<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อภิโชค จันทรเสน, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/abhichokec/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/abhichokec/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 01 Nov 2021 17:41:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>The Memory Police &#8211; ในดินแดนที่รัฐบีบบังคับสรรพสิ่งให้เลือนหาย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-memory-police/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อภิโชค จันทรเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Nov 2021 17:39:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[the memory police]]></category>
		<category><![CDATA[Japanese literature]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Chaichai Books]]></category>
		<category><![CDATA[book review]]></category>
		<category><![CDATA[literature]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=149905</guid>

					<description><![CDATA[<p>อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา นอกจากรูปร่างหน้าตาภายนอกและท่าทางที่ไม่เหมือนกันแล้ว อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นตัวของตัวเอง จะใช่อาชีพ ความชอบ แพสชั่นในสิ่งที่ตัวทำหรือเปล่า หรือจะเป็นจุดมุ่งหมายในชีวิตของแต่ละคน ประสบการณ์ และความจำส่วนตัวที่ก่อร่างให้เราเป็นเราในทุกวันนี้&#160;&#160;&#160;&#160; ลองสมมติว่าคุณอ่านประโยคนี้จบแล้วคุณลืมทุกรายละเอียดข้างบนจนไม่เหลือ วันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วจำไม่ได้ว่าชอบอะไร อาชีพที่ทำมาทั้งชีวิตคืออะไร แพสชั่นของคุณคืออะไร ใครคือคนที่คุณรักมากที่สุด คุณรู้ว่าคุณลืมแต่นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร รู้แค่ว่าสิ่งที่ทำให้คุณเป็นคุณหายไปจนกลายเป็นรูโบ๋ และสิ่งนั้นหายไปแล้วตลอดกาล นี่เองคือสิ่งที่ผู้มีอำนาจในสังคมของคุณเลือกที่จะทำกับคุณผู้เป็นประชาชนใต้อาณัติ และคุณเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับมันแล้วใช้ชีวิตต่อไปในความขาดวิ่นว่างโหวงนี้&#160; นี่คือไอเดียหลักอันน่ากลัวของ The Memory Police นวนิยายกึ่งไซ-ไฟปี 1994 ของ Yoko Ogawa ที่เพิ่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 2019 จนได้เข้าชิงรางวัล International Booker Prize ประจำปี 2020 และเพิ่งแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ ‘ความจำที่สาบสูญ’ โดย อาภาพร วิมลสาระวงค์ สำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และอาจกล่าวได้ว่า หนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเราชาวไทยมากกว่าที่หลายคนคาดคิด&#160; 2. บนเกาะเกาะหนึ่งที่ไม่ปรากฏชื่อ เหมือนจะเป็นเกาะหนึ่งในญี่ปุ่นแต่ก็ไม่แน่ ‘ความหมาย’ ของสิ่งต่างๆ บนเกาะค่อยๆ ถูก ‘สั่งให้หายไป’ ทีละชิ้นด้วยพลังลึกลับบางอย่าง ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-memory-police/">The Memory Police &#8211; ในดินแดนที่รัฐบีบบังคับสรรพสิ่งให้เลือนหาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา นอกจากรูปร่างหน้าตาภายนอกและท่าทางที่ไม่เหมือนกันแล้ว อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นตัวของตัวเอง จะใช่อาชีพ ความชอบ แพสชั่นในสิ่งที่ตัวทำหรือเปล่า หรือจะเป็นจุดมุ่งหมายในชีวิตของแต่ละคน ประสบการณ์ และความจำส่วนตัวที่ก่อร่างให้เราเป็นเราในทุกวันนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ลองสมมติว่าคุณอ่านประโยคนี้จบแล้วคุณลืมทุกรายละเอียดข้างบนจนไม่เหลือ วันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วจำไม่ได้ว่าชอบอะไร อาชีพที่ทำมาทั้งชีวิตคืออะไร แพสชั่นของคุณคืออะไร ใครคือคนที่คุณรักมากที่สุด คุณรู้ว่าคุณลืมแต่นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร รู้แค่ว่าสิ่งที่ทำให้คุณเป็นคุณหายไปจนกลายเป็นรูโบ๋ และสิ่งนั้นหายไปแล้วตลอดกาล นี่เองคือสิ่งที่ผู้มีอำนาจในสังคมของคุณเลือกที่จะทำกับคุณผู้เป็นประชาชนใต้อาณัติ และคุณเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับมันแล้วใช้ชีวิตต่อไปในความขาดวิ่นว่างโหวงนี้&nbsp;</p>



<p>นี่คือไอเดียหลักอันน่ากลัวของ The Memory Police นวนิยายกึ่งไซ-ไฟปี 1994 ของ Yoko Ogawa ที่เพิ่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 2019 จนได้เข้าชิงรางวัล International Booker Prize ประจำปี 2020 และเพิ่งแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ ‘ความจำที่สาบสูญ’ โดย อาภาพร วิมลสาระวงค์ สำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และอาจกล่าวได้ว่า หนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเราชาวไทยมากกว่าที่หลายคนคาดคิด&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-149937" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">2.</h3>



<p>บนเกาะเกาะหนึ่งที่ไม่ปรากฏชื่อ เหมือนจะเป็นเกาะหนึ่งในญี่ปุ่นแต่ก็ไม่แน่ ‘ความหมาย’ ของสิ่งต่างๆ บนเกาะค่อยๆ ถูก ‘สั่งให้หายไป’ ทีละชิ้นด้วยพลังลึกลับบางอย่าง ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน เกิดขึ้นมาได้ยังไง รู้แต่ว่ามันมาพร้อมกับการปรากฏตัวของเหล่าหน่วยตำรวจลับ Memory Police เมื่อ 15 ปีก่อน อยู่มาวันหนึ่งคนทั้งเกาะตื่นมาแล้วลืมความหมายของสิ่งหนึ่งไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น คุณตื่นขึ้นมาวันหนึ่งอาจจะเห็น ‘ดินสอ’ ตรงหน้าแล้วไม่รู้ว่ามันคืออะไร เห็นแค่ว่าเป็นแท่งไม้อันหนึ่งที่ลืมไปแล้วว่าหน้าที่ของมันมีไว้ทำอะไรบางอย่าง&nbsp;<br><br>ทุกคนรู้ว่าลืมอะไรไปบางอย่าง แต่ไม่สามารถเอาความทรงจำนั้นกลับมาได้ ไม่อาจแม้แต่จะเข้าใจว่าลืมอะไรไป ร้ายไปกว่านั้น เมื่อลืม ‘ความหมาย’ ของสิ่งเหล่านั้นไปแล้ว ความทรงจำที่มีร่วมกันกับสิ่งเหล่านั้นก็หายตามไป ราวกับว่าโลกนี้ไม่เคยมีสิ่งเหล่านั้นมาก่อน&nbsp;</p>



<p>สิ่งของเหล่านั้นจะถูกกวาดล้างโดยเหล่าตำรวจลับ Memory Police ที่ปกครองเกาะนี้ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าหน่วยตำรวจนี้มาจากไหน เป็นใคร และต้องการควบคุมทุกคนไปเพื่ออะไร รู้เพียงว่า เมื่อมีการทำให้ลืมเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ตำรวจจะทำให้สิ่งนั้นหายไปตลอดกาล แล้วสุดท้ายทุกคนก็ลืมว่าตัวเองเคยลืม ใช้ชีวิตต่อไป จนกว่าสิ่งของชิ้นต่อไปจะถูก ‘ทำให้ลืม’ อีก</p>



<p>มีหลายคนที่อาจจะยังจดจำบางสิ่งบางอย่างได้แม้คนรอบตัวจะลืมสิ่งเหล่านั้นไปแล้ว ทว่าคนเหล่านี้ก็จะถูกตามล่าโดยหน่วยตำรวจลับที่พร้อมจับใครก็ตามที่ยังฝืนจำหรือเก็บรักษาสิ่งต่างๆ และทำให้คนเหล่านั้น ‘หายตัว’ ไปตลอดกาล<br></p>



<p>ใน The Memory Police ตัวละครหลักของเรื่องเป็นนักเขียนหญิงคนหนึ่งที่พบว่าบรรณาธิการคนสนิทของตัวเองยังดันจำบางสิ่งต่างๆ ได้อยู่ เลยต้องซ่อนเขาไว้ในบ้านของเธอ และต้องหาทางใช้ชีวิตต่อไปให้ได้เมื่อของใกล้ตัวเธอค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายทุกสิ่งรอบตัวอาจจะไม่เหลืออะไรอีก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-149938" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">3.</h3>



<p>“สำหรับผู้ควบคุมแล้ว บนเกาะแห่งนี้ สิ่งของทั้งหลายต้องค่อยๆ หายไปตามลำดับ เพียงแค่บางอย่างไม่หายไปก็คงดูไม่ถูกหลักเหตุผลและกลายเป็นปัญหา พวกเขาเลยดึงดันที่จะทำให้มันหายไปด้วยมือของตัวเอง”</p>



<p>หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวรรณกรรมโลกเผด็จการคลาสสิกอย่าง 1984 ของ George Orwell ไปจนถึงผลงานชิ้นต่างๆ ของ Franz Kafka เป็นการต่อยอดคอนเซปต์ที่ผลงานรุ่นก่อนหน้าตั้งไว้ไปสู่ความน่าสะพรึงกลัวอีกขั้น เพราะในโลกนี้ อำนาจของภาครัฐยิ่งใหญ่กว่าการใช้กระบวนกฎหมายเล่นงานพลเมืองหรือเซ็นเซอร์สั่งห้ามไม่ให้พูด ภาครัฐใน The Memory Police สามารถล้วงมือเข้าไปในหัวสมองของทุกคนแล้วกระทำการขืนใจทางความคิด ขโมยคอนเซปต์บางอย่างให้หายไปจากสำนึกคนได้โดยง่ายแค่กระดิกปลายนิ้ว นี่คือการควบคุมความคิดโดยสมบูรณ์ คนเราจะลุกขึ้นสู้กับภาครัฐที่มีกระบวนการนี้ในมืออย่างไร ถ้าแค่จะจำให้ได้ว่าตอนแรกจะขัดขืนเรื่องอะไรยังเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ</p>



<p>ในโลกของ The Memory Police เมื่อสิ่งใดถูกตัดสินให้ต้องหายไป สิ่งแรกที่ประชาชนจะรู้คือ ตื่นมาแล้วรู้สึกว่ามีบางสิ่งแปลกไป รู้พร้อมกันทั้งเกาะ แต่ไม่มีวันรู้ว่าสิ่งที่หายไปนั้นคือสิ่งไหน จนกว่าตาจะได้เห็นสิ่งนั้นๆ แล้วรู้ตัวว่าทุกสิ่งที่รู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นหายไปแล้วจากหัวสมองจนหมดสิ้น แค่จะนึกคำเรียกสิ่งนั้นยังนึกไม่ออก ทุกคนถึงได้รู้ว่าสิ่งนั้นถูกตัดสินให้ถูกลืมไปแล้ว โดยไม่มีท่าที ไม่มีหลักเหตุผลว่าอะไรจะหายก่อนหลัง ไม่มีคำเตือนล่วงหน้า&nbsp;</p>



<p>แนวคิดต่างๆ ที่อยู่รอบตัวคนบนเกาะถูกกำจัดวงแคบลงเรื่อยๆ โดยที่คนบนเกาะไม่มีทางขัดขืน คนบนเกาะได้แต่พบว่าชีวิตของตัวเองว่างโหวงเป็นแหว่งๆ เหมือนเราปรายตามองโลกรอบตัวแล้วเห็นช่องว่างที่เคยมีสิ่งต่างๆ มากมายที่เคยมีของต่างๆ วางอยู่ รู้ตัวว่าชีวิตของตัวเองเคยมีอะไรมากกว่านี้ รู้ว่ามีสิ่งที่หายไป แต่นึกไม่ออกว่าสิ่งนั้นคืออะไร<br><br>ซึ่งเมื่อสิ่งต่างๆ บนเกาะนี้หายไปเรื่อยๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วทั้งเกาะอาจจะไม่เหลืออะไรอีก อย่างที่ตัวละครเอกในเรื่องถามชายแก่ผู้เคยเป็นช่างซ่อมเรือเฟอร์รี่เชื่อมเกาะกับแผ่นดินใหญ่ที่ตกงานถึงคำว่า ‘เรือเฟอร์รี่’ ซึ่งถูกสั่งให้หายไปว่า “แม้ไม่ได้รุนแรงแต่รวดเร็วราบคาบและสมบูรณ์แบบ ช่องว่างของสิ่งที่หายไปแล้วไม่สามารถจะกลบจนหมดได้ เกาะนี้เลยเต็มไปด้วยโพรงกลวง หนูกลัวว่ามันจะโหวงเหวงล่องลอย แล้ววันหนึ่งเกาะทั้งเกาะก็จะละลายหายไปอย่างไม่เหลือร่องรอย คุณตาไม่เคยคิดอย่างนั้นบ้างเหรอคะ”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police8-1024x683.jpg" alt="The Memory Police" class="wp-image-149939" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">3.</h3>



<p><br>คนเราจะอยู่ไปเพื่ออะไร ในโลกที่อนาคตของทุกคนกำลังถูกภาครัฐที่ไม่อาจขัดขืนขโมยไปทีละชิ้นๆ จนสุดท้ายแล้วอาจไม่เหลืออะไรอีก</p>



<p>ไม่เพียงแค่อนาคตที่หายไป เพราะร้ายไปกว่านั้น การทำให้ความหมายของสิ่งต่างๆ หายไปตรงหน้ายังมีผลย้อนไปยังความทรงจำและความรู้สึกของคนบนเกาะเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นอีกด้วย&nbsp;</p>



<p>สำหรับผู้เขียน ความทรงจำและการเรียนรู้คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเอง การเลี้ยงดูในวัยเด็ก การเติบโต ความสัมพันธ์ทั้งมิตรภาพและครอบครัวที่แตกต่างกันของแต่ละคน ล้วนเป็นรากที่แตกหน่อออกมาเป็นมนุษย์แต่ละคนที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนใน The Memory Police คือการที่รากที่ว่านี้ถูกขโมยหายไปในชั่วข้ามคืนจนเหลือแต่ต้นเปล่าๆ ที่พร้อมจะล้มในทันทีหากมีแรงลม ไม่มีอะไรให้เกาะยึด ความทรงจำที่แต่ละคนยึดโยงอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ไม่มีเหลือ นอกจากความทรงจำจะหายไป ความรู้สึกร่วมที่มีกับสิ่งเหล่านั้นก็หายไปด้วย เมื่อดอกกุหลาบถูกสั่งให้หายไปจากทั้งเกาะในต้นเรื่อง ตัวละครเอกได้แต่มองผู้หญิงคนหนึ่งเด็ดดอกกุหลาบซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือต่างหน้าพ่อของเธอเป็นอย่างสุดท้ายทิ้งลงแม่น้ำอย่างไร้อารมณ์ความรู้สึก เพราะความสัมพันธ์ของเธอที่มีกับดอกไม้แสนรักในมือได้อันตรธานหายไปหมดแล้ว&nbsp;ความผูกพันกับคนในครอบครัวที่อาจยึดโยงอยู่กับของบางสิ่งในอดีตล้วนต้องปลาสนาการไปเมื่อภาครัฐสั่งให้สิ่งนั้นถูกลืม อาชีพ ความฝันที่เราทุ่มเทให้กับมันมาทั้งชีวิตอาจหายไปได้ทุกเมื่อเพียงเมื่อภาครัฐสั่งให้มันหายไป&nbsp;</p>



<p>เมื่อภาครัฐไม่ได้แค่ควบคุมว่าคนใต้อาณัติจะคิดจะพูดอะไรได้บ้างเท่านั้น แต่ยังสั่งลบตัวตนของทุกคนให้หายไปทีละเสี้ยวได้อย่างไม่ไยดีจนทุกคนสูญสิ้นความเป็นตัวเอง เมื่อนั้นเราก็ไม่ต่างจากร่างกายใต้บงการของผู้มีอำนาจ ที่ไม่มีตัวตนเป็นของตัวเอง เป็นแรงงานที่มีอยู่เพื่อถูกใช้แล้วก็ตายไปเท่านั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police11-1024x683.jpg" alt="The Memory Police" class="wp-image-149940" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แต่สิ่งที่อาจจะน่าขนลุกกว่าการลบความหมายด้วยพลังลึกลับมหากาฬของภาครัฐ หรือความทรงจำของทุกคนที่ค่อยๆ หดหายไป อาจเป็นความรู้สึกต่อเหตุการณ์ทั้งหมดของคนบนเกาะที่ไม่ได้แค่ยอมจำนนต่อสถานการณ์แต่ยังพร้อมเพรียงกันออกมาช่วยทำให้ตัวเองลืม เมื่อใดที่ภาครัฐสั่งให้บางสิ่งบนเกาะหายไป คนทั้งเกาะก็จะออกมาร่วมเผาทำลาย ชะล้างสิ่งของเหล่านั้นให้หายไปจากเกาะให้เร็วที่สุด แน่นอนส่วนหนึ่งก็เพราะว่าทุกคนกลัวเหล่า Memory Police จะมาเยือน แต่อีกส่วนกลับกลายเป็นว่าที่ทุกคนทำอย่างนั้นก็เพราะเมื่อความเห็นค่าที่เชื่อมโยงกับของเหล่านั้นถูกทำให้หายไป ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเก็บของเหล่านั้นไว้เตือนใจตัวเอง อาจจะดีกว่าถ้าทำให้ทุกอย่างหายๆ ไป อีกแค่สามสี่วันก็ชิน ใช้ชีวิตอยู่ได้เหมือนไม่เคยมีสิ่งนั้นมาก่อน โดยไม่แม้แต่จะคิดเผื่อว่าการเห็นสิ่งเหล่านั้นอาจทำให้ความทรงจำของพวกเขากลับคืนมาก็ได้&nbsp;</p>



<p>นี่คือตัวอย่างของการที่ภาครัฐสร้างวัฒนธรรมการ ‘ลืม’ ยืมมือทุกคนมาช่วยกัน ‘บิ๊กคลีนนิ่ง’ ทำลายสิ่งที่ภาครัฐไม่พึงประสงค์ แล้วทุกคนก็จะปลงและ ‘ยอมรับ’ มัน เมื่อเรายอมรับการทำลายอดีตและประวัติศาสตร์ของเราด้วยมือของเราเอง เราก็จะหมดข้ออ้างที่จะปฏิเสธว่าเราไม่เกี่ยวข้อง เป็นการแสดงความจำนนอยู่ใต้อาณัติอย่างสมบูรณ์</p>



<p>“ใช่ครับ เทียบกับเมื่อก่อนโพรงกลวงในเกาะอาจจะเพิ่มขึ้น จริงๆ ตอนผมยังเด็ก ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี เหมือนว่าอากาศเคยอัดแน่นเต็มอยู่ทั่วเกาะ แต่ตอนนี้อากาศนั้นก็ค่อยๆ โหวงเหวงลงไปพร้อมกับจิตใจของพวกเราที่เปราะบางลงไปด้วย แต่เพราะอย่างนั้นทุกอย่างจึงรักษาสมดุลไว้ได้จริงไหมครับ อาจมีช่วงที่เกือบจะเสียศูนย์ไปบ้าง แต่สุดท้ายเราก็จะปรับสมดุลกลับมา ไม่มีทางกลายเป็นศูนย์ไปได้ เหมือนกับกฎของแรงดันออสโมติกนั่นแหละครับ เพราะฉะนั้นคุณหนูเองก็จะไม่เป็นไร” ชายแก่อดีตช่างซ่อมเรือเฟอร์รี่พูดกับตัวละครเอกของเรื่องไว้เช่นนี้ เป็นคำพูดของคนที่หลอกตัวเองเรียบร้อยแล้วว่าเรื่องราวต่างๆ ไม่มีวันแก้ไข&nbsp;</p>



<p>ทุกคนบนเกาะนี้เลยใช้ชีวิตอยู่ในสุญญากาศ ที่ชีวิตมีแค่ปัจจุบัน ไม่มีอดีตไว้เกาะยึดว่าเราเป็นใครมาจากไหน และไม่มีอนาคตให้ใฝ่หวัง เพราะสิ่งที่เราทุ่มเททำในวันนี้อาจถูกภาครัฐสั่งให้หายไปในอนาคตเมื่อไหร่ก็ได้ คนบนเกาะนี้จึงได้แต่ใช้ชีวิตอย่างตายทั้งเป็นไปวันๆ ไม่ต่างจากวิญญาณล่องลอยไร้จุดหมายที่รอแค่ให้ทุกๆ อย่างรอบตัวมลายหายไป&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police9-1-1024x683.jpg" alt="The Memory Police" class="wp-image-149942" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police9-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police9-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police9-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police9-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police9-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police9-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police9-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police9-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">4.</h3>



<p>น่าคิดว่าโยโกะ โอกาวะ นักเขียนหนังสือเล่มนี้จะรู้สึกอย่างไรถ้ารู้ว่าข้ามทะเลจีนใต้มาไม่ไกลมีอีกประเทศหนึ่งในโลกความเป็นจริงที่ไม่ได้เอาหนังสือของเธอไว้เตือนใจ แต่เหมือนเอามาใช้เป็นคู่มือ</p>



<p>เป็นประเทศใต้การปกครองเผด็จการที่รักในการลบอดีต ล้างประวัติศาสตร์จนคนทั้งประเทศชาชินจนอาจถึงขั้นรักในการเป็นลูกไก่ในกำมือของกลุ่มคนไม่กี่คน เป็นประเทศที่ลืมง่าย มีวัฒนธรรมที่สร้างให้คนมูฟออนเก่ง ส่วนผู้มีอำนาจที่กระทำการเลวร้ายต่างๆ ก็ไม่เคยต้องรับผิดชอบใดๆ เพราะหลังออกข่าวแค่สามสี่วันคนทั้งประเทศนี้ก็ลืม เดือนที่แล้วประเทศนี้มีภาพหลุดนายตำรวจรุมทำร้ายผู้ต้องสงสัยในคดียาเสพติดจนตายออกมา ตอนนี้นายตำรวจคนนั้นยังอยู่ในประเทศอยู่หรือไม่ ไม่มีใครรู้ ถ้าไม่พูดขึ้นมาอาจไม่มีใครจำคดีนี้ได้เลยด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<p>ขณะที่เด็กๆ ในประเทศนี้ถูกสอนประวัติศาสตร์แค่การสร้างชาติจนถึงสงครามโลก แล้วก็กด skip ข้ามมายุคพฤษภาทมิฬทันที ต่อจนถึงแค่ต้นยุค 40 แล้วประวัติศาสตร์ของทั้งประเทศก็จบลงเท่านั้น ราวกับว่าช่วง 60 ปีระหว่างนั้นไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หลับตาแล้ว 60 ปีนั้นก็หายวับไป ไม่เคยมีรัฐบาลเผด็จการเต็มสูบนับสิบรัฐบาล ไม่เคยมีการขายทั้งประเทศชาติให้จักรวรรดิมหาอำนาจตะวันตกทำสงครามในภูมิภาค&nbsp;ไม่เคยมีการเข่นฆ่านักศึกษาเลือดอาบเมืองหลวง ไม่เคยมีการจับคนบริสุทธิ์มานั่งถังแดงเผาไฟ ไม่เคยมีการยิงมัสยิดใดๆ ราวกับว่าการพูดถึงมันขึ้นมาจะทำให้เกิดความเดือดร้อนกับคนที่อยู่ในอำนาจ ทำให้ฐานรากที่สร้างชาติขึ้นมาต้องพังพินาศลงเป็นโดมิโน่ คนรุ่นใหม่ถูกขโมยประวัติศาสตร์รากเหง้ายุคสมัยใหม่ไปจนหมดสิ้นไม่เหลือ</p>



<p>ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ภาครัฐที่สั่งให้เรื่องนี้หายไป แต่ประชาชนด้วยกันเองก็เลือกที่จะปิดหูปิดตา คนรุ่นเก่าร่วมกันชำระให้สิ่งเหล่านี้มันหายไป ยืมมือกันถอนรากของกันและกันเพราะกลัวว่าเปิดออกมาแล้วจะมีแต่เน่าหนอน ช่วยกันอมพะนำไม่ให้คนรุ่นใหม่รู้ โดยหารู้ไม่ว่าไม่ใช่แค่ประชาชนรุ่นใหม่ที่ไร้ราก แต่มันคือทั้งประเทศที่โงนเงนรอวันลมพัดตึงให้ล้มลงมาทั้งยวงในเวลาที่อาจจะเร็วกว่าที่ทุกคนคิด&nbsp;</p>



<p>ดูราวกับว่าอนาคตของประเทศนี้ช่างมืดมิดไม่ต่างจากชะตาของคนบนเกาะใน The Memory Police แต่ในเงามืดของการลบและลืม หนังสือเล่มนี้ก็เสนอวิธีชะลอหายนะที่กำลังมาถึงนี้อยู่หนึ่งวิธี&nbsp;</p>



<p>ถ้าคนมีอำนาจอยากทำให้สิ่งต่างๆ หายไป บางทีหน้าที่ของเราคือการสวนทางกระบวนการนี้ด้วยการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาใหม่ ทดแทนสิ่งที่หายไปด้วยสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ถ้าภาครัฐควบคุมโลกความเป็นจริงของเราไปหมดสิ้น บังคับให้ทุกอย่างคงที่และหายไป แม้เราจะเอาสิ่งเก่ากลับมาไม่ได้ เราก็จงสร้างโลกจินตนาการขึ้นมาด้วยความสร้างสรรค์ เขียนนิยาย ทำหนัง แต่งเพลง สร้างผลงานศิลปะ ฝ่าความสิ้นหวังแล้วแสดงตัวตนข้างในของเราออกมาเติมเต็มโลกที่ว่างโหวงด้วยสิ่งใหม่เช่นตัวละครเอกของเรื่องที่เป็นนักเขียนนิยายในโลกที่สิ่งต่างๆ หายไปเร็วกว่ามีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมา เช่นเดียวกับที่บรรณาธิการของตัวเองพูดกับเธอเมื่อกำลังสิ้นหวังว่า&nbsp;</p>



<p>“คุณคงคิดว่าทุกครั้งที่มีการสาบสูญความจำก็จะหายไป แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น มันแค่ลอยอยู่ใต้น้ำที่แสงส่องไปไม่ถึง เพราะอย่างนั้นถ้าเอามือควานลงไปลึกๆ ก็จะสัมผัสอะไรสักอย่างได้แน่นอน ช้อนมันขึ้นมาให้ถูกแสงแดด ผมทนไม่ได้แล้วที่จะอยู่เงียบๆ คอยมองเห็นจิตใจของคุณเปราะบางลงไปเรื่อยๆ แบบนี้”</p>



<p>ก่อนที่วิญญาณพวกเราจะฝ่อโดยสมบูรณ์แบบ ก่อนความหวังในชีวิตอนาคตจะถูกกลืนกินโดยพละอำนาจโดยสมบูรณ์ เราต้องไม่ยอม ต้องสร้างโลกที่เราอยากเห็นออกมา เราอาจจะเอารากของเราที่โดนตัดเหี้ยนไปแล้วคืนมาไม่ได้ แต่เราสามารถงอกกิ่งใหม่เพื่อยึดโยงกันและกันเป็นปึกแผ่นให้ไม่ล้มลง รอเห็นหน่อรุ่นใหม่แทงตัวขึ้นมาจากพื้นดินอีกครั้ง เพื่อคืนผืนป่ากลับสู่สิ่งที่มันเคยเป็น และเปิดที่ให้มันงอกเงยอย่างที่มันควรจะเป็น&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police10-1024x683.jpg" alt="The Memory Police" class="wp-image-149943" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/memory-police10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-memory-police/">The Memory Police &#8211; ในดินแดนที่รัฐบีบบังคับสรรพสิ่งให้เลือนหาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับผู้สร้าง Far Cry 6 เกมต่อสู้ที่เปิดเผยเฉดสีเทาของกบฏและเผด็จการ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/far-cry-6/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อภิโชค จันทรเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Oct 2021 12:14:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[GAME CHANGER]]></category>
		<category><![CDATA[วิดีโอเกม]]></category>
		<category><![CDATA[เกมต่อสู้]]></category>
		<category><![CDATA[เผด็จการ]]></category>
		<category><![CDATA[Game Changer]]></category>
		<category><![CDATA[Far Cry 6]]></category>
		<category><![CDATA[Far Cry]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=148108</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะเป็น Star Wars ภาคใหม่, ซีรีส์ The Lord of the Rings หรือนิยายชุด The Hunger Games ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวของประชาชนผู้ร่วมมือกันโค่นล้มผู้นำเผด็จการนั้นเป็นเส้นเรื่องที่พบได้มากมายในสื่อต่างๆ เป็นพลังความหวังให้กับคนทั่วโลกว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง far cry 6 แต่เมื่อหันมามองโลกความเป็นจริง การต่อสู้กับอำนาจเผด็จการนั้นไม่ตรงไปตรงมาเหมือนเรื่องราวการต่อสู้ของพระเอกและตัวร้าย ในโลกความเป็นจริง การต่อสู้ทางการเมืองนั้นซับซ้อน ทั้งฝ่ายผู้กดขี่ที่อาจใช้พลังอำนาจทางการเมืองสร้างความเจริญให้กับประเทศจนหลายคนตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าที่จะแลกเสรีภาพเพื่อความมั่งคั่งมั่นคง หรือการที่หลายครั้งการต่อสู้พาผู้ต่อต้านไปแตะเส้นศีลธรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพจนโหดร้ายแทบไม่ต่างกับฝั่งผู้กดขี่เสียเอง น้อยครั้งที่เราจะได้เห็นการต่อสู้เฉดสีเทาเช่นนี้ในสื่อบันเทิงกระแสหลัก โดยเฉพาะในโลกวิดีโอเกมที่เอะอะก็ใช้การต่อสู้ทางการเมืองมาเป็นฉากหลังอย่างฉาบฉวย กระทั่งวันนี้ที่บริษัท Ubisoft กล้าที่จะออกมาชำแหละคอนเซปต์ของการลุกขึ้นสู้ทางการเมืองอย่างถึงพริกถึงขิงผ่านเกมใหม่ล่าสุดของพวกเขาอย่าง Far Cry 6&#160; โชคดีที่เรามีโอกาสสัมภาษณ์ Navid Khavari ผู้เป็น Narrative Director ของเกม Far Cry ภาคนี้ถึงเหตุผลในการเปลี่ยนมาเล่าเรื่องการเมืองในเฉดสีเทา จนเกมสามารถสะท้อนการต่อสู้ทางการเมืองในประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศpไทยได้อย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับผู้อ่านที่ไม่ใช่เกมเมอร์ Far Cry เป็นแฟรนไชส์เกมเดินหน้ายิงจาก Ubisoft บริษัทเกมยักษ์ใหญ่สัญชาติฝรั่งเศส เกมนี้มีจุดเด่นที่เรื่องราวการต่อสู้ของคนธรรมดาๆ ที่ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องลุกขึ้นสู้กับตัวร้าย ผสมกับระบบการเล่นบู๊ระเบิดที่ปล่อยให้ผู้เล่นมีอิสระในการทำภารกิจ จะแอบแทรกซึมฐานศัตรูเพื่อทำภารกิจเงียบๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/far-cry-6/">คุยกับผู้สร้าง Far Cry 6 เกมต่อสู้ที่เปิดเผยเฉดสีเทาของกบฏและเผด็จการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ไม่ว่าจะเป็น <em>Star Wars </em>ภาคใหม่, ซีรีส์<em> The Lord of the Rings </em>หรือนิยายชุด <em>The</em> <em>Hunger Games</em> ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวของประชาชนผู้ร่วมมือกันโค่นล้มผู้นำเผด็จการนั้นเป็นเส้นเรื่องที่พบได้มากมายในสื่อต่างๆ เป็นพลังความหวังให้กับคนทั่วโลกว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง <span style="display: none;">far cry 6</span></p>



<p>แต่เมื่อหันมามองโลกความเป็นจริง การต่อสู้กับอำนาจเผด็จการนั้นไม่ตรงไปตรงมาเหมือนเรื่องราวการต่อสู้ของพระเอกและตัวร้าย ในโลกความเป็นจริง การต่อสู้ทางการเมืองนั้นซับซ้อน ทั้งฝ่ายผู้กดขี่ที่อาจใช้พลังอำนาจทางการเมืองสร้างความเจริญให้กับประเทศจนหลายคนตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าที่จะแลกเสรีภาพเพื่อความมั่งคั่งมั่นคง หรือการที่หลายครั้งการต่อสู้พาผู้ต่อต้านไปแตะเส้นศีลธรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพจนโหดร้ายแทบไม่ต่างกับฝั่งผู้กดขี่เสียเอง</p>



<p>น้อยครั้งที่เราจะได้เห็นการต่อสู้เฉดสีเทาเช่นนี้ในสื่อบันเทิงกระแสหลัก โดยเฉพาะในโลกวิดีโอเกมที่เอะอะก็ใช้การต่อสู้ทางการเมืองมาเป็นฉากหลังอย่างฉาบฉวย กระทั่งวันนี้ที่บริษัท Ubisoft กล้าที่จะออกมาชำแหละคอนเซปต์ของการลุกขึ้นสู้ทางการเมืองอย่างถึงพริกถึงขิงผ่านเกมใหม่ล่าสุดของพวกเขาอย่าง <strong>Far Cry 6&nbsp;</strong></p>



<p>โชคดีที่เรามีโอกาสสัมภาษณ์ Navid Khavari ผู้เป็น Narrative Director ของเกม Far Cry ภาคนี้ถึงเหตุผลในการเปลี่ยนมาเล่าเรื่องการเมืองในเฉดสีเทา จนเกมสามารถสะท้อนการต่อสู้ทางการเมืองในประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศpไทยได้อย่างไม่น่าเชื่อ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/messageImage_1633685703745-1024x576.jpg" alt="Far Cry 6" class="wp-image-148139" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/messageImage_1633685703745-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/messageImage_1633685703745-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/messageImage_1633685703745-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/messageImage_1633685703745-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/messageImage_1633685703745-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/messageImage_1633685703745.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>สำหรับผู้อ่านที่ไม่ใช่เกมเมอร์ Far Cry เป็นแฟรนไชส์เกมเดินหน้ายิงจาก Ubisoft บริษัทเกมยักษ์ใหญ่สัญชาติฝรั่งเศส เกมนี้มีจุดเด่นที่เรื่องราวการต่อสู้ของคนธรรมดาๆ ที่ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องลุกขึ้นสู้กับตัวร้าย ผสมกับระบบการเล่นบู๊ระเบิดที่ปล่อยให้ผู้เล่นมีอิสระในการทำภารกิจ จะแอบแทรกซึมฐานศัตรูเพื่อทำภารกิจเงียบๆ หรือจะระเบิดภูเขาเผากระท่อมศัตรูให้วอดวายก็ได้ตามสไตล์ที่ถูกใจ</p>



<p>เรื่องราวของ Far Cry 6 เกิดขึ้นที่ประเทศ Yara เกาะสมมติในแถบคาริบเบียนที่เกมอ้างอิงจากประเทศคิวบาในโลกความเป็นจริง ยาราถูกปกครองโดย Antón Castillo จอมเผด็จการผู้พลิกประเทศจากเกาะคอมมิวนิสต์จนๆ ที่ประเทศเสรีทั่วโลกกีดกันให้กลายเป็นประเทศสำคัญในระดับนานาชาติด้วยการส่งออก ‘Viviro’ ยาวิเศษจากใบยาสูบท้องถิ่นที่รักษามะเร็งได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ </p>



<p>แม้จะฟังดูดีแต่ความสำเร็จนี้ต้องแลกมาด้วยชีวิตเนื่องจากการสังเคราะห์วิวิโร่ต้องใช้สารพิษรุนแรงฉีดพ่นลงไปบนใบยาสูบเพื่อให้เกิดเป็นตัวยา คนท้องถิ่นและศัตรูทางการเมืองที่รัฐเกณฑ์มาเป็นแรงงานจึงต้องสังเวยชีวิตเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดกลุ่มกบฏติดอาวุธเข้าต่อสู้กับรัฐบาลเพื่อปลดปล่อยประเทศจากระบบเผด็จการให้ได้&nbsp; </p>



<p>ในเกมภาคนี้ ผู้เล่นจะรับบทเป็น Dani Rojas วัยรุ่นชาวยาราและอดีตทหารเกณฑ์ที่ทนชีวิตในระบอบเผด็จการไม่ไหวอีกต่อไป (ผู้เล่นสามารถเลือกให้แดนี่เป็นเพศชายหรือหญิงก็ได้) แดนี่และเพื่อนสนิทตัดสินใจหนีออกนอกประเทศไปยังอเมริกา แต่เคราะห์ร้าย แผนการหนีของแดนี่ล้มเหลว ทำให้แดนี่ต้องเข้าร่วมกับกองกำลังกบฏลิเบอร์ตาด (Libertad) และจับพลัดจับผลูเข้าไปอยู่ในขบวนการต่อสู้ล้มรัฐบาล</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3-1024x1024.jpg" alt="" data-id="148142" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=148142" class="wp-image-148142" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-3.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4-1024x1024.jpg" alt="" data-id="148143" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=148143" class="wp-image-148143" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-4.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<p>อ่านดูแล้วแฟนๆ ของซีรีส์ Far Cry น่าจะพอเห็นภาพว่าเรื่องราวในภาคนี้ยังคงสูตรเรื่องเล่าดั้งเดิมของซีรีส์ไว้อย่างครบถ้วน ถึงอย่างนั้น นี่ก็เป็นการพัฒนาคอนเซปต์ไปอีกขั้น คือไม่ได้แค่เล่าแต่ความโหดของตัวร้ายอย่างเดียวแต่ยังเล่าไปถึงสภาพสังคมและการเมืองแวดล้อมที่ทำให้เกิดจอมเผด็จการอย่างละเอียดและรอบด้านที่สุดเท่าที่ซีรีส์นี้เคยมีมา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อะไรที่ทำให้เกิดเผด็จการ?</strong></h3>



<p>อะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คนคนหนึ่งลุกขึ้นมาเป็นผู้นำเผด็จการจอมโหดที่กล้าทำสิ่งเลวร้ายแบบไม่แคร์ใคร? เงินมหาศาลจากการคอร์รัปชั่น? อำนาจล้นฟ้าอย่างที่ไม่มีใครเทียบได้?</p>



<p>“เพราะความรักในประเทศชาติของเขาล้วนๆ ครับ” Giancarlo Esposito นักแสดงผู้รับบทเป็นเผด็จการแอนต้อนเล่าถึงตัวละคร ‘ท่านผู้นำ’ ที่เขารับบท (ก่อนหน้านี้หลายๆ คนอาจจะรู้จักเขาจากบทตัวร้าย Gus Fring ในซีรีส์ <em>Breaking Bad</em> และ Moff Gideon จาก <em>The Mandalorian</em> มาแล้ว)</p>



<p>“ที่ผมเลือกรับบทนี้ ส่วนหนึ่งเพราะผมรู้สึกว่าแอนต้อนไม่ได้เป็นแค่ผู้นำเผด็จการดาดๆ ที่แค่อยากรวยหรือมีอำนาจแบบคนอื่นๆ เขาเป็นผู้นำที่รักประชาชนของเขามากๆ ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศเจริญ เขาเชื่อสุดตัวเลยว่าประเทศชาติสำคัญกว่าครอบครัว สำคัญกว่าความรัก สำคัญกว่าความยุติธรรมใดๆ”  <br></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-148145" width="768" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-5-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-5-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-5.jpg 1500w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<p>พ่อของแอนต้อน Gabriel Castillo เป็นอดีตเผด็จการที่พัฒนายาราให้เป็นเพชรงามของทะเลแคริบเบียนยุค 60s ก่อนจะโดนฝ่ายคอมมิวนิสต์ล้มรัฐบาลในปี 1967 แอนต้อนต้องมองพ่อตัวเองโดนประหารต่อหน้าต่อตา ก่อนโดนส่งไปใช้แรงงานหนักในไร่ยาสูบนับสิบปี เขาเฝ้ามองประเทศที่รักของพ่อค่อยๆ พังพินาศ เศรษฐกิจฝืดเคือง ประเทศโดนดูถูกโดยสังคมโลก ความแค้นและความรักประเทศดันให้เขาลง ‘เลือกตั้ง’ ประธานาธิบดีจนได้ขึ้นครองตำแหน่งพร้อมความหวังจะพาให้ประเทศรุ่งเรืองอีกครั้ง</p>



<p>แต่ว่าความรักในประเทศบ้านเกิด อยากเห็นบ้านเมืองเจริญนั้นคุ้มค่ากับการแลกด้วยเสรีภาพและชีวิตของประชาชนจริงๆ หรือ? นี่เป็นคำถามที่เกมทิ้งไว้ให้ผู้เล่นได้ขบคิดขณะต่อสู้กับเผด็จการที่ไม่ได้เป็นแค่ตัวร้ายแบนๆ แต่เป็นผู้นำที่เห็นตัวเองเป็นฮีโร่ พร้อมทำทุกทางเพื่อประเทศและเพื่อคนที่เขารัก แม้จะต้องทำเรื่องเลวร้ายสุดกู่ก็ตาม</p>



<p>ซึ่งหนึ่งในคนที่แอนต้อน คาสติโญ่รักมากที่สุดนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวน Diego Castillo หนึ่งในตัวละครที่สำคัญที่สุดในภาคนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3703528-farcry6thumb.png" alt="" class="wp-image-148148" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3703528-farcry6thumb.png 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3703528-farcry6thumb-300x169.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3703528-farcry6thumb-768x432.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/3703528-farcry6thumb-600x338.png 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เราต่างเชื่อมโยงกันผ่านเรื่องครอบครัว</strong></h3>



<p>“จากที่ทางทีมงานลองหาข้อมูลมา พวกเราค้นพบว่ามีสิ่งหนึ่งที่ผู้นำเผด็จการทั่วโลกหมกมุ่นมากๆ นั่นคือเรื่องของครอบครัวพวกเขา” นาวิด คาวารี Narrative Director ของเกมภาคนี้เล่า “ผู้นำทุกคนอยากเห็นระบอบของตัวเองคงอยู่ต่อไปหลังจากที่พวกเขาตายไปแล้ว และจะมีใครที่เหมาะสืบทอดอุดมการณ์ในเรื่องอะไรแบบนี้ได้ดีไปกว่าลูกๆ ของพวกเขาเอง”</p>



<p>นั่นเป็นที่มาของตัวละคร ดิเอโก้ คาสติโญ่ ลูกชายวัย 13 ของแอนต้อนที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจ ที่น่าสนใจคือ ดิเอโก้ยังเป็นผ้าขาว เป็นเด็กวัยรุ่นที่พยายามหาจุดยืนของตัวเองว่าจะยอมเป็นเด็กดีของพ่อแม้จะต้องทำในสิ่งเลวร้ายมากมาย หรือจะยอมเสี่ยงชีวิต ทิ้งตำนานของครอบครัวเพื่อสร้างอนาคตของตัวเอง</p>



<p>“นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวร้ายในซีรีส์ของเรามีคนรุ่นลูกมาวนเวียนอยู่ในชีวิต ผมคิดว่าพอเราเห็นวิธีการที่ตัวร้ายเลี้ยงดูลูกของตัวเองมันยิ่งทำให้ตัวร้ายมีมิติและน่ากลัวมากขึ้นอีก ภาคนี้เป็นครั้งแรกด้วยที่ผู้เล่นสามารถมีผลกับการเติบโตของครอบครัวของตัวร้ายได้ คุณจะได้พบเจอกับดิเอโก้ตลอดเกม และทุกการกระทำของคุณสามารถช่วยโน้มน้าวเด็กผู้ชายคนนี้ได้” นาวิดบอก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6162e2f0-c480-11ea-bbff-13354ee3540d-1024x576.jpg" alt="far cry 6" class="wp-image-148151" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6162e2f0-c480-11ea-bbff-13354ee3540d-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6162e2f0-c480-11ea-bbff-13354ee3540d-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6162e2f0-c480-11ea-bbff-13354ee3540d-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6162e2f0-c480-11ea-bbff-13354ee3540d-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6162e2f0-c480-11ea-bbff-13354ee3540d-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/6162e2f0-c480-11ea-bbff-13354ee3540d.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>อาจจะฟังดูแปลกๆ ว่าทำไมเกมเดินหน้ายิงอย่าง Far Cry ถึงได้ให้เวลากับการพูดเกี่ยวกับเรื่องอุ่นๆ อย่างความสัมพันธ์ครอบครัว แต่นาวิดเองก็ได้ให้เหตุผลไว้อย่างน่าสนใจ</p>



<p>“ถ้าสังเกตดีๆ แกนหลักของเรื่องราวทั้งหมดในซีรีส์ Far Cry นั้นพูดเรื่องครอบครัวมาตลอด ทั้งภาค 3 (พี่น้องโจรสลัดต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอาณาจักรเกาะ) ภาค 4 (พ่อแม่ของตัวเอกอาจมีส่วนเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับการต่อสู้กับกษัตริย์) และภาค 5 (ครอบครัวพี่น้องบ้านแตกที่ปกป้องตัวเองด้วยการตั้งลัทธิหัวรุนแรงขึ้นมาเพื่ออยู่ด้วยกัน)” </p>



<p>ประเด็นเรื่องครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนมีประสบการณ์ร่วมนี่เองที่เป็นเคล็ดลับความเข้มข้นของเนื้อเรื่องของ Far Cry แต่ละภาค รวมถึงภาคใหม่ล่าสุดนี้ที่เน้นเรื่องการสืบทอดเจตนารมณ์ในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นอย่างที่ไม่เคยมีภาคไหนพูดมาก่อน&nbsp;</p>



<p>ไหนๆ ก็พูดเรื่องครอบครัวแล้ว เราก็คงจะไม่พูดถึงอีก ‘ครอบครัว’ อย่างฝ่ายกบฏลิเบอร์ตาดไม่ได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จะไปต่อยังไงในวันที่กลุ่มกบฏชนะรัฐบาล</strong></h3>



<p>ลิเบอร์ตาดเป็นกองกำลังกบฏติดอาวุธที่ทำสงครามกองโจรกับรัฐบาลมาหลายปี นำโดย Clara Garcia อดีตนักข่าวที่ผันตัวมาเป็นผู้นำฝ่ายกบฏ ภายใต้การแนะนำของ Juan Cortez อดีตนักสู้ยุค 60s และสายลับ KGB ของสหภาพโซเวียตที่ต้องการให้ประชาชนลุกฮือขึ้นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีคาสติโญ่ให้ได้ </p>



<p>กองกำลังกบฏในเกมนี้ไม่ได้เป็นแค่กลุ่มโจรห้าร้อยธรรมดาที่แค่มารวมตัวกันเพื่อโค่นรัฐบาลให้ได้แล้วประกาศชัยชนะแบบที่แทบทุกเกมแนวนี้ทำกัน แต่เกมยังอาศัยฝ่ายลิเบอร์ตาดในการพูดถึงการต่อสู้ขั้นต่อไปหลังจากล้มจอมเผด็จการได้แล้วอย่างละเอียดอ่อน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-6-1024x1024.jpg" alt="far cry 6" class="wp-image-148154" width="768" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-6-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-6-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/Geek-Preview-Ubisofts-Far-Cry-6-Goes-Bigger-Badder-And-Crazier-6.jpg 1500w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<p>“แกคิดว่าฉันอยากเป็นประธานาธิบดีแทนแอนต้อนงั้นเหรอ” คลาร่า ผู้นำกบฏตอบเมื่อแดนี่ถามเธอตอนต้นเกมว่าจุดหมายสุดท้ายของการปฏิวัติคืออะไร “ประธานาธิบดีคนใหม่ขึ้นมาแป๊บเดียวเดี๋ยวก็โดนเก็บ เดี๋ยวเผด็จการคนใหม่ก็โกงเลือกตั้งเข้ามา ไม่ก็มีหุ่นเชิดที่ประเทศมหาอำนาจส่งมาคุมประเทศเราสักคน </p>



<p>“หน้าที่ของลิเบอร์ตาดไม่ได้เป็นการยึดอำนาจมาเป็นของพวกเรา แต่เราจะเป็นคนสู้ให้ประชาชนได้เสรีภาพในการเลือกตั้ง แล้วเราก็จะถอยจากสายตาคน คอยเฝ้าสถานการณ์อยู่ห่างๆ เพราะเชื่อเถอะ สักวันหนึ่งก็จะมีคนลุกขึ้นมาย่ำยีเสรีภาพของพวกเราอีกครั้ง และเมื่อนั้นเราก็จะออกมาสู้เพื่อเอาเสรีภาพกลับคืนมา ไม่มีวันจบ นี่คือหน้าที่ของเราที่ต้องสู้ต่อไปจนวันตายเพื่อเสรีภาพของพวกเราทุกคน”</p>



<p><br>นี่เป็นแนวคิดของกลุ่มลิเบอร์ตาดที่พูดถึงกระบวนการต่อสู้กับอำนาจทางเผด็จการทางการเมืองได้อย่างละเอียดรอบด้านแบบที่ไม่เจอในเกมทั่วไป และน่าจะสะท้อนกับสภาพการเมืองในประเทศของเราได้อยู่ไม่น้อย</p>



<p>นอกจากอุดมการณ์จะมีความละเอียดอ่อนแล้ว ตัวกลุ่มกบฏเองก็มีความซับซ้อนไม่แพ้ฝั่งผู้นำ กองกำลังฝ่ายกบฏใน Far Cry 6 ไม่ได้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวกันทุกคน ลิเบอร์ตาดเองเต็มไปด้วยตัวละครหลากหลายที่ล้วนมีความต้องการของตัวเอง รวมถึงมีความลับที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้อยู่มากมาย จนเราอดคิดไม่ได้ว่าสำหรับบางตัวละครแล้ว การลุกขึ้นมาล้มรัฐบาลครั้งนี้เป็นการทำเพื่อประชาชนหรือเพื่อใครกันแน่</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://asset.vg247.com/far-cry-6-preview-story.jpg/BROK/resize/1920x1920%3E/format/jpg/quality/80/far-cry-6-preview-story.jpg" alt="Far Cry 6 review - Chaos in paradise | VG247"/></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยารา ลาตินอเมริกา และประเทศเผด็จการทั่วโลก</strong></h3>



<p>ถึงฝ่ายกบฏจะมีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการสู้กับเผด็จการแค่ไหน การต่อสู้นั้นไม่มีทางสำเร็จได้ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศ นี่นำมาสู่สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในเกมภาคนี้ นั่นคือฝ่ายการเมืองท้องถิ่นที่ผู้เล่นต้องโน้มน้าวให้มาเข้าร่วมกับกองกำลังลิเบอร์ตาด เพื่อชวนให้คนทั่วประเทศลุกฮือในที่สุด ทั้งสามฝ่ายประกอบด้วย</p>



<p><strong>1. ครอบครัวมอนเตโร (Montero) หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรประจำภาคตะวันตกของประเทศ </strong>ที่เกษตรกรทั้งประเทศให้ความนับถือเหนือรัฐบาล ถ้าสามารถชวนมาร่วมฝั่งกบฏได้ก็จะได้ฐานเสียงมาจำนวนมาก แต่ก่อนอื่นผู้เล่นต้องช่วยให้คนในครอบครัวที่มีความเห็นเรื่องการเมืองไม่ตรงกันหันมาเห็นให้ตรงกันให้ได้ก่อน</p>



<p><strong>2. แม็กซิมาส มาตานซาส (Maximas Matanzas)</strong> คู่หูดูโอ้ศิลปินแรปต้านการเมืองที่กล้าพูดเรื่องต้องห้าม เบิกเนตรประชาชนจนโดนทางการหมายหัว ต้องหนีลงใต้ดิน คนหนึ่งยังอยากสู้รัฐบาลสุดใจขาดดิ้น ในขณะที่อีกคนยอมแพ้ไปแล้ว เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องโน้มน้าวให้ทั้งสองกลับมาร้องเพลงเพื่อเป็นกระบอกเสียงกันอีกครั้ง</p>



<p>3. <strong>กลุ่มกบฏวีรชนนักศึกษาคนกล้ารุ่นพ่อ </strong>ที่เคยล้มรัฐบาลของพ่อแอนต้อนได้สำเร็จจนกลายเป็นฮีโร่ของประเทศ และ<strong>กลุ่มกบฏ<strong>ลาตินอเมริกา</strong>เด็กรุ่นใหม่ Gen Z</strong>  ที่หมดหวังทั้งกับวีรชนรุ่นใหญ่และกลุ่มลิเบอร์ตาดเลยตัดสินใจลุกขึ้นมาสู้ด้วยตัวเอง เป็นหน้าที่ของผู้เล่นที่ต้องดึงให้กบฏรุ่นเดอะเยอะประสบการณ์มาร่วมมือกับเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง เพื่อให้เกิดเป็นสุดยอดกบฏ 2 วัยที่ทำงานร่วมกันได้สมบูรณ์</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/far-cry-6-screenshot-1024x576.jpeg" alt="" class="wp-image-148160" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/far-cry-6-screenshot-1024x576.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/far-cry-6-screenshot-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/far-cry-6-screenshot-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/far-cry-6-screenshot-600x338.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/far-cry-6-screenshot.jpeg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05zVenYYjunD1XpMKIQ2KPr-1..1630416779-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-148157" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05zVenYYjunD1XpMKIQ2KPr-1..1630416779-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05zVenYYjunD1XpMKIQ2KPr-1..1630416779-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05zVenYYjunD1XpMKIQ2KPr-1..1630416779-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05zVenYYjunD1XpMKIQ2KPr-1..1630416779-600x337.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/05zVenYYjunD1XpMKIQ2KPr-1..1630416779.jpg 1449w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าบรรดากลุ่มฝ่ายการเมืองต่างๆ ใน Far Cry 6 ข้างต้นนั้นแม้จะสร้างขึ้นมาจากวัฒนธรรมลาตินอเมริกา แต่หลายๆ กลุ่มเองกลับมีลักษณะคล้ายคลึงกับฝ่ายการเมืองในประเทศไทยของเรา เป็นที่น่าสนใจว่าแม้วัฒนธรรมจะแตกต่างกัน แต่ความเป็นสากลของการต่อสู้ระบอบเผด็จการนั้นสามารถแตะใจคนได้ทั่วโลกอย่างไม่น่าเชื่อ</p>



<p>เล่ามาทั้งหมดนี้อาจจะดูว่าเกมนี้ต้องเครียดมากๆ แน่ๆ แต่บอกเลยว่าเสน่ห์ของซีรีส์ Far Cry ที่เป็นการผสมผสานกันระหว่างเนื้อหาซีเรียสจริงจังและ gameplay สุดมันยังอยู่ครบแน่นอน</p>



<p>“พวกเราหาข้อมูลเกี่ยวกับนักปฏิวัติในประเทศต่างๆ ขณะสร้างเรื่องราวของเกมภาคนี้อย่างละเอียด นักสู้ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้การต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการจะลำบาก โหดร้ายและน่ากลัวในหลายๆ ครั้ง แต่ในระหว่างนั้นพวกเขาก็มีโมเมนต์ที่ได้หัวเราะ เล่นสนุก ร้องเพลงด้วยกันในป่าเขาในฐานะผู้ร่วมอุดมการณ์ด้วยเหมือนกัน เราเลยอยากให้ผู้เล่นได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติครั้งนี้แบบเต็มที่ ให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์ในทุกด้านของการต่อสู้ทางการเมืองทั้งตอนบู๊และตอนสนุกอย่างสมจริง” นาวิดเล่า</p>



<p>เล่าแค่นี้คงยังไม่พอ เอาเป็นว่าเราขอแนะนำให้คุณได้ลองเล่น Far Cry 6 สักครั้ง เพื่อสัมผัสเกมฟอร์มยักษ์ที่กล้าแตะประเด็นการเมืองได้อย่างถึงรสชาติและเป็นสากล จนเนื้อหาที่เกิดขึ้นในโซนลาตินอเมริกาสมมติอาจพูดแทนความในใจของคนไทยหลายๆ คนในยุคนี้ได้อย่างแน่นอน</p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p>เกมนี้เพิ่งวางจำหน่ายในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาบน PC, PS4, PS5, Xbox One, Xbox X/S และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ Amazon Luna และ Stadia และภาคนี้มีการแปลซับฯ และเมนูเป็นภาษาไทยเอาใจแฟนๆ คนไทยบ้านเราโดยเฉพาะด้วย</p>



<div style="display: none;">
<a style="display:none;" href="https://adaymagazine.com/"></a>
<a style="display:none;" href="https://facevook.com/adaymagazine/"></a>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/far-cry-6/">คุยกับผู้สร้าง Far Cry 6 เกมต่อสู้ที่เปิดเผยเฉดสีเทาของกบฏและเผด็จการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ก่อนความหวังจะล่มสลาย Road 96 เกมช่วยคนรุ่นใหม่ให้เอาตัวรอดจากประเทศเผด็จการ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/road-96/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อภิโชค จันทรเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Sep 2021 12:52:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[GAME CHANGER]]></category>
		<category><![CDATA[Road 96]]></category>
		<category><![CDATA[หนีออกจากประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ขับรถ]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เกม]]></category>
		<category><![CDATA[เผด็จการ]]></category>
		<category><![CDATA[Game Changer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=146254</guid>

					<description><![CDATA[<p>Road 96 คุณเคยคิดอยากหนีไปจากประเทศไทยบ้างไหม? หนีจากระบบเผด็จการทหารในคราบประชาธิปไตย ไปให้พ้นจากระบบอุปถัมภ์ ไม่ต้องทนกับระบบยุติธรรมที่เอื้อประโยชน์ให้คนมีเงินและอำนาจอีกต่อไป แต่หลายคนที่เคยลองหาลู่ทางไปมีชีวิตต่างประเทศคงรู้กันว่าการยกชีวิตหนีออกจากบ้านเกิดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะเรื่องวีซ่า กรีนการ์ด ไม่นับถึงเงินจำนวนไม่ใช่น้อยที่ต้องเอาไว้ใช้เพื่ออยู่รอด สุดท้ายการย้ายออกจากประเทศอาจดูเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมเสียเหลือเกิน แต่วันนี้แหละที่คุณจะได้มีโอกาสลองหนีออกจากประเทศผ่านเกมอย่าง Road 96 ผลงานล่าสุดของสตูดิโอเกมฝรั่งเศส DigixArt เจ้าของผลงานเกมแนวแอดเวนเจอร์ขึ้นหิ้งอย่าง Valiant Hearts และ 11-11: Stories Retold เกมนี้เล่าเรื่องราวของประเทศสมมติชื่อ Petria ที่ปกครองโดย Tyrak ประธานาธิบดีเผด็จการผู้ครองประเทศด้วยกำปั้นเหล็กมานับสิบปี ประเทศจึงล้าหลัง เศรษฐกิจถดถอย คนรุ่นใหม่มากมายหมดหวัง จนพยายามหาทางหนีออกจากประเทศด้วยการไปให้ถึง Road 96 ถนนชายแดนที่เชื่อมไปยังประเทศข้างๆ ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้วัยรุ่นหนีไปแม้จะต้องจับพวกเขายัดคุก ไม่มีวันได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกตลอดกาลก็ตาม เนื้อเรื่องของเกมแบ่งออกเป็น 8 ตอน ในแต่ละตอน ผู้เล่นจะต้องรับบทเป็นตัวละครวัยรุ่นที่เกมสุ่มทั้งเพศและความสามารถขึ้นมาให้ใหม่ ทำให้การเดินทางไปยังชายแดนแต่ละครั้งแทบคาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางบ้าง เราสามารถเลือกได้ว่าจะเดินทางด้วยการเดินเท้า โบกรถ เรียกแท็กซี่ หรือแม้แต่ขโมยรถคนอื่นขับไปโดยต้องเผชิญกับทั้งความหิว ความเหน็ดเหนื่อย และความเสี่ยงที่กองกำลังตำรวจจะจับเราเข้าคุกได้ทุกเมื่อ ทุกการตัดสินใจของผู้เล่นมีผลกับหลอดพลังชีวิตและเงินในกระเป๋า และการตัดสินใจผิดพลาดก็อาจทำให้ผู้เล่นโดนจับหรือแม้แต่ขาดใจตายเอากลางทางได้ง่ายๆ นอกจากการสุ่มตัวละครให้ผู้เล่นแล้ว ตัวเกมยังสุ่มเหตุการณ์ระหว่างทางใหม่ทุกครั้ง โดยผู้เล่นจะได้พบกับตัวละครหลัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/road-96/">ก่อนความหวังจะล่มสลาย Road 96 เกมช่วยคนรุ่นใหม่ให้เอาตัวรอดจากประเทศเผด็จการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><span style="display: none;">Road 96</span></p>



<p>คุณเคยคิดอยากหนีไปจากประเทศไทยบ้างไหม?</p>



<p>หนีจากระบบเผด็จการทหารในคราบประชาธิปไตย ไปให้พ้นจากระบบอุปถัมภ์ ไม่ต้องทนกับระบบยุติธรรมที่เอื้อประโยชน์ให้คนมีเงินและอำนาจอีกต่อไป แต่หลายคนที่เคยลองหา<a href="https://adaymagazine.com/category/series/one-way-ticket/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ลู่ทางไปมีชีวิตต่างประเทศ</a>คงรู้กันว่าการยกชีวิตหนีออกจากบ้านเกิดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะเรื่องวีซ่า กรีนการ์ด ไม่นับถึงเงินจำนวนไม่ใช่น้อยที่ต้องเอาไว้ใช้เพื่ออยู่รอด สุดท้ายการย้ายออกจากประเทศอาจดูเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมเสียเหลือเกิน</p>



<p>แต่วันนี้แหละที่คุณจะได้มีโอกาสลองหนีออกจากประเทศผ่านเกมอย่าง <strong>Road 96</strong> ผลงานล่าสุดของสตูดิโอเกมฝรั่งเศส <a href="https://sites.google.com/digixart.com/digixart" target="_blank" rel="noreferrer noopener">DigixArt </a>เจ้าของผลงานเกมแนวแอดเวนเจอร์ขึ้นหิ้งอย่าง Valiant Hearts และ 11-11: Stories Retold</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="562" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0228.jpg" alt="Road 96" class="wp-image-146256" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0228.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0228-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0228-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0228-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<p><a href="https://www.road96.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เกมนี้</a>เล่าเรื่องราวของประเทศสมมติชื่อ Petria ที่ปกครองโดย Tyrak ประธานาธิบดีเผด็จการผู้ครองประเทศด้วยกำปั้นเหล็กมานับสิบปี ประเทศจึงล้าหลัง เศรษฐกิจถดถอย คนรุ่นใหม่มากมายหมดหวัง จนพยายามหาทางหนีออกจากประเทศด้วยการไปให้ถึง Road 96 ถนนชายแดนที่เชื่อมไปยังประเทศข้างๆ ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้วัยรุ่นหนีไปแม้จะต้องจับพวกเขายัดคุก ไม่มีวันได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกตลอดกาลก็ตาม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="562" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0226.jpg" alt="Road 96" class="wp-image-146258" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0226.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0226-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0226-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0226-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<p>เนื้อเรื่องของเกมแบ่งออกเป็น 8 ตอน ในแต่ละตอน ผู้เล่นจะต้องรับบทเป็นตัวละครวัยรุ่นที่เกมสุ่มทั้งเพศและความสามารถขึ้นมาให้ใหม่ ทำให้การเดินทางไปยังชายแดนแต่ละครั้งแทบคาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางบ้าง เราสามารถเลือกได้ว่าจะเดินทางด้วยการเดินเท้า โบกรถ เรียกแท็กซี่ หรือแม้แต่ขโมยรถคนอื่นขับไปโดยต้องเผชิญกับทั้งความหิว ความเหน็ดเหนื่อย และความเสี่ยงที่กองกำลังตำรวจจะจับเราเข้าคุกได้ทุกเมื่อ ทุกการตัดสินใจของผู้เล่นมีผลกับหลอดพลังชีวิตและเงินในกระเป๋า และการตัดสินใจผิดพลาดก็อาจทำให้ผู้เล่นโดนจับหรือแม้แต่ขาดใจตายเอากลางทางได้ง่ายๆ</p>



<p>นอกจากการสุ่มตัวละครให้ผู้เล่นแล้ว ตัวเกมยังสุ่มเหตุการณ์ระหว่างทางใหม่ทุกครั้ง โดยผู้เล่นจะได้พบกับตัวละครหลัก 8 ตัวระหว่างทาง ที่แต่ละคนล้วนมีเรื่องราวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>Sonya</strong> นักข่าวสาวสวย ผู้เป็นกระบอกเสียงสำคัญของรัฐบาลเผด็จการ</li><li><strong>Jarod </strong>คนขับแท็กซี่ที่มีอดีตลึกลับฝังใจกับซอนย่า จนเขาออกตามล่าซอนย่าเพื่อเอาชีวิตเธอให้ได้&nbsp;</li><li><strong>Stan &amp; Mitch</strong> โจรคู่หูสุดติ๊งต๊องที่หลงรักซอนย่า และพยายามหาทางจัดการจาร็อดก่อนที่ Sonya จะเป็นอะไรไป&nbsp;</li><li><strong>Fanny</strong> ตำรวจทางหลวงสุดเข้มที่อาจจะไม่ได้เป็นคนที่ฝักใฝ่รัฐบาลอย่างที่เราคิด&nbsp;</li><li><strong>John</strong> คนขับรถบรรทุกผู้อาจเป็นสมาชิกสำคัญของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และแฟนนี่กำลังตามหาตัวเขาอยู่&nbsp;</li><li><strong>Alex</strong> เด็กยอดอัจฉริยะวัย 14 ปีที่คอยช่วยเหลือกลุ่มต่อต้านรัฐบาล จนอาจเข้าไปพัวพันกับแผนก่อการร้ายโดยไม่รู้ตัว&nbsp;&nbsp;&nbsp;</li><li><strong>Zoe</strong> เด็กสาววัยรุ่นร่วมทาง ที่อาจเป็นลูกสาวของคนสำคัญอย่างคาดไม่ถึง</li></ul>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="562" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0227.jpg" alt="" class="wp-image-146259" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0227.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0227-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0227-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0227-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<p>ระหว่างทาง ผู้เล่นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับทั้ง 8 ตัวละครผ่านการพูดคุยและแนะนำการกระทำต่างๆ ให้จนมีผลต่อการดำเนินเรื่อง หรือเราอาจต้องทำแม้กระทั่งหาทางโน้มน้าวตัวละครบางตัวให้ไม่จับกุมหรือฆ่าเราทิ้ง นอกจากนั่งคุยกัน บางครั้งเรายังต้องลงไปทำภารกิจต่างๆ เพื่อช่วยตัวละครเหล่านี้ผ่านมินิเกม เช่น ช่วยคุมกล้องวงจนปิดให้สแตนและมิตช์ปล้นธนาคาร หรือช่วยแฟนนี่ขับรถไล่ตามสมาชิกของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเพื่อไม่ให้ตัวเราเองโดนจับ</p>



<p>เนื้อเรื่องของเกมเข้มข้นน่าติดตาม น่าจะถูกเส้นเป็นพิเศษกับคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ส่วนตัวผู้เขียนเอง พอระบบการเล่น (gameplay) ของเกมมีแค่มินิเกมและการพูดคุยกับตัวละครอื่นๆ ผู้เขียนก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเหมือนกำลังอ่านนิยายภาพมากกว่าเล่นเกมอยู่เหมือนกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0229-1024x576.jpg" alt="Road 96" class="wp-image-146260" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0229-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0229-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0229-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0229-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0229-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0229.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จากที่เล่ามาทั้งหมด หลายคนอาจจะคิดว่าเกมนี้ต้องมีบรรยากาศจริงจังอย่างเกม This War of Mine หรือ Papers, Please แน่ๆ แต่ตรงกันข้าม โลกของเกมนี้กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นสดใส อาร์ตไดเรกชั่นของเกมดูเผินๆ ก็คล้ายเกมอินดี้รุ่นพี่อย่าง Firewatch อย่างน่าแปลกใจ ซาวนด์แทร็กของเกมก็เต็มไปด้วยเพลงสไตล์ 80s ที่ผู้เล่นสามารถเก็บสะสมตามสถานที่ต่างๆ ได้ในรูปแบบเทปคาสเซตต์ จนบรรยากาศของเกมโดยรวมเหมือนกำลังพาเราไปโร้ดทริปข้ามอเมริกามากกว่าหนีจากประเทศเผด็จการ</p>



<p>ถึงจะฟังดูแปลกๆ ผู้เขียนกลับรู้สึกว่าการสร้างบรรยากาศเกมให้สดใสก็เป็นวิธีการที่น่าสนใจ ทำให้ไม่ซ้ำกับเกมแนวการเมืองอื่นๆ ที่มีอยู่เต็มตลาด และทำให้เกมดูไม่หดหู่เกินไป จุดนี้ เราอาจตีความได้ว่าโลกอันสดใสของเกมเป็นการมองโลกผ่านสายตาของวัยรุ่นที่ยังมีความหวังในโลกที่คนอื่นๆ หมดหวังไปแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศสมมติของเกมที่มีความจะลาตินอเมริกาก็ไม่ใช่ อเมริกาก็ไม่เชิง ก็ทำให้ผู้เขียนอดรู้สึกไม่ได้ว่าผู้สร้างเกมกำลัง romanticize คอนเซปต์ของประเทศเผด็จการอยู่จนคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมันทุกวันอาจจะรู้สึกขัดๆ อย่างบอกไม่ถูก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="562" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0225.jpg" alt="" class="wp-image-146261" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0225.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0225-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0225-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/IMG_0225-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<p>แต่ไม่ว่าเกมจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ในความเห็นของผู้เขียน จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ Road 96 ไม่เหมือนเกมการเมืองอื่นๆ คือตัวละครทั้ง 8 ที่ผู้เล่นต้องพบเจอล้วนมีความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ Petria แตกต่างกันไป บางคนสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ในขณะที่บางคนก็สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย คาดหวังว่าผู้นำฝ่ายค้านที่ลงเลือกตั้งแข่งกับ Tyrak จะสามารถพาประเทศให้เจริญขึ้นได้ ส่วนอีกหลายคนก็ไม่สนกลการเมืองในประเทศใดๆ สนแต่การเอาตัวให้รอดจากประเทศไปได้<br>ชอยส์คำพูดของตัวละครมักวนมาให้ผู้เล่นเลือกสนับสนุนความคิดเห็น 1 ใน 3 ทางนี้ ซึ่งทุกทางเลือกล้วนมีผลกระทบต่อทิศทางของ Petria และมีผลต่อฉากจบของเกมว่าจะเกิดอะไรกับประเทศต่อไป น่าเสียดายที่เกมไม่ได้มีโอกาสเล่าว่าเหล่าตัวละครวัยรุ่นของผู้เล่นที่สามารถเอาชีวิตรอดข้ามชายแดนไปได้จะกลับมามีสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการเมืองในประเทศได้หรือไม่ เช่น การหาทางกลับเข้ามาในประเทศเพื่อเข้าร่วมการเปลื่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น</p>



<p>มาถึงจุดนี้ ผู้เขียนก็อดคิดถึงตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ในฐานะคนที่พยายามหาหนทางออกนอกประเทศมาหลายครั้งและสงสัยในตัวเองอยู่บ้างว่ากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าเราเลือกที่จะหนี ใครล่ะที่จะอยู่ต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงของประเทศชาติ หรือว่าการตัดช่องน้อยแต่พอตัว พาตัวเองและครอบครัวหนีจากประเทศบ้านเกิดก่อนประเทศจะล่มสลายนั้นเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วเพราะประเทศนี้มันอาการหนักเกินเยียวยา</p>



<p>แน่นอนว่าคำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่ถ้าคุณเกิดคิดสงสัยคำถามนี้ขึ้นมา เกมนี้อาจจะเป็นสิ่งที่คุณควรลองเล่นเพื่อประกอบหาคำตอบนั้นให้กับตัวเอง</p>



<p></p>


<p><span style="display: none;">แต่ไม่ว่าเกมจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ในความเห็นของผู้เขียน จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ เกมนี้ไม่เหมือนเกมการเมืองอื่นๆ คือตัวละครทั้ง 8 ที่ผู้เล่นต้องพบเจอล้วนมีความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ Petria แตกต่างกันไป บางคนสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ในขณะที่บางคนก็สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย คาดหวังว่าผู้นำฝ่ายค้านที่ลงเลือกตั้งแข่งกับ Tyrak จะสามารถพาประเทศให้เจริญขึ้นได้ ส่วนอีกหลายคนก็ไม่สนกลการเมืองในประเทศใดๆ สนแต่การเอาตัวให้รอดจากประเทศไปได้<br>
ชอยส์คำพูดของตัวละครมักวนมาให้ผู้เล่นเลือกสนับสนุนความคิดเห็น 1 ใน 3 ทางนี้ ซึ่งทุกทางเลือกล้วนมีผลกระทบต่อทิศทางของ Petria และมีผลต่อฉากจบของเกมว่าจะเกิดอะไรกับประเทศต่อไป น่าเสียดายที่เกมไม่ได้มีโอกาสเล่าว่าเหล่าตัวละครวัยรุ่นของผู้เล่นที่สามารถเอาชีวิตรอดข้ามชายแดนไปได้จะกลับมามีสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการเมืองในประเทศได้หรือไม่ เช่น การหาทางกลับเข้ามาในประเทศเพื่อเข้าร่วมการเปลื่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น</span></p>
<p><span style="display: none;">แต่ไม่ว่าเกมจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ในความเห็นของผู้เขียน จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ เกมนี้ไม่เหมือนเกมการเมืองอื่นๆ คือตัวละครทั้ง 8 ที่ผู้เล่นต้องพบเจอล้วนมีความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ Petria แตกต่างกันไป บางคนสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ในขณะที่บางคนก็สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย คาดหวังว่าผู้นำฝ่ายค้านที่ลงเลือกตั้งแข่งกับ Tyrak จะสามารถพาประเทศให้เจริญขึ้นได้ ส่วนอีกหลายคนก็ไม่สนกลการเมืองในประเทศใดๆ สนแต่การเอาตัวให้รอดจากประเทศไปได้<br>
ชอยส์คำพูดของตัวละครมักวนมาให้ผู้เล่นเลือกสนับสนุนความคิดเห็น 1 ใน 3 ทางนี้ ซึ่งทุกทางเลือกล้วนมีผลกระทบต่อทิศทางของ Petria และมีผลต่อฉากจบของเกมว่าจะเกิดอะไรกับประเทศต่อไป น่าเสียดายที่เกมไม่ได้มีโอกาสเล่าว่าเหล่าตัวละครวัยรุ่นของผู้เล่นที่สามารถเอาชีวิตรอดข้ามชายแดนไปได้จะกลับมามีสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการเมืองในประเทศได้หรือไม่ เช่น การหาทางกลับเข้ามาในประเทศเพื่อเข้าร่วมการเปลื่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น</span></p>
<p><span style="display: none;">แต่ไม่ว่าเกมจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ในความเห็นของผู้เขียน จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ เกมนี้ไม่เหมือนเกมการเมืองอื่นๆ คือตัวละครทั้ง 8 ที่ผู้เล่นต้องพบเจอล้วนมีความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ Petria แตกต่างกันไป บางคนสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ในขณะที่บางคนก็สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย คาดหวังว่าผู้นำฝ่ายค้านที่ลงเลือกตั้งแข่งกับ Tyrak จะสามารถพาประเทศให้เจริญขึ้นได้ ส่วนอีกหลายคนก็ไม่สนกลการเมืองในประเทศใดๆ สนแต่การเอาตัวให้รอดจากประเทศไปได้<br>
ชอยส์คำพูดของตัวละครมักวนมาให้ผู้เล่นเลือกสนับสนุนความคิดเห็น 1 ใน 3 ทางนี้ ซึ่งทุกทางเลือกล้วนมีผลกระทบต่อทิศทางของ Petria และมีผลต่อฉากจบของเกมว่าจะเกิดอะไรกับประเทศต่อไป น่าเสียดายที่เกมไม่ได้มีโอกาสเล่าว่าเหล่าตัวละครวัยรุ่นของผู้เล่นที่สามารถเอาชีวิตรอดข้ามชายแดนไปได้จะกลับมามีสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการเมืองในประเทศได้หรือไม่ เช่น การหาทางกลับเข้ามาในประเทศเพื่อเข้าร่วมการเปลื่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น</span></p>
<p><span style="display: none;">แต่ไม่ว่าเกมจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ในความเห็นของผู้เขียน จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ เกมนี้ไม่เหมือนเกมการเมืองอื่นๆ คือตัวละครทั้ง 8 ที่ผู้เล่นต้องพบเจอล้วนมีความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ Petria แตกต่างกันไป บางคนสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ในขณะที่บางคนก็สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย คาดหวังว่าผู้นำฝ่ายค้านที่ลงเลือกตั้งแข่งกับ Tyrak จะสามารถพาประเทศให้เจริญขึ้นได้ ส่วนอีกหลายคนก็ไม่สนกลการเมืองในประเทศใดๆ สนแต่การเอาตัวให้รอดจากประเทศไปได้<br>
ชอยส์คำพูดของตัวละครมักวนมาให้ผู้เล่นเลือกสนับสนุนความคิดเห็น 1 ใน 3 ทางนี้ ซึ่งทุกทางเลือกล้วนมีผลกระทบต่อทิศทางของ Petria และมีผลต่อฉากจบของเกมว่าจะเกิดอะไรกับประเทศต่อไป น่าเสียดายที่เกมไม่ได้มีโอกาสเล่าว่าเหล่าตัวละครวัยรุ่นของผู้เล่นที่สามารถเอาชีวิตรอดข้ามชายแดนไปได้จะกลับมามีสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการเมืองในประเทศได้หรือไม่ เช่น การหาทางกลับเข้ามาในประเทศเพื่อเข้าร่วมการเปลื่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น</span></p>
<p><span style="display: none;">แต่ไม่ว่าเกมจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ในความเห็นของผู้เขียน จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ เกมนี้ไม่เหมือนเกมการเมืองอื่นๆ คือตัวละครทั้ง 8 ที่ผู้เล่นต้องพบเจอล้วนมีความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ Petria แตกต่างกันไป บางคนสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ในขณะที่บางคนก็สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย คาดหวังว่าผู้นำฝ่ายค้านที่ลงเลือกตั้งแข่งกับ Tyrak จะสามารถพาประเทศให้เจริญขึ้นได้ ส่วนอีกหลายคนก็ไม่สนกลการเมืองในประเทศใดๆ สนแต่การเอาตัวให้รอดจากประเทศไปได้<br>
ชอยส์คำพูดของตัวละครมักวนมาให้ผู้เล่นเลือกสนับสนุนความคิดเห็น 1 ใน 3 ทางนี้ ซึ่งทุกทางเลือกล้วนมีผลกระทบต่อทิศทางของ Petria และมีผลต่อฉากจบของเกมว่าจะเกิดอะไรกับประเทศต่อไป น่าเสียดายที่เกมไม่ได้มีโอกาสเล่าว่าเหล่าตัวละครวัยรุ่นของผู้เล่นที่สามารถเอาชีวิตรอดข้ามชายแดนไปได้จะกลับมามีสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการเมืองในประเทศได้หรือไม่ เช่น การหาทางกลับเข้ามาในประเทศเพื่อเข้าร่วมการเปลื่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น</span></p>
<p><span style="display: none;">แต่ไม่ว่าเกมจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ในความเห็นของผู้เขียน จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ เกมนี้ไม่เหมือนเกมการเมืองอื่นๆ คือตัวละครทั้ง 8 ที่ผู้เล่นต้องพบเจอล้วนมีความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ Petria แตกต่างกันไป บางคนสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ในขณะที่บางคนก็สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย คาดหวังว่าผู้นำฝ่ายค้านที่ลงเลือกตั้งแข่งกับ Tyrak จะสามารถพาประเทศให้เจริญขึ้นได้ ส่วนอีกหลายคนก็ไม่สนกลการเมืองในประเทศใดๆ สนแต่การเอาตัวให้รอดจากประเทศไปได้<br>
ชอยส์คำพูดของตัวละครมักวนมาให้ผู้เล่นเลือกสนับสนุนความคิดเห็น 1 ใน 3 ทางนี้ ซึ่งทุกทางเลือกล้วนมีผลกระทบต่อทิศทางของ Petria และมีผลต่อฉากจบของเกมว่าจะเกิดอะไรกับประเทศต่อไป น่าเสียดายที่เกมไม่ได้มีโอกาสเล่าว่าเหล่าตัวละครวัยรุ่นของผู้เล่นที่สามารถเอาชีวิตรอดข้ามชายแดนไปได้จะกลับมามีสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการเมืองในประเทศได้หรือไม่ เช่น การหาทางกลับเข้ามาในประเทศเพื่อเข้าร่วมการเปลื่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น</span></p>
<p><span style="display: none;">แต่ไม่ว่าเกมจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ในความเห็นของผู้เขียน จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ เกมนี้ไม่เหมือนเกมการเมืองอื่นๆ คือตัวละครทั้ง 8 ที่ผู้เล่นต้องพบเจอล้วนมีความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ Petria แตกต่างกันไป บางคนสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ ในขณะที่บางคนก็สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย คาดหวังว่าผู้นำฝ่ายค้านที่ลงเลือกตั้งแข่งกับ Tyrak จะสามารถพาประเทศให้เจริญขึ้นได้ ส่วนอีกหลายคนก็ไม่สนกลการเมืองในประเทศใดๆ สนแต่การเอาตัวให้รอดจากประเทศไปได้<br>
ชอยส์คำพูดของตัวละครมักวนมาให้ผู้เล่นเลือกสนับสนุนความคิดเห็น 1 ใน 3 ทางนี้ ซึ่งทุกทางเลือกล้วนมีผลกระทบต่อทิศทางของ Petria และมีผลต่อฉากจบของเกมว่าจะเกิดอะไรกับประเทศต่อไป น่าเสียดายที่เกมไม่ได้มีโอกาสเล่าว่าเหล่าตัวละครวัยรุ่นของผู้เล่นที่สามารถเอาชีวิตรอดข้ามชายแดนไปได้จะกลับมามีสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการเมืองในประเทศได้หรือไม่ เช่น การหาทางกลับเข้ามาในประเทศเพื่อเข้าร่วมการเปลื่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น</span></p><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/road-96/">ก่อนความหวังจะล่มสลาย Road 96 เกมช่วยคนรุ่นใหม่ให้เอาตัวรอดจากประเทศเผด็จการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มีอะไรในทัวร์ลง? So You’ve Been Publicly Shamed หนังสือที่ออกตามหาต้นตอดราม่าออนไลน์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/so-youve-been-publicly-shamed/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อภิโชค จันทรเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 Aug 2021 10:25:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[So You’ve Been Publicly Shamed]]></category>
		<category><![CDATA[ดราม่า]]></category>
		<category><![CDATA[ทัวร์ลง]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[Jon Ronson]]></category>
		<category><![CDATA[ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[โซเชียลมีเดีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=143720</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ดราม่า’&#160; So You’ve Been Publicly Shamed ในยุคที่โลกอินเทอร์เน็ตลุกเป็นไฟได้ง่ายๆ จากทวีตหรือโพสต์เพียงโพสต์เดียว ยุคเดียวกับที่โลกออฟไลน์และออนไลน์แยกกันไม่ขาด ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำนี้ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราไปแล้ว แต่อะไรกันที่ทำให้โพสต์เล็กๆในโซเชียลที่อาจไม่ใช่ประเด็นสาธารณะด้วยซ้ำ สามารถระเบิดกลายเป็นประเด็นร้อนของสังคมได้ในชั่วข้ามคืน อะไรที่ทำให้คนเรากล้าเปิดเครื่องด่าล้างผลาญคนแปลกหน้าจนยับเยินทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน จนชีวิตจริงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจถึงขั้นพังพินาศ&#160;&#160; คำตอบอาจจะอยู่ในหนังสือเรื่อง So You’ve Been Publicly Shamed ของนักข่าวและนักเขียนชาวอังกฤษ Jon Ronson ผู้ศึกษาปรากฏการณ์การประณามกันทั้งในและนอกโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยการไปไล่สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องในเคสดราม่าต่างๆ ทั้งฝ่ายคนที่โดนถล่ม ฝ่ายผู้ประณาม รวมถึงนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ว่าเพราะอะไรคนเราถึงดราม่ากันอย่างเอาเป็นเอาตายบนโลกอินเตอร์เน็ต และการประณามกัน โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้จริงหรือ มนุษย์ สัญชาตญาณ และปรากฏการณ์ทัวร์ลง So You’ve Been Publicly Shamed ปลายปี 2013 Justine Sacco สาวผิวขาวชาวแอฟริกาใต้คนหนึ่งโพสต์มุกที่เธอคิดว่าขำๆ ลงในแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวก่อนขึ้นเครื่องบินจากนิวยอร์กไปยังเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ ว่า “Going to Africa. Hope I don&#8217;t [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/so-youve-been-publicly-shamed/">มีอะไรในทัวร์ลง? So You’ve Been Publicly Shamed หนังสือที่ออกตามหาต้นตอดราม่าออนไลน์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>‘ดราม่า’&nbsp;<span style="display:none;"> So You’ve Been Publicly Shamed </span></p>



<p>ในยุคที่โลกอินเทอร์เน็ตลุกเป็นไฟได้ง่ายๆ จากทวีตหรือโพสต์เพียงโพสต์เดียว ยุคเดียวกับที่โลกออฟไลน์และออนไลน์แยกกันไม่ขาด ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำนี้ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราไปแล้ว</p>



<p>แต่อะไรกันที่ทำให้โพสต์เล็กๆในโซเชียลที่อาจไม่ใช่ประเด็นสาธารณะด้วยซ้ำ สามารถระเบิดกลายเป็นประเด็นร้อนของสังคมได้ในชั่วข้ามคืน อะไรที่ทำให้คนเรากล้าเปิดเครื่องด่าล้างผลาญคนแปลกหน้าจนยับเยินทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน จนชีวิตจริงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจถึงขั้นพังพินาศ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>คำตอบอาจจะอยู่ใน<a href="https://adaymagazine.com/category/creative/book-creative/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หนังสือ</a>เรื่อง <em>So You’ve Been Publicly Shamed </em>ของนักข่าวและนักเขียนชาวอังกฤษ Jon Ronson ผู้ศึกษาปรากฏการณ์การประณามกันทั้งในและนอกโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยการไปไล่สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องในเคสดราม่าต่างๆ ทั้งฝ่ายคนที่โดนถล่ม ฝ่ายผู้ประณาม รวมถึงนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ว่าเพราะอะไรคนเราถึงดราม่ากันอย่างเอาเป็นเอาตายบนโลกอินเตอร์เน็ต และการประณามกัน โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้จริงหรือ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed5-1024x683.jpg" alt="So You’ve Been Publicly Shamed" class="wp-image-143731" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มนุษย์ สัญชาตญาณ และปรากฏการณ์ทัวร์ลง</strong><span style="display:none;"> So You’ve Been Publicly Shamed </span></h3>



<p>ปลายปี 2013 Justine Sacco สาวผิวขาวชาวแอฟริกาใต้คนหนึ่งโพสต์มุกที่เธอคิดว่าขำๆ ลงในแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวก่อนขึ้นเครื่องบินจากนิวยอร์กไปยังเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ ว่า “Going to Africa. Hope I don&#8217;t get AIDS. Just kidding. I&#8217;m white!” (กำลังบินไปแอฟริกา หวังว่าจะไม่ติดเอดส์นะ พูดเล่น ฉันเป็นคนขาวนะ!)&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เมื่อเครื่องลงจอด แซกโคก็พบว่าในชั่วเวลา 11 ชั่วโมงที่ลอยอยู่ในอากาศ เธอกลายเป็นประเด็นร้อนแรงอันดับหนึ่งของทวิตเตอร์โลก ไม่เพียงแต่คนนับล้านๆ จะได้เห็นและก่นด่าทวีตนั้น ดาราและคนสำคัญนับร้อยก็ออกมารุมประณามและเรียกร้องให้แฟนๆ ไปถล่มแอ็กเคานต์ของเธอจนบริษัทที่เธอทำงานอยู่ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการไล่เธอออกกลางอากาศ</p>



<p>แซกโคเปิดเผยกับรอนสันว่า เธอตั้งใจ ‘ล้อเลียนทัศนคติเหยียดสีผิวของชาวอเมริกัน’ เฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจเหยียดสีผิวหรือทำร้ายใครจริงๆ แต่ไม่ว่าเธอจะหมายความอย่างที่พูดหรือไม่ ชาวเน็ตก็ได้ตัดสินลงโทษเธออย่างถึงที่สุดไปแล้ว</p>



<p>แซกโคหยุดร้องไห้ไม่ได้ตลอด 24 ชั่วโมงแรกหลังเกิดดราม่า เธอนอนไม่หลับ หมดอาลัยตายอยากเมื่อรู้ตัวว่าชื่อของเธอจะถูกจารึกไว้บนกูเกิลในฐานะคนเหยียดสีผิวที่ต่ำช้าไปตลอดกาล และชีวิต การงาน ความสัมพันธ์ และความสำเร็จทั้งหมดของเธอถูกทำลายไปหมดสิ้นแล้ว เพียงเพราะแค่ทวีตเดียว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed8-1024x683.jpg" alt="So You’ve Been Publicly Shamed" class="wp-image-143726" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>อะไรทำให้ชาวเน็ตพร้อมรุมด่าคนที่ไม่รู้จักที่อีกฟากโลกได้พร้อมเพรียงกันเป็นหมื่นเป็นแสนคนขนาดนี้ รอนสันหยิบเอาข้อคิดข้อเขียนของ Gustave Le Bon นักคิดชาวฝรั่งเศสจากศตวรรษที่ 19 หนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิดจิตวิทยาฝูงชนด้วยหนังสือ <em>The Crowd: A Study of the Popular Mind </em>มาลองอธิบาย</p>



<p>เลอ บง เชื่อว่าเมื่อคนจำนวนมากมารวมกลุ่มกัน จะเกิดสภาวะที่สมาชิกกลุ่มพร้อมใจกันทิ้งความเป็นปัจเจกของตนเพื่อปรับตัวให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันโดยธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มสามารถสถาปนาตนเองขึ้นมาเป็น ‘แกนนำ’ ที่ฝูงชนยอมรับได้สำเร็จ ฝูงชนก็พร้อมที่จะเชื่อในความคิดของบุคคลนั้น และคิดคล้อยตามไปในทางเดียวกัน เพราะความอยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโดยสัญชาตญาณ</p>



<p>ดูเผินๆ แล้ว ข้อความข้างบนน่าจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่การเปิดเครื่องด่าของชาวเน็ตไม่กี่คนสามารถชักจูงคนนับหมื่นแสนให้มาทัวร์ลงด้วยกัน หรือปรากฏการณ์ที่คนดังหรือ key opinion leader สามารถชี้นำความคิดของผู้ติดตามได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อรอนสันนำเรื่องนี้ไปถาม Steve Reicher ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์สในสกอตแลนด์ รอนสันก็พบว่าความคิดของ เลอ บง นั้นอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดเสียทีเดียว</p>



<p>สตีฟ ไรเคอร์กล่าวว่า ถ้าทฤษฎีของเลอ บง เป็นความจริง ชาวเน็ตที่มาร่วมดราม่าก็ต้องออกมาพูดเนื้อหาเดียวกันเป็นนกแก้วนกขุนทองทุกครั้งที่มีทัวร์ลง แต่ในโลกความเป็นจริงเราจะเห็นทั้งคนที่รุมทัวร์&nbsp; คนที่ออกมาปกป้องเหยื่อ คนที่มาดึงประเด็นดราม่าไปใช้ขยายประเด็นส่วนตัวอื่นๆ จนสุดท้ายไม่เกี่ยวกับต้นเรื่องดราม่า หรือแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่อาศัยแฮชแท็กฮอตฮิตเพื่อจะขายของเสียยังงั้น</p>



<p>นั่นแปลว่าการที่คนคนหนึ่งจะออกมาประณามคนอื่นนั้นเป็นการกระทำที่มีแรงผลักดันอื่นอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณร้อยเปอร์เซ็นต์&nbsp;</p>



<p>แล้วอะไรคือเหตุผลแท้จริงที่ทำให้คนเราร่วมสังฆกรรมทัวร์ลงกันแน่? รอนสันพบคำตอบจากเหตุการณ์ดราม่าที่เกิดขึ้นขณะที่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘คนดี’ ที่รับได้กับการทำร้ายคนเลวฝ่ายตรงข้าม</strong></h3>



<p>Hank และ Alex (ชื่อสมมติ) เป็นโปรแกรมเมอร์ที่ไปร่วมงานสัมมนาแห่งหนึ่งในปี 2013 ชายทั้งสองเล่นมุกตลกลามกกันขำๆ จากศัพท์เทคนิคที่ได้ยินจากบนเวที เรื่องคงจะจบลงตรงนั้นถ้าผู้หญิงที่นั่งอยู่แถวหน้าไม่ได้หันกลับมาถ่ายรูปทั้งสองแล้วทวีต</p>



<p>ผู้หญิงคนนั้นคือ Adria Richards โปรแกรมเมอร์หญิงและนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีสายฮาร์ดคอร์ และข้อความที่เธอเขียนประกอบทวีตก็คือ “Not cool. Jokes about forking repo’s in a sexual way and “big” dongles. Right behind me.” (ไอ้สองคนแถวหลังมันกล้าเล่นมุกลามกไม่เห็นหัวผู้หญิงอย่างฉันเลย โคตรไม่โอเค)</p>



<p>ในชั่วข้ามคืน ชายทั้งสองก็กลายเป็นเป้าของชาวทวิตเตี้ยนที่แห่กันมาถล่มทั้งคู่ว่าเหยียดเพศ จนแฮงก์ถูกไล่ออกจากงานในวันต่อมา</p>



<p>คืนวันนั้น แฮงก์โพสต์ขอโทษบนเว็บบอร์ดโปรแกรมเมอร์แห่งหนึ่งว่า ‘แน่นอน เป็นสิทธิของเอเดรียที่จะโพสต์รูปดังกล่าว แต่แทนที่เธอจะกล่าวเตือนผมดีๆ หรือเรียกพวกผมไปคุย เธอกลับถ่ายรูปผมแล้วแอบทวีตออกไปโดยที่ผมไม่มีโอกาสป้องกันตัวเองใดๆ ผมถูกไล่ออก ผมไม่รู้จะหาเงินเลี้ยงลูกสาวทั้ง 3 คนยังไงแล้ว’</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed6-1024x683.jpg" alt="So You’ve Been Publicly Shamed" class="wp-image-143732" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>กระแสดราม่าสวนทางในชั่วข้ามคืน ชาวเน็ตอีกกลุ่มเริ่มหาว่าเอเดรียกระทำเกินกว่าเหตุ แล้วออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับแฮงก์ด้วยการบุกโจมตีเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทที่เอเดรียทำงานอยู่ จนบริษัทตัดสินใจไล่เธอออกโทษฐาน ‘สร้างความขัดแย้งในวงการ’<br>ดราม่าเรื่องนี้จบลงด้วยการที่ชีวิตของทั้งสองฝั่งพังพินาศด้วยเงื้อมมือของชาวเน็ตที่ทั้งสองฝ่ายดึงให้มาสนับสนุน ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ&nbsp;</p>



<p>เมื่อรอนสัน ผู้เขียนหนังสือถามเอเดรียว่าเธอทวีตแบบนั้นออกไปเพื่ออะไร และรู้สึกผิดไหมที่เขาโดนไล่ออกเพราะทวีตของเธอ เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่า “เขาเป็นผู้ชายผิวขาว ฉันเป็นผู้หญิงยิวผิวดำ เขาหยามเหยียดฉันที่นั่งอยู่ตรงนั้น ฉันต้องปกป้องตัวเอง” ในฐานะโปรแกรมเมอร์หญิงในวงการที่เต็มไปด้วยผู้ชาย เธอถือว่านี่เป็นหน้าที่ลูกผู้หญิงที่ต้องลุกขึ้นสู้กับระบบปิตาธิปไตยในวงการ “ฉันสงสารเขานะ แต่เขาก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองพูดเหมือนกัน” เธอกล่าว</p>



<p>ส่วนชาวเน็ตที่รอนสันไปสัมภาษณ์อธิบายว่า ในเมื่อเอเดรียเลือกที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นศาลเตี้ย ตีเรื่องให้ใหญ่โตจากมุกที่ไม่ได้ตั้งเป้ามาที่เธอด้วยซ้ำ เพื่อลงโทษผู้ชายคนนั้นจนชีวิตจริงพังพินาศ มันก็เป็นสิทธิของคนบนโลกอินเทอร์เน็ตเช่นกันที่จะลงทัณฑ์เธอคืนเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับแฮงก์</p>



<p>รอนสันจึงสรุปว่า เหตุที่คนเราออกมาดราม่าในเรื่องต่างๆ นั้น ลึกๆ แล้วเป็นเพราะพวกเรารู้สึกว่าเรากำลังทำความดี เรียกร้องความยุติธรรมเพื่อให้สังคมที่เราอยู่ดีขึ้นกันทั้งนั้น</p>



<p>แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าพวกเราอยากเป็นคนดี ทำไมพวกเราถึงได้เลือกวิธีที่จะแสดงความดีนั้นด้วยการทำลายล้างอีกฝ่ายให้ป่นปี้ด้วยถ้อยคำรุนแรงและเหยียดหยามกันล่ะ&nbsp;</p>



<p>รอนสันคิดว่าการประณามอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ตมาจากปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า cognitive dissonance หรือการที่คนเรามักหาเหตุผลเข้าข้างการกระทำของตัวเอง เช่น ลึกๆ เราเองก็รู้อยู่ว่าการด่าคนอย่างรุนแรงนั้นเป็นการ ‘ทำร้าย’ จิตใจอีกฝ่าย แต่เมื่อปะทะกับความคิดที่อยากทำดี จิตใจของคนเราจึงหาทางออกที่ทำให้เรารับตัวเองได้ นั่นคือการคิดเข้าข้างตัวเองว่าอีกฝ่ายเป็น ‘เดนมนุษย์’ ที่ควรค่าแก่การลงทัณฑ์โดย ‘คนดี’ อย่างพวกเรานั่นเอง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed12-1024x683.jpg" alt="So You’ve Been Publicly Shamed" class="wp-image-143733" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จะทำยังไง ถ้าวันหนึ่งคุณกลายเป็นคนที่โดนทัวร์ลง</strong></h3>



<p>แล้วถ้าเกิดวันหนึ่งเราเป็นคนที่โดนประณามจนชีวิตเปลี่ยน เราจะสามารถกู้ชีวิตของตัวเองคืนมาได้หรือไม่?</p>



<p>รอนสันไปสัมภาษณ์ Max Mosley อดีตประธานสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) ผู้เคยเป็นข่าวฉาวจากกรณีที่สำนักข่าวแอบถ่ายเขาขณะกำลังมีเซ็กซ์หมู่กับผู้หญิง 4 คนในชุดคล้ายทหารนาซีและนักโทษชาวยิว ดราม่ายิ่งเข้มข้นเป็นที่โจษจันเมื่อคนรู้ว่าพ่อของโมสลีย์เคยเป็นอดีตผู้นำสหภาพฟาสซิสต์อังกฤษและเป็นคนรู้จักของทั้งฮิตเลอร์และมุสโสลินีด้วย</p>



<p>แต่แทนที่โมสลีย์จะออกมาขอโทษหรือรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งในสหพันธ์ เขากลับฟ้องสำนักข่าวฐานละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจนสำนักข่าวต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เขาเป็นเงินจำนวนมาก เขาใช้ชีวิตต่อไปอย่างมั่นใจจนสาธารณชนเลิกสนใจเรื่องของเขาไปในที่สุด&nbsp;</p>



<p>อีกเคสที่รอนสันสนใจก็คือเคสของ Mike Daisey นักเดี่ยวไมโครโฟนที่โด่งดังจากโชว์ของเขาที่พูดถึงประสบการณ์ไปเยี่ยมชมโรงงานบริษัท Apple ที่จีน เขาเล่าถึงการเอาเปรียบคนงานจีนอย่างถึงลูกถึงคนจนได้ไปออกอากาศใน <em>This American Life </em>หนึ่งในรายการวิทยุชื่อดังที่สุดในอเมริกา ผู้ฟังดาวน์โหลดตอนของเขาถึงเกือบ 900,000 ครั้ง จนกระทั่งรายการค้นพบว่าเดซีย์บิดเบือนและแต่งเติมข้อมูลบางส่วนในผลงานของตัวเอง ชาวเน็ตจึงออกมารุมประณามเดซีย์อย่างรุนแรงจนเขาต้องออกมาขอโทษผู้ชมผ่านทางรายการ</p>



<p>แต่แทนที่เดซีย์จะหมดอนาคตทางหน้าที่การงานจากดราม่าครั้งนี้ เขากลับพลิกประเด็นดราม่าว่า ถึงบางส่วนของโชว์จะไม่เป็นความจริง แต่การเอาเปรียบคนงานจีนของบริษัท Apple นั้นยังมีอยู่จริง และเขาจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิของคนงานจีนต่อไป และแล้วแฟนๆ ของเดซีย์ก็ค่อยๆ กลับมาสนับสนุนเขา จนเขายังสามารถเดี่ยวไมโครโฟนมาได้ถึงทุกวันนี้</p>



<p>รอนสันสรุปว่าทั้งโมสลีย์และเดซีย์รอดมาได้ก็เพราะว่า แทนที่พวกเขาจะยอมรับผิดหรือออกมาขอโทษ พวกเขากลับเล่นเกมจิตวิทยา แสดงความมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แล้วสู้คนที่มาดราม่ากลับด้วยความกล้าหาญ (อาจถึงขั้นหน้าด้าน) ว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก จนฝ่ายที่ออกมาด่าเสียความมั่นใจว่าถ้าเหยื่อผิดจริง พวกเขาจะไม่รู้สึกผิดอะไรได้ขนาดนี้และยังสนับสนุนพวกเขาให้กลายเป็นคนที่ถูกต้องจนพลิกเกมได้ด้วยซ้ำแต่แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถตีหน้าเหี้ยม ปิดความรู้สึกละอายใจในความผิดของตัวเองออกไปจากใจได้ </p>



<p>สุดท้ายแล้วหนังสือเรื่อง <em>So You’ve Been Publicly Shamed</em> ก็ยังไม่สามารถหาสูตรสำเร็จได้ว่า คนที่โดนประณามควรจะทำตัวยังไงเพื่อให้รอดพ้นจากสภาวะหลังโดนดราม่า</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-143727" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/So-you-have-been-publicly-shamed11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดราม่าออนไลน์ หรือละครฉากใหญ่ของบริษัทโซเชียลมีเดีย</strong></h3>



<p>ในบทสุดท้ายของหนังสือ รอนสันตั้งข้อสงสัยว่าดราม่าที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์นั้นเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมนุษย์ล้วนๆ หรือเกิดขึ้นจากการเสี้ยมของบรรดาบริษัทโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ได้รายได้จากดราม่าของผู้ใช้งาน?</p>



<p>จากเหตุการณ์ดราม่าของแซกโคที่เล่าไปเบื้องต้น รอนสันคำนวณออกมาว่าบริษัทกูเกิลได้รายได้จากการเสิร์ชชื่อของแซกโคเป็นเงินกว่า 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบๆ 4 ล้านบาทในเดือนเดียว</p>



<p>เป็นไปได้หรือไม่ที่บริษัทอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียต่างๆ กำลังค่อยๆ สร้างโลกที่แบ่งแยกด้วยชุดความเชื่อของคนแต่ละกลุ่มอย่างรุนแรง จนคนต่างกลุ่มพร้อมจะรักษาความเชื่อของตัวเองจนเกิดเป็นดราม่า เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่หากินกับการสังเวยคนบนโลกอินเทอร์เน็ตรายวัน&nbsp;</p>



<p>แต่แม้หนังสือเล่มนี้จะพูดถึงดราม่าในโลกอินเทอร์เน็ตในแง่ลบเสียเป็นส่วนมาก รอนสันเองก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการประณามในโลกอินเทอร์เน็ตหลายครั้งก็สามารถนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมที่อาจไม่มีวันเกิดขึ้นในโลกก่อนยุคอินเทอร์เน็ตได้ เช่น การประท้วงทางการเมือง หรือการบอยคอตต์บริษัทที่ทำผิดจริยธรรมเพื่อผลประโยชน์จนบริษัทเหล่านั้นต้องออกมารับผิดชอบ กลายเป็นว่าการประณามในโลกอินเทอร์เน็ตเองก็เป็นเครื่องมือของคนยุคใหม่ในการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน</p>



<p>คำถามจึงตกมาที่ประเด็นว่า อะไรคือตัวตัดสินว่าประเด็นที่เราดราม่านั้นคือประเด็นที่ ‘สมควร’ โดนดราม่า อะไรคือความยุติธรรมที่ ‘ถูกต้อง’ หรือใครกันที่จะเป็นผู้ตัดสินความยุติธรรมนี้ คำถามโลกแตกเหล่านี้ย่อมไม่มีคำตอบตายตัว และคงต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะหาคำตอบที่เหมาะสมกับแต่ละคนต่อไป </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/so-youve-been-publicly-shamed/">มีอะไรในทัวร์ลง? So You’ve Been Publicly Shamed หนังสือที่ออกตามหาต้นตอดราม่าออนไลน์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Minari ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของชาวเอเชีย หรืออีกหนึ่งโฆษณาชวนเชื่อของฮอลลีวูด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/minari-asians-are-humans-too/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อภิโชค จันทรเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Apr 2021 14:01:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[คนเอเชีย]]></category>
		<category><![CDATA[ออสการ์]]></category>
		<category><![CDATA[Orcars]]></category>
		<category><![CDATA[นักแสดง]]></category>
		<category><![CDATA[Steven Yeun]]></category>
		<category><![CDATA[Hollywood]]></category>
		<category><![CDATA[now showing]]></category>
		<category><![CDATA[road to oscars]]></category>
		<category><![CDATA[Minari]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=130511</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2021 ดูเหมือนจะเป็นปีทองของคนเชื้อสายเอเชียบนเวทีภาพยนตร์โลก เรามี Chloé Zhao ที่คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวที Golden Globes และ BAFTA ด้วยภาพยนตร์เรื่อง Nomadland ทั้งยังเป็นผู้กำกับหญิงเอเชียและผู้กำกับหญิงผิวสี (woman of color) คนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ด้านนักแสดงเองก็มี Riz Ahmed นักแสดงเชื้อสายปากีสถานจากภาพยนตร์เรื่อง Sound of Metal ที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากทั้งเวที Golden Globes, BAFTA และออสการ์เช่นกัน แต่อีกหมุดหมายสำคัญประจำปีนี้สำหรับหลายๆ คนคือการที่ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของคนเอเชียนอเมริกันมากๆ อย่าง Minari ของผู้กำกับเชื้อสายเกาหลี Lee Isaac Chung ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในเวที BAFTA และออสการ์ ส่งให้นักแสดงในเรื่องอย่าง Youn Yuh-Jung เป็นนักแสดงเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงจากเวที BAFTA และ Screen Actors Guild และ Steven Yeun ให้เป็นนักแสดงเกาหลีและคนเอเชียนอเมริกันที่เกิดในอเมริกาคนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์ Minari [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/minari-asians-are-humans-too/">Minari ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของชาวเอเชีย หรืออีกหนึ่งโฆษณาชวนเชื่อของฮอลลีวูด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปี 2021 ดูเหมือนจะเป็นปีทองของคนเชื้อสายเอเชียบนเวทีภาพยนตร์โลก เรามี Chloé Zhao ที่คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวที Golden Globes และ BAFTA ด้วยภาพยนตร์เรื่อง <em><a href="https://adaymagazine.com/nomadland-into-the-wild/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Nomadland</a></em> ทั้งยังเป็นผู้กำกับหญิงเอเชียและผู้กำกับหญิงผิวสี (woman of color) คนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ด้านนักแสดงเองก็มี Riz Ahmed นักแสดงเชื้อสายปากีสถานจากภาพยนตร์เรื่อง<em> </em><a href="https://adaymagazine.com/sound-of-metal" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Sound of Metal</em></a><em> </em>ที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากทั้งเวที Golden Globes, BAFTA และออสการ์เช่นกัน</p>



<p>แต่อีกหมุดหมายสำคัญประจำปีนี้สำหรับหลายๆ คนคือการที่ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของคนเอเชียนอเมริกันมากๆ อย่าง <em>Minari</em> ของผู้กำกับเชื้อสายเกาหลี Lee Isaac Chung ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในเวที BAFTA และออสการ์ ส่งให้นักแสดงในเรื่องอย่าง Youn Yuh-Jung เป็นนักแสดงเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงจากเวที BAFTA และ Screen Actors Guild และ Steven Yeun ให้เป็นนักแสดงเกาหลีและคนเอเชียนอเมริกันที่เกิดในอเมริกาคนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-715x1024.jpg" alt="minari" class="wp-image-130512" width="536" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-715x1024.jpg 715w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-209x300.jpg 209w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-768x1101.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-1072x1536.jpg 1072w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_-600x860.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BNzY1NDA4YWQtMzdiMi00YzBkLTk5ZDAtMTYwYmFhYWQ3OGQyXkEyXkFqcGdeQXVyMTI5MzA0ODcy._V1_.jpg 1429w" sizes="(max-width: 536px) 100vw, 536px" /></figure></div>



<p><em>Minari </em>เล่าเรื่องราวเล็กๆ ของคนเกาหลี-อเมริกันอพยพซึ่งเป็นประสบการณ์วัยเด็กของผู้กำกับเอง ในวัยเด็ก พ่อของเขาพาครอบครัวย้ายจากรัฐแคลิฟอร์เนียไปทำฟาร์มผักเกาหลีในรัฐห่างไกลอย่างอาร์คันซอตามวิถี American Dream ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยอมรับจากเวทีรางวัลภาพยนตร์ตะวันตกมากมาย ต่อจากความสำเร็จของภาพยนตร์เอเชียนต่างประเทศอย่าง <em>Parasite</em> ของผู้กำกับ​ Bong Joon Ho ในปีก่อนหน้า</p>



<p>นี่ดูจะเป็นสัญญาณของการยอมรับหนึ่งในชนกลุ่มน้อยของอเมริกาที่เคยมีที่ยืนน้อยที่สุดและถูกตีกรอบมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์อเมริกัน โดยเฉพาะฝั่งนักแสดงที่ในที่สุดก็ได้ยืนทัดเทียมคนผิวขาวที่ยึดครองวงการมาเกือบร้อยปีเสียที</p>



<p>แต่ในขณะที่วงการฮอลลีวูดกำลังแซ่ซ้องคนเชื้อสายเอเชีย สถานการณ์ของคนเชื้อสายเอเชียในโลกนอกโรงภาพยนตร์กลับสวนทางกับทิศทางของเวทีรางวัลต่างๆ อย่างน่าตกใจ </p>



<p>เพราะสถานการณ์โควิด-19 กระแสต่อต้านคนเอเชียจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรงทั่วสหรัฐอเมริกา ยอดอาชญากรรมต่อคนเชื้อสายเอเชียพุ่งสูงขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ มีผู้เสียชีวิตจากการต่อต้านคนเชื้อสายเอเชียแล้วนับสิบราย จนผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่าการเทรางวัลให้หนังเอเชีย 2 ปีติดนี้เกิดขึ้นเพราะคนเอเชียและเอเชียนอเมริกันได้รับการยอมรับจากฮอลลีวูดแล้วอย่างแท้จริง หรือทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงเพื่อผลประโยชน์และการเมืองเรื่องสีผิวในฮอลลีวูดที่พานักแสดงเอเชียหลุดจากกับดักหนึ่งเพื่อตกลงไปในอีกกับดักหนึ่งอย่างที่เป็นมาตลอดประวัติศาสตร์ของฮอลลีวูดกันแน่ </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความรักในความเกลียด และดาราเอเชียในฮอลลีวูดยุคแรก&nbsp;</strong></h2>



<p>หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่ในยุคแรกๆ ของฮอลลีวูดมีนักแสดงเชื้อสายเอเชียหลายคนที่ต่อสู้จนเป็นที่นิยมไม่แพ้ดาราผิวขาวยอดนิยมในยุคนั้น เช่น นักแสดงญี่ปุ่น Sessue Hayakawa นักแสดงสาวชาวจีนอย่าง Anna May Wong และ Philip Ahn นักแสดงเชื้อสายเกาหลีคนแรกๆ ของฮอลลีวูด ท่ามกลางกระแสการต่อต้านคนเอเชียที่เกิดขึ้นในยุคนั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sessue_Hayakawa_1918_Fred_Hartsook.jpg" alt="" class="wp-image-130517" width="400" height="481" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sessue_Hayakawa_1918_Fred_Hartsook.jpg 800w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sessue_Hayakawa_1918_Fred_Hartsook-250x300.jpg 250w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sessue_Hayakawa_1918_Fred_Hartsook-768x923.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Sessue_Hayakawa_1918_Fred_Hartsook-600x721.jpg 600w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Sessue Hayakawa (ภาพโดย Fred Hartsook, 1918)</span></em></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Daughter_of_Shanghai_1937_-_Anna_May_Wong_and_Philip_Ahn_2.jpg" alt="" class="wp-image-130519" width="723" height="501" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Daughter_of_Shanghai_1937_-_Anna_May_Wong_and_Philip_Ahn_2.jpg 964w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Daughter_of_Shanghai_1937_-_Anna_May_Wong_and_Philip_Ahn_2-300x208.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Daughter_of_Shanghai_1937_-_Anna_May_Wong_and_Philip_Ahn_2-768x532.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Daughter_of_Shanghai_1937_-_Anna_May_Wong_and_Philip_Ahn_2-600x416.jpg 600w" sizes="(max-width: 723px) 100vw, 723px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Philip Ahn และ Anna May Wong จากภาพยนตร์เรื่อง Daughter of Shanghai (1937)&nbsp;</span></em></figcaption></figure></div>



<p>ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ชาวเอเชียจำนวนมากอพยพมาหางานในสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันผิวขาวจำนวนมากเกิดทัศนคติว่าชาวเอเชียเหล่านั้นมาแย่งงานของตน จนเกิดกระแสต่อต้านคนเอเชียขึ้นอย่างรุนแรง ในวงการภาพยนตร์ก็เช่นกัน กฎหมายห้ามมีความสัมพันธ์ข้ามเชื้อชาติ (Anti-Miscegenation Laws) ที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งสหรัฐอเมริกาถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมนักแสดงเชื้อสายเอเชียอย่างเข้มงวด เนื่องจากภาพยนตร์ดังส่วนใหญ่ในยุคนั้นเป็นหนังรัก นักแสดงเชื้อสายเอเชียจึงไม่มีโอกาสรับบทนำเพราะกฎหมายดังกล่าวห้ามไม่ให้นักแสดงเชื้อสายเอเชียจูบกับนักแสดงผิวขาวที่รับบทด้วยกัน </p>



<p>ด้วยเหตุนี้ นักแสดงเชื้อสายเอเชียจึงถูกกำหนดกรอบให้ได้รับแต่บทรองที่เป็น ‘ภาพจำ’ ฉาบฉวย ในลักษณะที่ทำให้คนเชื้อสายเอเชียดูเป็นคน ‘ต่างชาติ’ ที่แค่มาอาศัยในอเมริกา และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกันโดยรวม นักแสดงชายมักได้รับบทเป็นตัวร้าย ส่วนนักแสดงหญิงถ้าไม่รับบทหญิงเอเชียชั่วผู้ยั่วยวนผู้ชายผิวขาวให้ผิดลูกผิดเมีย ก็ต้องเป็นสาวเอเชียผู้นอบน้อมที่ศิโรราบต่อพลังรักของชายผิวขาวเท่านั้น ร้ายที่สุดคือสตูดิโอต่างๆ เลือกที่จะมองข้ามนักแสดงชาวเอเชียแท้ๆ แล้วใช้นักแสดงผิวขาวที่มีชื่อเสียงมาแต่งหน้าท่าทางให้เป็นคนเอเชีย (yellowface) แทน</p>



<div class="wp-block-columns are-vertically-aligned-center is-layout-flex wp-container-core-columns-is-layout-1 wp-block-columns-is-layout-flex">
<div class="wp-block-column is-vertically-aligned-center is-layout-flow wp-block-column-is-layout-flow" style="flex-basis:100%">
<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="546" height="466" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Luise_Rainer_in_The_Good_Earth_trailer_2.jpg" alt="" data-id="130521" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=130521" class="wp-image-130521" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Luise_Rainer_in_The_Good_Earth_trailer_2.jpg 546w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Luise_Rainer_in_The_Good_Earth_trailer_2-300x256.jpg 300w" sizes="(max-width: 546px) 100vw, 546px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="422" height="317" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/jade-1.png" alt="" data-id="130525" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/jade-1.png" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=130525" class="wp-image-130525" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/jade-1.png 422w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/jade-1-300x225.png 300w" sizes="(max-width: 422px) 100vw, 422px" /></figure></li></ul><figcaption class="blocks-gallery-caption"><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Luis Rainer ในบท O-Lan จากเรื่อง The Good Earth (1937) และ Katharine Hepburn จากเรื่อง Dragon Seed (1941)<br></span></em></figcaption></figure>



<p>แม้จะถูกกีดกันและกำหนดกรอบอย่างรุนแรง นักแสดงเชื้อสายเอเชียรุ่นแรกๆ ก็ล้วนแสดงพลังในกรอบของตัวเองจนกลายเป็นที่นิยมของคนดู เซสสึเอะ ฮายากาวะ กลายเป็นขวัญใจของสาวๆ ผิวขาวทั่วโลกหลังรับบทเศรษฐีญี่ปุ่นผู้ขืนใจนางเอกอเมริกันในเรื่อง <em>The Cheat</em> (1915) จนกลายเป็นนักแสดงนำเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับความนิยมทั้งในอเมริกาและยุโรป และได้ค่าจ้างเทียบเท่ากับดารานำผิวขาวคนอื่นๆ ในยุค ส่วนแอนนา เมย์ หว่อง ก็ใช้ทั้งบทผู้หญิงเอเชียผู้นอบน้อมใน <em>The Toll of the Sea</em> (1922) และบทนางยั่วใน <em>Daughter of the Dragon</em> (1931) พาตัวเองไปสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติ แต่ไม่ว่านักแสดงเชื้อสายเอเชียในยุคนั้นจะประสบความสำเร็จในด้านชื่อเสียงหรือรายได้เท่าไหร่ สิ่งที่นักแสดงเหล่านั้นไม่เคยได้รับในยุครุ่งเรืองของตัวเองแม้แต่ครั้งเดียวคือรางวัลการแสดงจากสถาบันต่างๆ ในฮอลลีวูด กลับกลายเป็นนักแสดงผิวขาวอย่าง Luise Rainer ที่ชนะรางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงจากบทหญิงชาวจีนในภาพยนตร์เรื่อง<em> The Good Earth </em>(1937) เซสสึเอะเองก็เพิ่งได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายจากเรื่อง <em>The Bridge on the River Kwai</em> (1954) ในช่วงท้ายๆ ของชีวิตการแสดง</p>



<p>ต้องรอจนถึงปี 1956 ถึงจะมีนักแสดงเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม นั่นคือ Yul Brynner นักแสดงเชื้อสายรัสเซีย-มองโกเลียจากบทพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในภาพยนตร์เรื่อง <em>The King and I </em>ในปีเดียวกันนั้นเอง Miyoshi Umeki นักแสดงเชื้อสายญี่ปุ่นก็ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง <em>Sayonara </em>(1957) ถึงอย่างนั้น บทบาททั้งสองก็ยังเป็นบทของตัวละครชาวเอเชียที่รับใช้เรื่องราวของคนขาว ทั้งรัชกาลที่ 4 ที่ต้องได้รับการสอนให้เป็นชาว ‘ซิวิไลซ์’ โดยแหม่มแอนนา และนางเอกของ <em>Sayonara </em>ที่มีชีวิตเพื่อรอรักจากทหารจีไออเมริกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yul-Brynner__Mary_Beth-Peil.jpg" alt="" class="wp-image-130531" width="476" height="616" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yul-Brynner__Mary_Beth-Peil.jpg 635w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yul-Brynner__Mary_Beth-Peil-232x300.jpg 232w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Yul-Brynner__Mary_Beth-Peil-600x776.jpg 600w" sizes="(max-width: 476px) 100vw, 476px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Yul Brynner in the 1985 Broadway revival</span></em></figcaption></figure></div>
</div>
</div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-804x1024.jpg" alt="" class="wp-image-130529" width="603" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-804x1024.jpg 804w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-236x300.jpg 236w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-768x978.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-1206x1536.jpg 1206w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-600x764.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_-460x587.jpg 460w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/MV5BMjE0ODI3Mjc1OF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjgyODE4NDM@._V1_.jpg 1608w" sizes="(max-width: 603px) 100vw, 603px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Miyoshi Umeki / Credit : Photo by ABC Photo Archives/ABC via Getty Images</span></em></figcaption></figure></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หรือฟ้าจะเปิดให้คนเอเชีย : จาก <em>Flower Drum Song</em> ถึง <em>The Joy Luck Club</em> </strong></h2>



<p>การเคลื่อนไหวด้านสิทธิของชนกลุ่มน้อยในอเมริกาโดยเฉพาะชาวแอฟริกัน-อเมริกันในยุค 60-90s ทำให้นักแสดงเชื้อสายเอเชียในฮอลลีวูดเหมือนจะมีที่ยืนในวงการมากขึ้นตามไปด้วย เช่น มีภาพยนตร์เพลง <em>Flower Drum Song</em> (1961) ภาพยนตร์เรื่องแรกของฮอลลีวูดที่เล่าประสบการณ์ของผู้อพยพเชื้อสายเอเชียและมีนักแสดงนำเป็นคนเชื้อสายเอเชียทั้งหมด ทางด้านโทรทัศน์ ซีรีส์ไซ-ไฟคลาสสิกอย่าง <em>Star Trek </em>ก็ดันให้นักแสดงเชื้อสายญี่ปุ่น-อเมริกันอย่าง George Takei ได้รับบทสำคัญอย่างซูลูในปี 1966 ส่วนทางเวทีรางวัลก็มี Haing S. Ngor นักแสดงชาวกัมพูชาและชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดงอย่าง <em>The Killing Fields</em> (1984)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-674x1024.jpg" alt="" class="wp-image-130535" width="506" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-674x1024.jpg 674w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-197x300.jpg 197w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-768x1167.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-1011x1536.jpg 1011w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster-600x912.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Flower_Drum_Song_1962_poster.jpg 1348w" sizes="(max-width: 506px) 100vw, 506px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-701x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-130537" width="526" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-701x1024.jpeg 701w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-205x300.jpeg 205w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-768x1122.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-1052x1536.jpeg 1052w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419-600x876.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/NINTCHDBPICT000563772419.jpeg 1240w" sizes="(max-width: 526px) 100vw, 526px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">George Takei</span></em></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image-768x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-130538" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image-768x1024.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image-1152x1536.jpeg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image-600x800.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/image.jpeg 1500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">&nbsp;Haing S. Ngor</span></em></figcaption></figure></div>



<p>แต่แล้วความสนใจในวัฒนธรรมและคนเชื้อสายเอเชียก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นกรอบภาพจำใหม่ๆ ที่กักขังคนเชื้อสายเอเชียเอาไว้เอง เช่น ความโด่งดังของ Bruce Lee ในยุค 70-80s ทำให้เกิดภาพจำคนเชื้อสายเอเชียในฐานะนักสู้กังฟูหรือเด็กเนิร์ดด๊อกด๋อยในหนังไฮสกูลต่างๆ จนแม้คนเชื้อสายเอเชียจะมีที่ยืนมากขึ้น แต่ก็เป็นการยืนอยู่ในกรอบของภาพจำอันฉาบฉวยแบนราบที่ฮอลลีวูดสร้างเอาไว้ให้อยู่นั่นเอง</p>



<p>แม้เมื่อถึงต้นยุค 90s คนเชื้อสายเอเชียจะมีชัยชนะเล็กๆ จากกระแสของหนังที่พยายามเล่าเรื่องราวของคนเชื้อสายเอเชียอย่างมีมิติและนำแสดงโดยนักแสดงเอเชียอเมริกันทั้งเรื่องอย่าง <em>The Joy Luck Club </em>(1991), <em>Pushing Hands </em>(1991) หรือ <em>The Wedding Banquet</em> (1993) แต่เมื่อภาพยนตร์กังฟูตระการตาจากทวีปเอเชียอย่าง<strong> </strong><em>Crouching Tiger, Hidden Dragon</em> (2001) และ <em>Hero </em>(2002) ทำรายได้ดีทั้งในอเมริกาและในต่างประเทศ ฮอลลีวูดก็เลิกสนใจภาพยนตร์ที่สร้างมิติให้กับคนเชื้อสายเอเชียในประเทศตัวเอง แล้วหันไปเทรางวัลให้กับภาพยนตร์กังฟูเอเชียนนอกประเทศที่ตรงกับภาพจำของคนเอเชียในสายตาฮอลลีวูดมากกว่า นำไปสู่การสร้างภาพยนตร์ที่หากินกับภาพจำนักกังฟูเดิมๆ และนำแสดงโดยนักแสดงที่มีวิชาต่อสู้มือเปล่าอย่างเฉินหลง (Jackie Chan) หรือเจ็ต ลี (Jet Li)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="885" height="389" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/The-Joy-Luck-Club-1993.jpg" alt="" class="wp-image-130539" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/The-Joy-Luck-Club-1993.jpg 885w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/The-Joy-Luck-Club-1993-300x132.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/The-Joy-Luck-Club-1993-768x338.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/The-Joy-Luck-Club-1993-600x264.jpg 600w" sizes="(max-width: 885px) 100vw, 885px" /><figcaption><em><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">The Joy Luck Club (1991)</span></em></figcaption></figure></div>



<p>เมื่อบวกกับการอ้าแขนรับนักแสดงเอเชียจากนอกประเทศอย่าง Gong Li ใน <em>Miami Vice</em> (2006) Ken Watanabe ใน <em>Inception</em> (2010) และ Hiroyuki Sanada ใน <em>The Wolverine</em> (2013) ให้มารับบทตัวประกอบหรือตัวร้ายเอเชียนในภาพยนตร์ที่เป็นเรื่องราวของคนขาว ก็จะเห็นได้ว่าเกือบหนึ่งร้อยปีต่อมา ที่ทางของคนเชื้อสายเอเชียในฮอลลีวูดได้หวนกลับไปเหมือนยุคแรกเริ่มที่บทบาทในภาพยนตร์กระแสหลักมีเพียงแค่ในฐานะตัวประกอบและตัวร้าย และไม่มีที่ให้คนเอเชียนอเมริกันได้เล่าเรื่องราวของตัวเอง เพราะพวกเขาก็ยังเป็น ‘คนนอก’ ที่สังคมอเมริกันไม่มีวันยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง</p>



<p>แต่แล้วทุกอย่างก็เหมือนจะเปลี่ยนไปในปี 2013 ด้วยการมาถึงของสิ่งที่เรียกว่าโซเชียลมีเดีย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>#AsiansAreHumansToo : เมื่อโซเชียลมีเดียเปลี่ยนทุกอย่าง</strong></h2>



<p>หลังเหตุการณ์ที่ตำรวจผิวขาวกระทำเกินกว่าเหตุและยิง Trayvon Martin วัยรุ่นแอฟริกัน-อเมริกันตายในปี 2013 และยิง Michael Brown กับ Eric Garner ในปีต่อมา เรื่องการเหยียดสีผิวก็กลับมาเป็นประเด็นร้อนทั่วอเมริกาอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุคการเรียกร้องสิทธิของชนกลุ่มน้อยทั่วอเมริกาในยุค 60-70s</p>



<p>แต่ต่างจากยุคก่อนหน้าที่สื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ในอเมริกาอยู่ในมือของคนขาวรุ่นบูมเมอร์จำนวนไม่มาก ปัจจุบันชนกลุ่มน้อยในสังคมอเมริกาที่รู้สึกว่าโดนกดขี่จากคนผิวขาวมาตลอด โดยเฉพาะชาวแอฟริกัน-อเมริกันต่างออกมาใช้โซเชียลมีเดียเรียกร้องสิทธิ และรวมกลุ่มกันถล่มหรือบอยคอตต์เครือบริษัทยักษ์ใหญ่และสื่อต่างๆ ที่ไม่สนับสนุนกลุ่มของตนจนยอดขายและยอดโฆษณาของบริษัทและองค์กรต่างๆ ทั่วอเมริกาตกฮวบเป็นประวัติการณ์ <strong> </strong></p>



<p>บริษัทและสถาบันต่างๆ ทั่วอเมริกาจึงพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างกระแส ‘ความหลากหลาย’ (diversity) ขึ้น เครือบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับชนกลุ่มน้อยทั่วอเมริกาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สถาบันต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนแสดงท่าทีสนับสนุนชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในประเทศ และรับพนักงานที่เป็นชนกลุ่มน้อยมากขึ้นเพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นเป้าหมายของการบอยคอตต์</p>



<p>ออสการ์เองก็หนีไม่พ้นปรากฏการณ์นี้เช่นกัน ในปี 2015 หลังผู้เข้าชิงออสการ์ด้านการแสดงทุกรางวัลเป็นคนผิวขาว 2 ปีติดกัน ก็เกิดกระแสแฮชแท็ก #OscarsSoWhite ขึ้นในทวิตเตอร์และแพร่สะพัดไปทั่วอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วจนเกิดปฏิกริยาต่อต้านเวทีออสการ์จากคนทั่วโลก คนจำนวนมากขู่ว่าจะเลิกดูถ่ายทอดสดพิธีประกาศรางวัลซึ่งจะกระทบยอดโฆษณาระหว่างการถ่ายทอดซึ่งเป็นช่องทางหาเงินหลัก และเป็นสัญญาณที่แย่มากของรายการที่ยอดคนดูตกลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2014  จนทางเวทีออสการ์ต้องออกมาประกาศว่าจะเปิดโอกาสให้ทั้งผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยในประเทศได้เข้าชิงรางวัลมากขึ้นภายในปี 2020</p>



<p>ผลกระทบจากการผลักดันความหลากหลายในฮอลลีวูดทำให้ปัจจุบันเหมือนเป็นยุคทองของคอนเทนต์เอเชียนอเมริกัน ซีรีส์ <em>Fresh Off the Boat</em> (2015-2020), <em>Kim’s Convenience </em>(2016-2021) และซีรีส์จากไอเดียดั้งเดิมของบรูซ ลี อย่าง <em>Warrior</em> (2019-ปัจจุบัน) เป็นที่นิยมจากคนดูทั่วโลก ด้านภาพยนตร์เองก็มี <em>Crazy Rich Asians</em> (2018) ที่มีชาวเอเชียเป็นตัวละครหลักทั้งเรื่องเป็นเรื่องที่ 3 ในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด (ใช่ เพียงเรื่องที่ 3 เท่านั้น) แถมภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เอเชียนอย่าง <em>Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings</em> (2021) จากค่ายมาร์เวลก็กำลังจะออกฉายในเดือนกันยายนปีนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-130540" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fresh-off-the-boat-streaming.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="746" height="559" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/kimscon2-2ab6e964e7a910db9a0949f63e52d207b8203981.png" alt="" class="wp-image-130541" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/kimscon2-2ab6e964e7a910db9a0949f63e52d207b8203981.png 746w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/kimscon2-2ab6e964e7a910db9a0949f63e52d207b8203981-300x225.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/kimscon2-2ab6e964e7a910db9a0949f63e52d207b8203981-600x450.png 600w" sizes="(max-width: 746px) 100vw, 746px" /></figure></div>



<p>ด้านเวทีรางวัล นักแสดงเชื้อสายเกาหลี-แคนาดา Sandra Oh สามารถคว้ารางวัล Golden Globes สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากซีรีส์ <em>Grey’s Anatomy</em> ในปี 2005 และรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากซีรีส์<em> Killing Eve</em> ในปี 2019 ตามมาด้วย <em>Parasite</em> ภาพยนตร์เอเชียนอเมริกันที่สามารถคว้ารางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจากเวที Screen Actors Guild ได้เป็นเรื่องแรก ถือเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศและภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเอเชียนแท้ๆ เรื่องแรกที่สามารถคว้ารางวัล Best Picture ในเวทีออสการ์ได้ จนมาถึงการเข้าชิงรางวัลต่างๆ ของ <em>Minari</em> ในปีนี้</p>



<p>ดูเหมือนว่าในปี 2021 การยอมรับและความเท่าเทียมทางเชื้อชาติได้เกิดขึ้นในทั้งวงการฮอลลีวูดและสังคมอเมริกันเสียที แต่เมื่อลองมองดูดีๆ การ ‘ยอมรับ’ นี้อาจเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาจากองค์กรต่างๆ เพื่อผลประโยชน์และการยอมรับจากสังคมอย่างผิวเผินเท่านั้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ยอมรับหรือแค่ ‘ทนอยู่’ ไปด้วยกัน</strong></h2>



<p>ในปัจจุบันพนักงานที่เป็นชนกลุ่มน้อยในบริษัทต่างๆ หลายคนพบว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ ‘diversity hire’ หรือพนักงานที่บริษัทจ้างมาเพื่อให้เต็มโควตาความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมเพื่อให้พ้นคำครหาจากสังคม มากกว่าถูกจ้างเพราะความสามารถของพนักงานเอง ในโลกภาพยนตร์เองก็เช่นกัน ภาพยนตร์หลายเรื่องมีนักแสดงที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากขึ้นก็จริง แต่บทของนักแสดงเหล่านั้นกลับไม่มีความสำคัญอะไรกับเรื่อง ไม่ต่างอะไรจากตัวประกอบที่มีไว้เพื่อเติมโควตานักแสดงจากชนกลุ่มน้อยให้เต็ม ถ้าไม่นับเรื่องผลงานการแสดงที่ดีเยี่ยมของทั้งสตีเวน ยูน, ยุนยอจอง และริซ​ อาห์เม็ด แล้วลองมองสภาวะแวดล้อมของรางวัลในปีนี้ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าการเทรางวัลให้คนเชื้อสายเอเชียในปีนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะผลงานการแสดง แต่อาจมีการเมืองเรื่องสีผิวและผลประโยชน์ของสตูดิโอต่างๆ และเวทีออสการ์มาเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง</p>



<p>การให้รางวัลบุคลากรและภาพยนตร์จากชนกลุ่มน้อยในประเทศย่อมเป็นการแสดงจุดยืนของสถาบันออสการ์ว่ามีความ ‘เปิดกว้าง’ และก้าวหน้าทันสมัย ทำให้รางวัลมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในกลุ่มคนดูที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ได้เข้าชิงและในหมู่คนดูที่ต้องการเห็นความก้าวหน้าทางสังคม อันจะนำมาซึ่งคนดูและรายได้ของเวทีออสการ์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับเป็นการชำระล้างประวัติศาสตร์ความไม่เท่าเทียมของสถาบันไปพร้อมๆ กัน</p>



<p>การเทรางวัลให้กับคนเอเชียในปีนี้จึงอาจไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากความเท่าเทียมที่แท้จริง แต่เป็นไปเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองและผลประโยชน์ของเวทีรางวัลต่างๆ ก็เป็นได้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="536" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01-1024x536.jpg" alt="minari" class="wp-image-130542" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01-1024x536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01-300x157.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01-768x402.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01-600x314.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/a24_Minari_web-01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2-1024x576.jpg" alt="minari" class="wp-image-130543" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/maxresdefault-2.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากกรอบหนึ่งถึงอีกกรอบ</strong></h2>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น กระแสการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมทำให้สื่อต่างๆ ดันประเด็นความเป็น ‘ครั้งแรก’ ของการได้รางวัลของคนเอเชียในปีนี้อย่างออกนอกหน้า โดยเฉพาะในกรณีของ <em>Minari</em> ที่สื่อต่างผลักดันว่าเป็นชัยชนะของภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวประสบการณ์ของ ‘ชาวเอเชียนอเมริกันแท้ๆ’ ในเวทีที่ถูกยึดครองโดยคนขาวมาตลอด  </p>



<p>ทว่าการเฉลิมฉลองนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมอย่างที่หลายคนไม่ทันคาดคิด สตีเฟน ยอน ออกมาพูดกับ <em>The Hollywood Reporter </em>ไม่นานมานี้ว่าเขากลัวว่าการได้รางวัลนี้จะทำให้คนมองเขาเป็น ‘นักแสดงเอเชียนอเมริกัน’ มากกว่าการเป็นแค่ ‘นักแสดง’ คนหนึ่ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-style-default"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="512" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-1024x512.jpg" alt="minari" class="wp-image-130545" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-1024x512.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-300x150.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-768x384.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-1536x768.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-2048x1024.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/201111-minari-al-1318_d26abbcc8a6d95312eb74b30b7030868-1-600x300.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>กลายเป็นว่าการติดป้ายให้นักแสดงคนหนึ่งว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มเชื้อชาติและเป็นชัยชนะของความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาจเป็นหลุมพรางที่สร้างกรอบจำกัดให้นักแสดงคนนั้นได้รับแต่บทในภาพยนตร์ที่เล่าประสบการณ์ของกลุ่มเชื้อชาติตัวเอง หรือบทที่ต้องใช้คนเชื้อสายนี้เล่นเท่านั้น เช่น ในเรื่อง <em>Minari </em>แทนที่เขาจะสามารถรับบทนำอะไรก็ได้ ในภาพยนตร์อะไรก็ได้ ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการเล่าประสบการณ์ของชีวิตคนเชื้อสายใดเชื้อสายหนึ่งเหมือนอย่างโอกาสของนักแสดงนำผิวขาวทั่วไปในฮอลลีวูด นี่ต่างหากถึงจะเป็นการยอมรับว่าคนเชื้อสายเอเชียนอเมริกันเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของสังคมอเมริกันอย่างแท้จริง</p>



<p>ไม่เพียงสำหรับนักแสดงเท่านั้น การตีค่า <em>Minari </em>ว่าเป็นหมุดหมายของ ‘ภาพยนตร์เอเชียนอเมริกันในอุดมคติ’ ก็เป็นการสร้างภาพจำอันตรายให้กับภาพยนตร์เอเชียนอเมริกันในฮอลลีวูดในอนาคตได้อย่างไม่ตั้งใจ เพราะการเสริมสร้างแนวคิดว่าภาพยนตร์เอเชียนอเมริกันที่เหมาะสมจะได้รับรางวัลต้องเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ภาษาของเชื้อสายของตัวละคร ต้องผลิตซ้ำความยากลำบากและเศร้าสร้อยของคนเอเชียนอเมริกันในการเป็นคนอพยพในอเมริกาเท่านั้น ก็เป็นการปิดกั้นภาพยนตร์ที่ต้องการเล่าแง่มุมชีวิตคนเอเชียนอเมริกันในมุมอื่นๆ หรือแนวอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซ้ำร้าย การเน้นแต่เนื้อหาการเป็น ‘คนอพยพ’ ของคนเอเชียมากเกินไปก็ไม่ต่างอะไรกับการผลิตซ้ำความเป็นคน ‘ต่างชาติ’ ที่ฮอลลีวูดทำตลอดมา</p>



<p>แน่นอนว่าการที่คนเอเชียและเอเชียนอเมริกันได้รับรางวัลต่างๆ เป็นเรื่องน่ายินดี และการที่ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวที่เป็นเอเชียนอเมริกันมากๆ อย่าง <em>Minari </em>มีที่ทางของตัวเองในเวทีรางวัลก็เป็นจุดหมายที่สำคัญในการนำเสนอคนเอเชียบนจอภาพยนตร์ แต่ชัยชนะที่แท้จริงของคนเอเชียในวงการฮอลลีวูดอาจจะไม่ใช่การสร้างที่ทางของตัวเองด้วยการผลิตซ้ำเรื่องราวที่มีความเอเชียนเฉพาะตัวยิ่งขึ้นเรื่อยๆ บนจอภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นวันที่ภาพยนตร์ที่เอเชียนอเมริกันมากๆ อย่าง <em>Minari</em> ภาพยนตร์ที่มาจากคนเอเชียนอกประเทศอย่าง<em> Parasite </em>และภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวสากลอย่าง <em>Sound of Metal</em> ที่เปิดโอกาสให้คนเอเชียสามารถรับบทใดๆ ก็ได้ทัดเทียมกับคนขาว สามารถเข้าชิงรางวัลพร้อมกันได้อย่างเป็นเรื่องปกติอย่างไม่น่าตื่นเต้นอะไร เป็นการทลายกรอบที่ห้อมล้อมคนเอเชียตลอดมาอย่างสมบูรณ์ </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-819x1024.jpg" alt="minari" class="wp-image-130514" width="614" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-819x1024.jpg 819w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-768x960.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-1229x1536.jpg 1229w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-1638x2048.jpg 1638w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/how-to-watch-stream-minari-1614284827-1.jpg 2000w" sizes="(max-width: 614px) 100vw, 614px" /></figure></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h3>



<p><a href="https://www.hollywoodreporter.com/features/minari-broke-new-ground-for-storytellers-of-color-but-creatives-dont-want-to-be-pigeonholed" target="_blank" rel="noreferrer noopener">hollywoodreporter.com</a></p>



<p><a href="https://www.hollywoodreporter.com/news/oscars-pop-culture-landscape-sees-movies-role-diminish" target="_blank" rel="noreferrer noopener">hollywoodreporter.com</a></p>



<p><a href="https://www.huffingtonpost.co.uk/entry/diversity-hire-workplace-racism_uk_5ef8f4aec5b612083c4f2937" target="_blank" rel="noreferrer noopener">huffingtonpost.co.uk</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2020/02/06/movies/oscarssowhite-history.html#:~:text=On%20Jan.,to%20create%20the%20hashtag%20%23OscarsSoWhite.&amp;text=The%20Oscars%20add%20a%20diversity%20requirement%20for%20Best%20Picture%20eligibility." target="_blank" rel="noreferrer noopener">nytimes.com</a></p>



<p><a href="https://www.nytimes.com/2018/09/09/movies/joy-luck-club-crazy-rich-asians.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">nytimes.com</a></p>



<p><a href="https://www.rollingstone.com/movies/movie-news/academy-promises-historic-changes-to-diversify-membership-178731/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">rollingstone.com</a></p>



<p><a href="https://www.theguardian.com/tv-and-radio/tvandradioblog/2015/mar/25/deadlines-race-casting-article-tvs-diversity-wrong" target="_blank" rel="noreferrer noopener">theguardian.com</a></p>



<p><a href="https://wjla.com/news/nation-world/americans-are-increasingly-boycotting-brands-over-politics" target="_blank" rel="noreferrer noopener">wjla.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/minari-asians-are-humans-too/">Minari ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของชาวเอเชีย หรืออีกหนึ่งโฆษณาชวนเชื่อของฮอลลีวูด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อสังคมนี้ไม่มีที่ให้คนก้าวพลาด จาก Into the Wild สู่การร่อนเร่สุดท้ายใน Nomadland</title>
		<link>https://adaymagazine.com/nomadland-into-the-wild/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อภิโชค จันทรเสน]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Mar 2021 18:18:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[into the wild]]></category>
		<category><![CDATA[nomadland]]></category>
		<category><![CDATA[การร่อนเร่]]></category>
		<category><![CDATA[Golden Globe]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Oscars Awards]]></category>
		<category><![CDATA[ออสการ์]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=126442</guid>

					<description><![CDATA[<p>nomadland</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nomadland-into-the-wild/">เมื่อสังคมนี้ไม่มีที่ให้คนก้าวพลาด จาก Into the Wild สู่การร่อนเร่สุดท้ายใน Nomadland</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p style="display: none;">nomadland</p>



<p>คุณเคยมีความรู้สึกอยากจะหนีไปจากทุกอย่างในชีวิตบ้างไหม หนีไปจากงานที่กองท่วมหัว จากความจำเจของชีวิต ออกไปผจญภัยในโลกกว้าง ไปสู่อิสระ</p>



<p>นั่นคือความรู้สึกของผมเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วขณะที่ต้องกักตัวนานนับเดือนในช่วงล็อกดาวน์ที่เมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก มียอดคนติดเชื้อนับพัน ผู้เขียนขังตัวเองอยู่ในบ้าน ออกจากบ้านเพียงเพื่อซื้อของกินประทังชีวิตจากซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ ส่วนโรงหนัง พิพิธภัณฑ์ และห้างร้านทุกแห่ง ถ้าไม่ปิดตัวก็กลายเป็นสถานที่ความเสี่ยงสูงลิ่ว&nbsp;</p>



<p>หลังตื่นมาเจอผนังเดิมๆ ห้องเดิมๆ รูมเมตคนเดิมๆ เป็นเวลาห้าเดือนผมก็ถึงจุดที่ทนไม่ไหวอีกต่อไป</p>



<p>ผมชวนเพื่อนคนไทยหนึ่งคน (ที่ซักประวัติแล้วว่าป้องกันตัวเองจากโควิดอย่างเข้มงวดพอกัน) หนีไปให้ไกลจากแอลเอหนึ่งวัน</p>



<p>ว่าแต่จะไปไหนดี</p>



<p>แล้วอยู่ดีๆ ภาพกลุ่มรถบ้านในทะเลทรายของเหล่าฮิปปี้หน้าใสใจจริงผู้หนีจากระบบทุนนิยมสกปรกมาสร้างชุมชนอุดมคติใกล้ทะเลสาบ Salton Sea ทางใต้ของแอลเอในภาพยนตร์เรื่อง <em>Into the Wild </em>(2007) ที่เคยดูเมื่อหลายปีก่อนก็แล่นเข้ามาในหัว</p>



<p>จะมีที่ไหนเหมาะกับการหนีคนเท่าทะเลทรายอีก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="425" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04-1024x425.jpg" alt="" class="wp-image-126545" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04-1024x425.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04-768x319.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04-600x249.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-17-at-00.01.04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="425" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53-1024x425.jpg" alt="" class="wp-image-126546" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53-1024x425.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53-768x319.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53-600x249.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Screen-Shot-2564-03-16-at-23.55.53.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Into the Wild</em> (2007)</span></figcaption></figure></div>



<p>ค่อนวันและ 260 กว่ากิโลเมตรต่อมา ผมและเพื่อนพบตัวเองอยู่ที่ตีนของเนินเขาลูกเล็กหลากสีกลางทะเลทราย ทุกพื้นผิวบนเขาเต็มไปด้วยคำสอนต่างๆ จากคัมภีร์ไบเบิล มีซากรถ เรือ และสิ่งของต่างๆ รายล้อมทั่วบริเวณ นี่คือ Salvation Mountain ผลงานศิลปะของชายนาม Leonard Knight ผู้ต้องการเผยแผ่ความรักของพระเจ้าผ่านงานศิลป์ชิ้นยักษ์กลางทะเลทราย</p>



<p>ภูเขาแห่งนี้ตั้งอยู่หน้าทางเข้าของ Slab City ชุมชนรถบ้านที่ผมคิดว่าจะได้เห็นความเกื้อกูลนอกระบบสังคมเมือง ได้เห็นดินแดนของฮิปปี้ที่ออกตามหาความจริงของชีวิตเหมือนในหนัง แต่ตลอดทางผมกลับเจอแต่รถบ้านบุโรทั่งจอดเรียงรายกลางซากเมืองเก่าริมทะเลสาบ สภาพแต่ละคันไม่ต่างจากเมืองเก่าที่ผุพังอยู่รายล้อม บ้านสังกะสีพังมิพังแหล่ว่างโหวงไร้ผู้อยู่อาศัย ภายในเต็มไปด้วยขยะ ถุงยางเก่าๆ และซากเข็มฉีดยา คนที่ยังอยู่ล้วนแต่ผิวหยาบกร้านด้วยแดดทะเลทราย แววตาฝ้าฟาง สะโหลสะเหลไปมาจากรถบ้านคันหนึ่งสู่อีกคันด้วยแววตาไม่เป็นมิตร</p>



<p>เมื่อบวกกับอุณหภูมิร้อนระอุทะลุ 40 องศาเซลเซียสเมื่อตอนเที่ยงวัน ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่าภาพอันสวยหรูของสวรรค์ฮิปปี้อาจจะมีแค่ในหนัง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="428" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/43-salvation-mountain1.png" alt="" class="wp-image-126547" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/43-salvation-mountain1.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/43-salvation-mountain1-300x125.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/43-salvation-mountain1-768x321.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/43-salvation-mountain1-600x251.png 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Salvation Mountain ใน </span><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color" style=""><i>Into the Wild</i></span><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em> </em>(<em>2007)</em></span></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-683x1024.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126584" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-1-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Salvation Mountain ของจริงในปี 2020 © Abhichoke Chandrasen</span></figcaption></figure></div>



<p>ทำไมคนเหล่านี้ถึงได้เลือกที่จะมาลำบากลำบนในทะเลทรายกันดารห่างไกลผู้คน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีตำรวจ ไม่มีโรงพยาบาล&nbsp;</p>



<p>คำตอบของคำถามนี้อาจจะหาได้จากภาพยนตร์เรื่อง <em>Nomadland</em> ผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ Chloé Zhao ที่เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวที Golden Globes และเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 6 สาขา&nbsp;</p>



<p>คำตอบที่ว่าแท้จริงแล้วคนกลางทะเลทรายเหล่านี้หลายคนอาจจะไม่ได้ ‘เลือก’ มาอยู่ที่นี่ด้วยความสมัครใจ แต่กลับเป็นสังคมอเมริกันในศตวรรษที่ 21 ที่บีบให้ชีวิตห่างไกลความเจริญกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image is-style-default"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="369" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhWp2YWgAA_fcZ.jpg" alt="" class="wp-image-126569" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhWp2YWgAA_fcZ.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhWp2YWgAA_fcZ-300x163.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhWp2YWgAA_fcZ-600x326.jpg 600w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Nomadland</em> (2020)</span></figcaption></figure></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อเมริกา ดินแดนแห่งการร่อนเร่</strong></h2>



<p>ด้วยอะไรบางอย่าง ผืนแผ่นดินที่ต่อมากลายมาเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาดูเป็นดินแดนที่ถูกกำหนดมาให้เป็นดินแดนของคนเร่ร่อน นับแต่ชาวอินเดียนแดงผู้เป็นเจ้าของถิ่นฐานดั้งเดิมที่อพยพและกระจายตัวไปทั่วแดน ใช้ชีวิตท่ามกลางขุนเขาและทุ่งหญ้าบนหลังม้า ไปจนถึงผู้อพยพเชื้อสายสเปนและผู้อพยพชาวยุโรปอื่นๆ ที่ล่องเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจนมาถึงโลกใหม่</p>



<p>ผู้อพยพในยุคแรกหลายคนมาที่นี่เพื่ออิสรภาพทางศาสนา อีกมากมายข้ามทะเลมาเพื่อจับจองพื้นที่บน ‘โลกใหม่’ เป็นของตัวเอง (จนหลายครั้งแลกมาด้วยชีวิตของชนพื้นเมืองอย่างน่าอดสู) แต่อีกเหตุผลสำคัญที่ดึงให้หลายคนมาที่นี่ก็เพื่อหนีจากสังคมเมืองสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและระบบเศรษฐกิจเอารัดเอาเปรียบในบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อกลับสู่โลกธรรมชาติแท้ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร จนเกิดเป็นตัวละครนักบุกเบิก คาวบอย และโจรป่าที่เราเห็นในภาพยนตร์ตะวันตกต่างๆ</p>



<p>แต่แล้วโลกอารยะก็ยึดประเทศสหรัฐอเมริกาได้ในที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ในระหว่างที่คนส่วนใหญ่ของประเทศมุ่งหน้าเข้าสู่ชีวิตอารยะในเมืองใหญ่ คนบางกลุ่มยังรู้สึกว่าความปลอดภัยและสะดวกสบายของชีวิตอารยะทำให้มนุษย์ยุคใหม่ใช้ชีวิตอย่างไร้จิตวิญญาณและโหยหาชีวิตนอกสังคมท่ามกลางธรรมชาติ เกิดเป็นวิถีชีวิตของคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ในสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 20 จนหลายเหตุการณ์ในช่วง 30s ผลักให้คนอเมริกันนับล้านกลับสู่ชีวิตเร่ร่อนเป็นประวัติการณ์</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-683x1024.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126585" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">© Abhichoke Chandrasen</span></figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-683x1024.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126586" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">© Abhichoke Chandrasen</span></figcaption></figure></div>



<p>ปลายเดือนกันยายนปี 1929 ตลาดหุ้นอเมริกันตกหนักที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินสหรัฐฯ เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ร้ายแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ผู้คนนับล้านตกงานและเสียบ้าน บวกกับภัยแล้งผิดธรรมชาติก่อให้เกิดพายุฝุ่นทั่วประเทศหลายปีจนอุตสาหกรรมการเกษตรเสียหายเป็นวงกว้าง ชาวอเมริกันนับล้านร่อนเร่ไปทั่วประเทศเพื่อหางานนับสิบปีจนถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาถึงได้ฟื้นฟูสู่ภาวะปกติอีกครั้ง</p>



<p>นับแต่นั้น การเร่ร่อนก็กลายเป็นวัฏจักรของสังคมอเมริกันที่ผูกกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจของประเทศมั่นคง ระบบทุนนิยมทำงาน ชาวอเมริกันก็จะลงหลักปักฐาน เช่น ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในยุค 80s จนเมื่อระบบทุนนิยมเจริญถึงขีดสุดก็จะเกิดกลุ่มคนที่กังขากับความฟุ้งเฟ้อทางวัตถุและเศรษฐกิจ รู้สึกว่าชีวิตขาดจิตวิญญาณจนอยากออกร่อนเร่ตามหา ‘ความจริงของชีวิต’ เช่น กลุ่มนักเขียน beatnik ในยุค 50s อย่าง Jack Kerouac ที่ออกเดินทางข้ามอเมริกาและเขียนประสบการณ์ออกมาเป็นหนังสือเลื่องชื่ออย่าง<em> On the Road </em>หรือชาวบุปผาชนบางกลุ่มในปลายยุค 60s และต้น 70s ที่หนีออกจากเมืองเข้าป่าไปตั้ง ‘คอมมูน’ หรือชุมชนของตัวเองเพื่อหนีจากระบบทุนนิยมและการเกณฑ์ทหารไปรบในสงครามเวียดนาม ดังเห็นได้จากภาพยนตร์<em> Easy Rider</em> (1969) หรือ <em>Zabriskie Point</em> (1970)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-683x1024.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126589" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/nomadland-4-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">© Abhichoke Chandrasen</span></figcaption></figure></div>



<p>ถึงอย่างนั้นชีวิตสมบุกสมบันนานปีกลางป่าเขาก็ผลักให้บางคนหันกลับสู่อ้อมกอดของชีวิตสะดวกสบายในสังคมเมือง คืนสู่ชีวิตอารยะ และเข้าสู่วัฏจักรทุนนิยมอีกครั้ง เหลือเพียงนักเร่ร่อน ‘ตัวจริง’ ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในชายขอบของสังคมอารยะอย่างสมัครใจทั่วอเมริกาในรถบ้าน ฟาร์ม หรือชุมชนเล็กๆ ตามป่าเขาและทะเลทรายต่างๆ จนคนรุ่นใหม่พบเจอความว่างเปล่าของโลกทุนนิยมอีกครั้ง วัฏจักรของคนเร่ร่อนถึงได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง</p>



<p>หนึ่งในคนรุ่นใหม่เหล่านั้นคือชายหนุ่มนาม Christopher McCandless ตัวละครเอกของหนังสือและภาพยนตร์ที่เรารู้จักกันในนาม<em> Into the Wild</em></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Into the Wild ทางเลือกของนักผจญภัยยุค</strong> 2000s</h2>



<p>คริสโตเฟอร์ แม็กแคนด์เลสส์ เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวอเมริกันมีฐานะ หลังเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Emory University ในปี 1990 เขาบริจาคเงินเก็บจำนวน 24,000 ดอลลาร์สหรัฐให้องค์กรการกุศลและออกเร่ร่อนไปในอเมริกา</p>



<p>ไม่มีใครรู้ว่าทำไมคริสถึงตัดสินใจทิ้งชีวิตสะดวกสบายไปเผชิญโลก แต่เพื่อนๆ และครูมัธยมของเขาสังเกตว่าคริส ‘ใช้ชีวิตเหมือนอยู่คนละคลื่นกับคนอื่น’ และบอกว่าเขาเคยบอกกับทีมวิ่งวิบากของโรงเรียนซึ่งเขาเป็นกัปตันทีมว่า ที่พวกเขาวิ่งก็เพื่อ ‘ต่อสู้กับความชั่วร้ายและความเกลียดชังในโลกใบนี้’</p>



<p>ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม คริสออกจากบ้านไปในปี 1990 และไม่กลับไปบ้านอีกเลย เขาขับรถดัตสันคู่ใจผ่านรัฐแคลิฟอร์เนีย แอริโซนา และเซาท์ดาโคตา หาเลี้ยงชีพจากงานรับจ้างตามเรือกสวนไร่นาระหว่างทางและเรียกตัวเองว่า ‘Alexander Supertramp’ หรือ ‘อเลกซ์ ยอดนักพเนจร’</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="679" height="284" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwRRMhNWgAQjlA2.jpg" alt="" class="wp-image-126554" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwRRMhNWgAQjlA2.jpg 679w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwRRMhNWgAQjlA2-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwRRMhNWgAQjlA2-600x251.jpg 600w" sizes="(max-width: 679px) 100vw, 679px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="679" height="282" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwX9RxoWEAIH3K2.jpg" alt="" class="wp-image-126556" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwX9RxoWEAIH3K2.jpg 679w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwX9RxoWEAIH3K2-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwX9RxoWEAIH3K2-600x249.jpg 600w" sizes="(max-width: 679px) 100vw, 679px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Into the Wild</em> (2007)</span></figcaption></figure></div>



<p>เขาเดินทางไปเรื่อยๆ จนไปถึงรัฐอะแลสกาในปี 1992 ท่ามกลางหิมะท่วมสูงเดือนเมษายน คริสเดินทางเข้าอุทยานแห่งชาติ Denali พร้อมปืนไรเฟิล อุปกรณ์ใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย และความมั่นใจเต็มเปี่ยมเพื่อใช้ชีวิตโดดเดี่ยวในป่าสนของอะแลสกา&nbsp;</p>



<p>ศพของเขาถูกพบหกเดือนให้หลังในซากรถบัสกลางป่าโดยหนักเพียง 30 กิโลกรัม ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าเขาตายเพราะอดอาหารและสารพิษจากเมล็ดเบอร์รีมีพิษที่เขากินเข้าไปด้วยความไม่รู้&nbsp;</p>



<p>เรื่องราวของคริสได้รับการถ่ายทอดเป็นหนังสือขายดีระดับโลกในปี 1993 หลายคนเห็นว่าความตายของคริสคือตัวอย่างของคนที่เพ้อฝันว่าการใช้ชีวิตชายขอบในป่าห่างไกลเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้จนตัวตาย แม้แต่คริสเองก็รู้ตัวว่าเขาทำผิดพลาดมหันต์ ไดอารีของเขาเผยว่าหลังจากที่เข้าป่ามาเพียงไม่กี่เดือน เขาป่วยหนักและต้องการเดินทางออกจากป่ากลับสู่สังคมมนุษย์ แต่เคราะห์ร้ายลำธารเล็กๆ ที่เขาข้ามในขามา เมื่อจะเดินทางกลับ มันกลับกลายเป็นแม่น้ำเชี่ยวกรากจากน้ำแข็งที่เพิ่งละลายจนเขาไม่มีทางเลือก ต้องอยู่ที่รถบัสต่อไปและถูกพบเป็นศพในเวลาต่อมา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="564" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm-1024x564.png" alt="" class="wp-image-126558" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm-1024x564.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm-300x165.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm-768x423.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm-600x330.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/screen-shot-2018-04-27-at-2-08-37-pm.png 1130w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color">Chris McCandless ตัวจริง</span></figcaption></figure></div>



<p>แต่ด้วยการที่ทั้งหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง <em>Into the Wild</em> นำเสนอภาพการเดินทางเร่ร่อนของคริสให้ดูเป็นการเดินทางแสนวิเศษ ระหว่างทางเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและหอมหวาน ผู้คนที่พานพบล้วนช่วยเหลือให้เขาไปถึงจุดหมาย เมื่อรวมกับภูมิทัศน์อันหลากหลายสวยงามของอเมริกา ไม่แปลกที่คนจำนวนมากจะยกให้คริสเป็นสุดยอดนักพเนจรผู้หาญกล้าฉีกกฎสังคมสมัยใหม่แม้ต้องแลกมาด้วยชีวิต เขากลายเป็นฮีโร่ผู้จุดประกายให้ใครหลายๆ คนออกไปพเนจรในยุค 2000 ต้นๆ (นับแต่ปีที่คริสตาย นักเดินป่าจำนวนมากฝ่าฟันป่าอะแลสกาไปยังรถบัสที่คริสเสียชีวิตเพื่อเคารพสถานที่จนหลายคนตายระหว่างทาง ทำให้ทางการนำเฮลิคอปเตอร์ไปยกรถบัสออกจากพื้นที่ในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา)</p>



<p>น่าสังเกตว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานของ Sean Penn นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังผู้มีชีวิตแสนสบายในสังคมเมืองไม่ต่างจากคริสก่อนออกเดินทาง และภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดยทุนของแผนกหนังอินดี้ของสตูดิโอ Paramount จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพยนตร์ที่พูดเรื่องชีวิตนอกระบบทุนนิยมเรื่องนี้กลับถูกผลิตออกมาด้วยท่าที่ฝันหวานเพื่อดึงดูดคนดูเข้าโรงหนัง เพื่อให้ได้กำไรให้มากที่สุดตามระบบทุนนิยมอย่างสมบูรณ์&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="427" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-1024x427.jpg" alt="" class="wp-image-126559" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-1024x427.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-768x320.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-1536x640.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2-600x250.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/itw2.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="427" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/59-magic-bus1.png" alt="" class="wp-image-126560" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/59-magic-bus1.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/59-magic-bus1-300x125.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/59-magic-bus1-768x320.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/59-magic-bus1-600x250.png 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Into the Wild </em>(2007)</span></figcaption></figure></div>



<p>ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในปี 2007 ในสมัยของประธานาธิบดี George W.&nbsp;Bush ที่นำเสนอภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลกว่าเป็นประเทศมหาอำนาจอันแข็งแกร่งด้วยสงครามอิรักและนโยบายต่างประเทศจำนวนมาก ในขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศกลับค่อยๆ ชะลอตัวจนเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจซับไพรม์ปี 2008 ที่ส่งผลกระทบไปทั้งประเทศอย่างรุนแรง</p>



<p>เช่นเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อยุค 1930 เศรษฐกิจทั่วประเทศสะดุดกึก ชาวอเมริกันจำนวนมากตกงาน และ Fern ตัวเอกของภาพยนตร์เรื่อง <em>Nomadland</em> ก็เป็นหนึ่งในชาวอเมริกันนับล้านคนที่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Nomadland ทางออกสุดท้ายของผู้แพ้ในโลกทุนนิยม</strong></h2>



<p><em>Nomadland</em> เล่าเรื่องราวของเฟิร์น อดีตพนักงานวัยกลางคนของโรงงาน US Gypsum ที่ปิดตัวลงในปี 2011 จากผลพวงของวิกฤษเศรษฐกิจปี 2008 เธอเสียงาน เสียบ้านที่บริษัทเป็นเจ้าของ และร้ายที่สุด เสียสามีที่รักไปในเวลาใกล้ๆ กัน อายุวัยกลางคนของเธอทำให้โอกาสเริ่มใหม่ในระบบทุนนิยมดูยากเต็มทน เฟิร์นเลยลงเงินก้อนสุดท้ายซื้อรถตู้บุโรทั่งหนึ่งคันแล้วออกเร่ร่อนไปในอเมริกาเพื่อหางานทำประทังชีวิต&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="424" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-1024x424.jpeg" alt="" class="wp-image-126591" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-1024x424.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-300x124.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-768x318.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-1536x637.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-2048x849.jpeg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Brody-Nomadland-600x249.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="744" height="308" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwJrc8wXAAgQL4m.jpg" alt="nomadland
" class="wp-image-126562" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwJrc8wXAAgQL4m.jpg 744w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwJrc8wXAAgQL4m-300x124.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwJrc8wXAAgQL4m-600x248.jpg 600w" sizes="(max-width: 744px) 100vw, 744px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em><em>Nomadland</em> </em>(2020)</span></figcaption></figure></div>



<p>ในปี 2011 แทนที่ท้องถนนจะมีเพียงวัยรุ่นผู้เสาะหาความหมายของชีวิตอย่างในสมัยของคริส เฟิร์นกลับพบว่าคนเร่ร่อนส่วนมากเป็นคนวัยเดียวกันกับเธอ หรือแม้แต่เป็นคนสูงวัยอายุแตะเลขแปด แต่ละคนมีเหตุผลที่ออกร่อนเร่แตกต่างกัน หลายคนเป็นโรคร้ายแรงระยะสุดท้ายและเลือกออกไปเผชิญโลกแทนการนอนตายคาเตียงโรงพยาบาล แม้หลายคนจะเลือกชีวิตไร้บ้านด้วยความรักในเสรีภาพ แต่สุดท้ายแล้วกลุ่มผู้เร่ร่อนส่วนมากที่เฟิร์นได้เจอคือคนที่ถูกระบบสังคมอเมริกันยุคใหม่ที่ไม่มีที่ให้คนที่ก้าวพลาดผลักออกมา</p>



<p>ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 21 ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินและระบบความน่าเชื่อถือ หรือ ‘เครดิต’ ที่กำหนดทุกอย่างในชีวิตคนอย่างเข้มข้น ทุกคนต้องเข้าระบบธนาคารเพื่อสร้างเครดิตด้วยการจ่ายบัตรเครดิตและหนี้สินถูกต้องตามเวลา เครดิตนั้นจะถูกนำไปพิสูจน์กับสถาบันต่างๆ ว่าคุณมีความน่าเชื่อถือทางการเงินเพียงพอ นั่นแหละคุณถึงจะดาวน์รถ เช่าบ้าน หรือลงทุนได้ นั่นแปลว่าถ้าคนคนหนึ่งเกิดถูกไล่ออกจากงานกะทันหันและไม่มีเงินเก็บพอจ่ายหนี้สิ้นก่อนได้งานใหม่ ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน คะแนนเครดิตของเขาก็จะทิ้งดิ่งจนไม่สามารถเช่าบ้านหรือแม้แต่จะซื้อรถบ้านเพื่อใช้อยู่อาศัยได้อีกต่อไป</p>



<p>เมื่อบวกกับระบบครอบครัวของชาวอเมริกันที่เป็นระบบครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่และลูกๆ แยกบ้านกันอย่างชัดเจน น้อยครอบครัวนักที่พร้อมรับสมาชิกครอบครัวที่ตกระกำลำบากให้มาอยู่อาศัยด้วยกัน ก็ทำให้คนที่ก้าวพลาดในระบบทุนนิยมไม่สามารถพึ่งใครได้นอกจากตัวเอง และถ้าไม่จบลงที่ข้างถนนก็ต้องออกร่อนเร่อย่างเฟิร์นและคนอื่นๆ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="382" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnOWUAAg95Y.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126563" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnOWUAAg95Y.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnOWUAAg95Y-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnOWUAAg95Y-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="284" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhXhQXVIAQ4Yh5.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126564" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhXhQXVIAQ4Yh5.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhXhQXVIAQ4Yh5-300x125.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhXhQXVIAQ4Yh5-600x251.jpg 600w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Nomadland</em> (2020)</span></figcaption></figure></div>



<p>ถ้าการเร่ร่อนในยุค 90s คือ ‘ทางเลือก’ ของหนุ่มสาวที่อยากจะหนีออกจากระบบ การเร่ร่อนในช่วง 2010 กลับกลายเป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ ของคนที่ตกร่องระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะคนในวัยกลางคน&nbsp;</p>



<p>ในโลกที่ระบบทุนนิยมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนอย่างลึกซึ้งจนการวิ่งหนีจากมันเป็นไปได้ยาก โลกชนบทของอเมริกาอย่างฟาร์มวัว ทุ่งข้าวโพด และเหมืองชุมชนของลุงป้าที่เคยเป็นช่องทางหาเงินประทังชีวิตของคนเร่ร่อนในอดีตถูกกลืนกินโดยเครื่องจักรทางการเกษตรและสายพานหุ่นยนต์ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่นที่เฟิร์นต้องไปทำงานแพ็กกล่องสินค้าให้บริษัท Amazon อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์</p>



<p>น่าสนใจว่า Chloé Zhao ผู้กำกับของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เต็มไปด้วยตัวละครอเมริกันผิวขาวกลับเป็นชาวจีนที่ใช้ชีวิตร่อนเร่ไม่ต่างจากตัวละครในภาพยนตร์ของเธอ จากบ้านเกิดที่ประเทศจีน พ่อแม่ส่งไปเรียนมัธยมที่อังกฤษ ก่อนจะข้ามมาเรียนภาพยนตร์ในอเมริกา ภาพยนตร์สองเรื่องที่เธอทำก่อนหน้าล้วนเกี่ยวกับคนชายขอบกลางทะเลทรายของอเมริกา ทั้งภาพยนตร์ชีวิตอินเดียนแดง <em>Songs My Brothers Taught Me </em>(2015) และ <em>The Rider</em> (2017)</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ เราอาจพูดได้ว่าถ้าภาพยนตร์ <em>Into the Wild </em>คือการวาดภาพการใช้ชีวิตร่อนเร่ให้สวยหวานโดยคนมีโอกาสและสตูดิโอทุนหนา<em> Nomadland </em>ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการนำเสนอภาพจริงของการใช้ชีวิตบนท้องถนนในยุคปัจจุบัน จากคนที่เคยผ่านชีวิตนั้นมาด้วยตัวเองด้วยเงินทุนอิสระนอกระบบจนเกิดเป็นผลงานชิ้นโบแดงเรื่องนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="383" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnNXAAMgTfy.jpg" alt="nomadland" class="wp-image-126566" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnNXAAMgTfy.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnNXAAMgTfy-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/EwhYRnNXAAMgTfy-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /><figcaption><span class="has-inline-color has-cyan-bluish-gray-color"><em>Nomadland</em> (2020)</span></figcaption></figure></div>



<p></p>



<p>คืนนั้น ขณะที่ผมขับรถกลับจาก Salton Sea กลับแอลเอด้วยรถฮอนด้า CR-V ของตัวเอง ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกิดชะตากรรมของคนเร่ร่อนที่ผมได้พบเห็นเกิดขึ้นกับตัวผมเองในอเมริกา ถ้าสิ่งสุดท้ายที่ผมมีคือรถคันนี้ ผมจะทำอย่างไร และเมื่อได้ดู <em>Nomadland</em> ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าในโลกที่เชื้อโรคร้ายอย่างโควิด-19 สามารถแพร่สะพัดไปทั่วโลกได้ในไม่กี่เดือน ทำลายระบบเศรษฐกิจทั่วโลกให้ราบคาบ โลกที่ภูมิอากาศที่แปรปรวนมากขึ้นและน้ำทะเลสูงขึ้นทุกปีจากน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โลกอนาคตอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าอาจไม่ใช่โลกที่การร่อนเร่เป็นเพียงตัวเลือกอย่างใน <em>Into the Wild</em> แต่เป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดอย่างใน <em>Nomadland</em></p>



<p>โลกที่การออกสู่ท้องถนน สู่ป่า สู่ธรรมชาติอาจเป็นทางเลือกสุดท้ายของการใช้ชีวิต</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nomadland-into-the-wild/">เมื่อสังคมนี้ไม่มีที่ให้คนก้าวพลาด จาก Into the Wild สู่การร่อนเร่สุดท้ายใน Nomadland</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
