<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธารริน อดุลยานนท์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author70/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author70/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2021 07:51:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความเป็นเด็กในตัวเราไม่เคยหายไปไหน” &#8211; อาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pusadee-nawawijit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2021 11:40:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[a day with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โต๊ะโตะจัง]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหญิงข้างหน้าต่าง]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์ผีเสื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[นักแปล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=118342</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราหยิบหนังสือ ‘โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง’ ขึ้นมาอ่าน เมื่อรู้ว่าจะได้พูดคุยกับอาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต ผู้แปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย แม้จะเป็นวรรณกรรมเยาวชน เรื่องราวของเด็กหญิงโต๊ะโตะในโรงเรียนโทโมเอกลับจับใจผู้ใหญ่อย่างเราจนต้องพลิกอ่านต่อบทแล้วบทเล่า &#8220;ผู้ใหญ่ก็อ่านวรรณกรรมเยาวชนได้ทั้งยังอ่านได้อย่างมีความสุขด้วย&#8221; อาจารย์ผุสดีบอกเราเมื่อพบกัน &#8220;เราทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวไม่เคยหายไปไหนแต่พอโตขึ้นเราต้องใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่และมีหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบเราก็จะลืมความสุขหรือความพอใจง่ายๆ เหมือนที่เด็กเห็นเช่นเห็นดอกไม้ดอกเล็กๆ น่ารักดอกหนึ่งก็มีความสุขเพราะฉะนั้นเวลาที่เราเจอสิ่งที่ทำให้รำลึกถึงความเป็นเด็กอย่างการอ่านวรรณกรรมเยาวชนความเป็นเด็กของเราก็จะกลับคืนมา&#8221; การที่ตัวตนในวัยเด็กยังอยู่กับเราถึงตอนนี้สิ่งที่เราเรียนรู้ช่วงแรกเริ่มของชีวิตจึงสำคัญมาก &#8220;ผู้ใหญ่จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเขาผ่านพ้นช่วงวัยเด็กมาอย่างไรประสบการณ์วัยเด็กเปลี่ยนนักบุญเป็นคนบาปได้ในทันที&#8221; อาจารย์ผุสดีผู้จบปริญญาตรีสาขาวรรณกรรมเยาวชนจากมหาวิทยาลัยโอชาโนมิสึประเทศญี่ปุ่นอธิบาย &#8220;เพื่อจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเด็กต้องเรียนรู้เรื่องกฎเกณฑ์ของสังคมต้องมีความรู้มีการศึกษาและมีสุนทรียะเพื่อให้เขามีจิตใจละเอียดอ่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรีหรือศิลปะอย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะให้เด็กฟังดนตรีคลาสสิกตั้งแต่อยู่ในท้องในโรงเรียนก็มีการสอนดนตรีทุกระดับชั้นทำให้เด็กรู้จักรักเสียงดนตรีตั้งแต่เล็ก&#8221; เมื่อเอ่ยมาถึงตอนนี้อาจารย์ผุสดีก็เล่าเรื่องแดนอาทิตย์อุทัยให้เราฟังต่ออย่างผู้รู้จริงทั้งเรื่องการศึกษาสภาพสังคมและนิสัยผู้คนเพราะอาจารย์ผุสดีเคยพำนักอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 10 ปีและเมื่อกลับมาเมืองไทยก็ทำงานเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นมากมายตั้งแต่แปลหนังสือเป็นล่ามไปจนถึงเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานบริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK ประจำประเทศไทย &#8220;บอกไม่ได้หรอกว่าญี่ปุ่นดีกว่าไทยหรือไทยดีกว่าญี่ปุ่น&#8221; หลังเล่าเรื่องไปพักใหญ่อาจารย์ผุสดีก็เอ่ยประโยคนี้กับเรายิ้มๆ &#8220;แต่ถ้าจะเอาอะไรจากญี่ปุ่นมาใช้ มันก็อาจเป็นประโยชน์ สิ่งแรกที่เราน่าจะรับมาจากญี่ปุ่นคือเรื่องระเบียบวินัย ถ้าเปรียบเทียบกัน คนไทยไม่รักษากฎเกณฑ์อะไรเลย ขณะที่ญี่ปุ่นค่อนข้างเข้มงวด เพราะว่าประชากรเยอะ พื้นที่น้อย ภัยพิบัติเยอะ เลยต้องมีกฎเกณฑ์มากมาย ต้องรักษากฎเสมอเพื่อให้อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข ถ้าเอาญี่ปุ่นมาบวกไทยแล้วหารสองน่าจะกำลังดี&#8221; อาจารย์หัวเราะ &#8220;อีกเรื่องที่เราน่าจะรับมาจากญี่ปุ่นคือเรื่องทำงานเป็นทีม เพราะคนไทยไม่ค่อยคุ้นกับการทำงานด้วยกัน เรามีอีโก้จัด เสนอความเห็นไป ถ้าคนอื่นไม่เอาก็จะไม่ยุ่ง ไม่ช่วยแล้ว ขณะที่คนญี่ปุ่นเวลามีด็อกเตอร์ 10 คนมาทำงานด้วยกัน พอที่ประชุมตกลงว่าจะทำยังไง ถึงแม้จะใช้ข้อสรุปหรือใช้ความเห็นของด็อกเตอร์คนใดคนหนึ่ง คนอื่นก็ยอมรับมตินี้แล้วทำงาน เพราะเขาให้ความสำคัญกับคนอื่นด้วย&#8221; หลังฟังเรื่องญี่ปุ่นจนจุใจ บทสนทนาก็ดำเนินมาถึงช่วงท้าย เราเอ่ยถามอาจารย์ผุสดีถึงสิ่งที่อยากฝากบอกแก่คนรุ่นใหม่ ผู้แปลโต๊ะโตะจัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pusadee-nawawijit/">เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความเป็นเด็กในตัวเราไม่เคยหายไปไหน” &#8211; อาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราหยิบหนังสือ ‘โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง’ ขึ้นมาอ่าน เมื่อรู้ว่าจะได้พูดคุยกับอาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต ผู้แปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย แม้จะเป็นวรรณกรรมเยาวชน เรื่องราวของเด็กหญิงโต๊ะโตะในโรงเรียนโทโมเอกลับจับใจผู้ใหญ่อย่างเราจนต้องพลิกอ่านต่อบทแล้วบทเล่า</p>
<p>&#8220;ผู้ใหญ่ก็อ่านวรรณกรรมเยาวชนได้ทั้งยังอ่านได้อย่างมีความสุขด้วย&#8221; อาจารย์ผุสดีบอกเราเมื่อพบกัน &#8220;เราทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวไม่เคยหายไปไหนแต่พอโตขึ้นเราต้องใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่และมีหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบเราก็จะลืมความสุขหรือความพอใจง่ายๆ เหมือนที่เด็กเห็นเช่นเห็นดอกไม้ดอกเล็กๆ น่ารักดอกหนึ่งก็มีความสุขเพราะฉะนั้นเวลาที่เราเจอสิ่งที่ทำให้รำลึกถึงความเป็นเด็กอย่างการอ่านวรรณกรรมเยาวชนความเป็นเด็กของเราก็จะกลับคืนมา&#8221;</p>
<p>การที่ตัวตนในวัยเด็กยังอยู่กับเราถึงตอนนี้สิ่งที่เราเรียนรู้ช่วงแรกเริ่มของชีวิตจึงสำคัญมาก</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118356" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/MG_0723.jpg" alt="ผุสดี" width="700" height="566" /></p>
<p>&#8220;ผู้ใหญ่จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเขาผ่านพ้นช่วงวัยเด็กมาอย่างไรประสบการณ์วัยเด็กเปลี่ยนนักบุญเป็นคนบาปได้ในทันที&#8221; อาจารย์ผุสดีผู้จบปริญญาตรีสาขาวรรณกรรมเยาวชนจากมหาวิทยาลัยโอชาโนมิสึประเทศญี่ปุ่นอธิบาย &#8220;เพื่อจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเด็กต้องเรียนรู้เรื่องกฎเกณฑ์ของสังคมต้องมีความรู้มีการศึกษาและมีสุนทรียะเพื่อให้เขามีจิตใจละเอียดอ่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรีหรือศิลปะอย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะให้เด็กฟังดนตรีคลาสสิกตั้งแต่อยู่ในท้องในโรงเรียนก็มีการสอนดนตรีทุกระดับชั้นทำให้เด็กรู้จักรักเสียงดนตรีตั้งแต่เล็ก&#8221;</p>
<p>เมื่อเอ่ยมาถึงตอนนี้อาจารย์ผุสดีก็เล่าเรื่องแดนอาทิตย์อุทัยให้เราฟังต่ออย่างผู้รู้จริงทั้งเรื่องการศึกษาสภาพสังคมและนิสัยผู้คนเพราะอาจารย์ผุสดีเคยพำนักอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 10 ปีและเมื่อกลับมาเมืองไทยก็ทำงานเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นมากมายตั้งแต่แปลหนังสือเป็นล่ามไปจนถึงเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานบริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK ประจำประเทศไทย</p>
<p>&#8220;บอกไม่ได้หรอกว่าญี่ปุ่นดีกว่าไทยหรือไทยดีกว่าญี่ปุ่น&#8221; หลังเล่าเรื่องไปพักใหญ่อาจารย์ผุสดีก็เอ่ยประโยคนี้กับเรายิ้มๆ &#8220;แต่ถ้าจะเอาอะไรจากญี่ปุ่นมาใช้ มันก็อาจเป็นประโยชน์ สิ่งแรกที่เราน่าจะรับมาจากญี่ปุ่นคือเรื่องระเบียบวินัย ถ้าเปรียบเทียบกัน คนไทยไม่รักษากฎเกณฑ์อะไรเลย ขณะที่ญี่ปุ่นค่อนข้างเข้มงวด เพราะว่าประชากรเยอะ พื้นที่น้อย ภัยพิบัติเยอะ เลยต้องมีกฎเกณฑ์มากมาย ต้องรักษากฎเสมอเพื่อให้อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข ถ้าเอาญี่ปุ่นมาบวกไทยแล้วหารสองน่าจะกำลังดี&#8221; อาจารย์หัวเราะ</p>
<p><img decoding="async" class=" wp-image-118354 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/MG_0708.jpg" alt="" width="700" height="656" /></p>
<p>&#8220;อีกเรื่องที่เราน่าจะรับมาจากญี่ปุ่นคือเรื่องทำงานเป็นทีม เพราะคนไทยไม่ค่อยคุ้นกับการทำงานด้วยกัน เรามีอีโก้จัด เสนอความเห็นไป ถ้าคนอื่นไม่เอาก็จะไม่ยุ่ง ไม่ช่วยแล้ว ขณะที่คนญี่ปุ่นเวลามีด็อกเตอร์ 10 คนมาทำงานด้วยกัน พอที่ประชุมตกลงว่าจะทำยังไง ถึงแม้จะใช้ข้อสรุปหรือใช้ความเห็นของด็อกเตอร์คนใดคนหนึ่ง คนอื่นก็ยอมรับมตินี้แล้วทำงาน เพราะเขาให้ความสำคัญกับคนอื่นด้วย&#8221;</p>
<p>หลังฟังเรื่องญี่ปุ่นจนจุใจ บทสนทนาก็ดำเนินมาถึงช่วงท้าย เราเอ่ยถามอาจารย์ผุสดีถึงสิ่งที่อยากฝากบอกแก่คนรุ่นใหม่ ผู้แปลโต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง นิ่งคิดไปนาน แล้วจึงกล่าวว่าอยากให้อดทนและตั้งใจเรียนรู้</p>
<p><img decoding="async" class=" wp-image-118357 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/MG_0725.jpg" alt="" width="700" height="579" /></p>
<p>&#8220;คนไทยเปลี่ยนงานกันง่ายมาก บางคนเข้าไปทำงาน 1 เดือนบอกไม่เอาแล้ว ทำให้ทำอะไรไม่เป็นสักที แต่คนญี่ปุ่นมีคำพังเพยเปรียบเทียบความสามารถของคนกับการปลูกต้นไม้ บอกว่าต้นท้อต้องใช้เวลา 3 ปีถึงจะมีลูก ถ้าเป็นต้นพลับต้องใช้เวลาถึง 8 ปี หมายความว่า ให้เรียนรู้และทำงานอย่างอดทน เพราะฉะนั้นไปทำงานที่ไหนก็อย่าเบื่อ อย่าท้อง่าย&#8221;</p>
<p>นอกจากได้รู้ว่าความเป็นเด็กแสนสดใสไม่ได้หล่นหายระหว่างการเป็นผู้ใหญ่ คำพูดทิ้งท้ายของอาจารย์ผุสดียังบอกเราว่า หากเข้มแข็งมากพอ เราทุกคนจะเติบโตอย่างงดงาม</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pusadee-nawawijit/">เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความเป็นเด็กในตัวเราไม่เคยหายไปไหน” &#8211; อาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Run for the Better Me การวิ่งที่เปลี่ยนชีวิตอาจารย์หนุ่มผู้อ่อนล้าให้แข็งแรงและเชื่อมั่นในตัวเอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/run-for-better/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Dec 2018 01:16:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=47155</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อหันมองเทรนด์การออกกำลังกายในเมืองไทย พูดได้ว่ายุคสมัยนี้คือยุคทองแห่งการวิ่ง แต่แม้จะมีนักวิ่งมากมายออกวิ่งไปในแต่ละวัน แต่ละคนก็ต่างมีเรื่องราว เป้าหมาย และแรงขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้นที่ต่างกันไป เช่นเดียวกับ หมอโอ๊ต–ผศ.น.สพ.ดร.วีระศักดิ์ ฟุ้งเฟื่อง หนึ่งในผู้ร่วมวิ่งงาน Human Run 2018 ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรา “ก่อนหน้านี้ผมไม่สนใจกีฬาวิ่งเลยเพราะมันเหนื่อย และอาจเพราะเป็นปมด้อยตั้งแต่สมัยประถมที่ไปร่วมคัดนักกีฬาของโรงเรียนแล้วเข้าที่โหล่จนโดนญาติล้อในวงกินข้าว ทำให้ฝังใจ ไม่สนใจกีฬานี้อีกเลยเพราะวิ่งแพ้คนอื่น” หมอโอ๊ตบอกกับเราอย่างนั้น ตอนนี้เขาเป็นทั้งอาจารย์ประจำภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นนายสัตวแพทย์ และเป็นนักวิ่งที่ออกวิ่งสม่ำเสมอมากว่า 3 ปีแล้ว อะไรทำให้ชายหนุ่มผู้ละทิ้งการวิ่งไปตั้งแต่วัยประถมศึกษาหยิบรองเท้าก้าวสู่ลู่วิ่งอีกครั้ง หมอโอ๊ตย้อนเล่าว่าทุกอย่างเริ่มจากคำถามเมื่อภาระการงานทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก “มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ภาระงานผมค่อนข้างเยอะ เป็นอาจารย์สอนหนังสือเช้าถึงเย็นหรือบางวันเช้าถึงค่ำ เสาร์-อาทิตย์ก็ทำหน้าที่นายสัตวแพทย์ประจำคลินิกรักษาสัตว์ เหมือนเราทำงาน 7 วัน พอกลับบ้านก็จะรู้สึกเพลีย ต้องพักผ่อนด้วยการนอน ไม่มีความคิดที่จะทำกิจกรรมอื่นอีกเลย ผมก็คิดว่ายังอายุไม่ถึง 40 ทำไมล้าขนาดนี้ ทั้งที่ตัวเองก็เคยเป็นคนออกกำลังกาย แล้วพอทำงานเยอะต่อเนื่องกันก็รู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่ไหว เลยตัดสินใจว่าต้องหากีฬาอะไรเล่น” อย่างที่หมอโอ๊ตบอกว่าเขาเคยออกกำลังกายมาก่อน แต่ครั้งนี้จะให้ไปตีแบดมินตันก็หาเพื่อนร่วมสนุกยาก หรือจะให้ว่ายน้ำที่ต้องเปลี่ยนชุดโดดลงสระมหาวิทยาลัยก็เขินเด็กๆ สุดท้ายอาจารย์หนุ่มจึงตัดสินใจเลือกการวิ่งเป็นทางออก “ครั้งแรกที่ตัดสินใจวิ่ง วิ่งได้แค่ 400 เมตรก็หยุดเลย” ชายผู้ร้างลาการวิ่งมาเนิ่นนานพูดถึงวันแรกของการเริ่มต้นอีกครั้ง แต่แม้ระยะทางที่ได้จะแสนสั้น นักวิ่งมือใหม่ก็ตัดสินใจให้โอกาสวันที่ 2 แก่กีฬาชนิดนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-for-better/">Run for the Better Me การวิ่งที่เปลี่ยนชีวิตอาจารย์หนุ่มผู้อ่อนล้าให้แข็งแรงและเชื่อมั่นในตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อหันมองเทรนด์การออกกำลังกายในเมืองไทย พูดได้ว่ายุคสมัยนี้คือยุคทองแห่งการวิ่ง แต่แม้จะมีนักวิ่งมากมายออกวิ่งไปในแต่ละวัน แต่ละคนก็ต่างมีเรื่องราว เป้าหมาย และแรงขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้นที่ต่างกันไป</p>
<p>เช่นเดียวกับ <strong>หมอโอ๊ต–ผศ.น.สพ.ดร.วีระศักดิ์ ฟุ้งเฟื่อง</strong> หนึ่งในผู้ร่วมวิ่งงาน <strong>Human Run 2018</strong> ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-47205 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“ก่อนหน้านี้ผมไม่สนใจกีฬาวิ่งเลยเพราะมันเหนื่อย และอาจเพราะเป็นปมด้อยตั้งแต่สมัยประถมที่ไปร่วมคัดนักกีฬาของโรงเรียนแล้วเข้าที่โหล่จนโดนญาติล้อในวงกินข้าว ทำให้ฝังใจ ไม่สนใจกีฬานี้อีกเลยเพราะวิ่งแพ้คนอื่น” หมอโอ๊ตบอกกับเราอย่างนั้น ตอนนี้เขาเป็นทั้งอาจารย์ประจำภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นนายสัตวแพทย์ และเป็นนักวิ่งที่ออกวิ่งสม่ำเสมอมากว่า 3 ปีแล้ว</p>
<p>อะไรทำให้ชายหนุ่มผู้ละทิ้งการวิ่งไปตั้งแต่วัยประถมศึกษาหยิบรองเท้าก้าวสู่ลู่วิ่งอีกครั้ง หมอโอ๊ตย้อนเล่าว่าทุกอย่างเริ่มจากคำถามเมื่อภาระการงานทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก</p>
<p>“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ภาระงานผมค่อนข้างเยอะ เป็นอาจารย์สอนหนังสือเช้าถึงเย็นหรือบางวันเช้าถึงค่ำ เสาร์-อาทิตย์ก็ทำหน้าที่นายสัตวแพทย์ประจำคลินิกรักษาสัตว์ เหมือนเราทำงาน 7 วัน พอกลับบ้านก็จะรู้สึกเพลีย ต้องพักผ่อนด้วยการนอน ไม่มีความคิดที่จะทำกิจกรรมอื่นอีกเลย ผมก็คิดว่ายังอายุไม่ถึง 40 ทำไมล้าขนาดนี้ ทั้งที่ตัวเองก็เคยเป็นคนออกกำลังกาย แล้วพอทำงานเยอะต่อเนื่องกันก็รู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่ไหว เลยตัดสินใจว่าต้องหากีฬาอะไรเล่น”</p>
<p>อย่างที่หมอโอ๊ตบอกว่าเขาเคยออกกำลังกายมาก่อน แต่ครั้งนี้จะให้ไปตีแบดมินตันก็หาเพื่อนร่วมสนุกยาก หรือจะให้ว่ายน้ำที่ต้องเปลี่ยนชุดโดดลงสระมหาวิทยาลัยก็เขินเด็กๆ สุดท้ายอาจารย์หนุ่มจึงตัดสินใจเลือกการวิ่งเป็นทางออก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-47208 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“ครั้งแรกที่ตัดสินใจวิ่ง วิ่งได้แค่ 400 เมตรก็หยุดเลย” ชายผู้ร้างลาการวิ่งมาเนิ่นนานพูดถึงวันแรกของการเริ่มต้นอีกครั้ง แต่แม้ระยะทางที่ได้จะแสนสั้น นักวิ่งมือใหม่ก็ตัดสินใจให้โอกาสวันที่ 2 แก่กีฬาชนิดนี้ ผลปรากฏว่าได้ระยะทางเพิ่มมากขึ้น หลังจากวิ่งได้ต่อเนื่อง รุ่นน้องที่รู้จักกันก็ชวนให้หมอโอ๊ตลองสมัครงานวิ่งแรกในชีวิต</p>
<p>“เป้าหมายแรกที่ทำให้วิ่งต่อคือผมลงงานวิ่งในระยะทาง 6 กิโลเมตรไว้ เพราะฉะนั้นต้องวิ่งให้จบ ไม่อย่างนั้นจะอายตัวเอง อายน้องที่มาชวน” ชายหนุ่มอธิบายแรงจูงใจให้ยืนระยะ “ผมก็ซ้อมเองโดยไม่มีหลักเกณฑ์อะไร ไม่รู้เทคนิค ทำยังไงก็ได้ให้ซ้อมได้มากที่สุด ให้ระยะทางที่ได้ใกล้เคียง 6 กิโลเมตร”</p>
<p>แล้วการลงสนามงานวิ่งของจริงครั้งแรกก็ผ่านพ้นไปด้วยดี โดยนอกจากทำระยะทางได้น่าพอใจ หมอโอ๊ตยังรู้สึกชอบและสนุกกับการออกวิ่งไปพร้อมคนอื่น</p>
<p>“พอได้ไปสัมผัสบรรยากาศมันทำให้ผมสนุก บางทีวิ่งไปเห็นคุณลุงที่แก่กว่าวิ่งเแซง ก็รู้สึกว่าต้องทำให้ดีกว่านี้ เลยสมัครงานวิ่งครั้งต่อไปรอไว้เรื่อยๆ เป็นเหมือนโปรแกรมในแต่ละเดือนซึ่งทำให้เราซ้อมเพื่อไปแต่ละงาน”</p>
<p>กีฬาแต่ละชนิดมีความยากเฉพาะตัว สำหรับการวิ่งคือต้องมีวินัยในการซ้อมสม่ำเสมอ รวมถึงยังมีอุปสรรคต่างๆ ที่นักวิ่งต้องผ่านไปให้ได้อย่างอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อซึ่งพบได้บ่อยเวลาออกกำลังกาย เรามักจะเห็นนักวิ่งใส่ปลอกรัดน่องหรือเข่าที่เรียกว่า Compression Sleeve เพื่อซัพพอร์ตกล้ามเนื้อ ป้องกันการบาดเจ็บจากการวิ่ง ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และลดความเมื่อยล้าซึ่ง Compression Sleeve ที่หมอโอ๊ตใช้มาจากแบรนด์ FUTURO<img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/2122.png" alt="™" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> จากบริษัท 3M นอกจากเนื้อผ้าเบาสบาย ขอบไม่รัดแน่นจนอึดอัด และระบายเหงื่อได้ดี ทำให้ใส่สบายเวลาวิ่ง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-47207 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3M-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>แต่แม้มีจุดที่ต้องฝ่าฟัน อาจารย์และสัตวแพทย์หนุ่มก็ยังคงตั้งใจวิ่งต่อไม่หยุด นอกจากขยับระยะการวิ่งถึงฟูล มาราธอน จนได้พบว่าระยะที่เหมาะกับตัวเองที่สุดคือฮาล์ฟ มาราธอน หรือระยะ 21 กิโลเมตร เขายังลองเปลี่ยนจากนักวิ่งเดี่ยวไปสู่อีกบทบาทที่ท้าทาย นั่นคือการเป็น Pacer หรือผู้วิ่งนำให้นักวิ่งที่วิ่งตาม (ชาวเพเซอร์เรียกนักวิ่งกลุ่มนี้ว่า ลูกค้า) ได้สถิติเวลาที่ต้องการโดยไม่ต้องคอยเช็กเวลาจากอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งในงาน Human Run ที่ผ่านมาถือเป็นครั้งที่ 2 ของเขาในตำแหน่งนี้</p>
<p>“ในงาน Human Run 2018 ผมเป็นเพเซอร์ของระยะทาง 10 กิโลเมตรในเวลา 60 นาที หมายความว่าผมจะต้องเข้าเส้นชัยภายใน 60 นาที และต้องวิ่งสม่ำเสมอ ไม่ใช่ช่วงแรกอัดความเร็วแล้วค่อยช้าลงเพราะนักวิ่งจะตามไม่ทัน ซึ่งการสมัครเป็นเพเซอร์นี้ เราทำหน้าที่เหมือนอาสาสมัคร แต่ต้องมีผลงานการวิ่งเร็วกว่าเวลาที่ลงสมัครประมาณ 15-20 นาที และถ้าผ่านการคัดเลือก เราจะต้องส่งการบ้านคือต้องวิ่งให้ตรงกับระยะทางและเวลาที่รับผิดชอบแล้วส่งสถิติผ่านแอพพลิเคชั่นไปให้ทีมงาน”</p>
<p>แน่นอนว่าบทบาทนี้ย่อมยากกว่าการลงวิ่งตัวปลิวไปคนเดียว มองแค่ให้ถึงเป้าหมายตามต้องการ แต่หมอโอ๊ตก็มองเห็นแง่ดีของการเป็นเพเซอร์</p>
<p>“การเป็นเพเซอร์ช่วยฝึกร่างกายเราให้รักษาระดับการวิ่งสม่ำเสมอได้ แล้วผมก็สนุกที่ได้ช่วยกระตุ้นคน สิ่งนี้เป็นศิลปะนะ เมื่อเห็นบางคนเหนื่อย ผมก็พยายามคุยให้สนุก หามุกมาเล่นเพื่อให้เขาไม่เครียด”</p>
<p>ถึงตอนนี้ หมอโอ๊ตมีการวิ่งเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมาถึงปีที่ 3 แล้ว นับเป็นการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิตเขาอย่างแท้จริง</p>
<p>“ผมทำงานได้ทนขึ้นเพราะร่างกายแข็งแรง ที่เห็นผลชัดคือตั้งแต่เริ่มวิ่งจนปัจจุบัน ผมป่วยอย่างมากก็ปีละครั้งและเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา ไม่เคยป่วยหนักหรือมีปัญหาสุขภาพเลย นอกจากนั้นที่เคยมองว่าการวิ่งเหนื่อย ที่เคยฝังใจไม่อยากวิ่ง ผมก็ทำในสิ่งที่ท้าทายตัวเองได้แล้ว จากนี้เป้าหมายต่อไปคือการวิ่งระยะทาง 21 กิโลเมตรโดยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นและถ้ามีโอกาสจะเป็นเพเซอร์อีก ผมคาดว่าตัวเองคงวิ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรง”</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p><i>หากใครสนใจปลอกรัดน่องเข่า Compression Sleeve แบรนด์ FUTURO<img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/2122.png" alt="™" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> จากบริษัท 3M ดูได้ที่<br />
https://www.facebook.com/FUTUROThailand/<br />
</i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-for-better/">Run for the Better Me การวิ่งที่เปลี่ยนชีวิตอาจารย์หนุ่มผู้อ่อนล้าให้แข็งแรงและเชื่อมั่นในตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อสวีเดนไม่ได้มีแค่ Lagom สัมผัสชีวิตและวิธีคิดสไตล์สวีดิชผ่าน ‘XC40’ รถรุ่นล่าสุดจากวอลโว่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/lagom-volvo-xc40/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Dec 2018 08:00:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=46253</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงสวีเดนขึ้นมาตอนนี้ หลายคนคงคิดถึงคำฮอตอย่าง LAGOM แนวคิดจากสุภาษิตเก่าแก่ของสวีเดนซึ่งหมายถึงความพอดีคือสิ่งดีที่สุด แต่ที่จริงแล้วสวีเดนยังมีอีกสิ่งที่น่ารู้จักไม่แพ้กัน ย้อนกลับไปเมื่อ ค.ศ. 1927 บริษัทผลิตรถยนต์รายหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองกูเตนเบิร์กของสวีเดน ชื่อของบริษัทนี้คือ ‘วอลโว่’ วอลโว่ผ่านการสร้างรถในหลากหลายรูปแบบตั้งแต่รถยนต์ รถบรรทุก รถบัส จนถึงรถสำหรับกองทัพสวีเดน เกือบ 100 ปีผ่านไป วอลโว่ยืนหยัดและเติบโตกลายเป็นผู้ส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลกรวมถึงเมืองไทย และเมื่อได้คุยกับคุณฌอง–ดาวิด อาเรล หรือคุณเจดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในวาระเปิดตัว XC40 รถรุ่นล่าสุดซึ่งเป็น Compact SUV รุ่นแรกของวอลโว่ภายใต้คอนเซปต์ ‘Designed to Break the Norms’ เราก็พบว่าวิธีคิดเบื้องหลังการสร้างรถของวอลโว่นั้นน่าสนใจ อีกทั้งสะท้อนความเป็นสวีเดนอย่างเต็มเปี่ยม สิ่งที่ควรพูดถึงก่อนเพื่อนคือมิติการออกแบบ การออกแบบรถของวอลโว่อย่าง XC40 นั้นเชื่อมโยงกับรากฐานความคิดแบบสวีดิชที่เรียกว่า ‘OMTANKE’ “โอมทังเกะคือกระบวนการคิดของสวีเดน” คุณเจดีอธิบาย “มันคือการคิดทบทวนอีกครั้งก่อนลงมือทำ แล้วเมื่อคิดว่านี่คือสิ่งที่ควรทำ คุณจึงเริ่มต้น กระบวนการคิดนี้ถูกใช้ในการออกแบบด้วย นักออกแบบจะพยายามมองหาว่าดีไซน์นี้สวยหรือยัง แต่ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่าแน่ใจมั้ยว่าไม่มีสิ่งไม่จำเป็นอยู่ มันจึงเป็นการออกแบบที่ทำให้เกิดความสวยงามและความบริสุทธิ์ไม่มีส่วนเกิน บางทีการออกแบบอย่างนี้อาจถูกมองว่าเป็นความเรียบง่าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lagom-volvo-xc40/">เมื่อสวีเดนไม่ได้มีแค่ Lagom สัมผัสชีวิตและวิธีคิดสไตล์สวีดิชผ่าน ‘XC40’ รถรุ่นล่าสุดจากวอลโว่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงสวีเดนขึ้นมาตอนนี้ หลายคนคงคิดถึงคำฮอตอย่าง LAGOM แนวคิดจากสุภาษิตเก่าแก่ของสวีเดนซึ่งหมายถึงความพอดีคือสิ่งดีที่สุด แต่ที่จริงแล้วสวีเดนยังมีอีกสิ่งที่น่ารู้จักไม่แพ้กัน</p>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อ ค.ศ. 1927 บริษัทผลิตรถยนต์รายหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองกูเตนเบิร์กของสวีเดน</p>
<p>ชื่อของบริษัทนี้คือ ‘วอลโว่’</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-47158 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/2-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/2-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/2-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/2-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>วอลโว่ผ่านการสร้างรถในหลากหลายรูปแบบตั้งแต่รถยนต์ รถบรรทุก รถบัส จนถึงรถสำหรับกองทัพสวีเดน เกือบ 100 ปีผ่านไป วอลโว่ยืนหยัดและเติบโตกลายเป็นผู้ส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลกรวมถึงเมืองไทย และเมื่อได้คุยกับคุณฌอง–ดาวิด อาเรล หรือคุณเจดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในวาระเปิดตัว XC40 รถรุ่นล่าสุดซึ่งเป็น Compact SUV รุ่นแรกของวอลโว่ภายใต้คอนเซปต์ ‘Designed to Break the Norms’ เราก็พบว่าวิธีคิดเบื้องหลังการสร้างรถของวอลโว่นั้นน่าสนใจ อีกทั้งสะท้อนความเป็นสวีเดนอย่างเต็มเปี่ยม</p>
<p>สิ่งที่ควรพูดถึงก่อนเพื่อนคือมิติการออกแบบ การออกแบบรถของวอลโว่อย่าง XC40 นั้นเชื่อมโยงกับรากฐานความคิดแบบสวีดิชที่เรียกว่า ‘OMTANKE’</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-47157 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/4-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/4-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/4-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“โอมทังเกะคือกระบวนการคิดของสวีเดน” คุณเจดีอธิบาย “มันคือการคิดทบทวนอีกครั้งก่อนลงมือทำ แล้วเมื่อคิดว่านี่คือสิ่งที่ควรทำ คุณจึงเริ่มต้น กระบวนการคิดนี้ถูกใช้ในการออกแบบด้วย นักออกแบบจะพยายามมองหาว่าดีไซน์นี้สวยหรือยัง แต่ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่าแน่ใจมั้ยว่าไม่มีสิ่งไม่จำเป็นอยู่ มันจึงเป็นการออกแบบที่ทำให้เกิดความสวยงามและความบริสุทธิ์ไม่มีส่วนเกิน บางทีการออกแบบอย่างนี้อาจถูกมองว่าเป็นความเรียบง่าย แต่บางครั้งความเรียบง่ายก็คือความงามเช่นกัน”</p>
<p>ไม่เพียงกระบวนการคิดที่แสนจะสวีดิช รถของวอลโว่ยังมีกลิ่นอายจากบ้านเกิดติดตัวมาอย่างที่ชาววอลโว่ใช้คำว่า Swedish Heritage อาทิ XC40 เองที่มีไฟหน้ารถซึ่งจำลองรูปแบบมาจากค้อนของธอร์ เทพเจ้าแห่งแถบสแกนดิเนเวียน หรือแม้กระทั่งหน้าปัดรถที่ออกแบบสื่อถึงประเทศสวีเดนที่เต็มไปด้วยเกาะเล็กใหญ่</p>
<p>ทั้งนี้ XC40 อยู่ภายใต้คอนเซปต์ Designed to Break The Norms อันเป็นแนวคิดของวอลโว่ในปัจจุบันที่อยากให้ผู้คนเปลี่ยนภาพจำวอลโว่จากแบรนด์ที่ค่อนข้างอยู่ในกรอบมาเป็นแบรนด์ที่กล้าท้าทายขนบนอกจากความง่ายงามแบบสวีดิชในภาพรวม เราจึงเห็นความสร้างสรรค์สอดแทรกอยู่ในดีไซน์ของรถรุ่นนี้ คุณเจดีเล่าว่า XC40 เป็นรถคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นแรก เหล่านักออกแบบเลยเริ่มต้นจากศูนย์แบบไม่ต้องย้อนดูอดีต ผลคือรถคันนี้ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ไซไฟโดยนักออกแบบตั้งใจให้มันเป็นหุ่นยนต์ตัวเล็กที่แข็งแกร่ง มีล้อขนาดใหญ่ มีฝากระโปรงทรงเปลือกหอยพร้อมเคลือบพื้นผิวสวยงามที่สอดรับกับกรอบตะแกรงทรงโค้ง รูปแบบการดีไซน์ที่มีความโค้งเว้านี้ยังถูกนำไปใช้กับส่วนล่างของประตูหลังช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตัวรถด้านข้างได้อย่างดี ท้ายที่สุด XC40 จึงกลายเป็นรถที่คุณเจดีใช้คำว่ามี Charismatic Design ชวนหลงรักได้ไม่ยาก</p>
<p>นอกจากเรื่องการออกแบบ อีกอย่างที่เรามองว่าน่าสนใจมากคือ การที่ XC40 ผลิตภายใต้ความเชื่อสำคัญของวอลโว่ นั่นคือ ‘Caring for People’ หรือการดูแลมนุษย์ซึ่งความหมายหลักคือ ‘ความปลอดภัย’</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-47162 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/3-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ทำไมการออกแบบรถต้องยึดสิ่งนี้เป็นอย่างแรก เราสงสัย คุณเจดียิ้มแล้วพาเราย้อนสู่สวีเดนในอดีต</p>
<p>“ลองจินตนาการว่าคุณอาศัยอยู่ในสวีเดน มันหนาวเย็น มีหิมะ ทัศนวิสัยแย่ ในยุคที่วอลโว่เริ่มสร้างรถยนต์ มันจึงเป็นเรื่องของการเคลื่อนที่จากจุด A ไปจุด B โดยมั่นใจว่าคุณจะปลอดภัย แล้วถนนเมื่อ 90 ปีก่อนก็ค่อนข้างแตกต่างกับตอนนี้ ตั้งแต่มีน้ำแข็งเกาะจนถึงมีสัตว์ใหญ่บางชนิดเดินข้ามถนน เพราะอย่างนี้ กฎข้อแรกของวอลโว่จึงมีอยู่ว่า ทำอย่างไรเราถึงจะมั่นใจได้ว่าคนที่ซื้อรถเราและอยู่ในรถคันนั้นจะปลอดภัย”</p>
<p>จากเงื่อนไขที่ทำให้การสัญจรยากลำบาก นำมาสู่รถยนต์ที่แข็งแรงและระบบความปลอดภัยที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมายาวนาน ที่สำคัญ วอลโว่มองว่าความปลอดภัยเป็นสิทธิ์ที่ผู้ใช้รถทุกคนสมควรได้รับ เมื่อคิดค้น 3-Point Seat Belt หรือเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดซึ่งคาดจากเอวซ้ายขวาและจากไหล่ลงมาเพื่อยึดไม่ให้คนพุ่งไปตามแรงที่เกิดระหว่างการชน รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดสภาพแรงกระแทกตามมาหรือ Second Impact แก่คนข้างหน้าซึ่งเกิดจากคนด้านหลังที่ไม่ได้คาดเข็มขัดพุ่งมากระแทกเบาะ และเริ่มนำนวัตกรรมนี้มาใช้กับรถยนต์ในสายการผลิตเป็นครั้งแรกของโลกในปี 1959 แทนที่จะสงวนลิขสิทธิ์ไว้เฉพาะกับบริษัท วอลโว่จึงเผยแพร่มันสู่สาธารณะ ผลคือมันได้ไปอยู่ในรถทุกคัน กลายเป็นหนึ่งในสิ่งสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถ ช่วยลดจำนวนตัวเลขของผู้เสียชีวิตและการบาดเจ็บที่ร้ายแรงจากอุบัติเหตุได้ปีละหลายหมื่นคน เข็มขัดนี้ยังได้รับการยอมรับว่าเป็น 1 ใน 8 สิ่งประดิษฐ์สำหรับชีวิตมนุษย์ในตลอดช่วง 100 ปีที่ผ่านมา (1885-1985) ด้วย</p>
<p>แล้วเมื่อหันมองที่รถของวอลโว่เอง ในรถรุ่น XC40 ซึ่งถือเป็นรถรุ่นเล็กสุดในไลน์เดียวกัน โดยราคาเริ่มต้นเพียง 2.09 ล้านบาท ก็มีระบบความปลอดภัยดีเยี่ยมไม่ต่างจากรถรุ่นพี่อย่าง XC90 และ XC60 ซึ่งมีราคาสูงกว่า ตัวอย่างเช่น ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่หรือ City Safety ซึ่งช่วยระบุพิกัดสิ่งที่อยู่รอบรถตั้งแต่รถคันอื่น มอเตอร์ไซค์ จนถึงนักปั่นจักรยาน ประเมินความเสี่ยง แล้วแจ้งคนขับ รวมถึงเบรกอัตโนมัติล่วงหน้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุได้ รถรุ่นนี้ยังมีระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติหรือ Pilot Assist ซึ่งช่วยให้ขับรถปลอดภัยยิ่งขึ้น</p>
<p>มากกว่าความปลอดภัย คุณเจดีขยายความต่อว่า ความเชื่อ Caring for People นี้ยังหมายถึงการทำให้ชีวิตคนในรถสะดวกสบายกว่าเดิม ฟังก์ชั่นโดดเด่นของรถรุ่นนี้จึงเป็นการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยและส่วนเก็บสัมภาระอย่างชาญฉลาดเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองอายุราว 28-45 ปีผู้มีไลฟ์สไตล์หลากหลายซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายอย่างถึงแก่น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-47159 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/5-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/5-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/5-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/5-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“วิศวกรและนักออกแบบของวอลโว่ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากทั่วโลก แล้วพบว่าปัญหาที่ผู้ขับขี่พบเจอคือการขาดแคลนพื้นที่เก็บสัมภาระที่เหมาะสมภายในรถ รวมถึงพบว่าสมาร์ตโฟนขยับเลื่อนไปทั่วคอนโซลกลาง ถุงใส่ของยังตกลงมาได้ หรือบางครั้งคนขับก็ต้องค้นหาบัตรจากกระเป๋าสตางค์ วอลโว่จึงพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างดีที่สุด เพราะเราสร้างรถมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคุณ โดยเราให้ความสำคัญอย่างมากกับการผลิตรถที่มีช่องเก็บสัมภาระเพื่อรองรับสิ่งของ ด้านล่างที่พักแขนมีช่องเก็บของขนาดใหญ่ซึ่งมีถังขยะถอดได้เพื่อช่วยให้รถสะอาดและเป็นระเบียบ ใต้เบาะนั่งยังมีช่องสำหรับเก็บของชิ้นเล็ก  อีกทั้งมีพื้นที่วางสมาร์ตโฟนในขณะที่คุณกำลังชาร์จแบตเตอรี่ มีตะขอแขวนถุงอาหารที่ซื้อกลับบ้านหรือถุงช้อปปิ้งใบเล็กๆ และยังมีที่วางแก้วและที่ชาร์จไฟแบบ USB อีกหลายจุด ขณะที่ส่วนล่างของห้องโดยสารถูกออกแบบให้เป็นช่องเก็บของทั้งหมด และมีการออกแบบช่องเก็บของที่ประตูโดยย้ายลำโพงออกไปและพัฒนาซับ-วูเฟอร์แบบติดแผงหน้าปัดครั้งแรกของโลกเพื่อให้มีช่องเก็บของเพิ่มสำหรับแล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือขวดน้ำที่เก็บได้ถึง 2 ขวด นอกจากนี้ยังมีช่องใส่เหรียญ บัตรต่างๆ หรือสายชาร์จสมาร์ตโฟนด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้ XC40 ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน เรียกได้ว่าถ้ารถยังรกอีก เราคงต้องมาทบทวนตัวเองกันหน่อย”</p>
<p>ด้วยความโดดเด่นทั้งการดีไซน์ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ครบครันทั้งหมดนี้ ไม่น่าแปลกใจที่ XC40 จะคว้ารางวัล Car of The Year ประจำปี 2018 จากเว็บไซต์ What Car? มาครอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-46888 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/volvo-event.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/volvo-event.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/volvo-event-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/volvo-event-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“ผมคิดว่าเราได้รางวัลนี้ไม่ใช่แค่เพราะ XC40 เป็นรถที่สวยหรือมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีรุ่นใหม่ แต่คณะกรรมการในยุโรปน่าจะพิจารณาจากความจริงที่ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการสร้างคอมแพกต์เอสยูวีซึ่งตอบโจทย์ครบทุกข้อ” คุณเจดีบอกเรา</p>
<p>และนี่คือเรื่องราวของรถรุ่นล่าสุดของวอลโว่ที่สะท้อนความคิดความเชื่อน่าสนใจในแบบฉบับแบรนด์เก่าแก่สัญชาติสวีเดนซึ่งไม่เคยหยุดนิ่ง สำหรับใครที่อยากยลโฉม XC40 ของจริง อยากรู้ว่าแบรนด์เก่าแก่นี้พัฒนาไปไกลจากภาพจำแรกของผู้คนแค่ไหน พบรถรุ่นนี้ได้ที่งาน Motor Expo 2018 ช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน &#8211; 10 ธันวาคมนี้ โดยในงานนี้จะเป็นครั้งแรกที่วอลโว่จัดแสดงรถ Crossover รุ่นใหม่ทั้งหมด รวมถึงมีการจัดบูทแบบใหม่ที่แสดง R-Design ของรถฉบับครบถ้วน มีการโชว์ Inscription ของรถ XC90 และมีกิจกรรมสนุกที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วม เช่น มีมุมวาดภาพแบบ interactive สำหรับเด็กอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-46393 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/1-2-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/1-2-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/1-2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/1-2-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" />ร่วมอัพเดตติดตามข้อมูลข่าวสารของวอลโว่ได้ที่</p>
<p><a href="https://www.volvocars.com/th-th">https://www.volvocars.com/th-th</a></p>
<p><a href="https://www.facebook.com/volvoTH/">https://www.facebook.com/volvoTH/</a></p>
<p><a href="https://www.instagram.com/volvocarth/?hl=en">https://www.instagram.com/volvocarth/?hl=en</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lagom-volvo-xc40/">เมื่อสวีเดนไม่ได้มีแค่ Lagom สัมผัสชีวิตและวิธีคิดสไตล์สวีดิชผ่าน ‘XC40’ รถรุ่นล่าสุดจากวอลโว่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Moreloop : ตัวกลางขายผ้าเหลือคุณภาพดีจากโรงงานเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/moreloop-circular-economy/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/moreloop-circular-economy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Nov 2018 06:58:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Work]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[business]]></category>
		<category><![CDATA[fabric]]></category>
		<category><![CDATA[Moreloop]]></category>
		<category><![CDATA[circular economy]]></category>
		<category><![CDATA[surplus fabric]]></category>
		<category><![CDATA[factory]]></category>
		<category><![CDATA[RiverBlue]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=44056</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนไปรู้จักธุรกิจที่มีไอเดียน่าสนใจมากอย่าง Moreloop เราขอเริ่มด้วยการชวนคุณมารู้จักแนวคิดหลักที่เป็นหัวใจของธุรกิจเจ้านี้ นั่นคือระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจหมุนเวียนคือแนวคิดที่เข้ามาตอบโจทย์โลกซึ่งกำลังเกิดวิกฤติทั้งด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จากระบบเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ที่เป็นเส้นตรง เริ่มจากการนำทรัพยากรมาผลิต บริโภค แล้วทิ้งของเหลือไป ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเสนอวิธีคิดเวียนใช้ทรัพยากรเพื่อให้ใช้ทรัพยากรใหม่น้อยที่สุดและใช้ทรัพยากรเก่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งอันที่จริง นี่คือวงจรปกติในธรรมชาติ เช่น เมื่อมนุษย์บริโภคทรัพยากรโลกจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ตัวเราเองก็จะย่อยสลายกลับเป็นแร่ธาตุให้โลกได้ใช้ประโยชน์ต่อไป ตอนนี้เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นแนวคิดที่ถูกใช้แพร่หลายในโลกปัจจุบัน อีกทั้งกำลังเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านเรา หนึ่งในผู้หยิบแนวคิดนี้มาใช้จริงจังคือ Moreloop ธุรกิจที่มีสโลแกนว่า ‘Make Circular Economy a Reality’ ก่อตั้งโดย อมรพล หุวะนันทน์ อดีตนักวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิต ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป และกมลนาถ องค์วรรณดี นักออกแบบแฟชั่นสิ่งทอและนักวิจัยเทรนด์ที่เน้นด้านความยั่งยืน Moreloop เลือกเข้าไปแก้ปัญหาผ้าเหลือจากการผลิตของโรงงานในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษให้โลกเป็นอันดับที่ 2 รองแค่จากการผลิตน้ำมัน (ถ้าคุณอยากรู้ว่าตอนนี้รันเวย์ฮิตสีอะไร ให้ไปดูสีแม่น้ำที่จีน-กมลนาถยกประโยคจากสารคดีเรื่อง RiverBlue (2017) มาอธิบายเห็นภาพ) โดยใช้วิธีสร้างตลาดออนไลน์เพื่อหมุนเวียนผ้าคุณภาพที่คงเหลือเหล่านี้สู่ลูกค้าที่ต้องการ นอกจากโมเดลที่น่าสนใจและค่อนข้างใหม่สำหรับเมืองไทย เบื้องหลังวิธีการที่ฟังดูเรียบง่ายนี้ยังเต็มไปด้วยความคิดที่ผ่านการตกผลึกมาอย่างดี ตอบโจทย์ครบทุกมิติ และเป้าหมายสูงสุดที่เปี่ยมความตั้งใจดีแบบตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง นี่คือเรื่องราวของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ตั้งใจหาวิธีแก้ปัญหาใหม่มาตอบโจทย์ใหม่ที่โลกกำลังเผชิญในวันนี้ ธุรกิจดีที่เริ่มจากประเด็นซึ่งเด็ก 5 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/moreloop-circular-economy/">Moreloop : ตัวกลางขายผ้าเหลือคุณภาพดีจากโรงงานเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนไปรู้จักธุรกิจที่มีไอเดียน่าสนใจมากอย่าง <b><a href="https://www.facebook.com/MoreloopWs">Moreloop</a></b> เราขอเริ่มด้วยการชวนคุณมารู้จักแนวคิดหลักที่เป็นหัวใจของธุรกิจเจ้านี้ นั่นคือระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เศรษฐกิจหมุนเวียนคือแนวคิดที่เข้ามาตอบโจทย์โลกซึ่งกำลังเกิดวิกฤติทั้งด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จากระบบเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ที่เป็นเส้นตรง เริ่มจากการนำทรัพยากรมาผลิต บริโภค แล้วทิ้งของเหลือไป ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเสนอวิธีคิดเวียนใช้ทรัพยากรเพื่อให้ใช้ทรัพยากรใหม่น้อยที่สุดและใช้ทรัพยากรเก่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งอันที่จริง นี่คือวงจรปกติในธรรมชาติ เช่น เมื่อมนุษย์บริโภคทรัพยากรโลกจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ตัวเราเองก็จะย่อยสลายกลับเป็นแร่ธาตุให้โลกได้ใช้ประโยชน์ต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นแนวคิดที่ถูกใช้แพร่หลายในโลกปัจจุบัน อีกทั้งกำลังเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านเรา หนึ่งในผู้หยิบแนวคิดนี้มาใช้จริงจังคือ Moreloop ธุรกิจที่มีสโลแกนว่า ‘Make Circular Economy a Reality’ ก่อตั้งโดย </span><b>อมรพล หุวะนันทน์</b><span style="font-weight: 400;"> อดีตนักวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิต </span><b>ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ </b><span style="font-weight: 400;">ทายาทรุ่นที่ 2 ของโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป และ</span><b>กมลนาถ องค์วรรณดี</b><span style="font-weight: 400;"> นักออกแบบแฟชั่นสิ่งทอและนักวิจัยเทรนด์ที่เน้นด้านความยั่งยืน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44424 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-12.jpg" alt="Moreloop Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Moreloop เลือกเข้าไปแก้ปัญหาผ้าเหลือจากการผลิตของโรงงานในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษให้โลกเป็นอันดับที่ 2 รองแค่จากการผลิตน้ำมัน </span><span style="font-weight: 400;">(ถ้าคุณอยากรู้ว่าตอนนี้รันเวย์ฮิตสีอะไร ให้ไปดูสีแม่น้ำที่จีน-กมลนาถยกประโยคจากสารคดีเรื่อง <em>RiverBlue</em> (2017) มาอธิบายเห็นภาพ) </span><span style="font-weight: 400;">โดยใช้วิธีสร้างตลาดออนไลน์เพื่อหมุนเวียนผ้าคุณภาพที่คงเหลือเหล่านี้สู่ลูกค้าที่ต้องการ นอกจากโมเดลที่น่าสนใจและค่อนข้างใหม่สำหรับเมืองไทย เบื้องหลังวิธีการที่ฟังดูเรียบง่ายนี้ยังเต็มไปด้วยความคิดที่ผ่านการตกผลึกมาอย่างดี ตอบโจทย์ครบทุกมิติ และเป้าหมายสูงสุดที่เปี่ยมความตั้งใจดีแบบตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือเรื่องราวของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ตั้งใจหาวิธีแก้ปัญหาใหม่มาตอบโจทย์ใหม่ที่โลกกำลังเผชิญในวันนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44426 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-14.jpg" alt="Moreloop Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-14-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ธุรกิจดีที่เริ่มจากประเด็นซึ่งเด็ก 5 ขวบสนใจ</b></h3>
<p><b>อมรพล : </b><span style="font-weight: 400;">ตอนเด็กๆ เราเจอประโยคที่ว่า พลาสติกใช้เวลา 500 ปีในการย่อยสลาย ตอนนั้นเราอายุ 5 ขวบ ไม่แน่ใจว่ามันแปลว่าอะไร แต่ที่แน่ๆ อายุพลาสติกยืนกว่าเราเยอะ มันคงต้องไปกองกันอยู่อีกนานเลย เราก็รู้สึกว่ามันคงมีผลกระทบบางอย่างแต่เราไม่รู้ ซึ่งนอกจากเรื่องนี้จะติดอยู่ในใจ เราก็พยายามไม่ใช้ถุงพลาสติกมานานแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากนั้น เราเรียนจบด้านไฟแนนซ์แล้วไปเป็นนักวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัทต่างๆ ซึ่งในการวิเคราะห์ เราต้องดูภาพรวมภาคอุตสาหกรรมด้วยว่าในห่วงโซ่ของ 1 อุตสาหกรรมใน 1 ประเทศมันเริ่มจากอะไร ระหว่างทางมีอะไรเพิ่มเติมบ้าง เช่น อุตสาหกรรมผ้าก็ดูตั้งแต่ปลูกฝ้ายจนประกอบเป็นเสื้อมาขาย แล้วพอเราทำงานระดับภูมิภาค ก็เลยเห็นภาพของหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน จากนั้นช่วงหนึ่งก็มีเพื่อนชวนเราไปลงทุนกับบริษัทสตาร์ทอัพ เราเลยไปลงเรียนคอร์สสตาร์ทอัพ สุดท้ายเราไม่ได้ลงทุน แต่ก็ได้วิธีทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพมา แล้วเราก็ไปร่วมสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพอีกตัวที่เป็นตลาดออนไลน์สำหรับซื้อ-ขายวัตถุดิบสด ทำให้เรามีประสบการณ์ในการสร้างธุรกิจแบบนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้ว</span><span style="font-weight: 400;">เราก็เริ่มมาดูว่าตัวเองมีโจทย์อะไรที่สนใจบ้าง เลยมาคิดเรื่องของเหลือใช้ เรื่องขยะซึ่งเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจ เรื่องนี้มองได้ 2 ทางคือขยะแบบ post-consumer หรือขยะในชุมชนทั่วไป กับขยะแบบ pre-consumer หรือขยะที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม เพราะวิธีการผลิตของเรา ณ ปัจจุบันเป็นการตัดของทิ้ง ใช้ของเกิน แล้วก็ทำเผื่อไว้ ซึ่งสำหรับเราคำว่าขยะเป็นความคิดเห็น อย่างขวดน้ำพลาสติกมีค่ามากเพราะมีน้ำอยู่ข้างใน แต่พอน้ำหมด คุณค่ากลับหายไป ซึ่งมันไม่จริง เป็นความคิดเห็นและความเคยชินบางอย่าง เราเลยคิดว่าถ้าไม่มองของพวกนี้เป็นของเหลือ แต่เป็นทรัพยากรได้ไหม แต่ขยะในชุมชนที่ต้องคัดแยก ทำให้กลายเป็นของใหม่เป็นทางแก้ที่ยาก เราเลยมามองที่ขยะอุตสาหกรรม แล้วก็ไปเจอคำศัพท์อย่าง circular economy เราอยากทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นจริงเลยเลือกมาลงมือทำกับปัญหานี้ ทีนี้เรารู้จักกับแอ๋ม เป็นเพื่อนกันมานานเป็น 10 ปี เขาก็โทรมาบอกว่ามีผ้าที่เกินอยู่ในโรงงาน เราเลยเห็นว่าสิ่งที่คิดก็เป็นตามนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วเราก็เจอจุดพลิกในชีวิต เมื่อไปดูวิดีโอตัวหนึ่งที่พูดเกี่ยวกับคอนเซปต์ชื่อ Stoic ซึ่งให้คุณค่ากับเวลามากกว่าเงิน พอเห็นอย่างนั้นปุ๊บ เราก็รู้สึกว่าถ้าอายุ 40 แล้วยังนั่งที่เดิม เงินเดือนเท่าเดิม เราก็เห็นภาพทุกอย่างหมดแล้ว เราต้องการสิ่งใหม่ เลยคิดว่าลองลาออกจากงานประจำมาทำสิ่งนี้ดู เรามองว่าการใช้เวลาทำสิ่งที่เชื่อหรือมีประโยชน์เป็นการทดลองอย่างหนึ่ง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44419 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-07.jpg" alt="Moreloop Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-07.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-07-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ตลาดที่ปักหมุดอยู่บนโลกออนไลน์</b></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-44481 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/Screen-Shot-2561-11-08-at-1.54.39-PM.jpg" alt="" width="675" height="358" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/Screen-Shot-2561-11-08-at-1.54.39-PM.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/Screen-Shot-2561-11-08-at-1.54.39-PM-300x159.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/Screen-Shot-2561-11-08-at-1.54.39-PM-600x318.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>อมรพล : </b><span style="font-weight: 400;">เราสนใจการสร้างตลาดเพราะมองว่านอกจากสร้างกำไรแล้ว พอคนใช้ของที่เหลืออยู่ มันก็เป็นการ upcycle หรือเพิ่มมูลค่าของสิ่งนั้นไปเลย โมเดลธุรกิจกับโมเดลการสร้างการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันได้พอดี ซึ่งข้อดีของการเป็นตลาดออนไลน์อย่างแรกคือ มันมีพื้นที่ไม่จำกัด เพราะของมีเยอะมาก เราเอามาขายในโกดังหนึ่งแห่งไม่ได้</span></p>
<p><b>กมลนาถ : </b><span style="font-weight: 400;">การเป็นตลาดออนไลน์ยังลดภาระที่เราจะต้องสต็อกของ เพราะผ้าไม่ได้มาจากโรงงานเดียว แต่เราดึงมาจากโรงงานอื่นๆ ด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-44417 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-05.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-05.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-05-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-44418 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-06.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-06.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-06-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ตลาดที่ตอบโจทย์โรงงานผ้า </b><span style="font-weight: 400;"> </span></h3>
<p><b>ธมลวรรณ : </b><span style="font-weight: 400;">ในมุมของโรงงาน เวลาเราผลิตทุกออร์เดอร์ มันมีความเป็นไปได้ที่จะเหลือผ้า แต่ถามว่าเยอะไหม ไม่ เพราะมันคือต้นทุนของโรงงาน ก็จะเหลือจำนวนน้อย เช่น 1-2 พับที่เป็นจำนวนซึ่งอาจผลิตเสื้อยืดง่ายๆ ได้สักประมาณ 50-60 ตัว เราก็จะเก็บไว้เมื่อมีมากพอ เพราะจะมีคนมาเหมาซื้อโดยไม่ได้สนใจว่าข้างในเป็นผ้าอะไรเพื่อไปขายต่อ ในตลาดผ้าสำเร็จรูปเขาจะให้ราคาถูกมากเพราะถือว่าซื้อผ้าที่เหลือในสต็อก ซึ่งในมุมเจ้าของโรงงาน การไปขายอย่างนั้นขาดทุนมหาศาล เพราะผ้าบางตัวทอยากมาก แพงมาก เราทำใจไม่ได้เลยเลือกเก็บไว้ แล้วพยายามใช้ด้วยการทำแบรนด์ขึ้นมา แต่มันก็ไม่มีทางทันกับผ้าที่เราผลิตได้  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้น พอ Moreloop ขายผ้าโดยให้มูลค่า ผ่านวิธีให้โรงงานอยากขายผ้าตัวไหนก็ส่งตัวอย่างพร้อมรายละเอียดมา เราจะถ่ายภาพ อัพโหลดขึ้นเว็บ แล้วกรองลูกค้าให้ รวมถึงในอนาคต เราจะเข้าไปถ่ายภาพแบบ in house ให้ในกรณีโรงงานใหญ่ที่เอาผ้าทั้งหมดส่งมาให้ไม่ได้ มันก็เป็นการเอาวัตถุดิบคุณภาพดีที่มีจำนวนน้อยมาขายในราคาที่ไม่ใช่ราคาผ้าของเหลือ ซึ่งประโยชน์ก็จะกลับสู่คนผลิต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44414 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-02.jpg" alt="Moreloop Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-02.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-02-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3><b>ตลาดที่ช่วยแก้ปัญหาให้คนซื้อ</b></h3>
<p><b>กมลนาถ : </b><span style="font-weight: 400;">สำหรับฝั่งคนซื้อ ปัญหาของเราคือธุรกิจรายย่อยไม่มีกำลังสั่งผลิตผ้าเองหรือสั่งออร์เดอร์ขั้นต่ำที่ต้องการปริมาณเยอะกับโรงงาน ขณะที่การไปซื้อผ้าแบบขายปลีกจากตลาดผ้าสำเร็จรูปก็มีปัญหาเพราะผ้าพวกนี้ไม่มีบอกส่วนประกอบของเส้นใย ไม่มีบอกว่ามาจากไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่นำมาใช้เป็นมาตรฐานในการผลิตได้ ทำให้นักออกแบบทำงานยากและส่งผลต่อกระบวนการนำไปรีไซเคิลในตอนท้ายด้วย ซึ่งการที่ Moreloop ขายผ้าที่มีคุณภาพ บอกองค์ประกอบผ้าครบ มีมาตรฐาน ก็ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ หรือคนที่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นการกระจายพลังเหมือนกันนะ แล้วเราก็มองว่า Moreloop เพิ่มคุณค่าเข้าไปในธุรกิจด้วย เพราะเราไม่ใช่แค่ขาย แต่ช่วยเลือก มีการบริการ และให้คำปรึกษา</span></p>
<p><b>ธมลวรรณ :</b><span style="font-weight: 400;"> นอกจากเรื่องการบอกองค์ประกอบผ้า เรายังให้คำปรึกษา เช่น บางคนไม่รู้ว่าผ้าตัวไหนใช้ทำอะไรได้ มีการเปลี่ยนหน่วยผ้าจากกิโลกรัมเป็นหลาให้ ส่งตัวอย่างผ้าให้ได้ ถ้าลูกค้าต้องการ เรากำลังเริ่มคำนวณให้ได้ด้วยว่าคุณลดการปล่อยคาร์บอนไปเท่าไหร่ แล้วเราก็อยากเป็นธุรกิจที่เป็นการออกแบบอย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นแบรนด์ต่างๆ ที่ใช้ผ้าของเราแล้วอยากชูเรื่องนี้ เวลาเขาผลิตหรือออกคอลเลกชั่นใหม่ เราก็ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางโฆษณาสินค้าเขาด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44427 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-15.jpg" alt="Moreloop Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44428 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-16.jpg" alt="Moreloop Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ตลาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</b></h3>
<p><b>ธมลวรรณ : </b><span style="font-weight: 400;">เราเรียกผ้าที่ขายว่า surplus fabric หมายความว่าเป็นผ้าที่เกินจากการผลิตจริงๆ เพราะเราอยากเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตผ้าใช้พลังงานเยอะ มีการปล่อยคาร์บอน มีการใช้สารเคมีเยอะ เพราะฉะนั้นแทนที่จะมาผลิตใหม่ เรามาเล่นกับความคิดสร้างสรรค์ของน้องๆ ดีไซเนอร์แล้วใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดดีกว่า</span></p>
<p><b>กมลนาถ :</b><span style="font-weight: 400;"> สิ่งที่ Moreloop ทำคือพยายามจะสร้างตัวเลือกที่ยั่งยืนและราคาจับต้องได้ที่สุด ซึ่งในเศรษฐกิจหมุนเวียน หลักการคือจะมีวงจรหมุนเวียนของวัสดุชีวภาพ (biological cycle) และวงจรหมุนเวียนของวัสดุทางเทคนิค (technical cycle) ที่ต้องอาศัยการจัดการอย่างการจัดสรรใหม่ (redistribute) Moreloop อยู่ที่วงจรตรงนี้ซึ่งหมุนเวียนเร็ว อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้บอกว่าคุณต้องบริโภคเพิ่ม แต่สนับสนุนการผลิตและบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44413 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-01.jpg" alt="Moreloop Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-01.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/11/more-loop-01-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>ธุรกิจที่ตั้งใจอยู่รอดอย่างยั่งยืน</b></h3>
<p><b>อมรพล : </b><span style="font-weight: 400;">เรามีเป้าหมายสูงสุดคือการทำเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งสิ่งที่ยากคือโมเดลนี้ค่อนข้างใหม่ เราต้องตัดสินใจว่าจะไปทางไหนให้รักษาสมดุลทั้งเรื่องธุรกิจและการสร้างการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน</span></p>
<p><b>กมลนาถ :</b><span style="font-weight: 400;"> เราเป็นธุรกิจที่ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบสตาร์ทอัพและมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน ไม่ได้มองตัวเองเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่เน้นเอากำไร เพราะมองว่าการจะยกระดับของอุตสาหกรรมคือการที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทุกคนเติบโตได้ กำไรคือพลังที่ช่วยให้คนทั้งห่วงโซ่พาตัวเองไปอีกขั้น และถ้าเราเอาของเหลือใช้มาขายในราคาที่ถูกลง มันจะเรียกว่า downcycle คือการทำให้ของที่คนไม่เห็นมูลค่ายิ่งมูลค่าน้อยลงไปอีก เราอยากนำเสนอความคิดใหม่ว่าของเหล่านี้มัน upcycle หรือเพิ่มมูลค่าได้</span></p>
<p><b>อมรพล :</b><span style="font-weight: 400;"> ตอนนี้เรามีต้นแบบที่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ มีของอยู่ในนั้นประมาณ 500 ชนิด ซื้อได้จริงแล้ว และมีคนซื้อแล้วเรื่อยๆ ซึ่ง ณ ตอนนี้ เรารวบรวมผู้ขายมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็กำลังลองไปดูว่าผู้ซื้อตัวจริงต้องการอะไรบ้าง ที่จริงแล้ว ถ้าเทียบกับภาพที่เห็นตอนเป็นพนักงานมีเงินเดือนประจำ ทุกวันนี้เราคิดแค่ว่าต้องทำอะไรบ้าง เลยไม่เห็นภาพอนาคตของตัวเองเลย แต่เราเคยมีประสบการณ์ว่าบางทีถึงไม่เห็นอะไรก็ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ เช่น เราเคยไปเก็บข้อมูลเรื่องขยะ สุดท้ายก็มีคนเอาข้อมูลไปใช้จริง หรือในการทำธุรกิจนี้ เราก็ไม่เคยคิดว่าจะมีคนเชิญไปพูดที่ฟิลิปปินส์หรือมีคนอยากเล่าเรื่องสิ่งที่เราทำแบบนี้ และเราเห็นภาพว่า Moreloop จะต้องสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริง เราก็โฟกัสแค่ตรงนั้น</span></p>
<hr />
<p>moreloop.ws</p>
<p>Facebook l <a href="https://www.facebook.com/MoreloopWs">Moreloop</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/moreloop-circular-economy/">Moreloop : ตัวกลางขายผ้าเหลือคุณภาพดีจากโรงงานเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/moreloop-circular-economy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยอดมนุษย์ดาวเศร้า : เรื่องมีอยู่ว่า เราล้วนเป็นตัวแปรในชีวิตกันและกัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/book-22/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/book-22/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Apr 2017 07:52:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[องอาจ ชัยชาญชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ยอดมนุษย์ดาวเศร้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/book-22/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชื่อหนังสือ: ยอดมนุษย์ดาวเศร้า ผู้เขียน: องอาจ ชัยชาญชีพ สำนักพิมพ์: เป็ดเต่าควาย มนุษย์เป็นสัตว์สังคม นี่คือสิ่งที่ฉันเรียนมาตั้งแต่เด็ก และยิ่งโตก็พบว่าคงยากที่ชีวิตจะมีจำนวนมนุษย์ผู้เกี่ยวข้องเป็นศูนย์ เช่นเดียวกับเหล่าตัวละครทั้ง 9 ใน ‘ยอดมนุษย์ดาวเศร้า’ การ์ตูนเล่มล่าสุดของ องอาจ ชัยชาญชีพ ทางใดทางหนึ่ง ชีวิตพวกเขาล้วนเกี่ยวพันกับตัวละครอื่น บางคนเป็นนักเขียนที่ไม่เคยเจอหน้า บางคนเป็นเจ้านาย อีกบางคนคืออดีตคนรัก จริงอยู่ว่าในแวบแรก ชีวิตหลากหลายของตัวละครที่ถ่ายทอดผ่านลายเส้นเรียบง่ายขององอาจแบบ 1 บท 1 ตัว คล้ายเป็นเรื่องปัจเจกที่มีชีวิตแสนเหงาเศร้า หลายคนคิดถึงความตาย บางคนเปรียบตัวเองเหมือนเจ้าวาฬ 52 Hz ที่สื่อสารด้วยคลื่นความถี่ไม่เหมือนวาฬตัวไหน ทำให้มันต้องใช้ชีวิตเปลี่ยวดายตลอดมา แต่อย่างที่บอก ทุกคนในเล่มนี้ล้วนไม่ได้อยู่ลำพัง และ ยอดมนุษย์ดาวเศร้า ก็พาเราลงพื้นที่สำรวจการมีอยู่ของสายสัมพันธ์ บอกให้รู้ว่าไม่ว่าจะเพียงสัมผัสกัน ณ ตรงขอบชีวิต หรือก้าวมาซึมลึกอยู่ในหัวใจ การเกี่ยวโยงซึ่งโฟกัสไปที่เหล่าตัวละครหลักของเรื่องนี้ล้วนไม่ใช่แค่การมาพบกัน แต่คือสิ่งที่ส่งแรงสะเทือนไปเปลี่ยนแปรรูปชีวิตตัวละคร ดังที่บนปกหนังสือบอกไว้ว่า &#8216;เราต่างเป็นผู้กระทำ ถูกกระทำ และเยียวยาซึ่งกัน&#8217; แรงนี้เองคือผู้ดึงพวกเขาสู่หุบเหวของความสิ้นหวังเดียวดาย เช่น ความผิดหวังในรักกับหญิงสาวกระตุ้นให้ &#8216;ขิง&#8217; ไม่อยากมีชีวิตอยู่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-22/">ยอดมนุษย์ดาวเศร้า : เรื่องมีอยู่ว่า เราล้วนเป็นตัวแปรในชีวิตกันและกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial;">ชื่อหนังสือ: </strong>ยอดมนุษย์ดาวเศร้า<br />
<strong style="background-color: initial;">ผู้เขียน: </strong>องอาจ ชัยชาญชีพ<br />
<strong style="background-color: initial;">สำนักพิมพ์: </strong>เป็ดเต่าควาย</p>
<p>มนุษย์เป็นสัตว์สังคม</p>
<p>นี่คือสิ่งที่ฉันเรียนมาตั้งแต่เด็ก<br />
และยิ่งโตก็พบว่าคงยากที่ชีวิตจะมีจำนวนมนุษย์ผู้เกี่ยวข้องเป็นศูนย์ เช่นเดียวกับเหล่าตัวละครทั้ง 9 ใน<br />
‘<em>ยอดมนุษย์ดาวเศร้า</em>’ การ์ตูนเล่มล่าสุดของ องอาจ ชัยชาญชีพ ทางใดทางหนึ่ง ชีวิตพวกเขาล้วนเกี่ยวพันกับตัวละครอื่น<br />
บางคนเป็นนักเขียนที่ไม่เคยเจอหน้า บางคนเป็นเจ้านาย อีกบางคนคืออดีตคนรัก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Snapseed11.jpg" /></p>
<p>จริงอยู่ว่าในแวบแรก ชีวิตหลากหลายของตัวละครที่ถ่ายทอดผ่านลายเส้นเรียบง่ายขององอาจแบบ 1 บท 1 ตัว คล้ายเป็นเรื่องปัจเจกที่มีชีวิตแสนเหงาเศร้า หลายคนคิดถึงความตาย บางคนเปรียบตัวเองเหมือนเจ้าวาฬ 52 Hz ที่สื่อสารด้วยคลื่นความถี่ไม่เหมือนวาฬตัวไหน<br />
ทำให้มันต้องใช้ชีวิตเปลี่ยวดายตลอดมา แต่อย่างที่บอก<br />
ทุกคนในเล่มนี้ล้วนไม่ได้อยู่ลำพัง และ <em>ยอดมนุษย์ดาวเศร้า</em> ก็พาเราลงพื้นที่สำรวจการมีอยู่ของสายสัมพันธ์<br />
บอกให้รู้ว่าไม่ว่าจะเพียงสัมผัสกัน ณ ตรงขอบชีวิต หรือก้าวมาซึมลึกอยู่ในหัวใจ การเกี่ยวโยงซึ่งโฟกัสไปที่เหล่าตัวละครหลักของเรื่องนี้ล้วนไม่ใช่แค่การมาพบกัน<br />
แต่คือสิ่งที่ส่งแรงสะเทือนไปเปลี่ยนแปรรูปชีวิตตัวละคร</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Snapseed_213.jpg" /></p>
<p>ดังที่บนปกหนังสือบอกไว้ว่า &#8216;เราต่างเป็นผู้กระทำ ถูกกระทำ และเยียวยาซึ่งกัน&#8217; แรงนี้เองคือผู้ดึงพวกเขาสู่หุบเหวของความสิ้นหวังเดียวดาย<br />
เช่น ความผิดหวังในรักกับหญิงสาวกระตุ้นให้ &#8216;ขิง&#8217; ไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่แรงนี้เองก็คือสิ่งที่ฉุดพวกเขาขึ้นมาเมื่อเรื่องดำเนินต่อ<br />
เช่น &#8216;บอยจัง&#8217; อ่านงานเขียนของนักเขียนคนหนึ่งแล้วพบว่าเขาไม่เดียวดายอีกต่อไป เพราะเขาและนักเขียนล้วนเป็นเหมือนวาฬ<br />
52 Hz และบางบทในเล่มยังชวนให้คิดว่า แรงสั่นสะเทือนอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากคนอื่นรอบตัวด้วยซ้ำ<br />
แต่เกิดจากการมีอยู่ของเรากับตัวเราเอง คุณเคยปรึกษาถกเถียงกับตัวเองไหม<br />
ผลลัพธ์เป็นอย่างไร นั่นคือแรงสะเทือนที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปเช่นเดียวกันไม่ใช่หรือ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Snapseed_112.jpg" /></p>
<p>ฉันยังคิดเหมือนตัวละครหนึ่งในเล่ม<br />
ว่าชีวิตเราจะไปในทิศไหน หลักๆ เกิดจากการเลือกของเราเองไม่เกี่ยวกับใครอื่น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ<br />
ว่าเราล้วนเป็นตัวแปรในชีวิตกันและกัน จะรู้ตัวหรือไม่ จะตั้งใจและละเลย ประโยคธรรมดาที่เผลอพูดออกไป<br />
การกระทำที่เราหลงลืม เหล่านี้ล้วนอาจสั่นสะเทือนชีวิตใครอีกคน</p>
<p>ใจเขาใจเรา-จู่ๆ<br />
คำแสนคลิเช่ที่เคยได้ยินก็ผุดขึ้นมา บางทีมันก็อาจเป็นเรื่องแบบนั้น แต่หนึ่งในสิ่งที่ฉันชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้ก็คือ<br />
มันเล่าด้วยท่าทีไม่ตัดสินสั่งสอนมากนัก<br />
ถึงจะมีบทสรุปตอนท้ายที่ดูเป็นบทสรุปอยู่บ้าง<br />
แต่ในภาพรวมเราจะไม่รู้สึกเหมือนโดนผู้ใหญ่เข้าใจชีวิตมาเล่าเรื่องและฟันธง<br />
ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ก็คงเหมือนบางบทที่ตอนท้ายตัวละครเลือกบางเส้นทางให้ตัวเอง<br />
แล้วบอกว่า อืม ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรหรอก แต่ช่างแม่งเถอะ แล้วก็ใช้ชีวิตต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Snapseed_312.jpg" /></p>
<p>เพราะอย่างนั้นจะไม่ฟันธงว่า<br />
หนังสือเล่มนี้ต้องอ่านนะ! แต่ขอบอกว่าสำหรับแฟนๆ พี่องอาจ-เราคงเข้าใจกันดีอยู่แล้ว<br />
คนที่อ่อนไหวหรือกำลังเหงาเศร้าก็อยากให้ลองอ่านดู ส่วนคนมีชีวิตดีไม่ค่อยจมดิ่ง การอ่านเล่มนี้เหมือนฟังเพื่อนเล่าเพลินๆ<br />
ถึงบางเรื่องที่จริงและชวนให้เรามองรอบตัวด้วยสายตาละเอียดกว่าเดิม</p>
<p>เพราะพรุ่งนี้เราก็ยังต้องใช้ชีวิตที่สัมพันธ์กับมนุษย์มากมายต่อไป</p>
<p><strong>ความยากง่ายในการอ่าน</strong><strong>: </strong>อย่ากลัวความหนา<br />
รับรองอ่านได้เพลินๆ แต่มีบางส่วนที่ยากอยู่บ้างเพราะพูดถึงปรัชญาในชีวิตแบบซับซ้อนพอประมาณ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><strong><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></strong></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-22/">ยอดมนุษย์ดาวเศร้า : เรื่องมีอยู่ว่า เราล้วนเป็นตัวแปรในชีวิตกันและกัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/book-22/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>My Eternal Soul : ดื่มด่ำกับโลกลายจุดในนิทรรศการของ Yayoi Kusama</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-112/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-112/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Apr 2017 07:43:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[the national art center]]></category>
		<category><![CDATA[yayoi kusama]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการ]]></category>
		<category><![CDATA[Roppongi]]></category>
		<category><![CDATA[my eternal soul]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-112/</guid>

					<description><![CDATA[<p>มาโตเกียวครั้งนี้ หนึ่งในสิ่งที่เราหมายมั่นปั้นมือต้องไปดูให้ได้คือ My Eternal Soul นิทรรศการเดี่ยวสุดอลังการของ Yayoi Kusama ศิลปินหญิงเบอร์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่ปีนี้อายุครบ 88 ปีแล้ว เรารู้จักชื่อศิลปิน รู้ว่าเธอชอบวาดภาพลายจุดสีสด แต่ไม่รู้เบื้องหลังอะไรมากกว่านั้น คราวนี้แหละ จะได้รู้จักกันเสียที! นิทรรศการนี้จัดที่ The National Art Center ซึ่งตั้งอยู่ในดงพิพิธภัณฑ์อย่างย่านรปปงหงิ พอโผล่ไปถึงพิพิธภัณฑ์ ยังไม่ต้องซื้อตั๋ว เราก็เจอกับผลงานฟักทองสีเหลืองจุดดำของคุณยาโยยตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านนอก เรียกว่าคนไม่ซื้อตั๋วก็ไปชูสองนิ้วถ่ายรูปกับงานศิลปินดังได้ (หมายเหตุ: นิทรรศการนี้ให้ถ่ายรูปได้แค่บางจุดและถ่ายได้ด้วยมือถือเท่านั้นนะ) จากนั้นพอซื้อบัตรก้าวเข้าพิพิธภัณฑ์ ด้านหน้าก่อนถึงตัวนิทรรศการหลักคือห้องสีขาวซึ่งมีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่ข้างหน้า เมื่อเรายื่นบัตรให้ เธอก็จะแจกสติ๊กเกอร์จุดแผ่นนึงมา เอามาทำอะไรน่ะเหรอ ก็เอาเข้าไปแปะในห้องน่ะสิ! กิจกรรมนี้ทำให้ห้องสีขาวและข้าวของสีขาวโพลนในห้องพร้อยไปด้วยจุด จุด และจุดหลากสี บางคนเอื้อมไปแปะจุดถึงเพดาน บางคนเลือกแปะจุดให้ห้อยย้อยออกมาจากสติ๊กเกอร์ที่คนอื่นแปะไว้ก่อน แปะเสร็จก็ยืนยิ้มถ่ายรูปกับนานาจุดกันให้เพลิน เสร็จจากกิจกรรมสนุกเรียกน้ำย่อย เราก็ก้าวเข้าสู่โลกลายจุดของคุณยาโยยเต็มตัว นิทรรศการนี้เต็มไปด้วยผลงานและข้อความที่บอกเล่าเรื่องราวของคุณยาโยยในแต่ละช่วงชีวิตการทำงาน ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นชีวิตศิลปิน ตอนที่เธอไปอเมริกา กระทั่งกลับมาโด่งดังที่ญี่ปุ่น เราได้รู้ว่าคุณยาโยยเติบโตมาจากครอบครัวที่ทำกิจการขายเมล็ดพันธุ์ (นั่นทำให้เธอได้เห็นและหลงใหลฟักทองจนกลายเป็นหนึ่งในรูปทรงงานศิลปะประจำตัว) เริ่มป่วยเห็นภาพหลอนเป็นจุดตั้งแต่เด็ก และเริ่มหัดวาดภาพก็เพื่อบำบัดให้ตัวเองหายหวาดกลัวสิ่งที่ต้องเผชิญ ภาพยุคแรกของเธอเป็นลายเส้นและค่อนข้างมืดหม่น ก่อนจะเริ่มมีสีสันสดใสอลังการอย่างที่เราคุ้นตา เรายังได้เห็นผลงานเด็ดของเธออีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น My [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-112/">My Eternal Soul : ดื่มด่ำกับโลกลายจุดในนิทรรศการของ Yayoi Kusama</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มาโตเกียวครั้งนี้<br />
หนึ่งในสิ่งที่เราหมายมั่นปั้นมือต้องไปดูให้ได้คือ My Eternal<br />
Soul นิทรรศการเดี่ยวสุดอลังการของ Yayoi Kusama ศิลปินหญิงเบอร์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่ปีนี้อายุครบ<br />
88 ปีแล้ว เรารู้จักชื่อศิลปิน<br />
รู้ว่าเธอชอบวาดภาพลายจุดสีสด แต่ไม่รู้เบื้องหลังอะไรมากกว่านั้น</p>
<p>คราวนี้แหละ จะได้รู้จักกันเสียที!</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_85581.jpg" /></p>
<p>นิทรรศการนี้จัดที่ The National Art<br />
Center ซึ่งตั้งอยู่ในดงพิพิธภัณฑ์อย่างย่านรปปงหงิ<br />
พอโผล่ไปถึงพิพิธภัณฑ์ ยังไม่ต้องซื้อตั๋ว เราก็เจอกับผลงานฟักทองสีเหลืองจุดดำของคุณยาโยยตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านนอก<br />
เรียกว่าคนไม่ซื้อตั๋วก็ไปชูสองนิ้วถ่ายรูปกับงานศิลปินดังได้ (หมายเหตุ: นิทรรศการนี้ให้ถ่ายรูปได้แค่บางจุดและถ่ายได้ด้วยมือถือเท่านั้นนะ)</p>
<p>จากนั้นพอซื้อบัตรก้าวเข้าพิพิธภัณฑ์<br />
ด้านหน้าก่อนถึงตัวนิทรรศการหลักคือห้องสีขาวซึ่งมีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่ข้างหน้า<br />
เมื่อเรายื่นบัตรให้ เธอก็จะแจกสติ๊กเกอร์จุดแผ่นนึงมา เอามาทำอะไรน่ะเหรอ ก็เอาเข้าไปแปะในห้องน่ะสิ! กิจกรรมนี้ทำให้ห้องสีขาวและข้าวของสีขาวโพลนในห้องพร้อยไปด้วยจุด จุด<br />
และจุดหลากสี บางคนเอื้อมไปแปะจุดถึงเพดาน<br />
บางคนเลือกแปะจุดให้ห้อยย้อยออกมาจากสติ๊กเกอร์ที่คนอื่นแปะไว้ก่อน<br />
แปะเสร็จก็ยืนยิ้มถ่ายรูปกับนานาจุดกันให้เพลิน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8560.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8559.jpg" /></p>
<p>เสร็จจากกิจกรรมสนุกเรียกน้ำย่อย<br />
เราก็ก้าวเข้าสู่โลกลายจุดของคุณยาโยยเต็มตัว<br />
นิทรรศการนี้เต็มไปด้วยผลงานและข้อความที่บอกเล่าเรื่องราวของคุณยาโยยในแต่ละช่วงชีวิตการทำงาน<br />
ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นชีวิตศิลปิน ตอนที่เธอไปอเมริกา กระทั่งกลับมาโด่งดังที่ญี่ปุ่น<br />
เราได้รู้ว่าคุณยาโยยเติบโตมาจากครอบครัวที่ทำกิจการขายเมล็ดพันธุ์ (นั่นทำให้เธอได้เห็นและหลงใหลฟักทองจนกลายเป็นหนึ่งในรูปทรงงานศิลปะประจำตัว)<br />
เริ่มป่วยเห็นภาพหลอนเป็นจุดตั้งแต่เด็ก<br />
และเริ่มหัดวาดภาพก็เพื่อบำบัดให้ตัวเองหายหวาดกลัวสิ่งที่ต้องเผชิญ<br />
ภาพยุคแรกของเธอเป็นลายเส้นและค่อนข้างมืดหม่น ก่อนจะเริ่มมีสีสันสดใสอลังการอย่างที่เราคุ้นตา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8561.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8563.jpg" /></p>
<p>เรายังได้เห็นผลงานเด็ดของเธออีกหลากหลาย<br />
ไม่ว่าจะเป็น My Eternal<br />
Soul ชุดภาพวาดนามธรรมสีสดของคุณยาโยย (ครั้งนี้มีผลงานราว 130 ชิ้นที่เพิ่งแสดงที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกรวมอยู่ด้วย), Infinity Room หรือผลงานห้องกระจกเต็มไปด้วยไฟระยิบระยับที่เราชอบมาก<br />
เหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง, Infinity Nests ชุดผลงานลายจุดสีอ่อนบนเฟรมขนาดยักษ์<br />
จนถึงเซ็ตเฟอร์นิเจอร์จุดที่คุณยาโยยไปร่วม collaborate กับบริษัทเฟอร์นิเจอร์<br />
นี่ยังไม่นับผลงานเขียนของคุณยาโยยที่เราก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่าศิลปินคนนี้เขียนหนังสือและเขียนเยอะด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8565.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_8562.jpg" /></p>
<p>หลังเดินดูงานสารพัดจุดจนเพลิน เราก็หลุดมาถึงห้องขายของที่ระลึกที่รับรองคนรักคุณยาโยยและคนรักจุดต้องกรี๊ด<br />
เพราะอุดมด้วยของเรียกเงินให้บินออกจากกระเป๋า ตั้งแต่โปสการ์ด กระเป๋า แฟ้ม<br />
กระดาษโน้ต Masking Tape และอีกมากมาย (ได้ข่าวว่าตอนแรกมีตุ๊กตาด้วย<br />
แต่ตอนเราไปหมดแล้ว!) จี้จุดสาวกจุดขนาดนี้ คิวจ่ายตังค์จึงยาวเป็นคิวเคาน์เตอร์เช็กอินสายการบิน<br />
แต่ก็นั่นแหละ รักจริงต้องอดทน<br />
เราจึงยืนรอจนในที่สุดก็ได้ยกตะกร้าใส่ของที่ช้อปมาไปจ่ายตังค์</p>
<p>ช่วงเวลาในเวทย์มนต์ลายจุดจบลงแล้ว แต่เรารู้ว่าของในถุงพลาสติกสีแดงสดและความทรงจำจุดๆ<br />
ในหัวใจจะยังคงอยู่กับเราจนบินลัดฟ้ากลับมาเมืองไทยแน่นอน</p>
<h3><strong>My Eternal Soul</strong></h3>
<p><strong>address: </strong>The National Art Center, Tokyo<br />
(Kokuritsu-Shin-Bijutsukan), Special Exhibition Gallery 1E 7-22-2 Roppongi, Minato-ku, Tokyo 106-8558</p>
<p><b style="background-color: initial;">hours: </b>งานจัดแสดงถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 (หยุดทุกวันอังคาร<br />
ยกเว้นวันอังคารที่ 2 พฤษภาคม) เปิดให้ชมเวลา 10.00 &#8211; 18:00 น. ยกเว้นทุกวันศุกร์<br />
วันเสาร์ที่ 29 เมษายน และวันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคมที่จะเปิดเวลา 10.00 &#8211; 20.00 น. (แต่ละวันจะเปิดให้เข้างานจนถึง<br />
30 นาทีก่อนเวลาปิดจริง)</p>
<p>อัตราค่าเข้าชมปกติคือ ผู้ใหญ่ 1,600 เยน /<br />
เด็กมหาวิทยาลัย 1,200 เยน / เด็กมัธยมปลาย 800 เยน</p>
<p>อัตราค่าเข้าชมล่วงหน้าหรือชมเป็นกลุ่มคือ ผู้ใหญ่ 1,400<br />
เยน / เด็กมหาวิทยาลัย 1,000 เยน / เด็กมัธยมปลาย<br />
600 เยน</p>
<p><b style="background-color: initial;">how to get there:</b> เราว่าง่ายที่สุดคือนั่งเมโทรสาย Chiyoda<br />
Line ไปลงที่สถานี Nogizaka เพราะมีทางออกที่โผล่ขึ้นไปถึง<br />
The National Art Center พอดีเป๊ะ</p>
<p><b style="background-color: initial;">Map:</b></p>
<p><strong>ภาพ</strong> <em>ธารริน อดุลยานนท์ และ กชกร มุสิผล</em></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-112/">My Eternal Soul : ดื่มด่ำกับโลกลายจุดในนิทรรศการของ Yayoi Kusama</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-112/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 เรื่องน่ารู้ก่อนไปดู Bangkok Art Book Fair เทศกาลหนังสือศิลปะครั้งแรกของกรุงเทพฯ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-50/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-50/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Mar 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[ฺBangkok Art Book Fair 2017]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยกรณ์ ชัยวีรพันธ์เดช]]></category>
		<category><![CDATA[พัชร ลัดดาพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Citycity Gallery]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภมาศ พะหุโล]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-50/</guid>

					<description><![CDATA[<p>บอกเลยว่าคนชอบหนังสืออย่างเราใจเต้นแรงมาก เมื่อรู้ว่ากรุงเทพฯ จะได้มี Art Book Fair หรือเทศกาลหนังสือศิลปะของตัวเองเสียทีหลังจากเพื่อนบ้านรอบข้าง เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่นเขาจัดกันไปแล้วหลายรอบ ใครที่ยังสงสัยว่าเทศกาลนี้คืออะไร ขออธิบายง่ายๆ ว่ามันคืองานที่ศิลปินซึ่งเป็นผู้ออกร้านส่วนใหญ่จะมาตั้งโต๊ะวางขายผลงานที่สร้างสรรค์มาเป็นหนังสือ ทำให้ทั้งงานเต็มไปด้วยหนังสือที่สวยและพิเศษแปลกตากว่าปกติ (เริ่มตื่นเต้นรึยัง?) เทศกาลสาขากรุงเทพฯ นี้จัดขึ้นโดย ปิยกรณ์ ชัยวีรพันธ์เดช, พัชร ลัดดาพันธ์ 2 นักออกแบบกราฟิก และ ศุภมาศ พะหุโล ผู้ร่วมก่อตั้ง BANGKOK CITYCITY GALLERY ตัวงานจะจัดที่แกลเลอรี่แห่งนี้ในวันที่ 7 &#8211; 10 กันยายน 2560 แต่ก่อนไปถึงวันจริง เราขอชวนทุกคนมารู้จัก Bangkok Art Book Fair 2017 แบบถึงเนื้อถึงตัวกันผ่าน 5 เรื่องน่ารู้ที่เราได้ไปถามไถ่พูดคุยกับผู้จัดงานมา รับรองว่าอ่านจบแล้วจะไปเที่ยวงานได้อย่างเข้าใจและสนุกขึ้นนะ &#160; 1. เทศกาลนี้จัดโดย 2 นักออกแบบกราฟิกฝีมือเยี่ยม และ 1 แกลเลอรี่เก๋ ก่อนไปคุยกันถึงเรื่องเทศกาล เราขอแนะนำตัวผู้จัดงานกันก่อน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-50/">5 เรื่องน่ารู้ก่อนไปดู Bangkok Art Book Fair เทศกาลหนังสือศิลปะครั้งแรกของกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บอกเลยว่าคนชอบหนังสืออย่างเราใจเต้นแรงมาก เมื่อรู้ว่ากรุงเทพฯ จะได้มี Art Book Fair หรือเทศกาลหนังสือศิลปะของตัวเองเสียทีหลังจากเพื่อนบ้านรอบข้าง เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่นเขาจัดกันไปแล้วหลายรอบ ใครที่ยังสงสัยว่าเทศกาลนี้คืออะไร ขออธิบายง่ายๆ ว่ามันคืองานที่ศิลปินซึ่งเป็นผู้ออกร้านส่วนใหญ่จะมาตั้งโต๊ะวางขายผลงานที่สร้างสรรค์มาเป็นหนังสือ ทำให้ทั้งงานเต็มไปด้วยหนังสือที่สวยและพิเศษแปลกตากว่าปกติ (เริ่มตื่นเต้นรึยัง?)</p>
<p>เทศกาลสาขากรุงเทพฯ นี้จัดขึ้นโดย <strong style="background-color: initial;">ปิยกรณ์ ชัยวีรพันธ์เดช</strong>,<strong style="background-color: initial;"> พัชร ลัดดาพันธ์ </strong>2 นักออกแบบกราฟิก และ <strong style="background-color: initial;">ศุภมาศ พะหุโล </strong>ผู้ร่วมก่อตั้ง BANGKOK CITYCITY GALLERY ตัวงานจะจัดที่แกลเลอรี่แห่งนี้ในวันที่ 7 &#8211; 10 กันยายน 2560</p>
<p>แต่ก่อนไปถึงวันจริง เราขอชวนทุกคนมารู้จัก Bangkok Art Book Fair 2017 แบบถึงเนื้อถึงตัวกันผ่าน 5 เรื่องน่ารู้ที่เราได้ไปถามไถ่พูดคุยกับผู้จัดงานมา รับรองว่าอ่านจบแล้วจะไปเที่ยวงานได้อย่างเข้าใจและสนุกขึ้นนะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>1. เทศกาลนี้จัดโดย 2 นักออกแบบกราฟิกฝีมือเยี่ยม และ 1 แกลเลอรี่เก๋</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2055.jpg" alt="bangkok art book fair" width="750" height="500" /></p>
<p>ก่อนไปคุยกันถึงเรื่องเทศกาล เราขอแนะนำตัวผู้จัดงานกันก่อน เริ่มจากปิยกรณ์ ชัยวีรพันธ์เดช และ พัชร ลัดดาพันธ์ พวกเขาคือ 2 นักออกแบบกราฟิกอิสระผู้สร้างสรรค์ผลงานมาหลากหลาย เช่น ทำงานกราฟิกให้บรรดานิทรรศการของ TCDC จัด WHETHER IT IS ART OT NOT เกี่ยวกับชีวิตและผลงานบน Digital Platform ของชวลิต<br />
เสริมปรุงสุข ศิลปินแห่งชาติชาวไทยที่ไปใช้ชีวิตในเนเธอร์แลนด์ และก่อตั้ง The Rambutan: Graphic Design Platform จัดทำเวิร์คช็อป Graphic Design Meets the Society ที่ชวนตั้งคำถามถึงบทบาทของกราฟิกดีไซเนอร์ในประเทศไทย</p>
<p>ส่วน ศุภมาศ พะหุโล คืออดีตภัณฑารักษ์สาวของ TCDC ที่ผันตัวมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง BANGKOK CITYCITY GALLERY แกลเลอรี่สีขาวสุดเก๋แห่งซอยสาทร 1 ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงานสนุกหลากหลาย เช่น Melo House นิทรรศการภาพในรูปแบบเขาวงกตของตั้ม-วิสุทธิ์ พรนิมิต และ I Write You A Lot นิทรรศการเดี่ยวของเต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่มีกิจกรรมสนุกอย่างการเขียนบทสดที่คนไปแจมกันล้นหลาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>2. เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้เหล่าคนทำหนังสือศิลปะ</strong></h3>
<p>ไอเดียของ Bangkok Art Book Fair 2017 เริ่มต้นเมื่อปิยกรณ์และพัชรได้จัดทำหนังสือ <em>WHETHER IT IS ART OR NOT</em> ซึ่งรวมผลงานของชวลิตบน Digital Platform ระหว่างนั้น เพื่อนนักออกแบบชาวเกาหลีแนะนำให้ทั้งคู่เอาหนังสือไปขายในเทศกาลหนังสือศิลปะ แต่เมื่อทั้งคู่ตอบว่าน่าเสียดายที่ยังไม่มีงานแบบนี้ในไทย เพื่อนเลยเล่า (ผสมยุ) ให้ฟังว่าการจัดงานแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วยกตัวอย่างงานที่โซล ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มต้นจากสเกลเล็กๆ แต่ต่อมาก็เติบโตและกลายเป็นตัวก่อความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจให้กับวงการออกแบบของที่นั่น ทำให้ปิยกรณ์และพัชรเริ่มสนใจและเห็นศักยภาพของแพลตฟอร์มเทศกาลหนังสือศิลปะนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1979.jpg" alt="bangkok art book fair" width="750" height="500" /></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2094.jpg" alt="bangkok art book fair" width="750" height="500" /></p>
<p>เมื่อบวกกับประสบการณ์จากการทำ The Rambutan workshop: Graphic Design Meets the Society ก็ทำให้พบปัญหาว่าต่อให้นักออกแบบกราฟิกขยายขอบเขตตัวเอง<br />
ก็ไม่มีพื้นที่ขายงาน ไอเดียเรื่องการจัดเทศกาลจึงกลับมาอีกครั้ง โดยมีศุภมาศซึ่งชื่นชอบหนังสือศิลปะและชื่นชอบไอเดียนี้ตั้งแต่แรกได้ยินคอยร่วมสนับสนุน</p>
<p>“หนังสือศิลปะมันเปลี่ยนโลก เปลี่ยนวิธีคิด เราเหมือนกันนะ สมมติซื้อมานั่งอ่านบนเครื่องบิน 2 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนวิธีคิดเป็นอีกวิธีหนึ่งแล้ว เหมือนเราเห็นโลกที่มองออกไปอีกที่หนึ่งซึ่งไม่เคยไปมาก่อน เราว่าหนังสืออาจเป็นรูปแบบการสื่อสารที่เจ๋งที่สุดเลยด้วยซ้ำ มันน้อยมาก พกพาได้ แต่พาเราไปไกล” ศุภมาศอธิบายความสนุกของหนังสือศิลปะให้เราฟัง</p>
<p>งาน Bangkok Art Book Fair 2017 จึงเปลี่ยนรูปจากฝันสู่ความจริง โดยมีเป้าหมายหลักคือเป็นแพลตฟอร์มช่วยสนับสนุนคนสร้างงานซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ศิลปินหรือนักออกแบบ แต่ยังหมายถึงนักวิจัยทุกสาขา รวมถึงช่วยให้คนอ่านได้เสพผลงานแปลกใหม่ และให้เด็กรุ่นต่อไปได้เห็นความเป็นไปได้สำหรับงานตัวเองในอนาคต</p>
<h3></h3>
<h3><strong>3. นี่คือเทศกาลหนังสือศิลปะที่ไม่ได้ขายแค่หนังสือศิลปะแบบเดิมๆ<br />
</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2090.jpg" alt="bangkok art book fair" width="750" height="500" /></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2091.jpg" alt="bangkok art book fair" width="750" height="500" /></p>
<p>ผู้จัดงานทั้งสามคนเห็นตรงกันว่าจะมองคำว่า ‘หนังสือศิลปะ’ ในความหมายกว้าง ในงานนี้จึงไม่ใช่แค่จะได้พบหนังสือศิลปะที่เป็นหนังสือสวยเก๋แพงลิบ แต่ยังจะได้พบหนังสือทำมือสนุกๆ ผลงานวิจัยดีๆ เรียกว่าเป็นหนังสือหลากหลายประเภทที่มีสุนทรียะบางอย่างในตัว และแน่นอนว่าจะไม่ได้มีแค่ผลงานของศิลปินไทย แต่เหล่าผู้จัดยังบอกเราว่าจะชักชวนศิลปินต่างประเทศมาร่วมแจมด้วย เพราะอย่างนั้นเตรียมพบหนังสือแปลกใหม่ละลานตาได้เลย</p>
<h3></h3>
<h3><strong>4. เทศกาลนี้ไม่ได้มีขายแค่หนังสือ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2007.jpg" /></p>
<p>นอกจากมีหนังสือสวยๆ วางขาย Bangkok Art Book Fair ยังมีองค์ประกอบอีกมากมายมาเติมเต็มให้เทศกาลสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นงานเสวนาน่าฟังเกี่ยวกับหนังสือศิลปะ<br />
ซึ่งเริ่มจัดเรียกน้ำย่อยกันแล้วตั้งแต่วันที่ 25 &#8211; 26 มีนาคมที่ผ่านมา และจะยังจัดอีกเรื่อยๆ (โดยอาจกระจายตัวออกไปสู่พื้นที่อื่นนอกจากตัวแกลเลอรี่ด้วย) ดนตรีสดในวันงาน การเปิดตัวหนังสือศิลปะที่วางขายในงาน และนิทรรศการในงานที่น่าดูมาก เพราะย้อนมองหนังสือศิลปะที่อยู่กับเมืองไทยมาตั้งแต่อดีต และน่าจะมีหนังสือของจริงมาให้ได้สัมผัสกันด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>5. นี่คือเทศกาลที่อยากให้ผู้เข้าร่วมเกิด Conversation และ Collaboration</strong></h3>
<p>เทศกาลหนังสือศิลปะครั้งนี้ไม่ใช่แค่พื้นที่เพื่อให้คนขายได้ขาย คนซื้อได้ซื้อ แต่คนจัดยังหวังว่างานจะเอื้อให้เกิดบทสนทนาระหว่างศิลปินและคนอ่าน เพราะงานนี้ทั้งสองฝั่งจะได้พบกันโดยตรงไม่ผ่านตัวกลาง เหมือนที่เกษตรกรตัวเป็นๆ มาพบคนกินในงาน Farmer’s Market ใครสงสัยอะไร ชอบไม่ชอบอะไรก็คุยกันได้ และนอกจากบทสนทนาหรือ Conversation ทีมงานยังอยากให้งานนี้ช่วยให้มีการร่วมงานหรือ Collaboration ใหม่ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ระหว่างศิลปินกับศิลปิน แต่คนดูงานเองอาจสนใจลองร่วมทำงานกับศิลปิน เช่น มีเนื้อหาบางอย่างที่อยากให้พวกเขาช่วยถ่ายทอดก็ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_2116.jpg" /></p>
<p>ทั้งหมดนี้ทำให้งาน Bangkok Art Book Fair เป็นพื้นที่ดีๆ ซึ่งน่าจะช่วยให้ศิลปะเติบโตงอกงาม เป็นงานอย่างที่คนจัดงานอยากเห็นมันเกิดขึ้น “เราแค่อยากทำในสิ่งที่ชอบ อยากทำ มีแพสชันกับมัน และเป็นสิ่งที่เราคิดว่ามันอาจสวยงาม อาจมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้อยากสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดขนาดนั้นนะ จริงๆ แล้วไม่ค่อยเชื่อเรื่องอย่างนั้นด้วย เพราะคิดว่าของพวกนี้ต้องค่อยๆ ทำ ต้องค่อยๆ ก่อร่างมันขึ้น” ศุภมาศบอกเล่าสิ่งที่อยู่ในใจทีมงาน</p>
<p>หากอยากเห็นผลงานที่พวกเขาปลูกปั้น ก็ลงตารางเตรียมตัวไปเจอกัน 7 &#8211; 10 กันยายนนี้ที่ Bangkok Citycity Gallery นะ</p>
<p><a href="http://www.bangkokartbookfair.info/">www.bangkokartbookfair.info</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-50/">5 เรื่องน่ารู้ก่อนไปดู Bangkok Art Book Fair เทศกาลหนังสือศิลปะครั้งแรกของกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-50/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Little Book of Hygge : How to ชีวิตดีแบบชาวเดนมาร์ก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/book-18/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/book-18/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Mar 2017 06:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[Meik Wiking]]></category>
		<category><![CDATA[happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ฮุกกะ]]></category>
		<category><![CDATA[้hygge]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/book-18/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชื่อหนังสือ: The Little Book of Hygge ผู้เขียน: Meik Wiking สำนักพิมพ์: Penguin Random House ‘ฮุกกะ’ เป็นเรื่องยอดฮิตมาแรงตั้งแต่ปีก่อน ถ้าให้อธิบายง่ายๆ ก็คงต้องบอกว่า ‘ฮุกกะ’ คือปรัชญาและวิถีของชาวเดนมาร์ก ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยช่วยให้ประเทศนี้ครองแชมป์ประเทศแฮปปี้ที่สุดในโลกหลายสมัย เมื่อเห็นหนังสือปกสวยมากเล่มนี้ที่คนเขียนคือ ไมก์ วิกิง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยความสุขซึ่งตั้งอยู่ในเดนมาร์ก เราผู้อยากแฮปปี้บ้างเลยหยิบไปจ่ายเงินอย่างไม่ลังเล เมื่อกลับบ้านมาเปิดอ่าน The Little Book of Hygge บอกเราว่า ฮุกกะคือทั้งแนวคิดและวิธีใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับสภาพอากาศห่วยแตกของเดนมาร์ก เมื่ออากาศหนาวเย็น ฝนกระหน่ำ แดดไม่ค่อยมี ผู้คนจึงหันไปหาวิธีทำให้จิตใจเป็นสุขไม่หดหู่ แล้วพวกเขาก็พบว่าฮุกกะรอเราอยู่ในเปลวเทียนและแสงไฟอุ่นนวล (เดนมาร์กมีอัตราการจุดเทียนเฉลี่ยต่อหัวสูงสุดในยุโรป) ในของกินอร่อยแบบไม่กลัวอ้วน ในเสียงปะทุของกองไฟ ในการสังสรรค์กับเพื่อนสนิทกลุ่มเล็กๆ ที่บ้าน ชาวเดนมาร์กหาทางไปสู่ฮุกกะอย่างจริงจัง แล้วความพีกก็คือฮุกกะดันเวิร์กมากจนชาวเดนมาร์กแฮปปี้ร่าเริงกว่าพวกเราเขตร้อนเสียอีก! ว่ากันแบบลงละเอียด แต่ละหน้าของหนังสือเล่มนี้จะค่อยๆ นำเราไปสำรวจแง่มุมหลากหลายของฮุกกะที่แทรกซึมอยู่ในชาวเดนมาร์ก ตั้งแต่นิยาม ประเทศอื่นมีอะไรคล้ายๆ แบบนี้มั้ย อะไรนับเป็นฮุกกะบ้าง (ว่ากันไปเป็นบทๆ ตั้งแต่เรื่องแสง เรื่องอาหาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-18/">The Little Book of Hygge : How to ชีวิตดีแบบชาวเดนมาร์ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial;">ชื่อหนังสือ: </strong>The Little Book of Hygge<br />
<strong style="background-color: initial;">ผู้เขียน: </strong>Meik Wiking<br />
<strong style="background-color: initial;">สำนักพิมพ์: </strong>Penguin Random House</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/66DB6345-7DAB-428A-8704-85160A140175.jpg" /></p>
<p>‘ฮุกกะ’ เป็นเรื่องยอดฮิตมาแรงตั้งแต่ปีก่อน ถ้าให้อธิบายง่ายๆ ก็คงต้องบอกว่า ‘ฮุกกะ’ คือปรัชญาและวิถีของชาวเดนมาร์ก ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยช่วยให้ประเทศนี้ครองแชมป์ประเทศแฮปปี้ที่สุดในโลกหลายสมัย เมื่อเห็นหนังสือปกสวยมากเล่มนี้ที่คนเขียนคือ ไมก์ วิกิง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยความสุขซึ่งตั้งอยู่ในเดนมาร์ก เราผู้อยากแฮปปี้บ้างเลยหยิบไปจ่ายเงินอย่างไม่ลังเล</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/6EE2CF4F-9711-40B5-8C8A-6A1ED54D293C.jpg" /></p>
<p>เมื่อกลับบ้านมาเปิดอ่าน<br />
The Little Book of Hygge บอกเราว่า ฮุกกะคือทั้งแนวคิดและวิธีใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับสภาพอากาศห่วยแตกของเดนมาร์ก<br />
เมื่ออากาศหนาวเย็น ฝนกระหน่ำ แดดไม่ค่อยมี<br />
ผู้คนจึงหันไปหาวิธีทำให้จิตใจเป็นสุขไม่หดหู่ แล้วพวกเขาก็พบว่าฮุกกะรอเราอยู่ในเปลวเทียนและแสงไฟอุ่นนวล<br />
(เดนมาร์กมีอัตราการจุดเทียนเฉลี่ยต่อหัวสูงสุดในยุโรป) ในของกินอร่อยแบบไม่กลัวอ้วน<br />
ในเสียงปะทุของกองไฟ ในการสังสรรค์กับเพื่อนสนิทกลุ่มเล็กๆ ที่บ้าน ชาวเดนมาร์กหาทางไปสู่ฮุกกะอย่างจริงจัง แล้วความพีกก็คือฮุกกะดันเวิร์กมากจนชาวเดนมาร์กแฮปปี้ร่าเริงกว่าพวกเราเขตร้อนเสียอีก!</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/253752AC-9DE6-4501-9BA4-A42A19510978.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/87229099-1113-4C0E-8DCF-1D578B0AAC2F.jpg" /></p>
<p>ว่ากันแบบลงละเอียด<br />
แต่ละหน้าของหนังสือเล่มนี้จะค่อยๆ นำเราไปสำรวจแง่มุมหลากหลายของฮุกกะที่แทรกซึมอยู่ในชาวเดนมาร์ก<br />
ตั้งแต่นิยาม ประเทศอื่นมีอะไรคล้ายๆ แบบนี้มั้ย อะไรนับเป็นฮุกกะบ้าง (ว่ากันไปเป็นบทๆ<br />
ตั้งแต่เรื่องแสง เรื่องอาหาร เรื่องความสัมพันธ์ ฯลฯ)<br />
ไปจนถึงแนะนำวิธีไปสู่สิ่งนี้ เช่น แจกสูตรอาหารอร่อย แนะนำกิจกรรมแบบฮุกกะสไตล์ตลอดปี<br />
และชี้เป้าวิธีจะฮุกกะแบบไม่เสียตังค์เยอะให้ ทุกบทเขียนอธิบายเข้าใจง่าย มีสถิติอ้างอิงสไตล์สถาบันวิจัย<br />
และมีรูปประกอบสวยสบายตาชวนให้อ่านได้เพลินๆ เรียกว่าถ้าใครมองหาวิธีมีชีวิตดีมีความสุข<br />
ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูก็ไม่เสียหาย หลายอย่างอาจเอามาใช้จริงในบ้านเราไม่ได้<br />
(อากาศร้อนขนาดนี้จะให้ก่อกองไฟจริงเหรอ?) แต่เราว่าแก่นของมันที่พูดถึงการดึงเอาสิ่งที่ทำให้สุขใจมาเรียงรายไว้รอบตัวนั้นน่าสนใจ เพราะมันบอกเราว่า ถ้าจัดเรียงจักรวาลตัวเองให้ดี<br />
ความสุขก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/834B89E2-E290-4A21-B0B0-9B3A0C72B3151.jpg" /></p>
<p>ชาวเดนมาร์กรับประกัน!</p>
<p><strong>ความยากง่ายในการอ่าน<br />
</strong><strong>: </strong>ฉบับภาษาอังกฤษอ่านได้เพลินๆ ไม่ยากนะ แต่อยากบอกไว้เป็นตัวเลือกด้วยว่าสำนักพิมพ์<br />
Openworlds เพิ่งแปลเล่มนี้เป็นภาษาไทย<br />
ใครขี้เกียจอ่านอังกฤษก็เชิญเลือกซื้อเวอร์ชันไทยกันเลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/book-18/">The Little Book of Hygge : How to ชีวิตดีแบบชาวเดนมาร์ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/book-18/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อุทยานจุฬาฯ 100 ปี : สวนสาธารณะยุคใหม่ที่ตั้งใจตอบโจทย์กรุงเทพฯ ในอีก 100 ปี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-31/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-31/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Mar 2017 10:37:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[สวนสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[park]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[อุทยานจุฬาฯ 100 ปี]]></category>
		<category><![CDATA[cu 100]]></category>
		<category><![CDATA[landprocess]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-31/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครๆ ก็รู้ว่าพื้นที่สีเขียวจำเป็นสำหรับมนุษย์ เมื่อได้ยินว่ากรุงเทพฯ กำลังจะมี ‘อุทยานจุฬาฯ 100 ปี’ สวนสาธารณะกลางเมืองที่เกิดขึ้นเพื่อฉลองวาระครบหนึ่งศตวรรษของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราจึงรีบรุดไปชมข่าวดี สวนใหม่เอี่ยมนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ของจุฬาฯ ออกแบบโดยบริษัท LAND PROCESS และ N7A Architects เป็นสวนที่ต่างจากสวนสาธารณะที่เราคุ้นเคยทั้งหน้าตาและวิธีคิด เพราะคนสร้างตั้งใจให้เป็นสวนยุคใหม่ที่ไม่ใช่แค่เป็นปอดให้คนเมือง แต่ยังเป็นห้องทดลองนวัตกรรม เป็นพื้นที่ที่ช่วยตอบโจทย์เมืองของเราในอนาคต ยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน เราเงยหน้ารับลมเย็นสดชื่นที่พัดผ่านต้นไม้และสระน้ำของอุทยานจุฬาฯ 100 ปี ก่อนนั่งลงฟังความช่างคิดเบื้องหลังสวนนี้จาก กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกสาวแห่ง LANDPROCESS ที่ร่วมสร้างสวนมาตั้งแต่ยังเป็นเส้นความฝันบนกระดาษ \\ สวนที่เปรียบเหมือนรากจามจุรี กชกรเล่าว่า เรื่องราวของสวนแห่งนี้เริ่มต้นใน พ.ศ. 2555 เมื่อจุฬาฯ จัดประกวดออกแบบพื้นที่ประมาณ 30 ไร่บริเวณสวนหลวง-สามย่าน ซึ่งในแผนผังกำหนดไว้เป็นสวนสาธารณะมาแต่ต้นให้เป็น ‘อุทยานจุฬาฯ 100 ปี’ เพื่อฉลองวาระจุฬาฯ ครบหนึ่งศตวรรษ LANDPROCESS เป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ด้วยไอเดียที่อยากสร้างสวนยุคใหม่ซึ่งไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สีเขียวแต่มีหน้าที่ช่วยเมือง โดยมองไปข้างหน้าว่าอีก 100 ปี สวนนี้ควรเป็นตัวอย่างแก่สังคมในด้านไหน หลังศึกษาค้นคว้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-31/">อุทยานจุฬาฯ 100 ปี : สวนสาธารณะยุคใหม่ที่ตั้งใจตอบโจทย์กรุงเทพฯ ในอีก 100 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ใครๆ ก็รู้ว่าพื้นที่สีเขียวจำเป็นสำหรับมนุษย์ เมื่อได้ยินว่ากรุงเทพฯ กำลังจะมี ‘อุทยานจุฬาฯ 100 ปี’ สวนสาธารณะกลางเมืองที่เกิดขึ้นเพื่อฉลองวาระครบหนึ่งศตวรรษของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราจึงรีบรุดไปชมข่าวดี สวนใหม่เอี่ยมนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ของจุฬาฯ ออกแบบโดยบริษัท LAND PROCESS และ N7A Architects เป็นสวนที่ต่างจากสวนสาธารณะที่เราคุ้นเคยทั้งหน้าตาและวิธีคิด เพราะคนสร้างตั้งใจให้เป็นสวนยุคใหม่ที่ไม่ใช่แค่เป็นปอดให้คนเมือง แต่ยังเป็นห้องทดลองนวัตกรรม เป็นพื้นที่ที่ช่วยตอบโจทย์เมืองของเราในอนาคต</p>
<p>ยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน เราเงยหน้ารับลมเย็นสดชื่นที่พัดผ่านต้นไม้และสระน้ำของอุทยานจุฬาฯ 100 ปี ก่อนนั่งลงฟังความช่างคิดเบื้องหลังสวนนี้จาก <strong>กชกร วรอาคม</strong> ภูมิสถาปนิกสาวแห่ง LANDPROCESS ที่ร่วมสร้างสวนมาตั้งแต่ยังเป็นเส้นความฝันบนกระดาษ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/264.jpg" />\\</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/01-new1.jpg" /></p>
<h3><strong>สวนที่เปรียบเหมือนรากจามจุรี</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/All-Diagram-01.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/For-Aday_Page_04.jpg" /></p>
<p>กชกรเล่าว่า เรื่องราวของสวนแห่งนี้เริ่มต้นใน พ.ศ. 2555 เมื่อจุฬาฯ จัดประกวดออกแบบพื้นที่ประมาณ 30 ไร่บริเวณสวนหลวง-สามย่าน ซึ่งในแผนผังกำหนดไว้เป็นสวนสาธารณะมาแต่ต้นให้เป็น ‘อุทยานจุฬาฯ 100 ปี’ เพื่อฉลองวาระจุฬาฯ ครบหนึ่งศตวรรษ LANDPROCESS เป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ด้วยไอเดียที่อยากสร้างสวนยุคใหม่ซึ่งไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สีเขียวแต่มีหน้าที่ช่วยเมือง โดยมองไปข้างหน้าว่าอีก 100 ปี สวนนี้ควรเป็นตัวอย่างแก่สังคมในด้านไหน</p>
<p>หลังศึกษาค้นคว้า ทีมงานพบว่ากรุงเทพฯ ใน 100 ปีข้างหน้าจะต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จะต้องพบสถานการณ์ภัยแล้งสลับกับน้ำท่วม LANDPROCESS จึงตั้งใจออกแบบสวนเพื่อเป็นตัวอย่างพื้นที่จัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาเปรียบสวนนี้กับรากของต้นจามจุรี (Rain Tree) ต้นไม้สัญลักษณ์ของจุฬาฯ ที่นอกจากให้ร่มเงาเกื้อกูลสิ่งรอบข้าง ยังมีรากที่มีศักยภาพเก็บความชุ่มชื้นไว้ในดินด้วย</p>
<h3><strong>สวนที่ช่วยเมืองดูแลน้ำ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/For-Aday_Page_08.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/For-Aday_Page_07.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7050.jpg" /></p>
<p>แนวคิดที่แตกต่างสะท้อนสู่สวนสาธารณะที่ไม่เหมือนใคร หน้าที่แรกของอุทยาน 100 ปีจุฬาฯ คือกักเก็บน้ำทุกหยดไว้ใช้ พื้นที่โดยรวมของสวนจึงถูกยกขึ้นจนลาดเอียงเพื่อให้น้ำฝนไหลมารวมกันที่สระรับน้ำด้านหน้าสุด (Retention Pond) รวมถึงไหลลงด้านข้างที่มีส่วนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ไว้รองรับน้ำ ขณะที่บริเวณอื่นซึ่งเป็นผืนดินก็มีทั้งสนามหญ้าและต้นไม้ช่วยดูดซับน้ำ ส่วนตรงไหนเป็นปูนก็ใช้วัสดุอย่างคอนกรีตรูพรุน (Porous concrete) แทนคอนกรีตปกติที่น้ำซึมสู่ดินไม่ได้ และถ้ามีน้ำเหลือบนพื้น น้ำนั้นจะไหลไปสู่สวนน้ำฝน (Rain Garden) ทางระบายน้ำที่ไม่ได้มีการวางท่อ แต่เป็นทางที่เรียงรายด้วยไม้พุ่มและพืชคลุมดินต้นไม้เล็กๆ ซึ่งช่วยซับน้ำ</p>
<p>นอกจากกักเก็บ อุทยานนี้ยังช่วยบำบัดน้ำเสียให้กลับใสสะอาดโดยต่อเชื่อมไปยังละแวกเพื่อนบ้านให้น้ำซึ่งผ่านการบำบัดแล้วรอบหนึ่งไหลมาบำบัดต่อที่ส่วนระบบบำบัดน้ำ Wetland ด้านข้าง นอกจากนี้น้ำในสวนเองเมื่อไหลลง Rain Garden สู่รากต้นไม้เล็กๆ ในทางระบายน้ำนั้นก็มีคุณสมบัติช่วยบำบัดน้ำด้วย</p>
<h3><strong>สวนที่เป็นห้องเรียนกลางแจ้ง</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/For-Aday_Page_10.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7087.jpg" /></p>
<p>นอกจากเป็นตัวอย่างเรื่องจัดการน้ำ อุทยานแห่งนี้ยังตั้งใจจะเป็นห้องเรียนนอกห้องเรียนของเหล่านิสิตจุฬาฯ และชุมชนที่น่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้หลัก แต่แทนที่จะยกส่วนสนับสนุนการเรียนรู้ไว้ตรงกลาง กชกรเลือกใช้วิธีใหม่คือกระจายส่วนห้องเรียนไว้รอบๆ เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวคึกคักรอบขอบสวน สร้างความปลอดภัยรวมถึงชวนให้คนอยากเข้ามาใช้พื้นที่ ขอบสวนแต่ละด้านจึงถูกแบ่งออกเป็นห้องเรียนกลางแจ้ง 8 ห้อง แต่ละห้องคอนเซปต์ต่างกันไป เช่นห้อง Herb Room ที่มีสวนสมุนไพรและพื้นที่ให้นั่งเล่นได้ และห้อง Earth Room ที่มีที่นั่งก่อจากดินหลากสีที่มาจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ใครๆ ก็มาใช้พื้นที่นี้ได้อย่างอิสระ หรือถ้าอาจารย์อยากพานักเรียนทั้งห้องมา แค่โทรมาจองไว้ก่อนก็เรียบร้อย</p>
<h3><strong>สวนที่ยืดหยุ่นตามผู้ใช้</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/For_Aday_Page_112.jpg" /></p>
<p>พื้นที่<br />
30 ไร่ของสวนถูกคิดไว้รองรับคนใช้ตั้งแต่หลักสิบถึงหลักพัน เช่น ถ้ามากันไม่เกิน 50 คนก็นั่งกระจายตามห้องเรียนกลางแจ้ง ถ้าคนชักเยอะก็ใช้ส่วนสนามหญ้าโล่งกว้างและพื้นที่ที่เรียกว่า Outdoor Amphitheater หรือส่วนที่นั่งทรงครึ่งวงกลมแบบโรงละครสมัยก่อนซึ่งกระจายอยู่ทั่วสวน ไม่ใช่แค่ปริมาณคนยืดหยุ่น กชกรยังตั้งใจให้สวนนี้ใช้งานได้หลากหลาย นอกจากมานั่งเรียน เราเลยน่าจะได้เห็นเด็กๆ สายละครเวทีมาฝึกซ้อมละคร คนในชุมชนใกล้เคียง มาวิ่ง ปั่นจักรยาน เล่นว่าวในยามแดดร่มลมดี คนทั่วไปมาจัดอีเวนต์เชิงสร้างสรรค์ที่สนุกสนาน และอื่นๆ อีกมากมายตามแต่ผู้ใช้ต้องการ</p>
<h3><strong>สวนที่ตั้งใจเป็นป่าในเมือง</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_70701.jpg" /></p>
<p>เมื่อก้าวเข้ามาในสวน เราจะได้เจอต้นไม้เขียวทั้งเล็กใหญ่ กชกรบอกว่าเธอตั้งใจไม่ใช้ต้นไม้ต่างถิ่น แต่ใช้พันธุ์ไม้ป่าแปลกตาที่คิดมาแล้วว่าเหมาะกับกรุงเทพฯ และสวนสาธารณะ ในสวนนี้เลยมีไม้ป่าชื่อคุ้นอย่างไม้มะค่า ไม้เต็ง ไม้ตะเคียน จนถึงต้นไม้ชื่อแปลกอย่างขานาง มะหาด เสม็ด โดยจะเลือกต้นไม้ประจำถิ่นของจังหวัดต่างๆ ไปปลูกใน 8 ห้องเรียนกลางแจ้งแบบ 1 ห้อง 1 พันธุ์ นอกจากคัดสรรพันธุ์ไม้ ทีมงานยังตั้งใจคัดขนาด โดยไม่เลือกล้อมต้นไม้ใหญ่มาปลูก แต่เลือกเพาะพันธุ์จากกล้าและต้นไม้วัยหนุ่มสาวเพื่อให้ทุกต้นเติบโตไปพร้อมพื้นที่อย่างมั่นคง</p>
<h3><strong>สวนที่ไม่ได้มีแค่ที่โล่ง</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7131.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7135.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7108.jpg" /></p>
<p>ในสวนแห่งนี้ไม่ได้มีแค่พื้นที่กลางแจ้ง แต่ยังมีอาคารเอนกประสงค์หลังใหญ่ 1 หลังที่คอนเซปต์เท่ไม่เหมือนใคร เพราะมันซ่อนตัวอยู่ใต้ส่วนเนินดินด้านบนสุดซึ่งเรียกว่า Green Roof หรือหลังคาดินที่เขียวชอุ่มด้วยวัชพืช นอกจากแทบไม่ต้องดูแลรักษา เนินที่ว่ายังช่วยดูดซับและกระจายความร้อนให้ตัวอาคาร ตึกนี้จึงเป็นพื้นที่ที่ทั้งสวยแปลกตาและเย็นสบายน่ามาใช้งานเป็นที่สุด</p>
<h3><strong>สวนที่ปลอดภัยแต่ไม่ปิดกั้น</strong></h3>
<p>สวนแห่งนี้มีรั้วกั้นที่เปิด-ปิดได้ แต่ขณะเดียวกันรั้วที่ว่าก็ไม่ได้ปิดทึบ เพราะกชกรอยากให้คนนอกสวนและในสวนมองเห็นกันได้เพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นเช่น การฉกชิงวิ่งราว ความโล่งโปร่งของพื้นที่และบริเวณขอบที่เป็นบรรยากาศห้องเรียนยังช่วยเชื้อเชิญให้คนอยากเข้ามาใช้สวนมากขึ้น</p>
<h3><strong>สวนที่ไม่สิ้นสุดแค่ในสวน</strong></h3>
<p>อุทยานจุฬาฯ 100 ปีไม่ได้สิ้นสุดแค่แนวรั้วหรือส่วนห้องเรียนตรงขอบสวน แต่ยังกินความถึงถนนจุฬาฯ 100 ปี (ซอยจุฬาลงกรณ์ 5) ที่อยู่ติดกัน แต่เดิมจุฬาฯ ตั้งใจพัฒนาพื้นที่ใกล้เคียงถนนนี้ให้เป็นตึกสูงลิ่ว ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าด้านหน้าต้องเป็นพื้นที่ถนน 30 เมตร ถนนสายนี้จึงกว้างขวาง กชกรและทีมงานลงมือเปลี่ยนแปลงถนนที่เคยมีจุดหมายเชิงธุรกิจให้เป็นถนนเพื่อคนเดินและการปั่นจักรยาน เพื่อช่วยต่อแนวแกนหรือแนวเครือข่ายพื้นที่สีเขียวของจุฬาฯให้เชื่อมโยงกันชัดเจน ไม่ขาดตอนเหมือนที่ที่ดินของจุฬาฯ มีถนนพญาไทผ่ากลาง จากถนนสี่เลน ถนนจุฬาฯ 100 ปีโฉมใหม่กลายเป็นถนนสองเลน มีเลนจักรยาน มีทางเท้ากว้างขวาง รวมถึงปลูกต้นไม้ร่มรื่นและยังมีทางระบายน้ำแบบ Rain Garden ตลอดแนวถนนที่ช่วยให้ฝนตกแล้วไม่ไหลลงท่อสูญเปล่า แต่เพิ่มความชุ่มชื่นให้รากไม้และงอกงามเป็นร่มเงาสู่ถนน เพราะฉะนั้นไม่ต้องเดินเข้าไปถึงในสวน แค่เดินริมถนนใกล้ๆ ก็จะได้เห็นการจัดการพื้นที่ซึ่งช่วยทั้งเมืองและคนอยู่อาศัย ตามความตั้งใจของผู้สร้างที่อยากรังสรรค์พื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในวันนี้และอนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7168.jpg" /></p>
<p>“เราคิดว่าไม่ใช่ว่าคนไทยไม่ใช้พื้นที่กลางแจ้ง แต่มันไม่มีโอกาส เราไม่มีวิถีชีวิตหรือไม่มีการช่วยให้วิถีชีวิตอย่างนั้นเกิดขึ้น ซึ่งเราว่าที่สวนนี้น่าสนใจเพราะเป็นสวนสาธารณะระดับชุมชนอยู่ใกล้จุฬาฯ อยู่กลางเมือง แล้วเราก็พยายามสร้างนวัตกรรมให้คนมาใกล้ชิด มาเรียนรู้ธรรมชาติได้ และปกติแล้วถ้าสร้างอะไรเราคงไม่ได้คิดว่ามันต้องอยู่ต่อไปอีกร้อยปี แต่เราว่าสวนนี้เป็นการมองไปในอีกร้อยปีข้างหน้า คนรุ่นเราทิ้งอะไรไว้ให้จุฬาฯ ให้คนรุ่นต่อไปมาเรียนรู้พักพิงเราคิดว่าสวนนี้เป็นการส่งต่อจุฬาฯ ในศตวรรษใหม่ที่ยั่งยืน” กชกรกล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><strong>Facebook l</strong> <a href="https://www.facebook.com/Landprocess/?fref=ts">LANDPROCESS</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> LANDPROCESS และ ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-31/">อุทยานจุฬาฯ 100 ปี : สวนสาธารณะยุคใหม่ที่ตั้งใจตอบโจทย์กรุงเทพฯ ในอีก 100 ปี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-31/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The Charapaabs x 7 Thai Collage Artists : เมื่อวงดนตรีเก๋ชวนวัยรุ่นส่งภาพอวยพรแนวใหม่กลับไปให้ญาติผู้ใหญ่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-29/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-29/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธารริน อดุลยานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Mar 2017 05:29:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[เพลง]]></category>
		<category><![CDATA[นักรบ มูลมานัส]]></category>
		<category><![CDATA[คอลลาจ]]></category>
		<category><![CDATA[the charapaabs]]></category>
		<category><![CDATA[เดอะ ชราภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คนแก่]]></category>
		<category><![CDATA[สูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดีวันจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษพงศ์ โพวาทอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-29/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เดอะ ชราภาพ คือชื่อของวงดนตรีที่น่าสนใจในสายตาเรา เพราะนี่คือ concept band หรือวงดนตรีคอนเซปต์ซึ่งเน้นให้คนสนใจเพลงและรูปแบบการนำเสนอมากกว่าตัวนักร้อง ที่หยิบเรื่องราวของผู้สูงวัยมาถ่ายทอดผ่านเพลงทันสมัยให้วัยรุ่นที่วันหนึ่งก็ต้องแก่ได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการไปงานศพเพื่อน การตรวจสุขภาพประจำปี ภาวะอัลไซเมอร์ จนถึงเพลงล่าสุดอย่าง สวัสดีวันจันทร์ ที่ชวนทบทวนเรื่องพฤติกรรมที่พ่อแม่ปู่ย่ากระหน่ำส่งภาพอวยพรผ่านไลน์ให้ลูกหลาน (โดยมีนักร้องนำสุดเก๋อย่างแม่ของเต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ มาเป็นคนถ่ายทอด) สิ่งพิเศษคือนอกจากตัวเพลงที่แสนจะน่าฟัง ชาวเดอะ ชราภาพ ยังคิดแคมเปญสนุก ชวนเหล่าศิลปินมาสร้างสรรค์ภาพอวยพรของแต่ละวันขึ้นใหม่จนสวยเก๋ ให้วัยรุ่นชิกๆ อย่างเราลองโหลดมาส่งกลับให้ญาติผู้ใหญ่บ้าง โดยเริ่มจากศิลปินคอลลาจไทย 7 คน 7 ภาพ นำทีมโดยศิลปินคอลลาจฝีมือเยี่ยมอย่าง หลง&#8211;เศรษฐพงศ์ โพวาทอง ภาพอวยพรทั้งหมดได้ถูกทยอยปล่อยออกมาให้เห็นกันจนครบเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่เรื่องราวสนุกเบื้องหลังแคมเปญกำลังจะเริ่มนับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป สวัสดีวันจันทร์ : เพลงที่พูดถึงพฤติกรรมคนแก่ซึ่งวัยรุ่นอิน เดอะ ชราภาพ : ทุกเพลงของเราจะพุ่งไปที่เรื่องของคนสูงวัยหมด เพราะความสูงวัยเป็นเรื่องสากล เราเคยมีอารมณ์ร่วมกับญาติผู้ใหญ่ กับคนรอบตัวที่สูงวัย ขณะเดียวกัน วันหนึ่งวัยรุ่นก็จะไปสู่จุดนั้น พอมาถึงเพลงที่ 4 ของวง เราก็มานั่งคิดว่ามีเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องของคนชราซึ่งคนอินกันอยู่แล้วและจะเข้าใจได้ง่าย พอดีเรามีผู้ใหญ่ มีคนรอบตัว ที่ชอบส่งภาพสวัสดีกัน ก็เลยคิดว่าถ้าเอาเรื่องนี้มาเล่าก็น่าจะไปถึงคนชราได้ และวัยรุ่นก็เข้าใจได้ด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-29/">The Charapaabs x 7 Thai Collage Artists : เมื่อวงดนตรีเก๋ชวนวัยรุ่นส่งภาพอวยพรแนวใหม่กลับไปให้ญาติผู้ใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เดอะ ชราภาพ คือชื่อของวงดนตรีที่น่าสนใจในสายตาเรา<br />
เพราะนี่คือ concept band หรือวงดนตรีคอนเซปต์ซึ่งเน้นให้คนสนใจเพลงและรูปแบบการนำเสนอมากกว่าตัวนักร้อง<br />
ที่หยิบเรื่องราวของผู้สูงวัยมาถ่ายทอดผ่านเพลงทันสมัยให้วัยรุ่นที่วันหนึ่งก็ต้องแก่ได้ฟัง<br />
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการไปงานศพเพื่อน การตรวจสุขภาพประจำปี ภาวะอัลไซเมอร์<br />
จนถึงเพลงล่าสุดอย่าง <em>สวัสดีวันจันทร์</em> ที่ชวนทบทวนเรื่องพฤติกรรมที่พ่อแม่ปู่ย่ากระหน่ำส่งภาพอวยพรผ่านไลน์ให้ลูกหลาน<br />
(โดยมีนักร้องนำสุดเก๋อย่างแม่ของเต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ มาเป็นคนถ่ายทอด)</p>
<p>สิ่งพิเศษคือนอกจากตัวเพลงที่แสนจะน่าฟัง<br />
ชาวเดอะ ชราภาพ ยังคิดแคมเปญสนุก ชวนเหล่าศิลปินมาสร้างสรรค์ภาพอวยพรของแต่ละวันขึ้นใหม่จนสวยเก๋<br />
ให้วัยรุ่นชิกๆ อย่างเราลองโหลดมาส่งกลับให้ญาติผู้ใหญ่บ้าง โดยเริ่มจากศิลปินคอลลาจไทย<br />
7 คน 7 ภาพ นำทีมโดยศิลปินคอลลาจฝีมือเยี่ยมอย่าง<strong> หลง</strong><strong>&#8211;</strong><strong>เศรษฐพงศ์<br />
โพวาทอง</strong></p>
<p>ภาพอวยพรทั้งหมดได้ถูกทยอยปล่อยออกมาให้เห็นกันจนครบเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่เรื่องราวสนุกเบื้องหลังแคมเปญกำลังจะเริ่มนับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป</p>
<h3><strong>สวัสดีวันจันทร์ </strong><strong>: เพลงที่พูดถึงพฤติกรรมคนแก่ซึ่งวัยรุ่นอิน</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/17121702_10158364878640613_193988199_o.jpg" /></p>
<p><strong> เดอะ ชราภาพ :</strong> ทุกเพลงของเราจะพุ่งไปที่เรื่องของคนสูงวัยหมด<br />
เพราะความสูงวัยเป็นเรื่องสากล เราเคยมีอารมณ์ร่วมกับญาติผู้ใหญ่<br />
กับคนรอบตัวที่สูงวัย ขณะเดียวกัน วันหนึ่งวัยรุ่นก็จะไปสู่จุดนั้น พอมาถึงเพลงที่ 4 ของวง<br />
เราก็มานั่งคิดว่ามีเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องของคนชราซึ่งคนอินกันอยู่แล้วและจะเข้าใจได้ง่าย พอดีเรามีผู้ใหญ่<br />
มีคนรอบตัว ที่ชอบส่งภาพสวัสดีกัน<br />
ก็เลยคิดว่าถ้าเอาเรื่องนี้มาเล่าก็น่าจะไปถึงคนชราได้ และวัยรุ่นก็เข้าใจได้ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เพลงจบ ความสนุกไม่จบ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/17157681_1314556715257711_5054967945075451822_o.jpg" /></p>
<p><strong>เดอะ ชราภาพ </strong><strong>:</strong> เราทำเพลงเสร็จนานแล้ว แต่ก็มาคิดกันว่าตอนปล่อยจะโปรโมตยังไงให้สนุกและเป็นการต่อยอดไปจากตัวเพลง<br />
เลยนึกถึงว่าเวลาเราปล่อยเพลงไป ปกติคนก็จะแค่ฟัง ไม่ได้มีส่วนร่วม แต่คราวนี้การส่งภาพสวัสดีพวกนี้จะมีความเป็นวัฒนธรรมประมาณหนึ่ง<br />
มันเกิดขึ้นทุกวัน พ่อแม่เราก็ยังส่งภาพพวกนี้อยู่ เลยคิดว่าหรือจะมาทำให้วัฒนธรรมที่ดูเชยมาอยู่ในกระแสของวัยรุ่นให้ได้หน่อย<br />
แล้วจะทำยังไงดี เราก็เลยคิดว่าหรือที่มันเชย เพราะไม่เคยมีใครลุกขึ้นมาดีไซน์ให้เข้ากระแส<br />
แล้วก็เลยคิดต่อว่าน่าจะสนุกถ้าเราชวนคนที่เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้อย่างพวกนักทำภาพประกอบ<br />
พวกกราฟิกดีไซเนอร์ มาทำให้ภาพเจ๋งไปเลย</p>
<h3><strong>The Charapaabs x </strong><strong>7 </strong><strong>Thai Collage Artists</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Swasdee_Sunday_-_Double_O_Seth1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ภาพ: เศรษฐพงศ์ โพวาทอง</em></p>
<p><strong style="background-color: initial;">เดอะ ชราภาพ </strong><strong style="background-color: initial;">:</strong> พอดีตอนที่คิดแคมเปญ กระแสการทำภาพคอลลาจเริ่มกลับมาฮิตอีกรอบ<br />
เราก็เลยเสิร์ชดูว่ามีใครน่าสนใจบ้าง ก็ไปเจอพี่หลง-เศรษฐพงศ์<br />
โพวาทอง ที่น่าจะเป็นมือคอลลาจอันดับต้นๆ ของไทย เลยลองไปชวนพี่เขาว่ามีโปรเจกต์ สนใจมั้ย<br />
ทางพี่หลงก็สนใจและบอกว่าเดี๋ยวจะรวบรวมศิลปินให้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เศรษฐพงศ์ </strong><strong>: </strong>ศิลปินที่เราชวนส่วนมากไม่ได้รู้จักกันเป็นส่วนตัวมาก่อน<br />
แต่เห็นผลงานกันในเฟซบุ๊ก เหมือนเป็นคอนเนกชันแบบหลวมๆ ที่จริงเราอยากชวนมากกว่านี้นะ<br />
แต่มันมีแค่ 7 วัน เกณฑ์ที่ใช้เลือกคือคนที่ทำงานแนวนี้ได้ดี<br />
และเราก็อยากส่งเสริมให้ศิลปินใหม่ๆ ได้มีพื้นที่แสดงงานด้วย<br />
บางคนที่เลือกก็เลยเป็นศิลปินหน้าใหม่เลย</p>
<h3><strong>เปลี่ยนภาพอวยพรเชยๆ<br />
ให้โมเดิร์น มีอารมณ์ขัน</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/17201374_1782543031772017_1085792212299222871_n.jpg" /></p>
<p><strong>เดอะ ชราภาพ </strong>: เราคิดว่าอยากเปลี่ยนสิ่งที่มันค่อนข้างเชย ดูแล้วขำ<br />
ดูเป็นสิ่งที่วัยรุ่นเขาดูถูกกัน ให้มันดูคูล ดูโมเดิร์นขึ้น<br />
ซึ่งพอคุยกับพี่หลงแป๊บเดียวก็เข้าใจกันเลย จากนั้นเราก็บรีฟศิลปินคนอื่นๆ<br />
ผ่านพี่หลง ส่งเพลงให้ฟัง ส่ง proposal ให้ บอกว่าอยากให้ศิลปิน<br />
7 คน ทำภาพ 7 วัน<br />
โดยอยากให้ผลงานมีแก่นของภาพแนวนี้ที่มักจะมีดอกไม้ มีรูปพระ<br />
มีการใส่ข้อความสวัสดี และธีมสีทั้งหมดจะต้องล้อกับสีของวัน<br />
คือเรายึดแกนหลักของวัฒนธรรมนี้ให้หมด เพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากที่เคยดูเชยให้โมเดิร์นขึ้น</p>
<p>ภาพทั้งหมดนี้ศิลปินไม่ต้องส่งดราฟต์มาให้เรา เราให้เกียรติเขาเลย<br />
เช่นถ้าบรีฟตอนต้นเดือน ก็แค่นัดกำหนดส่งงานกันตอนปลายเดือน</p>
<p><strong>เศรษฐพงศ์ </strong><strong>: </strong>เราก็ไปบรีฟศิลปินคนอื่นต่อสั้นๆ ว่าให้นึกถึงภาพดอกไม้และคำอวยพรที่คนสูงอายุชอบส่งกัน<br />
แล้วก็ให้แบ่งทำกันคนละวันตามสไตล์ของตัวเอง โดยทำเป็นทรงจัตุรัส ให้โทนสีค่อนข้างตรงกับวันที่ได้ไป<br />
และให้ใส่คำมารวมกันในภาพไปเลย ส่วนใครได้วันไหนก็จับฉลากกัน อย่างเราจับได้วันอาทิตย์<br />
ตอนแรกก็คิดว่าจะเอารูปพระอาทิตย์ที่ถ่ายจากอวกาศดีมั้ย แต่มันก็ดูทื่อๆ ไป เราก็เลยไปเลือกภาพในสต็อกที่มีโทนสีแดงคลุมมาใช้เยอะๆ<br />
เพราะเป็นธีมวันอาทิตย์ โดยคอลลาจออกมาในแนวเซ็กซี่หน่อย<br />
ดูตรงกันข้ามกับภาพที่คนสูงอายุส่งกัน<br />
เพราะว่าเราก็อยากให้วัยรุ่นรู้สึกว่าภาพแบบนี้วัยรุ่นก็ส่งได้ คนรับเองก็จะได้รู้สึกว่าแปลกตาหน่อย<br />
ไม่ใช่รู้สึกว่าดอกไม้อีกแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>เพลงและภาพที่อยากช่วยให้เราเข้าใจกัน</strong></h3>
<p><strong>เดอะ ชราภาพ </strong><strong>: </strong>เราแต่งเพลง <em>สวัสดีวันจันทร์</em> เพราะอยากให้คนสองรุ่นเข้าใจกัน<br />
บางทีเด็กจะรำคาญสิ่งที่พ่อแม่ส่งมา ส่งมาอีกแล้ว ส่งมาทุกวัน ขี้เกียจตอบ<br />
ขี้เกียจอ่าน แต่ในเพลงก็จะบอกไว้ว่าที่จริงแล้ว ผู้ใหญ่เขาแค่อยากส่งความหวังดี<br />
แค่อ่านก็พอใจแล้ว ส่วนแคมเปญที่ทำ เราก็อยากให้วัยรุ่นได้รู้สึกใจเขาใจเรา<br />
สมมติว่าถ้าวัฒนธรรมส่งภาพอวยพรนี้ไม่เชย ภาพที่ส่งกันโอเค<br />
สุดท้ายเราก็เปิดใจรับหรือเปล่า<br />
เพราะในมุมของผู้ใหญ่เขาก็คงรู้สึกว่าภาพพวกนั้นสวยงาม คนเรามีรสนิยมไม่เหมือนกัน<br />
มันก็ไม่ถูกที่จะไปตัดสินรสนิยมคนอื่น ถ้าภาพอวยพรสวยในแบบเรา<br />
เราก็อยากส่งให้เพื่อนรึเปล่า มันก็เป็นไปได้ไง<br />
เราก็อยากให้วัยรุ่นได้ลองมีประสบการณ์แบบผู้สูงวัย ลองดูว่ามันก็สนุกได้นะ<br />
แล้วถ้าคนที่เขายังไม่เคยฟังเพลงเลยมาเห็นภาพก่อน ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาสนใจภาพแล้วไปลองฟังเพลงไปเสพเนื้อหาเพลง<br />
เราว่าทุกอย่างก็จะเชื่อมต่อกัน</p>
<p>หลังปล่อยภาพเซ็ตนี้แล้ว อีกประมาณหนึ่งอาทิตย์<br />
เราจะมีแคมเปญสนุกๆ ให้คนลองไปส่งหาพ่อแม่ หาปู่ย่าตายาย แล้วลองเอารูปกลับมาให้เราดูกันหน่อยว่าพอส่งไปแล้วคนสูงวัยเขารู้สึกยังไง แต่ตอนนี้ก็มีคนช่วยแชร์ มีคนโหลดไปลองส่งไปในกรุ๊ปครอบครัว<br />
กรุ๊ปญาติแล้ว แล้วเขาก็ถ่ายภาพกลับมาให้ดูด้วย เราก็รู้สึกว่ามันสนุกดีนะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/monday1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ภาพ: กัมปนาท หัสดีวิเศษ </em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Tuesday.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ภาพ : สมโภชน์ ลักษณะนิยม</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/wednesday_-_Nakrob.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ภาพ: นักรบ มูลมานัส</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/thursdayedit1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ภาพ: อิสระ เทวาหุดี</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/friday.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ภาพ : ชฏิลรัตน์ ดอนปัน</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/saturday.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>ภาพ: Hof Ox</em></p>
<p><em>ไปลองโหลดภาพอวยพรชิกๆ<br />
มาส่งหาญาติผู้ใหญ่และติดตามแคมเปญสนุกอื่นๆ ของเพลงสวัสดีวันจันทร์ได้ที่</em><em> <strong>Facebook l</strong> <a href="https://www.facebook.com/TheCharapaabs/?fref=ts">The Charapaabs</a></em></p>
<p><strong><em>ภาพ </em></strong><em>เดอะ ชราภาพ<br />
และเศรษฐพงศ์ โพวาทอง</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-29/">The Charapaabs x 7 Thai Collage Artists : เมื่อวงดนตรีเก๋ชวนวัยรุ่นส่งภาพอวยพรแนวใหม่กลับไปให้ญาติผู้ใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-29/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
