Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

Triumphs Kingdom: อาณาจักรบทเพลงและชีวิตของสองเพื่อนซี้ ‘โบ-จ๊อยซ์’

Highlights

  • โบและจ๊อยซ์เป็นเพื่อนกันมา 30 ปี พวกเธอมีมิตรภาพที่ดีกันมาตั้งแต่สมัยอนุบาล จนกระทั่งอายุประมาณ 18-19 ปี ทั้งคู่ได้เซ็นสัญญาเป็น Triumphs Kingdom ศิลปินดูโอของค่าย Dojo City ค่ายเพลงไทยที่ก่อตั้งช่วงปลายยุค 90s 
  • โบและจ๊อยซ์ประสบความสำเร็จอย่างมากจากหลายบทเพลง อย่าง อย่าเข้าใจฉันผิด, คู่กัน, ผ้าเช็ดหน้า, ล่ำบึ้ก, ไม่มีอะไรหรอก จนกระทั่งประกาศพักและแยกกันในปี 2001 เพื่อไปใช้ชีวิตในเส้นทางของตัวเอง
  • จ๊อยซ์ถูกดำเนินคดียาเสพติดในปี 2005 ช่วงเวลานั้นโบเป็นฝ่ายตอบคำถามต่อสื่อและความสงสัยจากสังคม
  • เมื่อจ๊อยซ์ออกมาใช้ชีวิตปกติ เธอตั้งใจใช้ชีวิตเงียบสงบอยู่ต่างจังหวัด ส่วนโบพยายามทำให้จ๊อยซ์มั่นใจ และจูงมือจ๊อยซ์กลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง 
  • จนกระทั่งโบและจอยซ์ขึ้นแสดงคอนเสิร์ตด้วยกันอีกครั้งในงาน Boyd Ko Family Christmas Together เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2013 การขึ้นเวทีครั้งนั้นทำให้จ๊อยซ์กลับมาเห็นคุณค่าของชีวิตอีกครั้ง
  • จนทุกวันนี้โบและจ๊อยซ์ผ่านเรื่องร้อนหนาวมาตลอดชีวิตที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยเลข 4 และซัพพอร์ตกันในฐานะเพื่อนที่ได้เห็นการเติบโตมาตั้งแต่เด็ก

1999 เป็นปีสุดท้ายของยุค 90s แต่เป็นปีแรกที่ โบ–สุรัตนาวี สุวิพร วัย 18 ปี และ จ๊อยซ์–กรภัสสรณ์ รัตนเมธานนท์ วัย 19 ปี แห่ง ‘Triumphs Kingdom’ หรือ TK วงดูโอวัยรุ่นจากค่าย Dojo City เดบิวต์ให้คนไทยรู้จักในฐานะนักร้อง

ด้วยภาพลักษณ์ 2 สาวจากอัลบั้มแรกที่คนจดจำความซนปนเซ็กซี่ ใส่สายเดี่ยวเอวลอย กางเกงขาสั้น พร้อมรองเท้าส้นตึกเปรี้ยวจี๊ด จนขึ้นแท่นแฟชั่นไอเทมฮิตของวัยรุ่นไทยย่านสยามสแควร์ และไม่ใช่แค่สยาม เพราะจากนั้นไม่นาน สาวไทยก็พากันแต่งตัวแบบโบและจ๊อยซ์ทั่วทั้งประเทศ

ช่วงปีนั้น นอกจากการแต่งตัวสุดซ่า ทั้งคู่ยังมีคาแร็กเตอร์มั่นใจ ร้องเพลงเนื้อหาสนุกไม่เหมือนใครในยุคนั้น TK จึงเป็นที่จดจำรวดเร็ว และประสบความสำเร็จจนมียอดขายกว่าแสนชุด ทั้งที่มาจากค่ายเล็กๆ ซึ่งเป็นค่ายลูกของเบเกอรี่มิวสิคอีกที

ตอนนั้น แม้โบและจ๊อยซ์จะเป็นขวัญใจวัยรุ่นหลายคน แต่ก็ถูกผู้ใหญ่และสื่อบางหัวในยุคนั้นวิจารณ์เรื่องการแต่งกายวาบหวิวรุนแรง แต่เมื่อผ่านอัลบั้มแรกไป การแต่งกายแบบ TK ก็เป็นเรื่องแสนธรรมดา และไม่ว่าจะผ่านมานานเท่าไหร่ โบและจ๊อยซ์ต่างถูกจดจำในฐานะเจ้าแม่สายเดี่ยว และเด็กผู้หญิงยุค 2000 ที่สดใสในใจผู้ฟัง

หลายคนลุกขึ้นเต้นและร้องเพลงตามได้ เมื่อ อย่าเข้าใจฉันผิด, คู่กัน, ผ้าเช็ดหน้า, ล่ำบึ้ก, ไม่มีอะไรหรอก และเพลงอื่นๆ จาก 5 อัลบั้มที่เคยวางจำหน่ายบนแผงเทปและซีดีทั่วประเทศดังขึ้น จนทั้งคู่เป็นหนึ่งในตัวแทนความทรงจำที่วัยรุ่นยุคปลาย 90s ถึงต้นยุค 2000 จดจำได้มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง

แต่ทุกงานเลี้ยงมีวันเลิกรา เพราะ TK ประกาศพักวงในปี 2001 ก่อนที่ปี 2005 ศาลจะพิพากษาจำคุกจ๊อยซ์จากคดียาเสพติด กลายเป็นข่าวฮือฮา และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตของทั้งโบและจ๊อยซ์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 

ถ้าจะยังมีอะไรในชีวิตที่เหมือนเดิม ทั้งคู่เรียกสิ่งนั้นว่ามิตรภาพ

กรุงเทพฯ ก่อนปี 1999

โบวัย 38 และจ๊อยซ์วัย 39 นั่งอยู่ตรงหน้าเรา ในฐานะแฟนเพลง เราเก็บอาการปลื้มไว้แทบไม่อยู่ จนทั้งคู่บอกเราว่าไม่ต้องตื่นเต้น เราสูดหายใจเฮือกหนึ่งให้หายขัดเขิน และพยายามชวนทั้งคู่ย้อนเวลาไปยังช่วงที่ยังไม่มีใครรู้จักวงไทรอัมพ์สคิงดอมในปี 1999 ปีที่ผู้ใหญ่วัยกลางคนในตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมฯ และมัธยมต้นเท่านั้น

“ช่วงนั้นเป็นวัยที่ไม่เคยกลัวอะไรเลย จ๊อยซ์ไม่รู้สึกกลัวที่ต้องตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ เพราะตอนนั้นอายุ 17-18 คิดว่าการเป็นตัวของตัวเอง การใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองทำแล้วมีความสุขคือทำไปเลย ไม่คิดหน้าคิดหลัง ห้าวหาญกับชีวิตมากๆ” จ๊อยซ์ตอบเมื่อเราถามถึงช่วงเวลาก่อนจะมาเป็นวงไทรอัมพ์สคิงดอม

“เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยอนุบาลแล้ว ก่อนเป็นไทรอัมพ์สคิงดอมด้วยซ้ำ ไม่ได้มาเจอกันเพราะต้องทำงานคู่กัน เราเป็นเพื่อนกันมานานมาก จริงๆ แล้วคำว่าโบ-จ๊อยซ์ มาก่อนเป็น TK ด้วยซ้ำ เราสองคนอายุเราเท่ากัน เดินมาเส้นทางเดียวกัน เห็นการเติบโตกันและกันมาโดยตลอด” โบหัวเราะ ก่อนจ๊อยซ์จะเสริมว่า

“เราเรียนโรงเรียนเดียวกัน ตัวติดกัน ถ้าจะมีอะไรที่เป็นทางคู่ขนานของชีวิตเราสองคนคงเป็นเรื่องของนิสัยที่ต่างกัน ตอนเด็กๆ โบอาจขี้โวยวายหน่อย ส่วนจ๊อยซ์จะเงียบๆ การมาบรรจบของเราสองคนคือการที่ต้องมาเรียนรู้อีกชีวิตที่เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง”

โบและจ๊อยซ์เรียนด้วยกันที่โรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ทั้งคู่เป็นคนมีเพื่อนเยอะ มีเพื่อนหลายกลุ่ม ทั้งที่เป็นรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ และรุ่นน้อง แต่ที่สำคัญสิ่งที่จูนให้ทั้งคู่ซี้กันมากคือเรื่องเที่ยว แบบที่ว่าออกไปกล้าออกไปซ่าอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใคร

“เราชอบเที่ยวค่ะ แต่ก่อนนี้เด็กโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์จะเป็นเด็กเรียบร้อย อยู่ในร่องในรอย แต่เราสองคนเป็นเด็กที่ชอบเที่ยวกลางวันและกลางคืน ตอนนั้นเราชอบมีชีวิตไนต์ไลฟ์” โบเริ่มเล่าวีรกรรมวัยเด็ก

“มันเป็นวัยที่เราสนุกสนานกับโลกภายนอกรั้วโรงเรียน เพราะเราไปไหนไปกันตลอด อย่างสมัยนั้นไปเล่นไอซ์สเกตกันที่เวิลด์เทรด ไปรวมตัวกันเป็นแก๊งใหญ่เลย” จ๊อยซ์เสริม ก่อนโบจะเล่าต่อว่า

“อีกอย่างพ่อแม่เขาไม่ได้ว่าอะไร บ้านเราสองคนค่อนข้างอิสระ พวกเราถึงไปเที่ยวกันสองคนได้ตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นเราไปเที่ยวแล้วอายุยังไม่ถึง ก็ให้พ่อจ๊อยซ์ไปนั่งรอหน้าผับ พ่อเราโอเคไง ดีกว่าให้เราไปกันเอง ซึ่งพ่อโบกับจ๊อยซ์เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน เขาก็ไว้ใจที่จะให้เราไปกับจ๊อยซ์ ไปกินนอนอยู่ด้วยกัน อาบน้ำยังอาบด้วยกันเลย” โบหัวเราะหลังพูดจบ
 

กรุงเทพฯ ปี 1999

จากเด็กวัยมัธยมฯ เรียนโรงเรียนหญิงล้วน ด้วยบุคลิกสดใส และสไตล์ของวัยรุ่นที่ชัดเจน โบและจ๊อยซ์ได้รับการชักชวนให้มาเป็นศิลปินในค่ายโดโจซิตี้ ด้วยนิสัยที่ชอบความสนุกสนาน และกล้าทดลองทั้งคู่จึงตอบตกลงทันที

“พี่สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ที่เป็นโปรดิวเซอร์ของเรา ตอนนั้นเขามาชวนเป็นนักร้อง เพราะว่าอยากทำเพลงเต้นรำ เลยเปิดเพลงแบบ Latin Lover ให้เราฟัง เราก็เฮ้ย ดนตรีแบบนี้เลยเหรอ เราชอบเล่นอะไรสนุกๆ แบบนี้อยู่แล้ว เลยลองไปเทสต์เสียงดู ซึ่งก็ไม่ได้เทสต์อะไรมาก เราร้องให้ดูว่าร้องได้นะ เพราะเขาไม่ได้เอาความเพอร์เฟกต์ แต่เป็นอารมณ์ girl-next-door ร้องไปเรื่อยก็เลยได้ออกมาทำงานด้วยกัน แต่มันเหมือนไม่ได้ทำงาน เหมือนเราไปเจอเพื่อนทุกวันมากกว่า” โบเล่าถึงที่มาที่ไปของวงดูโอ้

“อย่างพี่ๆ ทีมงาน เขาเป็นพี่ที่สนิทกัน เราเลยรู้สึกได้เป็นตัวเองสูง เราไม่ต้องวางตัวให้เป็นแบบอื่น รู้สึกว่าทุกคนคือครอบครัว เราก็เป็นของเราแบบนี้ พี่เขาก็ทำเพลงไปแล้วป้อนเพลงให้เราร้องในห้องอัด เราก็ร้องในแบบของเรางูๆ ปลาๆ ถือว่าเป็นงานอดิเรกด้วยซ้ำ ตอนนั้นคิดว่าโอกาสนี้เข้ามาปุ๊บปั๊บแล้วเดี๋ยวก็หายไป” จ๊อยซ์กล่าว 

“ไม่ได้คิดอะไรเลย เราเด็กกันมากๆ ไม่ได้ถามใครเลย เรื่องเซ็นสัญญาก็ไปเซ็นกัน 2 คน พยานก็เอาแถวนั้นแหละเป็นใครก็ได้แล้ว ไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ ก็มีกลับไปเล่าให้ครอบครัวฟัง เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เราคิดว่าทำตอนนั้นไปแล้วเดี๋ยวก็จบ เอาอย่างนี้ดีกว่า เราไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาถึงวันนี้” หลังโบพูดจบ ทั้งคู่หัวเราะลั่น 

อาจเพราะทั้งคู่เป็นคนเพื่อนเยอะ นอกจากการได้มาร้องเพลง เจอแฟนคลับ ขึ้นโชว์บนเวทีคอนเสิร์ต โบและจ๊อยซ์ไม่ได้รู้สึกเลยว่าชีวิตของพวกเธอเปลี่ยนไป 

“เราแค่รู้สึกว่าการที่ออกไปยังที่ต่างๆ คือการที่เราไปเจอเพื่อน แล้วเราก็ไปเจอเพื่อนใหม่ๆ อีกเรื่อยๆ” จอยซ์กล่าว

เราค่อนข้างสงสัยว่าทำไมทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย จึงถามย้ำทั้งคู่อีกครั้งว่าการทำวงทีเคไม่ยากจริงๆ เหรอ 

“ถ้าจะคิดว่าอะไรยาก เราว่าการร้องเพลงให้ถูกโน้ตและการเต้นให้ถูกต้องนี่คือยากที่สุดเลย” จ๊อยซ์ตอบ

“แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่เต้น ซ้อมให้ตายแล้วเต้นไม่ได้เราก็ไม่เต้น เราก็ไปมองหน้ากันบนเวที มึงก็ไม่เต้น กูก็ไม่เต้น แต่ไปซ้อมเพราะว่าเราอยากจะให้กำลังใจครูที่สอน เลยพยายามทำให้ได้เพื่อให้กำลังใจเขา พอถึงเวลาออนสเตจจริงๆ ทุกอย่างก็แล้วแต่เราอยู่ดี คือครูก็ขึ้นมาอยู่กับเราไม่ได้ ก็มองหน้ากัน มึง กูลืมเนื้อเพลง” โบเล่าแล้วหันไปหัวเราะกับจ๊อยซ์ ก่อนเสริมว่า “เราก็ไม่เคยคิดว่าตัวเราเองจะต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะตัวเราเองก็เป็นเราเองตั้งแต่แรก ถึงมันจะไม่ดีก็ยอมรับว่าไม่ดี ภาพลักษณ์เราไม่ได้ดีอยู่แล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องเอาใจสังคม” 

 

สายเดี่ยว  

เสน่ห์ของเพลงจากวงไทรอัมพ์สคิงดอม คือเนื้อหาที่น่ารักสดใสและดนตรีที่สนุก แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือพวกเธอถูกจดจำในฐานะ ‘เจ้าแม่แฟชั่นสายเดี่ยว’ ทำให้แหล่งวัยรุ่นอย่างสยามสแควร์ และ RCA ในยุคนั้นเต็มไปด้วยผู้หญิงแต่งตัวสายเดี่ยวเอวลอย พอเราพูดคำนี้มาเท่านั้นแหละ โบรีบบอกทันทีเลยว่า

“ถามว่าเราเป็นสายแฟชั่นไหม ไม่เคย ไม่เลย เราไม่ใช่สายแฟชั่นเลยนะ เราเป็นแบบนั้นของเรา สมัยก่อนสยามก็ขายเสื้อผ้าแบบนั้น เสื้อผ้าที่เราจะใส่ออกมาก็ไปเดินซื้อแถวนั้น ดูว่าตัวไหนใส่ได้บ้าง มันเป็นการจับเอาของในตู้เสื้อผ้ามาใส่ เพราะงบประมาณของเบเกอรี่ตอนนั้นไม่มี เราขอพ่อซื้อรองเท้าสูงๆ เพราะว่าอยากตัวสูง แล้วการใส่ส้นสูงมันก็ดูไม่สวย วัยเรามันต้องส้นตึกสิ ถ้าถามว่าเป็นเทรนด์เซตเตอร์ไหม มันก็คงไม่ได้ขนาดนั้นน่ะ”

ไม่ใช่แค่ความฮิต แต่ประเด็นเรื่องการแต่งกายทำลายวัฒนธรรมก็ทะลักเข้ามาแบบดราม่า โบเลยเล่าให้เราฟังต่อว่า

“เขาบอกว่าเราทำลายวัฒนธรรมไทย มีหนังสือพิมพ์ลงหน้าหนึ่งเป็นเรื่องราวใหญ่โตมาก ว่าเราทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม แต่มีรายการหนึ่งก็คงประสาทเหมือนกัน คงคิดว่าอะไรวะก็เลยให้เราใส่ชุดไทย”

“ให้เราใส่ชุดไทย ไปยืนอยู่ข้างวัดแล้วถ่ายรูปมา ตลกดี” จ๊อยซ์เสริม ก่อนที่โบจะพูดว่า “ถ้าถามเรา เราไม่รู้สึกว่าโป๊เลยนะ สรีระของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนใส่ออกมาดูมี sex appeal ชัดเจนมาก เราเลยกลับมาคิดว่า เฮ้ย เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่าวะ ก็มี มีคิดเป็นห่วงผู้หญิงคนอื่นๆ นิดนึงเหมือนกัน” 

“อย่างเราไปร้องเพลงในผับ แล้วตอนกลางคืนอาจจะอันตราย เพราะเด็กเข้ามาดูเราเยอะ แล้วเราเลยรู้สึกว่า เฮ้ย” จ๊อยซ์พูดยังไม่ทันจบ โบก็เสริมว่า “เฮ้ย เรามองแล้วคิดว่า เขาแต่งตัวเหมือนเราแต่เขาดูโป๊ เราเลยถามว่า แล้วกลับบ้านกันยังไง ใครมารับ คืออย่างเรา เรามีคนดูแลและมีการ์ด เลยบอกที่ค่ายว่าขอให้มีคนที่มาดูแลเรื่องเสื้อผ้า จนเริ่มมีดีไซเนอร์มาตัดชุดให้มันเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อปรับให้การแต่งตัวดูปลอดภัยขึ้น แบบมีเสื้อคลุมที่มีอะไรมาปิดให้ไม่โป๊”
 

กรุงเทพฯ 2001-2005

อาจเป็นธรรมดาที่แทบทุกวงดนตรีจะมีการหยุดพัก หรือการลาจาก หลังจากผ่านจุดพีค ไทรอัมพ์สคิงดอมก็ประกาศพักวงในปี 2001 โบและจ๊อยซ์แยกกันไปใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเลือก

“อาจแยกกันในเรื่องการเซ็นสัญญา แต่ชีวิตเราจริงๆ ไม่ได้แยกกันหรอก เพียงแต่มันเปลี่ยนรูปแบบในการดำเนินชีวิตเท่านั้นเอง” จอยซ์เริ่มเล่าถึงช่วงพักวง 

“เริ่มไปโฟกัสเรื่องของตัวเอง ไปเรียนให้จบ เพราะแม่เราก็บ่นว่าต้องเรียนจบสักที แล้วพอไปทำงานวงการบันเทิง เราก็มีเรื่องหนังที่ต้องแสดง เลยแยกกัน ต่างค่ายเขาก็ต่างดึงเราไปเล่น ถามว่าถ้ามันต้องแยกตอนนั้น มันจบด้วยเรื่องของสัญญามากกว่า” โบเล่า

“เราดำเนินชีวิตต่อไป เราจะไม่คิดเยอะเหมือนโบ ที่บ้านเขาอาจวางแผนให้ดำเนินชีวิต แต่ของจ๊อยซ์ เราจะปล่อยตัวเองไป เกเรยังไงเราก็ยังเกเรอย่างนั้น ตอนนั้นติดเพื่อน ช่วงนั้นอยู่กับเพื่อนคนไหนก็จะติดเพื่อนคนนั้นมาก เหลวไหลเละเทะไปเรื่อยตามประสาวัยรุ่น” จ๊อยซ์กล่าว

หลังจากมิถุนายน 2001 ชื่อของไทรอัมพ์สคิงดอมก็ค่อยๆ เงียบไป จนกระทั่งปี 2005 เกิดข่าวใหญ่ จ๊อยซ์ถูกดำเนินคดีเรื่องยาเสพติด หลังการพิจารณาคดีเธอถูกตัดสินจำคุก นั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิตจ๊อยซ์ จากคนเพื่อนเยอะ เมื่อเธอก้าวเข้าไปในพื้นที่ปิด คนที่เธอต้องคุยด้วยมากที่สุดคือตัวเอง

“ช่วงอยู่ข้างในคุก เป็นช่วงที่เรามีเวลากับตัวเอง เพราะตอนที่เราอยู่ข้างนอก เราให้เวลาและสนใจกับสิ่งรอบข้างทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือสังคมก็แล้วแต่ ทำให้เราไม่เคยเรียนรู้นิสัยตัวเอง ไม่เคยคิดเรื่องของตัวเอง แต่พร้อมตามใจเพื่อนไปหมดทุกอย่าง พอได้อยู่กับตัวเองเราได้นั่งคิดทบทวน ตกตะกอนการใช้ชีวิต คือเราเพิ่งจะรู้จักตัวเองว่าเราชอบอะไรไม่ชอบอะไรก็ตอนอยู่ในคุก เพราะตอนอยู่ข้างนอกเราตามใจเพื่อนตลอด ตามใจคนรอบข้างทุกอย่าง จนไม่รู้จักนิสัยตัวเองเลย พอวันหนึ่งเราต้องอยู่กับตัวเองเราก็เริ่มหันมาเรียนรู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่มึงฟังแล้วมึงไม่ชอบ ฟังแล้วมึงเครียดนะ อันนี้คือสิ่งที่มึงรับได้ แต่สิ่งนี้มึงรับไม่ได้ ก็เรียนรู้กันไปกับตัวเอง เขียนความรู้สึกลงในบันทึก ทั้งหนังสือและสมุด 

“พอเรากลับมาอ่านใหม่ เรารู้สึกว่าวันนี้คิดแบบนี้นะ แม่งเรื่องนี้ที่มันเคยเป็นปมเล็กๆ ภายในหัวเรา มันสามารถคิดออกได้จากการเขียนหรือการที่เราระบายออกมา แล้วมันค่อยๆ ปลดล็อกความคิดที่อยู่ในหัวและในใจของตัวเองออกมาทีละอย่างจนได้รู้จักตัวเองในที่สุด” จ๊อยซ์นิ่งคิดแล้วพูดด้วยจังหวะเนิบช้าทุกประโยค

ขณะจ๊อยซ์ใช้ชีวิตในพื้นที่อันจำกัด ในโลกภายนอก โบเป็นคนที่ยืนอยู่ด่านหน้าและตอบคำถามกับสื่อ สังคม และคนรอบข้างแทนเพื่อนมาตลอด โบเล่าถึงช่วงเวลานั้นให้เราฟังว่า

“ช่วงนั้นเราก็เครียด โบกับจ๊อยซ์มันไม่ใช่แค่คนที่ตัวติดกันนะ จ๊อยซ์เจอใครก็ถูกถามถึงโบ โบเจอใครก็ถูกถามถึงจ๊อยซ์ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับความรู้สึกตรงนั้นไปด้วย

“เรื่องที่คนถามถึงจ๊อยซ์ในส่วนที่เราตอบไม่ได้เราก็ไม่ตอบ เราพูดแทนทุกเรื่องไม่ได้ เราตอบได้ในมุมของเรา แต่ถ้าถามเรื่องคดีเราพูดไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่เขา เราต้องพูดในทางที่เราตอบได้ในตอนนั้น แต่ส่วนใหญ่ก็พยายามเฟดออกจากวงการไปด้วย เพราะช่วงนั้นต้องไปเรียนต่อ และมีชีวิตของตัวเองที่ต้องโฟกัสอีกหลายอย่าง

“ถ้าถามว่าโบซัพพอร์ตจ๊อยซ์ตรงไหน เราทำเท่าที่ทำได้ มันมีเรื่องของเวลา เรื่องของการจำกัดการเข้าเยี่ยม แต่เราก็ไปหาเขาเรื่อยๆ ถ้าไม่ได้ไปก็เขียนจดหมาย เขียนโปสต์การ์ดไปหาจ๊อยซ์ เฮ้ย เฮลโหล ให้พอหายคิดถึงกัน ก็มันเป็นเพื่อนกันน่ะ ก็ต้องไปเจอเพื่อน เป็นเรื่องปกตินะ ถ้าเพื่อนเราเจอเหตุการณ์แบบนี้เราก็ต้องไปเยี่ยมกัน”

ช่วงเวลาที่ยาวนานของจ๊อยซ์คือช่วงเวลาของการปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นๆ ในเรือนจำ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก เธอเล่าว่า 

“ตอนอยู่ในคุก ด้วยความที่เราเป็นคนที่ไม่เปิดรับเพื่อน ทำให้เรามีเพื่อนในนั้นน้อย เราอาจมีเพื่อนเยอะข้างนอก แต่จริงๆ แล้วเพื่อนสนิทมีนิดเดียว ถ้าไม่สนิทจริงๆ เราจะไม่คุยด้วยเยอะ ถ้าทำอะไรบ้าๆ บอๆ ก็มีโบนี่แหละที่เห็นตัวตนของเรา คือมึงสำคัญมากพอที่กูจะแสดงด้านนี้ให้มึงเห็น

“สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเราคือการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนใหม่ในสังคมตรงนั้น เรารู้สึกกับคนอื่นๆ ว่ามึงอย่ามายุ่งกับกูได้ไหม เราไม่อยากพูดกับใคร สิ่งที่ยากกว่าตรงนั้นคือเพื่อนที่อยู่ในนั้นไม่ใช่เพื่อนที่มาจากสังคมเดียวกัน มีที่มาที่หลากหลาย อายุหลากหลาย เราเข้าไปในคุกในฐานะคนมีชื่อเสียง คนก็อยากมาคุยกับเรา เฮ้ย คดีนี้เข้ามาได้ยังไงนู่นนี่นั่น เรารู้สึกอึดอัด อึดอัดจนต้องไปนั่งร้องไห้ใต้โต๊ะ เรื่องคดียังไม่เครียดขนาดนี้เพราะเรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่เรารู้สึกเหนื่อยเหลือเกินกับการที่เราต้องเรียนรู้คน รู้ไหม เราใช้เวลาประมาณ 3-5 ปีกว่าเราจะเปิดใจคุยหรือเล่นกับเพื่อนในนั้น จนวันนี้มีเพื่อนในนั้นแบบที่กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าเขาเป็นเพื่อนสนิท” 

กรุงเทพฯ 2013-2020 

9 ปีผ่านไป ถึงเวลาที่จ๊อยซ์ก้าวออกมาใช้ชีวิตข้างนอกอีกครั้ง ทว่าโลกข้างนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การรับมือกับสิ่งแวดล้อมข้างนอกจึงเป็นเรื่องยากของจ๊อยซ์ เธอนิ่งคิดถึงวันแรกที่ก้าวออกมาจากเรือนจำและเล่าออกมาอย่างช้าๆ  

“ตอนนั้นถ้าเป็นไปได้เราไม่อยากให้โลกใบนี้เห็นเราเลย อยากเก็บตัวไปใช้ชีวิต แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ไง เพราะวันแรกและก้าวแรกที่ออกมาจากในคุกสื่อมารอเต็มหน้าทางเข้า ทุกคนมารุมถ่ายรูปเราวุ่นวายกันไปหมด 

“ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่เราคิดไว้ เราอยากออกมาเก็บตัวใช้ชีวิตเงียบๆ แบบธรรมดาๆ ให้ค่อยๆ ดำเนินไป แต่พอสื่อแม่งให้เกียรติขนาดนั้น วันนั้นชีวิตก็คิดอะไรไม่ออกเลยเพราะช็อก ใช้คำว่าช็อกเลยจริงๆ”

“ยิ่งกว่าวันแถลงข่าวอะ คือเรื่องของจอยซ์ขึ้นหน้าหนึ่ง และทีวีทุกช่องมีข่าวนี้ โลกมันค่อนข้างเปลี่ยนไปในหลายๆ อย่าง โทรศัพท์มือถือทุกคนมีกล้อง ทุกคนสามารถเป็นช่างภาพได้ และผู้สื่อข่าวเยอะมาก ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราเคยรู้ว่าสื่อหัวหลักมีกี่เจ้าบ้าง ตอนนั้นมีไม่กี่ที่หรอก แต่ตอนนี้มีเว็บไซต์ใหม่ๆ ขึ้นมาเยอะมาก โลกเปลี่ยนไปมาก 

“สำหรับโบน่ะโอเค เพราะเราอยู่กับมันมา แล้วเราค่อยๆ เปลี่ยนแปลง แต่จ๊อยซ์เขาปรับไม่ทัน เขาต้องมาเจอไอโฟน จากโทรศัพท์ที่เป็นปุ่มกดขาว-ดำ แล้วเขามาเจอแบบนี้เขาช็อกนะ คือเราไม่เข้าใจหรอก แต่พอเห็นปฏิกิริยาบางอย่าง เรารู้ว่าเขาช็อก เป็นคัลเจอร์ช็อกเลยแหละ ต้องเรียนรู้กันใหม่หมด” โบเล่า

หลังจากจ๊อยซ์ออกมาใช้ชีวิตข้างนอก เธอและครอบครัวย้ายไปใช้ชีวิตเงียบๆ ที่จังหวัดตราด ช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่ยากของจ๊อยซ์และครอบครัว

“ถามว่าเราสู้มากขนาดไหน เราสู้เยอะ เพราะที่บ้านพร้อมปกป้องเรา เขาจูงเราไปซ้ายจูงเราไปขวาเพื่อทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เขาลืมว่าเรามีความคิดของตัวเอง แต่เราเข้าใจเขา เพราะลำพังเราติดคุก คนที่เขาติดไปกับเราคือคนในครอบครัว เมื่อไหร่ที่เราโดนว่าหรือโดนอะไรสักอย่างเขาจะรู้สึกไปด้วย 

“พอเห็นคนคอมเมนต์ให้กำลังใจเราในโลกออนไลน์แล้วเพื่อนส่งมาให้ดูเราก็จะส่งให้พ่อแม่ดูว่าเขาให้กำลังใจแบบนี้นะ เพื่อที่จะปลดล็อกเขาด้วย เพราะพ่อจ๊อยซ์เองก็หายไปจากเพื่อนฝูงเลย อย่างที่บอกเราไม่ได้ติดคุกคนเดียว ตอนนั้นมีเรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิต เลยเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไปเรื่อยๆ และหลีกหนีสังคมไปเรื่อยๆ” จ๊อยซ์กล่าว ก่อนที่โบจะเล่าว่า

“เราพยายามบอกเขา เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าคนไม่ได้รังเกียจจ๊อยซ์ ทุกคนอยากให้กำลังใจเขา ทุกคนที่เราเจอจะถามถึงและรอคอย ตอนนั้นมีอยู่คอนเสิร์ตหนึ่งที่เบเกอรี่มิวสิคจัด เราก็จะลากเขามาให้ได้ เราเตรียมตัดชุดไว้ให้ ทำทุกอย่างเพราะเรารู้ไซส์ชุดที่เขาใส่ เตรียมไว้ให้เขามา คือมาไม่มาไม่รู้ แต่เราเชื่อว่าคนที่มาร้อยเปอร์เซ็นต์รักเราสองคน และไอ้ความรักตรงนี้มันช่วยเราได้จริงๆ ตอนนั้นโบรู้ว่าต้องดูแลจ๊อยซ์ เราคิดว่าวันหนึ่งเขาต้องกลับมาได้ เราบอกเขาว่า มึงไม่ต้องกลัวนะ มึงไม่ต้องกลัวเลย กูจะดูแลมึงเองจ๊อยซ์ แล้วสุดท้ายเขาก็มา” โบยิ้ม

“โบบอกเราว่ากูจะดูแลมึงเอง มึงไม่ต้องกลัว เพราะเราหายไปเลย ตั้งแต่ออกจากคุกวันที่ 8 ตุลาคม 2013 จนมาปรากฏตัวอีกครั้งในคอนเสิร์ตคือวันที่ 29 ธันวาคม 2013 ตัดสินใจปุบปับมาก โบถามเรามาตั้งนานแล้ว แต่เราตัดสินใจวันขึ้นคอนเสิร์ตเลย สุดท้ายหม่าม้าก็ให้ป๊ามาส่ง ถ้าไม่มาส่งก็จะไม่สามารถออกมาจากฟาร์มกุ้งที่บ้านได้ โบมึงรู้ปะ ระหว่างบ้านไปหน้าปากซอยแล้วออกไปถนนใหญ่ มันไกลมาก แล้วพ่อเราขับรถจากจังหวัดตราดแล้วบึ่งมาจากตรงนั้นขึ้นมากรุงเทพฯ และเข้ามาที่คอนเสิร์ตเลย  

“พอเราตัดสินใจมาขึ้นเวที ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ทำให้ความเป็นโรคจิตกลัวสังคมของเราถูกกระเทาะออกด้วยเสียงกรี๊ดคอนเสิร์ตพี่บอย โกสิยพงษ์ ครั้งนั้นทำให้ชีวิตเราเปลี่ยน เราเคยรู้สึกไร้ค่า เสียงกรี๊ดของคนดูนั้นเปลี่ยนให้เราเป็นคนอีกครั้ง จากที่เคยคิดว่าจะเอาชีวิตไปไว้ตรงไหนดี รู้สึกว่าทุกอย่างมืดแปดด้านไปหมด พอเราได้เห็นพี่บอยต้อนรับเรา และได้เห็นคนที่เขาแม่งร้องไห้ในคอนเสิร์ต วันที่เราไปยืนอยู่บนเวทีเสียงกรี๊ดเหล่านั้นมันทลายกำแพงที่หนามากของเรา อยู่ๆ ก็ตื่น ตื่นจากอะไรไม่รู้เหมือนกัน อธิบายเป็นความรู้สึกยากมาก เหมือนหายจากโลกใบหนึ่งที่เราอยู่ แล้วตึ้ง! ตื่นขึ้นมา หลังจากนั้นเราก็กล้าขึ้นรถเมล์ เดินบนถนนก็โอเค รู้สึกว่าอยู่ๆ ก็มีสิ่งที่มาต่อลมหายใจให้ชีวิตเรา” จ๊อยซ์เล่า

โบเสริมว่า “เราเป็นเพื่อนกันมา 30 ปี คิดว่าด้วยความที่เรารู้จักเขา เลยรู้ว่าอะไรจะทำให้เขามีความสุข โบได้เห็นและรู้มาตลอดว่าในชีวิตอะไรทำให้เขายิ้ม โบเลยคิดว่าต้องลองจูงมือเขากลับมาอีกครั้ง ถ้าไม่ลองเราจะไม่มีทางรู้ มันเป็นเรื่องราวที่ดีที่เราได้มาขึ้นเวทีด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง

“จอยซ์ ชีวิตมันสั้นว่ะ คือต้องคิดแบบนั้นแล้ว เราไม่รู้ว่าจะเหลือเวลาบนโลกนี้เท่าไหร่ อย่าเสียเวลาไปกับความทุกข์ อยู่ด้วยความรัก และให้ชีวิตของเรามันเต็มไปด้วยความสุข เราเลือกได้ว่าจะสุขหรือทุกข์ ทำทุกอย่างด้วยความรักตลอดชีวิตที่เหลือ” 

“ชีวิตที่เหลือเลยเหรอวะ มึงจะบอกรักกูมึงก็พูดมาเถอะ พูดวนไปวนมาอยู่นั่นแหละ” จ๊อยซ์พูดกับโบแล้วหัวเราะไปด้วย  

“ไม่ๆ กูจะบอกให้มึงใช้ชีวิตด้วยความรัก” โบตอบทันที  

“แต่ทุกวันนี้กูใช้ชีวิตด้วยความรักนะเว้ย แต่กูรู้สึกว่านอกจากความรักมันควรมีความเข้าใจ เหมือนเราผ่านเรื่องราว เราเจอการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในชีวิตเข้ามาเยอะแยะมากมาย เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราเข้าใจ เราจะทำสิ่งต่างๆ ให้กันโดยที่เราจะรู้สึกไม่เสียใจ รักด้วยและเข้าใจด้วย เรียนรู้เข้าใจกันและกัน ไม่ใช่แค่ความสุข เพราะบางทีความสุขอาจจะสุขในมุมเดียว คือมึงสุขแล้วกูไม่สุขด้วย ถ้าหากเราขาดความเข้าใจ แต่เรารวมความเข้าใจเข้าไปด้วย มันจะทำให้เราเข้าใจว่านี่คือความสุขของคนทั้งสองคน กูพูดรู้เรื่องใช่ไหมวะ” จ๊อยซ์พูดจบ ทั้งคู่หัวเราะเสียงดัง

Author

ปวรพล รุ่งรจนา

มนุษย์ชอบอ่านและเขียนหนังสือ

Photographer

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพนิตยสาร a day ที่เพิ่งมีพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ชื่อ view • finder ออกไปเจอบอลติก ซื้อสิ ไปซื้อ เฮ่!

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)