<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิชาเลือก &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/culture-entertainment/elective-courses/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/culture-entertainment/elective-courses/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sat, 13 Feb 2021 17:55:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>สิ่งที่ เฟิด นักร้องนำวง Slot Machine เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/fird-slot-machine/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Sep 2019 17:27:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[slot machine]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยศิลปากร]]></category>
		<category><![CDATA[เฟิด]]></category>
		<category><![CDATA[คาริญญ์ยวัฒ ดุรงค์จิรกานต์]]></category>
		<category><![CDATA[คณะมัณฑนศิลป์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=72806</guid>

					<description><![CDATA[<p>คาริญญ์ยวัฒ ดุรงค์จิรกานต์ รหัสนักศึกษา : 0446072 คณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในวงดนตรีที่นับว่าเป็นตำนานของเมืองไทย ถ้าไม่มีวง Slot Machine ติดโผก็คงแปลกมาก เพราะด้วยความล้ำยุคและสื่อสารเรื่องที่ไม่เหมือนใคร ทำให้วงนี้อยู่ยั้งยืนยงผ่านกาลเวลามาได้นับสิบๆ ปี และไม่ว่าจะทำเพลงอะไรออกมา แฟนเพลงก็ยังให้การตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แน่นอนว่าเราคงไม่มีเพลงโปรดอย่าง คำสุดท้าย, ผ่าน, จันทร์เจ้า, เคลิ้ม, และ ฝัน ถ้าไม่มีสมาชิกวงที่ร่วมกันทำเพลงออกมา เฟิด–คาริญญ์ยวัฒ ดุรงค์จิรกานต์ นักร้องนำ และหนึ่งในผู้ก่อตั้งวงอะลุ่มอล่วยที่เป็นวงเก่าของ Slot Machine ร่วมกับแก๊ก–อธิราช ปิ่นทอง ตั้งแต่ตอนเรียนชั้น ม. 2 ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาศิลปากร คือผู้ให้กำเนิดวงสุดล้ำวงนี้ กว่าจะมาเป็นเฟิดแบบทุกวันนี้ ทักษะด้านดนตรีที่เป็นทั้งพรสวรรค์และพรแสวงที่เขาเพียรศึกษาฝึกฝนได้มอบผลลัพธ์สุดล้ำค่า ทำให้เขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำและได้เป็นในสิ่งอยากเป็นมาตลอด แม้คนทั่วไปจะรู้จักและติดภาพเฟิดในรูปแบบนักร้องนักดนตรีมากความสามารถ แต่แท้จริงแล้วเขามีอีกหนึ่งความสนใจที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน นั่นคือ ความสนใจด้านศิลปะที่ผูกติดกับเขามาตั้งแต่เด็ก เฟิดมองว่าศิลปะมีบทบาทสำคัญในชีวิตและความสำเร็จของเขาไม่แพ้ดนตรี เราจึงถือโอกาสนี้ชวนทุกคนย้อนวันวานไปดูเขาในเวอร์ชั่นนักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ ในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร และเล่าถึงวิชากับชีวิตช่วงนั้นที่ส่งผลให้เขาเป็นเขาในปัจจุบันได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 1 “เราสนใจศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อคุณแม่พยายามให้ทำหลายๆ อย่าง แต่จะไม่บังคับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/fird-slot-machine/">สิ่งที่ เฟิด นักร้องนำวง Slot Machine เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คาริญญ์ยวัฒ ดุรงค์จิรกานต์</strong><br />
<strong>รหัสนักศึกษา : 0446072 </strong><br />
<strong>คณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร</strong></p>
<p>ในวงดนตรีที่นับว่าเป็นตำนานของเมืองไทย ถ้าไม่มีวง Slot Machine ติดโผก็คงแปลกมาก เพราะด้วยความล้ำยุคและสื่อสารเรื่องที่ไม่เหมือนใคร ทำให้วงนี้อยู่ยั้งยืนยงผ่านกาลเวลามาได้นับสิบๆ ปี และไม่ว่าจะทำเพลงอะไรออกมา แฟนเพลงก็ยังให้การตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง</p>
<p>แน่นอนว่าเราคงไม่มีเพลงโปรดอย่าง <em>คำสุดท้าย, ผ่าน, จันทร์เจ้า, เคลิ้ม</em>, และ <em>ฝัน</em> ถ้าไม่มีสมาชิกวงที่ร่วมกันทำเพลงออกมา</p>
<p>เฟิด–คาริญญ์ยวัฒ ดุรงค์จิรกานต์ นักร้องนำ และหนึ่งในผู้ก่อตั้งวงอะลุ่มอล่วยที่เป็นวงเก่าของ Slot Machine ร่วมกับแก๊ก–อธิราช ปิ่นทอง ตั้งแต่ตอนเรียนชั้น ม. 2 ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาศิลปากร คือผู้ให้กำเนิดวงสุดล้ำวงนี้</p>
<p>กว่าจะมาเป็นเฟิดแบบทุกวันนี้ ทักษะด้านดนตรีที่เป็นทั้งพรสวรรค์และพรแสวงที่เขาเพียรศึกษาฝึกฝนได้มอบผลลัพธ์สุดล้ำค่า ทำให้เขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำและได้เป็นในสิ่งอยากเป็นมาตลอด</p>
<p>แม้คนทั่วไปจะรู้จักและติดภาพเฟิดในรูปแบบนักร้องนักดนตรีมากความสามารถ แต่แท้จริงแล้วเขามีอีกหนึ่งความสนใจที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน นั่นคือ ความสนใจด้านศิลปะที่ผูกติดกับเขามาตั้งแต่เด็ก</p>
<p>เฟิดมองว่าศิลปะมีบทบาทสำคัญในชีวิตและความสำเร็จของเขาไม่แพ้ดนตรี เราจึงถือโอกาสนี้ชวนทุกคนย้อนวันวานไปดูเขาในเวอร์ชั่นนักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ ในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร และเล่าถึงวิชากับชีวิตช่วงนั้นที่ส่งผลให้เขาเป็นเขาในปัจจุบันได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-73355 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSCF4714.jpg" alt="" width="675" height="446" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSCF4714.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSCF4714-300x198.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSCF4714-600x396.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>1</strong></p>
<p>“เราสนใจศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อคุณแม่พยายามให้ทำหลายๆ อย่าง แต่จะไม่บังคับ อย่างถ้าอยากเรียนปิงปอง ก็ส่งไปเรียนสัปดาห์หนึ่งแล้วค่อยฟีดแบ็กว่าจะเรียนต่อไหม ลองหลายๆ อย่าง ว่ายน้ำ เทนนิส ฟุตบอล แต่ศิลปะเป็นสิ่งเดียวที่เหลือมาถึงทุกวันนี้ หมายถึงว่าทำแล้วเรายังไม่เบื่อซะที มีสมาธิเวลาทำ ส่วนดนตรีมาเริ่มสนใจประมาณ ป.5-6 เพราะเวลาไปโรงเรียน คุณพ่อจะเปิดเพลงฟังบนรถเวลาไปรับ-ส่งเรา แล้วเราก็มาเลือกฟังที่ชอบเองจริงๆ ตอนนั้นก็ฟังดนตรีร็อกและฮิปฮอป จนมาตั้งวงกับแก๊กที่เป็นยุคเริ่มแรกของสล็อตแมชชีน เพราะตอนนั้นมีวิชาเรียนดนตรีสากล ซึ่งทุกชั้นปีจะมีวงประจำของตัวเอง”</p>
<p>แม้ครอบครัวจะส่งเสริมให้เรียนนั่นเรียนนี่มากมาย แต่กลายเป็นว่าดนตรีคืออย่างเดียวที่เขาไม่ได้เรียน ซึ่งก่อนจะรับตำแหน่งร้องนำ เฟิดรับหน้าที่ตีกลองมาก่อน จนภายหลังพบว่าเพื่อนร่วมวงตีกลองเก่งกว่า เขาจึงย้ายมารับหน้าที่ร้องนำอย่างเดียว</p>
<p>“คิดว่าที่มาถึงทุกวันนี้ได้เป็นเพราะประสบการณ์ จริงๆ แล้วเราก็เรียนดนตรีแหละแต่ไม่ได้เรียนในรูปแบบการเรียนการสอน เราเรียนจากการฟังและฝึกฝนเอง มันคือการก๊อบปี้ จุดเริ่มต้นคือฟังและร้องให้เหมือนเขามากที่สุด ทั้งความรู้สึก การหายใจ และการออกเสียง มันจะได้เทคนิคของคนคนนั้นและมาต่อยอดฝึกเอง บวกกับความโชคดีที่เราเป็นคนไม่ตะโกนร้องเพลง เหมือนโปรเจกต์เสียงตามธรรมชาติ เคยมีครั้งหนึ่งที่ป่วยแล้วไปหาคุณหมอ เขาก็ส่งไปหา specialist ที่สอนร้องเพลง และทดสอบโดยให้ทำแบบฝึกหัด เขาจะเล่นเปียโนหลายๆ แบบและให้เราร้องตาม เพื่อเช็กเส้นเสียงและวิธีการร้อง ก็ไม่มีปัญหา เหมือนร้องถูกวิธีแล้ว เป็นพรสวรรค์ที่เราไม่รู้ตัว”</p>
<p>พอฟอร์มวงกันเป็นกิจจะลักษณะแล้ว เฟิดและวงก็พากันประกวดรายการดนตรีมาเรื่อยๆ จนกระทั่งชนะรายการใหญ่อย่าง Hotwave Music Awards ในช่วงที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และหายไปซุ่มฝึกฝนอยู่พักใหญ่ เพื่อเทิร์นจากศิลปินฝึกหัดมาเป็นศิลปินมืออาชีพในช่วงที่เขากับเพื่อนเริ่มต้นชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-73356 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400401.jpg" alt="" width="675" height="583" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400401.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400401-300x259.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400401-600x518.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>2</strong></p>
<p>ช่วงนั้นแม้เฟิดจะรู้ว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางดนตรีและไปต่อได้ไกลแน่ๆ แต่เขาก็ไม่คิดเปลี่ยนแปลงความมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อด้านศิลปะ เพราะด้วยความชอบที่หล่อหลอมมาตั้งแต่เด็กและได้รับชุดความคิดจากคนแวดวงจิตรกรรม ‘ศิลปะ’ จึงเป็นเส้นทางที่เขาเลือกศึกษาต่อตั้งแต่ชั้นมัธยมแล้ว</p>
<p>“ตอนนั้นเหมือนเรารู้ตัวว่าเรามีต้นทุนทางศิลปะเยอะเพราะทำมาตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่าอยากจะสานต่อและทำสิ่งนี้ให้จริงจังที่สุด อย่างดนตรีเป็นแค่งานอดิเรกเฉยๆ แต่เหมือนทำแล้วมันดีขึ้นๆ เลยรู้สึกโอเค เราทำดนตรีกับเพื่อนเป็นโปรเจกต์ที่ทำแล้วสนุก มีความสุข และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วย ทำแล้วรู้สึกว่าเราพัฒนากับเพื่อนไปเรื่อยๆ เราเลยเลือกที่จะให้ความสำคัญกับศิลปะมากที่สุดแทน เพราะอันนี้เป็นเหมือนกับการพัฒนาตัวเองคนเดียว รู้สึกว่าศิลปะน่าจะให้เรื่องความคิดสร้างสรรค์ได้ และที่เราชอบเรียนศิลปะ เพราะคิดว่าสุดท้ายแล้วการเรียนศิลปะมันคือการเรียนธรรมชาติ เหมือนกับเราได้ศึกษาธรรมะไปด้วย รู้สึกว่าตรงนี้ส่งผลกับความคิดมากๆ เลยรู้สึกว่าถ้างั้นไปทางศิลปะแล้วกัน เพื่อที่อย่างน้อยวันหนึ่งเราร้องเพลงไม่ไหว เรายังมีชุดความคิดที่ถูกขัดเกลามาตั้งแต่เด็ก เหมือนเรียนศิลปะแล้วทำอะไรก็ได้”</p>
<p>แล้วทำไมถึงอินศิลปะได้ขนาดนั้น เราตั้งคำถาม</p>
<p>“จุดเริ่มต้นด้านศิลปะของเรามาจากการคลุกคลีอยู่กับอาจารย์คณะจิตรกรรม เพราะท่านเป็นเพื่อนกับพ่อ พ่อเราเป็นนักกีฬาฟุตบอล พอเตะบอลก็เลยมีเพื่อนๆ หลายวงการ หนึ่งในนั้นคืออาจารย์สุรพล แสงคำ ที่เราเรียกว่าคุณอา เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะจิตรกรรม แต่ตอนนี้ท่านเสียไปแล้ว ช่วงนั้นพ่อก็ส่งไปเรียนกับอาจารย์ทุกเสาร์-อาทิตย์ เหมือนไปบ้านเพื่อนพ่อ ก็เรียนกับลูกเขาด้วย เรียนทางสาย fine art และได้รับชุดความคิดมาจากจิตรกรตลอด แต่มามีจุดเปลี่ยนนิดหนึ่งตรงที่พอถึงเวลาที่ต้องเลือกเรียนจริงๆ เราก็อยากจะเลือกดีไซน์ เลยเลือกคณะมัณฑนศิลป์ เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นศิลปินอยู่แล้ว ถ้าเราเลือกจิตรกรรม มันจะต้องติสท์แตกเกินไปจนคนอาจไม่เข้าใจหรือเราอาจจะหลุดเกินไป”</p>
<p>ด้วยความที่เฟิดชอบอ่านชอบศึกษาชีวประวัติและผลงานของศิลปินผู้มีชื่อเสียง ซึ่งส่วนใหญ่วพวกเขาจะเป็นที่รู้จักก็ต่อเมื่อตายไปแล้ว หรือถ้ายังมีชีวิตอยู่ บางคนก็สุดโต่งเกินไป จนคนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ เขาจึงอยากบาลานซ์ตรงนี้ให้เหมาะสม เพื่อที่ทุกคนจะได้เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการสื่อสาร และรับรู้ถึงผลงานที่เขาทำตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่</p>
<p>“ตอนนั้นเราอยากทำให้ความเป็นศิลปินมีความคิดของนักออกแบบรวมอยู่ด้วย ความคิดของนักออกแบบคือไม่ได้คิดเป็นเพียวอาร์ต แต่มีวิธีการนำเสนอ มีลำดับขั้นตอน และมีการพรีเซนต์ที่เหมือนกับนักออกแบบ เลยรู้สึกว่าถ้ามีหัวของศิลปินแล้วใช้วิธีพรีเซนต์สื่อสารแบบนักออกแบบ มันน่าจะพอดีกันมั้ง ไม่งั้นจะติสท์แดกไปเลยแบบที่คนชอบพูด”</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-73357 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400400.jpg" alt="" width="424" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400400.jpg 424w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400400-188x300.jpg 188w" sizes="(max-width: 424px) 100vw, 424px" /></p>
<p><strong>3</strong></p>
<p>พอก้าวสู่วัยมหาวิทยาลัย เฟิดรู้สึกว่านี่คือการโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทันทีทันใด จากเด็กที่เคยมีครอบครัวและครูบาอาจารย์ดูแล เขาต้องออกมาอยู่หอเองคนเดียว รับผิดชอบชีวิตตัวเอง</p>
<p>“ช่วงมัธยมเรามีเพื่อนเยอะ แต่จะมีเล็กๆ มุมหนึ่งว่าบางทีเราก็คุยกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือว่าเราเป็นคนคิดไม่เหมือนคนอื่น แต่พอเข้าไปที่คณะมันเหมือนกับมีคนแบบเราอยู่ ที่ชอบดูหนังฟังเพลงสไตล์เดียวกัน ชอบศิลปินคนนี้ ชอบเพราะแบบนี้ๆ เลย เหมือนไปเจอคนคุยภาษาเดียวกัน อาจารย์ก็ด้วย ความคิดบางอย่างที่ถ้าเป็นเพื่อนมัธยมเขาจะหาว่าติสท์แดก ทำไมมันคิดแบบนี้ อาจจะมองเป็นก้าวร้าวหรืออะไรด้วยซ้ำไป ตีความหมายไปในทางที่ไม่ดี แต่ว่าอันนี้ทุกคนคิดทันกัน คิดคล้ายๆ กัน เป็นสังคมกึ่งๆ ฝรั่งนิดหนึ่ง จะมีความเปิดมากกว่า เพื่อนผู้หญิงผู้ชายเท่าเทียมกัน โดยที่บริสุทธิ์ใจจริงๆ ไม่ได้หลอกแต๊ะอั๋ง มีเพื่อนผู้หญิงหลายคนที่คุย กอดคอ นอนด้วยกันได้”เขาย้อนวันวานให้เราฟังด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข</p>
<p>นอกจากสังคมกับผู้คนที่เปลี่ยนไปแล้ว วิธีการเรียนก็เปลี่ยนจากตอนที่เขาเรียนมัธยมเช่นเดียวกัน ด้วยความที่เฟิดมีความขบถในตัว การเรียนแบบมหาวิทยาลัยจึงตอบโจทย์เขามาก โดยเฉพาะวิชาที่เปิดให้ผู้เรียนแสดงความคิดเป็นตัวเองได้เต็มที่</p>
<p>“วิชาที่ชอบมากจะเป็นวิชาที่ได้โชว์ไอเดีย จำไม่ได้ว่าเรียกว่าวิชาอะไร ออกแบบ 1 หรือออกแบบ 2 วิชามันก็ชื่อตรงๆ นี่แหละ แต่ก็มีความย้อนแย้งกันอยู่บ้าง เพราะเราเป็นคนเรียนดีไซน์ที่มีความคิดแบบศิลปิน คือเราจะมีแนวทางของเราชัดเจนมาก อาจารย์ดูงานแล้วรู้ว่านี่คืองานเรา เพื่อนเห็นปุ๊บก็รู้ว่านี่คืองานเฟิด จะมีความคิดแบบศิลปินอยู่เยอะ กับเพื่อนๆ บางคนบางกลุ่มที่ไม่ได้มีตัวตนไม่มีสไตล์ สไตล์ของเขาจะเป็นทำยังไงก็ได้ให้ได้ A+ คือเขารู้ว่าอาจารย์ชอบแบบนี้ก็ทำแบบนี้ แต่เราจะดื้อ เราจะไม่ ถ้ารู้ว่าอาจารย์ชอบแบบนี้ี ฉันจะทำแบบที่อาจารย์ไม่ชอบ ขบถไปเลย เพราะเรารู้สึกว่ามันคือการศึกษา ถ้าเราไม่ลองตอนนี้จะไปลองตอนไหน ไปลองตอนทำงานเหรอ ไปลองกับลูกค้าเหรอ ได้เหรอ ไม่น่าได้มั้ง” เขาชวนตั้งข้อสงสัยด้วยท่าทีตลกๆ จนเราหลุดขำ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-73358 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400399.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400399.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400399-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/S__16400399-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>และด้วยความที่มีโอกาสทำงานจริงตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เฟิดจึงจำเป็นต้องโตกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งสำหรับเขาแล้ว นั่นถือเป็นประสบการณ์ที่ดีและคิดว่าคงหาไม่ได้ง่ายๆ</p>
<p>“อยู่ตรงนี้ก็ได้เปรียบเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน เพราะว่าเราทำงานก่อนเพื่อนๆ พวกเขายังอยู่กับเกรด การสอบ และการทำงานส่งอยู่ แต่เราอยู่กับชีวิตแล้ว เราหารายได้เองแล้ว เราขึ้นอยู่กับความเป็นความตายแล้ว แต่เขายังอยู่ในระบบอยู่ ซึ่งเราอยู่เหนือระบบ เป็นการมองย้อนกลับมาแล้ว ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่คนอื่นน่าจะหายาก และเรารู้สึกว่าเราได้เปรียบ เพราะตอนทำงาน เราก็ดึงเพื่อนที่เก่งๆ บางคนไปทำงานด้วย ทำให้เข้าใจทั้งคนเรียนศิลปะและคนที่ไม่ได้อยู่ด้านนี้ สมมุตคนเรียนศิลปะอยู่ฝั่งซ้าย คนทำงานออฟฟิศอยู่ฝั่งขวา เราอยู่ตรงกลาง เราต้องคุยกับสองคนนี้ให้รู้เรื่อง ให้งานมันออกมาให้ได้ เราต้องคอยเป็นคนประนีประนอมไกล่เกลี่ย ถ้าเราเข้าใจเพื่อนว่าเขาคิดอะไรรู้สึกอะไร และเราก็เข้าใจคนทำงานออฟฟิศว่าทำไมเขาถึงไม่เข้าใจหรือเขาคิดแบบไหน มันจะทำให้เราได้รับทั้งสองฝ่าย เหมือนเราเอาตัวเองมาผสมกัน เป็นคนทำงานศิลปะที่ทำกับระบบได้ เป็นนักธุรกิจที่ทำงานศิลปะได้”</p>
<p>จากส่วนผสมที่มาจากประสบการณ์เหล่านี้นี่เองที่ทำให้เฟิดมีความเป็นตัวเองสูงและยังคงสื่อสารความตั้งใจกับคนหมู่มากได้ แม้ทุกวันนี้เขาจะไม่ได้ทำงานศิลปะโดยตรง แต่บทเพลงและแนวคิดต่างๆ ของวงล้วนได้รับอิทธิพลมาจากการเรียนศิลปะทั้งสิ้น</p>
<p>และอย่างที่เห็นกัน เราคิดว่า Slot Machine ก็คือผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซของนักเรียนศิลปะคนนี้นี่แหละ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-73359 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSCF4732.jpg" alt="" width="475" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSCF4732.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/DSCF4732-211x300.jpg 211w" sizes="(max-width: 475px) 100vw, 475px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/fird-slot-machine/">สิ่งที่ เฟิด นักร้องนำวง Slot Machine เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่ผ้าป่าน สิริมา เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/university-pahparn-sirima/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/university-pahparn-sirima/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปวรพล รุ่งรจนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Dec 2017 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[The Jam Factory]]></category>
		<category><![CDATA[film]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปินสาว]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยกรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[storytelling]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบท]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้าป่าน สิริมา]]></category>
		<category><![CDATA[สิริมา ไชยปรีชาวิทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/university-pahparn-sirima/</guid>

					<description><![CDATA[<p>นางสาวสิริมา ไชยปรีชาวิทย์ รหัสนักศึกษา : 1500318983 ภาควิชาภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เกียรตินิยมอันดับ 1 หากเปรียบชีวิตของ ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ เป็นภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง เราคิดว่าเนื้อหาครึ่งแรกของหนังน่าจะมีสีสันที่ฉูดฉาด เพราะภาพสะท้อนตัวเธอในบทบาทพิธีกรรายการ Strawberry Cheesecake รุ่นที่ 1 คือภาพแรกที่ประทับลงไปในใจใครหลายคน สิบกว่าปีผ่านไป เหมือนหนังหลายเรื่องที่เวลาเดินไวคล้ายโกหก ปัจจุบันผ้าป่านเดินอยู่บนเส้นทางการเป็นศิลปินถ่ายภาพสตรีท เป็น Gallery Director ของ The Jam Factory เป็น Managing Editor นิตยสารฟรีก๊อบปี้ดีไซน์โมเดิร์น The Jam Factory Magazine เป็นโต้โผจัดงาน Art Ground สุดเท่ แถมช่วงปีหลังนี้เธอยังเขียนนิทาน 12 Tales ของตัวเองออกมาได้อย่างน่าสนใจ ถ้านี่คือฉากชีวิตของผู้หญิงชื่อผ้าป่าน เราคิดว่าบทบาทของเธอค่อนข้างมีหลายรสชาติ แต่ก่อนที่ผ้าป่านจะมีตัวตนที่ได้ลองทำหลายสิ่งอย่างในทุกวันนี้ เธอต้องเรียนรู้บทเรียนชีวิต เพื่อตกตะกอนเป็นวิธีคิดมามากมาย ก่อนวัยก้าวเข้าเลข 3 ในไม่ช้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/university-pahparn-sirima/">สิ่งที่ผ้าป่าน สิริมา เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นางสาวสิริมา ไชยปรีชาวิทย์<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">รหัสนักศึกษา : 1500318983<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">ภาควิชาภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ </strong><strong style="background-color: initial;">เกียรตินิยมอันดับ 1</strong></p>
<p>หากเปรียบชีวิตของ <strong>ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์</strong> เป็นภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง เราคิดว่าเนื้อหาครึ่งแรกของหนังน่าจะมีสีสันที่ฉูดฉาด เพราะภาพสะท้อนตัวเธอในบทบาทพิธีกรรายการ <em>Strawberry Cheesecake</em> รุ่นที่ 1 คือภาพแรกที่ประทับลงไปในใจใครหลายคน</p>
<p>สิบกว่าปีผ่านไป เหมือนหนังหลายเรื่องที่เวลาเดินไวคล้ายโกหก</p>
<p>ปัจจุบันผ้าป่านเดินอยู่บนเส้นทางการเป็นศิลปินถ่ายภาพสตรีท เป็น Gallery Director ของ The Jam Factory เป็น Managing Editor นิตยสารฟรีก๊อบปี้ดีไซน์โมเดิร์น <em>The Jam Factory Magazine</em> เป็นโต้โผจัดงาน Art Ground สุดเท่ แถมช่วงปีหลังนี้เธอยังเขียนนิทาน <em><a href="http://godaypoets.com/a-book-book-all/12tales">12 Tales</a> </em>ของตัวเองออกมาได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p>ถ้านี่คือฉากชีวิตของผู้หญิงชื่อผ้าป่าน เราคิดว่าบทบาทของเธอค่อนข้างมีหลายรสชาติ</p>
<p>แต่ก่อนที่ผ้าป่านจะมีตัวตนที่ได้ลองทำหลายสิ่งอย่างในทุกวันนี้ เธอต้องเรียนรู้บทเรียนชีวิต เพื่อตกตะกอนเป็นวิธีคิดมามากมาย ก่อนวัยก้าวเข้าเลข 3 ในไม่ช้า เราถือโอกาสนี้ชวนผ้าป่านย้อนรำลึกถึงวิชาในรั้วมหาวิทยาลัยที่หล่อหลอมและมีส่วนเสริมสร้างตัวตนอันเข้มข้นของเธอ</p>
<p>เธอครุ่นคิด นึกย้อนกลับไปในวันที่เป็นนักศึกษาของภาควิชาภาพยนตร์รุ่นที่ 2 ในรั้วมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และเล่าถึงวิชาเปลี่ยนความคิด อย่าง ‘การเขียนบทพื้นฐาน’ ที่คนในวงการหนังล้วนต้องผ่านการขัดเกลา และนี่คือชุดความทรงจำเกี่ยวกับการเรียนรู้ในรั้วสถาบันที่เป็นส่วนผสมชีวิตและการทำงานของเธอในปัจจุบันนี้</p>
<h3>ภาพยนตร์เปลี่ยนชีวิต</h3>
<p>“สำหรับป่าน ภาพยนตร์มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตของตัวเอง มันทำให้เราเติบโตและมีพัฒนาการ ทำให้เรารู้สึกว่าต้องการทำความเข้าใจภาพยนตร์ อยากรู้เบื้องหลังว่าก่อนกลายมาเป็นหนังเรื่องหนึ่งเขาทำกันยังไง”</p>
<p>“เมื่อโตขึ้น เราพบว่าหนังเรื่องหนึ่งมีธีมที่ผู้กำกับพยายามสื่อสารกับคนดูในเวลา 2 ชั่วโมง คนดูจะได้ซึมซับเรื่องผ่านการเติบโตและการตัดสินใจของตัวละครในเหตุการณ์นั้นๆ ถ้าเป็นหนังสูตรจะมีการเปลี่ยนแปลงจาก 1 นาทีแรกไปจนถึง 2 ชั่วโมงสุดท้าย ซึ่งจะทำให้คนดูได้ตระหนักคิด การดูหนังเป็นทางลัดให้เข้าไปมีประสบการณ์ร่วมกับตัวละครนั้น เราจะได้ลองสวมความคิด ลองตัดสินใจในมุมมองของคาแรกเตอร์ต่างๆ เขาจะเลือกต่อสู้หรือจะยอมแพ้ สุดท้ายหนังทุกเรื่องจะกลายเป็น ‘นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า’ จะสอนใจและให้แง่คิดบางอย่างกับผู้ชม”</p>
<p>“ในหนังบางเรื่องเล่าแบบ coming of age เรื่องราวอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลา 3-5 ปี บางเรื่องพูดถึงการเดินทางตลอดชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่เล่าจบภายในเวลา 2 ชั่วโมง ท้ายที่สุดคนดูจะได้เรียนรู้ผ่านสิ่งนั้น โดยที่เราไม่ต้องใช้ชีวิตในการเรียนรู้ถึง 60 ปี แต่เนื้อหาถูกย่นย่อมาให้เราได้รู้และเข้าใจชีวิตไปพร้อมกับเขา”</p>
<h3>วิชาการเขียนบทเปลี่ยนชีวิต</h3>
<p>“วิชาที่ป่านรู้สึกร่วมมากเป็นพิเศษคือวิชาการเขียนบท (storytelling) ตอนเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ป่านเลือกเรียนสาขาวิชาโปรดักชัน สาขานี้เขียนบทเยอะมาก ทุกคนที่เลือกต้องเรียนการเขียนบทพื้นฐาน 2 ตัว สำหรับป่านวิชานี้เป็นการทำความเข้าใจโครงสร้างของภาพยนตร์อย่างถ่องแท้ เราคิดว่าวิชานี้เปลี่ยนวิธีคิดตัวเองมากที่สุด ป่านรู้สึกได้รับประโยชน์จากการเขียนบทเยอะ เพราะเราได้กลับไปทบทวนและเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ก่อนเขียน เราต้องศึกษาและเลือกสรรภาษาที่จะใช้ วิธีการที่จะเล่า ภาพในหัวที่จะสื่อ ทุกอย่างอยู่ในมือคนเขียนบททั้งหมด ดังนั้นเราต้องเป็นคนที่กำกับรอบแรก ก่อนที่ผู้กำกับจะเอาบทที่เรากลั่นกรองออกมาไปทำงานต่อ”</p>
<p>“ในสายตาของเรา กว่าที่คนหนึ่งจะเขียนบทออกมาเป็นรูปร่างเป็นเรื่องยากและลึกล้ำมาก ตัวเราเองไม่ได้เขียนบทมาก่อน เมื่อได้ลองเป็นนักเล่าเรื่อง จึงคิดว่ามีแต่คนที่เข้าใจบางสิ่งบางอย่างถ่องแท้เท่านั้นถึงจะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างง่ายดาย เขาต้องเป็นคนที่เข้าใจเรื่องที่ทำอยู่จริงๆ เหมือนคนที่เข้าใจเรื่องอาหารการกิน จะเล่าเรื่องของกินให้คนอื่นฟังได้อย่างเป็นธรรมชาติ”</p>
<p>“วิชาการเขียนบทสร้างตัวตนและมีอิทธิพลกับการนำองค์ความรู้มาใช้ในการเรียงลำดับสิ่งต่างๆ เช่น เวลาเราจะเล่าเรื่องในหนังสือ เวลาเราพูด หรือแม้แต่เวลาเราทำงานภาพถ่าย เรารู้จักการเรียงลำดับเป็นขั้นตอน การเรียนการเขียนบททำให้เราตระหนักว่าทุกโครงสร้างของทุกเรื่องราวมีวัฏจักรของตัวเอง ทำให้เรามองว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงานหรือความสัมพันธ์ ทุกสิ่งคือก้อนกลมๆ เป็นบทที่ต้องเขียนไปเรื่อยๆ ชีวิตเราจึงเป็นหนังเรื่องย่อยๆ สั้นๆ ในแต่ละช่วงวัย เช่น ภายในปีนี้วงจรของเราคืออะไร ตอนต้น กลางและจบเป็นแบบไหน จุดพีคและวิกฤตในชีวิตของเราช่วงนี้คืออะไร ภายใน 5 ปีหรือแม้กระทั่งภายใน 1 วัน หรือใน 1 ปัญหา เราคิดว่าทุกอย่างมีโครงสร้างของการเล่าเรื่องฝังอยู่ ทุกอย่าง คนเราใช้ชีวิตประจำวันล้วนต้องเจอ inciting incident และประสบปัญหา ซึ่งจะทำให้เราต้องก้าวเข้าไปสู่บันไดอีกขั้น หรือโลกอีกใบ การแก้ไขปัญหาแนบชิดในทุกอณูของชีวิต เรารู้สึกว่ามันสำคัญมากขนาดนั้นเลย”</p>
<p>“ส่วนหนึ่งเราเป็นคนที่พอรู้เรื่องอะไรสักอย่างแบบเข้มข้นมากๆ เราจะรู้สึกว่ามันช่างยิ่งใหญ่ การจะเป็นคนเขียนบทจริงไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาที่เราเป็นคนเสพเราถึงชื่นชมมันมาก ให้คุณค่ากับสิ่งนี้เยอะในแง่มุมของการผลิตและเคารพคนทำหนังและคนเขียนบทมากๆ”</p>
<h3>อาจารย์ของชีวิต</h3>
<p>“พูดถึงวิชาการเขียนบท เราจะนึกถึง อาจารย์โอม-ศรณ์พัฒน์ ปราการะนันท์ เขาเป็นอาจารย์ของชีวิตเรา การสอนของอาจารย์น่าสนใจมาก เขาทำให้เราได้อะไรมากกว่าแค่ตัววิชา เขาสอนด้วยวิธีที่ดูง่าย ชอบเล่าเกร็ดความรู้ เต็มไปด้วยการยกตัวอย่าง อาจารย์โอมทำให้เราเห็นว่าจริงแล้วๆ ทุกคนสามารถเล่าเรื่องได้ โดยพื้นฐานป่านคิดว่าเราทุกคนเชื่อมโยงเรื่องราวหลายอย่างเข้าด้วยกันอยู่แล้ว ทุกคนจึงเป็นนักเล่าเรื่องได้”</p>
<p>“อาจารย์เราถ่ายทอดวิชา storytelling ออกมาง่ายๆ แล้วก็สนุกด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งเราประทับใจมาก เขาให้นักศึกษาในคลาสทำแบบฝึกหัดที่น่าตื่นเต้น เป็นการละลายพฤติกรรมความกลัวการเขียนของผู้เรียน อาจารย์เล่าข่าว 2 ข่าวให้ทุกคนฟัง ข่าวแรกเป็นเรื่องแผ่นดินไหว พูดถึงความเชื่อที่ว่ามีปลาดุกอยู่ใต้ผืนดิน ถ้ามันสั่นหนวดเมื่อไหร่จะทำให้แผ่นดินไหว และข่าวอีกเรื่องเป็นเรื่องของรถไฟใต้ดิน เขาตั้งโจทย์ให้ลองเขียนล็อกไลน์ (Log Line) เป็นการเขียนโครงเรื่องหนังคร่าวๆ จากข่าว 2 เรื่องนี้ แล้วจะไล่บททีละแนว ทุกคนจะมีเวลาเขียนแต่ละอันประมาณ 5 นาที ภายในจำนวน 5 ประโยค</p>
<p>“วันนั้นนักศึกษาในคลาสเหวอเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากแต่เราประทับใจสุดๆ เพราะเหมือนรีดเอาพลังและศักยภาพที่ซ่อนในตัวของนักศึกษาออกมา เราจะเขียนอะไรก็ได้ไม่มีถูกหรือผิด จะดึงข้อมูลตรงไหนมาก็ยังได้ อาจารย์เริ่มจากแนวดราม่า ครอบครัว ทริลเลอร์ จนครบทุกประเภท ก็จะมีบางคนที่เขียนบาง genre ได้ดี และเขียนบาง genre ไม่ได้เลย อาจารย์สรุปให้เราฟังว่ามันคือการทดลองดึงความเป็นตัวเองออกมาให้มากที่สุด เป็นเหมือนสัญชาตญาณขั้นพื้นฐานสะท้อนให้เห็นว่าถ้าเราเสพหนังแบบไหนเยอะจะทำให้มีเรฟเฟอเรนซ์แบบนั้นในหัวเพียงพอ ทำให้เราได้สำรวจว่าตัวเองเหมาะกับการเขียนบทแบบไหน”</p>
<p>“เรารู้สึกว่าการเขียนบทมอบวิธีคิดและตรรกะที่ดีให้ เพราะเราต้องฝึกคิดให้ลุ่มลึก เราคิดว่าตรรกะสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในสังคมสมัยนี้ ทำให้คนที่ทะเลาะกันและไม่เคารพความคิดเห็นของคนอื่น เราขาดการคิดเข้าไปให้ถึงแก่น ขาดการวิเคราะห์เป็นเหตุเป็นผล ถ้าเรามองอย่างลุ่มลึก คงไม่มีความขัดแย้งกันขนาดนี้ ซึ่งเรารู้สึกว่าเราได้รับวิธีคิดนี้จากอาจารย์โอมเต็มๆ เลย เป็นวิธีคิดที่ปรับใช้กับชีวิตได้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ห้องเรียน ไม่ได้หยุดแค่วิธีการเขียนบท เรากำลังเดินออกมาใช้ชีวิตจริงที่ต้องจัดการเรื่องราวต่างๆ ตลอดเวลา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/pahparn.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/university-pahparn-sirima/">สิ่งที่ผ้าป่าน สิริมา เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/university-pahparn-sirima/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่เจนนี่-ปาหนัน เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/university-4/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/university-4/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณิชา พัฒนเลิศพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jun 2017 02:06:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[เจนนี่-ปาหนัน]]></category>
		<category><![CDATA[สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปากร วังท่าพระ]]></category>
		<category><![CDATA[ค่ายโบราณคดีเพื่อเด็กในชนบท]]></category>
		<category><![CDATA[วัชระ สุขชุม]]></category>
		<category><![CDATA[ปอ]]></category>
		<category><![CDATA[มิสเตอร์ดี]]></category>
		<category><![CDATA[โบราณคดี]]></category>
		<category><![CDATA[เทยเที่ยวไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Trasher Bangkok]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/university-4/</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายวัชระ สุขชุมรหัสนักศึกษา : 0348309สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร หากนึกถึงกลุ่มปาร์ตี้ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว ผสมผสานเข้ากับความเป็นยุค 90 โดยใช้วิดีโอล้อเลียนเพื่อโปรโมต เราเชื่อว่าชื่อ Trasher , Bangkok อยู่ในอันดับต้นๆ ของคนส่วนใหญ่ เจนนี่-ปาหนัน คือ ผู้ที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและหลังความสำเร็จนี้ นอกจากนั้นเขายังสวมบทบาทพิธีกร-ครีเอทีฟรายการชื่อดังอย่าง &#8216;เทยเที่ยวไทย&#8217; ตลอด 4 ปีของการเป็นลูกศิลป์ คณะโบราณคดี สาขาภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาถูกหล่อหลอมและเรียนรู้จาก &#8216;ค่ายโบราณคดีเพื่อเด็กในชนบท&#8217; &#8220;สิ่งที่ประทับใจที่สุดในคณะโบราณคดีไม่ใช่วิชาเรียน แต่เป็นค่ายหนึ่งที่เราไปเข้าร่วมมาตั้งแต่เข้าเรียนปี 48 จนถึงปัจจุบันก็ 12 ปีมาแล้ว นั่นคือค่ายโบราณคดีเพื่อเด็กในชนบท โดยไปทำกิจกรรมกับเด็กในชนบทและพัฒนาบางอย่าง เช่น สร้างห้องน้ำ สนามวอลเลย์บอล และสนามเด็กเล่น เป็นค่ายที่เรารู้สึกชอบแล้วประทับใจมากที่สุดในมหาวิทยาลัยเลย &#8220;ก่อนไปค่ายนี้ เราเคยได้ยินรุ่นพี่คนนึงบอกมาว่าค่ายนี้เป็นค่ายรู้สันดานคนนะ ไปแล้วกลับมาจะมีคนเกลียดกันเยอะ เขาพูดในแง่ลบเยอะมาก เรามีความอยากรู้เยอะบวกกับทำกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนประถมเลยรู้สึกว่า เฮ้ย ค่ายนี้ขนาดนั้นเลยหรอ ได้ ฉันจะไป แล้วเรียนรู้คนที่ไปด้วยกัน เรามองว่าคนมีทั้งสันดานดีและไม่ดี กลายเป็นว่านี่คือเรื่องแรกที่เรานึกถึงจากการทำค่าย ทีแรกเราคิดแบบเด็กๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/university-4/">สิ่งที่เจนนี่-ปาหนัน เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">นายวัชระ สุขชุม<br /></strong><strong style="background-color: initial">รหัสนักศึกษา </strong><strong style="background-color: initial">: 0348309<br /></strong><strong style="background-color: initial">สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร</strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p>หากนึกถึงกลุ่มปาร์ตี้ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว<br />
ผสมผสานเข้ากับความเป็นยุค 90 โดยใช้วิดีโอล้อเลียนเพื่อโปรโมต เราเชื่อว่าชื่อ Trasher , Bangkok อยู่ในอันดับต้นๆ ของคนส่วนใหญ่ เจนนี่-ปาหนัน คือ<br />
ผู้ที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและหลังความสำเร็จนี้<br />
นอกจากนั้นเขายังสวมบทบาทพิธีกร-ครีเอทีฟรายการชื่อดังอย่าง &#8216;เทยเที่ยวไทย&#8217;  ตลอด 4 ปีของการเป็นลูกศิลป์ คณะโบราณคดี<br />
สาขาภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาถูกหล่อหลอมและเรียนรู้จาก &#8216;ค่ายโบราณคดีเพื่อเด็กในชนบท&#8217;</p>
<p>&#8220;สิ่งที่ประทับใจที่สุดในคณะโบราณคดีไม่ใช่วิชาเรียน<br />
แต่เป็นค่ายหนึ่งที่เราไปเข้าร่วมมาตั้งแต่เข้าเรียนปี 48 จนถึงปัจจุบันก็ 12 ปีมาแล้ว<br />
นั่นคือค่ายโบราณคดีเพื่อเด็กในชนบท โดยไปทำกิจกรรมกับเด็กในชนบทและพัฒนาบางอย่าง<br />
เช่น สร้างห้องน้ำ สนามวอลเลย์บอล และสนามเด็กเล่น<br />
เป็นค่ายที่เรารู้สึกชอบแล้วประทับใจมากที่สุดในมหาวิทยาลัยเลย</p>
<p>&#8220;ก่อนไปค่ายนี้ เราเคยได้ยินรุ่นพี่คนนึงบอกมาว่าค่ายนี้เป็นค่ายรู้สันดานคนนะ ไปแล้วกลับมาจะมีคนเกลียดกันเยอะ<br />
เขาพูดในแง่ลบเยอะมาก  เรามีความอยากรู้เยอะบวกกับทำกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนประถมเลยรู้สึกว่า เฮ้ย ค่ายนี้ขนาดนั้นเลยหรอ ได้ ฉันจะไป แล้วเรียนรู้คนที่ไปด้วยกัน<br />
เรามองว่าคนมีทั้งสันดานดีและไม่ดี กลายเป็นว่านี่คือเรื่องแรกที่เรานึกถึงจากการทำค่าย ทีแรกเราคิดแบบเด็กๆ ว่าการทำกิจกรรมที่ต่างจังหวัดกับเพื่อนสนุกอยู่แล้ว<br />
พอโตขึ้นมาก็รู้ว่าวัตถุประสงค์ของค่ายนี้ไม่ใช่แค่ความสนุก นั่นเป็นแค่ข้อดีฉาบฉวย<br />
แต่มันมีข้อดีอย่างอื่นที่เรามองข้าม&#8221; เจนนี่เล่า </p>
<p>&#8220;เราได้เรียนรู้หลัก 3 อย่าง คือ หนึ่ง ความลำบาก เวลาไปค่ายทำให้เรียนรู้ว่าความลำบากของแต่ละที่เป็นยังไง แล้วเราจะจัดการกับความลำบากยังไง สอง เราเข้าใจว่าการให้อะไรบางอย่างกับคนมีวิธีการแบบไหนบ้าง<br />
เราได้ให้กับเด็กในชนบท นอกจากได้เรียนรู้คนที่ไปทำค่ายด้วยกัน<br />
เรายังได้เรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมของชุมชน เขาเปิดโอกาสให้เรียนรู้เกี่ยวกับหมู่บ้าน<br />
เรารับรู้ได้ว่าวัฒนธรรมแต่ละที่แตกต่างกัน เช่น วัฒนธรรมการแต่งตัว อาหาร และสังคม<br />
ข้อที่สาม คือ มนุษย์ เพราะเราคิดว่าเป็นสิ่งที่เข้าใจยากที่สุดในโลก<br />
การไปค่าย 10 วัน  ทำให้เราได้เรียนรู้มนุษย์แต่ละคนว่าต่างกันนะ มนุษย์ที่เราเจอ 12 ชั่วโมงในมหาวิทยาลัยกับการเจอกันแบบ  10 วันในค่าย มันทำให้เรารู้ว่าคนแบบไหนควรอยู่ด้วยมากน้อยแค่ไหน ความรู้สึกก่อนและหลังไปไม่เหมือนกัน หลายครั้งไม่อยากกลับ รู้สึกดี  ถ้าพูดไปก็เหมือนนางงามตอบคำถาม แต่มันจริงนะ<br />
น้ำใจยิ่งให้ยิ่งได้</p>
<p>&#8220;ตอนปี 3 ที่ไปค่าย รุ่นน้องที่สนิทเป็นประธานค่ายเลยชวนให้ไปช่วยตั้งแต่แรก<br />
ค่ายนั้นเราเถลไถลเยอะมากเพราะสนิทกับประธานค่าย  มีวันหนึ่งฉลองกันถึงดึกแล้วก็ตื่นสาย<br />
น้องที่เป็นประธานค่ายเห็นเรายังนอนอยู่จึงเปิดประตูห้องนอนแล้วตะโกนดังลั่นโรงเรียนจนเราสะดุ้งตื่น น้องเขาตะโกนว่าเปิดประตูไว้แบบนี้แหละ ให้มันอาย เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่า<br />
เออ จริงๆ ถ้ามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เราก็ไม่ควรละเลยหน้าที่แม้จะเป็นงานเล็กน้อย และทำให้เราเห็นด้วยว่าเขาเป็นประธานค่ายที่มีความจริงจังกับหน้าที่ เลือกวางความสัมพันธ์พี่น้องที่สนิทกันไว้<br />
พอเราอยู่ใต้การปกครอง เขาคิดว่าเราคือลูกค่าย เขาคือประธานค่าย สนุกมาก<br />
เราได้รู้อะไรหลายๆ อย่างจากค่ายครั้งนี้</p>
<p>&#8220;ถ้าย้อนเวลากลับไป ยังไงก็จะเข้าโบราณคดีเพราะสังคมที่คณะสอนเยอะมากและสามารถเอามาปรับใช้กับการทำงานได้ อย่างจริงๆ แล้วการทำค่ายเหมือนได้เรียนรู้การทำงานแบบเป็นกลุ่ม เวลาทำงานไม่มีอะไรยากเท่ากับการดีลกับคน การทำงาน Trasher กับการทำงานในค่ายโบราณคดีเหมือนกันข้อนึง<br />
คือสามารถเอาการทำงานจากในค่ายที่มีความเป็นพี่น้องมารวมอยู่ในการทำงานของ Trasher<br />
ได้ เวลาไปประชุมในร้านอาหาร คนจะมองว่าพวกนี้ทะเลาะกันหรือเปล่า ต้องแจ้งตำรวจมั้ย<br />
คือการไปค่ายสอนให้เราได้เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ถ้ามีอะไรก็พูดออกมาในที่ประชุมจะได้เคลียร์ไปเลย เรามองว่านี่เป็นข้อดีมากเลย ทำให้คนที่เป็นเพื่อน รุ่นพี่ หรือรุ่นน้อง ทำธุรกิจร่วมกันโดยไม่แตกหักกันเอง&#8221;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/jj1.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/image16.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/university-4/">สิ่งที่เจนนี่-ปาหนัน เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/university-4/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่วรรณสิงห์ ประเสริฐกุลเรียนรู้จากมหา’ลัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/university-3/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/university-3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Nov 2016 12:23:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/university-3/</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายวรรณสิงห์ ประเสริฐกุลรหัสประจำตัวนักศึกษา 4604640971สาขาเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่เรามักตื่นเต้นกับโปรเจกต์ใหม่ๆ ของเขาเสมอ เพราะผู้ชายคนนี้ลุกขึ้นมาทำอะไรต่อมิอะไรมากมายทั้งเป็นพิธีกร นักเขียน นักคิด นักร้อง ทำให้เราอยากชวนเขาย้อนกลับไปยังวันวานเมื่อครั้งยังเป็นลูกแม่โดม และนี่คือสิ่งที่วรรณสิงห์ได้เรียนรู้จาก ‘เศรษฐศาสตร์มหภาค’ รายวิชาที่ยังคงสอนการใช้ชีวิตของเขามาจนถึงทุกวันนี้ “ตอนเข้าไปเรียนก็ยังไม่ค่อยรู้ว่าเศรษฐศาสตร์มันคืออะไรเหมือนกัน เข้าไปด้วยความงงๆ แต่ว่าพอเรียนแล้วก็รู้สึกว่าสนุก คณะเศรษฐศาสตร์จะมีวิชาเลข วิชาสถิติเยอะ ซึ่งเป็นบรรดาวิชาที่เพื่อนๆ ไม่ค่อยชอบเรียนกัน แต่เรามีวิชาที่ยังติดใจอยู่จนทุกวันนี้คือ วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค ชอบที่เราได้ศึกษาภาพรวมของประเทศทั้งหมดในภาพใหญ่มากกว่าที่จะเจาะจงลงไปเป็นรายบุคคล รายบริษัท มันเป็นเรื่องการมองภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศว่าถ้าสิ่งนี้เพิ่มขึ้น สิ่งอื่นจะเป็นอย่างไร เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้วจะกระทบตัวแปรอื่นอย่างไรบ้าง จำได้ว่าตอนที่เรียน เราได้ค้นพบวิธีการอธิบายบางอย่างที่น่าสนใจ เป็นการเอาพฤติกรรมของคนเรามาใส่ในสมการ ซึ่งปกติเรามักเข้าใจกันดีว่าคนอยู่ในสมการไม่ได้ เพราะคนมีตัวแปรเต็มไปหมด แต่วิชาเศรษฐศาสตร์เลือกเอาด้านที่เรียบง่ายและเข้าใจง่ายที่สุดของมนุษย์ ซึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจ นำมาใส่ในสมการ แม้เราจะมีความรู้สึก ความซับซ้อนแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันหมดก็คือ เรื่องเงิน เช่น มีรายได้มากขึ้นก็จ่ายมากขึ้น หรือว่าถ้าภาษีสูงขึ้นก็ใช้เงินน้อยลง ดอกเบี้ยขึ้นคนก็อยากเอาเงินเข้าธนาคารมากขึ้น ถ้าดอกเบี้ยลดก็อยากเอาเงินไปลงทุนมากขึ้น อะไรก็ว่ากันไป สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่มนุษย์เรามีร่วมกัน ทำให้เราได้มองสังคมมนุษย์ในรูปแบบใหม่ ทำให้เราสนใจพฤติกรรมมนุษย์ในแง่นั้น เราชอบคิดเลขอยู่แล้ว การเขียนสมการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/university-3/">สิ่งที่วรรณสิงห์ ประเสริฐกุลเรียนรู้จากมหา’ลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">นายวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล<br /></strong><strong style="background-color: initial">รหัสประจำตัวนักศึกษา 4604640971<br /></strong><strong style="background-color: initial">สาขาเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</strong></p>
<p><strong>สิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล</strong> เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่เรามักตื่นเต้นกับโปรเจกต์ใหม่ๆ ของเขาเสมอ เพราะผู้ชายคนนี้ลุกขึ้นมาทำอะไรต่อมิอะไรมากมายทั้งเป็นพิธีกร<br />
นักเขียน นักคิด นักร้อง ทำให้เราอยากชวนเขาย้อนกลับไปยังวันวานเมื่อครั้งยังเป็นลูกแม่โดม<br />
และนี่คือสิ่งที่วรรณสิงห์ได้เรียนรู้จาก ‘เศรษฐศาสตร์มหภาค’<br />
รายวิชาที่ยังคงสอนการใช้ชีวิตของเขามาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>“ตอนเข้าไปเรียนก็ยังไม่ค่อยรู้ว่าเศรษฐศาสตร์มันคืออะไรเหมือนกัน<br />
เข้าไปด้วยความงงๆ แต่ว่าพอเรียนแล้วก็รู้สึกว่าสนุก คณะเศรษฐศาสตร์จะมีวิชาเลข วิชาสถิติเยอะ<br />
ซึ่งเป็นบรรดาวิชาที่เพื่อนๆ ไม่ค่อยชอบเรียนกัน แต่เรามีวิชาที่ยังติดใจอยู่จนทุกวันนี้คือ<br />
วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค ชอบที่เราได้ศึกษาภาพรวมของประเทศทั้งหมดในภาพใหญ่มากกว่าที่จะเจาะจงลงไปเป็นรายบุคคล<br />
รายบริษัท มันเป็นเรื่องการมองภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศว่าถ้าสิ่งนี้เพิ่มขึ้น สิ่งอื่นจะเป็นอย่างไร<br />
เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้วจะกระทบตัวแปรอื่นอย่างไรบ้าง จำได้ว่าตอนที่เรียน เราได้ค้นพบวิธีการอธิบายบางอย่างที่น่าสนใจ<br />
เป็นการเอาพฤติกรรมของคนเรามาใส่ในสมการ ซึ่งปกติเรามักเข้าใจกันดีว่าคนอยู่ในสมการไม่ได้<br />
เพราะคนมีตัวแปรเต็มไปหมด แต่วิชาเศรษฐศาสตร์เลือกเอาด้านที่เรียบง่ายและเข้าใจง่ายที่สุดของมนุษย์<br />
ซึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจ นำมาใส่ในสมการ แม้เราจะมีความรู้สึก<br />
ความซับซ้อนแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันหมดก็คือ เรื่องเงิน เช่น มีรายได้มากขึ้นก็จ่ายมากขึ้น<br />
หรือว่าถ้าภาษีสูงขึ้นก็ใช้เงินน้อยลง ดอกเบี้ยขึ้นคนก็อยากเอาเงินเข้าธนาคารมากขึ้น<br />
ถ้าดอกเบี้ยลดก็อยากเอาเงินไปลงทุนมากขึ้น อะไรก็ว่ากันไป<br />
สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่มนุษย์เรามีร่วมกัน ทำให้เราได้มองสังคมมนุษย์ในรูปแบบใหม่<br />
ทำให้เราสนใจพฤติกรรมมนุษย์ในแง่นั้น เราชอบคิดเลขอยู่แล้ว การเขียนสมการ<br />
คิดกราฟอะไรก็สนุกไปกับมันได้ง่าย ทำให้ได้เห็นผลกระทบที่สิ่งหนึ่งมีต่ออีกสิ่งต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ</p>
<p>“เศรษฐศาสตร์เป็นหนึ่งในกระบวนการการเรียนรู้ที่ช่วยให้เราเห็นแง่มุมที่พิเศษขึ้นก็จริง<br />
แต่เมื่อโตขึ้นก็ได้เห็นว่ามันเป็นวิชาที่มีมุมมองจำกัดอยู่พอสมควร<br />
เพราะเมื่อเรามองว่ามนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจอย่างเดียว<br />
ทำให้ไม่เห็นด้านอื่นของชีวิตว่ามีจิตใจ ความรู้สึก อำนาจ การเมือง<br />
การที่มันมีแต่ตัวเลขจึงไม่พอที่จะมองสังคมให้รอบด้าน สำหรับเราเศรษฐศาสตร์เป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่ผ่านมา<br />
ไม่ถึงขั้นกำหนดตัวตนของเรา แต่ก็มีประโยชน์ในการทำงาน</p>
<p>“ทุกวันนี้ผมเป็นนักเขียน เป็นคนทำสื่อ สื่อที่เราทำนั้นแม้ไม่ถึงกับเป็นเชิงวิพากษ์<br />
แต่ก็มีหน้าที่ที่ต้องอธิบายสังคมต่างๆ ให้คนดูเข้าใจ<br />
ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนหรือรายการสารคดีก็ตาม<br />
ต้องทำให้คนเห็นภาพให้ได้ว่าประเทศนี้มีมิติใดบ้าง หากไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์เราก็คงไม่อาจอธิบาย<br />
GNH (ความสุขมวลรวมประชาชาติ) ของประเทศภูฏานได้ชัดเจนนัก<br />
อาจจะพอเล่าได้บ้างคร่าว ๆ แต่การที่เราเรียนเศรษฐศาสตร์มาก็ทำให้บอกต่อยอดไปได้ว่า<br />
เมื่อเทียบกับระบบเศรษฐศาสตร์ปกติเนี่ยมันต่างกันอย่างไรบ้าง<br />
แล้วต่างกันในเชิงวิชาการอย่างไร ใช้จริงอย่างไร มีอะไรน่าวิจารณ์ น่าสนับสนุนบ้าง<br />
วิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์ช่วยให้เรามองสังคมได้รอบด้านมากขึ้น แม้จะยังเห็นไม่ได้ครบทุกกระบวนความ<br />
เพราะมันก็ต้องเสริมด้วยการศึกษาด้านปรัชญา ด้านรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และอื่นๆ<br />
ไปด้วย การจะอธิบายประเทศใดประเทศหนึ่งเราต้องร่ายยาวไปตั้งแต่ในอดีตว่ามีที่มาอย่างไร<br />
อารยธรรมไหนผ่านมาบ้าง นับถือศาสนาอะไร ส่งผลอย่างไรกับคน<br />
ระบบเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง มีอะไรเยอะไปหมด</p>
<p> “ตอนนี้รายละเอียดเรื่องสมการอะไรทั้งหลายนี่ลืมไปหมดแล้วนะครับ<br />
แต่ว่าวิธีคิด ความเข้าใจตัวแปรต่างๆ ยังมีอยู่ สิ่งหนึ่งที่จำได้ไม่ลืมเลยคือ ทฤษฎีเส้นความพอใจเท่ากัน (Indifference Curve Theory) เป็นแนวคิดที่แปลกประหลาดมาก เพราะเป็นเส้นโค้งแสดงถึงความสุขของคนที่จุดต่างๆ<br />
คนจะมีความสุขเท่ากันหมดในการเลือกซื้อสินค้าตามแกน x และแกน<br />
y ที่แตกต่างกันไป<br />
พอเราได้เรียนอันนี้แล้วรู้สึกว่าตลกดีที่เอาความสุขของคนมาทำสมการ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่ามันใช้ได้จริงแค่ไหน<br />
แต่พอโตมาแล้วก็พบว่าสิ่งที่เราเรียนในห้องเรียนมันใช้ไม่ได้จริงขนาดนั้นหรอก<br />
มันใช้แค่สำหรับการอธิบายและรองรับสิ่งที่เป็นความคิดปกติสามัญของคนอยู่แล้วแต่เพื่อสร้างเป็นทฤษฎีก็ต้องทำเป็นสมการขึ้นมา<br />
แต่ในความเป็นจริงใช้คอมมอนเซนส์อธิบายน่าจะง่ายกว่า”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/university-3/">สิ่งที่วรรณสิงห์ ประเสริฐกุลเรียนรู้จากมหา’ลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/university-3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่เต๋อ ฉันทวิชช์ เรียนรู้จากมหา’ลัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/university-2/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/university-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 Sep 2016 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี]]></category>
		<category><![CDATA[แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว]]></category>
		<category><![CDATA[คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ละครเวทีนิเทศจุฬาฯ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/university-2/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวีรหัสนิสิต : 4445022828คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี คือนักแสดงมากความสามารถของค่าย GDH 559 ในช่วงเรียนมหา&#8217;ลัย เต๋อเป็นนิสิตคณะนิเทศ จุฬาฯ เอกภาพยนตร์ ที่มีโอกาสก้าวเข้าไปเป็นนักแสดงของละครเวทีคณะทุกปี จนเรียกได้ว่ากิจกรรมละครเวทีเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของชีวิตมหา&#8217;ลัย ของเขา และนี่คือสิ่งที่เต๋อได้เรียนรู้จากละครเวที-วิชาที่เขาเต็มใจเลือกเอง ฉาก 1“เราเข้าคณะนิเทศฯ เพราะเราอยากทำภาพยนตร์ แต่นอกเหนือจากการเรียนแล้ว ที่คณะยังมีกิจกรรมเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือละครเวทีที่มีปีละครั้ง ซึ่งการทำละครเวทีมันก็จะมีแผนกต่างๆ ให้น้องๆ อย่างเราเข้าไปเลือกทำ เช่น ฝ่ายฉาก ฝ่ายมัลติมิเดีย ฝ่ายซาวนด์ ฝ่ายคอสตูม แล้วก็มีทีมฝ่ายเขียนบท กำกับ และนักแสดง ซึ่งเราก็ตั้งใจจะอยู่ฝ่ายมัลติมีเดีย ทำ Visual ในฉาก ถ่ายวิดีโอโปรโมตละคร ทำเอ็มวี ฯลฯ ซึ่งมันก็จะคล้ายๆ กับการทำหนัง” ฉาก 2“แต่ด้วยความที่คณะนิเทศฯ จะมีผู้ชายน้อยมาก ปีๆ หนึ่งก็จะมีแค่ 10 &#8211; 20 คน เป็นตุ๊ดก็เกือบครึ่งแล้ว ทำให้ผู้ชายทั้งหมดในคณะต้องเข้าไปแคสติ้งตัวละครที่เป็นผู้ชายในละครเวทีด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/university-2/">สิ่งที่เต๋อ ฉันทวิชช์ เรียนรู้จากมหา’ลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">เต๋อ</strong><strong style="background-color: initial">-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี<br /></strong><strong style="background-color: initial">รหัสนิสิต<br />
</strong><strong style="background-color: initial">: 4445022828<br /></strong><strong style="background-color: initial">คณะนิเทศศาสตร์<br />
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong></p>
<p><b style="background-color: initial">เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี </b>คือนักแสดงมากความสามารถของค่าย GDH 559 ในช่วงเรียนมหา&#8217;ลัย เต๋อเป็นนิสิตคณะนิเทศ จุฬาฯ เอกภาพยนตร์ ที่มีโอกาสก้าวเข้าไปเป็นนักแสดงของละครเวทีคณะทุกปี จนเรียกได้ว่ากิจกรรมละครเวทีเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของชีวิตมหา&#8217;ลัย ของเขา และนี่คือสิ่งที่เต๋อได้เรียนรู้จากละครเวที-วิชาที่เขาเต็มใจเลือกเอง </p>
<p><strong style="background-color: initial">ฉาก </strong><strong style="background-color: initial">1<br /></strong>“เราเข้าคณะนิเทศฯ<br />
เพราะเราอยากทำภาพยนตร์<br />
แต่นอกเหนือจากการเรียนแล้ว ที่คณะยังมีกิจกรรมเยอะมาก<br />
หนึ่งในนั้นคือละครเวทีที่มีปีละครั้ง ซึ่งการทำละครเวทีมันก็จะมีแผนกต่างๆ<br />
ให้น้องๆ อย่างเราเข้าไปเลือกทำ เช่น ฝ่ายฉาก ฝ่ายมัลติมิเดีย ฝ่ายซาวนด์ ฝ่ายคอสตูม แล้วก็มีทีมฝ่ายเขียนบท กำกับ และนักแสดง<br />
ซึ่งเราก็ตั้งใจจะอยู่ฝ่ายมัลติมีเดีย ทำ Visual ในฉาก<br />
ถ่ายวิดีโอโปรโมตละคร ทำเอ็มวี ฯลฯ ซึ่งมันก็จะคล้ายๆ กับการทำหนัง”</p>
<p><strong>ฉาก </strong><strong>2<br /></strong>“แต่ด้วยความที่คณะนิเทศฯ<br />
จะมีผู้ชายน้อยมาก ปีๆ หนึ่งก็จะมีแค่ 10 &#8211; 20 คน<br />
เป็นตุ๊ดก็เกือบครึ่งแล้ว<br />
ทำให้ผู้ชายทั้งหมดในคณะต้องเข้าไปแคสติ้งตัวละครที่เป็นผู้ชายในละครเวทีด้วย<br />
ทั้งบทเล็ก-ใหญ่ พอเข้าไปแคสต์แล้ว<br />
ปรากฎว่าเราได้เล่นเลยตั้งแต่อยู่ปี 1 ละครเวทีเรื่องนั้นคือ <em style="background-color: initial">อีสป เวตาล นิทานฮัดช่า </em><strong style="background-color: initial"></strong>เล่นเป็นยามที่พูดแค่คำว่า ‘เฮ้’ และก็ออกมาแค่ 3 &#8211; 4 ฉาก<br />
แต่เวลาซ้อมก็จะซ้อมเท่าๆ กับทุกคน</p>
<p>“พอขึ้นปี<br />
2 เป็นเรื่อง <em>นิทราวาณิชย์</em> เราก็ตั้งใจว่าอยากจะกลับไปทำฝ่ายมัลติมีเดียแล้ว<br />
แต่ก็เข้าข่ายแบบเดิมคือ ผู้ชายที่คณะมันมีน้อย เราก็ได้เข้าไปแคสต์อีก<br />
แล้วก็ได้เล่นอีก รุ่นพี่ก็ให้เหตุผลว่าเรามีพื้นฐานการแสดงมาจากการเวิร์กช็อปครั้งที่แล้วมาแล้ว<br />
เหมือนเรามีประสบการณ์แล้วก็ได้เข้าไปเล่นละครเวทีอีกครั้ง ไปซ้อม ไปเวิร์กช็อปเหมือนเดิม แต่คราวนี้เล่นเป็นคนแก่ มีบทพูดเยอะขึ้นหน่อย พออยู่ปี 3<br />
เราก็ชัดเจนว่าจะไปทำมัลติมีเดียแน่ๆ ผมก็เลยพูดกวนๆ ทีมแคสต์ฯ ไปว่า ‘คราวนี้ถ้าผมไม่ได้เล่นเป็นพระเอก ผมไม่เล่นแล้วนะ’ ปรากฎว่าเขาให้แคสต์บทพระเอกเลย แล้วเราได้เล่นด้วย เป็นเรื่อง <em>ลำซิ่งซิงเกอร์ </em>และก็ลามมาถึงปี 4 คือเล่นเป็นพระเอกเรื่อง <em>ซานเทียน หอนางฟ้า ยามหายุทธ </em>ตอนปี 4 ด้วย สรุปแล้วทั้ง 4 ปีก็ไม่เคยอยู่ฝ่ายมัลติมีเดียเลย”</p>
<p><strong>ฉาก </strong><strong>3<br /></strong>“มันจะมีเวิร์กช็อปหนึ่งที่เราชอบที่สุดเลยคือ<br />
improvise คือให้เราอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยม<br />
แล้วก็จะมีคนกำหนดสถานการณ์ให้ว่าตอนนั้นเราเจอกับอะไรอยู่ เช่น<br />
ตอนนี้อยู่ในลิฟต์ที่กำลังขึ้น แต่ละชั้นเปิดออกมาก็จะมีการ improvise สถานการณ์ขึ้นเรื่อยๆ เช่น ลิฟต์ค้าง มีกลิ่นไหม้ มีคนตาย ซึ่งผมสนุกมาก<br />
เป็นสิ่งที่ผมคิดถึงที่สุดในห้องเวิร์กช็อป<br />
ผมรู้สึกว่าคลาสนั้นสนุกสุดตรงที่มันเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์<br />
แล้วมันบอกเราว่า ชีวิตเรากำหนดอะไรไม่ได้ เช่นเดียวกันกับการแสดง<br />
แม้จะบอกว่ามีบทละครแล้ว มีบทพูดแล้ว แต่จริงๆ เรากำหนดสถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้เลย<br />
บทก็เป็นแค่ไกด์ไลน์ เพราะเวลาเล่น มันก็ต้องไหลไปตามสถานการณ์อยู่ดี อย่างเช่น<br />
ในหนังเรื่อง <em style="background-color: initial">กวน มึน โฮ</em> มันจะมีฉากที่เราเล่นกันหนูนาแล้วมันต้องวิ่ง<br />
แต่หนูนาหกล้มจนขาชี้ฟ้า เราพูดว่า ‘เป็นอะไรหรือเปล่า’<br />
ในแบบฉบับคาแรกเตอร์เหมือนในบท<br />
เราไม่ได้พูดว่าหนูนาเป็นอะไรหรือเปล่า ซึ่งซีนเหล่านี้มันก็ไม่ได้อยู่ในบท<br />
มันคือลิฟต์ตัวนั้นที่ไม่รู้สถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราแค่ต้อง improvise<br />
ตามน้ำไปเรื่อยๆ</p>
<p><strong>ฉาก </strong><strong>4<br /></strong>“อีกเรื่องที่เราเรียนรู้จากการทำละครเวทีคือการทำงานเป็นทีม<br />
คือตั้งแต่สมัยเรียนเสมอมา เราจะรู้สึกว่าเราพยายามเอาตัวรอดด้วยตัวเอง<br />
เพราะแม้ว่าเราจะติวหนังสือกับเพื่อน แต่เวลาเอนทรานซ์ก็ต้องสอบเอง<br />
พึ่งตัวเองอยู่ดี เราต้องช่วยเหลือตัวเองเพื่อไปสู่จุดที่ต้องการ<br />
ดังนั้นเราก็เลยเป็นคนที่อยู่กับตัวเองเยอะ ติวเอง อ่านหนังสือเอง<br />
แต่การทำละครเวทีมันเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย เราอยู่กับตัวเองไม่ได้ มันต้องทำงานเป็นทีม<br />
ทุกอย่างรวมกันเพื่อเป็นก้อนเดียวไปสู่คนดู ดังนั้นช่วงที่ทำงานผมจะเจอคนจากหลายฝ่ายมาก<br />
มีการตกลงร่วมกัน คุยร่วมกันเยอะมาก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก<br />
มันทำให้เรารู้ว่าการทำงานที่เป็นการแสดงสักอย่าง จะมีคนเบื้องหลังเยอะมาก”</p>
<p>“มันทำให้ผมเชื่อมาตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่า<br />
การทำงานเป็นทีมดีที่สุด จะทำงานคนเดียวก็ได้แหละ แต่การทำงานเป็นทีมมันสบายใจ<br />
แล้วก็มีหลายความคิด มันจะไม่ได้แค่สิ่งที่ดี แต่จะได้คำว่าดีที่สุด”</p>
<p style="text-align: center">
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/img336.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/img331.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/university-2/">สิ่งที่เต๋อ ฉันทวิชช์ เรียนรู้จากมหา’ลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/university-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่ ป๋อมแป๋ม พิธีกรเทยเที่ยวไทยเรียนรู้จากมหา’ลัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%80/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%80/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Mar 2016 06:05:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ป๋อมแป๋ม]]></category>
		<category><![CDATA[นิติ ชัยชิตาทร]]></category>
		<category><![CDATA[เทยเที่ยวไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%80/</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายนิติ ชัยชิตาทรรหัสนิสิต : 4140100922สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร พิธีกรมากความสามารถผู้เป็นทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังรายการทีวีชื่อดังอย่าง เทยเที่ยวไทย และ ทอล์กกะเทย นิสิตจากคณะอักษรศาสตร์ สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต กับเรื่องเล่าถึงสิ่งที่เขาเรียนรู้ในวิชาเลือก ‘วิชามนุษย์และสันติภาพ’ “วิชามนุษย์และสันติภาพเป็นวิชาเลือกในหมวด General Education ที่เด็กจุฬาฯ ทุกคนต้องเลือกเรียน ชีวิตช่วงปี 4 เรามีความว่างอยู่มากเลยลงเรียนวิชานี้ พอได้ยินคำว่าสันติภาพในชื่อวิชา มันฟังดูยิ่งใหญ่มากเลยนะ นี่มันสหประชาชาติเลยหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้ววิชามนุษย์และสันติภาพเป็นอะไรที่ใกล้ตัวสุดๆ เริ่มเรียนตั้งแต่เรื่องพระพุทธศาสนา สันติ แต่หลักๆ เลยคือเรื่องความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งในโลกก็มีอยู่หลายระดับ ระหว่างคนกับคนเอง ระหว่างคนกับสังคม ระหว่างคนกับโลก ระหว่างคนกับระบบ วิชานี้ไม่ได้สอนสูตรสำเร็จหรือบอกขั้นตอนที่ใช้ระงับความขัดแย้ง แต่เป็นวิธีการรับมือกับความขัดแย้งเหล่านั้น ก่อนที่จะมองหาวิธีแก้ปัญหา&#8221; “ส่วนใหญ่เวลาเรียนจะนั่งถกเถียงเคสความขัดแย้งต่างๆ ในห้องเรียน แต่มีครั้งหนึ่งที่จำได้แม่นเลยคืออาจารย์สั่งงานให้เราไปสัมภาษณ์เด็กๆ ที่บ้านเมตตา ว่าพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร เด็กเหล่านี้เขาขัดแย้งในระบบหรือกฎต่างๆ อยู่แล้ว การพูดคุยกับเด็กๆ ทำให้เรามองมุมกลับแล้วนึกคิดได้ว่่า แล้วเด็กๆ จะมองระบบหรือกฎเหล่านี้อย่างไร แต่ละคนมีวิธีที่จะจัดการระบบของตัวเองอย่างไรให้เขาอยู่รอดต่อไปได้บ้าง ครั้งนั้นเราจึงเข้าใจว่า ถึงรอบข้างมันจะแย่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%80/">สิ่งที่ ป๋อมแป๋ม พิธีกรเทยเที่ยวไทยเรียนรู้จากมหา’ลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นายนิติ ชัยชิตาทร<br />รหัสนิสิต : 4140100922<br />สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong></p>
<p><strong>ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร</strong> พิธีกรมากความสามารถผู้เป็นทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังรายการทีวีชื่อดังอย่าง เทยเที่ยวไทย และ ทอล์กกะเทย นิสิตจากคณะอักษรศาสตร์ สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต กับเรื่องเล่าถึงสิ่งที่เขาเรียนรู้ในวิชาเลือก ‘วิชามนุษย์และสันติภาพ’</p>
<p>“วิชามนุษย์และสันติภาพเป็นวิชาเลือกในหมวด General Education ที่เด็กจุฬาฯ ทุกคนต้องเลือกเรียน ชีวิตช่วงปี 4 เรามีความว่างอยู่มากเลยลงเรียนวิชานี้ พอได้ยินคำว่าสันติภาพในชื่อวิชา มันฟังดูยิ่งใหญ่มากเลยนะ นี่มันสหประชาชาติเลยหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้ววิชามนุษย์และสันติภาพเป็นอะไรที่ใกล้ตัวสุดๆ เริ่มเรียนตั้งแต่เรื่องพระพุทธศาสนา สันติ แต่หลักๆ เลยคือเรื่องความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งในโลกก็มีอยู่หลายระดับ ระหว่างคนกับคนเอง ระหว่างคนกับสังคม ระหว่างคนกับโลก ระหว่างคนกับระบบ วิชานี้ไม่ได้สอนสูตรสำเร็จหรือบอกขั้นตอนที่ใช้ระงับความขัดแย้ง แต่เป็นวิธีการรับมือกับความขัดแย้งเหล่านั้น ก่อนที่จะมองหาวิธีแก้ปัญหา&#8221;</p>
<p>“ส่วนใหญ่เวลาเรียนจะนั่งถกเถียงเคสความขัดแย้งต่างๆ ในห้องเรียน แต่มีครั้งหนึ่งที่จำได้แม่นเลยคืออาจารย์สั่งงานให้เราไปสัมภาษณ์เด็กๆ ที่บ้านเมตตา ว่าพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร เด็กเหล่านี้เขาขัดแย้งในระบบหรือกฎต่างๆ อยู่แล้ว การพูดคุยกับเด็กๆ ทำให้เรามองมุมกลับแล้วนึกคิดได้ว่่า แล้วเด็กๆ จะมองระบบหรือกฎเหล่านี้อย่างไร แต่ละคนมีวิธีที่จะจัดการระบบของตัวเองอย่างไรให้เขาอยู่รอดต่อไปได้บ้าง ครั้งนั้นเราจึงเข้าใจว่า ถึงรอบข้างมันจะแย่ แต่เราโอเคกับมันก็ได้”</p>
<p>“ก่อนที่เราจะไปโวยวายว่าอันนี้ไม่ดี อันโน้นไม่ดี อารมณ์เสียจนท้ายที่สุดความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้เราหงุดหงิด เมื่อนึกย้อนกลับวิชานี้ทำให้เราเข้าใจความขัดแย้ง สอนให้เราเห็นว่าเวลาเกิดปัญหา เราต้องมองที่ตัวเองก่อน คิดก่อนว่าเราจะรับมือกับปัญหานั้นอย่างไร พอโตขึ้นเราจึงเป็นคนที่ไม่ค่อยทุกข์โศก ร้องไห้น้อยลง โกรธใครก็จะหายโกรธเร็วมาก ถ้าเป็นเรื่องงาน เราก็จะไม่โกรธคนที่คอมเมนต์แรงๆ ไม่โกรธคนที่ให้งานเราเยอะๆ ความคิดแบบนี้มันทำให้เราเป็นคนไม่เกลียดโลกและมองเห็นความสวยงามได้ง่ายขึ้น”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%80/">สิ่งที่ ป๋อมแป๋ม พิธีกรเทยเที่ยวไทยเรียนรู้จากมหา’ลัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%a1-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
