x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

บทสนทนาแสนซีเรียสกับ Ray Chan แห่ง 9GAG เว็บไซต์ตลกเบอร์หนึ่งของโลก

Highlights

  • แม้จะโด่งดังในประเทศฝั่งตะวันตกจนชวนให้นึกว่าเป็นเว็บไซต์ของฝรั่ง แต่เว็บไซต์ตลกอันดับหนึ่งของโลกอย่าง 9GAG นั้นก่อตั้งขึ้นโดยชาวฮ่องกงนามว่า Ray Chan และทุกวันนี้สำนักงานใหญ่ของ 9GAG ก็ยังคงอยู่ในฮ่องกง
  • ในปี 2008 เรย์พร้อมด้วยน้องชายและผองเพื่อนร่วมกันก่อตั้งเว็บไซต์ 9GAG ขึ้นมาในฐานะโปรเจกต์สนุกๆ สำหรับแบ่งปันมุกตลกและมีมในหมู่ผองเพี่อน แต่การมาถึงของเฟซบุ๊กส่งให้ 9GAG เติบโตข้ึนอย่างรวดเร็วจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างและเป็นที่นิยมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
  • แม้จะมียอดผู้ใช้เว็บไซต์หลายล้านคนต่อเดือน ยอดไลก์มากกว่า 40 ล้านครั้งบนเฟซบุ๊ก และยอดผู้ติดตามเกิน 40 ล้านคนในอินสตาแกรม แต่เรย์บอกเราว่า 9GAG ยังห่างไกลจากคำว่าประสบความสำเร็จ และภารกิจของเขาในการ Go Fun the World ยังไม่สามารถจบลงได้ง่ายๆ
  • ด้วยมีผู้ใช้เว็บไซต์จากหลากหลายประเทศทั่วโลก วัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างจึงก่อเกิดเป็นความท้าทายในการบริหารจัดการคอมมิวนิตี้ให้แข็งแรงและปลอดภัย แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทีมงาน 9GAG พยายามทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
  • อีกหนึ่งความท้าทายของเว็บไซต์ที่นับตัวเองเป็นสื่ออย่างหนึ่งคือการก้าวให้ทันเทคโนโลยีและความต้องการของผู้ใช้ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่เคล็ดลับของเรย์คือการคุมทีมให้เล็ก รวมทั้งลงแรงและทรัพยากรในงานที่คุ้มค่าแก่การลงทุน

ไม่ใช่การพบกันอย่างที่เราคาดเดาไว้ในหัว

กระนั้นก็ไม่ใช่การพบกันที่คาดไม่ถึงเสียทีเดียว เรารู้ว่าชีวิตของตลกหรือคนที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ขันหลายๆ คน ไม่จำเป็นต้องยิ้มแย้มหรือหัวเราะอยู่ตลอดเวลา

เช่นเดียวกับชายหนุ่มวัย 35 ปีตรงหน้า เขาไม่มีรอยยิ้มพิมพ์ใจจะมอบให้ ย้ำหลายครั้งด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นคนจริงจัง แม้บางจังหวะเขาจะหย่อนมุกโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าก็ตาม

Ray Chan คือผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO แห่ง 9GAG เว็บไซต์รวบรวมความตลกระดับโลกที่ชาวเน็ตทุกคนต่างรู้จักดี การันตีด้วยยอดผู้ใช้เว็บไซต์หลายล้านคนต่อเดือน ยอดไลก์ในเฟซบุ๊กเกือบ 40 ล้านครั้ง รวมทั้งยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมมากกว่า 40 ล้านคนที่ส่งให้ 9GAG เป็นอินสตาแกรมด้านเอนเตอร์เทนเมนต์อันดับหนึ่งของโลก (หากไม่นับเซเลบทั้งหลาย)​

10 ปีที่แล้ว เรย์พร้อมด้วยน้องชายและเพื่อนๆ ริเริ่ม 9GAG ขึ้นมาในฐานะโปรเจกต์สนุกๆ พวกเขาเพียงต้องการพื้นที่สำหรับแบ่งปันมุกตลกและมีมให้แก่กันในหมู่เพื่อนฝูง ทว่าการมาถึงของเฟซบุ๊กได้ผลักดันให้ 9GAG เป็นที่รู้จักนอกหมู่เพื่อนฝูง ทั้งเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของ 9GAG เติบโตอย่างก้าวกระโดดและเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

ในบ่ายแก่ของวันหนึ่ง เราไปรอพบเรย์หลังจากเขาขึ้นเวทีแบ่งปันเรื่องราวของ 9GAG ในงาน Thailand Digital Bigbang 2018 น่าแปลกที่แม้หัวข้อจะจั่วว่า ‘The Secret to Success of 9GAG’ แต่ผู้บริหารหนุ่มกลับออกตัวว่าแพลตฟอร์มสำหรับแชร์มุกตลกของเขายังเดินไปไม่ถึงฝั่งฝันตามสโลแกนและภารกิจที่ว่า Go Fun The World และเขายังคงพยายามอย่างหนักเพื่อให้ 9GAG พัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม 

ทำไมเขาถึงคิดและเชื่อเช่นนั้น บทสนทนาหลังเวทีระหว่างเราและเขามีคำตอบ

 

9GAG เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมมีมและมุกตลก แต่การทำงานที่ 9GAG คงไม่เต็มไปด้วยมีมและความสนุกสนานตลอดเวลาหรอกใช่ไหม

ค่อนข้างซีเรียสเลยล่ะ พวกเราเชื่อเสมอว่าการทำงานอย่างจริงจังเป็นเรื่องสำคัญ ก็คงคล้ายกับ a day คุณเขียนบทความว่าด้วยเรื่องเท่ๆ แต่คุณก็ไม่ได้ต้องการคนเท่ๆ มาทำงานเสมอไป เพราะคนเท่ๆ ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยทำงานหนัก (หน้านิ่ง) พวกเขาต้องการเวลาในการหาแรงบันดาลใจและอะไรทำนองนั้น นั่นเป็นสาเหตุที่คนในทีมของเรามีความสนใจที่หลากหลาย พวกเขาไม่ค่อยพูดมากเท่าไหร่ ไม่ค่อยเล่นมุกด้วย แต่พวกเขาเข้าใจว่าทำไมคอนเทนต์ชิ้นหนึ่งถึงตลก

9GAG เป็นแพลตฟอร์มอย่างหนึ่ง นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเราทำงานกันทุกวัน ในแง่หนึ่งก็เหมือนองค์กรทั่วๆ ไปตรงที่เรากำหนดช่วงเวลาการทำงานที่แน่นอนในแต่ละวัน แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปคือ บางครั้งเราก็ทำงานนอกขอบเขตที่เรียกว่า เวลาทำงาน เพราะกลุ่มผู้ใช้เว็บไซต์ของเรามาจากทั่วโลก นั่นแปลว่าผู้ใช้ของเราไม่เคยหลับ ในขณะที่ผู้ใช้ในเอเชียเข้านอน ผู้ใช้ชาวอเมริกันก็กำลังตื่น 

 

บนเวทีคุณบอกว่าทีมงานของ 9GAG มีประมาณ 30 คนเท่านั้นเอง คุณแบ่งหน้าที่และทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง

ในทีมของเรามีคนอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ กลุ่มแรกคือคอมมิวนิตี้และคอนเทนต์ ซึ่งทำงานค่อนข้างคล้ายกับกองบรรณาธิการ แต่พวกเขาไม่ได้เขียนคอนเทนต์เองหรอกนะ งานของพวกเขาคือรวบรวมและคัดสรรคอนเทนต์มากกว่า กลุ่มที่สองคือผลิตภัณฑ์และงานระบบ พวกเขาสร้างเว็บไซต์และเครื่องมือต่างๆ ให้กับทีมงาน และกลุ่มสุดท้ายคือปฏิบัติการ พวกเขาดูแลแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น โฆษณา รวมไปถึงงานแอดมินอย่างการดูแลออฟฟิศและจัดประชุม 

 

คุณบริหารจัดการคอนเทนต์ทั้งหมดได้อย่างไรในเมื่อคุณมีผู้ใช้เป็นล้านๆ คนทั่วโลก

คอนเทนต์ส่วนใหญ่ของ 9GAG มาจากครีเอเตอร์ที่เป็นผู้ใช้เว็บไซต์ของเรา แต่บางครั้งผู้ใช้ของเราก็จะรีโพสต์คอนเทนต์จากครีเอเตอร์คนอื่นๆ ซึ่งทีมคอมมิวนิตี้และคอนเทนต์ก็จะพยายามติดต่อเจ้าของคอนเทนต์เพื่อขออนุญาตนำรูปมาใช้

ในแง่การจัดการ เราผสมผสานทั้งคอมมิวนิตี้และ AI เข้าด้วยกัน คอมมิวนิตี้หมายถึงเวลาที่คอนเทนต์ชิ้นหนึ่งถูกอัพโหลดขึ้น 9GAG ผู้ใช้จะสามารถโหวตขึ้นหรือโหวตลงได้ ดังนั้นคอนเทนต์ที่ได้การรับโหวตขึ้นมากๆ ก็จะไปปรากฏอยู่บนหน้า hot 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นทุกครั้งไป เพราะเรามี AI ทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อทำความเข้าใจว่าคอนเทนต์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ตัวอย่างเช่น ต่อให้คอนเทนต์หนึ่งได้รับการโหวตขึ้นจำนวนมาก แต่ AI คิดว่ามันไม่ค่อยตลกเท่าไหร่ คอนเทนต์นั้นก็จะไม่ได้ขึ้นไปอยู่ในหน้า hot แต่โดยรวมแล้วการจัดการคอนเทนต์จะอยู่ที่คอมมิวนิตี้มากกว่า AI

โดยทั่วไปเราจะแนะนำคอนเทนต์เหมือนๆ กันให้กับผู้ใช้ อย่างในหน้า hot และ trending แต่ก็มีคอนเทนต์บางส่วนที่ผู้ใช้เห็นไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่การปรับแต่งเฉพาะบุคคล (personalization) เสียทีเดียว เราจะแบ่งผู้ใช้ออกเป็นกลุ่มๆ ถ้าคุณคล้ายกับกลุ่มไหน คุณก็จะได้เห็นคอนเทนต์ที่คล้ายกันกับกลุ่มนั้น

ส่วนในโซเชียลมีเดีย ทีมคอมมิวนิตี้และคอนเทนต์ของเราจะเป็นผู้เลือกคอนเทนต์ด้วยตัวเอง เช่น ถ้าครีเอเตอร์ส่งคอนเทนต์มาให้เราแล้วทีมเห็นว่ามันเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้อ่านของเรา พวกเขาก็จะหยิบมันไปแชร์บนอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก 

 

คุณใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกคอนเทนต์ไปโพสต์ในโซเชียลมีเดีย

คอนเทนต์ที่ดี (ตอบเร็ว) ผมคิดว่ามันมีเกณฑ์ที่หลากหลาย เกณฑ์หนึ่งคือความน่าสนใจ คอนเทนต์นั้นๆ ต้องน่าสนใจจนผมอยากอ่านต่อให้จบ เพราะมันมีงานวิจัยที่บอกว่าคนเราให้เวลาแค่ 2 วินาทีกับโพสต์โพสต์หนึ่ง ดังนั้นความน่าสนใจจึงเป็นเกณฑ์ที่สำคัญ 

แต่ถึงอย่างนั้นความน่าสนใจก็มีอยู่หลายประเภท บางครั้งมันน่าสนใจด้วยความเซอร์ไพรส์ บางครั้งน่าสนใจด้วยความสนุกสนาน หรือบางครั้งก็น่าสนใจด้วยความน่ารังเกียจ อย่างคลิปวิดีโอบีบสิวที่หลายคนชอบดู ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าน่าดูตรงไหน มันบ้ามาก (หัวเราะ) แต่ข้อมูลและสถิติก็ยืนยันว่าผู้คนชอบดูคลิปแบบนี้จริงๆ ดังนั้นบางครั้งเราก็พยายามแชร์คอนเทนต์แบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่บ่อยนะ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ส่วนใหญ่ของเราค่อนข้างเป็นคนกลางๆ พวกเขาแค่อยากเห็นรูปหมาแมวน่ารักๆ เท่านั้นแหละ

และอีกเกณฑ์หนึ่งคือความเชื่อมโยง (relevancy) เช่น วันจันทร์อีกแล้ว ไม่อยากไปทำงานเลย คอนเทนต์เหล่านี้มีให้เห็นเยอะบน 9GAG 

 

ในเมื่อคอนเทนต์ของ 9GAG มาจากผู้ใช้ล้วนๆ คุณกรองและกำจัดคอนเทนต์ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎของคอมมิวนิตี้ได้อย่างไร

ทำนองเดียวกับการบริหารจัดการคอนเทนต์ที่ผมพูดไป มันมีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกคือให้คอมมิวนิตี้จัดการ ถ้าคอนเทนต์นั้นแย่ ผู้ใช้งานก็จะกดโหวตลงหรือกดรีพอร์ตมาที่เรา จากนั้นเราก็จะลบมันออกจากเว็บไซต์ และอีกวิธีคือการใช้ AI ซึ่งสามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือความรุนแรง นี่คือโชกเลือด นี่คือหนังโป๊ แต่สำหรับเรื่องนี้ AI จะช่วยกรองได้ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

 

คอนเทนต์หัวข้อไหนที่ติดเทรนด์อยู่เสมอบน 9GAG

สัตว์ เพราะผู้คนรักสัตว์ แล้วก็หัวข้อที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ เพราะคนเราอยู่ในความสัมพันธ์ตลอดเวลา ต่อให้คุณโสด แต่คุณก็อยู่ในความสัมพันธ์แบบคนโสด คุณอาจจะกำลังคุยๆ กับใครอยู่ แต่งงานแล้วและหย่าแล้ว ความสัมพันธ์ก็เลยเป็นหัวข้อที่ครองพื้นที่บทสนทนาอยู่เสมอๆ 

หลังจากทำ 9GAG มาได้ 10 ปี ผมพบอินไซต์หนึ่งที่น่าสนใจคือ คนหนุ่มสาวทั่วโลกใช้ชีวิตคล้ายๆ กันเลย อย่างคุณอยู่ไทย ผมอยู่ฮ่องกง แต่ตอนเรียน ม.ปลายเราก็มีประเด็นรอบตัวเหมือนๆ กัน การบ้าน สอบ วิธีหาแฟน หรือวิธีเลิกกับแฟนคนนั้น พ่อแม่ มันเป็นหัวข้อที่พบเจอได้ทั่วไป ชีวิตของพวกเราเพิ่งจะมาเปลี่ยนหลังจากเรียนจบเท่านั้นเอง อย่างเช่นในไทย บางคนอาจจะไปทำงานในโรงงานหรือทำงานให้กับนิตยสาร ส่วนในฮ่องกง ผู้คนทำงานสายการเงิน ในฟิลิปปินส์ ผู้คนอาจจะไปเป็นแม่บ้านในต่างประเทศ ชีวิตผู้คนเปลี่ยนไปเยอะหลังจากเรียนจบ ดังนั้นสำหรับ 9GAG ผู้ใช้ของเราอยู่ในช่วงอายุใกล้เคียงกัน นั่นเป็นสาเหตุที่หัวข้อเหล่านี้เป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่พวกเขามีร่วมกัน

 

แปลว่าประสบการณ์ที่เหมือนๆ กันทำให้อารมณ์ขันเป็นสากล

เรียกว่าบางส่วนของประสบการณ์ดีกว่า เพราะในกรณีที่คอนเทนต์มีความท้องถิ่นมากๆ คนอื่นก็ไม่เข้าใจอยู่ดี สมมติว่าถ้ามีเทรนด์บางอย่างในไทยที่คนฟิลิปปินส์ไม่รู้เรื่องด้วย พวกเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ผมว่าภาษาก็เรื่องหนึ่ง แต่อีกสิ่งที่สำคัญคือบริบท ถ้าไม่รู้บริบท ก็ไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมมุกนี้มันขำ

 

คุณวางแผนจะสร้างคอนเทนต์ออริจินอลในนามของ 9GAG เองไหม

พวกเราคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่จนถึงตอนนี้พวกเรายังไม่ได้ลงมือทำอะไร เพราะเรารู้สึกว่ามันยังไม่ใช่สิ่งที่เราทำได้ดีในเวลานี้ พวกเราถนัดเลือกและคัดสรรคอนเทนต์มากกว่า และพวกเราเชื่อว่ามีครีเอเตอร์เจ๋งๆ อยู่แล้วตั้งเยอะ ทำไมเราต้องเป็นครีเอเตอร์อีกคนด้วยล่ะ เพราะลึกๆ เราเชื่อว่าปัญหาใหญ่ที่เราสามารถแก้ไขได้คือการช่วยให้ครีเอเตอร์เหล่านั้นส่งสารถึงผู้ชมได้ต่างหาก ผมคิดว่านั่นเป็นปัญหาที่ดีและมีคุณค่าคู่ควรกับการแก้ไข แต่ก็ไม่ได้แปลว่าในอนาคตเราจะไม่ทำคอนเทนต์ออริจินอลเลยนะ ผมแค่หมายถึงว่าปัญหาที่เรากำลังแก้ไขอยู่ตอนนี้มันยังไม่สำเร็จลุล่วงดีเลย 

 

จากประสบการณ์ของคุณ ปัจจัยอะไรที่ทำให้โพสต์หนึ่งไวรัลหรือประสบความสำเร็จ

ผมว่าหลายคนอยากจะรู้คำตอบนี้ ส่วนคนสายการตลาดมักพูดว่าพวกเขารู้ แต่ผมไม่เชื่อหรอก ส่วนใหญ่แล้วก็แค่โม้ไปงั้นแหละ 

คุณลองดูคอนเทนต์ป๊อปๆ ทั้งหลายสิ มันจะมีองค์ประกอบบางอย่างที่เหมือนกันอยู่บ้าง เช่น โฆษณาซาบซึ้งเรียกน้ำตาที่ประเทศไทยทำเก่งมากๆ โฆษณาพวกนี้ยาวตั้ง 5 นาทีแต่คุณก็ยังดู และหลังจากดูเสร็จคุณก็จะรู้สึกซาบซึ้งสุดๆ ประเด็นคือคอนเทนต์เหล่านี้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความซึ้ง ความสุข ส่วนนี้สำคัญมาก คอนเทนต์ต้องกระตุ้นอารมณ์ให้ได้

นอกจากนี้อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กันคือความเซอร์ไพรส์ ไม่ว่าจะเป็นดีจนเซอร์ไพรส์ ห่วยจนเซอร์ไพรส์ น่าขยะแขยงจนเซอร์ไพรส์ 

แต่ท้ายที่สุดแล้วเวลาได้คุยกับครีเอเตอร์ที่สร้างคอนเทนต์ซึ่งไวรัลมากๆ พวกเขามักไม่ได้คาดหวังให้คอนเทนต์นั้นประสบความสำเร็จหรอก พวกเขาแค่สร้างคอนเทนต์ต่อไปเรื่อยๆ บางทีครีเอเตอร์คนหนึ่งที่ทำวิดีโอตลกที่ดังมากๆ เขาอาจจะทำมาแล้ว 5 คลิปก็ได้ แต่เพิ่งมีแค่คลิปนี้ที่ไวรัล 

การยืนหยัดเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าคุณสร้างสรรค์คอนเทนต์ต่อไปเรื่อยๆ บางทีสักชิ้นอาจจะดังขึ้นมาก็ได้ แต่สิ่งที่จำเป็นมากคือ หากคุณกำลังทดลองทำอะไรสักอย่าง คุณต้องได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากการทดลองนั้น อย่างเวลาคุณเขียนบทความชิ้นหนึ่งออกไปแล้วได้รับฟีดแบ็กจากคนอ่าน คุณก็จะเข้าใจมากขึ้นว่าพวกเขาชอบอ่านอะไร จากนั้นคุณก็พยายามปรับมุมในการเขียนเล็กน้อยให้ตรงกับความต้องการของพวกเขา บางทียิ่งคุณปรับไปเรื่อยๆ คุยกับคนอ่านเยอะๆ คุณก็จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าพวกเขาต้องการอะไร นั่นเป็นเหตุผลที่นักเขียนบางคนเขียนหนังสือระดับ best seller ได้ 

และเมื่อครีเอเตอร์คนนั้นมีชื่อเสียงขึ้นมามันก็จะง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง J.K. Rowling ก่อน แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะดังก็ไม่มีใครรู้จักเธอเลย ดังนั้นเขียนต่อไป พัฒนางานต่อไป ค้นหาสูตรเฉพาะของตัวเอง และท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วเมื่อไหร่ที่คุณดัง เริ่มมีแฟนคลับ คุณก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น และความท้าทายก็จะเปลี่ยนไปเป็นว่าคุณจะก้าวออกจากกรอบเดิมของตัวเองได้อย่างไร หลังจากเขียน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไปแล้ว 6 เล่มคุณอาจจะเบื่อก็ได้ ดังนั้นผมคิดว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จงสร้างสรรค์ต่อไป

 

สำหรับ 9GAG เอง เมื่อมีฐานผู้ใช้และผู้ติดตามแล้ว ทำงานง่ายขึ้นบ้างไหม 

มันไม่ได้ง่ายขึ้น เพราะแฟนคลับของเราน่าสนใจมาก พวกเขามาจากหลากหลายประเทศซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมากๆ เช่น คนอินโดนีเซีย ไทย หรือฟิลิปปินส์ อาจจะโอเคกับการเล่นมุกเหยียดเชื้อชาติ แต่ในประเทศตะวันตก ถ้าคุณเหยียดเชื้อชาติมันจะเป็นประเด็นใหญ่เลยล่ะ ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่กว้างขนาดนี้ทำให้การควบคุมให้ทุกคนในคอมมิวนิตี้ปฏิบัติต่อกันดีๆ เป็นเรื่องท้าทายมาก 

นอกจากวัฒนธรรมที่ต่าง อีกสิ่งหนึ่งที่ต่างก็คือรสนิยม ไม่ใช่เพราะพวกเขามาจากคนละประเทศ แต่เพราะพวกเขามาร่วมคอมมิวนิตี้ของเราในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป เช่น คนที่เข้าร่วม 9GAG เมื่อ 5 ปีที่แล้ว กับคนที่เพิ่งสมัครสมาชิกวันนี้ อาจจะมีสิ่งที่อยากเห็นใน 9GAG ต่างกันก็ได้ สมาชิกใหม่ๆ อาจจะอยากเห็นมีม แต่สมาชิกเก่าๆ กลับเคยเห็นมีมมาหมดแล้ว แล้วเราจะเลือกคอนเทนต์ที่ใช่ให้กับสมาชิกแต่ละคนได้อย่างไร ดังนั้นผมเลยไม่พูดว่ามันง่ายขึ้น 

อีกอย่าง เราเข้าถึงผู้ใช้นับล้านคนทุกวัน ทุกเดือน มันเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นเราต้องระมัดระวังคอนเทนต์ของเราเป็นพิเศษ หากคอนเทนต์หนึ่งส่งสารที่ไม่ดี เราก็ไม่อยากจะปล่อยมันออกไป เพราะมันจะส่งผลกระทบอย่างมากกับผู้ใช้ของเราซึ่งหลายคนยังเด็กอยู่มาก สมมติคอนเทนต์หนึ่งชวนให้ลองเล่น Tide Pod Challenge (ชาเลนจ์ที่ท้าให้กินผงซักฟอกแบบก้อน) ถ้าคุณโตพอ คุณก็จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องตลก แต่ถ้าคุณยังเด็ก คุณอยากโด่งดัง คุณก็อาจจะทำชาเลนจ์นั้นแล้วฆ่าตัวตายก็ได้ ดังนั้นมันจึงเป็นความรับผิดชอบอันหนักหนาของเราที่ต้องระมัดระวังอยู่เสมอ ในแง่ที่ว่าคอนเทนต์ที่เราแชร์ออกไปในโซเชียลมีเดียต้องปลอดภัยสำหรับครอบครัว ไม่ว่าใครจะมาอ่าน เขาหรือเธอจะไม่ฆ่าตัวตาย

 

คุณรักษาคอมมิวนิตี้ที่แข็งแรงและปลอดภัยไว้ได้อย่างไร

เป็นคำถามที่ดี มันเหมือนกำลังบริหารประเทศเลยล่ะ เหมือนคุณกำลังถามกษัตริย์ว่ารักษาประเทศให้ดีงามอยู่เสมอได้ยังไง (หัวเราะ) 

ผมอาจจะยังทำไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการสนับสนุนการกระทำที่ดี สมมติว่ามีคนช่วยเหลือสุนัข ช่วยเหลือผู้คน คนนี้เป็นเกษตรกรที่ดี เราก็ควรสนับสนุนเขา ยกให้เขาเป็นบุคคลตัวอย่างเพื่อที่ผู้คนจะได้รู้ว่า นี่คือการกระทำที่ดี การกระทำที่จะได้รับเสียงชื่นชมและความนับถือ 

อีกวิธีหนึ่งคือการแบนหรือไล่คนไม่ดีออกไป ขังพวกเขาไว้ในคุก มันไม่มีคุกใน 9GAG หรอก แต่เราสามารถแบนหรือบล็อกพฤติกรรมบางอย่างได้หากพวกเขากำลังทำร้ายคนอื่น 

นอกจากนี้เรายังพยายามบอกผู้ใช้อย่างชัดเจนว่ากฎของเราคืออะไรบ้าง ดังนั้นเมื่อคุณละเมิดกฎบางข้อ คุณก็จะไม่สามารถอ้างได้ว่าคุณไม่รู้กฎ มันเหมือนประเทศหนึ่งนั่นแหละ ถ้าคุณทำผิดกฎหมาย คุณก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าไม่รู้ และต่อให้คุณไม่รู้กฎหมายจริงๆ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะรอดพ้นจากคุก 

 

ในเมื่อ 9GAG มีเว็บไซต์ของตัวเอง คุณยังต้องพึ่งพาโซเชียลมีเดียอยู่ไหม

ต้อง ประเด็นคือคนเราขี้เกียจมาก พวกเขาไม่เข้าเว็บไซต์ โดยเฉพาะถ้าชื่อเว็บไซต์คุณยาวมากๆ ไม่มีใครพิมพ์ลงเบราว์เซอร์หรอก ส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลาอยู่ในแอพโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก หรือไลน์มากกว่า ดังนั้นเราต้องไปยังที่ที่ผู้ชมอยู่ นั่นเป็นสาเหตุที่เรามีแอ็กเคานต์ทั้งบนเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ เพราะว่าส่วนใหญ่ผู้ใช้ของเราอยู่บนโซเชียลมีเดียเหล่านี้ 

มันเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับบริษัทสื่อเลยนะ ไม่เหมือนธนาคารหรือบริษัทน้ำมัน อย่างบริษัทน้ำมัน ต่อให้เวลาผ่านมาร้อยปี พวกเขาก็แค่ขุดน้ำมันมาขาย แต่สำหรับสื่อ คุณต้องทำนู่นทำนี่ซึ่งก็ทำเงินไม่ได้มากเท่าไหร่อยู่ดี ผมว่ามันท้าทายมาก

 

อัลกอรึทึมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของเฟซบุ๊กกระทบ 9GAG บ้างไหม

กระทบแน่นอน ผมว่าบางครั้งมันก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี แต่เรามักพูดกันในทีมว่า เฮ้! เราไม่ควรโทษเฟซบุ๊กนะ เพราะถ้าไม่มีเฟซบุ๊กก็คงไม่มี 9GAG เพราะในอดีต 9GAG เติบโตเร็วมากก็เพราะเฟซบุ๊กนี่แหละ นั่นเป็นเหตุผลที่เราสมควรซาบซึ้งในบุญคุณของ Mark Zuckerberg  

อัลกอรึทึมกระทบ 9GAG มากเลยล่ะ เราจึงพยายามสร้างแอ็กเคานต์ในหลายๆ โซเชียลมีเดีย ตอนแรกเรามีแค่เฟซบุ๊ก จากนั้นก็ทำทวิตเตอร์ จากนั้นก็อินสตาแกรม แม้ภายหลังอินสตาแกรมจะถูกเฟซบุ๊กซื้อไป แต่โดยหลักการแล้วก็คือเราพยายามมีตัวตนในหลากหลายโซเชียลมีเดีย

 

หากผู้คนเริ่มใช้โซเชียลมีเดียน้อยลง คุณมีแผนสำรองในการปรับตัวไหม

ไม่รู้สิ ผมว่ามันมีทางออกเสมอแหละ แค่ต้องคิดให้ออก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือการควบคุมจำนวนคนให้ทีมเล็กอยู่เสมอ เพราะทีมเล็กจะยืดหยุ่นกว่าทีมใหญ่ สมมติถ้าคุณมีคนในทีมอยู่ร้อยคน พอเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ คุณก็จะปรับตัวตามได้ช้า ทีมที่ใหญ่มากๆ ก็เหมือนกับช้างที่ขยับตัวเร็วนักไม่ได้ ในขณะที่ทีมเล็กๆ เหมือนกับลิงซึ่งวิ่งได้ฉิวเลยล่ะ 

หรือแม้กระทั่งในแง่ปัจเจก แต่ละคนก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน อย่างการเป็นนักข่าว แต่ก่อนผู้คนก็แค่อ่านตัวหนังสือในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร แต่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ต้องการดูวิดีโอกันทั้งนั้น ดังนั้นนักข่าวที่เขียนได้อย่างเดียวจึงตกงาน ส่วนนักข่าวที่สามารถทำได้ทั้งเขียน ถ่ายรูป และสัมภาษณ์จึงเป็นที่ต้องการ 

 

9GAG อายุ 10 ปีแล้ว ความท้าทายที่สำคัญที่คุณต้องเผชิญคืออะไร

ผมคิดว่าสำหรับบริษัทสื่อหรือบริษัทที่ทำงานบนโซเชียลมีเดีย ความท้าทายหลักคือรูปแบบหรือวิธีที่ผู้คนบริโภคสื่อที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

และอีกความท้าทายคือการทำเงิน แต่ก่อนไม่ค่อยมีสื่อมากมายนัก ดังนั้นคนซื้อโฆษณาก็จะลงเงินกับสื่อไม่กี่ประเภท ทีวี นิตยสาร แต่เดี๋ยวนี้มีเว็บไซต์แล้ว แถมมีเยอะเสียด้วยเพราะต้นทุนในการสร้างเว็บไซต์นั้นต่ำมาก คนซื้อโฆษณาจึงมีเว็บไซต์ให้เลือกหลายหลาย การทำเงินจึงท้าทายมากเช่นกัน

ผมคิดว่าถ้าบริษัทสื่อนั้นๆ มีความเป็นโลคอลสูง เช่น a day ซึ่งโฟกัสที่ตลาดในไทยอย่างเดียว การได้เงินจากโฆษณาก็อาจจะยังง่ายอยู่ แต่ 9GAG เราอยู่ในตลาดโลก แล้วเวลาแบรนด์ต่างๆ ทำการตลาด พวกเขาไม่ทำการตลาดทั่วโลก เขาทำการตลาดแบบโลคอล เช่น เวลา Nike ทำแคมเปญอะไรสักอย่าง งบก็จะมาจาก Nike ประเทศไทย ไม่ใช่ Nike ทั่วโลก ดังนั้นการหาเงินจากโฆษณาจึงเป็นเรื่องยากสำหรับสื่อในระดับโลกอย่างเรา

 

แล้วคุณทำอย่างไร โฆษณาของ 9GAG มาจากสาขาฮ่องกงหรือมาจากสำนักงานใหญ่ของแบรนด์

เราทำอยู่สองวิธี อย่างแรกคือเราใช้บริการเครือข่ายโฆษณาอย่าง Google AdSense เฟซบุ๊ก และอีกวิธีหนึ่งคือเรามีทีมเซลส์อยู่ในฮ่องกงที่ดูแลภูมิภาคเอเชีย (APAC) ทั้งหมด และก็มีเซลส์ 2-3 คนอยู่ในอเมริกาที่ดีลงานกับแบรนด์ที่นั่น 

 

ปริมาณหรือมูลค่าของโฆษณาลดลงบ้างไหม

ผมคงไม่พูดว่าลดลงนะ ผมว่ามันปรับเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นมากกว่า เช่น ก่อนที่อินสตาแกรมจะเป็นที่นิยม มันไม่ได้มี influencer เยอะมากนัก จะมีก็แค่ดาราเซเลบต่างๆ แต่ตอนนี้แค่มีอินสตาแกรม ใครๆ ก็เป็น influencer ได้ ดังนั้นจากเดิมที่แบรนด์จ่ายเงินให้กับสื่อในช่องทางต่างๆ พวกเขาก็เปลี่ยนมาให้เงินและผลิตภัณฑ์กับ influencer แทน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ก็ดึงรายได้บางส่วนไปเหมือนกัน 

แต่สำหรับพวกเราถือว่าโชคดี เพราะในทางหนึ่งเรายังทำงานกับแบรนด์โดยตรงอยู่ และในอีกทางเราก็ทำงานกับครีเอเตอร์ด้วย บางครั้งถ้าครีเอเตอร์ของเรามีผู้ติดตามสัก 1 ล้านคน ซึ่งจริงๆ ล้านคนก็ไม่ได้เยอะมากหรอก แต่ถ้าแบรนด์อยากทำงานด้วย แบรนด์ก็จะทำงานร่วมกับเราและครีเอเตอร์เพื่อสร้างคอนเทนต์ใหม่และปล่อยผ่านแพลตฟอร์มของเรา เราได้รายได้จากตรงนี้ 

ผมว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนโมเดลธุรกิจของตนเอง รายได้ของเราอาจจะลดลงก็ได้ อย่างตอนนี้เราพยายามกระจายวิธีทำเงินให้หลากหลายขึ้น ดังนั้นรายได้ก็ยังโอเคอยู่ นอกจากนี้ เรายังพยายามสร้างโมเดลธุรกิจที่ไม่ใช่การโฆษณาเพียงอย่างเดียว เช่น เราอาจจะเพิ่ม e-commerce หรือตั้งระบบสมัครสมาชิกก็ได้ มันมีหลากหลายวิธีมาก แต่ก็ต้องลองก่อนถึงจะรู้ว่าแบบไหนเวิร์กไม่เวิร์ก

 

เดี๋ยวนี้สื่อต่างๆ กำลังมุ่งหน้าสู่เทรนด์พวก big data, data visualization เทรนด์เหล่านี้กระทบ 9GAG บ้างไหม

มันมีคำพูดหนึ่งเกี่ยวกับ big data ที่ว่า big data เป็นเหมือนเซ็กซ์ของวัยรุ่น ผู้คนพูดคุยเกี่ยวกับมัน ผู้คนคิดว่าคนอื่นกำลังทำมัน พวกเขาก็เลยพูดว่าตัวเองก็กำลังทำเหมือนกัน แต่ไม่ได้มีใครเข้าใจจริงๆ ว่าต้องทำอย่างไร ผมคิดว่ามันคล้ายๆ อย่างนั้น 

ผู้คนพูดถึง big data กันมาหลายปีแล้ว ผมคิดว่านั่นเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของอินเทอร์เน็ตเพราะเก็บข้อมูลได้ง่าย และเมื่อคุณมีข้อมูลมากพอที่จะวิเคราะห์ มันก็จะช่วยได้มาก อย่างเวลาที่เราจะแนะนำคอนเทนต์อะไรสักอย่าง เราก็ยังต้องดูข้อมูล ไม่ว่าจะถือว่าข้อมูลนั้น ‘big’ หรือเปล่า แต่เราก็ยังต้องดูข้อมูล เพราะถ้าไม่ดูข้อมูล เราก็จะทำงานตามสัญชาตญาณตัวเองโดยที่ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิด ข้อมูลจะทำให้เราพัฒนาได้เร็วขึ้นและพัฒนาไปในทางที่เป็นเหตุเป็นผล 

ผมคิดว่า big data กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิต วิธีที่เราทำงาน มันเลยสำคัญมากที่คนเราควรมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจตัวเลขต่างๆ ด้วย คุณจะได้พัฒนาตนเองได้เร็วขึ้น

 

มันมีเพจตลกๆ หรือเพจเอนเตอร์เทนเมนต์เยอะมาก คุณทำยังไงให้ 9GAG รั้งอันดับต้นๆ 

พวกเราไม่ได้สนใจการแข่งขันเท่าไหร่นัก สิ่งที่เราทำคือการให้ความสำคัญกับผู้ใช้เป็นอันดับหนึ่ง ผมคิดว่าเพจตลกๆ ส่วนใหญ่จะพยายามทำเงินตั้งแต่แรกเริ่มเลย คอนเทนต์ 10 โพสต์แล้วก็มีโฆษณาสัก 3 โพสต์ พวกเขาอาจจะต้องสละคุณภาพของคอนเทนต์มากหน่อยเพื่อทำเงิน แต่ 9GAG เชื่อมาตลอดว่าผู้ใช้ต้องมาก่อน เพราะถ้าไม่มีผู้ใช้ เราก็คงไม่มีตัวตน ผมไม่รู้ว่าวิธีคิดแบบนี้จะช่วยให้เราอยู่อันดับต้นๆ ได้หรือไม่ แต่พวกเราเชื่อว่ามันเป็นเกมที่ลากยาว ตราบใดที่คุณยังไม่ตาย คุณก็ยังมีโอกาส 

 

ด้วยสภาพการเมืองในประเทศไทยตอนนี้ ผู้คนต้องการอ่านมุกที่เกี่ยวข้องกับการเมือง มันเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นบ้างไหม หากดูจากสถิติของคอนเทนต์ใน 9GAG

ผมคิดว่าโดยทั่วไปคนเราชอบพูดเรื่องการเมืองอยู่แล้ว อันที่จริงเมื่อก่อนพ่อแม่พวกเราก็พูดเรื่องการเมืองกันที่บ้าน พวกเขาไม่พูดเรื่องนี้ในที่ทำงานหรอกเพราะกลัวว่าจะถูกจับ แต่เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่พูดถึงการเมืองในวงกว้างขึ้นได้เพราะโซเชียลมีเดียทำให้พวกเขามีเสียงเป็นของตัวเอง

สำหรับ 9GAG เราพยายามไม่พูดเรื่องการเมืองมากนัก เพราะว่าผู้ใช้ของเรามาจากหลายๆ ประเทศ ดังนั้นถ้าเราพูดเรื่องการเมืองในไทยหรือฮ่องกง ผู้ใช้ในอเมริกาก็จะไม่เข้าใจ เราก็เลยไม่รู้จะเน้นการเมืองไปทำไม และหากพูดในเชิงเปรียบเทียบ ผู้ใช้ของเราก็ไม่ได้มีหัวการเมืองมากนัก นอกจากนักการเมืองบางคนที่โด่งดังเป็นไอคอนระดับโลกอย่าง Barack Obama, Donald Trump หรือ Kim Jong-un ก็ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการเมืองระดับประเทศเท่าไหร่นัก

 

คุณคิดว่าอารมณ์ขันสามารถอยู่กับหัวข้อซีเรียสๆ อย่างการเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ได้ไหม

ผมคิดว่าอารมณ์ขันอยู่กับอะไรก็ได้ แม้กระทั่งแฟชั่นที่อาจจะดูเท่ๆ สวยๆ ยังเป็นเรื่องขำขันได้เลย บางครั้งผู้คนก็ล้อเลียนแฟชั่นโชว์อย่าง Victoria’s Secret ที่ชอบใช้ปีก ใช้ขนนก อะไรเทือกๆ นั้น 

สำหรับผมอารมณ์ขันเป็นเหมือนเลเยอร์ที่ไปซ้อนทับกับหัวข้ออะไรก็ได้ รวมไปถึงการเมืองด้วย เพราะบางครั้งสิ่งที่ง่ายกว่าการวิพากษ์วิจารณ์คือการหัวเราะ ถ้าคุณวิจารณ์ เรื่องจะดูซีเรียสมาก และคุณต้องมีหลักฐานมาสนับสนุนข้อโต้แย้งของคุณ แต่ถ้าคุณหัวเราะ เรื่องก็จะไม่ได้ดูซีเรียสมาก ผู้คนจะเข้าใจว่าคุณกำลังเล่นมุก พวกเขาก็จะหัวเราะกับคุณแล้วใช้ชีวิตต่อไป 

อารมณ์ขันก็เป็นเหมือนเครื่องมืออย่างหนึ่ง บางครั้งมันสร้างความสนุกสนาน แต่บางครั้งมันก็ทำร้ายคนอื่นได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้มันอย่างไร เทียบกันแล้วก็คงเหมือนกับมีด คุณจะใช้มันหั่นอาหารก็ได้ หรือคุณจะใช้มันแทงคนอื่นก็ได้ แล้วแต่ว่าคุณจะเลือกทางไหน

 

คุณคิดว่าความสำคัญของมุกตลกและอารมณ์ขันคืออะไร

ชีิวิตคนเราวุ่นวายมาก เราได้รับแรงกดดันมหาศาลจากชีวิต จากการทำงาน สมมติคุณต้องรีบเขียนบทความให้เสร็จวันนี้ นั่นก็กดดันแล้ว พอกลับบ้านไปก็ทะเลาะกับแฟนอีก ความกดดันก็สูงขึ้น มุกตลกและอารมณ์ขันจึงสำคัญกับชีวิตมากๆ คุณอ่านมุกตลก ดูมีม แล้วก็หัวเราะกับมัน เหมือนคุณได้มีโมเมนต์แห่งความสงบ โมเมนต์แห่งความสุข ที่ทำให้คุณรู้สึกว่าชีิวิตก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่นา แค่เข้านอน เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าก็วันใหม่แล้ว 

บนเวทีผมบอกว่าผมไม่ได้ชอบอ่านมุกตลกมากนัก แต่ผมชอบดูสแตนด์อัพคอเมดี้ และทอล์กโชว์ต่างๆ เพราะมันทำให้ผมได้หัดมองโลกในมุมอื่นๆ ดูบ้าง สมมติคุณเหยียบเปลือกกล้วยแล้วลื่นล้ม ถ้าคุณหัวเราะให้กับมัน มันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุณซีเรียสกับมัน เพราะรู้สึกอายหรืออะไรก็ตาม คุณก็จะใช้ชีวิตอย่างหม่นหมองไปตลอดทั้งวัน ดังนั้นมันสำคัญมากที่เราจะหัดมองสิ่งต่างๆ ในมุมที่ตลกหรือมุมที่มีความสุข และถ้าคุณเสพอะไรที่มีความสุขเยอะๆ คุณก็จะหัดมองโลกแบบนั้นได้ เพราะถ้าคุณไม่เสพความสุข คุณก็จะไม่รู้ว่าจะมีความสุขได้อย่างไร

คำถามสุดท้าย คุณคาดหวังอะไรเกี่ยวกับอนาคตของทีมงานและคอมมิวนิตี้ของ 9GAG

ความหวังคือการอยู่รอดของพวกเรา มันมีสิ่งที่คุณควรทำเพื่อการอยู่รอด เหมือนกับมนุษย์คนหนึ่งนั่นแหละ คุณอาจจะพยายามมีชีวิตอยู่นานขึ้นโดยการกินอาหารเพื่อสุขภาพหรือออกกำลังกาย สำหรับ 9GAG เราพยายามอยู่รอดโดยการคุมทีมให้เล็ก เลือกทำงานที่คุ้มค่าแก่การลงแรงและลงทรัพยากรของพวกเรา มันอาจจะฟังดูมองโลกในแง่ลบไปหน่อย แต่มันเป็นความรู้สึกที่ซื่อตรงของพวกเราจริงๆ 

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว ภารกิจของพวกเราก็คือการทำให้คนทั่วโลกมีความสุขขึ้น ดังนั้นถ้าเราอยู่รอดได้นานพอ เราก็จะทำให้ผู้คนมีความสุขขึ้นได้มากกว่าเดิมอีก 

 

ขอขอบคุณผู้จัดงาน Digital Thailand Big Bang 2018: Thailand Big Data สำหรับความช่วยเหลือในการประสานงานและเอื้อเฟื้อสถานที่

Author

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร a day magazine ที่ตั้งใจทำงานหาเงินไปซื้อกระเป๋ามารีเมกโกะ

Photographer

กฤต วิเศษเขตการณ์

ช่างภาพผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพตามท้องถนนอย่างบ้าคลั่งพอๆ กับการกินกาแฟ และผู้คนมักเขียนชื่อเขาผิด

Related Posts