<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Philosophy of everything &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/life/philosophy-of-everything/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/life/philosophy-of-everything/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 08 Oct 2021 10:12:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>‘เพราะเป็นมนุษย์ จึงไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพัง’ ความเหงาในฐานะสภาวะชั่วคราวของชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/philosophy-of-loneliness/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กิตติพล สรัคคานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2021 15:18:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy of everything]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[philosophy]]></category>
		<category><![CDATA[solitude]]></category>
		<category><![CDATA[อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[หว่อง การ์ ไว]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[Wong Kar Wai]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหงา]]></category>
		<category><![CDATA[loneliness]]></category>
		<category><![CDATA[philosophy of everything]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=122989</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำว่า ‘วาก’ ที่แปลว่า ว่างเปล่า, หาย หรือ ว้าเหว่ เช่น ‘ใจวาก’ เป็นคำที่ในปัจจุบันเราแทบจะไม่ใช้กันแล้ว หรือถ้าใช้ก็คงไม่อาจสื่อความได้มากเท่ากับคำว่า ‘หว่อง’ หรือ ‘กระทำความหว่อง’ ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในโลกสังคมเครือข่ายช่วงระยะเวลาหลายปีมานี้ คำว่าหว่องมีที่มาจากชื่อของผู้กำกับฮ่องกง ‘หว่อง การ์-ไว’ (Wong Kar-wai) ที่ภาพยนตร์เกือบทั้งหมดเป็นภาพแทนของความเปลี่ยวดายอ้างว้างของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของเขาในช่วงก่อนที่เกาะฮ่องกงจะกลับคืนสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งแทนที่จะเป็นเหมือนการกลับบ้านสู่อ้อมกอดของครอบครัว แต่กลับกลายเป็นความเคว้งคว้างเหมือนเรือลำน้อยท่ามกลางพายุ ซึ่งหลายครั้งก็สะท้อนอยู่ในภาพบรรยากาศและความนึกคิดของตัวละคร จนเป็นเหตุให้ชื่อสกุลหว่องกลายเป็นทั้งคำคุณศัพท์ และกิริยายอดนิยม โดยที่ผู้กำกับชื่อคล้ายกันอย่างหว่อง กา-ไฟ (Wong Ka-fai) ไม่ได้มีเอี่ยวแต่อย่างใด ถ้า หว่อง การ์-ไวได้ทราบความจริงในเรื่องนี้ เขาก็คงจะแปลกใจน่าดู ว่าประเทศเผด็จการเล็กๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ชีวิตผู้คนเหมือนจะล่องลอยเคว้งคว้างประมาณเดียวกับฝุ่นระดับอนุภาค ซึ่งเคยเป็นโลเคชั่นให้ภาพยนตร์ของเขาจะใช้ชื่อสกุลของเขาแทนความรู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ที่ ณ ปัจจุบันได้กลายเป็นสภาวการณ์สำคัญของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้ว ที่เราจะกล่าวถึงต่อไป ขณะที่อีกทาง ปรากฏการณ์ในประเทศห้ามพัฒนาอาจทำให้ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) ต้องน้อยใจ เพราะชื่อ ‘มู’ ของเขาไม่ได้ถูกนำมาใช้แทนสภาวะจิตที่ว่านี้ แม้ว่ามูราคามิจะเป็นนักเขียนที่ถูกอ่านและอ้างอิงถึงความคิดเรื่องความเหงาอย่างแพร่หลายไม่น้อยกว่าหว่อง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/philosophy-of-loneliness/">‘เพราะเป็นมนุษย์ จึงไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพัง’ ความเหงาในฐานะสภาวะชั่วคราวของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คำว่า ‘วาก’ ที่แปลว่า ว่างเปล่า, หาย หรือ ว้าเหว่ เช่น ‘ใจวาก’ เป็นคำที่ในปัจจุบันเราแทบจะไม่ใช้กันแล้ว หรือถ้าใช้ก็คงไม่อาจสื่อความได้มากเท่ากับคำว่า ‘หว่อง’ หรือ ‘กระทำความหว่อง’ ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในโลกสังคมเครือข่ายช่วงระยะเวลาหลายปีมานี้</p>



<p>คำว่าหว่องมีที่มาจากชื่อของผู้กำกับฮ่องกง ‘หว่อง การ์-ไว’ (Wong Kar-wai) ที่ภาพยนตร์เกือบทั้งหมดเป็นภาพแทนของความเปลี่ยวดายอ้างว้างของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของเขาในช่วงก่อนที่เกาะฮ่องกงจะกลับคืนสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งแทนที่จะเป็นเหมือนการกลับบ้านสู่อ้อมกอดของครอบครัว แต่กลับกลายเป็นความเคว้งคว้างเหมือนเรือลำน้อยท่ามกลางพายุ ซึ่งหลายครั้งก็สะท้อนอยู่ในภาพบรรยากาศและความนึกคิดของตัวละคร จนเป็นเหตุให้ชื่อสกุลหว่องกลายเป็นทั้งคำคุณศัพท์ และกิริยายอดนิยม โดยที่ผู้กำกับชื่อคล้ายกันอย่างหว่อง กา-ไฟ (Wong Ka-fai) ไม่ได้มีเอี่ยวแต่อย่างใด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="614" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/oil9fc3i7vOMRo2YG8T-o-1024x614.jpg" alt="" class="wp-image-123000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/oil9fc3i7vOMRo2YG8T-o-1024x614.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/oil9fc3i7vOMRo2YG8T-o-300x180.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/oil9fc3i7vOMRo2YG8T-o-768x461.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/oil9fc3i7vOMRo2YG8T-o-600x360.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/oil9fc3i7vOMRo2YG8T-o.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ถ้า หว่อง การ์-ไวได้ทราบความจริงในเรื่องนี้ เขาก็คงจะแปลกใจน่าดู ว่าประเทศเผด็จการเล็กๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ชีวิตผู้คนเหมือนจะล่องลอยเคว้งคว้างประมาณเดียวกับฝุ่นระดับอนุภาค ซึ่งเคยเป็นโลเคชั่นให้ภาพยนตร์ของเขาจะใช้ชื่อสกุลของเขาแทนความรู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ที่ ณ ปัจจุบันได้กลายเป็นสภาวการณ์สำคัญของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้ว ที่เราจะกล่าวถึงต่อไป</p>



<p>ขณะที่อีกทาง ปรากฏการณ์ในประเทศห้ามพัฒนาอาจทำให้ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) ต้องน้อยใจ เพราะชื่อ ‘มู’ ของเขาไม่ได้ถูกนำมาใช้แทนสภาวะจิตที่ว่านี้ แม้ว่ามูราคามิจะเป็นนักเขียนที่ถูกอ่านและอ้างอิงถึงความคิดเรื่องความเหงาอย่างแพร่หลายไม่น้อยกว่าหว่อง การ์-ไว อย่างถ้อยคำจากนวนิยายเรื่อง <em>Sputnik Sweetheart</em> (1999) ที่ว่า “ทำไมคนเราถึงเหงาได้ขนาดนี้ คำอธิบายที่แท้จริงซ่อนอยู่ที่ไหน คนบนโลกนับล้านคน ทุกผู้ทุกคนโหยหาใครสักคน เป็นไปได้หรือไม่ว่า โลกถูกส่งให้มาลอยกลางอวกาศเวิ้งว้าง เพียงเพื่อให้เป็นที่พำนักของคนเหงา” ก็ต้องนับว่าเป็นประโยคคลาสสิกที่ใช้บรรยายความรู้สึกของผู้คนมากมายในโลกปัจจุบันที่มองความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเป็นเสมือนโรคระบาด&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตามบทความต่อไปนี้ไม่ได้มีเป้าหมายในการเขียนถึงการมีอิทธิพลในวัฒนธรรมมหาชนของมหาบุคคลทั้งสอง หากเป็นเพียงความพยายามที่จะนำพาเราย้อนกลับไปยังที่มาและความหมายของ ‘ความเหงา’ หรือ ‘ความโดดเดี่ยว’ ที่เป็นปรากฏการณ์สากล รวมถึงในประเด็นคำถามต่างๆ ที่อาจอยู่ในใจใครหลายคน</p>



<p style="display:none;">ความเหงา</p>



<h1 class="wp-block-heading">ความเหงาในฐานะโรคระบาด</h1>



<p>ก่อนหน้าการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 สื่อสารมวลชนได้พยายามนำเสนอภาพของโลกที่กำลังตกอยู่ในภาวะการระบาดของ ‘ความเหงา’ หรือ ‘ความโดดเดี่ยว’ ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา แบบสำรวจค่าความเหงาของ UCLA (UCLA Loneliness Scale) ได้ถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 1978</p>



<p>ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังเช่นสหรัฐอเมริกากล่าวกันว่า 1 ใน 3 ของประชากรที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปรู้สึกเหงา หรือผลสำรวจที่จัดทำโดย Commonwealth Fund ในปี 2017 บ่งชี้ว่า ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผู้สูงอายุรู้สึกโดดเดี่ยวมากที่สุด</p>



<p>ในงานวิจัย Social Relationships and Mortality Risk: A Meta-analytic Review ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2010 ระบุชัดถึงอันตรายและปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการอยู่เพียงลำพัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ รายงานฉบับนี้ได้นำไปสู่คำกล่าวโด่งดังที่เผยแพร่ผ่านบทความ Work and the Loneliness Epidemic (2017) ใน <em>Harvard Business Review</em> ที่ว่า “ความเหงาทำให้เราอายุสั้นลงเทียบเท่าได้กับการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน”</p>



<p>สหราชอาณาจักรคือหนึ่งในประเทศรายได้สูงที่เล็งเห็นว่า ความเหงานั้นได้กลายเป็นปัญหาทางสังคม กระทั่งรัฐบาลภายใต้การนำของ Theresa May ได้ริเริ่มจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า กระทรวงแห่งความเหงา (Ministry of Loneliness) ขึ้นมาในปี 2018 เพราะเชื่อว่า ความเหงาที่แม้จะเป็นความรู้สึกในเชิงอัตวิสัยที่เกิดกับปัจเจกแต่ละคน แต่ก็สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะโดยรวมของประชาชน ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาพจิต ไปจนถึงภาวะตึงเครียด</p>



<p>ความเหงาในมุมมองของรัฐจึงเรียกได้ว่าไม่ต่างจากการระบาดของโรคร้าย ที่แต่ละรัฐบาลจำเป็นต้องเฝ้าระวังและควบคุมเรื่อยมา จนเมื่อปี 2020 ที่ทั่วโลกเริ่มประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 (ที่เปลี่ยนจากการเป็น Epidemic ไปสู่ Pandemic) หลายประเทศจึงเริ่มใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ไปจนถึงการล็อคดาวน์ (Lockdown) ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องหลีกเลี่ยงการจับสัมผัสตัวกัน ลดกิจกรรมสังสรรค์จนถึงการต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่พักอาศัยเพียงลำพังเกือบตลอดเวลา โดยสหราชอาณาจักรก็ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเหล่านั้น&nbsp;</p>



<p>What Works Centre for Wellbeing หน่วยงานของสหราชอาณาจักรที่รับผิดชอบในเรื่องนี้จึงได้ทำการสำรวจต่อไปว่า ประชากรที่ประสบกับความเหงาก่อนหน้านั้นได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างในภาวะการณ์นี้ ซึ่งก็พบว่าจำนวนประชากรเหงามีอัตราสูงขึ้น แม้แต่ในกลุ่มประชากรที่มีความเหงาน้อยที่สุด โดยอ้างอิงตัวเลขจากหน่วยงาน USoc (Understanding Society) ที่รายงานว่า ในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ‘ประชากรที่รู้สึกว่าตนเองเหงาอยู่บ่อยครั้ง’ มีปริมาณ 8.5% และภายหลังการระบาดของโควิด-19 ได้มีการสำรวจระหว่างวันที่ 21 มีนาคม &#8211; 10 พฤษภาคม 2020 จึงพบว่า ‘ประชากรที่รู้สึกว่าตนเองเหงาอยู่บ่อยครั้ง’ มีเพิ่มมากขึ้นถึง 18.5% จนเมื่อมีการคลายมาตรการ ‘ประชากรที่รู้สึกว่าตัวเองเหงาอยู่บ่อยครั้ง’ จึงค่อยๆ ลดลงเล็กน้อย แม้จะไม่กลับไปเท่าเดิม</p>



<p>ความเหงาที่กล่าวมาดูราวกับจะเป็นสิ่งที่เราสามารถตรวจวัดค่าได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องมือที่เราใช้รวมถึงคำอธิบายเกี่ยวกับความเหงานี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน ด้วยส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันมีความเป็นอัตวิสัย และเป็นความรู้สึกเชิงสัมพัทธ์ เพราะแม้แต่ในรายงานของ What Works Centre for Wellbeing ยังได้นิยามความเหงาเอาไว้ว่า&nbsp;</p>



<p>“ความเหงาคือความรู้สึกทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพของความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ดีในแบบที่เราคาดหวังไว้ ความเหงามีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากความรู้สึกถูกแบ่งแยกหรือโดดเดี่ยว ซึ่งสามารถวัดค่าในเชิงภววิสัย เป็นจำนวนเวลาที่เราใช้กับจำนวนคนที่ใช้เวลาร่วมกัน หรือเวลาอยู่เพียงลำพัง ที่ส่งผลกระทบ และเพิ่มพูนสุขภาวะได้</p>



<p>“ความเหงาเป็นประเด็นทางสังคมได้ เมื่อเรารู้สึกขาดการเชื่อมโยงทางสังคม ทางอารมณ์ เป็นจุดที่เรารู้สึกว่าไร้ซึ่งความสัมพันธ์ที่มีความหมายลึกซึ้งไปจนถึงรู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง และ/หรือมีตัวตนดำรงอยู่ เป็นสภาวะที่เราอาจจะรู้สึกราวถูกจับแยกออกมาจากคนอื่นๆ โดยสมบูรณ์”</p>



<p>ความเหงาภายใต้บทนิยามนี้บ่งชี้ให้เห็นแล้วว่ามีทั้งที่เป็นความรู้สึกเชิงคุณภาพ ปริมาณ และที่สำคัญผูกพันกับภาวะการดำรงอยู่ของเราแต่ละคน ซึ่งถึงที่สุดแล้วอาจไม่ใช่เรื่องที่ตรวจวัดค่าใดๆ ได้ นั่นส่งผลให้นักวิชาการอีกหลายคนมองว่า โครงการศึกษาความเหงาที่เกิดขึ้นอาจยังไม่ตอบโจทย์ หรือสร้างคำอธิบายที่หนักแน่นเพียงพอต่อปรากฏการณ์นี้ได้ อย่างน้อย Sarvada Chandra Tiwari เจ้าของงานวิจัย Loneliness: A disease? ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่พยายามเน้นย้ำถึงความหลากหลายในความเหงา หรือความจำเป็นที่เราต้องจำแนก loneliness และ solitude ออกจากกัน ด้วยเธอเห็นว่า solitude เป็นภาวะจำเป็นในยามที่มนุษย์เราใช้สร้างสรรค์ รวมถึงการทำความเข้าใจตนเองเมื่อต้องอยู่เพียงลำพังหรือปลีกตัวเองออกมาจากคนอื่นๆ</p>



<p>ความแตกต่างระหว่าง loneliness และ solitude เป็นสิ่งที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นในโลกของปรัชญาและโดยเฉพาะโลกของแองโกล-อเมริกันในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาที่ได้เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างสองคำนี้&nbsp;</p>



<p>Paul Tillich นักปรัชญาชาวเยอรมัน-อเมริกันเป็นอีกคนที่อธิบายเช่นนี้ ในงาน <em>The Eternal Now</em> (1963) เขาได้กล่าวไว้ว่า “ภาษาของเราได้กำหนดความหมายสองด้านของการอยู่เพียงลำพังได้อย่างลึกซึ้ง โดยการสร้างคำว่า โดดเดี่ยว (loneliness) เพื่อแสดงความเจ็บปวดของการอยู่ลำพัง และคำว่า ‘สันโดษ’ (solitude) ขึ้นมาเพื่อแสดงชัยชนะให้กับการอยู่ลำพัง”</p>



<p>กรอบอธิบายของทิลลิชในเรื่องของ solitude นั้นเรียกได้ว่าสอดคล้องกับกรอบอธิบายใน <em>The Origins of Totalitarianism </em>ของ Hannah Arendt นักทฤษฎีการเมืองที่อพยพไปอเมริกาที่จำแนกความแตกต่างของทั้งสองคำไว้อย่างชัดเจนว่า “ความเหงา (loneliness) ไม่ใช่ความสันโดษ (solitude) เพราะความสันโดษนั้นต้องการอยู่เพียงลำพัง ในขณะที่ความเหงานั้นจะปรากฏชัดเจนที่สุดในเวลาที่เราอยู่ท่ามกลางคนอื่นๆ”</p>



<p>อาเรนดต์ได้สืบย้อนกลับไปรากฐานความคิดแบบกรีกโบราณที่เธอเห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดดังกล่าว และเธอได้สรุปเอาไว้ว่า “ในความสันโดษ ที่สามารถกล่าวอีกทางได้ก็คือ ฉัน ‘คือตัวฉัน’ ที่อยู่กับตัวเอง ซึ่งก็คือการเป็นสองในหนึ่งเดียว ในขณะที่ในความเหงา ฉันเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่คนทั้งหลายทอดทิ้ง” กรอบอธิบายของอาเรนดต์ จึงเรียกได้ว่าสอดคล้องกับกระแสปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) หรือชวนให้เรานึกไปถึงคำกล่าวอันโด่งดังจากบทละคร <em>Huis Clos</em> ของ Jean-Paul Sartre ที่ว่า “นรกคือผู้อื่น”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/lgdg-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-122997" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/lgdg-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/lgdg-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/lgdg-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/lgdg-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/lgdg.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อย่างไรก็ตามคำว่า solitude ก็ไม่ได้มีความหมายแต่เชิงบวกเพียงอย่างเดียว เพราะในยุโรป หรือในกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียนแล้ว คำนี้ถูกใช้ในความหมายที่ไม่ต่างจาก loneliness เท่าใดนัก&nbsp;</p>



<p>ถ้าเราย้อนกลับไปอ่านผลงาน <em>L&#8217;Espace littéraire</em> (1955) หรือ <em>The Space of Literature</em> ของ Maurice Blanchot ก็จะพบว่าเขาพยายามอธิบายถึง solitude ในแบบที่แตกต่างจากที่คนทั่วไปเข้าใจ คือการตกอยู่ในความรู้สึกเศร้า หรือการจมอยู่กับความครุ่นคิดในแบบนักปรัชญาและแม้แต่ศิลปิน โดย ‘The Essential Solitude’ ที่เขาเสนอนั้นถือเป็นมุมมองแปลกล้ำ ที่พยายามปลดแอกสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์ออกจากตัวศิลปินหรือนักเขียน solitude ในแง่ดังกล่าวจึงหมายความถึงการแยกตัวเองออกมาจากชิ้นงาน ซึ่งบล็องโชต์เห็นว่าเป็นภาระอันจำเป็นของผู้สร้างสรรค์ทั้งหลาย ข้อเสนอนี้ดูจะส่งอิทธิพลต่อแนวคิดเรื่อง ‘มรณกรรมของประพันธกร’ ของ Roland Barthes ไม่มากก็น้อย</p>



<p>เช่นเดียวกับงาน <em>The Labyrinth of Solitude </em>(1961) ของ Octavio Paz ที่ได้นำเสนอ solitude ในฐานะรากฐานหนึ่งในชีวิต เป็นสภาวะที่เราตัดขาดออกมาจากคนอื่นๆ เป็นความขาด (lack) ที่มีอยู่ในตัวเรานับจากถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ซึ่งก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงภาพที่สอดคล้องกับ loneliness มากกว่าจะเป็นชัยชนะแห่งการดำรงอยู่ หรือภาวะสมบูรณ์ในตัวเองเช่นที่ทิลลิชหรืออาเรนดต์อธิบายไว้</p>



<p></p>



<h1 class="wp-block-heading">‘โดดเดี่ยว’ หรือ ‘สันโดษ’</h1>



<p>solitude ถูกพบว่ามีการใช้กันเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 14 มาจากคำฝรั่งเศสเก่าที่สืบรากมาจากคำละติน <em>solitudinem </em>ที่แปลความได้ทั้ง ‘ความโดดเดี่ยว การอยู่คนเดียว สถานที่เปลี่ยว ที่ถูกทิ้งร้าง และในป่าเขาอันห่างไกลความเจริญ’ ซึ่งมาจากคำละติน <em>solus </em>ที่หมายถึง ‘ลำพัง’ หรือ alone</p>



<p>ในแง่ของเวลา ต้องกล่าวว่า solitude ถูกใช้อย่างแพร่หลายมาก่อน loneliness ซึ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในปลายศตวรรษที่ 16 ซึ่ง ณ เวลานั้นหมายความถึงการปลีกวิเวกหรือการออกมาอยู่เพียงลำพัง โดยก่อนหน้าที่สองคำนี้จะแพร่หลาย คำว่า oneness ถือเป็นหนึ่งคำที่ใช้แทนภาวะของการอยู่คนเดียว</p>



<p>ส่วนคำว่า lonely ปรากฏขึ้นครั้งแรกๆ ในบทละคร <em>Coriolanus </em>ของเชคสเปียร์ มักถูกอ่านและตีความว่าเป็นการใช้ในความหมายที่ผิดธรรมดาเพื่อสื่อความรู้สึกอันยากจะอธิบายได้ของการอยู่เพียงลำพัง (alone) เป็นขั้นกว่าที่ทำให้ตัวละครต้องเอื้อนเอ่ยคำนี้ออกมา</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่าง loneliness และ solitude ก่อนปลายศตวรรษที่ 20 ก็ยังคลุมเครือและพร่าเลือน หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นคำไวพจน์ (synonym) ของกันและกัน เพราะเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 หรือก่อนหน้าการปฏิวัติฝรั่งเศสเพียงไม่นาน นายแพทย์ชาวสวิสผู้มีนามว่า Johann Georg Ritter von Zimmermann ได้ตีพิมพ์ผลงานที่มีชื่อว่า <em>Über die Einsamkeit </em>(1784-85) หรือ <em>Of Solitude </em>ออกมาเพื่ออธิบายถึงอันตรายหรือโทษของการอยู่เพียงลำพัง ผลงานชิ้นนี้เป็นที่สนใจของนักอ่านทั่วทั้งยุโรป จนกระทั่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อว่า <em>Of Solitude </em>ภายในไม่กี่ปีต่อมา หากเป็นที่น่าเสียดายว่า ฉบับแปลภาษาอังกฤษนั้นได้ตัดตอนหรือลดทอนเนื้อหาที่เป็นข้อวิจารณ์เรื่องการใช้ชีวิตแบบสันโดษออกไปพอสมควร</p>



<p>Zimmermann ได้หยิบยกเอาวรรณกรรมและชีวประวัติของบุคคลสำคัญรวมถึงนักคิดร่วมสมัยเดียวกันกับเขาเช่น Jean-Jacques Rousseau มาทำการวิเคราะห์ ซึ่งซิมเมอร์มันน์ฟันธงลงไปเลยว่า ข้อเขียนในช่วงบั้นปลายของรุสโซ โดยเฉพาะงาน <em>Les rêveries du Promeneur Solitaire</em> (1782) หรือ <em>Reveries of the Solitary Walker</em> ที่รุสโซเสียชีวิตไปก่อนจะประพันธ์เสร็จสมบูรณ์นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมลงทางความนึกคิด ซึ่งเป็นผลจากการที่เขาอยู่เพียงลำพัง หรือถูกทอดทิ้งไว้คนเดียวนานเกินไป</p>



<p>น่าสนใจตรงที่บทวิเคราะห์ของซิมเมอร์มันน์ในเรื่อง solitude นั้นเรียกได้ว่าใกล้เคียงและสอดคล้องกับนักวิชาการในปัจจุบันในยามที่กล่าวถึง loneliness หรือ ความเหงา/ความโดดเดี่ยว</p>



<p>David Vincent ผู้เขียน <em>A History of Solitude</em> (2020) เป็นบุคคลหนึ่งที่พยายามสืบค้นลงไปถึงประวัติศาสตร์ที่มาของ solitude ซึ่งเขาได้ค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อเขียนของซิมเมอร์มันน์ในเรื่อง solitude ที่ว่าซิมเมอร์มันน์ได้ประพันธ์ขึ้นมาในช่วงเวลาที่เขากำลังจมอยู่ในภาวะซึมเศร้าจากการสูญเสียภรรยาที่เขารักไป ผลงานของเขาที่แม้เกิดขึ้นจากการอ่านตัวบททางวรรณกรรมจำนวนมากได้บ่งชี้ว่า การใช้ชีวิตอย่างสันโดษนั้นเป็นการฝืนธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ และถึงที่สุดแล้วทำให้จิตใจและความคิดเสื่อมถอยลง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><a href="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/91Q3jYEq-4L-1.jpg"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/91Q3jYEq-4L-1-680x1024.jpg" alt="" class="wp-image-122996" width="340" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/91Q3jYEq-4L-1-680x1024.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/91Q3jYEq-4L-1-199x300.jpg 199w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/91Q3jYEq-4L-1-768x1157.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/91Q3jYEq-4L-1-1019x1536.jpg 1019w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/91Q3jYEq-4L-1-1359x2048.jpg 1359w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/91Q3jYEq-4L-1-600x904.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/91Q3jYEq-4L-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/91Q3jYEq-4L-1.jpg 1699w" sizes="(max-width: 340px) 100vw, 340px" /></a><figcaption><em>A History of Solitude</em></figcaption></figure></div>



<p></p>



<h1 class="wp-block-heading">ความยอกย้อนของการอยู่เพียงลำพัง</h1>



<p>เป็นความจริงที่ว่านักคิดและนักปรัชญาทั้งหลายนับจากกรีกโบราณเป็นต้นมาต่างโปรโมตคุณค่าของการอยู่เพียงลำพัง&nbsp;</p>



<p>Aristotle เป็นหนึ่งคนที่มองการถือสันโดษเป็นเรื่องจำเป็น เขาเชื่อว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ผ่านการขบคิด และชีวิตที่จะผ่านการขบคิดได้ก็ต้องอยู่ในภาวะที่สันโดษ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความคิดของคนในสังคม ผู้นำทางทหาร หรือบรรดาผู้มีอำนาจต่างๆ&nbsp;</p>



<p>ในยุคกลาง (Middle Ages) การปลีกวิเวกถือว่าเป็นหนึ่งในหนทางเข้าใกล้พระเจ้า กระทั่งในยุคเรอเนซองซ์ Petrarch กวีและนักเขียนชาวอิตาลีก็ยังได้เขียนหนังสือเรื่อง <em>De vita solitaia</em> ออกมาเพื่อสรรเสริญยกย่องความสันโดษ ความคิดของเขาคล้ายคลึงกับความเชื่อของเราหลายคนในปัจจุบัน การออกจากเมืองไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบทจะทำให้เราค้นพบตัวเราเอง และเป็นอิสระจากการครอบงำของคนอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>จนเมื่อก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ นักปรัชญาคนสำคัญอย่าง René Descartes ถึงกับประกาศว่า เราจะสามารถเข้าใกล้สัจธรรมได้มากอย่างที่สุดในภาวะที่เราอยู่เพียงลำพังจริงๆ&nbsp;</p>



<p>แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เราจะสามารถอยู่เพียงลำพังได้แบบไหน หรือเราจะถือสันโดษยังไงจึงจะเรียกว่าเป็นชีวิตที่สันโดษ? ดังที่เราทราบว่า Henry David Thoreau นักปรัชญาชาวอเมริกัน ผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษที่บึงวอลเดนเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน 2 วัน จนกลายมาเป็นต้นตอบ่อเกิดของผลงานชิ้นสำคัญที่ชื่อ <em>Walden </em>นั้นก็ไม่ได้ตัดขาดจากมิตรสหายและครอบครัวแต่อย่างใด เขายังคงวางเก้าอี้ 3 ตัวเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน หรือบ่อยครั้งที่เดินเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อพูดคุยทักทายชาวบ้าน และนำเรื่องราวต่างๆ ที่เขาได้ยินมามาเขียนหนังสือ เช่นเดียวกับ Ralph Waldo Emerson นักปรัชญาชาวอเมริกันที่เสนอความคิดว่า เราไม่เพียงแต่ต้องโดดเดี่ยวตัวเองออกมาจากสังคมคนรู้จัก แต่เรายังจำเป็นต้องหยุดอ่านเขียนหนังสือ เพื่อใช้ชีวิตใต้แสงเดือนแสงดาว แน่นอนว่าไม่เพียงแต่ทอโรเพื่อนของเขาที่ทำไม่ได้ แต่เอเมอร์สันเองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะอย่างน้อยเอเมอร์สันก็ยังเขียนหนังสือไปจนกระทั่งโรคความจำเสื่อมมาพรากความสามารถไปในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งเอเมอร์สันได้เลิกพบปะผู้คนจริงๆ ก็ภายหลังจากรู้สึกอับอายจากโรคความจำเสื่อมที่ทำให้เขาทำอะไรน่าขัน ถ้าจะนับว่ามีใครที่สามารถถือสันโดษได้อย่างแท้จริงก็คงจะมีเพียง Anthony the Great นักบวชคนแรกในตำนานความเชื่อของชาวคริสต์ที่จาริกไปในทะเลทรายฟากฝั่งตะวันออกของประเทศอียิปต์เพียงลำพังเป็นเวลานานนับสิบๆ ปี โดยมีเพียงฝูงสุกรเท่านั้นที่ติดตามเขาไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1000x-1.jpg" alt="" class="wp-image-122995" width="580" height="464" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1000x-1.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1000x-1-300x240.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1000x-1-768x614.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/1000x-1-600x480.jpg 600w" sizes="(max-width: 580px) 100vw, 580px" /><figcaption>Ralph Waldo Emerson</figcaption></figure>



<p>กลับมายังโลกร่วมสมัยที่เราอยู่ โลกที่มนุษย์ต้องเป็นตัวของตัวเอง เพราะการเป็นคนอื่นมีคนเป็นไปหมดแล้วนั้น อาจทำให้เราหลงลืมว่าในตัวเราเองนั้นแท้จริงยังมีคนอื่นๆ อยู่ในรหัสพันธุกรรม ภาษาที่เราใช้ กระทั่งความนึกคิด และแม้แต่พฤติกรรมพื้นฐานที่ติดตัวเรามา &nbsp;</p>



<p>ดังนั้น ยามที่เราต้องอยู่กับตัวเราเองนานๆ ไม่ว่าจากภาวะการณ์ของโรคระบาด การเดินทาง กักตัว หรือเหตุผลต่างๆ เราก็ไม่ควรลืมว่า โดยพื้นฐานแล้วเราไม่สามารถอยู่เพียงคนเดียวได้ เราต้องการมนุษย์คนอื่นไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม การทำความเข้าใจความโดดเดี่ยว ความสันโดษจึงหมายถึงสภาวะชั่วคราวของความเป็นมนุษย์ ในฐานะหนึ่งในเครือข่ายแห่งชีวิต ซึ่งไม่เคยตัดขาดจากกันอย่างแท้จริง</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<ul class="wp-block-list"><li>David Vincent, <em>A History of Solitude</em>, (London: Polity Press, 2020).</li><li>Lars Svendsen, <em>A Philosophy of Loneliness,</em> (London: Reaktion Books, 2018).</li><li>Octavio Paz, <em>Labyrinth of Solitude, </em>(New York: Grove Press, 1985)</li><li>Sarvada Chandra Tiwari,&nbsp; “Loneliness: A disease?.” <em>Indian journal of psychiatry</em> vol. 55,4 (2013): 320-2. doi:10.4103/0019-5545.120536</li></ul>


<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/philosophy-of-loneliness/">‘เพราะเป็นมนุษย์ จึงไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพัง’ ความเหงาในฐานะสภาวะชั่วคราวของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หากเสียงของประชาชนคือเสียงของพระเป็นเจ้า เหตุใดเหล่าชนชั้นปกครองจึงหวั่นกลัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/philosophy-of-people/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กิตติพล สรัคคานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Nov 2020 16:46:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy of everything]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[การปกครอง]]></category>
		<category><![CDATA[ชนชั้น]]></category>
		<category><![CDATA[คณะราษฎร]]></category>
		<category><![CDATA[philosophy of everything]]></category>
		<category><![CDATA[ชนชั้นสูง]]></category>
		<category><![CDATA[ราษฎร]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎี]]></category>
		<category><![CDATA[การปกครอง 2475]]></category>
		<category><![CDATA[นักปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[พลเมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=113747</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ราษฎร’ และ ‘ประชาชน’ เป็นสองคำที่เราพบเห็นหรือใช้กันบ่อยในห้วงเวลานี้ ตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2555 บัญญัติไว้ &#8216;ราษฎร&#8217; นั้นมีความหมายว่า &#8216;พลเมืองของประเทศ&#8217; แต่มีนักประวัติศาสตร์ความคิดบางคนเสนอว่าคำนี้มีความหมายมากกว่านั้น เพราะในห้วงเวลาหนึ่ง คำว่าราษฎรได้สื่อถึงความเป็นการเมืองหรือสภาวะตรงกันข้ามกับ ‘เจ้าผู้ปกครอง’ หรือ ‘บรรดาชนชั้นเจ้านาย’ ด้วยเหตุที่คำว่าราษฎรนั้นไม่ได้นับรวมบุคคลชนชั้นปกครองเข้าไปด้วย รวมไปถึงข้าราชการและคนในบริวารทั้งหลายด้วยซ้ำ ‘ราษฎร’ เป็นคำที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยมีนัยถึง ‘คนสามัญ’ และเคยเป็นชื่อของหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกมาในช่วงปี 2471-2472 สื่อสิ่งพิมพ์ในเวลาดังกล่าวมักเลือกใช้คำนี้ในข่าวที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทระหว่างคนสามัญกับชนชั้นเจ้านาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใดที่ ‘คณะราษฎร’ ผู้นำพาประเทศสยามไปสู่การอภิวัฒน์จะเลือกใช้คำนี้เป็นชื่อกลุ่มของตน ว่ากันว่าในช่วงที่คำว่า &#8216;ราษฎร&#8217; ปรากฏให้เห็นเกลื่อนกลาด สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพแสลงใจจนถึงขั้นต้องลบล้างแก้ไขเอาคำว่า ‘ราษฎร’ และ ‘ประชาชน’ ออกจากพระนิพนธ์ของท่านเลยทีเดียว ‘ราษฎร’ เป็นคำที่มีรากมาจากคำสันสกฤต राष्ट्र ซึ่งมีความหมายครอบคลุมตั้งแต่ความเป็นรัฐ ชาติ ราชอาณาจักร ราชวงศ์ ไพร่ฟ้า และประชาชน ถึงอย่างนั้นตลอดระยะเวลาที่คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นมาความหมายเหล่านี้กลับไม่เคยปรากฏในพจนานุกรมไทยเล่มใด เหมือนดังเช่นที่ธเนศ วงศ์ยานนาวา ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ ว่าด้วยประชาชน ว่า “ในโลกภาษาไทยนั้น ผลงานที่บรรยายและช่วยทำความเข้าใจว่า ‘ประชาชน’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/philosophy-of-people/">หากเสียงของประชาชนคือเสียงของพระเป็นเจ้า เหตุใดเหล่าชนชั้นปกครองจึงหวั่นกลัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">‘ราษฎร’ และ ‘ประชาชน’ เป็นสองคำที่เราพบเห็นหรือใช้กันบ่อยในห้วงเวลานี้</span></p>
<p>ตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2555 บัญญัติไว้ &#8216;ราษฎร&#8217; นั้นมีความหมายว่า &#8216;พลเมืองของประเทศ&#8217; แต่<strong><span style="font-weight: 400;">มีนักประวัติศาสตร์ความคิดบางคนเสนอว่าคำนี้มีความหมายมากกว่านั้น เพราะในห้วงเวลาหนึ่ง คำว่าราษฎรได้สื่อถึงความเป็นการเมืองหรือสภาวะตรงกันข้ามกับ ‘เจ้าผู้ปกครอง’ หรือ ‘บรรดาชนชั้นเจ้านาย’ ด้วยเหตุที่คำว่าราษฎรนั้นไม่ได้นับรวมบุคคลชนชั้นปกครองเข้าไปด้วย รวมไปถึงข้าราชการและคนในบริวารทั้งหลายด้วยซ้ำ</span></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘ราษฎร’ เป็นคำที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยมีนัยถึง ‘คนสามัญ’ และเคยเป็นชื่อของหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกมาในช่วงปี 2471-2472 สื่อสิ่งพิมพ์ในเวลาดังกล่าวมักเลือกใช้คำนี้ในข่าวที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทระหว่างคนสามัญกับชนชั้นเจ้านาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใดที่ ‘คณะราษฎร’ ผู้นำพาประเทศสยามไปสู่การอภิวัฒน์จะเลือกใช้คำนี้เป็นชื่อกลุ่มของตน ว่ากันว่าในช่วงที่คำว่า &#8216;ราษฎร&#8217; ปรากฏให้เห็นเกลื่อนกลาด สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพแสลงใจจนถึงขั้นต้องลบล้างแก้ไขเอาคำว่า ‘ราษฎร’ และ ‘ประชาชน’ ออกจากพระนิพนธ์ของท่านเลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘ราษฎร’ เป็นคำที่มีรากมาจากคำสันสกฤต राष्ट्र ซึ่งมีความหมายครอบคลุมตั้งแต่ความเป็นรัฐ ชาติ ราชอาณาจักร ราชวงศ์ ไพร่ฟ้า และประชาชน ถึงอย่างนั้นตลอดระยะเวลาที่คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นมาความหมายเหล่านี้กลับไม่เคยปรากฏในพจนานุกรมไทยเล่มใด เหมือนดังเช่นที่ธเนศ วงศ์ยานนาวา ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">ว่าด้วยประชาชน</span></i><span style="font-weight: 400;"> ว่า “ในโลกภาษาไทยนั้น ผลงานที่บรรยายและช่วยทำความเข้าใจว่า ‘ประชาชน’ คืออะไรนั้น เป็นสิ่งที่ขาดแคลนมากๆ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความชิ้นนี้จึงขอเป็นอีกหนึ่งตัวบทที่นำพาทุกคนย้อนกลับไปตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบอันอยู่รอบๆ ราวๆ คำว่า ‘ประชาชน’ แบบพอสังเขป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชกาลที่ 5 เรายังไม่มีคำว่า ‘ประชาชน’ คำที่ใช้เรียกคนโดยทั่วไปมีเพียงแค่ &#8216;สัปเยก&#8217; (subject) หรือ ‘คนในบังคับ’ เท่านั้น ความเป็นคนสยาม ณ เวลานั้นจึงเป็นเพียงแค่สัปเยกสยามหรือคนภายใต้การปกครองของสยามซึ่งถูกกำหนดขึ้นเพื่อแบ่งแยกชาวสยามจากคนชาติอื่นๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เป็นต้น การมีอยู่ของสัปเยกจึงเป็นเรื่องข้อกฎหมายหรือความสัมพันธ์อันซับซ้อนยุ่งเหยิงในโลกของสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (สิทธิพิเศษทางกฎหมาย) ที่คนในบังคับของชาติอื่นๆ ต่างก็ต้องการใช้กฎหมายของตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเมื่อคำว่า ‘ประชาชน’ ถือกำเนิดขึ้น สิทธิและเสรีภาพต่างๆ ก็ไม่ได้มาพร้อมกับคำเรียกโดยอัตโนมัติ ภายใต้คำคำนี้เรายังคงอยู่ใต้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์แทบไม่ต่างจากระบอบมูลนายเดิม และต้องรอจนถึงกระทั่งก่อนการอภิวัฒน์ 2475 เพียงไม่นานที่ ‘ประชาชน’ หรือ ‘ราษฎร’ จึงได้เริ่มชิมลางความหมายของประชาชนในโลกสมัยใหม่ที่เชื่อกันว่า “เสียงของมหาชนคือเสียงของพระเป็นเจ้า” (หรือที่ในภาษาละตินกล่าวว่า Vox Populi, Vox Dei)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า ‘ประชาชน’ เกิดขึ้นจากการผนวกรวมของคำว่า ‘ประชา’ และ ‘ชน’ คำแรกมาจากคำสันสกฤต  प्रजा (prajā) ที่หมายความถึงคน มวลมนุษย์ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ คำหลังมาจาก  जन (jana) ที่มีความหมายตั้งแต่สิ่งมีชีวิตทั่วไป ไปจนถึงมนุษย์ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ต่างๆ จะเห็นว่าทั้งสองคำต่างก็มีนัยความหมายเหลื่อมซ้อนกันอยู่ การผนวกรวมกันจึงควรเป็นการขยายกำลังหรืออำนาจอธิบาย แต่ปรากฏว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น นักภาษาศาสตร์บางคนตั้งข้อสังเกตว่าคำที่เหมือนจะมีความหมายเชิงอุดมคติกว้างไกลนี้สามารถแสดงถึงความขัดแย้งไม่ลงรอยกันเองได้ด้วยคำว่า ‘ชน’ ในภาษาไทยซึ่งมีนัยว่าเป็นการปะทะ ทำให้สามารถแปลได้ว่าเป็นการต่อสู้กันเองของ ‘ประชา’ ทั้งหลายหรือการที่ ‘ประชา’ ไปปะทะกับอะไรบางอย่าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกของภาษาอังกฤษ คำว่า people หรือ peple ถูกใช้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 13 โดยมีรากศัพท์มาจากคำฝรั่งเศสเก่าคือ pople หรือ peupel ซึ่งมาจากคำว่า populus ในภาษาละตินอีกที คำนี้หมายความถึงผู้คนและมวลชนทั้งหลาย และสามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงสังคมโรมันยุคโบราณที่ในสายตาของผู้ปกครอง ประชาชนไม่ได้เป็นเสียงสวรรค์แต่อย่างใด นักทฤษฎีการเมืองชาวโรมันโบราณอย่าง Cicero มองว่าพวก populus คือบรรดาชนชั้นต่ำไร้หัวนอนปลายเท้าที่ย้ายเข้ามาในพื้นที่ของชาวโรมัน เป็นคนต่างด้าวประเภทที่ไม่อาจจะนำมาฝึกฝนเป็นกำลังในกองทัพโรมันอันเกรียงไกรได้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-113755 alignnone" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people-754x1024.jpg" alt="" width="754" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people-754x1024.jpg 754w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people-221x300.jpg 221w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people-768x1043.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people-600x815.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people.jpg 800w" sizes="(max-width: 754px) 100vw, 754px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่มหากวี Virgil กลับเห็นว่า populus แท้จริงก็คือชาวนาและมีหน้าที่ภาระไม่แตกต่างจากทหารโรมัน หากพวกเขาไม่ได้รบกับมนุษย์แต่ทำการรบกับธรรมชาติ แม้คำว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” จะเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย แต่สำหรับชาวโรมันนั้นงานหนักทำให้ชาวนาจำนวนไม่น้อยตัดสินใจฆ่าตัวตาย การฆ่าตัวตายรวมไปถึงคำตัดสินต่างๆ ของผู้ปกครองที่ขาดความชอบธรรมนำไปสู่การลุกฮือเพื่อเรียกร้องคำอุทธรณ์ที่เรียกว่า provocatio มวลชนต่างรวมตัวกันต่อต้านไม่ว่าจะเป็นตามลานประหาร หรือสถานที่ที่ใช้ตัดสินพิจารณาคดีต่างๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปริมาณคนที่มากจนทำให้กองกำลังติดอาวุธโรมันหวาดหวั่นว่าอาจจะตายได้จากการโดนรุมประชาทัณฑ์กลายเป็นที่มาของสิทธิในการคัดค้านของประชาชน ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของสิทธิความเป็นพลเมืองในเวลาต่อมา ถึงอย่างนั้น ในสายตาของชนชั้นปกครอง ประชาชนก็เป็นเพียงมวลชนที่อาจประทุษร้ายตัวพวกเขาได้ และเมื่อใดที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายก็อาจนำมา<span style="text-decoration: underline;">สู่</span>การถอดถอนสิทธิดังกล่าว เปลี่ยนให้ผู้ปกครองกลายเป็นเผด็จการ (dictator)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนล่วงเลยเข้าสู่ยุคกลาง ประชาชนจึงได้เริ่มมีบทบาทในฐานะกลุ่มคนที่จะช่วยทัดทานหรือคานอำนาจระหว่างผู้ปกครองที่อ้างเทวาสิทธิ์ (แนวคิดที่เชื่อกันว่าผู้ปกครองสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้า) กับผู้ปกครองในปริมณฑลทางศาสนา ทำให้กลุ่มชนต่างๆ มีส่วนร่วมในการเลือกผู้ปกครอง แต่เสรีภาพก็ยังเป็นสิ่งที่จำกัดไว้ในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น ดังความหมายดั้งเดิมของคำว่า liberal ที่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 14 แปลว่ามีสายเลือดขัตติยา อันหมายความถึงชนชั้นที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจตนเอง การเป็นเสรีชนในความหมายนี้จึงมาควบคู่กับอำนาจซึ่ง ณ เวลานั้นไม่ได้เป็นของประชาชนแต่อย่างใด หรือหากจะมีได้ก็มาจากการรวมตัวกันเป็นกลุ่มชนเพื่อเรียกร้องเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับนักปกครองแล้ว มวลชนหรือประชาชนเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้และคงยังไม่มีความคิดว่ากลุ่มคนที่มากมายหลากหลายนี้จะสามารถเลือกผู้ปกครองได้ หรือหากทำได้ คนเหล่านี้ก็ไม่ควรมีสิทธิหรือเสียงที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นการที่ประชาชนถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ยากจะควบคุมจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด หรือหากจะควบคุมได้ก็ต้องดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บุคคลแรกๆ ที่เสนอให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองก็คือ Thomas Hobbes นักปรัชญาชาวอังกฤษจากศตวรรษที่ 17 ซึ่งเสนอว่าการรวมกันของมวลชนจะก่อประโยชน์โพดผลหรือทำให้มวลชนอยู่รอดปลอดภัยจากภัยร้าย แต่ทั้งหมดจะเป็นไปได้ก็เมื่อมวลชนเข้าร่วมกันเป็นประชาสังคมและยินยอมมอบสิทธิในการปกครองโดยตัวแทน หรือบุคคลสมมติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อเสนอของฮอบส์สร้างจุดตัดหรือการแบ่งแยกระหว่างความเป็น &#8216;ประชาชน&#8217; กับ &#8216;กลุ่มชน&#8217; และนับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแนวคิดแบบสัญญาประชาคม (social contract) ที่จะถูกส่งทอดและพัฒนาต่อในศตวรรษต่อมา ทั้งในการอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา และการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 ที่ทำให้ความเป็นประชาชนนั้นเชื่อมต่อกับแนวคิดเรื่องความเสมอภาค</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-113756 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/the-society-of-equals.jpg" alt="" width="337" height="499" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/the-society-of-equals.jpg 337w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/the-society-of-equals-203x300.jpg 203w" sizes="(max-width: 337px) 100vw, 337px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่ Pierre Rosanvallon ได้เสนอไว้ในหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Society of Equals</span></i><span style="font-weight: 400;"> ว่าการปฏิวัติของชาวอเมริกันและฝรั่งเศสนั้นไม่ได้แบ่งแยกระหว่างประชาธิปไตยที่เป็นระบอบแห่งปวงชนและประชาธิปไตยในฐานะของสังคมแห่งความเท่าเทียม โดยโรซ็องวายงได้ยกเอาถ้อยคำของ Pierre-Louis Rœderer หนึ่งในสภาร่างรัฐธรรมนูญภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสที่กล่าวกันว่าเป็น ‘สายกลาง’ ที่สุดแล้วซึ่งให้ความรู้สึกได้ว่า ความรู้สึกที่มีอยู่โดยทั่วไปของประชาชนในเวลานั้นก็คือ ‘ความรักในความเสมอภาค’ เช่นเดียวกับที่อเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษซึ่งมาพร้อมกับแนวคิดเรื่องความเท่าเทียม การปฏิวัติทั้งสองจึงเปรียบได้กับพี่น้องร่วมอุทร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับจากยุคโบราณมาสู่โลกสมัยใหม่ ความหมายที่ยึดโยงกับ ‘ประชาชน’ หรือ ‘ราษฎร’ ยังคงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และยังคงเป็นสิ่งที่ชนชั้นปกครองยังคงหวาดกลัว ไม่เว้นแม้กระทั่งเผด็จการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราทิ้งท้ายด้วยบทกวีชิ้นหนึ่งของนักเขียนบทละครชาวเยอรมัน Bertolt Brecht ที่มีชื่อว่า &#8216;คำถามจากกรรมกรผู้อ่านหนังสือ&#8217; ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ความหมายของคำว่า ‘ประชาชน’ กระจ่างชัดในใจเรา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ใครเล่าคือผู้สร้างประตูแห่งธีบส์ทั้งเจ็ด</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เธอจะพบก็แต่เพียงนามกษัตริย์บนหน้าหนังสือ</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เจ้าเหล่านั้นลากหินผาขึ้นมาเองหรือ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ยังมีนครบาบิโลนอีกเล่า ที่ถูกทำลายลงหลายครา </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ใครกันสร้างขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า มีบ้านหลังไหน </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ในนครลิม่าที่ส่องแสงสีทองพร่างพราวซึ่งเหล่าผู้สร้างได้เคยพำนัก </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เมื่อเสร็จจากการสร้างกำแพงเมืองจีนยามเย็นย่ำ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ช่างก่อสร้างพักพิง ณ ที่ใด อาณาจักรแห่งโรมอันยิ่งใหญ่ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">รุ่มรวยด้วยซุ้มโค้งประตูชัย ใครกันเล่าสร้างมันขึ้นมา </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ซีซาร์กำราบผู้ใด แล้วไบแซนทิอุมที่รุ่มด้วยเพลงสดุดี </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">จะมีปราสาทสำหรับชาวเมืองบ้างไหม</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">แม้แต่นครแอตแลนติสในตำนาน </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ในค่ำคืนที่มหาสมุทรกวาดกลืน </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">คนที่กำลังจมลงไปยังคงตวาดใส่ข้าทาสไม่ขาดเสียง </span></i></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ยุวจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์พิชิตอินเดีย</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">แต่ด้วยตัวพระองค์เพียงลำพังหรือ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ซีซาร์กำชัยเหนือชาวโกลส์ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">โดยไม่ได้พาแม้แต่พ่อครัวไปด้วยใช่หรือไม่ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">พระเจ้าฟิลลิปแห่งสเปนร่ำไห้ยามเรืออาร์มาดา </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">อับปาง มีเพียงพระองค์ผู้เดียวหรือที่เสียน้ำตา </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เฟรเดอริกที่สองพิชิตสงครามเจ็ดปี ยังมีใคร</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">อื่นไหมในชัยชนะนั้น </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ทุกหน้าแห่งการประกาศชัย </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ยังมีใครบ้างคอยปรุงอาหารในงานฉลองชัยแด่ผู้ชนะ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ในทุกทศวรรษที่ก่อเกิดมหาบุรุษ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ใครเล่าคือผู้รับผิดชอบอยู่เบื้องหลัง </span></i></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เต็มไปด้วยเสียงร่ำลือ</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เต็มไปด้วยคำถาม</span></i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/philosophy-of-people/">หากเสียงของประชาชนคือเสียงของพระเป็นเจ้า เหตุใดเหล่าชนชั้นปกครองจึงหวั่นกลัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความทรงจำที่เราคิดว่าจดจำได้นั้นแท้จริงเป็นสำเนาของความทรงจำแรก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/in-praise-of-memory/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กิตติพล สรัคคานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 16:24:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy of everything]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ปกรณัมกรีก]]></category>
		<category><![CDATA[นีโมซีน]]></category>
		<category><![CDATA[Mnemosyne]]></category>
		<category><![CDATA[เทพีแห่งความทรงจำ]]></category>
		<category><![CDATA[memory]]></category>
		<category><![CDATA[กวี]]></category>
		<category><![CDATA[นักปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[นักปราชญ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[ความทรงจำ]]></category>
		<category><![CDATA[philosophy of everything]]></category>
		<category><![CDATA[ความจำ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดถึง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=110395</guid>

					<description><![CDATA[<p>1 เราเริ่มใช้คำว่า memory แทนการระลึก การจดจำสิ่งต่างๆ ได้เป็นครั้งแรกๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 memory เป็นคำที่สืบรากมาจากภาษาฝรั่งเศสเก่า memoire ที่ใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ซึ่งหมายความถึงความทรงจำ การระลึกถึง และความคิดคำนึง ซึ่งกลายรูปมาจากคำละติน memoria ที่นอกจากจะหมายถึงการจดจำได้แล้ว คำนี้ยังหมายความถึง ‘ที่ตั้ง’ ของ ‘ความทรงจำ’  คำอุปสรรคว่า mer- ในภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน (PIE) มีความหมายได้ทั้ง ‘ความทรงจำ’ และการ ‘มีบางสิ่งร่วมกัน’ คำว่า merimna ในภาษากรีกโบราณแปลได้ว่า ความคิดถึง และความเป็นห่วงเป็นใย ในขณะที่ตำนานเก่าแก่ของชาวยุโรปเหนือ มีเมอร์ (Mimir) เป็นชื่อของยักษ์ตนหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนองครักษ์พิทักษ์กำแพงแห่งปัญญา (Wall of Wisdom) ขณะที่คำกิริยาว่า remember เริ่มใช้กันเป็นครั้งแรกในช่วงกลางของศตวรรษที่ 14 ในความหมายของการระลึกย้อนกลับไปถึงสิ่งต่างๆ ได้อีกครั้ง หรือเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ ส่วนคำนาม remembrance นั้นถูกใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 มาจากคำฝรั่งเศสเก่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/in-praise-of-memory/">ความทรงจำที่เราคิดว่าจดจำได้นั้นแท้จริงเป็นสำเนาของความทรงจำแรก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><b>1</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเริ่มใช้คำว่า memory แทนการระลึก การจดจำสิ่งต่างๆ ได้เป็นครั้งแรกๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 memory เป็นคำที่สืบรากมาจากภาษาฝรั่งเศสเก่า </span><i><span style="font-weight: 400;">memoire </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่ใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ซึ่งหมายความถึงความทรงจำ การระลึกถึง และความคิดคำนึง ซึ่งกลายรูปมาจากคำละติน </span><i><span style="font-weight: 400;">memoria </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่นอกจากจะหมายถึงการจดจำได้แล้ว คำนี้ยังหมายความถึง ‘ที่ตั้ง’ ของ ‘ความทรงจำ’ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำอุปสรรคว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">mer- </span></i><span style="font-weight: 400;">ในภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน (PIE) มีความหมายได้ทั้ง ‘ความทรงจำ’ และการ ‘มีบางสิ่งร่วมกัน’ คำว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">merimna </span></i><span style="font-weight: 400;">ในภาษากรีกโบราณแปลได้ว่า ความคิดถึง และความเป็นห่วงเป็นใย ในขณะที่ตำนานเก่าแก่ของชาวยุโรปเหนือ มีเมอร์ (Mimir) เป็นชื่อของยักษ์ตนหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนองครักษ์พิทักษ์กำแพงแห่งปัญญา (Wall of Wisdom)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่คำกิริยาว่า remember เริ่มใช้กันเป็นครั้งแรกในช่วงกลางของศตวรรษที่ 14 ในความหมายของการระลึกย้อนกลับไปถึงสิ่งต่างๆ ได้อีกครั้ง หรือเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ ส่วนคำนาม remembrance นั้นถูกใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 มาจากคำฝรั่งเศสเก่า </span><i><span style="font-weight: 400;">remembrance </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่ใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปกรณัมกรีก นีโมซีน (Mnemosyne) คือเทพีแห่งความทรงจำ และเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดเทพีศิลปศาสตร์ (Muse) ทั้ง 9 ที่ประกอบด้วย คาลลีโลพี (Calliope) เทพีแห่งมหากาพย์, คลีโอ (Clio) เทพีแห่งประวัติศาสตร์, ยูเทอร์พี (Euterpe) เทพีแห่งดนตรี, อีราโต (Erato) เทพีแห่งคำร้องกวีนิพนธ์, เมลโพเมนี (Melpomene) เทพีแห่งละครโศกนาฏกรรม, โพลีฮีมเนีย (Polyhymnia) เทพีแห่งเพลงสวดสรรเสริญ, เทิร์พซิคอเร (Terpsichore) เทพีแห่งการเต้นรำ, ทาเรีย (Taria) เทพีแห่งหัสนาฏกรรม และยูเรเนีย (Eurania) เทพีแห่งดาราศาสตร์ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>2</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความทรงจำจึงเป็น ‘ที่ตั้ง’ ของ ‘ความรู้’ ในสังคมยุคก่อนที่การคัดลอกหรือการพิมพ์จะแพร่หลาย การจดจำสิ่งต่างๆ ได้จำต้องอาศัยการปฏิบัติซ้ำๆ หรือกระทั่ง ‘ศาสตร์แห่งความทรงจำ’ หรือ </span><i><span style="font-weight: 400;">ars memoriae </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่ทำให้เราสามารถใช้ความทรงจำได้อย่างเต็มที่</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งบุคคลแรกที่ได้รับการจารึกไว้ว่าเป็นผู้พยายามสร้างและวางระบบในเรื่องนี้ก็คือ ซีโมนิดีสแห่งซีออส (Simonides of Ceos) กวี-นักปราชญ์ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตำนานเล่าว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นระหว่างงานเลี้ยงรับประทานอาหาร โครงสร้างอาคารถล่มลงมา แขกเกือบทั้งหมดร่างแหลกเหลวไม่สามารถระบุตัวตนได้ ซีโมนิดีสเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจึงถูกเรียกตัวไปสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเขาไม่เพียงสามารถระบุตัวตนของแขกที่นั่งอยู่บนโต๊ะรับประทานอาหารได้ทั้งหมด หากยังสามารถลำดับเหตุการณ์ และบรรยายรายละเอียดยิบย่อยได้ราวกับบันทึกไว้ด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘ศาสตร์แห่งความทรงจำ’ ของซีโมนิดีสได้ถูกพัฒนาขึ้นภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว เขาได้พยายามคิดค้นเครื่องมือที่เรียกว่า โรงละครความทรงจำ (memory theatre) หรือปราสาทความทรงจำ (palace memory) ซึ่งเปรียบได้กับ ‘อุปกรณ์ช่วยจำ’ ที่ทำให้ระบบความทรงจำของเราสามารถแสดงศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">องค์ความรู้ของซีโมนิดีสได้รับการสืบทอดและพัฒนาต่อโดยปราชญ์ชาวโรมัน ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้กับวิชาวาทศิลป์ (rhetoric) ที่ ณ เวลานั้นเป็นทักษะอันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักปกครองที่ต้องใช้เพื่อการโต้แย้งและโน้มน้าวใจคน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนล่วงเลยมาสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) นักปรัชญาชาวอิตาเลียน กุยลิโอ คามิลโล (Giulio Camillo) ผู้เขียนตำราที่ชื่อว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">L</span></i><span style="font-weight: 400;">’</span><i><span style="font-weight: 400;">Idea del Theatro </span></i><span style="font-weight: 400;">(1550)</span> <span style="font-weight: 400;">จึงได้ปรับเปลี่ยน ‘ศาสตร์แห่งความทรงจำ’ ของซีโมนิดีสให้กลายเป็น ‘ศาสตร์แห่งความคิด’ ที่คามิลโลเชื่อว่ามันจะทำให้เราสามารถเข้าถึงความรู้อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คามิลโลทุ่มเทพยายามทดลองและพัฒนา ‘โรงละครแห่งความคิด’ ขึ้นมาในช่วงปี 1530 โดยเขาได้รับเงินอุปถัมภ์จากพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 แห่งฝรั่งเศส และเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศสนานถึง 7 ปี ด้วยความเชื่อแบบปราชญ์ในยุคโบราณไม่ว่าจะเป็นโสเครติส (Socrates) หรือเพลโต (Plato) ที่ต่างก็แลเห็นว่า “ความรู้คือการระลึกได้” หรือ “การรู้คือการจดจำสิ่งที่เราเคยลืมได้อีกครั้ง” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คามิลโลจึงสร้าง ‘โรงละครความคิด’ ขึ้นมาด้วยความหวังว่าจะทำให้มนุษย์สามารถรื้อฟื้นความรู้ หรือกระทั่งเข้าถึงปัญญาของพระผู้เป็นเจ้า เช่นที่พิโค เดลลา พิรันโดลา (Pico Della Pirandola) ปราชญ์คนสำคัญแห่งยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการที่ศึกษาและพยายามเชื่อมโยงองค์ความรู้ของศาสนาต่างๆ ไว้ด้วยกันได้เคยเสนอไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘โรงละครความคิด’ ของคามิลโลมีรูปร่างลักษณะคล้ายอัฒจันทร์ที่มีเสาเจ็ดต้นตั้งอยู่ตรงลานด้านสุด แต่ละขั้นหรือแต่ละแถวตอนของบริเวณที่นั่งมีตัวหนังสือและชื่อดวงดาวต่างๆ จารึกเอาไว้ อุปกรณ์นี้จะทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางลานและมองย้อนกลับขึ้นไปเห็นตัวอักษรต่างๆ บนอัฒจันทร์จะสามารถเชื่อมโยงและมองเห็นความรู้อันเป็นรากฐานของจักรวาลได้! </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมองด้วยสายตาของคนในปัจจุบัน ‘โรงละครความคิด’ ของคามิลโลนั้นก็คงจะไม่ต่างไปจากแท่นบูชา หรือปรัมพิธีไสยศาสตร์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างความพิศวงสงสัยให้กับคนทั้งหลายเรื่อยมาจนทุกวันนี้ </span></p>
<p><div id="attachment_110433" style="width: 1004px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-110433" class="wp-image-110433 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-01-at-22.33.59.png" alt="" width="994" height="526" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-01-at-22.33.59.png 994w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-01-at-22.33.59-300x159.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-01-at-22.33.59-768x406.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/10/Screen-Shot-2563-10-01-at-22.33.59-600x318.png 600w" sizes="(max-width: 994px) 100vw, 994px" /><p id="caption-attachment-110433" class="wp-caption-text">ภาพต้นแบบโรงละครความคิด (L’Idea del Theatro) ของกุยลิโอ คามิลโล นักปรัชญาชาวอิตาลี</p></div></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>3</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ล่วงเลยมาสู่ช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 ปราชญ์ชาวฝรั่งเศส อ็องรี แบร์กซง (Henri Bergson) จึงได้ค้นพบว่า ‘ความทรงจำ’ ที่เราเรียกรวมกันในรูปของเอกพจน์เรื่อยมานั้นแท้จริงแล้วอาจสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกันคือ หนึ่ง–ความทรงจำจากความเคยชิน และสอง–ความทรงจำที่เกิดจากการระลึกย้อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความทรงจำแบบแรกนั้นเกิดขึ้นจากการทำซ้ำหรือฝึกฝน ซึ่งอยู่กับกลไกต่างๆ ในร่างกาย เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ที่เราสามารถจดจำ</span><span style="font-weight: 400;">ได้ผ่านความเคยชิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความทรงจำแบบถัดมา ถูกเก็บกักไว้ในรูปของภาพ ซึ่งแบร์กซงเรียกว่า ความทรงจำบริสุทธิ์ (pure memory) ซึ่งความทรงจำเหล่านี้เกิดจากการคัดเลือกภาพ การรับรู้ต่างๆ ไว้ในแต่ละช่วงเวลา เพราะเราไม่สามารถเก็บความทรงจำตลอดทั้งชีวิตได้ทั้งหมด หากเราทำได้เพียงเก็บไว้เพียงส่วนหนึ่ง และเราจะสามารถจดจำหรือระลึกย้อนได้ ความทรงจำเหล่านี้ก็จำเป็นต้องถูกผลิตซ้ำ หรือถูกกระตุ้นย้ำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งทำให้เราสามารถพูดได้ด้วยเช่นกันว่าความทรงจำที่เราคิดว่าจดจำได้นั้นแท้จริงเป็นสำเนาของความทรงจำแรก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>4</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โมริซ อาล์บวัคช์ (Maurice Halbwachs) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ได้กล่าวไว้ในงานเขียนชิ้นสำคัญของเขา </span><i><span style="font-weight: 400;">La mémoire collective </span></i><span style="font-weight: 400;">(1950) ว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรารักษาความทรงจำของแต่ละช่วงเวลาของชีวิตเอาไว้ และทั้งหมดนั้นถูกสร้างใหม่อย่างต่อเนื่องผ่านสิ่งต่างๆ เป็นดั่งความสัมพันธ์ที่คงอยู่ การสัมผัสได้ถึงอัตลักษณ์ที่ดำเนินสืบไป หากจะกล่าวให้ชัดเจนลงไปก็คือ ความทรงจำเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำเพราะการมีปฏิสัมพันธ์ผ่านระบบการรับรู้ที่หลากหลายในแต่ละห้วงเวลาของชีวิตที่แตกต่างไปหรือเรื่อยๆ ไป ความทรงจำของเราจึงสูญเสียรูปแบบและลักษณาการที่มี มันไม่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบเดียวกับซากฟอสซิลของสัตว์ที่เราสามารถนำกลับมาประกอบสร้างเป็นตัวเป็นตนขึ้นใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำอธิบายนี้สอดคล้องกับสิ่งที่แบร์กซงได้เสนอไว้ก่อนหน้า แต่เพราะความที่อาล์บวัคช์เป็นนักสังคมวิทยาที่สนใจทั้งวิชาสถิติและประวัติศาสตร์ เขาจึงต้องการศึกษาความทรงจำในกรอบที่กว้างกว่า และนั่นเองที่ทำให้เขาได้ค้นพบว่า นอกจากความทรงจำ 2 ชนิดที่เราแต่ละคนมีแตกต่างกันไปแล้วนั้นก็ยังมีความทรงจำร่วม (collective memory) ที่ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการทางสังคม เช่น ความทรงจำเกี่ยวกับความเป็นชาติ ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราว หรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั้งหลาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่มองอย่างผิวเผินแล้วแทบไม่ต่างจากความทรงจำของเราเอง แต่ทว่าแท้จริงแล้วล้วนเป็นความทรงจำที่ถูกสร้างขึ้นมาผ่านกลุ่ม หรือหน่วยทางสังคมที่เราสังกัดอยู่ และไม่แปลกแต่อย่างใดที่คนในแต่ละสังคมจะมีความทรงจำร่วมต่อเหตุการณ์ต่างๆ แตกต่างกันออกไป ดังนั้นความฝันอันสูงสุดของรัฐเผด็จการ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำทรราชย์ทั้งหลายก็คือทำให้ประชาชนทั้งหมดมีความทรงจำร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อาล์บวัคช์ก็ได้ชี้เตือนเราว่า แม้ความทรงจำร่วมในสังคมจะมีพลังอำนาจในการน้อมนำให้เราเชื่อมากเพียงใด หากสุดท้ายผู้ที่แบกรับความทรงจำนั้นก็คือ ‘ปัจเจกแต่ละคน’ เราคือผู้ที่จดจำได้ และเราคือผู้สร้าง ‘อดีต’ และให้ความหมายกับ ‘อดีต’ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งบางครั้ง ‘อดีต’ ที่ว่าอาจเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ หรือเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐเท่านั้น</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/in-praise-of-memory/">ความทรงจำที่เราคิดว่าจดจำได้นั้นแท้จริงเป็นสำเนาของความทรงจำแรก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หากไร้ซึ่ง ‘ความแน่นอน’ เราอาจบอกไม่ได้ว่าอะไรคือความจริงหรือไม่จริง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/philosophy-of-certainty/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กิตติพล สรัคคานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Jul 2020 15:52:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy of everything]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[กิตติพล สรัคคานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[ความแน่นอน]]></category>
		<category><![CDATA[philosophy of everything]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=101517</guid>

					<description><![CDATA[<p>“I know = I am familiar with it as a certainty.” Ludwig Wittgenstein 1 คำคุณศัพท์ certain ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า ‘แน่นอน, เป็นจริง’ นั้นเริ่มใช้กันตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 มาจากคำภาษาฝรั่งเศสเก่า certain ซึ่งแปลว่า ‘เชื่อได้, แน่ใจได้ และจริงแท้แน่นอน’ มีรากศัพท์มาจากภาษาพูดละติน (vulgar latin) คำว่า certanus ที่แผลงมาจากคำว่า certus ซึ่งหมายความถึง ‘การกำหนด, การยึด, การติด, การตั้งอยู่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ และรวมไปถึง ‘ความชัดแจ้ง, ชัดเจน, ปราศจากข้อสงสัย’ ดังที่ปรากฏในภาษาฝรั่งเศสเก่า cert ภาษาอิตาเลียนเก่า certo และภาษาสเปนเก่า cierto ซึ่งทั้งหมดสืบรากจากภาษาโปรโต&#8211;อินโดยูโรเปียน krie ที่แปลว่า ‘การกรอง, การแยก’ ซึ่งมาจากคำกรีก krisis [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/philosophy-of-certainty/">หากไร้ซึ่ง ‘ความแน่นอน’ เราอาจบอกไม่ได้ว่าอะไรคือความจริงหรือไม่จริง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote>
<p class="p3"><span class="s1">“I know = I am familiar with it as a certainty.”</span></p>
</blockquote>
<p class="p3" style="text-align: right;"><span class="s1">Ludwig Wittgenstein</span></p>
<h3 class="p5" style="text-align: center;"><span class="s1"><b>1</b></span></h3>
<p class="p7"><span class="s1">คำคุณศัพท์</span><span class="s3"> certain </span><span class="s1">ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">แน่นอน</span><span class="s3">, </span><span class="s1">เป็นจริง</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">นั้นเริ่มใช้กันตั้งแต่ศตวรรษที่</span><span class="s3"> 13 </span><span class="s1">มาจากคำภาษาฝรั่งเศสเก่า</span><span class="s3"> certain </span><span class="s1">ซึ่งแปลว่า</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">เชื่อได้</span><span class="s3">, </span><span class="s1">แน่ใจได้</span> <span class="s1">และจริงแท้แน่นอน</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">มีรากศัพท์มาจากภาษาพูดละติน</span><span class="s3"> (vulgar latin) </span><span class="s1">คำว่า</span><span class="s3"> certanus </span><span class="s1">ที่แผลงมาจากคำว่า</span><span class="s3"> certus </span><span class="s1">ซึ่งหมายความถึง</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">การกำหนด</span><span class="s3">, </span><span class="s1">การยึด</span><span class="s3">, </span><span class="s1">การติด</span><span class="s3">, </span><span class="s1">การตั้งอยู่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">และรวมไปถึง</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความชัดแจ้ง</span><span class="s3">, </span><span class="s1">ชัดเจน</span><span class="s3">, </span><span class="s1">ปราศจากข้อสงสัย</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">ดังที่ปรากฏในภาษาฝรั่งเศสเก่า</span><span class="s3"> cert </span><span class="s1">ภาษาอิตาเลียนเก่า</span><span class="s3"> certo </span><span class="s1">และภาษาสเปนเก่า</span><span class="s3"> cierto </span><span class="s1">ซึ่งทั้งหมดสืบรากจากภาษาโปรโต</span><span class="s3">&#8211;</span><span class="s1">อินโดยูโรเปียน krie</span><span class="s3"><i> </i></span><span class="s1">ที่แปลว่า</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">การกรอง</span><span class="s3">, </span><span class="s1">การแยก</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">ซึ่งมาจากคำกรีก</span><span class="s3"> krisis </span><span class="s1">จึงกล่าวได้ว่า</span><span class="s3"> คำว่า certain<i> </i></span><span class="s1">และ</span><span class="s3"> crisis </span><span class="s1">ที่เราแปลว่า</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">วิกฤต</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">นั้นจึงมีที่มาเดียวกัน</span> <span class="s1">แม้ความหมายจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตามที</span><i> </i></p>
<p class="p7"><span class="s1">วลีที่ว่า</span><span class="s3"> &#8216;</span><span class="s1">ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน&#8217;</span><span class="s3"> </span><span class="s1">เป็นหนึ่งในคำกล่าวที่เราต้องเคยได้ยินกันบ้าง</span> <span class="s1">ด้วยเพราะวลีนี้มักถูกนำมาใช้เพื่อสื่อถึงแก่นความคิดของพุทธศาสนาที่อธิบายถึงความเป็นอนิจจลักษณะของสรรพสิ่งทั้งหลาย</span> <span class="s1">ตั้งแต่วัตถุที่เราจับต้องได้</span><span class="s1">ไปจนถึงความนึกคิดจิตใจ</span><span class="s1">ที่ล้วนตั้งวางอยู่บนความไม่เที่ยงแท้</span> <span class="s1">จนเราบางคนถึงกับเข้าใจว่าถ้อยคำข้างต้นเป็น</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">พุทธพจน์</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">เสียด้วยซ้ำไป</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">หากสำหรับชาวโลกตะวันตกแล้ว</span> <span class="s1">คำกล่าวนี้เป็นที่รู้จักในฐานะของ</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">คติธรรมแบบฝรั่งเศส</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">และถูกยกเครดิตให้เป็นของ </span><span class="s3">Françoise Villon </span><span class="s1">เอกกวีผู้มีชีวิตเยี่ยงจารชนในกลางศตวรรษที่</span><span class="s3"> 15 </span><span class="s1">ซึ่งปรากฏในวรรคหนึ่งของบทกวี</span><span class="s3"> <i>Ballade du concours de Blois </i></span><span class="s1">ที่วิยงได้รจนาเอาไว้ว่า</span></p>
<blockquote>
<p class="p7"><em><span class="s1">สำหรับข้า</span> <span class="s1">ไม่มีอะไรแน่นอน</span> <span class="s1">นอกเสียจากความไม่แน่นอน<br />
</span><span class="s1">คลุมเครือ</span> <span class="s1">แม้ในสิ่งที่กระจ่าง<br />
</span><span class="s1">ข้ามิพักสงสัยในสิ่งใด</span> <span class="s1">นอกเสียจากสิ่งที่เที่ยงแท้</span><span class="s3">…</span></em></p>
<p class="p8"><em><span class="s1"> Rien ne m&#8217;est sûr que la chose incertaine ;<br />
</span>Obscur, fors ce qui est tout évident ;<br />
Doute ne fais, fors en chose certaine ;</em></p>
</blockquote>
<p class="p7"><span class="s1">การขบคิดถึง</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความไม่แน่นอนที่แน่นอน</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">หรือ</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความแน่นอนที่ไม่แน่นอน</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาสากลที่ยังคงอยู่กับมนุษย์เราในทั่วทุกพื้นทวีปเรื่อยมาจนปัจจุบัน</span> <span class="s1">ซึ่งสำหรับนักปรัชญาและบรรดาผู้แสวงหาความจริงทั้งหลาย</span> <span class="s1">ความเที่ยงแท้แน่นอน</span><span class="s3"> (certainty) </span><span class="s1">ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด</span> <span class="s1">ด้วยเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งที่ใช้พิสูจน์ความเป็น</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">สัจจะ</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">หรือ</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความจริง</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">ที่อยู่เบื้องหลังสรรพสิ่ง</span> <span class="s1">เพราะหากปราศจากความแน่นอนแล้วไซร้</span><span class="s1">เราก็คงไม่สามารถบอกได้ว่า</span> <span class="s1">อะไรคือความจริงหรือไม่จริง</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">อย่างไรก็ตาม</span> <span class="s3">Baron Reed </span><span class="s1">อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิชาญาณวิทยา</span><span class="s3"> (epistemology) </span><span class="s1">แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ได้จำแนก</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความแน่นอน</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">ออกเป็นประเภทต่างๆ</span> <span class="s1">ได้แก่</span><span class="s3"> 1) </span><span class="s1">ความแน่นอนเชิงจิตวิทยา</span><span class="s3"> (psychological certainty) </span><span class="s1">ซึ่งผูกพันอยู่กับความเชื่อที่ฝังแน่นในตัวเรา</span><span class="s3"> 2) </span><span class="s1">ความแน่นอนเชิงญาณวิทยา</span><span class="s3"> (epistemic certainty) </span><span class="s1">ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดโยงกับความรู้ทั้งหลาย</span><span class="s3"> 3) </span><span class="s1">ความแน่นอนเชิงจริยศาสตร์</span><span class="s3"> (moral certainty) </span><span class="s1">ซึ่งเกิดมาจากแบบแผนปฏิบัติทางสังคมและจารีต</span> <span class="s1">ซึ่งทั้งหมดผสมรวมอยู่ในตัวเรา</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">ประเภทแรกสุด</span> <span class="s1">ความแน่นอนเชิงจิตวิทยา</span> <span class="s1">ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เราอาจพบเห็นได้ในคนทั่ว</span><span class="s1">ไป</span> <span class="s1">เป็นความเชื่อติดยึดที่ยากจะแก้ไข</span> <span class="s1">หรือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติอันแปลกประหลาดของมนุษย์</span> <span class="s1">ดังเช่นที่ </span><span class="s3">Lucian </span><span class="s1">นักเขียนชาวกรีกจากศตวรรษที่</span><span class="s3"> 2 </span><span class="s1">ได้ล้อเลียนเสียดสีไว้ในบทสนทนา</span><span class="s3"> <i>Charon or the Observers </i></span><span class="s1">เป็นเรื่องราวของ </span><span class="s3">Charon </span><span class="s1">คนพายเรือพาคนตายไปสู่ปรภพผู้ได้รับอนุญาตจากเฮดีส</span> <span class="s1">ผู้เป็นเจ้านาย</span> <span class="s1">ให้หยุดงานไปท่องโลกมนุษย์เป็นเวลาหนึ่งวัน</span> <span class="s1">เพื่อคลายความสงสัยว่า</span><span class="s1">อะไรหนอคือสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์-</span><span class="s1">มนุษย์ ที่เขาพบปะและเสวนาด้วยทุกวัน</span> <span class="s1">ระหว่างพายเรือพาพวกเขาเหล่านั้นข้ามไปสู่โลกแห่งความตาย</span> <span class="s1">บังเอิญว่าคารอนได้พบกับเฮอร์เมสเทพแห่งการเดินทางเข้าพอดี</span> <span class="s1">เขาจึงขอให้เฮอร์เมสเป็นมัคคุเทศก์นำชมโลกมนุษย์</span> <span class="s1">ก่อนที่จะค้นพบความแปลกพิกลในความเป็นคนอีกนานัปการ</span> <span class="s1">โดยหนึ่งในนั้นก็คือ</span><span class="s1">การยึดถือความแน่นอนของชีวิต</span> <span class="s1">ซึ่งไม่มีความแน่นอนเอาเสียเลย</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">ดังเช่นฉากตอนที่คารอนได้เห็นชายคนหนึ่งพูดกับเพื่อนที่ชวนไปกินเลี้ยงว่า</span><span class="s3"> &#8216;</span><span class="s1">งานนี้ไม่พลาดแน่ๆ&#8217;</span><span class="s3"> </span><span class="s1">โดยที่คารอนทราบดีว่า</span><span class="s1">ชายคนนั้นจะไม่มีวันได้ไปร่วมงานเลี้ยง</span> <span class="s1">ด้วยเพราะวันรุ่งขึ้นจะมีกระเบื้องมุงหลังคาร่วงหล่นลงมาใส่หัวเขาเสียชีวิตอย่างไม่มีผิดพลาดคลาดเคลื่อน</span> <span class="s1">ชายคนนั้นตกปากรับคำในสิ่งที่เขาไม่สามารถกระทำได้</span> <span class="s1">ซึ่งว่าไปแล้ว</span><span class="s1">โศกนาฏกรรมที่กลายเป็นความขันเขในสายตาของเทพเจ้าก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดได้กับเราแทบทุกคน</span> <span class="s1">เราส่วนใหญ่ต่างเชื่อมั่นลึกๆ</span> <span class="s1">ว่าจะมีวันต่อไป</span> <span class="s1">โดยหารู้ไม่ว่าวันนี้</span><span class="s1">หรืออีกไม่กี่นาทีถัดจากนี้จะเป็นเพียงห้วงขณะสุดท้าย</span> <span class="s1">นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความแน่นอนทางจิตวิทยา</span><span class="s1">ซึ่งสถิตอยู่ในตัวเราทั้งหลาย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p5" style="text-align: center;"><span class="s1"><b>2</b></span></h3>
<p class="p7"><span class="s1">ประเภทต่อมา</span> <span class="s1">ความแน่นอนเชิงญาณวิทยา</span> <span class="s1">มองกันอย่างผิวเผินแล้วจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกับความแน่นอนประเภทแรก</span> <span class="s1">ด้วยเพราะผูกสัมพันธ์กับความคิด</span><span class="s1">ความเชื่อที่มีอยู่ในตัวเรา</span> <span class="s1">แต่หากพิจารณาลงไปในรายละเอียด</span> <span class="s1">ความแน่นอนเชิงญาณวิทยาตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ</span> <span class="s1">ที่เกี่ยวข้องกับความรู้</span><span class="s1">และการตระหนักถึงความรู้ต่างๆ</span> <span class="s1">ของตัวเรา</span> <span class="s1">ซึ่งบุคคลหนึ่งที่พยายามศึกษาความแน่นอนประเภทนี้อย่างลึกซึ้งก็คือ</span> <span class="s4">al-Fārābi </span><span class="s1">ปราชญ์อาหรับผู้มีชีวิตอยู่ในศวรรษที่</span><span class="s3"> 10</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">อัล</span><span class="s3">&#8211;</span><span class="s1">ฟาราบีได้จำแนกความแน่นอนออกเป็นลำดับชั้นที่แตกต่างกัน</span> <span class="s1">คือนอกจากความแน่นอนอย่างธรรมดาที่เรียกว่า</span> <span class="s4">yaqīn </span><span class="s1">แล้ว ก็ยังมีความแน่นอนสัมบูรณ์ที่เรียกว่า</span> <span class="s4">al-yaqīn ‘alā al-iṭlāq </span><span class="s1">อีกด้วย</span> <span class="s1">แต่ก่อนที่จะอธิบายแนวคิดของอัล</span><span class="s3">&#8211;</span><span class="s1">ฟาราบี</span> <span class="s1">เราอาจต้องรู้จักกับตัวตนและผลงานของเขากันสักเล็กน้อย</span></p>
<p><div id="attachment_104065" style="width: 372px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104065" class="wp-image-104065 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Abu_Nasr_al-Farabi.jpg" alt="" width="362" height="385" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Abu_Nasr_al-Farabi.jpg 362w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Abu_Nasr_al-Farabi-282x300.jpg 282w" sizes="(max-width: 362px) 100vw, 362px" /><p id="caption-attachment-104065" class="wp-caption-text">al-Fārābi ปราชญ์อาหรับผู้มีชีวิตอยู่ในศวรรษที่ 10</p></div></p>
<p class="p7"><span class="s1">อัล</span><span class="s3">&#8211;</span><span class="s1">ฟาราบีเป็นหนึ่งในนักปรัชญาอิสลามคนสำคัญที่ประพันธ์ผลงานไว้มากมาย</span> <span class="s1">ตั้งแต่ตำราอภิปรัชญา</span> <span class="s1">ญาณวิทยา</span> <span class="s1">จริยศาสตร์</span> <span class="s1">รัฐศาสตร์</span> <span class="s1">จิตวิทยา</span> <span class="s1">ตรรกศาสตร์</span> <span class="s1">จนถึงปรัชญาภาษา</span> <span class="s1">เขาเป็นผู้ศึกษาและเผยแพร่แนวคิดของ </span><span class="s3">Plato </span><span class="s1">และ </span><span class="s3">Aristotle </span><span class="s1">สู่โลกภาษาอาหรับ</span> <span class="s1">กระทั่งปราชญ์ผู้โด่งดังอย่าง </span><span class="s3">Avicenna </span><span class="s1">ถึงกับกล่าวไว้ในหนังสือชีวประวัติของตนเองว่า</span> <span class="s1">ปัญญาความรู้ต่างๆ</span> <span class="s1">ที่เขามีถือเป็นหนี้บุญคุณอัล</span><span class="s3">&#8211;</span><span class="s1">ฟาราบี</span> <span class="s1">โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจต่องาน</span><span class="s3"> <i>Metaphysics</i> </span><span class="s1">ของอริสโตเติล</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">แม้ปรัชญาของอัล</span><span class="s3">&#8211;</span><span class="s1">ฟาราบีจะถูกมองว่าเป็นการผลิตซ้ำและดัดแปลงมาจากอริสโตเติล</span> <span class="s1">แต่ผลงานที่มีจำนวนมากมายมหาศาลนั้นยังได้สะท้อนให้เห็นรูปแบบความคิดของตัวเขาเอง</span> <span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">ความพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างความเป็นจริงทางจิตใจกับโลกภายนอก</span> <span class="s1">หรือโดยเฉพาะการสร้างระบบทฤษฎีความรู้ซึ่งเชื่อมโยงกับสภาวะจิต</span> <span class="s1">และแม้กระทั่งการทำงานของสมอง</span> <span class="s1">ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ก้าวล้ำนำสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ</span><span class="s3"> <i>De Anima</i> </span><span class="s1">หรือ</span><span class="s3"> <i>On the Soul</i> </span><span class="s1">ของอริสโตเติล ถือเป็นผลงานที่มีอิทธิพลต่ออัล</span><span class="s3">&#8211;</span><span class="s1">ฟาราบีอย่างมีนัยสำคัญ</span> <span class="s1">โดยตำราเล่มนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นกำเนิดของวิชาจิตวิทยา</span><i> </i></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104066" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Aristoteles_De_anima-711x1024.jpg" alt="" width="711" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Aristoteles_De_anima-711x1024.jpg 711w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Aristoteles_De_anima-208x300.jpg 208w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Aristoteles_De_anima-768x1106.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Aristoteles_De_anima-600x864.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Aristoteles_De_anima.jpg 832w" sizes="(max-width: 711px) 100vw, 711px" /></p>
<p class="p7"><i> </i><span class="s1">สำหรับอัล</span><span class="s3">&#8211;</span><span class="s1">ฟาราบีแล้ว</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความแน่นอน</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">ถือเป็นกุญแจในการเข้าถึงความรู้</span> <span class="s1">และวิชาหนึ่งซึ่งเขาแลเห็นว่าเป็นเครื่องมือ</span><span class="s1">หรือศิลปะในการเข้าถึง</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความแน่นอน</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">ก็คือตรรกวิทยา</span> <span class="s4">(manṭiq)<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากวิชาตรรกศาสตร์ที่เรารู้จักอยู่พอสมควร</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">อัล</span><span class="s3">&#8211;</span><span class="s1">ฟาราบีได้จัดจำแนกตรรกวิทยาของเขาออกเป็น</span><span class="s3"> 5 </span><span class="s1">แบบด้วยกัน</span> <span class="s1">ได้แก่</span><span class="s3"> 1) </span><span class="s1">แบบวิภาษวิธี</span> <span class="s1">ใช้การถกเถียงเพื่อสร้างความเชื่อบางอย่างขึ้นมา</span><span class="s3"> 2) </span><span class="s1">แบบโน้มน้าวใจ</span> <span class="s1">ทำให้ความเห็นกลายเป็นความจริง</span><span class="s3"> 3) </span><span class="s1">แบบวาทศิลป์</span> <span class="s1">ใช้สื่อสารกับคนหมู่มากหรือสาธารณชน</span><span class="s3"> 4) </span><span class="s1">แบบกวีศาสตร์</span> <span class="s1">ใช้สร้างภาพพจน์ในใจผู้ฟัง</span><span class="s3"> 5) </span><span class="s1">แบบสาธิต</span> <span class="s1">ซึ่งเป็นแบบที่ยากที่สุด</span> <span class="s1">คือน้อมนำไปสู่ความแน่นอน</span> <span class="s1">ผ่านการอ้างอิงหลักการอันเป็นสากลและปฏิเสธไม่ได้</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">ในมุมมองของอัล</span><span class="s3">&#8211;</span><span class="s1">ฟาราบี </span><span class="s1">ตรรกวิทยา</span><span class="s3"> 4 </span><span class="s1">แบบแรกอาจนำพาเราไปสู่</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความแน่นอนอย่างธรรมดา</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">ซึ่งกล่าวได้ว่า</span><span class="s1">เป็นความชอบด้วยเหตุผลความคิดที่เรามีในเรื่องต่างๆ</span> <span class="s1">เป็นความรู้ในชั้นแรกของเรา</span> <span class="s1">ทว่าคงมีตรรกวิทยาแบบสาธิตเท่านั้นที่เขาเห็นว่าจะนำพาเราไปสู่</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความแน่นอนโดยสมบูรณ์</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">ซึ่งเป็นความรู้ในชั้นต่อมาที่เกิดขึ้นจากการค้นพบหลักการโดยทั่วไป</span> <span class="s1">ซึ่งนั่นทำให้เขาเชื่อว่า</span><span class="s1">วิชาปรัชญานั้นเป็นส่วนหนึ่งของตรรกะแบบสุดท้ายที่มีลักษณะเป็นแบบสาธิต</span> <span class="s1">ที่ช่วยให้เรามองเห็นความจริงในสรรพสิ่งทั้งหลาย</span> <span class="s1">เป็นความรู้ที่จริงแท้และแน่นอน</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">เขาได้อธิบายถึงคุณลักษณะของ</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความแน่นอนแบบสมบูรณ์</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">ไว้ใน</span> <em><span class="s1">ตำราว่าด้วยเงื่อนไขแห่งความเที่ยงแท้</span></em><i> </i><span class="s4">(<i>Kitāb Šara’iṭ al-yaqīn</i>)</span> <span class="s1">ว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ</span><span class="s3"> 1) </span><span class="s1">มีความเชื่อว่าบางสิ่งเป็นเช่นนี้</span> <span class="s1">แทนที่จะเป็นแบบอื่น</span><span class="s3"> 2) </span><span class="s1">มีความเห็นพ้องในความเชื่อที่สอดคล้องและไม่ขัดแย้งกับการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ</span> <span class="s1">ที่ปรากฏภายนอก</span><span class="s3"> 3) </span><span class="s1">รู้ได้ถึงความสอดคล้องของความเชื่อในการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ</span> <span class="s1">และการดำรงของสิ่งนั้นในโลกความเป็นจริง</span><span class="s3"> 4) </span><span class="s1">รู้ได้ว่าความสอดคล้องดังกล่าวนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นและเป็นไปในทางตรงกันข้าม</span><span class="s3"> 5) </span><span class="s1">รู้ได้ว่าความขัดแย้งระหว่างความเชื่อและความจริงจะไม่เกิดขึ้นไม่ว่าเวลาใดก็ตาม</span> <span class="s1">และ</span><span class="s3"> 6) </span><span class="s1">รู้ได้ว่าทั้งหมดไม่ได้เกิดด้วยความบังเอิญ</span> <span class="s1">แต่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">ความแน่นอนทางญาณวิทยาจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นความแน่นอนซึ่งเกิดจากการขบคิด</span><span class="s1">และพยายามแสวงหาคำตอบ</span> <span class="s1">เป็นเช่นนี้จนกว่าจะหมดข้อสงสัยโดยสมบูรณ์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p5" style="text-align: center;"><span class="s1"><b>3</b></span></h3>
<p class="p7"><span class="s1">ความแน่นอนประเภทสุดท้าย–</span><span class="s1">ความแน่นอนในเชิงจริยศาสตร์ ที่ชัดเจนว่ามีความยึดโยงกับความแน่นอนเชิงญาณวิทยาในฐานะที่ผูกพันกับความนึกคิด</span> <span class="s1">เพียงแต่ความแน่นอนประเภทสุดท้ายอาจถูกมองว่าเป็นรองกว่า</span> <span class="s1">ดังที่ </span><span class="s3">René Descartes </span><span class="s1">นักคิดชาวฝรั่งเศสได้อธิบายไว้ในตำรา</span><span class="s3"> <i>Principles of Philosophy</i> </span><span class="s1">ว่า</span></p>
<p class="p7"><span class="s3">“</span><span class="s1">ความแน่นอนเชิงจริยศาสตร์นั้นแน่นอนในระดับที่เพียงพอให้กำหนดพฤติกรรมของเรา</span> <span class="s1">หรือเป็นความเที่ยงแท้ในระดับที่เชื่อมโยงกับแบบแผนในการใช้ชีวิต</span> <span class="s1">ซึ่งปกติแล้วเราอาจไม่สงสัย</span> <span class="s1">แต่กระนั้นเราก็ยังคงรู้ได้ว่ามันอาจเป็นเรื่องที่ไม่จริงแต่อย่างใด</span><span class="s3">”</span></p>
<p><div id="attachment_104069" style="width: 827px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104069" class="wp-image-104069 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/René_Descartes.jpg" alt="" width="817" height="1000" /><p id="caption-attachment-104069" class="wp-caption-text">René Descartes นักคิดชาวฝรั่งเศส</p></div></p>
<p class="p7"><span class="s1">ความแน่นอนเชิงจริยศาสตร์จึงผูกพันกับจารีต</span><span class="s1">และแบบแผนทางสังคม</span> <span class="s1">เป็นประเพณีที่รับสืบทอดกันมา</span> <span class="s1">ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นความดีงาม</span><span class="s1">และเป็นสิ่งที่แน่นอนโดยแท้จริง</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">ความแน่นอนประเภทสุดท้ายนี้อาจแลดูว่าคล้ายคลึงกับความแน่นอนเชิงจิตวิทยา</span> <span class="s1">แต่ทว่าเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านวิถีปฏิบัติ</span> <span class="s1">รูปแบบโครงสร้างทางสังคม</span> <span class="s1">การศึกษา</span> <span class="s1">และระบบการเมือง</span> <span class="s1">ซึ่งทำให้เราบางคนแลเห็นสิ่งที่เป็นอยู่กลายเป็นความจริง</span><span class="s1">หรือไม่อาจปฏิเสธได้</span></p>
<p><div id="attachment_104068" style="width: 415px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-104068" class="wp-image-104068 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Portrait_of-Ludwig_Wittgenstein.jpg" alt="" width="405" height="563" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Portrait_of-Ludwig_Wittgenstein.jpg 405w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Portrait_of-Ludwig_Wittgenstein-216x300.jpg 216w" sizes="(max-width: 405px) 100vw, 405px" /><p id="caption-attachment-104068" class="wp-caption-text">Ludwig Wittgenstein นักปรัชญาคนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20</p></div></p>
<p class="p7"><span class="s1">ความแน่นอนเชิงจริยศาสตร์จึงไม่อาจขจัดข้อสงสัยให้หมดไป</span><span class="s1">ดังที่เดอส์การ์ตส์อธิบาย</span> <span class="s1">ซึ่งการปราศจากข้อสงสัย</span><span class="s3"> (indubitability) </span><span class="s1">ถือเป็นคุณลักษณะข้อสำคัญของความแน่นอน</span> <span class="s1">ด้วยเหตุนี้เองความแน่นอนเชิงญาณวิทยาจึงมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาตรวจสอบและสร้างสมดุลให้กับความแน่นอนทั้งสองแบบ</span> <span class="s1">ด้วยการตั้งคำถามและความสงสัยในสิ่งที่เป็นไปต่างๆ</span> <span class="s1">เพื่อตรวจหาความแน่นอน</span> <span class="s1">ซึ่ง </span><span class="s3">Ludwig Wittgenstein </span><span class="s1">นักปรัชญาคนสำคัญแห่งศตวรรษที่</span><span class="s3"> 20 </span><span class="s1">ผู้หมกมุ่นครุ่นคิดกับการขบคิดเรื่อง</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">ความแน่นอน</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตได้กล่าวเตือนไว้ว่า</span> <span class="s1">ความสงสัยของเรานั้นจำต้องมีที่สุดด้วยเช่นกัน</span> <span class="s1">เพราะหากเราสงสัยในทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้</span> <span class="s1">การสงสัยนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นความแน่นอนชนิดหนึ่งอย่างไม่อาจปฏิเสธได้</span> <span class="s1">ซึ่งนั่นทำให้เราจำเป็นต้องสงสัยใน</span><span class="s3"> ‘</span><span class="s1">บางสิ่ง</span><span class="s3">’ </span><span class="s1">เพื่อยืนยันว่าบางสิ่งที่ไม่น่าต้องสงสัยนั้นมีอยู่</span></p>
<p class="p7"><span class="s1">ส่วนเรื่องที่ยาก</span><span class="s1">และวิตต์เกนชไตน์อาจไม่ทันได้บอกเรา</span><span class="s1">เพราะเสียชีวิตไปเสียก่อนก็คือ</span> <span class="s1">อะไรกันเล่าคือสิ่งควรต้องสงสัย</span> <span class="s1">หรืออะไรไม่ควรต้องสงสัย</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/philosophy-of-certainty/">หากไร้ซึ่ง ‘ความแน่นอน’ เราอาจบอกไม่ได้ว่าอะไรคือความจริงหรือไม่จริง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;เพราะผิดหวัง ความหวังจึงเป็นความหวัง&#8221; ความหวังคืออะไรและเหตุใดเราต้องมีหวัง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/principle-of-wish/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กิตติพล สรัคคานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Jun 2020 17:57:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy of everything]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[a day 238]]></category>
		<category><![CDATA[Wish]]></category>
		<category><![CDATA[กิตติพล สรัคคานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[ความหวัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98621</guid>

					<description><![CDATA[<p>Only Hope was left within her unbreakable house, she remained under the lip of the jar, and did not fly away. Hesiod, Works and Days&#160; &#160; ความหวังคืออะไร แล้วทำไมคนเราต้องมีความหวัง ให้ความหวังกันเรื่อยไป หรือความหวังยังจำเป็นอีกไหมสำหรับโลกในปัจจุบัน เพื่อจะค้นหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ ขอชวนทุกท่านทำความรู้จักกับที่มาและความหมายของคำว่า ‘ความหวัง’ กันเสียก่อน ความหวัง หรือ ἐλπίς (elpis) ถูกเอ่ยอ้างถึงครั้งแรกๆ ในปกรณัมเก่าแก่เรื่อง Pandora’s box ซึ่งปรากฏในมหากาพย์ Works and Days ของ Hesiod ตำนานดังกล่าวบอกเล่าถึงเหตุการณ์ภายหลังจาก Prometheus ขโมยไฟจากเทพเจ้ามาให้มวลมนุษย์ มหาเทพ Zeus จึงแก้แค้นด้วยการมอบของขวัญให้แก่ Epimetheus [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/principle-of-wish/">&#8220;เพราะผิดหวัง ความหวังจึงเป็นความหวัง&#8221; ความหวังคืออะไรและเหตุใดเราต้องมีหวัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>Only Hope was left within her unbreakable house, she remained under the lip of the jar, and did not fly away.</p></blockquote>
<p style="text-align: right;">Hesiod, <em>Works and Days<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความหวังคืออะไร แล้วทำไมคนเราต้องมีความหวัง ให้ความหวังกันเรื่อยไป หรือความหวังยังจำเป็นอีกไหมสำหรับโลกในปัจจุบัน</p>
<p>เพื่อจะค้นหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ ขอชวนทุกท่านทำความรู้จักกับที่มาและความหมายของคำว่า ‘ความหวัง’ กันเสียก่อน</p>
<p>ความหวัง หรือ ἐλπίς (elpis) ถูกเอ่ยอ้างถึงครั้งแรกๆ ในปกรณัมเก่าแก่เรื่อง Pandora’s box ซึ่งปรากฏในมหากาพย์ <i>Works and Days</i> ของ Hesiod ตำนานดังกล่าวบอกเล่าถึงเหตุการณ์ภายหลังจาก Prometheus ขโมยไฟจากเทพเจ้ามาให้มวลมนุษย์ มหาเทพ Zeus จึงแก้แค้นด้วยการมอบของขวัญให้แก่ Epimetheus น้องชายของโพรเมทิอุส<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>ของขวัญนั้นมาในรูปไหปริศนา และกลายเป็นว่ามนุษย์ผู้หญิงนาม แพนโดรา ได้เปิดผนึกปลดปล่อยความทุกข์ยาก ความป่วยไข้ และความตาย สู่โลกมนุษย์ โดยมีเพียงความหวังเป็นสิ่งสุดท้ายที่คงเหลือไว้ภายใน</p>
<p>ความหวังในตอนจบของตำนานดังกล่าวได้รับการตีความโดยปราชญ์ในยุคเรอเนซองซ์อย่าง Andrea Alciato หรือ Gabriele Faerno ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยปลุกปลอบใจภายหลังเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว ความหวังในกรอบอธิบายนี้จึงเป็นสิ่งมีค่าท่ามกลางความโหดร้าย</p>
<p>หากทว่าในกรีกยุคโบราณ ความหวังไม่ได้มีความหมายเช่นที่เราเข้าใจในปัจจุบัน เพราะแท้จริงแล้วมันหมายความถึงความคาดหวังอย่างมืดบอด ไม่ต่างจากคำสาปชนิดหนึ่ง ซึ่งทั้งเฮสิโอดและคนร่วมยุคร่วมสมัยต่างมองว่าเป็นความเลวร้าย เพราะมันอาจทำให้เราจมอยู่ในความเพ้อฝัน ไม่มองปัญหา หรือไม่แสวงหาทางแก้ไข เรียกได้ว่า ‘ของขวัญ’ ที่เทพเจ้ามอบให้มวลมนุษย์นั้นเป็น ‘การแก้แค้น’ โดยสมบูรณ์</p>
<p>ความหวังจึงไม่ได้มีความหมายในทางบวกมาตั้งแต่แรกเริ่ม หรือกว่าที่จะเป็นมากกว่าความฝันแบบลมๆ แล้งๆ ก็เมื่อมันถูกผนวกรวมเข้ากับความเชื่อทางศาสนาแบบ Judeo-Christian</p>
<p>สำหรับชาวยิวแล้ว ความหวังถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ด้วยเพราะชาวยิวถือว่าตนเป็นชนชาติแห่งความหวัง ซึ่งดำรงอยู่บนโลกที่โหดร้าย เต็มไปด้วยอันตรายและความอาฆาตมาดร้ายของชนชาติอื่นๆ และชาวยิวทั้งหลายต่างก็ดิ้นรนมีชีวิตเพื่อรอวันได้รับการปลดปล่อยโดยผู้ถูกเลือก</p>
<p>ในทำนองเดียวกันกับชาวคริสต์ ความหวังถือเป็นสิ่งสำคัญต่อความยึดมั่นในพระเป็นเจ้า ความหวังเป็น 1 ใน 3 คุณธรรมสูงสุดในหลักเทววิทยาของชาวคริสต์ ซึ่งประกอบไปด้วยความศรัทธา ความรัก และความหวัง</p>
<p>Thomas Aquinas อธิบายว่าศรัทธาเกิดจากปัญญา-ความคิด ในขณะที่ความหวังนั้นถือกำเนิดขึ้นจากเจตจำนง</p>
<p>ใน <i>Summa Theologiae</i> เขาได้โต้แย้งความคิดของนักปราชญ์ในยุคก่อนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Saint Augustine ที่มองว่าความหวังไม่ใช่คุณธรรมอย่างที่เข้าใจกัน เพราะคุณธรรมเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาโดยไม่มีเราเกี่ยวข้อง และเราไม่อาจสร้างคุณธรรมซึ่งเป็นผลมาจากความสมบูรณ์แบบ ด้วยเพราะมนุษย์เรานั้นไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์ ดังนั้นแล้วความหวังย่อมไม่อาจเป็นคุณธรรมดังที่กล่าวอ้างกัน</p>
<p>อะไควนัสชี้ให้เห็นว่า ถ้าคุณธรรมหมายความถึงสิ่งใดก็ตามที่นำไปสู่ความดีงาม เช่นการกระทำของมนุษย์นั้น ถ้าเป็นการกระทำที่ดีก็ย่อมมาจากคุณธรรมของมนุษย์ การกระทำนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากพระเจ้าที่เป็นความดีงามสูงสุด เช่นเดียวกับความหวังซึ่งเป็นความคาดหวังถึงสิ่งที่ดีกว่าที่รอเราอยู่ในกาลข้างหน้าก็สามารถนับว่าเป็นคุณธรรมที่เป็นผลมาจากพระเจ้าด้วยเช่นกัน หรือถึงแม้ว่าระหว่างหนทางไปสู่สิ่งที่ดีนั้นจะเต็มไปด้วยอุปสรรคและเหตุการณ์ที่เลวร้าย แต่ความหวังก็ยังเป็นสิ่งที่สามารถนำพาเราไปสู่ความสุขชั่วนิรันดร์ (eternal happiness) ซึ่งอะไควนัสเห็นว่าไม่ได้เป็นสิ่งชั่วร้าย ซ้ำยังเป็นปลายทางที่พระเจ้าต้องการนำพาเราไป</p>
<p>ความหวังสำหรับผู้ที่มีความเชื่อแบบยิว-คริสต์และแม้กระทั่งอิสลามจึงถือได้ว่ามีความแตกต่างจากศาสนาโบราณของกรีกในแง่ที่เป็นไปในทางบวกมากกว่าลบ ซึ่งแน่นอนว่าความหวังในกรอบอธิบายทางศาสนานั้นได้ถูกขยับขยายไปสู่บริบททางการเมืองเมื่อก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ความหวังในโมงยามความสิ้นหวัง</b></h3>
<p>สำหรับ Charles Péguy นั้น ความหวังถือกำเนิดขึ้นได้แม้ในยามที่เราสิ้นไร้ความศรัทธา เปกีย์มองว่าความหวังเปรียบเสมือนเด็กน้อยที่จูงมือเราเดินไปข้างหน้า ทั้งยังสามารถนำพาความศรัทธาและความรักที่สิ้นไร้เรี่ยวแรงนั้นให้เดินต่อไปด้วยกันได้</p>
<p>เปกีย์เป็นนักเขียนและกวีฝรั่งเศสจากต้นศตวรรษที่ 20 ผู้เชื่อในความเสมอภาคและเคยต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมในสังคมอย่างเข้มข้นจริงจัง ก่อนจะหันเหไปสู่ศรัทธาความเชื่อในพระเจ้า เปกีย์เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตั้งแต่การรบครั้งแรกๆ และเขาได้ทิ้งบทกวีขนาดยาวที่เขียนเกี่ยวกับความหวังเอาไว้ ซึ่งมีชื่อว่า <i>Le Porche du mystère de la deuxième vertu</i> (1929) หรือ <i>The Portal of the Mystery of&nbsp;Hope</i> ซึ่งเขาได้ประพันธ์ตอนหนึ่งเอาไว้ว่า</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">เป็นเธอ เจ้าเด็กน้อย ที่เดินนำพวกเขาไป<br />
ด้วยศรัทธานั้นมองเห็นแต่เพียงสิ่งที่เป็น<br />
ส่วนเธอนั้นมองเห็นสิ่งที่จะเป็น<br />
ความรักรักในสิ่งที่เป็น<br />
ส่วนเธอนั้นรักในสิ่งที่จะเป็น<br />
ศรัทธามองเห็นสิ่งที่เป็น<br />
ในกาลเวลาและความเป็นนิรันดร์<br />
ความหวังนั้นเห็นในสิ่งที่จะเป็น<br />
ในกาลเวลาและความเป็นนิรันดร์<br />
ในอนาคต หรือพูดก็คือ ความเป็นนิรันดร์นั่นเอง</p>
</blockquote>
<p>ในความหวังจึงมีทั้งความรักและความศรัทธา เพียงแต่ก็เป็นความรักและความศรัทธาในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง หรือถึงแม้ความหวังจะเป็นตัวแทนของคุณธรรมสูงสุด (ที่สร้างความแปลกประหลาดให้แม้แต่พระเจ้าเองนั้น) ทว่าเปกีย์ก็ยังเห็นว่าในความหวังนั้นก็ยังมีความกลัว ความทุกข์ยาก หรือเหตุการณ์ร้ายที่ไม่อาจคาดเดารอเราอยู่<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">โอ ความโศกเศร้า โอ ความโชคร้าย ที่จะย้อนกลับมาสู่เรา<br />
ทั้งหมดต่างเป็นของเรา และจะขึ้นอยู่กับเรา<br />
เพื่อทำให้มัน ถูกสดับนับศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า<br />
เพื่อทำให้มัน ก้องดังอีกครั้ง</p>
</blockquote>
<p>จึงไม่แปลกที่ความหวังจะถูกเปรียบเป็นเหมือนการผจญภัย การฝ่าภยันตรายเพื่อไปถึงจุดหมาย ซึ่งแน่นอนว่าทั้งเปกีย์และนักคิดในยุคต่อๆ มาต่างก็เห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความหวังคือความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ความหวังในแง่นี้จึงเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อไปสู่โลกที่ดีกว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>โลกใหม่ที่กล้าหาญ</b></h3>
<blockquote>
<p style="text-align: center;">A map of the world that does not includeUtopia is not even worth to glancing at.</p>
</blockquote>
<p style="text-align: right;">Oscar Wilde</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความหวังที่จะอยู่ในโลกที่ดีกว่า โลกซึ่งทุกคนมีเสรีภาพและความสุขนั้นกลายเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยถ้อยคำหนึ่งที่เริ่มถูกนำกลับมาใช้ควบคู่ไปกับความหวังคือคำว่า Utopia หรือที่บางคนแปลว่า ‘โลกอุดมคติ’</p>
<p>แน่นอนว่ายูโทเปียนั้นเป็นที่รู้จักครั้งแรกผ่านข้อเขียนชื่อเดียวกันของ Thomas More นักเขียนและนักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษผู้มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 16 กล่าวถึงดินแดนในโลกอุดมคติซึ่งมีระบบเศรษฐกิจและการปกครองที่แปลกและแตกต่างไปจากทุกที่ที่เคยมี</p>
<p>ดูเหมือนว่ามอร์จะออกแบบให้คำคำนี้มีความหมายมากกว่าหนึ่ง คือเป็นได้ทั้ง ‘ที่ที่ดี’ และ ‘ไม่มีที่ใด’ และแน่นอนว่าในช่วงที่แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในศตวรรษที่ 19 กลายเป็นประเด็นสำคัญ โลกอุดมคติก็ถูกนำกลับมาอ้างอิงถึงทั้งในทางที่สนับสนุนและวิจารณ์จากนักคิดทางสังคมสายต่างๆ<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยก็คือในช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 19-20 นี้เอง โลกอุดมคติกลายเป็นคำเรียกแทนการจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีอยู่จริงหรือโลกที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ อย่างดีที่สุดก็เป็นเพียงโลกสมมติ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่เลือกใช้คำนี้มาวิจารณ์ก็เป็นบรรดานักคิดทางสังคมที่เชื่อในเรื่องความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการปฏิบัติ หรือความรู้ซึ่งสอดคล้องกับหลักความจริงที่ชัดเจนว่าไม่มีที่ว่างให้แก่โลกอุดมคติ</p>
<p>จะเห็นได้ว่าโลกอุดมคติในเชิงลบนี้ก็ตกอยู่ในภาวการณ์คล้ายๆ กับที่ความหวังเคยเผชิญมาก่อนในยุคกรีกโบราณ คือเป็นศัพท์ที่สะท้อนให้เห็นความเพ้อฝันมากกว่าจะอยู่บนโลกความเป็นจริง หรือหากเป็นองค์ความรู้ก็ถือว่าเป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่อาจปรับแปลงให้เข้ากับโลกความเป็นจริงได้ และผู้ที่ทำให้คำคำนี้ได้รับการกอบกู้เกียรติยศคืนกลับมาก็คือนักปรัชญาชาวเยอรมันนามว่า Ernst Bloch</p>
<p>ในผลงานที่มีชื่อว่า <i>Geist der Utopia</i> หรือ <i>The Spirit of Utopia</i> เขาได้พยายามแสดงให้เห็นว่า โดยพื้นฐานแล้วนั้นมนุษย์แต่ละคนต่างก็มีจิตสำนึกที่ผูกพันอยู่กับความคาดหวัง ซึ่งแน่นอนว่าผลงานชิ้นนี้ได้กลายเป็นรากฐานให้แก่งานชิ้นสำคัญของเขาที่มีชื่อว่า <i>The Principle of Hope</i> ผลงานระดับมหากาพย์ที่เขาได้พยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า ความหวังมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างไรบ้าง<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>สำหรับบล็อคแล้วเขาเชื่อว่ามนุษย์จำเป็นต้องท้องอิ่ม แต่การมีกินอาจไม่ใช่ทุกอย่างหรือความจำเป็นเพียงอย่างเดียวของมนุษย์ มนุษย์ยังต้องการเสรีภาพและความสุข หรือกระทั่งการจินตนาการถึงโลกที่ดีกว่า ซึ่งบางส่วนได้กลายมาเป็นโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคิดค้นและการผลักดันให้เกิดวิทยาการต่างๆ<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>ความหวังและแม้แต่โลกอุดมคติจึงยังคงไม่อาจลบออกไปจากสังคมมนุษย์ เพราะมันคือสิ่งที่เราไม่มีหรือรู้สึกว่าขาดหายไปอยู่เสมอ แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ควรลืมว่า ‘ความหวัง’ สามารถสร้าง ‘ความผิดหวัง’ ได้ และเพราะมีความผิดหวัง ความหวังจึงเป็นความหวัง นี่เป็นสิ่งที่บล็อคชี้เตือนเอาไว้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/principle-of-wish/">&#8220;เพราะผิดหวัง ความหวังจึงเป็นความหวัง&#8221; ความหวังคืออะไรและเหตุใดเราต้องมีหวัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ความรัก’ มักเดินทางมาพร้อมกับ ‘ความไม่รู้’ ความหมายของรักในวันเริ่มต้นและสิ้นสุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/in-the-name-of-love/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กิตติพล สรัคคานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Feb 2020 10:25:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy of everything]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Report]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[report]]></category>
		<category><![CDATA[a day 234]]></category>
		<category><![CDATA[Museum of relationships]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธสัมพันธ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=89748</guid>

					<description><![CDATA[<p>“คนทั้งหลายจะมีบางห้วงขณะที่การดำรงอยู่ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนอยู่เพียงลำพัง การมีชีวิตคือการตัดขาดออกมาจากสิ่งที่เราเคยเป็น เพื่อไปสู่คนที่เรากำลังจะเป็นในอนาคตอันเป็นปริศนา ความโดดเดี่ยวจึงเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานของมนุษย์ มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่รู้ว่าตนเองกำลังอยู่เพียงลำพัง และมีมนุษย์เพียงเท่านั้นที่เสาะแสวงมนุษย์คนอื่นๆ”  Octavio Paz เชื่อว่า ‘ธรรมชาติ’ ได้สร้างคุณลักษณะอย่างหนึ่งในตัวมนุษย์ขึ้นมา นั่นก็คือ ‘การปฏิเสธ’ หรือกล่าวคำว่า ‘ไม่’ ต่อ ‘ธรรมชาติ’ คำปฏิเสธนี้ส่งผลให้มนุษย์ทั้งหลายจำเป็นต้องรู้จักตัวเองผ่านบุคคลอื่น มนุษย์ต้องการการสื่อสารมากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใดๆ บนโลก และยามที่เรารู้สึกขาด เราย่อมตระหนักถึงความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง ความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับชีวิตหรือสรรพสิ่งจึงจำเป็นสำหรับมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับ ‘ความรัก’ ที่ผูกโยงชีวิตเราเข้าหากัน เมื่อมนุษย์ไม่สามารถรักษาและประคับประคองความสัมพันธ์นั้นไว้ได้ ความเจ็บปวดทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็ย่อมส่งผลให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว หรือโดดเดี่ยวยิ่งกว่าตอนที่เราอยู่เพียงลำพังด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม ‘ความรัก’ ที่เหมือนว่าทุกคนจะรู้จักคำคำนี้ดีนั้นก็มักเป็นประสบการณ์เฉพาะที่เราแต่ละคนมองเห็นและเข้าใจแตกต่างกันไป นับจากอดีตมาจนปัจจุบัน มีนักปราชญ์และศาสดามากมายพยายามขบคิดหาคำอธิบายเกี่ยวกับความรักในแง่มุมต่างๆ หากทั้งหมดอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียง ‘ทฤษฎี’ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ‘ความรัก’ ในโลกของประสบการณ์ยังคงมีความลึกลับและเป็นสิ่งซึ่งเราทั้งหลายยังไม่อาจเข้าใจได้รอบด้าน  ‘ความรัก’ จึงมักเดินทางมาพร้อมกับ ‘ความไม่รู้’ และเพราะความไม่รู้ที่ยากจะเข้าใจได้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในยามที่เราตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก เหมือนดังคำกล่าวอันโด่งดังของ Slavoj Žižek ที่ว่า “หากคุณสามารถให้เหตุผลได้ว่าคุณรักใครสักคนเพราะอะไร มันก็แปลได้ว่าคุณไม่ได้รักคนคนนั้นจริงๆ” แม้แต่บทสนทนาใน Symposium ของ Plato ที่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในตัวบทที่สร้างข้อวิวาทะเรื่องความรักได้ดีที่สุดก็ยังไม่ต้องการสร้างข้อสรุปหรือให้บทนิยามความรักที่ชัดเจนเพียงหนึ่งเดียว (ความรักเกิดขึ้นจากเทพเจ้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/in-the-name-of-love/">‘ความรัก’ มักเดินทางมาพร้อมกับ ‘ความไม่รู้’ ความหมายของรักในวันเริ่มต้นและสิ้นสุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“คนทั้งหลายจะมีบางห้วงขณะที่การดำรงอยู่ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนอยู่เพียงลำพัง การมีชีวิตคือการตัดขาดออกมาจากสิ่งที่เราเคยเป็น เพื่อไปสู่คนที่เรากำลังจะเป็นในอนาคตอันเป็นปริศนา ความโดดเดี่ยวจึงเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานของมนุษย์ มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่รู้ว่าตนเองกำลังอยู่เพียงลำพัง และมีมนุษย์เพียงเท่านั้นที่เสาะแสวงมนุษย์คนอื่นๆ”<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>Octavio Paz เชื่อว่า ‘ธรรมชาติ’ ได้สร้างคุณลักษณะอย่างหนึ่งในตัวมนุษย์ขึ้นมา นั่นก็คือ ‘การปฏิเสธ’ หรือกล่าวคำว่า ‘ไม่’ ต่อ ‘ธรรมชาติ’ คำปฏิเสธนี้ส่งผลให้มนุษย์ทั้งหลายจำเป็นต้องรู้จักตัวเองผ่านบุคคลอื่น มนุษย์ต้องการการสื่อสารมากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใดๆ บนโลก และยามที่เรารู้สึกขาด เราย่อมตระหนักถึงความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง ความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับชีวิตหรือสรรพสิ่งจึงจำเป็นสำหรับมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับ ‘ความรัก’ ที่ผูกโยงชีวิตเราเข้าหากัน เมื่อมนุษย์ไม่สามารถรักษาและประคับประคองความสัมพันธ์นั้นไว้ได้ ความเจ็บปวดทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็ย่อมส่งผลให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว หรือโดดเดี่ยวยิ่งกว่าตอนที่เราอยู่เพียงลำพังด้วยซ้ำไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ‘ความรัก’ ที่เหมือนว่าทุกคนจะรู้จักคำคำนี้ดีนั้นก็มักเป็นประสบการณ์เฉพาะที่เราแต่ละคนมองเห็นและเข้าใจแตกต่างกันไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90016" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/002-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/002-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/002-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/002-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>นับจากอดีตมาจนปัจจุบัน มีนักปราชญ์และศาสดามากมายพยายามขบคิดหาคำอธิบายเกี่ยวกับความรักในแง่มุมต่างๆ หากทั้งหมดอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียง ‘ทฤษฎี’ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ‘ความรัก’ ในโลกของประสบการณ์ยังคงมีความลึกลับและเป็นสิ่งซึ่งเราทั้งหลายยังไม่อาจเข้าใจได้รอบด้าน<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>‘ความรัก’ จึงมักเดินทางมาพร้อมกับ ‘ความไม่รู้’ และเพราะความไม่รู้ที่ยากจะเข้าใจได้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในยามที่เราตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก เหมือนดังคำกล่าวอันโด่งดังของ Slavoj Žižek ที่ว่า “หากคุณสามารถให้เหตุผลได้ว่าคุณรักใครสักคนเพราะอะไร มันก็แปลได้ว่าคุณไม่ได้รักคนคนนั้นจริงๆ”</p>
<p>แม้แต่บทสนทนาใน <i>Symposium</i> ของ Plato ที่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในตัวบทที่สร้างข้อวิวาทะเรื่องความรักได้ดีที่สุดก็ยังไม่ต้องการสร้างข้อสรุปหรือให้บทนิยามความรักที่ชัดเจนเพียงหนึ่งเดียว (ความรักเกิดขึ้นจากเทพเจ้า ความรักคือการประสานของเครื่องดนตรีที่มีคุณลักษณะแตกต่าง ความรักคือการค้นพบตัวตนอีกครึ่งหนึ่งที่หายไป ความรักคือความสงบสุข ความรักคือผู้นำสารระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์) แต่ถึงกระนั้นบทสนทนาที่มีอายุไม่น้อยกว่า 2,000 ปีชิ้นนี้ก็ได้สร้างข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือการนำเอา ‘ความรัก’ ไปเปรียบโยงกับการเป็น ‘นักปรัชญา’ หรือ ‘ผู้รักในความรู้’</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90022" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/008-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/008-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/008-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/008-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ความรักในความรู้ / ความรู้ในความรัก</b></h3>
<p>‘ปรัชญา’ หรือ ปฺรชฺญา เป็นคำสันสกฤตที่มีความหมายว่า ‘ปัญญา’ ในโลกภาษาไทย เราเลือกใช้คำนี้แทนคำว่า philosophy ซึ่งมาจากคำกรีก philosophia ที่แปลว่า ‘ความรักในความรู้’</p>
<p>‘การทำปรัชญา’ ในแง่นี้จึงไม่ปรากฏร่องรอยของ ‘ความรัก’ หรือความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่าง ‘ความรู้’ กับ ‘ความรัก’ หากเปรียบคำนี้เป็นสิ่งมีชีวิตก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่เดียวดาย และเป็นเพียงแค่ภาพแทนของปัญญาและความรู้สนตัวเอง สำหรับโลกตะวันตกแล้ว philosophia นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจาก ‘ความรัก’ ที่เป็นต้นกำเนิดของ philosophoi หรือ ‘ผู้รักในความรู้’ ดังที่ปรากฏในบทสนทนาใน <i>Symposium</i> ตอนที่ Socrates ในวัยหนุ่มได้ถาม Diotima ผู้เป็นอาจารย์ของเขาว่า</p>
<p>“‘แล้วใครล่ะ ไดโอติมา ที่รักในความรู้ หากเขามิได้เป็นทั้งผู้ฉลาดและคนเขลา’ ข้าพเจ้าถาม</p>
<p>‘เด็กเล็กก็อาจตอบคำถามนี้ได้’ เธอตอบ ‘ก็คือผู้ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสิ่งทั้งสอง ความรักเป็นหนึ่งในพวกเขาเหล่านั้น ด้วยว่าปัญญาเป็นสิ่งงดงาม และความรักก็งดงามเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นความรักยังเป็นนักปราชญ์ หรือผู้รักในความรู้ ความเป็นผู้รักในความรู้นี้เองที่เป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างปัญญาและอวิชชา&#8230;’”</p>
<p>ความรักกับนักปรัชญาจึงเป็นภาพสะท้อนของกันและกัน ซึ่งสำหรับไดโอติมา (ที่หลายคนเห็นว่าเธอคือร่างทรงของเพลโต) ความรักไม่ใช่สิ่งที่เป็นอมตะ หรือมิใช่สิ่งที่มีอายุขัย หรือพูดให้ง่ายก็คือ ‘ความรักสถิตกึ่งกลางระหว่างความเป็นเทพและมนุษย์’</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90020" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/006-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/006-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/006-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>ในมุมมองของ Pierre Hadot การกล่าวถึง ‘นักปราชญ์’ และ ‘ผู้รักในความรู้’ ของบทสนทนาชิ้นนี้ของเพลโตนับว่ามีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะนี่เป็นหลักฐานทางวรรณกรรมชิ้นแรกๆ ที่มีการใช้คำว่า philosophia ซึ่งอาโดต์เชื่อว่าคำนี้ถูกนิยามขึ้นในสมัยของเพลโต หรือในช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาลนี่เอง</p>
<p>การเกิดขึ้นของ ‘ความรักในความรู้’ หรือ philosophia ถือเป็นเส้นแบ่งสำคัญที่แยกแยะผู้รู้ (sage) ออกจากผู้รักในความรู้ หรือนักปรัชญา ดังที่ Éric Weil ได้กล่าวไว้ว่า “นักปรัชญาไม่ใช่ ‘ผู้รู้’ เขาไม่ได้เป็น ‘ผู้มีปัญญา’ หรือคือ ‘ปัญญา’ เขาเป็นเพียงผู้พูดหรือพร่ำสอนสิ่งที่เขาเรียนรู้มาไปจนกว่าจะจบสิ้นชีวิต” ซึ่งแน่นอนว่าปรัชญาในห้วงเวลาดังกล่าวไม่ได้เป็นสัจธรรมที่ลอยอยู่เหนือสรรพสิ่ง แต่เป็นความรู้เชิงปฏิบัติที่เปรียบได้กับแบบฝึกหัดทางจิตวิญญาณ (spiritual exercise) หรือเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ การมีความรักก็เป็นส่วนหนึ่งของแบบฝึกหัดนี้</p>
<p>สำหรับชาวกรีกและโรมัน การมีความรักนอกจากจะเป็นการสรรเสริญทวยเทพแล้วนั้น ในหลายครั้งก็อุปมาเหมือนการถูกโจมตีด้วยคันศรหรือถูกคบไฟผลาญเผาในใจ บทสนทนาใน <i>Phaedrus</i> ของเพลโตยังได้เปรียบความรักเข้ากับ ‘ความบ้า’</p>
<p>จนล่วงมาสู่ยุคกลาง คำว่า ‘รัก’ หรือ amor ในภาษาละตินที่มีรากศัพท์มาจาก amus หรือ ‘ตะขอ’ นั้นก็ค่อยๆ แพร่หลายมากขึ้น ความรักถูกนำไปเปรียบกับการถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความปรารถนา หรือความต้องการไขว่คว้าใครสักคนมาครอบครองด้วยตะขอ ในยุคกลางนี้เองที่ความรักถูกมองว่าเป็นความทุกข์ทรมาน ไปพร้อมๆ กับการยกย่องว่า ความรักคือสิ่งอัศจรรย์ที่ทำให้มนุษย์เรานั้นเจิดจ้าด้วยรัศมีและความดีงามสูงส่ง</p>
<p>มาถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ความเจ็บปวดจากความรักได้กลายเป็นเหตุแห่งความป่วยไข้ ดังที่ Hélisenne de Crenne ได้กล่าวไว้ใน <i>The Torments of Love</i> ว่า ‘ความโหยหาในจิตวิญญาณจะลดทอนเราให้เหลือแต่เพียงความสับสนและความสร้อยเศร้า หากเราไม่อาจสุขสมในสิ่งที่เรารัก’ เดอ แครนน์ ได้ใช้ข้อเขียนนี้วิเคราะห์อาการของผู้มีความรักได้ราวกับนักจิตวิเคราะห์ทำการศึกษาจิตใจผู้เข้ารับการรักษาเลยทีเดียว</p>
<p>จนเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 ความรักได้ถูกผูกโยงเข้ากับสถาบันการแต่งงาน ซึ่งส่งผลให้ความรักในโลกอุดมคติแบบชนชั้นกระฎุมพีหรือชนชั้นกลางขึ้นไปนั้นต้องมีปลายทางไปสู่ชีวิตสมรสและการมีครอบครัวที่ดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90023" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/009.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/009.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/009-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3><b>สังคมวิทยาของความรัก / รักในโลกร่วมสมัย</b></h3>
<p>Friedrich Engels ได้วิพากษ์การสมรสของชนชั้นกระฎุมพีว่าวางอยู่บนผลประโยชน์มากกว่าความรู้สึกจริงๆ และได้ชี้ให้เห็นว่าชนชั้นแรงงานที่ไม่มีทรัพย์สินจะมีความรักจริงแท้มากกว่า<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>มุมมองดังกล่าวของเองเกิลส์แสดงให้เห็นภาพความรักในแบบโรแมนติก (romantic love) ที่ควรเป็นเรื่องของคนสองคนและไม่ขึ้นกับชนชั้นและฐานะ แต่ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 ระบบทุนนิยมได้พัฒนาตัวเองไปจนถึงขั้นที่สามารถทำให้ความรักในแบบโรแมนติกกลายมาเป็นกลไกขับเคลื่อนตลาด เพราะเมื่อความรักของคนจำนวนมากถูกผนวกรวมเข้ากับการแต่งงานและการมีครอบครัวที่ดี การจับจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหลายก็กลายเป็นความจำเป็น นับจากของใช้ในบ้านมาจนถึงเครื่องเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ค่อยๆ พัฒนาไปสู่สินค้าแสดงอัตตา (ego-expressive) จำพวกน้ำหอม เครื่องสำอาง และเครื่องประทินผิวทั้งหลาย ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ซึ่งการแต่งงานอาจไม่ใช่ภาพอุดมคติสูงสุดของการมีความรักอีกต่อไป</p>
<p>ความรักในสังคมสมัยใหม่เป็นความรักที่ให้คุณค่ากับการเลือกได้ การแต่งงานไม่ใช่การผูกมัดตัวเองชั่วชีวิตอีกต่อไป เมื่อพบว่าไม่ใช่ก็หย่าร้างและเริ่มต้นใหม่ แต่การเลือกได้ไม่สิ้นสุดนี้ถูกมองว่าเป็นจุดสิ้นสุดหรือความตายของความรัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90015" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/001-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/001-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/001-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3><b>จุดสิ้นสุดของความรัก</b></h3>
<p>ในมุมมองของ Byung-Chul Han เขาเห็นว่ากรอบอธิบายแบบสังคมวิทยามองข้ามปัจจัยสำคัญที่เรียกว่า ‘ความแตกต่าง’ หรือความเป็นผู้อื่น (the Other) ที่เขาคิดว่าเป็นสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ความรักหมดสิ้นลมหายใจ ด้วยเพราะโลกในเวลานี้พยายามขจัดความแตกต่างด้วยความเหมือนกัน เรารักผู้อื่นในความเหมือนตัวเราเอง เรามีคู่รักเพราะเรารักตัวเอง ซึ่งการรักตัวเองอย่างลุ่มหลง (narcissistic love) กับการรักตัวเอง (self-love) ถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ความรักตัวเองอย่างลุ่มหลงเป็นผลผลิตมาจากสังคมสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับตัวเอง (self) มากกว่าสิ่งอื่นใด มันทำลายเส้นแบ่งระหว่างตัวเรากับผู้อื่น โลกจึงเป็นส่วนขยายหรือภาพเงาจากตัวเราเอง ความรักเช่นที่ว่าจึงไม่ต่างไปจากการหลงรักภาพสะท้อนของตัวเราเอง<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>หากความรัก หรือ eros ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้จักความต่างและแยกแยะผู้อื่นออกจากตัวเรา เหมือนดังเช่นที่โสเครติสถูกเรียกว่า ‘อนาลัย’ หรือ atopos บุคคลที่เรารักก็อยู่ในสถานะเดียวกันคือ ‘เป็นผู้ที่ไม่อยู่ ณ ที่ใดเลย’ อย่างการที่เราไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมเราถึงรักคนคนหนึ่ง (ทั้งที่คนอื่นๆ มองว่าเขาเป็นคนที่แย่และไม่เหมาะสมคู่ควร ฯลฯ) ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการให้เหตุผลได้อย่างถ่องแท้ก็ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าความรักได้ดึงเราออกจากโลกที่เราอยู่ไปสู่โลกใบอื่นที่ไม่มีใครมองเห็น นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่มีรัก ความรักทำให้เรารักคนที่แตกต่างจากเรา คนที่ไม่เหมือนคนที่เราจะบอกตัวเองให้ชอบหรือรัก</p>
<p>เพียงแต่ในสังคมที่หล่อหลอมให้เรารักตัวเองก่อนผู้อื่น สังคมที่ผลักให้ทุกคนทุ่มเทกับการสนองตอบความต้องการจากแรงขับภายใน หรือ libido อยู่ตลอดเวลานั้นทำให้เส้นแบ่งระหว่างตัวเราและโลกของคนอื่นเลือนหายไป การรักตัวเองจะกำหนดขอบเขตระหว่างตัวเรากับคนอื่น ในขณะที่การรักตัวเองอย่างลุ่มหลงจะทำให้ขอบเขตทั้งหมดพร่าเลือนไป โลกที่เราอยู่จึงถูกปกคลุมด้วยภาพเงาที่ทอดออกจากตัวเราเอง สิ่งใดก็ตามจะมีความหมายก็เมื่อผู้ตกหลุมรักตัวเองมองเห็นภาพสะท้อนของเขา/เธอในสิ่งเหล่านั้น</p>
<p>แต่สำหรับจุดสิ้นสุดของความรักของบุคคล ซึ่ง Spinoza ชี้เตือนให้เราเห็นว่า ความรักและความเกลียดนั้นเปรียบเหมือนสองด้านของเหรียญ การจบสิ้นความรักด้วยความเกลียดชังก็ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หรือมีให้เห็นอยู่เสมอ แต่หากเรานิยามหรือสร้างความหมายของความรักตามข้อเสนอของ Aristotle ที่ว่า ‘ความรักคือความปรารถนาให้คนที่เรารักประสบแต่เรื่องที่ดี’ การสิ้นสุดของความรักแต่คงความปรารถนาดีไว้เป็นอนุสรณ์ที่มีให้แก่กันก็น่าจะเป็นสิ่งที่สมควรกระทำหรือพยายามกระทำมิใช่หรือ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90021" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/007-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/007-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/007-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/007-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/in-the-name-of-love/">‘ความรัก’ มักเดินทางมาพร้อมกับ ‘ความไม่รู้’ ความหมายของรักในวันเริ่มต้นและสิ้นสุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
