Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

ดู The Boys แล้วย้อนดูตัว อะไรจะเกิดขึ้นถ้าผู้มีอำนาจดันบ้าอำนาจและหลงตัวเอง

Highlights

  • The Boys คือซีรีส์ที่ว่าด้วยเรื่องราวในโลกสมมติที่ซูเปอร์ฮีโร่มีอยู่จริง แต่มากไปกว่านั้นคือ The Boys ตั้งคำถามกับคนดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าซูเปอร์ฮีโร่เหล่านั้นไม่ได้สมบูรณ์แบบ หรือร้ายกว่านั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าซูเปอร์ฮีโร่เป็นไอ้จอมเผด็จการ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและหลงตัวเอง
  • หลังจากดูจบ เราพบว่าหลายๆ สิ่งที่ The Boys สื่อนั้นช่างตรงกับสถานการณ์รอบตัวเราตอนนี้ แต่เหนืออื่นใดคือความหวังว่าคนธรรมดาก็สามารถเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ขอแค่มีจิตใจมุ่งมั่นและแผนการที่ดีมากพอ

*** บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ แต่ไม่ได้กระทบเนื้อเรื่องหลัก ***

“สำหรับผมแล้ว มันน่ากลัวมากที่คนดังหรือผู้นำทางความคิดสามารถปรับเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองได้ อำนาจในการแทรกแซงของพวกเขานั้นมหาศาล และคุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ถ้ามองผิวเผินคุณอาจเห็นแค่คนคนหนึ่งยืนอยู่หน้าคนหมู่มาก แต่ภายใต้ภาพนี้ กว่าคุณจะรู้ตัวความคิดและความเชื่อทางการเมืองของคนเป็นล้านก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว”

เปล่าเลย, ถ้อยคำข้างต้นไม่ได้มาจากคนแถวนี้ แต่มาจากการสัมภาษณ์กับเว็บไซต์ uproxx ของ Garth Ennis ผู้ประพันธ์เรื่อง The Boys คอมิกสัญชาติอเมริกันที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ในชื่อเดียวกัน โดย The Boys เพิ่งออกอากาศซีซั่นแรกเมื่อปีที่แล้ว ส่วนซีซั่นสองกำลังออกอากาศอยู่ตอนนี้บนแพลตฟอร์มสตรีมมิง Amazon Prime

The Boys ว่าด้วยเรื่องราวในโลกสมมติที่ซูเปอร์ฮีโร่มีอยู่จริง แต่เป็นการเล่าผ่านความเป็นไปได้ใหม่ๆ ไม่เหมือนกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เราเห็นกันดาษดื่น นั่นคือการตั้งคำถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าซูเปอร์ฮีโร่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ หรือร้ายกว่านั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าซูเปอร์ฮีโร่เป็นไอ้จอมเผด็จการ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและหลงตัวเอง

สำหรับซีรีส์ The Boys ดำเนินเรื่องราวผ่านมุมมองของชายหนุ่มธรรมดานามว่า Hughie Campbell ที่ชีวิตปกติเป็นคนขี้แพ้ วันหนึ่งชะตาของ Hughie ก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อคนที่รักจากไป (อย่างโหดร้ายที่สุด) เพราะความเลินเล่อของซูเปอร์ฮีโร่คนหนึ่ง เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจากตรงนั้นก่อนตามมาด้วยการต่อสู้ระหว่างซูเปอร์ฮีโร่ที่ไร้ศีลธรรมกับกลุ่มคนธรรมดาที่รวมตัวกันเพราะความเจ็บปวด นี่เป็นเหมือนกับการตั้งคำถามกับคนดูว่าถ้าวันหนึ่งผู้มีอำนาจที่เป็นดั่งซูเปอร์ฮีโร่ในชีวิตจริงเกิดสติแตกและกลับข้างความดีขึ้นมา เราจะทำยังไง

ถ้ามองผิวเผิน เรื่องราวทั้งหมดในซีรีส์อาจดูเหนือจริง แต่ภายใต้ความเหนือจริงของ The Boys นั้นกลับซ่อนประเด็นที่เป็น ‘เรื่องจริง’ เอาไว้อยู่มากมายกว่าที่เราคิด

“ลองจินตนาการดูสิ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าผู้นำทางความคิดที่แย่ที่สุดมาผสมรวมกับความคิดทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุด” Eric Kripke ผู้สร้าง The Boys ฉบับซีรีส์ให้สัมภาษณ์ไว้กับเว็บไซต์ businessinsider

จากความคิดนี้เอง ทำให้เมื่อปี 2015 ที่ผมเริ่มพัฒนาซีรีส์นี้ ผมมีภาพจินตนาการในหัวคือคนอย่าง Kim Kardashian เข้าแทรกแทรงการทำงานของทำเนียบขาว ผมพยายามทำให้ซีรีส์มีความรู้สึกแบบนั้นแต่ก็ยอมรับว่าสิ่งที่ผมนึกไว้ค่อนข้างไกลจากความเป็นจริง จนกระทั่งการรับตำแหน่งประธานาธิบดีของ Donald Trump เรามีอะไรที่ใกล้เคียงความเป็นจริงเพื่อเอามาใส่ในซีรีส์ได้อีกเยอะเลย”

ถ้ายึดตามคำที่เขาพูด เราจะพบว่าใน The Boys นั้นมีเรื่องราวสังคมที่เกิดขึ้นจริงในสหรัฐอเมริกาอยู่เต็มเปี่ยม ตั้งแต่การแทรกแซงภาครัฐโดยภาคเอกชน ความเผด็จการขวาจัดของผู้นำทางความคิดในโลกที่พยายามบอกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย ไปจนถึงเรื่องผลประโยชน์ในโลกธุรกิจและการเมืองที่ไม่มีใครจริงใจต่อกัน เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องจริงที่ผู้สร้างพยายามสอดแทรกให้อยู่ในโลกสมมติ ยิ่งด้วยความที่ซีรีส์นี้เป็นเรต R ฉากรุนแรงและคำพูดดิบหยาบต่างถูกหยิบนำมาใช้เพื่อเล่าใจความนี้ให้ถึงแก่นมากกว่าเดิม

รู้ตัวอีกที เราก็กดดูตอนต่อไปของซีรีส์นี้อย่างวางไม่ลงเสียแล้ว

ปัจจุบัน The Boys กำลังดำเนินอยู่ในซีซั่นที่สอง แม้ยังไม่จบบริบูรณ์ดี แต่สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจคือเรื่องราวทั้งหมดทำให้เราหันกลับมามองจุดที่ยืนอยู่ด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม

ตลกดีเหมือนกันที่แม้ซีรีส์จะเกิดขึ้นในโลกสมมติที่สหรัฐอเมริกา คนแต่งเรื่องก็เขียนขึ้นมาจากสถานการณ์ในอเมริกา แต่ความไม่เป็นธรรมของซูเปอร์ฮีโร่ในเรื่องนั้นทำให้เรารู้สึกถึงประเทศไทยอย่างแปลกประหลาด ถึงขนาดที่บางเหตุการณ์บนหน้าจอซ้อนทับกันกับบริบทในไทยอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นเวลาที่ซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Homelander ปรากฏตัว 

ใน The Boys ตัวละครตัวนี้คือซูเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังมากที่สุด ถ้าเปรียบกับฮีโร่ที่หลายคนรู้จักก็อาจเปรียบได้กับซูเปอร์แมน กล่าวคือเป็นฮีโร่ที่ทำได้แทบทุกอย่าง เหาะเหินเดินอากาศได้ แทบไร้จุดอ่อนและเป็นหัวหน้ากลุ่มของฮีโร่ทั้งปวง เพียงแต่นี่เป็นซูเปอร์แมนที่ไม่สนใจความดีงามหรืออะไรทั้งนั้น เขาทำเพียงแค่รักษาภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของตัวเอง ใครเห็นต่างต้องถูกกำจัด หรือใครที่พยายามล้มล้างเขาจากจุดสูงสุดก็ต้องถูกจัดการ พูดง่ายๆ ว่านี่เป็นภาพจำลองของผู้นำเผด็จการดีๆ นี่เอง

แต่ก็เหมือนกับงานศิลปะอื่นๆ ที่ซ่อนความหมายบางอย่างไว้ The Boys ก็พยายามบอกอะไรบางอย่างกับเราผ่านความป่าเถื่อนของตัวละครนี้

สำหรับ Homelander และฮีโร่อีกหลายคนในเรื่อง นอกจากวีรกรรมเลวร้ายที่พวกเขาทำ ซีรีส์ยังนำเสนอสาเหตุการตัดสินใจในหลายๆ ครั้งด้วย และการเล่าเรื่องแบบนี้เองทำให้เราเห็นที่มาของตัวละคร จนทำให้เราพอสันนิษฐานได้ว่าพวกเขาน่าจะมีภาวะทางจิตเวชคือ Narcissistic Personality Disorder (NPD) หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ ‘โรคหลงตัวเอง’

คนที่เป็น NPD นั้นมีสาเหตุไม่แน่ชัด แต่จากรายงานทางการแพทย์ในปัจจุบันบ่งบอกว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผล ตั้งแต่บาดแผลในวัยเด็กไปจนถึงสังคมรอบตัวที่ผลักดัน (แทบทุกปัจจัยปรากฏในซีรีส์) ผลที่ตามมาคือคนที่เป็น NPD จะมีลักษณะนิสัยเป็นคนหยิ่งผยอง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าตัวเองดีเลิศที่สุด และโหยหาคำสรรเสริญเยินยอ ในขณะที่การปฏิบัติต่อผู้อื่นกลับขาดความเห็นอกเห็นใจและมักใช้ความก้าวร้าวตอบกลับคนที่ตั้งคำถามต่อตัวเอง หนักที่สุดคืออาจถึงขั้นทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ทุกอย่างเป็นอย่างที่ควรจะเป็น

ถ้าย้อนดูตามเหตุผล เราจะพบว่านี่เป็นภาวะที่ซูเปอร์ฮีโร่ในโลกจินตนาการและผู้มีอำนาจในโลกจริงมีโอกาสเป็นสูงมาก การคงอยู่ในอำนาจและถูกเชิดชูเป็นเวลานานล้วนมีโอกาสทำให้เรา ‘เหลิง’ จนกลายเป็นกลุ่มอาการ NPD ได้ ซึ่งสำหรับการแพทย์ในปัจจุบันนั้นได้แนะนำทางแก้ที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เป็น NPD คือการเข้าทำการรักษาทางจิตเวช (psychotherapy) และใช้ยาประกอบในกรณีที่มีกลุ่มอาการอื่นร่วมด้วย 

แต่ถ้าเขาเหล่านั้นไม่รักษาล่ะ เราจะทำยังไง

ถ้าผู้มีอำนาจเป็น NPD และสบายใจที่จะเป็นแบบนั้น เราจะหาทางออกยังไงดี

ตัวอย่างหนึ่งที่อาจเป็นคำตอบปรากฏใน The Boys เช่นกัน

เพราะใช้ตัวละครหลักในการเล่าเรื่องเป็นคนธรรมดา ทำให้ทุกการกระทำของ Hughie เราสามารถเชื่อมต่อได้อย่างไม่ยากเย็น แม้ตัวละครนี้จะไม่ได้สมบูรณ์จนบางการตัดสินใจเราอาจตั้งคำถาม แต่นั่นยิ่งทำให้เราอยากตามต่อว่าเขาจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อความผิดปกติที่อยู่ตรงหน้า เราจะได้เห็นตั้งแต่การทำใจยอมรับ การหลีกเลี่ยง ไปจนถึงการต่อสู้กับปัญหาแบบตัวตายไม่ว่าขอข้าได้ลอง หลังจากนั้นซีรีส์ยังนำเสนอให้เราเห็นอีกว่าการต่อสู้กับอำนาจมืดที่อยู่ในมือคนผิดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างมีทาง ขั้นตอนและขวากหนามในการไปสู่เป้าหมายทั้งนั้น

และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่บางเหตุการณ์บนหน้าจอซ้อนทับกันกับบริบทรอบตัวเราอย่างชัดเจน

แต่ทับซ้อนยังไง ลองดูเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในทุกวันนี้ก็ได้ 

เราได้เห็นกลุ่มคนที่ใช้วิธีการหลากหลายเพื่อเอาผู้มีอำนาจลงจากบัลลังก์ เราได้เห็นความพยายามที่แม้จะน้อยนิดแต่ก็ยังเดินหน้าต่อ และที่สำคัญ เราได้เห็นความหวังว่าคนธรรมดาก็สามารถเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ขอแค่มีจิตใจมุ่งมั่นและแผนการที่ดีมากพอ 

แม้ยังไม่รู้บทสรุป แต่เราเชื่อว่าทุกคนต่างเอาใจช่วยให้ความยุติธรรมชนะอำนาจอธิปไตยได้ในท้ายที่สุด

พูดถึง The Boys เหรอ

ก็ใช่ 

แต่อยากให้ ‘ใช่’ สำหรับประเทศนี้ด้วยเช่นกัน

 

Author

ฆฤณ ถนอมกิตติ

ชายชื่อแปลกผู้เชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเราเติบโตขึ้นมาจากเมื่อวานตั้ง 24 ชั่วโมง

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)