Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

บ้านหลังใหม่แสนอบอุ่นของ Spoonful Zakka Cafe ในบ้านหลังเก่าอายุกว่า 40 ปี

Highlights

  • หลังจากปิดประตูลงกลอนร้านเก่าไปกว่า 2 ปี ไม่กี่เดือนก่อน Spoonful Zakka Cafe เพิ่งเปิดประตูร้านแห่งใหม่ที่ Jouer สุขุมวิท 32 เพื่อต้อนรับลูกค้าที่คิดถึงสโคนหอมๆ สูตรโฮมเมดของ จิ๊บ–สิตานัน วุตติเวช
  • ในร้านแห่งใหม่นี้ สิ่งที่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนคือตัวตนของ Spoonful Zakka Cafe ซึ่งเชื่อในการผ่อนคลายและความสุขจากสิ่งเล็กๆ ส่วนสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือพื้นที่ที่เยอะขึ้น อันหมายถึงโซนใหม่ๆ ทั้ง Annex พื้นที่อเนกประสงค์ และ Zakka Gallery สำหรับโชว์สินค้า zakka และจัดนิทรรศการศิลปะ

หลังจากทำงานแบบไม่มีวันหยุดต่อกันหลายเดือน ฉันก็เสพติดการทำงานไปโดยไม่รู้ตัว

ไอ้เหนื่อยก็เหนื่อยหรอกนะ แต่พอได้เวลาว่างกลับคืนมา นอกจากนอนหลับให้เต็มตื่นฉันก็ไม่รู้จะทำอะไร และสมองเจ้ากรรมก็ไพล่คิดถึงงานมากมายที่รออยู่เสมอ พูดง่ายๆ ว่าต่อให้ว่างฉันก็อยากทำงาน

การไป Spoonful Zakka Cafe ครั้งนี้ ฉันก็ไปทำงานนั่นแหละ แต่การได้พูดคุยกับผู้ก่อตั้งและคนทำขนมอย่าง พี่จิ๊บ–สิตานัน วุตติเวช ทำให้ฉันย้อนกลับไปคิดถึงการพักผ่อนและใช้ชีวิตช้าๆ โดยปราศจากงานได้อีกครั้ง 

เริ่มต้นที่นี่ Spoonful คาเฟ่ที่ตั้งตัวเป็นสถานที่สำหรับการผ่อนคลายอย่างแท้จริง

สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน

หลายคนรู้จัก Spoonful ณ ร้านเก่าบนถนนหลังสวน ในฐานะคาเฟ่แรกๆ ที่เสิร์ฟขนมอบคุณภาพดี ควบคู่กับสินค้าจุกจิกที่คัดสรรอย่างตั้งใจ และเมื่อ 2 ปีก่อนหลายคนต่างเสียใจเมื่อได้รู้ว่าร้านจะปิดตัวลง 

“สัญญาเช่าตึกหมดพอดี เราคิดว่าถึงเวลาที่เราต้อง take a break ไปรีเฟรชตัวเอง เป็นจังหวะที่พอดี เลยมีโอกาสออกไปเดินทาง” พี่จิ๊บย้อนความให้เราฟัง

ระยะเวลา 2 ปีที่ห่างหายไปเป็นส่วนผสมของหลายกิจกรรม พี่จิ๊บออกเดินทางไปประเทศที่ยังไม่เคยไป ไปเปิดหูเปิดตาในที่ใหม่ๆ ไปอยู่กับธรรมชาติ ไปดูนิทรรศการศิลปะ ส่วนช่วงที่ว่างเว้นจากการเดินทาง เธอก็เปิดป๊อปอัพช็อปบ้าง เปิดรับออร์เดอร์ขนมเป็นรอบๆ บ้าง แม้ประตูร้านเก่าจะปิดสนิท แต่ประตูเตาอบยังคงเปิด-ปิดอยู่เป็นประจำ

เราถามพี่จิ๊บว่าระหว่างนั้นคิดเรื่องเปิดร้านใหม่ไหม แน่นอนว่าคำตอบคือคิดอยู่บ้างเพราะมีลูกค้าถามเรื่อยๆ

“การทำขนมเป็นสิ่งที่ทำแล้วสนุก ทำแล้วมีความสุข เพราะเราชอบกิน และเราก็ชอบเห็นคนกินขนมที่เราทำแล้วเขามีความสุข นั่นเป็นกำลังใจสำคัญในการทำงาน นั่นเป็นสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

และแน่นอนว่า ระหว่างนั้นลูกค้าประจำรวมถึงคนรู้จักก็ส่งเสียงมาถามไถ่ความเป็นไปกับพี่จิ๊บอยู่เรื่อยๆ บางคนถึงกับแนะนำโลเคชั่นใหม่ๆ สำหรับเปิดร้านให้ ซึ่งเธอเองก็ไปดูโลเคชั่นเหล่านั้นมาบ้างเหมือนกัน แต่การจะหาโลเคชั่นที่ตอบทุกโจทย์ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

“เราอยากได้ที่ที่มีธรรมชาติ มีต้นไม้ เป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจว่าจะทำไหม เพราะถ้าอยู่ในที่ที่ไม่มีต้นไม้เลยเราอยู่ไม่ได้ อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของเรา” หญิงสาวเจ้าของร้านเล่ากลั้วหัวเราะ “อย่างร้านเดิมถึงจะอยู่บนชั้น 2 ของตึก แต่เราก็มองลงมาเห็นต้นไม้ได้”

จนวันหนึ่งมีคนแนะนำพื้นที่ที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อย-ใหญ่ในซอยสุขุมวิท 32 ให้พี่จิ๊บ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นรักแรกพบก็คงไม่ผิดนัก เพราะสเปซซึ่งภายหลังมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Jouer ตอบโจทย์ทั้งการมีธรรมชาติรายล้อมและการเดินทางแสนสะดวก เพราะอยู่ห่างจากบีทีเอสสถานีทองหล่อไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร กระนั้นก็ยังมีความท้าทายที่ทำให้พี่จิ๊บต้องคิดหนัก นั่นคือการบูรณะและตกแต่งบ้านเก่าอายุกว่า 40 ปีที่จะกลายมาเป็นบ้านหลังใหม่ของ Spoonful

บ้านใหม่ในบ้านหลังเก่า

เล่าอย่างรวบรัดคือไม่มีจุดไหนในบ้านที่ไม่ผ่านการบูรณะ ซ่อมแซม หรือต่อเติม 

ภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน จากบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้สำหรับอยู่อาศัยก็กลายเป็นคาเฟ่แสนอบอุ่นที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยียน การตกแต่งภายในร้านยังคงซื่อตรงต่อตัวตนของ Spoonful ที่สุด ดูได้จากความเรียบง่ายของเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสี kurumizome แบบญี่ปุ่น ตู้โชว์ขนมรูปทรงบ้านที่มีหลังคาหน้าจั่วแบบที่เราวาดกันตอนเด็กๆ (ซึ่งก็เป็นตู้เดิมจากร้านเก่านั่นแหละ) และต้นไม้ในกระถางที่กระจายตัวให้ความชุ่มชื่นแก่สายตาและหัวใจอยู่ตามมุมต่างๆ ที่สำคัญเลยหน้าต่างกระจกและประตูไม้ไปเพียงนิดก็จะพบกับความเขียวขจีซึ่งสามารถมองเห็นได้ไม่ว่าจะนั่งตรงมุมไหนของร้าน นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทว่าผ่านการคิดมาแล้วเป็นอย่างดี

“คนสามารถมองเห็นแล้วก็เดินออกไปสัมผัสธรรมชาติได้” พี่จิ๊บบอกด้วยรอยยิ้ม

สิ่งที่เพิ่มมาจากร้านเก่าคงเป็นพื้นที่ใช้สอยซึ่งพี่จิ๊บใช้มันอย่างคุ้มค่า หนึ่ง เธอเตรียมพื้นที่โซน Annex (แปลตรงตัวว่าส่วนต่อขยาย) ไว้บนชั้นหนึ่งสำหรับเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ จะใช้จัดเวิร์กช็อปก็ได้ อย่างไม่กี่สัปดาห์ก่อนก็เพิ่งจัดเวิร์กช็อปว่าด้วยชาญี่ปุ่น ซึ่งผู้สอนเป็นปรมาจารย์ชาวญี่ปุ่นตัวจริงเสียงจริง หรือจะใช้จัด pop-up selected shop ก็ได้เช่นกัน อย่างวันที่เราไป ก็ได้ทำความรู้จักสินค้าจาก Atelier fuwari แบรนด์เสื้อผ้าลินินร้อยเปอร์เซ็นต์จากญี่ปุ่น ซึ่งจัดวางเป็นดาวเด่นอยู่

สอง เธอเตรียมพื้นที่ชั้นสองไว้เป็น Zakka Gallery ซึ่งสลับฟังก์ชั่นระหว่างห้องโชว์สินค้า zakka ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี และห้องจัดนิทรรศการศิลปะหมุนเวียน โดยพี่จิ๊บอธิบายว่าการเลือกสินค้า zakka มายังคงใช้หลักเกณฑ์เดิมเหมือนร้านเก่า นั่นคือเป็นของชิ้นเล็กๆ ที่มีฟังก์ชั่นและการออกแบบที่ดี ซึ่งทุกชิ้นต้องเป็นของที่เธอเคยใช้มาแล้ว จึงแน่ใจว่าดีจริงๆ ในทั้งสองมิติที่ว่ามา 

“มันคือแก่นของความเป็น Spoonful การเพิ่มสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรามีความสุข ไม่จำเป็นต้องเป็นของชิ้นใหญ่ แต่เป็นของชิ้นเล็กที่มาเติมเต็ม อาจเป็นช้อนคันโปรดที่ใช้กินขนม หรือจานใบพิเศษไว้ใส่ผลไม้ เติมให้ช่วงเวลาในแต่ละวันของเขามีความสุขได้” 

ส่วนในแง่งานศิลปะ นี่เป็นพาร์ตที่งอกเงยขึ้นมาจากการเดินทาง พี่จิ๊บได้เพลิดเพลินไปกับการชมงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ จึงอยากนำเสนองานศิลปะเหล่านั้นให้กับลูกค้าที่ร้านด้วย 

งานแรกที่พี่จิ๊บจัดขึ้นใน Zakka Gallery คือนิทรรศการกึ่งโชว์รูมแสดงผลงานของศิลปินชาวญี่ปุ่น Yumiko Iihoshi เจ้าของผลงาน porcelain tableware ที่มีชื่อเสียง ในอนาคตทาง Spoonful จะมีจานคอลเลกชั่นพิเศษที่ผลิตกับแบรนด์อีกด้วย ทั้งนี้ นอกเหนือจากศิลปินที่ชักชวนมาเอง พี่จิ๊บยังเปิดกว้างให้ศิลปินใดๆ เข้ามานำเสนอไอเดียในการจัดแสดงผลงานที่นี่อีกด้วย

อาหารสดใหม่ที่รู้ที่มาที่ไป

แม้จะเคยเปิดร้านมาก่อนครั้งหนึ่ง แต่เมื่อถึงคราวเปิดร้านใหม่ พี่จิ๊บก็ยอมรับว่ายังมีสิ่งใหม่ๆ ที่เธอต้องเรียนรู้อีกมาก เป็นต้นว่าการสื่อสารกับลูกค้าผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการต้อนรับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ กระนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่เธอไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ใหม่ เพราะมั่นใจและมั่นคงในสิ่งที่ทำมาตลอด นั่นคือบรรดาขนมอบและอาหารที่เธอตั้งใจปรุงสดใหม่ทุกวัน

เราต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอด แต่เรามีมาตรฐานในการทำขนมที่ต้องคงไว้และทำให้ดีที่สุดเสมอ” เธอว่า “เราเติบโตมากับการไปจ่ายตลาดและการทำกับข้าวกินเองที่บ้าน เราจึงชอบอาหารทำเองเพราะอาหารที่กินนอกบ้านจะใส่ผงชูรส ใส่สารกันบูด และไม่รู้ว่าวัตถุดิบคืออะไรบ้าง ในขณะที่อาหารทำเองเรารู้หมดว่าในนั้นมีอะไร และเราไม่ได้ทำเก็บไว้ เราทำใหม่ทุกวัน 

“เราพูดได้เต็มปากว่าคนที่กินขนมร้านเราสบายใจได้ เราใช้เนยแท้ ไม่ใช้มาการีน เราทำไซรัปเอง ที่ Spoonful เราทำกันมาแบบนี้แต่แรกและยังคงมาตรฐานเดิมอยู่”

เสียงปิ๊งของเตาอบบ่งบอกว่าสโคนที่ทีมงานในครัวอุ่นให้เราพร้อมแล้ว เซต Mix Plate ที่วางลงบนโต๊ะประกอบด้วยสโคน เค้ก และเจลาโต้ โดยทั้งหมดนี้ลูกค้าสามารถเลือกรสชาติได้เอง เราจึงเลือกเป็นสโคนลาเวนเดอร์ รสชาติพิเศษประจำเดือนกรกฎาคม อันเป็นเดือนที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่ง สตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้กแบบญี่ปุ่น และเจลาโต้เอิร์ลเกรย์ 

สโคนลาเวนเดอร์เสิร์ฟพร้อมครีมสดและแยมสตรอว์เบอร์รี สำหรับเราที่ไม่เคยกินอาหารหรือขนมรสลาเวนเดอร์มาก่อน ต้องยอมรับว่ากลิ่นหอมหวานของดอกไม้สีม่วงนั้นเข้ากันได้ดีกับเครื่องเคียงทั้งสองเกินกว่าที่คาดฝัน ส่วนเนื้อเค้กก็เนียนนุ่ม หอมสตรอว์เบอร์รี และมีรสหวานน้อยๆ กำลังดีเมื่อกินคู่กับเจลาโต้เอิร์ลเกรย์ที่ออกรสหวานกว่า

นอกเหนือจากที่เราเลือกมา แต่ละเมนูยังมีอีกหลากหลายรสชาติ อย่างวันที่เราไปก็มีสโคนรสซิกเนเจอร์อย่างรสเพลน เอิร์ลเกรย์ มัตฉะ และมันฝรั่งบด รวมถึงอีกหนึ่งรสพิเศษอย่างมะพร้าวที่ให้รสชาติหอมมัน ส่วนเค้กก็มีบลูเบอร์รีชีสเค้กให้เลือกอีกชนิด ในขณะที่เจลาโต้ก็มีรสวานิลลาให้เลือกเช่นกัน ในแต่ละวันเมนูเหล่านี้จะหมุนเวียนรสชาติไปเรื่อยๆ เพราะพี่จิ๊บเชื่อว่าการกินอาหารไม่ซ้ำเดิมจะดีกับร่างกายมากกว่า เพราะจะได้สารอาหารที่ครบถ้วนกว่านั่นเอง

ด้วยกลัวว่าเราจะไม่อิ่ม พี่จิ๊บจึงเสิร์ฟอีกหนึ่งจาน นั่นคือ One Pot Wonder อาหารคาวสูตรพิเศษที่มีจำนวนจำกัดเพียง 6 เสิร์ฟต่อวัน พร้อมเสิร์ฟทุกวันศุกร์-จันทร์ และจะเปลี่ยนเมนูไปทุกๆ สัปดาห์ ที่มาของชื่อเมนูมาจากหม้อสีชมพูสารพัดประโยชน์ที่เป็นภาชนะหลักสำหรับปรุงทุกอย่างในจานนั้น โดยเมนูที่เราได้ชิมคือ quiche lorraine ที่เสิร์ฟพร้อมผักสลัดออร์แกนิกและซุปข้าวโพดอุ่นๆ 

การทำขนมและอาหารทั้งหมดนี้ด้วยตัวเองเป็นงานหนัก เรียกร้องเวลา แรงพลัง และความใส่ใจในรายละเอียดเยอะมาก นั่นเป็นเหตุผลที่ร้านหยุดทุกวันอังคารและพุธ เพื่อที่พี่จิ๊บจะได้มีเวลาตระเตรียมวัตถุดิบ ทุกเช้าที่ร้านเปิดจะได้ตื่นมาอบขนมได้ทันที และระหว่างวันจะได้มีเวลามาพบปะพูดคุยกับลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามา

แม้จะต้องทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับร้าน แต่พี่จิ๊บก็ยังมีความสุขในทุกๆ วัน “เพราะเรารู้สึกว่าทำแล้วมีความหมายกับเรา ไม่ว่าอาชีพอะไร ถ้าทำแล้วมีความหมาย มันก็เป็นงานที่ดี ซึ่งสำหรับเรามันคือการทำของกินที่ดี มีประโยชน์ กินแล้วไม่ป่วย พอกินแล้วคนนั้นอร่อย มีความสุข นั่นแหละคือความหมาย”

พื้นที่แห่งความผ่อนคลาย

ชาวคาเฟ่ฮอปปิ้งหลายคนอาจงงเมื่อรู้กฎของร้านที่ว่า ห้ามใช้กล้องใหญ่หรือกล้อง DSLR ในการถ่ายภาพภายในร้าน รวมทั้งห้ามกางแลปท็อปทำงานภายในร้านด้วย 

พี่จิ๊บอธิบายว่า ที่ต้องขอความร่วมมือเช่นนี้เพราะอยากให้บ้านหลังนี้เป็นพื้นที่แห่งความผ่อนคลายที่แท้จริง 

“เดี๋ยวนี้คนอยู่กับอุปกรณ์สื่อสารตลอดเวลา ถ้ามีที่ที่เขาสามารถ take a break โดยอยู่ห่างจากอุปกรณ์สักแป๊บหนึ่ง เพื่อที่จะได้กินขนม อ่านหนังสือ นั่งคุยกัน มองหน้ากัน หรือดูต้นไม้ มันน่าจะเป็นบรรยากาศที่ดีและได้ผ่อนคลาย

“อย่างเมื่อวานมีลูกค้าประจำเพิ่งมาที่ร้านใหม่ เขาก็บอกว่าได้นั่งแป๊บเดียวก็รู้สึกหายเหนื่อยแล้ว” 

หลังพูดจบพี่จิ๊บก็ขอตัวไปหลังครัว ปล่อยให้ฉันและช่างภาพละเลียดขนมต่ออีกนิด แถมเติมความสดชื่นด้วยชาเอิร์ลเกรย์เย็นและอเมริกาโน่เย็นอีกคนละแก้ว เราอัพเดตความเป็นไปของกันและกัน พูดคุยเรื่องสัพเพเหระเท่าที่นึกออก สลับกับหันมองต้นไม้ใบหญ้าแสนสบายตา และแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาเป็นเส้นสายสวยงาม

จริงอย่างลูกค้าประจำคนนั้นว่า แค่ได้นั่งแป๊บเดียวความเหนื่อยก็เหมือนจะสลายไปเฉยๆ ที่ผ่านมาฉันแค่ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องคิดอะไร เอาตัวห่างจากอุปกรณ์ เอาใจห่างจากงาน

แม้วันนี้จะมาทำงาน แต่ฉันก็ได้สัมผัสความรู้สึกสงบและสบายใจหนึ่งช้อนพูนๆ


Spoonful Zakka Cafe

address : โครงการ Jouer ซอยสุขุมวิท 32
hours : 11:00-18:00 น. (หยุดทุกวันอังคารและพุธ)
Facebook : Spoonful
Instagram :
@spoonfulzakkacafe

Author

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร a day magazine ที่ตั้งใจทำงานหาเงินไปซื้อกระเป๋ามารีเมกโกะ

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพนิตยสาร a day ผู้ชอบกินอาหารที่ถ่าย

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)