<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พิณ พัฒนา, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author286/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author286/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Jan 2019 06:16:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>วัดกึ๋นมิสยูเอสเอ &#8211; ประกันสุขภาพเป็น &#8216;อภิสิทธิ์&#8217; หรือ &#8216;สิทธิ&#8217; กันแน่?</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-20/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-20/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิณ พัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 May 2017 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[Kára McCullough]]></category>
		<category><![CDATA[Miss USA]]></category>
		<category><![CDATA[Affordable Health Care]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-20/</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลายเป็นดราม่าไปเสียอย่างนั้น เมื่อ Kára McCullough ผู้เข้าชิงตำแหน่งนางงามสหรัฐอเมริกาตอบคำถามรอบสุดท้ายบนเวทีประกวดว่า การประกันสุขภาพเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษ ไม่ใช่สิทธิ เป็นธรรมเนียมทั่วไปของการประกวดนางงามทั่วโลก ที่การแข่งขันรอบท้ายสุดจะต้องวัดกึ๋นและไหวพริบของสาวงามโดยการตอบคำถามสดออกอากาศ ซึ่งมักมีเวลาแค่ราวๆ 30 วินาทีเท่านั้น อย่างที่รู้กันว่าคำถามบนเวทีนางงามมักไม่มีคำตอบถูกผิด แต่ต้องใช้ไหวพริบตอบ บางครั้งคำถามก็ก้ำกึ่งระหว่างคำถามแนวปรัชญา ปัญหาเชาว์ ปัญหาโลกแตก เช่น ถ้าเปลี่ยนอะไรได้สักอย่างอยากจะเปลี่ยนอะไร? หรือเรื่องที่เป็นประเด็นร่วมสมัย เช่น จะแก้ปัญหาการก่อการร้ายได้อย่างไร? เรากำลังเผชิญกับปัญหาผู้อพยพอยู่หรือเปล่า? สาวงามผู้เข้าแข่งขันก็ต้องหาวิธีตอบคำถามสดให้จบใน 30 วินาทีด้วยคำตอบที่รักษาคะแนนนิยมจากทุกฝ่าย เวทีประชันความงามระดับประเทศของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา คาร่า แมคคัลลัฟ นักวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์สหรัฐฯ วัย 25 ปี ได้ชัยชนะสวมมงกุฎนางงามสหรัฐอเมริกาไปแล้ว แต่ประเด็นที่อึงอลตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องราวประวัติว่าเธอเป็นใครมาจากไหน ทั้งที่พื้นเพชีวิตมีมุมน่าสนใจให้ค้นหาไม่น้อย แต่เธอกลับถูกวิจารณ์เยอะมากโดยเฉพาะทางทวิตเตอร์ ที่เทความสนใจไปกับคำตอบบนเวทีนางงามที่เธอถูกถามในเรื่องที่อเมริกันชนโต้เถียงมาตลอดหลายปีมานี้ว่า &#8220;คุณคิดว่า &#8216;ระบบประกันสุขภาพที่คนจ่ายไหว (Affordable Health Care)&#8217; สำหรับชาวสหรัฐฯ เป็น สิทธิพิเศษ (privilege) หรือเป็น สิทธิ (right)?&#8221; เมื่อสิ้นเสียงคำถาม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-20/">วัดกึ๋นมิสยูเอสเอ &#8211; ประกันสุขภาพเป็น &#8216;อภิสิทธิ์&#8217; หรือ &#8216;สิทธิ&#8217; กันแน่?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กลายเป็นดราม่าไปเสียอย่างนั้น เมื่อ Kára<br />
McCullough ผู้เข้าชิงตำแหน่งนางงามสหรัฐอเมริกา<a href="https://www.washingtonpost.com/news/arts-and-entertainment/wp/2017/05/15/miss-usa-says-health-care-is-a-privilege-not-a-right-sparking-debate-during-pageant/?utm_term=.17e914c72590">ตอบคำถามรอบสุดท้ายบนเวทีประกวด</a>ว่า การประกันสุขภาพเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษ<br />
ไม่ใช่สิทธิ</p>
<p>
เป็นธรรมเนียมทั่วไปของการประกวดนางงามทั่วโลก ที่การแข่งขันรอบท้ายสุดจะต้องวัดกึ๋นและไหวพริบของสาวงามโดยการตอบคำถามสดออกอากาศ<br />
ซึ่งมักมีเวลาแค่ราวๆ 30 วินาทีเท่านั้น</p>
<p>อย่างที่รู้กันว่าคำถามบนเวทีนางงามมักไม่มีคำตอบถูกผิด แต่ต้องใช้ไหวพริบตอบ<br />
บางครั้งคำถามก็ก้ำกึ่งระหว่างคำถามแนวปรัชญา ปัญหาเชาว์ ปัญหาโลกแตก เช่น<br />
ถ้าเปลี่ยนอะไรได้สักอย่างอยากจะเปลี่ยนอะไร?<br />
หรือเรื่องที่เป็นประเด็นร่วมสมัย เช่น จะแก้ปัญหาการก่อการร้ายได้อย่างไร? เรากำลังเผชิญกับปัญหาผู้อพยพอยู่หรือเปล่า?<br />
สาวงามผู้เข้าแข่งขันก็ต้องหาวิธีตอบคำถามสดให้จบใน 30 วินาทีด้วยคำตอบที่รักษาคะแนนนิยมจากทุกฝ่าย</p>
<p>เวทีประชันความงามระดับประเทศของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14<br />
พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา คาร่า แมคคัลลัฟ นักวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์สหรัฐฯ วัย 25 ปี<br />
ได้ชัยชนะสวมมงกุฎนางงามสหรัฐอเมริกาไปแล้ว</p>
<p>
<br />
แต่ประเด็นที่อึงอลตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องราวประวัติว่าเธอเป็นใครมาจากไหน<br />
ทั้งที่พื้นเพชีวิตมีมุมน่าสนใจให้ค้นหาไม่น้อย แต่เธอกลับถูกวิจารณ์เยอะมากโดยเฉพาะทางทวิตเตอร์<br />
ที่เทความสนใจไปกับคำตอบบนเวทีนางงามที่เธอถูกถามในเรื่องที่อเมริกันชนโต้เถียงมาตลอดหลายปีมานี้ว่า<br />
<strong>&#8220;คุณคิดว่า &#8216;ระบบประกันสุขภาพที่คนจ่ายไหว<br />
(Affordable Health Care)&#8217; สำหรับชาวสหรัฐฯ เป็น สิทธิพิเศษ<br />
(privilege) หรือเป็น สิทธิ (right)?&#8221;</strong></p>
<p>เมื่อสิ้นเสียงคำถาม แมคคัลลัฟก็ตอบทันทีด้วยท่าทีมั่นใจ<br />
เธอมองว่ามันคือสิทธิพิเศษ<br />
ยกตัวอย่างจากตัวเธอเองที่เป็นลูกจ้างของรัฐจึงทำให้มีประกันสุขภาพ<br />
และเธอก็เห็นว่าคนคนหนึ่งจะมีประกันสุขภาพได้ก็ต้องมีงานทำก่อน ดังนั้น<br />
จึงจำเป็นต้องช่วยกันพัฒนาสังคมที่จะสร้างโอกาสให้คนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและสร้างงานให้แก่ชาวอเมริกันทั่วโลก</p>
<p>แมคคัลลัฟยังถูกถามด้วยว่า<br />
เธอนิยามคำว่า feminism ว่าอะไร และตัวเธอเองเป็น feminist ไหม เธอตอบว่า<br />
เธออยากจะเปลี่ยนคำจากคำว่า feminism เป็นคำว่า equalism แทน<br />
ซึ่งพอตอบแบบนี้ก็ทำให้เธองานเข้าเข้าไปอีกดอกที่ไปตอบคำถามทำนองว่าสนใจเรื่องความเท่าเทียมมากกว่าเพ่งที่คำว่าสิทธิสตรีอย่างเดียว</p>
<p>ฟังเผินๆ ก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร<br />
แต่คำตอบนี้ทำให้แมคคัลลัฟถูกวิจารณ์รอบด้าน คนส่วนหนึ่งหงุดหงิดทันทีเมื่อเธอพูดว่า<br />
&#8216;ประกันสุขภาพที่คนจ่ายไหวจัดเป็นสิทธิพิเศษ&#8217; ถึงขั้นโจมตีเลยเชียวว่าเธอช่างไร้การศึกษา ขณะที่คนอีกส่วนบอกว่า<br />
เธอเจ๋งต่างหากที่ยอมรับว่าสุดท้ายแล้วระบบประกันสุขภาพที่มีอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่ใช่<br />
&#8216;สิทธิ&#8217; เพราะยังมีปัญหาในระบบอีกมากมาย<br />
ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงได้จริง</p>
<p>ปัญหาก็คือ ทั้งคำถามและคำตอบมันกำกวม<br />
สิ่งที่แมคคัลลัฟตอบจึงถูกตีความไปได้สองทาง คนอาจจะตีความว่ามันเป็นความเห็นของเธอ<br />
มากกว่าจะเป็นการอธิบายระบบประกันสุขภาพในปัจจุบัน</p>
<p>สำหรับสังคมอเมริกัน การต้องไปโรงพยาบาลจ่ายค่าหมอ<br />
ถือเป็นรายจ่ายราคาแพงที่อาจทำให้คนคนหนึ่งล้มละลายได้<br />
ทำนองว่ารักษาตัวจนหายป่วยไข้แล้วแต่ถ้าเห็นบิลค่ารักษาก็อาจจะอยากเปลี่ยนใจไปตายดีกว่า<br />
วิธีป้องกันความเสี่ยงก็คือ การซื้อประกันสุขภาพของเอกชน<br />
แต่ประกันเหล่านี้มีราคาแพง<br />
หากไม่ได้ทำงานในองค์กรใหญ่หรือองค์กรของรัฐซึ่งจะมีสวัสดิการส่วนนี้ให้<br />
คนทั่วไปหรือคนที่ทำงานในบริษัทขนาดเล็กก็ต้องจ่ายเองในราคาที่สูงกว่า ชาวสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งจึงไม่มีประกันสุขภาพเลย</p>
<p>สมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า<br />
ก็พยายามแก้ปัญหาคนไร้หลักประกันด้วยการออกกฎหมายระบบประกันสุขภาพที่คนจ่ายไหว (Affordable<br />
Health Care) หรือที่รู้จักกันว่า โอบาม่าแคร์<br />
เพื่อพยายามบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพเอกชน มีแรงจูงใจนิดหน่อยด้วยการลดภาษี</p>
<p>แต่โอบาม่าแคร์ก็ใช่ว่าจะทำได้ราบรื่น แม้ธงของมันคือการทำให้ทุกคนมีประกันสุขภาพ<br />
แต่ด้วยกลไกตลาด พอมีคนซื้อมากขึ้นก็ยิ่งทำให้ประกันราคาแพงขึ้น<br />
และความขี้เหนียวของบริษัทประกันก็ฉวยโอกาสนี้ลดสิทธิประโยชน์และความครอบคลุม<br />
ภายใต้ระบบนี้ คุณภาพของตัวประกันสุขภาพย่อมแตกต่างกันไปตามฐานะและขนาดขององค์กรที่ทำงาน<br />
ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือทำงานบริษัทใหญ่<br />
ก็ต้องจ่ายเบี้ยแพงกว่าหรือเจอคุณภาพประกันสุขภาพที่ลดน้อยลงไปตามสภาพ</p>
<p>ระบบทั้งหมดที่ว่ามานี้ขึ้นกับบริษัทประกันเอกชนล้วนๆ นอกจากนี้<br />
สหรัฐฯ ยังมีระบบสวัสดิการสุขภาพของรัฐ<br />
แต่มีข้อจำกัดว่าคนที่เข้าถึงได้ต้องเป็นกลุ่มคนชราและคนจน ซึ่งสมัยที่เบอร์นี<br />
แซนเดอร์ส หาเสียงประธานาธิบดี<br />
จุดเด่นหนึ่งของนโยบายแซนเดอร์สคือการประกาศจะขยายสวัสดิการสุขภาพของรัฐให้ใช้ได้สำหรับคนทุกกลุ่มคล้ายรัฐสวัสดิการในหลายประเทศ</p>
<p>จากคำถามคำตอบบนเวทีนางงาม คนก็ตีความไปมากมาย<br />
ลดทอนความหมายกลายเป็นว่า แมคคัลลัฟมีความเห็นว่า ประกันสุขภาพ (ควร) เป็นอภิสิทธิ์ ไม่ใช่สิทธิ ทั้งทีวี<br />
หนังสือพิมพ์ ต่างพุ่งเป้าเพื่อถามเธอเรื่องนี้ แมคคัลลัฟย้ำว่า<br />
เธอยืนยันในสิ่งที่เธอได้พูดไป เธอเชื่อว่า แนวคิดเรื่องระบบประกันสุขภาพที่คนจ่ายไหวเป็นแนวคิดที่ดี<br />
แต่เธอก็พบว่า กรณีของเธอ มันไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยปริยายในฐานะพลเมือง<br />
แต่ได้มาเพราะทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐยังไงเล่า ดังนั้น เธอจึงมองตามสภาพปัจจุบันว่ามันเป็นเรื่องสิทธิพิเศษต่างหาก</p>
<p>แม้วิธีตอบคำถามของแมคคัลลัฟจะฉีกตำราโลกสวย เธอก็มองว่า การถกเถียงแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติในสังคมอเมริกา</p>
<p>ส่วนคำถามเดียวกันนี้ ถ้ามาถามในบริบทประเทศไทย<br />
คำตอบและวิวาทะก็คงยาวและมีประโยชน์มากไม่ต่างกัน ดังนั้น<br />
รอลุ้นเวทีประกวดนางงามไทยก็แล้วกัน หากมีคำถามแนวนี้ออกมาบ้างก็คงสนุกไม่น้อย</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong><a href="http://missosology.org/featured/42457-kara-mccullough/">missosology.org</a></em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-20/">วัดกึ๋นมิสยูเอสเอ &#8211; ประกันสุขภาพเป็น &#8216;อภิสิทธิ์&#8217; หรือ &#8216;สิทธิ&#8217; กันแน่?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-20/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จักสองตัวเต็งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีฝรั่งเศส : นักการเมืองหญิง &#8216;เลอเพน&#8217; vs นักการเมืองหนุ่ม &#8216;มาครง&#8217;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-17/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-17/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิณ พัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Apr 2017 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[มารีน เลอเพน]]></category>
		<category><![CDATA[เอมมานูเอล มาครง]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[international]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือกตั้งฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[Marine Le Pen]]></category>
		<category><![CDATA[Emmanuel Macron]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-17/</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรกผ่านไปแล้ว เอมมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้สมัครอิสระที่อายุน้อยที่สุด และ มารีน เลอเพน (Marine Le Pen) จากพรรคการเมืองขวาจัดเป็นสองคนที่ได้คะแนนสูงสุดที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งรอบสองในเดือนพฤษภาคมนี้ การลงคะแนนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งที่คาดเดาผลได้ยากที่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะแม้ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครจากตัวเลือก 11 คน อีกทั้งยังเป็นการเลือกตั้งในบรรยากาศไม่สู้ดีนัก เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ 21 เมษายน หรือเพียงแค่ 3 วันก่อนลงคะแนน เกิดเหตุจลาจลที่มีมือปืนกราดยิงใส่รถตำรวจที่ย่านฌองเซลิเซ่ ใจกลางกรุงปารีส จนทำให้มีตำรวจหนึ่งนายเสียชีวิต กลุ่มก่อการร้ายไอเอสก็ฉวยโอกาสนี้อ้างว่าอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุ ซึ่งยิ่งเคี่ยวให้บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่มีประเด็นว่าด้วยการก่อการร้ายและคนเข้าเมืองร้อนแรงขึ้นไปอีก แม้เดาล่วงหน้ายากว่าใครจะได้ชนะในเกมนี้ แต่สิ่งแน่นอนที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ถูกต้องคือ ไม่มีผู้สมัครคนใดเลยที่ได้คะแนนเกินครึ่ง นั่นหมายความว่าจะต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง โดยคัดเฉพาะคนที่ได้คะแนนสูงสุดสองคนมาชิงชัยกันอีกครั้งในอีก 14 วันข้างหน้า คือวันที่ 7 พฤษภาคม จากกระแสโลกตั้งแต่เรื่องประชามติ Brexit ที่ทำให้สหราชอาณาจักรกำลังอยู่ในกระบวนการพาตัวเองออกจากสหภาพยุโรป และการชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของนักธุรกิจผู้แสดงท่าทีรังเกียจคนต่างชาติอย่างเปิดเผยอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ บรรยากาศเหล่านี้มีผลต่อการเมืองฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน ผู้สมัครแต่ละคนต่างประกาศจุดยืนที่มีต่อเรื่องสหภาพยุโรป นโยบายว่าด้วยคนเข้าเมืองและการรับผู้ลี้ภัย การฟื้นระบบเศรษฐกิจ และรวมถึงเรื่องอย่างอัตลักษณ์แห่งความเป็นฝรั่งเศส เมื่อผลการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อวันที่ 23 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-17/">รู้จักสองตัวเต็งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีฝรั่งเศส : นักการเมืองหญิง &#8216;เลอเพน&#8217; vs นักการเมืองหนุ่ม &#8216;มาครง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรกผ่านไปแล้ว เอมมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้สมัครอิสระที่อายุน้อยที่สุด และ มารีน เลอเพน (Marine Le Pen) จากพรรคการเมืองขวาจัดเป็นสองคนที่ได้คะแนนสูงสุดที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งรอบสองในเดือนพฤษภาคมนี้</p>
<p>การลงคะแนนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งที่คาดเดาผลได้ยากที่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว<br />
เพราะแม้ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครจากตัวเลือก<br />
11 คน อีกทั้งยังเป็นการเลือกตั้งในบรรยากาศไม่สู้ดีนัก<br />
เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ 21 เมษายน หรือเพียงแค่ 3 วันก่อนลงคะแนน<br />
เกิดเหตุจลาจลที่มีมือปืนกราดยิงใส่รถตำรวจที่ย่านฌองเซลิเซ่ ใจกลางกรุงปารีส จนทำให้มีตำรวจหนึ่งนายเสียชีวิต<br />
กลุ่มก่อการร้ายไอเอสก็ฉวยโอกาสนี้อ้างว่าอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุ<br />
ซึ่งยิ่งเคี่ยวให้บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่มีประเด็นว่าด้วยการก่อการร้ายและคนเข้าเมืองร้อนแรงขึ้นไปอีก</p>
<p>  แม้เดาล่วงหน้ายากว่าใครจะได้ชนะในเกมนี้<br />
แต่สิ่งแน่นอนที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ถูกต้องคือ<br />
ไม่มีผู้สมัครคนใดเลยที่ได้คะแนนเกินครึ่ง<br />
นั่นหมายความว่าจะต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง<br />
โดยคัดเฉพาะคนที่ได้คะแนนสูงสุดสองคนมาชิงชัยกันอีกครั้งในอีก 14 วันข้างหน้า คือวันที่ 7 พฤษภาคม</p>
<p>จากกระแสโลกตั้งแต่เรื่องประชามติ<br />
Brexit ที่ทำให้สหราชอาณาจักรกำลังอยู่ในกระบวนการพาตัวเองออกจากสหภาพยุโรป<br />
และการชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของนักธุรกิจผู้แสดงท่าทีรังเกียจคนต่างชาติอย่างเปิดเผยอย่าง<br />
โดนัลด์ ทรัมป์ บรรยากาศเหล่านี้มีผลต่อการเมืองฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน<br />
ผู้สมัครแต่ละคนต่างประกาศจุดยืนที่มีต่อเรื่องสหภาพยุโรป<br />
นโยบายว่าด้วยคนเข้าเมืองและการรับผู้ลี้ภัย การฟื้นระบบเศรษฐกิจ<br />
และรวมถึงเรื่องอย่างอัตลักษณ์แห่งความเป็นฝรั่งเศส</p>
<p>เมื่อผลการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อวันที่ 23 เมษายนออกมาแล้วว่าผู้สมัครหญิงที่โดดเด่นและมาแรงที่สุดอย่าง<br />
มารีน เลอเพน จากพรรคแนวหน้าแห่งชาติ (France&#8217;s<br />
National Front &#8211; FN) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัด<br />
และนักการเมืองหนุ่มทางสายกลางอย่าง เอมมานูเอล มาครง คือสองผู้สมัครที่เข้ารอบสุดท้าย<br />
ซึ่งสองฝ่ายมีขั้วคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้การเมืองฝรั่งเศสในสองสัปดาห์ถัดจากนี้<br />
คือการเดิมพันว่าประชาชนจะเลือกกำหนดทิศทางประเทศให้หันไปทางใด</p>
<h3 style="text-align: center"><strong>&#8216;มารีน เลอเพน&#8217; นักการเมืองหญิงผู้ประกาศกร้าวเอาฝรั่งเศสออกจากอียู</strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Marine-Le-Pen-2017.jpg"></p>
<p>มารีน เลอเพน<br />
เกิดมาในครอบครัวผู้ก่อกำเนิดพรรคแนวหน้าแห่งชาติ (FN) การเติบโตมาเป็นลูกสาวที่ใช้นามสกุลร่วมกับ<br />
ฌอง มารี เลอเพน (Jean-Marie Le Pen) พ่อของเธอ ไม่ใช่เรื่องง่าย<br />
เพราะใครต่างก็จำเขาได้จากการที่เขาออกมาพูดว่า<br />
ห้องรมแก๊สของนาซีเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆ ในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง<br />
ซึ่งคนรอบตัว ทั้งครู พระ และพ่อแม่ของเพื่อน ต่างก็แสดงออกว่าไม่ชอบพ่อของเธอ</p>
<p>มารีนเป็นทนายความ<br />
แต่ก็เช่นกัน นามสกุล Le Pen ที่ติดตัวไปตลอดทำให้ง่ายที่จะถูกปฏิเสธงาน<br />
แรงกดดันเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกไม่เป็นธรรม<br />
สุดท้ายก็เลิกงานทนายความแล้วไปทำงานให้แก่พรรค FN แทน<br />
แต่การที่เธอเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำพรรคที่พ่อสร้างขึ้นมา<br />
ได้ทำให้ช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพ่อห่างกันออกไปอีก โอลิวิเย่ โบมงต์ (Olivier<br />
Beaumont)  นักข่าวที่เขียนอัตชีวประวัติของมารีนเผยว่า มารีนกับพ่ออยู่โดยไม่คุยกันมามากกว่า 2 ปีแล้ว<br />
เพราะพ่อเองก็ดูจะรับไม่ได้ที่คนอื่น แม้จะเป็นลูกสาวในสายเลือด<br />
มามีอำนาจในพรรคที่เขาสร้างและฟูมฟักมานานกว่า 40 ปี</p>
<p>
  แต่มารีน เลอเพน<br />
ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรค FN จากเดิมที่ดูเป็นพวกขวาสุดโต่งที่ไม่คิดปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่<br />
มาเป็นพรรคการเมืองชาตินิยมที่อยู่ในสายตาของคนมากขึ้น ในวันนี้ เลอเพนคือชาตินิยมตัวแม่ที่ประกาศอย่างไม่อายว่าต่อต้านผู้อพยพ<br />
มีนโยบายหลักจะดำเนินการถอนสมาชิกภาพของฝรั่งเศสในสหภาพยุโรป เพิ่มจำนวนตำรวจ<br />
สร้างคุกเพิ่ม ลดจำนวนแรงงานข้ามชาติให้เหลือแค่ปีละ 10,000 คน<br />
และจะไล่ผู้อพยพที่หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายออกไปโดยทันที</p>
<p>ชัยชนะของ Brexit ในสหราชอาณาจักร และโดนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐอเมริกา<br />
ช่วยเสริมความมั่นใจให้มารีนว่า กลยุทธ์ของเธอน่าจะมาถูกทาง จากนี้ไปก็อยู่ที่ว่าชาวฝรั่งเศสจะตีความเรื่อง &#8216;เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ&#8217;<br />
อันเป็นอุดมการณ์พื้นฐานของประเทศ<br />
ให้หลงเหลือเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนมนุษย์มากน้อยแค่ไหน</p>
<h3 style="text-align: center"><strong>&#8216;เอมมานูเอล มาครง&#8217; อดีตนายธนาคารผู้เชื่อมั่นในตลาดเสรี</strong></h3>
<p>ด้วยวัยเพียง<br />
39 ปี หากเขาชนะการเลือกตั้ง เอมมานูเอล มาครง<br />
จะเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส</p>
<p>
  มาครง<br />
อดีตรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ อดีตนักการธนาคาร<br />
เพิ่งตัดสินใจออกจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้วเพื่อมาลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในนามผู้สมัครอิสระ โดยเน้นนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม<br />
และยังคงสนับสนุนให้ฝรั่งเศสเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อไป</p>
<p>ในเวลาไม่ถึงปี<br />
ผู้สมัครหน้าใหม่ที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจในสื่อ ไม่มีพรรคการเมืองใหญ่หนุนหลัง<br />
กลับค่อยๆ เพิ่มคะแนนความนิยม จนกลายเป็นตัวเต็งว่า<br />
เขานี่แหละที่อาจเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้</p>
<p>การเป็นนักการเมืองอาจไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตของมาครงมาก่อน<br />
ตรงกันข้าม สมัยเรียนเขาเคยคิดอยากเป็นนักเขียนนิยาย<br />
คนที่เป็นแรงบันดาลใจและมองเห็นพรสวรรค์นี้ในตัวเขา ก็คือ บริจิตต์ โทรเญอ (Brigitte<br />
Trogneux) ครูสมัยมัธยมผู้สอนภาษาฝรั่งเศสและการละคร<br />
มาครงตกหลุมรักเธอขณะเขาอายุ 16 ปี ตอนนั้นเธอแก่กว่าเขา 24<br />
ปี แต่งงานแล้วและมีลูก 3 คน แต่ด้วยความจริงจังในความสัมพันธ์<br />
ทำให้เธอตัดสินใจจบชีวิตสมรสเดิม หันมาคบหากับมาครงและแต่งงานกันในปี 2007</p>
<p>ชีวิตรักที่ไม่ธรรมดาก็น่าจะบอกถึงความมุ่งมั่นในแบบที่มาครงมี แอนน์ ฟุลดา (Anne Fulda) ผู้เขียนชีวประวัติของมาครงบอกว่า<br />
เขามีความคิดที่ว่า ถ้าเขาสามารถชนะใจผู้หญิงที่อายุมากกว่า 24 ปีแถมยังเป็นแม่ของลูก 3 คนที่อาศัยในเมืองเล็กๆ ได้<br />
ท่ามกลางการสบประมาทและเย้ยหยัน<br />
เขาก็สามารถควัาชัยชนะในฝรั่งเศสด้วยวิธีการไม่ต่างกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/16804069_1919864808246096_1470703470296910366_o.jpg"></p>
<p>ตอนที่มาครงประกาศจะลงเลือกตั้ง<br />
พร้อมเดินหน้าแคมเปญ En Marche (On the Move) ในเดือนเมษายน 2016<br />
ก็มีคนสบประมาทเขาไว้ว่ามันเป็นแนวคิดที่ไร้เดียงสาและไม่น่าจะประสบความสำเร็จ<br />
แต่การณ์กลับตรงกันข้าม En Marche มีคนเข้าร่วมเป็นสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ </p>
<p>แรงผลักหนึ่งที่ทำให้เขาเลือกหันมาชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดี<br />
ก็มาจากประสบการณ์การทำงานในฐานะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลฟรองซัวส์ โอลองด์ (François Hollande) ซึ่งเขาอยากจะเสนอแนวทางปฏิรูประบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ภายใต้ชื่อ Macron Law แต่แนวคิดไปด้วยกันไม่ได้กับจุดยืนแบบสังคมนิยม</p>
<p>มาครงมักจะย้ำเสมอว่าเขาต้องการสร้างการเมืองแบบใหม่<br />
ที่ไม่ต้องอาศัยโครงสร้างแบบดั้งเดิม<br />
แผนการหาเสียงของเขาพัฒนาขึ้นจากพื้นฐานการทำวิจัยตลาดที่เขาถนัด อาสาสมัครของ En<br />
Marche ค้นคว้าความต้องการของคนลงคะแนนเสียงด้วยการลงพื้นที่ไปเคาะตามประตูเพื่อพูดคุยขอสัมภาษณ์คนกว่า<br />
25,000 คน แล้วนำผลที่ได้มาพัฒนาเป็นข้อเสนอทางการเมืองในแบบที่ไม่ซ้ายไม่ขวา</p>
<p>
  มาครงแถลงนโยบายจะช่วยชาวนา<br />
ช่วยอุตสาหกรรม ช่วยผู้ประกอบการและแรงงาน<br />
โดยมีมาตรการลดภาษีเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระคนมีรายได้น้อย ทุ่มงบลงทุน 50 พันล้านยูโร เพื่อสร้างทักษะงาน ส่งเสริมพลังงานทางเลือก<br />
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และจะเสนอให้โรงเรียนสั่งแบนไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15<br />
ปีใช้มือถือในโรงเรียน<br />
แต่แนวทางแบบมาครงก็ถูกวิจารณ์ว่ากว้างเกินไปและไร้ประเด็น<br />
หากไม่นับจุดยืนเสรีนิยมที่เชื่อมั่นใน &#8216;ตลาด&#8217;<br />
และเรื่องที่ยังยืนยันจะให้ฝรั่งเศสเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อไป<br />
เรื่องอื่นๆ เขาถูกวิจารณ์ว่าเขาพูดจาทั้งสนับสนุนและคัดค้านไปพร้อมกันได้ในทุกเรื่อง<br />
ส่วนเลอเพนเคยหัวเราะเยาะเขาว่าฟังเขาอภิปรายจนจบแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเสนออะไร<br />
แถมเขายังเคยถูกตั้งฉายาว่า Bla-Bla-Land เพราะพูดได้เยอะแยะแต่ไม่มีนโยบายเด่น</p>
<p>สิ่งที่พอบอกได้ในการเลือกตั้งรอบแรก<br />
คือความพ่ายแพ้ของสองพรรคการเมืองดั้งเดิมอย่างพรรคสังคมนิยมและพรรครีพับลิกัน<br />
ที่ทำผลงานไม่เข้าตาและทำให้คนเบื่อหน่ายการเมือง<br />
แถมยังสวิงกลับมากลายเป็นโอกาสให้พรรคเล็กและผู้สมัครอิสระเข้ามามีบทบาทในเวทีการเมืองระดับชาติได้</p>
<p>ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า<br />
ตัวเลือกของชาวฝรั่งเศสถูกบีบเข้ามาแล้ว จากตัวเลือกที่ต่างกันชัดเจนนั้น<br />
ประชาชนจะไปลงคะแนนเสียงให้ทางไหน<br />
ระหว่างแนวทางเศรษฐกิจแบบรัฐมีบทบาทควบคุมแทรกแซงหรือแบบปล่อยตลาดเสรี<br />
ระหว่างการปิดพรมแดนหรือเปิดพรมแดน<br />
ระหว่างการออกจาก EU หรือคงสภาพสมาชิกไว้แบบเดิม ทั้งหมดนี้จะมีผลระยะยาวไม่เพียงแต่ฝรั่งเศส<br />
แต่ยังส่งผลกระทบต่อระดับภูมิภาคและระดับโลกด้วย</p>
<p><em><strong>อ้างอิง: </strong><a href="https://www.theguardian.com/world/live/2017/apr/23/french-election-voting-under-way-in-first-round-live">theguardian.com</a><strong>, </strong><a href="https://www.washingtonpost.com/blogs/right-turn/wp/2017/04/21/why-the-french-elections-are-more-important-than-brexit/?utm_term=.739040260582">washingtonpost.com</a><strong>, </strong><a href="http://www.bbc.co.uk/news/resources/idt-sh/marine_le_pen">bbc.co.uk</a> (1), <a href="http://www.bbc.co.uk/news/resources/idt-sh/emmanuel_macron">bbc.co.uk</a> (2)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> </em><em><a href="http://www.salon.com/2017/04/22/democracys-dyin-whos-got-the-will-what-frances-election-tells-us-about-the-state-of-modern-discontent/">salon.com</a>, <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/File:Marine-Le-Pen-2017.jpg">telestar</a>, <a href="https://www.facebook.com/MarineLePen/photos/a.725758304107163.1073741825.123316887684644/1639178146098503/?type=3">Marine Le Pen</a>, <a href="https://www.facebook.com/EmmanuelMacron/photos/a.1535559513343296.1073741825.1535230416709539/1919864808246096/?type=3">Emmanuel Macron</a></em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-17/">รู้จักสองตัวเต็งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีฝรั่งเศส : นักการเมืองหญิง &#8216;เลอเพน&#8217; vs นักการเมืองหนุ่ม &#8216;มาครง&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-17/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่มีพลเมือง แต่คือ ‘ลูกค้า’ : เมื่อจีนขับเคลื่อนประเทศด้วยแนวคิดว่าประชาชนคือผู้บริโภค</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-13/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-13/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิณ พัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Mar 2017 02:37:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[international]]></category>
		<category><![CDATA[chinese]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[china]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-13/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลองคิดเล่นๆ คุณคิดว่าในห้าปีข้างหน้า คุณจะมีรายได้มากกว่าตอนนี้หรือไม่? (ในแบบที่ไม่ใช่แค่การปรับฐานเงินเดือนตามขั้นทุกปี) คนจีนเกินครึ่ง หรือราว 55 % เชื่อว่าตัวเองจะต้องรวยขึ้นมากๆ จากตัวเลขนี้ก็ถือว่าคนจีนมีความมั่นใจในสถานะการเงินของตัวเองสูงเมื่อเทียบกับชาวอเมริกันและชาวเมืองผู้ดีในสหราชอาณาจักรที่มีเพียงแค่ราว 30 % เท่านั้นเองที่คิดแบบนั้น เราเห็นคนจีนอยู่ทุกที่ทั่วโลก โดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งน่าจะช่วยยืนยันได้ว่าประชากรจีนที่กระเป๋าหนักและมีความมั่นใจในการจับจ่ายมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นับแต่จีนปฏิรูประบบเศรษฐกิจในปี 1978 ก็เปลี่ยนโฉมประเทศจากยุค &#8216;ปฏิวัติวัฒนธรรม&#8217; ที่ปิดประเทศจากสังคมโลก ก้าวเข้าสู่จีนยุคโมเดิร์น สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา การปิดฉากการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนเคยนำมาสู่ข้อสงสัยว่า ถ้าจีนเปิดตลาดก็จะเท่ากับการเปิดโลก และนำพาความต้องการในประชาธิปไตยมาด้วยหรือไม่ มันคล้ายจะมีเชื้ออยู่บ้าง แต่ก็เกิดเหตุนองเลือดที่นักศึกษาถูกปราบปรามในเหตุการณ์เทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ไปเสียก่อน นับแต่นั้น ความวุ่นวายในอุดมการณ์ทางการเมืองก็ถูกกลบไปด้วยการโหมความภาคภูมิใจในชาติที่พัฒนาจนเติบโต ร่ำรวย และยกระดับคุณภาพชีวิตเชิงวัตถุจนทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ ขณะที่ความทรงจำของการปราบปรามนักศึกษายังไม่จางหาย วิธีการปกครองหรือควบคุมประชาชนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็คือ ทำให้คนรวยเร็วๆ ยิ่งเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี ก็ยิ่งสร้างความชอบธรรมให้แก่พรรครัฐบาลได้มากขึ้น ด้วยความได้เปรียบที่เป็นรัฐใหญ่ มีประชากรถึง 1.38 พันล้านคน จีนบริหารเศรษฐกิจได้แบบไม่ต้องแคร์ใคร เพราะเพียงพึ่งพิงผู้บริโภคชาวจีนก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากกว่าหลายประเทศรวมกัน พรรคคอมมิวนิสต์ใช้วิธีควบคุมประชากรของตัวเองด้วยการทำให้คนมีคุณภาพชีวิตทางวัตถุดีขึ้นเกินกว่าที่ฝันเอาไว้ ด้านหนึ่ง จีนปกครองด้วยการบังคับ กดขี่ ไม่ให้สิทธิพลเมือง ขณะเดียวกันก็ปฏิบัติกับประชาชนในฐานะผู้บริโภค เริ่มจากการกระจายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์จากที่อยู่ในมือรัฐมาให้เอกชนครอบครอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-13/">ไม่มีพลเมือง แต่คือ ‘ลูกค้า’ : เมื่อจีนขับเคลื่อนประเทศด้วยแนวคิดว่าประชาชนคือผู้บริโภค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลองคิดเล่นๆ คุณคิดว่าในห้าปีข้างหน้า<br />
คุณจะมีรายได้มากกว่าตอนนี้หรือไม่? (ในแบบที่ไม่ใช่แค่การปรับฐานเงินเดือนตามขั้นทุกปี)</p>
<p>คนจีนเกินครึ่ง หรือราว 55 % เชื่อว่าตัวเองจะต้องรวยขึ้นมากๆ<br />
จากตัวเลขนี้ก็ถือว่าคนจีนมีความมั่นใจในสถานะการเงินของตัวเองสูงเมื่อเทียบกับชาวอเมริกันและชาวเมืองผู้ดีในสหราชอาณาจักรที่มีเพียงแค่ราว<br />
30 % เท่านั้นเองที่คิดแบบนั้น</p>
<p>เราเห็นคนจีนอยู่ทุกที่ทั่วโลก โดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ<br />
ซึ่งน่าจะช่วยยืนยันได้ว่าประชากรจีนที่กระเป๋าหนักและมีความมั่นใจในการจับจ่ายมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ </p>
<p>นับแต่จีนปฏิรูประบบเศรษฐกิจในปี 1978 ก็เปลี่ยนโฉมประเทศจากยุค &#8216;ปฏิวัติวัฒนธรรม&#8217; ที่ปิดประเทศจากสังคมโลก<br />
ก้าวเข้าสู่จีนยุคโมเดิร์น สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>การปิดฉากการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนเคยนำมาสู่ข้อสงสัยว่า<br />
ถ้าจีนเปิดตลาดก็จะเท่ากับการเปิดโลก<br />
และนำพาความต้องการในประชาธิปไตยมาด้วยหรือไม่ มันคล้ายจะมีเชื้ออยู่บ้าง<br />
แต่ก็เกิดเหตุนองเลือดที่นักศึกษาถูกปราบปรามในเหตุการณ์เทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ไปเสียก่อน นับแต่นั้น<br />
ความวุ่นวายในอุดมการณ์ทางการเมืองก็ถูกกลบไปด้วยการโหมความภาคภูมิใจในชาติที่พัฒนาจนเติบโต<br />
ร่ำรวย และยกระดับคุณภาพชีวิตเชิงวัตถุจนทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ</p>
<p>ขณะที่ความทรงจำของการปราบปรามนักศึกษายังไม่จางหาย<br />
วิธีการปกครองหรือควบคุมประชาชนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็คือ ทำให้คนรวยเร็วๆ<br />
ยิ่งเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี ก็ยิ่งสร้างความชอบธรรมให้แก่พรรครัฐบาลได้มากขึ้น</p>
<p>ด้วยความได้เปรียบที่เป็นรัฐใหญ่<br />
มีประชากรถึง 1.38 พันล้านคน จีนบริหารเศรษฐกิจได้แบบไม่ต้องแคร์ใคร<br />
เพราะเพียงพึ่งพิงผู้บริโภคชาวจีนก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากกว่าหลายประเทศรวมกัน</p>
<p>พรรคคอมมิวนิสต์ใช้วิธีควบคุมประชากรของตัวเองด้วยการทำให้คนมีคุณภาพชีวิตทางวัตถุดีขึ้นเกินกว่าที่ฝันเอาไว้<br />
ด้านหนึ่ง จีนปกครองด้วยการบังคับ กดขี่ ไม่ให้สิทธิพลเมือง ขณะเดียวกันก็ปฏิบัติกับประชาชนในฐานะผู้บริโภค </p>
<p>เริ่มจากการกระจายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์จากที่อยู่ในมือรัฐมาให้เอกชนครอบครอง<br />
กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก ส่งเสริมภาคส่งออก เหล่านี้ทำให้ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา<br />
ประชากรกว่า 700 ล้านคนพาตัวเองและครอบครัวหลุดออกจากสภาวะความยากจนได้<br />
คนรุ่นหนุ่มสาวในปัจจุบันมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ารุ่นปู่ย่าตายาย<br />
เข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิต มีข้าวให้กิน มีเงินใช้ไม่ขาดมือ สร้างบ้านหลังโต<br />
ไม่ใช่แค่ได้เรียนสูงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นปู่ย่าเข้าไม่ถึง แต่ความฝันที่จะได้ไปเรียนต่อเมืองนอกก็ดูจะไม่ใช่เรื่องฟุ้งเฟ้อเกินเอื้อม</p>
<p>สถิติของ McKinsey<br />
บริษัทให้คำปรึกษาทางการตลาดชี้ว่า กลุ่มชนชั้นกลาง<br />
ซึ่งในที่นี้วัดจากกลุ่มที่มีรายได้ 75,000 &#8211; 280,000 หยวนต่อปี<br />
(หรือราว 380,000 &#8211; 1,400,000 บาทต่อปี)<br />
ขยายตัวโตเร็วมาก จากที่เดิมมี 5 ล้านคนในปี 2000<br />
ก็เติบโตมาเป็น 225 ล้านคนใน 15 ปีต่อมา และคาดว่าในปี 220 จะมีจำนวนถึง 275 ล้านคนในปี 2020</p>
<p>ชนชั้นกลางรุ่นใหม่ยุคนี้ไม่มีความทรงจำของความยากจนแบบที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่มีแล้ว<br />
พวกเขาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ มีความเป็นปัจเจกสูง และมีโอกาสเลือกทำอะไรตามที่ตัวเองต้องการ<br />
โดยไม่ถูกผูกมัดจากความคาดหวังแบบคนยุคเบบี้บูมต้องเจอ</p>
<p>เมื่อมีฐานะ<br />
คนจีนก็จับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้นแบบก้าวกระโดด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br />
ผ่านทางออฟไลน์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางออนไลน์ จากที่ในปี 2010 มีคนใช้จ่ายออนไลน์ แค่ 3 % แต่เพียง 5 ปีหลังจากนั้น สัดส่วนเพิ่มขึ้นมาถึง 15 % Alibaba กลุ่มบริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ก็ทำรายได้ไปถึง 101 พันล้านหยวนในปี<br />
2016 ตัวเลขนี้คงไม่น่าตกใจเท่ากับข้อเท็จจริงที่ว่า<br />
มันเติบโตกระโดดจากปีก่อนหน้าถึง 33 % พลังผู้บริโภคชาวจีนยังแสดงออกมาผ่านบรรดานักท่องเที่ยวที่จับจ่ายช้อปปิ้งทั่วโลก<br />
รวมมูลค่าเป็นเงิน 215 พันล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนหน้าถึง 53 %</p>
<p>เมื่อปีที่แล้ว (2016) ขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลง แต่ GDP<br />
ของจีนไต่ไปอยู่ที่ 6.7 % โตกว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งมี<br />
GDP น้อยกว่า 3 เท่า ทิศทางการเติบโตของจีนทำให้จีนยืนผงาดและมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก</p>
<p>หัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคมีความสุข<br />
คือการมีรายได้ที่เติบโตอย่างมั่นคง มีหนี้ครัวเรือนต่ำ อย่างไรก็ดี นอกจากความกังวลว่าจะฟองสบู่แตกหรือไม่<br />
ยังมีความท้าทายที่รัฐบาลพรรคเดียวของจีนยังแก้ไม่ได้ เช่น<br />
ปัญหาสวัสดิการด้านสุขภาพ การศึกษา ความปลอดภัยทางอาหารและยา<br />
การรับมือสังคมผู้สูงอายุ<br />
และวิกฤตสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่องมลพิษทางอากาศอันมาจากอุตสาหกรรมหนักที่จีนโหมลงทุน</p>
<p>เศรษฐกิจจีนมีผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญ<br />
ยิ่งประชาชนบริโภคภายในประเทศมากเท่าไร จีนก็ยิ่งพึ่งพิงประเทศอื่นๆ น้อยลง อาวุธที่ชนชั้นกลางจีนมีอยู่ก็คืออำนาจผ่านการจับจ่าย<br />
แต่เวลานี้ แม้ชาวจีนจะมีเงินพอจะซื้อของแบรนด์หรูราคาแพงๆ<br />
แต่กลับไม่มั่นใจในรัฐบาล ตัวชี้วัดหนึ่งคือ<br />
การบริโภคภายในประเทศยังไม่กระเตื้องเท่าที่ควร<br />
ซึ่งนอกจากจะเพราะคนไม่เชื่อมั่นสินค้าในประเทศแล้ว (ยังจำข่าวนมผงปลอมกับไข่ปลอมได้ไหม) อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมจีนไม่มีสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ทำให้คนมุ่งออมเงินเอาไว้เพื่ออนาคตทางการศึกษา<br />
วางแผนรับมือยามเจ็บป่วย และเก็บเงินไว้ในยามชรา</p>
<p>เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจโต รัฐบาลจึงต้องสร้างความเชื่อมั่น<br />
ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าระบบราชการแบบโบราณถูกรื้อแก้แล้ว รวมถึงการปรับตัวหลายอย่างเพื่อรักษาความพึงพอใจในหมู่ประชาชน<br />
ถึงขั้นโปรโมตกระแส &#8216;กรีน&#8217; เพื่อแก้ตัวจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม<br />
คอนเซปต์กรีนนี้ยังลามมาถึงเรื่องการบริหารที่ชูเรื่องการจัดการที่มีประสิทธิภาพไร้คอร์รัปชัน<br />
และทำให้คนรู้สึกว่ามีเงินในกระเป๋ามาก โดยไม่มีภาระทางภาษีมากนัก</p>
<p>สำหรับสังคมที่ถูกครอบงำด้วยโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลมายาวนาน<br />
นักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์จึงกำลังสนใจว่า ปัจเจกชนคนชั้นกลางเหล่านี้<br />
หากเขาเริ่มเต็มอิ่มในชีวิตแล้ว จะหันมาสนใจคุณค่าในโลกอวัตถุ อุดมการณ์ อย่างเช่นการแสวงหาตัวเลือกทางการเมืองหรือไม่</p>
<p>คนส่วนหนึ่งอาจคิดว่าคนเราต้องรอให้อิ่มท้องก่อนจึงจะมาแสวงหาคุณค่าด้านอื่นๆ<br />
เรื่องนี้อาจไม่จริงเสมอไป สิ่งที่พอยืนยันได้คือ คนจน คนที่อยู่ฝ่ายเสียเปรียบ ก็มองทะลุถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะท้อนปัญหาความไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมได้เช่นกัน<br />
ติดที่ว่า ฝ่ายนี้จะมี &#8216;อำนาจ&#8217; พอที่จะทำให้ผู้กุมนโยบายหันมาสนใจได้เพียงใด</p>
<p><strong><br />
อ้างอิง:</strong></p>
<p>Browne,<br />
Alison, Leonie Dendler, Zhu Di, and Dunfu Zhang. <strong>“The Rise of Chinese<br />
Consumer Society: Emerging Challenges and Opportunities for Sustainable<br />
Consumption and Production.”</strong> Discover Society, January 5, 2016. <a href="http://discoversociety.org/2016/01/05/the-rise-of-chinese-consumer-society-emerging-challenges-and-opportunities-for-sustainable-consumption-and-production/">http://discoversociety.org/2016/01/05/the-rise-of-chinese-consumer-society-emerging-challenges-and-opportunities-for-sustainable-consumption-and-production/</a>.</p>
<p>Sieren,<br />
Frank. <strong>“Sieren’s China: More Consumption.”</strong> DW, January 12, 2017. <a href="http://www.dw.com/en/sierens-china-more-consumption/a-37910937">http://www.dw.com/en/sierens-china-more-consumption/a-37910937</a>.</p>
<p>Stern, Nicholas. <strong>“China’s Green Revolution Goes Global.”</strong> <em>Financial<br />
Times</em>, July 8, 2016. <a href="http://blogs.ft.com/beyond-brics/2016/07/08/chinas-green-revolution-goes-global/">http://blogs.ft.com/beyond-brics/2016/07/08/chinas-green-revolution-goes-global/</a>.</p>
<p>The<br />
Economist. <strong>“The New Class War.”</strong> The Economist, July 9, 2016. <a href="http://www.economist.com/node/21701653">http://www.economist.com/node/21701653</a>.</p>
<p>The<br />
Economist. <strong>“Still Kicking.”</strong> The Economist, April 30, 2016. <a href="http://www.economist.com/news/business-and-finance/21697597-free-spending-consumers-provide-comfort-troubled-economy-consumption-china-resilient">http://www.economist.com/news/business-and-finance/21697597-free-spending-consumers-provide-comfort-troubled-economy-consumption-china-resilient</a>.</p>
<p>Zipser,<br />
Daniel, Yougang Chen, and Fang Gong. <strong>“Here Comes the Modern Chinese<br />
Consumer.”</strong> McKinsey &amp; Company, March 2016. <a href="http://www.mckinsey.com/industries/retail/our-insights/here-comes-the-modern-chinese-consumer">http://www.mckinsey.com/industries/retail/our-insights/here-comes-the-modern-chinese-consumer</a>.</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-13/">ไม่มีพลเมือง แต่คือ ‘ลูกค้า’ : เมื่อจีนขับเคลื่อนประเทศด้วยแนวคิดว่าประชาชนคือผู้บริโภค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-13/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 คำและวลีเด็ดที่จะช่วยให้คุณหายงงเรื่องโดนัลด์ ทรัมป์!</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-9/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-9/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิณ พัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Feb 2017 03:49:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[donald trump]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[โดนัลด์ ทรัมป์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-9/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เข้ามารับตำแหน่งเพียงแค่เดือนเดียว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ครองพื้นที่ข่าวและสร้างกระแสใหม่ๆ ได้ไม่เว้นแต่ละวัน ในฐานะประเทศมหาอำนาจ นอกจากนโยบายต่างๆ ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกแล้ว อิทธิพลทางวัฒนธรรมทั้งจากตัวทรัมป์และปฏิกิริยาต่อทรัมป์มันคืบคลานมาอยู่ใกล้ๆ ปลายจมูกเรานี่เอง Global Review ตอนนี้จึงประมวล 5 วลีสำคัญเพื่อให้ผู้อ่านใช้ตั้งหลักรับมือข่าวเกี่ยวกับทรัมป์ที่มาใหม่ทุกวัน ที่มาภาพ: Gage Skidmore 1. &#8220;Make America Great Again&#8221; การตามข่าวทรัมป์อาจต้องเริ่มจากรู้จัก &#8216;ลายเซ็น&#8217; หรือเอกลักษณ์ของเขา นอกจากวิธีพูดจาตรงๆ เสียดแทงใจคนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขาขายของตลอดเวลาคือแพ็กเกจ Make America Great Again ที่เป็นนโยบายหาเสียง เช่น การประกาศจะลดภาษีรายได้ครั้งมโหฬาร คำสัญญาที่จะสร้างงานให้คนอเมริกันด้วยการทวงงานคืนมาจากคนต่างชาติ สิ่งนี้จะทำควบคู่ไปกับการสร้างกำแพงยาวสองพันกว่าไมล์กั้นพรมแดนสหรัฐฯ และเม็กซิโกเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามพรมแดน ทรัมป์ยังเข้ามารื้อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี เพราะสนใจจะทำการค้าที่ &#8216;อเมริกาต้องมาก่อน&#8217; ซึ่งก็เริ่มไปแล้วด้วยการเซ็นคำสั่งให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ภาพจาก The Conversation ทรัมป์ไม่ใช่คนโลกสวย เขาแสดงออกว่าเหม็นหน้านักรณรงค์ด้านโลกร้อน โดยมองว่านักเคลื่อนไหวชอบพูดเกินจริง เขายังประกาศจะเดินหน้าเปลี่ยนโฉมนโยบายโอบามาแคร์ซึ่งเป็นกฎหมายหลักประกันสุขภาพที่อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-9/">5 คำและวลีเด็ดที่จะช่วยให้คุณหายงงเรื่องโดนัลด์ ทรัมป์!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	เข้ามารับตำแหน่งเพียงแค่เดือนเดียว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ครองพื้นที่ข่าวและสร้างกระแสใหม่ๆ ได้ไม่เว้นแต่ละวัน</p>
<p>
	ในฐานะประเทศมหาอำนาจ นอกจากนโยบายต่างๆ ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกแล้ว อิทธิพลทางวัฒนธรรมทั้งจากตัวทรัมป์และปฏิกิริยาต่อทรัมป์มันคืบคลานมาอยู่ใกล้ๆ ปลายจมูกเรานี่เอง Global Review ตอนนี้จึงประมวล 5 วลีสำคัญเพื่อให้ผู้อ่านใช้ตั้งหลักรับมือข่าวเกี่ยวกับทรัมป์ที่มาใหม่ทุกวัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/5440390625_909854f45e_o.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>ที่มาภาพ:<br />
<a href="https://www.flickr.com/photos/gageskidmore/5440390625/">Gage Skidmore</a></em></p>
<h3><strong>1. &#8220;Make America Great Again&#8221;</strong></h3>
<p>
	การตามข่าวทรัมป์อาจต้องเริ่มจากรู้จัก &#8216;ลายเซ็น&#8217; หรือเอกลักษณ์ของเขา นอกจากวิธีพูดจาตรงๆ เสียดแทงใจคนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขาขายของตลอดเวลาคือแพ็กเกจ Make America Great Again ที่เป็นนโยบายหาเสียง เช่น การประกาศจะลดภาษีรายได้ครั้งมโหฬาร คำสัญญาที่จะสร้างงานให้คนอเมริกันด้วยการทวงงานคืนมาจากคนต่างชาติ สิ่งนี้จะทำควบคู่ไปกับการสร้างกำแพงยาวสองพันกว่าไมล์กั้นพรมแดนสหรัฐฯ และเม็กซิโกเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามพรมแดน ทรัมป์ยังเข้ามารื้อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี เพราะสนใจจะทำการค้าที่ &#8216;อเมริกาต้องมาก่อน&#8217; ซึ่งก็เริ่มไปแล้วด้วยการเซ็นคำสั่งให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MakeAmericaGreatAgainHat.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>ภาพจาก </em><a href="https://theconversation.com/how-donald-trump-trademarked-the-slogan-make-america-great-again-49070"><em>The Conversation</em></a></p>
<p>
	ทรัมป์ไม่ใช่คนโลกสวย เขาแสดงออกว่าเหม็นหน้านักรณรงค์ด้านโลกร้อน โดยมองว่านักเคลื่อนไหวชอบพูดเกินจริง เขายังประกาศจะเดินหน้าเปลี่ยนโฉมนโยบายโอบามาแคร์ซึ่งเป็นกฎหมายหลักประกันสุขภาพที่อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา ริเริ่มไว้ เพราะมองว่ามันกินเงินรัฐไปมหาศาล</p>
<p>
	ไม่ใช่แค่โอบามาแคร์ที่ทรัมป์กำลังจะคว่ำทิ้งแล้วรื้อใหม่ ยังมีเรื่องการครอบครองปืน จากยุคของโอบามาที่พยายามแก้ไขกฎ โดยเพิ่มกติกาให้การครอบครองปืนทำได้ยากและซับซ้อนมากขึ้นเพื่อจะลดความรุนแรง แต่ทรัมป์เชื่อในทางตรงกันข้าม เขาคิดว่าถ้าคนพกปืนก็จะเข้าขวางเหตุการณ์ต่างๆ และจะช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องที่เขาสัญญากับกองเชียร์ของเขาว่า สิทธิในการพกปืนของชาวอเมริกันจะไม่หายไป</p>
<p>
	อีกเรื่องที่สำคัญในแผนการของทรัมป์ คือเรื่องการแต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลสูงสุดที่ว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาทำหน้าที่ตัดสินประเด็นอ่อนไหวทั้งหลาย ซึ่งบัลลังก์ทั้งหมดมี 9 ที่นั่งดำรงตำแหน่งไปตลอดชีพ ตอนนี้มีตัวแทนสายเสรีนิยมและสายอนุรักษ์นิยมไว้แล้วอย่างละ 4 ที่นั่งเท่ากัน ดังนั้นถ้าตำแหน่งที่ว่างนี้ตกเป็นของฝ่ายใด ก็จะทำให้เสียงข้างมากเอียงไปอีกซีกหนึ่งทันที</p>
<h3><strong>2. “The First 100 Days of Donald Trump&#8221;</strong></h3>
<p>
	ตามธรรมเนียมการเมืองสหรัฐฯ จะมีคำว่า &#8216;The First Hundred Days&#8217; หมายถึง 100 วันแรกของการทำงานในฐานะประธานาธิบดี คำนี้ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 1933 ในสมัยของแฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ ซึ่งเอาไว้ชี้ชะตาและวัดระดับอำนาจและความสำเร็จของประธานาธิบดีคนนั้นๆ</p>
<p>
	ทรัมป์ก็เช่นกัน สื่อต่างประเทศแทบทุกเจ้าเกาะติดการทำงาน และจะต้องมีหมวด &#8216;First 100 Days of Donald Trump&#8217; โดยเริ่มนับวันแรกจากวันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ของประเทศ ซึ่งตรงกับวันที่ 20 มกราคม 2017 จะครบร้อยวันก็คือวันที่ 29 เมษายน 2017 นี้ สื่อส่วนใหญ่จะรายงานเหตุการณ์สำคัญๆ ของแต่ละวัน บางสำนักแถมด้วยข้อมูลกวนๆ เช่น ความคืบหน้าด้านความสูงของกำแพงกั้นเม็กซิโกที่ทรัมป์จะสร้าง</p>
<p>
	ลูกเล่นนี้ยังลามไปถึงกลุ่มนักดนตรีอินดี้ที่ปล่อยเพลงออกมาวันละเพลง เช่น เพลงประกอบสำหรับวันแรกมีชื่อเพลงว่า <em>Fly on Your Wall</em> แล้วเปิดให้คนดาวน์โหลดทั้งอัลบั้มด้วยราคาตั้งต้นที่ $30 ศิลปินกลุ่มนี้จะนำรายได้ไปให้องค์กรที่ทำงานด้านโลกร้อน สิทธิผู้หญิง และผู้ลี้ภัย ซึ่งล้วนเป็นงานที่ต้องรับมือกับนโยบายของทรัมป์นั่นเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/First100Days.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>ภาพจาก </em><a href="http://www.forbes.com/sites/hughmcintyre/2017/02/01/this-daily-song-series-aims-to-fundraise-off-of-trumps-first-100-days-in-office/#3c31cac0143f"><em>Forbes</em></a></p>
<h3><strong>3. กระแสต้าน #MuslimBan</strong></h3>
<p>
	#MuslimBan รวมถึง #TravelBan กลายเป็นแฮชแท็กที่เห็นบ่อย และเป็นอีกหนึ่งเรื่องสุดโต่งที่ทรัมป์ประกาศไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียง คือเขาบอกว่าถ้าเขาเป็นประธานาธิบดี เขาจะปิดกั้นไม่ให้คนมุสลิมเข้าประเทศ แล้วเขาก็แสดงออกว่าทำจริงด้วยการเซ็นคำสั่งระงับการรับผู้ลี้ภัยเป็นเวลา 120 วัน และปิดกั้นไม่ให้คนจาก 7 ประเทศ คืออิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และเยเมน เดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ เป็นเวลา 90วัน</p>
<p>
	การแบนคนจาก 7 ประเทศนี้ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมถูกวิจารณ์หนักว่าขัดกับรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ทำให้มีกลุ่มทนายความ นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อให้คว่ำคำสั่งนี้ ต่อมาทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็มีมติยกเลิกคำสั่งโดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลไม่มีหลักฐานว่าชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาก่อการร้ายในประเทศ</p>
<p>
	การใช้กลไกของศาลดูจะเป็นส่วนหนึ่งของการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร แต่เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ เพราะฝ่ายทรัมป์สู้กลับว่า ลำพังแค่ความเห็นของผู้พิพากษาแขวงจะมาล้มคำสั่งประธานาธิบดีได้อย่างไร ที่แน่ๆ เขายังไม่ยอมแพ้ ยังยืนยันจะทำตามเดิม โดยบอกว่าจะกลับไปคิดใหม่ อาจแก้ไขคำสั่งนิดหน่อย ปรึกษานักกฎหมายเพิ่ม แล้วออกคำสั่งใหม่ใจความคล้ายเดิมในเร็วๆ นี้</p>
<h3><strong>4. รู้จัก Fact Check และ Pinocchio Test </strong></h3>
<p>
	ทรัมป์เป็นอีกหนึ่งผู้นำโลกที่ก่นด่าสื่อเสมอว่าชอบบิดเบือนข้อมูล ขณะที่สื่อก็จับไต๋ได้ว่านักการเมืองทั้งหลายชอบพูดจาเวอร์วัง ทำให้ยุคนี้นอกจากจะมีกระแส Fake News แล้ว สื่อสำนักต่างๆ หันมาให้เน้นทำ &#8216;Fact Check&#8217; ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่สื่อหลายสำนักจะมีหมวดหมู่นี้ไว้ในเกมการเมืองครั้งสำคัญ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/pinocchio_4.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>ภาพจาก </em><a href="https://www.washingtonpost.com/news/fact-checker/about-the-fact-checker/"><em>Washington Post</em></a></p>
<p>
	การไล่หาข้อเท็จจริงนี้ไม่จำกัดเจาะจงไปที่นักการเมืองคนใดคนหนึ่ง แต่ในยุคที่ทรัมป์เป็นพาดหัวข่าวได้ทุกวันก็ทำให้คนเห็นคำนี้มากขึ้น บางสำนักข่าวก็จะเล่นกับสัญลักษณ์ เช่นมิเตอร์วัดระดับการโกหก หรือใช้สัญลักษณ์รูปพินอคคิโอเพื่อบอกความรุนแรงของความลวง</p>
<p>
	ตัวอย่างเช่น หลังทรัมป์เซ็นคำสั่งกีดกันไม่ให้คนจาก 7 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ จนคำว่า #MuslimBan ถูกหยิบขึ้นมาเรียก ทำให้ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์โต้ว่า นี่ไม่ใช่การแบนมุสลิมแต่ที่ต้องแบนเพราะมันเกี่ยวกับการก่อการร้าย ที่ต้องแย้งเช่นนี้เพราะหากเป็นการกีดกันด้วยเหตุผลเรื่องเชื้อชาติและศาสนามันจะถูกตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญได้ สิ่งนี้ก็ทำให้นักข่าวไปตามค้น จนพบว่า ที่จริงแล้ว กว่าครึ่งของคนที่มีคดี &#8216;ก่อการร้าย&#8217; ก็คือคนที่เกิดในสหรัฐฯ นั่นเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Terrorist.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<em>Terrorist in America After 9/11 โดย New America</em></p>
<p style="text-align: center">
	<em>ที่มา: <a href="http://www.bbc.com/news/world-us-canada-38766364"> http://www.bbc.com/news/world-us-canada-38766364</a></em></p>
<h3><strong>5. ความจริงอินดี้ ต้อง Alternative Facts</strong></h3>
<p>
	ท่ามกลางกระแสที่ท่วมท้นไปด้วยคำว่า Fake News หรือข่าวปลอมเยอะ เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นเรื่องขำขันไป คือเมื่อสื่อไปขุดภาพจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อคราวของบารัค โอบามา มาเทียบกับคราวของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งภาพชี้ชัดว่าผู้เข้าร่วมในพิธีของทรัมป์มีจำนวนน้อยกว่าอย่างชัดเจน จนต่อมาโฆษกทำเนียบขาวต้องออกมาแก้ต่างว่า ที่จริงแล้วคนที่มาเข้าร่วมพิธีของทรัมป์มีจำนวนมากที่สุดต่างหาก ถ้านับรวมทั้งคนที่มาเข้าร่วมในพิธี กับคนที่ติดตามข่าวจากทั่วโลก</p>
<p>
	คำอธิบายแบบนี้ ยิ่งทำให้เรื่องนี้ถูกล้อเลียนไปกันใหญ่ และดูจะเข้ากันดีกับคำว่า post-truth ที่ใช้แทนภาวะที่ไม่สนใจความจริง ต่อมา เคลลีแอน คอนเวย์ ที่ปรึกษาประธานาธิบดี ก็ออกมาช่วยพูดปกป้อง โดยบอกว่าข้อมูลนั้นมันไม่ได้ผิด แต่มันคือ Alternative Facts หรือความจริงทางเลือก (ที่ผู้เขียนแอบอยากเรียกว่าความจริงตามเลือกมากกว่า)</p>
<p>
	มองในแง่ดี ปรากฏการณ์ทรัมป์อาจกำลังปลุกสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น มีคำและมีวลีมาใหม่ทุกวัน และอย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้ทุกๆ ฝ่ายไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่พยายามหาข้อมูลเพิ่ม ซึ่งก็เหลือแค่ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นความจริงตามเลือกหรือเปล่าเท่านั้นเอง</p>
<p>
	<strong>อ้างอิง</strong><strong>:</strong></p>
<p>
	<a href="https://www.washingtonpost.com/news/fact-checker/wp/2017/02/13/stephen-millers-claim-that-72-from-banned-countries-were-implicated-in-terroristic-activity/?tid=pm_pop&amp;utm_term=.5d9e5dc271dc">https://www.washingtonpost.com/news/fact-checker/wp/2017/02/13/stephen-millers-claim-that-72-from-banned-countries-were-implicated-in-terroristic-activity/?tid=pm_pop&amp;utm_term=.5d9e5dc271dc</a></p>
<p>
	<a href="https://www.theatlantic.com/politics/archive/2017/01/is-president-trumps-immigration-order-a-muslim-ban/514989/">https://www.theatlantic.com/politics/archive/2017/01/is-president-trumps-immigration-order-a-muslim-ban/514989/</a></p>
<p>
	<a href="http://www.bbc.com/news/election-us-2016-37468751">http://www.bbc.com/news/election-us-2016-37468751</a></p>
<p>
	<a href="http://www.bbc.com/news/world-us-canada-38766364">http://www.bbc.com/news/world-</a></p>
<p>
	<a href="https://www.yahoo.com/news/ap-fact-check-immigration-raids-182000887.html">https://www.yahoo.com/news/ap-fact-check-immigration-raids-182000887.html</a></p>
<p>
	<a href="http://factcheck.org/">http://factcheck.org/</a></p>
<p>
	<a href="http://www.politifact.com/">http://www.politifact.com/</a></p>
<p>
	<a href="https://www.washingtonpost.com/news/fact-checker/">https://www.washingtonpost.com/news/fact-checker/</a></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-9/">5 คำและวลีเด็ดที่จะช่วยให้คุณหายงงเรื่องโดนัลด์ ทรัมป์!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-9/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก รู้จัก ‘Fake News’ ข่าวปลอมออนไลน์ที่เราชักเจอจริงบ่อยขึ้นทุกวัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-7/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิณ พัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2017 03:12:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[โดนัล ทรัมป์]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวปลอม]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[fake news]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-7/</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำว่า Fake news หรือ &#8216;ข่าวปลอม&#8217; กลายเป็นคำที่เจอบ่อยขึ้นทุกวัน ส่วนหนึ่งเพราะในอินเทอร์เน็ตมีข่าวลวงมากขึ้นจริง แต่อีกด้านหนึ่ง คำนี้เริ่มถูกใช้กันจนเฝือ เมื่อไม่เห็นด้วยในเนื้อหาก็กล่าวหาว่าเป็น Fake news! เรื่องข่าวปลอมกลายเป็นประเด็นขึ้นมาจากการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ข่าวปลอมแพร่สะพัดหนักในโค้งสุดท้ายปลายปี 2016 ไม่ว่าจะออกมาในเชิงยกหางผู้เข้าชิงคนใด ดูเหมือนว่าข่าวทำนองเชียร์โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ต้านฮิลลารี คลินตัน จะเป็นที่นิยมกว่า บ้างเชื่อถึงขั้นว่าข่าวปลอมเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง แม้การเลือกตั้งจะจบไปแล้ว แต่ความวุ่นวายเกี่ยวกับข่าวปลอมยังไม่จบและอาจจะเข้มข้นขึ้นอีก ล่าสุด ทรัมป์ออกมาแถลงข่าวด่าแรงใส่สถานีข่าว CNN และเว็บไซต์ BuzzFeed ว่าเป็นแค่กองขยะ หลังทั้งสองสำนักข่าวเผยแพร่บันทึกของอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของอังกฤษ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับรัสเซีย แถมยังมีรายละเอียดว่ารัสเซียแฮกข้อมูลของสหรัฐฯ และเข้ามาปั่นผลการเลือกตั้งจนทรัมป์ได้ชัยชนะ แม้เรื่องนี้ยังยืนยันข้อมูลไม่ได้ แต่ CNN ก็รายงานข่าวเกี่ยวกับตัวบันทึก ขณะที่ BuzzFeed ลงเนื้อหาฉบับเต็มความยาว 35 หน้า ส่วนสื่ออื่นๆ ก็รายงานเหมือนกัน แต่รายงานว่า ทั้งสองสำนักข่าวเสนอข่าวเหล่านี้อีกที! ยังไงคือปลอม: พูดมั่ว เขียนใส่ไข่ หรือตีความไม่ถูกใจ เถียงกันมากเข้า คำว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-7/">รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก รู้จัก ‘Fake News’ ข่าวปลอมออนไลน์ที่เราชักเจอจริงบ่อยขึ้นทุกวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คำว่า Fake news หรือ &#8216;ข่าวปลอม&#8217; กลายเป็นคำที่เจอบ่อยขึ้นทุกวัน ส่วนหนึ่งเพราะในอินเทอร์เน็ตมีข่าวลวงมากขึ้นจริง แต่อีกด้านหนึ่ง คำนี้เริ่มถูกใช้กันจนเฝือ เมื่อไม่เห็นด้วยในเนื้อหาก็กล่าวหาว่าเป็น Fake news!</p>
<p>เรื่องข่าวปลอมกลายเป็นประเด็นขึ้นมาจากการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ข่าวปลอมแพร่สะพัดหนักในโค้งสุดท้ายปลายปี 2016 ไม่ว่าจะออกมาในเชิงยกหางผู้เข้าชิงคนใด ดูเหมือนว่าข่าวทำนองเชียร์โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ต้านฮิลลารี คลินตัน จะเป็นที่นิยมกว่า บ้างเชื่อถึงขั้นว่าข่าวปลอมเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง</p>
<p>แม้การเลือกตั้งจะจบไปแล้ว แต่ความวุ่นวายเกี่ยวกับข่าวปลอมยังไม่จบและอาจจะเข้มข้นขึ้นอีก ล่าสุด ทรัมป์ออกมาแถลงข่าวด่าแรงใส่สถานีข่าว CNN และเว็บไซต์ BuzzFeed ว่าเป็นแค่กองขยะ หลังทั้งสองสำนักข่าวเผยแพร่บันทึกของอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของอังกฤษ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับรัสเซีย แถมยังมีรายละเอียดว่ารัสเซียแฮกข้อมูลของสหรัฐฯ และเข้ามาปั่นผลการเลือกตั้งจนทรัมป์ได้ชัยชนะ</p>
<p>แม้เรื่องนี้ยังยืนยันข้อมูลไม่ได้ แต่ CNN ก็รายงานข่าวเกี่ยวกับตัวบันทึก ขณะที่ BuzzFeed ลงเนื้อหาฉบับเต็มความยาว 35 หน้า ส่วนสื่ออื่นๆ ก็รายงานเหมือนกัน แต่รายงานว่า ทั้งสองสำนักข่าวเสนอข่าวเหล่านี้อีกที!</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/global-review2.jpg" /></p>
<h3><strong>ยังไงคือปลอม</strong><strong>: พูดมั่ว เขียนใส่ไข่ หรือตีความไม่ถูกใจ</strong></h3>
<p>เถียงกันมากเข้า คำว่า &#8216;ข่าวปลอม&#8217; ก็กลายเป็นคำที่ถูกใช้ในความหมายที่กว้างขึ้น ทั้งข่าวปลอมแบบออร์แกนิก คือ เป็นข่าวปลอมที่คนเขียนตั้งใจให้เชื่อแบบผิดๆ บ้างก็เป็นข่าวปลอมเพราะคนพูดขี้โม้แล้วดันเป็นข่าว บ้างก็เป็นข่าวปลอมแบบที่คนเขียนไม่คิดอยู่แล้วว่าคนอ่านจะเชื่อแต่หวังยอดแชร์ บางข่าวถูกมองว่าเป็นข่าวปลอมเพราะมาจากการมองต่างมุมทำให้ตีความคนละแบบ ขณะที่บางส่วนเป็นข่าว (จริง) ที่พูดถึงข้อมูลที่อาจจะไม่เป็นจริง</p>
<p>นักข่าว BuzzFeed ไปรวบรวมสถิติเกี่ยวกับข่าวปลอมภาษาอังกฤษที่อยู่ในเฟซบุ๊กตลอดปี 2016 พบว่าเรื่องยอดนิยมก็คือเรื่องการเมืองสหรัฐฯ นั่นเอง! จากข่าวลวงยอดนิยม 50 ชิ้น เป็นเรื่องการเมืองสหรัฐฯ ไปแล้ว 23 ชิ้น ถ้านับยอดการแชร์ การคอมเมนต์ หรือการกดปุ่มความรู้สึกที่มีต่อข่าวปลอมทั้งหมดรวม 21.5 ล้านครั้ง เป็นเรื่องการเมืองสหรัฐฯ ไปถึง 10.6 ล้านครั้ง</p>
<p>เมื่อไปดูว่า แล้วเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องยอดนิยมสูงสุด โดยคัดเฉพาะข่าวปลอมแบบออร์แกนิก (ไม่ใช่รายงานผิดหรือไม่ใช่การตีความจากมุมมองที่เข้าข้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง) ก็พบว่า สามอันดับแรกได้แก่เรื่อง &#8216;โอบามาลงนามให้ยกเลิกการกล่าวปฏิญาณตนในโรงเรียนทั่วประเทศ&#8217; (แชร์ คอมเมนต์ และกดความรู้สึก รวม 2,177,000 ครั้ง) รองมาคือข่าว &#8216;โป๊ปฟรานซิสช็อกโลก ออกแถลงการณ์หนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เป็นประธานาธิบดี&#8217; (961,000 ครั้ง) และอันดับสามคือข่าว &#8216;ทรัมป์เสนอตั๋วฟรีขาเดียว บินกลับแอฟริกาและเม็กซิโก&#8217; (802,000 ครั้ง)</p>
<p>แต่จากข้อมูลนี้ BuzzFeed ก็มีหมายเหตุเอาไว้เช่นกันว่า มันบอกไม่ได้หรอกนะ ว่าเวลาคนกดแชร์หรือกดปุ่มปฏิกิริยาต่อเรื่องราวข่าวปลอมเหล่านี้ จะเท่ากับว่าพวกเขาเชื่อว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริง</p>
<p>ถัดจากเรื่องการเมืองสหรัฐฯ หมวดหมู่ข่าวปลอมยอดนิยมลำดับถัดมาก็คือข่าวอาชญากรรมปลอมที่มีเนื้อหาเพี้ยนๆ แบบสุดกู่ เรื่องยอดนิยมสามอันดับแรก คือ &#8216;จับแล้ว! หญิงสาวปลดทุกข์กลางโต๊ะบอสหลังถูกลอตเตอรี่&#8217; &#8216;กระป๋องขนมชินนามอนโรลระเบิดในตัวโจรขณะปล้นซูเปอร์มาร์เก็ต&#8217; และ &#8216;หนุ่มฟลอริดาดับคาห้องแล็บ หลังตดจนก่อประกายไฟระเบิด&#8217;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/global-review.jpg" /></p>
<p>Dave Weasel นักแสดงตลกซึ่งเป็นคนที่เขียนข่าวทั้งเรื่องปลดทุกข์กลางโต๊ะบอสและเรื่องตดในห้องแล็บ ให้สัมภาษณ์กับ BuzzFeed ว่า ความตั้งใจแรกที่ทำเว็บไซต์ข่าวปลอมเพราะจะทำเว็บเสียดสีแนวเว็บไซต์ The Onion พอเริ่มต้นด้วยข่าวปลอม ปรากฏว่างานชิ้นนั้นกลายเป็นไวรัล หลังจากนั้นเขาก็เขียนข่าวปลอมผสมลีลาเสียดสีเข้าไป เขาเดาว่าคนหนึ่งในสามที่อ่านเชื่อว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง และคนส่วนใหญ่กดแชร์โดยไม่ได้คลิกลิงก์ จนเมื่อเดือนที่แล้วนี้เองที่เพจของเขาถูกเฟซบุ๊กปิดไป เขาก็โวยผ่านทางทวิตเตอร์ว่า เรื่องเสียดสีกับเรื่องปลอมมันไม่เหมือนกัน จะมาโทษเขาที่ทำให้คนอ่านดันเชื่อเรื่องที่เขาเขียนไม่ได้</p>
<h3><strong>ความปลอมไม่ได้เปลี่ยนความคิดคน แต่คนต่างหากที่วิ่งเข้าหาข่าวปลอม</strong></h3>
<p>ในงานวิจัยที่นักเศรษฐศาสตร์สองคน Hunt Allcott จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และ Matthew Gentzkow จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ลองทำขึ้นโดยตั้งโจทย์ท้าทายความเชื่อที่ว่า จริงไหมที่ข่าวปลอมเป็นอิทธิพลหลักต่อผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยเตรียมข่าวสามประเภทไปถามความเห็นจากผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ข่าวสามประเภทนั้น ได้แก่ ข่าวจริงๆ ข่าวปลอม และข่าวปลอมของเก๊ที่ทีมวิจัยเขียนขึ้นมาเอง!</p>
<p>ผลออกมาฟังดูน่ายินดี เพราะพบว่าคนจำนวนมากเชื่อในข่าวจริงมากกว่าข่าวปลอม มีคนแค่เล็กน้อยไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ที่เชื่อในข่าวปลอมและข่าวปลอมของเก๊ ซึ่งข้อสรุปหนึ่งออกมาว่า ข่าวปลอมมีอิทธิพลเพียงเล็กน้อยต่อทัศนคติของคน ทว่าที่น่ากังวลในระยะยาวคือ คนมีแนวโน้มจะโหยหาข้อมูลข่าวสารที่สอดคล้องกับอคติของตัวเอง ซึ่งโลกดิจิทัลมีข้อมูลมากมายให้ใช้เติมเต็มความเชื่อเดิมๆ และให้เสพได้จนสบายใจ</p>
<p>อีกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอมคือ เรื่องพวกนี้มีมาก่อนยุคอินเทอร์เน็ต เพียงแต่ยุคนี้ข่าวสารแพร่กระจายได้เร็วกว่ามาก แม้เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ เช่น เฟซบุ๊กและกูเกิลประกาศจะสู้กับข่าวปลอม แต่นั่นคงไม่พอ เพราะการเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดียมาพร้อมกับการทลายประตูกลั่นกรองข่าวสารที่ปกติสื่อมวลชนจะทำหน้าที่เหล่านั้นอยู่ พลังโซเชียลพ่วงด้วยจิตวิทยาที่กระตุ้นให้กดไลก์ กดแชร์ มาพร้อมกับโลกที่ใครๆ ก็แชร์ข่าวได้โดยไม่ค่อยจะคลิกอ่าน และตราบใดที่เว็บและบริษัทโฆษณาต่างๆ ยังมีแรงจูงใจและตัวชี้วัดจากยอดวิว ยอดไลก์ ยอดแชร์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดีที่ทำให้เว็บข่าวปลอมขจรขจาย</p>
<p>แต่ต้องไม่ลืมว่า จำนวนแชร์และยอดไลก์ไม่ใช่สิ่งชี้วัดว่าคนจะเชื่อหรือคิดตามเรื่องนั้นๆ หากมองแง่ดี เว็บไซต์ข่าวปลอมเป็นเว็บไซต์ที่คิดคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไรที่จะดึงความสนใจจากคนอ่านได้ โดยสรรหาลีลาการเล่าเรื่องในแบบต่างๆ ดังเช่นยุคหนึ่งที่มีเว็บ click bait ออกมาจำนวนมาก ซึ่งเน้นแต่จะเขียนพาดหัวยั่วให้คลิก แต่เนื้อในโหรงเหรง</p>
<p>คนอ่านไม่ใช่ท่อนไม้ที่จะไม่เรียนรู้ เพราะเมื่อถูกหลอกสักพักก็ย่อมเกิดอาการเจ็บแล้วจำ ไม่ยอมตกหลุมพลางเดิมๆ อีกต่อไป ซึ่งนั่นแปลว่าเว็บไซต์เหล่านี้ก็ต้องสรรหามุกใหม่มาบริหารใจคนอ่านให้ได้เรื่อยๆ</p>
<p>คุณูปการที่ได้จากเว็บขี้โกงพวกนี้ คือมันสร้างโครงสร้างภาษาและการเล่าเรื่องที่ต่างไป สิ่งที่น่าสนใจคือ เว็บ click bate บางเว็บก็ปรับตัว ทำให้ตัวเองเป็นเว็บที่ไม่ได้เซ็กซี่เฉพาะพาดหัว แต่ทำเนื้อในให้ดีไปเลย ตัวอย่างการสร้างสรรค์แบบนี้น่าจะมีประโยชน์ให้เว็บข่าวคุณภาพทั้งหลายลอกเลียนเพื่อไล่ตามนวัตกรรมการเล่าเรื่องแบบใหม่ๆ ที่ให้ได้ครบครันทั้งประเด็นที่แหลมคมและเนื้อหาคุณภาพดีก็ได้</p>
<p><strong>อ้างอิง :</strong></p>
<p>Allcott, Hunt, and Matthew Gentzkow. “Social Media and Fake<br />
News in the 2016 Election.” Stanford University, January 2017. <a href="http://web.stanford.edu/~gentzkow/research/fakenews.pdf">http://web.stanford.edu/~gentzkow/research/fakenews.pdf</a><a href="http://web.stanford.edu/~gentzkow/research/fakenews.pdf.">.</a></p>
<p>Beres, Damon. “An Important Reminder on Donald Trump and<br />
‘Fake News.’” Mashable, January 12, 2017. <a href="http://mashable.com/2017/01/11/trump-fake-news-buzzfeed/#8reJdMxgzqqt">http://mashable.com/2017/01/11/trump-fake-news-buzzfeed/#8reJdMxgzqqt</a>.</p>
<p>Irwin, Neil. “Researchers Created Fake News. Here’s What They<br />
Found.” The New York Times, January 18, 2017. <a href="https://www.nytimes.com/2017/01/18/upshot/researchers-created-fake-news-heres-what-they-found.html">https://www.nytimes.com/2017/01/18/upshot/researchers-created-fake-news-heres-what-they-found.html</a>.</p>
<p>Silverman, Craig. “Here Are 50 Of The Biggest Fake News Hits<br />
On Facebook From 2016.” Buzz Feed News, December 30, 2016. <a href="https://www.buzzfeed.com/craigsilverman/top-fake-news-of-2016?utm_term=.apLVprEkv#.os1B5O4Yy.">https://www.buzzfeed.com/craigsilverman/top-fake-news-of-2016?utm_term=.apLVprEkv#.os1B5O4Yy.</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-7/">รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก รู้จัก ‘Fake News’ ข่าวปลอมออนไลน์ที่เราชักเจอจริงบ่อยขึ้นทุกวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จัก &#8216;ฟิเดล คาสโตร&#8217; ผู้นำคิวบาที่คน love ก็เยอะ คน hate ก็มาก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-1/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พิณ พัฒนา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2016 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[ฟิเดล คาสโตร]]></category>
		<category><![CDATA[คิวบา]]></category>
		<category><![CDATA[international]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-1/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“I began the revolution with 82 men. If I had to do it again, I would do it with 10 or 15 and absolute faith. It does not matter how small you are if you have faith and a plan of action” &#8211; Fidel Castro, 1959 “ผมเริ่มการปฏิวัติพร้อมกับคนอีก 82 คน ถ้าผมจะก่อการอีกครั้ง ผมคงร่วมมือกับคนสัก 10 หรือ 15 คนพร้อมกับแรงศรัทธาแน่วแน่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-1/">รู้จัก &#8216;ฟิเดล คาสโตร&#8217; ผู้นำคิวบาที่คน love ก็เยอะ คน hate ก็มาก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><em style="background-color: initial">“I began the<br />
revolution with 82 men. If I had to do it again, I would do it with 10 or 15<br />
and absolute </em><em style="background-color: initial">faith. It</em><em style="background-color: initial"> does not matter how small you are if<br />
you have faith and a plan of action”</em></p>
<p style="text-align: center">&#8211; Fidel<br />
Castro, 1959</p>
<p style="text-align: center"><em>“ผมเริ่มการปฏิวัติพร้อมกับคนอีก 82 คน<br />
ถ้าผมจะก่อการอีกครั้ง ผมคงร่วมมือกับคนสัก 10 หรือ 15<br />
คนพร้อมกับแรงศรัทธาแน่วแน่ <br />
มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะมีจำนวนน้อยแค่ไหน<br />
ตราบที่คุณมีความศรัทธาและมีแผนปฏิบัติการ” </em></p>
<p style="text-align: center"><em>&#8211; ฟิเดล คาสโตร, 1959</em></p>
<p>ในปี<br />
2016<br />
นี้ โลกสูญเสียผู้นำคนสำคัญไปอีกคนหนึ่งแล้ว เมื่อค่ำวันที่ 25 พ.ย. 2016 ฟิเดล คาสโตร<br />
อดีตประธานาธิบดีคิวบา จากไปขณะอายุ 90 ปี</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/normgregory.com_.jpg"></p>
<p>ภาพจำที่ผู้คนมีต่อฟิเดล<br />
คาสโตร แตกต่างขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง หากไม่ชื่นชมในฐานะผู้นำคนจน ก็เกลียดชังเขาเข้าเส้นเลือด<br />
คนจำนวนหนึ่งในประเทศคิวบาโศกสลดกับการจากไป แต่ผู้ลี้ภัยชาวคิวบาที่หนีไปอยู่ในสหรัฐอเมริกากลับออกมาฉลองกันอย่างรื่นเริง</p>
<p>การจากไปของเขากระตุ้นให้คนต้องตั้งคำถามสำคัญว่า<br />
โลกควรจะจดจำเขาแบบไหน คำถามนี้ไม่ใช่คำถามต่อตัวบุคคล แต่มันมาคู่กับความเชื่อในอุดมการณ์ทางการเมืองที่อาจเป็นได้หลากหลาย คาสโตรมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวแทนคนยากจนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านเจ้าของที่ดินอันร่ำรวยเพื่อเรียกร้องสภาพการทำงานที่ดีขึ้น เขายังร่วมมือกับสหายคนสำคัญ &#8216;เช กูวารา&#8217; ร่วมกันปฏิวัติคิวบาเพื่อโค่นล้ม<br />
ฟุลเคนเซียว บาติสตา ผู้นำเผด็จการที่สหรัฐฯ หนุนหลังได้สำเร็จในปี 1959</p>
<p>ในเวลานั้น<br />
ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เลยหากจะบอกว่า เขายืนอยู่ในฝ่ายที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์ </p>
<p>เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่ง<br />
ฟิเดล คาสโตร ดำเนินนโยบายแบบสังคมนิยมเต็มรูปแบบ<br />
เขาเริ่มใช้มาตรการการปฏิรูปที่ดิน ที่กระจายที่ดินไปให้อยู่ในมือคนจน<br />
เรียกเก็บภาษีรถหรูถึงร้อยละ 80 และกระตุ้นรายจ่ายรัฐบาลเพื่อลดอัตราการว่างงาน<br />
เขายังเป็นผู้นำที่พัฒนาระบอบการศึกษา การแพทย์<br />
และสาธารณสุข จนทำให้คิวบาโดดเด่นไม่แพ้ใคร </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/abcnews.go_.com_.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/jmalvarezblog.blogspot_.com_.jpg"></p>
<p>ขณะที่ภาพจำของสหายคู่คิดของเขา<br />
เช กูวารา คือคุณหมอนักปฏิวัติที่ช่วยเหลือคนจน แต่กับฟิเดล คาสโตร นั้นต่างออกไป คาสโตรมีชีวิตที่ยาวนานและอยู่ในอำนาจนานครึ่งศตวรรษ<br />
นานจนระบบที่เขาเชื่อมั่นถูกตั้งคำถาม<br />
ความทรงจำที่ผู้คนมีต่อเขาจึงไม่ได้หยุดแค่ผู้นำที่นำชัยชนะโค่นเผด็จการช่วยคนจน<br />
แต่ตลอดเวลาในอำนาจ โลกก็หมุนเปลี่ยนไป ทุนนิยมและโลกาภิวัตน์แทรกซึมไปทั่วโลก<br />
และหนีไม่พ้นส่งผลกระทบต่อคุณค่าของอุดมการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา<br />
อุดมการณ์ที่เฟื่องฟูสำหรับคนรุ่นหนึ่งก็เปลี่ยนไปแล้วสำหรับคนอีกรุ่นหนึ่ง</p>
<p>การเป็นประเทศสังคมนิยมในดินแดนละตินอเมริกาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย<br />
สหรัฐอเมริกาแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจแทรกซึมไปทั่วภูมิภาค<br />
แต่ไม่ใช่กับคิวบา คาสโตรเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐฯ มาโดยตลอด เรียกได้ว่า<br />
ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนตัวไปสิบคน ทุกคนล้วนต้องเผชิญหน้ากับฟิเดล คาสโตร ช่วงแรกคิวบายังพอไปไหวเพราะมีสหภาพโซเวียตเป็นเพื่อน ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้คิวบาเป็นตัวเล่นสำคัญในสงครามเย็นและยังเป็นตัวกลางสำคัญในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา<br />
ที่ทั้งสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียดต่างขู่จะระเบิดนิวเคลียร์ใส่กันจนหวาดผวาไปทั่วโลก</p>
<p>ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยลงรอยระหว่างคิวบาและสหรัฐฯ<br />
ทำให้มีข้อมูลที่พูดกันมากแต่ยากจะอ้างอิงว่า สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือซีไอเอ พยายามหลายร้อยครั้งเพื่อจะลอบสังหารคาสโตร แต่ก็ไม่สำเร็จ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/mashable.com_.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/mashable.com-2_.jpg"></p>
<p>ชาวคิวบาจำนวนหนึ่งที่เกิดในยุคปฏิวัติย่อมมองคาสโตรว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง<br />
เพราะการเมืองทำให้ชีวิตผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด จากวิถีคนจนก็เปลี่ยนมามีโอกาสได้เรียนหนังสือและเข้าถึงโอกาสต่างๆ<br />
ในชีวิต แต่คนที่เกิดยุคถัดมา<br />
โดยเฉพาะที่เกิดหลังยุคการล่มสลายของสหภาพโซเวียตอาจคิดต่าง<br />
เพราะชีวิตโตมากับอุปสรรคที่ด้านหนึ่งก็ถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ<br />
ส่วนสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญก็ล่มสลายไป<br />
ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศคิวบาตกต่ำลง ทรัพยากรสำคัญก็ขาดแคลน จนในช่วงปี 1990 รัฐบาลคิวบาเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษ ที่ทำให้คาสโตรเริ่มมีนโยบายแง้มประตูให้กับทุนนิยม<br />
หันมายอมให้ใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ และยอมให้ชาวคิวบาทำธุรกิจได้เองในอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่ง<br />
โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยว</p>
<p>มีเรื่องเล่าของชาวคิวบาคนหนึ่ง<br />
ชื่อว่า ฮวน คาร์ลอส (Juan Carlos) ที่<a href="http://www.nytimes.com/2016/11/27/world/americas/fidel-castro-revolution-50-years-three-generations-one-family.html?_r=0">เผยแพร่ในนิวยอร์กไทมส์</a> เขาเล่าว่า เมื่อคาสโตรมีนโยบายให้คนทำธุรกิจบางประเภท<br />
รวมถึงร้านอาหารขนาดเล็กได้ เขาและภรรยาก็ตัดสินใจจะลองเปิดร้าน แต่ก็เจออุปสรรค<br />
เพราะก่อนเปิดร้านต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการในท้องถิ่นเสียก่อน<br />
เขาจึงตัดสินใจเสนอชื่อตัวเองเข้าไปเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าว<br />
เพียงเพื่อตัวเองจะได้เปิดร้านอาหารได้ อย่างไรก็ดี ในระบอบสังคมนิยมคิวบา<br />
ธุรกิจจะขยายตัวไม่ได้เพราะมีกฎควบคุมจำนวนพนักงาน วัตถุดิบต่างๆ<br />
ก็ต้องซื้อจากรัฐบาล และการสั่งปิดธุรกิจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/www.latimes_.com_1.jpg"></p>
<p>สังคมคิวบาที่ผลักดันโอกาสทางการศึกษา<br />
วัฒนธรรม และสาธารณสุข ล้วนเกิดขึ้นในกรอบของสังคมนิยม<br />
แต่สำหรับวัยรุ่นคิวบายุคนี้ที่ไม่ได้ผ่านความทุกข์และการต่อสู้มาแบบคนรุ่นปู่ย่าตายาย<br />
ย่อมมองหาโอกาสในชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ขณะที่เพื่อนฝูง<br />
ญาติมิตรอาศัยอยู่ในประเทศละแวกเดียวกันสามารถเข้าถึงความเจริญทางวัตถุ ได้ไปห้างใหญ่<br />
อยู่กับเทคโนโลยีอันทันสมัย แต่คนรุ่นใหม่ในคิวบายังต่ออินเทอร์เน็ตลำบาก<br />
และถูกคุมกำเนิดด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองแบบที่เคยมีความสำคัญในยุคปฏิวัติ</p>
<p>ฟิเดล<br />
คาสโตรเคยเป็นตัวแทนของขบวนการลุกฮือของคนจน แต่เมื่อเป็นผู้นำ<br />
เขาก็มีประวัติคร่าชีวิตผู้คนนับร้อยที่อยู่ตรงข้ามกับเขา<br />
เขาถูกมองว่าเป็นผู้นำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน<br />
ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก ทำลายระบบยุติธรรมของประเทศ หนึ่งในนั้นคือ <a href="http://www.nytimes.com/2016/11/28/world/americas/juanita-castro-sister-fidel-cuba.html">ฮวนนิตา<br />
คาสโตร</a> (Juanita Castro) น้องสาวของฟิเดล<br />
คาสโตร ผู้ซึ่งลี้ภัยจากคิวบาและไม่ได้ติดต่อกับพี่ชายมาแล้วกว่า 50 ปี</p>
<p>ฮวนนิตาสนับสนุนแนวคิดของพี่ชายในช่วงแรกที่มุ่งเน้นเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม<br />
แต่ก็เหมือนกับคนอีกนับแสนที่สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้านเกิดตัวเองไปอยู่ที่เมืองไมอามี<br />
รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เพราะไม่เห็นด้วยกับมาตรการที่คิวบาจับกุมลงโทษคนเห็นต่างในช่วงหลังปฏิรูป</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/www.rolexmagazine_.com_2.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/www.nbcnews_.com_.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p>อย่างไรก็ดี การลุกไม่ขึ้นและยืนลำบากของเศรษฐกิจคิวบานั้น<br />
จะโทษว่าเป็นจุดอ่อนของสังคมนิยมก็คงพูดได้ไม่เต็มที่<br />
เพราะความยากลำบากส่วนหนึ่งก็มาจากแรงกดดันและคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา<br />
และมาซ้ำหนักขึ้นเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย แต่คาสโตรยังยืนยันที่จะต่อต้านทุนนิยม<br />
ต้านทานการแทรกแซงและรุกล้ำของสหรัฐอเมริกา<br />
ทำให้คิวบาเป็นประเทศสังคมนิยมจำนวนน้อยที่อุดมการณ์เกี่ยวกับการปฏิวัติยังแข็งแกร่งและฝ่ายซ้ายยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ<br />
ขณะที่ประเทศอื่นๆ<br />
ในแถบละตินอเมริกาก็กำลังเจอสถานการณ์ไม่ดีนักกับปัญหาคอร์รัปชันและรัฐประหารในบราซิล<br />
และภาวะเศรษฐกิจที่พังทลายในเวเนซูเอลา</p>
<p>“เส้นทางของการปฏิวัติไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ”<br />
ชีวิตของฟิเดล คาสโตรเองก็ไม่ได้ถูกตราตรึงแบบฮีโร่ตลอดกาล<br />
แต่สิ่งที่ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธได้คือ เขาเป็นผู้นำของประเทศเล็กๆ<br />
ที่สร้างดุลอำนาจสำคัญและกล้าคัดง้างมหาอำนาจของโลก<br />
แม้มีรอยด่างพร้อยที่ถูกกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน<br />
แต่การต่อสู้ของเขาก็มาจากความเชื่อมั่นและศรัทธาในอุดมการณ์ ไม่ได้ถูกครหาว่าทำเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง</p>
<hr>
<p><strong>เครดิตภาพ: </strong>abcnews.go.com,  jmalvarezblog.blogspot.com,mashable.com,normgregory.com,www.latimes.com,www.nbcnews.com,</p>
<p><b style="background-color: initial">อ้างอิง:</b> <a href="http://www.rolexmagazine.com">www.rolexmagazine.com</a></p>
<p>Cave<br />
Damien. One Family. Six Decades. Myriad Views of Fidel Castro’s Revolution. The<br />
New York Times. 27 November 2016.<br />
<a href="http://www.nytimes.com/2016/11/27/world/americas/fidel-castro-revolution-50-years-three-generations-one-family.html?_r=0"><br />
http://www.nytimes.com/2016/11/27/world/americas/&#8230;</a></p>
<p>Robles<br />
Frances. Fidel Castro’s Sister, an Outspoken Critic, Takes No Joy in His Death.<br />
The New York Times. 28 November 2016.<br />
<a href="http://www.nytimes.com/2016/11/28/world/americas/juanita-castro-sister-fidel-cuba.html"><br />
http://www.nytimes.com/2016/11/28/world/americas/&#8230;</a></p>
<p>Beeson<br />
Mark. Fidel Castro: How will the Cuban leader be remembered?. ABC. 27 November<br />
2016. <a href="http://www.abc.net.au/news/2016-11-27/fidel-castro-debate-still-surrounds-cuban-leaders-legacy/8061464">http://www.abc.net.au/news/2016-11-27/fidel-castro-debate-still-surrounds-cuban-leaders-legacy/8061464</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-1/">รู้จัก &#8216;ฟิเดล คาสโตร&#8217; ผู้นำคิวบาที่คน love ก็เยอะ คน hate ก็มาก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
