<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฐธยาน์ กาญจนภวนาถ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/natthaya/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/natthaya/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 19 Mar 2021 07:35:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>‘กฎระเบียบ เกลียดระบบ’ คุยกับ 4 แกนนำนักเรียนเลวผู้เรียกร้องสิทธิเหนือร่างกายนักเรียน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bad-student/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพล ทองประดู่]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Dec 2020 09:08:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[ลิดรอนสิทธิ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจกดทับ]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[movement]]></category>
		<category><![CDATA[ชุดนักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิมนุษยชน]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนเลว]]></category>
		<category><![CDATA[ทรงผมนักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ชุดไปรเวท]]></category>
		<category><![CDATA[people power]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=110141</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ผลผลิตที่ผิดพลาดจากระบบการศึกษาที่แสนดี’ ข้อความข้างต้นคือคำอธิบายแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ @BadStudent_ หรือ ‘นักเรียนเลว’ กลุ่มนักเรียนที่รวมตัวกันเพื่อตีแผ่ปัญหาของระบบการศึกษาไทยโดยเฉพาะปัญหาสิทธิมนุษยชนในสถานศึกษาอย่างการลงโทษนักเรียนผ่านการกล้อนและตัดผม รวมถึงการคุกคามนักเรียนที่แสดงออกทางการเมือง ด้วยลีลาการสื่อสารอันแสบสันประกอบกับไอเดียการแสดงออกที่แปลกใหม่ สังคมจึงจับตามองว่ากลุ่มนักเรียนเลวจะหยิบยกประเด็นอะไรในระบบการศึกษามาเคลื่อนไหวให้เราได้ฉุกคิดทบทวนและตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญ ‘เลิกบังคับหรือจับตัด’ ที่นักเรียนหญิงคนหนึ่งแขวนป้ายเชื้อเชิญให้คนที่เดินสัญจรบริเวณสยามสแควร์เข้ามาตัดผม เพื่อวิพากษ์ระเบียบวินัยในโรงเรียนที่ครูมักตัดผมของนักเรียนเกินกว่าเหตุ หรือม็อบ ‘เลิกเรียนไปกระทรวง’ ที่นักเรียนรวมตัวกันเป่านกหวีดไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึงหน้ากระทรวงฯ เพื่อเรียกร้องเสรีภาพเรื่องทรงผม การแสดงออกทางเพศ ฯลฯ ไปจนถึงม็อบ ‘หนูรู้หนูมันเลว’ กิจกรรมชุมนุมเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษา เหล่านี้เป็นตัวอย่างผลงานของพวกเขาภายในระยะเวลา 4 เดือนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 เราจึงชวน มิน–ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ, บอส–ภาณุพงศ์ สุวรรณหงษ์, นิ้ง–ธญานี เจริญกูล และ พลอย–เบญจมาภรณ์ นิวาส สี่แกนนำนักเรียนเลวมาเปิดวงสนทนาพาผู้อ่านไปทำความรู้จักพวกเขาให้มากขึ้นผ่านแนวคิด ความเชื่อ บทเรียนที่ได้รับจากการลุกขึ้นต่อสู้กับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง และภาพฝันที่พวกเขามุ่งหวังให้เกิดขึ้นจากพลังของนักเรียนรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่ปกติในสังคม &#160; ทำไมเลือกพูดเรื่องทรงผมก่อนเรื่องอื่น ลภนพัฒน์ : เราอินเรื่องผมเพราะมีประสบการณ์ตรง เราเคยเอากฎกระทรวงฯ ไปคุยกับครูที่โรงเรียนว่าจริงๆ แล้วกระทรวงศึกษาธิการให้นักเรียนไว้ผมยาวได้ เคยทำแคมเปญด้วยตัวเองในโรงเรียนประมาณ 1 ปี แต่สุดท้ายสิ่งที่โรงเรียนบอกเราคือ ถ้าจะไว้ผมยาวก็ไปเรียนที่อื่น หรือไม่ต้องมาเรียนอีกเลย เราเลยเลิกไปโรงเรียนแล้วเรียนโฮมสคูลแทน ภาณุพงศ์ : [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bad-student/">‘กฎระเบียบ เกลียดระบบ’ คุยกับ 4 แกนนำนักเรียนเลวผู้เรียกร้องสิทธิเหนือร่างกายนักเรียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">‘</span>ผลผลิตที่ผิดพลาดจากระบบการศึกษาที่แสนดี<span class="s1">’</span></p>
<p class="p2">ข้อความข้างต้นคือคำอธิบายแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์<span class="s1"> @BadStudent_ </span>หรือ<strong><span class="s1"> ‘</span>นักเรียนเลว<span class="s1">’ </span></strong>กลุ่มนักเรียนที่รวมตัวกันเพื่อตีแผ่ปัญหาของระบบการศึกษาไทยโดยเฉพาะปัญหาสิทธิมนุษยชนในสถานศึกษาอย่างการลงโทษนักเรียนผ่านการกล้อนและตัดผม รวมถึงการคุกคามนักเรียนที่แสดงออกทางการเมือง</p>
<p class="p2">ด้วยลีลาการสื่อสารอันแสบสันประกอบกับไอเดียการแสดงออกที่แปลกใหม่ สังคมจึงจับตามองว่ากลุ่มนักเรียนเลวจะหยิบยกประเด็นอะไรในระบบการศึกษามาเคลื่อนไหวให้เราได้ฉุกคิดทบทวนและตั้งคำถาม</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115663" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-200x300.jpg" alt="นักเรียนเลว" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p2">ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญ<span class="s1"> ‘</span>เลิกบังคับหรือจับตัด<span class="s1">’ </span>ที่นักเรียนหญิงคนหนึ่งแขวนป้ายเชื้อเชิญให้คนที่เดินสัญจรบริเวณสยามสแควร์เข้ามาตัดผม เพื่อวิพากษ์ระเบียบวินัยในโรงเรียนที่ครูมักตัดผมของนักเรียนเกินกว่าเหตุ หรือม็อบ<span class="s1"> ‘</span>เลิกเรียนไปกระทรวง<span class="s1">’ </span>ที่นักเรียนรวมตัวกันเป่านกหวีดไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึงหน้ากระทรวงฯ เพื่อเรียกร้องเสรีภาพเรื่องทรงผม การแสดงออกทางเพศ ฯลฯ ไปจนถึงม็อบ<span class="s1"> ‘</span>หนูรู้หนูมันเลว<span class="s1">’ </span>กิจกรรมชุมนุมเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษา เหล่านี้เป็นตัวอย่างผลงานของพวกเขาภายในระยะเวลา<span class="s1"> 4 </span>เดือนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม<span class="s1"> 2563</span></p>
<p class="p2">เราจึงชวน <strong>มิน<span class="s1">–</span>ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ</strong><span class="s1">, </span><strong>บอส<span class="s1">–</span>ภาณุพงศ์ สุวรรณหงษ์</strong><span class="s1">, </span><strong>นิ้ง<span class="s1">–</span>ธญานี เจริญกูล </strong>และ<strong> พลอย<span class="s1">–</span>เบญจมาภรณ์ นิวาส</strong> สี่แกนนำนักเรียนเลวมาเปิดวงสนทนาพาผู้อ่านไปทำความรู้จักพวกเขาให้มากขึ้นผ่านแนวคิด ความเชื่อ บทเรียนที่ได้รับจากการลุกขึ้นต่อสู้กับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง และภาพฝันที่พวกเขามุ่งหวังให้เกิดขึ้นจากพลังของนักเรียนรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่ปกติในสังคม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-115657 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-4.jpg" alt="นักเรียนเลว" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-4.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p class="p2"><b>ทำไมเลือกพูดเรื่องทรงผมก่อนเรื่องอื่น</b></p>
<p class="p2"><strong>ลภนพัฒน์<span class="s1"> : </span></strong>เราอินเรื่องผมเพราะมีประสบการณ์ตรง เราเคยเอากฎกระทรวงฯ ไปคุยกับครูที่โรงเรียนว่าจริงๆ แล้วกระทรวงศึกษาธิการให้นักเรียนไว้ผมยาวได้ เคยทำแคมเปญด้วยตัวเองในโรงเรียนประมาณ<span class="s1"> 1 </span>ปี แต่สุดท้ายสิ่งที่โรงเรียนบอกเราคือ ถ้าจะไว้ผมยาวก็ไปเรียนที่อื่น หรือไม่ต้องมาเรียนอีกเลย เราเลยเลิกไปโรงเรียนแล้วเรียนโฮมสคูลแทน</p>
<p class="p2"><strong>ภาณุพงศ์<span class="s1"> : </span></strong>สำหรับเรานี่คือการกดทับอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดเลย</p>
<p class="p2"><strong>ธญานี<span class="s1"> : </span></strong>ถ้าเราเป็นผู้กดขี่ที่ต้องการทำให้คนคนหนึ่งเชื่องเราคงทำให้คนเหล่านั้นสูญเสียสิทธิในสิ่งใกล้ตัวเขาที่สุดซึ่งก็คือผมที่เป็นอวัยวะหนึ่งเช่นเดียวกับแขนขาตาหรือนิ้วมือ และด้วยค่านิยมไทยที่มองว่าหัวคือสิ่งที่สูงส่งที่สุดในร่างกาย ในมุมมองนี้ขนาดสิ่งที่สูงส่งที่สุดและใกล้ตัวที่สุดในร่างกายตัวเองเขายังไม่มีสิทธิเลย เรื่องอื่นเขาก็คงไม่มีสิทธิหรอก เราเลยรู้สึกว่าคนที่คิดกลยุทธ์นี้ฉลาดมากเพราะทำให้คนเชื่องได้จริงๆ</p>
<p class="p2"><strong>เบญจมาภรณ์<span class="s1"> : </span></strong>การจะไว้ผมทรงอะไรเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของทุกคน แต่สังคมกลับละเมิดสิทธินี้ไปง่ายๆ ผ่านการบังคับไว้ทรงผมและลงโทษคนที่ไม่ปฏิบัติตามด้วยการตัดหรือกล้อนผม แต่เรื่องพื้นฐานแบบนี้กลับยากต่อการตั้งคำถาม และสุดท้ายสังคมก็ไม่สนใจว่าคนที่ถูกกระทำรู้สึกยังไง</p>
<p class="p2">เรายังไม่เห็นว่าการบังคับตัดผมจะฝึกระเบียบให้นักเรียนได้ ไม่มีนักเรียนคนไหนได้เรียนรู้อะไรจากการบังคับตัดผมเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p2"><b>การตั้งคำถามกับเรื่องพื้นฐานแบบนี้สำคัญยังไง</b></p>
<p class="p2"><strong>ลภนพัฒน์<span class="s1"> : </span></strong>การบังคับเรื่องทรงผมเป็นสิ่งหนึ่งที่กดทับนักเรียน ทำให้นักเรียนรู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเขาแต่เป็นของคนอื่น พอรู้สึกว่าร่างกายไม่ใช่ของตัวเองเขาก็จะไม่กล้าตั้งคำถาม ไม่กล้าเรียกร้อง และไม่กล้าแม้กระทั่งทำตามสิทธิของตัวเองจนกลายเป็นพลเมืองที่โอนอ่อนต่ออำนาจเผด็จการของประเทศไปโดยปริยาย</p>
<p class="p2"><strong>ภาณุพงศ์<span class="s1"> : </span></strong>เรามองว่าเด็กที่ผู้ใหญ่ต้องการจากระบบการศึกษาคือเด็กเชื่อง เชื่อฟังผู้ใหญ่ทุกอย่าง ปฏิบัติตามที่บอกโดยไม่ตั้งคำถาม ดังนั้นการที่เด็กสักคนลุกขึ้นมาตั้งคำถามจึงถูกมองว่าเป็นเด็กเลว</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-115661" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-9-200x300.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-9-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-9-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-9-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-9-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-9-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-9.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p2"><b>เพราะแบบนี้พวกคุณเลยเป็น</b><span class="s1"><b> ‘</b></span><b>นักเรียนเลว</b><span class="s1"><b>’ </b></span></p>
<p class="p2"><strong>เบญจมาภรณ์<span class="s1"> : </span></strong>นักเรียนเลวเป็นชื่อที่มินได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือ <em>นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี</em> ของเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เลยเอามาตั้งเป็นชื่อกลุ่ม</p>
<p class="p2"><strong>ลภนพัฒน์<span class="s1"> : </span></strong>จริงๆ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าทำเพื่อคนอื่น เราแค่อยากทำเพื่อตัวเองและโรงเรียนของเรา แค่นั้นเลย ถึงเราจะไม่เจอปัญหาเพราะลาออกจากโรงเรียนแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะไม่เจอ มีคนอีกเยอะมากที่ต้องรู้สึกแย่แบบเราเมื่อถูกเรียกเข้าห้องปกครอง โดนครูจับตัดผม จนไม่อยากไปโรงเรียนเลย</p>
<p class="p2"><strong>ภาณุพงศ์<span class="s1"> : </span></strong>เราถูกมองว่าเป็นนักเรียนเลวก็เพราะความอยากรู้นี่แหละ เพราะถ้าเป็นนักเรียนดีก็จะรู้แค่เท่าที่เขาอยากให้รู้ ยังมีคนอีกมากที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรเหมือนเราแต่มีข้อจำกัด แต่เรามีทั้งโอกาส อุดมการณ์ และความอยากเปลี่ยนแปลง จึงลงมือทำเลย</p>
<p class="p2"><strong>ธญานี<span class="s1"> : </span></strong>เราเป็นคนบ้าอุดมการณ์มาก จะโดนจับหรืออะไรเราไม่กลัว นักเรียนเลวเลยตอบโจทย์สิ่งที่เราอยากทำมาโดยตลอด นั่นคือการเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสังคมที่เราอยู่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115659 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-6.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-6.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-6-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p class="p2"><b>แล้วนักเรียนเลวจะเปลี่ยนแปลงสังคมและแก้ไขปัญหาต่างๆ</b><b> </b><b>ยังไงบ้าง</b></p>
<p class="p2"><strong>ลภนพัฒน์<span class="s1"> : </span></strong>เราว่าปัญหาที่แท้จริงของการบังคับตัดผมที่มีมานานขนาดนี้คือข้อผิดพลาดเชิงโครงสร้าง ทั้งที่โรงเรียนเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการแต่ทำไมกระทรวงฯ ถึงไม่สามารถบังคับใช้คำสั่งได้ จนลามมาถึงการละเมิดสิทธิของนักเรียนในการไว้ทรงผม งานแรกของนักเรียนเลวจึงเป็นการรวบรวมรายชื่อโรงเรียนที่ยังไม่ปฏิบัติตามระเบียบทรงผมที่ออกมาใหม่ในปี<span class="s1"> 2563 </span>ไปยื่นที่กระทรวงฯ เพราะเราไม่อยากให้นักเรียนโดนตัดผมอีก</p>
<p class="p2">วันที่เราไปพบปลัดกระทรวงฯ เขาส่งคนที่ดูแลเรื่องกฎหมายมาคุยกับเราซึ่งเขาพูดว่า ถ้าอยากให้รวดเร็วจริงๆ ก็ต้องทำให้เป็นข่าว พอนักข่าวไปสัมภาษณ์ปลัดเราก็จะใช้คำตอบของเขาเป็นหลักประกันให้นักเรียนได้ พวกเราเลยกลับไปคิดกันเย็นวันนั้น แล้ววันถัดมาก็ทำแคมเปญ<span class="s1"> ‘</span>เลิกบังคับหรือจับตัด<span class="s1">’ </span>ให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาในสยามสแควร์เข้ามาตัดผมเรา</p>
<p class="p2"><strong>ภาณุพงศ์<span class="s1"> : </span></strong>ผลตอบรับเป็นไปในทางที่ดีเพราะทำให้เราได้พื้นที่สื่อและเสียงของเราก็ดังขึ้นมาก แคมเปญนั้นทำให้คนเห็นว่าการตัดผมเด็กแบบนี้ไม่ถูกต้อง แต่คำถามคือถ้าคิดว่าไม่ถูกต้องแล้วทำไมเวลาเกิดขึ้นในโรงเรียนถึงไม่มองว่ามันไม่ถูกต้องล่ะ</p>
<p class="p2">หลังจากนั้นเราได้ขึ้นปราศรัยเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมและปัญหาในระบบการศึกษาไทยบนเวทีของกลุ่มประชาชนปลดแอก จากนั้นก็มีม็อบ<span class="s1"> ‘</span>เลิกเรียนไปกระทรวง<span class="s1">’ </span>ที่ชวนเพื่อนนักเรียนพกนกหวีดและโบขาวไปรวมตัวกันขับไล่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ</p>
<p class="p2"><strong>ลภนพัฒน์<span class="s1"> : </span></strong>ส่วนแคมเปญ<span class="s1"> ‘</span>หนูรู้หนูมันเลว<span class="s1">’ </span>เกิดขึ้นเพราะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการอยากคุยกับเรา เราเลยจัดเวทีให้คุยเพราะต้องการให้นักเรียนคนอื่นมีส่วนร่วมด้วย ไม่ใช่ไปคุยในห้องปิดแล้วนักเรียนคนอื่นไม่มีสิทธิตั้งคำถามหรือโต้แย้งอะไรได้เลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p2"><b>เสียงของนักเรียนสำคัญแค่ไหน</b></p>
<p class="p2"><strong>ลภนพัฒน์<span class="s1"> : </span></strong>เรามองว่านักเรียนก็คือประชาชนคนหนึ่งที่มีความสำคัญเท่ากันในฐานะพลเมืองที่ออกมาเรียกร้องอะไรบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องมองว่าใครมีความสำคัญมากกว่าใครเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p2"><b>แต่ที่ผ่านมาเสียงของเราไม่ได้ดังขนาดนั้น</b></p>
<p class="p2"><strong>ลภนพัฒน์<span class="s1"> : </span></strong>เราไม่เคยรู้สึกแบบนั้นนะ ถ้ารู้สึกแบบนั้นคงไม่มีแรงทำกิจกรรมแบบทุกวันนี้ เรารู้มาตลอดว่าเสียงเราเบา แต่เราก็แค่ต้องรวบรวมเสียงเบาๆ ให้ได้จำนวนมากจะได้ดังเท่ากับเขา ถ้ามัวแต่คิดว่าเสียงเบาๆ ของเราทำอะไรไม่ได้ มันก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก</p>
<p class="p2">จริงๆ การชุมนุมหรือการจัดม็อบมันก็ยังเป็นวิธีการที่สันตินะ ในฐานะนักเรียนและประชาชนคนหนึ่งนี่เป็นสันติวิธีที่เราทำได้เพื่อกดดันให้รัฐทำตามข้อเรียกร้องของเรา เราดำเนินการตามกระบวนการอย่างปกติที่สุด ยื่นหนังสือตามระเบียบราชการของเขาและเชิญเขามาคุย</p>
<p class="p2"><strong>ภาณุพงศ์<span class="s1"> : </span></strong>ปัญหาจะได้รับการแก้ไขก็ต่อเมื่อสังคมได้ยินเสียงเราจริงๆ อย่างตอนแรกเรายื่นหนังสือไปไม่รู้กี่รอบแต่ก็ไม่เคยเห็นผลจนเราต้องเอาม็อบไปกดดันกระทรวงฯ เพื่อเป็นข่าวให้คนสนใจ วันรุ่งขึ้นกระทรวงฯ ก็ออกมาตอบรับเลย ดังนั้นการเป็นกระบอกเสียงของเราจึงสำคัญ</p>
<p class="p2">เรากลัวจะหมดไฟอยู่ตลอด ทุกวันเสาร์<span class="s1">&#8211;</span>อาทิตย์เราต้องประชุมงาน ต้องติดต่อคน เคยคิดว่าถ้ามันเหนื่อยขนาดนี้แค่เราตัดสินใจยอมแพ้แล้วกลับบ้านก็จบแล้ว ถ้าเราเป็นเด็กทั่วไปที่อยู่บ้านเฉยๆ หรือไปดูหนัง ไปกินข้าวกับแฟน แบบนั้นดูจะเป็นชีวิตที่เรียบง่ายกว่าเยอะ</p>
<p class="p2"><strong>เบญจมาภรณ์<span class="s1"> : </span></strong>แต่ส่วนตัวเราไม่ชอบชีวิตที่เรียบง่ายเพราะรู้สึกว่าชีวิตที่เรียบง่ายอย่างการดูหนังฟังเพลงมันจำกัดอยู่กับคนมีเงิน แต่ยังมีเด็กอีกมากที่ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตเรียบง่าย เด็กที่ถูกการเมืองทำให้คุณภาพชีวิตเขาแย่ เราเลยอยากออกมาต่อสู้เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น</p>
<p class="p2">ตอนนี้เรายังมีไฟ มีแรง มีโอกาสทำก็ทำไป เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเราจะได้ทำต่อไหมหรือจะหมดไฟหรือเปล่า แต่ตอนนี้คงยาก มาถึงจุดนี้เราคงไม่หันหลังกลับแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115662" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-10-200x300.jpg" alt="นักเรียนเลว" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-10-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-10-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-10-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-10-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-10-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-10.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p2"><b>ตอนนี้เสียงของนักเรียนเลวเริ่มดังขึ้นแล้ว</b><b> </b><b>อยากพูดเรื่องอะไรอีก</b></p>
<p class="p2"><strong>ธญานี<span class="s1"> : </span></strong>เรื่องการลงโทษครูให้เด็ดขาด ยกตัวอย่างเรื่องครูที่ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน เขายังมีที่ยืนในสังคมแต่นักเรียนที่ถูกกระทำจะช้ำใจขนาดไหนที่ต้องเดินสวนกับคนที่ล่วงละเมิดทางเพศตัวเองแล้วยังต้องไหว้เขาอีก เราว่ามันเป็นอะไรที่โคตรเจ็บปวดเลย</p>
<p class="p2"><strong>เบญจมาภรณ์<span class="s1"> : </span></strong>เรื่องระบบอุปถัมภ์ที่อนุญาตให้คนไร้ความสามารถแต่มีเส้นสายได้มีอำนาจในการตัดสินใจ ยังมีครูดีๆ อีกมากที่ไม่ได้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานเพราะไม่มีเส้นสาย หรือบางคนก็ต้องกดความสามารถตัวเองไว้ไม่ให้เด่นเกินหน้าเกินตาคนอื่น นี่คือความผิดพลาดที่ทำให้เราไม่พัฒนาไปไหนสักที</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115660" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-7-200x300.jpg" alt="นักเรียนเลว" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-7.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p2"><b>แปลว่าจะไม่หยุดอยู่ที่เดิม</b></p>
<p class="p2"><strong>ลภนพัฒน์<span class="s1"> : </span></strong>ตอนนี้นักเรียนเลวเป็นเหมือนองค์กรที่ลอยตัวอยู่ในอากาศ อยู่แค่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่เราอยากอยู่บนโลกออฟไลน์ด้วย อยากมีฐานที่ตั้งซึ่งมั่นคงเหมือนกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าในอนาคตการศึกษาไทยยังไม่ดีขึ้น เราก็คงอยากตั้งกระทรวงนักเรียนเลวขึ้นมาดำเนินการแทนให้</p>
<p class="p2"><strong>ภาณุพงศ์<span class="s1"> : </span></strong>เราจะผลักดันเรื่องเสรีภาพในโรงเรียนและจะพยายามพัฒนาจนเป็นที่พึ่งให้นักเรียนได้จริงๆ ตอนนี้เราให้ได้แค่ความสบายใจ สิ่งที่พวกเราทำค่อนข้างเกินตัวไปมาก นักเรียนแค่<span class="s1"> 4 </span>คนจะพัฒนาองค์กรนี้ให้เป็นไปตามแบบที่เราต้องการภายใน<span class="s1"> 1-2 </span>ปีมันยากเกินไป ทำทันทีไม่ได้ กระทรวงศึกษาธิการยังทำไม่ได้เลย</p>
<p class="p2"><strong>ธญานี<span class="s1"> : </span></strong>เรามีความฝันว่าอยากเป็นที่พึ่งพิงให้นักเรียน เป็นสถานที่ที่เขาสามารถทำอะไรก็ได้ในแบบของตัวเอง เป็นตัวของตัวเองได้<span class="s1"> </span></p>
<p class="p2"><strong>เบญจมาภรณ์<span class="s1"> : </span></strong>เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถมาได้เวลามีปัญหาโดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าบางคนมีปัญหาที่บ้านเราจะเป็นที่พักให้เขาเอง มีนักจิตวิทยา นักกฎหมายคอยซัพพอร์ต นั่นคือแผนระยะยาวของเรา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-115656" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-3-200x300.jpg" alt="นักเรียนเลว" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/12/นักเรียนเลว-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p2"><b>แล้วภาพสุดท้ายที่พวกคุณอยากเห็นเป็นยังไง</b></p>
<p class="p2"><strong>เบญจมาภรณ์<span class="s1"> : </span></strong>อยากเห็นประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกคนมีความสุข ไม่เสียใจที่เกิดมาในประเทศนี้ที่มีสิทธิเสรีภาพและมีประชาธิปไตยแบบเต็มใบ</p>
<p class="p2"><strong>ธญานี<span class="s1"> : </span></strong>อยากเห็นประเทศที่ไม่ว่าจะต้องเสียภาษีปีละเท่าไหร่ประชาชนก็รู้สึกคุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปเพราะประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสวัสดิการจากรัฐ และมีการศึกษาที่มีคุณภาพ</p>
<p class="p2"><strong>ภาณุพงศ์<span class="s1"> : </span></strong>ภาพสุดท้ายที่อยากเห็นคือการเรียกร้องต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ตลอด แม้กระทั่งการเรียกร้องเรื่องถังขยะในห้องน้ำก็ควรทำได้และไม่ถูกมองว่าไร้สาระ แต่ภาพที่อยากให้หมดไปคือการคุกคามนักเรียน ประชาชน หรือใครก็ตามที่เห็นต่าง<span class="s1"> </span></p>
<p class="p4">เราเคยไปนั่งคุยกับคณะกรรมาธิการการศึกษา มี ส<span class="s1">.</span>ส<span class="s1">.</span>ฝั่งรัฐบาลท่านหนึ่งบอกว่าถ้าเด็กไว้ผมยาวเดี๋ยวก็รีบไปมีผัวแล้วก็ท้อง ไว้ผมยาวแล้วจะเป็นเด็กเหลือขอ ผู้ใหญ่ส่วนหนึ่งไม่ได้เงยหน้าดูโลกเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นเพราะอะไร เด็กมีผัวแล้วท้องเพราะไว้ผมยาวเหรอ แท้จริงแล้วมันเกี่ยวกับทรงผมเหรอ</p>
<p class="p2"><strong>ลภนพัฒน์<span class="s1"> : </span></strong>เราอยากเห็นการศึกษาไทยมีคุณภาพและเคารพเรื่องสิทธิมนุษยชน มีระบบการตรวจสอบและมีการถ่วงดุลอำนาจที่ดี มีนักเรียนเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบระบบการศึกษา และมีคนรุ่นใหม่เข้าไปบริหารระบบการศึกษาบ้าง เพราะตอนนี้เหมือนกระทรวงศึกษาธิการผูกขาดอยู่กับคนรุ่นเก่าเท่านั้น</p>
<p class="p2">เราอยากให้กระทรวงศึกษาธิการสามารถรับประกันสิทธิของนักเรียนได้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าตอนเปิดเทอมจะมีนักเรียนโดนตัดผมไปอีกกี่คน จะเสียความรู้สึกมากขนาดไหน แม้ว่าผมที่เสียไปจะยาวขึ้นใหม่ได้ แต่สุดท้ายกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่สามารถรับประกันสิทธิของนักเรียนได้เลย เรายังโดนบังคับตัดผมอยู่ดี</p>
<p class="p2">เรื่องทรงผมถือเป็นสิทธิของเรา ถ้าคนในสังคมยังไม่เข้าใจเรื่องนี้การจะพูดเรื่องใหญ่กว่านี้ก็คงยาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p class="p2"><span class="s1">อ่านบทสัมภาษณ์ของนักเรียนเลวและเรื่องราวเกี่ยวกับผม ขน และสิทธิเหนือเรือนร่างอื่นๆ ได้ใน a day 242 ฉบับ Hair สามารถสั่งซื้อได้ที่ <a href="https://godaypoets.com/product/a-day-242/">godaypoets.com/product/a-day-242/</a></span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bad-student/">‘กฎระเบียบ เกลียดระบบ’ คุยกับ 4 แกนนำนักเรียนเลวผู้เรียกร้องสิทธิเหนือร่างกายนักเรียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โทนี่ รากแก่น : ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน &#124; My hair, my choice</title>
		<link>https://adaymagazine.com/toni-rakkaen-my-hair-my-choice/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐธยาน์ กาญจนภวนาถ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Oct 2020 13:00:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[โทนี่ รากแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[Smile Club]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[junior]]></category>
		<category><![CDATA[a team junior 16]]></category>
		<category><![CDATA[aday 242]]></category>
		<category><![CDATA[My Hair My Choice]]></category>
		<category><![CDATA[Hair]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นผม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=117013</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น” โทนี่ รากแก่น นอกจากเราจะรู้จัก ‘โทนี่ รากแก่น’ ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’ ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม ‘Smile Club’ และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้ _____ My Hair, My Choice วิดีโอซีรีส์โดย a team junior 16 ที่จะพาทุกคนไปสำรวจมุมมองในเรื่องของเส้นผมผ่านตัวตนและสิทธิเหนือเส้นผมและเส้นขนของคนเรา “เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น” นอกจากเราจะรู้จัก ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’ ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม ‘Smile Club’ และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้ โทนี่ รากแก่น “เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/toni-rakkaen-my-hair-my-choice/">โทนี่ รากแก่น : ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน | My hair, my choice</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><div id="erdyt-6a55bdcee29dc" data-id="s5l30el5Cu0" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-s5l30el5Cu0-6a55bdcee29dc" data-vid="s5l30el5Cu0" data-src="https://www.youtube.com/embed/s5l30el5Cu0?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/s5l30el5Cu0/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div></p>
<p>“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<span style="display: none;"> โทนี่ รากแก่น </span></p>
<p>นอกจากเราจะรู้จัก ‘โทนี่ รากแก่น’ ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’</p>
<p>ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา</p>
<p>ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้</p>
<p>_____</p>
<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=-HpNSPgBPZQ&amp;list=PLdWUnTNFHNm2eqeqIhykIlfOkMv-3WVgq" target="_blank" rel="noopener">My Hair, My Choice</a> วิดีโอซีรีส์โดย a team junior 16 ที่จะพาทุกคนไปสำรวจมุมมองในเรื่องของเส้นผมผ่านตัวตนและสิทธิเหนือเส้นผมและเส้นขนของคนเรา</p>
<div style="display: none;">
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้</p>
<h2> โทนี่ รากแก่น</h2>
<p>“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้</p>
<h2> ss</h2>
<p>“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้</p>
<h2> sssss</h2>
<p>“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้</p>
<h2> โทนี่ รากแก่น</h2>
<p>“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้<br />
“เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นช่างตัดผมว่าทุกคนมีความ unique ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน หาจุดที่รู้สึกว่าเรามั่นใจแล้วทำแบบนั้น”<br />
นอกจากเราจะรู้จัก  ในบทบาทนักแสดง นายแบบ และแฟชั่นไอคอนขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเป็น ‘ช่างทำผม’<br />
ความหลงใหลในศาสตร์แห่งเส้นผมทำให้เขากับเพื่อนร่วมกันเปิดร้านตัดผม <a href="https://www.facebook.com/smileclubthailand/" target="_blank" rel="noopener">‘Smile Club’</a> และที่แห่งนี้เองทำให้เขาได้จับกรรไกรและลงมือตัดผมให้กับลูกค้ามากหน้าหลายตา ลองผิดลองถูกจนได้เรียนรู้และเติบโตไม่ต่างจากเส้นผมที่ค่อยๆ ยืดยาวไปตามกาลเวลา<br />
ประสบการณ์การเป็นช่างทำผมกว่าครึ่งชีวิตของโทนี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเส้นผมบ้าง หาคำตอบได้ในวิดีโอนี้</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/toni-rakkaen-my-hair-my-choice/">โทนี่ รากแก่น : ต่อให้ตัดผมทรงเดียวกันก็ไม่มีทางเหมือนกัน | My hair, my choice</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามไปดู &#8216;Give Us a Little More Time&#8217; นิทรรศการที่แปลคำว่า &#8216;อีกไม่นาน&#8217; เป็นงานคอลลาจกว่าพันชิ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/give-us-a-little-more-time/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐธยาน์ กาญจนภวนาถ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Jul 2020 05:12:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[เวลา]]></category>
		<category><![CDATA[เข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล]]></category>
		<category><![CDATA[​ ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[ขอเวลาอีกไม่นาน]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[give us a little more time]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Citycity Gallery]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=102522</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยสงสัยกันไหมว่า ประโยคสุดฮิตติดปากอย่าง ‘ขอเวลาอีกไม่นาน’ ในเพลง ‘คืนความสุขให้ประเทศไทย’ จริงๆ แล้วมันนานแค่ไหนกัน ณ เวลานี้ คงไม่มีใครคำนวณระยะเวลา ‘อีกไม่นาน’ ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้เท่ากับนิทรรศการ ‘Give Us A Little More Time’ ของ เข้–จุฬญาณนนท์ ศิริผล ศิลปินภาพเคลื่อนไหวและผู้กำกับวัย 34 ปีที่พยายามค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแนวทดลองผ่านประสบการณ์การทำงานในวงการภาพเคลื่อนไหวกว่าทศวรรษ หากให้ยกตัวอย่างผลงานบางส่วนของเข้ หลายคนอาจเคยเห็น ‘Museum of Kirati’ (2560) ที่เขานำบทประพันธ์ ‘ข้างหลังภาพ’ มาตีความใหม่ในรูปแบบนิทรรศการดูสนุกที่ผสมผสานสื่อศิลปะหลากหลายประเภท หรือ ‘Ten Years Thailand’ (2561) ภาพยนตร์วิพากษ์การเมืองที่เข้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้กำกับซึ่งเดินทางไปอวดโฉมไกลถึงเทศกาลหนังเมืองคานส์ที่ฝรั่งเศสมาแล้ว ในนิทรรศการล่าสุด Give Us a Little More Time ซึ่งจัดแสดงที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน &#8211; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/give-us-a-little-more-time/">ตามไปดู &#8216;Give Us a Little More Time&#8217; นิทรรศการที่แปลคำว่า &#8216;อีกไม่นาน&#8217; เป็นงานคอลลาจกว่าพันชิ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เคยสงสัยกันไหมว่า ประโยคสุดฮิตติดปากอย่าง ‘ขอเวลาอีกไม่นาน’ ในเพลง ‘คืนความสุขให้ประเทศไทย’ จริงๆ แล้วมันนานแค่ไหนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ณ เวลานี้ คงไม่มีใครคำนวณระยะเวลา ‘อีกไม่นาน’ ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้เท่ากับนิทรรศการ ‘Give Us A Little More Time’ ของ </span><b>เข้–จุฬญาณนนท์ ศิริผล</b><span style="font-weight: 400;"> ศิลปินภาพเคลื่อนไหวและผู้กำกับวัย 34 ปีที่พยายามค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแนวทดลองผ่านประสบการณ์การทำงานในวงการภาพเคลื่อนไหวกว่าทศวรรษ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102663" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-3-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/15-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากให้ยกตัวอย่างผลงานบางส่วนของเข้ หลายคนอาจเคยเห็น ‘Museum of Kirati’ (2560) ที่เขานำบทประพันธ์ ‘ข้างหลังภาพ’ มาตีความใหม่ในรูปแบบนิทรรศการดูสนุกที่ผสมผสานสื่อศิลปะหลากหลายประเภท หรือ ‘Ten Years Thailand’ (2561) ภาพยนตร์วิพากษ์การเมืองที่เข้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้กำกับซึ่งเดินทางไปอวดโฉมไกลถึงเทศกาลหนังเมืองคานส์ที่ฝรั่งเศสมาแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในนิทรรศการล่าสุด Give Us a Little More Time ซึ่งจัดแสดงที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน &#8211; 9 สิงหาคม 2563 เข้ทำภาพคอลลาจจากหนังสือพิมพ์รายวันตั้งแต่วันแรกที่มีการรัฐประหารในปี 2557 มาจนถึงวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรในเดือนมีนาคม 2562</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมระยะเวลา 5 ปี เขาได้ผลงานภาพคอลลาจทั้งสิ้น ‘1,768’ ชิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พูดอีกอย่าง มันคือระยะเวลา ‘1,768 วันที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล คสช.’ ที่ถูกทำออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102688" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/29-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102687" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/28-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/28-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/28-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/28-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/28-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/28-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/28-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/28-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/28-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแต่ผลงานภาพคอลลาจ</span> <span style="font-weight: 400;">เข้ยังต่อยอดโปรเจกต์สู่แอนิเมชั่นสีจัดจ้านความยาว 12 นาทีที่ใช้ภาพคอลลาจหนังสือพิมพ์เป็นวัตถุดิบพร้อมเสียงประกอบที่ดีไซน์มาอย่างดี ออกมาเป็นนิทรรศการตลกร้าย ดูสนุก แต่แฝงไปด้วยประเด็นสำคัญอย่างเรื่องสื่อและการเมือง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราสัญญาว่าจะขอเวลาเพียงไม่กี่นาที เพื่อพาคุณกระโดดเข้าไปสำรวจแนวคิดเบื้องหลังนิทรรศการซึ่งเป็นดั่งโลกเสมือนของสังคมไทยทุกวันนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน</span></p>
<div id="attachment_102661" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-102661" class="wp-image-102661 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-1-1-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-1-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-1-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-1-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-1-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-1-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-1-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-1-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-1-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/1-1-1.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-102661" class="wp-caption-text">© 2563 จุฬญาณนนท์ ศิริผล ภาพเอื้อเฟื้อโดยศิลปินและ บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี</p></div>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เวลาอีกไม่นาน นานกว่าที่คิด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“สิ่งแรกที่รัฐบาล คสช.ทำหลังการรัฐประหารปี 2557 คือการปิดช่องสถานีโทรทัศน์เพื่อเข้าควบคุมการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ในทิศทางเดียวกัน ในฐานะศิลปินเราจึงสนใจว่าเราจะสร้างงานศิลปะเพื่อตอบโต้กับสภาวะการสื่อสารภายใต้อำนาจรัฐบาลยังไงได้บ้าง” เข้เริ่มต้นเล่าถึงที่มาของโปรเจกต์ในครั้งนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากอ้างอิงจากการรัฐประหารครั้งก่อนหน้าในปี 2549 โปรเจกต์นี้คงจบลงในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี เข้จึงตัดสินใจทำภาพคอลลาจจากหนังสือพิมพ์ไทยทุกวันเพื่อบันทึกความคิดความรู้สึกที่มีต่อข่าวและสภาพสังคมในช่วงเวลานั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใครจะรู้ว่า การรัฐประหารปี 2557 กลับยืดระยะเวลาออกไปนานถึง 5 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เท่ากับว่า ศิลปินหนุ่มก็จำต้องต่อสู้กับตนเองในการพากเพียรทำงานคอลลาจทุกๆ วันอย่างไม่มีจุดหมาย และเฝ้ารอจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง หมุดหมายสิ้นสุดของโปรเจกต์คอลลาจนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงเวลาที่ทำโปรเจกต์เป็นเหมือนการรอคอยที่เราต้องต่อสู้และอดทนสร้างงานศิลปะขึ้นมา เราจึงอยากให้ตัวงานแสดงถึงความพยายามของศิลปินที่ใช้งานศิลปะนำเสนอเรื่องเวลาที่บอกว่าไม่นานให้เป็นรูปธรรม”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102668" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/17-2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/17-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/17-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/17-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/17-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/17-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/17-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/17-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/17-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102669" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/18-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102678" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/27-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/27-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/27-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/27-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/27-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/27-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/27-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/27-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/27-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกเป็นคอลเลกชั่นภาพคอลลาจที่ถูกสแกนและเก็บบันทึกอย่างเป็นระเบียบลงในหนังสือสีขาวขนาด A4 ไล่เรียงตั้งแต่ผลงานชิ้นแรกจนถึงชิ้นสุดท้ายตามวันที่ผลิตผลงาน หนึ่งเล่มต่อหนึ่งปี รวมเป็น 5 เล่มบรรจุในกล่องแข็งสีแดงสด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">คำถามคือ ในเมื่อมีวัตถุดิบที่หยิบมาใช้ทำงานศิลปะได้มากมาย ทำไมต้องเป็นหนังสือพิมพ์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปกติที่บ้านเรารับหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว เราเห็นว่านอกจากหนังสือพิมพ์จะเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันมันยังเป็นตัวแทนของสื่อเก่าที่รัฐบาลพยายามควบคุม ประกอบกับช่วงเวลานั้น สื่อเริ่มเปลี่ยนผ่านจากสื่อที่จับต้องได้ในโลกกายภาพไปอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น เราจึงเลือกใช้หนังสือพิมพ์เป็นวัสดุในการทำงานเพื่อพูดถึงอำนาจรัฐที่พยายามควบคุมการสื่อสารในช่วงเวลานั้นผ่านสื่อเก่าที่ไม่มีใครสนใจแล้ว” เข้ตอบข้อสงสัย</span></p>
<p>ในแต่ละวัน เข้เริ่มต้นจากการไล่เปิดดูข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่รับมาทุกวันแล้วเปรียบเทียบข่าวในหนังสือพิมพ์กับสื่ออื่นๆ เช่น ช่องโทรทัศน์หรือสื่ออินเตอร์เน็ตว่าข่าวนั้นๆ ถูกนำเสนอแตกต่างกันอย่างไร โดยที่ตลอดระยะเวลา 5 ปี เขาจะเปลี่ยนหัวหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอคติที่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกรับข่าวจากหนังสือพิมพ์หัวเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102670" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/19-2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/19-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/19-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/19-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/19-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/19-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/19-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/19-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/19-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>จากโลกกายภาพสู่โลกดิจิทัล</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าจะเริ่มต้นจากการทำคอลลาจ แต่ด้วยพื้นเพคนทำงานภาพเคลื่อนไหวของเข้ทำให้เขาเห็นภาพเคลื่อนไหวขึ้นมาในหัวจากชิ้นส่วนกระดาษหนังสือพิมพ์ตรงหน้า เข้จึงนำภาพนิ่งเหล่านั้นมาพัฒนา ปะติดปะต่อเป็นแอนิเมชั่นอีกทีเพื่อแสดงในนิทรรศการ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102671" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/20-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามองว่าวิธีการสื่อสารในปัจจุบันอพยพจากโลกกายภาพไปสู่โลกดิจิทัลแทบหมดแล้ว เราเลยอยากสะท้อนปรากฏการณ์นี้ด้วยการย้ายงานคอลลาจของเราสู่งานดิจิทัลด้วยการสแกนงานคอลลาจกระดาษทั้งหมดมาทำเป็นแอนิเมชั่น” เข้เล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เข้อธิบายต่อว่าแอนิเมชั่นจากงานคอลลาจของเขายังเป็นสื่อที่เหมาะเจาะกับการอธิบายสภาวะการสื่อสารในโลกดิจิทัลที่สามารถพบเห็นการปะติดปะต่อข้อมูลข่าวสารในรูปแบบที่เราคุ้นชินอย่าง</span><a href="https://adaymagazine.com/covid-19-art-memes/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">มีม</span></a><span style="font-weight: 400;"> (meme) เอฟเฟกต์อินสตาแกรม หรือฟังก์ชั่นประมวลผลใบหน้าเพื่อแท็กรูปภาพในเฟซบุ๊กที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจจับใบหน้าของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โลกดิจิทัลมีวิธีคิดแบบมีมหรือการเอาภาพและข้อความจากที่หนึ่งมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความหมายใหม่ มีจุดประสงค์เพื่อความตลกขบขันหรือเสียดสีหรือกระตุ้นให้คนคิดถึงมุมมองอื่นๆ เราคิดว่ามีมก็คือคอลลาจรูปแบบหนึ่งที่อยู่ในโลกดิจิทัลหรือถ้าพูดให้ไกลกว่านั้น เราคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ก็คือการคอลลาจในโลกดิจิทัลเหมือนกัน เพราะมันเป็นระบบที่รวบรวมข้อมูล แตกย่อยข้อมูล และนำมาประกอบใหม่”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400; color: #ff00ff;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102650" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-5-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/7-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102672" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/21-2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/21-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/21-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/21-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/21-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/21-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/21-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/21-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/21-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเปิดประตูและก้าวเท้าเข้าไปในห้องนิทรรศการหลัก เราพบกับภาพแอนิเมชั่นหลากสีเต็มไปด้วยองค์ประกอบไร้ระเบียบฉายลงบนจอขนาดใหญ่ 4 จอ รอบข้างมีเสียงอื้ออึงที่ค่อยๆ เร่งระดับตามลำดับการเล่าเรื่อง ถาโถมเข้ามาที่ตัวผู้ชมผ่านลำโพงที่ถูกติดตั้งไว้รอบห้อง เสียงพากย์ที่ดังออกมาจากลำโพงล้วนเป็นคำพูดที่จับใจความไม่ได้ ราวกับเป็นเสียงที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสะเปะสะปะไร้ความหมาย</span></p>
<div id="attachment_102649" style="width: 1034px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-102649" class="size-large wp-image-102649" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-6-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/5-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><p id="caption-attachment-102649" class="wp-caption-text">“ข้าพเจ้าคือ ไอดอลแห่งแสงสว่าง ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของ the ไอดอลแห่งแสงสว่าง มีความเชื่อแต่ครั้งอดีตว่ามีพลังเหนือธรรมชาติ ต้องสังคายนาหัวใจของความดีด้วยน้ำอสุจิ ฝากไข่วัฒนธรรมกตัญญู เร่งกู้วิกฤตฟื้นศรัทธา We are family เลิฟเลิฟ กระจายรายได้ด้วยความรัก ส่งออกที่หนึ่งของโลก เรามีรากเหง้า เรามีความสุข”</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">หารู้ไม่ว่า ทั้งเสียงและภาพที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศชวนอึดอัดและปวดหัวนั้นเป็นความตั้งใจของศิลปินที่ต้องการจำลองสถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาให้มาอยู่ในห้องนิทรรศการนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เข้เฉลยว่าหากฟังให้ดี เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงคือกลอนเปล่าที่เขาเรียบเรียงขึ้นจากคำพูดที่ปรากฏในงานคอลลาจซึ่งมักเป็นคำที่พบได้ในหน้าหนังสือพิมพ์ และความใหญ่โตมโหฬารของจอยักษ์ทั้งสี่เป็นความตั้งใจทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเป็นคนตัวเล็กๆ ที่ยืนอยู่ท่ามกลางสงครามข้อมูลข่าวสาร และไม่อาจต้านทานการดูดกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความโกลาหลนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมาทำให้เรารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองนี้ตีกันตลอดเวลา ปะปนไปกับความรู้สึกอึดอัดที่เราไม่มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความเห็น เราเลยอยากเก็บความรู้สึกนั้นให้มาอยู่ในบรรยากาศของงาน video installation ชิ้นนี้” เข้เล่าให้ฟังขณะพาเราเดินชมนิทรรศการ</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102673" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/22-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/22-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/22-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/22-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/22-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/22-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/22-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/22-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/22-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102674" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่มองเห็นว่าแพลตฟอร์มการสื่อสารของคนในยุคปัจจุบันอพยพจากโลกกายภาพไปสู่โลกดิจิทัล แอนิเมชั่นนี้จึงเปรียบเสมือนสมรภูมิการปะทะกันระหว่างคนทั้งสองโลกที่พยายามพาตัวเองเข้ามาช่วงชิงพื้นที่และอำนาจในโลกใบใหม่</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เนื้อหาในแอนิเมชั่นเป็นเรื่องของการที่ข้อมูลถูกแปรเปลี่ยนจากเม็ดสีของกระดาษหนังสือพิมพ์ ค่อยๆ รวมเป็นรูปเป็นร่างและเปลี่ยนคาแร็กเตอร์ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นคาแร็กเตอร์ 5 ตัวที่มาปะทะสังสรรค์ทำสงครามกันในแพลตฟอร์มนี้ ได้แก่ นักรบไซเบอร์ ไอดอลแห่งแสงสว่าง นักโทษการเมือง ศิลปินหนักแผ่นดิน และทหารผ่านศึก ทั้ง 5 คาแร็กเตอร์เป็นตัวละครที่พบเห็นได้บ่อยในข่าวการเมืองที่ผ่านมาตลอด 5 ปี เราจึงเลือกให้เป็นตัวแทนของคนในสังคมโลกกายภาพที่กลายร่างมาอยู่ในโลกดิจิทัล”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3><b>เวลาของเราไม่เท่ากัน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ ‘เวลา’ เป็นไอเดียสำคัญที่ต้องการพูดถึงในงานนิทรรศการ การจะสื่อถึงระยะ ‘เวลาไม่นาน’ แต่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดจึงเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ท้าทายทั้งตัวศิลปินและตัวผู้ร่วมออกแบบนิทรรศการในส่วนอื่นๆ ด้วย</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอยากให้ installation นี้รักษาไอเดียของคำว่าเวลาให้ชัดเจนและสอดคล้องไปกับตัวงานคอลลาจที่เราทำมา 5 ปีเลยคุยกับดีไซเนอร์ว่าจะทำยังไงให้เรื่องเวลาดูจับต้องได้ขึ้นมา ดีไซเนอร์เลยเลือกนำเสนอหนังเรื่องเดียวกันแต่ฉายเหลื่อมกัน 4 จอเพื่อเน้นให้คอนเทนต์เรื่องเวลาชัดเจนยิ่งขึ้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่น่าสนใจคือ นอกจากภาพจะเหลื่อมกันในแต่ละจอแล้ว</span> <span style="font-weight: 400;">เมื่อยืนฟังไปสักพักเราก็พบว่าเสียงที่ดังออกมาจากลำโพงไม่สัมพันธ์กับภาพแอนิเมชั่นที่ปรากฏอยู่บนจอ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102651" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-5-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/8-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าดูทั้ง 4 จอพร้อมกัน สิ่งที่เราเห็นคือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน แต่เสียงที่ออกมาจะซิงก์กับแค่บางจอสลับไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าตำแหน่งของเราอยู่ตรงจุดไหนของปัจจุบันกันแน่ ทำให้เห็นภาพของเวลาที่ไม่เท่ากันหรือเวลาที่มีความสับสน ไร้จุดสิ้นสุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การเข้าไปดูแบบนี้ไม่สามารถควบคุมได้ว่าจะต้องดูตั้งแต่ตอนไหน ตัววิดีโอเองก็มีความเป็นลูปของวิดีโอที่ผู้ชมสามารถเริ่มดูตอนไหนก็ได้ พอมาติดตั้งสี่จอก็มีวงจรของเวลาที่วนไปสี่จอของมันเองอีก ทำให้เห็นถึงมิติของเวลาที่หลากหลาย วิดีโอชิ้นเดียวมีมิติเวลาในตัวของมันเอง” เข้เผยนัยที่ซ่อนอยู่ในลูกเล่นของงานแอนิเมชั่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3><b>ความจริงประกอบสร้าง</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102653" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-5-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/9-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การคอลลาจไม่ใช่เทคนิคทางศิลปะที่แปลกใหม่ แต่เข้บอกว่าคอลลาจนี่แหละคือเทคนิคที่เหมาะสมกับการเล่าเรื่องสื่อและตั้งคำถามว่าความจริงคืออะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วิธีคิดของเทคนิคคอลลาจ คือการ deconstruct หรือการตัดบริบทของภาพนั้นๆ ออกมาแล้วสร้างเนื้อหาหรือมอบบริบทให้ใหม่ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบเดียวกันกับสื่อ เรามักจะพูดกันว่าสื่อนำเสนอความจริงหรือข้อเท็จจริง แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงใดๆ รวมถึงบริบทโดยรอบได้ทั้งหมด ดังนั้นเราจึงคิดว่าการนำเสนอของสื่อเป็นการเลือกข้อมูลบางส่วนมาปะติดเพื่อให้ใกล้เคียงกับความจริงให้ได้มากที่สุดเท่านั้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดว่างานเรามีสปิริตศิลปะแบบ Dadaism ที่นำเสนอสภาวะที่บิดเบี้ยวเพื่อตั้งคำถามกับความจริง เราจึงใช้งานคอลลาจมานำเสนอสภาวะของการเมืองไทย ซึ่งถึงแม้เราจะใช้ปัญหาการเมืองเป็นหัวข้อ แต่ด้วยเทคนิคคอลลาจ เราคิดว่างานสามารถถูกตีความได้กว้างกว่าแค่เรื่องการเมืองมาก”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102652" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-5-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/10-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเดินออกมาจากห้องจัดแสดงเล็ก เราจะพบกับนิทรรศการส่วนที่สองซึ่งเป็นวิดีโออธิบายวิธีทำงานของโปรเจกต์ รวมถึงภาพคอลลาจบางส่วนจากผลงานทั้งหมดพันกว่าชิ้นที่ถูกเลือกมาจัดแสดง แบ่งเป็น 2 เซต เซตละ 5 ชิ้น รวมทั้งหมด 10 ชิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความสงสัย เราจึงขอให้เข้อธิบายว่าทำไมต้องเป็นภาพคอลลาจทั้ง 10 ชิ้นนี้ที่ถูกเลือกมาจัดแสดง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ภาพเซตแรกเป็นภาพในวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันครบรอบวันรัฐประหารปี &#8217;57 เพื่อให้เห็นวงรอบของเวลาที่วนมาบรรจบซ้ำในแต่ละปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102655" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-6-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/12-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนภาพเซตที่สอง เป็นภาพจากวันที่มีการชุมนุมทางการเมืองซึ่งเป็นมูฟเมนต์สำคัญในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เหตุผลที่เราเลือกภาพมาจัดแสดงจาก 5 วันนี้เพราะเป็นภาพที่เห็นแล้วชอบ เลยดึงภาพเหล่านี้ออกมาให้พูดแทนความคิดของเรา”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-102656" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/13-4.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/13-4.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/13-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/13-4-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>การเติบโตมาในกรุงเทพฯ พื้นที่แห่งความขัดแย้งของการเมืองไทยทำให้เข้เฝ้าติดตามและสังเกตความเป็นไปของสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ 10 ปีก่อน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผลงานช่วงหลังๆ ของเข้เน้นหนักไปในเรื่องการเมืองเสียมาก</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในฐานะศิลปินที่ใช้งานศิลปะทำงานสื่อสารประเด็นการเมือง คุณมองว่าตัวเองเป็นแอ็กทิวิสต์ด้วยไหม” เราสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เข้นิ่งคิดอยู่นานก่อนจะตอบคำถาม</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าถามเรา เราไม่ได้เป็นศิลปินและแอ็กทิวิสต์ในเวลาเดียวกัน เรามองว่าศิลปินมีหน้าที่จุดประเด็นและตั้งคำถามด้วยเครื่องมือที่เรียกว่างานศิลปะ เราเลยพยายามทำงานศิลปะที่ดึงการเมืองมาเชื่อมโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพื่อทำให้คนดูเห็นปัญหาและสร้างความเข้าใจหรือเสนอทางออก</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในขณะเดียวกัน เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแอ็กทิวิสต์ที่ชนกับปัญหาการเมืองโดยตรง ส่วนตัวเราอยากให้คนถอยออกมาดูปัญหาในภาพรวมมากกว่าเข้าไปต่อสู้แบบใช้กำลัง เพราะเราคิดว่าหน้าที่ของศิลปินคือทำให้คนดูเข้าใจปัญหาและมองเห็นถึงทางออกร่วมกันมากกว่าที่จะออกไปต่อสู้ แต่ไม่ได้หมายความว่าศิลปินที่ออกไปต่อสู้ตรงๆ จะผิดเพราะแต่ละคนก็มีทางของตัวเอง มีเงื่อนไขและเป้าหมายที่ต่างกันไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทั้งนี้ทั้งนั้นงานของเราก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องการเมืองอย่างเดียวแต่นำเสนอเรื่องอื่นด้วย อย่างนิทรรศการนี้เราก็พยายามนำเรื่องการเมืองไปเชื่อมโยงกับศิลปะและเรื่องสื่อด้วย”</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102662" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-7-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/4-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>สื่อสารเรื่องสื่อด้วยสื่อ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเริ่มสนใจเรื่องสื่อเมื่อหลายปีก่อน เลยเริ่มทำสื่อภาพยนตร์ที่ไม่ได้ถ่ายทอดแค่เรื่องราวต่างๆ แต่พูดถึงตัววัสดุของมันเองคือภาพยนตร์ด้วย เหมือนเป็นสื่อที่วิพากษ์ตัวมันเองอีกที ต่อมาเราเลยคิดว่าจะหยิบจับสื่อประเภทอื่นๆ มาสร้างเป็นงานของเรายังไงได้บ้าง”</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงเข้จะเริ่มต้นโปรเจกต์งานคอลลาจจากปัญหาการเมืองก็จริง แต่จากความสนใจเรื่องสื่อ ศิลปินหนุ่มจึงแตกประเด็นของโปรเจกต์ไปสู่เรื่องสื่อจากการวิพากษ์หนังสือพิมพ์ในโลกกายภาพสู่สื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต กระทั่งพื้นที่โลกเสมือน (virtual reality) สื่อรูปแบบใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อจะชวนผู้ชมมาวิเคราะห์ความซับซ้อนของสื่อไปด้วยกัน ประเภทของสื่อที่จะใช้จึงเป็นสิ่งที่เขาต้องคิดมาตั้งแต่ต้น</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102675" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/24-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/24-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/24-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/24-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/24-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/24-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/24-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/24-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/24-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาทำงานแต่ละชิ้นเราจะเลือกคอนเทนต์ที่สนใจอยากสื่อสารก่อนแล้วจึงค่อยนำสื่อที่ส่งเสริมตัวคอนเทนต์นั้นๆ มาจับ ให้ความสำคัญกับสื่อที่เลือกใช้ถ่ายทอดว่ามีน้ำหนักเพียงพอกับคอนเทนต์ที่เราอยากสื่อสารหรือไม่ รวมไปถึงต้องคิดถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในสื่อแต่ละชนิดด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในงานคอลลาจที่เราเลือกใช้วัสดุเป็นหนังสือพิมพ์เพราะหนังสือพิมพ์เป็นตัวแทนของสื่อเก่าหรือสื่อที่ถูกควบคุมในช่วงเวลานั้น</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามองว่าสื่อในที่นี้ไม่ได้จำกัดความแค่สื่อสารมวลชนนะแต่อาจหมายถึงตัวกลางก็ได้ เช่น งานยุคหลังๆ ของเราจะใช้ตัวเราเองเป็นสื่อกลางนำพาเมสเซจสู่ผู้ชมผ่านการแสดงเป็นตัวละครหลายๆ ตัว เพราะเรามองว่าร่างกายเราเป็นสื่ออย่างหนึ่ง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102676" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/25-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/25-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/25-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/25-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/25-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/25-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/25-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/25-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/25-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3><b>ในวันที่สื่อไม่เคยเป็นกลาง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากพูดคุยกันมาจนเข้าใจว่า Give Us A Little More Time คือนิทรรศการที่ใช้สื่อเพื่อวิพากษ์สื่อ เราจึงอยากรู้ว่าตัวศิลปินหนุ่มเองมีมุมมองต่อสื่อและการนำเสนอข่าวสารในปัจจุบันนี้ยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ก่อนสังคมอาจมีอุดมคติว่าสื่อต้องเป็นกลาง ต้องนำเสนอแต่ข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ในยุคที่คนเริ่มเห็นว่าโลกมีชุดข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้น มีทางเลือกของสื่อที่ไม่ได้ถูกจำกัดแค่สื่อกระแสหลักอย่างเดียว คนเลยเข้าใจว่าจริงๆ แล้วสื่อไม่เคยเป็นกลางมาตั้งแต่แรกแต่สิ่งที่สื่อทำคือการเลือกนำเสนอความจริงบางแง่มุม เพราะไม่มีทางที่สื่อสื่อเดียวจะนำเสนอความจริงได้รอบด้าน การจะเข้าใจสื่อได้จึงไม่ควรเชื่อจากสื่อเดียวเท่านั้น เราต้องเก็บข้อมูลจากหลายๆ สื่อเพื่อมาวิเคราะห์ด้วยตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดว่าจรรยาบรรณสื่อไม่ได้หมายถึงสื่อที่เป็นองค์กรอีกต่อไปแล้ว แต่คือสื่อในโลกดิจิทัลที่เป็นพื้นที่ใหม่ซึ่งยังไม่ถูกตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณด้วยซ้ำ ทำให้เรื่องของจรรยาบรรณสื่อก็ควรถูกตั้งคำถามเหมือนกัน เช่น สื่อบางเจ้าที่ใส่อารมณ์ความรู้สึกหรือความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปในข่าวเพื่อเรียกยอดวิวจากคนอ่าน สิ่งเหล่านี้ควรถูกตั้งคำถามว่าอะไรคือจรรยาบรรณของการนำเสนอข่าวในยุคนี้”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102677" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/26-1-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/26-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/26-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/26-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/26-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/26-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/26-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/26-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/26-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตั้งใจจะให้นิทรรศการนี้ชวนคุยกับคนรุ่นใหม่อย่างเดียวเลยหรือเปล่า” เราถาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่ได้มองว่ามีกลุ่มเป้าหมายเดียวแต่</span><span style="font-weight: 400;">มองว่างานของเราสามารถสื่อสารได้กับคนทุกวัย เพราะประเด็นเรื่องการสื่อสารและสื่อเป็น movement ของโลกที่เคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้แม้แต่ชาวต่างชาติก็สามารถเข้าใจงานเราได้ว่าเป็นการที่เราหยิบจับประเด็นการเมืองมาใช้เป็นกรณีศึกษาในการวิพากษ์สื่อ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ก่อนจบบทสนทนา เราอยากรู้ว่าศิลปินหนุ่มคาดหวังอยากเห็นอะไรจากทิศทางการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนตัวเรามีหวังว่าในตอนนี้ที่การสื่อสารจากบนลงล่างถูกทำลายกลายเป็นการสื่อสารในแนวราบมากขึ้น รวมทั้งการที่ข้อมูลข่าวสารถูกเปิดมากขึ้น คนสื่อสารกันได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นพลังที่ทำให้โครงสร้างทางการเมืองเปลี่ยนไป เราอาจเห็นการบาลานซ์อำนาจทางการเมืองใหม่ในแพลตฟอร์มของสื่อใหม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพียงแต่ว่าอาจจะใช้เวลาอีกนิดหนึ่ง ขอเวลาอีกไม่นาน” เข้หัวเราะ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-102658" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/16-2-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/16-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/16-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/16-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/16-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/16-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/16-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/16-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/16-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<hr />
<p><span style="font-weight: 400;">นิทรรศการ Give Us A Little More Time จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ &#8211; 9 สิงหาคม 2563 ที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY (สาทรซอย 1 ใกล้ MRT สถานีลุมพินี) วันพุธถึงอาทิตย์ เวลา 13:00-19:00 น. แกลเลอรีมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมเพื่อความปลอดภัย นัดหมายเข้าชมนิทรรศการล่วงหน้าที่ info@bangkokcitycity.com</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/give-us-a-little-more-time/">ตามไปดู &#8216;Give Us a Little More Time&#8217; นิทรรศการที่แปลคำว่า &#8216;อีกไม่นาน&#8217; เป็นงานคอลลาจกว่าพันชิ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘I’m ฝ้าย, thank you. And you?’ ศิลปะในการดื้อและการพิสูจน์ให้เห็นของ ฝ้าย BNK48</title>
		<link>https://adaymagazine.com/faii-bnk48/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Jul 2020 10:00:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[faii bnk48]]></category>
		<category><![CDATA[The Underclass]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องนี้ไม่มี..ห่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ฝ้าย–สุมิตรา ดวงแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[bnk48]]></category>
		<category><![CDATA[นักแสดง]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[ไอดอล]]></category>
		<category><![CDATA[เกิร์ลกรุ๊ป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=102130</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฝ้าย–สุมิตตา ดวงแก้ว หรือ ฝ้าย BNK48 ลงท้ายประโยคบอกเล่าด้วยคำถามหนึ่งบ่อยครั้งระหว่างสนทนากับเธอ “เก็ตฟีลเราใช่ไหม” ถึงตอนนั้นผมจะพยักหน้าตอบรับเพื่อให้บทสนทนาเดินไป แต่สารภาพตรงนี้ว่าผมไม่อาจคิดว่าตัวเองจะเข้าใจความรู้สึกของฝ้ายได้ทั้งหมดหรอก เพราะผมไม่ได้ผ่านชีวิตใกล้เคียงกับหญิงสาววัย 24 ปีที่นั่งอยู่ตรงหน้า ทั้งความกดดันในการใช้ชีวิตเป็นไอดอล การต้องแบกรับความคาดหวังในสปอตไลต์ และการต้องพิสูจน์ตัวเองกับใครหลายคน “เราสู้มาตั้งแต่เด็ก และสู้มาคนเดียวตลอด” ช่วงหนึ่งระหว่างการสนทนาฝ้ายบอกผมแบบนั้น ‘สู้มาคนเดียว’ ฟังดูโดดเดี่ยวชะมัด ผมมาพบกับฝ้ายด้วยวาระที่ซีรีส์ The Underclass ห้องนี้ไม่มี..ห่วย ที่เธอร่วมแสดงออกอากาศตอนแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในเรื่องฝ้ายรับบทป็น ‘แตม’ ประธานนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีบุคลิกนิ่งเงียบ รักความสมบูรณ์แบบ และมีความร้ายลึกในตัว นี่เป็นผลงานการแสดงครั้งที่ 2 ของเธอต่อจากภาพยนตร์ Where We Belong เมื่อปีที่แล้ว และเป็นอีกหนึ่งงานที่เธอนิยามว่า ‘ท้าทาย’ นอกเหนือจากการเป็นสมาชิกวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปในชื่อ ฝ้าย BNK48 มาได้ 2 ปี  ทั้งหมดนี้เองคือต้นเรื่องความสงสัยที่พาผมมาพูดคุยกับฝ้ายในบ่ายวันหนึ่ง แต่เมื่อทุกอย่างเริ่มต้นและดำเนินไป บทสนทนาพาเราไปไกลกว่าที่คิด ประโยคแล้วประโยคเล่าที่บอกเล่าและแสดงความเห็นต่อเรื่องต่างๆ ของฝ้ายกลับพาผมเดินทางมาที่จุดเริ่มต้นของ ด.ญ.สุมิตรา ดวงแก้ว เด็กสาวคนหนึ่งในจังหวัดลำพูนที่มีความฝันในการเป็นศิลปินระดับโลก “เก็ตฟีลเราใช่ไหม” ที่ฝ้ายถาม ผมอาจไม่แน่ใจ แต่คำถาม-คำตอบในบรรทัดต่อไปมีหน้าที่เพื่อคลี่คลายสิ่งนั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/faii-bnk48/">‘I’m ฝ้าย, thank you. And you?’ ศิลปะในการดื้อและการพิสูจน์ให้เห็นของ ฝ้าย BNK48</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ฝ้าย–<a href="https://www.facebook.com/bnk48official.faii">สุมิตตา ดวงแก้ว</a></strong> หรือ ฝ้าย BNK48 ลงท้ายประโยคบอกเล่าด้วยคำถามหนึ่งบ่อยครั้งระหว่างสนทนากับเธอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เก็ตฟีลเราใช่ไหม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงตอนนั้นผมจะพยักหน้าตอบรับเพื่อให้บทสนทนาเดินไป แต่สารภาพตรงนี้ว่าผมไม่อาจคิดว่าตัวเองจะเข้าใจความรู้สึกของฝ้ายได้ทั้งหมดหรอก เพราะผมไม่ได้ผ่านชีวิตใกล้เคียงกับหญิงสาววัย 24 ปีที่นั่งอยู่ตรงหน้า ทั้งความกดดันในการใช้ชีวิตเป็นไอดอล การต้องแบกรับความคาดหวังในสปอตไลต์ และการต้องพิสูจน์ตัวเองกับใครหลายคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราสู้มาตั้งแต่เด็ก และสู้มาคนเดียวตลอด” ช่วงหนึ่งระหว่างการสนทนาฝ้ายบอกผมแบบนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘สู้มาคนเดียว’ ฟังดูโดดเดี่ยวชะมัด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-102250 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-9.jpg" alt="ฝ้าย BNK48" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-9-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-9-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมมาพบกับฝ้ายด้วยวาระที่ซีรีส์ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Underclass ห้องนี้ไม่มี..ห่วย</span></i><span style="font-weight: 400;"> ที่เธอร่วมแสดงออกอากาศตอนแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเรื่องฝ้ายรับบทป็น ‘แตม’ ประธานนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีบุคลิกนิ่งเงียบ รักความสมบูรณ์แบบ และมีความร้ายลึกในตัว นี่เป็นผลงานการแสดงครั้งที่ 2 ของเธอต่อจากภาพยนตร์ </span><i><span style="font-weight: 400;">Where We Belong </span></i><span style="font-weight: 400;">เมื่อปีที่แล้ว และเป็นอีกหนึ่งงานที่เธอนิยามว่า ‘ท้าทาย’ นอกเหนือจากการเป็นสมาชิก<a href="https://adaymagazine.com/?s=BNK48">วงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ป</a>ในชื่อ ฝ้าย BNK48 มาได้ 2 ปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้เองคือต้นเรื่องความสงสัยที่พาผมมาพูดคุยกับฝ้ายในบ่ายวันหนึ่ง แต่เมื่อทุกอย่างเริ่มต้นและดำเนินไป บทสนทนาพาเราไปไกลกว่าที่คิด ประโยคแล้วประโยคเล่าที่บอกเล่าและแสดงความเห็นต่อเรื่องต่างๆ ของฝ้ายกลับพาผมเดินทางมาที่จุดเริ่มต้นของ ด.ญ.สุมิตรา ดวงแก้ว เด็กสาวคนหนึ่งในจังหวัดลำพูนที่มีความฝันในการเป็นศิลปินระดับโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เก็ตฟีลเราใช่ไหม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ฝ้ายถาม ผมอาจไม่แน่ใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่คำถาม-คำตอบในบรรทัดต่อไปมีหน้าที่เพื่อคลี่คลายสิ่งนั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-102252 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-11.jpg" alt="ฝ้าย BNK48" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-11-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-11-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>เมื่อไม่กี่วันก่อนผู้กำกับซีรีส์ <i>The Underclass ห้องนี้ไม่มี..ห่วย</i> ได้โพสต์เบื้องหลังบอกว่าตัวละคร ‘แตม’ กับคุณนั้นจริงๆ แล้วต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ในมุมของคุณ คุณว่าตัวเองเหมือนหรือต่างจากตัวละครนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราว่ามีทั้งเหมือนและต่าง ความต่างอย่างแรกคือ ในซีรีส์แตมเป็นคนที่มี privilege ในชีวิตมากๆ เขาเป็นคนที่อยู่ท็อปของสังคม แต่เราไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่เคยสักครั้งที่เราคิดว่าตัวเองมีทุกอย่างแล้ว ในความเป็นจริงเราถือว่าตัวเองเป็นคนที่ขาดค่อนข้างเยอะ ส่วนใหญ่เป็นเราที่ต้องวิ่งไล่ตามบางอย่าง หรืออย่างการที่แตมมีเป้าหมายในการเป็นที่หนึ่งก็ต่างกับเราที่เป็นคนไม่ชอบแข่งขัน แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เรากับแตมอาจมีเหมือนกัน คือการเป็นคนมีเป้าหมายชัดเจนในชีวิต เพียงแต่เป้าหมายเราไม่ได้แข่งกับใคร เราแข่งกับตัวเอง</span></p>
<h3>ในส่วนที่ต่าง คุณเข้าถึงบทบาทการแสดงยังไงบ้าง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยากมาก เพราะนี่เป็นการแสดงซีรีส์เรื่องแรกของเราด้วย ก่อนหน้านี้ที่เล่นภาพยนตร์เราแสดงเป็นตัวเองได้เต็มที่ แต่กับเรื่องนี้เราต้องใช้ทักษะอีกแบบที่แตกต่างกันคนละโลก โชคดีที่ก่อนเปิดกล้องมีเวิร์กช็อปให้เราลองฝึกสร้าง background story เช่น ตัวละครนี้ชอบทำอะไรเวลาอยู่บ้าน บ้านเขาเป็นยังไง เขาถูกเลี้ยงดูมายังไง ทั้งหมดนี้เราต้องเป็นคนคิดเอง และนั่นช่วยให้เราเข้าถึงบทได้มากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-102247 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-6.jpg" alt="ฝ้าย BNK48" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-6-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-6-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>แล้ว ‘แตม’ ในความคิดของคุณมีเรื่องราวเบื้องหลังแบบไหน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลักๆ คือเราพยายามหาเหตุผลว่าทำไมแตมต้องการเป็นที่หนึ่งขนาดนั้น สุดท้ายเราเขียนไปว่าแตมทำเพราะต้องการให้พ่อยอมรับ ก่อนหน้าเวลาแตมทำอะไรพ่อมักจะไม่ชอบ ไม่สนใจ และไม่ยอมรับ จนแตมต้องพยายามเป็นที่หนึ่งให้ได้ตลอดเวลาเพื่อให้พ่อเห็นว่าหนูเก่งนะ พ่อดูหนูสิ พ่อไม่รักหนูบ้างเหรอ โดยที่ระหว่างนั้นต้องสร้างภาพลักษณ์คลุมอีกชั้นหนึ่งด้วยว่าฉันไม่ได้อ่อนแอ ฉันเป็นคนที่เก่งกว่าใคร</span></p>
<h3>นี่คือภาพที่สร้างให้แตมหรือตัวเอง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">(หัวเราะ) ทั้งสองอย่างล่ะมั้ง บางอย่างที่คิดขึ้นมาก็อิงจากเรา เหมือนเราพยายามหาจุดเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับแตมจนเจอ</span></p>
<h3>ถือว่าผลออกมาเป็นอย่างที่คาดหวังไหม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าให้ตอบตอนนี้เราคงตอบว่ายังมีอะไรให้พัฒนามากกว่านี้อีกเยอะ เพราะมีบางฉากที่เรารู้สึกว่ายากมาก เช่น ฉากที่ต้องพูดประโยคที่เราไม่มีทางพูดแน่ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ก็มีบางฉากที่รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีอยู่ซีนหนึ่งที่ตัวละครแตมต้องแสดงอารมณ์เศร้ามากๆ วันนั้นเราร้องไห้ไปประมาณ 20 กว่ารอบได้ คงเพราะเราเข้าถึงตัวละครที่เป็นแบบนั้นด้วย เพราะครั้งหนึ่งเราเคยเศร้าหนักๆ จนถึงขั้นอยากตายมาก่อน พอถึงวันที่ต้องแสดงซีนที่ต้องใช้อารมณ์เราจึงสามารถรวบรวมความรู้สึกเหล่านั้นมาที่ตัวเองและปล่อยออกไปได้ อะไรแบบนี้ทำให้เราเหมือนได้ทำลายกำแพงในใจที่มีต่อการแสดงไปด้วย เพราะด้วยพื้นฐานตอนแรก เราไม่ชอบการแสดงเลยนะ เราไม่ชอบเป็นคนอื่น แต่พอลองเปิดใจ เราพบว่าอะไรเหล่านี้ให้บางอย่างกับเรา เราเข้าใจจิตใจคนอื่นและตัวเองมากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงไม่ชอบคนอย่างแตมหรอก แต่พอได้แสดงเป็นเขา เราเข้าใจแตมมากขึ้นและได้เข้าใจด้วยว่าทุกคนล้วนมีที่มาที่ไปของตัวเอง ดังนั้นถ้ามีโอกาสเข้ามาอีกเราก็อยากทำได้ดีกว่านี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-102246 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-5.jpg" alt="ฝ้าย BNK48" width="458" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-5.jpg 458w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-5-204x300.jpg 204w" sizes="(max-width: 458px) 100vw, 458px" /></p>
<h3>เนื้อหาของซีรีส์พูดถึงการศึกษาที่แบ่งเด็กตามผลการเรียน โดยส่วนตัวคุณคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอิน เพราะสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวเข้ากับชีวิตประจำวันได้ สำหรับเรา ถึงฉากหลังของซีรีส์จะเป็นโรงเรียนหญิงล้วน แต่เราว่าซีรีส์ไม่ได้พูดถึง privilege แค่ด้านการศึกษา แต่พูดถึงทุกเรื่องในสังคม พูดง่ายๆ ว่าคือความเหลื่อมล้ำในชีวิตจริงนี่แหละที่มีคนได้รับผลประโยชน์อยู่เสมอ มันใกล้ตัวเรามากๆ</span></p>
<h3>ด้วยชื่อซีรีส์ภาษาไทยว่า <i>ห้องนี้ไม่มี..ห่วย</i>  แต่ในความเป็นจริงคุณว่าทุกวันนี้มีเด็กห่วยไหม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรากลับมองว่า there’s nothing wrong ที่จะห่วยนะ คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่างนี่ อย่างถ้าคุณไม่เก่งเรื่องเรียนอาจมีคนบอกว่าคุณห่วย แต่เราว่าคุณต้องมีด้านอื่นๆ ที่เก่ง เพียงแต่เราว่าปัญหาจริงๆ คือการที่สังคมปลูกฝังให้เด็กต้องเรียนเก่งเพื่อให้ได้เกรดดีๆ พ่อแม่จะได้ชื่นชมและเอาไปคุยกับป้าข้างบ้านว่าลูกฉันเรียนเก่ง นี่ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เด็กกดดัน ระบบเกรดเองก็ทำให้เด็กเบี่ยงเบนจุดประสงค์ของการเรียนหนังสือไป จากที่ต้องเรียนเพื่อให้ได้ความรู้ เด็กกลับต้องมาโฟกัสที่คะแนน สุดท้ายผลเสียจึงเกิดขึ้นและเกิดการแบ่งเด็กแบบที่เห็นในซีรีส์</span></p>
<h3>แสดงว่าในความคิดคุณ เราไม่ควรแบ่งเด็กโดยใช้เกณฑ์ใดๆ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราว่าไม่ควร คละกันน่ะดีที่สุดเพราะห้องเรียนจะมีความหลากหลาย ในชีวิตจริงของมนุษย์ คนรอบตัวเราก็ไม่ได้เก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกันทุกคน เราต้องเจอกับความหลากหลายอยู่แล้ว ดังนั้นเราควรทำความคุ้นชินกับความแตกต่างนี้ตั้งแต่ในห้องเรียนดีกว่า สิ่งนี้จะกลายเป็นประโยชน์เมื่อเราออกไปใช้ชีวิตในสังคมด้วยซ้ำ</span></p>
<h3>แล้วคุณคิดว่าตัวเองเป็นเด็กที่เรียนเก่งไหม เพราะเท่าที่หาข้อมูลมาคุณจบจากมหาวิทยาลัยด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าดูจากเกรดที่ผ่านมาก็คงประมาณหนึ่ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-102253 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-12.jpg" alt="ฝ้าย BNK48" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-12-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-12-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>หลายคนเวลามี privilege มักไม่เห็นความเหลื่อมล้ำนอกเหนือจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่ แต่คุณเห็นเรื่องเหล่านี้ได้ยังไง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความเป็นจริงสมัยก่อนเราไม่เห็นนะ เราเป็นคนหนึ่งที่โตมาในสังคมที่มีอะไรหลายอย่างกำหนดไว้อยู่ตลอดเวลา ที่ผ่านมาเราจึงอาจทำผิดบ้างเพราะความไม่รู้และความไม่ตระหนักถึง แต่พอโตขึ้นเราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นจนเราเริ่มเห็น ซึ่งถ้าเห็นเราก็แค่เปลี่ยนตัวเอง ง่ายๆ แค่นั้นเลย ดังนั้นถ้าย้อนกลับไปที่เด็กๆ เราว่าให้เด็กตระหนักถึงอะไรเหล่านี้ได้เร็วๆ คงดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีวิชาหนึ่งที่เราเรียนในมหาวิทยาลัยและเราว่าสำคัญมากๆ นั่นคือวิชา intercultural communication วิชานี้สอนให้เรามี awareness กับประเด็นต่างๆ ในสังคมที่เป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ใช่แค่กับการศึกษา แต่เป็นเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น sexual harassment, การเหยียดเชื้อชาติ, ความเท่าเทียมทางเพศ และอีกมากมาย เราว่าความรู้เหล่านี้แหละที่ควรปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เด็กจะได้เติบโตมาโดยไม่ด่าหรือเล่นตลกกันโดยใช้เชื้อชาติ สีผิว เพศ หรือสรีระ เพราะในสิ่งเหล่านี้มีคนที่ถูกทำร้ายอยู่เสมอ </span></p>
<h3>ปลูกฝังให้เด็กรู้ว่าทุกคนเท่าเทียมกัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">(พยักหน้า) และเราว่าปัจจุบันกำลังเป็นไปด้วยดี ในมุมมองเราสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การมี awareness ที่มากกว่าแต่ก่อน เพียงแต่อาจขรุขระสักหน่อย เพราะในทุกความเปลี่ยนแปลงต้องมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-102254 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-13.jpg" alt="" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-13-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-13-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>พอฟังมาถึงตรงนี้ บางคนอาจแย้งว่าการเป็นไอดอลแบบคุณก็มีการจัดอันดับในวงเหมือนกันหรือเปล่า</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">(ยิ้ม) สำหรับเรา เราใช้วิธีการไม่เอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น ยอมรับว่าสมัยก่อนเราเครียดเหมือนกับอีกหลายคน แต่โชคดีที่โตขึ้นจนพอจัดการกับความรู้สึกตัวเองได้ ดังนั้นตอนนี้ได้อันดับอะไรก็ช่าง เราขอมีความสุขที่ได้เป็นตัวเองและลอยตัวแบบนี้ดีกว่า </span></p>
<h3>แต่ตอนที่เดบิวต์ คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ‘อยากเป็นแฮปปี้ไวรัสให้กับทุกคน’ ทุกวันนี้ยังคิดแบบนั้นไหม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">(หัวเราะ) ทุกวันนี้เวลากลับไปดูคลิปเก่าๆ เราก็คิดนะว่าทำไมฉันเด็กได้ขนาดนั้น เพราะตัวเองเปลี่ยนไปเยอะมากจากตอนที่เดบิวต์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนที่เข้าวงมาแรกๆ เราคิดกับตัวเองว่า ฉันต้องยิ้มตลอดเวลาเพื่อเป็นความสุขให้คนอื่น ผลคือช่วงนั้นเรากลับมาถึงห้องแล้วร้องไห้แทบทุกวัน เราเหนื่อยและอึดอัดมาก จนในที่สุดเราได้เรียนรู้ว่าคนเรามีความสุขตลอดเวลาไม่ได้หรอก มนุษย์มีความเศร้าและความเครียด เราไม่ควรหลอกตัวเองว่าฉันมีความสุขทั้งๆ ที่ในใจไม่ใช่ หลังจากนั้นเราจึงค่อยๆ หาสมดุลให้ตัวเองจนเริ่มนิ่งขึ้น เข้าใจความคิดตัวเองมากขึ้น ปลงมากขึ้น พูดน้อยลง เพราะอยากพูดให้มีน้ำหนักมากขึ้น จนตอนนี้เราแทบเป็นคนละคนกับตอนนั้นเลย เราเป็นตัวเองมากกว่า สบายใจมากกว่า และชอบตัวเองมากกว่าเดิม สิ่งนี้ดีกับแฟนคลับด้วยเพราะเขาจะได้รักในสิ่งที่เราเป็นจริงๆ โอเค อาจมีบางคนหล่นหายบ้างแต่นั่นเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่ใช่ทุกคนที่อยู่กับเราตลอดไป เราไม่สามารถรั้งใครได้</span></p>
<h3>มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้คิดแบบนี้ไหม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เอาจริงๆ เพิ่งเข้มแข็งแบบนี้ได้เมื่อไม่นานนี้เอง แต่สาเหตุมาจากอะไรไม่รู้เหมือนกัน เหมือนเราผ่านช่วงที่ตัวเองทั้งดิ่งและดาวน์มาจนเริ่มคิดได้ว่าไม่อยากทุกข์แบบนี้แล้ว เราอยากมีความสุข เราเลยเริ่มหาความสุขเล็กๆ รอบตัว ไม่เอาใจไปยึดกับการแข่งขันและคำของคนอื่น เพราะสุดท้ายเรามองว่า BNK48 เป็นเหมือนโรงเรียนที่เรากำลังเรียนเท่านั้น นอกโรงเรียนนี้ยังมีโลกภายนอกรอให้เราเดินไปอยู่</span></p>
<h3>แต่ดูโรงเรียนนี้ส่งผลกับคุณมากอยู่เหมือนกันนะ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่งผลมากๆ หลักๆ คือที่นี่ทำให้เราได้เจอคนหลากหลายประเภทที่เข้ามาในชีวิตจนได้เรียนรู้ว่าเราไม่สามารถเอาใจทุกคนได้ เราต้องเลือกเสพและพยายามอย่าเอาใจไปยึดติดกับคนมากเกินไป เราไม่สามารถคล้อยตามทุกอย่างที่เข้ามาปั่นหัวเราได้ (นิ่งคิด) คำว่า ‘ช่างมัน’ ทำให้เรามีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้เลยนะ เพราะถ้าไม่ช่างมัน ป่านนี้เหนื่อยจนแย่ไปแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-102249 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-8.jpg" alt="ฝ้าย BNK48" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-8-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-8-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>จาก 2 ปีที่ผ่านมา เนื้อเพลงของ BNK48 ที่ว่า ‘ความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ’ คุณว่าจริงไหม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่จริง (ตอบทันที) ความพยายามทำร้ายเราเยอะมาก (เน้นเสียงและหยุดคิด) ถ้าให้เทียบระหว่างความพยายามและโอกาส เราว่าโอกาสสำคัญกว่านะ เมื่อก่อนเราอาจตอบว่าความพยายามหรือความสามารถ แต่พอมาอยู่ตรงนี้ได้ 2 ปี เราว่าโอกาสสำคัญมากกว่า เพราะต่อให้เราพยายามแค่ไหน เก่งแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่ได้โอกาสก็ไม่มีเวทีให้เราขึ้นไปอยู่ดี เหมือนถ้าไม่มีประตูเราก็ไปต่อไม่ได้ทั้งๆ ที่เรามีของอยู่เต็มมือ</span></p>
<h3>ถ้าอย่างนั้นเราควรเอาเวลาไปหาโอกาสหรือพยายามฝึกฝนมากกว่ากัน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราว่าต้องเอาเวลาไปเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอนั่นแหละ เพราะเท่าที่เรียนรู้มาเราไม่สามารถทำอะไรกับโอกาสได้หรอก ถ้าจะมาเดี๋ยวมันมาเอง เราไม่สามารถตามหาได้ นั่นทำให้ทุกวันนี้เราพยายาม work hard ทุกวัน เราฝึกทำเพลงเองเพราะอยากเก่งขึ้นกว่านี้ ไม่ใช่เพื่อใครที่ไหนแต่เพื่อตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้วเรามีเป้าหมายค่อนข้างสูงที่อยากไขว่คว้า ระหว่างนี้เราถึงหยุดไม่ได้แม้ยังไม่มีโอกาสเข้ามา </span></p>
<h3>เป้าหมายค่อนข้างสูงที่ว่าคืออะไร</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอยากเป็นศิลปินที่ไปเวิลด์ทัวร์ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-102248 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-7.jpg" alt="ฝ้าย BNK48" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-7-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-7-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>ความฝันนี้มีที่มายังไง</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่เด็กแล้วที่เราชอบร้องเพลง เราอยากเป็นนักร้อง อยากเป็นไอดอลเหมือนศิลปินที่เราชื่นชอบที่สุดนั่นคือ IU เขาเป็นศิลปินที่ทั้งทำเพลงเองและมีความเป็น human being สูงมากๆ เราอยากเป็นแบบนั้น อยากเป็นคนที่ทำเพลงและถ่ายทอดอารมณ์เพลงไปสู่ผู้ฟังได้ดี ดังนั้นเพื่อเป้าหมายนี้เรารู้ว่าต้องใช้เวลาและพยายามให้หนักกว่าเดิมในทุกวัน</span></p>
<h3>ไม่คิดว่าเวิลด์ทัวร์คือฝันที่ใหญ่เกินไปเหรอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เป็นไร สุดท้ายเราอาจไปไม่ถึงเวิลด์ทัวร์ก็ได้ แต่การที่เราได้พัฒนาตัวเองจนสามารถทำเพลงของตัวเองและได้รับการยอมรับ นั่นถือว่าดีมากแล้ว</span></p>
<h3>ถ้ามองเป็นบันไดร้อยขั้น คุณว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ขั้นไหน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">(นิ่งคิดนาน) ประมาณขั้นที่ 60 มั้ง เพราะตอนนี้เรารู้สึกว่า BNK48 เป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตเราเอง </span></p>
<h3>แต่เป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตที่คุ้มไหม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คุ้มแน่นอน เพราะถ้าไม่มีที่นี่เราคงไม่ได้มานั่งคุยกันแบบวันนี้ หัวใจเราคงไม่เข้มแข็งแบบตอนนี้ ความคิดเราคงไม่โตขึ้นแบบนี้ หรือมากกว่านั้น บางทีอาจไม่ได้ร้องเพลงแล้วด้วยซ้ำ และถ้าเป็นแบบนั้นเราต้องตายแน่ๆ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-102251 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-10.jpg" alt="" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-10-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-10-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>เท่าที่ฟังมา ทำไมการเป็นตัวเองหรือการทำสิ่งที่อยากทำถึงสำคัญกับคุณขนาดนั้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราว่าเพราะเราเคยผ่านช่วงที่ต้องเป็นคนอื่นหรือทำอย่างอื่นให้คนรักมาก่อนนั่นแหละ แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราพบว่าเหนื่อยมาก ดังนั้นเราเป็นตัวเองดีกว่าเพราะตัวเราคงมีความสุขที่สุด เราอยากทำอะไรที่สบายใจและไม่เหนื่อยตัวเองมากเกินไป</span></p>
<h3>การเป็นตัวเองทำได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตรงกันข้ามเลย ยากมากต่างหาก อย่างเราเองเคยผ่านจุดที่ครอบครัวไม่สนับสนุนมาแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมัยมัธยมมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราขอพ่อแม่ไปออดิชั่นกับค่ายเพลงต่างประเทศค่ายหนึ่ง ตอนนั้นเราทะเลาะกับพ่อแม่แทบตาย ร้องไห้หนักมาก จนสุดท้ายเราบอกเขาว่า ‘ขอไปแค่ครั้งเดียว ถ้าไม่ได้จะไม่พยายามอีกแล้ว’ ต้องพูดขนาดนี้เขาถึงยอมให้ไป และผลคือเราก็ไม่ผ่านจริงๆ น่าเศร้านะ เพราะหลังจากนั้นเราเลิกล้มความคิดเรื่องนี้ไปเลย ใช้ชีวิตแบบเด็กธรรมดาจนเข้ามหาวิทยาลัย แต่ความอยากเป็นศิลปินกลับเข้ามาอีกเพราะได้เห็นรุ่นพี่ในชมรมที่เป็นศิลปินเยอะมาก รวมถึงได้เห็นเพื่อนเราที่เป็นโรคซึมเศร้า เขาบอกเราว่าตัวเองมีแพสชั่นในการใช้ชีวิตต่อได้เพราะตามวง AKB48 นั่นทำให้เราประทับใจมาก เพราะตรงกับเป้าหมายเราพอดีที่อยากเป็นศิลปินที่ทำเพื่อคนอื่นได้ ดังนั้นพอเห็นประกาศรับสมัครของ BNK48 เราจึงลองดู </span></p>
<h3>ทำไมศิลปินแบบที่คุณอยากเป็นถึงเน้นการทำเพื่อคนอื่น ฟังดูย้อนแย้งไหม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความคิดเรา เราว่าชีวิตคนน่ะเกิดมาแล้วก็ดับสูญไป ระหว่างนั้นเราต่างใช้ชีวิต ‘เพื่อตัวเอง’ ไปตลอด แต่เพราะเหตุนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่านอกเหนือจากการทำเพื่อตัวเอง ถ้าเราได้ทำเพื่อคนอื่นด้วยก็คงดีมากๆ ยิ่งถ้าสิ่งที่เราทำตามใจตัวเองสามารถช่วยใครหลายคนได้ นั่นดีที่สุด ดังนั้นสำหรับเรา เมื่อสองอย่างนี้รวมกันจึงออกมาเป็นความฝันนี้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-102243 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-2.jpg" alt="" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-2-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-2-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3>แล้วพ่อแม่คุณโอเคกับความฝันของคุณหรือยัง เขารู้สึกยังไงกับการเป็น BNK48</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้โอเคแล้ว ตอนแรกเขาก็ไม่อยากให้เป็นหรอก ‘จะเป็นทำไม เต้นกินรำกิน’ เป็นประโยคยอดฮิตนะ แต่โชคดีที่ที่ผ่านมาเราเป็นคนดื้อมาตั้งแต่เด็ก ในบ้านเราดื้อที่สุดแล้ว เขาห้ามยังไงเราก็ไม่ฟัง อย่างเรื่องมหาวิทยาลัย ที่บ้านอยากให้เราเรียนที่เชียงใหม่จะตาย เราก็ไปสอบให้ ติดด้วยนะ แต่ก็ไม่เอา เพราะเราอยากมาเจอสังคมใหม่ๆ ที่กรุงเทพฯ และอะไรเหล่านี้เราเลือกที่จะไม่อธิบายด้วย แต่เราทำให้เขาเห็นมากกว่า เช่น ถ้าเขาห่วงเรื่องเรียน เราก็แค่ทำให้เขาเห็นว่าเราเรียนไม่ได้แย่ เราสามารถทำทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ สุดท้ายทุกวันนี้พอเราทำอะไรสำเร็จเขาจะโอเคกับเราเอง กลายเป็นพร้อมซัพพอร์ตเราด้วยซ้ำ </span></p>
<h3>คุณว่าถ้าเด็กหญิงฝ้ายที่เคยฝันอยากเป็นศิลปินในตอนนั้นมาเห็นคุณตอนนี้ เขาจะดีใจไหม</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาต้องภูมิใจแน่ๆ เพราะตอนนี้เราก็ภูมิใจในตัวเองมาก จากเด็กซนๆ คนหนึ่งเดินทางจากลำพูนมาถึงตรงนี้ มันไกลมาก (นิ่งคิดนาน) จริงๆ เราเป็นคนเซนซิทีฟกับเรื่องนี้นะ เมื่อก่อนเราร้องไห้บ่อยมาก เพราะมีปัญหากับเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่นั่นก็เป็นแรงผลักดันให้เราสู้มาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน เราใช้ชีวิตโดยสู้คนเดียวมาตลอด ล้มลุกคลุกคลานมาเยอะเพื่อพิสูจน์ให้คนเห็น เราทำแบบนี้มาทั้งชีวิต นั่นทำให้เราเสียอะไรระหว่างทางไปเยอะมาก ให้นึกเป็นข้อๆ ยังนึกไม่ออกเลยเพราะมันมากมายจริงๆ ดังนั้นมันเหนื่อยนะ แต่ทำยังไงได้ล่ะ ถ้าพูดเฉยๆ คนอื่นเขาไม่ฟังหรอก เขาไม่เชื่อหรอก สู้เราทำออกมาเป็นรูปธรรมดีกว่า อย่างน้อยที่สุดเราก็รู้สึกดีกับตัวเอง</span></p>
<h3>สุดท้าย ถ้าให้ย้อนคิด คุณว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ตัวเองไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">(นิ่งคิดนานมาก) ไม่รู้ แต่เราว่าถ้าเป็นสิ่งที่รัก ยังไงมันก็วกกลับมาหาเราอยู่ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็เรารักมันน่ะ มันหนีกันไม่ได้หรอก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-102256 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-15.jpg" alt="" width="675" height="458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-15-300x204.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/FAII_BNK-15-600x407.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/faii-bnk48/">‘I’m ฝ้าย, thank you. And you?’ ศิลปะในการดื้อและการพิสูจน์ให้เห็นของ ฝ้าย BNK48</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไกลบ้านแค่ไหนคือใกล้ สำรวจชีวิต &#8216;วัฒน์ วรรลยางกูร&#8217; กับธีรพันธ์ ผู้กำกับสารคดีไกลบ้าน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/teeraphan-klaibann/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐธยาน์ กาญจนภวนาถ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2020 07:38:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[สารคดี]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ลี้ภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ไกลบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒน์ วรรลยางกูร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=101172</guid>

					<description><![CDATA[<p>จัส–ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์ ปรากฏตัวพร้อมกับรองเท้าวิ่งสีรุ้งแสนสะดุดตาในบ่ายที่เรามีนัดสัมภาษณ์กัน  &#8220;สองสิ่งในชีวิตเรามีแค่ภาพยนตร์กับรองเท้า ถ้าไม่มีสองสิ่งนี้ ชีวิตเราไม่มีความหมายอะไรเลย&#8221;  หากรองเท้าวิ่งสีรุ้งนั้นทำให้เราเชื่อได้ว่าประโยคข้างต้นเป็นความจริง เส้นทางชีวิตของจัสที่เราได้รับรู้ผ่านบทสนทนาในวันนั้นก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าภาพยนตร์คืออีกสิ่งที่จัสขาดไม่ได้ในชีวิต ด้วยความหลงใหลในเสน่ห์ของภาพเคลื่อนไหว หลังจบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัสได้ทดลองทำงานหลากหลายในวงการสื่อ นอกจากเป็นนักสะสมรองเท้าตัวยงแล้ว จัสยังเป็นผู้กำกับหนังสั้น สารคดี มิวสิกวิดีโอ และโฆษณา ก่อนหน้านี้ จัสไม่เคยใช้เครื่องมือที่ตนเองมีเพื่อจุดประสงค์อื่นนอกเหนือจากการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ตามความสนใจและหาเลี้ยงชีพ จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้ว เราได้เห็นสารคดี &#8216;ไกลบ้าน&#8217; ผลงานของจัสที่บอกเล่าเรื่องราวของ &#8216;วัฒน์ วรรลยางกูร&#8217; นักเขียนรุ่นใหญ่ที่ใช้งานเขียนของตนต่อสู้ทางการเมืองมาตั้งแต่ยังหนุ่ม จนในปัจจุบัน วัฒน์เป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากการปฏิเสธไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของ คสช.เมื่อครั้งรัฐประหารในปี 2557 ทำให้กวีผู้นี้ต้องระหกระเหินออกเดินทางเพื่อลี้ภัยทางการเมืองและจำต้องละทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลัง &#8220;ตั้งแต่เริ่มทำ ไกลบ้าน นี่คือช่วงเวลาที่เรากลัวที่สุด&#8221; สามวันก่อนที่ &#8216;ไกลบ้าน&#8217; จะถูกนำกลับมาฉายอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ จัสได้โพสต์ประโยคดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื้อหาในโพสต์บรรยายถึงความกลัวจากความไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นจะนำไปสู่อะไรที่เขาไม่คาดคิด  จัสย้ำกับเราหลายครั้งระหว่างสนทนาว่า เขามองตัวเองเป็นเพียงคนทำหนังคนหนึ่งที่พยายามทำสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ในครั้งนี้จัสมีสิ่งที่รู้สึกและอยากสื่อสารออกมาผ่านเครื่องมือที่เขามี จากชายผู้มีความหลงใหลในรองเท้าและศาสตร์ภาพยนตร์ อะไรที่ทำให้ชายคนนี้ลุกขึ้นมาเอาชนะความกลัวในใจ แล้วส่งเสียงของตัวเองผ่านการทำสารคดีที่พูดถึงประเด็นทางการเมืองได้อย่างหาญกล้า เชิญกดปุ่มเพลย์เพื่อเริ่มต้นบทสนทนานี้ไปด้วยกัน &#160; ทำไมถึงนำสิ่งที่ชอบอย่างหนังมารวมกับการเมือง เราเป็นคนชอบดูหนังและทำหนังอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ก็ทำหนังสารคดีที่เคยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากหอภาพยนตร์ เรื่องนั้นเกิดจากความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับบ้านที่เป็นคนจีน ปีนั้นเลยหยิบกล้องไปถ่ายวันเชงเม้งที่บ้านเพราะสงสัยว่าทำไมถึงไม่อยากไป หลังจากนั้นเราได้ทำสารคดีอีกเรื่องเกี่ยวกับรถติด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/teeraphan-klaibann/">ไกลบ้านแค่ไหนคือใกล้ สำรวจชีวิต &#8216;วัฒน์ วรรลยางกูร&#8217; กับธีรพันธ์ ผู้กำกับสารคดีไกลบ้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-101173 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/01-ไกลบ้าน.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/01-ไกลบ้าน.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/01-ไกลบ้าน-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/01-ไกลบ้าน-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/01-ไกลบ้าน-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/01-ไกลบ้าน-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/01-ไกลบ้าน-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/01-ไกลบ้าน-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/01-ไกลบ้าน-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>จัส–ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์</b><span style="font-weight: 400;"> ปรากฏตัวพร้อมกับรองเท้าวิ่งสีรุ้งแสนสะดุดตาในบ่ายที่เรามีนัดสัมภาษณ์กัน</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;สองสิ่งในชีวิตเรามีแค่ภาพยนตร์กับรองเท้า ถ้าไม่มีสองสิ่งนี้ ชีวิตเราไม่มีความหมายอะไรเลย&#8221; </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากรองเท้าวิ่งสีรุ้งนั้นทำให้เราเชื่อได้ว่าประโยคข้างต้นเป็นความจริง เส้นทางชีวิตของจัสที่เราได้รับรู้ผ่านบทสนทนาในวันนั้นก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าภาพยนตร์คืออีกสิ่งที่จัสขาดไม่ได้ในชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความหลงใหลในเสน่ห์ของภาพเคลื่อนไหว หลังจบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัสได้ทดลองทำงานหลากหลายในวงการสื่อ นอกจากเป็นนักสะสมรองเท้าตัวยงแล้ว จัสยังเป็นผู้กำกับหนังสั้น สารคดี มิวสิกวิดีโอ และโฆษณา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนหน้านี้ จัสไม่เคยใช้เครื่องมือที่ตนเองมีเพื่อจุดประสงค์อื่นนอกเหนือจากการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ตามความสนใจและหาเลี้ยงชีพ จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้ว เราได้เห็นสารคดี <em>&#8216;ไกลบ้าน&#8217;</em> ผลงานของจัสที่บอกเล่าเรื่องราวของ &#8216;วัฒน์ วรรลยางกูร&#8217; นักเขียนรุ่นใหญ่ที่ใช้งานเขียนของตนต่อสู้ทางการเมืองมาตั้งแต่ยังหนุ่ม จนในปัจจุบัน วัฒน์เป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากการปฏิเสธไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของ คสช.เมื่อครั้งรัฐประหารในปี 2557 ทำให้กวีผู้นี้ต้องระหกระเหินออกเดินทางเพื่อลี้ภัยทางการเมืองและจำต้องละทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลัง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-101174 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/02-ไกลบ้าน.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/02-ไกลบ้าน.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/02-ไกลบ้าน-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/02-ไกลบ้าน-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/02-ไกลบ้าน-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/02-ไกลบ้าน-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/02-ไกลบ้าน-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/02-ไกลบ้าน-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/02-ไกลบ้าน-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;ตั้งแต่เริ่มทำ <em>ไกลบ้าน</em> นี่คือช่วงเวลาที่เรากลัวที่สุด&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สามวันก่อนที่ <em>&#8216;ไกลบ้าน&#8217;</em> จะถูกนำกลับมาฉายอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ จัสได้โพสต์ประโยคดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื้อหาในโพสต์บรรยายถึงความกลัวจากความไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นจะนำไปสู่อะไรที่เขาไม่คาดคิด</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จัสย้ำกับเราหลายครั้งระหว่างสนทนาว่า เขามองตัวเองเป็นเพียงคนทำหนังคนหนึ่งที่พยายามทำสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ในครั้งนี้จัสมีสิ่งที่รู้สึกและอยากสื่อสารออกมาผ่านเครื่องมือที่เขามี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากชายผู้มีความหลงใหลในรองเท้าและศาสตร์ภาพยนตร์ อะไรที่ทำให้ชายคนนี้ลุกขึ้นมาเอาชนะความกลัวในใจ แล้วส่งเสียงของตัวเองผ่านการทำสารคดีที่พูดถึงประเด็นทางการเมืองได้อย่างหาญกล้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เชิญกดปุ่มเพลย์เพื่อเริ่มต้นบทสนทนานี้ไปด้วยกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-101186 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/03-ไกลบ้าน-1.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/03-ไกลบ้าน-1.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/03-ไกลบ้าน-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/03-ไกลบ้าน-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/03-ไกลบ้าน-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/03-ไกลบ้าน-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/03-ไกลบ้าน-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/03-ไกลบ้าน-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/03-ไกลบ้าน-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ทำไมถึงนำสิ่งที่ชอบอย่างหนังมารวมกับการเมือง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเป็นคนชอบดูหนังและทำหนังอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ก็ทำหนังสารคดีที่เคยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากหอภาพยนตร์ เรื่องนั้นเกิดจากความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับบ้านที่เป็นคนจีน ปีนั้นเลยหยิบกล้องไปถ่ายวันเชงเม้งที่บ้านเพราะสงสัยว่าทำไมถึงไม่อยากไป หลังจากนั้นเราได้ทำสารคดีอีกเรื่องเกี่ยวกับรถติด ทั้งเรื่องเป็นรถติดอย่างเดียวเลยครึ่งชั่วโมง ทุกครั้งที่รถวิ่งจะตัดภาพหนีไปเพื่อให้คนดูรถติดอีกรอบหนึ่ง ตอนนั้นที่ทำเพราะสนใจการทดลองทำอะไรหลายๆ อย่างมากกว่า ไม่ได้คิดว่ามันเป็นการเมืองด้วยซ้ำ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราสนใจภาพการเมืองที่กว้างมากขึ้นเพราะได้สำรวจแง่มุมการเมืองบนท้องถนนและการเมืองในชีวิตเราด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สนใจการเมืองมากขึ้นคงเป็นในแง่ที่ว่า เรารู้สึกว่าชีวิตที่เห็นและทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมารอบๆ ตัวเราเป็นเรื่องการเมืองหมดเลย สังคมมีการเมืองแทรกอยู่ในทุกระดับความสัมพันธ์อยู่แล้ว ทำให้เราเริ่มอยากสำรวจมุมมองการเมืองต่างๆ ที่อยู่รอบตัวมากขึ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-101176 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/04-ไกลบ้าน.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/04-ไกลบ้าน.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/04-ไกลบ้าน-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/04-ไกลบ้าน-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/04-ไกลบ้าน-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/04-ไกลบ้าน-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/04-ไกลบ้าน-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/04-ไกลบ้าน-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/04-ไกลบ้าน-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>แล้วอะไรที่ทำให้ตัดสินใจทำสารคดี <em>&#8216;ไกลบ้าน&#8217;</em> ขึ้นมา</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คงเป็นความประจวบเหมาะหลายอย่าง เรื่องการเมืองกวนใจเรามาหลายปีมากๆ คงมีคนรู้สึกเหมือนกันแต่เรื่องนี้กลับไม่ค่อยถูกพูดถึงในแบบอื่นๆ เท่าไหร่ เรามักเห็นบทความ ข่าว หรือบทสัมภาษณ์ แต่ยังไม่ค่อยเห็นใครหาวิธีจับประเด็นหรือนำเสนอออกมาในรูปแบบอื่นๆ พอเห็นว่าคนยังพูดเรื่องนี้ไม่เยอะ เราเลยอยากช่วยพูดด้วยเหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างเรื่อง <em>ไกลบ้าน</em> ก็เริ่มจากการเป็นแฟนคลับหนังเรื่อง <em>&#8216;มนต์รักทรานซิสเตอร์&#8217;</em> ที่คุณวัฒน์เป็นเจ้าของนวนิยายต้นฉบับก่อนนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ พูดได้ว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ชอบที่สุดในชีวิต เราเลยรู้สึกใกล้ชิดกับเขาทางอ้อม ประจวบเหมาะว่ารู้จักกับลูกชายเขาพอดี พอมารู้ว่าคนคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเราขนาดนั้นตกเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยอยู่แล้วมันเลยส่งผลต่อความรู้สึกเรามากๆ เป็นความรู้สึกทั้งอึดอัด ไม่สบายใจ และคาใจเรามาโดยตลอด ประกอบกับความรู้สึกร่วมของคนในสังคมที่เริ่มทนการเมืองไม่ได้มากขึ้น คนอึดอัดมากขึ้น เราเองเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกนั้นเลยอยากขอพูดในแบบของเราด้วยทักษะที่เรามีคือการทำหนัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>เท่าที่ดูมา ทำไมถึงเล่าออกมาในน้ำเสียงเศร้าๆ เหงาๆ ทั้งๆ ที่ถ้าคนเห็นชื่อคุณวัฒน์น่าจะนึกถึงภาพการเล่าอุดมการณ์ทางการเมืองที่หนัก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเห็นตอนแรกคงคิดว่า <em>&#8216;ไกลบ้าน&#8217;</em> มันต้องชงมาขมปี๋แน่นอน (หัวเราะ) ประมาณว่าเราต้องสู้เพื่ออุดมการณ์ แต่เรากลับคิดว่าตัวคุณวัฒน์เป็นหลักฐานของการต่อสู้ในตัวเองอยู่แล้ว เราเลยอยากให้คนได้เห็นมิติอื่นๆ เพิ่มเติมอย่างมิติทางด้านครอบครัว มิติของคนรอบข้างมากกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจเป็นเพราะเรามองคุณวัฒน์เหมือนเป็นคนใกล้ตัวที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่แรก เราเลยไม่ได้มองเขาเป็นประเด็นทางการเมืองมากขนาดนั้น การรู้จักกับลูกเขาทำให้เราเห็นมุมละเอียดอ่อนของเขามากขึ้นด้วย สิ่งนี้จึงช่วยหลอมไอเดียมาตั้งแต่ต้น และด้วยข้อจำกัดของการไปถ่ายค่อนข้างเยอะ จึงมีกรอบมาอยู่แล้วว่าอยากถามเขาเรื่องอะไร แล้วเขาจะพาไปไหนก็ได้เพราะว่านี่คือเรื่องเล่าของเขา เราเป็นแค่คนเอาสิ่งเหล่านี้มาประกอบรวมกัน ยกตัวอย่างเช่น</span> <span style="font-weight: 400;">เราชอบตอนที่เขาพูดเรื่องเครื่องกรองน้ำมากเลย มันจังหวะอะไรก็ไม่รู้ คุยอะไรกันก็ไม่รู้ (หัวเราะ) แต่ความอะไรไม่รู้นี่แหละคือความเป็นคนจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>ดูคุณอยากตีแผ่มิติความเป็นมนุษย์ของคุณวัฒน์มากกว่าด้านการเมืองที่คนปกติทั่วไปเคยเห็น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะเราว่าความขัดแย้งทางการเมืองทำให้เราไม่เห็นความเป็นคน ดังนั้นสิ่งที่เราอยากนำเสนอให้คนดูเห็นคือมิติความเป็นมนุษย์ เขาเป็นมนุษย์เหมือนเรานี่แหละ เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต มีความสุข มีความเศร้าโศกเสียใจ ถ้าตัดแค่ความคิดที่ไม่เหมือนกันออกไป เขาเหมือนพ่อเหมือนแม่เราเลย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีครอบครัวและลูกๆ ที่ต้องรับผลที่ตามมาจากการลี้ภัยนี้ด้วย มันไม่ใช่แค่คนคนเดียวลี้ภัยไปแล้วทุกอย่างจบ ทุกอย่างมันมีเรื่องหลังจากนั้นและเรื่องรอบๆ ข้างอีก</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นสำคัญที่สุดที่อยากพูดคงเป็น สุดท้ายแล้วคุณไม่เห็นด้วยกับคนแบบนี้หรือรู้สึกว่าเขาทำผิดก็ได้นะ แต่อย่างน้อยอยากให้เห็นว่าเขาเป็นคนเหมือนกับเรา ไม่ต้องเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้อง แต่ถ้าหนังของเราทำให้คนดูเห็นว่าเขาเป็นคน เราจะดีใจที่เกิดสิ่งนั้นขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-101177 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/05-ไกลบ้าน.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/05-ไกลบ้าน.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/05-ไกลบ้าน-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/05-ไกลบ้าน-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/05-ไกลบ้าน-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/05-ไกลบ้าน-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/05-ไกลบ้าน-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/05-ไกลบ้าน-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/05-ไกลบ้าน-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></span></p>
<p><b>การที่มีประเด็นเรื่องความหมายของคำว่า &#8216;บ้าน&#8217; เข้ามาในครึ่งหลังของสารคดี คุณตั้งใจจะให้เกิดสิ่งนี้ตั้งแต่แรกเลยไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่ แต่ตอนแรกเรานึกถึงความหมายของบ้านในแบบของคนที่จะไม่ได้อยู่ที่บ้านแล้ว แต่พอได้ไปคุยจริงๆ ความหมายของคำว่าบ้านกลับขยายกว้างขึ้น ด้วยความเข้มทางประเด็นในตัวคุณวัฒน์เองเลยทำให้เราได้เห็นมิติของคำว่าบ้านที่ลึกขึ้น เป็นบ้านที่ไม่ใช่แค่ตัวบ้าน แต่เป็นสถานที่ที่เราอยู่ได้อย่างอิสรเสรี และรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจไว้ให้เป็นแบบนี้ เพราะเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่รู้สึกว่าสิ่งที่ได้มาเป็นมิติที่ดีและช่วยให้เราเห็นเรื่องราวได้ชัดเจนแข็งแรงมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างเรื่องชื่อกรุ๊ปไลน์ &#8216;Home in The Sky&#8217; ของครอบครัวคุณวัฒน์ก็ไม่ได้ตั้งใจ เราไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรก่อนนะ ตอนที่สัมภาษณ์ลูกคุณวัฒน์ระหว่างถ่ายเป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ได้รู้เรื่องราวทั้งหมด คิดว่าลูกเขาคงรู้ว่าเราอยากพูดถึงเรื่องอะไรก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง พอได้รับรู้เรื่องราวตรงนี้เพิ่มขึ้นก็เริ่มเห็นว่าเราสามารถพูดถึงสิ่งนี้ไปด้วยกันได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-101178 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/06-ไกลบ้าน.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/06-ไกลบ้าน.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/06-ไกลบ้าน-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/06-ไกลบ้าน-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>พอประเด็นเรื่องบ้านลึกขึ้นแล้วรู้สึกยังไงบ้าง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนถ่ายยังไม่รู้สึกอะไรนะ แต่ตอนดูดราฟต์ที่สมบูรณ์ครั้งแรกเราร้องไห้เลย เพราะตอนแรกตั้งใจจะพูดประเด็นอย่างความห่างไกล ความพลัดพรากมากกว่านี้ แต่สุดท้ายมันออกมาเป็นความเศร้าในแบบที่เราไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนั้น อาจเพราะเรารู้สึกใกล้ชิดด้วย เลยมีความรู้สึกเอ่อล้นขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้คาดคิดเหมือนกัน สิ่งนี้ทำให้หนังชุ่มชื่นขึ้น เพราะเราไม่ได้พูดถึงประเด็นอย่างเดียว แต่พูดถึงความรู้สึก พูดถึงสิ่งที่คนคิด สิ่งที่คนต้องรับมือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>พอตอนนี้มีกระแสอุ้มหายผู้ลี้ภัยขึ้นมา มีมิติอะไรที่คุณมองเห็นเพิ่มเติมจากตอนที่ทำ <em>ไกลบ้าน </em>ไหม</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราได้เห็นความเป็นมนุษย์มากขึ้น ก่อนหน้านี้เราไม่รู้หรอกว่าคนที่ต้องตกอยู่ในชะตากรรมแบบนั้นเขาเป็นคนยังไง ทำอะไร แสดงออกยังไง เราคิดไม่ออก แต่พอเราได้ไปคลุกคลีกับชีวิตของพวกเขา มันทำให้เราเห็นความเป็นคนกว้างขึ้น ทำให้เวลาเราฟังคนพูดถึงคนที่หายไปแล้วยิ่งรู้สึกมากกว่าเดิม ถ้าหากว่าความขัดแย้งทางการเมืองไม่เกิดขึ้น ทุกวันนี้เขาอาจเดินเล่นกับเราอยู่ก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามีโอกาสได้ไปฟังกรณีของคุณสยาม (สยาม ธีรวุฒิ นักกิจกรรมเพื่อสังคมและผู้ลี้ภัยทางการเมืองคดีมาตรา 112) เป็นกรณีหนึ่งที่สะเทือนใจเรามากเหมือนกัน จากสิ่งที่คนอธิบายถึงความเป็นตัวตนของสยามที่ฟังดูเรียบง่ายเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง เป็นเพื่อนแบบที่เราจะชอบแกล้งตอนเรียนด้วยซ้ำ เรามักใจหายกับการที่ตัวตนของคนคนหนึ่งที่เคยอยู่ในความทรงจำของคนทุกคน แล้วอยู่ๆ เขาก็หายไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกรณีของคุณต้าร์ (วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่มีข่าวถูกอุ้มหายในกัมพูชา) ที่มีคนมาพูดถึงว่าต้าร์เป็นคนยังไง เราฟังไม่ค่อยไหวเหมือนกัน มันเศร้ามากๆ ต่อให้เราเป็นคนไม่ดีกับเพื่อน แต่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ใครสักคนคงต้องผูกพันกับเราบ้างแหละ การที่คนคนหนึ่งหายไปเฉยๆ จึงเป็นความรู้สึกที่หนักมากๆ สำหรับเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>รู้สึกยังไงที่ประเด็นเรื่องการอุ้มหายใกล้ตัวกว่าที่เราคิด </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใจหายที่สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นอยู่ ก่อนหน้านี้หลังจากที่ถ่ายทำ <em>ไกลบ้าน</em> เสร็จ ระหว่างนั้นมีข่าวคุณสุรชัย แซ่ด่าน กับอีกสองคนที่หายที่ลาว มีข่าวคุณสยามที่หายอีก ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องอุ้มหายมันใกล้ตัวนิดเดียวเอง ยิ่งเราเคยได้ไปคลุกคลีกับคุณวัฒน์มาจริงๆ ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวเข้าไปใหญ่ พอมาครั้งนี้ที่คนสนใจข่าวการหายตัวของคุณวันเฉลิมมากขึ้นก็เป็นเหตุการณ์ที่น่าตกใจเหมือนกัน เพราะหายไปตอนกลางวันแสกๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-101179 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/07-ไกลบ้าน.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/07-ไกลบ้าน.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/07-ไกลบ้าน-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/07-ไกลบ้าน-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/07-ไกลบ้าน-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/07-ไกลบ้าน-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/07-ไกลบ้าน-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/07-ไกลบ้าน-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/07-ไกลบ้าน-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>ตอนทำเรื่องนี้ที่ต้องพูดประเด็นทางการเมือง คุณกลัวไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ กลัว กลัวหลายอย่าง สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัวขึ้นมาก เพราะมีที่ให้เราพูดน้อยลง เราเลยกลัวเพราะไม่รู้ว่าการทำสิ่งนี้จะพาเราไปเจออะไร และไม่รู้ว่าในสังคมปัจจุบันที่เชี่ยวกรากขนาดนี้อาจจะพาอะไรมาสู่เราได้เหมือนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกอย่างที่เรากลัวคือความรุนแรงในสังคมที่เรารู้และไม่รู้มันเยอะขึ้นเรื่อยๆ เราเป็นห่วงว่าคนที่แชร์ผลงานเราไปมีทัศนคติตอนที่แชร์แบบไหน เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนหรือโดนล่าแม่มดเพราะการแชร์ผลงานของเรา เรารับผิดชอบตรงนั้นไม่ได้เลยต้องระวังตรงนี้เป็นพิเศษ ซึ่งในฐานะคนทำงานเราแฮปปี้ถ้าคนดูแล้วไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบผลงานของเรา แต่เราจะคุยกันยังไงให้มีอารยะ เราเปิดกว้างมากๆ กับเรื่องนี้ แต่เราแค่กลัวว่าผลงานมันจะพาเราไปสู่ความรุนแรงที่เราไม่รู้หรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าแต่ก่อนเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในแบบที่สังคมบอกให้เชื่อ แล้วอะไรทำให้หลุดออกจากความเชื่อนั้นได้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกทุกวันนี้ทำให้สังคมไม่มีทางกลับไปถึงจุดนั้นได้อีกแล้ว เรารู้สึกว่าในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทัศนคติของเราเปลี่ยนไปเยอะมากจนไม่มีใครสามารถบังคับให้เรากลับไปคิดไปเชื่อเหมือนเมื่อก่อนได้อีก ถึงแม้เวลาที่หายไปสิบกว่าปีนั้นจะน่าเสียดาย แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สำคัญมากเพราะมันทำให้คนในสังคมได้เห็น ได้เรียนรู้ และเติบโตขึ้นมาก เราได้เรียนรู้ว่าที่ผ่านมาเราเคยเจออะไรกันมาบ้าง แล้วเราจะไม่กลับไปสู่จุดนั้นอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>แต่ถ้าเกิดสมมติอีก 5 ปีข้างหน้า ความเชื่อทางการเมืองของคุณเปลี่ยนไปอีก คุณจะลบผลงานที่ตัวเองเคยทำไว้ไหม ในเมื่อสิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นหลักฐานปรากฏว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีความเชื่ออีกแบบอยู่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเกิดไปถึงจุดนั้นจริงๆ คงต้องยืนอยู่บนหลักการ เช่น งานนั้นมันไปเหยียดหยามหรือดูหมิ่นความคิดใครหรือเปล่า ถ้าหากว่าเข้าข่ายก็คงไม่เก็บไว้ แต่ไม่ได้ไม่เก็บไว้ในฐานะที่ไม่เคยทำ เราคงยอมรับว่ามันเคยมีอยู่ แต่ก็อย่ามีอยู่ต่อไปเลยแล้วกัน แต่ในอีกกรณีก็อาจเก็บไว้เพื่อให้เห็นว่าเคยเกิดสิ่งนั้นขึ้นในชีวิตของช่วงเวลาเหล่านั้นในสังคม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเหมือนกัน สมัยที่เรายังเชื่อโลกนี้อีกแบบหนึ่ง เคยคิดอยากทำงานที่พูดเรื่องการเมือง พอมาวันนี้ยังเคยคิดกับตัวเองอยู่เหมือนกันว่าถ้าวันนั้นทำงานออกมา เราจะรู้สึกยังไงกับงานชิ้นนั้นในวันนี้ที่เรามองเห็นโลกนี้อีกแบบหนึ่งแล้ว เราคงไม่แฮปปี้ที่จะพูดถึงถ้ามันเข้าข่ายที่ส่งผลกระทบถึงใครในทางลบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-101180 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/08-ไกลบ้าน.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/08-ไกลบ้าน.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/08-ไกลบ้าน-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/08-ไกลบ้าน-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/08-ไกลบ้าน-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/08-ไกลบ้าน-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/08-ไกลบ้าน-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/08-ไกลบ้าน-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/08-ไกลบ้าน-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>ถ้ามีโอกาสได้ทำสารคดีเกี่ยวกับต้าร์ วันเฉลิม จะทำไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องดูว่าเราสนใจอยากเล่าประเด็นอะไรในเรื่องนั้นหรือเปล่า เราจะมีหลักยึดว่าถ้าไม่ได้รู้สึกอยากทำก็จะไม่ทำ เพราะมันมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการพูดในสิ่งที่อยากพูดผ่านสารคดีกับการหากินกับเรื่องราวของคนอื่น ในมุมหนึ่ง การทำสารคดีคือการที่เราเข้าไปหยิบจับหรือใช้งานเรื่องราวของคนอื่นเยอะมาก ดังนั้นถ้าเราไม่รู้สึกหรือไม่ได้ต้องการพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นจริงๆ ก็จะไม่อยากทำเลย อันนี้เป็นสิ่งที่เราระวังมาก สิ่งไหนที่ไม่ทำไม่ใช่ว่าไม่สนับสนุนหรือไม่เห็นค่า แต่เราอาจไม่ต้องพูดด้วยเครื่องมือของเราก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>ไม่กลัวถูกว่าว่าเป็น &#8216;ไทยเฉย&#8217; เหรอ</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราว่าไปบังคับให้ใครพูดหรือทำอะไรไม่ได้ ถ้าเกิดเราไปบังคับแล้วเขาไม่อยากพูดหรือไม่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มันไม่มีประโยชน์เลย สำหรับเราความเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนไหวที่ดีคือการที่เราพูดกันไปเรื่อยๆ จนทุกคนเห็นด้วยกับเราอย่างบริสุทธิ์ใจแล้วยินดีที่จะพูดสิ่งนั้นไปด้วยกัน สังคมควรมีพื้นที่ให้คนเราได้พูดอย่างที่รู้สึกจริงๆ ถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราอยากพูดทั้งหมด เขาก็มีสิทธิพูดในสิ่งที่เห็นต่างออกไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราคิดว่าสังคมจะสามารถหลุดพ้นจากความขัดแย้งและพัฒนาต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อในสังคมนั้นมีข้อโต้เถียงที่หลากหลายพอ เราไม่ควรคิดว่าความคิดหรือความเชื่อบางอย่างผูกขาดความถูกต้องไว้หมด ทุกข้อโต้แย้งสามารถถูกท้าทายได้ตลอด ประเด็นอยู่ที่ว่าเราหาข้อสรุปกันว่ามันโอเคไม่โอเคยังไง ขัดกับหลักการไหนหรือสนับสนุนหลักการอะไร แล้วเราควรเชื่อแบบไหน นี่เป็นสิ่งที่ต้องโต้แย้งกันเรื่อยๆ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-101181 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/09-ไกลบ้าน.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/09-ไกลบ้าน.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/09-ไกลบ้าน-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/09-ไกลบ้าน-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><b>หลังจากดูหนังจบ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกสิ้นหวังกับสังคมแล้ว แล้วคุณในฐานะคนทำสารคดี คุณยังมีความหวังอยู่ไหม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">(นิ่งคิด) ส่วนตัวนะ เรารู้สึกว่ามันไม่มีหวังเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนแรกๆ ยังมีหวัง แต่พอได้ฟังจากคุณวัฒน์ด้วยแล้วก็ทำให้เราคิดได้ว่าสังคมเราอยู่กับอะไรแบบนี้มานานมากๆ แล้วตอนนี้สังคมมันยิ่งตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ เผลอๆ ตอนนี้หนักกว่าสิบปีที่แล้วอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งพอเราได้เติบโต ได้เห็นโครงสร้างสังคมมากขึ้น เราเลยได้เรียนรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงที่ว่าไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแค่หนึ่งอย่างสองอย่าง แต่เราต้องเปลี่ยนเป็นร้อยๆ พันๆ อย่างในสังคมนี้ ทุกอย่างในสังคมมันยึดโยงกันมากจนเรานึกไม่ออกว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นได้ยังไงถ้าไม่ได้เกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่ถ้าเราเริ่มจากการที่คนในสังคมเห็นเป้าหมายเดียวกันว่าควรต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แล้วค่อยๆ เปลี่ยนไปจากจุดนี้ เราก็เชื่อว่ามีความหวัง แต่แค่ตอนนี้รู้สึกว่าเรายังไม่อยู่ในจุดนั้น ยังไม่ใกล้เลย แต่สิ่งหนึ่งที่พยายามบอกตัวเองคือถ้าเราทำอะไรได้เราก็ทำ ถ้าเรารู้สึกว่าพูดอะไรได้และอยากพูดเราก็หาวิธีพูดออกมา อย่างน้อยเรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันทำมาแล้วมีคนได้ดู แล้วมันช่วยทำให้เขารู้สึกหรือคิดอะไรได้มากขึ้นเราก็ชื่นใจ เพราะเราได้ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างบทสนทนาขึ้นในสังคมแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>ถ้าตัวคุณเองไม่ได้มีความหวังขนาดนั้น แล้วยังหวังกับกระแสคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความหวังได้หรือเปล่า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงเราบอกว่าไม่มีหวังแล้ว แต่คิดว่าทุกวันนี้ที่เรายังทำอยู่เพราะลึกๆ ยังไม่หมดหวัง เราคิดว่าปัญหาหนึ่งของสังคมไทยที่ผ่านมาคือ บทเรียนที่ได้จากความผิดพลาดของคนรุ่นก่อนไม่ถูกส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป คนรุ่นเราเลยเติบโตมาโดยไม่มีความเข้าใจข้อผิดพลาดในอดีต สุดท้ายอดีตก็ถูกลืม เราไม่เคยรู้เลยว่าความผิดพลาดสมัย 14 ตุลา หรือ 6 ตุลา คืออะไร พอบทเรียนนั้นไม่ถูกส่งต่อสังคมก็กลับไปเป็นแบบเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความเห็นของเรา ความเปลี่ยนแปลงคงไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่เราเชื่อว่าในโลกทุกวันนี้ที่มีการบันทึกสิ่งต่างๆ มากขึ้น และคนเราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน บทเรียนจะหายไปยากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเราควรต้องใช้บทเรียนนั้นให้ถูกต้องแล้วต่อยอด เราเลยยังคงหวังอยู่เสมอให้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาได้เห็น ได้พูด ได้แสดงออก ได้แสดงจุดยืนของตัวเองเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานที่ทำให้พวกเขาได้เติบโต ได้เห็นข้อผิดพลาดของอดีต และได้ก้าวไปข้างหน้าในอนาคต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-101182 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10-ไกลบ้าน.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10-ไกลบ้าน.jpg 1200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10-ไกลบ้าน-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10-ไกลบ้าน-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10-ไกลบ้าน-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10-ไกลบ้าน-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10-ไกลบ้าน-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10-ไกลบ้าน-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/10-ไกลบ้าน-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/teeraphan-klaibann/">ไกลบ้านแค่ไหนคือใกล้ สำรวจชีวิต &#8216;วัฒน์ วรรลยางกูร&#8217; กับธีรพันธ์ ผู้กำกับสารคดีไกลบ้าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อุบัติเหตุของ ปูน ธนบดี นักฟุตบอลที่กลับบ้านเกิดมาเปิดโฮสเทล ไลฟ์เฮาส์ และค่ายเพลง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thanabodee/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jun 2020 03:17:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[junk house music bar]]></category>
		<category><![CDATA[นักฟุตบอล]]></category>
		<category><![CDATA[พระนครศรีอยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[stockhome hostel]]></category>
		<category><![CDATA[live house]]></category>
		<category><![CDATA[stockhome records]]></category>
		<category><![CDATA[อยุธยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=100548</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อ 2 ปีก่อนในนิตยสาร a day ฉบับกลับบ้าน ด้วยหน้าที่การงานทำให้ผมและ ปูน ธนบดี คัชมาตย์ มีโอกาสสนทนากันสั้นๆ ว่าด้วยหัวข้อการกลับบ้านเกิดที่พระนครศรีอยุธยา จากครั้งนั้นบัญชีเฟซบุ๊กของผมและปูนได้เชื่อมโยงกันในฐานะเพื่อน ผมจึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและผลงานที่เขาทำมาโดยตลอดผ่านโซเชียลมีเดีย ปูน ธนบดี แล้วปูนทำอะไรมาบ้าง ก่อนกลับบ้าน เขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพสังกัดสโมสรในไทยลีก หลังกลับบ้าน เขาทำ Stockhome Hostel โฮสเทลที่ติดอันดับว่าดีที่สุดในอยุธยา เขาทำ Junk House Music Bar หนึ่งในไลฟ์เฮาส์ดนตรีนอกกระแสที่เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นในพื้นที่ เขาทำ Stockhome Records ค่ายเพลงแนวเพลงวาไรตี้ที่กำลังไต่อันดับในใจผู้ฟัง และปัจจุบัน เขามีอัลบั้มเพลงออกมาในนาม พรพนา กับชื่ออัลบั้ม ‘31 ปีลูกผีลูกคน’ ปูน ธนบดี อาจพูดได้ว่าการเจอกันของเราครั้งนี้เป็นความตั้งใจ เพราะได้เห็นสิ่งที่เขาทำมากมาย รู้ตัวอีกทีผมพบตัวเองกำลังขับรถออกจากเมืองหลวงไปหาปูนที่เมืองหลวงเก่า–บ้านเกิดของเขา และนอกจากเครื่องอัดเสียงกับกล้องถ่ายภาพ ผมพกความสงสัยในใจก้อนใหญ่ไปหาปูนด้วย ทำไมนักฟุตบอลอย่างเขาถึงเปลี่ยนอาชีพกลางคัน ทำไมเมื่อกลับบ้านเขาถึงเริ่มต้นด้วยการทำโฮสเทลในวันที่แทบไม่มีคนทำ ทำไมเขาถึงเชื่อว่าไลฟ์เฮาส์ดนตรีนอกกระแสสามารถอยู่รอดได้ในต่างจังหวัด ทำไมเขาเริ่มต้นทำค่ายเพลงทั้งๆ ที่ต้นทุนแทบเป็นศูนย์ และทำไมเขาถึงเลือกทำผลงานเพลงออกมาทั้งๆ ที่งานที่ถืออยู่แทบล้นมือ ไม่ต้องบังเอิญเห็นกันผ่านโซเชียลมีเดียอีกแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thanabodee/">อุบัติเหตุของ ปูน ธนบดี นักฟุตบอลที่กลับบ้านเกิดมาเปิดโฮสเทล ไลฟ์เฮาส์ และค่ายเพลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อ 2 ปีก่อนในนิตยสาร a day ฉบับกลับบ้าน ด้วยหน้าที่การงานทำให้ผมและ <strong>ปูน ธนบดี คัชมาตย์</strong> มีโอกาสสนทนากันสั้นๆ ว่าด้วยหัวข้อการกลับบ้านเกิดที่พระนครศรีอยุธยา จากครั้งนั้นบัญชีเฟซบุ๊กของผมและปูนได้เชื่อมโยงกันในฐานะเพื่อน ผมจึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและผลงานที่เขาทำมาโดยตลอดผ่านโซเชียลมีเดีย</span></p>
<p><span style="display: none;">ปูน ธนบดี</span> <span style="font-weight: 400;">แล้วปูนทำอะไรมาบ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนกลับบ้าน เขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพสังกัดสโมสรในไทยลีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังกลับบ้าน เขาทำ Stockhome Hostel โฮสเทลที่ติดอันดับว่าดีที่สุดในอยุธยา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาทำ <a href="https://adaymagazine.com/place-junk-house-music-bar/">Junk House Music Bar</a> หนึ่งใน<a href="https://www.facebook.com/junkhousemusicbar">ไลฟ์เฮาส์ดนตรีนอกกระแส</a>ที่เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นในพื้นที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาทำ Stockhome Records ค่ายเพลงแนวเพลงวาไรตี้ที่กำลังไต่อันดับในใจผู้ฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และปัจจุบัน เขามีอัลบั้มเพลงออกมาในนาม พรพนา กับชื่ออัลบั้ม ‘31 ปีลูกผีลูกคน’</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-100571 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-16.jpg" alt="ปูน ธนบดี" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-16-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-16-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-16-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-16-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="display: none;">ปูน ธนบดี</span> <span style="font-weight: 400;">อาจพูดได้ว่าการเจอกันของเราครั้งนี้เป็นความตั้งใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะได้เห็นสิ่งที่เขาทำมากมาย รู้ตัวอีกทีผมพบตัวเองกำลังขับรถออกจากเมืองหลวงไปหาปูนที่เมืองหลวงเก่า–บ้านเกิดของเขา และนอกจากเครื่องอัดเสียงกับกล้องถ่ายภาพ ผมพกความสงสัยในใจก้อนใหญ่ไปหาปูนด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมนักฟุตบอลอย่างเขาถึงเปลี่ยนอาชีพกลางคัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมเมื่อกลับบ้านเขาถึงเริ่มต้นด้วยการทำโฮสเทลในวันที่แทบไม่มีคนทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมเขาถึงเชื่อว่าไลฟ์เฮาส์ดนตรีนอกกระแสสามารถอยู่รอดได้ในต่างจังหวัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมเขาเริ่มต้นทำค่ายเพลงทั้งๆ ที่ต้นทุนแทบเป็นศูนย์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และทำไมเขาถึงเลือกทำผลงานเพลงออกมาทั้งๆ ที่งานที่ถืออยู่แทบล้นมือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ต้องบังเอิญเห็นกันผ่านโซเชียลมีเดียอีกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมกำลังเดินทางไปอยุธยาเพื่อไขข้อสงสัยนี้กับปูนโดยตรง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-100570 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-15.jpg" alt="ปูน ธนบดี" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-15-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>1</b></h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>“เราไม่ใช่ศิลปิน”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปูนนัดเจอผมที่ Stockhome Hostel </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโมงยามปกติ โฮสเทลแห่งนี้ต้อนรับนักเดินทางที่มาท่องเที่ยวอยุธยาตลอดปี แต่เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ในปัจจุบัน ทั้ง Stockhome Hostel และ Junk House Music Bar ที่เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คนต้องปิดตัวชั่วคราว บรรยากาศการพูดคุยของเราจึงมีเพียงเสียงพัดลมบนเพดานเป็นฉากหลังเท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟังดูน่าเป็นห่วง แต่เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้แหละที่ทำให้เกิด พรพนา</span></p>
<hr />
<p><i><span style="font-weight: 400;">จากการเป็นผู้ฟังมาตลอด ไม่ได้คิดเป็นนักดนตรีดีเด่อะไรเพราะความสามารถไม่เคยใกล้เคียงคำว่าเล่นดนตรีเป็น เพลงทั้งหมดที่อยู่ในอัลบั้มจึงไม่ได้มีชั้นเชิงทางศิลปะอย่างที่ควร ทุกอย่างเกิดขึ้นจากคนที่เล่นกีตาร์เป็นอยู่ไม่เกิน 4 คอร์ด เขียนเพลงยามว่างเพื่อเป็นไดอารีในช่วงชีวิตนั้นๆ บางเพลงซีเรียส บางเพลงขบขัน บางเพลงจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่ต่างอะไรกับบุคลิกที่เป็นอยู่ทุกวัน</span></i></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">อัลบั้มนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจโดยฉับพลัน จากเวลาที่มีมากขึ้นเกินความจำเป็นในสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ อัดกันแบบบ้านๆ สุดโต่ง ใช้ไมค์หนึ่งตัวกับความช่วยเหลือจากน้องๆ เพื่อนๆ นักดนตรีรอบข้างที่มีน้ำใจ เพียงพอแล้วสำหรับความต้องการส่วนตัว อัลบั้มนี้จึงจะเป็นอัลบั้มเดี่ยวที่ทำขึ้นมาของข้าพเจ้า หลังจากนี้ไม่มีอีกแน่นอน พอแล้ว เข็ดแล้ว เราไม่ใช่ศิลปิน แต่ยังดีที่ได้ทำตอบสนองความใคร่ของตัวเอง ขอกลับไปเป็นผู้ฟัง ผู้จัด และผู้เมาที่มีความสุขดีกว่า</span></i></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-weight: 400;">จากเฟซบุ๊กของปูนเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา</span></p>
<hr />
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-100566 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-11.jpg" alt="ปูน ธนบดี" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-11-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เท่าที่อ่านสเตตัสคุณ เหมือนพรพนาเกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจหรือเปล่า” หลังจากกล่าวทักทายกันพร้อมเชื้อเชิญนั่งบนเก้าอี้กลางโฮสเทล ผมเริ่มชวนปูนคุยถึงงานล่าสุดของเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลักๆ คือความว่าง และเรามีเพลงที่เขียนเป็นไดอารีอยู่แล้ว แต่อีกเหตุผลหลักคือเราอยากทำให้น้องในค่ายเห็นด้วย” ปูนเล่าให้ผมฟังข้างๆ ถุงใส่เทปคาสเซตต์</span><span style="font-weight: 400;">พรพนาที่รอการจัดส่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ว่ากันตามตรงแบบเคารพต่อโสตประสาท 11 เพลงในอัลบั้มของปูน</span><span style="font-weight: 400;">ไม่ได้เข้าขั้นการเป็นเพลงระดับมาสเตอร์พีซ เนื้อเพลงและดนตรียังมีส่วนที่ขาด-เกิน แต่ความเป็นดนตรีโฟล์กและเอกลักษณ์บางอย่างที่ปูนสื่อสารออกมา ผลตอบรับดีๆ ที่เกิดขึ้นตามมาถือว่าอยู่ในขั้นยิ้มได้ มีผู้ฟังที่ทักมาหาเขาส่วนตัวเพื่อชื่นชม เทปที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดก็ขายหมด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงโควิด-19 เราถือว่าโดนหนักนะ เพราะเรามีทั้งที่พัก ไลฟ์เฮาส์ และค่ายเพลง มันได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ทั้งหมด เราจึงเลือกใช้วิธีปิดและรอไปก่อน แต่ระหว่างนี้เราไม่อยากให้น้องๆ นักดนตรีในค่ายเฉื่อยเกินไป เรากระตุ้นด้วยวาจาไปเยอะแล้วแหละ แต่เราอยากกระตุ้นโดยการทำให้เห็นด้วยว่าคนที่พื้นฐานดนตรีอ่อนมากอย่างเรายังทำในเวลานี้ได้ น้องๆ มีภาษีดีกว่าเราเยอะ พวกเขาต้องคิดได้และทำได้เหมือนกัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผลเป็นไง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดีนะ น้องๆ กระตือรือร้นมากขึ้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วทำไมต้อง <em>31 ปีลูกผีลูกคน</em> ทำไมต้องชื่อ พรพนา” ผมถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยตั้งแต่แรกเห็นชื่อศิลปินและอัลบั้มของปูน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">ชื่ออัลบั้มสื่อถึงตอนนี้ที่อายุอานามเราเท่านี้แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เรามีแต่สุข-ทุกข์ปนๆ กันไป แต่โดยรวมแล้วชีวิตก็สนุกดี อีกอย่างคือเราเป็น &#8216;ลูกคน&#8217; เพราะพ่อเราชื่อคน ส่วน พรพนา </span><span style="font-weight: 400;">เป็นชื่อร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างของพ่อเราเอง” เขาตอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เป็นบ้านที่เราเติบโตมา”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-100559 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-4-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>2</b></h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>“ไอ้ปูน มึงห่วยว่ะ”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เด็กชายธนบดีเป็นเด็กบ้านนอกและเป็นเด็กบ้าบอล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เปล่า ผมไม่ได้พูดเอง แต่นี่คือคำนิยามตัวเองในวัยเด็กที่ปูนบอกผม เพราะท่ามกลางเพื่อนวัยเดียวกันที่เล่นเกมหรืออ่านการ์ตูน เขาทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับ 2 อย่าง คือถ้าไม่อยู่ในสนามฟุตบอลเพื่อเล่นฟุตบอล เขาจะนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ดูถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราอยากเป็นนักฟุตบอลตั้งแต่ ป.4 เพราะบ้าบอลมาก และเราว่าตัวเองเก่งพอใช้ได้ตอนเตะฟุตบอลกับเพื่อน ดังนั้นในวันที่เราบอกแม่ว่าอยากไปคัดตัวบ้านเราถึงไม่แปลกใจ เขาซัพพอร์ตเรามากๆ เพราะรู้ว่าเราเอาจริง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากความบังเอิญที่ได้ชมการแข่งขันนัดชิงฟุตบอลจตุรมิตรที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ได้แชมป์ทางโทรทัศน์ ปูนรบเร้ากับแม่ตั้งแต่วันนั้นว่าอยากคัดตัวกับทีม ‘เสื้อม่วง’ ให้ได้ สุดท้ายจากความพยายามของที่บ้านในการตามข่าวจากหนังสือพิมพ์กีฬา ปูนมายืนอยู่ในสนามฟุตบอลที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ สมดั่งหวังในวันหนึ่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายใต้การทดสอบทักษะพื้นฐานอย่างเดาะ จับ รับ ส่ง โหม่ง ยิงไปจนถึงการเล่นเป็นทีม ท่ามกลางผู้สมัครกว่า 500 คนและเวลาหนึ่งอาทิตย์ เด็กชายธนบดีได้รับการคัดเลือก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชีวิตนักฟุตบอลของเขาเริ่มต้นอย่างจริงจังในชั้นมัธยมศึกษา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-100550 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/306682_10150971840543785_710723844_n.jpg" alt="" width="480" height="640" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/306682_10150971840543785_710723844_n.jpg 480w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/306682_10150971840543785_710723844_n-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/306682_10150971840543785_710723844_n-600x800.jpg 600w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในวัยนั้นสิ่งนี้คือความฝันหรือเปล่า”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ความฝันเลย จริงจังมาก และเราว่าตอนอยู่ ก.ท เส้นทางนักฟุตบอลไปได้ดีด้วยนะ มันเป็นไปอย่างที่เราคิด ในแง่ฝีมือเราว่าตัวเองเก่งขึ้นเรื่อยๆ ติดทีมชาติชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 14 ปี, 18 ปี และ 20 ปี ในแง่ชีวิต ถึงแม้ตอนนั้นเราอยู่ในช่วงวัยรุ่นและเพื่อนเยอะ แต่แทบไม่แตะเหล้าหรือสูบบุหรี่เลย เราอยู่ในแก๊งหัวโจกของโรงเรียนแต่ไม่ทำตามเพื่อนเพราะรู้ตัวเองว่าเรารับผิดชอบอะไรอยู่ในระยะยาว ดังนั้นพอใกล้เรียนจบเราคิดถึงการเป็นนักฟุตบอลอาชีพทันที ติดแค่ตอนนั้นฟุตบอลไทยยังไม่เป็นอาชีพเท่าไหร่”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บรรยากาศของวงการฟุตบอลไทยในยุคที่ปูนเรียนจบมัธยมต่างกับตอนนี้มาก ยุคนี้นักฟุตบอลมีเงินเดือนหลักแสนและสามารถดำรงชีพได้ด้วยการเตะฟุตบอลอย่างเดียว ต่างกับเงินเดือนของนักฟุตบอลในยุคก่อนที่อยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเลือกเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วย เตะบอลไปด้วย เพราะแม้จะรักฟุตบอลมากแต่ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่อาชีพที่มั่นคง เราเรียนสาขาสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ จนปี 2 เราเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรฟุตบอลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สโมสรฟุตบอลบางกอก เอฟซี และกลับมาเล่นให้สโมสรฟุตบอลกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยช่วงเรียนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นแหละที่เราเริ่มเขว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-100549 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/149764_10150853500463785_680584888_n.jpg" alt="" width="595" height="960" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/149764_10150853500463785_680584888_n.jpg 595w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/149764_10150853500463785_680584888_n-186x300.jpg 186w" sizes="(max-width: 595px) 100vw, 595px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่ค่อยแคร์คำพูดคนอื่นที่ตั้งคำถามต่อการเป็นนักฟุตบอลของเรา แต่คนที่แคร์ที่สุดคือตัวเอง การไปซ้อมบอลและรู้ว่าตัวเองได้ค่าตอบแทนแค่นี้ทำให้เราเคว้ง ทำให้เราคิดว่า ‘แล้วไงต่อวะ’ เพราะในขณะที่เพื่อนเริ่มทำงานกัน เรายังอยู่ตรงนี้ ย่ำอยู่ที่เดิม อีกอย่างคือด้วยตำแหน่งที่เราเล่น เราเป็นมิดฟีลด์ตัวรับ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของทีมไทยตอนนั้นใช้ผู้เล่นผิวสีในตำแหน่งนี้หมด เราเริ่มรู้ตัวว่าต่อให้ไปสุดเต็มที่ก็คงเป็นแค่ตัวสำรอง เหมือนตอนนั้นเรามีแค่ความรักในฟุตบอลเท่านั้นที่ทำให้เล่นต่อไปได้ ปัจจัยอื่นไม่เอื้อเท่าไหร่”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วสุดท้ายทำไมถึงเลิกเล่น จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สโมสรสุดท้ายที่ยื่นสัญญามาให้คือทีมจากดิวิชั่นหนึ่งที่โค้ชเก่าเราทำงานอยู่ เขาชวนเราไปเก็บตัว เวลานั้นฟุตบอลในไทยเริ่มเป็นระบบจริงจังแล้ว แต่เรากลับไม่คุ้นชินกับความเข้มงวดที่มากขึ้น ผสมกับวัยที่เริ่มห้าวและการประเมินตัวเองว่าอาจไม่เหมาะกับฟุตบอลอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรารู้แล้วว่าตัวเองไปถึงฝันไม่ได้ หรือต่อให้ลุยไปวันหนึ่งมันก็จบ และถ้าวันนั้นต้องเริ่มต้นเส้นทางอื่นเราก็คิดว่ามันช้าไป ได้ไม่คุ้มเสีย เหมือนค่อยๆ กลับสู่ความจริงและโตพอที่จะพูดกับตัวเองว่า ‘ไอ้ปูน มึงห่วยว่ะ ฝีมือมึงไม่ถึงแล้วนะ’ สุดท้ายเราไม่ไหว ฟุตบอลไม่สนุกอีกแล้ว เราตัดสินใจขับรถแหกค่ายเก็บตัวหนีกลับอยุธยา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“วันรุ่งขึ้นหลังจากหนีกลับบ้าน เราโทรไปบอกโค้ชว่า ‘อาจารย์ครับ ผมไม่เซ็นสัญญาแล้วครับ’ เขาตอบกลับมาว่า ‘ไอ้เหี้ย มึงทำแบบนี้มึงรู้ใช่ไหมว่ากูพูดต่อนะ คนในวงการจะรู้’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“นั่นแหละ ฟุตบอลกับเราจบที่ตรงนั้น”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-100551 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/539278_10151091224873785_466409627_n.jpg" alt="" width="960" height="661" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/539278_10151091224873785_466409627_n.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/539278_10151091224873785_466409627_n-300x207.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/539278_10151091224873785_466409627_n-768x529.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/539278_10151091224873785_466409627_n-600x413.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>3</b></h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>“ล่องไปตามน้ำ”</b></h3>
<p><span style="display: none;">ปูน ธนบดี</span> <span style="font-weight: 400;">“คุณเป็นไงบ้าง หลังความฝันจบลงด้วยมือตัวเอง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อาทิตย์แรกเปิดฝักบัวร้องไห้อยู่ 2 วัน ทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวี” ปูนตอบพร้อมเสียงหัวเราะถึงน้ำตาในวันวาน ก่อนเล่าต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นรู้แค่ว่าต้องเลิก แต่ไม่รู้ว่าต้องไปไหนต่อ เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยสนใจด้านอื่น เราทุ่มเทให้ฟุตบอลมาตลอด และยิ่งตอนนั้นพอครอบครัวรู้เรื่องก็อยากให้กลับมาช่วยกิจการ ซึ่งเราไม่อยากกลับ เราเป็นคนติดเพื่อนและชอบสังสรรค์ จึงต่อรองขอเวลาพวกเขา 2 ปี ขอโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอะไร รู้แค่ว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ต้องกลับบ้าน เพราะเพื่อนอยู่กรุงเทพฯ เราไม่อยากกลับไปในสังคมที่ต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-100560 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-5.jpg" alt="" width="675" height="425" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-5-300x189.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-5-600x378.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในเวลานั้นถ้ามองจากภายนอกไปที่ถนนสีลม เราจะเห็นปูนในวัย 24 ปีกำลังเดินหางานทำ เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ แวะดูป้ายรับสมัครงานนั้น อ่านประกาศหางานนี้ ปูนเล่าให้ผมฟังว่าตอนนั้นเขาเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายเขามาหยุดที่หน้าโฮสเทลหลังหนึ่งที่มีประกาศรับสมัครงานตำแหน่งรีเซปชั่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งานนี้ได้เงินเดือน 12,000 บาทซึ่งไม่เท่ากับนักฟุตบอลหรอก แต่เราเลือกทำเพราะไม่ต้องกลับอยุธยา บังเอิญว่าหลังจากทำไปสักพักเรากลับพบว่างานนี้เหมาะกับเรามาก เราพบว่าตัวเองชอบเจอคน ชอบพูดคุยและแลกเปลี่ยน เราค่อยๆ เรียนรู้ว่าตัวเรามีความสุขและสนุกกับอย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นถ้วยรางวัลจากฟุตบอลเท่านั้น แค่นั่งคุยกับคนจากอีกมุมโลกก็เป็นความสุขและสนุกได้เหมือนกัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในเมื่อเพื่อนยังอยู่กรุงเทพฯ งานใหม่ดูมีความสุข ทำไมสุดท้ายถึงกลับมา”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จุดหนึ่งเราเริ่มตระหนักได้เองแหละว่าอยู่อย่างนี้ทั้งชีวิตไม่ได้ เหมือนพอโตขึ้นเราคิดได้มากขึ้น เพื่อนสำคัญกับเราก็จริง โฮสเทลกลายเป็นแหล่งพบปะของเพื่อนก็จริง แต่การเติบโตของเราก็สำคัญ ดังนั้น 2 ปีพอดีหลังจากทำงานที่โฮสเทลเราเริ่มคุยกับที่บ้านเรื่องการกลับบ้าน แต่เรารู้จักตัวเองว่าด้วยความเป็นเรา เราไม่สามารถกลับมาทำงานในระบบได้แน่ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเป็นคนค่อนข้างแข็ง เหมาะกับการทำอะไรเป็นของตัวเอง ดังนั้นพอคิดได้แบบนี้ ประกอบกับมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งและที่บ้านก็มีตึกร้างอยู่ตรงนี้เพราะใครเช่าทำอะไรก็เจ๊ง เราเลยขอเอาตรงนี้ไปทำโฮสเทล เพราะเรามีตึกเป็นต้นทุนอยู่แล้ว ในแง่การทำงานเราก็รู้ระบบแล้ว และในแง่ธุรกิจ นี่เป็นธุรกิจที่ใช้เงินน้อยกว่าธุรกิจอื่นๆ หรือต่อให้เจ๊ง อย่างน้อยก็ถือว่าได้รีโนเวต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เหมือนทุกอย่างลงล็อกให้เกิดที่นี่ขึ้นมาพอดี”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-100553 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/12138325_10204895020962328_4129242696690762202_o.jpg" alt="ปูน ธนบดี" width="960" height="814" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/12138325_10204895020962328_4129242696690762202_o.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/12138325_10204895020962328_4129242696690762202_o-300x254.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/12138325_10204895020962328_4129242696690762202_o-768x651.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/12138325_10204895020962328_4129242696690762202_o-600x509.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเป็น Stockhome Hostel ที่ผมเห็นในตอนนี้ ต้องบอกว่าปูนทำลายอาถรรพ์ของพื้นที่ที่ว่าใครทำอะไรก็เจ๊งได้สำเร็จ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมา เขากลับมาอยุธยาพร้อมชุดความรู้และปรับปรุงตึกหลังนี้จนเปิดเป็นโฮสเทลที่มีจุดขายคือความเป็นพื้นที่และคอมมิวนิตี้ การตกแต่งสไตล์โมเดิร์นที่ทำให้สบายตาและไลฟ์สไตล์ที่ที่แห่งนี้มอบให้นักเดินทางส่งผลให้เพียงปีแรกที่เปิด Stockhome Hostel ได้รับความนิยมทันที ส่วนปูนเองแม้ห่างเพื่อนที่กรุงเทพฯ แต่เขาบอกว่าสุดท้ายแล้วในวันที่ย้ายกลับมา เขาสามารถจัดการตัวเองได้มากกว่าที่คิด แม้เหงาอยู่บ้างแต่สามารถหาความสุขในแต่ละวันได้จากการพบปะผู้คนที่โฮสเทล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เขาไม่ได้กดดันตัวเองเท่ากับตอนเป็นนักฟุตบอลอีกแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ล่องไปตามน้ำ” ปูนว่าอย่างนั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-100577 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-22.jpg" alt="ปูน ธนบดี" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-22-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-22-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-22-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-22-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>4</b></h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>“อยุธยามีแบบนี้ด้วยเหรอ”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“Junk House Music Bar เกิดขึ้นได้ยังไง” ผมถามถึงไลฟ์เฮาส์ข้างโฮสเทลที่เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ปูนริเริ่มให้เกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เกิดขึ้นในวันหนึ่งตอนที่เรานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้แหละ วันนั้นแขกน้อย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันนั้นด้วยอุบัติเหตุทางอารมณ์และความรักในเสียงดนตรีที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ปูนปั่นจักรยานจากโฮสเทลโดยมีเป้าหมายเป็นร้านเหล้าเงียบๆ สักร้านที่มีดนตรีสด เขาปั่นไปจนถึงซอยฝรั่งที่ปกติมักเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่ในวันนั้นกลับมีผู้คนน้อยจนนับหัวได้ ภายใต้ความมืดและความเงียบมีเพียงร้านเดียวที่เปิดและนักดนตรีสองคนกำลังเล่นสดอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากจิบเบียร์เย็นๆ ปูนค่อยๆ ปล่อยใจฟังนักดนตรีที่อยู่ตรงหน้า </span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">… But I&#8217;ve got high hopes<br />
</span></em><em><span style="font-weight: 400;">It takes me back to when we started<br />
</span></em><em><span style="font-weight: 400;">High hopes<br />
</span></em><em><span style="font-weight: 400;">When you let it go, go out and start again<br />
</span></em><em><span style="font-weight: 400;">High hopes<br />
</span></em><em><span style="font-weight: 400;">When it all comes to an end<br />
</span></em><em><span style="font-weight: 400;">But the world keeps spinning around &#8230;</span></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-100574 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-19.jpg" alt="ปูน ธนบดี" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-19-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-19-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-19-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-19-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘เหี้ย อยุธยามีแบบนี้ด้วยเหรอ’ เสียงในใจของปูนดังขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">High Hopes</span></i><span style="font-weight: 400;"> ของ Kodaline หลังจากนั้นนักดนตรีทั้งคู่ยังบรรเลงเพลงของ John Mayer, Desktop Error และอีกมากมายที่ล้วนเป็นแนวเพลงและศิลปินที่ปูนชื่นชอบ ด้วยสิ่งแวดล้อมและวันเวลาในตอนนั้น เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้ยินนักดนตรีคนไหนในอยุธยาเล่นเพลงเหล่านี้ให้แขกฟัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พี่ชอบน้องมากเลยว่ะ ว่างวันไหน พี่อยากให้น้องมาเล่นที่โฮสเทล” หลังจากเสียงเพลงหยุดลง ปูนเดินไปพูดคุยกับนักดนตรีทั้งสองทันที และนั่นคือครั้งแรกที่เขาได้เจอ</span><span style="font-weight: 400;">บาส–องอาจ ส​มบุญ และไมค์–สิทธิกร อินทร์เรือง ที่ต่อมากลายเป็นศิลปินในนาม Abandoned House </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราว่าน้องทั้งสองคนเก่งมาก เราชวนน้องมาเล่นหน้าโฮสเทลทุกวันศุกร์ ยอมลงทุนจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวให้แขกมานั่งฟัง ช่วงแรกมีแต่ฝรั่ง แต่ผ่านไปสักพักเริ่มเห็นวัยรุ่นมาแอบฟังห่างๆ เราว่าภาพเหล่านี้น่ารัก  และยิ่งเห็นนานวันเข้าเรายิ่งคิดว่าน้องทั้งคู่เก่งเกินจะเล่นในปาร์ตี้บาร์บีคิวแล้ว น้องควรได้เล่นในที่ที่เหมาะสมกว่านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นตึกข้างๆ โฮสเทลหมดสัญญาเช่าพอดี เราจึงคุยกับหุ้นส่วนว่า เอาไหม ค่าเช่าไม่แพงมากนะ เราเช่าตึกแล้วเปิดไลฟ์เฮาส์กัน และนี่จะเป็นไลฟ์เฮาส์ที่เล่นดนตรีแบบที่เราชอบฟัง เป็นที่ที่รวมคนแบบเรา เราบอกบาสกับไมค์ด้วยว่า ถ้าเปิดร้านกูอยากให้พวกมึงเป็นเฮาส์แบนด์ของที่นี่ เพราะกูอยากเห็นพวกมึงเป็นนักดนตรีจริงจัง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-100586 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57358207_3009402092406905_1891873956483301376_o.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57358207_3009402092406905_1891873956483301376_o.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57358207_3009402092406905_1891873956483301376_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57358207_3009402092406905_1891873956483301376_o-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57358207_3009402092406905_1891873956483301376_o-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57358207_3009402092406905_1891873956483301376_o-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57358207_3009402092406905_1891873956483301376_o-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57358207_3009402092406905_1891873956483301376_o-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57358207_3009402092406905_1891873956483301376_o-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดแค่ว่าอย่างน้อยดนตรีดีๆ แบบนี้คนอยุธยาต้องได้ฟังสิ เอาน้องไปเล่นในร้านเหล้าหรือหน้าปาร์ตี้บาร์บีคิวมันไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย สู้เราเปิดพื้นที่ให้คนตั้งใจฟังดีกว่า หรือต่อให้เอาวงดังๆ จากกรุงเทพฯ มาเล่น ถ้าเอา Abandoned House มาเป็นวงเปิด คนต้องได้รู้จักน้อง และยิ่งถ้าคนเต็มร้านน่าจะกำไร เหมือนตอนนั้นเราชัดเจนกับตัวเองมากๆ ว่าอยากเปิด โชคดีที่สุดท้ายหุ้นส่วนพร้อมบ้าไปกับเรา แม้เราเกริ่นกับพวกเขาตั้งแต่แรกว่าช่วง 3 ปีแรกร้านเจ๊งแน่นอน เราคงไม่ได้อะไรกลับมาในแง่ตัวเงิน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คนอื่นว่าไง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนแรกน้องๆ เพื่อนๆ หรือหุ้นส่วนบอกเหมือนกันหมดแหละว่าเป็นไปไม่ได้ คนอยุธยาไม่เอาหรอก แต่กูจะเอา” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วพอเปิดจริง เจ๊งไหม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เจ๊งสิ” ปูนตอบทันที ก่อนหัวเราะอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากเปิดร้าน </span><span style="font-weight: 400;">Junk House Music Bar คำเตือนที่ปูนเคยฟังก็เกิดขึ้นจริง ในช่วงแรกลูกค้าหลายคนคิดว่าที่นี่คล้ายกับร้านเหล้าอื่นๆ ในจังหวัด ผลที่ตามมาคือความคาดหวังที่นำมาซึ่งความผิดหวัง พวกเขาเจอปัญหาเยอะมากในช่วงเริ่มต้นของร้าน ลูกค้าหลายคนไม่เข้าใจว่าบรรยากาศและดนตรีของที่นี่คืออะไร หนักที่สุดคือปูนเคยถึงขั้นถูกขู่ยิงเพราะไม่เล่นเพลงตลาดตามที่ลูกค้าขอมาแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไม่อยากให้คนจำว่าอยุธยามีแค่วัดเก่าและกุ้งเผา เราอยากสร้างอะไรใหม่ๆ ให้บ้านเกิด ดังนั้นพอเลือกทางนี้เรารู้แหละว่าต้องมีบางคนไม่เข้าใจ และแน่นอนว่าบางครั้งทำให้เราเขว เช่น ถ้าอยากให้คนเยอะ เราจ้างพีอาร์มาที่ร้านก็ได้ เราทำโปรโมชั่นแบบร้านอื่นก็ได้ หรือเราเปลี่ยนแนวดนตรีก็ได้ แต่สุดท้ายเราตัดสินใจไม่ทำทั้งหมดนั่น เพราะรู้ว่าถ้าทำภาพลักษณ์ของร้านจะเปลี่ยนไปจากความตั้งใจแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเลือกทางนี้แล้วต้องไม่ลืมว่าเริ่มต้นด้วยความตั้งใจแบบไหน ดังนั้นแทนที่จะทำอะไรแบบนั้นเราเลือกพัฒนาร้านโดยการจัดอีเวนต์ทุกเดือนแทน เราเชิญศิลปินที่เมื่อก่อนคงไม่มีใครคิดว่าจะมาเล่นที่อยุธยาอย่าง Solitude Is Bliss หรือ Seal Pillow เหมือนเราสู้ในทางของเราจนวันหนึ่งที่ทำมากพอร้านและแนวเพลงกรองคนที่เข้ามาเอง จนเมื่อต้นปีนี้นี่แหละที่ Junk House Music Bar เริ่มทำกำไรเป็นครั้งแรกนับจากวันที่เปิดร้านมา 3 ปีกว่าพอดี” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อะไรทำให้อดทนขาดทุนทำมานานขนาดนั้น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปูนนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “เราว่ามันคือโมเมนต์”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-100584 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/35302322_2357464820933972_1633484849895440384_o.jpg" alt="" width="2048" height="1367" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/35302322_2357464820933972_1633484849895440384_o.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/35302322_2357464820933972_1633484849895440384_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/35302322_2357464820933972_1633484849895440384_o-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/35302322_2357464820933972_1633484849895440384_o-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/35302322_2357464820933972_1633484849895440384_o-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/35302322_2357464820933972_1633484849895440384_o-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/35302322_2357464820933972_1633484849895440384_o-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/35302322_2357464820933972_1633484849895440384_o-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>5</b></h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>“คุ้มเนอะ”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมเคยมาเยี่ยมเยียน Junk House Music Bar ครั้งหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันนั้นที่นี่กลายเป็นแหล่งรวมของคนรักดนตรีนอกกระแสแล้ว ผมและปูนมีโอกาสได้สนทนากันสั้นๆ ก่อนที่ดนตรีสดประจำวันจะเริ่ม เป็นเรื่องบังเอิญที่ Abandoned House มีคิวขึ้นเล่น ผมจึงมีโอกาสได้สัมผัสสิ่งที่ปูนนิยามว่า ‘โมเมนต์’ ด้วยตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางทีดนตรีดีๆ กับเพื่อนฝูงที่คุยกันถูกคอก็เพียงพอแล้วในค่ำคืนหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โฮสเทลหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ Junk House Music Bar หล่อเลี้ยงข้างในเรา มีหลายโมเมนต์มากๆ ที่เราร้องไห้และอิ่มเอมกับที่นี่ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาที่นี่ทำให้ใครบางคนอยากเป็นนักดนตรีหรือทำงานศิลปะ ซึ่งเราว่าโมเมนต์แบบนี้หายาก เราไม่เจอในที่อื่น ดังนั้นแม้เดือนไหนขาดทุนมาก เราว่ายังไง Junk House Music Bar ก็ต้องอยู่เพื่อขับเคลื่อนคนอื่นและขับเคลื่อนเราให้เจอโมเมนต์ที่หล่อเลี้ยงจิตใจไปเรื่อยๆ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-100585 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/42307816_2558643617482757_8296809744132210688_o.jpg" alt="" width="2048" height="1367" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/42307816_2558643617482757_8296809744132210688_o.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/42307816_2558643617482757_8296809744132210688_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/42307816_2558643617482757_8296809744132210688_o-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/42307816_2558643617482757_8296809744132210688_o-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/42307816_2558643617482757_8296809744132210688_o-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/42307816_2558643617482757_8296809744132210688_o-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/42307816_2558643617482757_8296809744132210688_o-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/42307816_2558643617482757_8296809744132210688_o-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันนอกจากไลฟ์เฮาส์ที่ตอบโจทย์จิตใจ ปูนยังต่อขยายการงานด้านดนตรีของตัวเองเป็นค่ายเพลง Stockhome Records ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากจุดเริ่มต้นที่วง Abandoned House ออกจากค่ายเก่า ปูนในฐานะที่เห็นการเติบโตของน้องๆ มาตลอดจึงอาสาช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ และเพื่อทำให้เป็นระบบจริงจัง ปูนจึงคิดการใหญ่โดยอาศัยคอนเนกชั่นที่ตัวเองมีเปิดเป็นค่ายเพลงขึ้นมา พร้อมเชิญชวนนักดนตรีอีกหลายคนที่เขาคิดว่าเจ๋งมาเข้าสังกัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ไม่มีประสบการณ์ แต่เหมือนครั้งก่อนหน้า &#8216;ไม่ลองก็ไม่รู้&#8217; ปูนว่าอย่างนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเป็นคนแบบนี้ด้วยมั้ง ถ้าอยากทำอะไรเราทำเลย อยากเปิดไลฟ์เฮาส์ เปิดเลย อยากทำค่ายเพลง ทำเลย เพราะเราเชื่อว่าหลายๆ know how ที่เราตามหาจะมาเมื่อลงมือทำเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าเป็นข้อดีนะ บางครั้งถ้ารู้ก่อนเราคงไม่ต้องมาเหนื่อยแบบนี้ แต่ช่วยไม่ได้ เราดันเป็นคนแบบนี้เอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาเห็นน้องๆ ทำเพลงกัน ข้อจำกัดของพวกเขาเยอะมาก อย่างเวลาเช่าห้องอัด พวกเขาต้องเก็บเงินค่าขนมตัวเอง ไม่สามารถทำได้ทันที เรารู้สึกว่าตรงนี้แหละที่เราซัพพอร์ตได้ ขอแค่น้องมีไอเดีย เราช่วยน้องทำได้เลย หลักๆ คือตรงนี้มากกว่า ส่วนเรื่องงานค่ายเพลงอื่นๆ เรากับหุ้นส่วนอีกคนหาวิธีกันเอง โชคดีที่เราได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ หลายคนในวงการ แต่แน่นอนว่าเราเจอปัญหาเยอะอยู่ดี”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วรอบนี้คุยกับหุ้นส่วนว่าไง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เหมือนเดิม ครั้งนี้เจ็บนะ ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะไม่เจ็บ แต่สิ่งที่เราได้คือการต่อฝันให้น้องๆ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-100587 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57393141_3009403642406750_3684197073625808896_o.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57393141_3009403642406750_3684197073625808896_o.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57393141_3009403642406750_3684197073625808896_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57393141_3009403642406750_3684197073625808896_o-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57393141_3009403642406750_3684197073625808896_o-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57393141_3009403642406750_3684197073625808896_o-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57393141_3009403642406750_3684197073625808896_o-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57393141_3009403642406750_3684197073625808896_o-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/57393141_3009403642406750_3684197073625808896_o-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้านับจากวันก่อตั้ง Stockhome Records เพิ่งมีอายุ 1 ขวบเท่านั้น ค่ายน้องใหม่นี้ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ ผลงานจากศิลปินที่ออกมาจึงอาจยังไม่ได้เปรี้ยงปร้าง แต่พวกเขาก็สร้างแนวทางที่ชัดเจนจนมีผู้ติดตามจำนวนหนึ่งแล้ว ยิ่งถ้าเขาไปดูผลงานในช่องทางต่างๆ ถ้าไม่บอกคงแทบไม่เชื่อว่าการดำเนินงานในฐานะค่ายมีทีมงานอยู่เบื้องหลังแค่ 2 คน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถึงบอกว่าเป็นค่าย แต่เราไม่ได้มีระบบเหมือนค่ายใหญ่หรอก พนักงานค่ายมีแค่ 2 คน คือเรากับหุ้นส่วนที่ทำทุกหน้าที่ มันเหนื่อยสัสๆ จนบางทีถึงขั้นทรมาน แต่มีบางโมเมนต์ที่ทำให้เราทำต่อได้ อย่างครั้งหนึ่งเราพา Abandoned House ไปเล่นกรุงเทพฯ ได้เห็นคนดู 300 คน มีประมาณครึ่งหนึ่งร้องตามเพลงของน้อง เรากับเพื่อนเห็นภาพนี้แล้วหันมาพูดกันว่า ‘เหี้ย คุ้มเนอะ’ เราว่ามันแค่นั้นเลย มันคือสิ่งนี้ </span><span style="font-weight: 400;">คือเราต้องรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สำหรับเราคำว่าแพสชั่นเกิดง่ายมาก แค่นั่งคุยกันในวงเหล้าบางทีแพสชั่นก็เกิดแล้ว แต่พอเป้าหมายเกิดขึ้นเราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่ามันต้องแลกมาด้วยความเหนื่อย ถ้าเราอยากเป็นนักฟุตบอลที่เก่งเราต้องซ้อม 2 มื้อต่อวัน มื้อละ 2 ชั่วโมง มันเหนื่อยกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว มันทรมานอยู่แล้ว แต่เราต้องทำ เหมือนกับการทำ Junk House Music Bar และค่าย Stockhome Records แหละ เราเลือกมาแล้ว ดังนั้นเราต้องทำและรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้เพื่อเจอกับโมเมนต์ที่ใช่”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถึงบอกว่าสนใจตัวเองเป็นหลัก แต่ดูคุณทำเพื่อคนอื่นเยอะนะ” ผมแย้งตามที่เห็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเห็นต่างนะ เราว่าเราไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นเหมือนเดิม เราสนใจแค่ความสุขของตัวเอง เพียงแต่ความสุขเราในตอนนี้คือการทำให้น้องๆ ดังนั้นเราบอกน้องๆ เสมอว่าทุกอย่างที่ทำให้กันไม่ต้องถือเป็นบุญคุณ กูทำให้มึงเพราะกูมีความสุข ดังนั้นไม่ต้องติดหนี้อะไรกันทั้งนั้น”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-100573 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-18.jpg" alt="ปูน ธนบดี" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-18-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-18-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-18-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-18-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;"><b>6</b></h3>
<h3 style="text-align: center;"><b>“ความสุขคือชั่วขณะ”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังสนทนากันเสร็จ ผม ปูน และช่างภาพ เดินถ่ายภาพตามมุมต่างๆ ของโฮสเทลและไลฟ์เฮาส์ ระหว่างนั้นปูนเล่าให้ผมฟังว่าตอนนี้สถานการณ์ของโฮสเทลและไลฟ์เฮาส์เริ่มดีขึ้นบ้าง หรือในส่วนของค่ายเพลง วันรุ่งขึ้นหลังจากที่เจอกันปูนก็มีคิวถ่ายเอ็มวีของศิลปินในค่าย ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้ง Stockhome Hostel, Stockhome Records และ Junk House Music Bar </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนั้นเอง ผมเหลือบไปเห็นข้อความหนึ่งที่ติดอยู่บนผนังห้องพักปูนที่สะดุดตาผม</span></p>
<p><em><span style="font-weight: 400;">‘IF YOU’RE WAITING FOR A SIGN, THIS IS IT.’</span></em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-100563 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-8.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-8.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-8-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-8-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดู ‘ความอยากทำอะไรทำเลย’ ของคุณอยู่ในทุกอย่างเลย” ผมชวนเขาคุยถึงสิ่งที่คิดหลังจากเห็นข้อความบนผนังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะเราว่าชีวิตเราส่วนใหญ่เป็น accident หมด ถ้าลองดูแต่ละจุดที่เราได้เริ่มทำนั่นทำนี่เราว่ามันเป็นอุบัติเหตุ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ หล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนที่ไม่ได้ตั้งเป้าระยะยาว เรามองแค่เหตุการณ์สั้นๆ ว่าอะไรคือเป้าหมาย เมื่อเจอแล้วเราคิดแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทำให้สุดจนรู้ ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แค่รอ accident ใหม่ ดังนั้นเราไม่เห็นว่าต้องมองเป้าใหญ่อะไรนะ เราขอมองเป็นโมเมนต์ มองสั้นๆ แต่มีความสุข”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บางคนอาจบอกว่าหลักการของคุณดูหลักลอยหรือเปล่า” ผมถามสิ่งที่หลายคนอาจสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราก็อยากถามคนเหล่านั้นกลับว่า แล้วหลักที่คุณว่าหมายถึงอะไร เพราะสำหรับเราหลักยึดคือสิ่งนี้ เรายึดถือความสุขชั่วขณะ และพอเป็นแบบนี้เราเหมือนลอยได้ ดังนั้นไม่ผิดที่คุณคิดว่าเราล่องลอย แต่เราอยากให้รู้ว่านั่นเป็นเพราะหลักการของเราต่างกันไง พอดีหลักเรามันแค่นี้” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดูขัดแย้งไหม คุณเลิกเป็นนักฟุตบอลเพราะอยากได้ความมั่นคง แต่วันนี้คุณกลับสนแค่ความสุขตรงหน้า”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ด้วยวัยแหละ ตอนเล่นฟุตบอลเรามีแค่เรื่องเดียวให้โฟกัสและให้ค่า มันเป็นเป้าหมายใหญ่มาก แต่พอโตขึ้นความจริงบอกเราว่ามันเป็นไปไม่ได้ หลังจากนั้นเราเคว้งไปจนได้เจอ accident ดีๆ ในชีวิต ความสุขชั่วขณะที่เราเจอนั้นทำให้เราเปลี่ยนไป มันทำให้เราเชื่อเรื่องนี้ เชื่อในปัจจุบัน ไม่อาวรณ์อดีต ไม่คิดกังวลคาดหวังถึงอนาคต เราว่าแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวเรามากกว่า”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าทุกอย่างเป็น accident อย่างที่คุณว่า คุณให้เครดิตตัวเองขนาดไหนกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด” ผมถามให้ปูนสรุปความก่อนจบการสนทนา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราให้เครดิตตัวเองตรงที่ ‘เราทำ’ นั่นแหละ บางทีก็คิดนะว่า ‘ไอ้ปูน มึงเฟี้ยวเหมือนกันว่ะ’ เอาจริงเราภูมิใจในตัวเองกับแค่เรื่องนี้ เราดีใจที่ตัวเองทำในทุกโอกาสที่เข้ามา เพราะคนอื่นอาจมีโอกาสคล้ายเรา แพสชั่นเกิดขึ้นมาคล้ายเรา แต่สุดท้ายบางคนก็ปล่อยให้ไฟพวกนั้นมอดไป เราไม่เคยปล่อยให้ไฟมอด เราดีใจที่เราเป็นแบบนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สิ่งที่เราทำคือความสุขของโมเมนต์ที่จริงสำหรับเราเสมอ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-100564 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-9.jpg" alt="ปูน ธนบดี" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/06/Stockhome-9-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thanabodee/">อุบัติเหตุของ ปูน ธนบดี นักฟุตบอลที่กลับบ้านเกิดมาเปิดโฮสเทล ไลฟ์เฮาส์ และค่ายเพลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
