Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

หมึก-ปริน : ชีวิตจริงหลังฉาก happy ending ไม่ได้สวยงามเหมือนในนิยาย

Highlights

  • หมึก–จักร์กริช วัฒนวีร์ และ ปริน–ปริญญ์ วัฒนวีร์ คือคู่รักเพศเดียวกันเจ้าของความสัมพันธ์กว่า 17 ปี
  • หมึกและปรินเจอกันครั้งแรกในวงการบันเทิง คลาดกันอยู่หลายครั้ง เมื่อตัดสินใจคบกันก็ลาออกจากวงการแล้วเข้าสู่เบื้องหลัง ตลอดระยะเวลาที่คบกัน พวกเขาต้องเจอกับสถานการณ์ชีวิตพลิกคว่ำคะมำหงายที่เข้ามาทดสอบความสัมพันธ์อยู่หลายครั้ง แต่พวกเขาก็ไม่เคยปล่อยมือกันและกัน
  • ด้วยเพราะไม่มี พ.ร.บ.คู่ชีวิตรองรับชาว LGBT พวกเขาจึงขออนุญาตครอบครัวของปรินให้รับหมึกเป็นบุตรบุญธรรม เพื่อยืนยันความเป็นคนในครอบครัวโดยสมบูรณ์

หมึก

2545, อีเวนต์รวมพลดาราช่อง 3

ครั้งแรกที่เจอกัน หมึกไม่เคยคิดว่าปรินจะกลายมาเป็นคู่ชีวิต

ในสายตาของเขา ปรินเป็นแค่เด็กหนุ่มนักศึกษาหน้าตาดีคนหนึ่งที่เจอกันในอีเวนต์รวมดารา ปรินใส่ชุดนักศึกษามาเจอเขาด้วยซ้ำในวันแรกที่เจอกัน

‘คงเป็นดาราหน้าใหม่อีกคน’ หมึกคิดในใจ ไม่สนใจท่าทีชวนคุยของเด็กหนุ่มที่ตามตื๊ออย่างผิดวิสัยของคนที่เจอกันครั้งแรก สิ่งที่เขาทำวันนั้นคือคุยเป็นมารยาท สุดท้ายก็จากลากันไปแบบคน (เหมือนจะ) รู้จัก

ตอนนั้นเขาไม่ได้ชอบปริน–เขาไม่ได้ชอบผู้ชาย

แต่ไม่รู้ทำไม คล้ายมีบางอย่างติดค้างในใจ หน้าใสๆ ของเด็กหนุ่มคนนั้นก็โผล่ขึ้นมาในความคิดของเขาบ่อยๆ

นานวันเข้าก็เริ่มทนไม่ไหว หมึกแวะเวียนไปแถวสยามและย่านใกล้ๆ มหาวิทยาลัยที่ปรินเรียนอยู่หลายครั้ง เพียงเพราะหวังว่าอาจจะเจออีกฝ่ายโดยบังเอิญ

แต่พวกเขาก็ไม่เคยเจอกัน

ปริน

2546, Bangkok International Fashion Week ที่เอ็มโพเรียม

ปรินยังจำครั้งแรกที่เจอกันได้ดี ในอีเวนต์รวมดาราที่พี่เลี้ยงพาไปฝากให้นั่งโต๊ะเดียวกันกับชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาคือดารารุ่นพี่ที่แก่กว่า 5 ปี

ต่างจากอีกฝ่าย ปรินรู้ว่าตัวเองชอบผู้ชายมานานแล้ว และเมื่อเห็นหมึกเขาก็นึกชอบตั้งแต่แรกพบ เขาจึงพยายามชวนคุยด้วยท่าทีสนใจเป็นพิเศษ

ยังแอบนึกเสียดายอยู่ว่าเวลาของพวกเขาสองคนช่างน้อยนิด เขาน่าจะทำความรู้จักกันได้มากกว่านี้

หนึ่งปีผ่านไป เหมือนโชคชะตาจะรู้ว่าเขาอยากได้โอกาสที่สอง ใน Bangkok International Fashion Week ที่เอ็มโพเรียม ซึ่งถือเป็นงานแฟชั่นวีกที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ปรินในฐานะดาราดาวรุ่งถูกเรียกมาเดินแบบในงานนี้

ขณะกำลังก้าวขาอยู่บนแคตวอล์ก ท่ามกลางนายแบบและนางแบบรอบตัว เขารู้สึกคุ้นหน้าชายคนหนึ่งที่กำลังจะเดินสวนกัน

คือหมึกไม่ผิดแน่ อีกฝ่ายก็สังเกตเห็นและจำเขาได้ ในเสี้ยววินาทีที่ใกล้กันที่สุด ด้วยเพราะแสดงออกอะไรไม่ได้มากบนรันเวย์ เลยได้แต่โบกมือหย็อยๆ ทักอีกฝ่าย

เพียงแค่นั้น แล้วต่างฝ่ายก็หายไปจากชีวิตกันเป็นครั้งที่สอง

หมึก + ปริน

2547, กองละครเรื่อง ไปแล้วกลับ หลับแล้วตื่น ฟื้นเพื่อเธอ

ใครสักคนกล่าวว่าถ้าเจอกันครั้งที่หนึ่งคือเรื่องบังเอิญ ครั้งที่สองคือโชคชะตา ครั้งที่สามคือความตั้งใจ

สำหรับหมึกและปริน ครั้งที่สามของพวกเขาไม่ตรงกับคำกล่าวนั้นสักนิด อันที่จริงก็เป็นโชคชะตานามว่าวงการบันเทิงอีกนั่นแหละที่พาให้พวกเขามาเจอกันในกองละครกองนี้

ในหนึ่งปีมีคนผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย ทำให้ครั้งนี้หมึกจำปรินไม่ได้ แต่ปรินไม่เคยลืมผู้ชายคนที่เขาเคยแอบชอบ เมื่อรู้ว่าได้โคจรมาเจอกันอีกและอาจไม่มีโอกาสหน้า ครั้งนี้เขาจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายหลุดมือ

การพบกันหลังจากนั้นจึงเกิดจากความตั้งใจล้วนๆ

ในกองละครนั้น ทั้งคู่เริ่มเข้าหากันและเรียนรู้เรื่องราวของอีกฝ่าย ปรินเป็นเด็กบ้านมีฐานะที่ใช้ชีวิตสะดวกสบายมาตลอด ในขณะที่หมึกเติบโตในบ้านที่ไม่ได้ส่งเสียให้เรียนต่อ หลังจบ ม.3 เขาจึงต้องหางานทำส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรี และอาจเป็นโชคดีที่ได้จับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการบันเทิง

ระยะเวลานั้นเอง ปรินทำให้หมึกลืมข้อจำกัดว่าเขาเป็นเพศเดียวกันจนหมดสิ้น เขาเริ่มรู้สึกดีๆ กับปริน ส่วนปรินที่ยิ่งรู้จักหมึกลึกขึ้นก็ยิ่งรู้สึกว่าเลือกชอบถูกคน

คืนหนึ่งที่ว่างเว้นจากคิวถ่ายละคร ปรินชวนหมึกมานอนที่บ้าน เมื่ออีกฝ่ายมาถึง เขาก็หลอกล่อสารพัดทาง ในขณะที่หมึกผู้ผ่านชีวิตมาเยอะกว่ารู้หมดทุกอย่างว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

แม้จะดูออก แต่คืนนั้นหมึกก็ยอมหลงกลลูกไม้ตื้นๆ และยอมนอนร่วมห้องกับปริน เด็กหนุ่มนอนบนเตียง ในขณะที่คนอายุมากกว่าปูผ้านอนบนพื้น

“พี่ ผมกลัวผีมาก พี่ขึ้นมานอนบนเตียงเป็นเพื่อนผมหน่อยได้ไหม”

“ไม่” หมึกตอบกวนๆ

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเล่นด้วยปรินก็โดดลงมานอนบนพื้นอีกคน “ผมนอนไม่หลับ” เขาบอก “ปกติถ้าจะนอนหลับต้องมีคนเกาหัวให้ พี่เกาหัวให้ผมหน่อยได้ไหม”

หมึกยอมเกาหัวปริน 2-3 ที “ทีนี้หลับได้แล้วใช่ไหม”

ปรินถอนหายใจ ทำไมหมึกไม่ลงมือทำอะไรสักที วินาทีนั้นเขาตัดสินใจขโมยจูบ แต่กลับถูกอีกฝ่ายปัดออกด้วยท่าทางจริงจัง

“ทำแบบนี้กับเรา นายรักเราหรือเปล่า” ประโยคนั้นทำให้ปรินหยุดการกระทำทันที การไม่ยอมมีอะไรกับใครที่ไม่ใช่คนรักอาจฟังดูหัวโบราณ แต่สำหรับหมึกที่เติบโตมากับชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลวเพราะพ่อมีบ้านเล็กหลายบ้าน เซ็กซ์คือเรื่องจริงจังสำหรับเขา สุดท้ายคืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หมึกคิดว่าปรินผู้ยังอยู่ในวัยรักสนุกจะเดินออกจากชีวิตเขาไปแล้ว แต่วันรุ่งขึ้นปรินก็โผล่มาหน้าบ้านเพื่อบอกรักเขา

หมึกยอมรับว่าประหลาดใจไม่น้อย “ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมาบอกรัก”

“ผมคิดดีแล้ว ผมอยากคบกับพี่” ปรินบอกพร้อมรอยยิ้มกว้าง แล้วความรักของดาราหนุ่มทั้งสองคนก็เบิกบานขึ้นในวันนั้น

happy ending.

 

หมึก ปริน

ถ้านี่เป็นนิยายชายรักชายแนวฟีลกู้ดสักเรื่อง ย่อหน้าด้านบนน่าจะเป็นตอนจบ

แต่กับชีวิตจริงเราไม่สามารถกำหนดจุดสิ้นสุดได้ ตราบใดที่ยังหายใจและจับมือกัน ชีวิตก็มักจะโยนบททดสอบความสัมพันธ์มาให้เสมอ บางบททดสอบเราผ่านไปได้อย่างราบรื่น บางอันติดขัดแต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้บางสิ่ง

“แค่ความรักไม่เพียงพอจะทำให้ความสัมพันธ์อยู่รอดหรอก” คือความคิดที่ได้ตกตะกอนจาก 17 ปีของการคบกัน หนึ่งสิ่งที่ หมึก–จักร์กริช วัฒนวีร์ และ ปริน–ปริญญ์ วัฒนวีร์ ได้เรียนรู้คือ ความรักที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นตอนอยู่ในจุดที่สมหวัง แต่ขึ้นอยู่กับเรื่องราวต่อจากนั้นว่าพวกเขาจะประคับประคองมันไปได้ไกลแค่ไหน

และยังไง

“สำหรับเราความรักคือการมองอนาคตร่วมกัน ก่อนคบกับปริน เราคิดระยะยาวเลยนะว่าถ้าอยากอยู่กับคนนี้จริงจังเราต้องทำยังไง เราทั้งคู่ต้องขยันทำงาน หรือถ้าเรียนอยู่ก็ต้องขยันเรียน จะได้ช่วยกันสร้างชีวิตที่ดี” หมึกเท้าความถึงตอนก่อนจะตัดสินใจคบหา เขามีข้อแม้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน และปรินก็อาสาเป็นฝ่ายที่ย้ายมาอยู่กับเขา

แน่นอนว่าคนที่มีแบ็กกราวนด์ชีวิตต่างกันมาอยู่ด้วยกันไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายอย่างที่ต้องปรับจูนเข้าหากัน มีหลายครั้งที่เกิดการกระทบกระทั่งเพราะต่างฝ่ายต่างเผยด้านไม่น่าพิสมัย แต่นั่นไม่ใช่เหรอคือสิ่งที่ทุกชีวิตคู่ต้องเจอ–การยอมรับด้านแย่ๆ ของอีกฝ่าย

ยังไงก็ตาม ปัญหาภายในของทั้งคู่ดูเล็กจ้อยไปเลยเมื่อเทียบกับปัญหาจากภายนอก

“ตั้งแต่ปรินย้ายมาอยู่กับเรา เขาก็มีปัญหากับที่บ้านทุกวัน ช่วงนั้นทั้งพ่อแม่และวงการบันเทิงยังรับไม่ได้ เคยมีกรณีนักข่าวถึงขั้นขับรถตามเราจากกองละครเพื่อสืบว่ามีใครนั่งอยู่ในรถด้วย เราต้องขับหนีเพื่อไม่ให้เขามาถึงคอนโดเรา ชีวิตอยู่ยาก

“พออยู่ด้วยกันมาได้เกือบครบปี เราก็เริ่มคุยกันว่าออกจากวงการบันเทิงดีไหม”

แม้ตอนนั้น หมึกจะมีงานละครติดต่อเข้ามามากมาย และปรินกำลังติดท็อปลิสต์ดาราดาวรุ่ง ทั้งคู่ก็ตัดสินใจลาออกจากวงการแบบหักดิบเพราะสองเหตุผล หนึ่ง เพื่อทำตามความฝันที่แท้จริงคือการทำงานหลังกล้อง และสอง เพื่ออิสรภาพในการแสดงความรักโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกขุดคุ้ย

“พอออกจากวงการมันก็เหมือนใช้เงินเก่าอยู่เรื่อยๆ ประมาณปีหนึ่ง ระหว่างนั้นปรินก็พยายามหางานประจำทำ จนวันที่เงินเริ่มร่อยหรอเกือบหมด ปรินก็ได้งานทำพอดี ในขณะที่เราก็พยายามทำงานของเราคือการเขียนบทละครให้ค่ายหนึ่ง

“ตอนนั้นเราสองคนมีความสุขมาก แต่เหมือนความสุขมันอยู่กับเราได้แค่แป๊บเดียว อยู่ๆ ทุกอย่างก็พังลงเพราะเราป่วย”

อาการป่วยของหมึกเป็นผลต่อเนื่องมาจากงานละครเรื่องสุดท้ายก่อนออกจากวงการ ในซีนหนึ่งที่ต้องใช้ระเบิดปิงปองเข้าฉาก ด้วยข้อผิดพลาดบางประการ ระเบิดปิงปองลูกหนึ่งดันระเบิดใกล้ตัวหมึกมาก โชคดีที่เขาไม่ได้รับอันตรายทางกายภาพ แต่ระเบิดลูกนั้นก็รุนแรงมากพอที่จะทำให้หูซ้ายของเขาดับไป 2 เดือนเต็มๆ

ประกอบกับการมาจับงานเขียนบทโทรทัศน์หลังออกจากวงการ ด้วยลักษณะที่ต้องเขียนไปถ่ายไป มีเพื่อนคู่ใจคือเครื่องดื่มชูกำลังและบุหรี่ ตัวช่วยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ความดันโลหิตสูง และทำให้เส้นเลือดปลายประสาทตีบจนเกิดอาการหูดับอีกครั้ง

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด แพทย์ผู้วินิจฉัยไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าอาการของหมึกเกิดจากอะไรจึงจ่ายยาตัวที่แรงที่สุดให้กับเขา เป็นยาที่หมึกไม่รู้ว่าตัวเองแพ้

อาการหูดับยังไม่หายดี ผลข้างเคียงของการแพ้ยาทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน จากคนสุขภาพดีน้ำหนัก 65 กิโลกรัม จู่ๆ น้ำหนักก็พุ่งทะยานไปสู่หลักร้อย ไหนจะผมหงอกที่ทำให้หมึกสูญเสียความมั่นใจจนไม่กล้าออกจากบ้าน ไหนจะความเครียดเรื่องเงินที่ต้องจ่ายค่ายาเกือบทุกวัน วันละ 15,000 บาท โดยไม่รู้แน่ชัดว่าจะรักษาหาย

กว่า 2 ปีที่หมึกต้องเทียวเข้า-ออกโรงพยาบาล ในที่สุดอาการก็ดีเพราะได้เจอแพทย์ท่านหนึ่งที่แนะนำให้หยุดยา “จริงๆ มันไม่มีเชื้ออะไรทั้งนั้น สาเหตุมันมาจากการพักผ่อนน้อยและยานั่นแหละที่ทำให้ไม่หายสักที” ปรินที่คอยสังเกตอาการของหมึกอยู่ตลอดเวลาเฉลยให้ฟัง นั่นหมายถึง 2 ปีที่ผ่านมาคือเวลาที่เสียไปอย่างสูญเปล่า เช่นเดียวกับเงินเก็บทั้งหมดของพวกเขา

“ตอนเงินหมด เราต้องใช้บัตรเครดิตรูดเป็นเงินสดจนเป็นหนี้ นอนอยู่โรงพยาบาลเจ้าหนี้ก็โทรมาทวงค่าบัตรเครดิตตลอดเวลาจนเรารู้สึกอยากฆ่าตัวตายให้พ้นๆ ไป” หมึกเล่าความคิดในตอนนั้น

ยังไม่ทันได้พักหายใจ ความทรมานครั้งใหม่ก็เริ่มขึ้นเพราะหมึกตรวจพบเนื้องอกตรงกระดูกสันหลัง ทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่ความทรมานนั้นเทียบไม่ได้เลยกับการต้องเห็นปรินทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาดูแลเขา กลางวันทำงาน กลางคืนกลับมานอนเฝ้า

มองย้อนกลับไป ช่วงเวลานั้นคือช่วงวัดใจที่จะเกิดอะไรขึ้นก็ได้กับพวกเขา มันเกือบจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ด้วยซ้ำหากใครสักคนจะเดินออกจากความสัมพันธ์เพียงเพราะอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

แต่ปรินก็ไม่ทิ้งหมึก

“ช่วงนั้นพ่อแม่เขาไม่พอใจด้วย บอกจะมาทนอยู่แบบนี้ทำไม เราเลยกลั้นใจว่านายกลับไปอยู่บ้านเถอะ เดี๋ยวเรากลับไปอยู่ต่างจังหวัดของเราเองแล้วกัน แต่ปรินก็ไม่ยอมไป

“เราจำได้ว่าพอถึงช่วงปีใหม่ พ่อแม่ก็โทรมาตามเขากลับไปอีกครั้ง บอกว่า ‘ปริน กลับบ้านมาฉลองปีใหม่กับที่บ้านด้วยนะ ครอบครัวรออยู่’ แล้วเราได้ยินคำพูดหนึ่งที่เขาพูดกับที่บ้านว่า ‘ก็นี่ไง ปรินก็อยู่กับครอบครัวของปรินอยู่แล้วไง พี่หมึกก็คือครอบครัวของปริน เพราะฉะนั้นจะให้ปรินไปไหนอีกล่ะ’

“เราฟังแล้วรู้สึกโคตรรักเขาเลยที่เขาไม่ทิ้งเราไปไหน ในวันที่เราเจ็บป่วยและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เขาเลือกที่จะอยู่กับเรา สำหรับเราไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร ถ้าเขาดีกับเราขนาดนี้ เราต้องคว้าเขาไว้แล้วรักเขาให้มากที่สุด”

แปลกดีที่พอผ่านจุดนั้นมา ชีวิตของทั้งคู่ก็เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างทันทีทันใด อยู่ๆ ก็มีโทรศัพท์สายตรงจากประเทศจีนแจ้งว่าหนังสั้นที่ปรินเคยส่งประกวดได้รับรางวัล และพวกเขากำลังจะโอนเงินรางวัลมาให้ นั่นทำให้ทั้งคู่เริ่มมองเห็นสัญญาณดีๆ

“วันแรกที่ออกไปข้างนอกหลังจากหายป่วยคือวันที่เราไปทำงาน จากคนที่มั่นใจในตัวเองเรากลายเป็นคนประหม่า เพราะหูข้างที่ดับก็ยังได้ยินไม่เต็มที่ เดินก็เอียงไปเอียงมา เวลาลูกค้าคุยกับเรา เราไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดอะไร แต่ปรินจะใช้วิธีการทวนคำถามลูกค้า แล้วหันมาคุยกับเราเสียงดัง เขาบอกเราว่า ‘พี่หมึก นายไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น เราอยู่กับนายตลอด ถ้านายไม่ได้ยิน เราจะพูดให้นายได้ยินเอง’

“พอผ่านวันแรกไปได้ วันที่สองมันก็ต้องผ่านไปได้สิวะ เราก็กล้าออกไปนอกบ้าน เดินห้างมากขึ้น โดยมีปรินที่ทำให้มั่นใจอยู่ตลอดว่าเขาจะไม่ทิ้งเรา เขาเปลี่ยนชีวิตเราจากคนที่ดิ่งลงเหว ดึงเราขึ้นมาอีกครั้งด้วยการบอกว่าเขาไม่ไปไหนนะ แล้วเขาก็ทำแบบนี้มาจนถึงทุกวันนี้ ไม่เคยทอดทิ้งเราเลย”

นับตั้งแต่ผ่านพ้น 3 ปีแห่งความป่วยไข้ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ชีวิตส่งมาทดสอบความสัมพันธ์ของหมึกและปรินอยู่เรื่อยมา บ้างง่ายดาย บ้างหนักหนา แต่ทั้งคู่ก็พยายามประคับประคองกันให้ผ่านวันที่ยากมาได้ทุกครั้ง นั่นไม่ใช่เหรอคือสิ่งที่ทุกชีวิตคู่ต้องเจอ–ประคับประคองกันให้เดินไปด้วยกันในวันที่ยาก

ในที่สุด หลายปีของการตรากตรำทำงานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวก็เห็นผล หมึกและปรินเปิดบริษัทโปรดักชั่นด้วยกัน มีรถ ทรัพย์ คอนโด และบ้าน ร่วมกันจนนำไปสู่อีกเหตุการณ์ที่ไม่คิดฝัน

“มันเหมือนเราพยายามฟันฝ่าทุกอย่างจนพ่อแม่เห็นว่าสองคนนี้รักกันจริงจัง ไม่ใช่แค่คบกันแล้วเสเพล อาจฟังดูเหมือนพ่อแม่เป็นตัวร้ายในละครที่จะกีดกันลูก พอเวลาผ่านไป เรารู้ว่าจริงๆ นั่นไม่ใช่ความเกลียดแต่เป็นความรักของเขานะ เราเริ่มคบกันตอนปรินอายุ 22 เอง ในวัยเท่านั้นเรายังดูไม่เป็นโล้เป็นพายในสายตาพวกเขา เป็นเรื่องปกติมากที่เขาจะมองว่ามันจะไปได้เหรอ มันมีวิธีอื่นไหมที่ชีวิตจะดีขึ้น

“แต่วันหนึ่งที่เราพิสูจน์แล้วว่าเราไปด้วยกันได้ เริ่มอยู่ด้วยกันตั้งแต่ปี 2547 จนมาถึงประมาณปี 2554 เขาก็ยอมรับว่าเข้าใจเราผิด เพราะการไม่ยอมแพ้ของเราทำให้เขาเริ่มใจอ่อน เริ่มคิดว่ายังไงเราก็ตัดไม่ขาดแล้วสองคนนี้ แทนที่จะกีดกันก็ลองมาสนับสนุนลูกดีไหม ให้เขาได้ใช้ชีวิตของเขาจริงๆ

“วันที่เขายอมรับเราจริงๆ คือวันที่เราซื้อบ้านด้วยกัน วันนั้นเป็นวันที่เขาภูมิใจในตัวเราสองคนมาก รู้สึกรักเราโดยไม่มีความกังขาอีกแล้ว เขาจึงรับเราเป็นลูกบุญธรรมอีกคน”

หมึก = ปริน

2562, คอนโดของทั้งคู่

ด้วยเพราะประเทศไทยยังไม่มี พ.ร.บ.คู่ชีวิตออกมาใช้ หมึกและปรินมองว่าวิธีการที่จะยืนยันความรักและเป็นหลักประกันของชีวิตคู่ไปพร้อมกันคือ การให้ครอบครัวของอีกฝ่ายรับเป็นบุตรบุญธรรม

“เราจะได้รับสิทธิอะไรบ้างจากการเป็นบุตรบุญธรรม” เราอยากรู้

“หลักๆ คือเรื่องการแบ่งทรัพย์สินและการกู้ร่วม ถ้าสมมติเราจะซื้อบ้านหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าทำประกันชีวิตเราสามารถระบุว่าเขาเป็นผู้รับผลประโยชน์ได้

“จริงๆ วันที่พวกเราไปขออนุญาตพ่อแม่ของปรินว่าอยากให้รับเราเป็นบุตรบุญธรรม เพราะก่อนหน้านั้นเราเห็นข่าวของคู่รักชายรักชายที่ฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต แต่ทรัพย์สมบัติของคนที่ตายไปโดนพ่อแม่เอากลับไปหมดเลย แต่ในขณะเดียวกัน เขาสร้างมันมาด้วยกัน มันไม่ยุติธรรมกับคนที่เขายังอยู่

“เราเลยปรึกษาปรินว่าถ้าวันหนึ่งเราต้องเป็นแบบนั้น เราจะทำยังไงดี เพราะเดี๋ยวญาติพี่น้องเราหรือญาติพี่น้องนายอาจจะเอาทรัพย์สินไปได้หมด เพราะฉะนั้นเราจึงช่วยกันหาวิธี เอาแบบนี้ไหม ถ้าเป็นพี่น้องกัน ยังไงทรัพย์สมบัติมันก็ไม่มีใครเอาของเราไปได้

“พออธิบายให้ครอบครัวของปรินฟัง พ่อแม่ก็เห็นด้วยทุกอย่าง เราไปจดทะเบียนที่เขตเป็นบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลายเป็นว่าเราจะได้เปรียบปริน เพราะเราเป็นลูกที่เข้าบ้านเขา เราจะมีสิทธิในทรัพย์สมบัติพ่อแม่เขาเท่ากับตัวเขาทุกอย่าง

“ล่าสุดแม่ปรินเพิ่งเสียชีวิตไป เขาไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สมบัติต้องหารสาม เพราะเขามีลูกสองคนและลูกบุญธรรมอีกหนึ่ง เราจะได้เปรียบเขาตรงนั้น แต่เราก็ไม่เอาทรัพย์สมบัตินั้นนะ เราคืนพี่สาวเขาไป เพราะเราบอกตั้งแต่แรกเลยว่าเราเข้าไปอย่างบริสุทธิ์ใจ แม้แต่บางอย่างที่พ่อบอกว่าแม่ของปรินเจตนาจะให้หมึก เราก็ยืนยันคำเดิมว่าเราไม่อยากได้อะไร เราอยากได้ประโยชน์เฉพาะทรัพย์สมบัติของเราสองคนเท่านั้น แต่ของครอบครัวเขาเราจะไม่ยุ่ง

“ข้อดีอีกหนึ่งข้อดีคือ เมื่อเราเปลี่ยนนามสกุลของเราเป็นนามสกุลเขา เราก็เหมือนเป็นคนในครอบครัวเขามากขึ้น สมมติเราไปเที่ยวในประเทศที่ไม่เปิดรับเกย์ เราก็ไปในฐานะพี่น้องกันได้ มันจะใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

“ส่วนเรื่องการรักษาพยาบาล ในเคสที่คนหนึ่งอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนแล้วให้อีกคนเซ็นยินยอมผ่าตัด อันนี้จริงๆ กฎหมายไทยให้ใครเซ็นก็ได้นะ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนในครอบครัว แต่ทางโรงพยาบาลกลัวว่าไม่มีใครมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น แต่คนเข้าใจผิดมาตลอด”

“พอเรามีสถานะเป็นพี่น้องบุญธรรมแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งกฎหมายไทยให้สิทธิคู่รัก LGBT ตาม พ.ร.บ.คู่ชีวิต พวกคุณยังอยากได้ตรงนั้นอยู่ไหม” เราสงสัย

“อยากนะ” ปรินตอบทันที “สุดท้ายแล้วเราก็ทำตามที่กฎหมายจะเอื้อ แต่เราเข้าใจนะว่าการทำให้เกิด พ.ร.บ.คู่ชีวิต เพื่อชาว LGBT ตอนนี้มันยาก เพราะเราเคยคุยกับหนึ่งในคณะกรรมการที่เป็นคนออกกฎหมาย ปกติแล้วทุกประเทศทั่วโลกจะค่อยๆ เปลี่ยน ให้สิทธิต่างๆ มากขึ้นโดยเติบโตไปตามกระแสสังคม คราวนี้ถ้าเราจะก้าวกระโดดให้เป็นกฎหมายคู่สมรมแบบชาย-หญิงเลย มันยากเพราะกฎหมายจะไม่ได้เปลี่ยนแค่กระทรวงกระทรวงเดียว แต่มันต้องเปลี่ยนกันเป็นลูกโซ่ ก็ต้องให้เวลาเขาหน่อย”

คำตอบของเขาทำให้เราสงสัยว่า นอกจากทะเบียนสมรสหนึ่งใบและกฎหมายหลายร้อยข้อที่อาจทำให้คำว่าชีวิตคู่สมบูรณ์ขึ้น นิยามของชีวิตคู่ที่ดีนั้นต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

“จาก 17 ปีที่คบกันมา จริงๆ ความรักมันเพียงพอไหมที่จะทำให้ความสัมพันธ์อยู่รอด” เราสงสัย

“ไม่พอ” ทั้งสองคนเห็นตรงกัน

“นอกจากรักกันแล้ว เงินก็สำคัญ หน้าที่การงานก็ต้องมีนะ โลกปัจจุบันนี้คุณจะหอบเสื้อผ้ามาอยู่ด้วยกันแบบไม่มีเงินมันก็เป็นภาระของคนอื่นอีก เราคิดว่าความรักไม่ใช่เรื่องของคนสองคน ไหนจะพ่อแม่ เพื่อนฝูง ถ้าพวกเขากีดกัน เราจะฝืนอยู่กันไหม ถ้าเราฝืน เราต้องพิสูจน์อะไรให้พวกเขารู้ล่ะว่าเราจริงจัง” ต่างจากในนิยาย ความจริงของชีวิตพร้อมที่จะขย้ำภาพฝันและทำให้เราตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ที่ตัวเองอยู่เสมอ หมึกเรียนรู้เช่นนั้น

“ในหนังโรแมนติกหรือนิยายทำให้เราเห็นแต่ด้านดีของการคบกัน แต่สิ่งที่เหนือไปกว่านั้นคือ เมื่อเราคบกันแล้วเราจะยอมรับสิ่งที่ชั่วร้ายที่สุดของอีกฝ่ายหนึ่งได้มากแค่ไหน” ปรินเสริม “เพราะยิ่งอยู่ไปมันจะยิ่งเห็นดาร์กไซด์ นอนตด เรอ นอนกรน หรือซกมกอะไรอย่างนี้”

“อย่างปรินจริงๆ เป็นคนกักขฬะ” หมึกแอบแฉจนเราหัวเราะครืน “แต่สิ่งดีๆ ของเขามันก็เอามาวัดกันไง เรื่องดีที่เขาเคยทำให้เรากับเรื่องไม่ดีของเขาอะไรมันมาก-น้อยกว่ากัน พอชั่งกันไปความดีก็ยังมีมากกว่า หรือแม้แต่เรื่องรสนิยมทางเพศที่ทั้งเราและเขาเป็นรุกเหมือนกัน บางทีก็ต้องยอมปล่อยให้เขาออกไปหาความสุขนอกบ้านบ้างเพราะเราไม่สามารถตอบโจทย์นั้นให้เขาได้ แต่ต้องจริงใจ ไม่มีความลับต่อกัน การใช้ชีวิตคู่มันต้องผ่านอะไรแบบนี้ให้ได้”

“เทียบกับวันแรก ตอนนี้คุณมองอีกฝ่ายยังไง” เราโยนคำถามสุดท้าย

“ก็ยังประทับใจตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ มีสิ่งหนึ่งที่เขาทำอยู่โดยที่ไม่เคยขาดเลยสักวัน คือการโทรหาเราเสมอ 17 ปีเป็นยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่รับสายก็จะยังโกรธเหมือนเดิม” หมึกหัวเราะ “เขาไม่เคยทิ้งในวันที่ลำบาก มีความห่วงใยให้เราเสมอต้นเสมอปลาย”

“สำหรับเรา พี่หมึกเหมือนเป็นบ้าน อธิบายอย่างอื่นไม่ได้นอกจากคำว่าบ้านจริงๆ มันแค่รู้สึกว่าอบอุ่น คุ้นเคย บางคนอยู่ด้วย 2 นาที แม่ง กูไม่รู้จะคุยอะไรดี แต่ว่ากับพี่หมึก นี่อยู่กันมา 17 ปี หาเรื่องบ้าบอคอแตกมาคุยกันได้ตลอด บางครั้งพี่หมึกทำให้เราอยู่กับร่องกับรอย เป็นเหมือนครูที่ทำให้เราอยู่ในกรอบมากขึ้น”

ชื่นชมสิ่งดี โอบกอดข้อเสีย ประคับประคอง ประนีประนอม และกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อกันและกัน นั่นคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องราวของพวกเขา แน่นอนว่าในอนาคตชีวิตจะโยนบางสิ่งที่เหนือการคาดเดามาให้เรา แต่นั่นไม่ใช่เหรอคือสิ่งที่ชีวิตของทุกคนต้องเจอ–การรับมือกับความไม่แน่นอน

ไม่มีใครกำหนด happy ending ของตัวเองได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลึกๆ แล้วเรารู้สึกว่าตราบใดที่ยังหายใจและจับมือกัน พวกเขาต้องผ่านมันไปได้เหมือนที่เคยผ่านมา

“พวกเราไม่เคยมีแฟนเป็นผู้ชายมาก่อน คนนี้คือคนแรก คนเดียว และจะเป็นคนสุดท้ายของชีวิต” พวกเขาทิ้งท้าย


ติดตามหมึกและปรินพูดคุยเรื่องชีวิตคู่และเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสังคม LGBT ได้ที่เพจ MERAGE MOTION : PRODUCTION HOUSE

Author

ff

พัฒนา ค้าขาย

บ.ก. ตัวเล็กแห่ง a team junior 15 ผู้อยากเป็นพัฒนาที่พัฒนาตัวเองทุกวัน

Photographer

สรรพัชญ์ วัฒนสิงห์

ชีวิตต้องมีสีสัน

วริทธิ์ โพธิ์มา

รักหมูกรอบ และข้าวมันไก่

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)