x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

Booky HealthyWorld : บล็อกเกอร์สาวผู้เอาชนะใจตัวเองในมาราธอนแรกของชีวิต

เช้าวันที่อากาศสดชื่น
เราตื่นเช้าเป็นพิเศษเพื่อไปพบหญิงสาวในสวนสาธารณะสีเขียว

แสงแดดอ่อนยังไม่แรงมากนักเมื่อบล็อกเกอร์สายสุขภาพปรากฏตัวอย่างร่าเริง
บุ๊คกี้-ศุภานุช มณีเนตร ดูจะมีรัศมีพลังงานบวกอยู่รอบตัวอยู่เสมอ
ใครที่ติดตามเพจ Booky HealthyWorld คงรู้จักบุคลิกกระตือรือร้นสดใสที่แฝงอยู่ในทุกอณูของเธอ
บุ๊คไม่ใช่แค่ผู้หญิงหุ่นดีที่รักการออกกำลังกาย แต่เธอเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจจับต้องได้ที่ทำให้เราอยากใช้ชีวิตให้ดีขึ้น
กินอาหารที่มีประโยชน์สักนิด เล่นกีฬาสักหน่อย และออกไปเติมความสนุกให้ชีวิต

ในวาระที่บล็อกเกอร์สาวจบการวิ่งมาราธอนที่ Skechers Performance Los Angeles Marathon มาไม่นาน เราใช้โอกาสนี้นั่งคุยกับเธอเรื่องการเอาชนะระยะทาง 42 กิโลเมตรในอเมริกา และเส้นทางสายสุขภาพที่เธอสร้างด้วยตัวเองมากว่า 4
ปี

Booky
HealthyWorld
เริ่มต้นจากอะไร

จุดเริ่มต้นที่ทำเพจคือตอนอยู่ปี 1 เราน้ำหนัก 60
กว่ากิโล ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย
กินทุกอย่าง ตอนนั้นรู้สึกว่าเริ่มใส่เสื้อผ้าแล้วคับขึ้น อึดอัด
ทำอะไรแล้วก็ไม่สะดวกสบาย เราเลยเริ่มลดน้ำหนัก ช่วงนั้นยาลดน้ำหนักมาแรงมาก ตอนแรกเลยลองกินยาดู
พอกินวันเดียวก็เห็นผลเลยว่าใจสั่น นอนไม่หลับ ตอนนั้นเรียนอยู่ ก็ให้เรียนไม่รู้เรื่อง
เลยกินแค่วันเดียวเลิก หันมาสนใจการลดน้ำหนักให้ดีต่อสุขภาพแทน

เราเริ่มหาข้อมูลว่าควรจะทำยังไงจากในอินเทอร์เน็ต
จากเว็บไซต์ต่างประเทศ ตอนนั้นเว็บของไทยยังมีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
ก็เลยหาเมนูอาหารจากต่างประเทศมาปรับสูตรให้เข้ากับคนไทยแล้วลองทำกินเอง และตอนนั้นก็ออกกำลังกายที่หอ
ไม่ได้ไปฟิตเนส ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็น bodyweight ง่ายๆ ใช้เวลา 6
เดือนก็ลดไปประมาณ 10 กว่ากิโล

ตอนหลังเลยเปิดเพจ เพราะว่ามีเพื่อนๆ ถามมาเยอะว่าทำยังไงถึงผอมลง
ตอนนั้นคนไทยยังไม่ค่อยสนใจเรื่องสุขภาพเท่าไหร่ เหมือนทุกคนสนใจแต่เรื่องยาลดน้ำหนักกับเรื่องไดเอ็ท
แต่ยังไม่ค่อยสนใจการออกกำลังกาย เราเลยแชร์ไลฟ์สไตล์ เมนูอาหารทำเอง
การออกกำลังกายของตัวเอง อะไรแบบนี้ คนก็ตามมากขึ้นเรื่อยๆ

คุณออกแบบการออกกำลังกายของตัวเองไว้อย่างไร

ปกติเป็นคนชอบออกกำลังกายหลายอย่าง วิ่งบ้าง
เต้นบ้าง ว่ายน้ำบ้าง หรือ bodyweight เป็นท่าต่างๆ
และทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เราจะออกกำลังกายไม่นาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1
ชั่วโมงต่อวัน ไม่ได้ออก 2 – 3 ชั่วโมง เราพยายามออกกำลังกายหลายอย่างให้มันไม่น่าเบื่อจำเจ

จากที่เห็นในเพจ
ดูเหมือนว่ากินคลีนด้วยใช่มั้ย

ไม่ได้คลีนขนาดนั้นนะ บางเมนูก็ไม่ได้คลีน 100 เปอร์เซ็นต์ บางเมนูก็ปรุงบ้าง เพราะว่าถ้าคลีนจริงๆ ตามหลักแล้วต้องเป็นรสจืด ไม่ใส่เครื่องปรุงเยอะ
ใช้เครื่องปรุงจากธรรมชาติล้วนๆ เลย เราก็ยังมีกินขนมปัง กินไส้กรอก กินไก่ทอดอะไรบ้างเป็นบางครั้ง
ไม่ได้กำหนดว่าชีวิตต้องกินคลีนตลอดไป เวลาไปกินข้าวกับเพื่อน กับครอบครัว
เราก็กินปกติได้ แค่เน้นว่าเราออกกำลังกายตลอด ถึงไม่ได้ออกทุกวัน อย่างน้อยก็อาทิตย์ละ
3 – 4 วันขึ้นไป

ต้องทำยังไงถึงเอาชนะพฤติกรรมเดิมๆ
ของตัวเองได้

ต้องมีจุดมุ่งหมาย ตอนนั้นเรามีเป้าหมายว่าเราต้องดูดีขึ้น
ผอมลง พยายามบอกตัวเองว่าต้องตื่นไปออกกำลังกายนะ ต้องกินสิ่งที่ดีต่อสุขภาพนะ การดูแลตัวเอง
นอนเพียงพอ มันส่งผลต่อความสวยโดยตรง ออกมาที่ผิวพรรณ หน้าตา แล้วมันไม่ได้เห็นผลแค่รูปร่างดีขึ้น
แต่เห็นสุขภาพด้วย เราไม่เหนื่อยง่าย ไม่ป่วยบ่อย เมื่อก่อนเป็นภูมิแพ้แล้วจะป่วยทุกเดือน
แต่เดี๋ยวนี้นานๆ ทีถึงจะเป็น

จากตอนแรกที่แค่อยากผอม ตอนนี้เป้าหมายของคุณคืออะไร

เป้าหมายหลักๆ เลยคือสุขภาพดี
อยากอยู่บนโลกนี้ได้ไปนานๆ เลยไม่ได้เน้นว่าต้องผอม หุ่นดี เป๊ะตลอดเวลา อย่างช่วงวิ่งมาราธอนก็ต้องกินแป้งให้มากขึ้น
เพราะว่าเราต้องใช้คาร์โบไฮเดรตในการวิ่ง เมื่อก่อนเราอาจจะกินน้อย
แต่พอมาวิ่งเราก็ต้องปรับเปลี่ยน กินแป้งให้เยอะขึ้น มันก็อาจจะทำให้เราตัวใหญ่ขึ้น
แต่ว่ามันก็โอเคเพราะเป้าหมายเราเปลี่ยนแล้ว อย่างช่วงที่ไปวิ่งมาราธอนมาก็กินเยอะมาก (หัวเราะ)
รู้สึกว่าตัวบวมขึ้น แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเดี๋ยวเราก็ออกกำลังกาย
เดี๋ยวเราก็กินอาหารเพื่อสุขภาพอีก เดี๋ยวเราก็ฟีบลงเอง ไม่ได้ทำให้ชีวิตมันจำกัดเกินไป
ไปเมืองนอกแล้วต้องหาแต่อาหารคลีนกินเท่านั้นเรายัง
enjoy กับการใช้ชีวิต

จากวิ่งลดความอ้วนธรรมดากลายเป็นวิ่งมาราธอนได้ยังไง

ตอนแรกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในประเทศไทยมีงานวิ่ง
เมื่อก่อนเราก็วิ่งรอบสนามกีฬาที่มหาวิทยาลัย แค่รอบเดียวก็เหนื่อยแล้วเพราะหัวใจเรายังไม่แข็งแรง พอตอนหลังมีพี่ที่รู้จักชวนลงงานวิ่ง เรารู้ตัวว่าต้องไปวิ่ง
5 กิโลเมตร ก็พยายามซ้อมมากขึ้น เริ่มวิ่งได้ 3
รอบติดต่อกันโดยไม่หยุด พอไปวิ่งจริง รู้สึกว่า
ก็ทำได้นี่ ไม่ได้ยากเท่าไหร่ ก็เลยเริ่มเข้าสู้วงการวิ่งมาตั้งแต่ตอนนั้น

ต่อมาพี่ๆ ที่รู้จักก็ชวนลงไตรกีฬา
เราลงทีมหญิงล้วน รับหน้าที่วิ่ง 10
กิโลเมตรขึ้นเขา มีลิงให้ดูด้วย เพลินเลย
(หัวเราะ) คือพอมีงานวิ่งเราก็ต้องซ้อมจริงจัง และกดดันตัวเองให้พัฒนา ตอนหลังเราถูกชวนเข้าทีม Beyond มีโค้ชต่างชาติมาคอยเทรนด์ให้เลย
เราก็รู้หลักมากขึ้น มันก็ทำให้เราซ้อม แต่ว่ากล้ามเนื้อเรายังไม่แข็งแรง
พอวิ่งเยอะมันก็เจ็บ วิ่งได้สูงสุดแค่ half marathon 21 กิโลเมตรเท่านั้น พอถูก Skechers ชวนไปวิ่ง full
ก็คิดหนักเลย เพราะตอนปลายปีเราป่วย
ออกกำลังกายไม่ได้ เพิ่งหายดีและซ้อมเมื่อต้นปี

เราสามารถใช้เวลาซ้อมประมาณ 2 3 เดือนก่อนไปวิ่ง full
marathon
ได้ใช่ไหม

ไม่ อย่างที่เขาบอกว่าการวิ่งมาราธอนต้องใช้เวลาซ้อมเป็นปี
ต้องบอกก่อนว่าเราเป็นคนออกกำลังกายมาหลายปีแล้ว เรามีเวลาซ้อมประมาณ 2 เดือน
เราก็พยายามซ้อม วิ่งเยอะมากๆ จนวิ่งได้ถึง 30
กิโลเมตร แต่ยิ่งวิ่งเยอะมากก็ยิ่งเจ็บ เมื่อก่อนเราไม่รู้ว่าการนอนมันสำคัญมาก
ยิ่งออกกำลังกายเยอะ ยิ่งต้องนอนเยอะ ถ้านอนน้อยอยู่แล้วออกกำลังกายหนัก เราก็ยิ่งป่วย
โค้งสุดท้ายเราเลยอยู่นิ่งๆ พักผ่อนเต็มที่เลย

ผลเป็นยังไงบ้างในวันที่วิ่งจริง

ป่วย ประจำเดือนมา ท้องเสีย เจ็ทแล็ก
นอนน้อย (หัวเราะ) ตอนที่ถึงช่วง 30 กิโลเมตร ก็รู้สึกว่ายังมีแรงอยู่ พอไป 35 กิโลเมตรก็รู้สึกว่ายังไม่ถึงอีกหรอ
ขาเริ่มไม่ไหว เริ่มล้าแล้ว ใจเราแข็งแรงนะ แต่กล้ามเนื้อมันไม่ไหวแล้ว เราก็พยายามวิ่งไปเดินไป
จน 1 กิโลเมตรสุดท้ายนี่ยาวนานเหมือน
10 กิโล
ทำไมมันไม่ถึงสักที แต่สุดท้ายก็ถึงเส้นชัยจนได้ ดีอย่างที่ระหว่างทางวิ่งมันเพลินดี
เหมือนไปวิ่งชมเมือง เราเลยไม่เครียด เป็นการวิ่งที่สนุกที่สุด เพราะได้เห็นบรรยากาศใหม่ๆ
สถานที่ใหม่ๆ ได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่ที่เราไม่เคยเห็น ตื่นเต้นกับทุกอย่างที่วิ่งผ่าน

เคล็ดลับที่ทำให้วิ่งได้ เพราะว่าจริงๆแล้วคุณเป็นคนออกกำลังกายตลอดเวลาหรือเปล่า

ใช่ค่ะ อย่างเราวิ่งเสร็จก็ไม่เจ็บ
บางคนบอกว่าวิ่งจบแล้วเจ็บขา เดินไม่ได้ แต่เราไม่เป็นไร ไปเที่ยวต่อได้ปกติ
เหมือนกล้ามเนื้อเราแข็งแรงอยู่บ้างแล้ว ถึงไม่ได้ซ้อมวิ่งเยอะ ไม่ได้วิ่งเก่ง
เราว่ามันอยู่ที่ใจด้วยนะ คืออย่างตอนนั้นใจเรามันไป ทั้งๆ ที่เพลียมาก ปวดขา ปวดท้อง
แต่เราก็คิดว่ามาทั้งทีเราก็ต้องวิ่งให้จบ
เป็นสิ่งที่คอยกระตุ้นเราตลอดว่าเราต้องทำให้ได้ แล้วเราก็ไปเรื่อยๆ

คุณคิดยังไงกับคำว่าการวิ่งมาราธอนเปลี่ยนชีวิต

เราเชื่อนะ
มีคนรู้จักหลายคนที่วิ่งมาราธอน เขาจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเรื่องการทำงาน เรื่องครอบครัว
หรือเรื่องอื่นๆ เหมือนการวิ่งมาราธอนมันทำให้มีความพยายามและมุ่งมั่นมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นก่อนวิ่งคือการซ้อม หรือว่าจะเป็นวันแข่งจริง เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นระหว่างวิ่ง
แต่ว่าเราต้องพยายามและมุ่งมั่นที่จะไปถึงเส้นชัยให้ได้

มาราธอนครั้งนี้ทำให้เรารู้สึกว่า เออ เราก็ทำได้
งานหน้าเอาอีก คราวนี้จะเตรียมตัวให้ดี ไม่ให้พลาด ถ้าเตรียมตัวใหม่ เราจะซ้อมมากขึ้น
อาจจะขอซ้อมสัก 5 เดือนก่อนลงสนาม
น่าจะทำให้วิ่งได้ดีกว่านี้ เราไม่ได้เป็นนักวิ่งจริงจัง ไม่ได้จะเอาเวลา ไม่ได้จะทำสถิติ
ตอนนี้เราจบมาราธอนได้แล้ว ภูมิใจในตรงนี้แล้ว แต่ว่าถ้าในสนามหน้า คิดว่าเราต้อง challenge ตัวเองต่อไป

ในเมื่อคุณไม่ได้วิ่งเพื่อเอาชนะตัวเลข คุณวิ่งเพื่ออะไร

เอาชนะตัวเอง
เอาชนะความอ่อนแอของตัวเอง ความล้าของตัวเอง ความไม่ไหวของตัวเอง เออ เราทำได้นะ
ถึงเราจะมีปัญหาอุปสรรคมากมายขนาดนี้ ก็สามารถผ่านมันไปได้
มันก็เหมือนกับการใช้ชีวิต ถึงแม้ว่าเรามีปัญหาอะไรเข้ามา อย่างตอนทำงาน
เราก็ต้องผ่านมันไปได้เหมือนกัน

เป้าหมายถัดไปของคุณนอกจากการวิ่งคืออะไร

ตอนนี้เราเรียนจบแล้ว เรียน personal trainer ด้วย เหลือแค่สอบ Personal Trainer Certifications ของ ACE (American Council on Exercise) สอบเสร็จก็จะเป็นเทรนเนอร์ได้ทั่วโลก การเรียนก็ทำให้เรามีความรู้มากขึ้น มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เราเรียนเพื่อทำ content ในเพจ
แล้วก็เพื่อช่วยคนอื่นด้วย ตอนนี้ก็คิดว่าจะไปเรียนเรื่องโภชนาการเพิ่มเติมด้วย

จุดที่ทำให้คุณแตกต่างจาก blogger คนอื่นๆ
คืออะไร

เราคิดว่าน่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ คนตามเพราะชอบที่เราทั้งทำอาหารและออกกำลังกายแบบไม่โหดเกินไป
เหมือนเราทำอะไรที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย
ไม่มีเวลาไปฟิตเนสก็ฟิตได้ ไม่ต้องเสียเงินเยอะ ใช้เวลาเยอะ
เราก็เหมือนคนทั่วไปที่ยังชอบการกิน ใช้ชีวิตปกติ ให้ความสุขกับสุขภาพพบกันคนละครึ่งทาง
กินได้นะ แต่ก็ต้องรู้จักออกกำลังกาย เพราะว่าเราไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว

ตอนแรกเราอยากทำบล็อกสนุกๆ เล่น เหมือนเราเล่าเรื่องแพสชันตัวเอง เล่าเรื่องชีวิตของเราให้คนอื่นฟัง ตอนนี้มันกลายเป็นอาชีพไปแล้ว
แต่มันก็ไม่แน่ไม่นอน เราถึงต้องเรียนจริงจังและต่อไปอาจรับเป็นเทรนเนอร์เพิ่มด้วย
คือเราเป็นบล็อกเกอร์ ไม่ได้เป็นเน็ตไอดอลที่ถ่ายรูปสวยไปวันๆ
เราต้องหาข้อมูล สกรีนสินค้าว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ ถึงจะเอามาเขียน
เอามาบอกต่อได้

Facebook : Booky HealthyWorld
Website : www.bookyhealthyclub.com

ภาพ ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

Author

ภัทรียา พัวพงศกร

นักสะสมตั๋วละครเวทีและสูจิบัตร ยามว่างรับจ้างเขียนบทความ, ละครเวที, ละครทีวี, และทำงานผ่านเน็ตวันละหลายชั่วโมง

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

อดีตนักศึกษาสถาปัตย์ที่หันหลังให้สิ่งที่เรียน และหันมาเอาดีทางการเป็นช่างภาพอาร์ตไดเรกเตอร์และกราฟิกดีไซเนอร์แทน

Related Posts