<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พิราวรรณ น้ำดอกไม้ เบคเกอร์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/pirawan/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 07:02:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>‘เล่นกีฬา พาสำเร็จ’ งานวิจัยชี้เด็กที่เล่นกีฬาเป็นทีมทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/teamwork-make-us/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[a team]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Sep 2020 10:18:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[กีฬา]]></category>
		<category><![CDATA[report]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโล]]></category>
		<category><![CDATA[MILO]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=107841</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณคิดว่าเด็กๆ จะเรียนรู้และเติบโตได้ดีที่สุดตอนไหน?  ตอนที่มีสมาธิอยู่ในห้องเรียน ตอนที่ได้ฝึกฝนผ่านการลงมือทำ หรือตอนที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด คำตอบก็คือ ‘ถูกทุกข้อ แต่ไม่ถูกทั้งหมด’ เพราะเด็กๆ จะเรียนรู้และเติบโตได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเขามีโอกาสได้แบ่งปันความรู้กับคนอื่น ได้ลงมือทำพร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนๆ ที่สำคัญคือการได้เป็นผู้พูดและผู้ฟังเพื่อแก้ไขปัญหาและเรียนรู้จากความผิดพลาดร่วมกันกับทีม  &#160; ‘ทีมเวิร์ก’ ส่วนผสมสำคัญในการเรียนรู้ อย่างที่จอห์น เมอร์ฟี เจ้าของหนังสือ Pulling Together: 10 Rules for High Performance Teamwork ได้อธิบายถึงหลักการทำงานเป็นทีมในทางวิทยาศาสตร์เอาไว้ว่า มนุษย์แต่ละคนล้วนมีศักยภาพ พรสวรรค์ และความสนใจในแบบของตัวเอง ฉะนั้นหากเรานำคนที่มีความสามารถและความสนใจต่างกันมาทำงานร่วมกัน จะก่อให้เกิดกระบวนการในการพูด การฟัง การแบ่งปันความคิด และสร้างวงจรการเรียนรู้ซึ่งกันและกันที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด  ไม่ใช่แค่ช่วยให้เกิดวงจรการทำงานที่สามารถสร้างงานที่มีมิติน่าสนใจอย่างเดียว การทำงานเป็นทีมยังเป็นแหล่งเรียนรู้ภาคปฏิบัติและพัฒนาศักยภาพของสมาชิกแต่ละคนในทีมได้อย่างน่าทึ่งด้วย โดยผลการวิจัยจากนิตยสาร American Psychologist ระบุว่าการทำงานร่วมกันในทีมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในทีม ทั้งในด้านของประสบการณ์ ประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งยังเพิ่มระดับความคิดสร้างสรรค์ของสมาชิก รวมถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จของชิ้นงานให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย  จะเห็นได้ว่าคำสอนที่มีมาแต่โบราณว่า ‘รวมกันเราอยู่ (รอด)’ นั้นเป็นจริงอย่างที่สุด ซึ่งหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการทำงานเป็นทีมช่วยพัฒนาศักยภาพบุคคลให้พร้อมคว้าความสำเร็จก็คือ ‘ปลื้มจิตร์ ถินขาว’ หญิงแกร่งของวงการวอลเลย์บอลไทยที่เริ่มต้นเล่นกีฬาวอลเลย์บอลในโรงเรียนมัธยม โดยไม่ได้เชี่ยวชาญกีฬาชนิดนี้เป็นพิเศษ แต่หมั่นเรียนรู้จากโค้ชและเพื่อนร่วมทีมในโรงเรียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/teamwork-make-us/">‘เล่นกีฬา พาสำเร็จ’ งานวิจัยชี้เด็กที่เล่นกีฬาเป็นทีมทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">คุณคิดว่าเด็กๆ จะเรียนรู้และเติบโตได้ดีที่สุดตอนไหน? </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนที่มีสมาธิอยู่ในห้องเรียน ตอนที่ได้ฝึกฝนผ่านการลงมือทำ หรือตอนที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด คำตอบก็คือ ‘ถูกทุกข้อ แต่ไม่ถูกทั้งหมด’ เพราะเด็กๆ จะเรียนรู้และเติบโตได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเขามีโอกาสได้แบ่งปันความรู้กับคนอื่น ได้ลงมือทำพร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนๆ ที่สำคัญคือการได้เป็นผู้พูดและผู้ฟังเพื่อแก้ไขปัญหาและเรียนรู้จากความผิดพลาดร่วมกันกับทีม </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>‘ทีมเวิร์ก’ ส่วนผสมสำคัญในการเรียนรู้</b></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่จอห์น เมอร์ฟี เจ้าของหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">Pulling Together: 10 Rules for High Performance Teamwork</span></i><span style="font-weight: 400;"> ได้อธิบายถึงหลักการทำงานเป็นทีมในทางวิทยาศาสตร์เอาไว้ว่า มนุษย์แต่ละคนล้วนมีศักยภาพ พรสวรรค์ และความสนใจในแบบของตัวเอง ฉะนั้นหากเรานำคนที่มีความสามารถและความสนใจต่างกันมาทำงานร่วมกัน จะก่อให้เกิดกระบวนการในการพูด การฟัง การแบ่งปันความคิด และสร้างวงจรการเรียนรู้ซึ่งกันและกันที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่ช่วยให้เกิดวงจรการทำงานที่สามารถสร้างงานที่มีมิติน่าสนใจอย่างเดียว การทำงานเป็นทีมยังเป็นแหล่งเรียนรู้ภาคปฏิบัติและพัฒนาศักยภาพของสมาชิกแต่ละคนในทีมได้อย่างน่าทึ่งด้วย โดยผลการวิจัยจากนิตยสาร </span><i><span style="font-weight: 400;">American Psychologist</span></i><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่าการทำงานร่วมกันในทีมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในทีม ทั้งในด้านของประสบการณ์ ประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งยังเพิ่มระดับความคิดสร้างสรรค์ของสมาชิก รวมถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จของชิ้นงานให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นได้ว่าคำสอนที่มีมาแต่โบราณว่า ‘รวมกันเราอยู่ (รอด)’ นั้นเป็นจริงอย่างที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่ง</span><span style="font-weight: 400;">หนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการทำงานเป็นทีมช่วยพัฒนาศักยภาพบุคคลให้พร้อมคว้าความสำเร็จก็คือ ‘</span><span style="font-weight: 400;">ปลื้มจิตร์ ถินขาว’ หญิงแกร่งของวงการวอลเลย์บอลไทยที่เริ่มต้นเล่นกีฬาวอลเลย์บอลในโรงเรียนมัธยม โดยไม่ได้เชี่ยวชาญกีฬาชนิดนี้เป็นพิเศษ แต่หมั่นเรียนรู้จากโค้ชและเพื่อนร่วมทีมในโรงเรียน ฝึกฝนตัวเองสม่ำเสมอจนถูกเรียกเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมชาติวอลเลย์บอลหญิงไทยด้วยวัยที่ไม่ถึง 18 ปี เนื่องจากคุณสมบัติอันโดดเด่นเรื่องการเรียนรู้และทักษะด้านทีมเวิร์ก ก่อนที่เธอจะอาศัยหลักการเรียนรู้แบบ ‘ปลาไม่เลือกน้ำ’ เติบโตในวงการต่อไป โดยเน้นความอดทนและมีวินัยทุ่มเทฝึกฝน ทำความเข้าใจทักษะหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ ของทีมโดยไม่ปิดกั้น และสามารถก้าวขึ้นมาเป็นตำนานปลื้มจิตร์อย่างที่ทุกคนเห็นในวันนี้ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><b>ก้าวแรกของทีมเวิร์กอยู่ในบ้าน </b></h4>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-108305 size-large aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-B-milo2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-B-milo2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-B-milo2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-B-milo2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-B-milo2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-B-milo2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-B-milo2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-B-milo2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-B-milo2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าทักษะการทำงานแบบทีมเป็นหนึ่งในทักษะชีวิตที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาอย่างเข้มแข็งในอนาคต เพราะหากเราเป็นคนมีความสามารถแต่ไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นหรือปฏิบัติอย่างเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานคงเป็นไปได้ยาก จึงไม่แปลกที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเริ่มมองหาวิธีเสริมสร้างทักษะนี้ให้ลูก แต่วิธีการเสริมสร้างทีมเวิร์กนั้นง่ายกว่าที่คิด เพราะเราสามารถทำได้ทุกวันและทำได้ตั้งแต่ที่บ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองเริ่มจากการชวนสมาชิกทุกคนทำกิจกรรมง่ายๆ อาจเป็นการเล่นเกมวันหยุด การทำอาหาร หรือแม้กระทั่งภารกิจการทำงานบ้าน การแบ่งสัดส่วนงานเพื่อพิชิตเป้าหมายเดียวกัน ต่างสามารถสร้างทีมเวิร์กให้เกิดขึ้นในตัวสมาชิกทุกคนได้ทั้งนั้น ที่สำคัญอย่าลืมให้ความสำคัญกับความรู้สึก ลองเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้พูดคุยและแบ่งปัน ไม่มีอะไรอบอุ่นและมั่นคงไปกว่าการรู้ว่ามีใครบางคนพร้อมที่จะซัพพอร์ตเราในวันที่ยากลำบาก สิ่งนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจและใจบันดาลแรงให้กับลูกๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>วิธีส่งเสริมทักษะทีมเวิร์กได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัยคือ ‘การเล่นกีฬา’</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ขอเข้าเรื่องเนิร์ดสักนิด ผลการวิจัยจาก </span><span style="font-weight: 400;">University of Kansas ยืนยันว่า 57 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำในแวดวงธุรกิจล้วนผ่านประสบการณ์การเล่นกีฬาในช่วงวัยเรียนมาก่อน และประสบการณ์เหล่านั้นทำให้พวกเขามีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและพร้อมเป็นผู้นำ นอกจากนี้ผลการวิจัยยังพบอีกว่าเด็กในช่วงเกรด 9-12 ที่เข้าร่วมทีมเล่นกีฬากับเพื่อนๆ สามารถทำคะแนนสอบและเรียนจบด้วยคะแนนที่สูงกว่าเด็กๆ ทั่วไป </span></p>
<p><img decoding="async" class="wp-image-108304 size-large aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-A-milo2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-A-milo2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-A-milo2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-A-milo2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-A-milo2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-A-milo2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-A-milo2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-A-milo2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/09/Article-A-milo2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรียกได้ว่าการเล่นกีฬาเป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้ที่สำคัญซึ่งทุกครอบครัวไม่ควรมองข้าม สิ่งที่เราจะได้รับจากการเล่นกีฬานั้นมีประโยชน์มากกว่าเรื่องทักษะร่างกายแต่ลงลึกไปจนถึงเรื่องของจิตใจ เพราะกีฬาช่วยให้เราได้สัมผัสบรรยากาศของทีมที่พร้อมอยู่เคียงข้างกันไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ (Togetherness) ผลักดันให้เกิดการรับฟังและแสดงความคิดเห็น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเคล็ดลับดีๆ ที่ช่วยให้เราเติบโตไปพร้อมกัน (Sharing) นอกจากนี้พลังจากการช่วยเหลือกันและกันของทีมยังช่วยให้ทีมก้าวผ่านอุปสรรคได้อย่างเข็มแข็ง (Energy of helping each other) และที่สำคัญที่สุดก็คือกีฬาช่วยให้เราได้ค้นหาและทำความรู้จักตัวเองรวมถึงเพื่อนร่วมทีม ส่งผลให้สามารถเสริมพลังกันได้มากกว่าเดิม (Respect yourself and others)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จึงเป็นเรื่องดีที่ในแต่ละปีย่อมมีแบรนด์ที่เข้ามาทำหน้าที่ช่วยผลักดันแคมเปญด้านกีฬาให้เด็กและเยาวชนสามารถพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม และเครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ <strong>MILO</strong> ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ส่งเสริมเรื่องนี้อย่างเข้มข้นมาโดยตลอด ปี 2020 นี้ก็เป็นอีกปีที่ MILO กลับมาพร้อมกับสโลแกนที่ว่า <strong>Teamwork Makes Us</strong> เพราะอยากชวนทุกคนมองให้ไกลกว่าเป้าหมายหรือการแพ้-ชนะ แ<wbr />ต่ให้ซึมซับพลังและคุณค่าของที<wbr />มเวิร์ก ได้ช่วยเหลือซึ่งกั<wbr />นและกัน ไม่ลืมความสำคัญของการรู้จักตัวเองและเรียนรู้สิ่งดีๆ จากเพื่อนในทีม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อส่งต่อแนวคิด ‘กีฬาคือครูของชีวิต’ จึงเลือกถ่ายทอดแนวคิดผ่านโฆษณาที่ประกอบไปด้วยภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอในสนามกีฬา ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจจากข้างสนามที่ช่วยให้นักกีฬาลุกขึ้นสู้ พลังของความห่วงใยจากเพื่อนร่วมทีมที่พร้อมฉุดมือเพื่อนขึ้นมาทุกครั้งที่ล้ม และที่สำคัญที่สุดคือพลังของทีมเวิร์กที่ช่วยพาทีมไปข้างหน้าและเติบโตไปพร้อมกัน บทเรียนที่เด็กๆ จะได้รับในสนามกีฬาคือบทเรียนจริงภาคปฏิบัติที่ช่วยผลักดันให้พวกเขาเติบโตไม่มีหยุดไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ถ้าใครอยากเริ่มเรียนรู้พลังแห่งทีมเวิร์กแล้ว สามารถรับชมได้ที่วิดีโอด้านล่างนี้เลย </span></p>
<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a2e54d9174f2" data-id="BmTs-NuUbaU" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-BmTs-NuUbaU-6a2e54d9174f2" data-vid="BmTs-NuUbaU" data-src="https://www.youtube.com/embed/BmTs-NuUbaU?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/BmTs-NuUbaU/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการผลักดันเยาวชนผ่านสื่อต่างๆ แล้ว MILO ยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อผลักดันให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างไปกับกีฬาที่ชอบพร้อมผลักดันทักษะรอบด้านผ่านทีมเวิร์ก ด้วยเหตุนี้ MILO จึงได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมฟุตซอลที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10 ปี เพื่อให้เด็กๆ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และแรงบันดาลใจในการทำงานเป็นทีมอย่างเต็มที่</span></p>
<p><span lang="TH">คำว่า <span style="font-weight: 400;">‘</span></span>Teamwork Makes Us<span style="font-weight: 400;">’</span> <span lang="TH">และ <span style="font-weight: 400;">‘</span>กีฬาคือครูของชีวิต<span style="font-weight: 400;">’</span> คือคำที่อธิบายแนวทางการเรียนรู้<wbr />และเติบโตผ่านกี<wbr />ฬาและการทำงานเป็นทีมได้ดีที่สุ<wbr />ด ยิ่งถ้าได้สัมผัสและเรียนรู้ผ่<wbr />านสิ่งนี้ตั้งแต่วัยเยาว์ด้<wbr />วยการสนับสนุนของครอบครัว ยิ่งทำให้พวกเขาเติบโตขึ้นในสั<wbr />งคมได้อย่างมั่นคงและแข็งแรงแน่<wbr />นอน เพราะ <span style="font-weight: 400;">‘</span>ทีมเวิร์ก<span style="font-weight: 400;">’</span> และเพื่อนร่วมทีมที่คอยอยู่เคี<wbr />ยงข้างสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ ‘เป็นไปไม่ได้’ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายที่ ‘เป็นจริงได้’ ขอเพียงเราจับมือแล้วก้าวไปข้<wbr />างหน้าด้วยกันก็พอ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><i>อ้างอิง</i></strong></p>
<p><a href="https://bit.ly/3lyxlRu" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">atlassian.com</span></a></p>
<p><a href="https://bit.ly/2YLLaCu" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">BASE Playhouse</span></a></p>
<p><a href="https://bit.ly/3bb7Lx7" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">groupdynamix.com</span></a></p>
<p><a href="https://bit.ly/3gKrMfg" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">zexezsports.com</span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/teamwork-make-us/">‘เล่นกีฬา พาสำเร็จ’ งานวิจัยชี้เด็กที่เล่นกีฬาเป็นทีมทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กล้าสร้างสรรค์ เปิดรับความแตกต่าง และไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อนาคตที่น่าสนุกขึ้นเมื่อ Gen Z ได้ครองโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/genz-dare-to-be-different/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2020 02:00:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Report]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[report]]></category>
		<category><![CDATA[ครีเอทีฟ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=97417</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากคุณเป็นคนอายุ 30 ปีลงมา เราอยากชวนให้คุณนึกดูว่าตั้งแต่เกิดจนโต คุณเจอความเปลี่ยนแปลงในชีวิตบ่อยแค่ไหน เอาแค่เรื่องใกล้ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้ในสมัยเด็กๆ ก็ได้ เราจะพบว่าอินเทอร์เน็ตโมเด็ม 56K กลายมาเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โทรศัพท์มือถือกลายมาเป็นสมาร์ตโฟน หรือกระทั่งการบ้านที่ทำในสมุดก็กลายมาเป็นการบ้านที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำเป็นส่วนใหญ่ ดูเหมือนว่ายิ่งโตความเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งมาถึงเร็วและถี่ขึ้น เราต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ กันทุกปี ต้องอัพเดตสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด จนน่าจะกล่าวได้ว่าคนตั้งแต่รุ่นมิลเลนเนียลลงไปจนถึงเจนฯ Z ที่กำลังเป็นวัยรุ่นนั้น ได้เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา แต่เรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็คือ คนรุ่นใหม่ๆ อย่างเรา หรือที่เรียกกันว่ามิลเลนเนียลและเจนฯ Z นั้น ได้รับอิทธิพลแบบไหนมาบ้างท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วใบนี้ จากข้อมูลของ McKinsey บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหาร พบว่าคนรุ่นใหม่หรือเจนฯ Z มีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในความหลากหลาย ความกล้าที่จะแสดงออกตัวตนของตัวเอง และความสามารถในการสืบค้นหา ‘ความจริง’ จากข้อมูลอันมหาศาล &#160; ตัวตนที่ไม่จำเป็นต้องมีนิยาม ‘เพราะชีวิตคืออิสระแห่งการเลือกที่จะเป็น’ คนเจนฯ ใหม่เข้าใจประโยคนี้ได้เป็นอย่างดี พวกเขาจึงไม่ชอบการนิยามตัวเองให้อยู่ภายใต้กรอบใดๆ ซึ่งแน่นอนว่าคนกลุ่มนี้ย่อมเกลียด ‘การเหมารวม’ เป็นที่สุด เพราะนั่นคือการกระทำที่ขาดความเคารพตัวตนของคนคนนั้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเพศ ศาสนา ความสนใจ หรือรสนิยม ก็ตาม ในงานสำรวจของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/genz-dare-to-be-different/">กล้าสร้างสรรค์ เปิดรับความแตกต่าง และไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อนาคตที่น่าสนุกขึ้นเมื่อ Gen Z ได้ครองโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณเป็นคนอายุ 30 ปีลงมา เราอยากชวนให้คุณนึกดูว่าตั้งแต่เกิดจนโต คุณเจอความเปลี่ยนแปลงในชีวิตบ่อยแค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาแค่เรื่องใกล้ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้ในสมัยเด็กๆ ก็ได้ เราจะพบว่าอินเทอร์เน็ตโมเด็ม 56K กลายมาเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โทรศัพท์มือถือกลายมาเป็นสมาร์ตโฟน หรือกระทั่งการบ้านที่ทำในสมุดก็กลายมาเป็นการบ้านที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำเป็นส่วนใหญ่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดูเหมือนว่ายิ่งโตความเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งมาถึงเร็วและถี่ขึ้น เราต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ กันทุกปี ต้องอัพเดตสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด จนน่าจะกล่าวได้ว่าคนตั้งแต่รุ่นมิลเลนเนียลลงไปจนถึงเจนฯ Z ที่กำลังเป็นวัยรุ่นนั้น ได้เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็คือ คนรุ่นใหม่ๆ อย่างเรา หรือที่เรียกกันว่ามิลเลนเนียลและเจนฯ Z นั้น ได้รับอิทธิพลแบบไหนมาบ้างท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วใบนี้ จากข้อมูลของ McKinsey บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหาร พบว่าคนรุ่นใหม่หรือเจนฯ Z มีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในความหลากหลาย ความกล้าที่จะแสดงออกตัวตนของตัวเอง และความสามารถในการสืบค้นหา ‘ความจริง’ จากข้อมูลอันมหาศาล</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ตัวตนที่ไม่จำเป็นต้องมีนิยาม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">‘เพราะชีวิตคืออิสระแห่งการเลือกที่จะเป็น’ คนเจนฯ ใหม่เข้าใจประโยคนี้ได้เป็นอย่างดี พวกเขาจึงไม่ชอบการนิยามตัวเองให้อยู่ภายใต้กรอบใดๆ ซึ่งแน่นอนว่าคนกลุ่มนี้ย่อมเกลียด ‘การเหมารวม’ เป็นที่สุด เพราะนั่นคือการกระทำที่ขาดความเคารพตัวตนของคนคนนั้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเพศ ศาสนา ความสนใจ หรือรสนิยม ก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในงานสำรวจของ McKinsey ที่มีกลุ่มตัวอย่างหลากหลายช่วงอายุจำนวน 2,321 คน พบว่าคนเจนฯ Z ถึง 24 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาใดเป็นพิเศษ ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนๆ อย่างเจนฯ X ที่มีจำนวนคนไม่นับถือศาสนาเพียงแค่ 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกจากนี้คนเจนฯ Z ยังเป็นรุ่นที่สนับสนุนการแต่งงานเพศเดียวกันมากที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">คือ 53 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนในเจเนอเรชั่นอื่นมีสัดส่วนการสนับสนุนในเรื่องนี้ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งเจนฯ X และ Y</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อไม่มีกรอบหรือนิยามที่บ่งชี้ตัวตน ชีวิตของคนรุ่นใหม่จึงมีอิสระมากขึ้นกว่าเดิม พวกเขากล้าที่จะทดลอง เรียนรู้ และค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็พร้อมเปลี่ยนความสนใจจากเรื่องเดิมๆ เหล่านั้น และหันไปเสาะหาตัวตนในรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะเขาตระหนักดีว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้นิยามใดๆ โดยเฉพาะนิยามที่คนรุ่นก่อนๆ ได้กำหนดขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ผสมผสานตัวตนจากหลากหลายกรอบความคิด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อภาพลักษณ์ของคนเจนฯ Z คือความแตกต่างที่ไร้นิยาม ต่างคนต่างมีชีวิตเพื่อเสาะหาความสนใจใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะพิเศษของคนเจเนอเรชั่นนี้คือพวกเขาชอบอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเพื่อเชื่อมต่อองค์ความรู้และแบ่งปันเรื่องราวระหว่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่าชุมชนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ชุมชนหรือกลุ่มในโลกจริงๆ เท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มก้อนในพื้นที่ออนไลน์ด้วย ซึ่งคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเพื่อนในโลกออนไลน์ไม่ต่างจากเพื่อนในโลกออฟไลน์ ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้คนเจนฯ Z ได้พบเจอความหลากหลายมากกว่าคนรุ่นอื่นๆ เพราะโลกออนไลน์เป็นพื้นที่เสรีที่ไม่กีดกันความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา พื้นที่ อายุ เพศ หรือฐานะทางการเงิน ด้วยเหตุนี้เหล่าคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในชุมชนออนไลน์ต่างๆ จึงมีโอกาสรับรู้ความเห็นความหลากหลายรูปแบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่คนเจนฯ Z เชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่มและเชื่อมต่อถึงกันนั้นคือ ‘ความสนใจร่วม’ ซึ่งหากลองมองไปในโซเชียลมีเดียทุกวันนี้แล้วคงจะเห็นได้จากกลุ่มชุมชนตามกรุ๊ปต่างๆ ในโซเชียลมีเดียที่แบ่งออกตามความสนใจของกลุ่มนั้นๆ ซึ่งหลายครั้งกลุ่มเหล่านี้ก็มีความเฉพาะ (niche) เป็นอย่างมากด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใช่ว่าเจนฯ Z จะยึดตัวเองอยู่กับกลุ่มเดียวไปตลอด ด้วยพื้นฐานที่มีความสนใจอันหลากหลายทำให้พวกเขาชอบที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหลากหลายแบบ ซึ่งช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้วิธีคิดจากหลากวัฒนธรรม หลายกรอบความคิด จนค่อยๆ สร้างสรรค์ตัวตนของตัวเองขึ้นมาจากความชอบเหล่านั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เชื่อมความต่างอย่างประนีประนอม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าตัวตนและรสนิยมของคนเจนฯ Z จะมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก แต่พวกเขากลับมองว่าความแตกต่างไม่ได้เป็นปัจจัยที่จะทำให้คนต้องหันมาทะเลาะเบาะแว้งกัน</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งนับว่าเป็นทัศนคติที่ยิ่งส่งเสริมให้คนรุ่นเดียวกัน ‘กล้าที่จะแตกต่าง’ และกล้าที่เป็นตัวเองให้โลกได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกงานอดิเรก การแต่งกาย หรือรสนิยมการเลือกของใช้คู่ใจอย่างสีของโน้ตบุ๊กที่สะท้อนความเป็นตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเจเนอเรชั่นนี้พร้อมที่จะเอาตัวเองเข้าไปทำความเข้าใจกับชุมชนใหม่ๆ ความชอบใหม่ๆ ที่พวกเขาไม่เข้าใจ หรือบางครั้งก็อยู่ในขั้วตรงข้ามกับความคิดพวกเขาด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเจนฯ Z เชื่อในการพูดคุยและขุดคุ้ยเพื่อตามหาสาเหตุของความเชื่อ รสนิยม และความชอบ ของอีกฝ่าย เพื่อทำความเข้าใจตรรกะและเหตุผลเบื้องหลังวิธีคิดที่แตกต่างจากตัวเอง คนกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มที่จะชอบการประนีประนอมมากกว่าการแตกหัก ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจของ McKinsey ที่ได้ทำแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างว่า ‘เห็นด้วยหรือไม่ว่าโลกของเราจะเปลี่ยนแปลงได้ ต่อเมื่อระบบเดิมๆ ถูกทำลายลง’ พวกเขาพบว่ากลุ่มคนเจนฯ Z ไม่ถึงครึ่งที่ตอบว่าเห็นด้วย ขณะที่คนเจนฯ ก่อนหน้าต่างเห็นด้วยกันเกินครึ่งทั้งหมด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเมื่อคนเจนฯ Z ได้เติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ในวันหนึ่ง พวกเขาน่าจะสร้างโลกที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นได้ จากหัวใจที่เปิดกว้างและเข้าอกเข้าใจคนอื่นมากกว่าคนในเจเนอเรชั่นก่อนๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>มองโลกตามความเป็นจริง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อโลกเต็มไปด้วยความหลากหลายในแบบที่ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เราสามารถพบเจอความหลากหลายได้จริงๆ คนเจนฯ ใหม่จึงมีต้นทุนจำนวนมากในการคิดวิเคราะห์ พวกเขาได้รับรู้ทั้งเรื่องราวที่ดีและเลวร้ายในสังคม เห็นทั้งมุมที่ดีงามและเลวร้ายของบุคคลสาธารณะ เห็นการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้นทุนทางข้อมูลเหล่านี้คืออำนาจในการตามหา ‘ความจริง’ เพื่อใช้ในการตัดสินใจ ที่คนยุคสมัยนี้ได้เปรียบจากเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีอำนาจนี้อยู่ในมือทำให้คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้สามารถเห็นความจริงหลายๆ ชุดได้เพียงแค่ตวัดมือค้นหา พฤติกรรมเหล่านี้จึงติดสอยไปในทุกด้านของชีวิต ตั้งแต่การหาของกิน การซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน การเมือง การศึกษา การที่มีพื้นฐานเป็นการสืบค้นเพื่อตามหา ‘ความจริง’ จึงน่าจะทำให้คนเจนฯ นี้มีนิสัย ‘ฝันกลางวัน’ น้อยกว่าคนรุ่นก่อนๆ เพราะเขาจะยึดอยู่กับหลักฐานและสิ่งที่มองเห็นได้มากกว่าจินตนาการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันคนเจนฯ Z คือกลุ่มที่มีจำนวนประชากรเยอะที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับคนเจเนอเรชั่นอื่น โดยมีถึง 32 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2.47 พันล้านคนทั่วโลก ทำให้เราน่าจะอนุมานได้ว่าเมื่อคนกลุ่มนี้เติบโตขึ้น (เจนฯ Z ที่โตที่สุดตอนนี้คือกลุ่มคนอายุ 25 ปี หรือเกิดในปี 1995) และได้กลายมาเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของสังคม วันนั้นเราคงได้เห็นโลกที่มีรูปแบบการใช้ชีวิต ทัศนคติ และการให้คุณค่า แตกต่างจากปัจจุบัน ซึ่งหากอนุมานเอาจากลักษณะทั้ง 4 ข้อของคนเจนฯ Z ในข้างต้น เราน่าจะได้เห็นโลกที่สนุกสนานมากขึ้น เพราะมีผู้คนที่พร้อมเข้าใจในความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ เปิดทางให้ทุกคนกล้าที่จะสร้างสรรค์ และนำเสนอตัวตนโดยไม่ต้องกลัวการโดนตัดสิน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เครื่องมือที่จะช่วยให้คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตตามนิยามของตัวเอง</b></h3>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-97512 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-8.jpg" alt="" width="1200" height="800" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจะก้าวไปสู่อนาคตอันน่าถวิลหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคืน คนเจนฯ Z ยังต้องสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ และความสร้างสรรค์อีกมากมาย เพื่อช่วยกันสร้างความน่าอยู่นั้นให้เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาต้องการอุปกรณ์คู่ใจที่สามารถตอบสนองความต้องการหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ การทำงาน และไลฟ์สไตล์ อย่างเช่น New Asus VivoBook series (D433/D533/D413) โน้ตบุ๊กซีรีส์ใหม่ล่าสุดจาก Asus ทั้ง 3 รุ่นนี้ ในราคาเริ่มต้น 19,990 บาท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">New Asus VivoBook ซีรีส์ใหม่ มาพร้อมกับแท็กไลน์ที่ว่า ‘Dare to be different’ ซึ่งสอดคล้องกับทัศนคติของคนรุ่นใหม่อย่างลงตัว พร้อมให้ทุกคนได้เลือกที่จะแตกต่างในแบบของตัวเองด้วยสีสันถึง 6 </span><span style="font-weight: 400;">สี คือ Gaia Green, Resolute Red, Dreamy White, Indie Black, Transparent Silver และ Hearty Gold นอกจากนี้ยังมีการใส่ลูกเล่นบนแป้น</span><b> ‘</b><span style="font-weight: 400;">Enter</span><b>’ </b><span style="font-weight: 400;">ด้วยการตัดขอบสีเหลืองสร้างความโดดเด่นและแตกต่างให้กับคีย์บอร์ดของคุณ </span><span style="font-weight: 400;">อีกความพิเศษของโน้ตบุ๊กซีรีส์นี้คือ Asus จะแถมสติกเกอร์รูปแบบต่างๆ มาให้พร้อมกับตัวเครื่อง เพื่อให้คุณสามารถดีไซน์ความสวยงามของอุปกรณ์ได้ด้วยตัวเองอย่างเต็มที่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-97440 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-6.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-6.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-6-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-97434 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-1.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-97441 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-7.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-7.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-7-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ความสามารถภายในอย่างฮาร์ดแวร์ต่างๆ ทาง Asus ก็ได้ใส่เข้ามาอย่างเต็มที่ โดยมีสเปกเบื้องต้นดังนี้ 1.CPU – ที่มีให้เลือกถึง 2 รุ่น คือ AMD Ryzen 5 และ Ryzen 7 ซึ่งเป็นซีพียูรุ่นใหม่ล่าสุดจากค่าย AMD ที่เปิดตัวคู่กับ VivoBook series เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตามมาด้วย 2.RAM – 8GB DDR4 และ 3.Hard DisK – 512 GB PCle SSD ซึ่งฮาร์ดแวร์ทั้งสามตัวนี้คือหัวใจหลักที่จะช่วยให้การใช้งานลื่นไหลและลงตัวมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-97436 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-2.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-2.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-2-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-97510 size-full aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-4-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-4-1.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-4-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-4-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-4-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-4-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-4-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/Vivobook-4-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>นอกจากนี้ยังมีฮาร์ดแวร์เสริมที่ช่วยตอบสนองประสบการณ์ด้านอื่นๆ เช่น ลำโพงจาก Harman/Kardon ที่ให้เสียงคุณภาพ ยกระดับความสุขด้านการฟังเพลงให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าจอ 2 รูปแบบให้ได้เลือก คือขนาด 14 นิ้ว (M433/M413) และ 15.6 นิ้ว (M533) โดยทั้งสองรุ่นจะมาพร้อมขอบหน้าจอที่บางเฉียบ ทำให้ใช้งานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีอะไรมารบกวนสายตา เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของ New Asus VivoBook series ก็คือสะดวกต่อการพกพาไปทุกที่ เพราะมีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 1.4 กิโลกรัม ในรุ่น M433/M413 และ 1.8 กิโลกรัม สำหรับรุ่น M533</p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งความพิเศษสุดท้ายของโน้ตบุ๊กซีรีส์นี้คือ เป็นครั้งแรกที่ทาง Asus ได้ติดตั้งโปรแกรม Microsoft Office Home &amp; Student มาให้พร้อมใช้งานทันที ทำให้โน้ตบุ๊กซีรีส์นี้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนเจนฯ Z ทั้งที่อยู่ในวัยนักเรียน นักศึกษา หรือกำลังก้าวเข้าสู่วัยทำงาน</span></p>
<hr />
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><a href="https://www.campaignlive.co.uk/article/future-average-why-millennials-gen-z-striving-unique/1370716" target="_blank" rel="noopener">campaignlive.co.uk</a></p>
<p><a href="https://www.illumestories.com/2018/12/gen-z-and-the-challenges-of-the-most-individualistic-generation-yet/" target="_blank" rel="noopener">illumestories.com</a></p>
<p><a href="https://www.mckinsey.com/industries/consumer-packaged-goods/our-insights/true-gen-generation-z-and-its-implications-for-companies" target="_blank" rel="noopener">mckinsey.com</a></p>
<p><a href="https://nypost.com/2020/01/25/generation-z-is-bigger-than-millennials-and-theyre-out-to-change-the-world/" target="_blank" rel="noopener">nypost.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/genz-dare-to-be-different/">กล้าสร้างสรรค์ เปิดรับความแตกต่าง และไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อนาคตที่น่าสนุกขึ้นเมื่อ Gen Z ได้ครองโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมดื่มนมแล้วปวดท้อง คนเอเชียแพ้นมจริงไหม? ไขความลับของ ‘นม’ เรื่องต้องรู้ก่อนตัดสินใจเลิกดื่ม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/milk-truth/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กนกพรรณ อรรัตนสกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2020 02:00:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Report]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[report]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=95781</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นที่รู้กันดีว่านมเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์มากมายมหาศาล ไม่ว่าจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย เสริมสร้างภูมิต้านทาน อุดมไปด้วยวิตามิน B1 ที่ช่วยบำรุงประสาทและหัวใจ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีวิตามิน B2 ที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานให้ระบบเซลล์ผิวหนังทำให้ผิวสวย หน้าใส และดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นมกลายเป็นเครื่องดื่มขวัญใจคนทุกเพศ ทุกวัย  แต่ชีวิตการดื่มนมของหลายๆ คนก็ต้องสะดุดเมื่อเกิดอาการบางอย่างกับร่างกาย เช่น ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ ไปจนถึงอาเจียนหลังจากการดื่มนม จนเริ่มคิดว่าเป็นอาการ ‘แพ้นม’ แน่ๆ  แต่อาการผิดปกติลักษณะนี้จะเป็นชนวนที่ทำให้เราต้องเลิกดื่มนมไปเลยจริงๆ หรือไม่ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจนี้ไปพร้อมๆ กัน  อาการผิดปกติที่เกิดหลังดื่มนมเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุนั่นคือ ร่างกายแพ้โปรตีนในนม (allergy) และร่างกายไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerance) ซึ่งคนที่จัดอยู่ในกลุ่มอาการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสยังสามารถดื่มนมวัวได้ เพียงแค่ต้องดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ แต่สำหรับคนที่แพ้โปรตีนในนมจนเกิดอาการแพ้รุนแรงจำเป็นต้องงดการดื่มนมวัวและหันไปดื่มนมประเภทอื่น อย่างนมทดแทนจากพืชชนิดต่างๆ แต่การดื่มนมทดแทนในลักษณะนี้ก็อาจทำให้เราไม่ได้รับสารอาหารที่ต้องการครบถ้วนเหมือนการดื่มนมวัวปกติ เริ่มจากสำรวจร่างกายตัวเอง หากใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าอาการที่เราเป็นหลังจากดื่มนมเกิดจากสาเหตุไหนกันแน่ แนะนำให้ทุกคนใช้วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของร่างกายในการแยกประเภทอาการ เนื่องจากอาการทั้ง 2 แบบมีการแสดงออกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน  การแพ้โปรตีนในนม (allergy) นั้น ร่างกายจะแสดงอาการแพ้ออกมาอย่างชัดเจนจนเห็นได้ชัด โดยมีอาการผื่นลมพิษ น้ำมูกไหล และหายใจครืดคราดร่วมอยู่ด้วย สำหรับคนที่แพ้อย่างรุนแรงอาจเกิดอาการช็อกและหมดสติได้ สำหรับอาการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/milk-truth/">ทำไมดื่มนมแล้วปวดท้อง คนเอเชียแพ้นมจริงไหม? ไขความลับของ ‘นม’ เรื่องต้องรู้ก่อนตัดสินใจเลิกดื่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เป็นที่รู้กันดีว่านมเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์มากมายมหาศาล ไม่ว่าจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย เสริมสร้างภูมิต้านทาน อุดมไปด้วยวิตามิน B1 ที่ช่วยบำรุงประสาทและหัวใจ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีวิตามิน B2 ที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานให้ระบบเซลล์ผิวหนังทำให้ผิวสวย หน้าใส และดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นมกลายเป็นเครื่องดื่มขวัญใจคนทุกเพศ ทุกวัย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ชีวิตการดื่มนมของหลายๆ คนก็ต้องสะดุดเมื่อเกิดอาการบางอย่างกับร่างกาย เช่น ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ ไปจนถึงอาเจียนหลังจากการดื่มนม จนเริ่มคิดว่าเป็นอาการ ‘แพ้นม’ แน่ๆ  แต่อาการผิดปกติลักษณะนี้จะเป็นชนวนที่ทำให้เราต้องเลิกดื่มนมไปเลยจริงๆ หรือไม่ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจนี้ไปพร้อมๆ กัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาการผิดปกติที่เกิดหลังดื่มนมเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุนั่นคือ ร่างกายแพ้โปรตีนในนม (allergy) และร่างกายไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerance) ซึ่งคนที่จัดอยู่ในกลุ่มอาการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสยังสามารถดื่มนมวัวได้ เพียงแค่ต้องดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ แต่สำหรับคนที่แพ้โปรตีนในนมจนเกิดอาการแพ้รุนแรงจำเป็นต้องงดการดื่มนมวัวและหันไปดื่มนมประเภทอื่น อย่างนมทดแทนจากพืชชนิดต่างๆ แต่การดื่มนมทดแทนในลักษณะนี้ก็อาจทำให้เราไม่ได้รับสารอาหารที่ต้องการครบถ้วนเหมือนการดื่มนมวัวปกติ </span></p>
<p><strong><br />
เริ่มจากสำรวจร่างกายตัวเอง</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว</span><span style="font-weight: 400;">ยังไม่แน่ใจว่าอาการที่เราเป็นหลังจากดื่มนมเกิดจากสาเหตุไหนกันแน่</span><span style="font-weight: 400;"> แนะนำให้ทุกคนใช้วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของร่างกายในการแยกประเภท</span><span style="font-weight: 400;">อาการ</span><span style="font-weight: 400;"> เนื่องจาก</span><span style="font-weight: 400;">อาการ</span><span style="font-weight: 400;">ทั้ง 2 แบบมีการแสดงออกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การแพ้โปรตีนในนม (allergy) นั้น ร่างกายจะแสดงอาการแพ้ออกมาอย่างชัดเจนจนเห็นได้ชัด โดยมีอาการผื่นลมพิษ น้ำมูกไหล และหายใจครืดคราดร่วมอยู่ด้วย สำหรับคนที่แพ้อย่างรุนแรงอาจเกิดอาการช็อกและหมดสติได้ สำหรับอาการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerance)</span><span style="font-weight: 400;"> ไม่ใช่อาการที่อันตรายร้ายแรง</span><span style="font-weight: 400;">เหมือนอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นอาการที่เกิดจากร่างกายย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-96100 size-full aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Meiji-text-01-e1587703116549.jpg" alt="" width="675" height="451" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><br />
ลองจินตนาการว่าในการดื่มนมแต่ละครั้ง ร่างกายจะรับเอาน้ำตาลแลคโตสจำนวนหนึ่งเข้ามาวิ่งเล่นเดินทางผ่านกระเพาะอาหารมุ่งไปสู่ลำไส้เล็ก ผู้พิทักษ์ประจำลำไส้เล็กอย่าง ‘เอนไซม์แลคเตส’ ต้องคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงประกบและย่อยน้ำตาลแลคโตสเพื่อให้กลายเป็นสารอาหารให้ลำไส้เล็กดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพราะฉะนั้นถ้าร่างกายใครย่อยน้ำตาลไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามการที่ชาวเอเชียจำนวนหนึ่งจะรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองไม่ถูกโรคกับการดื่มนมนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจริงๆ แล้วชาวเอเชียมีภาวะพร่องแอนไซม์แลคเตสมากกว่าประชากรในประเทศโซนอื่น โดยวารสาร Nature ได้เผยผลการสำรวจจากแหล่งข้อมูลทั่วโลกว่า ในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือพบผู้มีภาวะพร่องเอนไซม์แลคเตสเพียง 3-8% เท่านั้น ในขณะที่ประเทศในกลุ่มเอเชียพบมากเกือบ 100% </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong><br />
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?</strong> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากผลสำรวจของวารสาร Nature บ่งบอกว่าสาเหตุเป็นเพราะพันธุกรรม รวมถึงระยะเวลาการปรับตัวที่ชาวเอเชียเริ่มดื่มนมช้ากว่าชาวตะวันตก ย้อนกลับไปเมื่อ 9,000 ปีที่แล้วที่ชาวยุโรปเพิ่งเริ่มดื่มนม เชื่อหรือไม่ว่า ณ เวลานั้นร่างกายของพวกเขาก็ไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้เช่นเดียวกัน</span> <span style="font-weight: 400;">ร่างกายพวกเขาใช้เวลาปรับตัวกว่า 4,000 ปีจนสามารถผลิตเอนไซม์แลคเตสเพียงพอสำหรับการย่อยแลคโตสในนม ชาวเอเชียที่ไม่ได้นิยมดื่มนมมาตั้งแต่ต้น เพิ่งเริ่มดื่มในช่วงที่วัฒนธรรมแบบตะวันตกเดินทางเข้ามาในทวีป ทำให้ระบบร่างกายของชาวเอเชียเรียนรู้และปรับตัวได้ช้ากว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อร่างกายของชาวเอเชียผลิตเอนไซม์แลคเตสได้น้อยและไม่เพียงพอสำหรับการย่อยน้ำตาแลคโตสที่มากับนม ภาระจึงตกไปอยู่กับแบคทีเรียในลำไส้ที่ต้องเข้ามาช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตส ทำให้เกิดก๊าซในลำไส้กลายเป็นอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ถ้าย่อยไม่ได้ดีเท่าทีควรก็อาจเกิดอาการท้องเสียและอาเจียนเพื่อจัดการกับน้ำตาลแลคโตสส่วนเกินได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามสถิติแม้จะมีคนไทยที่เป็นผู้ใหญ่เพียง 10% เท่านั้นที่ไม่มีภาวะพร่องเอนไซม์แลคเตสและสามารถดื่มนมวัวได้อย่างสบายใจ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะไม่มีวิธีรับสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายจากนมได้ </span></p>
<p><strong><br />
ถ้ายังอยากได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากนมให้ลองทำตามนี้</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แพทย์หญิงณิชา สมหล่อ อาจารย์ประจำหน่วยโภชนาการคลินิกฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผู้ชื่นชอบการเดินทางและการชิมอาหารเป็นงานอดิเรก เป็นอีกคนที่ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ จึงได้ทดลองหลากหลายวิธีเพื่อให้ร่างกายสามารถดื่มนมได้ ไม่ต้องงดไปเสียทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เธอค้นหาจนพบวิธีและได้แนะนำคนที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันว่า ทุกคนยังคงสามารถดื่มนมวัวได้ เพียงแต่ต้องรู้จักควบคุมปริมาณการดื่มต่อครั้ง ควรจิบทีละน้อยๆ แทนการดื่มรวดเดียวหมดแก้วเพื่อให้เอนไซม์ค่อยๆ ทำงาน ที่สำคัญห้ามดื่มนมวัวตอนท้องว่างเด็ดขาด นอกจากนี้ในต่างประเทศยังมีเอนไซม์แลคเตสรูปแบบเม็ดและน้ำขายเพื่อช่วยบรรเทาอาการ โดยต้องทานพร้อมกับการดื่มนมคำแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนถ้าใครชื่นชอบการทานนมเป็นอย่างมากก็ให้ลองหานมประเภทอื่นๆ มาทดแทนความอยาก เช่นนมถั่วเหลืองหรือนมอัลมอนด์แต่รสชาติก็อาจไม่เหมือนนมวัวเสียทีเดียว แต่สำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟ การใส่นมชนิดอื่นอย่างนมถั่วเหลือง หรือนมอัลมอนด์ในกาแฟแทนนมวัว กลิ่นเฉพาะตัวของนมเหล่านี้อาจทำให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนไป หลังจากทดลองอยู่นานคุณหมอก็ได้พบกับผลิตภัณฑ์นมปราศจากน้ำตาลแลคโตสที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม และสามารถดื่มได้สบายท้อง ไม่ต้องกลัวจะปวดท้องหรือท้องเสีย</span></p>
<p><strong><br />
อีกหนึ่งตัวเลือกเพื่อแก้ปัญหา</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-96101 size-full aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/Meiji_edited-e1587703148553.jpg" alt="" width="675" height="451" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับใครที่อ่านจนมั่นใจว่าตัวเองมีอาการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสและอยากจะลองปรับเปลี่ยนวิธีการดื่มนมให้เข้ากับร่างกายตัวเองเพิ่ม ปัจจุบันตลาดก็มีผลิตภัณฑ์นมที่คนไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสสามารถดื่มได้เยอะขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการย่อยน้ำตาลด้วยเอนไซม์แลคเตสมาให้เรียบร้อยพร้อมดื่มอย่าง <strong>Meiji Lactose Free</strong> ที่มีทั้งรสจืดและรสดาร์กช็อกโกแลต มาพร้อมคุณประโยชน์ครบถ้วน และรสชาติหวานกลมกล่อมจากนมโคแท้ๆ เรียกได้ว่าดื่มง่ายสบายท้องแบบไม่ต้องกลัวอ้วน ให้คนที่ไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสทั้งหลายโบกมือบ๊ายบายอาการผิดปกติที่คอยกวนใจและสามารถเอร็ดอร่อยกับนมได้อย่างเต็มที่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p><em><strong>อ้างอิง</strong></em></p>
<p><a href="https://www.bangpakokhospital.com/care_blog/content/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A1%20%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank" rel="noopener">bangpakokhospital.com</a></p>
<p><a href="http://cpmeiji.com/lactosefreemilk/knowledge" target="_blank" rel="noopener">cpmeiji.com</a></p>
<p><a href="http://www.lovefitt.com/healthy-fact/%E0%B8%99%E0%B8%A1-%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1/" target="_blank" rel="noopener">lovefitt.com</a></p>
<p><a href="https://medthai.com/%E0%B8%99%E0%B8%A1/" target="_blank" rel="noopener">medthai.com</a></p>
<p><a href="https://nutriciaexpert.com/allergy-treatment/%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A7/%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%AA%E0%B8%A1/%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A7-eHF" target="_blank" rel="noopener">nutriciaexpert.com</a></p>
<p><a href="http://personal.sut.ac.th/montarop/2013%20WBSITE/School_of_Biotech/Blog/Entries/2013/9/14_%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82.html" target="_blank" rel="noopener">personal.sut.ac.th</a></p>
<p><a href="https://www.popsci.com/story/science/lactose-intolerance-microbiome/?fbclid=IwAR3xuRQmARfXSaOD7WVp8ylUuPTca7A1XRyfg5h25lIfUpR8ixbuPF7wqwY" target="_blank" rel="noopener">popsci.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/milk-truth/">ทำไมดื่มนมแล้วปวดท้อง คนเอเชียแพ้นมจริงไหม? ไขความลับของ ‘นม’ เรื่องต้องรู้ก่อนตัดสินใจเลิกดื่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 แฟกต์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่สกัดขาไม่ให้เด็กต้นทุนต่ำได้ไปต่อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/educational-inequality/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิมพ์พญา เจริญศิริพันธ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Dec 2019 03:58:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Educational Inequality]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[advertorial]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[branded content]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=84872</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เมืองไทยเองก็มีชื่อเสีย (ง) อยู่ไม่น้อย ในช่วงสองสามปีมานี้ ชื่อของประเทศไทยติดโผต้นๆ จากแทบทุกสำนักที่นำเสนอรายงานเรื่องความเหลื่อมล้ำ หนึ่งในรากของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ตามติดเป็นเงาอย่างทุกวันนี้คือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่สกัดขาไม่ให้เด็กต้นทุนชีวิตน้อยได้เรียนต่อ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้ความสามารถมากพอจะพลิกฟื้นและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีกว่าคนรุ่นพ่อแม่ได้ ทำให้เกิดวงจรความยากจนวนเวียนซ้ำซากข้ามชั่วคนไม่รู้จบสิ้น แน่นอนว่าเด็กทุกคนมีความฝัน แต่หลายคนไม่กล้าแม้แต่จะฝัน เพราะต้นทุนชีวิตน้อยและขาดโอกาส เด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลหลายคนต้องทำงานส่งตัวเองเรียน ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ปากกัดตีนถีบ ต้องเดินทางจากพื้นที่ห่างไกลหลายสิบกิโลฯ เพื่อมาโรงเรียนในแต่ละวัน บ้างก็ต้องลาหยุดเรียนไปช่วยพ่อแม่ทำงาน บ้างก็ต้องพักการเรียนเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทั้งไม่มีเงินพอสำหรับค่าอาหาร ของใช้ในชีวิตประจำวัน หรืออุปกรณ์การเรียน เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาสของเด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกลถูกถ่างให้กว้างออกไปราว 20 เท่าของเด็กในเมือง ในขณะที่เด็กในเมืองกำลังนั่งกวดวิชาและสอบแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งที่นั่งเรียนในสถาบันในฝัน เด็กนักเรียนในโรงเรียนห่างไกลทั่วประเทศไทยกำลังจะหลุดออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเพราะความยากจน ตอนนี้เด็กไทยไม่น้อยกว่า 500,000 คนหลุดออกจากระบบไปแล้ว และอีก 2,000,000 คนสุ่มเสี่ยงไม่ได้เรียนต่อ และมีแนวโน้มว่าในอนาคตเด็กที่หยุดเรียนกลางคันจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่สะท้อนให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัญหาสะสมเรื้อรังมานานจนทำให้เด็กนักเรียนเป็นล้านๆ คนอาจจะไม่ได้เรียนต่อ ทั้งที่การศึกษาควรจะเป็นสิ่งที่พลเมืองทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่แบ่งชนชั้น ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เกริ่นให้เราฟังถึงข้อเท็จจริงที่ว่า “มีเด็กจำนวนมากที่ไม่สามารถต้านทานกับปัญหาความยากจนของครอบครัวได้ ดังที่เราได้เห็นจากข่าวความเดือดร้อนของเด็กๆ ปรากฏในสื่อทุกแขนงไม่เว้นแต่ละวัน ที่น่าตกใจคือปัจจุบันมีเด็กไทยมากกว่า 2,000,000 คนมีความเสี่ยงต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะ ‘ความยากจน’ เด็กจำนวนมากต้องลาหยุดเรียนไปช่วยพ่อแม่รับจ้างทำงานหารายได้เพื่อช่วยเหลือครอบครัว บางคนขาดเรียนกว่าสัปดาห์ บางคนหายไปนานนับเดือน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/educational-inequality/">5 แฟกต์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่สกัดขาไม่ให้เด็กต้นทุนต่ำได้ไปต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p3"><span class="s1">เมื่อพูดถึง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เมืองไทยเองก็มีชื่อเสีย (ง) อยู่ไม่น้อย</span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> ในช่วงสองสามปีมานี้ ชื่อของประเทศไทยติดโผต้นๆ จากแทบทุกสำนักที่นำเสนอรายงานเรื่องความเหลื่อมล้ำ หนึ่งในรากของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ตามติดเป็นเงาอย่างทุกวันนี้คือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่สกัดขาไม่ให้เด็กต้นทุนชีวิตน้อยได้เรียนต่อ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้ความสามารถมากพอจะพลิกฟื้นและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีกว่าคนรุ่นพ่อแม่ได้ ทำให้เกิดวงจรความยากจนวนเวียนซ้ำซากข้ามชั่วคนไม่รู้จบสิ้น</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">แน่นอนว่าเด็กทุกคนมีความฝัน แต่หลายคนไม่กล้าแม้แต่จะฝัน เพราะต้นทุนชีวิตน้อยและขาดโอกาส </span></p>
<p class="p3"><span class="s1">เด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลหลายคนต้องทำงานส่งตัวเองเรียน ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ปากกัดตีนถีบ ต้องเดินทางจากพื้นที่ห่างไกลหลายสิบกิโลฯ เพื่อมาโรงเรียนในแต่ละวัน บ้างก็ต้องลาหยุดเรียนไปช่วยพ่อแม่ทำงาน บ้างก็ต้องพักการเรียนเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทั้งไม่มีเงินพอสำหรับค่าอาหาร ของใช้ในชีวิตประจำวัน หรืออุปกรณ์การเรียน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาสของเด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกลถูกถ่างให้กว้างออกไปราว 20 เท่าของเด็กในเมือง ในขณะที่เด็กในเมืองกำลังนั่งกวดวิชาและสอบแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งที่นั่งเรียนในสถาบันในฝัน เด็กนักเรียนในโรงเรียนห่างไกลทั่วประเทศไทยกำลังจะหลุดออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเพราะความยากจน </span></p>
<p class="p3"><span class="s1">ตอนนี้เด็กไทยไม่น้อยกว่า 500,000 คนหลุดออกจากระบบไปแล้ว และอีก 2,000,000 คนสุ่มเสี่ยงไม่ได้เรียนต่อ และมีแนวโน้มว่าในอนาคตเด็กที่หยุดเรียนกลางคันจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่สะท้อนให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัญหาสะสมเรื้อรังมานานจนทำให้เด็กนักเรียนเป็นล้านๆ คนอาจจะไม่ได้เรียนต่อ ทั้งที่การศึกษาควรจะเป็นสิ่งที่พลเมืองทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่แบ่งชนชั้น</span></p>
<p class="p3"><span class="s1"><b>ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</b> ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เกริ่นให้เราฟังถึงข้อเท็จจริงที่ว่า </span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“มีเด็กจำนวนมากที่ไม่สามารถต้านทานกับปัญหาความยากจนของครอบครัวได้ ดังที่เราได้เห็นจากข่าวความเดือดร้อนของเด็กๆ ปรากฏในสื่อทุกแขนงไม่เว้นแต่ละวัน ที่น่าตกใจคือปัจจุบันมีเด็กไทยมากกว่า 2,000,000 คนมีความเสี่ยงต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะ ‘ความยากจน’ เด็กจำนวนมากต้องลาหยุดเรียนไปช่วยพ่อแม่รับจ้างทำงานหารายได้เพื่อช่วยเหลือครอบครัว บางคนขาดเรียนกว่าสัปดาห์ บางคนหายไปนานนับเดือน จนส่งผลกระทบต่อการเรียนอย่างหนัก และหลายคนไม่ได้กลับมาเรียนอีกเลย</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">“ผมเชื่อว่าสังคมไทยทุกภาคส่วนตระหนักและตื่นตัวว่า เด็กกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือโดยเร่งด่วน<span class="Apple-converted-space"> </span>และข้อเท็จจริงชี้ชัดว่าหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ทันท่วงทีและพอเพียง<span class="Apple-converted-space"> </span>พวกเขาและเธอมีความเสี่ยงที่จะหลุดจากการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีความเสี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ในวงจรที่ดำมึดของสังคม ที่สำคัญคือการตกอยู่ในวงจรความยากจนข้ามชั่วคน” ดร.ประสารกล่าวย้ำ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> หลายคนอาจจะพยักหน้าเห็นด้วยว่าปัญหาเรื่องความยากจนเป็นหนึ่งในรากปัญหาที่ทำให้การศึกษาของเด็กๆ ต้องหยุดชะงักลง เราเลยขอพาไปดูแฟกต์ที่ตีแผ่ 5 เรื่องจริงของเด็กยากจนด้อยโอกาสที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบที่ ดร.ประสารเกริ่นไว้ ว่าปัจจัยอะไรบ้างที่สกัดขาไม่ให้เด็กทุนน้อยได้เรียนต่อ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84993" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-458.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-458.jpg 5616w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-458-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-458-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-458-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-458-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>1. ครอบครัวของนักเรียนยากจนมีรายได้ 15 บาทต่อวัน</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s1"> จากการสำรวจของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)<span class="Apple-converted-space"> </span>ครอบครัวของนักเรียนยากจนด้อยโอกาสมีรายได้เฉลี่ยต่ำสุด 462 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 15 บาทต่อวัน นั่นหมายความว่าครอบครัวของเด็กกลุ่มนี้จะมีรายได้เพียงห้าพันกว่าบาทต่อปีเท่านั้น ส่วนรายได้เฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 2,093 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 69 บาทต่อวัน </span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> หากนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคำนวณค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน ก็แทบจะไม่พอใช้ในแต่ละวันด้วยซ้ำ หลายๆ ครั้งเด็กนักเรียนในกลุ่มยากจนจึงต้องลาเรียนบ่อยๆ หรือพักการเรียนไปเลย เพราะต้องไปช่วยพ่อแม่ทำงานเพื่อให้พอค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพวันต่อวัน </span></p>
<p class="p4"><span class="s2">ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังทำให้คนยากจนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามากกว่าครอบครัวที่ร่ำรวยถึง 4 เท่า เพราะครอบครัวของเด็กยากจนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงมากเมื่อเทียบกับครอบครัวที่มีฐานะดี</span></p>
<p class="p4"><span class="s1">กลายเป็นว่าการศึกษาทิ้งคนจน (เป็นล้านคน) ไว้ข้างหลังโดยการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล และความยากจนนี่แหละที่เป็นเหมือนปมปัญหาแรกที่ทำให้ปมอื่นๆ ในข้อต่อไปผูกทบกันแน่นขึ้นจนยากจะคลี่คลาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84991" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-311.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-311.jpg 5616w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-311-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-311-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-311-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-311-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>2. 44.5% ของเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลไม่ได้กินข้าวเช้า</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s1"> นอกจากการขาดเรียนนานๆ นักเรียนที่ยากจนเป็นพิเศษยังมีภาวะทุพโภชนาการหรือผอมต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานร่วมด้วย ข้อมูลจากการสัมภาษณ์คุณครูทั้งหมด 1,337 คน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 พบว่า มีเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลราว 44.5 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้กินอาหารเช้า เพราะมีสาเหตุมาจากฐานะยากจน โดยในช่วงเช้าเด็กต้องช่วยพ่อแม่ทำงานก่อนมาเรียน ไม่ว่าจะเป็นงานเกษตรกรรมและค้าขาย ทำให้เด็กไม่มีเวลากินอาหารเช้าก่อนเข้าเรียน ประกอบกับโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดารหลายโรงไม่มีงบประมาณเพียงพอจะจัดสรรข้าวเช้าให้นักเรียนได้ ซึ่งปัญหานี้คุณครูเกินครึ่งจากการสำรวจมองว่าจะส่งผลกระทบต่อการเรียนแน่นอน</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">นอกจากนี้ข้อมูลจากนักโภชนาการยังระบุตรงกันว่า การที่เด็กไม่ได้รับประทานอาหารเช้าจะส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะสมองที่จะได้รับผลกระทบไวที่สุด เด็กจะเซื่องซึม ไม่มีเรี่ยวแรง เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง คิดแก้ปัญหาเกี่ยวกับบทเรียนได้ไม่คล่อง ส่วนเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการตั้งแต่อายุน้อยจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์และเจ็บป่วยง่าย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84989" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon537.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon537.jpg 5616w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon537-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon537-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon537-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon537-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>3. เด็กในพื้นที่ทุรกันดารต้องเดินเท้ากว่า 20 กิโลเมตรเพื่อไปโรงเรียน</b></span></h3>
<p class="p7"><span class="s1">ข้อมูลจากชมรมนักจัดการศึกษาในเขตพื้นที่ภูเขาสูงและถิ่นทุรกันดารพบว่า มีโรงเรียนในพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดารซึ่งเป็นโซนที่ราบสูงและบนภูเขาทั้งหมด 1,190 แห่ง และมีโรงเรียนบนเกาะ 124 แห่ง ซึ่งเด็กนักเรียนที่เข้าเรียนในโรงเรียนทุรกันดารเหล่านี้มีความเสี่ยงจะหยุดเรียนกลางคันมากกว่าเด็กในเมืองหลายเท่า เพราะเด็กบางคนต้องเดินเท้าไป-กลับโรงเรียนกว่า 20 กิโลเมตร บ้างก็ต้องเดินทางข้ามภูเขา ข้ามห้วย ข้ามแม่น้ำ เพื่อไปเข้าเรียนให้ทันในแต่ละวัน </span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> ความยากลำบากขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ซึ่งมีบริบทแตกต่างกัน เช่น ในช่วงหน้าฝน เด็กนักเรียนหลายคนต้องหยุดเรียนไปโดยปริยาย เพราะสู้ลมพายุไม่ไหว และเดินทางลำบากเกินกว่าจะเดินลุยน้ำท่วมเสี่ยงให้น้ำป่าซัด ซึ่งสามารถลุกลามไปเป็นอุบัติเหตุที่จะส่งผลต่อชีวิตของตัวเด็กด้วย</span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> นานวันเข้าอุปสรรคเรื่องบ้านไกล ไร้ค่าเดินทาง และความทรหดของเส้นทางไปโรงเรียนก็ค่อยๆ บั่นทอนกำลังใจ ทำให้เด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยขอยอมแพ้ ต้องหยุดเรียน หรือต้องออกจากระบบไป เพราะเด็กเลือกเส้นทางรับจ้างหาเลี้ยงชีพ หรือทำไร่ทำสวนช่วยพ่อแม่แทนที่จะกลับมาเรียนหนังสือซึ่งต้องเดินทางไกลมาก </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84990" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-27.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-27.jpg 5343w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-27-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-27-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/ChotiKuNaKasemSchool-MaeAi-ChiangMai-27-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>4. เด็กนักเรียนราว 200,000 คนกำพร้าและหลุดออกจากระบบการศึกษา</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s1"> หลายคนอาจจะมองว่าปัญหาเด็กกำพร้าดูไม่น่าเกี่ยวกับความยากจนและปัญหาการศึกษาได้ตรงไหน แต่รู้หรือไม่ว่าประเทศไทยมีนักเรียนยากจนด้อยโอกาสที่กำพร้า ไม่มีพ่อหรือแม่ หรือไม่มีทั้งพ่อและแม่อยู่ที่ราว 200,000 คน </span></p>
<p class="p3"><span class="s1">แม้ปัญหานี้จะไม่ได้กระทบต่อการศึกษาของเด็กโดยตรง แต่ก็สร้างความกดดันไม่น้อย เพราะการไม่มีพ่อแม่อยู่ดูแลจะทําให้เด็กรู้สึกขาดความรักความอบอุ่นไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะเมื่อเด็กมีปัญหา เขาจะไม่มีที่พึ่ง ยิ่งพ่อหรือแม่ที่รับภาระเลี้ยงดูบุตรเพียงคนเดียว หรือปล่อยเด็กให้เป็นภาระแก่ปู่ย่าตายายที่แก่เฒ่า ยิ่งซ้ำเติมให้รู้สึกว่าชีวิตขาดความรักความอบอุ่น ท้ายที่สุดเด็กหลายคนก็ต้องระหกระเหินเร่ร่อน และหลุดออกนอกระบบการศึกษาในที่สุด เนื่องด้วยปัญหาความไม่มั่นคงทางจิตใจจากการกำพร้าพ่อแม่ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84983" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8030.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8030.jpg 4032w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8030-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8030-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8030-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8030-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>5. สภาพบ้านที่ทรุดโทรมก็มีผลต่อการศึกษา</b></span></h3>
<p class="p3"><span class="s1">จากการสำรวจของคุณครูในเครือข่ายของ กสศ. พบว่าบ้านของนักเรียนยากจนบางหลังจะเรียกว่าบ้านก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะเป็นเพียงเพิงผ้าใบหรือป้ายไวนิลโฆษณาเก่าๆ ขึงกันแดดกันฝนชั่วคราว เวลาฝนตกหนักทีก็ไม่สามารถช่วยคุ้มกันคนในครอบครัวได้ หรือบางหลังไม่มีแม้แต่ฝาผนัง หลังคาก็มุงด้วยหญ้าคาเก่าๆ เท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นสภาพบ้านที่ไร้ความปลอดภัยและแทบจะให้ความอบอุ่นใจไม่ได้</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">บางหลังยิ่งแล้วใหญ่ตรงที่ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้าใช้ หากเด็กๆ จะทำการบ้านก็ต้องจุดเทียน จุดตะเกียง บางครั้งก็ต้องอาศัยแสงไฟจากท้องถนนหรือขออาศัยไฟฟ้าจากเพื่อนบ้าน ทำให้เด็กหลายคนกังวลใจ นอนหลับก็ไม่เต็มอิ่ม ไม่มีสมาธิในการเรียนหนังสือ เพราะบ้านมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อาศัยอย่างแยกกันไม่ออก เมื่อบ้านซึ่งเป็นเหมือนที่พักพิงของชีวิตไม่สามารถมอบความอบอุ่นปลอดภัย และความสะดวกในการเรียนหนังสือได้ เด็กจึงรู้สึกท้อแท้ ไม่มีกำลังใจทบทวนบทเรียน และเสี่ยงหลุดออกจากระบบ เพราะบ้านไม่สามารถมอบความปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84988" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon184.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon184.jpg 5616w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon184-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon184-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon184-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon184-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84987" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon177.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon177.jpg 5540w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon177-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon177-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon177-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/620523-Phasuk-Udon177-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>โอกาสทางการศึกษา คือโอกาสพัฒนาประเทศ</b></span></h3>
<p class="p3"><span class="s1">จากสถิติจะเห็นว่าปมปัญหาแรกที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาล้วนตั้งต้นมาจากความยากจนทั้งสิ้นที่ทำให้เยาวชนเสียโอกาส ถูกมองข้าม และไม่ได้แรงสนับสนุนในเรื่องการศึกษาต่อ เพราะถูกมองว่าเป็นพลเมืองตกชั้น ไม่มีส่วนในการขับเคลื่อนประเทศ แต่รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วการมอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยสร้างผลกระทบทางบวกให้แก่การพัฒนาประเทศโดยรวม</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">อดีตรองผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก Dr.Nicholas Burnett เคยประเมินว่าปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยมากกว่าปีละ 1-3 เปอร์เซ็นต์ของ GDP หากมองในมิตินี้ การลดความเสี่ยงเด็กออกกลางคัน พร้อมๆ กับรักษาเด็กไว้ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงไม่เพียงช่วยสร้างโอกาสในอนาคตของเด็กไทย แต่ยังสร้างผลกระทบทางบวกในเชิงเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในภาพรวมได้ในระยะยาว</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">หรืออย่างนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปีนี้อย่างศาสตราจารย์ Abhijit Banerjee และ<span class="Apple-converted-space"> </span>Esther Duflo ที่คว้ารางวัลจากการสรุปบทเรียนจากการศึกษาเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจจากหลายประเทศทั่วโลกมาตลอดหลายทศวรรษ ก็ได้ย้ำชัดว่าแนวทางที่ดีที่สุด (the best bet) ในการพัฒนาประเทศ อาจไม่ใช่การมุ่งอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ แต่คือการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผ่านการลงทุนในการศึกษาและระบบสาธารณสุข ซึ่งจะนำไปสู่การขจัดความยากจนหิวโหย เพิ่มขีดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">เพราะการศึกษาคือโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตคนเราได้ ในช่วงเทศกาลแห่งการให้และก้าวสู่ปีใหม่เช่นนี้ กสศ.ขอเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมทำบุญครั้งสำคัญกับ กสศ.ในโครงการ “ล้านพลังคนไทยมอบโอกาสทางการศึกษาเป็นของขวัญ” เพื่อเด็กๆ ที่มีความฝันและมีศักยภาพอย่างเต็มเปี่ยมได้มีอนาคตดีขึ้นและไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะสังคมไทยจะไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 079 5475, E-mail: </span><span class="s3">donation@eef.or.th และเฟซบุ๊กเพจ</span><span class="s1"> <a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/">EEFthailand</a></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-84984" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8297.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8297.jpg 4320w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8297-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8297-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8297-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/0J0A8297-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/educational-inequality/">5 แฟกต์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่สกัดขาไม่ให้เด็กต้นทุนต่ำได้ไปต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วัฒนธรรมและความหมายชวนวุ่นวายในการแลกของขวัญที่ถักสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/gifting-culture/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วณัฐย์ พุฒนาค]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Dec 2019 02:00:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[branded content]]></category>
		<category><![CDATA[The Mall]]></category>
		<category><![CDATA[Present]]></category>
		<category><![CDATA[Gift]]></category>
		<category><![CDATA[advertorial]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=83230</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘If friends make gifts, gifts make friends–Marshall Sahlins’ ช่วงปลายปีแบบนี้ กิจกรรม ‘การเลือกของขวัญ’ ดูจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราทั้งสนุกกับการได้เลือกสรร ซื้อหาข้าวของที่เหมาะสม สนุกไปกับการคิดหาวิธีการห่อให้สวยงาม ได้นึกภาพว่าการที่ของที่เราคิดมาเป็นอย่างดีนี้ไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายหนึ่ง เขาจะรู้สึกยังไงนะ จะชอบหรือเปล่า แต่ในทางกลับกัน การซื้อของขวัญก็ดูจะประกอบขึ้นด้วย ‘ความหนักใจ’ บางอย่าง การเลือกของขวัญลึกๆ เต็มไปด้วยความยากเย็น เราซื้ออะไรถึงจะเหมาะ หลายครั้งที่เราประสบปัญหาว่า ซื้อของขวัญอะไรดีนะ ในหัวของเราจะเต็มไปด้วยการคิดคำนวณ การประเมินถึงหลายๆ อย่างที่แสนจะซับซ้อนเกินกว่าแค่ตัวเลข ของขวัญชิ้นนี้มันจะแสดงถึงความสัมพันธ์ของเราไหมนะ เขาเคยให้อะไรเราหรือเปล่า สถานะของเราและผู้รับเป็นยังไง ของขวัญชิ้นนี้จะต้องเป็นทั้งตัวแทนของตัวเรา ในขณะที่ก็ต้องเหมาะสมกับอีกฝ่ายด้วย  ฟังดูอาจจะเวอร์ไปหน่อย แต่เชื่อเถอะว่า แทบทุกครั้งการซื้อของขวัญให้คนอื่นยากเย็นกว่าการซื้อของใช้เองหลายเท่านัก ไอ้เจ้าการแลกเปลี่ยนของขวัญที่ดูจะเป็นกิจกรรมสามัญนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่แสนสำคัญ เก่าแก่และซับซ้อนของมนุษยชาติ นักมานุษยวิทยาบางคนมองว่าการแลกเปลี่ยนของขวัญเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้มนุษย์เรารักษาและถักสานความสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับบุคคล ยั่งยืนจนเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมของเรา ของขวัญกับธุรกรรมของสัญญาใจ คำว่าของขวัญ หรือ gift ด้วยตัวมันเองเป็นคำที่ค่อนข้างพิเศษ แต่เดิมในยุคโบราณมักสื่อถึงความสัมพันธ์พิเศษต่างๆ ที่มี ‘ของขวัญ’ เป็นสื่อกลาง เช่นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าที่มักมีเครื่องเซ่นสังเวยและของขวัญจากเบื้องบนเป็นสื่อกลาง ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร ระหว่างชนเผ่าต่อชนเผ่า กระทั่งระหว่างตระกูลต่อตระกูลก็มักจะมีการให้และแลกเปลี่ยนของขวัญเป็นพิธีกรรมสำคัญ Marcel Mauss เป็นหนึ่งในนักมานุษยวิทยาที่สนใจการให้ของขวัญ และมองการให้ของขวัญระบบเศรษฐกิจที่พิเศษขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง คือเวลาเรานึกถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gifting-culture/">วัฒนธรรมและความหมายชวนวุ่นวายในการแลกของขวัญที่ถักสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1"><b>‘If friends make gifts, gifts make friends–Marshall Sahlins’</b></span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ช่วงปลายปีแบบนี้</span> <span class="s1">กิจกรรม</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">การเลือกของขวัญ</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">ดูจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราทั้ง</span><span class="s1">สนุกกับการได้เลือกสรร</span> <span class="s1">ซื้อหาข้าวของที่เหมาะสม</span> <span class="s1">สนุกไปกับการคิดหาวิธีการห่อให้สวยงาม</span> <span class="s1">ได้นึกภาพว่าการที่ของที่เราคิดมาเป็นอย่างดีนี้ไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายหนึ่ง เขาจะรู้สึกยังไงนะ</span> <span class="s1">จะชอบหรือเปล่า</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">แต่ในทางกลับกัน</span> <span class="s1">การซื้อของขวัญก็ดูจะประกอบขึ้นด้วย</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">ความหนักใจ</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">บางอย่าง</span> <span class="s1">การเลือกของขวัญลึกๆ</span> <span class="s1">เต็มไปด้วยความยากเย็น</span> <span class="s1">เราซื้ออะไรถึงจะเหมาะ</span> <span class="s1">หลายครั้งที่เราประสบปัญหาว่า</span> <span class="s1">ซื้อของขวัญอะไรดีนะ</span> <span class="s1">ในหัวของเราจะเต็มไปด้วยการคิดคำนวณ</span> <span class="s1">การประเมินถึงหลายๆ</span> <span class="s1">อย่างที่แสนจะซับซ้อนเกินกว่าแค่ตัวเลข</span> <span class="s1">ของขวัญชิ้นนี้มันจะแสดงถึงความสัมพันธ์ของเราไหมนะ</span> <span class="s1">เขาเคยให้อะไรเราหรือเปล่า</span> <span class="s1">สถานะของเราและผู้รับเป็นยังไง</span> <span class="s1">ของขวัญชิ้นนี้จะต้องเป็นทั้งตัวแทนของตัวเรา</span> <span class="s1">ในขณะที่ก็ต้องเหมาะสมกับอีกฝ่ายด้วย</span><span class="s2"> </span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ฟังดูอาจจะเวอร์ไปหน่อย</span> <span class="s1">แต่เชื่อเถอะว่า</span> <span class="s1">แทบทุกครั้งการซื้อของขวัญให้คนอื่นยากเย็นกว่าการซื้อของใช้เองหลายเท่านัก</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ไอ้เจ้าการแลกเปลี่ยนของขวัญที่ดูจะเป็นกิจกรรมสามัญนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่แสนสำคัญ</span> <span class="s1">เก่าแก่และซับซ้อนของมนุษยชาติ</span> <span class="s1">นักมานุษยวิทยาบางคนมองว่าการแลกเปลี่ยนของขวัญเ</span><span class="s1">ป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้มนุษย์เรารักษาและถักสานความสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับบุคคล ยั่งยืนจนเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมของเรา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83327" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>ของขวัญกับธุรกรรมของสัญญาใจ</b></span></h3>
<p class="p2"><span class="s1">คำว่าของขวัญ</span> <span class="s1">หรือ</span><span class="s2"> gift </span><span class="s1">ด้วยตัวมันเองเป็นคำที่ค่อนข้างพิเศษ</span> <span class="s1">แต่เดิมในยุคโบราณมักสื่อถึงความสัมพันธ์พิเศษต่างๆ</span> <span class="s1">ที่มี</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">ของขวัญ</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">เป็นสื่อกลาง</span> <span class="s1">เช่นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าที่มักมีเครื่องเซ่นสังเวยและของขวัญจากเบื้องบนเป็นสื่อกลาง</span> <span class="s1">ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร</span> <span class="s1">ระหว่างชนเผ่าต่อชนเผ่า</span> <span class="s1">กระทั่งระหว่างตระกูลต่อตระกูลก็มักจะมีการให้</span><span class="s2">และ</span><span class="s1">แลกเปลี่ยนของขวัญเป็นพิธีกรรมสำคัญ</span></p>
<p class="p2"><span class="s2">Marcel Mauss </span><span class="s1">เป็นหนึ่งในนักมานุษยวิทยาที่สนใจการให้ของขวัญ</span> <span class="s1">และมองการให้ของขวัญระบบเศรษฐกิจ</span><span class="s1">ที่พิเศษขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง</span> <span class="s1">คือเวลาเรานึกถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์</span> <span class="s1">เราจะนึกถึงระบบตลาด</span> <span class="s1">การแลกเปลี่ยนซื้อ-ขายที่มีการกำหนดราคา</span> <span class="s1">แลกเปลี่ยนมูลค่า</span> <span class="s1">ซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนตามข้อตกลงแล้วก็จบ</span> <span class="s1">แต่ระบบของขวัญเป็นอีกรูปแบบการแลกเปลี่ยนของมนุษย์ที่มีสัญญาใจเป็นที่ตั้ง</span> <span class="s1">และสัญญาใจนี้ก็นำไปสู่การสานความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ</span><span class="s2"> </span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ในงานเขียนสำคัญ</span><em><span class="s2"> The Gift: The Form and Reason for Exchange in Archaic Societies </span></em><span class="s1">ในปี</span><span class="s2"> 1952 เขา</span><span class="s1">อธิบายว่าระบบของขวัญไม่ได้ประกอบขึ้นแค่การแลกเปลี่ยนธรรมดาสามัญเท่านั้นแต่การให้ของขวัญยังมีนัยของการตอบแทนซึ่งกันและกัน</span><span class="s2"> </span><span class="s1">และเป็นพันธะสัญญา </span><span class="s1">การแลกเปลี่ยนของขวัญเป็นการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ว่าเรามีการพึ่งพาตอบแทนซึ่งกันและกันที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ทรัพย์สมบัติเพียงอย่างเดียว</span> <span class="s1">เช่นการแลกเปลี่ยนของสังเวยแลกกับความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า</span> <span class="s1">การให้เสบียงหรือข้าวของบางอย่างเพื่อแลกกับความคุ้มครองหรือความมั่นคงจากชนเผ่าที่แข็งแรงกว่า</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ฟังดูอาจจะรู้สึกยี้ว่า</span> <span class="s1">เอ๊ะ</span> <span class="s1">การให้ของขวัญมันจะเป็นเรื่องของการตอบแทน</span> <span class="s1">หรือคาดหวังการตอบแทนไม่งามสิ</span> <span class="s1">แต่จริงๆ</span> <span class="s1">แล้ว</span> <span class="s1">การต่างตอบแทน</span><span class="s2"> (reciprocity) </span><span class="s1">เป็นสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ในทุกระดับดำเนินต่อไปผ่านการแลกเปลี่ยนของขวัญซึ่งกันและกัน</span> <span class="s1">มันเหมือนกับว่าตราบใดที่เรายังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน</span> <span class="s1">เราเองก็ยังจะให้และคาดหวังของขวัญแลกเปลี่ยนกันต่อไปเรื่อยๆ</span> <span class="s1">และกำไรของการแลกเปลี่ยนของขวัญก็คือการเพิ่มพูนในมิติทางสังคม</span> <span class="s1">เป็นกำไรที่ซับซ้อนไปกว่าตัวเงิน</span><span class="s2"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83328" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>กำไรของการไม่มีกำไร</b></span><b> </b><span class="s1"><b>และศิลปะของสัญญาใจ</b></span></h3>
<p class="p2"><span class="s1">เรื่องของขวัญ</span> <span class="s1">การให้และการรับในฐานะวัฒนธรรมของมนุษย์เป็นสิ่งที่นักคิดและนักทฤษฎีแสนจะหลงใหล</span> <span class="s1">โดยเฉพาะเจ้าคำว่าต่างตอบแทนที่ว่ามันมีความลึกลับซับซ้อนในการให้เพื่อรักษาสถานะกันอีท่าไหน</span> <span class="s1">ในปี</span><span class="s2"> 1965 มาร์แชล ซาห์ลินส์</span><span class="s2"> </span><span class="s1">เจ้าของประโยคเปิดตัวว่าถ้าเรามอบของขวัญให้เพื่อน</span> <span class="s1">ของขวัญนั้นจะนำไปสู่มิตรภาพเสนอข้อสังเกตเรื่องการตอบแทนและการให้ของขวัญของเราไว้</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">แกอธิบายหนึ่งในการให้ของขวัญแบบทั่วไป</span><span class="s2"> generalized reciprocity </span><span class="s1">หมายถึงการให้ของขวัญทั่วๆ</span> <span class="s1">ไป</span> <span class="s1">เช่น</span> <span class="s1">ให้ของขวัญวันเกิด</span> <span class="s1">หรือการซื้อของให้ในวาระพิเศษและไม่พิเศษต่างๆ</span> <span class="s1">ก่อนอื่นเขาบอกว่า</span> <span class="s1">เราก็ไม่ใช่พระโพธิสัตว์เนอะ</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">ขนาดพระโพธิ์สัตว์ยังหวังโพธิญาณเลย</span><span class="s2">) </span><span class="s1">การที่เราให้อะไรใคร</span> <span class="s1">ลึกๆ</span> <span class="s1">แล้วก็หวังการตอบแทนเสมอ</span> <span class="s1">แต่สิ่งสำคัญของการให้นั้นคือเราหวังการตอบแทน</span><span class="s2"> ‘</span><span class="s1">ในอนาคต</span><span class="s2">’ </span><span class="s1">เช่นถ้าเราซื้อขนมเลี้ยงเพื่อนในตอนนี้</span> <span class="s1">แล้วเพื่อนจะซื้อของคืนเรากลับในทันที</span> <span class="s1">เราก็จะรู้สึกว่า</span> <span class="s1">เฮ้ย</span> <span class="s1">มันไม่ใช่</span> <span class="s1">แถมทำร้ายน้ำใจกันอีก</span> <span class="s1">แต่เราจะคาดหวังปฏิสัมพันธ์หรือการให้ในครั้งต่อๆ</span> <span class="s1">ไปว่าจะเกิดการให้กลับในอนาคต</span> <span class="s1">ในทำนองเดียวกันกับการให้ของขวัญวันเกิด</span> <span class="s1">ที่ถ้าเราเป็นผู้รับ</span> <span class="s1">เราก็คิดคำนึงว่า เอ้อ</span> <span class="s1">คราวหน้าเราต้องให้กลับเนอะ</span> <span class="s1">ให้อะไรดีนะถึงจะเหมาะสม</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">การห้ามไม่ให้ตอบแทนโดยทันที</span> <span class="s1">ถ้าอธิบายโดยนักคิดยุคต่อมานามว่า</span><span class="s2"> Pierre Bourdieu </span><span class="s1">เราเรียกว่าคือการกลบเกลื่อนผลประโยชน์</span><span class="s2"> (disinterest) </span><span class="s1">หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการประวิงเวลาในการตอบแทน</span> <span class="s1">และอย่างที่บอกว่าการให้และการรับมันคือการแลกเปลี่ยน</span> <span class="s1">ดังนั้นความสนุกซับซ้อนของการให้และคืนของขวัญจึงเป็น</span><span class="s1">การคิดคำนวณและวางกลยุทธ์ในการตอบแทนและเพื่อรักษาสมดุลและความสัมพันธ์อยู่เสมอ</span> <span class="s1">เช่นว่า</span> <span class="s1">เราได้มาตอนนี้แล้ว</span> <span class="s1">สักกี่นานเราถึงจะให้คืนดีนะ</span> <span class="s1">แล้วเราให้อะไรถึงจะเสมอกับบริบทอีกสารพัดสารพัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83332" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/6.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/6.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/6-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">นอกจากการให้ของขวัญโดยทั่วไปแล้ว</span> <span class="s1">การแลกของขวัญในโอกาสพิเศษ</span> <span class="s1">เช่นช่วงคริสต์มาสก็ยังอยู่ในข่ายความคิดเรื่องการแลกและรักษาความสุขความสัมพันธ์ของผู้คนเหมือนกันอยู่ดี</span> <span class="s1">เราอาจจะล่วงจากยุคที่การแลกเปลี่ยนนำไปสู่อะไรที่เป็นรูปธรรม</span> <span class="s1">เช่นเอาปลาไปแลกกองทัพ</span> <span class="s1">เอางาช้างไปแลกสถานะทางสังคม</span> <span class="s1">แต่ในทุกวันนี้การเลือกและให้ของขวัญก็ยังคงเป็นกิจกรรมที่เราได้เล่นสนุกไปกับโลกสมัยใหม่</span> <span class="s1">และการแลกเปลี่ยนของขวัญซึ่งกันและกันก็แน่ล่ะว่ายังคงเป็นการรักษาความสัมพันธ์</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เรามอบสิ่งที่ทำให้เรายังคงคิดถึงกัน</span> <span class="s1">เรายังมีความสุขกับการเอาเงินไปแลกของ</span> <span class="s1">และเอาของไปแลกของที่คาดว่าอีกฝ่ายน่าจะชอบ</span> <span class="s1">เป็นของที่สื่อว่าเรามีความสัมพันธ์และรู้จักอีกฝ่ายดีแค่ไหน</span> <span class="s1">เพื่อนเราคนนี้ชอบของแบบนี้</span> <span class="s1">ชีวิตตอนนี้เป็นยังไง</span> <span class="s1">อยากได้อะไร</span><span class="s2"> </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ของขวัญที่เราบรรจงเลือกมาให้ต่างเป็นของที่ขอบคุณในความสัมพันธ์ที่เรายังคงมีกันและกันในชีวิตอยู่เสมอมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83329" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83331" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-83330" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">รู้แบบนี้แล้ว</span> <span class="s1">ใครอยากจะเลือกซื้อของขวัญให้ถูกใจคนรับและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกัน</span> <span class="s3">และถ้าอยากบรรจงเลือกของขวัญให้กันละกัน</span> <span class="s3">ช่วงปีใหม่นี้ขอแนะนำให้ลองมาเลือกของขวัญกันได้ที่</span> <span class="s3">เดอะมอลล์</span> <span class="s3">ดีพาร์ทเมนต์สโตร์</span> <span class="s3">สาขาบางแค</span> <span class="s3">บริเวณโซน</span><span class="s4"> Ladies’ Hall </span><span class="s3">ชั้น</span><span class="s4"> 1 </span><span class="s3">มีงาน</span><span class="s4"> Happy Go ‘Round Market </span><span class="s3">ซูเปอร์มาร์เก็ตที่รวบรวมของขวัญปีใหม่ที่ทุกคนสามารถไปเลือกของขวัญได้เพื่อขอบคุณในความสัมพันธ์ที่ยังคงมีกันละกันได้ใน</span><span class="s4"> 6 </span><span class="s3">โซนสุดสร้างสรรค์</span><span class="s4"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s3">ที่</span> <span class="s1">เดอะมอลล์</span> <span class="s1">ดีพาร์ทเมนต์สโตร์</span> <span class="s1">สาขาบางแค</span> <span class="s3">บริเวณโซน</span><span class="s4"> Ladies’ Hall </span><span class="s3">ชั้น</span><span class="s4"> 1</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ได้แก่</span> <span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Cleaning Supplies </span><span class="s1">อุปกรณ์ขจัดความวุ่นวาย</span><span class="s2">, </span><span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Fresh </span><span class="s1">สดใหม่ไม่ซ้ำใคร</span><span class="s2">, </span><span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Frozen </span><span class="s1">แช่แข็งความสวย</span><span class="s2">, </span><span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Bakery </span><span class="s1">อบ</span><span class="s2">&#8230;</span><span class="s1">อุ่น</span><span class="s2">, </span><span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Import </span><span class="s1">นำเข้าความสนุก</span> <span class="s3">และ</span><span class="s1">โซน</span><span class="s2"> Grab &amp; Go </span><span class="s1">ของมันต้องมี</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ไปช้อปปิ้ง</span> <span class="s1">และ</span> <span class="s3">#</span><span class="s4">ช้อปสนุกสุข</span><span class="s3">Around</span> <span class="s1">กันให้จุใจได้แล้วตั้งแต่วันนี้</span><span class="s2"> &#8211; 5 </span><span class="s1">มกราคม</span><span class="s2"> 2563 </span><span class="s1">เท่านั้นนะ</span></p>
<hr />
<p>อ้างอิง</p>
<p><span class="s2"><a href="https://www.academia.edu/9502471/SOCIAL_ANTHROPOLOGY_GIFT_EXCHANGE">academia.edu/9502471/SOCIAL_ANTHROPOLOGY_GIFT_EXCHANGE</a></span></p>
<p class="p2"><span class="s2"><a href="https://www.britannica.com/topic/gift-exchange">britannica.com/topic/gift-exchange</a></span></p>
<p class="p2"><span class="s2"><a href="https://fieldnotesandfootnotes.wordpress.com/2011/12/29/marshall-sahlins-exchange-and-sociability-thoughts-on-yolngu-sociality/">fieldnotesandfootnotes.wordpress.com/2011/12/29/marshall-sahlins-exchange-and-sociability-thoughts-on-yolngu-sociality/</a></span></p>
<p><span class="s2"><a href="https://www.newworldencyclopedia.org/entry/Gift_economy">newworldencyclopedia.org/entry/Gift_economy</a></span></p>
<p class="p2"><span class="s2"><a href="https://www2.palomar.edu/anthro/economy/econ_3.htm">palomar.edu/anthro/economy/econ_3.htm</a></span></p>
<p><span class="s2"><a href="https://rai.onlinelibrary.wiley.com/doi/pdf/10.1111/1467-9655.00036">rai.onlinelibrary.wiley.com/doi/pdf/10.1111/1467-9655.00036</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/gifting-culture/">วัฒนธรรมและความหมายชวนวุ่นวายในการแลกของขวัญที่ถักสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
