<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author21/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author21/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 06:43:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>THE DREAM RUNNER : ก้าวไปสู่ฝัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/k-san-dream-runner-aday166/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Dec 2018 09:14:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[runner]]></category>
		<category><![CDATA[เคซัง]]></category>
		<category><![CDATA[Atsuyuki Katsuyama]]></category>
		<category><![CDATA[a day 166]]></category>
		<category><![CDATA[run]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[Human Run]]></category>
		<category><![CDATA[running]]></category>
		<category><![CDATA[barefoot]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=48625</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความฝันเป็นสิ่งสากลที่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ มันไม่เคยมีข้อจำกัด บางความฝันจึงมีขนาดเล็ก บางความฝันก็ยิ่งใหญ่ บางความฝันอาจถูกใครต่อใครมองว่าบ้า นักวิ่งผู้เป็นเจ้าของความฝันกรณีหลังสุดคือ Atsuyuki Katsuyama หรือเคซัง ชาวญี่ปุ่นผู้มาอาศัยอยู่เมืองไทย เขาเป็นเจ้าของคาเฟ่มังสวิรัติแสนอร่อย และเป็นนักวิ่งเท้าเปล่าที่ออกวิ่งระยะไกลทุกวัน ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร หากนักวิ่งบางคนจะใช้สองขาเป็นหนทางสู่ความฝัน หากฝันนั้นไม่ใช่การวิ่งข้ามทวีปอเมริกา ระยะทาง 5,000 กิโลเมตร ภายในเวลา 80 วัน K’s Run Across USA 2015 คือโปรเจกต์ที่ใช้สองเท้าเป็นตัวขับเคลื่อนความฝันอันยากและยิ่งใหญ่ในฐานะมนุษย์ เคซังเล่าว่าเขาไม่ใช่คนแรกที่วิ่งข้ามทวีปอเมริกา แต่ก็มีนักวิ่งจำนวนไม่มากนักที่เคยทำได้ และเขาต้องการเป็นหนึ่งในนั้น “ผมชอบวิ่ง เหมือนเวลาเรารักใครสักคน เราตอบไม่ได้หรอกว่าเพราะอะไร แต่ผมเชื่อว่าการจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ เราไม่สามารถทำด้วยสิ่งที่เราไม่ชอบได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่เราสามารถทุ่มเทพลังงาน เงิน และทุกอย่างลงไปกับมันได้” นักวิ่งที่ตกหลุมรักการวิ่งมากว่า 30 ปีให้เหตุผล เพื่อบรรลุความฝันในปีหน้า นอกจากการวางแผนและรวบรวมทีมที่จะคอยช่วยเหลือเขาตลอดการวิ่ง เคซังต้องออกวิ่งทุกวัน วันละ 42 กิโลเมตร ทุกวันเขาใช้เวลาไปกับการวิ่ง 6 ชั่วโมงโดยไม่พัก ไม่ฟังเพลงระหว่างวิ่ง แต่เขาเลือกที่จะสนทนากับร่างกายของตัวเอง พยายามวิ่งด้วยท่าทางที่ถูกต้องเพื่อให้ไม่เกิดอาการบาดเจ็บ เคซังเล่าด้วยตาเป็นประกายว่าไม่กี่เดือนมานี้เขาเพิ่งเรียนรู้ว่าการปรับท่าวิ่งช่วยรักษาอาการบาดเจ็บได้ และยังค้นพบการทำสมาธิขณะวิ่งผ่านการกำหนดลมหายใจ การได้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอระหว่างที่ออกวิ่งไปในทุกวัน ทำให้การวิ่งไม่เคยเป็นเรื่องน่าเบื่อ “ผมได้ค้นพบตัวเองตลอดเวลา มันสนุกมาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/k-san-dream-runner-aday166/">THE DREAM RUNNER : ก้าวไปสู่ฝัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ความฝันเป็นสิ่งสากลที่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ มันไม่เคยมีข้อจำกัด บางความฝันจึงมีขนาดเล็ก บางความฝันก็ยิ่งใหญ่ บางความฝันอาจถูกใครต่อใครมองว่าบ้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิ่งผู้เป็นเจ้าของความฝันกรณีหลังสุดคือ </span><span style="font-weight: 400;">Atsuyuki Katsuyama </span><span style="font-weight: 400;">หรือเคซัง ชาวญี่ปุ่นผู้มาอาศัยอยู่เมืองไทย เขาเป็นเจ้าของคาเฟ่มังสวิรัติแสนอร่อย และเป็นนักวิ่งเท้าเปล่าที่ออกวิ่งระยะไกลทุกวัน ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร หากนักวิ่งบางคนจะใช้สองขาเป็นหนทางสู่ความฝัน</span></p>
<p>หากฝันนั้นไม่ใช่การวิ่งข้ามทวีปอเมริกา ระยะทาง 5,000 กิโลเมตร ภายในเวลา 80 วัน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-48663 size-full" title="Atsuyuki Katsuyama" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-19.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-19-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">K’s Run Across USA 2015 </span><span style="font-weight: 400;">คือโปรเจกต์ที่ใช้สองเท้าเป็นตัวขับเคลื่อนความฝันอันยากและยิ่งใหญ่ในฐานะมนุษย์ เคซังเล่าว่าเขาไม่ใช่คนแรกที่วิ่งข้ามทวีปอเมริกา แต่ก็มีนักวิ่งจำนวนไม่มากนักที่เคยทำได้ และเขาต้องการเป็นหนึ่งในนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">ผมชอบวิ่ง เหมือนเวลาเรารักใครสักคน เราตอบไม่ได้หรอกว่าเพราะอะไร แต่ผมเชื่อว่าการจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ เราไม่สามารถทำด้วยสิ่งที่เราไม่ชอบได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่เราสามารถทุ่มเทพลังงาน เงิน และทุกอย่างลงไปกับมันได้” นักวิ่งที่ตกหลุมรักการวิ่งมากว่า </span><span style="font-weight: 400;">30 </span><span style="font-weight: 400;">ปีให้เหตุผล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อบรรลุความฝันในปีหน้า นอกจากการวางแผนและรวบรวมทีมที่จะคอยช่วยเหลือเขาตลอดการวิ่ง เคซังต้องออกวิ่งทุกวัน วันละ </span><span style="font-weight: 400;">42 </span><span style="font-weight: 400;">กิโลเมตร ทุกวันเขาใช้เวลาไปกับการวิ่ง </span><span style="font-weight: 400;">6 </span><span style="font-weight: 400;">ชั่วโมงโดยไม่พัก ไม่ฟังเพลงระหว่างวิ่ง แต่เขาเลือกที่จะสนทนากับร่างกายของตัวเอง พยายามวิ่งด้วยท่าทางที่ถูกต้องเพื่อให้ไม่เกิดอาการบาดเจ็บ</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48653" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-9.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-9-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคซังเล่าด้วยตาเป็นประกายว่าไม่กี่เดือนมานี้เขาเพิ่งเรียนรู้ว่าการปรับท่าวิ่งช่วยรักษาอาการบาดเจ็บได้ และยังค้นพบการทำสมาธิขณะวิ่งผ่านการกำหนดลมหายใจ การได้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอระหว่างที่ออกวิ่งไปในทุกวัน ทำให้การวิ่งไม่เคยเป็นเรื่องน่าเบื่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">ผมได้ค้นพบตัวเองตลอดเวลา มันสนุกมาก นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่หยุดวิ่ง” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคซังเชื่อในแนวคิดของการวิ่งแบบธรรมชาติ ไม่ใช่แค่การไม่ใส่รองเท้า แต่คือการใช้ร่างกายในการวิ่งแทนที่จะยึดติดกับวัตถุ เขาเชื่อว่าการไม่ทานเนื้อสัตว์ให้พลังในการวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขา และเชื่อว่ามิตรภาพจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการทำความฝันให้เป็นจริงได้ แม้ไม่เคยเอ่ยปากชวนให้คนอื่นคิดแบบเดียวกัน แต่ความฝันนี้ หากทำสำเร็จ มันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความเชื่อของเขาให้คนทั่วไปได้เห็น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหนือสิ่งอื่นใด หัวใจของความฝันคือการเปิดโอกาสให้มนุษย์กล้าออกไปทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเอง เคซังเลือกการวิ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">มีสามรูปแบบที่เราจะรับมือกับความฝัน หนึ่งคือไม่ทำเลย อาจเพราะกลัวหรือมีเงินไม่พอ สองคือเริ่มทำ แต่ทำไม่ได้ สามคือทำให้สำเร็จ บางทีก็คิดว่าผมควรจะเลิกฝันไหม มันง่ายที่จะบอกว่าเพราะสิ่งนั้นสิ่งนี้ผมจึงวิ่งไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่ามันอยู่ที่สิ่งที่อยู่ข้างในตัวเรา ผมอยากพิสูจน์ว่าผมทำได้เพราะผมเชื่อตัวเอง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีใครรู้ว่าอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับความฝันของเขา คนรอบข้างคงทำได้แค่สนับสนุนและเอาใจช่วย แต่สองขาของนักวิ่งเจ้าของความฝันเท่านั้นที่จะเป็นตัวตัดสิน</span></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-48655" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/12/ksan-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งจากเล่ม a day 166 Human Run</em></p>
<div class="" data-block="true" data-editor="87r9e" data-offset-key="5fl79-0-0">
<div class="_1mf _1mj" style="text-align: center;" data-offset-key="5fl79-0-0"><span data-offset-key="5fl79-0-0">เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เคซังประสบอุบัติเหตุทำให้ต้องเข้าห้องไอซียู ตอนนี้อาการดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังต้องการแรงสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายอยู่ สำหรับใครที่อยากช่วยเหลือค่าพยาบาลให้เคซัง สามารถโอนเงินไปยังบัญชีของครอบครัวเคซังได้โดยตรงตามรายละเอียดบัญชีด้านล่างเลย</span></div>
</div>
<div class="" style="text-align: center;" data-block="true" data-editor="87r9e" data-offset-key="26fc0-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="26fc0-0-0"></div>
</div>
<div class="" style="text-align: center;" data-block="true" data-editor="87r9e" data-offset-key="28vd0-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="28vd0-0-0"><span data-offset-key="28vd0-0-0">ธนาคารกสิกรไทย</span></div>
</div>
<div class="" style="text-align: center;" data-block="true" data-editor="87r9e" data-offset-key="9r4eb-0-0">
<div class="_1mf _1mj" data-offset-key="9r4eb-0-0"><span data-offset-key="9r4eb-0-0">หมายเลขบัญชี : 639-2-08077-3</span></div>
</div>
<div class="" data-block="true" data-editor="87r9e" data-offset-key="bd1c4-0-0">
<div class="_1mf _1mj" style="text-align: center;" data-offset-key="bd1c4-0-0"><span data-offset-key="bd1c4-0-0">ชื่อบัญชี : นางปวันรัตน์ คัทสุยามะ และ Mr.Atsuyuki Katsuyama</span></div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/k-san-dream-runner-aday166/">THE DREAM RUNNER : ก้าวไปสู่ฝัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “คนทุกคนจะถูกลืม” ส.ศิวรักษ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-suluck-siwaluck/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-suluck-siwaluck/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Oct 2017 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[a day 162]]></category>
		<category><![CDATA[วิพากษ์สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[นักคิดคนสำคัญของไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[ส.ศิวรักษ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-suluck-siwaluck/</guid>

					<description><![CDATA[<p>อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในเสื้อสีขาว ผ้านุ่งสีครีม พร้อมไม้เท้าข้างตัว ยืนรอรับเราอยู่ที่กลางซอยโดยไม่สนใจรถยนต์ที่กำลังขับตรงเข้ามาหา บุคคลผู้ได้รับสมญานามว่าเป็น ‘ปัญญาชนสยาม’ ความคิดอันลุ่มลึกของท่านถูกถ่ายทอดออกมาในหนังสือมากกว่าสองร้อยเล่ม บทบาทของการเป็นนักคิด นักเขียน นักพูด และนักวิชาการ ล้วนเป็นงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยมที่ถึงแก่นและเฉียบคม การที่ ส.ศิวรักษ์ ในวัยย่าง 82 ปี ออกจากบ้านมายืนรอรับคนทำหนังสือตัวเล็กๆ อย่างเราด้วยตัวเองเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย “ถ้าคุณถามคนแถวนี้คุณก็ไม่หลงแล้ว คนในซอยนี้เป็นเพื่อนกับผมหมด” อาจารย์เดินนำเราลัดเลาะบ้านไม้สีน้ำตาลไปยังโต๊ะกลางโถงบ้าน ไม่มีรอยยิ้มต้อนรับ แต่ก็รับรู้ได้ถึงความไม่ถืออาวุโส หลังจากได้ลงนั่งดื่มชาที่อาจารย์รินให้เรากับมือ เราเหลือบมองเห็นกรอบรูปของท่านในบางช่วงชีวิตวางประดับอยู่หลายแห่ง งานเชิงวิพากษ์สังคมของท่านมีบทบาทต่อวัยรุ่นยุคแสวงหาอย่างมาก และเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ขบวนการนักศึกษา 14 ตุลาฯ งานเขียนที่เกิดจากความรอบรู้ในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทย เรื่องเจ้าขุนมูลนาย และเรื่องศาสนา ล้วนสร้างคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย เทียบดูแล้ว บทบาทสมัยหนุ่มของท่านดูจะมีคุณค่ากว่าวัยรุ่นสมัยนี้อยู่มาก กรอบรูปในวัยหนุ่มของท่านมีอะไรที่ต่างจากกรอบรูปวัยรุ่นยุคนี้บ้าง นั่นคือสิ่งแรกที่เราอยากรู้ “ยุคสมัยต่าง มันก็แตกต่างกัน คุณบอกว่าวัยรุ่นสมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้ไม่ได้ บางอย่างดีกว่า บางอย่างก็เลวกว่า เด็กคนหนึ่งประกาศตัวไม่นับถือศาสนา ไม่ไหว้พระ ครูโกรธมาก ลากไปตีที่หน้าเสาธง นี่ผิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานนะ บางคนบอกว่าตัวเองนับถือศาสนา แต่ความจริงนับถือทุนนิยม บริโภคนิยมกันทั้งนั้น ถือพุทธนี่คุณต้องตื่นจากความโลภ โกรธ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-suluck-siwaluck/">เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “คนทุกคนจะถูกลืม” ส.ศิวรักษ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์</strong> ในเสื้อสีขาว ผ้านุ่งสีครีม พร้อมไม้เท้าข้างตัว ยืนรอรับเราอยู่ที่กลางซอยโดยไม่สนใจรถยนต์ที่กำลังขับตรงเข้ามาหา</p>
<p>บุคคลผู้ได้รับสมญานามว่าเป็น ‘ปัญญาชนสยาม’ ความคิดอันลุ่มลึกของท่านถูกถ่ายทอดออกมาในหนังสือมากกว่าสองร้อยเล่ม บทบาทของการเป็นนักคิด นักเขียน นักพูด และนักวิชาการ ล้วนเป็นงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยมที่ถึงแก่นและเฉียบคม การที่ ส.ศิวรักษ์ ในวัยย่าง 82 ปี ออกจากบ้านมายืนรอรับคนทำหนังสือตัวเล็กๆ อย่างเราด้วยตัวเองเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย</p>
<p>“ถ้าคุณถามคนแถวนี้คุณก็ไม่หลงแล้ว คนในซอยนี้เป็นเพื่อนกับผมหมด” อาจารย์เดินนำเราลัดเลาะบ้านไม้สีน้ำตาลไปยังโต๊ะกลางโถงบ้าน ไม่มีรอยยิ้มต้อนรับ แต่ก็รับรู้ได้ถึงความไม่ถืออาวุโส</p>
<p>หลังจากได้ลงนั่งดื่มชาที่อาจารย์รินให้เรากับมือ เราเหลือบมองเห็นกรอบรูปของท่านในบางช่วงชีวิตวางประดับอยู่หลายแห่ง งานเชิงวิพากษ์สังคมของท่านมีบทบาทต่อวัยรุ่นยุคแสวงหาอย่างมาก และเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ขบวนการนักศึกษา 14 ตุลาฯ งานเขียนที่เกิดจากความรอบรู้ในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทย เรื่องเจ้าขุนมูลนาย และเรื่องศาสนา ล้วนสร้างคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย เทียบดูแล้ว บทบาทสมัยหนุ่มของท่านดูจะมีคุณค่ากว่าวัยรุ่นสมัยนี้อยู่มาก</p>
<p>กรอบรูปในวัยหนุ่มของท่านมีอะไรที่ต่างจากกรอบรูปวัยรุ่นยุคนี้บ้าง นั่นคือสิ่งแรกที่เราอยากรู้</p>
<p>“ยุคสมัยต่าง มันก็แตกต่างกัน คุณบอกว่าวัยรุ่นสมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้ไม่ได้ บางอย่างดีกว่า บางอย่างก็เลวกว่า เด็กคนหนึ่งประกาศตัวไม่นับถือศาสนา ไม่ไหว้พระ ครูโกรธมาก ลากไปตีที่หน้าเสาธง นี่ผิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานนะ บางคนบอกว่าตัวเองนับถือศาสนา แต่ความจริงนับถือทุนนิยม บริโภคนิยมกันทั้งนั้น ถือพุทธนี่คุณต้องตื่นจากความโลภ โกรธ หลง คนไทยทำได้กี่คน เห็นไหมปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็ก คนแก่เนี่ย ถ้าเราไม่ฟังคนรุ่นใหม่เราก็นึกว่าเราเก่ง ใครนึกว่าตัวเองเก่งอันตรายทั้งนั้น”</p>
<p>อาจารย์เล่าเรื่องความขบถสมัยหนุ่มหลายต่อหลายเรื่องให้เราฟัง ไม่ว่าจะเป็นความหลงใหลในละครชาตรี ความเกลียดที่โรงเรียนบังคับให้ท่องจำ การตกหลุมรักหนังสือของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เหล่านี้หลอมรวมให้อาจารย์เริ่มสั่งสมความรู้และมีความคิดที่เป็นของตัวเอง</p>
<p>“ถ้าได้คิดเป็นตัวเองแล้วคุณจะเติบโต เราลืมไปว่ามนุษย์เราต้องเป็นตัวเองก่อน เพราะระบบสอนให้เราคิดเหมือนกันหมด ต้องเรียนแพทย์ วิศวะฯ ต่อ MBA เหมือนเป็นปศุสัตว์ กฎเกณฑ์บางอย่างมีไว้เพื่อประโยชน์ของเรา เช่น เดินรถซ้ายมือ ไม่งั้นรถชนกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเดินตามทุกอย่าง ปัญหาคือเราไปอยู่ใต้กฎเกณฑ์ของสังคมจนหมดความเป็นตัวเอง กล้าคิด กล้าวิจารณ์เป็นสิ่งที่ดี ไม้ซีกทั้งนั้นที่งัดไม้ซุงได้</p>
<p>“ผมโชคดีที่รู้จักเด็กวัยรุ่นพวกนี้เยอะ เขามาหาผม หลายคนเขามาสอนผมนะ เนติวิทย์ (เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล) สอนผมว่า หนึ่ง เราต้องฟังคนที่ต่างจากเรา สอง อย่านึกว่าเขามาหาเราแล้วเขาจะเห็นเราเป็นเทวดา เขามาเพราะเห็นว่าเราฟังเขา เราคุยกันเป็นเพื่อน มนุษย์เราต้องเคารพคนที่คิดต่างจากเรา เท่านั้นเอง นี่คือพื้นฐานที่ทุกคนควรมี ถ้าคุณมี แก่แล้วคุณก็เป็นวัยรุ่นได้”</p>
<p>อาจารย์สุลักษณ์ใช้ชีวิตโดยยึดหลักสัจจะ ความเป็นวัยรุ่นของท่านแสดงออกมาทุกครั้งที่วิพากษ์สิ่งต่างๆ เราเอ่ยปากขอให้ท่านสอนคนรุ่นใหม่ว่า ท่ามกลางโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรคือความจริง หากคนรุ่นใหม่อยากเติบโตไปเป็นปัญญาชนต้องทำตัวอย่างไร</p>
<p>“ปัญญาเกิดขึ้นจากการฝึก ถ้าฝึกปัญญา มนุษย์ทุกคนเป็นผู้ประเสริฐได้หมด เริ่มจากควรจะฟังให้มาก อย่าด่วนโจมตีคนที่เห็นไม่เหมือนกับเรา ศาสนามีสอนอคติ 4 คือ รัก-ฉัทนาคติ เกลียด-โทสาคติ กลัว-ภยาคติ หลง-โมหะคติ เราต้องถามตัวเองว่าเรารักหรือเกลียดใครสักคนมากๆ นี่เราฉันทาคติหรือเปล่า โมหะคติหรือเปล่า หรือกลัวว่าไม่รักไม่ได้หรือเปล่า พิจารณาดู ทุกคนมีความน่ารักและน่าเกลียด จะตัดสินอะไรต้องใช้ความคิดให้รอบคอบ เรายืนหลายจุดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องยืนจุดเดียว”</p>
<p>การไม่มีจุดยืนก็เท่ากับเราไม่สามารถมีบทบาทในสังคมสิคะ-เราเถียง</p>
<blockquote><p>“ก็มีบทบาทเล็กๆ สิ ผมก็มีบทบาทเล็กๆ ถ้าเรายอมรับว่าเราเป็นคนเล็กๆ<br />
เราก็ยอมรับบทบาทเล็กๆ ได้วันก่อนผมนั่งเครื่องบินไปเชียงรายกับคุณพิภพ ธงไชย<br />
แอร์โฮสเตสขอลายเซ็นคุณพิภพ ผมก็ถามไปว่า พวกคุณไม่มีใครรู้จักผมเลยหรอ เขาบอก เอ๊ะ<br />
ลุงนี่เป็นลูกครึ่งรึเปล่าคะ เห็นไหม ผมยังไม่ทันตายคนก็ลืมไปแล้ว<br />
ถ้าคุณยอมรับความจริงข้อนี้ได้คุณอยู่ได้สบายเลย วัยรุ่นต้องเรียนอันนี้ไว้<br />
เพราะสมัยนี้เขาคิดว่าทุกคนต้องเป็นดารา อย่าไปนึกว่าเราเป็นคนสำคัญ จงจำไว้ว่า<br />
คนทุกคนจะถูกลืม”</p></blockquote>
<p>ก่อนลากลับ เราคุยกันเรื่องต้นมะม่วงพันธุ์อกร่องอายุราวหกสิบปีที่ยืนตระหง่านอยู่ในรั้วบ้าน อาจารย์บอกว่าแทบไม่ได้กินผลมะม่วงเลยปล่อยให้กระรอกกินไปเสียหมด เล่าแล้วท่านก็ยิ้ม ก่อนจะชี้ให้ดูรูปโปสเตอร์ปิดผนังใบหนึ่ง เป็นรูปผู้หญิงใส่แว่นผู้มีแววตามุ่งมั่น</p>
<p>“ความสำเร็จทุกอย่างคือความล้มเหลวยังไม่ปรากฏ” อาจารย์พูดชัดถ้อยชัดคำ</p>
<p>“ที่ผมนับถือมด-วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เพราะเขาต่อสู้เพื่อสมัชชาคนจน เขาไม่เคยต่อสู้เพื่อความสำเร็จ แต่เขาต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และหลายต่อหลายครั้งเขาก็แพ้ ผมนี่ต่อสู้มาตลอดชีวิตยังไม่ได้เจอความสำเร็จสักอย่าง แพ้มาตลอด จะทำอะไรอย่าไปนึกถึงความสำเร็จ สำเร็จไม่สำเร็จคนละเรื่อง&#8221;</p>
<p>“ศาสนาพุทธสอนว่าท้ายที่สุดแล้วอนัตตา ไม่มีอะไรเลย ผมแปดสิบกว่า อีกไม่เท่าไหร่ผมก็จากชีวิตนี้ไป ความตายคือความล้มเหลวครั้งสุดท้ายของมนุษย์ที่ไม่สามารถเป็นอมตะได้ คนเรานี่อยากเป็นอมตะ ตายแล้วยังทำหนังสืองานศพแจก พิมพ์ทีเป็นแสนๆ ถามจริงๆ ใครอ่านบ้าง หลอกตัวทั้งนั้น ตายแล้วก็ตายไป หมดไปแล้ว” อาจารย์พูดทิ้งท้ายไม่วายจิกกัดได้เฉียบคมเช่นเคย</p>
<p>ขากลับอาจารย์สุลักษณ์ไม่ได้เดินออกมาส่งด้วยตัวเอง แต่คำถามที่ติดตัวเราออกมาหลังเข้าพบปัญญาชนแห่งสยามท่านนี้คือ หากตัวเราตายไป อะไรจะคงอยู่บ้าง</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า &#8211; a day 162 กุมภาพันธ์ 2557)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong></em>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</p>
<p style="text-align: center;">
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-suluck-siwaluck/">เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “คนทุกคนจะถูกลืม” ส.ศิวรักษ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-suluck-siwaluck/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ไม่เข้าใจบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก&#8217; ธเนศ วรากุลนุเคราะห์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-84/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-84/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 May 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ธเนศ วรากุลนุเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-84/</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ เพลงฮิตของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเคยทำให้เรานึกสงสัยว่า &#8216;อีกหน่อย&#8217; ที่ว่าคือเมื่อไหร่ เวลาผ่านไป (อีกค่อนข้างหลายหน่อย) เราเพิ่งได้โอกาสหยิบคำถามนี้ขึ้นมาทำความ &#8216;เข้าใจ&#8217; อีกครั้ง ในวันที่เจ้าของบทเพลงมีความคิดต่างไปจากวันวาน &#8220;แต่ละช่วงอายุ ความเข้าใจก็จะไม่เหมือนกัน วันนี้เข้าใจอย่างหนึ่ง วันข้างหน้าก็อาจจะเข้าใจอีกอย่างหนึ่ง วันนี้ยังไม่เข้าใจ ไม่ได้แปลว่าวันข้างหน้าจะไม่เข้าใจ เมื่อเข้าใจได้อย่างนี้ ชีวิตก็มีความสุขขึ้นเยอะ&#8221; คนดนตรีผู้หวนกลับมาทำเพลงอีกครั้งในวัย 57 ปี วิเคราะห์ความสุขให้เราฟัง &#8220;เมื่อต้องการสิ่งไหน ก็จะมองว่าสิ่งนั้นจะทำให้เรามีความสุข แต่ความต้องการคนเราไม่สิ้นสุด ส่วนใหญ่จะมากขึ้นเรื่อยๆ น้อยลงในสิ่งหนึ่ง แต่ก็ไปมากขึ้นในอีกสิ่งหนึ่ง&#8221; ช่วงวัยหนุ่ม ธเนศสร้างงานสำคัญหลายชิ้นให้วงการดนตรี เบื้องหน้าคือการเป็นศิลปินเจ้าของอัลบั้มในตำนานอย่าง แดนศิวิไลซ์ และ คนเขียนเพลง บรรเลงชีวิต ส่วนเบื้องหลังคือการก่อตั้งค่ายเพลง Music Bugs สร้างวงดนตรีคุณภาพอย่างลาบานูน บิ๊กแอส บอดี้สแลม ฯลฯ แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง เขากลับเลือกที่จะทิ้งความสุข วางมือจากอาชีพที่ตนเองรักเพื่อไปดูแลครอบครัวและศึกษาธรรมะ ซึ่งทำให้เขาได้ &#8216;เข้าใจ&#8217; และได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น &#8220;ผมเรียนรู้ว่า หลายครั้งสิ่งที่ได้มาไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเราต้องการมาก่อน สิ่งที่คิดที่ต้องการส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ สุดท้าย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-84/">&#8216;ไม่เข้าใจบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก&#8217; ธเนศ วรากุลนุเคราะห์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ</em></p>
<p>เพลงฮิตของ <strong>ธเนศ วรากุลนุเคราะห์</strong><br />
เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเคยทำให้เรานึกสงสัยว่า &#8216;อีกหน่อย&#8217;<br />
ที่ว่าคือเมื่อไหร่<br />
เวลาผ่านไป (อีกค่อนข้างหลายหน่อย) เราเพิ่งได้โอกาสหยิบคำถามนี้ขึ้นมาทำความ &#8216;เข้าใจ&#8217;<br />
อีกครั้ง<br />
ในวันที่เจ้าของบทเพลงมีความคิดต่างไปจากวันวาน</p>
<p>&#8220;แต่ละช่วงอายุ ความเข้าใจก็จะไม่เหมือนกัน<br />
วันนี้เข้าใจอย่างหนึ่ง วันข้างหน้าก็อาจจะเข้าใจอีกอย่างหนึ่ง วันนี้ยังไม่เข้าใจ<br />
ไม่ได้แปลว่าวันข้างหน้าจะไม่เข้าใจ เมื่อเข้าใจได้อย่างนี้ ชีวิตก็มีความสุขขึ้นเยอะ&#8221;<br />
คนดนตรีผู้หวนกลับมาทำเพลงอีกครั้งในวัย 57 ปี วิเคราะห์ความสุขให้เราฟัง</p>
<p>&#8220;เมื่อต้องการสิ่งไหน ก็จะมองว่าสิ่งนั้นจะทำให้เรามีความสุข<br />
แต่ความต้องการคนเราไม่สิ้นสุด ส่วนใหญ่จะมากขึ้นเรื่อยๆ น้อยลงในสิ่งหนึ่ง<br />
แต่ก็ไปมากขึ้นในอีกสิ่งหนึ่ง&#8221;</p>
<p>ช่วงวัยหนุ่ม ธเนศสร้างงานสำคัญหลายชิ้นให้วงการดนตรี<br />
เบื้องหน้าคือการเป็นศิลปินเจ้าของอัลบั้มในตำนานอย่าง <em>แดนศิวิไลซ์</em> และ<br />
<em>คนเขียนเพลง บรรเลงชีวิต</em> ส่วนเบื้องหลังคือการก่อตั้งค่ายเพลง Music Bugs สร้างวงดนตรีคุณภาพอย่างลาบานูน<br />
บิ๊กแอส บอดี้สแลม ฯลฯ แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง เขากลับเลือกที่จะทิ้งความสุข<br />
วางมือจากอาชีพที่ตนเองรักเพื่อไปดูแลครอบครัวและศึกษาธรรมะ ซึ่งทำให้เขาได้ &#8216;เข้าใจ&#8217;<br />
และได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น</p>
<p>&#8220;ผมเรียนรู้ว่า<br />
หลายครั้งสิ่งที่ได้มาไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเราต้องการมาก่อน<br />
สิ่งที่คิดที่ต้องการส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ สุดท้าย สิ่งที่ได้กลับเป็นความเข้าใจ<br />
พอเข้าใจก็ยอมรับได้ เรื่องต่างๆ ก็ง่ายขึ้นเยอะ<br />
จากที่เคยคิดว่าเรื่องนี้ยอมไม่ได้ เรื่องนั้นก็ยอมไม่ได้ เพราะจะทำให้สูญเสียความเป็นตัวเอง<br />
สูญเสียอิสรภาพ ไม่พอใจ เป็นทุกข์ สุดท้าย พอยอมรับ เรากลับได้มาทั้งหมดเลย<br />
คือความสุข&#8221;</p>
<p>ธเนศบอกว่า เขาคือนักซึมซับมาตั้งแต่เด็ก เหตุผลที่นิยามตนเองอย่างนี้<br />
เพราะแทบทุกเรื่องที่เป็นคำถามในชีวิต เขามักไม่ค่อยเอ่ยปากถาม<br />
ไม่ค่อยขอให้ใครสอนหรือให้คำตอบ แต่เก็บมาพิจารณา ซึมซับไปเรื่อยๆ<br />
จนตกตะกอนออกมาเป็นคำตอบ</p>
<p>&#8220;ตอนเด็กๆ เคยถามตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม<br />
สมบัติอันล้ำค่าที่เราควรจะไปหาคืออะไร หลายคนอาจจะคิดว่าเงินทอง รถ บ้าน ผู้หญิง<br />
ผู้ชาย ความสำเร็จ สุดท้ายมีสิ่งเหล่านั้นเพื่ออะไร<br />
มีบ้านเพื่อให้อยู่สบายมีความสุข มีรถจะได้ไปไหนสบายมีความสุข มีแฟนสวยแฟนหล่อภูมิใจมีความสุข<br />
มีงานการดีมีความสำเร็จมีความสุข ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าเราโดนหลอก<br />
สมบัติล้ำค่าที่แท้จริงคือความสุขต่างหาก<br />
สุดท้ายชีวิตทั้งชีวิตเป็นไปเพื่อหาสิ่งเหล่านั้นเพื่อฉันจะได้มีความสุข<br />
ทั้งชีวิตเลยมีแต่ความทุกข์ บางคนตายไปทั้งที่ยังไม่ได้ความสุขจากสิ่งเหล่านั้นเลย<br />
ผมคิดว่านั้นคือชีวิตที่เสียเวลามาก จะเรียกว่าเสียชาติเกิดเลยก็ยังได้ ฉะนั้น<br />
พอรู้อย่างนี้ก็มีความสุขซะเลยสิ แม้ยังไม่มีสิ่งเหล่านั้น&#8221;</p>
<p>การกลับมาเปิดค่ายเพลง Rock Opera House Records ทำเพลงของตัวเองในฐานะศิลปิน<br />
แต่งเพลงใหม่ที่ได้จากบันทึกประสบการณ์ชีวิต ร่วมงานกับศิลปินรุ่นใหม่มากมาย<br />
แถมจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ : เผลอ the<br />
concert ก็ได้รับเสียงตอบรับล้นหลาม<br />
ทั้งหมดทั้งมวลคือสิ่งไม่คาดคิดที่เขาได้จากการสนับสนุนของคนรอบข้าง</p>
<p>และคือความสุขในปัจจุบันของเขา</p>
<p>&#8220;ความสุขคือสิ่งที่ชีวิตทุกชีวิตล้วนปรารถนา<br />
แต่เราจะมีความสุขไม่ได้เลย ถ้าเราไม่เข้าใจชีวิต แต่ใครจะไปเข้าใจชีวิตได้ทั้งหมด<br />
เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก แต่ต้องเข้าใจด้วยนะว่าไม่เข้าใจ<br />
เคยไหม<br />
เวลาอยู่กับใครสักคนที่พูดไม่รู้เรื่องเลยแต่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก<br />
ไม่ต้องเข้าใจเลยว่าเขาพูดอะไร แต่รู้สึกได้ว่าเขาปรารถนาดี หวังดี<br />
อยากให้สิ่งที่ดีกับเรา เป็นต้น ทุกคนมีประสบการณ์แบบนี้ แต่ถูกปลูกฝังมาว่าเราต้องทำความเข้าใจในทุกๆ<br />
เรื่องมากไปเลยไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดอยู่ตรงหน้า&#8221;</p>
<p>นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนบอกให้เราเห็นความสำคัญของการ &#8216;ไม่เข้าใจ&#8217;</p>
<p>&#8216;ความรู้สึก&#8217; คือสิ่งที่ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ได้ฝากเอาไว้</p>
<p>&#8220;ความรู้สึก มีค่ามากกว่าความเข้าใจเยอะ&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TN-142.jpg" /></p>
<p><em>(จากคอลัมน์ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า </em><em>&#8211; a day 188 เมษายน </em><em>2559)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นวลตา วงศ์เจริญ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-84/">&#8216;ไม่เข้าใจบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก&#8217; ธเนศ วรากุลนุเคราะห์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-84/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tonkin &#8211; Annam : ร้านอาหารเวียดนามของ กาย ไล มิตรวิจารณ์ ที่อยากให้เรากินดีและเข้าใจสิ่งที่เรากิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/place-18/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/place-18/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุพันธ์ วีรวภูษิต]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[เวียดนาม]]></category>
		<category><![CDATA[ท่าเตียน]]></category>
		<category><![CDATA[กาย ไล มิตรวิจารณ์]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ตงกิน-อันนัม]]></category>
		<category><![CDATA[Tonkin - Annam]]></category>
		<category><![CDATA[F.A.C.T Collective]]></category>
		<category><![CDATA[บั๋นห์แบ่ว]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ก๋าคอ]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเวียดนาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/place-18/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรารู้จัก กาย ไล มิตรวิจารณ์ ในฐานะคนหนุ่มวัย 26 ปีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและผู้ปลุกปั้น F.A.C.T Collective องค์กรที่ขับเคลื่อนประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ ที่ใช้วัตถุดิบคือความรู้และความสนใจวัฒนธรรมหลากหลายในหัวของกายเอง หลังได้ข่าวว่ากายเพิ่งเปิดร้านอาหารเวียดนามชื่อสนุกว่า ‘ตงกิน-อันนัม (Tonkin &#8211; Annam)&#8217; ที่นำเสนอสูตรเฉพาะตัวของครอบครัวตั้งแต่รุ่นทวดมาเสิร์ฟให้ลิ้มรส เราเลยใช้โอกาสนี้มาพูดคุยกับกาย และนั่งลงให้เขาเล่าเรื่องราวสนุกสนานมากมายให้ฟังอีกครั้ง จากตึกแถวเก่า 3 ชั้นในซอยเล็กๆ ย่านท่าเตียนที่ครอบครัวซื้อเก็บไว้ กายปรับปรุงใหม่แต่ยังใช้โครงสร้างเดิม เปลี่ยนประตูทางเข้าเป็นกระจกใส แต่ยังคงพื้นสีขาวและลวดลายปูนกะเทาะเดิมบนผนังไว้ ส่วนชั้นสองทาสีผนังใหม่ด้วยสีดำล้วน กลืนไปกับโต๊ะเหล็กสีดำให้บรรยากาศเหมือนโต๊ะที่อาแปะนั่งกินกาแฟกันตอนเช้า เก้าอี้ไม้ก็ออกแบบพนักพิงให้เหมือนสัญลักษณ์ของจีน ความใส่ใจของกายอีกอย่างคือ จาน ถ้วยชามที่เก็บความร้อนได้นาน ตะเกียบไม้ตาลแข็งและคีบอาหารได้พอดี รวมไปถึงช้อนซุปใหญ่ๆ ทั้งหมดเป็นงานฝีมือที่ส่งตรงจากเวียดนามจริงๆ ชื่อ ตงกิน-อันนัม ของร้านเป็นชื่อเรียกภูมิภาคในเวียดนามสมัยที่ยังอยู่ใต้ปกครองของฝรั่งเศส ตงกิน (Tonkin) คือเวียดนามเหนือซึ่งเป็นบ้านเกิดของย่า ส่วน อันนัม (Annam) คือชื่อเรียกเวียดนามกลาง บ้านเกิดของปู่ ที่นี่จึงเป็นร้านที่บอกเล่าต้นกำเนิดของกายและนำเสนออาหารเวียดนามต้นตำรับจากภาคเหนือและกลางแบบที่กินกันในครอบครัวตั้งแต่เด็กมาส่งต่อให้เรา บั๋นห์แบ่ว (Bánh Bèo) แป้งข้าวจ้าวนึ่งในถ้วย แต่งหน้าด้วยหมูสับผัดกับน้ำมันต้นหอม หมูย่าง และแคบหมู กินคู่กับน้ำจิ้มใสๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-18/">Tonkin &#8211; Annam : ร้านอาหารเวียดนามของ กาย ไล มิตรวิจารณ์ ที่อยากให้เรากินดีและเข้าใจสิ่งที่เรากิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เรารู้จัก <strong style="background-color: initial">กาย ไล มิตรวิจารณ์ </strong>ในฐานะคนหนุ่มวัย<br />
26 ปีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและผู้ปลุกปั้น F.A.C.T<br />
Collective องค์กรที่ขับเคลื่อนประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ<br />
ที่ใช้วัตถุดิบคือความรู้และความสนใจวัฒนธรรมหลากหลายในหัวของกายเอง<br />
หลังได้ข่าวว่ากายเพิ่งเปิดร้านอาหารเวียดนามชื่อสนุกว่า <strong>‘ตงกิน-อันนัม (</strong><strong>Tonkin &#8211; Annam)&#8217;</strong><b style="background-color: initial"> </b>ที่นำเสนอสูตรเฉพาะตัวของครอบครัวตั้งแต่รุ่นทวดมาเสิร์ฟให้ลิ้มรส<br />
เราเลยใช้โอกาสนี้มาพูดคุยกับกาย<br />
และนั่งลงให้เขาเล่าเรื่องราวสนุกสนานมากมายให้ฟังอีกครั้ง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_09761.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1030.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0979.jpg"></p>
<p>จากตึกแถวเก่า 3 ชั้นในซอยเล็กๆ<br />
ย่านท่าเตียนที่ครอบครัวซื้อเก็บไว้ กายปรับปรุงใหม่แต่ยังใช้โครงสร้างเดิม<br />
เปลี่ยนประตูทางเข้าเป็นกระจกใส<br />
แต่ยังคงพื้นสีขาวและลวดลายปูนกะเทาะเดิมบนผนังไว้<br />
ส่วนชั้นสองทาสีผนังใหม่ด้วยสีดำล้วน<br />
กลืนไปกับโต๊ะเหล็กสีดำให้บรรยากาศเหมือนโต๊ะที่อาแปะนั่งกินกาแฟกันตอนเช้า<br />
เก้าอี้ไม้ก็ออกแบบพนักพิงให้เหมือนสัญลักษณ์ของจีน ความใส่ใจของกายอีกอย่างคือ<br />
จาน ถ้วยชามที่เก็บความร้อนได้นาน ตะเกียบไม้ตาลแข็งและคีบอาหารได้พอดี<br />
รวมไปถึงช้อนซุปใหญ่ๆ ทั้งหมดเป็นงานฝีมือที่ส่งตรงจากเวียดนามจริงๆ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_10831.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_11181.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p>ชื่อ ตงกิน-อันนัม<br />
ของร้านเป็นชื่อเรียกภูมิภาคในเวียดนามสมัยที่ยังอยู่ใต้ปกครองของฝรั่งเศส ตงกิน (Tonkin)<br />
คือเวียดนามเหนือซึ่งเป็นบ้านเกิดของย่า ส่วน อันนัม (Annam)<br />
คือชื่อเรียกเวียดนามกลาง บ้านเกิดของปู่<br />
ที่นี่จึงเป็นร้านที่บอกเล่าต้นกำเนิดของกายและนำเสนออาหารเวียดนามต้นตำรับจากภาคเหนือและกลางแบบที่กินกันในครอบครัวตั้งแต่เด็กมาส่งต่อให้เรา</p>
<p>บั๋นห์แบ่ว (Bánh Bèo) แป้งข้าวจ้าวนึ่งในถ้วย<br />
แต่งหน้าด้วยหมูสับผัดกับน้ำมันต้นหอม หมูย่าง และแคบหมู กินคู่กับน้ำจิ้มใสๆ<br />
รสเค็มหน่อยๆ คือตัวอย่างอาหารเวียดนามจากภาคกลางที่มีชั้นเชิงและประดิษฐ์ประณีต<br />
ตรงข้ามกับ ก๋าคอ (Cá kho) ปลาสดต้มเคี่ยวกับขิงแก่<br />
พริกไทยดำ น้ำปลาเวียดนาม ให้รสชาติจัดจ้านเข้มข้นตามสูตรที่ย่าของกายทำให้กินตั้งแต่เด็กๆ<br />
อาหารของตงกิน-อันนัม<br />
เลยไม่ใช่เมนูอย่างที่เรามักจะเห็นและกินกันบ่อยๆ<br />
ทุกเมนูเป็นโฮมเมดที่นำเสนอมาบนจานอย่างเรียบง่าย<br />
แต่พิเศษด้วยความใส่ใจของกายตั้งแต่ไปเลือกซื้อปลา ผักสด<br />
วัตถุดิบจากตลาดมหานาคและตลาดตรอกหม้อทุกเช้า รวมไปถึงวิธีคิดที่บอกเล่าสังคม<br />
วัฒนธรรมของเวียดนามได้หมดในหนึ่งจาน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1772.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Snapseed_110.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_08691.jpg"></p>
<p>&#8220;เวียดนามเป็นประเทศที่ยาวจรดทะเลและเต็มไปด้วยภูเขา<br />
อาหารที่เป็นตัวแทนของเวียดนามได้ดีที่สุดคือก๋าคอ<br />
เพราะต้องคัดสรรวัตถุดิบดีที่สุดจากภูเขาและทะเล ผักมาจากเชิงเขา ข้าวปลูกในนา<br />
ปลาที่สดจากทะเล แต่ก็เป็นอาหารที่อุ่นจนเนื้อปลายุ่ยเปื่อยก็ยังกินได้<br />
เหมือนจะเป็นอาหารของคนจน แต่คนรวยก็ยังชอบกิน<br />
มันเลยเป็นอาหารที่กินง่ายที่สุดของคนเวียดนามและกินกันได้ทุกคน&#8221; กายอธิบายให้เราเห็นเบื้องหลังของอาหารเวียดนามซึ่งบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ<br />
ระหว่างภูมิประเทศที่อาศัยกับสิ่งที่กินอยู่ทุกวัน<br />
รวมไปถึงเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยาที่กายถนัด<br />
ซึ่งไม่มีสื่ออะไรดีไปกว่าการสร้างพื้นที่ขึ้นมาให้คนได้เรียนรู้เองผ่านการกินและพูดคุยกัน</p>
<p style="text-align: center">
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0968.jpg"></p>
<p>ในอนาคต กายจะย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่และทำชั้นบนให้เป็นสตูดิโอถาวรของ F.A.C.T<br />
Collective สำหรับจัดป๊อบอัพอีเวนต์หรือโชว์งานต่างๆ<br />
ในวันที่เราแวะไปเลยมีบางส่วนของร้านรอการแต่งเติมอยู่ซึ่งเป็นความตั้งใจของกายที่อยากทำให้<br />
ตงกิน-อันนัม<br />
เหมือนนิทรรศการที่ยังไม่เสร็จและเปลี่ยนหน้าตาไปเรื่อยๆ อย่างตอนนี้ที่ชวน นักรบ<br />
มูลมานัส<br />
มาช่วยออกแบบอาร์ตเวิร์กเมนูอาหารที่จะใส่เรื่องราวของแต่ละเมนูลงไปในนั้น<br />
และให้สตูดิโอภาพพิมพ์ The Archivist รับผิดชอบด้านงานพิมพ์ไป<br />
พอเปลี่ยนฤดูกาลจึงไม่ใช่แค่เปลี่ยนเมนูอาหาร<br />
แต่เราน่าจะได้เห็นงานของศิลปินกลุ่มใหม่ๆ คนใหม่ๆ เข้ามาสร้างอารมณ์ของร้านให้หลากหลายขึ้น<br />
ดีทั้งต่อคนที่มากินและคนทำอย่างกายที่เป็นคนขี้เบื่อด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0926.jpg"></p>
<p>“เรารักเยาวราชและย่านเมืองเก่า<br />
เพราะทุกครั้งที่เข้าไปเราจะได้อะไรกลับมาเสมอ มันมีบรรยากาศที่สัมผัสได้<br />
เรื่องราวหลายอย่างที่เก็บสะสมมาเป็นสิบๆ ปี ที่นั่นคือพิพิธภัณฑ์สำหรับเรา เราเลยไม่ได้มองว่าร้านอาหารเป็นแค่ที่ที่คนเข้ามากินๆ<br />
ให้เสร็จแล้วก็กลับไป แต่อยากให้ตงกิน-อันนัมเป็นร้านอาหารในแบบที่ควรจะเป็นจริงๆ<br />
เป็นสถาบันให้คนเข้ามาเรียนรู้เรื่องการกินดีอยู่ดี ผ่านอาหาร การตกแต่งร้าน<br />
จานชาม และทุกอย่างที่เราเล่า” ชายผู้หยิบวัฒนธรรมของครอบครัวมาเล่าให้เราฟังตลอดหนึ่งชั่วโมงทิ้งท้ายไว้</p>
<p>ได้เวลาซึมซับความเข้าใจผ่านการกินแล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1056.jpg"></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์ และ จิรณรงค์ วงษ์สุนทร</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/place-18/">Tonkin &#8211; Annam : ร้านอาหารเวียดนามของ กาย ไล มิตรวิจารณ์ ที่อยากให้เรากินดีและเข้าใจสิ่งที่เรากิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/place-18/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิ่งอย่างเหนือระดับบนทางวิ่งลอยฟ้า ณ ห้างกลางเมืองโอซาก้า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/run-36/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/run-36/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2016 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[million ways to run]]></category>
		<category><![CDATA[Osaka]]></category>
		<category><![CDATA[Health Aid AIR TRACK]]></category>
		<category><![CDATA[Morinomiya Q’s Mall]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทางวิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Human Run]]></category>
		<category><![CDATA[โอซาก้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/run-36/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เส้นทาง Health Aid AIR TRACK ที่ Morinomiya Q’s Mall จังหวัด โอซาก้า ประเทศ ญี่ปุ่น ระยะทาง รอบละ 300 เมตร หากคุณอยากมีประสบการณ์การวิ่งที่เหนือระดับ แนะนำให้ตีตั๋วไปวิ่งที่โอซาก้า ทางวิ่งสีเขียวขจีสดใสที่ชื่อ Health Aid AIR TRACK ซึ่งเราไปทดลองวิ่งมาด้วยตัวเองแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ Morinomiya Q’s Mall ช้อปปิ้งมอลล์ใจกลางเมืองโอซาก้า ที่นี่มีศักดิ์ศรีเป็นถึงทางวิ่งแห่งแรกของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า และยังเป็น ‘ลู่วิ่งลอยฟ้า’ แห่งแรกของประเทศอีกด้วย โครงการ Morinomiya Q’s Mall สร้างขึ้นบนพื้นที่ของอดีตสนามเบสบอลใกล้ปราสาทโอซาก้า ถูกพัฒนาโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อ Tokyo Fudosan พวกเขามีแนวคิดว่าไม่อยากสร้างแหล่งช้อปปิ้งธรรมดาๆ แต่อยากฟังสิ่งที่ผู้คนในท้องถิ่นต้องการจริงๆ ผลลัพธ์ของการพัฒนาพื้นที่นี้จึงออกมาเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างนักธุรกิจกับชุมชน กลายเป็นช้อปปิ้งมอลล์ที่มีธีมหลักเป็นกีฬาและฟิตเนส ความเหนือระดับของการวิ่งจึงบังเกิดขึ้น เพราะเขาไม่ได้ทำแบบผิวๆ เพื่อเป็นการโปรโมตอย่างเดียว ลู่วิ่ง 3 ลู่ใหม่เอี่ยมของที่นี่ ถูกจัดระบบตามประสาคนญี่ปุ่น แบ่งสองลู่ซ้ายให้วิ่ง ส่วนลู่ขวาสุดสำหรับเดิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-36/">วิ่งอย่างเหนือระดับบนทางวิ่งลอยฟ้า ณ ห้างกลางเมืองโอซาก้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial;">เส้นทาง </strong>Health Aid AIR<br />
TRACK ที่ Morinomiya Q’s Mall<br />
<strong style="background-color: initial;">จังหวัด</strong> โอซาก้า<br />
<strong style="background-color: initial;">ประเทศ</strong> ญี่ปุ่น<br />
<strong style="background-color: initial;">ระยะทาง</strong> รอบละ 300<br />
เมตร</p>
<p>หากคุณอยากมีประสบการณ์การวิ่งที่เหนือระดับ<br />
แนะนำให้ตีตั๋วไปวิ่งที่โอซาก้า</p>
<p>ทางวิ่งสีเขียวขจีสดใสที่ชื่อ<br />
Health<br />
Aid AIR TRACK ซึ่งเราไปทดลองวิ่งมาด้วยตัวเองแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ Morinomiya<br />
Q’s Mall ช้อปปิ้งมอลล์ใจกลางเมืองโอซาก้า ที่นี่มีศักดิ์ศรีเป็นถึงทางวิ่งแห่งแรกของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า<br />
และยังเป็น ‘ลู่วิ่งลอยฟ้า’ แห่งแรกของประเทศอีกด้วย</p>
<p>โครงการ<br />
Morinomiya<br />
Q’s Mall สร้างขึ้นบนพื้นที่ของอดีตสนามเบสบอลใกล้ปราสาทโอซาก้า ถูกพัฒนาโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อ<br />
Tokyo Fudosan พวกเขามีแนวคิดว่าไม่อยากสร้างแหล่งช้อปปิ้งธรรมดาๆ<br />
แต่อยากฟังสิ่งที่ผู้คนในท้องถิ่นต้องการจริงๆ ผลลัพธ์ของการพัฒนาพื้นที่นี้จึงออกมาเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างนักธุรกิจกับชุมชน<br />
กลายเป็นช้อปปิ้งมอลล์ที่มีธีมหลักเป็นกีฬาและฟิตเนส<br />
ความเหนือระดับของการวิ่งจึงบังเกิดขึ้น เพราะเขาไม่ได้ทำแบบผิวๆ<br />
เพื่อเป็นการโปรโมตอย่างเดียว</p>
<p>ลู่วิ่ง<br />
3 ลู่ใหม่เอี่ยมของที่นี่ ถูกจัดระบบตามประสาคนญี่ปุ่น แบ่งสองลู่ซ้ายให้วิ่ง<br />
ส่วนลู่ขวาสุดสำหรับเดิน การออกแบบลู่วิ่งนี้ร่วมมือกับอดีตนักวิ่งโอลิมปิก Nobuharu Asahara<br />
ผู้ให้คำแนะนำว่าการสร้างลู่วิ่งไม่ควรสนใจแค่ประโยชน์เชิงสุขภาพ<br />
แต่ยังต้องกระตุ้นให้คนออกมาทำกิจกรรมร่วมกันด้วย<br />
โดยเฉพาะเด็กยุคปัจจุบันที่ก้มหน้าเล่นแต่จอมือถือ ที่นี่จึงเลือกใช้หญ้าเทียมมาทำให้พื้นวิ่งนุ่มมากพอ<br />
ถ้าเด็กน้อยมาวิ่งแล้วล้มก็ไม่เจ็บมาก</p>
<p>ความเหนือระดับยังไม่หมดแค่นั้น<br />
ติดกันกับลู่วิ่งลอยฟ้า ยังมีสนามฟุตซอลลอยฟ้าอีก 2 สนาม ที่ปีนผาจำลอง<br />
ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้องอาบน้ำ ห้องฟิตเนส และร้านขายอุปกรณ์กีฬา แถมเดินลงมาในมอลล์ยังมีร้านค้าจำเป็นทั้งร้านแว่น<br />
ร้านยา ร้านดอกไม้ ร้านซักแห้ง คลินิก และห้องสมุด ทั้งหมดนี้สร้างขึ้นตามความต้องการของคนท้องถิ่นทั้งสิ้น</p>
<p>กว่าจะออกมาเป็นทางวิ่งยกระดับที่ดีได้ขนาดนี้ก็ท้าทายวิศวกรผู้สร้างอยู่พอสมควร<br />
เพราะต้องทำให้มั่นคงมากพอรับมือการสั่นสะเทือนเมื่อคนวิ่งเยอะยันแผ่นดินไหว<br />
ลู่วิ่งนี้จึงต้องประกอบขึ้นจากโครงสร้างเหล็กที่แยกกันจำนวน 50 ชิ้น</p>
<p>ดังนั้น<br />
ความเหนือระดับที่เราชื่นชม จึงไม่ได้วัดกันแค่ความสูงจากพื้นดิน<br />
หรือการที่มันตั้งอยู่ในห้างหรูหรา แต่เพราะคอนเซปต์ของนักพัฒนาที่มองไกลถึงขั้นยกระดับคุณภาพชีวิต<br />
เปลี่ยนพื้นที่ธุรกิจให้กลายเป็นพื้นที่ของชุมชนได้อย่างแท้จริง เห็นแล้วอยากให้ผู้มีส่วนร่วมกับการพัฒนาพื้นที่ของไทยลองไปวิ่งดูสักครั้งในชีวิต<br />
เผื่อจะยกระดับความคิดไปพร้อมๆ กับยกระดับการวิ่งได้บ้าง</p>
<p><strong>note: </strong>ที่นี่เปิดให้เข้าไปวิ่งได้ฟรีทุกวัน<br />
จันทร์ &#8211; เสาร์ เปิดเวลา 09.00 &#8211; 23.30 น. วันอาทิตย์และวันหยุดพิเศษ เปิดเวลา 09.00 &#8211;<br />
20.30 น.<br />
<strong style="background-color: initial;">best<br />
time to run: </strong>วิ่งได้ทุกเวลาที่แดดไม่ร้อน<br />
แต่เวลาเย็นจะเห็นตะวันตกดินที่ปราสาทโอซาก้าอยู่ไกลๆ ด้วยนะ</p>
<p><strong>map</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/run.jpg" /></p>
<p><strong>gallery</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/new-food-photo-1-of-7.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/new-food-photo-2-of-7.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="background-color: initial;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/new-food-photo-3-of-7.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/new-food-photo-4-of-7.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/new-food-photo-5-of-7.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/new-food-photo-6-of-7.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/new-food-photo-7-of-7.jpg" /></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากเล่าเรื่องเส้นทางน่าวิ่งบ้าง คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ธนชาติ ศิริภัทราชัย</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-36/">วิ่งอย่างเหนือระดับบนทางวิ่งลอยฟ้า ณ ห้างกลางเมืองโอซาก้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/run-36/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>HOW TO ห่อของขวัญวันคริสต์มาส แบบไม่ต้องคิดมาก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/howto-5/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/howto-5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Dec 2016 16:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[วันคริสต์มาส]]></category>
		<category><![CDATA[ปีใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Garuna_]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลปีใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[งานฝีมือ]]></category>
		<category><![CDATA[้how to]]></category>
		<category><![CDATA[ของขวัญ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวิตรา เทวกุล]]></category>
		<category><![CDATA[D.I.Y]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[ห่อของขวัญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/howto-5/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เทศกาลคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรคิดมาก แต่ควรลงมือทำให้มาก แทนที่จะมัวคิดสเตตัสประมวลผลชีวิตตัวเองในปีนี้และตั้งเป้าหมายชีวิตปีหน้า เราตัดสินใจต่อสายหา ประวิตรา เทวกุล นักออกแบบกราฟิกและเจ้าของเพจ Garuna_ ผู้หลงรักการห่อของขวัญเป็นชีวิตจิตใจ ขอร้องให้เธอช่วยสอนเราห่อของขวัญในธีม ‘วันคริสต์มาส’ แบบไม่ยาก ไม่ต้องคิดมาก แต่สร้างสรรค์ &#160; ขั้นตอนที่ 1 : เตรียมห่อ การห่อของขวัญเป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ส่วนบุคคล ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนแบบไหน จงใส่สไตล์ความชอบและความเป็นคุณลงไปในนั้น เนื่องจากผู้สอนเป็นคนชื่นชอบสไตล์วินเทจ จึงเลือกอุปกรณ์และกระดาษลวดลายวินเทจมาใช้ ถ้าคุณไม่ชอบอะไรหวานๆ ก็ไม่ต้องหวานตามก็ได้ ไม่ว่ากัน อุปกรณ์เบื้องต้นที่ต้องมี 1. แผ่นพลาสติกกันกระแทก 2. กระดาษสีน้ำตาล 3. กระดาษลวดลายคริสต์มาส 4. กาวหรือเทปกาว 5. กรรไกรจับถนัดมือ 6. เชือกหรือริบบิ้นสนุกๆ 7. ของขวัญที่จะห่อ (สำคัญมาก ห้ามลืม) ขั้นตอนที่ 2 : ห่อให้ด้วย &#8211; ห่อของด้วยพลาสติกกันกระแทก 1 ชั้นก่อน เพื่อความเรียบร้อยและเป็นรูปทรงที่ต้องการ &#8211; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/howto-5/">HOW TO ห่อของขวัญวันคริสต์มาส แบบไม่ต้องคิดมาก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เทศกาลคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรคิดมาก<br />
แต่ควรลงมือทำให้มาก แทนที่จะมัวคิดสเตตัสประมวลผลชีวิตตัวเองในปีนี้และตั้งเป้าหมายชีวิตปีหน้า<br />
เราตัดสินใจต่อสายหา <strong style="background-color: initial;">ประวิตรา เทวกุล</strong><br />
นักออกแบบกราฟิกและเจ้าของเพจ <a href="http://www.adaymagazine.com/articles/port-12">Garuna</a>_ ผู้หลงรักการห่อของขวัญเป็นชีวิตจิตใจ ขอร้องให้เธอช่วยสอนเราห่อของขวัญในธีม ‘วันคริสต์มาส’<br />
แบบไม่ยาก ไม่ต้องคิดมาก แต่สร้างสรรค์</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ขั้นตอนที่<br />
1 </strong><strong>:<br />
เตรียมห่อ</strong></h3>
<p>การห่อของขวัญเป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ส่วนบุคคล<br />
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนแบบไหน จงใส่สไตล์ความชอบและความเป็นคุณลงไปในนั้น<br />
เนื่องจากผู้สอนเป็นคนชื่นชอบสไตล์วินเทจ จึงเลือกอุปกรณ์และกระดาษลวดลายวินเทจมาใช้<br />
ถ้าคุณไม่ชอบอะไรหวานๆ ก็ไม่ต้องหวานตามก็ได้ ไม่ว่ากัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0294.jpg" /></p>
<p><strong>อุปกรณ์เบื้องต้นที่ต้องมี</strong></p>
<p>1.<br />
แผ่นพลาสติกกันกระแทก<br />
2.<br />
กระดาษสีน้ำตาล<br />
3.<br />
กระดาษลวดลายคริสต์มาส<br />
4.<br />
กาวหรือเทปกาว<br />
5.<br />
กรรไกรจับถนัดมือ<br />
6.<br />
เชือกหรือริบบิ้นสนุกๆ<br />
7.<br />
ของขวัญที่จะห่อ (สำคัญมาก ห้ามลืม)</p>
<h3><strong>ขั้นตอนที่<br />
2 </strong><strong>:<br />
ห่อให้ด้วย</strong></h3>
<p>&#8211; ห่อของด้วยพลาสติกกันกระแทก<br />
1 ชั้นก่อน เพื่อความเรียบร้อยและเป็นรูปทรงที่ต้องการ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0386.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1149.jpg" /></p>
<p>&#8211; ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล ปิดมุมบนและล่างให้เรียบร้อย แล้วติดเทปกาว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0477.jpg" /></p>
<p>&#8211; เลือกองค์ประกอบที่ชอบบนกระดาษลวดลายคริสต์มาส<br />
(ถ้าไม่มีกระดาษลายน่ารัก แนะนำให้เสิร์ชรูปจากอินเตอร์เน็ตแล้วพรินต์มาใช้เลยจะ)<br />
แล้วตัดตามรูปทรงของสิ่งนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0573.jpg" /></p>
<h3><strong>ขั้นตอนที่<br />
3 </strong><strong>:<br />
ห่อให้สร้างสรรค์</strong></h3>
<p>เวทมนตร์ของการห่อของขวัญ<br />
คือการใส่รายละเอียดเล็กๆ ลงไปในการห่อ ไม่ใช่แค่เพียงเอากระดาษปิดให้รอบของเฉยๆ<br />
แต่มันคือการทำแพ๊กเกจจิ้งให้น่าสนใจและมีเรื่องราว ขั้นตอนต่อไปนี้อยากให้ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในงานฝีมือของคุณ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แบบที่<br />
1</strong><strong> &#8211; ห่อด้วยต้นคริสต์มาส</strong></p>
<p>&#8211; ติดกระดาษลายต้นสนลงบนห่อสีน้ำตาล</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0669.jpg" /></p>
<p>&#8211; ตัดปอมปอมสีสันสดใสจากริบบิ้น<br />
มาติดบนต้นสน เนรมิตให้เป็นต้นคริสต์มาส</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0857.jpg" /></p>
<p>&#8211; มัดเชือกรอบๆ ห่อตามใจชอบแล้วผูกโบว์อีกครั้ง เพิ่มความกราฟิกลงไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0943.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1063.jpg" /></p>
<p><strong>แบบที่<br />
2</strong><strong> &#8211; ห่อด้วยกวางแล้วทัดดอกไม้</strong></p>
<p>&#8211; ติดกระดาษลายกวางน้อยลงบนห่อสีน้ำตาล</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1244.jpg" /></p>
<p>&#8211; หาดอกไม้ในละแวกบ้านมาเสียบและทัดรอบๆ<br />
กวาง แล้วติดกาวให้แน่นหนา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1324.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1518.jpg" /></p>
<p><strong>แบบที่<br />
3</strong><strong> &#8211; ซ่อนของขวัญไว้ในกระดิ่งติดริบบิ้น</strong></p>
<p>&#8211; ติดกระดาษลายกระดิ่งลงบนกระดาษเปล่าสีน้ำตาล<br />
แบบเหลือช่องไว้ข้างหนึ่งไว้ใส่ของ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1614.jpg" /></p>
<p>&#8211; ใส่ของขวัญลงไปในกระดิ่ง<br />
แล้วติดกาวปิด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1712.jpg" /></p>
<p>&#8211; กรีดกระดาษด้านบนกระดิ่งให้เป็นช่องเสียบริบบิ้น<br />
แล้วผูกริบบิ้นสีแดง เพิ่มมิติให้ห่อของขวัญ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1812.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1911.jpg" /></p>
<p><strong>แบบที่<br />
4 &#8211; ซ่อนของขวัญไว้ในโน้ตเพลง</strong></p>
<p>&#8211; นำกระดาษโน้ตเพลงมาติดกันแบบซ้อนเหลื่อมให้ดูเป็นปึก<br />
แล้วติดลงบนกระดาษเปล่าสีน้ำตาล แบบเหลือช่องไว้ข้างหนึ่งไว้ใส่ของ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2114.jpg" /></p>
<p>&#8211; ใส่ของขวัญลงไปในปึกโน้ตเพลง<br />
แล้วติดกาวปิด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2214.jpg" /></p>
<p>&#8211; เจาะรูที่ฝั่งซ้ายของโน้ตเพลง<br />
แล้วร้อยเชือกสีสันลงตามรูที่เจาะไว้ เหมือนเย็บหนังสือเข้าด้วยกัน<br />
แล้วผูกปลายให้เป็นโบว์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/2310.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/246.jpg" /></p>
<p>เป็นอันเสร็จสมบูรณ์</p>
<h3><strong>ขั้นตอนที่<br />
4 </strong><strong>:<br />
ห่อแป๊บเดียว เดี๋ยวก็แกะ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/254.jpg" /></p>
<p>“คริสต์มาสเป็นเทศกาลที่เหมาะแก่การมอบของขวัญ มอบความรัก<br />
การห่อของขวัญด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้คนรับรู้สึกพิเศษ เหตุผลที่เราเลือกใช้องค์ประกอบที่ดูออกว่าเป็นคริสต์มาสเลย<br />
เช่น ต้นสน กวาง กระดิ่ง โน้ตเพลง เลือกใช้สีเขียว แดง ขาว น้ำตาล<br />
เพราะการห่อของขวัญเราไม่มีโอกาสอธิบายว่าทำไมเราห่อแบบนี้ เดี๋ยวเขาก็แกะแล้ว เราต้องทำให้คนรับเขาเข้าใจและชอบมันตั้งแต่วินาทีที่ได้รับ”</p>
<p><strong>ติดตามหีบห่อของขวัญน่ารักๆ<br />
ได้ที่เพจ </strong><a href="https://www.facebook.com/garunashop/?fref=ts">Garuna_</a></p>
<p><em><strong>ขอบคุณสถานที่ </strong>Café Daypoets</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>ภาพ</em></strong><em><br />
ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/howto-5/">HOW TO ห่อของขวัญวันคริสต์มาส แบบไม่ต้องคิดมาก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/howto-5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>PUFFING BILLY TRAIN : ตีตั๋วกลับไปเป็นเด็กน้อยบน ‘ขบวนรถไฟห้อยขา’ ที่เมลเบิร์น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-75/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-75/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Dec 2016 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[เมลเบิร์น]]></category>
		<category><![CDATA[ออสเตรเลีย]]></category>
		<category><![CDATA[Puffing Billy Railway]]></category>
		<category><![CDATA[Flinders Street]]></category>
		<category><![CDATA[Belgrave]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-75/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความสุขของการโดยสารรถไฟสำหรับคุณคืออะไร สำหรับเรา สุขอันดับหนึ่งคือการได้ปล่อยใจล่องไปตามภาพที่ลอยเข้ามาในสายตาอย่างช้าๆ ตอนเด็กเคยคิดว่ามันคงจะดีมากถ้าการรถไฟฯ อนุญาตให้เรายื่นอวัยวะออกไปโอบสายลมชมวิวได้เต็มที่ แต่ด้วยเข้าใจในข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัย จึงได้แต่เก็บจิตวิญญาณความเป็นเด็กใส่กระเป๋าแล้วนั่งสงบเสงี่ยมเก็บแขนเก็บขา (และแน่นอน เก็บหัว) ตามระเบียบ แต่แล้ว ร่างเด็กน้อยคนเดิมในตัวเราก็ถูกปลุกขึ้นเมื่ออายุเข้าเลข 3 ขณะที่เดินทางมาทำงานระยะสั้นที่เมลเบิร์น เพราะอ่านเจอข้อมูลว่า ณ เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแห่งนี้มี ‘ขบวนรถไฟห้อยขา’ ที่ชื่อ Puffing Billy Railway ซึ่งล่อลวงให้เราร้องว้าวด้วยกิมมิกของที่นั่งโดยสารซึ่งออกแบบให้ผู้โดยสารหย่อนขาออกมาด้านข้างตัวรถไฟ ให้ปลายเท้าได้เฉียดธรรมชาติสองข้างทางย่านชานเมืองเมลเบิร์น แม้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อวดเพื่อนแล้วดูไม่อินดี้เท่าไหร่ แต่โอ้ มันช่างกระตุกต่อมฝันวัยเยาว์เหลือเกิน หลังตบตีกับร่างเด็กในใจ ร่างเด็กก็ชนะ ประกอบกับศึกษาข้อมูลแล้วพบว่าใช้เวลาเที่ยวและเดินทางไปกลับจากใจกลางเมืองได้ภายในครึ่งวันหรือหนึ่งวัน จึงเหมาะกับเราซึ่งขลุกอยู่ในย่านใจกลางเมืองเมลเบิร์นมาหลายวัน ดูศิลปะ สถาปัตยกรรม และบรรดาความเจริญทั้งหลายจนเริ่มเลี่ยนแล้วพอดิบพอดี เรานั่งรถไฟจากสถานี Flinders Street เวลาผ่านไปไม่เกินชั่วโมงครึ่งก็มาถึงสถานี Belgrave ลงสถานีปั๊บก็เจอป้ายบอกทางไปยังจุดขายตั๋วของรถไฟห้อยขา ขบวนรถไฟนี้เลือกเที่ยวได้หลายแบบว่าจะนั่งไปถึงสถานีไหน ราคาตั๋วก็แตกต่างกันไปตามระยะทาง เราเลือกซื้อตั๋วแบบเหมาไป-กลับถึงสถานี Lakeside ซึ่งเป็นสถานีกลางทาง ราคา 54 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เพราะไม่อยากกลับถึงตัวเมืองเย็นจนเกินไปนัก สิ่งที่เราได้มาคือตั๋ว 2 ใบ ใบหนึ่งคือตั๋วจริง ส่วนอีกใบหนึ่งเป็นตั๋วรถไฟโบราณขนาดจิ๋วซึ่งทำไว้ให้เก็บเป็นที่ระลึก ช่างรู้ใจคนรักรถไฟเสียเหลือเกิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-75/">PUFFING BILLY TRAIN : ตีตั๋วกลับไปเป็นเด็กน้อยบน ‘ขบวนรถไฟห้อยขา’ ที่เมลเบิร์น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความสุขของการโดยสารรถไฟสำหรับคุณคืออะไร</p>
<p>สำหรับเรา สุขอันดับหนึ่งคือการได้ปล่อยใจล่องไปตามภาพที่ลอยเข้ามาในสายตาอย่างช้าๆ ตอนเด็กเคยคิดว่ามันคงจะดีมากถ้าการรถไฟฯ อนุญาตให้เรายื่นอวัยวะออกไปโอบสายลมชมวิวได้เต็มที่ แต่ด้วยเข้าใจในข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัย จึงได้แต่เก็บจิตวิญญาณความเป็นเด็กใส่กระเป๋าแล้วนั่งสงบเสงี่ยมเก็บแขนเก็บขา (และแน่นอน เก็บหัว) ตามระเบียบ</p>
<p>แต่แล้ว ร่างเด็กน้อยคนเดิมในตัวเราก็ถูกปลุกขึ้นเมื่ออายุเข้าเลข 3 ขณะที่เดินทางมาทำงานระยะสั้นที่เมลเบิร์น เพราะอ่านเจอข้อมูลว่า ณ เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแห่งนี้มี ‘ขบวนรถไฟห้อยขา’ ที่ชื่อ Puffing Billy Railway ซึ่งล่อลวงให้เราร้องว้าวด้วยกิมมิกของที่นั่งโดยสารซึ่งออกแบบให้ผู้โดยสารหย่อนขาออกมาด้านข้างตัวรถไฟ ให้ปลายเท้าได้เฉียดธรรมชาติสองข้างทางย่านชานเมืองเมลเบิร์น แม้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อวดเพื่อนแล้วดูไม่อินดี้เท่าไหร่ แต่โอ้ มันช่างกระตุกต่อมฝันวัยเยาว์เหลือเกิน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/01_1.jpg" /></p>
<p>หลังตบตีกับร่างเด็กในใจ ร่างเด็กก็ชนะ ประกอบกับศึกษาข้อมูลแล้วพบว่าใช้เวลาเที่ยวและเดินทางไปกลับจากใจกลางเมืองได้ภายในครึ่งวันหรือหนึ่งวัน จึงเหมาะกับเราซึ่งขลุกอยู่ในย่านใจกลางเมืองเมลเบิร์นมาหลายวัน ดูศิลปะ สถาปัตยกรรม และบรรดาความเจริญทั้งหลายจนเริ่มเลี่ยนแล้วพอดิบพอดี</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/03_1.jpg" /></p>
<p>เรานั่งรถไฟจากสถานี Flinders Street เวลาผ่านไปไม่เกินชั่วโมงครึ่งก็มาถึงสถานี Belgrave ลงสถานีปั๊บก็เจอป้ายบอกทางไปยังจุดขายตั๋วของรถไฟห้อยขา ขบวนรถไฟนี้เลือกเที่ยวได้หลายแบบว่าจะนั่งไปถึงสถานีไหน ราคาตั๋วก็แตกต่างกันไปตามระยะทาง เราเลือกซื้อตั๋วแบบเหมาไป-กลับถึงสถานี Lakeside ซึ่งเป็นสถานีกลางทาง ราคา 54 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เพราะไม่อยากกลับถึงตัวเมืองเย็นจนเกินไปนัก สิ่งที่เราได้มาคือตั๋ว 2 ใบ ใบหนึ่งคือตั๋วจริง ส่วนอีกใบหนึ่งเป็นตั๋วรถไฟโบราณขนาดจิ๋วซึ่งทำไว้ให้เก็บเป็นที่ระลึก ช่างรู้ใจคนรักรถไฟเสียเหลือเกิน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/04_1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/09_1.jpg" /></p>
<p>สิ่งที่ผิดจากที่คาดคิดไว้ตอนแรก คือเราประเมินว่าขบวนรถไฟ Puffing Billy นี้คงจะเป็นรถไฟม็อกอัพที่ทำขึ้นมาเพื่อนักท่องเที่ยว แต่พอได้มาเที่ยวจริงๆ จึงได้รู้ประวัติความเป็นมาอันยาวนานว่าแรกเริ่มเดิมทีมันคือทางรถไฟยาว 29 กิโลเมตรที่รัฐวิกตอเรียสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นยุค 1900 เพื่อขยายการเดินทางสู่ย่านชานเมืองที่ห่างไกล แต่กลับเจอเหตุการณ์ดินถล่มรุนแรงในปี 1953 จนขาดทุนและต้องปิดตัวไป จนกระทั่งในปี 1962 กลุ่มอาสาสมัครกว่า 900 คนที่รักเส้นทางนี้รวมตัวกันรื้อดินที่ถล่มและฟื้นฟูเส้นทางรถไฟให้กลับมาเปิดใช้งานใหม่ได้อีกครั้งอย่างสมบูรณ์ในปี 1998</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/07_1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/10_1.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1242.jpg" /></p>
<p>นั่นหมายความว่าบรรยากาศพิเศษระหว่างทางที่เราได้ทั้งเห็นและยื่นขาออกไปสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นอู่หัวรถจักรไอน้ำ สะพานไม้ที่โอบล้อมด้วยวิวของป่า พิพิธภัณฑ์รถจักรไอน้ำ วิวไกลๆ ที่มองไปเห็นหมู่บ้าน ฟาร์ม ทะเลสาบ และอ่าว ทั้งหมดนั้นไม่ได้มีแค่ความสวยงามตามธรรมดา แต่ประกอบขึ้นให้เราได้เห็นด้วยน้ำพักน้ำแรงของกลุ่มคนจำนวนมากที่ช่วยกันอนุรักษ์จนที่นี่กลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวรถจักรไอน้ำแบบโบราณที่ดีงามอันดับต้นๆ ของโลก พัฒนาจนเกิดเป็นบริการพาทัวร์วันเดียวกลับ มีขบวนดินเนอร์สุดพิเศษคลอดนตรีแจ๊ซที่ต้องจองล่วงหน้า กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทำเงินตัวท็อปของเมลเบิร์นไม่แพ้ใจกลางเมืองเลยทีเดียว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1711.jpg" /></p>
<p>ส่วนสิ่งที่ไม่ผิดพลาดจากที่คาดคิดไว้ คือการได้นั่งห้อยขาบนขบวนรถไฟรับลมเย็นของเมลเบิร์น ความรู้สึกของการได้นั่งเกาะราวแล้วเหยียดขาแรงๆ ออกไปนอกรถไฟ มันทั้งเพลินและสะใจอะไรอย่างงี้!</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1517.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1146.jpg" /></p>
<h3><strong>Puffing Billy Railway<br />
</strong></h3>
<p><strong>Address:</strong> ระหว่างสถานี Belgrave ถึงสถานี Gembrook เมืองเมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย ออสเตรเลีย<br />
<strong>Hours:</strong> มีตั้งแต่รอบ 10.30 น. ถึง 14.30 น. (หยุดทำการช่วงคริสต์มาส)<br />
<strong>How to get there:</strong> นั่งรถไฟจากใจกลางเมือง สถานี Flinders Street มาลงที่สถานี Belgrave ใช้เวลาประมาณ 50 นาที</p>
<p><strong style="background-color: initial;">map</strong></p>
<p><iframe loading="lazy" style="border: 0;" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3147.973600539598!2d145.35440771591016!3d-37.90767974719751!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x6ad62375708f3f0d%3A0xe1f92e7ec4f26e6e!2sPuffing+Billy+Railway!5e0!3m2!1sen!2sth!4v1537861231253" width="600" height="450" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p><a href="http://puffingbilly.com.au/en/">puffingbilly.com.au</a></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-75/">PUFFING BILLY TRAIN : ตีตั๋วกลับไปเป็นเด็กน้อยบน ‘ขบวนรถไฟห้อยขา’ ที่เมลเบิร์น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-75/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อิทธิพล สมุทรทอง : นักวิ่งหนึ่งเดียวที่เคียงข้าง ตูน บอดี้สแลม ตลอดระยะทาง 400 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ถึงบางสะพาน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-29/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-29/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Dec 2016 20:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลบางสะพาน]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[Human Run]]></category>
		<category><![CDATA[แดนสนทนา]]></category>
		<category><![CDATA[ประจวบคีรีขันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[bodyslam]]></category>
		<category><![CDATA[อาทิวราห์ คงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ก้าวคนละก้าว]]></category>
		<category><![CDATA[อิทธิพล สมุทรทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ตูน บอดี้สแลม]]></category>
		<category><![CDATA[​#ก้าวคนละก้าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-29/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพที่คนส่วนใหญ่ได้เห็นตามสื่อช่วงนี้คือ ‘ก้าวแห่งความสำเร็จ’ ของ อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม ในโครงการ #ก้าวคนละก้าว ซึ่งยอดบริจาคมหาศาลจากประชาชนทั่วประเทศที่สูงราว 70 ล้านบาทนั้นทำให้เราได้เห็นว่าการระดมทุนด้วยการวิ่ง (อย่างบ้าพลัง) จากกรุงเทพฯ ถึงอำเภอบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ ในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลบางสะพานนั้นไม่สูญเปล่า และสะท้อนให้เห็นพลังของภาคสังคมที่น่าประทับใจ แต่กว่าก้าวย่างของซูเปอร์สตาร์จะมาถึงเส้นชัยที่ปลายทางได้นั้น ยังเต็มไปด้วยกระบวนการเบื้องหลังที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นภาพ มีทีมงานอีกอย่างน้อยกว่า 30 ชีวิตที่เดินทางเคียงข้างไปด้วยกันเพื่อให้งานนี้ลุล่วง หนึ่งในนั้นคือ อิทธิพล สมุทรทอง หรือ ‘ป๊อก’ นักวิ่งเพียงคนเดียวที่วิ่งเคียงข้างไปกับตูนตลอดระยะทาง 400 กิโลเมตร เราจึงเดินทางไปคุยกับเขาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยว่าต้องมี ‘ใคร’ และ ‘องค์ประกอบ’ อะไรอีกบ้างที่ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งทำโครงการที่ยิ่งใหญ่และเป็นไปได้ยากนี้ได้สำเร็จ ต้องการที่ปรึกษา “ผมรู้จักกับพี่ตูนในฐานะแฟนคลับธรรมดาคนหนึ่ง เจอกันงานวิ่งก็สวัสดีทักทาย พอดีผมเป็นแอดมินกรุ๊ป &#8216;42.195 Kclub เราจะไปมาราธอนด้วยกัน&#8217; มีครั้งหนึ่งจะทำ Facebook Live เลยโหวตว่าในกรุ๊ปอยากฟังใคร เพื่อนๆ โหวตให้ Live พี่ตูน ซึ่งพี่ตูนเป็นคนไข้หมอเมย์ (พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-29/">อิทธิพล สมุทรทอง : นักวิ่งหนึ่งเดียวที่เคียงข้าง ตูน บอดี้สแลม ตลอดระยะทาง 400 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ถึงบางสะพาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภาพที่คนส่วนใหญ่ได้เห็นตามสื่อช่วงนี้คือ ‘ก้าวแห่งความสำเร็จ’ ของ อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม ในโครงการ <a href="http://www.bodyslamband.com/charity/">#ก้าวคนละก้าว</a> ซึ่งยอดบริจาคมหาศาลจากประชาชนทั่วประเทศที่สูงราว 70 ล้านบาทนั้นทำให้เราได้เห็นว่าการระดมทุนด้วยการวิ่ง (อย่างบ้าพลัง) จากกรุงเทพฯ ถึงอำเภอบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ ในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลบางสะพานนั้นไม่สูญเปล่า และสะท้อนให้เห็นพลังของภาคสังคมที่น่าประทับใจ</p>
<p>แต่กว่าก้าวย่างของซูเปอร์สตาร์จะมาถึงเส้นชัยที่ปลายทางได้นั้น ยังเต็มไปด้วยกระบวนการเบื้องหลังที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นภาพ มีทีมงานอีกอย่างน้อยกว่า 30 ชีวิตที่เดินทางเคียงข้างไปด้วยกันเพื่อให้งานนี้ลุล่วง หนึ่งในนั้นคือ <strong>อิทธิพล สมุทรทอง</strong> หรือ ‘ป๊อก’ นักวิ่งเพียงคนเดียวที่วิ่งเคียงข้างไปกับตูนตลอดระยะทาง 400 กิโลเมตร เราจึงเดินทางไปคุยกับเขาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยว่าต้องมี ‘ใคร’ และ ‘องค์ประกอบ’ อะไรอีกบ้างที่ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งทำโครงการที่ยิ่งใหญ่และเป็นไปได้ยากนี้ได้สำเร็จ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Type-C1.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องการที่ปรึกษา</strong></p>
<p>“ผมรู้จักกับพี่ตูนในฐานะแฟนคลับธรรมดาคนหนึ่ง เจอกันงานวิ่งก็สวัสดีทักทาย พอดีผมเป็นแอดมินกรุ๊ป &#8216;42.195 Kclub เราจะไปมาราธอนด้วยกัน&#8217; มีครั้งหนึ่งจะทำ Facebook Live เลยโหวตว่าในกรุ๊ปอยากฟังใคร เพื่อนๆ โหวตให้ Live พี่ตูน ซึ่งพี่ตูนเป็นคนไข้หมอเมย์ (พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์) หนึ่งในแอดมินเลยประสานไปทางโทรศัพท์ พี่ตูนก็ยินดีมาก พอพี่ตูนบอกผมว่าอยากทำโครงการวิ่งเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลบางสะพาน ผู้ชายคนหนึ่งที่กล้าคิดอย่างนี้เจ๋งมาก ผมยินดีช่วยให้คำปรึกษาเต็มที่ในฐานะคนที่เคยวิ่งระยะไกลมาก่อน ร่วมมือกับหมอเมย์ ช่วยกันวางแผนให้เขาหมดว่าต้องมีอะไรบ้าง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/horizontal-RUN08.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องมีแผนที่เป็นไปได้</strong></p>
<p>“มันไม่มีอะไรบ่งบอกว่าคนหนึ่งคนจะวิ่ง 400 กิโลเมตรได้ไหม ตัวผมเองก็ยังไม่เคย ยาวสุดรวดเดียวคือ 115 กิโลเมตร แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าเป็นไปได้ ซึ่งจะเป็นไปได้จริงไหมก็ต้องดูแผน แผนการวิ่งของพี่ตูนจะแบ่งการวิ่งเป็น 4 เซ็ต เซ็ตละ 10 กิโลเมตร ระหว่างเซ็ตพักครึ่งชั่วโมง วิ่งช่วงเช้า 2 เช็ต พักยาวช่วงกลางวันที่อากาศร้อน แล้ววิ่งอีก 2 เซ็ตตอนเย็น ตอนแรกผมก็รู้สึกว่าเสียเวลา ทำไมไม่วิ่งรวดเดียว 40 กิโลเมตรเลย แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าแบบนี้ดีที่สุด ฉลาดที่สุด เพราะมีเวลาให้ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวทุก 10 กิโลเมตร ถ้าวิ่งวันละ 40 กิโลเมตรรวดเดียวอาจจะไปต่อไม่ไหวตั้งแต่ 3 วันแรกแล้ว”</p>
<p><strong style="background-color: initial;">ต้องประเมินร่างกาย</strong></p>
<p>“ก่อนวิ่งผมพาพี่ตูนไปตรวจสุขภาพเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักกีฬามั่นใจในตัวเอง ดูความฟิตรู้ว่าร่างกายเป็นยังไง ตรวจสี่อย่าง คือหนึ่ง ตรวจว่าร่างกายสามารถนำออกซิเจนไปใช้ได้ดีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร สอง ตรวจดูท่าทางการวิ่งซึ่งแก้ไขอะไรยากแต่ให้รู้เอาไว้ สาม ตรวจอัตราการเต้นของหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน สี่ ตรวจเอ็กโค่หัวใจ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vertical-RUN051.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องการทีมแพทย์เคลื่อนที่ (ด้วยการวิ่ง)</strong></p>
<p>“พี่ตูนมีโจทย์ให้ผมว่า ถ้าเขาล้มอยากให้มีแพทย์มาช่วยเหลือเขาได้ภายใน 2 นาที ผมจึงเตรียมทีมแพทย์อาสาสมัครจากเพื่อนนักวิ่ง คุณสมบัติคือต้องเป็นนักกีฬาวิ่ง ไตรกีฬาก็ได้ ที่จริงผมอยากได้หมอหัวใจ แต่การทำปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั้นจะเป็นหมอด้านไหนก็ได้ จนสุดท้ายได้ทีมหมอมาจำนวนหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 10 จะมีหมอวิ่งกับพี่ตูนทุกวัน แต่ละคนมีความรู้ต่างกันไป คอยดูแลร่างกายพี่ตูน อยู่หน้างานคอยแก้ปัญหา ผมบอกพี่ตูนเลยว่า ถ้าพี่ตูนล้ม ไม่ต้องรอถึง 2 นาที 30 วินาทีก็มีหมอเข้ามาถึงตัวพี่ตูนแล้ว นอกจากนั้นยังมีหมออีกกลุ่มหนึ่งคอยสนับสนุนระหว่างทางอีก”</p>
<p><strong>ต้องมีเพื่อนวิ่ง</strong></p>
<p>“ไม่มีตำแหน่งคนวิ่งประกบตั้งแต่เริ่มต้น มีแค่คำชวนจากพี่ตูนให้ผมไปวิ่งด้วยกัน นักวิ่งหลายคนเห็นผมมาวิ่งกับพี่ตูนก็อยากมาวิ่งด้วย แต่ถ้ามองเป้าหมาย โครงการนี้ไม่ได้ต้องการคนทั่วไปมาวิ่งด้วยมากมาย เพราะการวิ่งบนถนนหลวงต้องการขบวนที่เล็กที่สุด คล่องตัวที่สุด โครงการนี้ต้องการเพื่อนหรือศิลปินที่มีผู้ติดตาม เพราะอยากให้คนเหล่านี้ช่วยกระจายข่าวการระดมทุนออกไปให้เยอะที่สุด ผมก็วางแผนเพื่อช่วยเหลือเขา เป็นแค่คนที่วิ่งอยู่ข้างหลัง คอยสนับสนุน จะไม่มีภาพความสำเร็จของผม เพราะนี่เป็นโครงการของเขา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vertical-RUN02.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องจัดลำดับขบวนวิ่ง</strong></p>
<p>“ในขบวนจะต้องมีอะไรบ้าง หนึ่ง รถตำรวจวิ่งนำ 1 คัน เพราะทางหลวงต้องการดูแลความปลอดภัย สอง รถไฟฟ้าวิ่งนำระยะใกล้ รถที่จะนำพี่ตูนวิ่งควรเป็นรถไฟฟ้า ทางทีมก็ไปขอผู้สนับสนุนมาได้ 2 คัน ทีมสื่ออยู่บนรถไฟฟ้าก็ถ่าย live ได้ด้วย อยู่หน้าพี่ตูน 5 เมตรได้เลยไม่ต้องกลัวเพราะไม่มีมลพิษ สาม ทีมวิ่ง มีพี่ตูนและเซเลบอยู่ข้างหน้า แล้วตามด้วยผมและแพทย์ ปิดท้ายด้วยรถตู้ นี่คือแผนที่วางไว้ แต่พอปฏิบัติจริง ผมกลายเป็นผู้สนับสนุนที่อยู่ใกล้พี่ตูนที่สุด”</p>
<p><strong>ต้องอำนวยความสะดวก</strong></p>
<p>“ตอนวิ่งจริง พี่ตูนอยู่ซ้าย ผมอยู่ขวา หลังพี่ตูนเป็นหมอหนึ่งคนคอยดูการเต้นหัวใจเพราะพี่ตูนวิ่งเร็ว เหตุผลที่ผมต้องวิ่งอยู่ด้านขวาเพราะต้องบังพี่ตูน พูดตรงๆ เลยว่าถ้ารถมา ชนผมก่อน ผมต้องกันนักกีฬาออกจากอันตรายและคอยอำนวยความสะดวกให้เขามากที่สุด อย่างตอนเช้าตรู่จะไม่มีไฟ ผมมี head lamp ที่ใส่ไว้เพื่อส่องเอียงไปที่ด้านหน้าของพี่ตูน เพราะเขาตกหลุมไม่ได้ ขาพลิกไม่ได้ ถ้าขาพลิกก็ไปต่อไม่ได้เลย ห้ามชะลอบ่อยเพราะต้อง boost พลังงานใหม่และอันตรายต่อกล้ามเนื้อ ผมก็ต้องคอยบอกและป้องกัน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vertical-RUN03.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vertical-RUN07.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องประเมินความเสี่ยง</strong></p>
<p>“อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการวิ่ง 400 กิโลเมตรคือกล้ามเนื้อสลาย ต้องเตรียมทีมหมอเพื่อตรวจเลือดตอนวิ่งครบ 100 กิโลเมตร ดูค่าการสลายกล้ามเนื้อแล้วเพิ่มสารอาหารเข้าไปช่วยแก้ อีกอย่างที่เสี่ยงคือภาวะขาดน้ำ ทุกเช้าต้องมีหมอคอยดูปัสสาวะพี่ตูนว่าขาดน้ำมากไหมในแต่ละวัน วันไหนขาดมากก็อัดน้ำเข้าไปเลย อันตรายที่สุดคือไตวาย เพราะฉะนั้นผมจึงมีข้อตกลงกับพี่ตูนตั้งแต่แรกว่าทีมแพทย์เตรียมอะไรต้องทานแบบนั้น”</p>
<p><strong>ต้องคอยส่งน้ำส่งเสบียง</strong></p>
<p>“ที่เป้ติดตัวผมจะมีกระบอกน้ำ เจลพลังงาน เกลือแร่แบบเม็ด โซดามินต์ และ BCAA (Branched Chain Amino Acid) หรือสารที่ต้องกินเพื่อให้กล้ามเนื้อไม่สูญหายไป มีสูตรว่าทุก 2.5 กิโลเมตรต้องให้น้ำ ทุกครึ่งวันต้องให้ BCAA แต่ถึงเวลาจริงก็ไม่ได้เป๊ะมาก ใช้หลักว่าผมวิ่งไปข้างพี่ตูนตลอด ดูระยะทางที่ประเมินว่าควรให้ดื่มน้ำหรือยัง ถ้าร้อนมากก็ดื่มบ่อยขึ้น บางทีเหงื่อเยอะก็ดื่มบ่อย มีเครื่องดื่มที่หมอผสมไว้ให้ มีสัดส่วนสารอาหารและเกลือแร่ที่พอดีกับร่างกายเขาแต่ละวัน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vertical-RUN09.jpg" /></p>
<p><strong style="background-color: initial;">ต้องมีรถบ้าน</strong></p>
<p>“รถบ้านสำคัญมาก เพราะหลังพี่ตูนวิ่งแต่ละเซ็ตต้องฟื้นฟูร่างกายทันทีเพื่อให้วิ่งต่อไปได้ วิ่งเสร็จทุก 10 กิโลเมตรยังไม่ทันทักทายแฟนๆ พี่ตูนก็ต้องขึ้นรถบ้าน บนรถจะมีทีมนักกายภาพบำบัดคอยยืดเหยียด ประคบน้ำแข็ง ทำกายภาพ มีหมอคอยดูว่าต้องฉีดยาหรือดูแลการบาดเจ็บอะไรไหม และที่สำคัญคือทำธุระส่วนตัว บนรถมีห้องน้ำ เตียงหลายเตียงที่นักวิ่งและคนดังหลายคนขึ้นมาใช้ร่วมกัน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vertical-RUN08.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vertical-RUN15.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องแช่น้ำแข็งทุกวัน</strong></p>
<p>“ผมบอกทีมงานว่าต้องมีถังน้ำแข็งให้พี่ตูนลงแช่ทุกวัน ทีมเขาก็ไปซื้อบ่อสูบลมมาเลย ทุกวันตอนเย็นเราวิ่งไปจบที่ไหนก็ฟื้นฟูร่างกายด้วยการเอาน้ำใส่ลงไปในบ่อแล้วค่อยๆ เติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ได้ 15 องศาเซลเซียส นักกีฬาลงไปแช่ก็เหมือนได้ช็อกกล้ามเนื้อ 15 นาทีทุกวัน วันละ 1 ครั้ง”</p>
<p><strong>ต้องมี ‘ทีม’</strong></p>
<p>“ภาพที่ออกไปเหมือนผมเป็นคนดูแลคนเดียว แต่ที่จริงมีทีมงานมากกว่า 30 คน ก่อนจะถึงกระบวนการวิ่งที่ทุกคนเห็นภาพนี้ เรามีทีมงานที่ช่วยกันคิดมาก่อนแล้วว่าจะต้องทำอะไร ระวังอะไร ทีมงาน 30 กว่าคนคอยอัพเดตสื่อสารกันตลอดเวลา เป้าหมายเดียวกันคือให้นักวิ่งปลอดภัย ทุกคนทำเพื่อพี่ตูน เพื่อให้พี่ตูนไปทำเพื่อคนอื่นอีกทีหนึ่ง”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vertical-RUN04.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องมีความมุ่งมั่น</strong></p>
<p>“ผมเรียกตัวเองว่าตำแหน่ง ‘กองหน้าผ้าเย็น’ แต่ความหมายที่แท้จริงมันอยู่ในหัวหมดแล้วว่าผมทำไปทำไม เพราะอะไร เพื่ออะไร ความรู้สึกของผมคือผมต้องคอยช่วยเหลือคนนี้ เพื่อให้คนคนนี้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่ผมได้เห็นคือเห็นว่าพี่ตูนเขาเป็นผู้ชายธรรมดา แต่ต้องยอมรับว่าข้างในเขาไม่ธรรมดา เขามีความมุ่งมั่นตั้งใจมาก เขาไม่ใช่คนฮา ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่โฟกัสจริงจังกับสิ่งที่ทำ ขณะเดียวกันก็สุภาพอ่อนน้อม”</p>
<p><strong>ต้องมีความสุข</strong></p>
<p>“เวลาผมไปวิ่งแข่งที่ต่างประเทศ ตอนผมไปยืนที่จุดสตาร์ท มันคือความสุขชนิดหนึ่งเลย เพราะมันเป็นความสุขของตัวเอง แต่วันที่ออกวิ่งกับพี่ตูน มันไม่เหมือนกันเลย มันคือ run for a reason คือการวิ่งเพื่อคนอื่น คือการนับถอยหลัง ถามว่าตอนวิ่งผมรู้ไหมว่าเหลืออีกกี่กิโลเมตร ผมไม่รู้หรอก รู้อย่างเดียวว่าคนข้างผมต้องปลอดภัย ต้องพาเขาไปถึงเส้นชัยแต่ละวัน&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vertical-RUN11.jpg" /></p>
<p><strong>ต้องไปให้จบ</strong></p>
<p>“วันแรกที่เปิดบัญชี ผมสนับสนุนโครงการนี้แทบจะเป็นคนแรกๆ เพื่อบอกพี่ตูนว่าผมสนับสนุนเขาให้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่สนับสนุนแค่เงิน แต่ผมจะมาช่วยทุกวัน ผมไม่ได้มาเอาอะไรจากโครงการนี้ ผมไม่ได้ถูกจ้างมา คนอีกมากมายที่มาช่วยเหลืองานนี้ก็มาด้วยความรู้สึกนี้เช่นกัน ทุกคนมาช่วยพี่ตูนเพื่อให้พี่ตูนไปช่วยคนอื่นต่อ เพื่อให้รู้ว่าเราสนับสนุนในสิ่งที่เขาทำจริงๆ เพราะฉะนั้น เราไม่มีเหนื่อย ไม่อยากหยุดคิด แต่จะทำอย่างไรให้ขาเราไปรอด แค่นั้นเลย ต้องไปให้ได้ ต้องไปให้จบ”</p>
<p><strong>ต้องทำ</strong></p>
<p>“ผมเคยถามพี่ตูนว่ามีอะไรในชีวิตที่เขาอยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ พี่ตูนบอกว่าอยากเป็นวัยรุ่นตลอดไป การเป็นวัยรุ่นคือทำโดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องคำนึงว่ามีอะไรเป็นกรอบ โครงการวิ่งระดมทุน 400 กิโลเมตร ถ้าคิดแบบผู้ใหญ่ เป็นคุณ คุณกล้าทำไหม แต่พี่ตูนเขาทำ ผมคิดว่าเขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำที่สุดในชีวิตแล้ว”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/vertical-RUN12.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-29/">อิทธิพล สมุทรทอง : นักวิ่งหนึ่งเดียวที่เคียงข้าง ตูน บอดี้สแลม ตลอดระยะทาง 400 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ถึงบางสะพาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-29/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรื่องราวอบอุ่นของชาวญี่ปุ่นที่เชียงใหม่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-70/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-70/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Dec 2016 05:50:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[Chiangmai]]></category>
		<category><![CDATA[คนญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[a day 171]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-70/</guid>

					<description><![CDATA[<p>คิสสะ / คุมิโกะ ชูบะชิ / มาอยู่ปี 2006 “กาแฟดริปเป็นกาแฟที่ทำช้า เข้ากับเวลาของเชียงใหม่” คุมิโกะ ชูบะชิ เจ้าของร้านกาแฟ บอกเราด้วยภาษาไทยสำเนียงญี่ปุ่น เป็นคำอธิบายที่เธอใช้เวลาคิดและเรียบเรียงอยู่นานชื่อร้าน ชื่อร้าน &#8216;คิสสะ&#8217; แปลตรงตัวว่า &#8216;ร้านกาแฟ&#8217; แต่ถ้าจะพูดให้ถูก ที่นี่ไม่ใช่ร้าน แต่เป็นการใช้พื้นที่ชั้นล่างของบ้าน จัดโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ชุด เพื่อเสิร์ฟกาแฟที่คุมิโกะทำเองด้วยความตั้งใจ ใช้เมล็ดกาแฟอย่างดี คั่วเองในระยะเวลาที่พอเหมาะ ผ่านน้ำร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสม หยดลงมาเป็นกาแฟที่มีกลิ่นหอมและรสชาติประณีต สำหรับคอกาแฟ นี่ถือเป็นการรอคอยที่คุ้มค่า “ไม่รู้ว่าดีกว่าไหม แต่ชอบมากกว่า คุมิรู้สึกว่าการชงกาแฟดริปคล้ายพิธีชงชา ต้องใช้สมาธิ และใจที่สงบเงียบ คนญี่ปุ่นชอบกาแฟแบบนี้เพราะรสชาติของเมล็ดกาแฟจะออกมาโดยตรง เหมือนอาหารญี่ปุ่นที่มีรสจืด คนญี่ปุ่นไม่ชอบปรุงรส อยากกินรสที่ใกล้เคียงวัตถุดิบที่สุด” คุณแม่วัย 32 บอกเรา คุมิโกะอยู่เมืองไทยมา 8 ปีแล้ว เธอทำความรู้จักกับเวลาช้าๆ ของเชียงใหม่ครั้งแรกตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน พบรักกับหนุ่มเชียงใหม่จึงตัดสินใจแต่งงาน แล้วย้ายมาใช้ชีวิตและเปิดร้านกาแฟที่เชียงใหม่ ใช้เวลาไม่น้อยในการปรับจังหวะชีวิตให้ลงตัวกับเวลาของที่นี่ ตอนเปิดร้านคิสสะในปี 2009 ที่เชียงใหม่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักกาแฟดริปหรือการชงกาแฟแบบหยดน้ำเท่าไหร่ แรกเริ่มมีเพียงลูกค้าชาวญี่ปุ่น บอกต่อกันไปจนถึงหูคนไทย ทำให้ลูกค้าหน้าใหม่สนใจมาทดลองมากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-70/">เรื่องราวอบอุ่นของชาวญี่ปุ่นที่เชียงใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><strong style="background-color: initial;">คิสสะ<br />
/ คุมิโกะ ชูบะชิ<br />
</strong><strong style="background-color: initial;"><br />
/ มาอยู่ปี 2006</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_1697_12.jpg" /></p>
<p>“กาแฟดริปเป็นกาแฟที่ทำช้า เข้ากับเวลาของเชียงใหม่” คุมิโกะ ชูบะชิ เจ้าของร้านกาแฟ บอกเราด้วยภาษาไทยสำเนียงญี่ปุ่น เป็นคำอธิบายที่เธอใช้เวลาคิดและเรียบเรียงอยู่นานชื่อร้าน</p>
<p>ชื่อร้าน &#8216;คิสสะ&#8217; แปลตรงตัวว่า &#8216;ร้านกาแฟ&#8217; แต่ถ้าจะพูดให้ถูก ที่นี่ไม่ใช่ร้าน แต่เป็นการใช้พื้นที่ชั้นล่างของบ้าน จัดโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ชุด เพื่อเสิร์ฟกาแฟที่คุมิโกะทำเองด้วยความตั้งใจ ใช้เมล็ดกาแฟอย่างดี คั่วเองในระยะเวลาที่พอเหมาะ ผ่านน้ำร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสม หยดลงมาเป็นกาแฟที่มีกลิ่นหอมและรสชาติประณีต สำหรับคอกาแฟ นี่ถือเป็นการรอคอยที่คุ้มค่า</p>
<p>“ไม่รู้ว่าดีกว่าไหม แต่ชอบมากกว่า คุมิรู้สึกว่าการชงกาแฟดริปคล้ายพิธีชงชา ต้องใช้สมาธิ และใจที่สงบเงียบ คนญี่ปุ่นชอบกาแฟแบบนี้เพราะรสชาติของเมล็ดกาแฟจะออกมาโดยตรง เหมือนอาหารญี่ปุ่นที่มีรสจืด คนญี่ปุ่นไม่ชอบปรุงรส อยากกินรสที่ใกล้เคียงวัตถุดิบที่สุด” คุณแม่วัย 32 บอกเรา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_17392.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_16431.jpg" /></p>
<p>คุมิโกะอยู่เมืองไทยมา 8 ปีแล้ว<br />
เธอทำความรู้จักกับเวลาช้าๆ ของเชียงใหม่ครั้งแรกตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน<br />
พบรักกับหนุ่มเชียงใหม่จึงตัดสินใจแต่งงาน แล้วย้ายมาใช้ชีวิตและเปิดร้านกาแฟที่เชียงใหม่<br />
ใช้เวลาไม่น้อยในการปรับจังหวะชีวิตให้ลงตัวกับเวลาของที่นี่</p>
<p>ตอนเปิดร้านคิสสะในปี 2009<br />
ที่เชียงใหม่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักกาแฟดริปหรือการชงกาแฟแบบหยดน้ำเท่าไหร่ แรกเริ่มมีเพียงลูกค้าชาวญี่ปุ่น<br />
บอกต่อกันไปจนถึงหูคนไทย ทำให้ลูกค้าหน้าใหม่สนใจมาทดลองมากขึ้น จนคุมิโกะต้องเปิดเวิร์กช็อปสอนการชงกาแฟดริปควบคู่ไปด้วย</p>
<p>ชีวิตครอบครัวของทั้งคู่ไม่ได้ลำบากเรื่องการเงิน ไม่มีความจำเป็นที่คุมิโกะจะต้องเปิดร้านกาแฟเพื่อเลี้ยงชีพ<br />
แต่ทั้งคู่ยืนยันว่าร้านคิสสะมีความหมายต่อชีวิตครอบครัวมากแค่ไหน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_16661.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_16871.jpg" /></p>
<p>“ถ้าไม่มีร้านคิสสะ คุมิก็อาจจะอารมณ์ไม่ดี อยู่บ้านเฉยๆ คนเดียวก็เหงา<br />
ตอนปีแรก เจออากาศร้อน ฮอร์โมนเปลี่ยน อารมณ์เสียมาก ต้องหาหมอกินยาปรับฮอร์โมน พอมีร้านชีวิตก็มีอะไรทำเยอะแยะ<br />
อารมณ์ดีขึ้น สำหรับครอบครัว การมีร้านกาแฟสำคัญที่สุด ทำกำไรหรือเปล่าไม่รู้<br />
แต่ว่าสบายใจก็พอแล้ว” คุมิ และ ณัฐดนัย หอมคง หรือ เป้ สามีของเธอช่วยกันเล่าอย่างสนุกสนาน</p>
<p>ตอนนี้คุมิกำลังทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตให้กับ ‘คีรี’ ลูกชายตัวเล็กวัยยังไม่หัดเดิน เวลาของร้านกาแฟจึงต้องหยุดเดินชั่วคราว<br />
เหลือไว้เพียงเวิร์กช็อปนานๆ ครั้ง คอกาแฟต้องอดใจรอสักหน่อย<br />
แต่มีข่าวดีว่าทั้งคู่กำลังสร้างบ้านใหม่ และเตรียมเปิดเป็นสตูดิโอเวิร์กช็อปทั้งชงและคั่วกาแฟอย่างเต็มรูปแบบ</p>
<p>“เราเป็นเจ้าของร้านกาแฟ แต่พยายามรู้สึกว่าเราเป็นแค่คนชอบกินกาแฟ คุมิพยายามรู้สึกอย่างนั้นเสมอ<br />
ชีวิตก็เหมือนกัน” เธอเล่ายิ้มๆ</p>
<p>&#8216;คีรี&#8217; ภาษาไทยแปลว่า &#8216;ภูเขา&#8217; พ้องเสียงกับ &#8216;คิริ&#8217; ในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า &#8216;จากดินสู่ดาว&#8217;</p>
<p>ต้องใช้เวลากว่าจะไปถึงยอดเขา จากผืนดินถึงดวงดาว<br />
ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน</p>
<p>เช่นเดียวกับชีวิตของเธอ</p>
<hr />
<h3><strong style="background-color: initial;">หมวก<br />
</strong><strong style="background-color: initial;">/<br />
ซาโตชิ อะซาโนะ, เอมิ อะซาโนะ / มาอยู่ปี 2011<br />
</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2329_1.jpg" /></p>
<p>ช่วงแรกที่คุยกับ ซาโตชิ และ เอมิ อะซาโนะ สารภาพว่าเราเป็นกังวลพอสมควร</p>
<p>ทั้งคู่เป็นเจ้าของโรงงานผลิตหมวกและเป็นเจ้าของแบรนด์ที่ตั้งชื่อตรงตัวว่า ‘Muak’ เพิ่งมาอยู่เมืองไทยได้เพียงแค่ 3 ปี ภาษาไทยของพวกเขายังไม่แข็งแรงนัก ภาษาอังกฤษก็ไม่ถนัดมาก ตอนนัดหมายกันทางโทรศัพท์ เรากังวลเหลือเกินว่าจะสื่อสารกันได้ไหม ต้องมีล่ามไปด้วยหรือเปล่า</p>
<p>“ไม่เป็นไรครับ” ซาโตชิตอบเราด้วยสำเนียงที่ฟังยากเล็กน้อย</p>
<p>ในเมื่อเขาว่าอย่างนั้นก็เชื่อใจ เราเดินทางมายังโรงงานหมวกที่ตั้งอยู่แถวสันกำแพง ห่างจากตัวเมืองไม่ไกลนัก ที่นั่น เราเห็นแพตเทิร์นหมวกห้อยเรียงราย ผ้าลายสวยกองพะเนิน พนักงานนั่งอยู่หน้าเครื่องจักรจำนวนสิบกว่าคน และคู่หนุ่มสาวที่แต่งตัวเก๋สมเป็นญี่ปุ่นกำลังง่วนกับการทำงานอยู่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_23201.jpg" /></p>
<p>ที่จริงแล้วซาโตชิกับเอมิเคยอยู่เมืองไทยมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มาทำงานในฐานะลูกจ้าง เป็นนักออกแบบให้บริษัทผลิตเสื้อผ้าและหมวกของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเชียงใหม่ ปรากฏว่าบริษัทปิดตัวลงเมื่อ 7 ปีก่อน ทั้งคู่จึงต้องเดินทางกลับญี่ปุ่น พวกเขาใฝ่ฝันจะมีร้านเป็นของตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น จึงกลับไปทำหมวกขายเองอยู่ที่ญี่ปุ่น 4 ปี ก่อนจะกลับมาตั้งบริษัทที่เชียงใหม่อีกครั้ง</p>
<p>“เราอยากทำอะไรเล็กๆ ที่ออกแบบเองและเป็นแฮนด์เมด เชียงใหม่เหมาะที่จะทำงานแบบนี้ที่สุด การเปิดโรงงานที่ญี่ปุ่นเป็นเรื่องยากมาก ถ้าเปิดที่จีนก็ต้องทำเยอะ แต่ที่เชียงใหม่เราจะทำแค่แบบละ 20 &#8211; 30 ใบก็ได้ คนเชียงใหม่ทำงานเก่ง มีฝีมือ ทำสวย มีคนทำงานผ้าเยอะ” หนุ่มสาวจากชินจูกุเล่าเหตุผลที่เลือกที่นี่</p>
<p>ในช่วงแรกทั้งคู่เปิดโรงงานรับออร์เดอร์ผลิตหมวก เพื่อส่งไปให้แบรนด์หมวกที่ญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว เพราะคนไทยยังไม่นิยมหมวกมากนัก แต่ช่วงหลังคนไทยเริ่มใส่หมวกเป็นแฟชั่นมากขึ้น ทั้งสองคนจึงตัดสินใจเปิดแบรนด์ ‘หมวก’ เป็นของตัวเอง</p>
<p>จุดเด่นที่เห็นได้ชัดของแบรนด์หมวกคือดีไซน์ที่สวยงาม ซาโตชิรับหน้าที่ออกแบบหมวกสไตล์ผู้ชาย ส่วนเอมิออกแบบหมวกของผู้หญิง โดยใช้วัตถุดิบทั้งของญี่ปุ่นและไทย บางใบใช้ผ้าทอมือของคนเชียงใหม่ บางใบใช้วัสดุที่ทำให้พับแล้วไม่เสียทรง บางใบก็ทำจากกระดาษ เมื่อพวกเขาขึ้นแพตเทิร์นแล้วจะให้ลูกจ้างเป็นคนเย็บ โดยพวกเขาคอยตรวจและควบคุมคุณภาพอย่างละเอียด</p>
<p>“หมวกที่ดีต้องใส่แล้วสบาย เพราะอากาศของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน เราต้องดูเนื้อผ้าที่เหมาะสมด้วย เมืองไทยอากาศร้อน หมวกของคนไทยต้องใช้ผ้าที่ไม่หนา” ซาโตชิอธิบายวิธีคิดที่มีรายละเอียด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_23401.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_23611.jpg" /></p>
<p>ความพิเศษที่แสนจะญี่ปุ่นคือการลงรายละเอียดในงานฝีมือ หมวกของที่นี่แทบทุกใบจึงมีจุดที่ไม่เหมือนใครคือถ้าพลิกมาดูด้านในจะเห็นว่า เขาออกแบบให้มีเชือกเล็กๆ ไว้ปรับเลื่อนขนาดให้กระชับหรือหลวมได้ แน่นอนว่าไม่เคยเห็นสิ่งนี้บนหมวกร้านไหน</p>
<p>“หมวกเป็นของแฟชั่น ถ้าใส่แล้วไปเจอคนอื่นใส่เยอะๆ ลูกค้าก็ไม่ชอบ เราเลยทำแค่แบบละประมาณ 45 ใบ หมดแล้วออกแบบใหม่เลย ออกแบบใหม่ทุกวัน ปีหนึ่งจึงมี 200 &#8211; 300 แบบ คนจะได้ใส่ไม่ซ้ำกัน”</p>
<p>ทั้งคู่บอกว่า ความไม่เหมือนใครอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้หมวกของพวกเขาขายดี จนโรงงานของเขาเพิ่มพนักงานจาก 4 คนเป็นสิบกว่าคน มีหน้าร้านอยู่ที่ถนนนิมมานเหมินท์ในเชียงใหม่ และที่ห้างสรรพสินค้าอิเซตันในกรุงเทพฯ จนลูกค้าหลักตอนนี้กลายเป็นคนไทยไปแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_23782.jpg" /></p>
<p>ซาโตชิและเอมิอยู่ในวัยสามสิบต้น มีลูกสาววัยขวบเศษ 1 คน ซึ่งเติบโตที่เชียงใหม่ หน้าตาเป็นเด็กญี่ปุ่น พูดภาษาญี่ปุ่นกับภาษาเหนือได้คล่องแคล่ว และชอบกินข้าวเหนียวเป็นที่สุด หลังจากทั้งคู่ส่งลูกไปโรงเรียนก็จะเข้ามาบริษัท อยู่กับงานแม้กระทั่งวันเสาร์อาทิตย์ เพราะช่วงนี้ธุรกิจกำลังไปได้ดีทั้งคู่จึงต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ</p>
<p>“คิดว่าน่าจะอยู่เมืองไทยไปจนแก่ เพราะเราสองคนชอบคนเชียงใหม่ คนเชียงใหม่เหมือนคนญี่ปุ่นเมื่อสามสิบปีที่แล้ว มีจิตใจคล้ายกัน ใจดี ใจเย็น ชอบช่วยเหลือ แต่ตอนนี้คนญี่ปุ่นนิสัยไม่เหมือนเดิมแล้ว เลยชอบเชียงใหม่ ตัดสินใจไม่ยากเลยที่จะมาอยู่ที่นี่” ซาโตชิพูดยิ้มๆ</p>
<p>“ชอบคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ เวลาคนเชียงใหม่มีปัญหาอะไรก็พูดคำนี้ ไม่เป็นไร ช่วยกันทำได้ แต่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยพูดคำนี้ มีแต่คำว่า ไม่ได้” เอมิหัวเราะเสียงสนุก</p>
<p>“มันสบายใจกว่า” เธอย้ำเป็นภาษาไทยและยิ้มให้กับเรา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_23681.jpg" /></p>
<p>ถึงแม้ว่าซาโตชิและเอมิจะยังพูดภาษาไทยไม่เก่ง แต่การสัมภาษณ์ของเราก็จบลงอย่างราบรื่น ทั้งคู่พาเราไปดูหมวกหลากหลายรูปแบบและให้เราลองใส่ ก่อนกลับยังเดินมายืนส่งหน้าโรงงาน คอยโบกมือจนรถของพวกเราลับตาไปตามธรรมเนียมญี่ปุ่น จนคนไทยอย่างเรารู้สึกเกรงใจ</p>
<p>คำว่า &#8216;ไม่เป็นไร&#8217; คือสิ่งที่เราอยากบอกพวกเขาเช่นกัน</p>
<hr />
<h3><strong style="background-color: initial;">อนุบาลยูเมะมิกิ </strong><strong style="background-color: initial;">/ มิกิฮิโระ คาวามุระ /<br />
มาอยู่ปี 2002<br />
</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2511_12.jpg" /></p>
<p>ภูเขาในรูปวาดของเด็กส่วนใหญ่มักจะมี 2 ลูกแต่สำหรับเด็กๆ ในโรงเรียนอนุบาลยูเมะมิกิ ภูเขาของพวกเขามีเพียงลูกเดียวเสมอ</p>
<p>ภายในโรงเรียนอนุบาลที่มีดอยหลวงเชียงดาวเป็นฉากหลัง เด็กนักเรียนตัวเล็กในชุดเครื่องแบบสีขาว-เขียวกว่า 40 คนกำลังยืนออกกำลังกายตอนเช้าอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางหมู่เด็กและคุณครู เราเห็นคุณลุงในเสื้อเชิ้ตลายตารางคนหนึ่ง กำลังช่วยจับแขนเด็กหญิงตัวน้อยให้เต้นถูกท่า</p>
<p>เขาคือ มิกิฮิโระ คาวามุระ เจ้าของโรงเรียนแห่งนี้</p>
<p>มิกิฮิโระย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน เขาเกษียณตัวเองจากตำแหน่งเจ้าของบริษัทผลิตอะไหล่รถยนต์ตอนอายุ 60 ปี เมื่อรู้ว่าลูกชายไม่สานต่อกิจการ จึงขายบริษัทที่นาโกย่าและวางแผนใช้ชีวิตที่เหลือไปกับการท่องเที่ยว คุณลุงเดินทางมาเชียงใหม่ ติดใจในความเงียบสงบ จึงซื้อรถและคอนโดฯ ใช้ชีวิตวัยเกษียณตัวคนเดียวอยู่ในตัวเมืองถึง 5 ปี</p>
<p>ย่างเข้าปีที่ 6 ในเชียงใหม่ เพื่อนคนหนึ่งชักชวนให้มาเที่ยวเชียงดาว อำเภอเล็กๆ ที่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ราว 80 กิโลเมตร และยังห่างไกลจากความเจริญอยู่มากนัก เขาประทับใจทิวทัศน์ที่สวยงาม จึงย้ายเข้ามาอาศัยในเชียงดาว และเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น</p>
<p>“เราน่าจะทำงานอะไรสักอย่าง เพราะยังแข็งแรงอยู่” คุณลุงเล่า</p>
<p>การได้ใกล้ชิดกับชาวบ้านดลใจให้นึกถึงวัยเด็ก มิกิฮิโระเป็นลูกชายคนที่ 3 ในบรรดาพี่น้อง 6 คน และเป็นคนเดียวที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนอนุบาลเพราะช่วงนั้นตรงกับสงครามโลกพอดิบพอดี เกิดเป็นปมเล็กๆ ในใจที่ยังติดค้าง</p>
<p>“ถ้าทำเรื่องการศึกษาที่เชียงดาวน่าจะเป็นสิ่งที่ดี จุดเริ่มต้นคือโรงเรียนอนุบาล”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_24251.jpg" /></p>
<p>คุณลุงวัยหลังเกษียณตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นธุรกิจที่เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย เขาจ้างล่ามมาเป็นผู้ประสานงานกับสำนักงานพื้นที่เขตการศึกษา ทำเอกสารตามกฎหมายเกี่ยวกับการเปิดโรงเรียน เดินทางไปดูโรงเรียนอื่นทั่วเชียงใหม่แล้วร่างแบบแปลนด้วยตัวเอง จ้างคนเขียนแบบจนได้แบบแปลนที่ชอบ จ้างบริษัทก่อสร้าง และชวนครูที่รู้จักกันมาทำงาน</p>
<p>กว่าได้นักเรียนชุดแรกจำนวน 6 คน พวกเขาต้องทำแผ่นพับและจ้างรถขยายเสียงไปตามหมู่บ้าน เพื่อแนะนำโรงเรียนให้กับเชียงดาวรู้จัก นอกจากที่นี่จะมีการสอนภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นให้กับเด็ก มิกิฮิโระยังพยายามพัฒนาให้ที่นี่มีมาตรฐานการศึกษาทัดเทียมกับโรงเรียนในตัวเมืองเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ใช้เวลาหลายปีกว่าชาวบ้านจะเริ่มไว้ใจและกล้าส่งลูกมาเรียนมากขึ้น</p>
<p>ปัจจุบัน ก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 4 ของโรงเรียน ยูเมะมิกิมีนักเรียนในความดูแลทั้งหมดกว่า 40 คน และทุกคนเป็นคนเชียงดาวทั้งหมด</p>
<p>“ทุกวันนี้โรงเรียนเรายังขาดทุนปีละ 6 &#8211; 7 แสน ถึงจะเก็บค่าเทอมหมื่นกว่าบาท ก็ยังครอบคลุมเฉพาะค่าอาหารกลางวัน ค่านม ค่าน้ำค่าไฟในโรงเรียนเท่านั้น ส่วนเงินเดือนครูและค่าซ่อมแซมจิปาถะ ป่าป๊ามิกิต้องควักเงินตัวเองออก เป็นอย่างนี้มา 4 ปีแล้ว แต่เขามีใจรักที่จะทำ” คุณครูจิ๊บ ครูใหญ่ที่ร่วมก่อตั้งโรงเรียนมาด้วยกันตั้งแต่ต้น เป็นคนเล่าให้ฟัง</p>
<p>ทั้งเด็ก คุณครู และบุคลากรในโรงเรียน ต่างเรียกมิกิฮิโระว่า ‘ป่าป๊ามิกิ’ ด้วยความสนิทสนม แทบทุกเช้าป่าป๊ามิกิจะออกมาทำกิจกรรมกับเด็กๆ บางครั้งก็อาบน้ำให้เด็กตอนกลางวัน แทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณครูเพียงอย่างเดียว ก่อนกลับบ้านก็จะบอกซาโยนาระกันทุกเย็น หากมีอะไรเสียหายเล็กน้อย ป่าป๊ามิกิก็จะเป็นคนมาซ่อมและดูแลด้วยตัวเองเสมอ</p>
<p>“ก่อนทำก็รู้แล้วว่าไม่กำไร แต่ผมคิดว่าเป็นการให้ ตอนนี้ผมไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิตอีกแล้ว การใช้ชีวิตในปัจจุบันก็คือเป้าหมาย ถ้าตายไปก็เอาเงินไปไม่ได้ เด็กที่ญี่ปุ่นไม่ลำบากอยู่แล้ว เงินที่มีอยู่ผมก็อยากจะทำให้เด็ก ให้ครู ให้เชียงดาวมากกว่า” เจ้าของโรงเรียนวัย 72 ปียิ้มน้อยๆ เป็นคำตอบ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_24661.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_24761.jpg" /></p>
<p>สระว่ายน้ำปฐมวัยมิกิฮิโระ ซึ่งตั้งอยู่ข้างสระว่ายน้ำเด็กโตของโรงเรียนบ้านเชียงดาว คือหนึ่งในสิ่งที่ป่าป๊ามิกิสร้างให้กับเชียงดาวในวาระที่เขาอายุครบ 70 ปี วันนี้ป่าป๊ามิกิและคุณครูพาเด็กๆ มาว่ายน้ำที่นี่เหมือนเช่นทุกสัปดาห์ หลังเล่นน้ำกันสนุกสนาน เด็กๆ ก็จะมายืนต่อคิวรับน้ำจากคุณลุงที่พวกเขาเรียกว่า ‘ป่าป๊า’</p>
<p>“ทุกวันนี้ไม่คิดถึงบ้านที่นาโกย่าเลย ผมขายทุกอย่างหมดแล้ว ลูกชายก็อยู่อีกเมือง ถ้ากลับไปผมก็นอนโรงแรม ทุกวันนี้เวลาไปเที่ยว มีคนถามว่าผมเป็นคนที่ไหน ผมก็จะบอกว่าเป็นคนไทย ที่นี่ดีที่สุดและสวยที่สุดสำหรับผม” คุณลุงเล่าให้ฟังด้วยภาษาญี่ปุ่น</p>
<p>12 ปีในเชียงใหม่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในตัวชายญี่ปุ่นผู้นี้ เช่นเดียวกับภูเขาของเชียงดาวซึ่งยังคงยืนตระหง่านโดดเด่นเพียงลำพัง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมีเพียงวันเวลาในเชียงดาวที่ค่อยๆ เติมความหมายในชีวิตบั้นปลายของเขา</p>
<p>“ผมเลิกคิดถึงตัวเองตอนเด็ก เพราะอยู่โรงเรียนมีเรื่องให้ทำและคิดทุกวัน ไม่ได้ใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ เห็นเด็กมีความสุข ตัวเองก็มีความสุขแล้ว”</p>
<p>รอยยิ้มของเขา ไม่ต่างจากรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ของเด็กเลย</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ main course-a day 171 พฤษภาคม 2557)</em></p>
<p><strong><em>ภาพ </em></strong><em>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<h3></h3>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-70/">เรื่องราวอบอุ่นของชาวญี่ปุ่นที่เชียงใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-70/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>The ROCK RUNNER : ชีวิต-การวิ่งของตูน Bodyslam</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-065/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-065/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Dec 2016 02:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[การวิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[bodyslam]]></category>
		<category><![CDATA[ตูน]]></category>
		<category><![CDATA[อาทิวราห์ คงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ก้าวคนละก้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ก้าว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-065/</guid>

					<description><![CDATA[<p>มนุษย์เป็นนักแสวงหาพลังงาน เพื่อให้ชีวิตเคลื่อนไปข้างหน้า หลายคนเลือกที่จะหยิบเรื่องราวของบุคคลหรือสิ่งรอบตัวมาเป็นเชื้อเพลิง ขณะที่บางคนสนใจพลังงานจากสองขาของตัวเองเท่านั้น “เจ็บแต่ก็ยังมีความสุขนะ” ไม่ใช่ครั้งแรกที่ อาทิวราห์ คงมาลัย ลงแข่งวิ่ง นับจากครั้งยังเยาว์ที่เคยติดตามคุณพ่อไปแข่งมินิมาราธอนที่จังหวัดสุพรรณบุรีบ้านเกิด สิบกว่าปีถัดมา ตูน บอดี้สแลม ถอดชุดร็อกเกอร์มาใส่ชุดวิ่งเต็มยศ ติดหมายเลขที่หน้าอก ออกตัววิ่งไปในสนามแข่งท่ามกลางนักวิ่งจากทุกสารทิศ โดยมีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่ออกวิ่งด้วยกันในนาม ‘แก๊งเต่าน้อย’ ไฟทุกดวงอาจสาดส่องมาที่ร็อกสตาร์บนเวทีคอนเสิร์ต แต่ในสนามแข่งขันวิ่งตูนไม่ใช่อันดับหนึ่ง ในการลงแข่งระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตรที่จอมบึงมาราธอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดไม่ใช่อาการทางร่างกาย แต่เป็นความเจ็บใจที่ไม่อาจวิ่งเข้าเส้นชัยได้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่การวิ่งทำให้เขาเจ็บปวด “กิโลเมตรที่ 10 ผมเริ่มปวดเข่า กิโลเมตรที่ 15 ยังไหวอยู่ กิโลเมตรที่ 17 ไม่ไหวแล้ว หลายคนบอกว่าอย่าฝืน ถ้าฝืนต่อไปอาจจะเจ็บหนักกว่านี้ ไม่คุ้มกัน แต่การออกจากสนามกลางคันทำให้ผมรู้สึกแย่มาก รู้สึกว่าไม่สำเร็จอะไรบางอย่าง มันแพ้นะ แพ้โดยที่ใจเราได้ แต่ร่างกายเราไม่ได้” การก้าวขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตเป็นเวลาหลายชั่วโมง คนทั่วไปอาจคิดไม่ถึงว่าเป็นงานที่ต้องใช้พลังงานสูงมาก ศิลปินต้องมีร่างกายที่ฟิตและพร้อมอยู่เสมอ เพื่อนำพลังเหล่านั้นไปปล่อยบนเวทีโดยที่แรงไม่ตก โดยปกติสองเท้าของตูนต้องออกวิ่งอย่างหนักบนลู่วิ่งเป็นเวลา 45 นาทีแทบทุกวัน เพื่อเป็นการฟิตร่างกายสำหรับแสดงคอนเสิร์ต แต่การลงแข่งขันวิ่งนั้นมอบพลังในรูปแบบที่ต่างออกไป “การทำงานกับการวิ่งใช้ตรรกะเดียวกัน ทุกคนมีเส้นชัยต่างกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-065/">The ROCK RUNNER : ชีวิต-การวิ่งของตูน Bodyslam</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มนุษย์เป็นนักแสวงหาพลังงาน เพื่อให้ชีวิตเคลื่อนไปข้างหน้า<br />
หลายคนเลือกที่จะหยิบเรื่องราวของบุคคลหรือสิ่งรอบตัวมาเป็นเชื้อเพลิง<br />
ขณะที่บางคนสนใจพลังงานจากสองขาของตัวเองเท่านั้น</p>
<p>“เจ็บแต่ก็ยังมีความสุขนะ”</p>
<p>ไม่ใช่ครั้งแรกที่ <strong>อาทิวราห์ คงมาลัย</strong> ลงแข่งวิ่ง<br />
นับจากครั้งยังเยาว์ที่เคยติดตามคุณพ่อไปแข่งมินิมาราธอนที่จังหวัดสุพรรณบุรีบ้านเกิด<br />
สิบกว่าปีถัดมา ตูน บอดี้สแลม ถอดชุดร็อกเกอร์มาใส่ชุดวิ่งเต็มยศ ติดหมายเลขที่หน้าอก<br />
ออกตัววิ่งไปในสนามแข่งท่ามกลางนักวิ่งจากทุกสารทิศ โดยมีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ<br />
ที่ออกวิ่งด้วยกันในนาม ‘แก๊งเต่าน้อย’</p>
<p>ไฟทุกดวงอาจสาดส่องมาที่ร็อกสตาร์บนเวทีคอนเสิร์ต<br />
แต่ในสนามแข่งขันวิ่งตูนไม่ใช่อันดับหนึ่ง ในการลงแข่งระยะมาราธอน 42.195<br />
กิโลเมตรที่จอมบึงมาราธอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา<br />
สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดไม่ใช่อาการทางร่างกาย<br />
แต่เป็นความเจ็บใจที่ไม่อาจวิ่งเข้าเส้นชัยได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4293.jpg" /></p>
<p>ไม่ใช่ครั้งแรกที่การวิ่งทำให้เขาเจ็บปวด</p>
<p>“กิโลเมตรที่ 10 ผมเริ่มปวดเข่า กิโลเมตรที่ 15 ยังไหวอยู่<br />
กิโลเมตรที่ 17 ไม่ไหวแล้ว หลายคนบอกว่าอย่าฝืน ถ้าฝืนต่อไปอาจจะเจ็บหนักกว่านี้<br />
ไม่คุ้มกัน แต่การออกจากสนามกลางคันทำให้ผมรู้สึกแย่มาก<br />
รู้สึกว่าไม่สำเร็จอะไรบางอย่าง มันแพ้นะ แพ้โดยที่ใจเราได้ แต่ร่างกายเราไม่ได้”</p>
<p>การก้าวขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตเป็นเวลาหลายชั่วโมง<br />
คนทั่วไปอาจคิดไม่ถึงว่าเป็นงานที่ต้องใช้พลังงานสูงมาก<br />
ศิลปินต้องมีร่างกายที่ฟิตและพร้อมอยู่เสมอ เพื่อนำพลังเหล่านั้นไปปล่อยบนเวทีโดยที่แรงไม่ตก<br />
โดยปกติสองเท้าของตูนต้องออกวิ่งอย่างหนักบนลู่วิ่งเป็นเวลา 45 นาทีแทบทุกวัน<br />
เพื่อเป็นการฟิตร่างกายสำหรับแสดงคอนเสิร์ต แต่การลงแข่งขันวิ่งนั้นมอบพลังในรูปแบบที่ต่างออกไป</p>
<p>“การทำงานกับการวิ่งใช้ตรรกะเดียวกัน ทุกคนมีเส้นชัยต่างกัน<br />
แรงขับเคลื่อนต่างกัน เราท้อแท้ได้ หยุดบ้าง เดินบ้าง พักชมวิวข้างทางบ้าง<br />
แล้ววิ่งต่อไปอย่างมีความสุข ทำงานอย่างมีความสุขในแต่ละวัน<br />
สุดท้ายเส้นชัยก็มาถึงเอง ไม่ช้าก็เร็ว แล้วแต่แรงของแต่ละคน บางคนยังหนุ่มทำได้ 2<br />
ชั่วโมงครึ่ง บางคนอายุมากแล้วทำได้เกินเวลาที่กำหนด<br />
แต่ถ้าไม่ล้มเลิกยังไงก็ไปถึงเส้นชัย</p>
<p>“เส้นชัยของผมคืองาน ผมทุ่มเทให้อัลบั้ม<em> ดัม-มะ-ชา-ติ </em>อย่างเต็มที่เหมือนลงแข่งวิ่งฟูลมาราธอน<br />
แค่คิดก็หนักแล้ว ต้องวางแผน เตรียมตัวและหัวใจให้ดี ผ่อนหนักผ่อนเบา มีหยุดบ้าง ระหว่างทางมีเรื่องมาสะกิดใจให้เราเลิก<br />
ให้ยอมแพ้ เหมือนการวิ่งที่มีความสุขแต่ทรมานทุกภาคส่วนเลย ทั้งขา หัวใจ หัวสมอง<br />
แต่พอเสร็จอัลบั้ม เหมือนเข้าเส้นชัย ดีใจมากที่อัลบั้มนี้เสร็จลงได้”<br />
ขณะที่ตูนเล่า แววตาคู่นั้นสะท้อนความมุ่งมั่น หยาดเหงื่อ และรอยยิ้ม<br />
ประสบการณ์จากการวิ่งและการทำงานถ่ายทอดพลังงานซึ่งกันและกัน</p>
<p>หากเจอชายหนุ่มผมยาว ใส่เสื้อกล้ามนักกีฬาและกางเกงขายาวสีดำ<br />
สปีดตัวออกวิ่งอย่างแรงในงานแข่งวิ่งมาราธอน<br />
ไม่ต้องสงสัยว่าเขาเอาพลังงานเหล่านั้นมาจากที่ไหน</p>
<p>เพราะมันเป็นพลังงานชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในตัวทุกคนนั่นแหละ</p>
<p><em>(จากคอลัมน์ </em><em>main course &#8211; a day </em><em>166 กุมภาพันธ์<br />
2557)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> นวลตา วงศ์เจริญ</em></p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><em>ให้กำลังใจตูนพิชิตเป้าหมายการวิ่งครั้งใหม่บนระยะทาง 2,191 กม. เบตง &#8211; แม่สาย <span style="background-color: initial;">ในโครงการ &#8216;ก้าว&#8217; และสามารถร่วมบริจาคเงินได้ที่ </span>ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารัชโยธิน ชื่</em><em style="background-color: initial;">อบัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์ฯ (โครงการก้าวคนละก้าว) เลขที่บัญชี 111-393-5263 (กระแสรายวัน)</em></p>
<p style="text-align: center;"><em>ติดตามรายละเอียดของโครงการได้ที่ facebook | </em><a href="https://www.facebook.com/kaokonlakao/" target="_blank" rel="noopener">ก้าว</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-065/">The ROCK RUNNER : ชีวิต-การวิ่งของตูน Bodyslam</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-065/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
