายถึงรองเท้ารุ่น Reebok Pump ที่ปล่อยออกมาในปี 1989 หน้าตาฉูดฉาดและราคาแพงลิบลิ่ว เด็กที่จะมีมันในครอบครองได้จึงมักเป็นเด็กบ้านรวย หรือไม่ก็ถ้ามีรองเท้ารุ่นนี้ก็จะกลายเป็นที่นิยมชมชอบ และโด่งดังในหมู่เพื่อนๆ ทันที โดยบทเพลงเล่าถึงโรเบิร์ต (หลายคนตั้งสมมติฐานว่าน่าจะมาจากชื่อของ Robert Hawkins เด็กหนุ่มวัย 19 ที่กราดยิงในห้างสรรพสินค้าปี 2007 แต่ทางวงออกมาปฏิเสธว่าเป็นเรื่องบังเอิญเฉยๆ) เด็กผู้ชายเงียบๆ ที่ไปคว้าเอาปืนของพ่อแล้วบุกไปที่โรงเรียน ติดตามมาด้วยเนื้อร้องท่อน “All the other kids with the pumped up kicks / You better run, better run faster than my bullet.” ส่งสัญญาณให้เด็กบ้านรวยและเป็นที่รักของเพื่อนๆ เจ้าของรองเท้าผ้าใบแพงระยับนั่นหนีให้พ้นจากวิถีกระสุนของโรเบิร์ต </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="920" height="704" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2f87563fbe83c61c88c7cce0aeb2f240.jpg" alt="" class="wp-image-127383" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2f87563fbe83c61c88c7cce0aeb2f240.jpg 920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2f87563fbe83c61c88c7cce0aeb2f240-300x230.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2f87563fbe83c61c88c7cce0aeb2f240-768x588.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/2f87563fbe83c61c88c7cce0aeb2f240-600x459.jpg 600w" sizes="(max-width: 920px) 100vw, 920px" /><figcaption>Reebok Pump</figcaption></figure>



<p>ยังไงก็ดี เนื้อเพลงและสัญญะต่างๆ ในเพลงก็ไม่ได้เป็นที่พิสมัยของทุกคนนัก ช่อง MTV ซึ่งตอนนั้นยังเป็นหนึ่งในช่องทางหลักๆ ในการเผยแพร่เพลงตัดเอาคำว่า &#8216;ปืน&#8217; และ &#8216;กระสุน&#8217; ออกจากท่อนคอรัส ขณะที่วงและค่ายเพลงต่างก็ต้องรับมือกับจดหมายจำนวนมหาศาลจากคนฟังที่รู้สึกว่าเพลงสนับสนุนความรุนแรงจนกังวลว่าอาจทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีก ซึ่งวงออกมาค้านอย่างหนักแน่นว่า &#8220;นี่ไม่ได้เป็นเพลงที่สนับสนุนให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ นี่เป็นเพลงที่ทำให้คุณได้มีช่องไปคุยกับลูกๆ เพื่อสำรวจประเด็นที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อนเพื่อคุยกับลูกอย่างสนิทสนมมากขึ้น&#8221;&nbsp;</p>



<p><em>Pumped up Kicks</em> ไม่ใช่เพลงแรกและเพลงเดียวที่มีต้นธารมาจากความเคลื่อนไหวในสังคม หลายต่อหลายครั้งที่บทเพลงทำหน้าที่บันทึกและถ่ายทอดเรื่องราวทั้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือกระทั่งในอดีตมาบอกเล่าอีกครั้งด้วยจุดประสงค์อันหลากหลาย แต่บางเรื่องก็เป็นอดีตอันไกลลิบหลายร้อยปีก่อนอย่าง <em>Children&#8217;s Crusade</em> ของ Sting นักดนตรีสัญชาติอังกฤษที่หยิบเอาเหตุการณ์ชื่อเดียวกันกับเพลงเมื่อปี 1212 มาเขียนเป็นบทเพลงต่อต้านสงครามอันลือลั่นเมื่อปี 1985</p>



<p><em>Children&#8217;s Crusade</em> หรือสงครามครูเสดเด็ก เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ของมหาสงครามที่กินเวลานานหลายร้อยปีอย่างสงครามครูเสด ซึ่งโดยภาพรวมเป็นสงครามศาสนาระหว่างศาสนจักรคาทอลิกและมุสลิมในยุคกลาง กินเวลาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 เรื่อยมาจนศตวรรษที่ 14 ระหว่างนั้นมีสงครามครั้งใหญ่และสงครามย่อยสลับกันแพ้-ชนะอยู่เป็นระยะ รวมทั้งสงครามครูเสดเด็กซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ชวนหดหู่อย่างที่สุด ว่ากันว่ามีนักบวชวัยเยาว์คนหนึ่งแถบฝรั่งเศส (บางที่ก็บอกว่าเยอรมนี) อ้างว่าเยซูมอบหมายมาที่เขาโดยตรงให้มุ่งหน้าไปยังครูเสดเพื่อไปให้โอวาทชาวมุสลิมในพื้นที่แห่งนั้นเปลี่ยนใจมานับถือศาสนาคริสต์ และด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เด็กชายก็ได้รับความร่วมมือจากเด็กๆ นับตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงเด็กหนุ่มราว 30,000 คน ออกเดินทางลงใต้ไปสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วยเชื่อว่าทะเลจะเปิดทางให้พวกเขาเดินทางไปถึงเยรูซาเล็มได้อย่างรวดเร็ว หากแต่การณ์กลับไม่เป็นดังนั้น พวกเขาติดอยู่ที่ชายฝั่งทะเลและถูกพ่อค้าจับไปขายเป็นทาส คนที่รอดจากเหตุการณ์นั้นหากไม่พายเรือไปจนถึงตูนีเซียก็แพแตกลงเสียก่อนกลางทะเล</p>



<p>ยังไงก็ตาม ประวัติศาสตร์ของสงครามครูเสดเด็กนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าที่มาของการส่งเด็กออกเดินทางไปยังสงครามนั้นคืออะไร นักประวัติศาสตร์บางคนเสนอว่าเป็นแนวคิดเรื่องการบูชายัญเด็กให้แก่พระผู้เป็นเจ้า หรือบางคนเสนอว่ามันอาจเกี่ยวข้องกับสถานะทางสังคมของเด็กในยุคนั้นด้วย ที่คนที่ถูกเลือกให้ออกเดินทางนั้นเป็นเด็กยากจนและอยู่ชั้นล่างสุดในสังคม และอาจเป็นไปได้ว่าพระสันตะปาปาในช่วงเวลานั้นตัดสินใจลอยแพเด็กในเมืองเพื่อตัดปัญหาเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ</p>



<p class="has-text-align-center"><em>Young men, soldiers, nineteen fourteen<br>Marching through countries they&#8217;d never seen.<br>Virgins with rifles, a game of charades.</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Children&#039;s Crusade - Sting 1985" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/88WOPnJBKiA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>Sting เอาเรื่องเล่าจากสมัยโบราณมาผสมรวมกับสงครามร่วมสมัยอย่างสงครามโลกครั้งที่ 1 &#8220;โดยภาพรวมแล้ว มันเป็นเพลงที่ว่าด้วยความโง่เขลาของมนุษย์และความรุนแรงของสงคราม&#8221; เขาบอก &#8220;อเมริกามักมองกลับไปยังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ราวกับว่ามันเป็นการเดินทางที่งดงามเสียเหลือเกิน มีเครื่องยนต์ล้ำยุคเอาไว้ปกป้องผู้คนจากการโดนข่มเหงจากเผด็จการ แต่ในอังกฤษเราไม่เป็นอย่างนั้น สำหรับเด็กนักเรียนแล้วมันคือหายนะอย่างที่สุด มันคือโศกนาฏกรรมที่พาคนหนุ่มออกไปตายอย่างเปล่าประโยชน์ คนหนุ่มเป็นหมื่นๆ คนถูกส่งไปที่แนวรบด้านตะวันตกเพื่อให้ถูกกระสุนปืนกลฉีกทึ้งร่างออกเป็นส่วนๆ ยุทธวิธีแบบค่อยๆ บุกมันช่างไร้ประโยชน์ เราไม่เคยได้คืบไปไกลเกินหนึ่งนิ้วเลย</p>



<p>&#8220;สงครามโลกครั้งที่ 1 ของอังกฤษที่ผมจำได้นั้นราวกับมันเป็นเรื่องของคนที่พากันไปตายโดยไม่มีที่สิ้นสุด สงครามกลายเป็นสัญลักษณ์ของจุดจบความเกรียงไกรของจักรวรรดิอังกฤษ ทำลายศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสติปัญญาของนายพลและนักการเมือง</p>



<p>&#8220;คุณอาจรับรู้มาว่าเรื่องของสงครามครูเสดเด็กคือการที่เด็กๆ เหล่านี้ถูกส่งไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้เป็นอุบายชั่วของพวกนักบวชในศตวรรษที่ 11 พวกเขาไปดึงเอาเด็กยากจนมากมายมารวมเข้าด้วยกันแล้วส่งไปยังแอฟริกาเหนือ ใครที่ยังรอดจะถูกขายเป็นทาส เห็นหรือยังว่ามันคือเรื่องของผู้ใหญ่ชั่วที่หลอกลวงผู้คนด้วยแผนการอันแยบยลและน่ารังเกียจ&#8221; เขาบอกอย่างขมขื่น &#8220;ก็เหมือนคนหนุ่มในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ถูกหลอกให้เชื่อต่างๆ นานานั่นแหละ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore-815x1024.jpg" alt="" class="wp-image-127382" width="611" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore-815x1024.jpg 815w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore-239x300.jpg 239w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore-768x965.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore-600x754.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Childrens-Crusade-Gustave-Dore.jpg 1035w" sizes="(max-width: 611px) 100vw, 611px" /><figcaption>The Children&#8217;s Crusade</figcaption></figure></div>



<p>&#8220;เพลงนี้สาปส่งให้ไอ้พวกที่หลอกลวงคนเข้าสู่สงครามไปตายซะให้หมด&#8221;</p>



<p>อีกเพลงหนึ่งที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าคือ <em>Sunday Bloody Sunday</em> ของวงร็อกจากไอริช U2 ที่ปกติก็พูดเรื่องการเมืองและประวัติศาสตร์ผ่านเนื้อเพลงอยู่บ่อยๆ อย่าง <em>The Saints are Coming</em> และ <em>The Refugee</em> แต่เพลงที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูคือ <em>Sunday Bloody Sunday</em> เพราะฉากหลังมันคือเรื่องของความรุนแรงที่รัฐบาลอังกฤษกระทำต่อประชาชนชาวไอร์แลนด์เหนือในปี 1972 ภายหลังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Bloody Sunday หรือวันอาทิตย์เลือด</p>



<p>ในช่วงเวลานั้น ความสัมพันธ์ระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสหราชอาณาจักรไม่ค่อยดีนักเมื่อฝ่ายแรกพบว่าสหราชอาณาจักรเข้ามามีบทบาทในเชิงการเมืองและประวัติศาสตร์ ซึ่งกินเวลานับตั้งแต่อังกฤษยึดไอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมตัวเองตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ท่ามกลางความขัดแย้งด้านเชื้อชาติและความเชื่อจนเกิดการลุกฮือของชาวไอร์แลนด์รอบแล้วรอบเล่า และชนวนสำคัญคือการปะทะกันที่บ็อกไซต์ปี 1969 ในเดร์รี ไอร์แลนด์เหนือ เมื่อสหภาพแรงงานก่อจลาจลปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เวลาผ่านไปสองวันก็ยังระงับเหตุไม่ได้ ทางสหราชอาณาจักรจึงส่งกองทัพลงมาปราบปรามและจับกุมผู้ชุมนุมซึ่งยิ่งทำให้ชาวไอร์แลนด์เหนือโกรธจัดขึ้นไปอีก กลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญให้ผู้คนลุกขึ้นต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ และทางกองทัพก็จัดการอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน อย่างในปี 1971 เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่บัลลีเมอร์ฟี ย่านเล็กๆ ในไอร์แลนด์เหนือที่หน่วย The Parachute Regiment สังกัดทหารราบของอังกฤษยิงประชาชนเสียชีวิตไป 11 ชีวิต</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="980" height="552" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/130214175010-northern-ireland-sunday-horizontal-large-gallery.jpg" alt="" class="wp-image-127381" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/130214175010-northern-ireland-sunday-horizontal-large-gallery.jpg 980w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/130214175010-northern-ireland-sunday-horizontal-large-gallery-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/130214175010-northern-ireland-sunday-horizontal-large-gallery-768x433.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/130214175010-northern-ireland-sunday-horizontal-large-gallery-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 980px) 100vw, 980px" /><figcaption>Bloody Sunday</figcaption></figure></div>



<p>ชาวไอร์แลนด์เหนือกอดเอาความขุ่นเคืองนี้ตั้งป้อมสู้กับสหราชอาณาจักรข้ามปี จนล่วงเข้าเดือนมกราคม 1972 สมาพันธ์สิทธิพลเมืองไอร์แลนด์เหนือและสมาชิกนับหมื่นคนออกมาเรียกร้องการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชนจนถึงย่านเดร์รี ย่านใหญ่เป็นอันดับสองของไอร์แลนด์เหนือ มีเจ้าหน้าที่ตั้งกองกำลังและเครื่องกีดขวางดักรออยู่ก่อนแล้วจนเกิดการปะทะระหว่างสองฝ่าย ตามมาด้วยกองทัพสหราชอาณาจักรโยนแก๊สน้ำตาและกระสุนจริงใส่ผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 13 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กวัยรุ่น 7 ราย ทั้งหมดไม่มีอาวุธเลย และแม้ว่าจะมีการไต่สวนว่ากองทัพอังกฤษทำเกินกว่าเหตุจริงหรือไม่ในเวลาต่อมา (มีหลักฐานว่านายทหารของสหราชอาณาจักร 21 คนยิงกระสุนจริงทั้งสิ้น 108 นัด) แต่ก็ได้รับคำตัดสินว่าไม่มีความผิด ซึ่งยิ่งบ่มเพาะความโกรธแค้นให้ชาวไอร์แลนด์เหนือมากขึ้นไปอีก (ทั้งนี้มีการรื้อคดีกลับมาไต่สวนอีกครั้งในปี 1998 โดยคณะกรรมการชุดใหม่ และพบว่าทหารเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ ในเวลาต่อมาเมื่อปี 2010 เดวิด แคเมอรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษในตอนนั้น ออกแถลงการณ์ขอโทษประชาชนชาวไอร์แลนด์เหนือกลางสภา ถึงสาเหตุอันไม่สมควรที่กองทัพอังกฤษเคยกระทำไว้ในปี 1972 และเสนอจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายและบาดเจ็บในครั้งนั้น นับเป็นการชำระประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของสองประเทศ</p>



<p class="has-text-align-center"><em>How long, how long must we sing this song?<br>How long? How long?<br>&#8216;Cause tonight<br>We can be as one<br>Tonight.</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Sunday Bloody Sunday (Live From Red Rocks Amphitheatre, Colorado, USA / 1983 / Remaste..." width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/EM4vblG6BVQ?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ครั้งหนึ่งมือกลองของวง U2 แลร์รี มัลเลน เคยออกมาเปรยๆ ว่าเพลง <em>Sunday Bloody Sunday</em> ไม่เพียงแต่พูดถึงเหตุการณ์จากหน้าประวัติศาสตร์ แต่มันยังชวนให้คนฟังตระหนักถึงความรุนแรงที่ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อด้วย &#8220;อย่างเวลาพูดถึงไอร์แลนด์เหนือกับเหตุการณ์ Bloody Sunday คนก็จะคิดว่า &#8216;อ๋อ ครั้งที่มีชาวคาทอลิกถูกทหารอังกฤษยิงไป 13 คนนั่นใช่ไหม&#8217; ซึ่งจริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่สิ่งที่เพลงเราพูดถึงเลย เราพูดถึงตัวเหตุการณ์นั้นต่างหาก เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดของไอร์แลนด์เหนือและเป็นวิธีสื่อสารว่า เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ไปอีกนานแค่ไหนได้อย่างทรงพลังที่สุด&#8221;&nbsp;</p>



<p>แต่เพลงที่ขึ้นชื่อว่าแทบจะเอาตัวละครในหน้าประวัติศาสตร์มาเรียงเป็นเนื้อเพลงคือ <em>We Didn&#8217;t Start the Fire</em> จากอัลบั้ม Storm Front (1989) ของ Billy Joel ที่ทะลวงชาร์ตเพลงในสหรัฐอเมริกาขึ้นอันดับหนึ่งทันทีหลังจากปล่อยเพลง กับเนื้อเพลงที่หยิบเอาคนและเหตุการณ์ต่างๆ มาเล่าเป็นเนื้อเรื่อง และกลายเป็นการย่นย่อประวัติศาสตร์ยุค 50s-60s จำนวน 119 เหตุการณ์มาขมวดอยู่ในเวลาเพียง 4.29 นาที</p>



<p>เริ่มกันตั้งแต่ชื่อ Harry S. Truman อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และก่อตั้งสัทธิทรูแมนอันชวนเหวอในยุค 50s ตามมาด้วย Doris Day และ Marilyn Monroe นักแสดงสาวที่เป็นตัวแทนวัฒนธรรมกระแสหลักของยุคนั้น กระทั่งยังมีวรรณกรรมแสวงหาความหมาย <em>The Catcher in the Rye</em> โดย J. D. Salinger, เพลงบลูส์ชื่อดังแห่งยุค <em>Rock Around The Clock</em>, หนังอลังการของ David Lean ความยาวร่วม 4 ชั่วโมงอย่าง <em>Lawrence of Arabia</em> (1962) หรือความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับอัฟกานิสถาน</p>



<p>ที่มาของเพลงที่แทบจะยัดเอาเหตุการณ์ใหญ่ๆ ของทั้งทศวรรษเข้าไปในเวลาไม่ถึงห้านาทีนี้ โจเอลเล่าว่าเป็นช่วงที่เขากำลังจะอายุ 40 เข้าสตูดิโอไปอัดเพลงและเจอกับ Seán Lennon นักดนตรีหนุ่มวัย 21 ปี ลูกชายของ John Lennon กับ Yoko Ono ที่บ่นอิดออดกับเขาว่า &#8220;การอายุ 21 นี่มันแย่จริงๆ นะ&#8221; ซึ่งโจเอลพอเข้าใจได้เพราะเวลานั้นเป็นต้นยุค 90s ที่ทุกอย่างเปลี่ยนผ่านรวดเร็ว เขาเลยตอบกลับไปว่า &#8220;จริงแหละ จำได้เหมือนกันสมัยที่ตัวเองอายุ 21 ยังคิดอยู่เลยว่าเป็นช่วงที่แย่จัง แล้วตอนนั้นเรามีทั้งสงครามเวียดนาม ปัญหายาเสพติด ปัญหาความเท่าเทียม แล้วทุกอย่างมันดูแย่ไปหมดเลย&#8221;</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Billy Joel - We Didn&#039;t Start the Fire (Official HD Video)" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/eFTLKWw542g?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>หนุ่มน้อยเลนนอนบอกเขาว่า &#8220;ก็จริง แต่มันก็ต่างออกไปอยู่ดีไหมนะ เพราะสมัยที่คุณยังเด็กคุณอยู่ในยุค 50s แล้วทุกคนก็รู้ว่ายุค 50s มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง&#8221; และนี่เองที่ทำเอาโจเอลฉงนฉงายหนักถึงขั้นรุกไล่ถามเลนนอนไม่หยุด &#8220;เดี๋ยวนะพวก นายไม่เคยได้ยินเรื่องสงครามเกาหลีหรือวิกฤตการณ์สุเอซเหรอ&#8221;&nbsp;</p>



<p>ยังไงก็ตาม มันได้กลายเป็นไอเดียให้เขาเอาเหตุการณ์ในยุค 50s มาเรียบเรียงเป็นบทเพลง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เขาไม่ปลื้มนัก (และออกจะงงงวยว่ามันฮิตขนาดนี้ได้ยังไงวะ) เพราะสำหรับเขา &#8220;มันไม่ค่อยจะเป็นเพลงเท่าไหร่ พอเอาชื่อมาต่อๆ กันมันก็มีทำนองของมันเองแล้ว แต่ฟังดูยังกะเสียงกรอฟัน&#8221; (แต่แม้จะเหม็นบูดเพลงตัวเองแค่ไหน เพลงที่ &#8216;ยังกะเสียงกรอฟัน&#8217; ก็ได้เข้าชิงแกรมมีสาขา Record of the Year นะเออ)</p>



<p><em>We Didn&#8217;t Start the Fire</em> กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวัฒนธรรมกระแสหลักที่ใช้ในการบอกเล่าเหตุการณ์หรือรายละเอียดยาวเหยียดบางอย่าง หรือถูกเอาไปดัดแปลงเนื้อเพลงให้เข้ากับบริบท อย่างปี 2006 ที่เพลงกลับมาฮิตอีกครั้งหลังโคคา-โคลาใช้เพลงนี้เปิดตัวเวิลด์คัพ แต่เปลี่ยนเนื้อเพลงให้เป็นชื่อประเทศต่างๆ แทน หรือล่าสุดกับจักรวาลหนังมาร์เวลที่หยิบเอาทำนองเพลงมาใช้ แล้วเอาชื่อตัวละครในหนังใส่เข้าไปในเนื้อเพลงแทน</p>



<p>ในแง่หนึ่ง เพลงจึงกลายเป็นบทบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ที่ย้ำเตือนไม่ให้เราหลงลืมความขมขื่นในเหตุการณ์เหล่านั้น ด้านหนึ่งอาจจะเพื่อเยียวยาบาดแผลส่วนตัวของคนทำเพลงเอง หรือในอีกด้านมันก็อาจเยียวยาหัวใจคนฟังที่อาจยังจมอยู่กับบาดแผลนั้นว่าพวกเขาไม่ได้เดียวดายแต่อย่างใด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bitter-songs/">จาก &#8216;Pumped up Kicks&#8217; ถึง &#8216;Sunday Bloody Sunday&#8217; ประวัติศาสตร์ของโศกนาฏกรรมและความขมขื่นในบทเพลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก &#8216;Glory, Glory&#8217; ถึง &#8216;You&#8217;ll Never Walk Alone&#8217; ว่าด้วยวัฒนธรรมเพลงเชียร์ฟุตบอลในอังกฤษ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/football-chant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Mar 2021 10:41:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Sound Effect]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[chant]]></category>
		<category><![CDATA[soccer]]></category>
		<category><![CDATA[british]]></category>
		<category><![CDATA[arsenal]]></category>
		<category><![CDATA[joy division]]></category>
		<category><![CDATA[manchester city]]></category>
		<category><![CDATA[england]]></category>
		<category><![CDATA[football]]></category>
		<category><![CDATA[Liverpool]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=126653</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8220;It&#8217;s coming home. It&#8217;s coming home. It&#8217;s coming. Football&#8217;s coming home.&#8221; ท่ามกลางเสียงกู่ร้องตะโกนเชียร์นักเตะที่รักและเสียงก่นด่าสาปแช่งฝั่งตรงข้าม&#160; ‘เพลงเชียร์’ คืออีกเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางเสียงต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลง Three Lions ของวง The Lightning Seeds ที่กลายเป็นเพลงประจำชาติอังกฤษทุกครั้งที่ลงแข่งเวิลด์คัพ เรื่อยมาจนถึงเพลงประจำสโมสรอย่างเพลง You&#8217;ll Never Walk Alone ของลิเวอร์พูล เพลง Blue Moon ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ Go West จากชาวอาร์เซนอล สำหรับฟุตบอลฝั่งอังกฤษและในพรีเมียร์ลีกแล้ว เพลงเชียร์สลักสำคัญถึงขนาดที่ว่าเมื่ออังกฤษคลายล็อกดาวน์เมื่อเดือนกันยายน 2020 หลังไวรัสโควิด-19 ระบาด และอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมการแข่งขันในสเตเดียมได้โดยเว้นระยะห่างกัน แต่ห้ามร้องเพลงเชียร์ใดๆ ทั้งสิ้น มีคนออกมาโวยวายว่า “มันจะไปทำได้ยังไงกันล่ะวะ! ก็การร้องเพลงเชียร์น่ะมันอยู่ในจิตวิญญาณ!” ต้นกำเนิดของเพลงเชียร์ คำถามคือ เพลงเชียร์เหล่านี้ผสานกลายเป็นเนื้อเดียวกับการดูฟุตบอลในอังกฤษตั้งแต่เมื่อไหร่กัน การจะถามคำถามนี้ได้ เราอาจต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/football-chant/">จาก &#8216;Glory, Glory&#8217; ถึง &#8216;You&#8217;ll Never Walk Alone&#8217; ว่าด้วยวัฒนธรรมเพลงเชียร์ฟุตบอลในอังกฤษ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>&#8220;It&#8217;s coming home. It&#8217;s coming home. It&#8217;s coming. Football&#8217;s coming home.&#8221;</p>



<p>ท่ามกลางเสียงกู่ร้องตะโกนเชียร์นักเตะที่รักและเสียงก่นด่าสาปแช่งฝั่งตรงข้าม&nbsp;</p>



<p>‘เพลงเชียร์’ คืออีกเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางเสียงต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลง<em> Three Lions </em>ของวง The Lightning Seeds ที่กลายเป็นเพลงประจำชาติอังกฤษทุกครั้งที่ลงแข่งเวิลด์คัพ เรื่อยมาจนถึงเพลงประจำสโมสรอย่างเพลง <em>You&#8217;ll Never Walk Alone</em> ของลิเวอร์พูล เพลง <em>Blue Moon </em>ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ <em>Go West </em>จากชาวอาร์เซนอล</p>



<p>สำหรับฟุตบอลฝั่งอังกฤษและในพรีเมียร์ลีกแล้ว เพลงเชียร์สลักสำคัญถึงขนาดที่ว่าเมื่ออังกฤษคลายล็อกดาวน์เมื่อเดือนกันยายน 2020 หลังไวรัสโควิด-19 ระบาด และอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมการแข่งขันในสเตเดียมได้โดยเว้นระยะห่างกัน แต่ห้ามร้องเพลงเชียร์ใดๆ ทั้งสิ้น มีคนออกมาโวยวายว่า “มันจะไปทำได้ยังไงกันล่ะวะ! ก็การร้องเพลงเชียร์น่ะมันอยู่ในจิตวิญญาณ!”</p>



<h2 class="wp-block-heading">ต้นกำเนิดของเพลงเชียร์</h2>



<p>คำถามคือ เพลงเชียร์เหล่านี้ผสานกลายเป็นเนื้อเดียวกับการดูฟุตบอลในอังกฤษตั้งแต่เมื่อไหร่กัน การจะถามคำถามนี้ได้ เราอาจต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 สมัยที่การดูฟุตบอลเพิ่งจะกลายเป็นกิจกรรมที่นำผู้คนมารวมตัวกันได้มากที่สุด ขยับขยายจากการแข่งขันแค่ในเมืองตัวเองไปสู่เมืองข้างเคียงซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากการที่เมืองใหญ่ๆ ในอังกฤษเชื่อมต่อถึงกันด้วยรถไฟ การเดินทางของทีมเยือน–ทั้งนักเตะและแฟนบอล ไปสู่เมืองของทีมเหย้าจึงมาพร้อมการแสดงอัตลักษณ์ที่ไม่ได้หมายถึงแค่สำเนียงพูดและชื่อเมือง แต่มันยังสะท้อนผ่านบทเพลงที่พวกเขาหอบไปร้องกันที่ต่างถิ่นด้วย (แน่นอนว่าในทางกลับกัน ฝั่งเจ้าบ้านก็มีเพลง มีเรื่องราวของตัวเองเช่นกัน) </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="976" height="549" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/72629529_pa-481841.jpg" alt="เพลงเชียร์" class="wp-image-126657" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/72629529_pa-481841.jpg 976w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/72629529_pa-481841-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/72629529_pa-481841-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/72629529_pa-481841-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 976px) 100vw, 976px" /></figure>



<p>แต่ก่อนหน้าที่การร้องเพลงเชียร์เหล่านี้จะหยิบเอาบทเพลงดังๆ ของนักดนตรีมาใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ต้นกำเนิดของมันนั้นเรียบง่าย อันที่จริงเพลงเชียร์ยุคแรกๆ ใช้ศัพท์และท่วงทำนองเรียบง่ายเป็นหลัก (หรือจริงๆ คือเน้นให้ตะโกนออกไปแล้วได้อารมณ์มากกว่า) หากไม่หยิบฉวยจากเพลงพื้นบ้านของแต่ละถิ่นมาแปลงเป็นเพลงเชียร์ ชาวอังกฤษเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนก็มักแปลงเพลงจากละครเวทีเรี่องต่างๆ มาเป็นเพลงเชียร์ให้ทีมตัวเองแทน&nbsp;</p>



<p>ในปี 1960 เพลงเชียร์ได้กลายเป็น &#8216;ประเพณีที่เกรียงไกร&#8217; ของคนดูบอลอังกฤษ หลังจากนิยมร้องกันโดยไม่มีแบบแผนหรือไม่ได้ส่งต่อเนื้อร้องให้กันอย่างเป็นจริงเป็นจัง ถึงขั้นมีคนวิเคราะห์ว่าอะไรทำให้เพลงเชียร์ที่ร้องกันแค่ในสนามบ้านตัวเองกลายไปเป็น &#8216;ของที่ต้องทำ&#8217; ประจำการดูบอลไปได้</p>



<p>อย่างแรกอาจจะเป็นที่ตัวกีฬาฟุตบอลเองไต่ระดับความนิยมไปสู่สากลโลก การันตีความนิยมด้วยการเปิดตัวสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (UEFA) ในช่วงปี 1954 ขณะที่ฟุตบอลอังกฤษเองก็ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการ และกลายเป็นกีฬาของคนรุ่นใหม่ที่ทั้งต้องดูและลงเล่นเอง แต่สำคัญไปกว่านั้นคือการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีในอังกฤษ ที่ระบบวิทยุและการกระจายเสียงทำให้เพลงป๊อปที่ดังระเบิดทุกเพลงในสหราชอาณาจักรกระจายตัวไปทุกๆ พื้นที่ จนทำให้แฟนบอลไม่จำเป็นต้องหยิบเอาเพลงพื้นบ้านมาแปลงเป็นเพลงเชียร์อีกแล้ว แต่ไปเอาเพลงดังๆ ที่ได้ยินจากวิทยุพวกนี้แหละมาเป็นเพลงของทีมตัวเองซะเลย!&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกันก็มีอีกทฤษฎีหนึ่งแย้งว่า เป็นไปได้ที่อังกฤษอาจรับเอาวัฒนธรรมการร้องเพลงเชียร์แบบนี้มาจากยุโรป สมัยแข่งฟุตบอลโลกปี 1962 และ 1966 ที่ทำให้พวกเขาได้เห็นว่าแฟนบอลอิตาลีหรืออเมริกาใต้ตะโกนเพลงเชียร์กันอย่างบ้าคลั่งแค่ไหน อย่างลิเวอร์พูลที่ไปเอาท่อน &#8220;Brazil, cha-cha-cha&#8221; ของแฟนบอลชาวบราซิลมาแปลงเป็นเพลงตัวเองด้วยท่อน &#8220;Li-ver-pool!&#8221; พร้อมปรบมือสามครั้งปิดท้าย หรือกระทั่งธีมเชียร์ Glory Glory ของฝั่งสหราชอาณาจักรก็ไปหยิบยืมมาจากท่วงทำนองเพลง <em>Battle Hymn of the Republic</em> ของสหรัฐฯ สมัยสงครามกลางเมืองโน่น โดยเปลี่ยนท่อน &#8220;Glory, Glory, Hallelujah&#8221; เป็น &#8220;Glory, Glory&#8221; ตามด้วยชื่อทีมแทน ไม่ว่าจะเป็น &#8220;Glory, Glory, Tottenham Hotspur&#8221; หรือ &#8220;Glory, Glory, Leeds United&#8221; (แถมได้รับความนิยมไปยันลีกรักบี้ในออสเตรเลียด้วยการที่กลายเป็นเพลงเชียร์ทีม South Sydney Rabbitohs ที่ลงแข่งเมื่อไหร่ก็จะได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจากข้างสนามว่า &#8220;Glory, Glory, South Sydney&#8221;)</p>



<h2 class="wp-block-heading">ยุคสมัยของความเฟื่องฟู</h2>



<p>เพลงเชียร์เหล่านี้กลายเป็นที่นิยมถึงขั้นที่ว่า สโมสรตัดสินใจว่าต้องไม่ใช่แค่แฟนบอลร้องแต่นักเตะยังต้องร้องด้วย จนเกิดเป็นเพลง <em>Back Home</em> (1970) ที่ขนเอานักเตะทีมชาติอังกฤษจำนวน 22 คนถ้วนมาร้องเพลงก่อนเตรียมลงเตะในเวิลด์คัพ 1970 ซึ่งดันพุ่งพรวดขึ้นติดอันดับหนึ่งชาร์ตเพลงฝั่งสหราชอาณาจักรแบบเหมายกแผงนาน 3 สัปดาห์ติด (ยังไงก็ดี ในปีนั้นอังกฤษซึ่งเป็นแชมป์เก่าปี 1966 พ่ายให้เยอรมนีตะวันตกไปที่ 3-2 ตกรอบไปก่อนอย่างน่าเศร้า คนเลยปลอบใจหรือไม่ก็แซวๆ กันว่า เอาน่า อย่างน้อยเพลงพวกนายก็ติดชาร์ตตั้งนานนะ)</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="BACK HOME. ENGLAND WORLD CUP SQUAD 1970. TOTP 1970" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/DJ-EutNDgZQ?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><em>Back Home</em> นี่เองที่กลายเป็นชนวนสำคัญให้สโมสรต่างๆ ทำเพลงให้ทีมตัวเองบ้าง เพราะในเวลานั้นทีมเดียวที่ดูจะมีเพลงเป็นของตัวเองคือลิเวอร์พูลกับเพลง <em>You&#8217;ll Never Walk Alone </em>ซึ่งเป็นเพลงของวง Carousel ในปี 1945 ที่ถูกหยิบมาคัฟเวอร์โดย Gerry and the Pacemakers วงจากเมืองลิเวอร์พูลในปี 1963 จนกลายเป็นเพลงสามัญประจำท้องถิ่นชาวเดอะคอปไปในที่สุด อีกทั้งยังติดชาร์ตเพลงสหราชอาณาจักรนาน 4 สัปดาห์ และขยับขยายกลายเป็นคติประจำทีมอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ไปโดยปริยาย และในปี 1964 ความอลังการของเพลงก็ยิ่งถูกขับเน้นเมื่อลิเวอร์พูลถล่มเอาชนะอาร์เซนอลไป 5-0 และคนเรือนหมื่นในสเตเดียมต่างครวญเพลงนี้พร้อมๆ กัน ภายหลังจากนั้น จอห์น มอร์แกน ผู้ประกาศข่าวที่เป็นพยานเหตุการณ์นั้นเล่าว่า &#8220;ผมไม่เคยเห็นอะไรเหมือนชาวลิเวอร์พูลมาก่อนเลย เดอะคอป 28,000 คนเริ่มร้องเพลงด้วยกันราวกับรู้อยู่แล้วว่าต้องเริ่มเพลงเมื่อไหร่&#8221; </p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="RTK - The Kop On Panorama 1964" width="500" height="375" src="https://www.youtube.com/embed/XNboU_PbZMY?start=53&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ยังไงก็ดี ด้วยความสำเร็จของลิเวอร์พูลและแรงผลักดันสำคัญจากเพลง <em>Back Home</em> ของทีมชาติอังกฤษ สโมสรอาร์เซนอลเลยปล่อยซิงเกิลเด็ด <em>Good Old Arsenal</em> ออกมาบ้าง แต่ปรากฏว่าเสียงแตกเพราะแฟนทีมบางคนบอกว่าเพลงเนือยมาก เดาก็ง่าย แต่ก็มีฝ่ายที่บอกว่าเพลงง่ายสิดี จำง่ายจะตายไป โดยที่สุดท้ายเพลงนี้ก็ไต่ระดับชาร์ตไปได้แค่ที่ 16 เท่านั้น&nbsp;</p>



<p>หรืออย่างทีมลีดส์ยูไนเต็ดก็ได้ปล่อยเพลงชื่อเดียวกันกับสโมสรออกมา แต่ปรากฏว่าเพลงหน้าบีอย่าง <em>Marching On Together</em> กลับได้รับความนิยมและเป็นที่จดจำมากกว่า แถมยังกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญเมื่อแฟนบอลพูดถึงทีมลีดส์ด้วยการลงท้ายประโยคด้วยตัวย่อ MOT ซึ่งมาจากชื่อเพลง แถมยังดังระเบิดข้ามไปยังฝั่งทีมรักบี้ถิ่นเดียวกันอย่างเจ้า &#8216;แรดลีดส์&#8217; Leeds Rhinos อีกด้วย</p>



<p>ทว่าไม่มียุคไหนที่เพลงเชียร์จะกระหึ่มเท่ากลางยุค 90s สมัยอังกฤษเป็นเจ้าภาพจัดยูฟ่ายูโรปาลีก และเพื่อต้อนรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลอันยิ่งใหญ่แบบชาวอังกฤษ วงดนตรี The Lightning Seeds เลยปล่อยเพลง <em>Three Lions</em> เพื่อตอกย้ำความอลังการของงานและของทีมชาติแบบเทหมดหน้าตัก เพราะไม่ได้ปล่อยเพลงออกมาแค่เพื่อต้อนรับยูฟ่าเท่านั้น แต่ทั้งชื่อเพลงทั้งสัญลักษณ์ยังแสนจะอังกฤษ เพราะความหมายของสิงโตสามตัวบนชื่อเพลงมาจากตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักร มากไปกว่านั้นเนื้อเพลงยังแหกขนบ &#8216;เพลงเชียร์ฟุตบอล&#8217; อย่างที่เคยๆ ได้ยินกันด้วยการไม่ได้เล่าถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของฟุตบอลอังกฤษ แต่เล่าถึงความพ่ายแพ้ บาดแผล และความหวังที่จะหวนกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง (เพราะก่อนหน้านี้อังกฤษสร้างผลการแข่งขันระดับโลกไว้ชวนปวดหัวใจตั้งแต่ตกรอบยูโร ไล่มาจนถึงไปไม่ถึงฝั่งฝันตั้งแต่รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก) บวกกันกับที่กระแสบริตป๊อปถล่มโลกในช่วงปี 1996 จึงส่งผลให้เพลง &#8216;สามสิงห์&#8217; ประสบความสำเร็จแบบสุดขีดคลั่งถึงขั้นฟุตเทจที่แฟนบอลอังกฤษขับร้องเพลงนี้หลังถล่มสก็อตแลนด์และสเปนได้กลายเป็นภาพชวนช็อกของหลายๆ คน Jürgen Klinsmann ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนีถึงกับเอ่ยปากว่าตอนที่อังกฤษเจอกับเยอรมนีรอบเซมิไฟนอล นักเตะแดนเบียร์ชอบใจเพลงนี้มากถึงขนาดไปติดชาร์ตเพลงบ้านเขาอีกด้วย โดยที่เพลงนี้ก็ยังกลับมาไต่ชาร์ตบ้านเกิดในสหราชอาณาจักรแบบลืมตายทุกครั้งเมื่อมีการแข่งฟุตบอลนัดใหญ่ๆ ทั้งเวิลด์คัพปี 2006 (กลายเป็นไวรัลอีกครั้งเมื่อแฟนบอลพากันขับร้องเพลงนี้เมื่ออังกฤษเอาชนะปารากวัย 1-0) เช่นเดียวกับอีก 4 ปีต่อมา และล่าสุดกับการชิงถ้วยฟีฟ่าปี 2018 ที่เพลงนี้ได้พุ่งทะลุอันดับหนึ่งชาร์ตเพลงในสหราชอาณาจักร</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="The Lightning Seeds - Three Lions &#039;98 (Official Video)" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/oyoy2_7FegI?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>ในยุคหลังๆ ผู้คนเริ่มหยิบจับเอาเพลงดังมาดัดแปลงเป็นเพลงเชียร์ ทั้งในฐานะสโมสรหรือไม่ก็เชียร์นักกีฬาโดยตรง <em>Love Will Tear Us Apart</em> เพลงตั้งแต่ปี 1980 และได้ชื่อว่าเป็นเพลงที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดเพลงหนึ่งจากวงร็อกสัญชาติอังกฤษ Joy Division ถูกแฟนแมนยูฯ นำมาปรับแต่งเนื้อเพลงเป็น <em>Giggs will tear you apart</em> เพื่อใช้บอกลามิดฟิลด์ผู้เป็นที่รักอย่าง Ryan Giggs ในปี 2014 หรือล่าสุดกับการอ้าแขนต้อนรับ Virgil van Dijk กองหลังของลิเวอร์พูลด้วยการแปลงเพลง <em>Dirty Old Town</em> ของวง The Pogues เป็นวีรกรรมการเป็นกำแพงของฟาน ไดจ์ก หรือขนาดเขียนเพลงขึ้นใหม่เพื่ออวยยศนักกีฬาแบบที่ดูโอ้ Sanjin &amp; Youthman เคยเขียนเพลง <em>Zlatan</em> พูดถึงความสามารถของดาวยิงชาวสวีเดน Zlatan Ibrahimović</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Joy Division - Love Will Tear Us Apart [OFFICIAL MUSIC VIDEO]" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/zuuObGsB0No?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>สำหรับสหราชอาณาจักร บทเพลงกับกีฬานั้นผสานกันอย่างแยกไม่ขาด มันได้กลายเป็นลมหายใจ เป็นเลือดเนื้อของผู้คนผ่านห้วงระยะเวลาอันยาวนาน ทั้งความรุ่งโรจน์ ความเจ็บช้ำ ชัยชนะ หรือพ่ายแพ้ จนมันได้กลายเป็นเบ้าหลอมจิตวิญญาณชาวอังกฤษ ท้ายที่สุด ใครกันจะปฏิเสธได้ว่ามนตร์ขลังอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างที่ดูฟุตบอลคือการได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจากสเตเดียม ผสมผสานปนเปไปกับเสียงกู่ร้องหรือสบถสาบาน อันกลายเป็นมวลรวมของโลกกีฬาอย่างที่ใครก็ไม่อาจเลียนแบบ ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากสองสิ่งซึ่งเป็นหัวใจของคนอังกฤษ–ฟุตบอลและดนตรี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/football-chant/">จาก &#8216;Glory, Glory&#8217; ถึง &#8216;You&#8217;ll Never Walk Alone&#8217; ว่าด้วยวัฒนธรรมเพลงเชียร์ฟุตบอลในอังกฤษ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก ‘ฮิตเลอร์’ ถึง ‘หนักแผ่นดิน’ ประวัติศาสตร์ของเพลงโฆษณาชวนเชื่อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/propaganda/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์ชนก พุกสุข]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Mar 2021 10:31:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Sound Effect]]></category>
		<category><![CDATA[germany]]></category>
		<category><![CDATA[series]]></category>
		<category><![CDATA[soundeffect]]></category>
		<category><![CDATA[nazi]]></category>
		<category><![CDATA[communist]]></category>
		<category><![CDATA[Propaganda]]></category>
		<category><![CDATA[china]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=124742</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 1933 เมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี สั่นกราวด้วยเสียงปราศรัยของฟือเรอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ประกาศการครองอำนาจของพรรคนาซีที่มีเหนือสาธารณรัฐไวมาร์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่ามกลางสายตาของประจักษ์พยานนับล้านที่มองดูการเดินสวนสนามอันเกรียงไกรของนายทหารจากพรรคนาซี พร้อมด้วยเสียงเพลง Horst-Wessel-Lied อันเป็นเสมือนเพลงชาติที่มีเนื้อหาว่าด้วยตราสวัสติกะ อำนาจ และความรุ่งโรจน์ แทรกซึมลึกไปยังหัวใจคนฟัง นับเป็นการโหมโรงครั้งใหญ่ก่อนที่นาซีเยอรมันจะเคลื่อนพลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำมาสู่โศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติในอีกไม่กี่ปีต่อมา กระทั่งฮิตเลอร์ลั่นไกปลิดชีพตัวเองหนีความผิดเมื่อเยอรมนีพ่ายแพ้สงคราม โลกทั้งใบก็พลันรุมประณามการกระทำอันต่ำช้าของนาซี และบทเพลง Horst-Wessel-Lied ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยึดครองพื้นที่ทางเลือดเนื้อของชาวอารยัน ก็กลายเป็นเพลงต้องห้ามของเยอรมนีและออสเตรียจนถึงทุกวันนี้ กรณีของนาซีนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่บทเพลงทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการหนุนหลัง เสริมสร้างการโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ไล่มาตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีสังคมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะในนามของเพลงมหาวิทยาลัย เพลงชาติ หรือกระทั่งเพลงอื่นใดที่กล่อมให้เราเชื่อมาหลายต่อหลายสิบปีก็ตามที แต่อะไรทำให้เพลงทรงพลังมากพอจะโน้มน้าวมนุษย์ได้จนมันกลายเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ล่ะ? อาจเป็นอย่างที่โยเซฟ เกิบเบิลส์ คนสนิทของฮิตเลอร์ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อ (The Reich Ministry of Public Enlightenment and Propaganda) กล่าวถึงอำนาจของเสียงเพลงไว้ว่า &#8220;ดนตรีนั้นมีผลต่อหัวใจและความรู้สึกมากยิ่งกว่าความรู้เสียอีก ที่ซึ่งจิตวิญญาณความเป็นชาติเต้นระรัวเสียยิ่งกว่าเมื่ออยู่ในฝูงชน นั่นหมายความว่าจิตวิญญาณของชาติพบที่พักพิงที่แท้จริงแล้วใช่หรือไม่&#8221; ฌาคส์ อีลลูน นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเคยนิยามเงื่อนไขที่จะทำให้โฆษณาชวนเชื่อได้ผลว่า &#8220;ต้องเป็นสิ่งที่อยู่กับประชาชน ‘ทั้งวัน’ และ ‘ทุกวัน’&#8221; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/propaganda/">จาก ‘ฮิตเลอร์’ ถึง ‘หนักแผ่นดิน’ ประวัติศาสตร์ของเพลงโฆษณาชวนเชื่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปี 1933 เมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี สั่นกราวด้วยเสียงปราศรัยของฟือเรอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ประกาศการครองอำนาจของพรรคนาซีที่มีเหนือสาธารณรัฐไวมาร์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่ามกลางสายตาของประจักษ์พยานนับล้านที่มองดูการเดินสวนสนามอันเกรียงไกรของนายทหารจากพรรคนาซี พร้อมด้วยเสียงเพลง <em>Horst-Wessel-Lied</em> อันเป็นเสมือนเพลงชาติที่มีเนื้อหาว่าด้วยตราสวัสติกะ อำนาจ และความรุ่งโรจน์ แทรกซึมลึกไปยังหัวใจคนฟัง นับเป็นการโหมโรงครั้งใหญ่ก่อนที่นาซีเยอรมันจะเคลื่อนพลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำมาสู่โศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติในอีกไม่กี่ปีต่อมา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/740030-647x1024.jpg" alt="" class="wp-image-124747" width="485" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/740030-647x1024.jpg 647w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/740030-190x300.jpg 190w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/740030-600x950.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/740030.jpg 758w" sizes="(max-width: 485px) 100vw, 485px" /><figcaption>เพลง <em>Horst-Wessel-Lied</em></figcaption></figure></div>



<p>กระทั่งฮิตเลอร์ลั่นไกปลิดชีพตัวเองหนีความผิดเมื่อเยอรมนีพ่ายแพ้สงคราม โลกทั้งใบก็พลันรุมประณามการกระทำอันต่ำช้าของนาซี และบทเพลง <em>Horst-Wessel-Lied</em> ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยึดครองพื้นที่ทางเลือดเนื้อของชาวอารยัน ก็กลายเป็นเพลงต้องห้ามของเยอรมนีและออสเตรียจนถึงทุกวันนี้</p>



<p>กรณีของนาซีนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่บทเพลงทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการหนุนหลัง เสริมสร้างการโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ไล่มาตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีสังคมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะในนามของเพลงมหาวิทยาลัย เพลงชาติ หรือกระทั่งเพลงอื่นใดที่กล่อมให้เราเชื่อมาหลายต่อหลายสิบปีก็ตามที</p>



<p>แต่อะไรทำให้เพลงทรงพลังมากพอจะโน้มน้าวมนุษย์ได้จนมันกลายเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ล่ะ? อาจเป็นอย่างที่โยเซฟ เกิบเบิลส์ คนสนิทของฮิตเลอร์ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อ (The Reich Ministry of Public Enlightenment and Propaganda) กล่าวถึงอำนาจของเสียงเพลงไว้ว่า &#8220;ดนตรีนั้นมีผลต่อหัวใจและความรู้สึกมากยิ่งกว่าความรู้เสียอีก ที่ซึ่งจิตวิญญาณความเป็นชาติเต้นระรัวเสียยิ่งกว่าเมื่ออยู่ในฝูงชน นั่นหมายความว่าจิตวิญญาณของชาติพบที่พักพิงที่แท้จริงแล้วใช่หรือไม่&#8221;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Bundesarchiv_Bild_146-1968-101-20A_Joseph_Goebbels.jpg" alt="Joseph Goebbels" class="wp-image-124748" width="429" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Bundesarchiv_Bild_146-1968-101-20A_Joseph_Goebbels.jpg 572w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Bundesarchiv_Bild_146-1968-101-20A_Joseph_Goebbels-215x300.jpg 215w" sizes="(max-width: 429px) 100vw, 429px" /><figcaption>Joseph Goebbels</figcaption></figure></div>



<p>ฌาคส์ อีลลูน นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเคยนิยามเงื่อนไขที่จะทำให้โฆษณาชวนเชื่อได้ผลว่า &#8220;ต้องเป็นสิ่งที่อยู่กับประชาชน ‘ทั้งวัน’ และ ‘ทุกวัน’&#8221; ในแง่นี้ ดนตรีจึงเป็นสิ่งที่ตอบข้อเรียกร้องในทุกประการ&nbsp;</p>



<p>ดนตรีเป็นสิ่งล่องหนโดยตัวมันเองแต่เรารับรู้ถึงมันอยู่เสมอ มันอยู่ในรูปแบบเสียงประกาศอันไกลโพ้น อยู่ในรายการโทรทัศน์ อยู่ในชีวิตประจำวันในทุกรูปแบบ มันกลายเป็นวัฒนธรรมร่วม ด้วยพื้นฐานเช่นนี้ ลำพังดนตรีจึงมีอิทธิพลมหาศาลในการหลอมรวมผู้คน แยกย่อยไปเป็นการสั่นสะเทือนความรู้สึกหรือปลูกสร้างความทรงจำ ดนตรีจึงกลายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ปะทะ และช่วงชิงพื้นที่ในเนื้อตัวผู้คนจนเป็นหนึ่งในเบ้าหลอมสำคัญในการสร้างหรือแม้แต่ทำลายบางอย่าง ไม่ว่าจะด้วยน้ำเสียงเร่าร้อนหรืออ่อนโยน&nbsp;</p>



<p>หัวเรือคนสำคัญของนาซีอย่างเกิบเบิลส์ตระหนักถึงอิทธิพลของดนตรีในประเด็นนี้ดี งานหลักนับตั้งแต่ช่วงปี 1933-1938 ของเกิบเบิลส์จึงเป็นการเผยแพร่ &#8216;ดนตรีที่ถูกต้อง&#8217; ให้ชาวเยอรมัน ดนตรีแบบเยอรมันในนิยามของเขาและนาซีนั้นต้องไม่ด่างพร้อยหรือแปดเปื้อน ปราศจากเครื่องดนตรีที่ &#8220;ผิดแผกไปจากจิตวิญญาณความเป็นเยอรมัน&#8221; และต้องเป็นดนตรีที่มาจากคนเยอรมันเท่านั้นอย่างแอนตัน บรูกเนอร์, บีโธเฟน และโดยเฉพาะ ริชาร์ด แวกเนอร์ คีตกวีที่ในตอนนี้ก็ยังตกเป็นจำเลยข้อหาที่บทเพลงของเขามีส่วนในการสร้าง &#8216;จิตวิญญาณ&#8217; แบบนาซีขึ้นมาจนกลายเป็นอาชญากรสงคราม ภายหลังจากที่ฮิตเลอร์ซึ่งชื่นชมแวกเนอร์มาอย่างยาวนานใช้แนวคิดของแวกเนอร์–ซึ่งบางส่วนเสี้ยวมีแนวคิดเหยียดคนยิว และดนตรีของเขาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างนาซี สร้างชาติ และสร้างผู้คนเยอรมันในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง (ฮิตเลอร์ยังเจาะจงเลือกเพลงโอเปร่า <em>Rienzi, der letzte der Tribunen</em> ของแวกเนอร์เป็นเพลงเปิดการแสดงสวนสนามนูเรมเบิร์ก &#8220;การได้ฟังบทเพลงอันงดงามนี้ สมัยเมื่อยังเป็นหนุ่มที่โรงละครในลินซ์ ข้าพเจ้าก็เห็นภาพตัวเองประสบความสำเร็จในการรวมจักรวรรดิเยอรมันและทำให้มันหวนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งแล้ว&#8221;) บทเพลงของแวกเนอร์นั้นโดยทั่วไปแล้วเขียนถึงอัศวินหรือผู้กล้าที่รังสรรค์ความดีงามทั้งปวงให้หวนกลับมายังสังคมอีกครั้ง (<em>Rienzi</em> เล่าถึงความหาญกล้าของนักการเมืองกรีกในอดีต) ซึ่งฮิตเลอร์หยิบมาสร้างเป็นภาพลักษณ์ของเขาต่อสาธารณชนมาอย่างยาวนาน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-739x1024.jpg" alt="Richard Wagner" class="wp-image-124749" width="554" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-739x1024.jpg 739w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-216x300.jpg 216w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-768x1064.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-1108x1536.jpg 1108w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner-600x831.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/RichardWagner.jpg 1369w" sizes="(max-width: 554px) 100vw, 554px" /><figcaption>Richard Wagner</figcaption></figure></div>



<p>เสียงเพลงยังแทรกซึมไปอยู่ในกลุ่มยุวชนฮิตเลอร์ โดยบทเพลงที่อื้อฉาวทว่ากลายเป็นเพลงที่เด็กหนุ่มขับร้องกันประจำคือ <em>Es zittern die morschen Knochen</em> ซึ่งพูดถึงชัยชนะ การปราบปราม และการเชื่อมั่นว่าพวกเขากำลังกอบกู้สิ่งที่เคยผุพังไปแล้วให้หวนกลับมารุ่งโรจน์อีกหน (ปล่อยให้คนเฒ่าและเด็กร่ำไห้ไป เพราะต่อให้โลกทั้งใบตัดสินใจจะสู้กับเรา เราก็ยังจะชนะและตั้งมั่นเดินขบวนต่อไปอยู่ดี) หรือกระทั่งเพลงชาติเยอรมันยุคนาซีเรืองอำนาจอย่าง <em>Das Lied der Deutschen</em> ก็ยังมีท่อนที่เปล่งเสียงร้องว่า ‘Deutschland, Deutschland über alles.’ (เยอรมนีนั้นดีกว่าชาติอื่นใด) มันได้กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่หล่อหลอมให้คนเยอรมันในยุคนั้นเชื่อมั่นว่าพวกเขาอยู่เหนือและดีกว่าชนชาติอื่นๆ นำมาซึ่งวิธีคิดที่จะกำจัดผู้ที่ถูกประทับตราว่าต้อยต่ำกว่าออกไป&#8230; อันหมายรวมถึงการออกใบอนุญาตให้นาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน</p>



<p>ในอีกซีกโลกหนึ่ง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และตามมาด้วยสงครามเย็นอันเครียดเขม็ง อุดมการณ์ทางการเมืองของโลกแตกออกเป็นสองฝั่ง โดยที่หนึ่งในนั้นคือระบอบคอมมิวนิสต์ที่แผ่ขยายอิทธิพลอยู่ในแถบโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ซึ่งประธานเหมากุมบังเหียนและออกคำสั่งอันจะกลายเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ นั่นคือการปฏิวัติวัฒนธรรม (กำจัดระบบทุนนิยมและวัฒนธรรมแบบชนชั้นสูงซึ่งเหมามองว่าเป็นพิษร้ายออกไปจากสังคมให้หมด) ที่นำมาซึ่งการล้มล้างสิ่งเก่าและการปลูกสร้างสิ่งใหม่ แน่นอนว่า หนึ่งในวิธีการที่ได้ผลที่สุดคือการประกาศผ่านบทเพลง</p>



<p><em>The East Is Red</em> (บูรพาแดง) เพลงแห่งการปฏิวัติที่เป็นเสมือนเพลงชาติจีนในยุคการปฏิวัติวัฒนธรรม ดัดแปลงมาจากเพลงรักพื้นบ้านแถบมณฑลส่านซี กับเนื้อเพลงที่เดิมทีเชิดชูคอมมิวนิสต์นิรนามที่ถูกสังหารในมณฑล ก่อนที่ในเวลาต่อมาเนื้อเพลงช่วงนั้นจะถูกแทนที่ด้วยชื่อของเหมา เจ๋อตง กับสีแดงซึ่งเป็นภาพแทนของคอมมิวนิสต์ (ซึ่งในทางประวัติศาสตร์การเมือง มันมีนัยของฝ่ายซ้ายมาอย่างยาวนานในการปฏิวัติและการต่อสู้หลายๆ แห่ง) เป็นเพลงบูรพาแดงนี่เองที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างลัทธิบูชาบุคคลของเหมา แม้ว่าเนื้อเพลงแทบไม่ได้พูดถึงการปกครองในระบบคอมมิวนิสต์เลยหากไม่นับวรรคสุดท้าย เพราะมันอุทิศพื้นที่ส่วนใหญ่ของเพลงในการพูดถึงเหมา เจ๋อตง ในฐานะผู้วิเศษผู้มาโปรดประชาชนชาวจีนให้พ้นจากความทุกข์ยาก และยิ่งในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม บูรพาแดงได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของผู้คน มันอยู่ในทุกตรอกซอกซอยของแผ่นดินจีน อยู่ในคลื่นวิทยุทุกช่องที่จะเล่นเพลงนี้วันละสองครั้งเช้า-เย็น บูรพาแดงและภาพของเหมา เจ๋อตง ยังคืบกรายไปยังสถาบันการศึกษา ก่อนขึ้นชั้นเรียนเด็กๆ จะต้องยืนตรงเพื่อแสดงความเคารพและร้องเพลง <em>The East Is Red </em>โดยพร้อมเพรียงกัน (ฟังดูคุ้นๆ นะ)&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg-1024x576.jpg" alt="The East Is Red" class="wp-image-124743" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/maxresdefaultgg.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><em>The East Is Red</em></figcaption></figure>



<p>เช่นเดียวกับบทเพลงอื่นๆ ที่กระจายอยู่ตามคลื่นวิทยุหรือใช้เป็นเครื่องมือประกอบการเดินสวนสนามของเหล่ายุวชนเรดการ์ด <em>Sailing the Seas Depends on the Helmsman</em> เปรียบความอัจฉริยะภาพของประธานเหมาเป็นดั่งแสงตะวันที่คอยนำทางผู้คน <em>Long Live Chairman Mao</em> ซึ่งชื่อเพลงก็เอามาจากสโลแกนของเหล่าเรดการ์ด เล่าถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของเหมา เจ๋อตง ผู้นำการปฏิวัติในครั้งนั้น ขณะที่เจียง ชิง อดีตนักแสดงสาวและเมียรักของเหมาก็สานต่ออุดมการณ์ของสามีด้วยการสร้างละครเวทีและเพลงโอเปร่าเพื่ออวยยศและสรรเสริญเหมาเป็นหลัก โดยมักเล่าเรื่องของชนชั้นกรรมาชีพที่ลุกขึ้นมีชัยเหนือชาวต่างชาติหรือคนจากชนชั้นสูง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="500" height="500" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500.jpg" alt="Sailing the Seas Depends on the Helmsman" class="wp-image-124744" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/artworks-000420439650-7f6ilx-t500x500-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /><figcaption>Sailing the Seas Depends on the Helmsman</figcaption></figure></div>



<p>ควบคู่ไปกับการใช้ดนตรีเป็นสะพานหลักในการเชื่อมอุดมการณ์ของรัฐกับประชาชน รัฐบาลจีนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมยังปิดกั้นดนตรีหรือวัฒนธรรมอื่นๆ จากโลกตะวันตก ชะตากรรมของดนตรีคลาสสิกหรือเพลงป๊อปจากอเมริกาช่วงยุค 60s เลยเป็นอันต้องประสบชะตากรรมเดียวกันกับภาพยนตร์ พวกแฟชั่นหรือสิ่งอื่นใดก็ตามที่แปะป้ายว่ามาจากอีกซีกโลกล้วนโดนสั่งแบนยาวไม่ได้ลืมตาอ้าปากแจ้งเกิดในแผ่นดินจีน โรงเรียนสอนดนตรีถูกสั่งปิด คุณครูถูกข่มขู่ เครื่องดนตรีคลาสสิกทั้งหลายถูกทุบหรือไม่ก็โยนเข้าเตาเผา ด้วยเหตุผลว่าดนตรีจากตะวันตกนั้นเป็นดนตรีของชนชั้นสูงซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับแนวทางของพรรค&nbsp;</p>



<p>ในโลกเสรีนิยม บทเพลงและดนตรีก็ทำหน้าที่รับใช้อุดมการณ์ไม่ต่างกัน ถ้าเราย้อนกลับไปยังการลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ นักธุรกิจที่มาพร้อมความโฉ่งฉ่างเมื่อปี 2016 เราจะพบว่าเขาเลือกใช้เพลงหาเสียงที่เป็นภาพแทนของอุดมการณ์บางอย่างเสมอ นับตั้งแต่ <em>God Bless the U.S.A.</em> โดยศิลปินลี กรีนวูด ที่พูดถึงความงดงามของแผ่นดินสหรัฐฯ หรือในการลงเลือกตั้งปี 2020 ที่ผ่านมา ทรัมป์ก็ยังใช้เพลงตั้งแต่ยุค 70s อย่าง <em>YMCA</em> โดย Village People ขณะที่ฟากเดโมแครตขนเอาเพลงจากศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู้ ทั้งเพลง <em>High Hopes</em> ของวง Panic! At The Disco หรือ <em>We Take Care of Our Own</em> ของบรูซ สปริงส์ทีน&nbsp;</p>



<p>ยังไงก็ตาม บทความ <a href="https://msc.hypotheses.org/11">“We are the world”: Music and propaganda in democracy</a> ของหลุยส์ เวลอาสโก-พูเฟลา ตั้งคำถามถึงอุดมการณ์ของประชาธิปไตยกับการโฆษณาชวนเชื่อผ่านบทเพลง ในนามของความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (humanitarian aid) ได้อย่างน่าสนใจ พูเฟลาชี้ว่า โดยนิยามแล้วความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมคือการมอบความช่วยเหลือในระยะสั้น–ไม่ว่าจะอาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือทรัพย์สิน–ให้แก่ผู้ที่ต้องการอย่างเร่งด่วน ซึ่งส่วนมากแล้วเกิดขึ้นเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งประสบภัยทางธรรมชาติฉุกเฉินครั้งใหญ่ รัฐบาลของประเทศเยียวยาไม่ทันจนประเทศหรือองค์กรจากข้างนอกยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-1024x683.jpg" alt="Wr Are The World" class="wp-image-124745" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/We-Are-the-World.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>We Are The World</figcaption></figure>



<p>ภาวะอดอยากแร้นแค้นในเอธิโอเปียช่วงปี 1983-1985 ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด มีคนที่ต้องอดตายอยู่ที่ราวๆ 1.2 ล้านชีวิต อีก 4 แสนคนกลายเป็นผู้อพยพออกนอกประเทศ และเด็กอีก 2 แสนคนกลายเป็นเด็กกำพร้าในช่วงเวลาไม่กี่คืน นักร้องนักดนตรีชาวอเมริกันหลายคนจึงอาสาให้ความช่วยเหลือโดยการระดมทุนผ่านการเล่นคอนเสิร์ตการกุศล Live Aid ในปี 1985 หัวเรือสำคัญคือบ็อบ เกลดอฟ เขียนเพลง <em>Do They Know It&#8217;s Christmas?</em> ให้เหตุการณ์อดอยากครั้งใหญ่ในเอธิโอเปียนี้เป็นพิเศษ จัดแสดงพร้อมกันที่สนามกีฬาเวมบลีย์ในลอนดอนและสนามกีฬาจอห์น เอฟ. เคนเนดีในฟิลาเดลเฟีย ระดมเงินไปได้ทั้งสิ้น 127 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการกระจายภาพการทำการกุศลของโลกเสรีเพื่อเยียวยาช่วยเหลือประเทศที่ยากลำบากที่อยู่ไกลโพ้น</p>



<p>ตัดภาพกลับมายังประเทศไทย น่าจะกล่าวได้ว่าเราล้วนอยู่กับโฆษณาชวนเชื่อและบทเพลงมาตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก มันอยู่ในโทรทัศน์ทั้งเช้า-เย็น อยู่ตรงหน้าเสาธง อยู่ในคลื่นวิทยุ ประกาศผ่านหอกระจายเสียง และไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราได้ซึมซับมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจนมันได้กลายเป็นหนึ่งในเบ้าหลอมความเชื่อบางอย่างจากบางยุคสมัย&nbsp;</p>



<p>ความเป็นไทยและความเป็นชาติที่เรารับรู้กันในปัจจุบันนั้นอาจต้องหวนกลับไปขอบคุณ หลวงวิจิตรวาทการ ที่เป็นหัวเรือหลักในการสร้างภาพจำและอุดมการณ์ความเป็นไทยที่รัฐไทยเองรับไม้ต่อมาจนทุกวันนี้ &#8220;ต้นตระกูลไทยใจท่านเหี้ยมหาญ รักษาดินแดนไทยไว้ให้ลูกหลาน สู้จนสูญเสีย แม้ชีวิตของท่าน เพื่อถนอมบ้านเมืองไว้ให้เรา&#8221; เนื้อเพลงท่อนแรกจากเพลง <em>ต้นตระกูลไทย</em> กับการใส่ตัวละครวีรบุรุษหรือวีรสตรีทางประวัติศาสตร์ในตำนานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบทเพลง (เช่น ‘พระราชมนูทหารสมัยกู้ชาติ’, ‘เจ้าพระยาโกษาเหล็ก ท่านเป็นแม่ทัพชั้นเอก ของสมเด็จพระนารายณ์’ และ ‘เจ้าคุณพิชัยดาบหัก ผู้กล้าหาญยิ่งนัก’) ภายใต้นโยบายชาตินิยมสุดขีดของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้น</p>



<p>สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ รัฐไทยไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันได้สืบทอดสิ่งที่หลวงวิจิตรวาทการสร้างไว้–แม้กระทั่งพ้นจากยุคสร้างชาติของจอมพล ป. ไปแล้วก็ตามที ทั้งยังสานต่อจนกลายเป็นตำราชาตินิยม งอกเป็นภาพยนตร์ ละครพีเรียดที่พูดถึงการสู้ศึกและความรักชาติ (ซึ่งเล่าถึง ‘ชาติ’ ในยุคที่ความเป็นชาติยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้น และยังไม่มีเขตแดนเป็นตัวเป็นตนเลยนะ) พร้อมกันนั้นก็สร้างศัตรูซึ่งเป็นอื่นในหลายๆ มิติ ทั้งเป็นอื่นในเชิงเชื้อชาติ หรืออาจจะเป็นอื่นในความหมายของการเป็นมนุษย์เองก็ตามที โดยที่มันก็ได้ส่งผ่านอุดมการณ์บางอย่างมายังผู้คนอีกหลายต่อหลายรุ่น รับไม้ต่ออย่างเงียบเชียบและว่าง่าย กระทั่งเมื่อเวลาเดินทางมาถึงช่วงปี 2519 ที่การโฆษณาชวนเชื่อจากฝั่งรัฐได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าการกล่อมเกลาผู้คนนั้นทรงพลังมากเพียงใด เมื่อเสียงเพลง <em>หนักแผ่นดิน</em> ที่เขียนเนื้อเพลงโดย พ.อ. บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก ดังขึ้นตลอดการปราบปรามประชาชน เช่นเดียวกันกับเพลงที่มีเนื้อหามุ่งจู่โจมโดยตรงอย่าง <em>รกแผ่นดิน</em> (รกแผ่นดิน รกแผ่นดิน กำจัดมันไปอย่าให้รกแผ่นดิน) กลายเป็นเสียงเพลงที่รัฐใช้แทนอุดมการณ์กวาดล้างคนเห็นต่าง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="400" height="440" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/ct_20190218051957889.jpg" alt="หนักแผ่นดิน" class="wp-image-124746" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/ct_20190218051957889.jpg 400w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/ct_20190218051957889-273x300.jpg 273w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></figure></div>



<p>อุดมการณ์จากรัฐสมัยสงครามเย็นเหล่านี้ยังมีเนื้อตัว มีที่ทางอยู่ในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างน่าฉงน มันอยู่ในเรื่องเล่ารักชาติที่ไม่เคยได้รับการพิสูจน์ทางวิชาการว่ามีตัวตนอยู่จริง อยู่ในบทเรียนที่ผลิตโดยรัฐ อยู่ในความรุนแรงผ่านคำพูดของอดีต ผบ.ทบ. เมื่อครั้งที่อ้างถึงเพลง <em>หนักแผ่นดิน</em> ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม และหากจะมีสักอย่างที่ยืนยันว่าเพลงจากการโฆษณาชวนเชื่อโดยรัฐมันทรงอิทธิพลมากขนาดไหน คำตอบอาจอยู่ในแววตากระเหี้ยนกระหือรือในการทำลายล้าง อยู่ในการจับกุม และการทุบทำลายที่รัฐไทยมอบให้ประชาชนมาอย่างยาวนาน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/propaganda/">จาก ‘ฮิตเลอร์’ ถึง ‘หนักแผ่นดิน’ ประวัติศาสตร์ของเพลงโฆษณาชวนเชื่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
