<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ก้อง ฤทธิ์ดี, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/ritdee-kong/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/ritdee-kong/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 16:30:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ว่ากันรอบที่ร้อยที่พัน : Soft Power ไทยทำยังไงถึงจะไปได้แบบเกาหลี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thai-soft-power/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ก้อง ฤทธิ์ดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Sep 2020 17:00:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[มุมก้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เกาหลี]]></category>
		<category><![CDATA[Parasite]]></category>
		<category><![CDATA[Crash Landing on You]]></category>
		<category><![CDATA[Soft Power]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์เกาหลี]]></category>
		<category><![CDATA[Blackpink]]></category>
		<category><![CDATA[แดจังกึม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=109643</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยพูดไปเมื่อครั้งแรกน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบปีแล้ว และคิดว่าคงต้องพูดไปอีกนานว่าถ้าหนังไทยอยากเทียบชั้นหนังเกาหลีต้องอยากให้สุด ไปให้ถึง เลียนแบบให้ครบ อย่าครึ่งๆ กลางๆ อย่าลูบหน้าปะจมูก อย่าคิดว่าอุตสาหกรรมป๊อปของเกาหลีใต้สร้างได้ในวันเดียวหรือด้วยการโยนเงินเข้าไปอย่างเดียว พูดอีกอย่างคือ ทั้ง Parasite ทั้ง BLACKPINK ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะดวงหรือเพราะเงินจากรัฐเพียงอย่างเดียว ที่ต้องพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องอีกครั้ง ก็เพราะข่าวล่าสุดที่มีผู้สร้างหนังไทยรายใหญ่เข้าพบนายกรัฐมนตรีฯ และ ส.ส.บางคน เพื่อหารือขอความช่วยเหลือในการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย (ซึ่งสมควรทำในเชิงหลักการ) และเพื่อโปรโมตหนังไทยในฐานะซอฟต์ พาวเวอร์–พลังนุ่ม ฟังดูน่าขยำเล่น–ให้ผงาดขึ้นทัดเทียมกับเกาหลีใต้ซึ่งกลายเป็นมหาอำนาจทางวัฒนธรรมไปแล้วด้วยหนัง ซีรีส์ และเพลง เกาหลีทำได้ ไทยก็ต้องทำได้สิ ถ้าร่วมแรงร่วมใจกันกิมจิหรือจะสู้ต้มยำกุ้ง (สั่งเป็นหม้อไฟ อย่าสั่งเป็นชาม ไม่คุ้ม) ขึ้นต้นมาราวกับเกรี้ยวกราด แต่เปล่าเลย ที่ว่าไปแบบนี้เพราะเหน็ดเหนื่อยต่างหาก ด้วยเหตุที่ว่าเรื่องทั้งหมดทั้งปวงที่เกริ่นมานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตั้งแต่เกาหลีเปิดตัวขึ้นเป็นผู้ส่งออกวัฒนธรรมร่วมสมัยรายใหญ่เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน แข่งกับญี่ปุ่นในตอนแรกและท้าชิงถึงขั้นแข่งกับฮอลลีวูดในตอนหลัง (Parasite ได้ออสการ์ปีนี้) แผ่อิทธิพลทางสายตาและรูหูไปทั่วเอเชีย ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วที่อุตสาหกรรมหนังไทยและรัฐบาลไทยเกิดใจสั่นอยากทำแบบเดียวกันบ้าง อยากเห็นหนังไทย เพลงไทย &#8216;โก อินเตอร์ฯ&#8217; แบบเกาหลี ผู้เขียนจำได้แม่นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2551 ตอนนั้นคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฯ ขึ้นกล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาแห่งหนึ่งโดยพูดถึงแผนสร้างวัฒนธรรมซอฟต์ พาวเวอร์ไทยให้เดินตามรอยความสำเร็จของเกาหลี–ในตอนนั้นซีรีส์ แดจังกึม (2546) ออกฉายมาหลายปีแล้วทางโทรทัศน์ และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากเรื่องความสำเร็จในการโปรโมตอาหารและวัฒนธรรมเกาหลีผ่านหนังที่ทำเอาไทยเฝ้ามองตาปริบๆ ผู้เขียนอยู่ในงานสัมมนาวันนั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thai-soft-power/">ว่ากันรอบที่ร้อยที่พัน : Soft Power ไทยทำยังไงถึงจะไปได้แบบเกาหลี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1">เคยพูดไปเมื่อครั้งแรกน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบปีแล้ว และคิดว่าคงต้องพูดไปอีกนานว่าถ้าหนังไทยอยากเทียบชั้นหนังเกาหลีต้องอยากให้สุด ไปให้ถึง เลียนแบบให้ครบ อย่าครึ่งๆ กลางๆ อย่าลูบหน้าปะจมูก อย่าคิดว่าอุตสาหกรรมป๊อปของเกาหลีใต้สร้างได้ในวันเดียวหรือด้วยการโยนเงินเข้าไปอย่างเดียว</p>
<p class="p1">พูดอีกอย่างคือ ทั้ง<em><span class="s1"> Parasite </span></em>ทั้ง<span class="s1"> BLACKPINK </span>ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะดวงหรือเพราะเงินจากรัฐเพียงอย่างเดียว</p>
<p class="p1">ที่ต้องพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องอีกครั้ง ก็เพราะข่าวล่าสุดที่มีผู้สร้างหนังไทยรายใหญ่เข้าพบนายกรัฐมนตรีฯ และ ส<span class="s1">.</span>ส<span class="s1">.</span>บางคน เพื่อหารือขอความช่วยเหลือในการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย <span class="s1">(</span>ซึ่งสมควรทำในเชิงหลักการ<span class="s1">) </span>และเพื่อโปรโมตหนังไทยในฐานะ<span class="s1">ซอฟต์ พาวเวอร์–</span>พลังนุ่ม ฟังดูน่าขยำเล่น<span class="s1">–</span>ให้ผงาดขึ้นทัดเทียมกับเกาหลีใต้ซึ่งกลายเป็นมหาอำนาจทางวัฒนธรรมไปแล้วด้วยหนัง ซีรีส์ และเพลง</p>
<p class="p1">เกาหลีทำได้ ไทยก็ต้องทำได้สิ ถ้าร่วมแรงร่วมใจกันกิมจิหรือจะสู้ต้มยำกุ้ง<span class="s1"> (</span>สั่งเป็นหม้อไฟ อย่าสั่งเป็นชาม ไม่คุ้ม<span class="s1">)</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-110153" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/merlin_162276381_35b982ba-822c-4914-98b6-083a213beaec-superJumbo-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/merlin_162276381_35b982ba-822c-4914-98b6-083a213beaec-superJumbo-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/merlin_162276381_35b982ba-822c-4914-98b6-083a213beaec-superJumbo-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/merlin_162276381_35b982ba-822c-4914-98b6-083a213beaec-superJumbo-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/merlin_162276381_35b982ba-822c-4914-98b6-083a213beaec-superJumbo-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/merlin_162276381_35b982ba-822c-4914-98b6-083a213beaec-superJumbo-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/merlin_162276381_35b982ba-822c-4914-98b6-083a213beaec-superJumbo-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/merlin_162276381_35b982ba-822c-4914-98b6-083a213beaec-superJumbo-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/merlin_162276381_35b982ba-822c-4914-98b6-083a213beaec-superJumbo.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">ขึ้นต้นมาราวกับเกรี้ยวกราด แต่เปล่าเลย ที่ว่าไปแบบนี้เพราะเหน็ดเหนื่อยต่างหาก ด้วยเหตุที่ว่าเรื่องทั้งหมดทั้งปวงที่เกริ่นมานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตั้งแต่เกาหลีเปิดตัวขึ้นเป็นผู้ส่งออกวัฒนธรรมร่วมสมัยรายใหญ่เมื่อประมาณ<span class="s1"> 20 </span>ปีก่อน แข่งกับญี่ปุ่นในตอนแรกและท้าชิงถึงขั้นแข่งกับฮอลลีวูดในตอนหลัง<span class="s1"> (<em>Parasite </em></span>ได้ออสการ์ปีนี้<span class="s1">) </span>แผ่อิทธิพลทางสายตาและรูหูไปทั่วเอเชีย</p>
<p class="p1">ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วที่อุตสาหกรรมหนังไทยและรัฐบาลไทยเกิดใจสั่นอยากทำแบบเดียวกันบ้าง อยากเห็นหนังไทย เพลงไทย<span class="s1"> &#8216;โก อินเตอร์ฯ&#8217; </span>แบบเกาหลี ผู้เขียนจำได้แม่นเมื่อประมาณปี<span class="s1"> พ.ศ. 2551 </span>ตอนนั้นคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฯ ขึ้นกล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาแห่งหนึ่งโดยพูดถึงแผนสร้างวัฒนธรรม<span class="s1">ซอฟต์ พาวเวอร์</span>ไทยให้เดินตามรอยความสำเร็จของเกาหลี<span class="s1">–</span>ในตอนนั้นซีรีส์ <em>แดจังกึม</em><span class="s1"> (2546) </span>ออกฉายมาหลายปีแล้วทางโทรทัศน์ และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากเรื่องความสำเร็จในการโปรโมตอาหารและวัฒนธรรมเกาหลีผ่านหนังที่ทำเอาไทยเฝ้ามองตาปริบๆ</p>
<p class="p1">ผู้เขียนอยู่ในงานสัมมนาวันนั้น และกำลังฟังคุณมิ่งขวัญบรรยายความฝันว่าทำยังไงไทยถึงจะไปได้ไกลแบบเกาหลี ทันใดนั้นคุณมิ่งขวัญเกิดล้มฟุบคาโพเดียมแบบดื้อๆ ทำเอาคนทั้งห้องประชุมตกใจ เจ้าหน้าที่ต้องขึ้นไปปฐมพยาบาลบนเวที เดชะบุญที่แกแค่เป็นลม ไม่ได้เป็นอะไรมาก อย่างที่ทราบกันว่าปัจจุบันนี้คุณมิ่งขวัญยังเป็น ส.ส<span class="s1">. </span>ยังกระฉับกระเฉง และยังฉะฉานทุกครั้งในยามอภิปราย ถึงแม้จะไม่ได้ยินแกพูดเรื่องอยากให้ไทยเป็นเหมือนเกาหลีอีกสักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน</p>
<p class="p1">ดังนั้นแนวคิดที่มองเกาหลีเป็นต้นแบบในเส้นทางอุตสาหกรรมหนังหรือซีรีส์ไทย มีมาอย่างเป็นทางการไม่ต่ำกว่า<span class="s1"> 13-14 </span>ปีแล้ว แต่ก่อนจะพูดเรื่องเกาหลีต่อ ขอย้อนอดีต<span class="s1"> (</span>อันขมขื่น<span class="s1">) </span>สักเล็กน้อย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-110151" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo35-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo35-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo35-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo35-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo35-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo35-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo35-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo35-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo35.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-110150" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo19-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo19-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo19-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo19-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo19-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo19-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo19-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Crash-Landing-on-You-2019-Photo19.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">ความพยายามของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกิดขึ้นตั้งแต่ พ<span class="s1">.</span>ศ<span class="s1">. 2499 </span>เมื่อ จอมพล ป<span class="s1">. </span>พิบูลสงคราม คิดจัดตั้งหน่วยงานผลิตภาพยนตร์ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจเพื่อสนับสนุนผู้สร้างหนัง แต่ไม่สำเร็จเพราะการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองอันร้อนแรงในสมัยนั้นทำให้ จอมพล ป<span class="s1">. </span>หมดอำนาจลง ต่อมาในปี พ<span class="s1">.</span>ศ<span class="s1">. 2507 </span>สมัย จอมพลถนอม กิตติขจร กระทรวงอุตสาหกรรมรับกิจการภาพยนตร์ไทยเข้าเป็นอุตสาหกรรมประเภทหนึ่ง<span class="s1">–</span>คำว่า<span class="s1"> &#8216;</span>อุตสาหกรรมหนังไทย&#8217;<span class="s1"> </span>หรือ<span class="s1"> Thai film industry </span>น่าจะเริ่มนับอย่างเป็นทางการได้ตั้งแต่นั้น ต่อมาในปี พ.ศ.<span class="s1"> 2512 </span>รัฐบาลยอมให้สิทธิบัตรส่งเสริมการลงทุนแก่ผู้สร้างภาพยนตร์ไทย เฉพาะรายที่จดทะเบียนเกิน<span class="s1"> 5 </span>ล้านบาท และต้องถ่ายทำในระบบ<span class="s1"> 35 </span>มม<span class="s1">. </span></p>
<p class="p1">นอกจากนี้ในปีเดียวกันกระทรวงเศรษฐการยังตั้ง<span class="s1"> &#8216;</span>คณะกรรมการศึกษาการสร้างภาพยนตร์ไทยและการนำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาฉาย&#8217;<span class="s1"> </span>จะเห็นได้ว่าการผลักดันยกระดับมาตรฐานหนังไทยโดยภาครัฐมีมาต่อเนื่องกว่า<span class="s1"> 60 </span>ปีแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p1">ทางฝั่งผู้สร้างเอกชน ชื่อที่ต้องจารึกไว้ในฐานะผู้ที่สร้างคุณูปการให้วงการหนังไทยและเรียกร้องให้รัฐมองภาพยนตร์เป็นสิ่งที่มีมูลค่าสำคัญทางศิลปะและเศรษฐกิจคือรัตน์ เปสตันยี ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างคนสำคัญในยุค พ<span class="s1">.</span>ศ<span class="s1">. 2490 </span>ต่อเนื่องถึง พ.ศ.<span class="s1"> 2510 </span>กว่าๆ คุณรัตน์บุกเบิกสร้างหนัง<span class="s1"> 35 </span>มม<span class="s1">. </span>ตามระบบสากล ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.<span class="s1"> 2500 </span>ในยุคที่หนังไทยส่วนใหญ่ยังเป็น<span class="s1"> 16 </span>มม<span class="s1">. </span>และเขายังพยายามโน้มน้าวให้นักการเมืองและรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนหนังไทยอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคุณรัตน์ได้เป็นนายกสมาคมผู้อำนายการสร้างหนังไทยก็ยังคงผลักดันในประเด็นนี้อย่างไม่ย่อท้อ</p>
<p class="p1">เมื่อสักครู่ที่พูดถึงคุณมิ่งขวัญและการที่แกเกิดเป็นลมระหว่างปราศรัยเรื่องหนังไทยกับหนังเกาหลี ทำให้นึกถึงโศกนาฏกรรมการจากไปของคุณรัตน์ในวันที่<span class="s1"> 17 </span>สิงหาคม พ<span class="s1">.</span>ศ<span class="s1">. 2513 </span>คุณรัตน์ขึ้นกล่าวในงานประชุมสมาคมผู้อำนวยการสร้างหนังไทยที่โรงแรมมณเฑียร โดยมีบุญชนะ อัตถากร รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการนั่งฟังอยู่ด้วย ขณะกำลังพูดเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนหนังไทย คุณรัตน์ล้มฟุบลง ผู้คนในห้องต่างตกใจรุดเข้าช่วย แต่ครั้งนั้นไม่มีปาฏิหาริย์ เพราะคุณรัตน์ถูกนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในวันนั้น นับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย</p>
<p class="p1">ว่ากันง่ายๆ คุณรัตน์ตายขณะกำลังเรียกร้องรัฐบาลให้สนใจอุตสาหกรรมหนังไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-110160" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Screen-Shot-2563-09-28-at-23.50.10-1024x678.png" alt="" width="1024" height="678" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Screen-Shot-2563-09-28-at-23.50.10-1024x678.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Screen-Shot-2563-09-28-at-23.50.10-300x199.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Screen-Shot-2563-09-28-at-23.50.10-768x508.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Screen-Shot-2563-09-28-at-23.50.10-600x397.png 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">ถึงตอนนี้<span class="s1"> 50 </span>ปีผ่านไป การเรียกร้องดังกล่าวยังดำเนินต่อ หนังไทยอาจจะก้าวหน้าขึ้นมากจากในตอนนั้น แต่ผู้สร้างหนังไทยยังคงเห็นว่าการช่วยเหลือจากรัฐยังไม่เพียงพอ แถมตอนนี้ยังมีเกาหลีใต้มาเป็นตัวเปรียบเทียบให้เห็นว่าอุตสาหกรรมหนังไทยคืบคลานเชื่องช้ากว่าเพื่อนร่วมทวีปขนาดไหน อีกทั้ง<span class="s1"> &#8216;</span>ระบบ&#8217;<span class="s1"> </span>การสนับสนุน<span class="s1">–</span>ระบบไม่ใช่แค่แผนหนึ่งแผนหรือปีงบประมาณหนึ่งปี<span class="s1">–</span>ยังไม่เข้ารูปเข้ารอยเท่าไหร่</p>
<p class="p1">ดังที่ได้ว่าไปในย่อหน้าแรก หากหนังไทยอยากเป็นแบบเกาหลี ต้องไปให้สุด ถ้าจะดูเกาหลีเป็นต้นแบบ ต้องดูทั้งระบบ ทั้งแผง ไม่ใช่แค่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ดู<em><span class="s1"> Parasite </span></em>หรือ<em><span class="s1"> Crash Landing on You </span></em>แล้วทึกทักง่ายๆ ว่าหนังไทยก็ทำแบบนั้นได้ถ้ามีเงินพอ เพราะนั่นเป็นการมองแบบตื้นเขินไปสักเล็กน้อย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-110152" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/fullsizephoto1135513-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/fullsizephoto1135513-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/fullsizephoto1135513-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/fullsizephoto1135513-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/fullsizephoto1135513-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/fullsizephoto1135513-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/fullsizephoto1135513-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/fullsizephoto1135513-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/fullsizephoto1135513.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">ผู้เขียนได้ยินได้ฟัง ได้เข้าร่วมในวงสนทนาว่าด้วยการพัฒนาหนังไทยมาไม่รู้กี่วงในรอบ<span class="s1">สิบ</span>กว่าปีหลัง ในที่นี้ขออ้างอิงการสนทนาแลกเปลี่ยนกับภาณุ อารี<span class="s1"> (</span>เพื่อนผู้รอบรู้ในวงการและผู้เคยร่วมสร้างหนังสารคดีกับผู้เขียน<span class="s1">) </span>มาสรุปไว้ตรงนี้ว่า หากหนังไทย หรือ<span class="s1"> &#8216;</span>พลังนุ่ม&#8217;<span class="s1"> </span>ของไทยอยากเป็นแบบเกาหลีต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ ประมาณนี้</p>
<p class="p1">หนึ่ง ฝั่งผู้สร้าง ต้องสร้างหนังหลากหลาย หากรัฐจะสนับสนุนก็ต้องสนับสนุนหนังอันหลากหลาย ทั้งหนังใหญ่ หนังเล็ก หนังอินดี้ หนังรักชาติ หนังชังชาติ<span class="s1"> (</span>ผู้กำกับ บงจุนโฮ ของ<em><span class="s1"> Parasite </span></em>ก็เคยถูกข้อหาชังชาติมาแล้วจากสายเหยี่ยวของรัฐเกาหลี<span class="s1">) </span>และต้องสร้างคนใหม่มาทดแทนสม่ำเสมอ โดยการสนับสนุนนักเรียนทำหนังหรือคนทำหนังหน้าใหม่ นอกเหนือไปจากชื่อเดิมที่คุ้นเคยกันอยู่</p>
<p class="p1">สอง ผู้ชมต้องก้าวไปพร้อมๆ กัน หมายความว่าต้องมีนโยบายเสริมสร้างให้ผู้ชมดูหนังหลากหลาย มีวัฒนธรรมการรับชมและการวิจารณ์ที่เปิดกว้าง รับรู้ และเข้าใจประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของตน เช่น มีพื้นที่ฉายหนังนอกกระแสที่ไม่ต้องแคร์ว่าบางรอบอาจมีคนดูแค่คนเดียว หรือสนับสนุนเทศกาลภาพยนตร์ เช่นกัน เกาหลีปั้นจนเทศกาลปูซานเป็นเทศกาลสำคัญของโลกภาพยนตร์ไปแล้ว</p>
<p class="p1">สาม ความมีอิสระของศิลปินเป็นอาณุภาพอันยิ่งใหญ่ หนังเกาหลีบูมขึ้นมาในช่วงใกล้เคียงกับการที่ประเทศพ้นจากยุคเผด็จการเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย การให้อิสระทางความคิด การไม่เซ็นเซอร์หนังมั่วซั่ว<span class="s1"> (</span>หรือไม่เซ็นเซอร์เลย<span class="s1">) </span>เป็นองค์ประกอบที่ต้องควบคู่ไปกับสองปัจจัยแรกที่ว่าไป หนังเกาหลีมีตั้งแต่หนังซอมบี้ไปถึงหนังที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์อันเจ็บปวด มีทั้งหนังรักกุ๊กกิ๊กและหนังอุดมการณ์แรงกล้า เกาหลีเคยเลือก<em><span class="s1"> A Taxi Driver </span></em>หนังที่ว่าด้วยการประท้วงเผด็จการและการสังหารหมู่ที่กวางจู ส่งไปเป็นตัวแทนประเทศในการชิงออสการ์<span class="s1"> (</span>ปีนั้นไม่เข้ารอบ<span class="s1">) </span>ลองนึกสิว่าหนังแบบนั้นจะสร้างในไทยและถึงขั้นส่งไปออสการ์ได้หรือไม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-110154" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/parasite_header-1024x512.jpg" alt="" width="1024" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/parasite_header-1024x512.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/parasite_header-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/parasite_header-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/parasite_header-600x300.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p1">ว่ามายืดยาว แต่จริงๆ แล้วก็กลับไปสู่ย่อหน้าแรก นั่นคือเกาหลีทำมากกว่าให้เงินคนสร้างหนัง เกาหลีสร้างระบบการพัฒนาที่ชัดเจน ให้เกียรติหนังทั้งในฐานะศิลปะและพร้อมจะหาประโยชน์ในมิติเชิงพาณิชย์ เกาหลีไม่ได้มีนโยบายส่งเสริม<span class="s1">ซอฟต์ พาวเวอร์</span>แบบทื่อๆ แต่เกาหลีส่งเสริมคนสร้าง คนดู และเปิดกว้างทางความคิด พลังนี้ต่างหากที่ยั่งยืนและแข็งแกร่งกว่า<span class="s1"> &#8216;</span>พลังนุ่ม&#8217;<span class="s1"> </span>ที่ถ้าไม่ระวังดีๆ จะกลายเป็น<span class="s1"> &#8216;</span>พลังปวกเปียก&#8217;<span class="s1"> </span>ไปในไม่ช้า</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thai-soft-power/">ว่ากันรอบที่ร้อยที่พัน : Soft Power ไทยทำยังไงถึงจะไปได้แบบเกาหลี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Gone with the Wind of History: เมื่อวิมานลอยจนหายไปในอัลกอริทึมของประวัติศาสตร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/gone-with-the-wind-of-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ก้อง ฤทธิ์ดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jun 2020 15:20:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[มุมก้อง]]></category>
		<category><![CDATA[Gone with the Wind of Histor]]></category>
		<category><![CDATA[Black Lives Matter]]></category>
		<category><![CDATA[BLM]]></category>
		<category><![CDATA[วิมานลอย]]></category>
		<category><![CDATA[หนังฮอลลีวูด]]></category>
		<category><![CDATA[การค้าทาส]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็นเซอร์ตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[จอร์จ ฟลอยด์]]></category>
		<category><![CDATA[HBO]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=100885</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิมานลอยไปจริง ๆ ลอยหายไปกับกระแสเชี่ยวของคลื่นประวัติศาสตร์ ทั้งน่าตกใจและน่าพินิจ ที่ประวัติศาสตร์ดังว่า พลิกหน้าสู่สำนึกใหม่อย่างรวดเร็วจนผู้เฝ้ามองอาจไม่ทันตั้งตัว เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้ ช่องสตรีมมิง HBO ตัดสินใจถอดภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง Gone With the Wind (วิมานลอยในชื่อไทย) หนังอมตะจากปี 1939 ออกจากช่อง การ &#8216;ดึงหนัง&#8217; หรือจะเรียกว่า &#8216;เซนเซอร์ตัวเอง&#8217; นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเคลื่อนไหวต่อต้านการเหยียดผิวและพฤติกรรมรุนแรงของตำรวจต่อคนผิวสีในอเมริกา สืบเนื่องจากการตายของชายผิวดำ George Floyd และกรณีอุกอาจ &#8216;เข่ากดคอ&#8217; ที่จุดไฟความคับแค้นและลุกลามไปทั่วประเทศ ทั้งยังข้ามทวีปไปปลุกให้เกิดการเดินขบวนต่อต้านการเหยียดผิวในหลายประเทศในยุโรป เหล่าประเทศที่มีชนักติดหลังทั้งหลาย ทั้งอเมริกาที่เคยมีทาส หรือหลายประเทศในยุโรปที่เคยล่าเมืองขึ้นและกดขี่คนต่างสีผิว เกิดอาการ &#8216;ตื่นรู้&#8217; ภายใต้สโลแกน Black Lives Matter หรือ BLM–ซึ่งว่ากันแฟร์ ๆ ก็อาจจะเกิดมานานแล้วในรูปแบบการแสดงออกต่างๆ ที่ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง–และได้โอกาสแสดงเจตจำนงที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงจริงๆ จังๆ เสียที ชนวนการถอดหนังออกจากช่องเริ่มมาจากการที่ John Ridley มือเขียนบทรางวัลออสการ์จากหนังเรื่อง 12 Years a Slave เขียนบทความโจมตีหนังอย่างรุนแรงในช่วงที่กระแส BLM กำลังโหมกระพือ โดยรีดลีย์บอกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gone-with-the-wind-of-history/">Gone with the Wind of History: เมื่อวิมานลอยจนหายไปในอัลกอริทึมของประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วิมานลอยไปจริง ๆ ลอยหายไปกับกระแสเชี่ยวของคลื่นประวัติศาสตร์</p>
<p>ทั้งน่าตกใจและน่าพินิจ ที่ประวัติศาสตร์ดังว่า พลิกหน้าสู่สำนึกใหม่อย่างรวดเร็วจนผู้เฝ้ามองอาจไม่ทันตั้งตัว</p>
<p>เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้ ช่องสตรีมมิง HBO ตัดสินใจถอดภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง <em>Gone With the Wind </em>(<em>วิมานลอย</em>ในชื่อไทย) หนังอมตะจากปี 1939 ออกจากช่อง การ &#8216;ดึงหนัง&#8217; หรือจะเรียกว่า &#8216;เซนเซอร์ตัวเอง&#8217; นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเคลื่อนไหวต่อต้านการเหยียดผิวและพฤติกรรมรุนแรงของตำรวจต่อคนผิวสีในอเมริกา สืบเนื่องจากการตายของชายผิวดำ George Floyd และกรณีอุกอาจ &#8216;เข่ากดคอ&#8217; ที่จุดไฟความคับแค้นและลุกลามไปทั่วประเทศ ทั้งยังข้ามทวีปไปปลุกให้เกิดการเดินขบวนต่อต้านการเหยียดผิวในหลายประเทศในยุโรป</p>
<p>เหล่าประเทศที่มีชนักติดหลังทั้งหลาย ทั้งอเมริกาที่เคยมีทาส หรือหลายประเทศในยุโรปที่เคยล่าเมืองขึ้นและกดขี่คนต่างสีผิว เกิดอาการ &#8216;ตื่นรู้&#8217; ภายใต้สโลแกน Black Lives Matter หรือ BLM–ซึ่งว่ากันแฟร์ ๆ ก็อาจจะเกิดมานานแล้วในรูปแบบการแสดงออกต่างๆ ที่ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง–และได้โอกาสแสดงเจตจำนงที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงจริงๆ จังๆ เสียที</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101156" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BYzlkNzA2YzktODBjMS00OTdmLTljOTctZGI2MjU5ZjE3N2ExXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_.jpg" alt="" width="992" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BYzlkNzA2YzktODBjMS00OTdmLTljOTctZGI2MjU5ZjE3N2ExXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_.jpg 992w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BYzlkNzA2YzktODBjMS00OTdmLTljOTctZGI2MjU5ZjE3N2ExXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-300x218.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BYzlkNzA2YzktODBjMS00OTdmLTljOTctZGI2MjU5ZjE3N2ExXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-768x557.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BYzlkNzA2YzktODBjMS00OTdmLTljOTctZGI2MjU5ZjE3N2ExXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-600x435.jpg 600w" sizes="(max-width: 992px) 100vw, 992px" /></p>
<p>ชนวนการถอดหนังออกจากช่องเริ่มมาจากการที่ John Ridley มือเขียนบทรางวัลออสการ์จากหนังเรื่อง <em>12 </em><em>Years a Slave </em>เขียนบทความโจมตีหนังอย่างรุนแรงในช่วงที่กระแส BLM กำลังโหมกระพือ โดยรีดลีย์บอกว่า “<em>Gone With the Wind </em>เป็นหนังที่เพิกเฉย ไม่รู้สึกรู้สมกับความน่าสะพรึงกลัวของระบบทาส และยังสร้างภาพจำอันน่าเจ็บปวดที่ไม่มีทางลบเลือนได้ของคนผิวดำ” และยังเรียกร้องให้ผู้เป็นเจ้าของคอนเทนต์ทั้งหลาย ทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงศรัทธาต่อการเปลี่ยนแปลง พูดง่ายๆ ว่าด่าฮอลลีวูดนั่นเอง ว่าต้องสำเหนียกตัวว่าเป็นผู้ตอกย้ำค่านิยมอันเต็มไปด้วยอคติมาตลอด และต้องเลิกวาดภาพความเป็นปีศาจให้กับคนผิวสี หรือจะตีความเลยไปว่าเป็นคนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ ด้วย</p>
<p>HBO น่าจะเห็นกระแสว่าถ้าไม่ทำอะไรอาจจะโดนทัวร์ลง เพราะตอนนั้น BLM ก็กำลังพีค จึงจัดการยก <em>Gone With the Wind </em>ออกจากเมนูชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าเพราะหนัง “แสดงค่านิยมที่ไม่ตรงกับหลักการของ WarnerMedia” ตามแผนคือ หนังเรื่องนี้จะถูกใส่กลับมาให้ผู้ชมเลือกดูได้อีกในไม่ช้า แต่จะมาพร้อมกับคำอธิบายถึงบริบททางประวัติศาสตร์ หรือพูดอีกอย่างว่าจะกลับมาพร้อมกับ &#8216;คำเตือน&#8217; ว่าถึงนี่จะเป็นหนังคลาสสิกขึ้นหิ้งมา 80 กว่าปี แต่มุมมองของมันบกพร่องยังไงในสายตาของคนปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>แมมมี่ vs </strong><strong>สกาเล็ต โอฮารา</strong></h3>
<p><em>Gone With the Wind </em>เป็นหนังรางวัลออสการ์จากปี 1939  ปีทองที่ฮอลลีวูดมีหนังดีๆ เข้าขั้นหนังอมตะเรื่องอื่นออกมาหลายเรื่อง (เช่น <em>The Wizard of Oz </em>และ <em>Stagecoach</em>)<em>วิมานลอย </em>เคยเข้าฉายในเมืองไทย จนดารานำสองคน Vivien Leigh ในบทคุณหนู Scarlett O&#8217;Hara และ Clark Gable ในบทชายหนุ่มนักรัก Rhett Butler กลายเป็นชื่อติดปาก และเมื่อสองปีก่อน หอภาพยนตร์ได้นำหนังเรื่องนี้กลับมาฉายรอบพิเศษที่โรงสกาลา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101142" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMDVlZTNlNDAtZGRjNS00Njk3LTk0NGItNDFmOTNmNGVhMDFlXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_.jpg" alt="" width="992" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMDVlZTNlNDAtZGRjNS00Njk3LTk0NGItNDFmOTNmNGVhMDFlXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_.jpg 992w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMDVlZTNlNDAtZGRjNS00Njk3LTk0NGItNDFmOTNmNGVhMDFlXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-300x218.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMDVlZTNlNDAtZGRjNS00Njk3LTk0NGItNDFmOTNmNGVhMDFlXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-768x557.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMDVlZTNlNDAtZGRjNS00Njk3LTk0NGItNDFmOTNmNGVhMDFlXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-600x435.jpg 600w" sizes="(max-width: 992px) 100vw, 992px" /></p>
<p>สรุปสั้นๆ หนังสร้างจากนิยายของ Margaret Mitchell ว่าด้วยเรื่องของสการ์เลต โอฮาร่า ลูกสาวใจเด็ดของเจ้าของไร่ฝ้ายในรัฐจอร์เจียที่มีคนงานทาสผิวดำจำนวนมาก กับความรักอันระหกระเหินของเธอกับ Ashley Wilkes (Leslie Howard) และ เรต บัตเลอร์ ฉากหลังของหนังเอพิกเรื่องนี้คือสงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกา เมื่อฝ่ายเหนือ (หรือ Union) มีชัยเหนือฝ่ายใต้ (หรือ Confederacy) ในการรบครั้งสำคัญที่เกตตีสเบิร์ก &#8216;วิมาน&#8217; หรืออาณาจักรไร่ฝ้ายของครอบครัวเธอ จึงหลุดลอยเคว้งคว้างกลายเป็นสถานที่ทิ้งร้าง ญาติพี่น้องและคนงานแตกกระสานซ่านเซ็น และอยู่ที่ตัวสาวน้อยโอฮาร่า ที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อหวังนำความเรืองรองกลับคืนมา</p>
<p>นอกจากตัวละครหลัก ตัวประกอบที่โดดเด่นที่สุดในเรื่องคือแมมมี่ ทาสผิวดำปากกล้าที่เป็นเหมือนแม่นมคอยรับใช้โอฮาร่า แมมมี่รับบทโดย Hattie McDaniel ซึ่งเป็นบทที่ทำให้เธอได้รางวัลออสการ์สาขาดาราประกอบหญิง และเป็นดาราแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รางวัลการแสดงสูงสุดของฮอลลีวูด ทาสหญิงอีกคนในเรื่องชื่อ พริสซี่ แสดงโดย Butterfly McQueen ดาราหญิงที่ไม่สามารถไปร่วมงานเปิดตัวหนังได้ด้วยซ้ำเพราะตอนนั้นอเมริกายังใช้กฎแบ่งแยกสีผิวอยู่ ดาราหญิงทั้งสองคนจะยังรบบทคนใช้–และไม่ได้เล่นบทอื่นเลย–ในหนังต่อมาอีกมากมายหลายเรื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101148" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMTkzMzQxMDk4MF5BMl5BanBnXkFtZTcwOTM5MDkzNQ@@._V1_SX1777_CR001777929_AL_-1024x535.jpg" alt="" width="1024" height="535" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMTkzMzQxMDk4MF5BMl5BanBnXkFtZTcwOTM5MDkzNQ@@._V1_SX1777_CR001777929_AL_-1024x535.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMTkzMzQxMDk4MF5BMl5BanBnXkFtZTcwOTM5MDkzNQ@@._V1_SX1777_CR001777929_AL_-300x157.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMTkzMzQxMDk4MF5BMl5BanBnXkFtZTcwOTM5MDkzNQ@@._V1_SX1777_CR001777929_AL_-768x402.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMTkzMzQxMDk4MF5BMl5BanBnXkFtZTcwOTM5MDkzNQ@@._V1_SX1777_CR001777929_AL_-600x314.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMTkzMzQxMDk4MF5BMl5BanBnXkFtZTcwOTM5MDkzNQ@@._V1_SX1777_CR001777929_AL_.jpg 1777w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา <em>Gone With the Wind </em>เป็นหนังที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั้งจากผู้ชมและนักวิจารณ์ ทั้งจากความอลังการของฉากและโปรดักชั่น เนื้อเรื่องอันสะเทือนใจ และธีมใหญ่ที่เป็นกระดูกสันหลังของเรื่องอย่างสงคราม การพลัดพราก ความรักท่ามกลางเถ้าถ่านของการสู้รบ และพลังของการไม่ยอมแพ้โชคชะตา อีกทั้งเสน่ห์ตรึงตาของดารานำทั้งสองคน รวมๆ แล้วเข้าสูตรหนังคลาสสิกตามขนบฮอลลีวูดเป๊ะๆ หนังได้ออสการ์ 8 ตัว เป็นสถิติของยุคนั้น และในปี 2006 ได้รับการโหวตให้เป็นหนังอเมริกันที่ดีที่สุดตลอดกาลอันดับ 6 โดย American Film Institute</p>
<p>แล้วปัญหาคืออะไร หากเรามองเลยจากเสียงตอบรับกระแสหลักไปสักหน่อย จะเห็นว่าภาพพจน์ของหนังในหมู่คนดูและปัญญาชนผิวสีต่อ <em>Gone With the Wind </em>มีปัญหามาตั้งแต่ต้น เพราะหนังไม่ได้พูดถึงหรือยอมรับความเลวร้ายของระบบทาส</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101152" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BNjBlZDY0OWUtYzVmYy00MzlmLTk3NWUtNTFlNjJiMzgxOTQ5XkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_.jpg" alt="" width="992" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BNjBlZDY0OWUtYzVmYy00MzlmLTk3NWUtNTFlNjJiMzgxOTQ5XkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_.jpg 992w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BNjBlZDY0OWUtYzVmYy00MzlmLTk3NWUtNTFlNjJiMzgxOTQ5XkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-300x218.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BNjBlZDY0OWUtYzVmYy00MzlmLTk3NWUtNTFlNjJiMzgxOTQ5XkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-768x557.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BNjBlZDY0OWUtYzVmYy00MzlmLTk3NWUtNTFlNjJiMzgxOTQ5XkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-600x435.jpg 600w" sizes="(max-width: 992px) 100vw, 992px" /></p>
<p>ตัวละครทาสทั้งหลายถูกวาดภาพภายใต้มายาคติของผู้ที่ยอมรับสภาพของตน (แบบไทยๆ ก็คือมันเป็นเวรเป็นกรรม) และมีความสุขดีในสถานะที่ต่ำต้อย หรือไม่ก็ทำให้ทาสมีภาพจำอันสลัดไม่หลุด เช่นตัวแมมมี่ที่ปากร้าย หรือพริสซี่ที่พูดเสียงสูงดูเหมือนตัวประหลาด ในขณะที่นายทาสต่างเป็นคนดีมีเมตตาไม่เคยใช้ความรุนแรง ไม่รวมถึงอุดมการณ์ใหญ่ที่ครอบหนังทั้งเรื่องอยู่ นั่นคือการสร้างความโรแมนติกให้กับการต่อสู้ของฝ่ายใต้ ซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องการรักษาระบบทาสเอาไว้ หรือพูดอีกอย่างว่า แทนที่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายใต้จะเป็นชัยชนะของทาสที่จะได้รับอิสรภาพ หนังกลับทำให้มันดูเหมือนการสูญเสียครั้งใหญ่ที่ควรค่าแก่การสะอึกสะอื้นร่ำไห้กันพร้อมเพรียงในโรงหนัง</p>
<p>James Baldwin นักเขียนผิวสีคนสำคัญในยุคการต่อสู้เรียกร้องความเท่าเทียมในสังคมอเมริกันบอกเลยว่า <em>Gone With the Wind </em>เป็นหนังที่ &#8216;น่าขยะแขยง&#8217; ส่วนมาร์กาเรต มิตเชล ผู้เขียนนวนิยายตั้งต้นที่กลายมาเป็นหนัง ถูกวิจารณ์ว่าเป็นคนเหยียดผิวที่มองคนผิวดำว่าไม่ต่างจากมนุษย์ถ้ำ และในนิยายของเธอยังมีฉากที่ทาสผิวดำข่มขืนหญิงผิวขาว ก่อนที่พวก KKK หรือ คูคลักซ์แคลนจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย ท่ามกลางเสียงนิยมอื้ออึงของ <em>Gone With the Wind </em>จึงมีความแปดเปื้อนที่หลบซ่อนอยู่ในซอกมุมของประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางพอมาหลายสิบปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101151" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMzQwNWI2NTEtZmFhMS00ZTZjLWIzNjItMDg2ODdmZTZiZTdjXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_.jpg" alt="" width="992" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMzQwNWI2NTEtZmFhMS00ZTZjLWIzNjItMDg2ODdmZTZiZTdjXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_.jpg 992w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMzQwNWI2NTEtZmFhMS00ZTZjLWIzNjItMDg2ODdmZTZiZTdjXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-300x218.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMzQwNWI2NTEtZmFhMS00ZTZjLWIzNjItMDg2ODdmZTZiZTdjXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-768x557.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMzQwNWI2NTEtZmFhMS00ZTZjLWIzNjItMDg2ODdmZTZiZTdjXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-600x435.jpg 600w" sizes="(max-width: 992px) 100vw, 992px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>อัลกอริทึมของยุคสมัย</strong></h3>
<p>หนังหรืองานศิลปะใดๆ ควรถูกตัดสินตามค่านิยมของยุคที่มันถูกสร้างขึ้น หรือตามอุณหภูมิทางสังคมวัฒนธรรมแห่งยุคสมัยที่เปลี่ยนไปกันแน่ หนังอย่าง <em>Gone With the Wind </em>หรือหนังแห่งการเหยียดผิวที่เป็นหนังคลาสสิกอีกเรื่อง <em>The</em> <em>Birth of a Nation </em>ควรมีที่ทางแบบไหนในสายตาของคนดูร่วมสมัย คำถามนี้แตกหน่อจากเหตุการณ์อีกอย่างที่เราเห็นกันมากในช่วงการประท้วง Black Lives Matter คือการทำลายรูปปั้นและอนุสาวรีย์ของบรรดาบุคคลในประวัติศาสตร์ที่เป็น &#8216;คนสำคัญ&#8217; แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นนักค้าทาสหรือนักจักรวรรดินิยมที่เข่นฆ่ากดขี่ผู้คนมากมาย</p>
<p>บางเสียงมองว่าการที่ HBO ยกหนังออกจากช่องเป็นการ &#8216;ตกใจทางการเมือง&#8217; เกินเหตุ เป็นการยอมอ่อนข้อต่อกระแส political correctness เพราะจะว่าไปคนผิวสีจำนวนหนึ่งก็เห็นว่า ถึง <em>Gone With the Wind </em>จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็สร้างตัวละครอย่างแมมมี่ ให้เป็นคนแข็งแกร่งกล้าขึ้นเสียงกับนายจ้าง ตัวแฮตตี้ แมคแดเนียลส์ ที่แสดงเป็นแมมมี่ก็ภูมิใจกับบทนี้และมักโต้เถียงกับคนที่วิจารณ์เธอว่าได้เล่นแต่บทคนใช้</p>
<p>เมืองไทยเราเองก็เคยมีทาส และก็มีละครทีวีที่มีตัวละครทาสอยู่เยอะ เพียงแต่ประเด็นทาสไม่เคยกลายเป็นชนวนถกเถียงทางการเมืองและสังคมสักเท่าไหร่ ต่างจากอเมริกา ซึ่งมรดกปีศาจของยุคแห่งการกดขี่คนผิวดำที่ซื้อตัวมาจากแอฟริกาและคาริเบียนยังคงแทรกซึมอยู่ในองคาพยพและสำนึกของคนจำนวนหนึ่ง และถูกปลุกให้ถูกแสดงออกมากขึ้น รุนแรงขึ้น ในบรรดาฝ่ายขวาที่ได้ใจจากการครองอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การประท้วงครั้งใหญ่ภายใต้ธง Black Lives Matter ที่ช็อกทั้งอเมริกาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เป็นแรงต้านที่ระเบิดขึ้นหลังจากเชื้อได้ปะทุมานานหลายปี เป็นการลุกฮือที่หวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม และเรียกร้องให้มีการจัดระเบียบใหม่ในทุกมิติ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101155" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BYzA2YzBkYTItMDIxNC00NzJkLWIyNGQtMjhjY2EyODFlYjAzXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_.jpg" alt="" width="992" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BYzA2YzBkYTItMDIxNC00NzJkLWIyNGQtMjhjY2EyODFlYjAzXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_.jpg 992w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BYzA2YzBkYTItMDIxNC00NzJkLWIyNGQtMjhjY2EyODFlYjAzXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-300x218.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BYzA2YzBkYTItMDIxNC00NzJkLWIyNGQtMjhjY2EyODFlYjAzXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-768x557.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BYzA2YzBkYTItMDIxNC00NzJkLWIyNGQtMjhjY2EyODFlYjAzXkEyXkFqcGdeQXVyNDE5MTU2MDE@._V1_-600x435.jpg 600w" sizes="(max-width: 992px) 100vw, 992px" /></p>
<p>ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ชมตอบสนองต่อภาพยนตร์แต่ละเรื่องตามภาวะที่เปลี่ยนไป และงานศิลปะอาจส่งผ่านทัศนคติและความหมายที่ต่างกันออกไปสู่ผู้ชมแต่ละรุ่น ไม่ต้องไปดูเรื่องคอขาดบาดตายก็ได้ เอาแค่หนังรักหรือหนังตลกที่เราดูเมื่อตอนอายุ 15 หรือ 20 พอมาดูอีกครั้งตอนเราแก่ลง แต่งงานแล้ว มีลูกแล้ว หย่าแล้ว มีประสบการณ์มากขึ้น มีความเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากขึ้น หรือเมื่อสังคมรอบตัวมีอิทธิพลต่อความคิดในเรื่องต่าง ๆ เปลี่ยนไป เรายังเห็นว่าหนังเรื่องเดิมนั้นเปลี่ยนไป ที่เคยตลกอาจเศร้า ที่เคยเศร้าอาจเป็นสุข ที่คิดว่าถูกกลับไม่ใช่ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมองหนังในแว่นของช่วงเวลาที่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียนรู้การเดินทางของความคิดและประวัติศาสตร์</p>
<p>ดังนั้นการที่ HBO ยกหนังออกจากช่องชั่วคราว อาจจะไม่ใช่การ &#8216;เซนเซอร์ตัวเอง&#8217; อย่างที่ว่าไปตอนต้น แต่เป็นการไตร่ตรองและหาที่ทางใหม่ให้หนังอันมีค่านิยมล้าสมัย จริงๆ แล้ว HBO ควรรีบเอา <em>วิมานลอย </em>กลับมาใส่ในเมนู อย่าไปดองไว้นานจนดูเหมือนเซนเซอร์จริงๆ เพราะการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งควันหลงจากการประท้วงเรียกร้องให้ยุติการเหยียดผิว จะทำให้คนดูที่มีสติปัญญา สามารถดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งด้วยสายตาอีกแบบ อาจจะชอบหนังน้อยกว่าเดิม หรือเหมือนเดิมเพราะดูเพื่อความสวยงาม หรืออาจจะเห็นเหลี่ยมมุมอื่นๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากการตกผลึกทางความคิด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-101143" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMGZjNGMwZGQtNTVlNC00NzNmLThkYjMtMTQ2MjQ5MDk5MmEzXkEyXkFqcGdeQXVyMjk3NTUyOTc@._V1_SY1000_CR0013331000_AL_-1-1024x768.jpg" alt="" width="1024" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMGZjNGMwZGQtNTVlNC00NzNmLThkYjMtMTQ2MjQ5MDk5MmEzXkEyXkFqcGdeQXVyMjk3NTUyOTc@._V1_SY1000_CR0013331000_AL_-1-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMGZjNGMwZGQtNTVlNC00NzNmLThkYjMtMTQ2MjQ5MDk5MmEzXkEyXkFqcGdeQXVyMjk3NTUyOTc@._V1_SY1000_CR0013331000_AL_-1-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMGZjNGMwZGQtNTVlNC00NzNmLThkYjMtMTQ2MjQ5MDk5MmEzXkEyXkFqcGdeQXVyMjk3NTUyOTc@._V1_SY1000_CR0013331000_AL_-1-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMGZjNGMwZGQtNTVlNC00NzNmLThkYjMtMTQ2MjQ5MDk5MmEzXkEyXkFqcGdeQXVyMjk3NTUyOTc@._V1_SY1000_CR0013331000_AL_-1-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/MV5BMGZjNGMwZGQtNTVlNC00NzNmLThkYjMtMTQ2MjQ5MDk5MmEzXkEyXkFqcGdeQXVyMjk3NTUyOTc@._V1_SY1000_CR0013331000_AL_-1.jpg 1333w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>การช่วงชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรมของอุดมการณ์ทางการเมืองและประวัติศาสตร์จากฝ่ายต่างๆ เป็นสมรภูมิที่ไม่มีวันสิ้นสุด โดยความรุนแรงเข้มข้นอาจแตกต่างกันไปด้วยปัจจัยหลากหลาย กรณี <em>Gone With the Wind </em>ในกระแส Black Lives Matter เป็นเพียงตัวอย่างระดับโลกของการช่วงชิงพื้นที่ดังกล่าว และเป็นกรณีสำคัญที่ทำให้เห็นว่า อัลกอริทึมของประวัติศาสตร์ ไม่เคยหยุดนิ่งและมีแต่จะก้าวเดินไปข้างหน้าเสมอ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gone-with-the-wind-of-history/">Gone with the Wind of History: เมื่อวิมานลอยจนหายไปในอัลกอริทึมของประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อันว่าด้วยปีที่ไม่มีเทศกาลหนังเมืองคานส์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-year-without-festival-de-cannes/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ก้อง ฤทธิ์ดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2020 17:33:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[มุมก้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[คานส์]]></category>
		<category><![CDATA[cannes]]></category>
		<category><![CDATA[Festival de Cannes]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลหนังเมืองคานส์]]></category>
		<category><![CDATA[Cannes 2020]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=97603</guid>

					<description><![CDATA[<p>เดือนพฤษภาคมตามปฏิทินภาพยนตร์ปกติที่ยืนยาวมาหลายทศวรรษ นี่คือเดือนของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ (Festival de Cannes) มหกรรมภาพยนตร์โลกที่ทรงอิทธิพลที่สุด งานที่เป็นชีพจรของทิศทางหนังโลกและเป็นเบ้าหลอมรสนิยมคนดูหนังในแต่ละช่วงเวลา เป็นงานแสวงบุญของนักวิจารณ์และสื่อ เป็นงานพรมแดงให้ดาราเปลือยไหล่เดินสะบัดชุด และเป็นตลาดกลางสี่มุมโลกแสนคึกคักที่กระจายภาพเคลื่อนไหวชุดใหม่จากผู้สร้างไปสู่ผู้ชมในดินแดนต่างๆ แต่ไม่ใช่ปีนี้ นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปีที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จะไม่เกิดขึ้น เมื่อไวรัสเริ่มตีโอบยุโรปจนสะบักสะบอม คานส์ประกาศ &#8216;เลื่อน&#8217; การจัดงานจากเดือนพฤษภาคมเป็นกรกฎาคม แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายช้ากว่าที่ทุกคนคิด (หรือแสร้งคิด เพราะจริงๆ ก็น่าจะรู้กันอยู่แล้ว) รัฐบาลฝรั่งเศสออกกฎห้ามจัดอีเวนต์ไปถึงสิงหาคม และสุดท้ายคานส์ก็ออกมายอมรับว่าปีนี้คงจัดไม่ได้ และจะไม่มีการจัด &#8216;เทศกาลออนไลน์&#8217; ให้แสลงใจผู้แสวงบุญสายภาพยนตร์นับหมื่นที่ปกติต้องจาริกข้ามน้ำไปยังเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของฝรั่งเศสทุกปี ภูมิทัศน์ภาพยนตร์โลกในปีนี้ที่ไม่มีเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์คงระส่ำระสาย ข่าวพรมแดงที่ดาราไทยและเทศประโคมโหมทุกปีราวกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์คงหยุดกวนใจเราได้ในครั้งนี้ ส่วนตัวผู้เขียนเอง นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีที่จะไม่ได้ไปร่วมงาน (ไม่อาจหาญเดินพรมแดง แต่ไปหมกอยู่ที่โรงของสื่อในด้านข้าง) คำถามคือ &#8216;เทศกาลภาพยนตร์&#8217; สำคัญยังไงต่อคนดูและต่อระบบการถ่ายเทหนังไปรอบโลก เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ที่ถูกวางบนหิ้งราวกับเป็นสรณะก้าวขึ้นมาเป็นงานที่มีอิทธิพลขนาดนี้ได้ยังไง–และจะยังคงสถานะนั้นต่อไปได้หรือไม่ในโลกที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเช่นตอนนี้ &#160; บุญมโหฬารรูปเงาทั่วโลก งานเทศกาลหนังในโลกมีหลายร้อยเทศกาล ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด แคว้น ประเทศ ไปถึงระดับโลก เมืองเล็กๆ ในอเมริกาหรือยุโรปหลายเมืองต่างมีเทศกาลหนังของตัวเอง เป็นงานทางวัฒนธรรมหรือบันเทิงสำหรับคนในท้องถิ่น เทศกาลใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกตลอดเวลา ตามแต่กำลังทรัพย์ของผู้มีอุปการคุณ (จะเป็นรัฐ เมือง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-year-without-festival-de-cannes/">อันว่าด้วยปีที่ไม่มีเทศกาลหนังเมืองคานส์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เดือนพฤษภาคมตามปฏิทินภาพยนตร์ปกติที่ยืนยาวมาหลายทศวรรษ นี่คือเดือนของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ (Festival de Cannes) มหกรรมภาพยนตร์โลกที่ทรงอิทธิพลที่สุด งานที่เป็นชีพจรของทิศทางหนังโลกและเป็นเบ้าหลอมรสนิยมคนดูหนังในแต่ละช่วงเวลา เป็นงานแสวงบุญของนักวิจารณ์และสื่อ เป็นงานพรมแดงให้ดาราเปลือยไหล่เดินสะบัดชุด และเป็นตลาดกลางสี่มุมโลกแสนคึกคักที่กระจายภาพเคลื่อนไหวชุดใหม่จากผู้สร้างไปสู่ผู้ชมในดินแดนต่างๆ</p>
<p>แต่ไม่ใช่ปีนี้ นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปีที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จะไม่เกิดขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-97659 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18987e4d23bb4073ccf01419decf5a99c6e4cbbd-1024x648.jpeg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18987e4d23bb4073ccf01419decf5a99c6e4cbbd-1024x648.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18987e4d23bb4073ccf01419decf5a99c6e4cbbd-300x190.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18987e4d23bb4073ccf01419decf5a99c6e4cbbd-768x486.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/18987e4d23bb4073ccf01419decf5a99c6e4cbbd-600x380.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>เมื่อไวรัสเริ่มตีโอบยุโรปจนสะบักสะบอม คานส์ประกาศ &#8216;เลื่อน&#8217; การจัดงานจากเดือนพฤษภาคมเป็นกรกฎาคม แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายช้ากว่าที่ทุกคนคิด (หรือแสร้งคิด เพราะจริงๆ ก็น่าจะรู้กันอยู่แล้ว) รัฐบาลฝรั่งเศสออกกฎห้ามจัดอีเวนต์ไปถึงสิงหาคม และสุดท้ายคานส์ก็ออกมายอมรับว่าปีนี้คงจัดไม่ได้ และจะไม่มีการจัด &#8216;เทศกาลออนไลน์&#8217; ให้แสลงใจผู้แสวงบุญสายภาพยนตร์นับหมื่นที่ปกติต้องจาริกข้ามน้ำไปยังเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของฝรั่งเศสทุกปี</p>
<p>ภูมิทัศน์ภาพยนตร์โลกในปีนี้ที่ไม่มีเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์คงระส่ำระสาย ข่าวพรมแดงที่ดาราไทยและเทศประโคมโหมทุกปีราวกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์คงหยุดกวนใจเราได้ในครั้งนี้ ส่วนตัวผู้เขียนเอง นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีที่จะไม่ได้ไปร่วมงาน (ไม่อาจหาญเดินพรมแดง แต่ไปหมกอยู่ที่โรงของสื่อในด้านข้าง)</p>
<p>คำถามคือ &#8216;เทศกาลภาพยนตร์&#8217; สำคัญยังไงต่อคนดูและต่อระบบการถ่ายเทหนังไปรอบโลก เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ที่ถูกวางบนหิ้งราวกับเป็นสรณะก้าวขึ้นมาเป็นงานที่มีอิทธิพลขนาดนี้ได้ยังไง–และจะยังคงสถานะนั้นต่อไปได้หรือไม่ในโลกที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเช่นตอนนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-97657 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6124a09cb2339a08d6ead046621f04d9c2a19fc4-1024x648.jpeg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6124a09cb2339a08d6ead046621f04d9c2a19fc4-1024x648.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6124a09cb2339a08d6ead046621f04d9c2a19fc4-300x190.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6124a09cb2339a08d6ead046621f04d9c2a19fc4-768x486.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6124a09cb2339a08d6ead046621f04d9c2a19fc4-600x380.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-97642 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/08bfd1a4550af17f3dca956bc171179c02729f78-1024x648.jpeg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/08bfd1a4550af17f3dca956bc171179c02729f78-1024x648.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/08bfd1a4550af17f3dca956bc171179c02729f78-300x190.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/08bfd1a4550af17f3dca956bc171179c02729f78-768x486.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/08bfd1a4550af17f3dca956bc171179c02729f78-600x380.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-97630 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1bd26c307d95c5da7693d700a20c340d10418201-1024x648.jpeg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1bd26c307d95c5da7693d700a20c340d10418201-1024x648.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1bd26c307d95c5da7693d700a20c340d10418201-300x190.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1bd26c307d95c5da7693d700a20c340d10418201-768x486.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/1bd26c307d95c5da7693d700a20c340d10418201-600x380.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>บุญมโหฬารรูปเงาทั่วโลก</strong></h3>
<p>งานเทศกาลหนังในโลกมีหลายร้อยเทศกาล ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด แคว้น ประเทศ ไปถึงระดับโลก เมืองเล็กๆ ในอเมริกาหรือยุโรปหลายเมืองต่างมีเทศกาลหนังของตัวเอง เป็นงานทางวัฒนธรรมหรือบันเทิงสำหรับคนในท้องถิ่น เทศกาลใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกตลอดเวลา ตามแต่กำลังทรัพย์ของผู้มีอุปการคุณ (จะเป็นรัฐ เมือง หรือเอกชนก็ตาม) เช่นของไทยเองก็มีเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนที่จัดมาราว 4 ปี พม่าก็เริ่มมีเทศกาลหนังหลังประเทศผ่อนคลายมากขึ้น ที่หลวงพระบางก็มีเทศกาลหนัง เรียกตามชื่อภาษาลาวว่า งานบุญมโหฬารรูปเงาหลวงพระบาง จัดมาได้เกือบสิบปีทั้งๆ ที่เมืองริมโขงนี้ไม่มีโรงหนังสักโรง แต่ใช้วิธีฉายกลางแปลงสลับกับฉายในห้องประชุม</p>
<p>แต่ในบรรดาเทศกาลทั้งหลายในโลก มีเทศกาลระดับ &#8216;เมเจอร์&#8217; (นึกถึงทัวร์นาเมนต์เทนนิส) หรือเทศกาลที่สำคัญมากระดับโลกอยู่เพียง 3-4 เทศกาล ได้แก่ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโต จะเห็นได้ว่าเป็นเทศกาลในเมืองฝรั่งทั้งหมด ฝั่งเอเชียเทศกาลที่น่าจะพอเทียบชั้นได้คือเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานที่เกาหลีใต้ บางคนอาจจะถามว่าแล้วเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ล่ะ ได้ยินชื่อบ่อยๆ คำตอบคือซันแดนซ์เน้นแต่หนังอเมริกันเป็นหลัก ในขณะที่เทศกาลใหญ่อื่นๆ รองรับหนังจากทั่วโลก</p>
<p>แต่ในบรรดาเทศกาลระดับเมเจอร์ด้วยกันเอง คานส์ถือว่ายืนตระหง่านให้เพื่อนๆ ได้อิจฉามาหลายสิบปีด้วยเหตุผลที่เดี๋ยวจะว่าต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-97632" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2a4a1604fe35f1066b39dcff290cad6dabc4522c-1024x648.png" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2a4a1604fe35f1066b39dcff290cad6dabc4522c-1024x648.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2a4a1604fe35f1066b39dcff290cad6dabc4522c-300x190.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2a4a1604fe35f1066b39dcff290cad6dabc4522c-768x486.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/2a4a1604fe35f1066b39dcff290cad6dabc4522c-600x380.png 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ก่อนอื่นขอย้อนมาคุยต่อสักนิดว่า เทศกาลที่ว่ามีเป็นร้อยๆ นี่จัดขึ้นมาทำไม อย่างที่เกริ่นไว้เทศกาลหนังทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น เป็นงานทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการดูหนังที่นอกเหนือไปจากหนังปกติที่เข้าโรง ให้ผู้ชมได้ปะทะกับหนังจากที่อื่นๆ ในโลกที่ไม่มีโอกาสดูได้ง่ายๆ หรือจะเป็นงานที่จัดเพื่อเหตุผลทางธุรกิจ เพื่อให้มีการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนหนังใหม่ หรือบางที่ก็จัดเทศกาลหนังเพื่อโปรโมตเมืองให้มีสีสันหรือเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีเทศกาลเฉพาะทางอื่นๆ เช่น เทศกาลหนัง LGBT เทศกาลหนังสิทธิมนุษยชน เทศกาลหนังสารคดี เทศกาลหนังชนเผ่า ฯลฯ บางเมืองมี 3-4 เทศกาลเวียนกันจัดในแต่ละเดือน หากจะสรุปให้เห็นภาพ เทศกาลหนังเป็นเครื่องมือที่ใช้ส่งเสริมความหลากหลายของวัฒนธรรมการดูหนังและเป็นการตอบโต้หรือวิพากษ์วิจารณ์กลายๆ ต่อพลังไร้เทียมทานของโรงงานผลิตหนังฮอลลีวูด (และหนังออสการ์) ที่ครอบงำรสนิยมคนดูแทบทั้งโลกไปแล้ว</p>
<p>ถ้าใครเกิดทันเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ (Bangkok International Film Festival) ที่มีขึ้นระหว่างปี 2544 ถึงประมาณปี 2550 คงจำได้ว่างานของเราจัดขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักคือเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว แต่ก็ทำให้นักดูหนังในไทยได้อานิสงส์ชมหนังดังๆ ในช่วงนั้นอยู่มาก แถมทางการยังประกาศฝันเฟื่องว่าจะปั้นให้เทศกาลหนังกรุงเทพฯ ก้าวขึ้นมาวัดระดับกับเทศกาลปูซาน น่าเสียดายที่งานดันเผชิญวิบากกรรมอันเกิดจากคดีคอร์รัปชั่นอื้อฉาวเมื่อข้าราชการไทยระดับสูงไปรับสินบนจากผู้รับจ้างจัดงานชาวอเมริกัน เป็นข่าวใหญ่โตระดับโลกและศาลทั้งสองประเทศตัดสินแล้วว่ามีความผิดจริง กลายเป็นกรณีศึกษาโด่งดังว่าด้วยด้านมืดของเทศกาลภาพยนตร์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-97668 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/f364cedeacc34c78da396527684e86bf70ff1429-1024x648.jpeg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/f364cedeacc34c78da396527684e86bf70ff1429-1024x648.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/f364cedeacc34c78da396527684e86bf70ff1429-300x190.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/f364cedeacc34c78da396527684e86bf70ff1429-768x486.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/f364cedeacc34c78da396527684e86bf70ff1429-600x380.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-97646 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9f73df4b72da256cec6d37bfded5dc2f2c44b814-1024x648.jpeg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9f73df4b72da256cec6d37bfded5dc2f2c44b814-1024x648.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9f73df4b72da256cec6d37bfded5dc2f2c44b814-300x190.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9f73df4b72da256cec6d37bfded5dc2f2c44b814-768x486.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9f73df4b72da256cec6d37bfded5dc2f2c44b814-600x380.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-97641" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7d54b87f5c28ccf21ca24e39b40b5fdc57c59cd9-1024x648.jpg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7d54b87f5c28ccf21ca24e39b40b5fdc57c59cd9-1024x648.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7d54b87f5c28ccf21ca24e39b40b5fdc57c59cd9-300x190.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7d54b87f5c28ccf21ca24e39b40b5fdc57c59cd9-768x486.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/7d54b87f5c28ccf21ca24e39b40b5fdc57c59cd9-600x380.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-97640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6a96927925a135a5ff2680442606507cccb4dd5e-1024x648.jpg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6a96927925a135a5ff2680442606507cccb4dd5e-1024x648.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6a96927925a135a5ff2680442606507cccb4dd5e-300x190.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6a96927925a135a5ff2680442606507cccb4dd5e-768x486.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/6a96927925a135a5ff2680442606507cccb4dd5e-600x380.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ใครๆ ก็อยากขึ้นคานส์</strong></h3>
<p>เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เริ่มต้นในปี 1939 โดยฝรั่งเศสต้องการงานใหม่เพื่อแข่งขันกับเทศกาลหนังเวนิส (ซึ่งเป็นเทศกาลหนังที่เก่าแก่ที่สุดในโลก) เทศกาลหนังเวนิสในตอนนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายฟาสซิสต์ ถึงขั้นที่ว่าทั้งมุสโสลินีและฮิตเลอร์เข้ามาแทรกแซงว่าหนังเรื่องไหนควรจะได้รางวัลเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่ออุดมการณ์ของพวกตน แต่ประวัติศาสตร์ช่วงนั้นช่างพลิกผัน เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งแรกเปิดงานไปได้คืนเดียวก็ต้องยกเลิกเพราะเยอรมนีบุกโปแลนด์ทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้น งานที่จัดเตรียมไว้เป็นหมันทั้งหมด ส่วนดาราฮอลลีวูดมากมายที่นั่งเรือสำราญข้ามฝั่งมหาสมุทรมาจากอเมริกาเป็นอันต้องแยกย้ายกลับบ้าน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-97649" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/91c749ada4ebc52bd145b34bc30b6c66103ee697-676x1024.jpg" alt="" width="676" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/91c749ada4ebc52bd145b34bc30b6c66103ee697-676x1024.jpg 676w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/91c749ada4ebc52bd145b34bc30b6c66103ee697-198x300.jpg 198w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/91c749ada4ebc52bd145b34bc30b6c66103ee697-768x1163.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/91c749ada4ebc52bd145b34bc30b6c66103ee697-600x909.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/91c749ada4ebc52bd145b34bc30b6c66103ee697.jpg 1664w" sizes="(max-width: 676px) 100vw, 676px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-97644" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d485d2043680d4c7768c050365fd8949e39a090-740x1024.jpg" alt="" width="740" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d485d2043680d4c7768c050365fd8949e39a090-740x1024.jpg 740w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d485d2043680d4c7768c050365fd8949e39a090-217x300.jpg 217w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d485d2043680d4c7768c050365fd8949e39a090-768x1062.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d485d2043680d4c7768c050365fd8949e39a090-600x830.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d485d2043680d4c7768c050365fd8949e39a090.jpg 1836w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>งานมาเริ่มใหม่หลังสงครามเมื่อปี 1946 ดำเนินต่อมาเรื่อยๆ อย่างแข็งขัน สร้างความน่าเชื่อถือและสนับสนุนผู้กำกับหนังใหม่ๆ ที่มีบทบาทในช่วงทศวรรษที่ 50 และ 60 จนมาถึงปี 1968 ที่งานต้องสะดุดอีกครั้งเมื่อเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วฝรั่งเศส ผู้กำกับหนังสายกบฏบุกมาที่งานเพื่อประท้วงว่าคานส์จะจัดต่อไปทำไม ภาพยนตร์จะสำคัญได้ยังไงในสภาวะแห่งการเรียกร้องทางสังคมอันรุนแรงเช่นนี้ สุดท้ายงานก็ต้องยกเลิกกลางคันหลังจากฉายหนังไปได้ไม่กี่เรื่อง นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่คานส์ไม่เกิดขึ้นตามกำหนดการ–ก่อนสิ่งเดียวกันจะเกิดขึ้นอีกครั้งในปีนี้</p>
<p>หากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีนี้ไม่ถูกไวรัสไล่จนต้องเลิก จะเป็นงานครั้งที่ 73 (ครั้งที่แล้วรางวัลปาล์มทองคำตกเป็นของ <em>Parasite</em>) และเช่นเคย ผู้เข้าร่วมงานน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 40,000 คนดังที่เป็นมาตลอดในช่วง 10 ปีหลัง สาเหตุที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เป็นงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก คนทำหนังทุกคนต่างฝันว่าสักวันจะมีหนังของตนได้รับคัดเลือกมาฉายที่นี่ เป็นงานมีผู้เข้าร่วมมากมายจนแน่นเมือง มีนักข่าวหลายพันคนมาทำข่าว และมีบรรยากาศฟู่ฟ่าหรูหราจนบางครั้งน่าหมั่นไส้ ทั้งหมดนี้มาจากปัจจัยหลายอย่างทั้งในแง่ศิลปวัฒนธรรม ธุรกิจ และปัจจัยที่ขอเรียกว่า glamour effect</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-97643 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d464facd7e077065b2fac5a6d234637abf6be19-1024x648.jpeg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d464facd7e077065b2fac5a6d234637abf6be19-1024x648.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d464facd7e077065b2fac5a6d234637abf6be19-300x190.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d464facd7e077065b2fac5a6d234637abf6be19-768x486.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/9d464facd7e077065b2fac5a6d234637abf6be19-600x380.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ในแง่ศิลปะ คานส์ล้อไปกับบุคลิกทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ที่เป็นดินแดนของคนบ้าหนังและบูชาภาพยนตร์ในฐานะศิลปะอันเป็นเอกเทศ ผู้กำกับคนสำคัญในโลกช่วง 40-50 ปีหลังต่างเคยผ่านเวทีคานส์มาแล้ว เรียกว่าได้มา &#8216;เจิม&#8217; ที่นี่กันหมด ไม่ว่าจะฝั่งอเมริกา ยุโรป เอเชีย หรือแม้แต่ไทย แต่ปัจจัยสำคัญอีกประการคือการที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ริเริ่ม &#8216;ตลาดภาพยนตร์&#8217; (Marché du Film) ขึ้นในปี 1959</p>
<p>ตลาดหนังก็เหมือนตลาดสินค้านานาชาติอื่นๆ คือที่ที่บริษัทขายหนังมาเปิดบูทขายสินค้าที่ตนผลิต ดังนั้นนอกเหนือไปจากส่วนที่เป็นงานศิลปะ อันหมายถึงหนังที่ได้รับเชิญให้มาประกวดหรือฉายเรียกเสียงวิจารณ์ คานส์ยังมองเห็นว่าโลกของภาพยนตร์มีมิติของการค้าอยู่ด้วยอย่างแยกไม่ได้ ตลาดหนังที่คานส์จึงเติบโตและมีผู้ซื้อ-ขายเดินทางมาร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ คนทำหนังไทยบางคนบุกบั่นไปขายหนังที่คานส์ตั้งแต่ 30 กว่าปีก่อน และในช่วง 20 ปีหลังบริษัทหนังในไทยไปออกร้านที่ตลาดเมืองคานส์แทบจะครบทุกบริษัททุกปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-97656 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3833c44953a820d194a635e2054a03b3b2c1632b-1024x648.jpeg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3833c44953a820d194a635e2054a03b3b2c1632b-1024x648.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3833c44953a820d194a635e2054a03b3b2c1632b-300x190.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3833c44953a820d194a635e2054a03b3b2c1632b-768x486.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3833c44953a820d194a635e2054a03b3b2c1632b-600x380.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-97658 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8743eafb5a228b9ab772d89afda2c070f24243b7-1024x648.jpg" alt="" width="1024" height="648" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8743eafb5a228b9ab772d89afda2c070f24243b7-1024x648.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8743eafb5a228b9ab772d89afda2c070f24243b7-300x190.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8743eafb5a228b9ab772d89afda2c070f24243b7-768x486.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/8743eafb5a228b9ab772d89afda2c070f24243b7-600x380.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ส่วนปัจจัย glamour effect ก็ตามนั้น พรมแดงของคานส์เป็นพรมแดงแห่งตำนาน เป็นทางเดินทอดขึ้นบันไดยาวเพื่อเข้าสู่ Grande Theatre Lumiere ความอลังการของพื้นที่ เรื่องราวที่สั่งสม พลังของภาพและสื่อที่ทำให้คนที่ได้เดินพรมแดงคานส์กลายเป็นเทพเป็นดาราไปเสียทุกคน (ทั้งที่ไม่ใช่) ถูกใช้เพื่อเปล่งราศีแห่งความเวอร์วังของเทศกาลคานส์ยิ่งๆ ขึ้นทุกปี จนกลายเป็นว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามเรื่องภาพยนตร์ ไพล่ไปคิดว่าคานส์คืองานพรมแดงหรืองานแสดงแฟชั่น โดยไม่สนใจว่าเหนืออื่นใดนี่คืองานแสดงภาพยนตร์และซื้อ-ขายภาพยนตร์</p>
<p>ด้วยปัจจัยเหล่านี้กลไกของภาพยนตร์โลกจึงหมุนไปด้วยเลือดที่สูบฉีดจากหัวใจที่เมืองคานส์ การที่งานไม่สามารถจัดได้ทำให้หนังจำนวนมากไม่มีที่เปิดตัว โดยเฉพาะหนังฝรั่งเศส ส่วนหนังอาร์ตจากที่อื่นๆ ของโลกก็ต้องการเทศกาลใหญ่ๆ เช่นคานส์ เพื่อสร้างโปรไฟล์ ส่วนตลาดซื้อ-ขายหนังที่ไม่ขยับ ทำให้เงินไม่เขยื้อน ธุรกิจหนังทั้งโลกก็ชะงักตามไปด้วย ถึงแม้คานส์จะย้ายส่วนที่เป็นตลาดไปจัดออนไลน์ในปีนี้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากเท่าเดิมหรือจะประสบผลสำเร็จเหมือนเดิมหรือไม่</p>
<p>สิ่งที่คานส์ประกาศว่าจะทำในตอนนี้หลังจากเทศกาลต้องยกเลิกคือ การประกาศรายชื่อหนังที่เข้าข่ายได้รับการคัดเลือกในปีนี้และแปะตรา Cannes 2020 ให้ ทั้งนี้เพราะการรับรองจากคานส์ (ถึงจะไม่มีเทศกาลจริง) มีพลังในการส่งเสริมหน้าตาและโอกาสทางธุรกิจของหนังเรื่องนั้นๆ</p>
<p>ฟังดูอาจจะเหมือนคานส์ตั้งตัวเป็นผู้ให้คุณให้โทษ เป็นนิ้วเพชรที่ชี้เป็นชี้ตายให้หนัง แต่ในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้นอยู่ไม่น้อย อีกทั้งคานส์ยังต้องช่วยแบกอนาคตของหนังฝรั่งเศสที่พึ่งพารัศมีในการพยุงตัวให้รอดปลอดภัยไปจากภัยไวรัสครั้งนี้</p>
<p>การไม่มีเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ไม่ได้แปลว่าไม่มีเพียงแค่พรมแดงและข่าวดารา แต่หมายถึงการที่วงการภาพยนตร์โลกถูก disrupt ครั้งมโหฬาร แน่นอนว่าโลกนี้ยังมีเทศกาลอื่น และแน่นอนว่าเรายังดูหนังสตรีมมิงได้ แต่วัฒนธรรมการชมภาพยนตร์และวงจรธุรกิจหนังในปีที่ไม่มีเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เป็นบททดสอบใหม่ที่ยังไม่มีใครมองออกจริงๆ ว่าจะหนักหนาสาหัสขนาดไหน และมนต์เสน่ห์เรืองรองที่สร้างมาตลอด 7 ทศวรรษจะช่วยให้คานส์กลับมาเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกได้อย่างรวดเร็วและไร้บาดแผลได้เพียงใด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-97634" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-6-1024x749.jpg" alt="" width="1024" height="749" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-6-1024x749.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-6-300x220.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-6-768x562.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-6-600x439.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/3-6.jpg 1473w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-year-without-festival-de-cannes/">อันว่าด้วยปีที่ไม่มีเทศกาลหนังเมืองคานส์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;ภาพยนตร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีอนาคต&#8221; หลุยส์ ลูมิแอร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/louis-lumiere/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ก้อง ฤทธิ์ดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Apr 2020 15:00:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[มุมก้อง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[Louis Lumiere]]></category>
		<category><![CDATA[Cinématographe]]></category>
		<category><![CDATA[หลุยส์ ลูมิแอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลเมืองคานส์]]></category>
		<category><![CDATA[บ็อกซ์ออฟฟิศ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[คานส์ ไลอ้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=95281</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน &#8216;ภาพยนตร์&#8217; ก็ถูกปรามาสว่าอีกไม่ช้าชะตาขาดแน่นอน ใครที่ไหนอยากจะมาดูภาพเคลื่อนไหวที่จำลองชีวิตจริงฉายบนจอสีขาว ที่น่าแปลกคือ ผู้ที่เอ่ยคำพูดมรณานุสติข้างบน ไม่ใช่คนชังหนังที่ไหน แต่เป็นหนึ่งในผู้ที่ประดิษฐ์ภาพยนตร์อย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ หลุยส์ ลูมิแอร์ เป็นหนึ่งในสองพี่น้องตระกูลลูมิแอร์ที่สร้างเครื่องถ่ายและเครื่องฉาย Cinématographe และเป็นผู้นำภาพเคลื่อนไหวออกฉายขึ้นจอใหญ่โดยเก็บเงินคนดูเป็นครั้งแรกในโลกที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1895 ซึ่งต่อมาถูกนับเป็นวันกำเนิดภาพยนตร์โลก น่าสนใจที่ภาพยนตร์หมกมุ่นกับความตายตัวเองมาตั้งแต่เกิด แม้แต่คนที่ให้กำเนิดภาพยนตร์อย่างหลุยส์ ลูมิแอร์ ยังจินตนาการถึงหลุมศพเพราะไม่เชื่อเลยว่านวัตกรรมมหัศจรรย์ของตัวเองจะมีชีวิตยืนยาวได้ (หากไปถามซิกมุนด์ ฟรอยด์ อาจจะมีคำอธิบายทางปรัชญาว่าด้วย death anxiety คิดว่าเราคงไม่ต้องไปไกลกันขนาดนั้นจะดีกว่า) แต่อย่างที่เราเห็น นอกจากภาพยนตร์จะมีชีวิตยืนยาวมาถึงตอนนี้ มันยังกลายเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรม ความคิด ความบันเทิง และเศรษฐกิจของหลายประเทศในโลก หลังจากที่พี่น้องลูมิแอร์ฉายหนังขึ้นจอวันนั้นแล้ว ว่ากันว่าจอหนังไม่เคยดับแสง ภาพไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว ช่องขายตั๋วไม่เคยเหงา เพราะไม่ว่าที่ใดที่หนึ่งในโลกจะมีการฉายหนังอยู่ตลอดทุกนาทีมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว ยกเว้นตอนนี้ ยกเว้นเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ &#160; ที่หวนนึกถึงความตายของภาพยนตร์ ก็เพราะสถานการณ์ไวรัสโคโรนาบุกโลก ที่ทำให้จอหนังต้องดับลงทั่วโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพราะในสัปดาห์นี้มีเพียงจีนเท่านั้นที่อาจหาญเริ่มเปิดโรงหนังอีกครั้ง นอกจากนั้นแล้วเมืองแทบทุกเมืองในโลกได้สั่งปิดโรงหนังมานับเดือนแล้ว ไม่เว้นแม้เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองของโรงหนัง อย่างลอสแอนเจลิส ปารีส นิวยอร์ก มุมไบ และไทยด้วย สองปราการใหญ่ล่มไปนานแล้วด้วยแรงไวรัส [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/louis-lumiere/">&#8220;ภาพยนตร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีอนาคต&#8221; หลุยส์ ลูมิแอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน &#8216;ภาพยนตร์&#8217; ก็ถูกปรามาสว่าอีกไม่ช้าชะตาขาดแน่นอน ใครที่ไหนอยากจะมาดูภาพเคลื่อนไหวที่จำลองชีวิตจริงฉายบนจอสีขาว</p>
<p>ที่น่าแปลกคือ ผู้ที่เอ่ยคำพูดมรณานุสติข้างบน ไม่ใช่คนชังหนังที่ไหน แต่เป็นหนึ่งในผู้ที่ประดิษฐ์ภาพยนตร์อย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้</p>
<p>หลุยส์ ลูมิแอร์ เป็นหนึ่งในสองพี่น้องตระกูลลูมิแอร์ที่สร้างเครื่องถ่ายและเครื่องฉาย Cinématographe และเป็นผู้นำภาพเคลื่อนไหวออกฉายขึ้นจอใหญ่โดยเก็บเงินคนดูเป็นครั้งแรกในโลกที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1895 ซึ่งต่อมาถูกนับเป็นวันกำเนิดภาพยนตร์โลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-95930" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/8.4_Inventorswhochangedtheworld.jpg" alt="" width="800" height="542" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/8.4_Inventorswhochangedtheworld.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/8.4_Inventorswhochangedtheworld-300x203.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/8.4_Inventorswhochangedtheworld-768x520.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/8.4_Inventorswhochangedtheworld-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>น่าสนใจที่ภาพยนตร์หมกมุ่นกับความตายตัวเองมาตั้งแต่เกิด แม้แต่คนที่ให้กำเนิดภาพยนตร์อย่างหลุยส์ ลูมิแอร์ ยังจินตนาการถึงหลุมศพเพราะไม่เชื่อเลยว่านวัตกรรมมหัศจรรย์ของตัวเองจะมีชีวิตยืนยาวได้ (หากไปถามซิกมุนด์ ฟรอยด์ อาจจะมีคำอธิบายทางปรัชญาว่าด้วย death anxiety คิดว่าเราคงไม่ต้องไปไกลกันขนาดนั้นจะดีกว่า) แต่อย่างที่เราเห็น นอกจากภาพยนตร์จะมีชีวิตยืนยาวมาถึงตอนนี้ มันยังกลายเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรม ความคิด ความบันเทิง และเศรษฐกิจของหลายประเทศในโลก</p>
<p>หลังจากที่พี่น้องลูมิแอร์ฉายหนังขึ้นจอวันนั้นแล้ว ว่ากันว่าจอหนังไม่เคยดับแสง ภาพไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว ช่องขายตั๋วไม่เคยเหงา เพราะไม่ว่าที่ใดที่หนึ่งในโลกจะมีการฉายหนังอยู่ตลอดทุกนาทีมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว</p>
<p>ยกเว้นตอนนี้ ยกเว้นเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่หวนนึกถึงความตายของภาพยนตร์ ก็เพราะสถานการณ์ไวรัสโคโรนาบุกโลก ที่ทำให้จอหนังต้องดับลงทั่วโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพราะในสัปดาห์นี้มีเพียงจีนเท่านั้นที่อาจหาญเริ่มเปิดโรงหนังอีกครั้ง นอกจากนั้นแล้วเมืองแทบทุกเมืองในโลกได้สั่งปิดโรงหนังมานับเดือนแล้ว ไม่เว้นแม้เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองของโรงหนัง อย่างลอสแอนเจลิส ปารีส นิวยอร์ก มุมไบ และไทยด้วย</p>
<p>สองปราการใหญ่ล่มไปนานแล้วด้วยแรงไวรัส หนึ่งคือฮอลลีวูด ที่ทุกอย่างหยุดชะงัก กองถ่ายต้องพักและดาราไม่มีอะไรทำถึงขึ้นต้องมาสร้างคอนเทนต์น่ารำคาญในอินสตาแกรม สองคือยุโรป ทวีปที่ภาพยนตร์มีประวัติศาสตร์เก่าแก่และเป็นความภูมิใจทางวัฒนธรรม สัญญาณหนึ่งคือเมื่อเทศกาลหนังที่สำคัญที่สุดในโลกอย่างเทศกาลเมืองคานส์ในฝรั่งเศส ยังต้องพับ ประกาศเลื่อน และอาจจะต้องยอมแพ้ยกเลิกการจัดในไม่ช้า ส่งผลให้หนังอาร์ตขาดที่พึ่งและระบบนิเวศของตลาดหนังโลกสั่นคลอนอย่างน่ากลัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จะว่าไปภาพยนตร์เคยผ่านวิกฤตใหญ่มาหลายครั้ง สงครามโลกก็สองครั้งเข้าไปแล้ว เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกก็อีกหลายรอบ ตามมาด้วยภยันตรายที่ขู่เอาชีวิตและเกือบทำให้สมพรปากลูมิแอร์หลายอย่าง ทั้งการกำเนิดของโทรทัศน์ในช่วงกลางศตวรรษที่แล้ว ที่ทำให้เกิดความตระหนกว่าคนจะดูทีวีที่บ้านและไม่ออกไปดูหนัง ตามมาด้วยเทคโนโลยี home movie ทุกรูปแบบ ทั้งวิดีโอเทป เลเซอร์ดิสก์ ดีวีดี บลูเรย์ และล่าสุดคือหนังสตรีมมิ่ง อย่าง Netflix และอื่นๆ</p>
<p>ทุกครั้ง ภาพยนตร์เอาตัวรอดผ่านมาได้ แถมเมื่อฆ่าไม่ตายกลับยังแข็งแกร่งขึ้นด้วยซ้ำ แม้แต่ในเวลาสงคราม หนังก็ยังฉายได้ในบางประเทศ ในอังกฤษ สงครามโลกครั้งที่สองกลับทำให้โรงหนังมีจำนวนคนดูเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ ส่วนในอเมริกา สงครามกลับยิ่งทำให้ฮอลลีวูดทรงพลังขึ้นในฐานะอุตสาหกรรมความบันเทิงช่วงที่การก่อการร้ายยังชุก และเคยมีการกราดยิงในโรงภาพยนตร์ในอเมริกา โรงหนังก็ถูกมองว่าเป็นสถานที่พึงหลีกเลี่ยง แต่เพียงไม่ถึงเดือนทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ ราวกับไม่เคยเกิดเหตุร้ายให้ระคายเคืองใดๆ</p>
<p>ดังนั้นความเพลี่ยงพล้ำอันมาจากไวรัสระบาดครั้งนี้จึงเป็นปรากฏการณ์ที่หนักหนาและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่เคยเลยที่โรงหนังแทบทั้งโลกต้องหยุดฉายหนังนานนับเดือนแบบนี้</p>
<p>ในใจลึกๆ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าพายุไวรัสจะต้องผ่านพ้น ไม่ช้าก็เร็ว คำถามคือ สถานการณ์ที่ disrupt หรือกระชากทุกระบบอย่างรุนแรงแบบนี้ จะทำให้โลกเปลี่ยนไปยังไงเมื่อฝุ่นหายตลบ โลกของภาพยนตร์จะเหมือนเดิมได้หรือไม่เมื่อโรงหนังเปิดและจอหนังสว่างขึ้นอีกครั้ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-95929" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/8.3_Inventorswhochangedtheworld.jpg" alt="" width="800" height="589" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/8.3_Inventorswhochangedtheworld.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/8.3_Inventorswhochangedtheworld-300x221.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/8.3_Inventorswhochangedtheworld-768x565.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/8.3_Inventorswhochangedtheworld-600x442.jpg 600w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>“ภาพยนตร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีอนาคต” ถึงตรงนี้เราต้องนิยามคำว่า &#8216;ภาพยนตร์&#8217; ให้ดี แรกเริ่มความหมายของคำว่า &#8216;ภาพยนตร์&#8217; คือภาพเคลื่อนไหวที่ฉายขึ้นจอให้คนดูพร้อมกันเป็นจำนวนมาก จากนั้นภาพยนตร์ (cinema หรือ film) ยังขยายสถานะและคำนิยามในเชิงศิลปะไปสู่มณฑลของการเล่าเรื่องด้วยภาพ แตกแขนงและกลายเป็นศาสตร์ของตัวเองที่แยกชัดเจนจากวรรณกรรมหรือศิลปะอื่น</p>
<p>ต่อมาในโลกของศตวรรษที่ 21 เมื่อเราดูหนังจาก &#8216;จอส่วนตัว&#8217; ได้ ไม่ว่าจะเป็นจอทีวี จอคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรศัพท์ คำว่าภาพยนตร์ในความหมายคลาสสิกก็ถูกปรับ ขยาย หรือบางคนอาจจะบอกว่า &#8216;บิดเบือน&#8217; ไปอีกครั้งให้กลายเป็น &#8216;คอนเทนต์&#8217; ที่ส่งผ่านจากเซิร์ฟเวอร์ตรงไปถึงคนดูได้ โดยในหลายๆ กรณี ไม่ต้องผ่านตัวกลางที่มีมาเก่าแก่อย่างโรงภาพยนตร์ (ส่วนตัวผู้เขียนไม่เสน่หาคำว่า &#8216;คอนเทนต์&#8217; เพราะมันเป็นคำเปล่ากลวงที่ไร้ความหมายในตัวเอง แต่นั่นไว้ว่ากันที่อื่นดีกว่า)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในช่วงที่ไวรัสทำให้โรงหนังจอดับ คนดูไม่ได้ดูหนังน้อยลงเลย จริงๆ อาจจะดูมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ คนที่ไม่ค่อยได้ดูหนังในเวลาปกติบางคนกลับมาดูหนังอย่างหนักหน่วงในช่วงนี้ ทั้งนี้ก็เพราะระบบสตรีมมิง จะเป็น Netflix หรือ YouTube, Vimeo, Mubi หรือระบบ VOD อื่นๆ ทั้งที่ฟรีและเสียค่าสมาชิก (ในต่างประเทศ ตัวเลือกมีมากกว่านี้อีก ทั้ง Amazon, Hulu และอื่น ๆ) ที่ดูได้ทั้งวันทั้งคืนในช่วงอยู่บ้านหยุดเชื้อ</p>
<p>ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า ภาพยนตร์ตายแล้วหรือตายแน่ๆ จึงไม่น่าจะจริงหากเรานับว่า &#8216;ภาพยนตร์&#8217; หมายถึงภาพเคลื่อนไหวทุกอย่าง (หนัง ซีรีส์ คลิป ฯลฯ) ที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต แต่สิ่งที่คนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ นักวิจารณ์ และนักสังเกตการณ์มืออาชีพและมือสมัครเล่นทั้งหลายทั่วโลกกำลังไตร่ตรองคือ &#8216;ภาพยนตร์ในแบบดั้งเดิม&#8217;–ภาพยนตร์ในฐานะประสบการณ์หมู่ในโรงภาพยนตร์–จะมีอนาคตอย่างไรหลังจากนี้</p>
<p>คนดูจะชินกับการดูหนังออนไลน์จนไม่เห็นความจำเป็นของโรงภาพยนตร์หรือเปล่า ค่าตั๋วที่แพงขึ้นจะยิ่งเป็นปัจจัยหรือไม่ เมนูในบริการสตรีมมิงที่มีหลากหลายจะทำให้หนังที่เข้าโปรแกรมตามโรงน่าดึงดูดน้อยลงหรือเปล่า &#8216;หนังโรง&#8217; ที่เคยมีศักดิ์ศรีมากกว่า &#8216;หนังที่ทำลงทีวี&#8217; จะยังคงรักษาสถานะสูงส่งนั้นไว้ได้หรือไม่</p>
<p>หรือสุดท้ายแล้ว ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เมื่อฆ่าไม่ตายภาพยนตร์จะกลับมาแข็งแกร่ง และโรงหนังจะเต็มแน่นเมื่อกลับมาเปิดได้อีกครั้ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คำถามที่ว่าหนังสตรีมมิงจะทำให้คนดูหนังในโรงน้อยลงหรือไม่ เป็นคำถามที่ถูกถามมาระยะหนึ่งแล้วก่อนหน้ามีเรื่องโควิดเสียอีก และที่ผ่านมาคำตอบก็ชัดเจนจากตัวเลขมูลค่าบ็อกซ์ออฟฟิศในอเมริกาไม่ได้ลดลงเลยในช่วงสามสี่ปีหลัง (คือช่วงที่สตรีมมิงเริ่มโตขึ้น) คือทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในปี 2018 ตัวเลขเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยซ้ำ</p>
<p>ข้ามไปฝั่งยุโรป จากการรายงานของนิตยสาร Variety ปีที่แล้วฝรั่งเศสขายตั๋วหนังได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ 213 ล้านใบ หรือเท่ากับโตขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า แต่ถ้าดูทั้งทวีปยุโรป ตัวเลขกลับไม่ดีเท่า และมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย ข้ามไปดูเกาหลีใต้ ถึงแม้จะเป็นประเทศที่ผลิตซีรีส์ที่คนทั้งเอเชียติดงอมแงม แต่นิตยสาร Screen Daily รายงานว่า ปีที่แล้วเกาหลีขายตั๋วหนังได้สูงทำลายสถิติ คือ 226 ล้านใบ เพราะมีแรงส่งจากหนังใหญ่ๆ ส่วนในประเทศไทย ตัวเลขจากสมาพันธ์ภาพยนตร์ รายงานว่ามูลค่าบ็อกซ์ออฟฟิศในปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 4,600 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อย</p>
<p>ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นศิลาจารึกที่ไม่มีวันเปลี่ยน แต่อย่างน้อยก็เป็นหลักฐานว่า สตรีมมิงไม่ได้ทำให้คนดูหนังในโรงน้อยลงมากนัก ในหลายประเทศกลับตรงข้ามด้วยซ้ำ</p>
<p>แน่นอนว่าสถานการณ์ไวรัสที่เกิดขึ้นจะทำให้ตัวเลขคนดูหนังในปีนี้ลดลงอย่างน่าตกใจแน่นอน เพราะโรงหนังแทบทั้งโลกต้องปิดไปนานนับเดือน ในยุโรปหลายเดือน ดีไม่ดีนี่อาจจะเป็นปีที่ตัวเลขย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายสิบปีก็เป็นได้</p>
<p>แต่ภาพยนตร์–ภาพยนตร์ดั้งเดิมแบบฉายในโรง–จะถึงขั้นหมดอนาคตอย่างที่ลูมิแอร์ทำนายไว้เชียวหรือ ผู้เขียนไม่เชื่อว่าจะเป็นแบบนั้น และไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ในอนาคตด้วยซ้ำ</p>
<p>เด็กๆ ยังคงรบเร้าให้พ่อแม่พาไปดูหนังในโรง โครงการ &#8216;โรงหนังโรงเรียน&#8217; ที่ใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อการสอนของหอภาพยนตร์ของไทย ต้อนรับนักเรียนระดับอนุบาลถึงมัธยมปลายนับหมื่นคนต่อปี ในขณะเดียวกัน คนดูหนังรุ่นใหญ่ที่เป็น purist หรือคนที่บูชาภาพยนตร์จอใหญ่โดยไม่สนใจหนังทีวีเลยก็ไม่น่าจะมีเหลือในโลกแล้ว ใครๆ ก็ดู Netflix ทั้งนั้นแหละว่าง่ายๆ</p>
<p>ดังนั้นการอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศทางสายตาระหว่างหนังโรงกับหนังจอเล็ก การปรับหาสมดุลระหว่างประสบการณ์ทางสังคมอย่างการดูหนังในโรง กับความสะดวกของการดูหนังบนโซฟาที่บ้านและกดปุ่มเลือกหนังด้วยตัวเอง นี่ต่างหากที่จะเป็นอนาคตใหม่ของ &#8216;ภาพยนตร์&#8217;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/louis-lumiere/">&#8220;ภาพยนตร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีอนาคต&#8221; หลุยส์ ลูมิแอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วยเสรีภาพสื่อและการครอบงำของทุน ในการยกขบวนลาออกของกองบรรณาธิการ Cahiers du Cinéma</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cahiers-du-cinema/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ก้อง ฤทธิ์ดี]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Mar 2020 15:27:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[มุมก้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[Cahiers du Cinéma]]></category>
		<category><![CDATA[วารสารภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[กาเยร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=92058</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข่าวดังในวงการสื่อซ้อนทับกับวงการภาพยนตร์โลกเมื่อสัปดาห์ก่อน คือการยกขบวนลาออกของกองบรรณาธิการ Cahiers du Cinéma วารสารภาพยนตร์ที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในฝรั่งเศส จากความไม่พอใจของเหล่านักเขียน นักวิจารณ์ ต่อการขายหุ้นของหนังสือให้กับกลุ่มเจ้าของใหม่ ที่มีทั้งนายธนาคาร นักธุรกิจ และโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ กองบรรณาธิการของ Cahiers (กาเยร์) ไม่พอใจที่เสาหลักแห่งวงการวิจารณ์หนังของฝรั่งเศส ไปตกอยู่ในมือของผู้ใกล้ชิดนักการเมือง และยังเป็นนายทุนในวงการหนังเสียเอง อันเท่ากับว่าวารสารได้สูญเสียความเป็นกลางในการเขียนและวิเคราะห์วิจารณ์ภาพยนตร์ แถลงการณ์จากกองบรรณาธิการที่ลาออกส่วนหนึ่งกล่าวว่า “หากให้ผู้อำนวยการสร้างมาเป็นเจ้าของแล้ว ไม่ว่าเราจะตีพิมพ์บทความอะไรเกี่ยวกับหนังของโปรดิวเซอร์เหล่านี้ ข้อเขียนของเราจะถูกสงสัยว่าเข้าข้างหนังเหล่านั้น” นอกจากนี้ หนึ่งในเจ้าของใหม่ยังให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้ กาเยร์ มีความ &#8216;chic&#8217; หรือ &#8216;เก๋ไก๋&#8217; มากกว่าตอนนี้ อันฟังดูเป็นคำแสลงแทงใจสำหรับผู้ที่ทนงตนนับถือภาพยนตร์เป็นอุดมการณ์อย่างจริงจัง ทำไมการเปลี่ยนเจ้าของสื่อภาพยนตร์อย่าง Cahiers du Cinéma ถึงเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้? ทำไม &#8216;หนังสือหนัง&#8217; (ที่คนทั่วไปอาจมองว่าไม่เห็นสลักสำคัญอะไร เป็นแค่ &#8216;ข่าวบันเทิง&#8217; หรือ &#8216;นิตยสารดารา&#8217;) จึงกลายเป็นข่าวครึกโครมในสื่อต่างประเทศขนาดนี้? คำตอบเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์อันโชกโชนของ กาเยร์ เกี่ยวข้องกับการที่วัฒนธรรมฝรั่งเศสถือภาพยนตร์เป็นสรณะ คือเป็นเรื่องสำคัญขนาดคอขาดบาดตาย และยังเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับศิลปะและการเมืองอันเข้มข้นของฝรั่งเศสตั้งแต่ยุค 1960 ถึงปัจจุบัน และยังเกี่ยวข้องกับประเด็นเสรีภาพสื่อและการครอบงำสื่อของทุน อันเป็นปัญหาที่ไม่จำเพาะแต่ในฝรั่งเศสเท่านั้น ศูนย์บ่มเพาะนักวิจารณ์ขบถ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cahiers-du-cinema/">ว่าด้วยเสรีภาพสื่อและการครอบงำของทุน ในการยกขบวนลาออกของกองบรรณาธิการ Cahiers du Cinéma</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ข่าวดังในวงการสื่อซ้อนทับกับวงการภาพยนตร์โลกเมื่อสัปดาห์ก่อน คือการยกขบวนลาออกของกองบรรณาธิการ <em>Cahiers du Cinéma</em> วารสารภาพยนตร์ที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในฝรั่งเศส จากความไม่พอใจของเหล่านักเขียน นักวิจารณ์ ต่อการขายหุ้นของหนังสือให้กับกลุ่มเจ้าของใหม่ ที่มีทั้งนายธนาคาร นักธุรกิจ และโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์</p>
<p>กองบรรณาธิการของ <em>Cahiers</em> (กาเยร์) ไม่พอใจที่เสาหลักแห่งวงการวิจารณ์หนังของฝรั่งเศส ไปตกอยู่ในมือของผู้ใกล้ชิดนักการเมือง และยังเป็นนายทุนในวงการหนังเสียเอง อันเท่ากับว่าวารสารได้สูญเสียความเป็นกลางในการเขียนและวิเคราะห์วิจารณ์ภาพยนตร์ แถลงการณ์จากกองบรรณาธิการที่ลาออกส่วนหนึ่งกล่าวว่า “หากให้ผู้อำนวยการสร้างมาเป็นเจ้าของแล้ว ไม่ว่าเราจะตีพิมพ์บทความอะไรเกี่ยวกับหนังของโปรดิวเซอร์เหล่านี้ ข้อเขียนของเราจะถูกสงสัยว่าเข้าข้างหนังเหล่านั้น”</p>
<p>นอกจากนี้ หนึ่งในเจ้าของใหม่ยังให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้ <em>กาเยร์</em> มีความ &#8216;chic&#8217; หรือ &#8216;เก๋ไก๋&#8217; มากกว่าตอนนี้ อันฟังดูเป็นคำแสลงแทงใจสำหรับผู้ที่ทนงตนนับถือภาพยนตร์เป็นอุดมการณ์อย่างจริงจัง</p>
<p>ทำไมการเปลี่ยนเจ้าของสื่อภาพยนตร์อย่าง <em>Cahiers du Cinéma</em> ถึงเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้? ทำไม &#8216;หนังสือหนัง&#8217; (ที่คนทั่วไปอาจมองว่าไม่เห็นสลักสำคัญอะไร เป็นแค่ &#8216;ข่าวบันเทิง&#8217; หรือ &#8216;นิตยสารดารา&#8217;) จึงกลายเป็นข่าวครึกโครมในสื่อต่างประเทศขนาดนี้?</p>
<p>คำตอบเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์อันโชกโชนของ <em>กาเยร์</em> เกี่ยวข้องกับการที่วัฒนธรรมฝรั่งเศสถือภาพยนตร์เป็นสรณะ คือเป็นเรื่องสำคัญขนาดคอขาดบาดตาย และยังเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับศิลปะและการเมืองอันเข้มข้นของฝรั่งเศสตั้งแต่ยุค 1960 ถึงปัจจุบัน และยังเกี่ยวข้องกับประเด็นเสรีภาพสื่อและการครอบงำสื่อของทุน อันเป็นปัญหาที่ไม่จำเพาะแต่ในฝรั่งเศสเท่านั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-92702" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/S__92373033-709x1024.jpg" alt="" width="709" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/S__92373033-709x1024.jpg 709w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/S__92373033-208x300.jpg 208w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/S__92373033-768x1109.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/S__92373033-600x866.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/S__92373033.jpg 1066w" sizes="(max-width: 709px) 100vw, 709px" /></p>
<h3></h3>
<h3><strong>ศูนย์บ่มเพาะนักวิจารณ์ขบถ</strong></h3>
<p>แฟนหนังหลายคนอาจไม่เคยอ่าน <em>Cahiers du Cinéma</em> ด้วยเพราะเป็นภาษาฝรั่งเศส แต่ไม่มีแฟนหนังคนไหนที่ปวารณาตัวอุทิศร่างกายและวิญญาณให้ภาพยนตร์ที่จะไม่รู้จัก <em>กาเยร์</em> วารสารภาพยนตร์ที่เก่าแก่ อื้อฉาว บางครั้งก็แปลกประหลาด แต่โดยรวมแล้วเป็นที่นับถือมากที่สุดฉบับหนึ่งในโลก</p>
<p><em>Cahiers du Cinéma</em> ฉบับแรกออกวางแผงในเดือนเมษายน ค.ศ. 1951 หน้าปกเป็นรูปกลอเรีย สวอนสัน ดาราอเมริกันจากหนังเรื่อง Sunset Boulevard นักเขียนหนุ่มไฟแรงของ<em> กาเยร์</em> ในยุคต้นได้แก่ Jean-Luc Godard, François Truffaut, Éric Rohmer, Jacques Rivette และปรมาจารย์ด้านทฤษฎีภาพยนตร์ André Bazin ชื่อเหล่านี้–ทั้งโกดาร์, ทรุฟโฟต์, โรแมร์, ริเวตต์–ต่อมากลายเป็นคนทำหนังคนสำคัญของโลก สร้างปรากฏการณ์ French New Wave ที่ปฏิวัติแนวคิดและไวยากรณ์ภาพยนตร์ รื้อถอนขนบของภาษาหนังและแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์เป็นศิลปะและเครื่องมือทางปรัชญาที่สำคัญของโลก</p>
<p>บทความของ <em>กาเยร์</em> ทั้งแรง กล้า และท้าชนทุกสำนัก โดยเฉพาะสำนักภาพยนตร์ตามขนบกระฎุมพีฝรั่งเศส ซึ่งแนวคิดขบถและท้าทายหลักการอันมีมาเก่าก่อน เป็นบรรยากาศของวงการนักคิด นักปรัชญาฝรั่งเศสในช่วงกลางศตวรรษอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น บทความอันโด่งดังของฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ ในปี 1958 ชื่อว่า &#8216;A Certain Tendency in French Cinema&#8217; เป็นการวิจารณ์วงการหนังฝรั่งเศสอย่างรุนแรง โจมตีความอับเฉาของเนื้อหาว่ามีแต่ความกลวง</p>
<p>ทรุฟโฟต์ยังด่าเทศกาลเมืองคานส์ ซึ่งเป็นงานทางวัฒนธรรมอันสำคัญ ว่าไม่สนใจศิลปะและเลือกหนังมาฉายได้แย่มาก ถึงขั้นเทศกาลโกรธและห้ามไม่ให้ทรุฟโฟต์มาร่วมงาน (แต่ทรุฟโฟต์ได้หัวเราะทีหลัง เพราะเมื่อเขาสร้าง <em>The 400 Blows</em> ในปี 1959 หนังได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมที่คานส์และกลายเป็นหนังคลาสสิกเรื่องหนึ่งของโลก)</p>
<p>โกดาร์เป็นอีกหนึ่งนักเขียนที่มีฝีปากสวิงสวายและหมกมุ่นในพลังของภาพยนตร์มากๆ หนึ่งในประเด็นที่โกดาร์เคยยกขึ้นมาและยังเป็นที่ถกเถียงกันจนตอนนี้คือ &#8216;ความถูกต้องทางศีลธรรมของ tracking shot&#8217; ว่าด้วยการเคลื่อนกล้องและการเปลี่ยนความรับรู้ของผู้ชมต่อสิ่งที่เห็นบนจอ ว่าเป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่และในสถานการณ์ใด</p>
<p>อย่างที่คนดูหนังรู้กัน ฌอง-ลุค โกดาร์ กลายมาเป็นผู้กำกับหัวหอกสำคัญของกลุ่ม French New Wave ในทศวรรษที่ 1960 ดังนั้นพวกที่ชอบแดกดันนักวิจารณ์หนังว่า “วิจารณ์เก่งนัก ทำเองเป็นรึเปล่า” ต้องย้อนกลับไปดู <em>กาเยร์</em> เพราะนักเขียนที่นี่ กลายมาเป็นคนทำหนังที่ทรงอิทธิพลของโลกนับเป็นสิบคน</p>
<div id="attachment_92706" style="width: 660px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-92706" class="wp-image-92706 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/go.jpg" alt="" width="650" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/go.jpg 650w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/go-300x209.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/go-600x418.jpg 600w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /><p id="caption-attachment-92706" class="wp-caption-text">Mr. Godard, left, with François Truffaut</p></div>
<p><em>กาเยร์ </em>ในยุคเริ่มต้น บูชาคนทำหนังยุคก่อนหน้าอย่าง Alfred Hitchcock หรือ Josef von Sternberg โดยมองเห็นอัจฉริยะในการประกอบสร้างช็อตและการเล่าเรื่องด้วยภาพของปรมาจารย์เหล่านี้ ซึ่งเคยถูกมองข้ามและถึงขั้นดูถูกโดยนักวิจารณ์หัวเก่าว่าทำแต่หนังประโลมโลกดาดๆ นักเขียนของ <em>กาเยร์ </em>ยังข้ามทวีปไปชื่นชอบหนังอเมริกันถึงเข้าขั้นคลั่งไคล้ สามารถวิเคราะห์หนังคาวบอยอย่างลึกซึ้งเป็นฉากๆ ทั้งที่นักวิจารณ์อเมริกันเองไม่เคยคิดว่าหนังแบบนี้ควรค่าแก่การวิเคราะห์หรือตีความใดๆ</p>
<p>บทความใน <em>กาเยร์</em> บางครั้งพูดถึงหนังเรื่องเดียวเป็นสิบๆ หน้า ด้วยลีลาที่ทั้งจริงจัง สง่างาม ท้าทาย มุทะลุ และบางครั้งบ้าบอคอแตกแบบที่คนอ่านยังงงว่าไอ้พวกนี้เล่นอะไรกัน (เช่น โกดาร์เคยอธิบายหนังเรื่อง <em>Hiroshima mon amour</em> ว่าเป็น “การผสมผสานระหว่าง Faulkner กับ Stravinsky ” ฟังดูเท่มากที่เอาทั้งหนัง วรรณกรรม และดนตรีคลาสสิกมายำรวมในประโยคเดียว แต่อ่านแล้วก็งงไม่เบา)</p>
<p>ความขบถ หัวรั้น และการท้าทายอุดมการณ์ทางศิลปะเดิมๆ ของนักเขียน <em>กาเยร์</em> ยิ่งปรากฏชัดในยุค 1960 เมื่อกองบรรณาธิการรับเอาแนวคิดฝ่ายซ้ายมาเต็มๆ จนบางครั้งหนังสือทั้งเล่มมีแต่เรื่องการเมือง การปลดแอกคนหนุ่มสาว และการเรียกร้องเอกราชของประเทศอาณานิคม จนว่ากันว่าแทบไม่มีเรื่องหนังเลยด้วยซ้ำในบางฉบับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ข่าวบันเทิงหรือจิตวิญญาณสื่อเสรี</strong></h3>
<p>หนึ่งในคุณูปการสำคัญของ <em>Cahiers du Cinéma</em> คือการเรียกร้องให้เห็นว่าภาพยนตร์เป็นศิลปะที่ต้องถูกพินิจพิเคราะห์ ต้องดื่มด่ำและลุ่มหลง เช่นเดียวกับศิลปะอื่นๆ อีกทั้งหนังยังเป็นเครื่องมือแห่งการปลดปล่อยความคิดทางการเมือง วารสารภาพยนตร์ จึงอยู่ภายใต้อุดมการณ์สื่อสารมวลชนที่ต้องการอิสระทางความคิดและการไม่ถูกครอบงำ เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ</p>
<p>นี่เป็นแนวคิดที่ฟังดูนอกโลกอย่างมากสำหรับสังคมที่มองว่า &#8216;หนังสือหนัง&#8217; เป็นเพียงข่าวบันเทิงหรือซุบซิบดารา และสังคมที่มองว่า &#8216;รีวิวหนัง&#8217; (หรือรีวิวอะไรก็ตามแบบสมัยนิยม) สามารถทับซ้อนกับคำว่า &#8216;โฆษณา&#8217; อย่างหน้าชื่นตาบาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-92685" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Type-F_Front-page_16x9-chiers-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Type-F_Front-page_16x9-chiers-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Type-F_Front-page_16x9-chiers-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Type-F_Front-page_16x9-chiers-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Type-F_Front-page_16x9-chiers-600x337.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/03/Type-F_Front-page_16x9-chiers.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>กลับมาที่ประเด็นร้อนว่าด้วยการเปลี่ยนเจ้าของ <em>Cahiers du Cinéma</em> จากประวัติศาสตร์ของวารสาร คงพอเห็นภาพว่าทำไมกองบรรณาธิการของ <em>กาเยร์</em> ถึงไม่พอใจการขายกิจการไปให้กับกลุ่มนักธุรกิจ ที่รวมถึงคนใกล้ชิดประธานาธิบดี Emmanuel Macron และมีผู้อำนวยการสร้างหนังฝรั่งเศสมาร่วมวงด้วย เพราะนี่คือการทับซ้อนของผลประโยชน์อย่างจะแจ้ง นักเขียนจะไปเขียนถึงหนังที่เจ้าของวารสารเป็นผู้สร้างได้อย่างไรโดยยังคงความอิสระทางความคิด ไม่ถูกแทรกแซง และไม่กลายเป็นกระบอกเสียงของกลุ่มธุรกิจ (เช่นกัน สื่อไทยโนสนโนแคร์กับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าสื่อหลักหรือรอง)</p>
<p><em>กาเยร์ </em>ในยุคใหม่ถึงจะไม่ร้อนแรงด้านความคิดทางการเมือง แต่ก็ไม่เคยละทิ้งจุดยืน บรรณาธิการที่เพิ่งลาออกไปชื่อ ‎Stéphane Delorme ยังคงวิพากษ์วิจารณ์เทศกาลเมืองคานส์อย่างรุนแรงในปีที่เลือกหนังมาไม่ดี เมื่อภาพยนตร์เรื่อง <em>Dheepan</em> ได้รางวัลปาล์มทองเมื่อปี 2015 เขาวิจารณ์หนังอย่างเผ็ดร้อนไม่ไว้หน้า ว่าเป็นหนังที่ปราศจากมิติทางการเมืองทั้งๆ ที่เป็นหนังว่าด้วยคนอพยพและคนกลุ่มน้อยในชานเมืองฝรั่งเศส และสุดท้ายเป็นได้แค่หนังแอ็กชั่นกลวงๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้น</p>
<p><em>กาเยร์ </em>ยังแสดงออกถึงจุดยืนว่าด้วยประเด็นทางสังคมต่างๆ เช่นการเข้าข้างฝ่ายเสือกั๊กเหลือง หรือกลุ่มคนชั้นแรงงานที่รวมตัวประท้วงการบริหารงานของประธานาธิบดีมาครง จนทำให้ฝรั่งเศสระส่ำระสายอย่างหนักในช่วงปีที่แล้ว</p>
<p>คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่ากลุ่มเจ้าของใหม่ <em>กาเยร์</em> จะตั้งใครเป็นบรรณาธิการ และวารสารอันเป็นจิตวิญญาณของวงการนักคิด นักวิจารณ์ฝรั่งเศส จะยังคงความศักดิ์สิทธิ์และจรรยาบรรณสื่อเอาไว้ได้หรือไม่</p>
<p>บทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การที่สื่อทั่วโลกต่างถูกยึดครองโดยกลุ่มทุนจนเป็นเรื่องธรรมดาไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะสื่อหลัก โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ กระทั่งสื่อบันเทิง หรือแม้แต่สื่อโซเชียลในหลายๆ ที่</p>
<p>การยึดมั่นในหลักการของ <em>Cahiers du Cinéma</em> อาจดูโลกสวย ดื้อ หรือหยิ่งผยอง แต่ให้เราลองนึกเปรียบเทียบว่านี่คือ French Resistance เหมือนกลุ่มต่อต้านผู้ยึดครองสมัยสงครามโลก เพราะหากพวกฝรั่งเศสที่ยึดมั่นอุดมการณ์และแสดงการต่อต้านขนาดนี้ยังล้มได้ แล้วโลกของสื่อที่เหลือจะต้านพลังนายทุนได้ยังไง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cahiers-du-cinema/">ว่าด้วยเสรีภาพสื่อและการครอบงำของทุน ในการยกขบวนลาออกของกองบรรณาธิการ Cahiers du Cinéma</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
