<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>22mm.t, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/thitipornmiew/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 09 Oct 2019 07:33:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>&#8216;Online is an Opportunity&#8217; อย่ามองออนไลน์ว่าตื้นและกลวง มองมันเป็นโอกาส</title>
		<link>https://adaymagazine.com/online-is-an-opportunity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Sep 2019 13:15:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Report]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[online]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักข่าวออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[workpoint news]]></category>
		<category><![CDATA[follow me]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=71715</guid>

					<description><![CDATA[<p>อยากจะบอกไปถึงนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ที่กำลังสนใจหรือเรียนด้านสื่อข่าวและมีความตั้งใจอยากทำงานเกี่ยวกับสังคมการเมืองหรือประเทศ ในฐานะคนที่เคยนั่งอยู่ในจุดเดียวกันเมื่อ 15 ปีก่อนผ่านการทำงานโทรทัศน์และผันมาทำงานออนไลน์เต็มตัวแล้ว ว่าทุกครั้งที่มีคนบอกว่า “งานออนไลน์มันตื้น มักง่าย มันหยาบ มันอายุสั้น” โปรดรับฟังเอาไว้แต่อย่าเพิ่งรีบหลงเชื่อดูแคลนหรือผลักไสทางเลือกในการทำสื่อออนไลน์ออกไปจากชีวิต 2 ปีที่ผ่านมาในฐานะบรรณาธิการข่าว Workpoint News แม้จะเหนื่อย ยาก เครียด และกดดันกับยอดไลก์ยอดแชร์ที่พวกเราถูกโซเชียลมีเดียหล่อหลอมให้ต้องทำตามกติกาของมัน แต่โลกออนไลน์ยังมีอีกหลายแง่มุมให้เป็นโอกาสในการทำงานสื่อในอนาคต โอกาสในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ผู้เขียนทำงานด้านโทรทัศน์มานาน 6 ปีก่อนจะผันตัวมาทำงานออนไลน์เต็มตัวได้ 2 ปีกว่า เรามองเห็นว่างานออนไลน์เป็นโอกาสที่จะได้นำเสนอประเด็นที่เป็นประโยชน์กับสังคมจริงๆ จากร้อยกว่าคลิปที่เรารับผิดชอบในฐานะบรรณาธิการ คลิปสั้นที่มีคนดูและแชร์เยอะที่สุดคือสกู๊ปข่าวเรื่อง &#8216;ยาชุดซองยามรณะยิ่งกินยิ่งใกล้ตาย&#8216; ที่จัดทำโดย พริสม์ จิตเป็นธม อดีตผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ (ปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าว BBC Thai) โดยนับถึงวันที่ 1 กันยายน 2562 มีคนดูแล้ว 10 ล้านวิว ยอดแชร์ 180,000 กว่าครั้ง ท่ามกลางเสียงคร่ำครวญว่าออนไลน์เต็มไปด้วยสื่อขยะ ตื้น สั้น มักง่าย แต่ตัวเลขและสถิติกลับบอกอีกอย่าง สกู๊ปที่คนดูเยอะที่สุดของเราก็ยังเป็นเรื่องที่มีเนื้อหา มีความลึก มีแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ และยังสร้างประโยชน์กับสังคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/online-is-an-opportunity/">&#8216;Online is an Opportunity&#8217; อย่ามองออนไลน์ว่าตื้นและกลวง มองมันเป็นโอกาส</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="Body">อยากจะบอกไปถึงนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ที่กำลังสนใจหรือเรียนด้านสื่อข่าวและมีความตั้งใจอยากทำงานเกี่ยวกับสังคมการเมืองหรือประเทศ ในฐานะคนที่เคยนั่งอยู่ในจุดเดียวกันเมื่อ 15 ปีก่อนผ่านการทำงานโทรทัศน์และผันมาทำงานออนไลน์เต็มตัวแล้ว ว่าทุกครั้งที่มีคนบอกว่า “งานออนไลน์มันตื้น มักง่าย มันหยาบ มันอายุสั้น” โปรดรับฟังเอาไว้แต่อย่าเพิ่งรีบหลงเชื่อดูแคลนหรือผลักไสทางเลือกในการทำสื่อออนไลน์ออกไปจากชีวิต</p>
<p class="Body">2 ปีที่ผ่านมาในฐานะบรรณาธิการข่าว <a href="https://www.facebook.com/WorkpointNews/">Workpoint News</a> แม้จะเหนื่อย ยาก เครียด และกดดันกับยอดไลก์ยอดแชร์ที่พวกเราถูกโซเชียลมีเดียหล่อหลอมให้ต้องทำตามกติกาของมัน แต่โลกออนไลน์ยังมีอีกหลายแง่มุมให้เป็นโอกาสในการทำงานสื่อในอนาคต โอกาสในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม<b></b></p>
<p class="Body">ผู้เขียนทำงานด้านโทรทัศน์มานาน 6 ปีก่อนจะผันตัวมาทำงานออนไลน์เต็มตัวได้ 2 ปีกว่า เรามองเห็นว่างานออนไลน์เป็นโอกาสที่จะได้นำเสนอประเด็นที่เป็นประโยชน์กับสังคมจริงๆ</p>
<p class="Body">จากร้อยกว่าคลิปที่เรารับผิดชอบในฐานะบรรณาธิการ คลิปสั้นที่มีคนดูและแชร์เยอะที่สุดคือสกู๊ปข่าวเรื่อง &#8216;<a href="https://www.facebook.com/WorkpointNews/videos/603027336733215/">ยาชุดซองยามรณะยิ่งกินยิ่งใกล้ตาย</a>&#8216; ที่จัดทำโดย <strong>พริสม์ จิตเป็นธม</strong> อดีตผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ (ปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าว BBC Thai) โดยนับถึงวันที่ 1 กันยายน 2562 มีคนดูแล้ว 10 ล้านวิว ยอดแชร์ 180,000 กว่าครั้ง</p>
<p style="text-align: center;"><iframe style="border: none; overflow: hidden;" src="https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FWorkpointNews%2Fvideos%2F603027336733215%2F&amp;show_text=0&amp;width=476" width="476" height="476" frameborder="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p class="Body">ท่ามกลางเสียงคร่ำครวญว่าออนไลน์เต็มไปด้วยสื่อขยะ ตื้น สั้น มักง่าย แต่ตัวเลขและสถิติกลับบอกอีกอย่าง</p>
<p class="Body">สกู๊ปที่คนดูเยอะที่สุดของเราก็ยังเป็นเรื่องที่มีเนื้อหา มีความลึก มีแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ และยังสร้างประโยชน์กับสังคม โดยจากกว่า 16,000 ความเห็นที่คนมาหย่อนเอาไว้ในหน้าเฟซบุ๊กกว่าครึ่ง เป็นการแท็กไปถึงคนรู้จักญาติผู้ใหญ่คนใกล้ตัว</p>
<p class="Body">จาก 16,000 ความเห็น สมมติขอแค่ร้อยละ 10 หรือเท่ากับ 1,600 คนที่ตัดสินใจเลิกใช้ยาชุดจริงๆ สำหรับเรา เท่านี้มันก็เป็นผลพลอยได้มหาศาลที่เบิกบานในจิตใจของคนทำสื่อแล้ว</p>
<p class="Body">ในทางกลับกัน สกู๊ปเรื่องยาชุดนี้ถ้าย้อนกลับไปในสมัยที่เรายังทำงานทีวี ต่อให้ผลิตสารคดียาวสักครึ่งชั่วโมงก็ไม่สามารถการันตีได้เลยว่าผลจะเป็นอย่างไร เอาแค่เรื่องตัวเลขก็ต่างกันมากแล้ว สกู๊ปออนไลน์ชิ้นนี้มีคนดูหลัก 10 ล้านวิว เรตติ้งนั้นมากกว่ายุคที่ผู้เขียนทำข่าวทีวีเป็นร้อยเท่าตัวได้</p>
<p class="Body">และแม้ว่ามันจะสั้น แต่ถ้ามันมีประโยชน์และสนองจุดประสงค์ที่ต้องการนำเสนอ ขนาดความยาว รูปแบบ และพื้นที่ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญรองลงไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="Body">ให้โอกาสในการทำเรื่องที่ชอบ<b></b></h3>
<p class="Body">ออนไลน์ยังเปิดโอกาสให้ได้ทำในสิ่งที่คุณสนใจด้วย K-pop วงไอดอล เซ็กซ์ โรคซึมเศร้า สิ่งแวดล้อม คนพิการ เรื่องพวกนี้ต่อให้ niche แค่ไหนแต่ขอให้ประเด็นแหลมคมและสัมผัสกับผู้คนได้มันจะทำงานในแบบของมัน</p>
<p class="Body">ในยุคโทรทัศน์ผู้เขียนเจอกับอุปสรรคในเรื่องนี้ด้วยความที่ทีวีมีค่าแอร์ไทม์ การจะนำเสนอเรื่องอะไรสักเรื่องต้องคุ้นหูคุ้นตาคนดูสักระดับหนึ่งก่อนเพื่อการันตีเรื่องเรตติ้ง แต่ออนไลน์มันไม่มีค่าแอร์ไทม์ เราจะโพสต์วันละกี่ครั้งก็ได้</p>
<p class="Body">เคสนี้ขอยกตัวอย่างออนไลน์ของ a day magazine ที่ทำได้ดีมาก คลิป &#8216;<a href="https://www.facebook.com/watch/?v=410477039814479">เด็กเซาะกราว เด็กสระแก้วเต้นสู่ฝัน</a>&#8216; สัมภาษณ์โปรดิวเซอร์ของวง คลิปนี้พูดถึงน้องๆ จากต่างจังหวัดที่คัฟเวอร์เพลงของวง BLACKPINK พูดถึงความพยายามทำในสิ่งที่รัก ทำอะไรทำจริง และมีความสุขไปกับมัน</p>
<p class="Body">คลิปนี้มีคนดูนับถึงวันนี้มากถึง 3.5 ล้านครั้ง และมีคนแชร์กว่าสามหมื่นครั้ง (นับเฉพาะโพสต์เดียว) และเป็นคลิปที่เนื้อหาดี มีประโยชน์ ดูแล้วสร้างแรงบันดาลใจ ได้ชื่นอกชื่นใจชื่นชมน้องๆ ที่มีความอุตสาหะ</p>
<p class="Body">ถ้าดูคลิปนี้อย่างน้อยที่สุดก็ได้เบิกบาน ได้ฟังเพลงและดูท่าเต้นที่น่ารักๆ ของน้องๆ ซึ่งคนดูแต่ละคนจะกอบโกยประโยชน์จากคลิปนี้ไปได้มากน้อยแค่ไหน จะเห็นมันเป็นอะไรก็แล้วแต่มุมมอง แต่ที่แน่ๆ งานพวกนี้ไม่ใช่ขยะตื้นและกลวงแน่นอน</p>
<p style="text-align: center;"><iframe style="border: none; overflow: hidden;" src="https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fadaymagazine%2Fvideos%2F410477039814479%2F&amp;show_text=0&amp;width=560" width="560" height="315" frameborder="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<h3 class="Body">ความทะเยอทะยานในวิชาชีพ<b></b></h3>
<p class="Body">ในประเทศไทยมีคนเก่งและจิตใจดีที่อยากช่วยกันส่งเสริมทำงานสื่อคุณภาพมากพอที่จะเกื้อหนุนกันผลิตงานใหม่ๆ ที่เกิดประโยชน์</p>
<p class="Body">ในช่วงการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 Workpoint News ทำเว็บไซต์รายงานแผนที่ผลการเลือกตั้งแบบอินเทอร์แร็กทีฟ งานนี้เราได้รับความช่วยเหลือจาก Cleverse ที่เชี่ยวชาญด้านการนำเสนอโดยมีคนเข้าไปดูมากถึง 13 ล้านครั้ง (นอกจาก Workpoint News แล้ว The Momentum, iLaw และ Opendream, Voice TV และอีกหลายที่ก็จัดทำเว็บไซต์คล้ายๆ กันนี้ด้วยความสำเร็จในรูปแบบของแต่ละเจ้า)</p>
<p class="Body">สิ่งที่อยากจะบอกคือออนไลน์เป็นสนามฝึกที่เปิดโอกาสให้คนเรียนสื่อ อยากทำสื่อ ได้ลองทำงานในระดับที่ไม่น้อยหน้านานาชาติ ถ้าเราเห็นงานต่างประเทศที่สวยๆ มีวิธีคิดที่แปลกใหม่ เราอยากลองทำ อยากคิดในแบบของเรา มันทำได้จริง</p>
<p class="Body">สกู๊ปข่าวเรื่อง &#8216;ปลาทูไทย กำลังจะหายไปจากโลก&#8217; ที่จัดทำโดยไทยรัฐนั่นก็เป็นอีกหลักฐานความทะเยอทะยานทางวิชาชีพ ซึ่งคำนี้สำคัญมาก &#8216;ความทะเยอทะยานทางวิชาชีพ&#8217; สิ่งนี้อาจไม่ได้ตอบแทนคุณด้วยเม็ดเงินและความร่ำรวยได้เสมอไป แต่มันตอบจิตวิญญาณ มันตอบหัวใจของคุณได้ และยังควบคุมให้คุณทำงานด้วยสัมมาอาชีพ ด้วยจรรยาบรรณที่เข้มแข็งเกิดประโยชน์กับสังคม</p>
<p class="Body">&#8216;ความทะเยอทะยานทางวิชาชีพ&#8217; จะยังช่วยผลักดันให้คุณพัฒนาศักยภาพของคุณเอง</p>
<p class="Body">เปิดใจให้คุณได้มองโลกขยับไปให้เท่าทันว่าสื่อทั่วโลกทำงานกันแบบไหน แล้วบอกให้เราถ่อมตน เรียนรู้ และอดทนทำงานจนกว่าจะถึงผลสำเร็จ</p>
<p class="Body">จุดหมายปลายทางของเราคือการทำประโยชน์กับคนรอบข้างผ่านสื่อที่เราผลิต และไม่ว่าคนจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ตรงไหน เขาจะเปลี่ยนจากวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือ ไปเป็นสื่อออนไลน์ มันก็เป็นหน้าที่ของเราในการศึกษาและเรียนรู้ปรับเปลี่ยนเพื่อทำงานตอบโจทย์ความต้องการในการสร้างพลังบวกให้กับสังคม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/online-is-an-opportunity/">&#8216;Online is an Opportunity&#8217; อย่ามองออนไลน์ว่าตื้นและกลวง มองมันเป็นโอกาส</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้านนี้โทนี่ สตาร์กเคยพัก : เมื่ออสังหาริมทรัพย์อัพราคาตามความพีคของหนัง </title>
		<link>https://adaymagazine.com/tony-stark-house/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jul 2019 17:00:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[Tony Stark]]></category>
		<category><![CDATA[อสังหาริมทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[โทนี่ สตาร์ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=66041</guid>

					<description><![CDATA[<p>การขออนุญาตเจ้าของบ้านเพื่อเข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในที่พักอาศัยของพวกเขานั้นจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำได้โดยง่าย หลายคนอาจจะคิดว่าโอ้โห ไม่ดีเหรอ มีกองถ่ายเข้ามาถ่ายที่บ้าน จะได้เจอดาราด้วย แถมบางครั้งพวกเขาอาจอาศัยอยู่กันเป็นเดือนเพื่อถ่ายทำให้เสร็จเรียบร้อย เป็นความใกล้ชิดแบบเอกซ์คลูซีฟ เตียงนอนของเราอาจมีนักแสดงชื่อดังมานอนเล่น หรือถ้าคิดให้ดูเป็นเชิงภาพยนตร์กว่านี้คือ บ้านของเราจะกลายเป็นบ้านของตัวละครที่อาจจะเป็นตัวละครคลาสสิกในโลกภาพยนตร์ในเวลาถัดมาก็เป็นไปได้ ในโลกความเป็นจริงแล้ว เจ้าของสถานที่มักไม่ค่อยคิดเรื่องที่โรแมนติกขนาดนั้น พวกเขาถามอยู่ไม่กี่เรื่องคือ จะใช้ตอนไหน เวลาไหน ถ่ายกี่โมงถึงกี่โมง ยาวนานเท่าไหร่ ใช้ส่วนใดของบ้านบ้าง และมีเงินให้กี่บาท เพราะที่อยู่อาศัยก็คือที่อยู่อาศัย บ้านก็คือบ้าน มันคือสถานที่ส่วนตัวและถิ่นฐานหลักของชีวิต หลายๆ ครั้งการมาถึงของกองถ่ายอาจทำความเสียหายให้กับบ้านหลังนั้น เพราะอุปกรณ์สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์นั้นไม่เคยมีขนาดเล็ก ทีมงานแห่กันมาเป็นจำนวนมาก ไหนจะต้องขอให้ทุกคนในบริเวณนั้นเงียบเสียงตลอดเวลา หรือหลายๆ ครั้งอาจทำให้เจ้าของบ้านไม่สะดวกในการอยู่อาศัย ถึงขั้นเข้าบ้านตัวเองไม่ได้ ดังนั้นเจ้าของบ้านมักจะคำนวณให้ดีก่อนอนุญาต หลายครั้งก็ปฎิเสธไปง่ายๆ เลย เพราะหวงบ้านมากกว่า หรือไม่คุ้มกับเงินที่ได้ (น้อยครั้งมากที่พอบอกว่านักแสดงในหนังคือใครแล้วเจ้าของเปลี่ยนใจให้ถ่ายเพราะเป็นแฟนคลับนักแสดงคนนั้น) แต่ในอีกหลายๆ ครั้งที่เจ้าของอนุญาตยินยอมให้ถ่าย แล้วปรากฏว่าหลังจากหนังเรื่องนั้นออกฉาย และหลังจากมันกลายเป็นหนังสุดฮิต สิ่งที่ตามมาคือมูลค่าของสถานที่ของพวกเขาก็พุ่งขึ้นเป็นกอบเป็นกำโดยอัตโนมัติ หลังจากที่หนังเรื่อง Avengers: Endgame จบไปอย่างยิ่งใหญ่ในฉากกระท่อมปลายนาของโทนี่ สตาร์ก สิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามหลังหนังเรื่องนั้นไปคือชีวิตเจ้าของบ้านกระท่อมปลายนานั้น กระท่อมนี้อยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา จากที่เคยเปิดเป็น Airbnb ให้คนมาเช่าพักในราคา 300 ดอลลาร์ต่อคืน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tony-stark-house/">บ้านนี้โทนี่ สตาร์กเคยพัก : เมื่ออสังหาริมทรัพย์อัพราคาตามความพีคของหนัง </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การขออนุญาตเจ้าของบ้านเพื่อเข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในที่พักอาศัยของพวกเขานั้นจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำได้โดยง่าย หลายคนอาจจะคิดว่าโอ้โห ไม่ดีเหรอ มีกองถ่ายเข้ามาถ่ายที่บ้าน จะได้เจอดาราด้วย แถมบางครั้งพวกเขาอาจอาศัยอยู่กันเป็นเดือนเพื่อถ่ายทำให้เสร็จเรียบร้อย เป็นความใกล้ชิดแบบเอกซ์คลูซีฟ เตียงนอนของเราอาจมีนักแสดงชื่อดังมานอนเล่น หรือถ้าคิดให้ดูเป็นเชิงภาพยนตร์กว่านี้คือ บ้านของเราจะกลายเป็นบ้านของตัวละครที่อาจจะเป็นตัวละครคลาสสิกในโลกภาพยนตร์ในเวลาถัดมาก็เป็นไปได้</p>
<p>ในโลกความเป็นจริงแล้ว เจ้าของสถานที่มักไม่ค่อยคิดเรื่องที่โรแมนติกขนาดนั้น พวกเขาถามอยู่ไม่กี่เรื่องคือ จะใช้ตอนไหน เวลาไหน ถ่ายกี่โมงถึงกี่โมง ยาวนานเท่าไหร่ ใช้ส่วนใดของบ้านบ้าง และมีเงินให้กี่บาท เพราะที่อยู่อาศัยก็คือที่อยู่อาศัย บ้านก็คือบ้าน มันคือสถานที่ส่วนตัวและถิ่นฐานหลักของชีวิต หลายๆ ครั้งการมาถึงของกองถ่ายอาจทำความเสียหายให้กับบ้านหลังนั้น เพราะอุปกรณ์สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์นั้นไม่เคยมีขนาดเล็ก ทีมงานแห่กันมาเป็นจำนวนมาก ไหนจะต้องขอให้ทุกคนในบริเวณนั้นเงียบเสียงตลอดเวลา หรือหลายๆ ครั้งอาจทำให้เจ้าของบ้านไม่สะดวกในการอยู่อาศัย ถึงขั้นเข้าบ้านตัวเองไม่ได้ ดังนั้นเจ้าของบ้านมักจะคำนวณให้ดีก่อนอนุญาต หลายครั้งก็ปฎิเสธไปง่ายๆ เลย เพราะหวงบ้านมากกว่า หรือไม่คุ้มกับเงินที่ได้ (น้อยครั้งมากที่พอบอกว่านักแสดงในหนังคือใครแล้วเจ้าของเปลี่ยนใจให้ถ่ายเพราะเป็นแฟนคลับนักแสดงคนนั้น)</p>
<p>แต่ในอีกหลายๆ ครั้งที่เจ้าของอนุญาตยินยอมให้ถ่าย แล้วปรากฏว่าหลังจากหนังเรื่องนั้นออกฉาย และหลังจากมันกลายเป็นหนังสุดฮิต สิ่งที่ตามมาคือมูลค่าของสถานที่ของพวกเขาก็พุ่งขึ้นเป็นกอบเป็นกำโดยอัตโนมัติ</p>
<p>หลังจากที่หนังเรื่อง <em>Avengers: Endgame</em> จบไปอย่างยิ่งใหญ่ในฉากกระท่อมปลายนาของโทนี่ สตาร์ก สิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามหลังหนังเรื่องนั้นไปคือชีวิตเจ้าของบ้านกระท่อมปลายนานั้น</p>
<p>กระท่อมนี้อยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา จากที่เคยเปิดเป็น Airbnb ให้คนมาเช่าพักในราคา 300 ดอลลาร์ต่อคืน กลายเป็นตอนนี้อัพราคาขึ้นเป็น 800 ดอลลาร์ต่อคืน โดยสิ่งที่ผู้มาพักจะได้นั้นคือ ที่พัก 3 ห้องนอน 1 ห้องครัว มีเตาผิงไฟพร้อมด้วย Wi-Fi (แต่ภายในบ้านอาจจะไม่เหมือนในหนัง เพราะฉากในบ้านที่ปรากฏในหนังอาจถ่ายในโรงถ่าย ไม่ใช่บ้านจริง) รอบๆ บ้านมีที่จอดรถ และคุณสามารถเดินเล่นในป่ารอบๆ บ้านได้ด้วยเช่นกัน (เสียดายไม่มีม้านั่งที่กัปตันอเมริการ่างคุณลุงนั่งเล่นในตอนจบ) นี่คือทั้งหมดที่ Airbnb แห่ง <em>Avengers</em> นี้มอบให้แฟนคลับได้ในราคา 25,000 บาทต่อคืน ถ้ามากันหลายคน ช่วยๆ กันหาร ก็อาจพอไหวอยู่นะ เพื่อแลกกับความฟินนี้</p>
<p>อะไรแบบนี้ก็ไม่ต่างกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ด้วยการสนับสนุนให้กองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายหนังในประเทศของตนเอง การที่ตัวละครในโลกของภาพยนตร์มาเที่ยวเล่นในประเทศไทยก็อาจทำให้คนดูหนังเรื่องนั้นอยากไปเดินเล่นประเทศไทยด้วยเช่นกันเมื่อดูจบ คล้ายๆ เราอยากไปเกาหลีเพราะเราชอบซีรีส์เกาหลี ร้านค้าบางร้านก็อาจจะขายดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ร้านคาเฟ่ในหนังเรื่อง <em>Amélie</em> หรือร้านแผ่นเสียงในหนังเรื่อง <em>Before Sunrise</em> หรือกระทั่งบ้านบางแห่งอาจมีจุดเด่นในการขายทอดตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าหากสถานที่ในหนังเรื่องนั้นๆ เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญมากๆ กับตัวเรื่องจนกลายเป็นอีกคาแร็กเตอร์หนึ่งของหนัง</p>
<p>บ้านใน <em>Call Me by Your Name</em> หนังอินดี้สุดดังเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ก็ประกาศขายแล้วเช่นกันในราคา 2 ล้านดอลลาร์ ตัวหนังวนเวียนอยู่กับบ้านนี้ทั้งเรื่องจริงๆ และฉากสำคัญในหนังเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ทั้งหมด จนคนดูทุกคนสามารถจดจำบ้านหลังนี้ได้อย่างแม่นยำ (และเชื่อว่าหลายคนก็พยายามจะไปตามรอยโลเคชั่นแห่งนี้ด้วยเช่นกัน) ซึ่งในราคาขายหลังละ 70 ล้านบาทนี้ คนซื้อจะได้บ้านขนาด 17 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ ตัวบ้านตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรไม่เกิน 1,000 คน เมื่อลองกดดูรูปภาพแล้ว ต่อให้ไม่มีหนังเรื่องนี้มาถ่าย ตัวบ้านและสภาพแวดล้อมมันก็สวยในตัวเองอยู่แล้ว แต่พอมีเรื่องราวของหนังมาผสมด้วยก็ทำให้บ้านนี้มีเสน่ห์เพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัว และถ้าถามว่าราคานี้แพงไหม ก็อาจไม่แพงถ้าเทียบกับโครงการบ้านเดี่ยวบางแห่งแถวเลียบด่วนรามอินทราซึ่งเริ่มต้นที่ 90 ล้านบาท (รอบๆ ที่พักมีเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ให้ท่านได้ไปเดินเล่นพักผ่อน) อันนี้ก็ต้องแล้วแต่บุคคลพิจารณา</p>
<p>(แอบแถมให้อีกนิดหน่อยคือ ตัวอย่างไทยๆ ก็เช่น บ้านของซันนี่และญาญ่าในหนังเรื่อง <em>น้อง.พี่.ที่รัก</em> ปกติเหมือนเป็นบ้านที่ไม่ได้มีใครอยู่เป็นพิเศษ แต่พอบ้านนี้ถูกใช้ในหนังเต็มๆ คนดูแทบจะได้เห็นทุกซอกทุกมุมของบ้าน ตอนนี้บ้านนี้ก็ถูกขายต่อไปเรียบร้อยด้วยราคาที่น่าจะสูงขึ้นกว่าปกติ)</p>
<p>นักการตลาดหลายคนมักบอกว่า สตอรี่หรือเรื่องราวสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ได้ ตัวอย่างเหล่านี้ก็เหมือนจะยืนยันทฤษฎีนั้นอยู่ไม่น้อย คราวนี้ก็เป็นเรื่องของตัวเจ้าของสถานที่ที่ต้องตัดสินใจเช่นกันว่า จะให้กองถ่ายหนังเรื่องไหนเข้ามาใช้สถานที่ของเรา คุณอาจจะต้องขออ่านบทก่อนว่าบ้านของคุณมีคาแร็กเตอร์โดดเด่นหรือไม่ ไม่ใช่แค่บ้านของเพื่อนพระเอกที่ออกมา 2 ซีน อาจจะต้องดูอีกว่าจุดไคลแมกซ์ของเรื่องเกิดที่บ้านของคุณหรือเปล่า เพราะก็ไม่แน่ว่าถ้าคุณอนุญาตให้หนังที่ดีมากๆ เข้ามาถ่าย ชีวิตของบ้านคุณก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คล้ายนักแสดงแจ้งเกิดในวงการอสังหาริมทรัพย์</p>
<p>แต่ถึงสุดท้ายหนังไม่ดัง ก็เอาเป็นว่าอย่างน้อยก็มีสตอรี่เล่าให้ลูกหลานฟังเล่นๆ ก็แล้วกันนะว่า ‘หนังเรื่องนั้นเคยเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้’</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/tony-stark-house/">บ้านนี้โทนี่ สตาร์กเคยพัก : เมื่ออสังหาริมทรัพย์อัพราคาตามความพีคของหนัง </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยาก disrupt ตัวเองในยุคที่ใครๆ ก็กลัวการ disrupt</title>
		<link>https://adaymagazine.com/apthai-disrupt/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jun 2019 07:53:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[disrupt]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาความปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[#APTHAI]]></category>
		<category><![CDATA[คอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ที่อยู่อาศัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=65150</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตามความหมายในเชิงภาษา disruption แปลว่า ‘การหยุดชะงัก’ แต่ถ้าพูดถึงความหมายในเชิงธุรกิจในปัจจุบัน disruption คงหมายถึงธุรกิจหรือเทคโนโลยีเก่าที่ถูกธุรกิจใหม่หรือนวัตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเข้ามาเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการพูดถึงประโยคที่มักจะเอาไว้เตือนผู้ประกอบการว่า ‘เลือกเอาว่าจะ disrupt หรือถูก disrupt’ แปลความหมายง่ายๆ คือการกระตุกความคิดให้เจ้าของธุรกิจไม่นิ่งเฉยอยู่กับที่และตื่นตัวกับอะไรใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแล้วทำให้ธุรกิจเดิมของเราต้องเปลี่ยนแปลง นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่เราเห็นทั้ง ‘ผู้รอดชีวิต’ และ ‘คนที่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง’ จำนวนมากในหลายแวดวงธุรกิจ ตั้งแต่เคสตัวอย่างที่เป็นตำนานอย่างการ disrupt ตลาดสมาร์ตโฟนหรือกล้องฟิล์มจนไม่เหลือเค้าเดิม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหลักฐานที่ทำให้ใครหลายคนเริ่มหันมาสนใจ disruption มากขึ้นทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเอง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราชาว a team ได้มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าว ‘3 นวัตกรรมบริการ’ ใหม่ถอดด้ามจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง AP (Thailand) ซึ่งเพียงแค่ประโยคแรกจาก วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ก็เรียกความสนใจจากคนในงานได้มากตั้งแต่ต้น “เอพี (ไทยแลนด์) อยากจะ disrupt ตัวเองในปัจจุบัน เพื่อสร้างนวัตกรรมให้ผู้อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตสังคมไทยที่ดีขึ้นในอนาคต” วิทการอธิบายต่อหลังจากนั้นว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/apthai-disrupt/">ทำไมบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยาก disrupt ตัวเองในยุคที่ใครๆ ก็กลัวการ disrupt</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ตามความหมายในเชิงภาษา disruption แปลว่า ‘การหยุดชะงัก’ แต่ถ้าพูดถึงความหมายในเชิงธุรกิจในปัจจุบัน disruption คงหมายถึงธุรกิจหรือเทคโนโลยีเก่าที่ถูกธุรกิจใหม่หรือนวัตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเข้ามาเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการพูดถึงประโยคที่มักจะเอาไว้เตือนผู้ประกอบการว่า ‘เลือกเอาว่าจะ disrupt หรือถูก disrupt’ แปลความหมายง่ายๆ คือการกระตุกความคิดให้เจ้าของธุรกิจไม่นิ่งเฉยอยู่กับที่และตื่นตัวกับอะไรใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแล้วทำให้ธุรกิจเดิมของเราต้องเปลี่ยนแปลง นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่เราเห็นทั้ง ‘ผู้รอดชีวิต’ และ ‘คนที่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง’ จำนวนมากในหลายแวดวงธุรกิจ ตั้งแต่เคสตัวอย่างที่เป็นตำนานอย่างการ disrupt ตลาดสมาร์ตโฟนหรือกล้องฟิล์มจนไม่เหลือเค้าเดิม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหลักฐานที่ทำให้ใครหลายคนเริ่มหันมาสนใจ disruption มากขึ้นทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเอง</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-65154 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0889.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0889.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0889-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0889-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราชาว a team ได้มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าว ‘3 นวัตกรรมบริการ’ ใหม่ถอดด้ามจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่าง AP (Thailand) ซึ่งเพียงแค่ประโยคแรกจาก <strong>วิทการ จันทวิมล</strong> รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ก็เรียกความสนใจจากคนในงานได้มากตั้งแต่ต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เอพี (ไทยแลนด์) อยากจะ disrupt ตัวเองในปัจจุบัน เพื่อสร้างนวัตกรรมให้ผู้อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตสังคมไทยที่ดีขึ้นในอนาคต”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65153 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0886.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0886.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0886-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0886-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิทการอธิบายต่อหลังจากนั้นว่า ในความเป็นจริงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นแกนหลักของเอพี (ไทยแลนด์) ที่พวกเขาเน้นถึงความสำคัญ เพียงแต่ในภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้น เอพี (ไทยแลนด์) ไม่ได้มีเป้าหมายจำกัดอยู่แค่ที่อยู่อาศัย ในท้ายที่สุดสิ่งที่พวกเขาอยากเห็นคือ ‘ผู้คนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น’ และการที่จะทำอย่างนั้นได้ พวกเขาต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาสร้างนวัตกรรม เพื่อต่อยอดสิ่งที่ตัวเองมี รวมถึงสร้างข้อได้เปรียบใหม่ให้กับโลกธุรกิจ ขยายฐานจากสิ่งที่ทำอยู่เดิมไปสู่การเติบโตที่มากขึ้นท่ามกลางโลกที่หมุนไปไว นั่นเองจึงเป็นที่มาของ 3 นวัตกรรมในวันนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นวัตกรรมชิ้นแรก ความน่าสนใจอยู่ที่การกระโดดเข้าสู่ธุรกิจการศึกษาของเอพี (ไทยแลนด์) ด้วยการร่วมมือกับศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน (SEAC) ในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกกับ YourNextU ด้วยจุดต่างในการเป็น World-Class Education Service กับโมเดลการเรียนรู้แบบ Learning Buffet Model เรียนแบบไม่สิ้นสุด เรียนซ้ำได้อย่างไม่จำกัดกับคลาสและโปรแกรมระดับโลกกว่า 300 หลักสูตร ผสมผสานรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;คนเราทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นใครก็ได้ที่เราอยากเป็น&#8221; <strong>นิภัทรา ตั้งพจน์ทวีผล</strong> Executive Director ของ SEAC อธิบายกับเราถึงความตั้งใจและเป้าหมายของโปรเจกต์นี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65169 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19.png" alt="" width="1000" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19.png 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/YournextU23_06_19-96x96.png 96w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ได้จบอยู่แค่ใบปริญญา ในอนาคตข้างหน้าเราจำเป็นต้องมี future skill ใหม่ๆ ที่เข้ามาเติมเต็ม เราต้องเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดชีวิต ดังนั้นการเรียนรู้และการศึกษาจึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง พวกเราเลยมาตั้งคำถามว่าทำอย่างไรที่จะให้ผู้เรียนสามารถ ‘เรียน’ ได้ตลอดเวลา นั่นเลยเป็นที่มาที่เราคิดค้นนวัตกรรมการศึกษาที่เรียกว่า YourNextU”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อธิบายแบบเข้าใจง่าย YourNextU คือนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบ ‘Buffet Model’ คือมีการเรียนรู้ให้เราเลือกสรรทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพียบพร้อมตั้งแต่วิชาที่มีการสอน สถานที่เรียนที่มีทั้งห้องเรียนจริงๆ และห้องเรียนออนไลน์ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างครบครัน และ Learning Community ที่สะดวกสบาย ทั้งหมดนี้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้แบบไร้ข้อจำกัดโดยการจ่ายเงินเพียงครั้งเดียวต่อปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65158 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0911.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0911.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0911-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0911-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นวัตกรรมที่สองที่พูดถึงในงานคือ KATSAN นวัตกรรมที่มีเป้าหมายในการยกระดับการบริการให้แก่ผู้อยู่อาศัยและเจ้าของโครงการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการสอบถามลูกบ้านหลายๆ ท่าน วิทการเล่าให้เราฟังถึงสิ่งที่เขาค้นพบคือความต้องการเกี่ยวกับความปลอดภัย ในยุคปัจจุบันนั้นไม่ได้อยู่แค่กล้อง CCTV และพนักงานรักษาความปลอดภัยอีกแล้ว ผู้อยู่อาศัยหลายคนเริ่มให้ความสนใจและใส่ใจความเป็นส่วนตัวของตัวเองมากขึ้น นั่นเองจึงเป็นที่มาของ KATSAN ระบบรักษาความปลอดภัยที่เชื่อมโยงผู้อยู่อาศัย พนักงานรักษาความปลอดภัย และผู้จัดการโครงการเข้าด้วยกันด้วยระบบดิจิทัล</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65168 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19.png" alt="" width="1000" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19.png 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Katsan23_06_19-96x96.png 96w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างการทำงานของ KATSAN แบบเข้าใจง่ายคือ แพลตฟอร์มนี้จะทำให้เจ้าของโครงการและลูกบ้านดูความปลอดภัยของตัวเองได้แบบเรียลไทม์ อย่างการที่เราสามารถเช็กรถทุกคันที่เข้ามาในโครงการได้ว่าเป็นรถของบ้านหลังไหน และสำหรับผู้อยู่อาศัยเองก็มีระบบแจ้งเตือนว่ากำลังมีรถเดินทางเข้ามาในบ้านผ่านระบบตรวจสอบตั้งแต่หน้าโครงการ ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือแพลตฟอร์มให้สิทธิเราในการปฏิเสธไม่ให้รถเข้ามาในโครงการได้ หรือสามารถเช็กได้ว่าก่อนหน้านี้มีรถเข้ามาที่บ้านเราหรือเปล่า ถือเป็นการเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวโดยที่ลูกบ้านไม่จำเป็นต้องเหนื่อยเพิ่มเลยแม้แต่น้อย และยังตัดปัญหาการมีรถยนต์ภายนอกเข้ามาในโครงการได้อีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65160 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0952.jpg" alt="" width="675" height="481" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0952.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0952-300x214.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/AP-EVENT-DSC_0952-600x428.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นวัตกรรมสุดท้ายที่ถูกพูดถึงในงานคือ HOMEWISER นวัตกรรมที่จับเอาผู้เชี่ยวชาญในการดูแลบ้านและลูกบ้านมาเจอกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิทการเล่าให้เราฟังว่า HOMEWISER เกิดขึ้นจากปัญหาการบำรุงรักษาบ้านที่เอพี (ไทยแลนด์) ทราบเป็นอย่างดี ผู้อยู่อาศัยอาจจะไม่สะดวกในการบำรุงรักษาบ้าน ทั้งปัจจัยเรื่องเวลา ความชำนาญ หรือความสะดวกในการหาคนที่เหมาะสม HOMEWISER เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาตรงจุดนี้ผ่านแพลตฟอร์มที่ให้บริการโดยช่างผู้ชำนาญในการดูแลบ้าน และจุดเด่นที่ทำให้ HOMEWISER เหนือกว่าเจ้าอื่นๆ คือ การคัดเลือกคุณภาพของช่างและระบบคำสั่งในการบริการที่มีให้เลือกสรรตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ประปา ไปจนถึงการสร้างซ่อมขนาดย่อม ที่สำคัญคือบริการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่ลูกบ้านของเอพี (ไทยแลนด์) เท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถใช้บริการ HOMEWISER ได้เช่นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-65167 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19.png" alt="" width="1000" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19.png 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/2HOMEWISER23_06_19-96x96.png 96w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าลองย้อนมองดู เราจะพบว่า 3 นวัตกรรมที่เอพี (ไทยแลนด์) แนะนำให้เรารู้จักในวันนี้มีทั้งแบบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ โดยตรง และแบบที่อยู่คนละขั้ว แต่ก่อนจะจบงาน วิทการสรุปให้เราฟังว่าทั้งหมดที่เอพี (ไทยแลนด์) กำลังทำนี้ พวกเขามองว่ายังคงอยู่ในร่มของการทำให้คนมี ‘คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น’ และถึงแม้นั่นจะเป็นการ disrupt ตัวเองในหลายๆ จุด แต่พวกเขาก็น้อมรับความเปลี่ยนแปลงและเลือกจะพัฒนาตามความเป็นไปของโลกโดยไม่ได้มองว่านั่นคือฝันร้ายแม้แต่น้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการได้ไปร่วมงานในวันนั้น เราพบว่าท้ายที่สุดแล้ว การ disrupt ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใด จริงๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแบรนด์นั้นๆ ในการเตรียมตัวรับมือ แต่เหนืออื่นใดคือคำถามที่สำคัญกว่านั้นที่เราอาจจะลืมตอบท่ามกลางโลกที่หมุนไปไวขนาดนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘เราจะก้าวต่อไปหรือก้าวอยู่กับที่เพราะอะไร?’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะตัวเลือกไหน ถ้าเจ้าของธุรกิจและแม้แต่ตัวเราเองตอบได้ว่าทุกอย่างที่เราเลือก เราทำเพื่ออะไร อย่างน้อยสิ่งเหล่านั้นก็น่าจะหนักแน่นพอให้เราดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนอย่างที่เอพี (ไทยแลนด์) แสดงให้เราเห็นว่า ‘จะ disrupt หรือถูก disrupt’ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับว่าวันนี้เราทำให้ใครมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วหรือยัง</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/apthai-disrupt/">ทำไมบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยาก disrupt ตัวเองในยุคที่ใครๆ ก็กลัวการ disrupt</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่?  เมื่อนักคิดทุกยุคสมัยต่างสงสัยที่มาของพระเจ้า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/when-was-god-born/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อาจวรงค์ จันทมาศ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 28 Apr 2019 18:24:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[god]]></category>
		<category><![CDATA[พระเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาตร์]]></category>
		<category><![CDATA[science]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=60596</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักคิดทุกยุคสมัย ต่างฉงนสงสัยอยู่ลึกๆ ว่า &#8216;พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่?&#8217; บ้างก็เชื่อถือศรัทธา บ้างก็หาหนทางปฏิเสธหักล้าง แต่โดยทั่วไป การวิเคราะห์เรื่องนี้มักเกิดขึ้นในขอบเขตของวิชาปรัชญาที่อาศัยตรรกะเป็นหลัก ส่วนการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบแล้ววิเคราะห์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์นั้นมีน้อยกว่ากันมาก ความพิเศษสำคัญประการหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์เราคือ การเข้าถึงสิ่งที่ไม่มีจริง คำว่า &#8216;สิ่งที่ไม่มีจริง&#8217; ในที่นี้หมายถึง สิ่งที่ไม่ใช่วัตถุหรือพลังงานในเอกภพ ที่ประสาทสัมผัสและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวจวัดได้ ความพิเศษนี้ทำให้เราสนุกไปกับตำนาน นิทาน และภาพยนตร์ ได้โดยที่เรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง ที่สำคัญคือ มันทำให้เราจินตนาการถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นและวางแผนชีวิตได้ ซึ่งการนึกถึงอนาคตอาจทำให้มนุษย์คิดไปไกลถึงโลกหลังการมีชีวิตอยู่ ซึ่งไม่มีใครแน่ใจได้เลยว่าโลกใบนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ คำว่า &#8216;พระเจ้า&#8217; ที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้จึงมีความหมายเน้นไปที่ผู้คอยตัดสินลงทัณฑ์ดวงวิญญาณที่ทำผิด (บาป) หรือส่งวิญญาณดีให้ไปสวรรค์ แน่นอนว่าในแต่ละความเชื่อ พระเจ้าผู้ทำหน้าที่นี้อาจมีเพียงองค์เดียว หรือหลายองค์ และอาจมีความแตกต่างกันไปในรายละเอียด แต่โดยรวมแล้วมีหน้าที่ไม่ต่างกัน ซึ่งจะย้ำอีกครั้งว่า พระเจ้าในที่นี้คือ ผู้พิพากษาวิญญาณในโลกหลังความตายนั่นเอง &#160; เดิมที นักวิทยาศาสตร์และนักสังคมวิทยา เชื่อว่าแนวคิดเรื่องพระเจ้าในบริบทนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้มนุษย์เรารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่มหึมาและสามารถสร้างเมือง จนถึงสร้างระบบรัฐที่มีความซับซ้อนและบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเกินกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ จะทำได้ ฝูงสัตว์นั้นจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่สามารถรวมกลุ่มประสานกันจนเป็นระบบประเทศได้อย่างมนุษย์ หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าพระเจ้าช่วยให้เราสร้างสังคมใหญ่โตได้อย่างไร คำตอบที่แฝงไว้คือ กลุ่มมนุษย์ที่มารวมกันอยู่มากๆ มีแนวโน้มจะทำงานด้วยกัน ร่วมมือกันได้ ถ้ามีการลงโทษผู้ที่คดโกง หรือเอาเปรียบกลุ่มซึ่งกฎดังกล่าวแสดงออกมาในรูปของกฎหมาย แนวคิดเรื่องพระเจ้านั้นจะคอยช่วยกฎหมายสอดส่องการกระทำของเราอีกทอดหนึ่ง ในกรณีที่กฎหมายไม่ครอบคลุม หรือเมื่อเราไม่ได้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของสังคม แต่งานวิจัยล่าสุด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/when-was-god-born/">พระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่?  เมื่อนักคิดทุกยุคสมัยต่างสงสัยที่มาของพระเจ้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นักคิดทุกยุคสมัย ต่างฉงนสงสัยอยู่ลึกๆ ว่า &#8216;พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่?&#8217;</p>
<p>บ้างก็เชื่อถือศรัทธา บ้างก็หาหนทางปฏิเสธหักล้าง แต่โดยทั่วไป การวิเคราะห์เรื่องนี้มักเกิดขึ้นในขอบเขตของวิชาปรัชญาที่อาศัยตรรกะเป็นหลัก ส่วนการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบแล้ววิเคราะห์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์นั้นมีน้อยกว่ากันมาก</p>
<p>ความพิเศษสำคัญประการหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์เราคือ การเข้าถึงสิ่งที่ไม่มีจริง</p>
<p>คำว่า &#8216;สิ่งที่ไม่มีจริง&#8217; ในที่นี้หมายถึง สิ่งที่ไม่ใช่วัตถุหรือพลังงานในเอกภพ ที่ประสาทสัมผัสและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวจวัดได้</p>
<p>ความพิเศษนี้ทำให้เราสนุกไปกับตำนาน นิทาน และภาพยนตร์ ได้โดยที่เรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง</p>
<p>ที่สำคัญคือ มันทำให้เราจินตนาการถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นและวางแผนชีวิตได้ ซึ่งการนึกถึงอนาคตอาจทำให้มนุษย์คิดไปไกลถึงโลกหลังการมีชีวิตอยู่ ซึ่งไม่มีใครแน่ใจได้เลยว่าโลกใบนั้นมีอยู่จริงหรือไม่</p>
<p>คำว่า &#8216;พระเจ้า&#8217; ที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้จึงมีความหมายเน้นไปที่ผู้คอยตัดสินลงทัณฑ์ดวงวิญญาณที่ทำผิด (บาป) หรือส่งวิญญาณดีให้ไปสวรรค์ แน่นอนว่าในแต่ละความเชื่อ พระเจ้าผู้ทำหน้าที่นี้อาจมีเพียงองค์เดียว หรือหลายองค์ และอาจมีความแตกต่างกันไปในรายละเอียด</p>
<p>แต่โดยรวมแล้วมีหน้าที่ไม่ต่างกัน ซึ่งจะย้ำอีกครั้งว่า พระเจ้าในที่นี้คือ ผู้พิพากษาวิญญาณในโลกหลังความตายนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เดิมที นักวิทยาศาสตร์และนักสังคมวิทยา เชื่อว่าแนวคิดเรื่องพระเจ้าในบริบทนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้มนุษย์เรารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่มหึมาและสามารถสร้างเมือง จนถึงสร้างระบบรัฐที่มีความซับซ้อนและบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเกินกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ จะทำได้</p>
<p>ฝูงสัตว์นั้นจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่สามารถรวมกลุ่มประสานกันจนเป็นระบบประเทศได้อย่างมนุษย์</p>
<p>หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าพระเจ้าช่วยให้เราสร้างสังคมใหญ่โตได้อย่างไร</p>
<p>คำตอบที่แฝงไว้คือ กลุ่มมนุษย์ที่มารวมกันอยู่มากๆ มีแนวโน้มจะทำงานด้วยกัน ร่วมมือกันได้ ถ้ามีการลงโทษผู้ที่คดโกง หรือเอาเปรียบกลุ่มซึ่งกฎดังกล่าวแสดงออกมาในรูปของกฎหมาย แนวคิดเรื่องพระเจ้านั้นจะคอยช่วยกฎหมายสอดส่องการกระทำของเราอีกทอดหนึ่ง ในกรณีที่กฎหมายไม่ครอบคลุม หรือเมื่อเราไม่ได้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของสังคม</p>
<p>แต่งานวิจัยล่าสุด ในปี ค.ศ. 2019 ที่เพิ่งเผยแพร่ผ่านวารสาร <em>Nature</em> ซึ่งเป็นวารสารที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก กลับพบข้อเท็จจริงหนึ่งที่แตกต่างออกไป</p>
<p>นักวิจัยจากหลายประเทศนำข้อมูลจาก Seshat: Global History Databank ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทั้งในประวัติศาสตร์และก่อนประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เชิงสถิติ โดยปัจจุบันฐานข้อมูลดังกล่าวกระจายอยู่ในช่วงเวลา 10,000 ปี โดยมีคุณลักษณะเชิงสังคมของสังคมต่างๆ ถึง 500 สังคม</p>
<p>ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์บ่งชี้ว่า แนวคิดเรื่องพระเจ้านั้นเกิดขึ้นหลังจากมนุษย์มีสังคมขนาดใหญ่โตและซับซ้อนแล้ว (คำว่าสังคมที่มีความซับซ้อนนั้นวัดได้จากจำนวนประชากร ความใหญ่โตของดินแดน ลักษณะของระบบรัฐ ฯลฯ)</p>
<p>พูดง่ายๆ คือ ตามงานวิจัยนี้ แนวคิดเรื่องพระเจ้าไม่ได้เป็นปัจจัยที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานเป็นกลุ่มก้อนได้ดี เพราะเราทำงานเป็นกลุ่มก้อนได้ดีอยู่แล้ว พระเจ้าจึงเกิดขึ้น ส่วนแนวคิดที่มีมาก่อนแนวคิดเรื่องพระเจ้าเป็นร้อยปีคือ พิธีกรรมทางความเชื่อที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มต่างหาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>งานวิจัยนี้อาจยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าเหตุใดแนวคิดเรื่องพระเจ้าจึงถือกำเนิดขึ้น และเกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>แต่พลังของฐานข้อมูลการวิเคราะห์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์นั้นอาจเข้ามามีบทบาทต่องานวิจัยเรื่องนี้ และทำให้ในอนาคตมนุษย์เราเข้าถึงความจริงอันยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติ</p>
<p>ซึ่งนั่นอาจเป็นพระเจ้าที่แท้จริงก็เป็นได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p><u>phys.org/news</u></p>
<p><u>nature.com</u></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/when-was-god-born/">พระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่?  เมื่อนักคิดทุกยุคสมัยต่างสงสัยที่มาของพระเจ้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สื่อใหม่ใช้แพลตฟอร์มไหนดี? โลกในยุคที่สื่อดิจิทัลหลากหลายเกินกว่าเฟซบุ๊ก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/digital-media-besides-facebook/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Mar 2019 19:20:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[online]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=56979</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เฟซบุ๊กจะอยู่อีกนานไหมครับ?” “ตอนนี้คนย้ายไปเล่นทวิตเตอร์เยอะหรือยัง?” “เห็นเขาว่าตอนอินสตาแกรมฮิตกว่าเหรอ?” “เขาว่าตอนนี้เราต้องทำพอดแคสต์กันใช่ไหม?” นี่คือตัวอย่างที่ผมมักได้รับบ่อยๆ หลังจากที่มีคนไปฟังสัมมนาอัพเดตเทรนด์ดิจิทัลที่มีกันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งในอัพเดตนั้นก็มักพูดถึงตัวเลขผู้ใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มต่างๆ โดยมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจทำนองข้างต้นเช่นจำนวนผู้ใช้งานทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมที่เพิ่มขึ้น หรือการเกิดความนิยมกับแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่างพอดแคสต์ที่ทำให้นักการตลาดที่พยายามเข้าถึงผู้บริโภคยุคปัจจุบันตื่นตัวกันอยู่เรื่อยๆ และคำถามที่หลายๆ คนมักจะถามคือ แพลตฟอร์มใหญ่ๆ อย่างเฟซบุ๊กนั้นกำลังหมดเสน่ห์หรือเปล่า เพราะมีการพูดกันทำนองว่าวัยรุ่นเบื่อเฟซบุ๊กแล้วไปเล่นทวิตเตอร์แทน บางคนก็ว่าเลิกเล่นแล้วไปใช้อินสตาแกรมดีกว่า ฯลฯ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก เพราะกระแสข่าวว่าด้วยเรื่องการเสื่อมความนิยมของเฟซบุ๊กนั้นมีอยู่เรื่อยๆ ในต่างประเทศจากการสำรวจของสื่อต่างๆ ว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกอย่างไร ซึ่งเราก็มักจะเห็นว่าวัยรุ่นเริ่มหันไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอื่นมากขึ้นด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ยิ่งพอเริ่มเห็นตัวเลขของแพลตฟอร์มอย่างทวิตเตอร์ที่โตมากขึ้นเช่นเดียวกับการเป็นกระแสข่าว (โดยเฉพาะช่วงการเมืองร้อนแรง) จึงทำให้หลายคนคิดกันว่าคนคงเลิกเล่นเฟซบุ๊กแล้วล่ะมั้ง แต่จากข้อมูลของเฟซบุ๊กนั้นพบว่าจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในไทยยังคงโตขึ้นเป็น 53 ล้านบัญชี เช่นเดียวกับจำนวนผู้ใช้งานต่อวันก็ยังคงสูงโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ซึ่งนั่นก็คงพอจะบอกได้ว่าเฟซบุ๊กเองก็ยังคงเป็น &#8216;แพลตฟอร์มหลัก&#8217; ของคนดิจิทัลในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือเกมของการแย่งชิงเวลาการใช้งานที่ตอนนี้เฟซบุ๊กต้องเจอโจทย์ใหญ่ เพราะตัวเฟซบุ๊กเองก็ไม่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานได้ แม้ว่าระบบเครือข่ายของเฟซบุ๊กจะทำให้เราสามารถเชื่อมกับคนมากมาย แต่บางครั้งเราก็อยากเลือกควบคุมความสัมพันธ์ในแบบ Following / Follower มากกว่า Friend เช่นเดียวกับการไม่ต้องใช้ชื่อจริงในการเปิดเผยตัวตน ซึ่งนั่นทำให้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์ตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าเฟซบุ๊ก นั่นยังไม่นับประเภทของคอนเทนต์ที่เป็นคนละภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาภาพ (Instagram) ข้อความสั้นๆ (Twitter) เสียง (Podcast) วิดีโอ (YouTube) ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับนิสัยหรือรสนิยมของแต่ละคน เมื่อก่อนเฟซบุ๊กอาจเป็นตัวเลือกเพียงไม่กี่ตัวเลือก จึงฮิตและโตวัย และคนใช้เวลากับมันเยอะกว่าช่องทางอื่นๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-media-besides-facebook/">สื่อใหม่ใช้แพลตฟอร์มไหนดี? โลกในยุคที่สื่อดิจิทัลหลากหลายเกินกว่าเฟซบุ๊ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">“เฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">จะอยู่อีกนานไหมครับ</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้คนย้ายไปเล่นทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">เยอะหรือยัง</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">เห็นเขาว่าตอนอินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">ฮิตกว่าเหรอ</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">เขาว่าตอนนี้เราต้องทำพอดแคสต์</span><span style="font-weight: 400;">กันใช่ไหม</span><span style="font-weight: 400;">?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือตัวอย่างที่ผมมักได้รับบ่อยๆ</span> <span style="font-weight: 400;">หลังจากที่มีคนไปฟังสัมมนาอัพเดตเทรนด์ดิจิทัลที่มีกันอยู่เรื่อยๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งในอัพเดตนั้นก็มักพูดถึงตัวเลขผู้ใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">โดยมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจทำนองข้างต้นเช่นจำนวนผู้ใช้งานทวิตเตอร์ </span><span style="font-weight: 400;">และอินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">ที่เพิ่มขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">หรือการเกิดความนิยมกับแพลตฟอร์มใหม่ๆ</span> <span style="font-weight: 400;">อย่างพอดแคสต์ที่</span><span style="font-weight: 400;">ทำให้นักการตลาดที่พยายามเข้าถึงผู้บริโภคยุคปัจจุบันตื่นตัวกันอยู่เรื่อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และคำถามที่หลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนมักจะถามคือ แพลตฟอร์มใหญ่ๆ</span> <span style="font-weight: 400;">อย่างเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">นั้นกำลังหมดเสน่ห์หรือเปล่า</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะมีการพูดกันทำนองว่าวัยรุ่นเบื่อเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">แล้วไปเล่นทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">แทน</span> <span style="font-weight: 400;">บางคนก็ว่าเลิกเล่นแล้วไปใช้อินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">ดีกว่า</span> <span style="font-weight: 400;">ฯลฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะกระแสข่าวว่าด้วยเรื่องการเสื่อมความนิยมของเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">นั้นมีอยู่เรื่อยๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ในต่างประเทศจากการสำรวจของสื่อต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกอย่างไร</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งเราก็มักจะเห็นว่าวัยรุ่นเริ่มหันไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอื่นมากขึ้นด้วยเหตุผลต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">นานา</span> <span style="font-weight: 400;">ยิ่งพอเริ่มเห็นตัวเลขของแพลตฟอร์มอย่างทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">ที่โตมากขึ้นเช่นเดียวกับการเป็นกระแสข่าว</span><span style="font-weight: 400;"> (</span><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะช่วงการเมืองร้อนแรง</span><span style="font-weight: 400;">) จึง</span><span style="font-weight: 400;">ทำให้หลาย</span><span style="font-weight: 400;">คนคิดกันว่าคนคงเลิกเล่นเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">แล้วล่ะมั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่</span><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลของเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">นั้นพบว่าจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">ในไทยยังคงโตขึ้นเป็น</span><span style="font-weight: 400;"> 53 </span><span style="font-weight: 400;">ล้านบัญชี</span> <span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับจำนวนผู้ใช้งานต่อวันก็ยังคงสูงโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งนั่นก็คงพอจะบอกได้ว่าเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">เองก็ยังคงเป็น</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">แพลตฟอร์มหลัก&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ของคนดิจิทัลในปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม</span> <span style="font-weight: 400;">สิ่งที่น่าสนใจคือเกมของการแย่งชิงเวลาการใช้งานที่ตอนนี้เฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">ต้องเจอโจทย์ใหญ่ เพราะตัวเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">เองก็ไม่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานได้</span> <span style="font-weight: 400;">แม้ว่าระบบเครือข่ายของเฟซบุ๊กจ</span><span style="font-weight: 400;">ะทำให้เราสามารถเชื่อมกับคนมากมาย</span> <span style="font-weight: 400;">แต่บางครั้งเราก็อยากเลือกควบคุมความสัมพันธ์ในแบบ</span><span style="font-weight: 400;"> Following / Follower </span><span style="font-weight: 400;">มากกว่า</span><span style="font-weight: 400;"> Friend </span><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับการไม่ต้องใช้ชื่อจริงในการเปิดเผยตัวตน</span> <span style="font-weight: 400;">ซึ่งนั่นทำให้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์</span><span style="font-weight: 400;">ตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าเฟซบุ๊ก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่นยังไม่นับประเภทของคอนเทนต์ที่เป็นคนละภาษา</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นภาษาภาพ</span><span style="font-weight: 400;"> (Instagram) </span><span style="font-weight: 400;">ข้อความสั้นๆ</span><span style="font-weight: 400;"> (Twitter) </span><span style="font-weight: 400;">เสียง</span><span style="font-weight: 400;"> (Podcast) </span><span style="font-weight: 400;">วิดีโอ</span><span style="font-weight: 400;"> (YouTube) </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับนิสัยหรือรสนิยมของแต่ละคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อก่อนเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">อาจเป็นตัวเลือกเพียงไม่กี่ตัวเลือก</span> จึง<span style="font-weight: 400;">ฮิตและโตวัย</span> และ<span style="font-weight: 400;">คนใช้เวลากับมันเยอะกว่าช่องทางอื่นๆ</span> <span style="font-weight: 400;">แต่มาวันนี้เมื่อคนเริ่มคุ้นเคยกับดิจิทัลมากขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">เรียนรู้ที่จะใช้งานแพลตฟอร์มใหม่ๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ได้ไม่ยาก</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ทำให้หลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนหันไปใช้เวลากับสิ่งที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น</span> เพื่อตอบ<span style="font-weight: 400;">สนองความต้องการตัวเองได้ดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นก็เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการการตลาดตลอดจนวงการสื่อด้วยเหมือนกัน</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะเฟซบุ๊กก</span><span style="font-weight: 400;">ลายเป็นช่องทางหลักเวลาพูดถึงสื่อออนไลน์ในยุคโซเชียลมีเดีย </span><span style="font-weight: 400;">และใครๆ</span> <span style="font-weight: 400;">ก็ต้องหาวิธีให้ตัวเองอยู่บนเฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">ได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอมา</span> <span style="font-weight: 400;">คอนเทนต์จำนวนมากถูกผลิตและปรับให้เหมาะกับเฟซบุ๊ก </span><span style="font-weight: 400;">รวมทั้งสารพัดเทคนิคที่หาวิธีเอาชนะอัลกอริทึม</span><span style="font-weight: 400;">ของมัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ต่อจากนี้</span> <span style="font-weight: 400;">เฟซบุ๊กอาจ</span><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ช่องทางหลักประเภทต้องทุ่มหมดหนัาตักเพียงอย่างเดียว</span> <span style="font-weight: 400;">หากแต่คนทำสื่อต้องคิดแล้วว่าสิ่งที่ตัวเองจะสื่อไปและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสารด้วยนั้น เหมาะกับช่องทางไหนมากกว่ากัน</span> <span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับหากจะใช้ช่องทางนั้นแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">ภาษา และวิธีการเล่า ก็คงต้องแตกต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์ม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยส่วนตัวแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">ผมมักบอกหลายๆ</span> <span style="font-weight: 400;">คนที่มาถามว่าควรเลือกแพลตฟอร์มไหนดี ว่ามันไม่มีสูตรหรือคำตอบสุดท้ายสำหรับทุกคน</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะนี่คือยุคที่แม้แต่สื่อดิจิทัลก็เปิดทางเลือกอันมากมายให้กับคนยุคปัจจุบัน</span> <span style="font-weight: 400;">วัยรุ่นบางคนก็ยังใช้เฟซบุ๊ก</span><span style="font-weight: 400;">เป็นหลัก</span> <span style="font-weight: 400;">ส่วนผู้ใหญ่บางคนก็หันไปเล่นไลน์และอินสตาแกรม</span><span style="font-weight: 400;">แทนเพราะดูจะปวดหัวน้อยกว่า</span> <span style="font-weight: 400;">ฯลฯ</span> <span style="font-weight: 400;">และนั่นคงเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงว่าวัยไหนเล่นอะไร</span> <span style="font-weight: 400;">ไม่เล่นอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเป็นความท้าทายของทุกคนที่วนเวียนอยู่ใน</span><span style="font-weight: 400;"> &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">สื่อใหม่&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ในวันนี้นั่นแหละครับ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/digital-media-besides-facebook/">สื่อใหม่ใช้แพลตฟอร์มไหนดี? โลกในยุคที่สื่อดิจิทัลหลากหลายเกินกว่าเฟซบุ๊ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Lisa Taback, awards strategist ผู้กำลังวางแผนปล้นออสการ์มาให้ Roma</title>
		<link>https://adaymagazine.com/lisa-taback-award-strategist-roma/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Feb 2019 18:46:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[award]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[oscar]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัล]]></category>
		<category><![CDATA[Roma]]></category>
		<category><![CDATA[lisa taback]]></category>
		<category><![CDATA[ลิซ่า ทาบัค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=54489</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงหาเสียงเลือกตั้งบ้านเราในตอนนี้คือช่วงเวลาเดียวกับบรรดาผู้ลงสมัครชิงออสการ์กำลังหาเสียงอยู่เช่นกัน (แม้อาจจะไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์และเซอร์เรียลเท่าบ้านเราก็ตาม) หากใครตามอ่านมาเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี ผมจะเล่าอยู่เสมอถึงการขับเคี่ยวรุนแรงของค่ายหนังฮอลลีวูดเพื่อที่จะทำให้หนังของตัวเองได้รางวัลสาขา best picture อันเป็นรางวัลสูงสุดมาให้ได้ แต่ดูเหมือนปีนี้จะแรงสุดเท่าที่มีกันมา โดยเฉพาะกับหนังเล็กๆ เรื่องนั้นที่ชื่อ Roma ของเน็ตฟลิกซ์ ร่ำลือกันอย่างแรงว่าตอนนี้ไม่มีใครมหากาฬเท่าทีมเน็ตฟลิกซ์อีกแล้วในการที่จะผลักดันหนังขาว-ดำที่มีนางเอกโนเนมเรื่องนี้ให้ทะยานขึ้นสู่เวทีในลำดับสุดท้ายของพิธีรางวัลหนังที่สำคัญที่สุดของโลก เพราะหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังที่พลิกเศรษฐกิจและเสริมแบรนดิ้งขั้นเทพให้เน็ตฟลิกซ์ก็ได้ ในเมื่อหวังผลแรงสูงขนาดนี้ เน็ตฟลิกซ์ยอมลงทุนไปกับเงินค่าโปรโมตออสการ์แคมเปญให้กับหนังเรื่องนี้ประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ (เรียกได้ว่าสูงที่สุดถัดจากค่าโปรโมตของ The Social Network จำนวน 25 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจำนวน 30 ล้านนี้ มีมูลค่าสูงกว่างบผลิตหนังจริงๆ ที่จบแค่ 15 ล้าน) และยังมีทีท่าว่าจะอัดฉีดไปเรื่อยๆ โดยเงินที่พวกเขาเสียไป หมดไปกับการที่พวกเขาเอาใบหน้าของ Yalitza (นางเอกของเรื่อง) ไปติดตามบิลบอร์ดจำนวนมากเกือบจะทุกหัวถนน ยังไม่นับการส่งโฟโต้บุ๊กเล่มใหญ่ของหนังให้กับคนสำคัญๆ ในอุตสาหกรรมมากมาย ร่วมด้วยการส่งช็อกโกแลตพร้อมจดหมายจาก Yalitza และโปสเตอร์ที่มีลายเซ็นของ Alfonso Cuarón ให้กับเพื่อนพี่น้องสมาชิกที่มีสิทธิ์โหวตต่างๆ นี่ถ้าเป็นการเลือกตั้งปกติ เราอาจจะเรียกว่าซื้อเสียงแล้วล่ะ แต่ทางฝั่งเขาแค่เรียกว่าเพิ่มโอกาสให้กับหนังดีๆ เรื่องนั้นให้มากที่สุด เพราะการที่คนโหวตเห็นหนังเรื่องมากขึ้น เยอะขึ้น ก็อาจมีสิทธิ์ทำให้พวกเขาจำหนังเรื่องนี้ได้มากขึ้น (อย่าลืมว่า Roma [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lisa-taback-award-strategist-roma/">Lisa Taback, awards strategist ผู้กำลังวางแผนปล้นออสการ์มาให้ Roma</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงหาเสียงเลือกตั้งบ้านเราในตอนนี้คือช่วงเวลาเดียวกับบรรดาผู้ลงสมัครชิงออสการ์กำลังหาเสียงอยู่เช่นกัน (แม้อาจจะไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์และเซอร์เรียลเท่าบ้านเราก็ตาม) หากใครตามอ่านมาเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี ผมจะเล่าอยู่เสมอถึงการขับเคี่ยวรุนแรงของค่ายหนังฮอลลีวูดเพื่อที่จะทำให้หนังของตัวเองได้รางวัลสาขา best picture อันเป็นรางวัลสูงสุดมาให้ได้ แต่ดูเหมือนปีนี้จะแรงสุดเท่าที่มีกันมา โดยเฉพาะกับหนังเล็กๆ เรื่องนั้นที่ชื่อ <em>Roma</em> ของเน็ตฟลิกซ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ร่ำลือกันอย่างแรงว่าตอนนี้ไม่มีใครมหากาฬเท่าทีมเน็ตฟลิกซ์อีกแล้วในการที่จะผลักดันหนังขาว-ดำที่มีนางเอกโนเนมเรื่องนี้ให้ทะยานขึ้นสู่เวทีในลำดับสุดท้ายของพิธีรางวัลหนังที่สำคัญที่สุดของโลก เพราะหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังที่พลิกเศรษฐกิจและเสริมแบรนดิ้งขั้นเทพให้เน็ตฟลิกซ์ก็ได้ ในเมื่อหวังผลแรงสูงขนาดนี้ เน็ตฟลิกซ์ยอมลงทุนไปกับเงินค่าโปรโมตออสการ์แคมเปญให้กับหนังเรื่องนี้ประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ (เรียกได้ว่าสูงที่สุดถัดจากค่าโปรโมตของ <em>The Social Network</em> จำนวน 25 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจำนวน 30 ล้านนี้ มีมูลค่าสูงกว่างบผลิตหนังจริงๆ ที่จบแค่ 15 ล้าน) และยังมีทีท่าว่าจะอัดฉีดไปเรื่อยๆ โดยเงินที่พวกเขาเสียไป หมดไปกับการที่พวกเขาเอาใบหน้าของ Yalitza (นางเอกของเรื่อง) ไปติดตามบิลบอร์ดจำนวนมากเกือบจะทุกหัวถนน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยังไม่นับการส่งโฟโต้บุ๊กเล่มใหญ่ของหนังให้กับคนสำคัญๆ ในอุตสาหกรรมมากมาย ร่วมด้วยการส่งช็อกโกแลตพร้อมจดหมายจาก Yalitza และโปสเตอร์ที่มีลายเซ็นของ Alfonso Cuarón ให้กับเพื่อนพี่น้องสมาชิกที่มีสิทธิ์โหวตต่างๆ นี่ถ้าเป็นการเลือกตั้งปกติ เราอาจจะเรียกว่าซื้อเสียงแล้วล่ะ แต่ทางฝั่งเขาแค่เรียกว่าเพิ่มโอกาสให้กับหนังดีๆ เรื่องนั้นให้มากที่สุด เพราะการที่คนโหวตเห็นหนังเรื่องมากขึ้น เยอะขึ้น ก็อาจมีสิทธิ์ทำให้พวกเขาจำหนังเรื่องนี้ได้มากขึ้น (อย่าลืมว่า <em>Roma</em> เป็นหนังเล็กนะเออ เมื่อเทียบกับ <em>Black Panther</em> หรือ <em>Bohemian Rhapsody</em> )</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">แต่เหนืออื่นใด เบื้องหลังในออสการ์แคมเปญของ <em>Roma</em> นี้ เน็ตฟลิกซ์เรียกหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาเป็นแม่ทัพในการเดินเกม เธอชื่อ Lisa Taback</span></p>
</blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span> <span style="font-weight: 400;">เหตุผลที่ต้องจ้างลิซ่ามันง่ายมากเลยครับ เมื่อเรามาดูโปรไฟล์ของเธอ เราจะพบว่าเธอคือคนที่ทำให้ <em>Spotlight</em> ได้รางวัล best picture แซงหน้า <em>The Revenant</em> ในปีนั้นไปเฉยเลย เธอเป็นคนพา <em>Moonlight</em> ไปถึงฝั่ง best picture แซงหน้าหนังที่กำลังนอนมาอย่าง <em>La La Land</em> และที่สำคัญคือ เธอก็เป็นคนดูแลออสการ์แคมเปญให้ <em>La La Land</em> ด้วยเช่นกัน ยังไม่นับงานสารคดีอย่าง <em>Amy</em> ที่ได้รางวัลออสการสาขาสารคดียอดเยี่ยมไปด้วย รวมถึงการปั้นแคมเปญให้หนังเรื่อง <em>Room</em> จน Brie Larson ได้รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม คุณพี่เขาดั่งมีมือเสกทองขนาดนี้ ลองสืบต่ออีกนิดดีกว่าว่า เขาเป็นใครมาจากไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลิซ่าเคยเป็นศิษย์เก่าของ Harvey Weinstein ที่โรงเรียน Miramax Film Schools of Oscar campaign (เซอร์มาก ผมก็เพิ่งรู้ว่ามันมีโรงเรียนเพื่อการนี้โดยเฉพาะด้วย) หลังจากนั้นเธอก็ทำงานให้กับ Miramax ไป ก่อนที่จะเริ่มแยกย้ายตัวเองออกมาเปิดบริษัท LTLA Communications และทำงานให้กับค่ายอื่นๆเช่น A24 หรือเน็ตฟลิกซ์เอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับลิซ่าแล้ว การซื้อใจกรรมการหรือบรรดาผู้มีสิทธิ์โหวตทั้งหลายนั้นอาจจะไม่ใช่การส่งของบรรณาการไปให้พวกเขาเฉยๆ เท่านั้น สิ่งที่เธอทำคือการคิดแคมเปญหรืออีเวนต์ต่างๆ เพื่อให้หนังเรื่องนั้นได้โชว์ศักยภาพตัวเองออกมาและอธิบายให้บรรดากรรมการเห็นว่า เทคนิคการสร้างหรือความตั้งใจบางอย่างของผู้กำกับนั้นมันอยู่ตรงไหนบ้างเพื่อให้กรรมการให้ได้เห็นคุณงามความดีของมัน (ที่มีอยู่แล้ว) เด่นชัดขึ้น ตัวอย่างเช่น พวกเขาเคยเอาเซตจริงที่ใช้ถ่ายทำของหนังเรื่อง <em>Room</em> ไปตั้งหน้าโรงหนัง เพื่อให้คนเห็นถึงความยากลำบากในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ทั้งผู้กำกับและนักแสดง รวมถึงพยายามบิลด์เรื่องความแตกต่างระหว่างตัวจริงของบรี ลาร์สัน และจาคอบ เทรมบลีย์ และบทบาทตัวละครของพวกเขาที่อยู่ในหนัง เพราะสิ่งเหล่านี้มักจะเป็นสิ่งที่กรรมการใช้วัดเรื่องการแสดงที่ดี ในปีนั้น <em>Room</em> เข้าชิง 4 สาขารวมถึง best picture และ best director ส่วนบรี ลาร์สัน ก็ได้รางวัลนักแสดงนำหญิงไปในที่สุดจริงๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการได้รางวัลออสการ์นั้น การเป็นหนังดีมันอาจจะไม่พอจริงๆ ลองจินตนาการถึงประเทศที่มีหนังออกมาหลายร้อยหลายพันเรื่องต่อปี เกือบจะไม่มีทางเลยที่คนจะมีโอกาสได้ศึกษาคุณงามความดีของหนังทีละเรื่อง หรือหนังบางเรื่องที่คนเคยชอบมากๆ อาจถูกลืมไปได้ง่ายๆ ในช่วงตัดสินรางวัล เพราะดันฉายก่อนฤดูกาลออสการ์นานเกินไป หนังบางเรื่องที่ดังในโลกออนไลน์ อาจจะเงียบกริบในโลกออฟไลน์ ดังนั้นก็ต้องมีการผลักดัน การขายของนั้นต้องเป็นตำแหน่งอาชีพของลิซ่าที่เรียกว่า awards strategist (นักวางแผนสำหรับรางวัล) จึงมีอยู่จริงในวงการฮอลลีวูด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าอิทธิฤทธิ์ของรางวัลออสการ์นั้นมีอยู่จริงๆ เมื่อหนังเรื่องหนึ่งได้ออสการ์ เศรษฐกิจของสตูดิโอผู้ผลิตหนังเรื่องนั้นก็จะดีทันที ยอดขายตั๋วจะเพิ่มขึ้นอีก 15 เปอร์เซนต์ ไหนจะคุณค่าความเป็นหนังดีทีจะนำไปทำเงินต่างๆ ได้อีกมากมาย ดังนั้นการประกวดภาพยนตร์สนามนี้จึงเหมือนสนามแห่งการลงทุนอย่างแท้จริง อาจจะมากกว่าความเป็นเวทีหนังคุณภาพที่แท้จริงด้วยซ้ำ แต่ประเด็นนี้ก็เถียงกันยากจริงๆ เพราะจะบอกว่าหนังออสการ์ไม่มีคุณภาพก็ดูจะเป็นไปไม่ได้ แต่การชนะรางวัลของมันนั้นเป็นสิ่งที่เรารู้ว่ามันมีเม็ดเงินมากมายอัดอยู่ใต้ฐานรางวัล </span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ว่าง่ายๆ คือ ถ้าหนังมันดีเท่ากันทุกเรื่อง มันก็อยู่ที่ว่าใครพรีเซนต์ดีกว่ากัน  หรือถ้าบอกว่าหนังเล็กอีกเรื่องดีมากกว่าหนังใหญ่อีกเรื่อง วิธีการเดียวที่จะชนะได้คือพรีเซนต์ตัวเองให้ถูกทาง อธิบายให้กรรมการให้ได้ว่าเราดีกว่าอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือไม่ก็อัดเงินโปรโมต จบ.</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lisa-taback-award-strategist-roma/">Lisa Taback, awards strategist ผู้กำลังวางแผนปล้นออสการ์มาให้ Roma</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
