ความพยายามนับครั้งไม่ถ้วน ของ เพียว-เอกพันธ์ วรรณสุทธิ์ แชมป์ The Voice All Stars คนล่าสุด กับความฝันศิลปินอาร์แอนด์บีในไทย

ความพยายามนับครั้งไม่ถ้วน ของ เพียว-เอกพันธ์ วรรณสุทธิ์ แชมป์ The Voice All Stars คนล่าสุด กับความฝันศิลปินอาร์แอนด์บีในไทย

ใครๆ ก็ว่าบอกว่าไม่ง่ายที่นักร้องบนเวทีประกวด The Voice จะเอาชนะด้วยเพลงสากล

และยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อเป็นเพลงสากลอาร์แอนด์บีซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคและอารมณ์ความรู้สึก

แต่เพียว-เอกพันธ์ วรรณสุทธิ์ แชมป์ The Voice All Stars คนล่าสุด สามารถทำทั้งหมดนั้นได้

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ในปี 2010 เขาคือผู้ชนะในราย KPN Award รายการแข่งขันนักร้องระดับประเทศ เพียวเป็นผู้เข้าแข่งขันที่โดดเด่นในการร้องเพลงสากลตั้งแต่ครั้งนั้น และผลการตัดสินก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าเขามีศักยภาพเพียงพอต่อการเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จในไทย

แต่หลังจากชนะการแข่งขัน ความฝันที่จะเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เขาห่างหายไปจากหน้าจอทีวี และเลือกเดินหน้าทำสิ่งที่เขารักต่อในเส้นทางนักร้องกลางคืน ขณะเดียวกันก็ยังคงเข้าแข่งขันร้องเพลงอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นเวที The Star หรือ The Voice Season 6 แม้จะน่าเสียดายที่ไปไม่ถึงรอบสุดท้าย แต่ทุกครั้งเรามักจะเห็นพัฒนาการของเพียวมากขึ้นเสมอ

จนปี 2022 หรือ 12 ปีต่อมาเพียวสามารถคว้าแชมป์ในรายการ The Voice All Stars เป็นคนแรกด้วยบทเพลง One Moment in Time ของวิตนีย์ ฮิวสตัน ได้ในที่สุด 

ครั้งนี้เพียวกลับมาด้วยสไตล์ที่โดดเด่น เปิดเผยตัวตน และการแสดงที่เป็นธรรมชาติกว่าที่เคย กับผมแอฟโฟร่วินเทจ มักปรากฏกายด้วยเฟอร์สีสด และเสียงร้องทรงพลังสามารถสะกดคนดูได้ทั้งฮอลล์ พร้อมคำชื่นชมจากโค้ชและผู้ชม

กว่าที่เพียวจะเป็นแชมป์ The Voice All Stars คนล่าสุด เขาต้องพยายามนับครั้งไม่ถ้วน แม้การเติบโตในต่างจังหวัดที่ไม่ได้มีโอกาสมากนัก แต่ด้วยความหลงใหลในเสียงดนตรี ไอดอลในดวงใจ ศรัทธาและความเชื่อ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เพียวร้องเพลง ฝึกฝนภาษาอังกฤษ และเชื่อมั่นในเสียงดนตรีต่อไป

วันนี้ที่รายการแข่งขันจบลงไปแล้ว แต่เส้นทางการเป็นนักร้องของเพียวยังคงไปต่อและรอให้เราติดตามไปพร้อมๆ กัน

ชีวิตเปลี่ยนไปมากแค่ไหนหลังจากที่ได้แชมป์

ค่อนข้างมาก เพราะก่อนหน้านี้ทำงานกลางคืน เดินไปไหนคนก็จำไม่ค่อยได้ แต่พอมา The Voice แล้วได้แชมป์ คนก็จำได้ มาขอถ่ายรูป เหมือนแฟนเพลงเพียวกว้างขึ้นกว่าเดิมเยอะ ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่แฟนเพลงของเพียวจะมาจากกลุ่มคนที่ไปฟังประจำที่ Stella bar แต่ตอนนี้วินมอเตอร์ไซค์เขาก็รู้จักและฟังเพียวด้วย เราก็รู้สึกว่า ‘โห แฟนเพลงก็กว้างเหมือนกันนะเนี่ย’ มีตั้งแต่คนฟังเพลงแจ๊ซ จนถึงเพลงลูกทุ่ง 

ตอนนี้ไม่ได้ร้องเพลงกลางคืนแล้วหลังจากที่เดอะวอยซ์เทปแรกออนแอร์ก็มีงานจ้างทุกวัน แต่ก่อนหน้าที่จะมีกลุ่มคนฟังที่คอยตามไปฟังที่ Stella หรือร้านที่จะไปร้องอยู่ตรง Home Ekkamai หรือจ้างไปร้องงานแต่งบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นงานเดือนละ 5 หลัก ก็ถือว่าอยู่ได้ แต่พอมาเดอะวอยซ์ก็ไม่ได้พักเลย ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะจะได้รวย เกิดมาไม่เคยรวยเลย ร้องเพลงมา 15 ปีแล้ว

ทั้งที่คุณก็เรียนด้านเพลงแจ๊ซมา แต่ทำไมถึงไม่เลือกเพลงกลุ่มนี้มาร้องประกวดเท่าไหร่

ปกติจะเลือกร้องเพลงแนวดีว่ามากกว่าแจ๊ซ เพราะคิดว่าเข้ากับตัวเองและคนฟังเข้าถึงง่ายกว่า เพียวมาฟังเพลงแจ๊ซ เพราะอยากเรียนเอกแจ๊ซในมหาวิทยาลัยรังสิต ก็เลยเริ่มฟังตอนประมาณ ม.4 – ม.5 แต่ก่อนหน้านั้นก็ฟังพวก RnB และเพลง gospel อยู่แล้ว มารู้จักเพลงแจ๊ซจริงๆ ก็ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะคิดว่ามันน่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีในการร้องเพลงป๊อปหรือต่อยอดในการเป็นนักร้อง มันได้ใช้สกิลและไปได้หลากหลายกว่าคลาสิคัล พอเราได้เข้าไปประกวดรายการต่างๆ ก็อาจได้ร้องเพลงลูกทุ่ง หรือร้องเพลงใหญ่ๆ อย่าง One Moment in Time เพลงของวิตนีย์ ฮิวสตัน ด้วย เหมือนการเรียนแจ๊ซได้ฝึกเราหลายอย่าง 

จริงๆ แล้วคุณเติบโตมากับเพลงแบบไหน

เติบโตมากับพี่ทาทา ยัง พี่อัสนี-วสันต์ พี่ต่าย อรทัย พี่ไมค์ ภิรมย์พร พี่จินตหรา พูนลาภ ก็ฟังไปจนถึงพวกสากลเก่าๆ อย่างวิตนีย์ ฮิวสตัน แต่วิตนีย์เพิ่งมารู้จักชื่อเขาจริงๆ ก็ ม.2 – ม.3 ตอนที่อ่านภาษาอังกฤษออก ก่อนหน้านี้ภาษาอังกฤษยังไม่รู้เรื่อง เรารู้จักวิตนีย์เพราะแสดงภาพยนตร์เรื่อง Cinderella (1997) เป็นนางฟ้า พอได้เห็นคุณแม่แล้วก็รู้สึก ‘โอ้มายก๊อด’ อยากร้องให้ได้แบบคุณแม่วิตนีย์ อยากใส่ชุดแบบนี้ ก็เลยรู้สึกว่าเป็นไอดอลในการร้องเพลงมาตั้งแต่ 9 ขวบ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักชื่อเขา

หลังจากนั้นก็ได้มาเรียนภาษาอังกฤษ ตอนนั้นบ้านเพียวทำนา ไม่มีตังค์ส่งไปเรียนพิเศษ เลยไปเรียนศูนย์ฝึกภาษาอังกฤษบ้านโนน ซึ่งเป็นศูนย์ฯ ที่มาเปิดที่ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อฝึกภาษาอังกฤษเด็กๆ แล้วก็วันนั้นที่ตัดสินใจไปเพราะว่ามีแจก KFC เราไม่เคยได้กินมาก่อนในชีวิต ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้เรียนภาษาอังกฤษ ทำให้ภาษาอังกฤษดีขึ้น 

พอมาเข้าค่ายคริสตจักรที่สะพานควาย แล้วก็รู้จักพี่ที่ร้องเพลงของมารายห์ แครี่ When You Believe ด้วยกัน ฟังแล้วก็รู้สึกว่าแบบ โอ้มายก๊อด คนนี้คือใคร พอรู้จักก็ไปฟังอัลบั้มของคุณแม่ทั้ง 2 ทั้งมารายห์ แครี่ ทั้งวิตนีย์ ฮิวสตันด้วย ก็เลยเป็นการเริ่มฝึก เริ่มศึกษา ร้องเกือบทุกเพลงเลยก็ว่าได้

ได้ยินว่าคุณเป็นคนที่เข้าประกวดร้องเพลงตั้งแต่สมัยเรียน เป็นความตั้งใจตัวเองหรือคุณครูเห็นแวว

พอภาษาอังกฤษเป๊ะปุ๊บ คุณครูก็เริ่มส่งไปประกวดร้องเพลงภาษาอังกฤษประจำจังหวัด ตามเขต ก็ได้รางวัลชนะมา แล้วเหมือนเพียวจะชอบเอนเตอร์เทนเพื่อนๆ อยู่แล้ว ร้องเพลงมารายห์ มาดอนน่า บียอนเซ่บ้าง แล้วก็เต้น อาจารย์ก็เลยเห็นว่าร้องเพลงได้ ชอบเอนเตอร์เทนเลยจับไปประกวด เราเลยรู้สึกว่า ‘อุ้ย ประกวดชนะด้วย ชั้นร้องเพลงเพราะเหรอ’ ก็เลยอยากพัฒนาการร้องของตัวเองมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ประกวดชนะ ประกวดเพลงแรกก็เอาเพลง I Think of You ของพี่ทาทา ยัง ไปประกวด 

ทั้งที่คุณก็เก่งภาษาอังกฤษแต่เลือกที่จะเป็นนักร้อง ที่บ้านว่ายังไง

แม่เพียวก็เป็นคนบ้านนอก เขาก็อยากให้ลูกไปเป็นทหาร ตำรวจ อยากให้ใช้ภาษาอังกฤษ ไม่อยากให้เต้นกินรำกิน พอมีศูนย์ฝึกภาษาอังกฤษบ้านโนนและได้รู้จักครู พี่ฝน พี่ม้า เขาก็ซัพพอร์ตเพียวเรื่องการศึกษา ให้เรียนดนตรีและภาษาอังกฤษที่นั่น เลยบอกพี่ฝน พี่ม้าว่าอยากเรียนด้านดนตรี เขาก็เลยบอกว่า ‘อ๋อ มันมีเรื่องดุริยางคศาสตร์นะ เพียวสนใจไหม’ เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีการศึกษาด้านดนตรีที่ประเทศไทย พอได้รู้ว่าศิลปากรก็มี มหิดลก็มี ม.รังสิตก็มี ก็เลยยื่นสอบทุนเข้าไป 3 มหา’ลัยเลย แล้วก็ได้ทุนที่ ม.รังสิต เลยได้เรียนที่นั่น แม่ก็เลยปล่อย ตัดสินใจส่งลูกเรียน แม่ก็ขายผักที่ตลาดแล้วส่งค่าเล่าเรียนมาให้ทุกสัปดาห์ ค่ากิน ค่าอยู่ เพียวก็พักอยู่ที่โบสถ์คริตสจักรที่สะพานควาย แล้วก็นั่งรถไปเรียนอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่ปี 1 

แล้วช่วงก่อนที่จะมาประกวด The Voice All Stars คุณทำอะไรอยู่บ้าง

 ในช่วงที่ไม่มีงานก็ไลฟ์สดใน TikTok ใน Facebook ช่วงโควิดก็ไลฟ์สดขายอินทผลัมของที่บ้านบ้าง แล้วก็ร้องเพลง ใครขอเพลงก็เพลงละ 150-200 อะไรก็ว่าไป เป็นค่าข้าวในแต่ละวัน สอนร้องเพลงออนไลน์ด้วย จริงๆ เพียวก็ทำคัฟเวอร์ตลอดมาเรื่อยๆ อยากมีอัลบั้มภาษาอังกฤษของตัวเอง กำลังเก็บตังค์จะลงทุนเองอยู่ แต่พอมา The Voice เราก็ได้มาตอกย้ำว่าเรายังอยู่ตรงนี้ เหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักก็ได้มารู้จัก ได้มีแฟนเพลงเพิ่ม จากที่ตอนแรกเราตัดสินใจจะทำเพลงเอง ตอนนี้มีหลายคนที่อยากทำเพลงให้เราก็เหมือนช่วยทำความฝันนั้นให้เป็นจริงเร็วขึ้น

ความรู้สึกตอนประกวด The Voice Season 6 กับ The Voice All Stars แตกต่างกันไหม

ไม่ค่อยแตกต่าง เพราะว่าทีมงานเป็นทีมเดิม และเข้าใจวิธีการทำงานของพี่ๆ ทีมงานเดอะวอยซ์ ความรู้สึกตื่นเต้นก็เหมือนเดิม ก็คือตื่นเต้นตลอดเวลา แต่ครั้งนี้ตื่นเต้นกว่าเพราะเรากลับมาอีกครั้ง อย่างน้อยต้องมีโค้ชหันสัก 1 คน ถ้าเกิดมาแล้วไม่หัน ก็อาจจะเสียเที่ยว จริงๆ กลัวทำออกมาได้ไม่ดีมากกว่า ไม่ได้อยากเข้าไปรอบลึกๆ อยากให้ Blind Audition มันปัง แค่นั้นเลย เพราะว่าโควิดก็ไม่มีงานจ้าง 

เพียวที่ตัดสินใจมาประกวดเพราะพี่ๆ ทีมงาน The Voice เขาโทรมาอยากให้กลับมาประกวด ก็ตัดสินใจประมาณ 3 วัน แล้วก็ชวนพี่ปลาทอง The Voice (ธัญนันท์ ทองศรีธนพงษ์) ไปสมัครด้วยกัน 2 คน

แต่ปกติเราร้องเพลงกลางคืนอยู่แล้วจะไม่ค่อยแตกต่างกันมาก การร้องเพลงในรายการ เราแค่ต้องจำเนื้อเพลงที่ต้องร้องและจำท่อนดนตรีว่าเราต้องร้องตรงไหน แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือมันจะมีความเป๊ะเพราะมันเป็น one take พอได้ยินเสียง ห้า สี่ สาม สอง ร้องค่ะ มันจะแบบ ‘มาละ เชี่ย ตื่นเต้น (สูดลมหายใจเข้า)’ แต่ตอนร้องกลางคืนมันไม่มีแบบนี้ไง สมมติร้องกลางคืนไม่ดี โอเคแก้ตัวเพลงใหม่ 

แต่ก็มีความกดดันบ้าง เพราะว่าเพียวเป็นคนขี้กลัวอยู่แล้ว เวลาขึ้นเวทีกลัวมาก กดดัน กลัวร้องไม่ดีแล้วไปลงยูทูบ กลัวร้องเพี้ยน ร้องแหก กลัวที่สุด แต่นอกนั้นกลัวตัวเองร้องไม่ดีแค่นั้นเอง

จัดการกับความกลัวตอนนั้นยังไง

ไม่มีค่ะ ก็ต้องขึ้นเวที ต้องทำให้ดี ขึ้นเวทีแล้วก็ต้องฮึบ

คุณเลือกแต่ละเพลงยังไงระหว่างที่แข่งขันรายการ The Voice All Stars

พี่คิ้มเป็นคนเลือก แต่เพลง Where Do Broken Hearts Go รอบ Blind Audition เพียวเป็นคนเลือก เพราะเวลาไลฟ์ TikTok ชอบมีคนขอเพลงนี้และเป็นเพลงเดียวที่ร้องได้ดี แต่รอบสองที่ได้ร้องกับน้องพัด (สุทธิภัทร สุทธิวาณิช) พี่คิ้มเซอร์ไพร์สเพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ร้องเพลงนี้ เขาให้มาฝึก 5 เพลง แต่ไม่มีเพลงนี้เลย พอไปหน้างาน เขาก็บอก “เพียวร้อง Shallow ได้ไหม” เราก็ต้องแบบ “ค่ะ ร้องก็ร้อง” ส่วนเพลง ซังได้ซังแล้ว รอบ Semi Final เพียวเลือกเอง 

วิธีการเลือกคือเพียวจะเอาลิสต์ให้แม่คิ้มเลือก แม่ก็จะมีให้ลองร้องให้ฟังเยอะมาก แล้วเขาก็จะมี strategy ของเขาว่าควรจะต้องเป็นเพลงอะไร ตอนแรกก็จะเลือกสายสากล ดีว่าจ๋าๆ ไปเลย สุดท้ายก็เลือกเพลงที่คนจะสามารถเข้าถึงง่ายที่สุด เพราะเพียวเองเป็นสายโวคอล แม่ก็เคาะเป็นเพลงไทยอย่างเพลง ซังได้ซังแล้ว กว่าจะเลือกได้ น่าจะเลือกไปประมาณ 20 เพลง ส่วนเพลง One Moment in Time ก็เลือกเอง แต่พี่คิ้มก็ช่วยตบให้เข้าที่นะ 

คุณได้เรียนรู้อะไรจากโค้ชคิ้มบ้าง

พี่คิ้มบอกว่าเพียวร้องกลางคืนจนชิน ร้องจนไม่รู้สึกจริงๆ เราร้องจนมีออโต้ไพล็อต พี่คิ้มบอกว่า “เธอต้องร้องเพลงมาจากข้างใน ให้คนดูรู้สึกได้ว่าเธอรู้สึกยังไง” พอได้อยู่ใกล้ๆ พี่คิ้มเราเข้าใจเลยว่า พี่คิ้มโคตรเก่งเลย ยิ่งเพลงรอบสุดท้าย ตอนนั้นจะร้องเพลงอื่นที่ไม่ใช่เพลง One Moment in Time แต่พอเพียวร้องเพลงนี้ไป 2 รอบ พี่คิ้มบอกว่า ฟังแม่ แม่จะร้องให้ฟัง แค่คำว่า ‘each day I live’ แค่ 3 คำ เราก็รู้สึกมันมาทั้งชีวิตของพี่คิ้ม พี่คิ้มเก่งมาก ทำยังไงให้คนรู้สึกได้ขนาดนี้ 

เพียวก็เลยเก็ตว่า การร้องเพลงมันมากกว่าการร้องเสียงสูงเยอะๆ หรือการต้องโชว์ว่าฉันเก่ง ความหมายของเพลง และการตีความ อันนี้ทำให้เพียวเข้าใจมากขึ้น ยังต้องฝึกอีกเยอะ พี่คิ้มสอนอะไรเยอะมาก แล้วก็มองตาแล้วเข้าใจกันเลยเพราะพี่คิ้มเป็นนักร้องกลางคืน

จริงๆ คุณเป็นคนที่ร้องเพลงเก่ง คิดว่าทำไมก่อนหน้านี้ถึงกระแสยังไม่ดีเท่าที่ควร

แต่ก่อนหน้านี้เรนจ์เสียงของเพียวมันไม่ได้กว้างเหมือนตอนที่เพียวมา The Voice ครั้งนี้ ซึ่งเรนจ์เสียงที่กว้างของเพียวเพิ่งมาร้องได้เมื่อปีกว่าเอง เป็นตอนที่เริ่มเล่น TikTok ใหม่ๆ แล้วก็เริ่มอัดคลิปลง TikTok ได้ร้องเพลง Lead the Way ของมารายห์ แครี่ ก็เลยเริ่มเก็ต ว่า ‘อ๋อ ถ้าร้องช่องนี้ต้องทำแบบนี้ ช่องมิกซ์ เทคนิคที่ต้องร้องสูงๆ ขึ้น ร้องอย่างนี้’ 

ทำให้ช่วง The Voice season 6 เรนจ์เสียงเพียวยังไม่กว้างเท่านี้ แล้วลิสต์เพลงที่ร้องได้มันยังจำกัดอยู่ แต่ตอนนี้เพียวสามารถร้องเพลงวิตนีย์บางเพลงแบบไม่ต้องลดคีย์ได้เลย ร้องแบบมารายห์ แครี่ก็ได้ เพราะฉะนั้นคนน่าจะเห็นข้อแตกต่างตรงนี้  เขาก็เลยกลับมาสนใจว่าใคร ทำไมร้องแบบนี้ได้ 

ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะหาเจอ

เพียวเรียนมาหลายปีมากเลยนะ แต่ไม่เคยเก็ตเลย จนได้มาเล่น TikTok กับตอนที่ได้มาร้องเยอะๆ ช่วงโควิด เพราะเราได้อยู่กับตัวเองจริงๆ เราอยากรู้ว่ามันร้องยังไง เพราะมันมีผู้ชายน้อยคนที่จะเข้าไปร้องในโซน high note ของผู้หญิงได้ มี Avery Wilson ซึ่งเขาเป็นผู้ชายที่ร้องได้ดี เราเลยได้พัฒนาในช่วงโควิดนี่แหละ แต่มันก็ยังไม่เสถียร บางทีถ้ายังไม่ได้วอร์ม มันก็จะงงๆ อยู่ ให้ hit เลยมันก็ไม่ค่อยเป๊ะ ยังลากเสียงไม่ค่อยยาว ถ้าให้ร้องได้ดีๆ เลยคือต้องพักเสียงเยอะๆ แต่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้พัก ร้องยาก

ผู้เข้าแข่งขันหลังเวทีทำอะไรกันบ้าง

แฟชั่นโชว์ คือเข้าไปหลังเวทีคือสนิทกันมาก เพราะโควิดมันทำอะไรหนักหนาสาหัสมากกับวงการดนตรี ทำให้ไม่มีงาน พอเราได้มาเจอกันเราก็เม้าท์กัน ชวนมาทำคัฟเวอร์กัน แลกเปลี่ยนความคิดและร้านรองเท้าว่าเธอไปตัดร้านไหน ไปซื้อเสื้อร้านไหน ได้แลกเปลี่ยนคอนเนกชั่นดีไซเนอร์ พี่เก่ง  (ธชย ประทุมวรรณ) เขาก็มีดีไซเนอร์มาทำชุด ซึ่งชุดสวยมาก ชุดน้องปราง (ปรางทิพย์ แถลงเพลง) สวยมาก รอบสุดท้ายพี่เลยเอาดีไซเนอร์น้องปรางมาทำชุดเลย

ดูเหมือนนอกจากการฝึกร้องแล้ว ชุดที่ขึ้นแสดงก็ช่วยทำให้คุณมั่นใจขึ้นด้วย

ก่อนหน้านี้เพียวยังไม่แต่งหญิงเลย สมัยก่อนคือร้องเพลงก็ใส่รองเท้าธรรมดา พอได้ไปร้องที่ร้าน House of Heals ของพี่ปันปัน เขาก็จับแต่งหญิง แต่งหน้า พอใส่ส้นสูงก็เลยรู้สึกว่า ฉันสวยจังเลย ฉันใส่แล้วฉันรู้สึกมั่นใจ เพราะปกติเพียวก็จะใส่ส้นสูงเล่นอยู่แล้วกับเพื่อนๆ หลังเวที ตรงช่วง KPN เป็นช่วงที่เราต้องแอ๊บแมน พอเราได้มาร้องเพลงกลางคืน เราได้เป็นตัวของตัวเอง มันก็เลยมั่นใจ ก็แต่งแบบนี้ไปเลย จริงๆ แต่งแบบนี้ก่อนที่จะมาเดอะวอยซ์ ก็ใส่ส้นสูงไปทุกที่ วันที่ไม่ใส่ก็คือขึ้นเสียงไม่สูง ร้องไม่ได้

คุณเป็นคนที่ผ่านเวทีการประกวดมาเยอะมาก ได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง

ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ได้รู้ว่าการตื่นเช้าเป็นยังไง ได้รู้ว่าความลำบากมันเป็นยังไง ได้รู้ว่าการนั่งรอนานๆ เป็นยังไง ได้รู้ว่าการซ้อมเยอะๆ และการขึ้นเวที แสง การบล็อกกิ้ง การประกวดมันสอนอะไรเราเยอะมากเลย ทำให้เรารู้ว่าการทำงานในวงการจริงๆ มันทำยังไง ก็เริ่มจากการประกวดนี่แหละ

จริงๆ เพียวไม่ชอบการประกวดเลย พูดกับตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายแล้วในการประกวดในประเทศไทย เพราะว่ามันกดดันและลำบาก ไม่อยากตื่นเช้าค่ะ ช่วงแข่งเพียวก็รับงานนอกด้วย แล้วก็ต้องมาแข่งด้วย บางทีนอนน้อย เสียงเราก็ไม่ได้ บางวันก็นอนไม่หลับก็ไม่มีเสียงอีก 9-10 โมง สำหรับคนทั่วไปอาจจะไม่เช้า แต่สำหรับนักร้องกลางคืนเช้ามาก บางทีเรามารอแล้วเราไม่ได้ร้องเลย ได้ร้องอีกทีก็ 1 ทุ่ม 

พี่คิ้มเขาก็บอกว่า ‘เธอไม่ต้องนัดเด็กชั้นเช้านะ ให้เขานอน เด็กพวกนี้เป็นนักร้องกลางคืน’ เพราะว่าแม่ (เจนนิเฟอร์ คิ้ม) เป็นนักร้องกลางคืน แม่ก็บอกกองว่าให้น้องมาสายมากๆ ก็ได้นะ ปกติก่อนเพียวจะเริ่มมาประกวดก็เลิกงานตี 1 ตี 2 บ้าง บางงานก็ลาก ตี 3 ตี 4 กลับบ้าน 6 โมงเช้าก็มี ร้องแบบไม่มีหยุด ก่อนหน้านี้เราต้องอดทนมากเลยนะ ไปร้องเพลงหามรุ่งหามค่ำอย่างที่บอก 1 ทุ่ม เลิกตี 4 บางวันก็ใช้เสียงมากที่สุดคือร้อง 8 ชั่วโมงติดต่อกัน 

ดูเป็นงานที่หนักมาก แต่ทำไมถึงยังเลือกร้องเพลงอยู่

เพียวน่าจะมีการคอนเฟิร์มระดับหนึ่งจากการไปประกวดแล้วได้รางวัล ได้รู้ว่าอาชีพนี้ทำให้เราสามารถไปต่อได้ เพราะเพียวก็เรียนด้านนี้มาด้วย มันจะไปได้ดีแน่นอนถ้าอดทนและทำอาชีพนี้ต่อไป เพราะรักด้วยมั้ง รักในการร้องเพลง และรักดนตรี ถ้าไม่รักมันทำไม่ได้ มันค่อนข้างที่จะเหนื่อย

เคยคิดว่าจะไปทำอย่างอื่นเหมือนกัน แต่ก็คิดไม่ออกว่าต้องทำอะไรดี เหมือนจิตใจเรามันรักดนตรีมาก แล้วก็อยากทำตรงนี้ให้มันไปไกลที่สุด รู้สึกว่าเรามีของที่ประทานจากพระเจ้าเป็นเสียง แล้วก็อยากทำตรงนี้ให้ไกลที่สุด ก็เลยตัดสินใจทำอาชีพนี้ ต่อให้ลำบากแค่ไหนก็ตาม นั่งรถไปเรียนไกลมาก ไปโรงแรม 5 ดาวก็ขี่มอเตอร์ไซค์

การร้องเพลงมีความหมายกับเรามาก มันเป็นทั้งอาชีพ และเราจะมีเพลงสำหรับทุกช่วงชีวิต ถ้าเวลาเศร้าจะฟังเพลงนี้ เวลาดีใจจะฟังเพลงนี้ เพียวเป็นคนฟังเพลงลึกและเยอะมาก มันก็เลยทำให้รู้สึกว่าดนตรีมันซึมเข้าไปอยู่ในทุกอณูของชีวิต

คุณคิดยังไงกับคำพูดที่ว่านักร้องประกวดคือคนที่ร้องแบบใช้เทคนิค แต่ศิลปินคือการร้องมาจากตัวตน

จริงๆ คิดว่าไม่ควรไปแยกกลุ่มอะไรแบบนั้น เพียวคิดว่าการร้องเพลงมันคือศิลปะ และทุกคนคือศิลปิน การร้องกลางคืนทุกคนก็เป็นศิลปิน มือกีตาร์กลางคืนก็เป็นศิลปินคนหนึ่ง เพียวคิดว่าที่ศิลปินเขาร้องแบบเป็นตัวเองได้ เพราะเขามีค่ายคอยซัพพอร์ต เขามีสื่อปั้นเขา และเขาก็มีฐานแฟนเพลงที่ร้องอะไรไปเขาก็ฟัง เพลงมันโดนคน 

นักร้องกลางคืนเพียวเห็นคนเก่งเยอะมากแต่ไม่ได้รับการมองเห็นความสามารถนั้น เขาสามารถไปได้ไกลทั่วโลกเลย เขาต้องการการซัพพอร์ตจริงๆ คิดว่ามันไม่ต่างกัน นักร้องกลางคืนหรือศิลปิน คิดว่าสมัยก่อนคนไทยฟังเพลงในวงแคบๆ ด้วย แต่ตอนนี้มียูทูบ โลกมันเปิด คนฟังเพลงหลากหลายมาก ซึ่งเพียวก็เซอร์ไพรส์มาก ก่อนหน้านี้เรามาจากการประกวด KPN รอบลึกๆ คนก็บอกว่าเพียวร้องเพลงอะไร คนไม่รู้จัก แต่ตอนนี้คือคนไทยรู้จัก Anita Baker, Lalah Hathaway ซึ่งเพียวดีใจ แล้วนักร้องบางคนเขาไม่ได้เมนสตรีมมาก แต่เราบอกไม่ได้ว่าเขาไม่ใช่ศิลปิน 

คุณคิดว่าตอนนี้ตลาดเพลงแจ๊ซในไทยเป็นอย่างไร

จริงๆ เพียวก็ไม่ได้ร้องเพลงแจ๊ซจ๋า แต่อยากให้ประเทศไทยมีมิวสิกเฟสติวัลให้มากๆ กว่านี้ อยากให้รัฐบาลสนับสนุนมิวสิกเฟสติวัลมากๆ เหมือนประเทศอินโดนีเซียที่มี Java Jazz Festival เพียวเคยไปเที่ยวแล้วรู้สึกว่าประเทศเขาฟังเพลงเยอะจังเลย เขาร่ำรวยทางด้านดนตรีมาก แม่ค้าข้างถนนขายผลไม้ฟัง Eric Benet ที่เป็นนักร้องที่เราชอบ 

อยากให้คนไทยฟังเพลงเยอะๆ ลึกๆ อยากให้มีวิชาฟังเพลงด้วยในประเทศไทย มีการ appriciate ดนตรี ตอนเพียวเรียนก็มีวิชาฟังเพลง วิชามารยาทในการฟังเพลง เวลาไปฟังเพลงคลาสสิคัลต้องแต่งตัวยังไง ในอนาคตขอให้มีแบบนั้น คนเราจะมีความสุขมากขึ้นเลย ถ้าดนตรีมันเฟื่องฟู เพราะดนตรีเยียวยา อย่างในเวลาเศร้า เพียวเป็นคริสเตียนก็จะชอบฟังเพลง gospel ของคนดำ ฟังแล้วก็รู้สึกมันไม่ใช่เพลงที่พูดถึงพระเจ้า มันพูดลึกไปถึงจิตวิญญาณและปรัชญาลึกๆ ด้วย บางอย่างมันเป็นเมสเสจที่ดี

มองเส้นทางการเป็นนักร้องหลังจบ The Voice ต่อไปยังไง

อยากมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง เป็นเพลงสากลหรือไปทัวร์ตามแจ๊ซเฟสติวัล หรือไปต่างประเทศ พยายามทำคัฟเวอร์ออกมาเยอะๆ อยากทำซิงเกิลที่เป็นหมอลำด้วย อยากทำอะไรหลายๆ อย่าง เพียวไม่ได้ชอบแค่แจ๊ซ แต่ชอบดนตรีอีสานด้วย อยากให้สำเนียงอีสานมันไปได้ไกลๆ 

แล้วเวลาทำเพลงภาษาอังกฤษคุณแคร์ไหมที่คนจะฟังน้อย

จริงๆ ไม่แคร์นะ ถ้าเพียวอยากดังก็คงคัฟเวอร์เพลงไทยมาแล้ว เพียวคิดว่าร้องเพลงสากลแล้วชอบ ทุกวันนี้ร้องเพลงกลางคืนก็ร้องเพลงสากลเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ถามว่าแคร์ไหม ก็ไม่แคร์ จริงๆ อยากร้องเพลงอีสานด้วย เพราะก็ทำคัฟเวอร์เพลง ซังได้ซังแล้ว พอทำออกมาแล้วคนก็ชอบ ก็เลยรู้สึกว่าดนตรีอีสานเราไม่ต้องร้องให้ดูลูกทุ่งมาก เราก็ร้อง RnB เพียวก็เคยเอาไปร้องที่อื่น ซึ่งคนก็ชอบมาก เพราะเพลงลูกทุ่งไม่ใช่แค่ภาษาอีสาน แต่อยากเอาภาษาอีสานใส่ดนตรี gospel หรือ RnB ในแนวของเพียว น่าจะเก๋นะ

AUTHOR

PHOTOGRAPHER

พิชญุตม์ คชารักษ์

ชีวิตหลักๆ นอกจากถ่ายภาพ ชอบชกมวยเป็นชีวิตจิตใจ ฟังเพลงที่ดนตรีฉูดฉาดกับเบียร์เย็นๆ