<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กรองพร ทององอาจ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/mintkrongporn/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 28 Jan 2019 18:53:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ระบบ eBook ห้องสมุดมีปัญหาจะทำยังไง? คำตอบที่ได้จากหัวหน้าบรรณารักษ์คือ “จงพิมพ์มันออกมา”</title>
		<link>https://adaymagazine.com/chief-librarian-library-of-congress/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สิโรตม์ จิระประยูร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Jan 2019 20:45:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[บรรณารักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[library of congress]]></category>
		<category><![CDATA[chief librarian]]></category>
		<category><![CDATA[librarian]]></category>
		<category><![CDATA[ebook]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=51397</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเหล่าบรรณารักษ์ในอเมริกามีความกังวลและข้อสงสัยว่าถ้าเกิดปัญหาทางเทคนิคหรือระบบหนังสือ eBook ทั้งหลายที่ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของห้องสมุด พวกเขาควรมีแนวทางในการทำงานอย่างไรดีถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นจริงๆ คนที่พวกเขาส่งข้อสอบถาม และรอฟังแนวทางมากที่สุดคือ chief librarian แห่ง Library of Congress และเช้าวันหนึ่งพวกเขาก็ได้รับคำตอบจาก chief librarian กลับมาว่า PRINT IT OUT หรือ “จงพิมพ์มันออกมา” คำตอบสั้นๆ แต่เขย่าความเชื่อที่สวนทางกับสภาพปัจจุบันเรื่องการครอบครองในโลกเทคโนโลยี ท่ามกลางบทสนทนาหนึ่งใน The Stack โดย Monocle 24 มีคำถามว่า เราเก็บข้อมูลบน Cloud ในความเป็นจริง สิ่งที่ดูเหมือนไม่มีตัวตน ง่าย และปลอดภัยที่สุด กลับเป็นขั้นตอนที่กินทรัพยากรด้านการเงินมากที่สุด และยังเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิค หรืออาจมีคำตอบว่าเก็บข้อมูลไว้บนฮาร์ดดิสก์ ซึ่งใครกันที่จะเก็บ ข้อมูลเหล่านั้นนานเกินกว่าอายุของเครื่องคอมพิวเตอร์ การที่ต้องอัพเดต และเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ตามอายุขัย จะแน่ใจได้อย่างไรว่าข้อมูลอันมีค่าจะยังคงใช้งานได้อยู่ หลายคำตอบมาพร้อมกับหลากหลายวิธีในการจัดเก็บข้อมูลผ่านตัวกลางอย่างเทคโนโลยี แต่จากคำตอบแสนจะธรรมดาที่ว่า “จงพิมพ์มันออกมา” จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจเคลื่อนภูเขาได้ทีเดียว เพราะสิ่งพิมพ์เป็นรูปแบบ หรือ form เดียวของขั้นตอนการเก็บข้อมูลที่ผ่านการพิสูจน์ว่าเหมาะสมในการจัดเก็บหนังสือ และสิ่งสำคัญต่างๆ ที่บันทึกลงบนสิ่งประดิษฐ์แสนวิเศษของมนุษย์อย่างกระดาษก็สามารถส่งต่อความสำคัญมาได้นับพันปี ช่วงเวลาสิบปีที่แล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/chief-librarian-library-of-congress/">ระบบ eBook ห้องสมุดมีปัญหาจะทำยังไง? คำตอบที่ได้จากหัวหน้าบรรณารักษ์คือ “จงพิมพ์มันออกมา”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเหล่าบรรณารักษ์ในอเมริกามีความกังวลและข้อสงสัยว่าถ้าเกิดปัญหาทางเทคนิคหรือระบบหนังสือ eBook ทั้งหลายที่ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของห้องสมุด พวกเขาควรมีแนวทางในการทำงานอย่างไรดีถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นจริงๆ คนที่พวกเขาส่งข้อสอบถาม และรอฟังแนวทางมากที่สุดคือ chief librarian แห่ง Library of Congress และเช้าวันหนึ่งพวกเขาก็ได้รับคำตอบจาก chief librarian กลับมาว่า PRINT IT OUT หรือ “จงพิมพ์มันออกมา”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบสั้นๆ แต่เขย่าความเชื่อที่สวนทางกับสภาพปัจจุบันเรื่องการครอบครองในโลกเทคโนโลยี ท่ามกลางบทสนทนาหนึ่งใน The Stack โดย Monocle 24 มีคำถามว่า เราเก็บข้อมูลบน Cloud ในความเป็นจริง สิ่งที่ดูเหมือนไม่มีตัวตน ง่าย และปลอดภัยที่สุด กลับเป็นขั้นตอนที่กินทรัพยากรด้านการเงินมากที่สุด และยังเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิค หรืออาจมีคำตอบว่าเก็บข้อมูลไว้บนฮาร์ดดิสก์ ซึ่งใครกันที่จะเก็บ ข้อมูลเหล่านั้นนานเกินกว่าอายุของเครื่องคอมพิวเตอร์ การที่ต้องอัพเดต และเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ตามอายุขัย จะแน่ใจได้อย่างไรว่าข้อมูลอันมีค่าจะยังคงใช้งานได้อยู่ หลายคำตอบมาพร้อมกับหลากหลายวิธีในการจัดเก็บข้อมูลผ่านตัวกลางอย่างเทคโนโลยี แต่จากคำตอบแสนจะธรรมดาที่ว่า “จงพิมพ์มันออกมา” จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจเคลื่อนภูเขาได้ทีเดียว เพราะสิ่งพิมพ์เป็นรูปแบบ หรือ form เดียวของขั้นตอนการเก็บข้อมูลที่ผ่านการพิสูจน์ว่าเหมาะสมในการจัดเก็บหนังสือ และสิ่งสำคัญต่างๆ ที่บันทึกลงบนสิ่งประดิษฐ์แสนวิเศษของมนุษย์อย่างกระดาษก็สามารถส่งต่อความสำคัญมาได้นับพันปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลาสิบปีที่แล้ว เราเข้าสู่ยุคแห่งการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว ความคิดในการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด อัตลักษณ์ของกระดาษกลายเป็นเรื่องที่ไม่ช้าก็อาจทดแทนได้ การอ่านหนังสือถูกพยากรณ์ว่าจะเปลี่ยน วิธีที่อ่าน และอะไรๆ อีกมากมายที่เป็นหนึ่งในกระบวนการของการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์จะกลายเป็นอดีต บริบทนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูด มาทำนายทุกปี และไม่เคยเปลี่ยน เหมือนดวงไฟบนเวทีที่ค่อยๆ ดับไปทีละดวง หากเราเคยพิจารณาความเป็นจริงนั้นไหมว่าสิ่งที่คาดการณ์ไม่เคยเกิดขึ้นจริงแม้เพียงครึ่งเดียว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สี่ปีหลังสุดยิ่งต้องกลับมาพิจารณา กับข่าวสารที่ตีฆ้องว่าตัวเลขหนังสือเล่มกลับมาโต จากตัวเลขจำหน่ายหนังสือในอังกฤษสำหรับปี 2018 นั้นมีหนังสือกว่า 190.8 ล้านเล่มถูกจำหน่ายไป หรือคิดเป็นเงินที่ 1,630 ล้านปอนด์ โดยเพิ่มขึ้น 2.14% หรือ 0.33% สำหรับจำนวนเล่มที่เพิ่มขึ้น แถมท้ายว่าราคาหนังสือเฉลี่ยต่อเล่มยังสามารถเพิ่มขึ้นด้วยที่ 8.53 ปอนด์ต่อเล่ม ตัวเลขจำนวนเล่มที่จำหน่ายไป ตัวเลขมูลค่า และราคาเฉลี่ยมักเป็นส่วนประสมที่ยากจะเห็นว่ามีอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นจากระยะเวลาก่อนหน้าพร้อมๆ กัน ปกติจะเป็นเพียง 2 ใน 3 หรือ 1 ใน 3 แล้วอยู่ที่ว่าเราจะหยิบข้อมูลตัวไหนมาตีความ แต่คราวนี้ตัวเลขทั้งสามสะท้อนมาในอัตราที่เพิ่มขึ้น และเป็นการเพิ่มขึ้นที่ต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีตหนังสือแนว celebrity memoir อย่างหนังสือของ Sir Alex Ferguson หรือ celebrity chef อย่าง Jamie Oliver ในช่วงปี 2012-2013 กระทั่ง Harry Potter ตอนพิเศษเมื่อปี 2017 (แต่แทบจะไม่เกิดผลสาระสำคัญด้านยอดขายต่อเล่มใหม่ในปี 2018) เคยเป็นสัดส่วนสำคัญต่อการขยายตัวของตลาด แต่ปี 2018 เป็นปีที่เกิดหนังสือดีมากมาย และเป็นการกระจายมาจากหลายๆ สำนักพิมพ์ไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ร้านหนังสือมีความชัดเจนว่าร้านแบบ chain ขายอะไร ร้านอินดี้ขายอะไร กระทั่งนิตยสารอย่าง <em>The Bookseller</em> ยังต้องเพิ่มส่วน Bestseller แยกตามลักษณะของตลาดแทนการรวมรายงานเป็นชาร์ตเดียว เพราะนั่นหมายความว่า Top Ten Bestselling หรือหนังสือขายดี จำนวนสิบอันดับจะมีเพียง 10 เล่มเท่านั้น ในขณะที่ถ้าแยกตามลักษณะช่องทางการจัดจำหน่าย เราอาจได้รายการ Top Ten Bestselling มากกว่าสิบแต่อาจจะถึง 20 ปกเลยทีเดียว นี่คือความชาญฉลาดอันเกิดจากพลังสมอง ที่ร่วมคิดว่าจะช่วยกันทำอย่างไรให้ตลาดหนังสือกลับมาเติบโตอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอาจเห็นหนังสือใหม่ๆ มากมาย และหนังสือที่เกิดเป็นเทรนด์คล้ายกันทั่วโลก นั่นคือการเติบโตของหมวด non-fiction ที่มีเรื่องดีๆ ออกมามากมาย ไล่มาตั้งแต่ภาคต่อของ <em>Sapiens</em> หนังสือที่สะท้อน self-improvement, หนังสือที่สร้าง simplicity ให้แก่จิตวิญญาณ อย่าง <em>Joyful, Kindness</em> หรือ<em> Sisu</em> ต่างได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนอาจบอกได้ว่าปี 2018 เป็นปีที่เหมือนว่ามนุษย์อยู่กับความจริง และเริ่มค้นหาความรู้โดยออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์กลับมาสู่สิ่งธรรมดาอย่างหนังสือเล่ม, การเสียชีวิตของ Stephen Hawking ยิ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กลับไปสู่ศาสตร์ที่พิสูจน์ได้มากขึ้น หนังสืออย่าง <em>Briefs Answers to the Big Questions</em> จึงแทบจะบินออกจากชั้นวางเลยทีเดียว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนหนังสือหมวดอื่นๆ อย่างเจ้าของแชมป์หลายสมัยอย่างหนังสือเด็กและเยาวชนก็ยังคงมียอดขายที่เพิ่มขึ้น ตลาดส่วนนี้แบ่งชัดเจนระหว่างหนังสือเพื่อพัฒนาความรู้ที่เติบโตต่อเนื่อง หนังสือพัฒนาทักษะของเด็กปฐมวัยยังคงเป็นที่ต้องการ และผลิตเท่าไหร่ก็ดูไม่เพียงพอสักที ส่วนหนังสือระดับโตขึ้นมาอย่าง young adult fiction อาจดูหงอยไปบ้างเพราะไม่ค่อยมีเรื่องเด่นมาหลายปี เรื่องสุดท้ายที่เป็นปรากฏการณ์ก็คือ<em> The Fault in Our Stars</em> ของ John Green ไปสู่หนังสือหมวด fiction ที่ดูจะแบ่งออกเป็นสองส่วนเช่นกัน ส่วนแรกคือการเอาหนังสือคลาสสิกกลับมาทำปกใหม่ กลุ่มนี้ดูว่าทำมาเท่าไหร่ก็ขายได้ ในปี 2019 ถ้าสำรวจดีๆ อาจพบว่ามีหนังสือที่หมดลิขสิทธิ์พร้อมให้ทำแข่งขันกันมากกว่าเดิมก็ได้ และ <em>The Chronicles of Narnia</em> ก็เป็นหนึ่งในหนังสือที่ปลอดลิขสิทธิ์ อีกส่วนหนึ่งคือหนังสือ fiction ที่มีความลึก มีโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่ง่ายต่อการเอาไปขยายผลเป็นบทภาพยนตร์ หลังจาก<em> Gone Girl</em> สร้างปรากฏการณ์รายได้อย่างมหาศาล ปี 2018 จึงได้เริ่มเห็นกลุ่มบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์เข้ามาหาคอนเทนต์ในวงการหนังสือมากขึ้น และหลายเล่มก็ถูกซื้อไปพร้อมๆ ความคาดหวังว่าจะเป็น another <em>Gone Girl</em></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสืออาจเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดของมนุษย์ เมื่อสิ่งที่เยี่ยมยอดผนวกเข้ากับความสามารถของมนุษย์ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งที่เชื่อว่าดีที่สุด ทำให้หนังสือเล่มและสื่อสิ่งพิมพ์ยิ่งยากต่อการสูญพันธุ์ กระนั้นก็ยังมีคำถามอยู่ว่า จริงหรือเปล่าที่หนังสือจะหายไป คนจะเลิกอ่าน อย่างที่บอกว่า</span><span style="font-weight: 400;">หนังสือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่พิเศษของมนุษย์ ดังนั้นหากจะมีอะไรสักอย่างที่ทดแทนได้ สิ่งนั้นต้องยอดเยี่ยมยิ่งกว่า เมื่อมองย้อนกลับมายังสิ่งที่เราเคยหวังว่าจะโค่นหนังสือเล่มลงได้ ปัจจุบันพบว่านิยามของ disruption อาจเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีเหล่านั้นมากกว่าส่งออกไปยังหนังสือเล่ม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์อาจซับซ้อนเกินกว่าจะใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนมาทดแทนทุกอย่าง แต่ความธรรมดาของหนังสือสักเล่มอาจเหมาะกับความซับซ้อนและสามารถเชื่อมช่องว่างได้ดีกว่า คำตอบที่บอกว่า “จงพิมพ์มันออกมา” อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้จนกว่าเราจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ก็เป็นได้ </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/chief-librarian-library-of-congress/">ระบบ eBook ห้องสมุดมีปัญหาจะทำยังไง? คำตอบที่ได้จากหัวหน้าบรรณารักษ์คือ “จงพิมพ์มันออกมา”</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อนาคตที่ดูมืดมนของสื่อไทยกับพายุที่เพิ่งเริ่ม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thai-media-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Dec 2018 19:14:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[online]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=48134</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข่าวการปลดพนักงานจากสื่อใหญ่ย่านพระราม 4 สร้างเสียงฮือฮาบนโลกออนไลน์เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับที่มีการดูข้อมูลมากขึ้นแล้วพบว่ามูลค่าธุรกิจสื่อหลายรายลดลงอย่างต่อเนื่อง บางรายเรียกว่ามูลค่าหายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ภายในช่วงเวลาแค่ 4 ปีเท่านั้น นั่นยังไม่นับข่าวการปิดตัวช่องทีวีหรือนิตยสารที่หลายๆ คนคุ้นเคย การปลดพนักงานในสายอาชีพสื่อ ฯลฯ ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่จะทำให้เกิดการพูดถึงว่าอนาคตของสื่อไทยจะเป็นอย่างไร จะไปรอดไหม รวมไปถึงการตั้งคำถามว่าการศึกษาเพื่อสร้างคนทำงานอาชีพสื่อจะเป็นอย่างไรต่อไป? ถ้าเราดูความเคลื่อนไหวของแวดวงสื่อต่างๆ นั้น การที่ผู้บริโภคหันไปเสพคอนเทนต์ผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือยูทูบนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะก็เกิดขึ้นในทั่วโลก เรตติ้งของช่องทีวีต่างๆ ก็ลดลงเพราะคนดูกระจายไปใช้เวลากับช่องทางอื่นๆ แต่สิ่งที่สื่อไทยอาจจะเจอหนักกว่าคนอื่นก็คือการปรับตัวที่ไม่ทันความเปลี่ยนแปลงประกอบกับปัญหาเชิงคุณภาพของสื่อที่สะสมกันมานาน ที่กล่าวเช่นนี้เพราะเราก็เห็นการวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยครั้งในเรื่องคุณภาพรายการทีวีไทยหรือคุณภาพของการทำข่าวต่างๆ ว่าไม่มีการยกระดับ ไม่มีการพัฒนา เช่น รายการทีวีที่จำเจ เนื้อหาที่ดูซ้ำซาก พล็อตเรื่องที่ไม่น่าสนใจอาศัยแต่ขายดารา ส่วนข่าวก็เน้นเล่นกับกระแส พาดหัวข่าวแรงๆ หรือการทำข่าวที่ทำให้สังคมตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานวิชาชีพสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ที่ผ่านมาเราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเสพข้อมูลข่าวสารจากสื่อเหล่านี้ ดูทีวีช่องเดิมๆ ที่เคยมี เรตติ้งและยอดจำหน่ายของสื่อที่เราวิจารณ์กันว่าไม่ได้คุณภาพจึงยังอยู่กันต่อไปได้ เม็ดเงินโฆษณาก็ยังไหลไปหาสื่อเหล่านี้อยู่ จนเกิดเป็นชุดความคิดว่า ทำแบบนี้แล้วขายได้ อย่างไรก็ตาม วิกฤติใหญ่เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคอย่างเราๆ มีตัวเลือกถล่มทลายจากดิจิทัล ไม่ว่าจะบริการใหม่ๆ อย่าง Netflix ที่มาพร้อมกับซีรีส์และภาพยนตร์มากมายชนิดดูแทบไม่ทัน เพจมากมายบนเฟซบุ๊กที่มีคอนเทนต์น่าติดตาม แถมบางคนเขียนบทความดียิ่งกว่าคอลัมนิสต์ ถ่ายรูปสวยประหนึ่งช่างภาพอาชีพ ส่วนบนยูทูบก็มียูทูบเบอร์ที่ทำรายการได้สนุกยิ่งกว่ารายการทีวี ส่วนเรื่องข่าวต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thai-media-future/">อนาคตที่ดูมืดมนของสื่อไทยกับพายุที่เพิ่งเริ่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวการปลดพนักงานจากสื่อใหญ่ย่านพระราม 4 สร้างเสียงฮือฮาบนโลกออนไลน์เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับที่มีการดูข้อมูลมากขึ้นแล้วพบว่ามูลค่าธุรกิจสื่อหลายรายลดลงอย่างต่อเนื่อง บางรายเรียกว่ามูลค่าหายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ภายในช่วงเวลาแค่ 4 ปีเท่านั้น นั่นยังไม่นับข่าวการปิดตัวช่องทีวีหรือนิตยสารที่หลายๆ คนคุ้นเคย การปลดพนักงานในสายอาชีพสื่อ ฯลฯ ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่จะทำให้เกิดการพูดถึงว่าอนาคตของสื่อไทยจะเป็นอย่างไร จะไปรอดไหม รวมไปถึงการตั้งคำถามว่าการศึกษาเพื่อสร้างคนทำงานอาชีพสื่อจะเป็นอย่างไรต่อไป?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราดูความเคลื่อนไหวของแวดวงสื่อต่างๆ นั้น การที่ผู้บริโภคหันไปเสพคอนเทนต์ผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือยูทูบนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะก็เกิดขึ้นในทั่วโลก เรตติ้งของช่องทีวีต่างๆ ก็ลดลงเพราะคนดูกระจายไปใช้เวลากับช่องทางอื่นๆ แต่สิ่งที่สื่อไทยอาจจะเจอหนักกว่าคนอื่นก็คือการปรับตัวที่ไม่ทันความเปลี่ยนแปลงประกอบกับปัญหาเชิงคุณภาพของสื่อที่สะสมกันมานาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่กล่าวเช่นนี้เพราะเราก็เห็นการวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยครั้งในเรื่องคุณภาพรายการทีวีไทยหรือคุณภาพของการทำข่าวต่างๆ ว่าไม่มีการยกระดับ ไม่มีการพัฒนา เช่น รายการทีวีที่จำเจ เนื้อหาที่ดูซ้ำซาก พล็อตเรื่องที่ไม่น่าสนใจอาศัยแต่ขายดารา ส่วนข่าวก็เน้นเล่นกับกระแส พาดหัวข่าวแรงๆ หรือการทำข่าวที่ทำให้สังคมตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานวิชาชีพสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ที่ผ่านมาเราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเสพข้อมูลข่าวสารจากสื่อเหล่านี้ ดูทีวีช่องเดิมๆ ที่เคยมี เรตติ้งและยอดจำหน่ายของสื่อที่เราวิจารณ์กันว่าไม่ได้คุณภาพจึงยังอยู่กันต่อไปได้ เม็ดเงินโฆษณาก็ยังไหลไปหาสื่อเหล่านี้อยู่ จนเกิดเป็นชุดความคิดว่า ทำแบบนี้แล้วขายได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม วิกฤติใหญ่เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคอย่างเราๆ มีตัวเลือกถล่มทลายจากดิจิทัล ไม่ว่าจะบริการใหม่ๆ อย่าง Netflix ที่มาพร้อมกับซีรีส์และภาพยนตร์มากมายชนิดดูแทบไม่ทัน เพจมากมายบนเฟซบุ๊กที่มีคอนเทนต์น่าติดตาม แถมบางคนเขียนบทความดียิ่งกว่าคอลัมนิสต์ ถ่ายรูปสวยประหนึ่งช่างภาพอาชีพ ส่วนบนยูทูบก็มียูทูบเบอร์ที่ทำรายการได้สนุกยิ่งกว่ารายการทีวี ส่วนเรื่องข่าวต่างๆ นั้นก็ไปติดตามทางสื่อออนไลน์ดีกว่า เพราะเร็วกว่า หลากหลายกว่า แถมอาจจะได้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่าด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเป็นเช่นนี้ การผูกขาดคนดูที่เคยมีมามันก็หายไป คนมีตัวเลือกมากขึ้นและมันก็ไม่แปลกที่คนจะเริ่มเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้กับตัวเอง ซึ่งผมคงไม่ต้องบอกหรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับงานที่ไม่ได้คุณภาพหรือคุณภาพด้อยกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมมักพูดเสมอว่าไม่ใช่คนไทยไม่ดูทีวี ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือ เพราะถ้ารายการทีวีดีเราก็ยินดีที่จะดู เหมือนที่เราดู </span><i><span style="font-weight: 400;">บุพเพสันนิวาส</span></i><span style="font-weight: 400;"> จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับประเทศ แต่คำถามน่าคิดคือทำไมเราไม่มีละครดีๆ ไม่มีรายการดีๆ ที่จะสามารถพยุงให้คนยังดูทีวีต่อไปได้อยู่เรื่อยๆ ในขณะที่ถ้าเราดูบนโลกออนไลน์นั้นจะมีคอนเทนต์ดีๆ สับเปลี่ยนกันขึ้นมาเป็นกระแสอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากยังเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ แล้วนั้น มันก็คงยากที่สื่อดั้งเดิมจะรักษาฐานคนดูเอาไว้ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งมันก็คงต้องกลับไปดูกันถึงระดับการศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้วว่าหลักสูตรต่างๆ ที่มีในปัจจุบันนั้นจะสามารถสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและมีมุมมองในการทำสื่อที่มีคุณภาพเพื่อมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ และถ้าหากวิชานิเทศศาสตร์ในปัจจุบันยังเรียนกันอยู่บนบริบทเดิมๆ วิธีคิดแบบเดิมๆ ด้วยแล้ว มันก็น่าห่วงว่าคนที่จบออกมาทำงานจะสามารถเอาตัวรอดในสงครามสื่อยุคนี้ได้หรือเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทีนี้หลายคนก็มองว่าวันนี้หลายๆ สื่อมีการปรับตัวไปทำช่องทางออนไลน์มากขึ้น มีการโฟกัสธุรกิจไปทำเฟซบุ๊กเพจ ทำยูทูบแชนแนล แล้วก็พยายามหาทางปั้นตัวเลขต่างๆ นานาเพื่อไปขายโฆษณากับสปอนเซอร์ได้บ้างแล้ว ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นทางรอดที่พอจะเห็นและจับต้องได้ในวันนี้ แน่นอนว่ามันอาจไม่ได้ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำเมื่อเทียบกับการทำธุรกิจสื่อสมัยก่อน แต่ก็ยังดีเสียกว่าไม่มีอะไรกลับมาเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก็นั่นเองที่หลายๆ องค์กรเริ่มมองเห็นว่าแม้จะทำช่องทางออนไลน์นั้นก็ใช่ว่าจะรอด เพราะเม็ดเงินสื่อที่มาทางออนไลน์ก็ไม่ได้มากพอจะครอบคลุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายเดิมที่มี แถมคู่แข่งที่แย่งเม็ดเงินโฆษณาวันนี้ก็มหาศาล ผู้ลงโฆษณาและสปอนเซอร์มีตัวเลือกมากมายในตลาด ยิ่งถ้าจะมองว่าคู่แข่งที่แท้จริงคือเจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กและกูเกิลซึ่งสามารถลงโฆษณาได้แม่นยำ เข้าถึงคนหมู่มากได้ บรรดาสื่อที่เคยขายโฆษณาก็คงต้องปาดเหงื่อกันอย่างหนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สื่อจะรอดไหม?” คงเป็นคำถามใหญ่ของวงการสื่อ ไม่ใช่แค่กับสื่อดั้งเดิมซึ่งตอนนี้ดูจะร่อแร่เต็มทน เพราะแม้แต่สื่อออนไลน์เองก็จะเห็นว่ามีคนที่ดังเปรี้ยงแล้วก็หายวับไปอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้น หนักขึ้นเรื่อยๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าถามผมแล้ว ผมคิดว่าก็มีทั้งคนที่รอดและไม่รอด อยู่ที่ว่าใครจะปรับตัวได้เร็วกว่ากัน มองเกมธุรกิจและสามารถขยับตัวได้ก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่อย่างไรเสีย นอกจาก ‘สื่อรอด’ แล้ว สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าก็คือ ‘สังคมรอด’ เพราะถ้าหากสื่อต้องการรอดโดยทำทุกวิถีทางให้มีคนดู มีคนอ่าน มีคนตามแล้ว เราก็คงจะเห็นอะไรวุ่นๆ ในสื่อทั้งออฟไลน์และออนไลน์เป็นแน่ ไม่ว่าจะเป็นการพาดหัวข่าวที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ การขยี้ประเด็นที่ฉูดฉาด ไม่สนว่าจะสร้างสรรค์หรือไม่ จรรโลงสังคมหรือไม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง ต่อให้สื่อรอด (ชั่วคราว) สังคมเราก็จะตายไปเรื่อยๆ จากมะเร็งร้ายที่สื่อเหล่านี้ปล่อยออกมาให้นั่นเองล่ะครับ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thai-media-future/">อนาคตที่ดูมืดมนของสื่อไทยกับพายุที่เพิ่งเริ่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรในยุคที่ใครๆ ก็ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/social-media-election/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/social-media-election/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Nov 2018 08:52:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[election]]></category>
		<category><![CDATA[nuttapuch]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=43819</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประกาศจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในรอบหลายปีของการเมืองไทยหลังจากเราไม่มีการเลือกตั้งมานานหลายปี แต่ที่น่าสนใจมากคือการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเรากำลังอยู่ในช่วง &#8216;โต&#8217; ของการใช้ดิจิทัลโดยเฉพาะโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และไลน์ ซึ่งถือว่าสูงมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มาก และเราก็คงอดคิดไม่ได้ว่าบทบาทของโลกโซเชียลหรือชาวเน็ตนั้นจะมีผลกับการเลือกตั้งมากขนาดไหน บางคนก็อาจจะคิดว่าการเลือกตั้งสมัยก่อนนั้นเราก็มีการใช้งานออนไลน์มากระดับหนึ่งแล้ว มันจะแตกต่างไปมากขนาดไหนกัน แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์ปัจจัยหลายๆ อย่างก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างพอสมควร อย่างจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันก็เรียกว่าครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศไปแล้ว (อย่างเฟซบุ๊กเองก็มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีไปแล้ว) เช่นเดียวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งก็เป็นกลุ่มคนที่ใช้งานดิจิทัลอย่างหนักหน่วงดังสถิติที่มีการเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ แน่นอนว่าการกุมพื้นที่สื่อโลกดิจิทัลจึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของพรรคการเมืองอย่างไม่อาจมองข้ามได้ เพราะทุกวันนี้โลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีการพูดถึงเรื่องการเมืองอย่างหนักหน่วงบนช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ซึ่งก็มีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย นอกจากนี้แล้ว เราก็ยังเห็นว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น หลายพรรคการเมืองก็เริ่ม &#8216;ถูกพูดถึง&#8217; ผ่านเพจต่างๆ มีการตั้งบัญชีออนไลน์เพื่อมาสื่อสารกับประชาชน หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีเองก็มีการเปิดช่องทางออนไลน์เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ (ส่วนจะเป็นการหาเสียงอะไรหรือไม่นั้น ก็คงต้องตีความกันต่อไป) อย่างไรก็ตาม นอกจากการสื่อสารผ่านช่องทางของพรรคการเมืองหรือตัวนักการเมืองคนนั้นๆ แล้วนั้น สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้คือบรรดา thought leader หรือ influencer ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเฟซบุ๊กเพจ ยูทูบเบอร์ ทวิตเตอร์แอ็กเคานต์ ที่ทุกวันนี้มีอำนาจในการสื่อสารไม่แพ้กับสื่อหัวใหญ่ๆ ซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข้อมูลข่าวสารด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นต่อนโยบาย การวิพากษ์วิจารณ์ ฯลฯ ย่อมมีผลต่อคนที่ติดตามรับข่าวสารไม่มากก็น้อย ส่วนอีกปัจจัยที่ไม่อาจจะมองข้ามได้เพราะมีการพัฒนาให้ต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ก็คือเทคโนโลยีในการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยิงโฆษณาเจาะเฉพาะกลุ่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/social-media-election/">การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรในยุคที่ใครๆ ก็ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การประกาศจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในรอบหลายปีของการเมืองไทยหลังจากเราไม่มีการเลือกตั้งมานานหลายปี</p>
<p>แต่ที่น่าสนใจมากคือการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเรากำลังอยู่ในช่วง &#8216;โต&#8217; ของการใช้ดิจิทัลโดยเฉพาะโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และไลน์ ซึ่งถือว่าสูงมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มาก และเราก็คงอดคิดไม่ได้ว่าบทบาทของโลกโซเชียลหรือชาวเน็ตนั้นจะมีผลกับการเลือกตั้งมากขนาดไหน</p>
<p>บางคนก็อาจจะคิดว่าการเลือกตั้งสมัยก่อนนั้นเราก็มีการใช้งานออนไลน์มากระดับหนึ่งแล้ว มันจะแตกต่างไปมากขนาดไหนกัน แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์ปัจจัยหลายๆ อย่างก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างพอสมควร อย่างจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันก็เรียกว่าครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศไปแล้ว (อย่างเฟซบุ๊กเองก็มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านบัญชีไปแล้ว) เช่นเดียวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งก็เป็นกลุ่มคนที่ใช้งานดิจิทัลอย่างหนักหน่วงดังสถิติที่มีการเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ</p>
<p>แน่นอนว่าการกุมพื้นที่สื่อโลกดิจิทัลจึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของพรรคการเมืองอย่างไม่อาจมองข้ามได้ เพราะทุกวันนี้โลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีการพูดถึงเรื่องการเมืองอย่างหนักหน่วงบนช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ซึ่งก็มีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้แล้ว เราก็ยังเห็นว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น หลายพรรคการเมืองก็เริ่ม &#8216;ถูกพูดถึง&#8217; ผ่านเพจต่างๆ มีการตั้งบัญชีออนไลน์เพื่อมาสื่อสารกับประชาชน หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีเองก็มีการเปิดช่องทางออนไลน์เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ (ส่วนจะเป็นการหาเสียงอะไรหรือไม่นั้น ก็คงต้องตีความกันต่อไป)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นอกจากการสื่อสารผ่านช่องทางของพรรคการเมืองหรือตัวนักการเมืองคนนั้นๆ แล้วนั้น สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้คือบรรดา thought leader หรือ influencer ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเฟซบุ๊กเพจ ยูทูบเบอร์ ทวิตเตอร์แอ็กเคานต์ ที่ทุกวันนี้มีอำนาจในการสื่อสารไม่แพ้กับสื่อหัวใหญ่ๆ ซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข้อมูลข่าวสารด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นต่อนโยบาย การวิพากษ์วิจารณ์ ฯลฯ ย่อมมีผลต่อคนที่ติดตามรับข่าวสารไม่มากก็น้อย</p>
<p>ส่วนอีกปัจจัยที่ไม่อาจจะมองข้ามได้เพราะมีการพัฒนาให้ต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ก็คือเทคโนโลยีในการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยิงโฆษณาเจาะเฉพาะกลุ่ม (Targetting Ad) อย่างในเฟซบุ๊ก ตลอดไปจนถึงการทำคอนเทนต์ในระดับเฉพาะบุคคล (Personalization) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักการตลาดน่าจะคุ้นเคยกันมาพักใหญ่ๆ เพื่อใช้ในการขายสินค้าของตัวเองอยู่แล้ว</p>
<p>คำถามคือถ้าพรรคการเมืองนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์เหล่านี้มาใช้กับการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพรรคการเมืองเข้ามาทำการตลาดให้กับพรรคตัวเองด้วยเครื่องมือเหล่านี้ ทั้งการยิงโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย การใช้ influencer ช่วยโปรโมตพรรคการเมือง หรือแม้กระทั่งการนำข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ไปวิเคราะห์เพื่อจะหาโอกาสเจาะฐานคะแนนเสียงทั้งของตัวเองและคู่แข่ง ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างจากที่นักการตลาดทำเพื่อจะแย่งฐานคู่แข่งของตัวเองมา</p>
<p>พอมาถึงตรงนี้ สิ่งที่หลายๆ คนอาจเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยคือความโกลาหลที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลข่าวสารที่จะล้นทะลักในช่วงใกล้การเลือกตั้ง การปล่อยข่าวลวง การสร้างข้อมูลเท็จเพื่อทำลายคะแนนเสียง การเลือกนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนโดยใช้เทคนิคของเทคโนโลยีมาช่วย ฯลฯ ซึ่งก็อดห่วงไม่ได้ว่าผู้ควบคุมกฏการเลือกตั้งจะตามทันสิ่งเหล่านี้มากน้อยเพียงใด เพราะมันอาจจะเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ประเทศเรายังไม่มีประสบการณ์ในการรับมือก็ได้ แถมดันมาเป็นจังหวะการเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศอีกต่างหาก</p>
<p>สถานการณ์นี้คงไม่ใช่เรื่องที่เราจะมองกันแบบชิลล์ๆ ได้ เพราะแม้แต่ในต่างประเทศก็มีการพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กเองก็ต้องออกมาชี้แจงเพราะมีแรงกดดันจากหลายๆ ประเทศเพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใสและยุติธรรมต่อทุกๆ คน</p>
<p>สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า เราคนไทยก็คงต้องมานั่งติดตามกันต่อล่ะว่าการเลือกตั้งครั้งแรกที่เรามีโลกออนไลน์ที่ทรงพลังขนาดนี้จะเกิดอะไรขึ้น และผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/social-media-election/">การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรในยุคที่ใครๆ ก็ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/social-media-election/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>DISNEY PLAY : ระบบสตรีมมิ่งใหม่จากดิสนีย์ผู้จะมาพลิก Netflix ?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/disney-play/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/disney-play/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Oct 2018 09:37:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[ดูหนังออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[streaming]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=43556</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข่าวคราวเรื่องการที่ดิสนีย์เตรียมถอนหนังทั้งหลายออกจาก Netflix ในปี 2020 มีมาให้ได้ยินสักพัก จนอาจจะเป็นสัญญาณที่ทำให้ในช่วงนี้ Netflix ต้องรีบปั่น รีบสร้างออริจินอลคอนเทนต์ทั้งหลาย เพื่อจะได้ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรหนังของคนอื่น ไม่ต้องโดนสตูดิโอหนังปกติเล่นเกมใส่ (อย่างเช่นการโดนถอนหนังออกทั้งยวงแบบนี้) ที่มันเป็นเรื่องเป็นราวเพราะหนังที่ดิสนีย์ถือสิทธิ์ไว้นั้นครอบคลุมกว้างไกลมาก หนังมาร์เวล หรือบรรดาแก๊ง Star Wars ทั้งหลายจะหายจาก Netflix ไปในพริบตา รวมถึงการ์ตูนทุกเรื่องของพิกซาร์ด้วย ว่าง่ายๆ คือ ของเด็ดของใหญ่ถูกถึงกลับยานแม่หมด เพื่อที่ยานแม่จะไปเปิดช่องทางสตรีมมิ่งของตัวเองที่ชื่อว่า Disney Play ซึ่งจะเริ่มบริการในปี 2019 แต่แน่นอนว่ามันก็ไม่ถึงขั้นว่า Netflix จะล่มจมหรอก เพราะตัว Netflix ก็ยังมีหนังค่ายอื่นๆ คอยยืนไว้อยู่ แต่เผอิญเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า Disney Play เองไม่ใช่แค่ยึดหนังค่ายตัวเองกลับไป แต่พวกกำลังวางแผนจะสร้างออริจินอลคอนเทนต์ออกมาต่อสู้ด้วยเช่นกัน นั่นทำให้ศึกนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นขึ้น แพลนที่ดิสนีย์วางแผนจะสร้างนั้นก็เรียกได้มาเพื่อตั๊นหน้า Netflix รวมถึงสตรีมมิ่งเซอร์วิสอื่นๆโดยเฉพาะ เพราะพวกเขาเตรียมเอาทรัพยากรชั้นดีที่มีมาสร้างให้เป็นอาวุธใหญ่ที่คนอื่นไม่มี ตัวอย่างเช่น การสร้าง Star Wars เดอะซีรีส์ ที่จะเป็นเหตุการณ์ 3 ปีหลังจากภาค ​Return [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disney-play/">DISNEY PLAY : ระบบสตรีมมิ่งใหม่จากดิสนีย์ผู้จะมาพลิก Netflix ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวคราวเรื่องการที่ดิสนีย์เตรียมถอนหนังทั้งหลายออกจาก Netflix ในปี 2020 มีมาให้ได้ยินสักพัก จนอาจจะเป็นสัญญาณที่ทำให้ในช่วงนี้ Netflix ต้องรีบปั่น รีบสร้างออริจินอลคอนเทนต์ทั้งหลาย เพื่อจะได้ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรหนังของคนอื่น ไม่ต้องโดนสตูดิโอหนังปกติเล่นเกมใส่ (อย่างเช่นการโดนถอนหนังออกทั้งยวงแบบนี้) ที่มันเป็นเรื่องเป็นราวเพราะหนังที่ดิสนีย์ถือสิทธิ์ไว้นั้นครอบคลุมกว้างไกลมาก หนังมาร์เวล หรือบรรดาแก๊ง <em>Star Wars</em> ทั้งหลายจะหายจาก Netflix ไปในพริบตา รวมถึงการ์ตูนทุกเรื่องของพิกซาร์ด้วย ว่าง่ายๆ คือ ของเด็ดของใหญ่ถูกถึงกลับยานแม่หมด เพื่อที่ยานแม่จะไปเปิดช่องทางสตรีมมิ่งของตัวเองที่ชื่อว่า Disney Play ซึ่งจะเริ่มบริการในปี 2019 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่แน่นอนว่ามันก็ไม่ถึงขั้นว่า Netflix จะล่มจมหรอก เพราะตัว Netflix ก็ยังมีหนังค่ายอื่นๆ คอยยืนไว้อยู่ แต่เผอิญเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า Disney Play เองไม่ใช่แค่ยึดหนังค่ายตัวเองกลับไป แต่พวกกำลังวางแผนจะสร้างออริจินอลคอนเทนต์ออกมาต่อสู้ด้วยเช่นกัน นั่นทำให้ศึกนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แพลนที่ดิสนีย์วางแผนจะสร้างนั้นก็เรียกได้มาเพื่อตั๊นหน้า Netflix รวมถึงสตรีมมิ่งเซอร์วิสอื่นๆโดยเฉพาะ เพราะพวกเขาเตรียมเอาทรัพยากรชั้นดีที่มีมาสร้างให้เป็นอาวุธใหญ่ที่คนอื่นไม่มี ตัวอย่างเช่น การสร้าง <em>Star Wars</em> เดอะซีรีส์ ที่จะเป็นเหตุการณ์ 3 ปีหลังจากภาค <em>​Return of the Jedi</em> ภายใต้การสร้างของคุณ Jon Favreau ณ <em>Iron Man</em> และยังไม่รวมถึงหนังภาคแยกของโลกิ และสการ์เล็ตวิช จากจักรวาลมาร์เวล เรียกได้ว่านี่เป็นการยิงปืนขึ้นฟ้าข่มคู่ต่อสู้มาก แฟน <em>Star Wars</em> กับแฟนมาร์เวลก็ปาเข้าไปครึ่งโลกแล้ว และมีความเป็นโอตะสูง ยังไงก็ต้องมาสมัคร Disney Play อย่างแน่นอน พร้อมด้วยเรตราคาที่ทางดิสนีย์แอบเผยไว้ว่า &#8216;น่าจะต่ำกว่าของ Netflix เป็นอย่างมาก&#8217;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะฟังดูเหมือนมหันตภัยธรรมชาติใหม่กำลังจะพัดพาสู่ Netflix แต่เรื่องนี้อาจจะต้องดูกันไปยาวๆ สักนิดหนึ่ง เพราะแม้ว่าดิสนีย์จะเตรียมสร้างโปรเจกต์แมสๆ มาสู้ก็ตาม แต่อย่างไรตอนนี้ Netflix ก็ถือว่าออกตัววิ่งนำไปแล้วหลายหมื่นลี้ ทั้งเรื่องแบรนดิ้งที่ค่อนข้างแข็งแรงมาก และการที่สตรีมมิ่งเซอร์วิสอย่าง Netflix กำลังผสมตัวเองเข้าไปในโลกภาพยนตร์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว มีการผลิตออริจินอลคอนเทนต์ที่แข็งแรงเทียบเท่าหนังสตูดิโอปกติ มีวางแผนไปถึงฉายโรง และพร้อมจะเข้าชิงรางวัลเวทีเดียวกับหนังโรงทั่วๆ ไปทั้งๆ ที่มันเป็นเพียงหนังจากสตรีมมิ่งเซอร์วิสเท่านั้น จริงๆ สตรีมมิ่งเซอร์วิสอื่นๆ บนโลกเช่น Hulu, Amazon Prime หรือ HBO NOW ก็มีการทำอะไรแบบนี้ หนังบางเรื่องของ Amazon อย่าง <em>Manchester by the Sea</em> ก็ดังทั่วโลก แต่ก็ยังไม่มีที่ไหนสู้ Netflix ได้จริงๆ สักที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ การที่ค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์ลงมาเตะสนามเล็กแบบนี้ถือได้ว่าเป็นสัญญาณใหญ่ว่า วงการหนังออริจินอลคอนเทนต์ในระบบสตรีมมิ่งนั้น ไม่ใช่แค่เป็นการเอาตัวรอดของผู้บริการรายใดรายหนึ่ง ในปีที่แล้วนั้น <a href="https://adaymagazine.com/global-19/">Netflix ยังโดนกีดกันไม่ให้เข้ามาอยู่ในระบบโลกภาพยนตร์ปกติอยู่เลย</a> แบบว่า อี๋ พวกหนัง Netflix อย่ามายุ่งกับพวกฉัน แต่ตอนนี้โลกภาพยนตร์ปกติกลับมาขอมีส่วนกับโลกภาพยนตร์สตรีมมิ่งเสียเอง หรือตัวสตูดิโอภาพยนตร์เองก็เริ่มเห็นแล้วจริงๆ ว่า คนดูเริ่มจะอยู่บ้านดูหนังแล้วจริงๆ ไม่ได้เป็นแค่หัวข้อบทความตามเว็บไซต์ที่คิดเองเออเองอีกต่อไป ถ้าไม่ยอมสร้างรากฐานไว้เสียแต่วันนี้ วันหน้าอาจจะต้องมีการขอส่งหนังค่ายตัวเองกลับไป Netflix อีกครั้งก็เป็นได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงปีสองปีนี้ ศึกระหว่างโลกภาพยนตร์ปกติกับโลกภาพยนตร์สตรีมมิ่งนั้นถือว่าดุเดือดอย่างก้าวหน้ามาก เราเห็นหลายเคสเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีการรุกคืบอย่างชัดเจนของ Netflix มีการตัดสินใจใหม่จากค่ายหนัง มีการยอมรับโมเดลใหม่ๆ มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ในปีหน้าหลังจาก Disney Play เปิดให้บริการ เราคงได้เห็นอีกว่าทิศทางของโลกภาพยนตร์นี้จะเปลี่ยนไปอีกขนาดไหน </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/disney-play/">DISNEY PLAY : ระบบสตรีมมิ่งใหม่จากดิสนีย์ผู้จะมาพลิก Netflix ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/disney-play/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
