Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

อุบัติเหตุของธนบดี นักฟุตบอลอาชีพที่กลับบ้านเกิดมาเปิดโฮสเทล ไลฟ์เฮาส์ และค่ายเพลง

Highlights

  • ปูน–ธนบดี คัชมาตย์ คืออดีตนักฟุตบอลอาชีพที่กลับบ้านเกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามาเปิด Stockhome Hostel, Junk House Music Bar และค่ายเพลง Stockhome Records ล่าสุดเขายังเป็นศิลปินเองด้วยในนาม ‘พรพนา’
  • จากตอนแรกที่มีฝันเดียวคือการเป็นนักฟุตบอล อุบัติเหตุในชีวิตทำให้ปูนเชื่อเป้าหมายระยะสั้น ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วเขาจะทำเต็มที่เสมอ นั่นเองจึงเป็นที่มาของสิ่งที่เขาทำมากมายขณะนี้
  • สุดท้ายเขาเชื่อว่าความสุขคือสิ่งที่ไม่จีรังถาวร มันเกิดขึ้นชั่วขณะและเรามีหน้าที่ซึมซับมัน ณ ขณะนั้น

อาจพูดได้ว่าการเจอกันของเราครั้งก่อนเป็นอุบัติเหตุ

เมื่อ 2 ปีก่อนในนิตยสาร a day ฉบับกลับบ้าน ด้วยหน้าที่การงานทำให้ผมและ ปูน–ธนบดี คัชมาตย์ มีโอกาสสนทนากันสั้นๆ ว่าด้วยหัวข้อการกลับบ้านเกิดที่พระนครศรีอยุธยา จากครั้งนั้นบัญชีเฟซบุ๊กของผมและปูนได้เชื่อมโยงกันในฐานะเพื่อน ผมจึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและผลงานที่เขาทำมาโดยตลอดผ่านโซเชียลมีเดีย

แล้วปูนทำอะไรมาบ้าง

ก่อนกลับบ้าน เขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพสังกัดสโมสรในไทยลีก

หลังกลับบ้าน เขาทำ Stockhome Hostel โฮสเทลที่ติดอันดับว่าดีที่สุดในอยุธยา

เขาทำ Junk House Music Bar หนึ่งในไลฟ์เฮาส์ดนตรีนอกกระแสที่เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นในพื้นที่

เขาทำ Stockhome Records ค่ายเพลงแนวเพลงวาไรตี้ที่กำลังไต่อันดับในใจผู้ฟัง

และปัจจุบัน เขามีอัลบั้มเพลงออกมาในนาม พรพนา กับชื่ออัลบั้ม ‘31 ปีลูกผีลูกคน’

อาจพูดได้ว่าการเจอกันของเราครั้งนี้เป็นความตั้งใจ

เพราะได้เห็นสิ่งที่เขาทำมากมาย รู้ตัวอีกทีผมพบตัวเองกำลังขับรถออกจากเมืองหลวงไปหาปูนที่เมืองหลวงเก่า–บ้านเกิดของเขา และนอกจากเครื่องอัดเสียงกับกล้องถ่ายภาพ ผมพกความสงสัยในใจก้อนใหญ่ไปหาปูนด้วย

ทำไมนักฟุตบอลอย่างเขาถึงเปลี่ยนอาชีพกลางคัน

ทำไมเมื่อกลับบ้านเขาถึงเริ่มต้นด้วยการทำโฮสเทลในวันที่แทบไม่มีคนทำ

ทำไมเขาถึงเชื่อว่าไลฟ์เฮาส์ดนตรีนอกกระแสสามารถอยู่รอดได้ในต่างจังหวัด

ทำไมเขาเริ่มต้นทำค่ายเพลงทั้งๆ ที่ต้นทุนแทบเป็นศูนย์

และทำไมเขาถึงเลือกทำผลงานเพลงออกมาทั้งๆ ที่งานที่ถืออยู่แทบล้นมือ

ไม่ต้องบังเอิญเห็นกันผ่านโซเชียลมีเดียอีกแล้ว

ผมกำลังเดินทางไปอยุธยาเพื่อไขข้อสงสัยนี้กับปูนโดยตรง

 

1

“เราไม่ใช่ศิลปิน”

ปูนนัดเจอผมที่ Stockhome Hostel 

ในโมงยามปกติ โฮสเทลแห่งนี้ต้อนรับนักเดินทางที่มาท่องเที่ยวอยุธยาตลอดปี แต่เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ในปัจจุบัน ทั้ง Stockhome Hostel และ Junk House Music Bar ที่เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คนต้องปิดตัวชั่วคราว บรรยากาศการพูดคุยของเราจึงมีเพียงเสียงพัดลมบนเพดานเป็นฉากหลังเท่านั้น 

ฟังดูน่าเป็นห่วง แต่เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้แหละที่ทำให้เกิด พรพนา


จากการเป็นผู้ฟังมาตลอด ไม่ได้คิดเป็นนักดนตรีดีเด่อะไรเพราะความสามารถไม่เคยใกล้เคียงคำว่าเล่นดนตรีเป็น เพลงทั้งหมดที่อยู่ในอัลบั้มจึงไม่ได้มีชั้นเชิงทางศิลปะอย่างที่ควร ทุกอย่างเกิดขึ้นจากคนที่เล่นกีตาร์เป็นอยู่ไม่เกิน 4 คอร์ด เขียนเพลงยามว่างเพื่อเป็นไดอารีในช่วงชีวิตนั้นๆ บางเพลงซีเรียส บางเพลงขบขัน บางเพลงจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่ต่างอะไรกับบุคลิกที่เป็นอยู่ทุกวัน

อัลบั้มนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจโดยฉับพลัน จากเวลาที่มีมากขึ้นเกินความจำเป็นในสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ อัดกันแบบบ้านๆ สุดโต่ง ใช้ไมค์หนึ่งตัวกับความช่วยเหลือจากน้องๆ เพื่อนๆ นักดนตรีรอบข้างที่มีน้ำใจ เพียงพอแล้วสำหรับความต้องการส่วนตัว อัลบั้มนี้จึงจะเป็นอัลบั้มเดี่ยวที่ทำขึ้นมาของข้าพเจ้า หลังจากนี้ไม่มีอีกแน่นอน พอแล้ว เข็ดแล้ว เราไม่ใช่ศิลปิน แต่ยังดีที่ได้ทำตอบสนองความใคร่ของตัวเอง ขอกลับไปเป็นผู้ฟัง ผู้จัด และผู้เมาที่มีความสุขดีกว่า

จากเฟซบุ๊กของปูนเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา


“เท่าที่อ่านสเตตัสคุณ เหมือนพรพนาเกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจหรือเปล่า” หลังจากกล่าวทักทายกันพร้อมเชื้อเชิญนั่งบนเก้าอี้กลางโฮสเทล ผมเริ่มชวนปูนคุยถึงงานล่าสุดของเขา

“หลักๆ คือความว่าง และเรามีเพลงที่เขียนเป็นไดอารีอยู่แล้ว แต่อีกเหตุผลหลักคือเราอยากทำให้น้องในค่ายเห็นด้วย” ปูนเล่าให้ผมฟังข้างๆ ถุงใส่เทปคาสเซตต์พรพนาที่รอการจัดส่ง

ว่ากันตามตรงแบบเคารพต่อโสตประสาท 11 เพลงในอัลบั้มของปูนไม่ได้เข้าขั้นการเป็นเพลงระดับมาสเตอร์พีซ เนื้อเพลงและดนตรียังมีส่วนที่ขาด-เกิน แต่ความเป็นดนตรีโฟล์กและเอกลักษณ์บางอย่างที่ปูนสื่อสารออกมา ผลตอบรับดีๆ ที่เกิดขึ้นตามมาถือว่าอยู่ในขั้นยิ้มได้ มีผู้ฟังที่ทักมาหาเขาส่วนตัวเพื่อชื่นชม เทปที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดก็ขายหมด 

“ช่วงโควิด-19 เราถือว่าโดนหนักนะ เพราะเรามีทั้งที่พัก ไลฟ์เฮาส์ และค่ายเพลง มันได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ทั้งหมด เราจึงเลือกใช้วิธีปิดและรอไปก่อน แต่ระหว่างนี้เราไม่อยากให้น้องๆ นักดนตรีในค่ายเฉื่อยเกินไป เรากระตุ้นด้วยวาจาไปเยอะแล้วแหละ แต่เราอยากกระตุ้นโดยการทำให้เห็นด้วยว่าคนที่พื้นฐานดนตรีอ่อนมากอย่างเรายังทำในเวลานี้ได้ น้องๆ มีภาษีดีกว่าเราเยอะ พวกเขาต้องคิดได้และทำได้เหมือนกัน”

“ผลเป็นไง”

“ดีนะ น้องๆ กระตือรือร้นมากขึ้น”

“แล้วทำไมต้อง 31 ปีลูกผีลูกคน ทำไมต้องชื่อ พรพนา” ผมถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยตั้งแต่แรกเห็นชื่อศิลปินและอัลบั้มของปูน

ชื่ออัลบั้มสื่อถึงตอนนี้ที่อายุอานามเราเท่านี้แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เรามีแต่สุข-ทุกข์ปนๆ กันไป แต่โดยรวมแล้วชีวิตก็สนุกดี อีกอย่างคือเราเป็น ‘ลูกคน’ เพราะพ่อเราชื่อคน ส่วน พรพนา เป็นชื่อร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างของพ่อเราเอง” เขาตอบ

“เป็นบ้านที่เราเติบโตมา”

 

2

“ไอ้ปูน มึงห่วยว่ะ”

เด็กชายธนบดีเป็นเด็กบ้านนอกและเป็นเด็กบ้าบอล

เปล่า ผมไม่ได้พูดเอง แต่นี่คือคำนิยามตัวเองในวัยเด็กที่ปูนบอกผม เพราะท่ามกลางเพื่อนวัยเดียวกันที่เล่นเกมหรืออ่านการ์ตูน เขาทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับ 2 อย่าง คือถ้าไม่อยู่ในสนามฟุตบอลเพื่อเล่นฟุตบอล เขาจะนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ดูถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

“เราอยากเป็นนักฟุตบอลตั้งแต่ ป.4 เพราะบ้าบอลมาก และเราว่าตัวเองเก่งพอใช้ได้ตอนเตะฟุตบอลกับเพื่อน ดังนั้นในวันที่เราบอกแม่ว่าอยากไปคัดตัวบ้านเราถึงไม่แปลกใจ เขาซัพพอร์ตเรามากๆ เพราะรู้ว่าเราเอาจริง”

จากความบังเอิญที่ได้ชมการแข่งขันนัดชิงฟุตบอลจตุรมิตรที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ได้แชมป์ทางโทรทัศน์ ปูนรบเร้ากับแม่ตั้งแต่วันนั้นว่าอยากคัดตัวกับทีม ‘เสื้อม่วง’ ให้ได้ สุดท้ายจากความพยายามของที่บ้านในการตามข่าวจากหนังสือพิมพ์กีฬา ปูนมายืนอยู่ในสนามฟุตบอลที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ สมดั่งหวังในวันหนึ่ง 

ภายใต้การทดสอบทักษะพื้นฐานอย่างเดาะ จับ รับ ส่ง โหม่ง ยิงไปจนถึงการเล่นเป็นทีม ท่ามกลางผู้สมัครกว่า 500 คนและเวลาหนึ่งอาทิตย์ เด็กชายธนบดีได้รับการคัดเลือก 

ชีวิตนักฟุตบอลของเขาเริ่มต้นอย่างจริงจังในชั้นมัธยมศึกษา

“ในวัยนั้นสิ่งนี้คือความฝันหรือเปล่า”

“ความฝันเลย จริงจังมาก และเราว่าตอนอยู่ ก.ท เส้นทางนักฟุตบอลไปได้ดีด้วยนะ มันเป็นไปอย่างที่เราคิด ในแง่ฝีมือเราว่าตัวเองเก่งขึ้นเรื่อยๆ ติดทีมชาติชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 14 ปี, 18 ปี และ 20 ปี ในแง่ชีวิต ถึงแม้ตอนนั้นเราอยู่ในช่วงวัยรุ่นและเพื่อนเยอะ แต่แทบไม่แตะเหล้าหรือสูบบุหรี่เลย เราอยู่ในแก๊งหัวโจกของโรงเรียนแต่ไม่ทำตามเพื่อนเพราะรู้ตัวเองว่าเรารับผิดชอบอะไรอยู่ในระยะยาว ดังนั้นพอใกล้เรียนจบเราคิดถึงการเป็นนักฟุตบอลอาชีพทันที ติดแค่ตอนนั้นฟุตบอลไทยยังไม่เป็นอาชีพเท่าไหร่”

บรรยากาศของวงการฟุตบอลไทยในยุคที่ปูนเรียนจบมัธยมต่างกับตอนนี้มาก ยุคนี้นักฟุตบอลมีเงินเดือนหลักแสนและสามารถดำรงชีพได้ด้วยการเตะฟุตบอลอย่างเดียว ต่างกับเงินเดือนของนักฟุตบอลในยุคก่อนที่อยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท 

“เราเลือกเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วย เตะบอลไปด้วย เพราะแม้จะรักฟุตบอลมากแต่ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่อาชีพที่มั่นคง เราเรียนสาขาสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ จนปี 2 เราเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรฟุตบอลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สโมสรฟุตบอลบางกอก เอฟซี และกลับมาเล่นให้สโมสรฟุตบอลกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยช่วงเรียนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นแหละที่เราเริ่มเขว

“เราไม่ค่อยแคร์คำพูดคนอื่นที่ตั้งคำถามต่อการเป็นนักฟุตบอลของเรา แต่คนที่แคร์ที่สุดคือตัวเอง การไปซ้อมบอลและรู้ว่าตัวเองได้ค่าตอบแทนแค่นี้ทำให้เราเคว้ง ทำให้เราคิดว่า ‘แล้วไงต่อวะ’ เพราะในขณะที่เพื่อนเริ่มทำงานกัน เรายังอยู่ตรงนี้ ย่ำอยู่ที่เดิม อีกอย่างคือด้วยตำแหน่งที่เราเล่น เราเป็นมิดฟีลด์ตัวรับ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของทีมไทยตอนนั้นใช้ผู้เล่นผิวสีในตำแหน่งนี้หมด เราเริ่มรู้ตัวว่าต่อให้ไปสุดเต็มที่ก็คงเป็นแค่ตัวสำรอง เหมือนตอนนั้นเรามีแค่ความรักในฟุตบอลเท่านั้นที่ทำให้เล่นต่อไปได้ ปัจจัยอื่นไม่เอื้อเท่าไหร่”

“แล้วสุดท้ายทำไมถึงเลิกเล่น จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน”

“สโมสรสุดท้ายที่ยื่นสัญญามาให้คือทีมจากดิวิชั่นหนึ่งที่โค้ชเก่าเราทำงานอยู่ เขาชวนเราไปเก็บตัว เวลานั้นฟุตบอลในไทยเริ่มเป็นระบบจริงจังแล้ว แต่เรากลับไม่คุ้นชินกับความเข้มงวดที่มากขึ้น ผสมกับวัยที่เริ่มห้าวและการประเมินตัวเองว่าอาจไม่เหมาะกับฟุตบอลอีกต่อไป

“เรารู้แล้วว่าตัวเองไปถึงฝันไม่ได้ หรือต่อให้ลุยไปวันหนึ่งมันก็จบ และถ้าวันนั้นต้องเริ่มต้นเส้นทางอื่นเราก็คิดว่ามันช้าไป ได้ไม่คุ้มเสีย เหมือนค่อยๆ กลับสู่ความจริงและโตพอที่จะพูดกับตัวเองว่า ‘ไอ้ปูน มึงห่วยว่ะ ฝีมือมึงไม่ถึงแล้วนะ’ สุดท้ายเราไม่ไหว ฟุตบอลไม่สนุกอีกแล้ว เราตัดสินใจขับรถแหกค่ายเก็บตัวหนีกลับอยุธยา

“วันรุ่งขึ้นหลังจากหนีกลับบ้าน เราโทรไปบอกโค้ชว่า ‘อาจารย์ครับ ผมไม่เซ็นสัญญาแล้วครับ’ เขาตอบกลับมาว่า ‘ไอ้เหี้ย มึงทำแบบนี้มึงรู้ใช่ไหมว่ากูพูดต่อนะ คนในวงการจะรู้’

“นั่นแหละ ฟุตบอลกับเราจบที่ตรงนั้น”

 

3

“ล่องไปตามน้ำ”

“คุณเป็นไงบ้าง หลังความฝันจบลงด้วยมือตัวเอง”

“อาทิตย์แรกเปิดฝักบัวร้องไห้อยู่ 2 วัน ทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวี” ปูนตอบพร้อมเสียงหัวเราะถึงน้ำตาในวันวาน ก่อนเล่าต่อ

“ตอนนั้นรู้แค่ว่าต้องเลิก แต่ไม่รู้ว่าต้องไปไหนต่อ เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยสนใจด้านอื่น เราทุ่มเทให้ฟุตบอลมาตลอด และยิ่งตอนนั้นพอครอบครัวรู้เรื่องก็อยากให้กลับมาช่วยกิจการ ซึ่งเราไม่อยากกลับ เราเป็นคนติดเพื่อนและชอบสังสรรค์ จึงต่อรองขอเวลาพวกเขา 2 ปี ขอโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอะไร รู้แค่ว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ต้องกลับบ้าน เพราะเพื่อนอยู่กรุงเทพฯ เราไม่อยากกลับไปในสังคมที่ต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์”

ในเวลานั้นถ้ามองจากภายนอกไปที่ถนนสีลม เราจะเห็นปูนในวัย 24 ปีกำลังเดินหางานทำ เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ แวะดูป้ายรับสมัครงานนั้น อ่านประกาศหางานนี้ ปูนเล่าให้ผมฟังว่าตอนนั้นเขาเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายเขามาหยุดที่หน้าโฮสเทลหลังหนึ่งที่มีประกาศรับสมัครงานตำแหน่งรีเซปชั่น

“งานนี้ได้เงินเดือน 12,000 บาทซึ่งไม่เท่ากับนักฟุตบอลหรอก แต่เราเลือกทำเพราะไม่ต้องกลับอยุธยา บังเอิญว่าหลังจากทำไปสักพักเรากลับพบว่างานนี้เหมาะกับเรามาก เราพบว่าตัวเองชอบเจอคน ชอบพูดคุยและแลกเปลี่ยน เราค่อยๆ เรียนรู้ว่าตัวเรามีความสุขและสนุกกับอย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นถ้วยรางวัลจากฟุตบอลเท่านั้น แค่นั่งคุยกับคนจากอีกมุมโลกก็เป็นความสุขและสนุกได้เหมือนกัน”

“ในเมื่อเพื่อนยังอยู่กรุงเทพฯ งานใหม่ดูมีความสุข ทำไมสุดท้ายถึงกลับมา”

“จุดหนึ่งเราเริ่มตระหนักได้เองแหละว่าอยู่อย่างนี้ทั้งชีวิตไม่ได้ เหมือนพอโตขึ้นเราคิดได้มากขึ้น เพื่อนสำคัญกับเราก็จริง โฮสเทลกลายเป็นแหล่งพบปะของเพื่อนก็จริง แต่การเติบโตของเราก็สำคัญ ดังนั้น 2 ปีพอดีหลังจากทำงานที่โฮสเทลเราเริ่มคุยกับที่บ้านเรื่องการกลับบ้าน แต่เรารู้จักตัวเองว่าด้วยความเป็นเรา เราไม่สามารถกลับมาทำงานในระบบได้แน่ๆ 

“เราเป็นคนค่อนข้างแข็ง เหมาะกับการทำอะไรเป็นของตัวเอง ดังนั้นพอคิดได้แบบนี้ ประกอบกับมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งและที่บ้านก็มีตึกร้างอยู่ตรงนี้เพราะใครเช่าทำอะไรก็เจ๊ง เราเลยขอเอาตรงนี้ไปทำโฮสเทล เพราะเรามีตึกเป็นต้นทุนอยู่แล้ว ในแง่การทำงานเราก็รู้ระบบแล้ว และในแง่ธุรกิจ นี่เป็นธุรกิจที่ใช้เงินน้อยกว่าธุรกิจอื่นๆ หรือต่อให้เจ๊ง อย่างน้อยก็ถือว่าได้รีโนเวต

“เหมือนทุกอย่างลงล็อกให้เกิดที่นี่ขึ้นมาพอดี”

ถ้าดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเป็น Stockhome Hostel ที่ผมเห็นในตอนนี้ ต้องบอกว่าปูนทำลายอาถรรพ์ของพื้นที่ที่ว่าใครทำอะไรก็เจ๊งได้สำเร็จ 

จากประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมา เขากลับมาอยุธยาพร้อมชุดความรู้และปรับปรุงตึกหลังนี้จนเปิดเป็นโฮสเทลที่มีจุดขายคือความเป็นพื้นที่และคอมมิวนิตี้ การตกแต่งสไตล์โมเดิร์นที่ทำให้สบายตาและไลฟ์สไตล์ที่ที่แห่งนี้มอบให้นักเดินทางส่งผลให้เพียงปีแรกที่เปิด Stockhome Hostel ได้รับความนิยมทันที ส่วนปูนเองแม้ห่างเพื่อนที่กรุงเทพฯ แต่เขาบอกว่าสุดท้ายแล้วในวันที่ย้ายกลับมา เขาสามารถจัดการตัวเองได้มากกว่าที่คิด แม้เหงาอยู่บ้างแต่สามารถหาความสุขในแต่ละวันได้จากการพบปะผู้คนที่โฮสเทล

เขาไม่ได้กดดันตัวเองเท่ากับตอนเป็นนักฟุตบอลอีกแล้ว 

“ล่องไปตามน้ำ” ปูนว่าอย่างนั้น

 

4

“อยุธยามีแบบนี้ด้วยเหรอ”

“Junk House Music Bar เกิดขึ้นได้ยังไง” ผมถามถึงไลฟ์เฮาส์ข้างโฮสเทลที่เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ปูนริเริ่มให้เกิดขึ้น

“เกิดขึ้นในวันหนึ่งตอนที่เรานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้แหละ วันนั้นแขกน้อย”

ในวันนั้นด้วยอุบัติเหตุทางอารมณ์และความรักในเสียงดนตรีที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ปูนปั่นจักรยานจากโฮสเทลโดยมีเป้าหมายเป็นร้านเหล้าเงียบๆ สักร้านที่มีดนตรีสด เขาปั่นไปจนถึงซอยฝรั่งที่ปกติมักเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่ในวันนั้นกลับมีผู้คนน้อยจนนับหัวได้ ภายใต้ความมืดและความเงียบมีเพียงร้านเดียวที่เปิดและนักดนตรีสองคนกำลังเล่นสดอยู่

หลังจากจิบเบียร์เย็นๆ ปูนค่อยๆ ปล่อยใจฟังนักดนตรีที่อยู่ตรงหน้า 

… But I’ve got high hopes
It takes me back to when we started
High hopes
When you let it go, go out and start again
High hopes
When it all comes to an end
But the world keeps spinning around …

‘เหี้ย อยุธยามีแบบนี้ด้วยเหรอ’ เสียงในใจของปูนดังขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเพลง High Hopes ของ Kodaline หลังจากนั้นนักดนตรีทั้งคู่ยังบรรเลงเพลงของ John Mayer, Desktop Error และอีกมากมายที่ล้วนเป็นแนวเพลงและศิลปินที่ปูนชื่นชอบ ด้วยสิ่งแวดล้อมและวันเวลาในตอนนั้น เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้ยินนักดนตรีคนไหนในอยุธยาเล่นเพลงเหล่านี้ให้แขกฟัง

“พี่ชอบน้องมากเลยว่ะ ว่างวันไหน พี่อยากให้น้องมาเล่นที่โฮสเทล” หลังจากเสียงเพลงหยุดลง ปูนเดินไปพูดคุยกับนักดนตรีทั้งสองทันที และนั่นคือครั้งแรกที่เขาได้เจอบาส–องอาจ ส​มบุญ และไมค์–สิทธิกร อินทร์เรือง ที่ต่อมากลายเป็นศิลปินในนาม Abandoned House 

“เราว่าน้องทั้งสองคนเก่งมาก เราชวนน้องมาเล่นหน้าโฮสเทลทุกวันศุกร์ ยอมลงทุนจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวให้แขกมานั่งฟัง ช่วงแรกมีแต่ฝรั่ง แต่ผ่านไปสักพักเริ่มเห็นวัยรุ่นมาแอบฟังห่างๆ เราว่าภาพเหล่านี้น่ารัก  และยิ่งเห็นนานวันเข้าเรายิ่งคิดว่าน้องทั้งคู่เก่งเกินจะเล่นในปาร์ตี้บาร์บีคิวแล้ว น้องควรได้เล่นในที่ที่เหมาะสมกว่านี้ 

“ตอนนั้นตึกข้างๆ โฮสเทลหมดสัญญาเช่าพอดี เราจึงคุยกับหุ้นส่วนว่า เอาไหม ค่าเช่าไม่แพงมากนะ เราเช่าตึกแล้วเปิดไลฟ์เฮาส์กัน และนี่จะเป็นไลฟ์เฮาส์ที่เล่นดนตรีแบบที่เราชอบฟัง เป็นที่ที่รวมคนแบบเรา เราบอกบาสกับไมค์ด้วยว่า ถ้าเปิดร้านกูอยากให้พวกมึงเป็นเฮาส์แบนด์ของที่นี่ เพราะกูอยากเห็นพวกมึงเป็นนักดนตรีจริงจัง”

“เราคิดแค่ว่าอย่างน้อยดนตรีดีๆ แบบนี้คนอยุธยาต้องได้ฟังสิ เอาน้องไปเล่นในร้านเหล้าหรือหน้าปาร์ตี้บาร์บีคิวมันไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย สู้เราเปิดพื้นที่ให้คนตั้งใจฟังดีกว่า หรือต่อให้เอาวงดังๆ จากกรุงเทพฯ มาเล่น ถ้าเอา Abandoned House มาเป็นวงเปิด คนต้องได้รู้จักน้อง และยิ่งถ้าคนเต็มร้านน่าจะกำไร เหมือนตอนนั้นเราชัดเจนกับตัวเองมากๆ ว่าอยากเปิด โชคดีที่สุดท้ายหุ้นส่วนพร้อมบ้าไปกับเรา แม้เราเกริ่นกับพวกเขาตั้งแต่แรกว่าช่วง 3 ปีแรกร้านเจ๊งแน่นอน เราคงไม่ได้อะไรกลับมาในแง่ตัวเงิน”

“คนอื่นว่าไง”

“ตอนแรกน้องๆ เพื่อนๆ หรือหุ้นส่วนบอกเหมือนกันหมดแหละว่าเป็นไปไม่ได้ คนอยุธยาไม่เอาหรอก แต่กูจะเอา” 

“แล้วพอเปิดจริง เจ๊งไหม”

“เจ๊งสิ” ปูนตอบทันที ก่อนหัวเราะอีกครั้ง

หลังจากเปิดร้าน Junk House Music Bar คำเตือนที่ปูนเคยฟังก็เกิดขึ้นจริง ในช่วงแรกลูกค้าหลายคนคิดว่าที่นี่คล้ายกับร้านเหล้าอื่นๆ ในจังหวัด ผลที่ตามมาคือความคาดหวังที่นำมาซึ่งความผิดหวัง พวกเขาเจอปัญหาเยอะมากในช่วงเริ่มต้นของร้าน ลูกค้าหลายคนไม่เข้าใจว่าบรรยากาศและดนตรีของที่นี่คืออะไร หนักที่สุดคือปูนเคยถึงขั้นถูกขู่ยิงเพราะไม่เล่นเพลงตลาดตามที่ลูกค้าขอมาแล้ว

“เราไม่อยากให้คนจำว่าอยุธยามีแค่วัดเก่าและกุ้งเผา เราอยากสร้างอะไรใหม่ๆ ให้บ้านเกิด ดังนั้นพอเลือกทางนี้เรารู้แหละว่าต้องมีบางคนไม่เข้าใจ และแน่นอนว่าบางครั้งทำให้เราเขว เช่น ถ้าอยากให้คนเยอะ เราจ้างพีอาร์มาที่ร้านก็ได้ เราทำโปรโมชั่นแบบร้านอื่นก็ได้ หรือเราเปลี่ยนแนวดนตรีก็ได้ แต่สุดท้ายเราตัดสินใจไม่ทำทั้งหมดนั่น เพราะรู้ว่าถ้าทำภาพลักษณ์ของร้านจะเปลี่ยนไปจากความตั้งใจแรก

“เราเลือกทางนี้แล้วต้องไม่ลืมว่าเริ่มต้นด้วยความตั้งใจแบบไหน ดังนั้นแทนที่จะทำอะไรแบบนั้นเราเลือกพัฒนาร้านโดยการจัดอีเวนต์ทุกเดือนแทน เราเชิญศิลปินที่เมื่อก่อนคงไม่มีใครคิดว่าจะมาเล่นที่อยุธยาอย่าง Solitude Is Bliss หรือ Seal Pillow เหมือนเราสู้ในทางของเราจนวันหนึ่งที่ทำมากพอร้านและแนวเพลงกรองคนที่เข้ามาเอง จนเมื่อต้นปีนี้นี่แหละที่ Junk House Music Bar เริ่มทำกำไรเป็นครั้งแรกนับจากวันที่เปิดร้านมา 3 ปีกว่าพอดี” 

“อะไรทำให้อดทนขาดทุนทำมานานขนาดนั้น”

ปูนนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “เราว่ามันคือโมเมนต์”

 

5

“คุ้มเนอะ”

ผมเคยมาเยี่ยมเยียน Junk House Music Bar ครั้งหนึ่ง

ในวันนั้นที่นี่กลายเป็นแหล่งรวมของคนรักดนตรีนอกกระแสแล้ว ผมและปูนมีโอกาสได้สนทนากันสั้นๆ ก่อนที่ดนตรีสดประจำวันจะเริ่ม เป็นเรื่องบังเอิญที่ Abandoned House มีคิวขึ้นเล่น ผมจึงมีโอกาสได้สัมผัสสิ่งที่ปูนนิยามว่า ‘โมเมนต์’ ด้วยตัวเอง 

บางทีดนตรีดีๆ กับเพื่อนฝูงที่คุยกันถูกคอก็เพียงพอแล้วในค่ำคืนหนึ่ง

“โฮสเทลหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ Junk House Music Bar หล่อเลี้ยงข้างในเรา มีหลายโมเมนต์มากๆ ที่เราร้องไห้และอิ่มเอมกับที่นี่ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาที่นี่ทำให้ใครบางคนอยากเป็นนักดนตรีหรือทำงานศิลปะ ซึ่งเราว่าโมเมนต์แบบนี้หายาก เราไม่เจอในที่อื่น ดังนั้นแม้เดือนไหนขาดทุนมาก เราว่ายังไง Junk House Music Bar ก็ต้องอยู่เพื่อขับเคลื่อนคนอื่นและขับเคลื่อนเราให้เจอโมเมนต์ที่หล่อเลี้ยงจิตใจไปเรื่อยๆ”

ปัจจุบันนอกจากไลฟ์เฮาส์ที่ตอบโจทย์จิตใจ ปูนยังต่อขยายการงานด้านดนตรีของตัวเองเป็นค่ายเพลง Stockhome Records ด้วย

จากจุดเริ่มต้นที่วง Abandoned House ออกจากค่ายเก่า ปูนในฐานะที่เห็นการเติบโตของน้องๆ มาตลอดจึงอาสาช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ และเพื่อทำให้เป็นระบบจริงจัง ปูนจึงคิดการใหญ่โดยอาศัยคอนเนกชั่นที่ตัวเองมีเปิดเป็นค่ายเพลงขึ้นมา พร้อมเชิญชวนนักดนตรีอีกหลายคนที่เขาคิดว่าเจ๋งมาเข้าสังกัด

แม้ไม่มีประสบการณ์ แต่เหมือนครั้งก่อนหน้า ‘ไม่ลองก็ไม่รู้’ ปูนว่าอย่างนั้น

“เราเป็นคนแบบนี้ด้วยมั้ง ถ้าอยากทำอะไรเราทำเลย อยากเปิดไลฟ์เฮาส์ เปิดเลย อยากทำค่ายเพลง ทำเลย เพราะเราเชื่อว่าหลายๆ know how ที่เราตามหาจะมาเมื่อลงมือทำเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าเป็นข้อดีนะ บางครั้งถ้ารู้ก่อนเราคงไม่ต้องมาเหนื่อยแบบนี้ แต่ช่วยไม่ได้ เราดันเป็นคนแบบนี้เอง

“เวลาเห็นน้องๆ ทำเพลงกัน ข้อจำกัดของพวกเขาเยอะมาก อย่างเวลาเช่าห้องอัด พวกเขาต้องเก็บเงินค่าขนมตัวเอง ไม่สามารถทำได้ทันที เรารู้สึกว่าตรงนี้แหละที่เราซัพพอร์ตได้ ขอแค่น้องมีไอเดีย เราช่วยน้องทำได้เลย หลักๆ คือตรงนี้มากกว่า ส่วนเรื่องงานค่ายเพลงอื่นๆ เรากับหุ้นส่วนอีกคนหาวิธีกันเอง โชคดีที่เราได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ หลายคนในวงการ แต่แน่นอนว่าเราเจอปัญหาเยอะอยู่ดี”

“แล้วรอบนี้คุยกับหุ้นส่วนว่าไง”

“เหมือนเดิม ครั้งนี้เจ็บนะ ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะไม่เจ็บ แต่สิ่งที่เราได้คือการต่อฝันให้น้องๆ”

ถ้านับจากวันก่อตั้ง Stockhome Records เพิ่งมีอายุ 1 ขวบเท่านั้น ค่ายน้องใหม่นี้ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ ผลงานจากศิลปินที่ออกมาจึงอาจยังไม่ได้เปรี้ยงปร้าง แต่พวกเขาก็สร้างแนวทางที่ชัดเจนจนมีผู้ติดตามจำนวนหนึ่งแล้ว ยิ่งถ้าเขาไปดูผลงานในช่องทางต่างๆ ถ้าไม่บอกคงแทบไม่เชื่อว่าการดำเนินงานในฐานะค่ายมีทีมงานอยู่เบื้องหลังแค่ 2 คน

“ถึงบอกว่าเป็นค่าย แต่เราไม่ได้มีระบบเหมือนค่ายใหญ่หรอก พนักงานค่ายมีแค่ 2 คน คือเรากับหุ้นส่วนที่ทำทุกหน้าที่ มันเหนื่อยสัสๆ จนบางทีถึงขั้นทรมาน แต่มีบางโมเมนต์ที่ทำให้เราทำต่อได้ อย่างครั้งหนึ่งเราพา Abandoned House ไปเล่นกรุงเทพฯ ได้เห็นคนดู 300 คน มีประมาณครึ่งหนึ่งร้องตามเพลงของน้อง เรากับเพื่อนเห็นภาพนี้แล้วหันมาพูดกันว่า ‘เหี้ย คุ้มเนอะ’ เราว่ามันแค่นั้นเลย มันคือสิ่งนี้ คือเราต้องรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่

“สำหรับเราคำว่าแพสชั่นเกิดง่ายมาก แค่นั่งคุยกันในวงเหล้าบางทีแพสชั่นก็เกิดแล้ว แต่พอเป้าหมายเกิดขึ้นเราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่ามันต้องแลกมาด้วยความเหนื่อย ถ้าเราอยากเป็นนักฟุตบอลที่เก่งเราต้องซ้อม 2 มื้อต่อวัน มื้อละ 2 ชั่วโมง มันเหนื่อยกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว มันทรมานอยู่แล้ว แต่เราต้องทำ เหมือนกับการทำ Junk House Music Bar และค่าย Stockhome Records แหละ เราเลือกมาแล้ว ดังนั้นเราต้องทำและรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้เพื่อเจอกับโมเมนต์ที่ใช่”

“ถึงบอกว่าสนใจตัวเองเป็นหลัก แต่ดูคุณทำเพื่อคนอื่นเยอะนะ” ผมแย้งตามที่เห็น

“เราเห็นต่างนะ เราว่าเราไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นเหมือนเดิม เราสนใจแค่ความสุขของตัวเอง เพียงแต่ความสุขเราในตอนนี้คือการทำให้น้องๆ ดังนั้นเราบอกน้องๆ เสมอว่าทุกอย่างที่ทำให้กันไม่ต้องถือเป็นบุญคุณ กูทำให้มึงเพราะกูมีความสุข ดังนั้นไม่ต้องติดหนี้อะไรกันทั้งนั้น”

 

6

“ความสุขคือชั่วขณะ”

หลังสนทนากันเสร็จ ผม ปูน และช่างภาพ เดินถ่ายภาพตามมุมต่างๆ ของโฮสเทลและไลฟ์เฮาส์ ระหว่างนั้นปูนเล่าให้ผมฟังว่าตอนนี้สถานการณ์ของโฮสเทลและไลฟ์เฮาส์เริ่มดีขึ้นบ้าง หรือในส่วนของค่ายเพลง วันรุ่งขึ้นหลังจากที่เจอกันปูนก็มีคิวถ่ายเอ็มวีของศิลปินในค่าย ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้ง Stockhome Hostel, Stockhome Records และ Junk House Music Bar 

ตอนนั้นเอง ผมเหลือบไปเห็นข้อความหนึ่งที่ติดอยู่บนผนังห้องพักปูนที่สะดุดตาผม

‘IF YOU’RE WAITING FOR A SIGN, THIS IS IT.’

“ดู ‘ความอยากทำอะไรทำเลย’ ของคุณอยู่ในทุกอย่างเลย” ผมชวนเขาคุยถึงสิ่งที่คิดหลังจากเห็นข้อความบนผนังนี้

“เพราะเราว่าชีวิตเราส่วนใหญ่เป็น accident หมด ถ้าลองดูแต่ละจุดที่เราได้เริ่มทำนั่นทำนี่เราว่ามันเป็นอุบัติเหตุ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ หล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนที่ไม่ได้ตั้งเป้าระยะยาว เรามองแค่เหตุการณ์สั้นๆ ว่าอะไรคือเป้าหมาย เมื่อเจอแล้วเราคิดแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทำให้สุดจนรู้ ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แค่รอ accident ใหม่ ดังนั้นเราไม่เห็นว่าต้องมองเป้าใหญ่อะไรนะ เราขอมองเป็นโมเมนต์ มองสั้นๆ แต่มีความสุข”

“บางคนอาจบอกว่าหลักการของคุณดูหลักลอยหรือเปล่า” ผมถามสิ่งที่หลายคนอาจสงสัย

“เราก็อยากถามคนเหล่านั้นกลับว่า แล้วหลักที่คุณว่าหมายถึงอะไร เพราะสำหรับเราหลักยึดคือสิ่งนี้ เรายึดถือความสุขชั่วขณะ และพอเป็นแบบนี้เราเหมือนลอยได้ ดังนั้นไม่ผิดที่คุณคิดว่าเราล่องลอย แต่เราอยากให้รู้ว่านั่นเป็นเพราะหลักการของเราต่างกันไง พอดีหลักเรามันแค่นี้” 

“ดูขัดแย้งไหม คุณเลิกเป็นนักฟุตบอลเพราะอยากได้ความมั่นคง แต่วันนี้คุณกลับสนแค่ความสุขตรงหน้า”

“ด้วยวัยแหละ ตอนเล่นฟุตบอลเรามีแค่เรื่องเดียวให้โฟกัสและให้ค่า มันเป็นเป้าหมายใหญ่มาก แต่พอโตขึ้นความจริงบอกเราว่ามันเป็นไปไม่ได้ หลังจากนั้นเราเคว้งไปจนได้เจอ accident ดีๆ ในชีวิต ความสุขชั่วขณะที่เราเจอนั้นทำให้เราเปลี่ยนไป มันทำให้เราเชื่อเรื่องนี้ เชื่อในปัจจุบัน ไม่อาวรณ์อดีต ไม่คิดกังวลคาดหวังถึงอนาคต เราว่าแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวเรามากกว่า”

“ถ้าทุกอย่างเป็น accident อย่างที่คุณว่า คุณให้เครดิตตัวเองขนาดไหนกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด” ผมถามให้ปูนสรุปความก่อนจบการสนทนา 

“เราให้เครดิตตัวเองตรงที่ ‘เราทำ’ นั่นแหละ บางทีก็คิดนะว่า ‘ไอ้ปูน มึงเฟี้ยวเหมือนกันว่ะ’ เอาจริงเราภูมิใจในตัวเองกับแค่เรื่องนี้ เราดีใจที่ตัวเองทำในทุกโอกาสที่เข้ามา เพราะคนอื่นอาจมีโอกาสคล้ายเรา แพสชั่นเกิดขึ้นมาคล้ายเรา แต่สุดท้ายบางคนก็ปล่อยให้ไฟพวกนั้นมอดไป เราไม่เคยปล่อยให้ไฟมอด เราดีใจที่เราเป็นแบบนี้ 

“สิ่งที่เราทำคือความสุขของโมเมนต์ที่จริงสำหรับเราเสมอ”

Author

ฆฤณ ถนอมกิตติ

ชายชื่อแปลกผู้เชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเราเติบโตขึ้นมาจากเมื่อวานตั้ง 24 ชั่วโมง

ณัฐธยาน์ กาญจนภวนาถ

มนุษย์ช่างคิดผู้อาศัยอยู่ในโลกของตัวเองบ่อยกว่าโลกแห่งความเป็นจริง มีบทสนทนาดีๆ หล่อเลี้ยงชีวิตและหัวใจ สนุกกับการเล่นบทนักสังเกต ครุ่นคิด และถอดรหัสความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ รอบตัว เพื่อพบว่าสุดท้ายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กันหมดไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งนั่นแหละ

Photographer

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพนิตยสาร a day ที่เพิ่งมีพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ชื่อ view • finder ออกไปเจอบอลติก ซื้อสิ ไปซื้อ เฮ่!

ปัณณทัต เอ้งฉ้วน

เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)