x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

ตัวจริงและสิ่งที่เป็นมาตลอด 12 ปีของ เป๊ก-ผลิตโชค อายนบุตร นักร้องหนุ่มที่ใช้ความตั้งใจเอาชนะคำวิจารณ์แบบอยู่หมัด

กลายเป็นกระแสชั่วข้ามคืนทันทีที่ เป๊ก-ผลิตโชค อายนบุตร ศิลปินเจ้าของหน้ากากจิงโจ้จากรายการ The Mask Singer ปลดหน้ากากให้ได้เห็นตัวจริงกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถ้าใครติดตามรายการมาต่อเนื่องอาจพอรู้ว่าหน้ากากจิงโจ้ แชมป์จากสาย D คนนี้เป็นขวัญใจแฟนๆ ที่ถูกจับตามองในฐานะศิลปินที่มีความสามารถครบเครื่อง เปี่ยมด้วยเสน่ห์น่าค้นหา แต่น่าเสียดายที่กลายเป็นว่าเสียงติติงภาพลักษณ์หรือพฤติกรรมส่วนตัวของเป๊กหลังถอดหน้ากากออกมาดันดังกลบความสามารถที่เขาทุ่มเทแสดงมาตลอดทุกสัปดาห์เกือบหมดสิ้น

แต่หากมองทะลุคำวิจารณ์มากมาย เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป๊กคือหนึ่งในศิลปินไทยคุณภาพที่มีน้ำเสียงเอกลักษณ์ ไลน์เต้นเป็นธรรมชาติ และการยืนระยะอยู่ในวงการเพลงมายาวถึง 12 ปี น่าจะพอพิสูจน์ความสามารถบวกความตั้งใจที่เขามีได้ไม่น้อย น่าสนใจว่าคำตอบที่เราได้คุยกับเป๊กในวันที่ชื่อของเขาถูกพูดถึงอีกครั้ง (พร้อมจำนวนแฟนคลับที่ติดตามเพิ่มขึ้นจนเราต้องรอให้เป๊กทักทายและถ่ายรูปกับแฟนคลับให้เสร็จก่อน) ยังคงเรียบง่าย และไม่มีอะไรมากไปกว่าการความฝันนี้ให้ดีที่สุด

ซึ่งไม่มีวันจะหายไปแค่กระแสชั่วข้ามคืน, เรามั่นใจอย่างนั้น

ตอนที่รายการ The Mask Singer มาชวนไปเป็นหนึ่งในหน้ากากนักร้อง ทำไมถึงตัดสินใจว่าจะเข้าร่วม
เราเห็นคอนเซปต์รายการน่าสนุกดี เคยดูเวอร์ชันของเกาหลีก็เห็นว่าเขาเลือกศิลปินเก่งๆ จากสายต่างๆ ทั้งบอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ป ที่ร้องเพลงดีๆ มาประชันกัน เราคิดว่ามันน่าสนใจที่เขาเอาศิลปินแต่ละค่ายมาทำงานร่วมกันหรือแข่งขันกันได้ ซึ่งในไทยทำไม่ได้อยู่แล้ว เราไม่แน่ใจเหตุผลที่เวิร์คพอยท์มาชวนเรา อาจเป็นเพราะเราหายไปนานหรือเปล่า หรืออยากรู้ว่าคนดูจะจำเสียงเราได้หรือเปล่า แต่ตอบตกลงเพราะได้ท้าทายความสามารถตัวเอง เราเป็นนักร้องอยู่แล้ว แต่ถ้าคนดูไม่รู้ว่าเราเป็นใครแล้วไปประกวดร้องเพลง ใช้เสียงของเราจริงๆ ก็อยากรู้ว่าฟีดแบ็กจะออกมาเป็นแบบไหน

ทำไมเลือกร้องเพลงสากลทั้งหมด แถมแต่ละเพลงก็ยากๆ ทั้งนั้น
ถ้าร้องเพลงไทยขึ้นมาคนดูก็น่าจะรู้เลย เราร้องเพลงไทยมาตลอด 12 ปี คนน่าจะจำสำเนียงเราได้ และเพลงสากลที่เลือกมาเราก็ถนัดและชอบด้วย เราเติบโตมากับเพลงสไตล์ R&B ฮิปฮอป ตั้งแต่เด็กๆ ฟังมาตลอด

แต่เราคิดว่ากระแสนี้มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ หลายคนอาจคิดว่าเราร้องได้แค่เพลงป๊อปฟังสบายเรื่อยๆ แต่จริงๆ เราร้องได้หลายสไตล์อยู่แล้วเพียงแค่ไม่ได้แสดงออกมาเฉยๆ คนเพิ่งได้มาเห็น ก็ถือว่าโชคดีที่รายการให้เราเลือกเพลงแข่งเอง เราก็เลือกร้องหลายสไตล์เลย สัปดาห์แรกเป็นเพลง Love On Top จังหวะกรูฟๆ หน่อย ต่อมาเป็นเพลงโชว์พลังเสียง How Am I Supposed To Live Without You เราชอบเพลงนี้ตั้งแต่เด็กๆ แม่เล่าให้ฟังว่าตอน 4 ขวบก็ร้องตามเพลงนี้แล้ว หรือ One Last Cry ก็อาศัยการแรพสำเนียงของคนผิวสี ไม่ง่ายเลย ทุกเพลงยากหมดแถมเป๊กแข่งสาย D ที่เพิ่งมาถ่ายช่วงปลายเดือนมกราคม เวลาซ้อมน้อยมาก ถ้าชนะต้องเลือกเพลงไปแข่งต่อเลย สรุปว่าทั้ง 5 เพลงเราถ่ายตั้งแต่ 7 โมงเช้ายาวรวดเดียวถึงตี 5 ครึ่ง ตอนถอดหน้ากากออกมาเลยเยินมาก แต่ก็สนุก (หัวเราะ)

กลายเป็นว่าตอนนี้คุณกลับมามีแฟนคลับติดตามไปนั่งรอที่สนามบินอีกครั้ง ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมา 10 ปีแล้ว รู้สึกยังไง
แปลกใจเหมือนกัน เพราะแฟนคลับพวกนี้บางคนเขาตามศิลปินเกาหลีมาก่อน เราก็ไม่คิดว่าทำไมถึงมาชอบนักร้องไทยเก่าๆ ที่อายุ 30 แล้วอย่างเรา ไม่แน่ใจเลย อาจตามจากรายการที่ได้เห็นตัวตนเราในอีกมุมหนึ่ง เป็นเป๊กที่ไม่ได้ร้องเพลงป๊อปไทยๆ หรือชอบที่เราเป็นหน้ากากจิงโจ้ก็ได้ เพราะในทีวีดูเท่ ดูน่าค้นหา พอเปิดหน้ากากมาเป็นเรา เขาก็อาจจะชอบเราและไปตามฟังเพลงต่อ

หลายคนชมไลน์เต้นของคุณว่าพลิ้วมาก ฝึกมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนกันรึเปล่า
ใช่ ตอนนั้นฝึกกับแกรมมี่ประมาณ 7 ปีก่อนเดบิวต์ เราก็ต้องฝึกทุกอย่าง การร้องเพลง การเต้น การใช้ห้องอัดเสียง การใช้ไมค์

ทำไมตอนนั้นถึงต้องฝึกตั้ง 7 ปี
เคยถามเหมือนกันว่าทำไมต้องให้ผมฝึกนานขนาดนี้ แต่ก็เข้าใจผู้ใหญ่ว่าถ้ายังไม่พร้อมก็คือไม่พร้อม มีคำพูดที่เขาบอกเราและยังจำได้ถึงตอนนี้ว่า ‘ถ้าผลไม้ที่ยังไม่สุก ทานไปก็ไม่อร่อย ถ้าเราบ่มให้สุกกว่านี้มันก็น่าจะอร่อยขึ้น’ หมายถึงว่าเราน่าจะรอให้พร้อมมากกว่าเดิม อาจไม่ใช่ช่วงที่จะได้ออกอัลบั้มหรือยังหากันอยู่ว่าตกลงเราจะร้องเพลงสไตล์ไหน จนได้มาเจอพี่ต๋อง (สุรพันธ์ จำลองกุล) โปรดิวเซอร์คนแรกแนะนำให้มาร้องไกด์เพลง ไม่มีใครรู้ ตอนแรกจะเป็นเพลงของคนอื่นด้วย แต่ไปๆ มาๆ พอเพลงเข้าปากเรา เขาก็ให้เราร้องเลย

ตอนนั้นเราฝึกสไตล์ป๊อปกับ R&B จนได้แล้ว ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลยไปเลือกร้องโอเปร่า เพลงคลาสสิกแทน อยากเรียนรู้สไตล์อื่นหลายๆ ด้าน รู้เยอะมันก็ยิ่งดีใช่ไหม เราอาจไม่ได้ร้องโอเปร่าในเพลงป๊อป แต่ใช้เทคนิคของโอเปร่าอย่างการปรับช่องเสียง ขึ้นเสียงสูงก็ทำได้สบายขึ้น ไม่ต้องเค้น

แล้วเพลงในอนาคตล่ะ ตอนนี้ดูเป็นโอกาสที่คุณจะได้ทดลองทำงานในแนวที่เป็นตัวเองมากขึ้นหรือเปล่า
เราคิดว่าแนวเพลงต่อไปก็ยังเป็นป๊อป R&B นี่แหละ แต่ตอนนี้ที่อยากเรียนเพิ่มเติมคือแจ๊ส ยังไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ ส่วนแผนทำเพลงเดี๋ยวคงต้องเข้าไปคุยกับทางแกรมมี่ วันนี้หลังจากคุยเสร็จเลยนี่แหละ ก่อนหน้านี้เราไม่มีแผนเพราะไม่คิดว่ากระแสจะกลับมาแรงขนาดนี้ และเป็นช่วงที่แพสชันเราเริ่มหรี่ไปบ้างเหมือนกัน

เกิดอะไรขึ้น
เป็นช่วงที่เราอยากพักด้วย เรายังมีสัญญาเหลืออยู่ แต่ไม่แน่ใจว่ายังอยากทำต่อหรือเปล่า ผลงานที่ผ่านมาของเราอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก มีดีบ้าง โอเคบ้าง ปล่อยเพลงออกไปแล้วเงียบๆ เลยไม่มั่นใจว่าตกลงจะยังไงดี ช่วงที่ผ่านมาเลยคิดหนักว่าจะทำอะไรต่อ ไปเรียนต่อต่างประเทศไหม แต่พอมีกระแสจาก The Mask Singer ก็เปลี่ยนไปเลย

พอรู้เหตุผลไหมว่าทำไมเพลงของเราถึงมีกระแสไม่ดีเท่าที่คาดไว้
ไม่แน่ใจ ไม่รู้เหมือนกัน อาจด้วยเพลงของเราที่ (นิ่งคิด) บางคนเขาบอกว่าฟังยาก คนไทยชอบฟังเพลงง่ายๆ แต่เพลงเราก็เป็นเพลงป๊อปนะ เลยสงสัยว่าวิธีการร้องของเรายากหรือแหวกแนวหน่อยหรือเปล่า มีการเอื้อน คนไปร้องตามที่คาราโอเกะหรือร้องในผับไม่ได้ ไม่ติดปาก แต่นี่เป็นสไตล์ที่เราถนัดและยังอยากร้องอยู่ ไม่ได้คิดจะเปลี่ยน อีกเหตุผลคือเราอาจเป็นคนที่ถูกลืมหรือโดนมองข้ามไปแล้วก็ได้เพราะโดนด่ามาตลอดหลายปี แฟนบางคนอาจจะเขวไปบ้าง กลายเป็นไม่ชอบไปด้วย ซึ่งคงกระทบต่อผลงานของเรา

ล่าสุดคำวิจารณ์หลังถอดหน้ากากก็รุนแรงใช้ได้ แต่ทำไมถึงเลือกไม่ตอบโต้เลยล่ะ
ไม่ใช่นิสัยเราอยู่แล้วที่จะออกมาด่ากลับ คิดว่าชิลล์ๆ มากกว่า เราโดนด่ามาทุกปี แค่นี้สบายมาก ทำอะไรเราไม่ได้อยู่แล้ว และเราไม่ได้ตามอ่านข่าวที่มีคนมาด่าเราให้กระทบจิตใจ เพื่อนๆ พี่ๆ ก็รู้กัน เขาก็จะไม่ส่งมาให้ จะรู้ก็ตอนที่มีคอมเมนต์ส่งมาบอกว่า ‘เป็นกำลังใจให้นะคะ’ มาเป็นหมื่นๆ เราก็จะรู้แล้วว่า อีกแล้วเหรอ คราวนี้เกิดอะไรขึ้นล่ะ

คิดว่าทำไมคนไทยถึงยังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ พฤติกรรมของดารานักร้องมากกว่าความสามารถ
ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่เรารู้ว่าเราเป็นนักร้องนะ น่าจะต้องฟังเพลงของเรา ฟังเสียงคุณภาพของเรามากกว่าสิ ตอนแรกก็ท้อบ้าง ด่านักข่าวตลอดเวลา ทำไมไม่จริงใจ มาหลอกถามเราแล้วก็ไปเขียนข่าวอีกแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายเราก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติของวงการ ถ้าอยากจะอยู่ตรงนี้ต่อก็ต้องรับให้ได้ใช่ไหมครับ ตอนนี้เลยมีทักษะในการเฉยๆ มีอารมณ์เหมือนกันนะ แต่ช่างมันเถอะ เดี๋ยวก็ผ่านไป ไปดื่มไวน์ดีกว่า (หัวเราะ)

ตอบได้ไหมว่าอะไรทำให้คุณอยู่ในวงการนี้มา 12 ปี และยังยืนยันจะอยู่ต่อไป
เหตุผลเดียวคือเราอยากร้องเพลง เราชอบร้องเพลง และอยากทำแค่สิ่งนี้ สุดท้ายเราก็รู้สึกภูมิใจมากๆ ที่ได้มาเป็นนักร้อง ถึงวงการบันเทิงจะมอบบาดแผลให้ชีวิตเราเยอะแค่ไหน มีคนเกลียดเรา ด่าเราแค่ไหน แต่ก็ยังมีสิ่งที่เราได้รับมามากกว่าสิ่งพวกนั้นช่วยเยียวยาเราได้ เราได้รับโอกาสให้ทำสิ่งที่รักตั้งแต่เด็ก มันไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะได้รับ เป้าหมายตอนนี้คืออยากทำเพลงให้ดีที่สุดที่ออกมาจากตัวเรา ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยังมีคนสนับสนุนเราอยู่

Author

ภาณุพันธ์ วีรวภูษิต

ชอบใช้เวลาว่างไปกับการเที่ยวเล่นในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีเป้าหมายคือต้องไปต่างประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง กำลังสนใจและพยายามศึกษาเรื่องเมืองๆ คู่ไปกับศิลปะ และหลอมสองอย่างนี้เข้ามาอยู่ด้วยกัน

Photographer

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพนิตยสาร a day ที่เพิ่งมีพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ชื่อ view • finder ออกไปเจอบอลติก ซื้อสิ ไปซื้อ เฮ่!

Related Posts